696-700
ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง ระบบโกงสกิล
บทที่ 696ถึง700
บนเรือเหาะมีคนร้อยกว่าคน ทั้งหมดเป็นคนจากสำนักมารกำเนิดและคนในตระกูลลู่ ประกอบด้วยคนธรรมดามากมายที่ไม่มีพลังป้องกันตัวโดยสิ้นเชิง
“อย่างนั้นก็ดี...” อันซาพยักหน้าน้อยๆ
เรือเหาะดูเชื่องช้า แต่ความจริงรวดเร็วว่องไว ไม่นานก็ฝ่าแนวป้องกันแรกได้โดยสมบูรณ์
“ระวังเส้นดำรอบๆ ด้วย พวกมันเป็นเส้นสีดำที่อยู่ในลักษณะกึ่งหลบเร้นซึ่งเห็นได้ยาก เป็นมัจฉาสงครามที่มารดาแห่งความเจ็บปวดปล่อยเอาไว้ เกิดไปโดนเข้า จะถูกมารดาแห่งความเจ็บปวดเจอตัวทันที!”
อันซาเห็นดังนั้นก็เคร่งเครียดขึ้น พร้อมกับร้องเตือนเสียงดัง
เรือเหาะช้าลง แต่ยังคงบินไปยังนภาดาราอย่างมั่นคง
เพียงแต่ไม่ทราบว่ามีตาข่ายสีดำที่รูปทรงเปลี่ยนแปลงไปมาโผล่มารอบๆ ตั้งแต่ตอนไหน ตาข่ายเหล่านี้แผ่ออกและเคลื่อนย้ายด้วยความเร็วสูงผ่านเรือเหาะ เป็นเพราะเร็วเกินไป มองดูไกลๆ จึงดูเหมือนมัจฉาสีดำ
“หักซ้ายสามสิบสององศา! ระวัง! เร่งความเร็วไปด้านหน้า” สุภาพบุรุษชราสั่งการ
“เข้าใจแล้ว”
หมีก่วงอิงตั้งสมาธิควบคุมเรือเหาะให้หักเลี้ยวไปมา ทะลวงผ่านมัจฉาสีดำสิบกว่าตัวอย่างแม่นยำ
“ระวังทางขวา! มาอีกฝูงแล้ว!” อันซาพลันร้องเตือน
“เห็นแล้ว! ข้าจัดการเอง!” หมีก่วงอิงพลิกซ้าย จากนั้นก็กดเรือเหาะลง หลบรอดมัจฉาสีดำฝูงนี้ไปได้อย่างง่ายดาย
ซู่!
เรือเหาะเจาะผ่านตาข่ายพันธนาการซึ่งเป็นมัจฉาสีดำติดต่อกันเป็นฝูงที่สาม
ตาข่ายเหล่านี้ถี่ขึ้นเรื่อยๆ ความหนาแน่นค่อยๆ บางลงตามกาลเวลาที่ผ่านไปเช่นกัน
ถ้ามีคนมองมาจากทางนภาดาราอันแสนไกล จะเห็นว่า เรือเหาะสีดำได้ฝ่าไปถึงชั้นผิวของตาข่ายมัจฉาดำซึ่งเหมือนกับผ้าโปร่งสีดำผืนหนาแล้ว ขอแค่ทะลวงชั้นที่สองอีกรอบ ก็จะหลุดออกจากดาวปรภพ หลุดพ้นจากวิกฤติการณ์ได้อย่างสมบูรณ์
ไม่นานนัก เรือเหาะก็ทะลวงผ่านตาข่ายมัจฉาดำอีกชั้นไปถึงชั้นสุดท้ายอย่างไร้สุ้มเสียง
“ชั้นสุดท้ายแล้ว ทั้งสองคนระวังด้วย!” หมีก่วงอิงปาดเหงื่อบนหน้าผากและถอนใจช้าๆ ต่อให้เป็นนาง ก็ต้องใช้พลังสมาธิอย่างมหาศาลในการบินหลบอย่างแม่นยำเมื่อครู่นี้เช่นกัน
นางต้องคอยสังเกตวิถีของมัจฉาดำทั้งหมดที่บินมารอบๆ ตลอดเวลา ทั้งยังต้องคาดเดาทิศทางคร่าวๆ ของพวกมันและทิศทางที่พวกมันจะว่ายไปด้วย
แถมยังต้องคอยระวังเช่นกันว่า มีมัจฉาเปลี่ยนทิศทางกะทันหันหรือไม่
“ไม่ต้องห่วง ชั้นนี้มั่นคง พวกเราระวังตัวหน่อยก็พอ ชั้นนี้ถี่ยิ่งกว่าชั้นทั้งหมดเมื่อก่อนหน้าเสียอีก! แต่ถ้าทะลวงไปได้ พวกเราก็จะเป็นอิสระโดยสมบูรณ์!” อันซาเอ่ยเสียงดัง
สุภาพบุรุษชราไม่พูดอะไรเลย เพียงแค่กำหมัดแน่น ลวดลายเทวลักษณ์อันซับซ้อนกะพริบแสงสีดำตรงกลางหน้าผากอย่างต่อเนื่อง
ซู่!
ในตาข่ายดำชั้นสุดท้าย มัจฉาสี่ฝูงพุ่งมาจากทั่วทุกทิศทางด้วยความเร็วที่ช้ากว่าเรือเหาะเพียงเล็กน้อย
“เร่งความเร็ว!” อันซาตะโกน
หมีก่วงอิงจับคันบังคับไว้แน่น ก่อนจะกดขึ้นด้านบน ไม่ให้มันขยับเขยื้อนไปไหน
กระแสพลังงานไร้รูปร่างจำนวนมากพ่นออกมาจากจากสองฟากข้างของเรือเหาะ เพื่อผลักดันเรือเหาะทั้งลำให้เร่งความเร็วขึ้น
เรือเหาะเข้าใกล้มัจฉาสีดำขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลาที่ผ่านไป
ตูม!
อยู่ๆ เรือเหาะก็สั่นสะเทือน ทั้งๆ ที่ไม่ได้ชนใส่อะไร แต่เหมือนมีอะไรสักอย่างมาชนใส่ก่อน
“แย่แล้ว!” อันซาสีหน้าเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เห็นมัจฉาดำทั้งหมดตรงหน้าหยุดชะงักพร้อมกัน ก่อนจะพุ่งเข้ามาหาเรือเหาะเสียงดังฟ้าวๆๆ
“มีตาข่ายลับ! บัดซบเอ๊ย!”
มารดาแห่งความเจ็บปวดได้วางตาข่ายดำซ่อนเร้นไว้ด้านหน้าตาข่ายมัจฉาดำชั้นสุดท้ายที่ชายขอบของดาวเคราะห์
นางใช้ประโยชน์จากความยากของตาข่ายดำชั้นสุดท้ายที่ถี่ยิบ ดึงดูดความสนใจของทุกคน แล้ววางตาข่ายซ่อนเร้นเป็นท่าสังหารไว้ก่อนล่วงหน้านิดหน่อย เพื่อทำให้พวกนางรับมือไม่ทัน
เรือเหาะโคลงเคลงอย่างรุนแรง หางพลังไร้รูปร่างที่สองฟากข้างเหมือนถูกรบกวน ส่งเสียงพ่นลมออกมาดังซี่ๆ ตลอดเวลา
“จะหยุดที่นี่ไม่ได้ ลงมือ! ฝ่าออกไป!” หมีก่วงอิงผุดสีหน้าเหี้ยมเกรียมขณะควบคุมให้หน้าต่างผลึกของเรือยกขึ้นไปด้านหน้า จากนั้นนางก็พุ่งออกไปผ่านหน้าต่างผลึก
เคร้ง!
เรือเหาะรูปมัจฉาสีดำลำหนึ่งที่พุ่งเข้ามาโดนนางฟันขาดเป็นสองท่อนดุจสายฟ้าฟาด หลังจากเฉียดผ่านกันแล้ว มันก็ระเบิดเสียงดังตูมตาม
ก้อนเพลิงสีแดงชาดกับเสียงระเบิดดึงดูดให้มัจฉาสีดำจำนวนมากกว่าเดิมที่อยู่รอบๆ มารวมตัวกันอย่างบ้าคลั่ง
“รีบไปเร็ว!”
อันซาโบกมือขวา ปราณมารสีดำจำนวนเหลือคณานับทะลักออกมา มังกรดำขนาดยักษ์ที่ยาวมากกว่าพันหมี่ตัวหนึ่งเลื้อยออกมาจากปราณมาร
“เจี๋ยลา ฝากเจ้าด้วย!” อันซาตะโกน
“ข้าจัดการเอง” มังกรดำลากร่างกายที่ยาวเหมือนกับงูไปชนใส่ฝูงมัจฉาสีดำที่ไล่ตามมาอย่างแน่นขนัด
เขามังกรสีดำทนทานไม่บุบสลาย พริบตาเดียวก็ชนทำลายเรือเหาะมัจฉาไปแล้วสิบกว่าลำ
ทว่าก็มีมัจฉาสีดำโต้กลับทันที กระสุนแสงสีดำจำนวนมากถูกระดมยิงใส่ผิวมังกรดำอย่างรุนแรง
เกล็ดมังกรค่อยๆ เปิดออกจนเลือดไหลซึมออกมา
มังกรดำร้องโหยหวนก่อนจะพ่นไฟสีทองออกไปรอบๆ กำจัดเรือเหาะมัจฉาหลายสิบลำได้ในทันที
แต่ก็ได้แค่นั้น เรือเหาะมัจฉาสีดำจำนวนมากกว่าเดิมพุ่งมาแต่ไกล มังกรดำเจี่ยลาขัดขืนอยู่สักพัก จึงค่อยถูกกลบหายเข้าไปกลางกองทัพมัจฉาจำนวนมาก ไม่นานก็สิ้นลมหายใจ แหลกสลายกลายเป็นปราณมารโบราณนับไม่ถ้วน
พรูด
เลือดย้อนขึ้นไปถึงลำคอของอันซา
“มารอัญเชิญของข้าถูกสังหารแล้ว จำนวนพวกมันมีเยอะเกินไป!”
เวลานี้เรือเหาะพอจะทะลวงตาข่ายมัจฉาดำออกมาได้แล้ว แต่กลับสลัดเรือเหาะมัจฉาจำนวนมากที่อยู่ด้านหลังไม่พ้น
“ไม่เป็นไรๆ ใกล้แล้ว! ใกล้จะถึงจุดนัดหมายแล้ว!” หมีก่วงอิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเร่งร้อนขณะใช้มือหนึ่งคว้าเรือเหาะไว้ และใช้อีกมือฟันดาบสีดำออกไป ทำลายเรือเหาะมัจฉาที่พุ่งมาลำหนึ่งอย่างรุนแรง
นางรู้ดีว่า ในเรือเหาะบรรจุญาติพี่น้องของลู่เซิ่งไว้ หากว่าเกิดเรื่อง นางจะไม่มีหน้าไปพบลู่เซิ่งแล้ว
เรือเหาะเร่งความเร็วขึ้นทีละนิด ดีที่เร็วกว่ามัจฉาดำที่อยู่ด้านหลังเล็กน้อย
เวลาค่อยๆ ผ่านไป เรือเหาะค่อยๆ ออกห่างจากมัจฉาที่อยู่ด้านหลัง นี่ทำให้ทั้งสามคนต่างโล่งใจ
“อีกนิดเดียวก็น่าจะ...”
ตูม!
เกิดเสียงดังสนั่นในทันใด เรือเหาะทั้งลำพลิกตีลังกา เหมือนกับโดนของที่ใหญ่โตมโหฬารกระแทกใส่อย่างแรง
พวกหมีก่วงอิงพยายามรักษาความมั่นคงให้เรือเหาะ แต่แรงกระแทกรุนแรงเกินไป ทั้งสามรวมพลังกันก็ได้แต่ลดความเร็วในการพลิกตีลังกานิดหน่อยเท่านั้น
ส่วนหางของเรือเหาะถูกชนจนขาดกระจุย มีหนึ่งในห้าส่วนโดนชนหักพร้อมกับลอยไปยังส่วนลึกของจักรวาล
“บัดซบ! กระแสมิติเวลาลับ!” หมีก่วงอิงกัดฟันคำราม
นางนึกไม่ถึงโดยสิ้นเชิงว่าจะมาเจอกระแสมิติเวลาในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้
“ไม่! นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ! มารดาแห่งความเจ็บปวดมีความสามารถที่ส่งผลต่อมิติเวลา จะต้องเป็นชั้นป้องกันลับที่ตั้งใจวางไว้เป็นการเฉพาะแน่!” สุภาพบุรุษชราตะโกน
“รีบคิดหาวิธีเร็ว! ไม่อย่างนั้นพวกเราได้ถูกม้วนเข้าไปในกระแสวังวนมิติเวลากันหมดแน่!” อันซากรีดร้อง
เกิดว่าถูกม้วนเข้าไปในกระแสมิติเวลาลับโดยไม่ได้เตรียมเครื่องหมายนำทางไว้ก่อน ก็อย่าคิดกลับโลกมารสวรรค์ตลอดกาล
เรือเหาะพลิกตีลังกาสามร้อยหกสิบองศาอย่างบ้าคลั่ง ทั้งสามประคับประคองสมดุลของเรือเหาะสุดแรงเกิด แต่น่าเสียดายที่แรงกระแทกของคลื่นมิติเวลารุนแรงเกินไปจริงๆ จึงได้แต่ลดความเร็วที่เชื่องช้าที่สุดของมันได้เท่านั้น
ในความมืดกลางนภาดารา
เงาร่างสีดำใหญ่โตที่มีตาเพียงข้างเดียวสายหนึ่งลืมตาจ้องมองเรือเหาะที่ลอยไปไกล พลันเอื้อมแขนข้ามระยะห่างไกลแสนไกลไปผลักใส่ด้านข้างเรือเหาะอย่างแรงอีกรอบ
ตูม!
ฝ่ามือมีขนาดเกือบเท่าเรือเหาะ การกระแทกครั้งนี้ทำให้เรือเหาะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ทันที
ตัวเรือส่วนเล็กๆ ระเบิดกลายเป็นก้อนเพลิงสีแดงชาดอีกครั้ง
หมีก่วงอิงคำราม รวบรวมพลังทั่วร่างเป็นประจุไฟฟ้าสีดำสายหนึ่งแล้วฉาบไว้บนคมดาบสีดำในมือของนาง
“วิญญาณนภาไร้สิ้นสุดฟาดฟัน! กะอีแค่เงาสายเดียว จงทลายไปซะ!”
ฟ้าว!
ดาบสีดำลากประกายดาบยาวมากกว่าร้อยหมี่ ประกายสีเงินเล็กๆ กะพริบด้านหลังประกายดาบสีดำ เหมือนกับเส้นหนึ่งดำเส้นหนึ่งเงินพาดเกี่ยวกัน แล้วฟันใส่ฝ่ามือยักษ์อย่างรุนแรง
ตูม!
คล้ายกับประกายดาบไม่ได้ฟันใส่ร่างมีเลือดมีเนื้อ
ฝ่ามือไม่เสียหายแม้แต่น้อย แต่ในที่สุดหมีก่วงอิงก็ยืมพลังอันยิ่งใหญ่นี้ ดีดเรือเหาะเร่งความเร็วออกห่างจากระบบดาวปรภพได้
“รีบไป...รีบไปแจ้งลู่เซิ่งเร็ว...จงใช้...แร่ดิบของข้า!” หมีก่วงอิงพูดประโยคสุดท้าย ก่อนจะกระอักเลือดออกมา แล้วหงายหลังล้มหมดสติไป
อันซากับสุภาพบุรุษชรารีบเข้าไปประคองนาง พลางฝืนผสานสร้างพลังชั้นขอบเขตมายาขึ้น แล้วควบคุมเรือเหาะจากไปอย่างรวดเร็ว
“ของขวัญพบหน้า หวังว่าเจ้าจะชอบนะ...” สตรีตาเดียวเจ้าของร่างมโหฬารมองดูทิศทางที่เรือเหาะจากไป ก่อนจะยิ้มหยัน
...
“เรือเหาะแตกเป็นเสี่ยง...หนิงเอ๋อร์หายตัวไปหรือ?!”
ลู่เซิ่งลืมตาขึ้นช้าๆ แล้วมองแร่ดิบที่ลอยอยู่กลางอากาศด้านหน้า
“ใช่...ตอนที่ใกล้จะออกมาสำเร็จ อยู่ๆ ก็เจอเงาฝ่ามือลี้ลับฟาดเรือเหาะเข้า...คนครึ่งหนึ่ง...ของสำนักมารกำเนิดเสียชีวิต คนหนึ่งในสามส่วนของจวนลู่ตกลงไปตาย...พวกเรา...พวกเรา...”
ลู่เซิ่งฟังเสียงสะะอึกสะอื้นจากแร่ดิบอย่างเงียบๆ โดยไม่แสดงสีหน้า
“รายงานพิกัดของพวกเจ้ามา” เขาพลันตัดบทอีกฝ่าย
“...ห่างจากดาวซีจิงห้าสิบปีแสง รอบๆ มีแถบอุกกาบาต...ยังมี...ใกล้ๆ ยังมีระบบดาวฤกษ์ที่มีดวงอาทิตย์สองดวงแห่งหนึ่ง!”
“ข้าเข้าใจแล้ว...อีกเดี๋ยวจะมีคนไปรับ” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างสงบ
“รับ...รับทราบ...”
การติดต่อของแร่ดิบค่อยๆ ขาดลง
ลู่เซิ่งนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม พร้อมกับเงยหน้ามองดูดวงดาวที่สุกสกาวบนฟากฟ้า
“ทัวหลัน เจ้าว่า ทำไมถึงมีคนไม่เข้าใจความล้ำค่าของชีวิตเสมอ การอยู่โดยที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยงดงามขนาดไหน” เขาถามเบาๆ
ทัวหลันปาเฮ่อนิ่งไปครู่หนึ่ง
“อาจ...เป็นเพราะเจ็บปวดก็ได้นะเจ้าคะ”
“เจ็บปวดหรือ” ลู่เซิ่งก้มหน้าลงมองนาง
“เจ้าค่ะ...มีแต่คนที่ใช้ชีวิตอย่างเจ็บปวดมากกว่าความตายเท่านั้น ถึงจะคิดแสวงหาการหลุดพ้น” ทัวหลันเอ่ยเสียงแผ่ว
“เป็นอย่างนั้นเองเหรอ” ลู่เซิ่งค่อยๆ ลุกขึ้น
“ตอนแรกข้าเตรียมจะถอนตัว หาดาวเคราะห์ดีๆ สักดวงเพื่อใช้ชีวิตที่เหลืออย่างสงบ เวลาไม่มีอะไรทำก็เลี้ยงลูก อยู่เป็นเพื่อนภรรยา น่าเสียดาย...ทำไม...ทำไมถึงมีคนบีบคั้นข้าอยู่เรื่อย...”
ลู่เซิ่งก้าวขึ้นหน้าหนึ่งก้าว ถึงกับเหยียบย่ำความว่างเปล่าเดินขึ้นสู่ท้องฟ้าเหมือนกับขึ้นบันไดล่องหน
ผลึกทรงขนมเปียกปูนสีขาวบริสุทธิ์ปรากฏขึ้นด้านหลังเขาอย่างช้าๆ
ฟ้าว!
จากนั้นผลึกก็กางหนวดสีดำที่เหมือนกับกิ่งไม้นับไม่ถ้วนออกไปรอบๆ ในพริบตา
หนวดสีดำปกคลุมอาณาเขตรอบๆ มากกว่าพันหมี่ไว้ทันที
ท้องฟ้ามืดครึ้มลง
เกิดเสียงดังตูม
ลู่เซิ่งหายสาบสูญไปจากที่เดิม
หลังจากเกิดเสียงแจ้งเตือนอย่างรุนแรง ทุกคนก็เห็นเงากระเรียนสีดำที่ใหญ่โตมโหฬารตัวหนึ่งกำลังบินไปยังนภาดารา หายไปด้านนอกชั้นป้องกันของตัวเมืองในพริบตาเดียว
..............................................
ณ เขตดาวปริศนา
ดาวเคราะห์สีฟ้าหมุนวนรอบดวงอาทิตย์สองดวงอย่างแช่มช้า ดาวฤกษ์สีทองที่เจิดจ้าสองดวงกระจายความร้อนที่น่ากลัวและน่าตกใจออกมาตลอดเวลา
เรือเหาะสีดำที่พังเละไม่มีชิ้นดีลำหนึ่งลอยเท้งเต้งอยู่กลางนภาดาราสีดำสนิท ไม่ขยับเขยื้อน คอยพ่นแสงสีฟ้าอ่อนแรงเป็นจุดๆ ออกมาจากช่องไอพ่นด้านข้างเป็นระยะ
โครมๆๆ
ด้านในห้องควบคุมหลัก หมีก่วงอิงค่อยๆ คลานออกมาด้วยใบหน้าอาบเลือด โคลงศีรษะเล็กน้อยและกวาดตามองรอบๆ
‘อัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งตระกูลหมีอย่างข้ากลับมีเวลาตกสู่สภาพแบบนี้กับเขาด้วย ลู่เซิ่งเอ๋ยลู่เซิ่ง ถ้ากลับไปเจ้าไม่ชดเชยให้ข้าล่ะก็ เจ้าได้เห็นดีแน่!’
นางผลักตู้สีเงินที่ทับร่างตัวเองออกอย่างกระหืดกระหอบ แล้วยันตัวลุกขึ้นจากพื้น
แม้นางจะอยู่ดีกินดีมาตั้งแต่เด็ก ที่แล้วมาใช้ชีวิตประดุจองค์หญิง หรือใช้ชีวิตดีกว่าองค์หญิงตั้งไม่รู้กี่เท่า
ทว่าตั้งแต่ถูกน้องชายทำร้ายและถูกคนผู้นั้นผนึกไว้ ประสบการณ์ในตราผนึกก็ได้ลบความภาคภูมิใจในตอนแรกของนางไปเสียสิ้น ความมั่นใจในตัวเองและโรคองค์หญิงถูกลบทิ้งจนหมดเกลี้ยง
หมีก่วงอิงกระอักเลือดออกมาอย่างหนัก ก่อนจะลากขาที่ถูกกระแทกหักไปพิงผนังที่เย็นเฉียบของเรือเหาะ
‘สถานการณ์ไม่ดีเลย...’ นางยื่นนิ้วชี้ออกมาแตะอากาศเบาๆ
แสงเย็นเยียบสีน้ำเงินจุดหนึ่งแวบขึ้นบนนิ้ว แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นในอากาศ
“บัดซบ!” หมีก่วงสีหน้าเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย เทวลักษณ์สีฟ้าปรากฏกลางหว่างคิ้ว แต่ว่าเทวลักษณ์เพิ่งโผล่มาก็มืดสลัวลงอย่างรวดเร็ว
‘เป็นไปไม่ได้’ นางกัดฟันและเหลียวมองรอบๆ
“อันซา? อยู่หรือไม่?!”
เสียงสะท้อนในห้องควบคุม แต่ผ่านไปนานก็ยังไม่มีการตอบกลับ
‘ครั้งนี้แย่แล้ว...’ หมีก่วงอิงชะงักไปเล็กน้อย แล้วดึงที่หนีบผมสีดำที่หนีบไว้บนผมยาวของตัวเองออกมาอย่างแรง
เปรี้ยง
ที่หนีบผมแตกออกเป็นเสี่ยง แสงสลัวสีดำอมน้ำเงินแผ่พุ่งออกมารอบๆ ตัวนาง เกราะศึกทรุดโทรมหลอมละลายกลายเป็นแสงสีดำอย่างรวดเร็ว จากนั้นอาภรณ์รัดรูปสีดำชุดหนึ่งก็จับตัวกันโผล่ออกมาในแสงดำ
ชุดรัดรูปเป็นเครื่องแบบต่อสู้พิเศษที่ผสมระหว่างเกราะอ่อนและเสื้อผ้า ขับเน้นเอวที่คอดกิ่วและอกที่ตั้งตระหง่านของนาง
ท่อนล่างคือวัสดุผ้าโปร่งบางเหมือนกับกางเกงรัดรูปสีดำซึ่งหุ้มตั้งแต่ขาอ่อนไปถึงปลายเท้า เพียงแต่ด้านนอกขาอ่อนทางขวามือมีลวดลายสีดำที่เหมือนกับมีดสั้นเพิ่มมา นั่นเป็นสัญลักษณ์พิเศษในตระกูลหมี
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย หมีก่วงอิงก็ยื่นมือไปกดลงบนสัญลักษณ์นอกขาอ่อนเบาๆ
ขวดน้ำที่บรรจุของเหลวที่เหนียวหนืดและโปร่งแสงไว้เต็ม โผล่ขึ้นมาในมือของนาง
‘ยังโชคดีที่มิติสัญลักษณ์ยังใช้ได้!’
นางรีบเงยหน้ากรอกของเหลวในขวดใส่ปาก
พอดื่มจนหมด นางก็อดกลั้นต่อความอิดโรยทั่วร่างพร้อมกับเคลื่อนย้ายตำแหน่งไปทั่วห้องควบคุมหลัก
ไม่นานนางก็เจออันซาที่สลบอยู่ตรงมุมหนึ่ง ส่วนสุภาพบุรุษชราที่อยู่กับนางหายตัวไปแล้ว
หลังตรวจสอบภาพของอันซาเสร็จแล้วและทราบว่าไม่เป็นอะไร นางก็ย้ายไปที่แท่นควบคุมเพื่อตรวจสอบสภาพความเสียหายของเรือเหาะ รวมถึงรายงานการบินครั้งสุดท้าย
หลังจากกดลงบนแท่นควบคุมหลักที่ส่งเสียงดังเปรี๊ยะๆ รายงานการบินก็แสดงเนื้อหาออกมาอย่างรวดเร็ว
‘เรือเหาะได้รับแรงกระแทกจากภายนอก ระดับความสมบูรณ์ตกลงร้อยละเจ็ดสิบ’
‘ระดับความสมบูรณ์ตกลงร้อยละเจ็ดสิบห้า’
‘ระดับความสมบูรณ์ตกลงร้อยละแปดสิบ’
‘พบคลื่นมิติเวลาลับ’
‘พบคลื่นมิติเวลาลับ’
‘พบคลื่นมิติเวลาลับ...แหล่งพลังงานหมด...เปิดใช้เตาหลอมพลังงานสำรอง’
‘ตัวเรือเสียหายถึงค่าวิกฤติ เปิดใช้ระบบช่วยชีวิต ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือโดยอัตโนมัติ’
‘พิกัดมิติเวลาหายไป อยู่ระหว่างการตั้งพิกัดใหม่...การตั้งพิกัดผิดพลาด...การตั้งพิกัดผิดพลาด...’
ที่เหลือล้วนเป็นข้อความว่าการตั้งพิกัดผิดพลาด
‘ว่าแล้วเชียว! ผลลัพธ์เลวร้ายที่สุด!’ พอหมีก่วงอิงอ่านรายงานการบินจบ ก็ทราบว่าต่อจากนั้นเกิดอะไรขึ้น
นางสั่งให้ติดต่อลู่เซิ่งก่อนจะสลบไป ตอนนั้นน่าจะเพิ่งหลุดจากคลื่นมิติเวลาลับ นึกไม่ถึงว่าจะเจอคลื่นลับอีกรอบหลังจากนางสลบไป...
หมีก่วงอิงคับข้องใจขนาดนี้เป็นครั้งแรก
เคราะห์ดีที่ครั้งก่อนนางถูกเหวี่ยงเข้าคลื่นมิติเวลาลับแล้วหลงไปถึงโลกเก๋อซาจนถูกผนึกหลายร้อยปี จึงมีประสบการณ์และการเตรียมตัวบางส่วนแล้ว
‘จากสถานการณ์ในตอนนี้ จะต้องแยกแยะก่อนว่ายังอยู่ในโลกมารสวรรค์หรือไม่!’ นางลูบสัญลักษณ์ด้านนอกขาอ่อน สิ่งของที่เหมือนกับเข็มกลัดสีแดงอันหนึ่งโผล่ขึ้นมาในมือนาง
ในเข็มกลัดมีเข็มสีเงินสิบกว่าเล่ม ตอนนี้กำลังหมุนวนไปทั่วไม่ยอมหยุดลง
‘สนามแม่เหล็กระบบดาวสิบกว่าแห่งที่เราบันทึกไว้...ไม่มีสักที่เลยเหรอเนี่ย ในเวลาสั้นๆ ไม่น่าจะบินมาไกลขนาดนี้สิ! ความเป็นไปได้เดียว...ก็คือ...’ หมีก่วงอิงสีหน้าเหยเก
นางกดไปกดมาบนแท่นควบคุมหลักอย่างรวดเร็วอีกรอบ แสงสีแดงกลุ่มหนึ่งพลันสว่างบนแท่น
สภาพของตัวเรือซึ่งมีแต่แสงสีแดงปรากฏอยู่บนแท่นควบคุมหลัก
‘สีแดงๆ มีแต่สีแดง! แย่แล้ว!’ หมีก่วงอิงควานหาอย่างละเอียด ในที่สุดก็เจอสีน้ำเงินอยู่ตรงมุมหนึ่ง
‘ฟิ้ว! ยังดีๆ! เคราะห์ดี!’ อาณาเขตสีน้ำเงินนี้คือจุดที่มีความสามารถคุ้มกันสมบูรณ์และแข็งแกร่งที่สุด
ขณะเดียวกันยังเป็นที่อยู่ของครอบครัวและสายตรงสำนักมารกำเนิดของลู่เซิ่ง
“ยังดีที่ตรงนี้ไม่เป็นไร...”
“ไม่...ชั่วครู่ก่อนจะเกิดเรื่อง เฉินอวิ๋นซีภรรยาของลู่เซิ่งกับลู่หนิงลูกชายของเขากำลังกินข้าวที่โรงอาหารด้านนอก...” เสียงที่แหบพร่าอยู่บ้างเสียงหนึ่งดังมาจากด้านข้างหมีก่วงอิง
อันซาฟื้นสติแล้ว นางขมวดคิ้วมองจุดสีแดงบนแท่นควบคุมหลักด้วยสีหน้าซับซ้อน
“เจ้าแน่ใจหรือ” สีหน้าของหมีก่วงอิงอึมครึมลง
“แน่นอน ข้าเห็นเฉินอวิ๋นซีกับลู่หนิงลอยหายไปพร้อมกับตัวเรือที่แตกออกเป็นเสี่ยงด้วยตาตัวเอง” อันซากล่าวด้วยอารมณ์หม่นหมองหดหู่
“ยังมีเค่อหลู่...เขาถูกสะบัดหายไปจากตัวเรือเหมือนกัน...” เค่อหลู่คือสุภาพบุรุษชราผู้นั้น
“...โอกาสรอดอาจจะ...” หมีก่วงอิงยังพูดไม่จบ อันซาก็พูดต่อ
“ไม่ต้องคิดแล้ว เฉินอวิ๋นซีตายแล้ว กายเนื้อของคนธรรมดาถูกม้วนเข้าไปในอวกาศ มิพักเอ่ยถึงอย่างอื่น แค่การกดทับจากสุญญากาศก็บดขยี้นางจนตัวระเบิดได้แล้ว” อันซาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เหมือนกำลังข่มกลั้นอะไรเอาไว้
ทั้งสองคนนิ่งไปชั่วครู่หนึ่ง
โครม!
หมีก่วงอิงทุบกำปั้นกับขอบแท่นควบคุมหลัก
“มารดาแห่งปรภพ...!” นางกัดฟันกล่าว
“ยังดีที่ข้าสั่งให้คนไปบอกลู่เซิ่งแล้ว” เสียงของอันซาอ่อนแรงและเบาลงเรื่อยๆ จากนั้นศีรษะของนางก็เอียงห้อย สลบลงไปอีกครั้ง
หมีก่วงอิงกวาดตามองนาง รู้สึกว่าร่างของอันซาค่อยๆ กลายเป็นอากาศ ยิ่งมายิ่งโปร่งแสง
“บัดซบ! มารสวรรค์จุติ!” กลัวอะไรก็ได้อย่างนั้นจริงๆ
เมื่อมารสวรรค์มาถึงจักรวาลหรือโลกใบอื่น จะใช้วิธีจุติเพื่อหลบเร้นการสะกดของโลกตามสัญชาตญาณ
นี่เป็นความสามารถที่มีเฉพาะในหมู่เจ้าแห่งอาวุธที่เป็นมารสวรรค์
ทว่าดันมาจุติตอนนี้ อันซากับหมีก่วงอิงจึงแยกจากกันโดยสมบูรณ์
‘ครั้งนี้ลำบากแล้ว...’ หมีก่วงอิงฝืนเขยิบเข้าไป คิดจะเขย่าตัวอันซา แต่ช้าไปแค่ก้าวเดียว อันซาก็กลายเป็นโปร่งแสงโดยสมบูรณ์ แล้วเปลี่ยนเป็นจุดแสงสีดำสลายไปจากที่เดิม
“ว่าแล้วเชียว!” หมีก่วงอิงทุบกำปั้นกับผนัง ก่อนจะหย่อนตัวนั่งลงข้างตำแหน่งของอันซาและพิงศีรษะกับผนัง
‘ทุลักทุเลจริงๆ...’ นางแหงนศีรษะพิงกับผนัง ผมดำยาวระตามไหล่ลงไปบนร่าง สองขาเรียวยาวประกบกัน พิงเอียงๆ อยู่บนชิ้นโลหะสีเงินที่แตกหักก้อนหนึ่ง
‘ตอนนี้ได้แต่ฝากความหวังไว้ที่แร่ดิบแล้ว...’ นางลูบสัญลักษณ์อีกรอบ พร้อมกับแตะก้อนหินด้วยความหวังสุดท้าย
แร่ดิบสั่นไหวเล็กน้อยแล้วกลับเป็นปกติ
‘เป็นอย่างที่คิด...ของอย่างคลื่นลับไม่อาจเจาะแบบปกติได้...ติดต่อกับสมาคมธวัชเหล็กไม่ได้แล้ว’ หมีก่วงอิงหัวเราะขื่นขม ‘ตอนนี้ได้แต่พึ่งตัวเองแล้ว’
ครั้งนี้ดีที่ครอบครัวและสายตรงในสำนักของลู่เซิ่งไม่เกิดเรื่องทั้งหมด ไม่อย่างนั้นต่อให้นางตายหมื่นครั้งก็ยังไม่พอชดใช้โทษ
...
ดาวซีจิง
ลำแสงสีเหลืองอ่อนสายหนึ่งพุ่งมาแต่ไกล แล้วหยุดห่างจากดาวเคราะห์สิบกว่าปีแสง
ร่างของบุรุษหนุ่มที่กำยำโผล่ขึ้นกลางลำแสง
เขาถือหอกยาวสีดำสองเล่ม สะพายเกราะกระดองเต่าสีดำทรงขนมเปียกปูนไว้บนหลัง ผมสั้นสีดำตั้งตรง
“หาเจอหรือยัง” มีเสียงดังมาจากคอเสื้อของบุรุษหนุ่ม
“ไม่ น่าจะถูกม้วนเข้าไปในคลื่นมิติเวลาลับแล้ว” บุรุษหนุ่มเหลียวมองรอบๆ ค้นหาบางอย่างไปพลาง พูดตอบคอเสื้อไปพลาง
“ทางกลุ่มที่สี่เล่า” เขาถามสั้นๆ
“ไม่เจอเหมือนกัน เจอแค่ซากส่วนหนึ่ง” เสียงของสตรีอีกคนดังออกมาจากคอเสื้อ
“นึกไม่ถึงว่าดาวปรภพที่สามจะมีเรือเหาะระดับนี้โผล่มา ที่เหลวไหลที่สุดก็คือเรือเหาะลำนี้ยังฝ่าแนวป้องกันผนึกได้อีกต่างหาก น่าเหลือเชื่อโดยแท้” บุรุษหนุ่มส่ายหน้าน้อยๆ
“ใช่แล้ว...ถ้าไม่ใช่เงาของเจ้าลัทธิลงมือเอง เกรงว่าเรือเหาะลำนั้นจะหนีไปได้อย่างปลอดภัยจริงๆ” เสียงของสตรีแฝงความตกใจเล็กน้อย
“จริง...” บุรุษหนุ่มพยักหน้าน้อยๆ นึกถึงการโจมตีของเรือเหาะเมื่อก่อนหน้า สหายของเขาพูดถูกจริงๆ ถ้าหากนาทีสุดท้าย...
“หือ?” จากความว่างเปล่าที่อยู่ไกลออกไป อยู่ๆ บุรุษหนุ่มก็เห็นเรือเหาะทรงกระสวยลำหนึ่งกำลังบินไปยังทางดาวซีจิงด้วยความเร็วสูง
“หยุดก่อน!” บุรุษหนุ่มนิ่วหน้าก่อนจะพุ่งเข้าไปสกัดไว้ทันที
“ที่นี่คือระบบดาวปรภพ! เป็นอาณาเขตส่วนบุคคล! ถ้าอยากจะผ่านต้องแสดงใบผ่านทางก่อน!”
พอเข้าไปใกล้ เขาจึงค่อยพบว่าเรือเหาะลำนั้นเล็กมาก อย่างมากสุดก็มีขนาดครึ่งหนึ่งของเรือเหาะทั่วไปเท่านั้น กว้างยาวไม่เกินสิบหมี่ เป็นเรือเหาะขนาดเล็กสำหรับคนเดียว
บุรุษผมสั้นสีดำที่มีร่างบึกบึนคนหนึ่งนั่งอยู่บนที่นั่งคนเดียวด้านในห้องขับของเรือเหาะ
ครั้นได้ยินเสียง บุรุษก็ค่อยๆ หยุดเรือเหาะลง
“ขอถามว่าที่นี่คือดาวซีจิงใช่หรือไม่”
บุรุษหนุ่มที่ลาดตระเวนอยู่งุนงง “แน่นอน ที่นี่เป็นอาณาเขตส่วนบุคคลของมารดาแห่งปรภพ ถ้าไม่มีเรื่องอะไรก็อย่ามาเพ่นพ่าน รีบถอยออกไปเสีย!”
“อย่างนั้น ดาวซีจิงเป็นเขตของมารดาแห่งปรภพใช่ไหม” บุรุษผมสั้นถามอีก
“แน่นอน เจ้าถามไปทำไมเยอะแยะ” บุรุษหนุ่มที่ลาดตระเวนขมวดคิ้ว เข้าใกล้อีกหน่อย พร้อมกับกวัดแกว่งหอกยาวในมือ แสงสีเหลืองอ่อนหลายสายกระเพื่อมขึ้นกลางความว่างเปล่า
ไม่นานนัก แสงสีเหลืองอีกสองสายก็บินมาถึง เป็นเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรี
ทั้งสามสวมเครื่องแบบและมีอาวุธสั่งทำเหมือนกัน ถือหอกคู่ ตัวหอกยาวจนน่าตกใจ เป็นอาวุธใช้โจมตีเรือ
“เป็นอะไรไป ทางนี้มีคนจะเข้าระบบดาวหรือ” บุรุษผมแดงร่างผอมอีกคนในกลุ่มลาดตระเวนเขยิบเข้ามาถาม
“ตรงนี้เป็นหนึ่งในทางเข้าออกเพียงสองสามทางในคลื่นมิติเวลาลับ หากจะเข้าไป ได้แต่เข้าไปจากตรงนี้” สตรีลาดตระเวนเอ่ยอย่างราบเรียบ “ถามสถานการณ์แล้วหรือยัง”
“ยัง กำลังจะถาม พวกเจ้าก็มาพอดี”
ทั้งสามคนมองเรือเหาะ เรือเหาะส่วนตัวเป็นของระดับสุดยอดที่มีมูลค่ามหาศาล ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปไม่มีปัญญาซื้อ ยิ่งอย่าว่าแต่ขับมาถึงสถานที่ไกลปืนเที่ยงแบบนี้คนเดียว
..............................................
“คำถามสุดท้าย” บุรุษในเรือเหาะเอ่ยด้วยสีหน้าราบเรียบ “ราวครึ่งชั่วยามก่อนหน้า มีเรือเหาะลำหนึ่งที่บินออกจากดาวปรภพที่สามมาที่นี่ พวกเจ้าเห็นหรือไม่”
“ดาวปรภพที่สามหรือ” เหล่าเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนงุนงงพร้อมกัน รู้สึกตึงเครียด มีเพียงสตรีผู้นั้นที่แสดงสีหน้าสงสัย
“ไม่นี่ พวกเราลาดตระเวนอยู่แถวนี้มาโดยตลอด ไม่เคยเห็นเรือเหาะลำไหนผ่านมา แถวนี้เปลี่ยวร้างมาโดยตลอด ถ้ามีเรือเหาะ พวกเราจะพบเห็นได้ทันที”
นางพลิกมือไปไพล่ไว้ด้านหลังขณะที่พูดและทำสัญญาณมือให้สหายที่อยู่ด้านหลังดู
สหายเข้าใจทันที ก่อนจะลอบเปิดอักขระค่ายกลเตือนภัยเร่งด่วนที่เหน็บไว้หลังเอว
คนที่ขับเรือเหาะส่วนตัวได้ ทั้งยังกล้ามารับคนตามลำพังทั้งๆ ที่ทราบว่ามีกลุ่มลาดตระเวนอยู่ตรงนี้ จะต้องไม่ใช่คนที่พวกเขาสามคนรับมือได้แน่นอน
จะต้องเรียกกำลังคนมาป้องกันเหตุไม่คาดฝันไว้ก่อน
“เจ้าเห็นไหม” บุรุษในเรือเหาะมองบุรุษอีกคน
“ไม่ ไม่เห็น พวกเราอยู่ด้วยกัน อยู่แถวๆ นี้” บุรุษผู้นั้นรีบโบกมือ
“แล้วเจ้าเล่า” บุรุษในเรือเหาะมองคนสุดท้าย
“ข้า...”
“เจ้าเคยเห็นมาก่อน” บุรุษในเรือเหาะพลันตัดบท
“ไม่! ไม่! ข้าไม่เคยเห็น!” บุรุษลาดตระเวนไม่ทราบว่าจิตใจเย็นเยียบได้อย่างไร รีบโบกมือโต้แย้ง
“จงพาข้าไป” ประกายสีแดงอ่อนสว่างในสองตาดำขลับของบุรุษบนเรือเหาะซึ่งกำลังจ้องมองคนลาดตระเวน
“ข้า...” คนลาดระเวนรู้สึกว่ามีเหงื่อกาฬไหลออกมาบนแผ่นหลังของตัวเองอย่างมิอาจควบคุม เขาค่อยๆ ถอยหลัง แล้วก้มหน้าลงเพื่อหลบสายตาของอีกฝ่าย
“ไม่ต้องกลัว...” บุรุษในเรือเหาะพลันกล่าวประโยคหนึ่งอย่างอธิบายไม่ได้
ฟ้าว!
ทันใดนั้นผมบนร่างคนลาดตระเวนก็ยาวขึ้นอย่างฉับพลัน แค่ชั่วเสี้ยววินาทีเท่านั้น ผมที่ยาวพลันกลายเป็นหนามแหลมสองแท่ง แล้วแทงใส่สหายอีกสองคนอย่างไม่ทันตั้งตัว
เลือดระเบิดออกช้าๆ เหมือนกับบุปผา ลอยเวียนว่อนกลางอากาศ
อีกสองคนผุดสีหน้างงงัน นึกไม่ถึงโดยสิ้นเชิงว่าสหายที่อยู่ด้านหลังจะลงมือกับตนเองอย่างฉับพลัน ทั้งยังใช้วิธีลงมือแบบนี้อีก
คนลาดตระเวนงงงวย จากนั้นก็อ้าปากกว้าง พร้อมกับถอยหลังอย่างช้าๆ ด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว
“ไม่...ไม่ใช่ข้า! ไม่ใช่ข้านะ! ไม่ใช่ข้า! ไม่ใช่...” เขาพึมพำเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ
พรวด!
เกิดเสียงที่กายเนื้อถูกฉีกระเบิดออกขึ้นสองครั้ง กลางอากาศเหลือแค่เรือเหาะลำหนึ่งและคนลาดตระเวนอีกคนหนึ่งทันที
“จงนำทางให้ข้าเสีย” บุรุษในเรือเหาะเอ่ยอย่างราบเรียบ
คนลาดตระเวนสีหน้าซีดขาว ผมของตัวเองยาวขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเกาะเกี่ยวกัน แล้วพันตรงส่วนมือจับหลายแห่งตรงปลายเรือเหาะเอาไว้
เขากรีดร้องอย่างหวาดสะพรึง คิดจะยื่นมือไปตัดผมของตนเอง แต่เพิ่งจะยกมือขึ้น เส้นผมอีกเส้นก็แผ่ขยายมาจากบนร่างของเขาแล้วรัดพันเขาไว้หลายชั้นจนตาย
ลู่เซิ่งมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาสงบนิ่งอยู่ด้านในห้องควบคุมของเรือเหาะ
“หนิงเอ๋อร์ อวิ๋นซี ถ้าพวกเจ้าตาย ข้าจะให้มารดาแห่งปรภพตามพวกเจ้าไปด้วย” เขาพึมพำเบาๆ
เรือเหาะเร็วขึ้นเรื่อยๆ
อยู่ๆ ลู่เซิ่งก็กดปุ่มหนึ่งด้านหน้า
ฟ้าว!
เรือเหาะทั้งลำกะพริบทีหนึ่ง ก่อนจะหายไปจากที่เดิมในพริบตา
ตอนที่โผล่มาอีกครั้ง ก็มาอยู่กลางนภาดาราที่ใกล้กับดาวซีจิงมากๆ แล้ว
เรือเหาะทิ้งตัวลงไปบนดาวซีจิงในแนวดิ่ง เหมือนกับดาวตกจากฟากฟ้า ผิวของเรือเหาะเกิดเพลิงลุกไหม้สีแดงเนื่องจากเสียดสีกับชั้นบรรยากาศด้วยความเร็วสูง
เปลวไฟเผาไหม้ทั่วร่างลู่เซิ่งอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดเล็กๆ แผ่กระจายมาจากชั้นผิวหนังของเขา
“มาเถอะ เริ่มกันเลย” แสงสีแดงในดวงตาเขาสว่างขึ้นเรื่อยๆ
ตูม!
ประกายเพลิงจุดหนึ่งระเบิดบนผิวดาวเคราะห์ในทันใด
เรือเหาะปักเข้าไปกลางทะเลทรายสีเหลืองพร้อมกับระเบิดขึ้น
เกิดเสียงดังสนั่น ประกายเพลิงพวยพุ่งสู่ท้องฟ้า หลุมอุกกาบาตขนาดมหึมาที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางหลายร้อยหมี่โผล่ขึ้นกลางทะเลทราย
ลู่เซิ่งคุกเข่าข้างหนึ่งอยู่กลางหลุม เปลวเพลิงน่าหวั่นสะพรึงที่ร้อนถึงหลายพันองศาเผาไหม้ไปทั่วร่าง
แต่ว่าเปลวไฟเหล่านี้ไม่มีอันตรายใดๆ ต่อเขา กลับห่อหุ้มเขาไว้เป็นชั้นๆ เหมือนกับเกราะ
เสียงแหวกอากาศดังฟ้าวๆ ลอยมาจากทั่วท้องฟ้า กลิ่นอายอันแข็งแกร่งหลายสายจากโลกแห่งความเจ็บปวดเข้าใกล้ด้วยความเร็วสูง
“จงตายไปพร้อมลูกข้าเถอะ” ลู่เซิ่งเอื้อมมือหนึ่งออกมาแล้วกำเป็นหมัด
พริบตานั้นแสงสีดำล่องหนกลุ่มหนึ่งระเบิดออกมาอย่างสะเทือนเลื่อนลั่นโดยมีเขาเป็นศูนย์กลาง
เพียงพริบตาเดียว แสงสีดำก็แผ่ขยายออกไปรอบๆ อากาศบิดเบี้ยว ผืนดินบิดเบี้ยว สิ่งมีชีวิตทั้งหมดหยุดชะงักเหมือนถูกสายฟ้าผ่าใส่
แสงสีดำเหมือนกับลูกคลื่นกลายเป็นก้อนขนาดมหึมาที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่าหมื่นกงหลี่โดยมีลู่เซิ่งเป็นศูนย์กลาง
หากมองจากอวกาศลงไป จะเหมือนกับมีก้อนแสงสีดำกึ่งโปร่งแสงก้อนหนึ่งโผล่ขึ้นมาเหนือดาวซีจิง
ก้อนแสงสีดำเพียงเล็กกว่าดาวซีจิงเท่าหนึ่ง สีฟ้าที่สว่างไสวในตอนแรกบนผิวของดาวเคราะห์ที่ถูกก้อนแสงปกคลุมกลายเป็นสีเทาอ่อนอันเงียบสงัดในพริบตา
จิตวิญญาณของสิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนถูกกลืนกิน ชีวิตนับไม่ถ้วนกำลังสูญหาย
วิญญาณจำนวนมหาศาลกำลังร่ำไห้โหยหวน
ยามเมื่อราชันระดับมายาพิศวงใช้โลกรูปจิตสุดกำลัง จะมีอานุภาพขนาดไหน
อาจจะมีคนไม่กี่คนที่เคยเห็น
แต่ตอนนี้เหล่าเจ้าหน้าที่หน่วยลาดตระเวนที่อยู่กลางความว่างเปล่ารอบๆ ดาวซีจริงกลับได้เป็นประจักษ์พยาน
เจ้าหน้าที่ที่กำลังลาดตระเวนอยู่ในตอนแรกมองดาวเคราะห์อย่างอึ้งงัน
เรือเหาะที่กำลังเดินทางค่อยๆ หยุดลง มองผ่านกระจกผลึกไปยังดาวซีจิง
เรือเหาะทางการค้าที่ผ่านทางมา เรือโดยสารขนาดใหญ่ที่เดินทางข้ามมิติเป็นระยะไกล
คนจำนวนนับไม่ถ้วนต่างก็เห็นก้อนแสงสีดำก้อนใหญ่อันน่ากลัวที่ห่อหุ้มดาวซีจิงไว้เกือบครึ่งหนึ่ง
บนดาวซีจิงมีกองทัพใต้อาณัติของมารดาแห่งความเจ็บปวดสามกอง ประกอบด้วยคนเกินหมื่นล้าน
ทว่ากลับมีคนตายไปหลายพันล้านคนด้วยการโจมตีจากก้อนแสงที่ลู่เซิ่งปล่อยออกมา
“อ๊าก! หาที่ตาย!”
เสียงคำรามอย่างบ้าคลั่งดังมาจากดาวเทียมขนาดเล็กดวงหนึ่งที่อยู่ด้านข้างดาวซีจิง
เงาสีเขียวเข้มขนาดมหึมาที่มีหัวเป็นกระทิงตัวเป็นคนบินมาจากดาวเทียมพร้อมกับขยายร่างขึ้น
เงายาวขึ้นมากกว่าพันหมี่ในทันที ขณะที่พุ่งตรงดิ่งเข้าหาแสงสีดำ
กล้ามเนื้อบนสองแขนของมนุษย์หัวกระทิงบึกบึน เส้นเลือดและเส้นประสาทนับไม่ถ้วนสั่นไหวเต้นระริก ขวานยักษ์สองหน้าในมือเรืองแสงสีทองเจิดจ้า
“ขวานผ่าตะวันดับ!”
ขวานสองหน้าขยายใหญ่ขึ้น พริบตาเดียวก็ใหญ่ขึ้นเกือบเท่าก้อนแสงสีดำ เกิดเสียงดังตูมตอนที่มันฟันใส่ผิวก้อนแสง
แต่ขวานยักษ์เพิ่งแตะโดนผิวก้อนแสง มนุษย์หัวกระทิงก็รู้สึกผิดปกติทันที
“พลังนี้มัน!?” ไม่ทันได้ตกใจ พละกำลังอันมหาศาลที่แกร่งกว่าเขาสิบกว่าเท่าก็ดีดกลับมาอย่างสะเทือนเลื่อนลั่น
พลังระเบิดอันยิ่งใหญ่และแรงกระแทกอันน่าสะพรึงดีดขวานยักษ์ให้กระแทกหน้าผากของเขาเอง
โพละ!
เพียงแค่พริบตาเดียว ร่างของมนุษย์หัวกระทิงที่เพิ่งโผล่มาก็ระเบิดเป็นเศษเนื้อทันที
เศษเนื้อกระเด็นออกไปหลายพันลี้ ขณะกำลังจะรวมตัวกันเพื่อฟื้นฟูเป็นร่างอีกรอบ แสงสีดำสายหนึ่งก็สาดขึ้นกลางอากาศ มนุษย์หัวกระทิงที่เพิ่งเป็นรูปเป็นร่างโดนกระชากเข้าหาก้อนแสงสีดำด้วยความเร็วสูง
“ไม่!” แสงสีเขียวระเบิดจากทั่วร่างมนุษย์หัวกระทิง โซ่อักขระนับไม่ถ้วนพุ่งออกมาจากร่างของเขา ก้อนแสงสีเขียวขมุกขมัวกลุ่มหนึ่งขยายออกไปรอบๆ โดยมีเขาเป็นศูนย์กลาง
นี่คือโลกรูปจิตของเขา
แต่เพิ่งจะแสดงรูปจิตออกมา ก็ถูกแสงดำเจาะทะลวงอย่างรุนแรงทันที แสงสีเขียวฟีบลงเหมือนกับลูกโป่งรั่ว ไม่นานก็หายไปโดยสิ้นเชิง
ผู้เข้มแข็งขอบเขตลวงตาที่ปกครองดาวเคราะห์คนหนึ่งตกตายลงเช่นนี้โดยใช้เวลาแค่ไม่กี่สิบอึดใจสั้นๆ
การพังทลายของโลกรูปจิตหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างของจิตวิญญาณและกายเนื้อพังทลายพร้อมๆ กัน ไม่มีโอกาสไปเกิดใหม่ สูญสลายไปเช่นนี้
แสงสีดำหุบตัวลงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหายไปในผิวก้อนแสงสีดำเหมือนกับหนวด
บนพื้นผิวดาวซีจิง
ลู่เซิ่งลอยตัวอยู่กลางอากาศแล้วบินไปยังทิศทางหนึ่ง
สิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนที่เขาบินผ่านหยุดชะงัก ไม่ว่าจะเป็นนกกลางท้องฟ้า สัตว์สี่เท้าบนผืนดิน หรือแม่ทัพทหารในกองทัพแห่งความเจ็บปวดที่มีพลังฝึกปรือสูงล้ำ
ทุกสิ่งทุกอย่างมีแค่จุดจบเดียวเมื่อเผชิญกับแสงสีดำ นั่นคือความตาย
ก้อนแสงสีดำหมุนวนไปตามดาวซีจิงรอบหนึ่ง หลังจากเคลื่อนผ่านผิวดาวเคราะห์พร้อมกับกลืนกินชีวิตทั้งหมด จึงค่อยหุบตัวลงในทันใด
ซู่!
แสงสีดำนับไม่ถ้วนหายเข้าไปในร่างของลู่เซิ่งดุจสายฟ้าฟาด
เขากวาดตามองรอบๆ ทะเลทรายสีทองในตอนแรก ตอนนี้แห้งเหี่ยวกลายเป็นเนินทรายสีขาวอมเทานับไม่ถ้วน
ดาวเคราะห์ไม่เหลือความร้อนใต้ดินและสนามแม่เหล็กอีกต่อไป แสงของดาวฤกษ์ที่เพิ่งจะทะลุผ่านชั้นบรรยากาศมาก็เหมือนกลายเป็นห่าธนูชุบพิษนับไม่ถ้วน สาดรังสีอันรุนแรงเพื่อฆ่าปลาที่หลุดรอดร่างแหทั้งหมดที่ยังหนีรอดภัยพิบัติต่อไปอีก
“วิญญาณแห่งดาวเคราะห์ได้ตายไปแล้ว”
เงาสีแดงพร่ามัวสายหนึ่งมองไปไกลขณะลอยตัวอยู่กลางความว่างเปล่า
“จุดที่แข็งแกร่งที่สุดของมารสวรรค์มายาพิศวงก็คือการกางโลกรูปจิตเพื่อกลืนกินและทำลายทุกอย่าง ไม่เห็นเหตุการณ์นี้มานานแล้วจริงๆ...”
“ดูเหมือนสหายเจิ้งเจวี๋ยจะค่อนข้างสะท้อนใจทีเดียว ปกติไม่เคยเจอท่าน ครั้งนี้เหตุใดจึงเผยโฉมเสียแล้ว” จันทร์เสี้ยวสีม่วงดวงหนึ่งค่อยๆ ปรากฏในอีกสถานที่ เสียงกระจ่างที่เหมือนหญิงสาวดังมาจากด้านใน
“เร้นกายอยู่แถวนี้มาได้หลายพันปี รู้สึกได้ถึงความผิดปกติก็เลยลองมาดูเท่านั้น” เงาแดงตอบอย่างราบเรียบ “ตัวท่านนั่นแหละ ไม่อยู่ที่นครตราชั่ง กลับมาทำอะไรในสถานที่รกร้างแห่งนี้”
จันทร์เสี้ยวสีม่วงนิ่งไป
“เป็นเพราะหนึ่งชั่วยามก่อนหน้านี้ มายาพิศวงผู้นั้นอยู่ในนครตราชั่งของข้า...”
เงาแดงหัวเราะเบาๆ สองสามครั้ง “ตัวท่านเคราะห์ร้ายจริงๆ”
“ก็ปัญหาเดียวกับถ้ำนภาสวรรค์ในครั้งกระโน้นของท่านนั่นแหละ หลังมาถึงระดับมายาพิศวง โดยเฉพาะพวกมารสวรรค์มายาพิศวง จะไม่มีใครสะกดสัตว์ประหลาดเหล่านี้ไว้ได้อีก นอกจากพวกเขาเอง ต่อให้ชนะก็ฆ่าไม่ตาย นอกเสียจากทำลายโลกรูปจิตถึงฐานได้ แต่โลกรูปจิตไหนเลยทำลายง่ายอย่างนั้น” จันทร์สีม่วงกล่าวอย่างจนปัญญา
“ถูกต้องแล้ว มีแต่มายาพิศวงที่เป็นมารสวรรค์เท่านั้นที่รับมือมายาพิศวงมารสวรรค์ได้ โลกรูปจิตของพวกเขารับมือยากเกินไป” เงาแดงพยักหน้าเห็นด้วย
“มาแล้ว ยอดฝีมือทางมารดาแห่งความเจ็บปวดมาแล้ว!” อยู่ๆ เสียงของจันทร์สีม่วงก็เร่งร้อนขึ้น “ท่านทายว่าฝั่งไหนจะชนะ”
“มารดาแห่งความเจ็บปวดก็แล้วกัน ความแตกต่างชัดเจนมาก เห็นได้ชัดว่าคนผู้นั้นเพิ่งก้าวสู่ระดับสูงสุดได้ไม่นาน
“อย่างนั้นข้าก็ได้แต่ทายว่าคนใหม่จะชนะแล้ว” จันทร์สีแดงยิ้ม ไม่เห็นถึงความไม่พอใจ
ทั้งสองไม่ได้พูดอะไรกันต่ออีก เพียงมองส่วนลึกของนภาดาราอยู่ไกลๆ ก้อนแสงสีเหลืองมัวซัวจุดหนึ่งกำลังเด้งโดดด้วยความเร็วสูงอยู่ตรงนั้น
กลางก้อนแสงคือสตรีร่างสูงใหญ่ที่มีปีกสี่ข้างบนหลังและผิวพรรณเหมือนกับรูปสลักสำริดสีเหลือง
นางสวมหน้ากากไว้บนใบหน้าส่วนล่าง นัยน์ตาสีทองสองข้างที่เผยออกมามองดาวซีจิงอย่างเย็นเยียบ
“บังอาจมาทำลายเขตดวงดาวของข้า ข้าจะทำให้เจ้ารู้ว่าอะไรคือความสิ้นหวัง!” ปีกทองเหลืองขนาดยักษ์สองคู่ด้านหลังนางกระพือเบาๆ ขนปีกนับไม่ถ้วนขยายใหญ่ด้วยความเร็วสูง
ร่างกายของนางขยายขนาดและเปลี่ยนแปลงจากความสูงสิบยี่สิบหมี่ในตอนแรกเป็น หนึ่งร้อยหมี่ สองร้อยหมี่ สามร้อยหมี่ หนึ่งพันหมี่ สองพันหมี่! สามพันหมี่!
ร่างของนางขยายใหญ่ถึงสามพันหมี่ เกราะทั่วร่างของนางกะพริบแสงสีทองเจิดจ้าเหมือนกับสร้างขึ้นมาจากทองคำ จากนั้นนางก็เอื้อมมือเข้าหาดาวซีจิงอย่างฉับพลัน
ฝ่ามือสร้างเงาฝ่ามือสีทองขนาดมโหฬารข้างหนึ่งขึ้นไกลๆ ขนาดเกือบจะเท่าครึ่งหนึ่งของดาวซีจิง
“ตาย!”
ฝ่ามือสีทองตะปบใส่ก้อนแสงสีดำ
...
บนดาวซีจิง
ลู่เซิ่งเงยหน้ามองฝ่ามือสีทองที่เข้ามาใกล้เรื่อยๆ ขณะค่อยๆ กางแขนออก
คลื่นสีดำนับไม่ถ้วนทะลักออกมาจากใต้เท้าของเขา แล้วกลายเป็นทะเลสาบสีดำผืนหนึ่งในอาณาเขตรัศมีหลายพันลี้โดยมีเขาเป็นศูนย์กลาง
“ฆ่านางซะ พันเทวะ!”
แกว๊ก!
เงากระเรียนยักษ์โบยบินสู่ฟากฟ้าจากด้านหลังเขา เงยหน้าพุ่งใส่ฝ่ามือยักษ์
..............................................
ณ เขตดาวปริศนา
หมีก่วงอิงค่อยๆ ลืมตาขึ้น เมื่อครู่นางหลับไปเพราะอิดโรยเหลือเกิน
ไม่ทราบว่าหลับไปนานเท่าไหร่
‘ยังดี’ นางลูบขาทั้งสองของตัวเอง อาการบาดเจ็บตรงจุดที่กระดูกหักหายดีแล้ว
สัจพลังในกายไหลเวียนอย่างรวดเร็ว จุดที่ยังติดขัดเล็กน้อยได้รับการซ่อมแซมพอประมาณ จึงดีกว่าตอนที่เพิ่งตื่นมาก
‘นั่นคือเงาของมารดาแห่งความเจ็บปวดหรือ ข้าจำเจ้าไว้แล้ว’ เป็นครั้งที่สองตั้งแต่เกิดมาที่หมีก่วงอิงถูกเล่นงานหนักขนาดนี้
ต่อให้เป็นตอนทำภารกิจในสมาคมธวัชเหล็ก ก็ไม่ได้อลังการขนาดนี้
นางกวาดตามองตำแหน่งเดิมของอันซาอีกรอบ
‘ไม่อยู่จริงๆ ด้วย’
นางคืบคลานขึ้นจากพื้น แล้วตบฝุ่นบนขา ก่อนจะเดินไปกดปุ่มควบคุมบนแท่นควบคุมหลัก
ครืด...
ประตูกั้นระหว่างห้องควบคุมหลักและห้องโดยสารค่อยๆ เลื่อนขึ้นด้านบน
หมีก่วงอิงก้มหน้ามองเครื่องแบบต่อแบบสู้พิเศษบนร่างตัวเอง รู้สึกระอาอยู่นิดหน่อย
‘คนที่เพิ่งเอาเครื่องแบบต่อสู้มาสวมหลังจากต่อสู้เสร็จแล้ว ในเขตดวงดาวคงมีอยู่ไม่กี่คน...’
นางปวดเนื้อปวดตัวและไร้เรี่ยวแรง อยู่ในสภาพอ่อนแออย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน แต่เป็นเพราะเครื่องแบบต่อสู้ที่ปกป้องกายเนื้อ เลยไม่มีความเสียหายแม้แต่น้อย
ได้ใช้ประโยชน์ในนาทีนี้พอดี
‘รู้สึกแปลกๆ...’
หมีก่วงอิงยันกำแพงพร้อมกับเดินเข้าไปในห้องโดยสารอย่างช้าๆ
ซากศพกระจัดกระจายไปทั่วในห้องโดยสาร ศพส่วนใหญ่สวมเครื่องแบบของสำนักมารกำเนิดสีขาว มีทั้งบุรุษและสตรี
ศพลอยไปมากลางสุญญากาศ ระบบช่วยเหลือชีวิตสูญเสียประสิทธิผลไปนานแล้ว
‘จำได้ว่าด้านหลังประตูกั้นคือห้องแยกตัว...ใช้ฆ่าเชื้อและแยกตัวสิ่งมีชีวิตพิเศษ...เหตุใดถึงมีคนมากมายขนาดนี้’ หมีก่วงอิงนิ่วหน้าพร้อมกับเดินเข้าใกล้ห้องแยกตัว
ศพของบุรุษที่ลอยเท้งเต้งศพหนึ่งค่อยๆ เข้ามาใกล้ ดวงตาเบิกโพลง ลูกตาแห้งและระเบิดไปแล้ว ของเหลวด้านในไหลอาบใบหน้าของเขา ดูเหมือนกับมีคนสาดเมือกสีเหลืองอ่อนใส่หน้า
สูดหายใจเฮือกหนึ่ง หมีก่วงอิงผลักศพออกไป แล้วเร่งความเร็วลอยตัวไปยังประตูห้องที่อยู่สุดห้องแยกตัว
โพละ!
มีเสียงอากาศรั่วดังมา
ประตูห้องทรงกลมที่อยู่สุดทางของห้องแยกตัวค่อยๆ ถูกนางเลื่อนออก เผยให้เห็นโถงใหญ่ที่กะพริบแสงสีแดงซึ่งอยู่ถัดเข้าไปอีกที
มีศพไม่น้อยลอยอยู่ในโถงใหญ่เช่นกัน บ้างก็เหลือแค่ครึ่งลำตัว เครื่องในและเลือดจับตัวเป็นก้อนกลมและล่องลอยไปทั่ว
“มีใครอยู่ไหม” นางตะโกนเสียงดัง
เสียงสะท้อนในโถงใหญ่ที่กว้างขวาง แต่ไม่มีใครตอบ
หมีก่วงอิงถอนใจเฮือกหนึ่ง แล้วเร่งความเร็วไปยังเขตป้องกันตรงกลางที่ยังคงทำงานอยู่เพียงส่วนเดียว ตรงนั้นคือเขตห้องที่คนจากตระกูลลู่และระดับสูงที่เป็นสายตรงของสำนักมารกำเนิดพักอาศัย
ลอยตัวเข้าไปได้ไม่นานเท่าไหร่ หมีก่วงอิงก็มายืนที่ประตูห้องของเขตป้องกันใจกลาง
แกร๊ก
อยู่ๆ ก็มีเสียงดังมาจากความมืดทางขวามือเบาๆ
หมีก่วงอิงชะงักมือที่ยื่นออกมา พร้อมกับตวัดสายตาไปทางขวามือทันที มีดสั้นสีดำเล่มหนึ่งโผล่ขึ้นมากลางฝ่ามือของนางในพริบตา
ด้านในความมืดมิด มีดสั้นสีดำปล่อยความบิดเบี้ยวอันแปลกประหลาดที่มองไม่เห็นออกมาบนคมมีด
มีดนิลห่างจิตเล่มนี้เป็นอาวุธป้องกันตัวที่ลุงของนางมอบให้ ก่อนจะออกเดินทาง เมื่อมาถึงจักรวาลแห่งนี้ แม้อานุภาพของมีดจะลดลงอย่างใหญ่หลวงเพราะกฎที่แตกต่างกัน แต่ความคมโดยพื้นฐานกับผลเร่งความเร็วสองชนิดก็ยังคงอยู่
“ใคร!?” หมีก่วงอิงผุดสีหน้าเฉียบขาดขณะจับจ้องสถานที่ในความมืดที่มีเสียงดังออกมาเขม็ง
ท่ามกลางความมืดมิด ดวงตาแคบยาวที่เรืองแสงสีแดงอ่อนคู่หนึ่งค่อยๆ เปิดขึ้นและจ้องมองลำคอของนาง
ฮือ...!
หมีก่วงอิงอาศัยแสงดาวที่ส่องลอดเข้ามาผ่านช่องโหว่บนตัวเรือในโถงใหญ่ พอจะมองออกได้ว่าสิ่งที่เดินออกมาจากในความมืดเป็นตัวอะไร
นั่นคือหญิงสาวงดงามที่มีผมยาวสีแดงอมม่วงคนหนึ่ง เพียงแต่หญิงสาวคนนี้ร่างเปลือยเปล่า มีแต่เกราะโลหะสีดำชิ้นเล็กๆ ที่ปกปิดจุดสำคัญสามจุดไว้เท่านั้น บนร่างของนางใต้แสงดาวเป็นกล้ามเนื้อที่กระชับเพรียวบางและผิวพรรณสีขาวนวลเป็นประกายแวววาว
สิ่งที่น่าสับสนมากที่สุดก็คือ หญิงสาวคลานสี่ขาและเผยคมเขี้ยวออกมา พร้อมกับคำรามเบาๆ ใส่นางเหมือนกับสุนัขตัวใหญ่
ปลายแขนขาของนางมีกรงเล็บหมาป่าที่แหลมคมงอกอยู่จริงๆ ส่วนสะโพกเองก็มีหางสีดำสนิทที่เต็มไปด้วยหนามเส้นหนึ่งเช่นกัน
“คุยกันได้ไหม” หมีก่วงอิงนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะพูดด้วยภาษาภัยพิบัติ
ภาษาภัยพิบัติมีผลที่ใช้ส่งความคิดของตัวเองให้แก่อีกฝ่ายได้โดยตรง แม้อีกฝ่ายจะไม่รู้จักหนังสือหรือภาษาใดๆ ก็ตาม
ขอแค่อีกฝ่ายมีอวัยวะในการฟัง
กรรซ์!
ฉับพลันนั้นหญิงสาวก็กลายเป็นเงาหลงเหลือสีม่วงแล้วพุ่งเข้าใส่หมีก่วงอิงด้วยความเร็วที่น่าตื่นตะลึง
...
ดาวซีจิง
กระเรียนยักษ์สีดำโบยบินสู่ท้องฟ้าพร้อมกับส่งเสียงร้องที่น่ากลัว
เทียบกับครั้งก่อนแล้ว กระเรียนยักษ์พันเทวะใหญ่ขึ้นกว่าก่อนหน้านี้หลายเท่า ลำตัวยาวหลายสิบลี้
พันเทวะที่พุ่งเข้าไปสะบัดปีกกระแทกเข้ากับกลางฝ่ามือยักษ์กลางอากาศอย่างเหี้ยมหาญ
ตูม!
เป็นเพราะมือยักษ์สีทองใหญ่เกินไป จึงสู้ร่างพลังงานที่มีความหนาแน่นในระดับสูงของพันเทวะไม่ได้โดยสิ้นเชิง ทั้งสองฝ่ายเพิ่งสัมผัสกัน ก็เหมือนกับหนามสีดำเจาะนมข้นเหนียวสีทอง
ฝ่ามือสีทองถูกหั่นเป็นชิ้นๆ ในพริบตา หมอกสีทองจำนวนมากกระจายออกมาจากในชิ้นเนื้อที่ระเบิดออก
จากนั้นก็รวมตัวกันเป็นสตรีสีทองเหลืองที่มีปีกสี่ข้างงอกอยู่บนหลังอีกครั้ง
ร่างของนางสูงถึงสามพันหมี่ เพิ่งโผล่มาก็โถมตัวใส่ลู่เซิ่งทันที
ปีกทั้งสี่ข้างด้านหลังของนางเรืองแสงสีทองอย่างเจิดจ้า
“กระดิ่งทองเก้าแปรเปลี่ยน!”
แสงสีทองกระจายออกทันที พร้อมกับยิงเงาแสงสีทองหลายสายออกไปสองฟากข้าง เงาทุกสายคือมนุษย์ทองคำปีกคู่ที่มีร่างเป็นสีทองเหลือง
มนุษย์ทองคำทั้งหมดต่างถือหอกยาวหลายเล่มไว้ในมือ พุ่งเข้าใส่ลู่เซิ่งอย่างแน่นขนัดโดยไม่ส่งเสียงอะไรเลย
มนุษย์ทองคำที่กระจายออกมามีอยู่เก้าตน แต่ละตนต่างปล่อยความเย็นเยียบเสียบกระดูกออกมาบนร่าง ทำให้ผิวของลู่เซิ่งรู้สึกเย็น
แสดงให้เห็นว่าพวกมันทุกตนต่างมีความสามารถที่ทำร้ายเขาได้
ลู่เซิ่งบินถอยหลัง พันเทวะกระพือปีกยักษ์กวาดใส่มนุษย์ทองคำสองตนด้านหน้า
เปรี้ยง!
เสียงกระแทกที่ดังเสียจนทำให้คนธรรมดาแก้วหูแตกได้ระเบิดออกมา
มนุษย์ทองคำสองตนปลิวถอยออกไปกระแทกกับพื้น ส่งผลให้พื้นยุบเป็นรู รูเล็กๆ สองรูปรากฏบนปีกสีดำของพันเทวะเช่นกัน แสดงให้เห็นว่าโดนมนุษย์ทองคำแทงหอกใส่ตอนปะทะกัน
แต่ว่ารูปจิตไม่ดับสูญ มารสวรรค์ไม่ตาย
ลู่เซิ่งกระโจนตัวขึ้น แล้วพุ่งเข้าไปกลางอกของพันเทวะ หลอมรวมเข้ากับมันอย่างฉับพลัน
แกว๊ก!
พันเทวะอ้าปากเงยหน้าส่งเสียงคำราม บาดแผลสมานตัวในพริบตา ก่อนจะพุ่งเข้าใส่สตรีทองเหลืองสี่ปีกกลางท้องฟ้า
มนุษย์ทองคำที่เหลือพุ่งเข้าไปรุมล้อมมันอย่างบ้าคลั่งจากทั่วสี่ทิศแปดทาง แต่ถูกมันกระพือปีกกระแทกออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า
ทว่าสภาวะการพุ่งของพันเทวะกลับถูกขัดขวาง โจมตีอยู่หลายครั้งก็ยังคงจับตัวสตรีสี่ปีกไม่ได้
หลังพุ่งพลาดไปสองครั้ง จานกลมสีขาวขนาดยักษ์ใบหนึ่งก็โผล่ขึ้นมาด้านหลังพันเทวะในทันใด เป็นจานประกายโรจน์!
จานประกายโรจน์หมุนวนอย่างช้าๆ เทวลักษณ์อันใหม่ค่อยๆ หมุนสู่ตำแหน่งศีรษะของกระเรียนยักษ์ จากนั้นก็หยุดลง
นั่นคือลวดลายอันเป็นตัวแทนพลัง เป็นพละกำลังล้วนๆ
แสงสีขาวซีดจางสว่างวาบบนตัวพันเทวะ
ซู้ด!
มันเงยหน้าสูดลมหายใจเฮือกหนึ่ง
กระแสอากาศขนาดมหึมากลายเป็นพายุในพริบตา พร้อมกับกระชากทุกสิ่งรอบๆ เข้าหาตัวเอง
มนุษย์ทองคำเก้าตนต้านทานไม่ไหว มีสามตนโดนดึงเข้าไปหาปากใหญ่ของพันเทวะ
พรูด!
กระเรียนยักษ์ยื่นเล็บแหลมคมออกมาข่วน มนุษย์ทองคำสามตนถูกฉีกทึ้งไปสองตนในทันที
มนุษย์ทองคำอีกหกตนที่เหลือพุ่งเข้ามาจากด้านหลัง แล้วแทงหอกยาวทะลุหลังของพันเทวะ
แต่สิ่งที่น่าประหลาดก็คือบาดแผลที่แทงทะลุไม่มีรอยเลือดใดๆ
ตรงกันข้าม พันเทวะกลับใช้พละกำลังอันน่ากลัวลากมนุษย์ทองคำหกตนพร้อมกับพุ่งขึ้นสู่ด้านบน สตรีสี่ปีกที่กำลังควบคุมมนุษย์ทองคำสุดกำลังอยู่ด้านบนจึงถูกชนเข้าเต็มรัก
เปรี้ยง!
นางเหมือนถูกกระสุนปืนใหญ่ยิงใส่ กระดูกทั่วร่างหักไปหลายสิบแห่ง จะงอยแหลมของพันเทวะเจาะทะลุทรวงอกของนาง
ตัวตนขนาดมโหฬารทั้งสองบินออกห่างจากดาวซีจิง
“คลื่นพิโรธ!” สตรีสี่ปีกดิ้นรนพลางตะโกน ในการต่อสู้ระยะประชิดด้วยกายเนื้อ นางไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพันเทวะโดยสิ้นเชิง จึงถือโอกาสปล่อยโลกรูปจิตออกมา
ก้อนแสงสีทองอ่อนกลุ่มหนึ่งขยายออกไปสี่ทิศแปดทางโดยมีนางเป็นศูนย์กลาง
กระเรียนยักษ์พันเทวะไม่ยอมแสดงความอ่อนแอเช่นกัน ก้อนแสงสีดำขลับกระจายออกมาจากทั่วร่าง
ก้อนแสงสีดำกับก้อนแสงสีทองปะทะเสียดสีกันอย่างรุนแรง จากนั้นก็ลากทั้งสองเข้าสู่โลกรูปจิตของอีกฝ่ายพร้อมๆ กัน
...
ลู่เซิ่งยืนนิ่งอยู่บนชายหาดงดงามสีขาวบริสุทธิ์
ท้องฟ้าที่อยู่ไกลออกไปเป็นสีฟ้าครามสะอาด ผิวทะเลขยับขึ้นลงราวกับมหาสมุทรกำลังหายใจ
เขาได้สติกลับมา ก้มมองดูตนเอง เขาสวมเสื้อฟางและกระโปรงฟางที่สานขึ้นจากใบไม้ ใช้เถาวัลย์ที่หยาบเส้นหนึ่งสานเป็นเข็มขัด บนเข็มขัดมีหอกไม้หนึ่งสั้นหนึ่งยาวสองเล่มเหน็บอยู่
“อาเซิ่ง รีบมานี่เร็ว ปลาใกล้จะย่างสุกแล้ว รีบมากินเร็ว” บนชายหาดไม่ไกลออกไป สตรีงดงามที่สวมเพียงกระโปรงฟางคนหนึ่งโบกมือพลางร้องตะโกน
พอลู่เซิ่งเพิ่งเดินเข้าไปหา นางก็ยัดปลาย่างไม้หนึ่งใส่มือเขาทันที
“กินเลยๆ เสี่ยวหร่วนย่างเองกับมือเชียวนะ” นางยิ้มด้วยใบหน้ามีความสุข
ลู่เซิ่งมองปลาย่าง ในใจเกิดความอบอุ่นที่ยากอธิบายโดยไม่มีสาเหตุ นั่นคือความรู้สึกอบอุ่นและมีความสุขที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน ทำให้เขาอดยกปลาย่างในมือขึ้นไม่ได้
ชั่วขณะนั้นราวกับเขาลืมเรื่องราวที่สำคัญบางอย่าง แต่ความรู้สึกมีความสุขนี้พันเกี่ยวอยู่รอบทรวงอก ทำให้เขาคร้านจะคิดเรื่องอื่นๆ
ลู่เซิ่งจึงถือโอกาสนั่งลง พร้อมกับกินปลาย่างในมือกับเสี่ยวหร่วนอย่างตะกละตะกลาม
“อร่อยไหม” นางถามเสียงอ่อนโยนพร้อมกับนั่งลงด้านข้างเขาเบาๆ
“รสชาติใช้ได้ แต่จืดไปหน่อย” ลู่เซิ่งพ่นตะแกรงเหล็กที่ใช้ย่างปลาออกจากปากครึ่งชิ้น แล้วหยิบก้อนหินที่เป็นสีแดงอีกหลายก้อนขึ้นยัดใส่ปาก ก่อนจะเคี้ยวจนแหลกแล้วกลืนลงไป
“เดี๋ยว! เจ้า...เจ้ากินอะไรลงไป!?” เสี่ยวหร่วนมองเขาอย่างตกตะลึง จากนั้นก็ตกใจจนหน้าถอดสี
นางหันไปมองจุดที่ใช้ย่างปลา นอกจากถ่านดำบางส่วนแล้ว ก้อนหิน ตะแกรงย่าง และถ่านไม้ที่ยังแดงอยู่ล้วนถูกลู่เซิ่งกลืนลงท้องไปโดยใช้เวลาแค่ไม่กี่วินาที
“กินไม่ได้หรอกหรือ” ลู่เซิ่งงงงัน สมองที่สับสนอยู่บ้างของเขารู้สึกผิดปกติเล็กน้อยเช่นกัน เพียงแต่ตอนกินปลาเขาเผลอชิมสิ่งของใกล้ๆ ไปด้วย ครั้นพบว่ากินได้ก็จัดการจนหมดเกลี้ยง
“พระเจ้าช่วย!” เสี่ยวหร่วนทรุดนั่งลงบนหาดทรายพลางมองเขาด้วยความแตกตื่นหวาดหวั่น “เจ้า! เจ้าเป็นใครกันแน่!?”
“เป็นอะไรไป” ลู่เซิ่งมองสีหน้าที่หวาดหวั่นพรั่นพรึงของเสี่ยวหร่วน พอได้ยินคำถามนี้ อยู่ๆ ความพร่ามัวในใจแต่เดิมก็กระจ่างชัดด้วยความเร็วสูง
“ข้า? ข้าคือ...ข้าคือ...” อารมณ์ของลู่เซิ่งค่อยๆ ดิ่งลง “ข้าคือลู่เซิ่ง...จริงสิ...ข้ามาทำอะไรที่นี่กัน”
..............................................
“ไม่นะ...อย่ากินข้าเลย! อย่านะ!” เสี่ยวหร่วนหมุนตัวหนีไป
พรวด!
แสงสีดำสายหนึ่งแวบขึ้น
ลู่เซิ่งเช็ดปาก
“ถ้าเจ้าไม่พูดข้าคงลืมไปแล้วว่าเจ้าก็กินได้เหมือนกัน หลังจากกินเจ้า โลกรูปจิตของข้ายังได้สารอาหารเพิ่มขึ้นนิดหน่อยด้วย”
โลกรูปจิตชนิดนี้เป็นวิญญาณของอีกฝ่าย การกินเท่ากับการทำให้อีกฝ่ายอ่อนแอ เขาย่อมไม่เกรงอกเกรงใจ
‘ตรรกะของเรากับการรับรู้กฎสากลของโลกใบนี้แตกต่างกันมาก เลยหายสับสนได้ตั้งแต่แรก ต่อจากนี้ควรจะเจาะออกจากที่นี่ยังไงดีนะ’ ลู่เซิ่งแหงนมองท้องฟ้า แล้วสาวเท้าเดินไปยังส่วนลึกของเกาะ
...
สตรีสี่ปีกยืนนิ่งอยู่กลางถนน ปีกด้านหลังของนางเหมือนกับอวัยวะที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ขยับขึ้นลงโดยไม่รู้ตัว
“เจ้ารู้ไหมว่าคำว่า ชั่ว เขียนอย่างไร” เสียงบุรุษที่อ่อนโยนดังมาจากด้านหลังของนาง
“คำว่าชั่วอะไร” นางหันกลับไปเห็นบุรุษผิวดำที่มีร่างสูงใหญ่กำยำ ยืนอยู่ด้านหลังของนางพลางถามเบาๆ
“เจ้าลืมแล้วหรือ พวกเราตกลงกันว่า หากข้าเขียนคำนี้เป็น แล้วมายืนอยู่ตรงหน้าเจ้าเมื่อไหร่ จะเป็นเวลาที่พวกเราแต่งงานกัน” บุรุษมองนางด้วยความรักอย่างล้ำลึก
สตรีสี่ปีกไม่รู้จะตอบอย่างไร คำคำเดียวยากปานนั้นเชียวหรือ
บุรุษนั้นยิ้มกว้างกว่าเดิม
“ข้าจะเขียนให้เจ้าดู”
เขาผลักสตรีสี่ปีกเบาๆ เพื่อให้นางถอยหลังไปหลายก้าวและให้เหลือที่ว่าง
“จงดูเถอะ นี่เป็นความรักที่ข้ามีต่อเจ้า! อ๊ากกกก!”
เกิดเสียงกล้ามเนื้อฉีกขาดที่น่ากลัวดังขึ้น เสื้อบนร่างบุรุษระเบิดออกในทันที กล้ามเนื้อบนร่างขยายใหญ่ขึ้นอย่างบ้าคลั่ง
อ๊าก ตุบๆๆๆ!
เขากระโจนไปด้านหน้า พร้อมกับต่อยเงากำปั้นขนาดเท่าอ่างล้างหน้าใส่ที่ว่างด้านหน้าสุดแรงเกิด
“ฝ่ามือสี่ลักษณ์ กำปั้นปัญจธาตุสะกดมาร!”
เงากำปั้นหลายร้อยสายระเบิดออกมาในพริบตา จากนั้นก็กลายเป็นประโยคว่า ข้าชั่วจริง อยู่ด้านหน้าสตรีสี่ปีกอย่างรวดเร็ว
“อ๊าก! แต่งงานกับข้าเถอะ!”
ตูม!
เงากำปั้นสายหนึ่งกระแทกใส่พื้นด้านข้างสตรีสี่ปีก ระเบิดหลุมขนาดเท่าอ่างน้ำขึ้นมา
เปรี้ยง! บุรุษบีบคอสตรีสี่ปีก กล้ามเนื้อทั่วร่างระเบิดพลังสุดแรงเกิด
“เห็นหรือยัง! นี่คือความรักที่ข้ามีให้เจ้า!”
กร๊อบ...เสียงกระดูกหักดังขึ้น...
สตรีสี่ปีกดิ้นรนอย่างยากลำบาก แต่ก็ไม่เป็นผล พละกำลังของอีกฝ่ายแข็งแกร่งกว่าความคาดหมายของนาง
“แต่งงานกับข้าเถอะ! แต่งงานกับข้าสิ!”
บุรุษเงยหน้าคำรามขณะบีบคอของสตรีไว้อย่างแน่นหนา พละกำลังที่บ้าคลั่งแทบทำให้กระดูกคอของนางหักสะบั้น
“เจ้า...เจ้า...ปล่อยก่อน...!” สตรีสี่ปีกพยายามส่งเสียงขณะกระหืดกระหอบ
“อ้าว...” เหมือนบุรุษจะรู้สึกว่าตัวเองตื่นเต้นเกินไปจึงรีบคลายมือ
แค่กๆๆ...
สตรีสี่ปีกไม่ได้มีพละกำลังแข็งแกร่งอยู่แล้ว ปกติอาศัยจิตแห่งวัฏจักรของตัวเองต่อสู้ ตอนนี้เมื่อไม่มีรูปจิตแห่งวัฏจักรแล้ว จึงสู้แรงบุรุษตรงหน้าไม่ได้
เวลานี้ถึงแม้จะรู้สึกผิดปกติเล็กน้อย แต่เพื่อทำให้อีกฝ่ายปลดปล่อย นางจึงจำเป็นต้องประนีประนอมก่อน
“เจ้าไม่รู้สึกหรือว่าวิธีการขอแต่งงานของเจ้ามีปัญหา” นางกระอักกระไออย่างจนปัญญา ก่อนจะถามอย่างไร้เรี่ยวแรง
“ปัญหาหรือ ปัญหาอะไรล่ะ” บุรุษเกาศีรษะแกรกๆ แล้วชี้หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีที่กำลังสู้กันจนเลือดอาบซึ่งอยู่ไม่ไกลออกไป
“ดูสิ! ทุกคนก็ทำอย่างเดียวกันไม่ใช่เหรอ”
สตรีสี่ปีกมองไป ทางนั้นมีสตรีคนหนึ่งกำลังยกบุรุษคนหนึ่งตัวลอยขึ้นแล้วระดมหมัดใส่ท้องของเขา
“พรุ่งนี้อยากกินอะไรหา!?”
“พรุ่งนี้อยากกินผักกาดขาว!”
“กินผักกาดขาวทำไม! กินขึ้นช่าย! กินขึ้นช่ายสิ!” สตรีถีบใส่ยอดอกของบุรุษสุดแรงจนเขากระอักเลือดออกมา
“มีแต่การเลือดตกยางออกเท่านั้นถึงจะแสดงความรักของข้าได้!” บุรุษบาดเจ็บหนักจนล้มลงกับพื้น แล้วกระอักเลือดออกมา จนกระทั่งรถพยาบาลมาถึง บนใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้มสุขใจ
ส่วนฝ่ายสตรีถูกทุบตีจนแขนหัก ขาข้างหนึ่งเป็นอัมพาต จึงถูกหามขึ้นรถพยาบาลไปพร้อมกับแฟนหนุ่มด้วย
ก่อนขึ้นรถ หมอและพยาบาลหยิบเทียนฉลองการแต่งงานออกมาจากใต้เปลหามแล้วจุดไฟด้วยใบหน้ายินดี
“ขอให้พวกคุณอยู่ด้วยกันร้อยปี ผูกพันกันตลอดกาล!”
“ขอบคุณ...ขอบคุณ!” สองคู่รักซาบซึ้งจนขอบตาร้อนผ่าว
สตรีสี่ปีกรู้สึกว่าทัศนคติด้านรักแท้ของตนได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง...
“นี่ยังนับว่าเบาะๆ นะ ทางนั้นรุนแรงกว่าอีก” ชายหนุ่มชี้ไปอีกด้านด้วยใบหน้าริษยา
“รักเธอนะจ๊ะ! กำปั้นเขี้ยวหมาป่าวายุฟ้า!”
สตรีร่างบึกบึนคนหนึ่งใช้พละกำลังทั้งหมดต่อยทะลุกำแพงหนาหนึ่งเมตรกว่าๆ แล้วพุ่งใส่บุรุษร่างกำยำที่อยู่อีกด้าน
“ฉันก็รักเธอเหมือนกัน! ต้องฆ่า! ดาบราชันเก้าชีวิต!”
“โอ้วววว!”
“อ๊ากกก!”
พลังวิญญาณขนาดใหญ่หนึ่งดำหนึ่งน้ำเงินปะทะกันอย่างรุนแรง เลือดและชิ้นส่วนกระดูกกระจายเวียนว่อน
รอบๆ มีฝูงชนมุงดูอยู่ ต่างคนต่างก็ระเบิดเสื้อผ้าบนร่างอย่างอดไม่ไหว กล้ามเนื้อทั่วร่างปริแยกอย่างรวดเร็ว ต่างซาบซึ้งใจจนขอบตาร้อนผ่าวๆ
“นี่คือความรักนี่เอง!”
“หากรักใครสักคนต้องทุบตีจนพิการครึ่งซีก!”
“บุก! บุก! เอาเลย!”
ฝูงชนหลายกลุ่มเงื้อขวานและดาบขึ้นสูงพร้อมส่งเสียงโห่ร้อง
สตรีสี่ปีกละสายตากลับมาแล้วซึมเซา รู้สึกว่าโลกทัศน์ของตนได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงแล้ว
“แต่งงานกับข้าเถอะนะ!?” บุรุษที่อยู่ด้านหน้านางมองนางอย่างรักใคร่ พลางหยิบปังตอที่ลับจนคมกริบออกมาจากเอวด้านหลัง
“กรี๊ดดด!” สตรีสี่ปีกหมุนตัวหนี นางไม่รู้ว่าตัวเองหนีทำไม แต่นางรู้ว่าถ้าไม่หนีตอนนี้ เกรงว่าต่อจากนี้จะไม่มีโอกาสให้หนีแล้ว
...
ลู่เซิ่งเดินทอดน่องบนเกาะ
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเข้าสู่โลกรูปจิตของผู้เข้มแข็งมายาพิศวง
เทียบกับเจ้าแห่งอาวุธ กฎส่วนใหญ่ในโลกรูปจิตของผู้เข้มแข็งระดับมายาพิศวงสมบูรณ์แบบแล้ว จึงกลายเป็นโลกกลมที่ค่อนข้างสมบูรณ์
คิดจะหาช่องโหว่และจุดอ่อนแอเพื่อทะลวงโลกออกไปไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย
ถึงอย่างไรการจะทะลวงโลกใบนี้ก็ต้องใช้พลังที่แข็งแกร่งถึงขีดสุดถึงจะฝ่าพลังของมิติได้
และพลังที่ฝ่ามิติในโลกใบนี้ได้ก็จะต้องอยู่ภายใต้กฎที่อีกฝ่ายถนัดที่สุด
‘ในสถานการณ์ปกติคือสามวัน ถ้าสามวันแล้วยังออกจากโลกรูปจิตไม่ได้ อย่างนั้นก็จะต้องถูกหลอมละลายหายไปจากที่นี่ แล้วกลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้’ ลู่เซิ่งเข้าใจเป็นอย่างดี
‘จากเนื้อหาส่วนมายาพิศวงในวิชาพันเทวะ การทะลวงโลกรูปจิตมีสองวิธี หนึ่ง คือทะลวงขึ้นไปตามกฎอย่างต่อเนื่อง เจาะขีดจำกัดของกฎในนี้ กระตุ้นให้โลกสั่นสะเทือนและทำให้กฎปั่นป่วนจนเกิดช่องว่างขึ้น แล้วฉวยโอกาสออกไป สอง คือตามหาและเอาชนะร่างหลักจิตวิญญาณของผู้เข้มแข็งมายาพิศวงที่อยู่ที่นี่ ร่างหลักของมารสวรรค์มายาพิศวงซ่อนเร้นอยู่ในโลกรูปจิตของตัวเองมาโดยตลอด เหมือนกับซากศพของตัวเราที่เราควบคุม ขอแค่เจอร่างหลักนี้...แต่จะหาร่างหลักเจอได้ยังไงนะ’
ลู่เซิ่งเงยหน้ามองภูเขาไฟมีชีวิตที่อยู่ในส่วนลึกของเกาะ บนยอดภูเขาไฟยังมีควันลอยออกมาช้าๆ
‘ขอแค่ทำให้กฎของโลกรูปจิตปั่นป่วน ก็จะล่อร่างหลักออกมาได้’
ลู่เซิ่งเดินไปท่ามกลางต้นไม้ใบหญ้าที่รกชัฏ
‘จะทำลายกฎของโลกใบนี้ยังไงดี...’ เขาค่อยๆ ยื่นฝ่ามือออกสู่ด้านบน
ปราณปฐพีสีเหลืองอ่อนแผ่พุ่งออกมาจากฝ่ามือของเขาอย่างรวดเร็ว แล้วกระจายไปรอบๆ ด้วยความเร็วสูง
ลู่เซิ่งหยุดยืนอยู่ด้านหน้าต้นไม้โบราณขนาดมหึมาที่มียอดไม้กว้างมากกว่าร้อยหมี่ต้นหนึ่ง
เขาค่อยๆ ยกฝ่ามือขึ้นกดทาบบนลำต้นหยาบใหญ่ของต้นไม้โบราณ
“หล่อเลี้ยงสรรพสิ่ง...อารยธรรมก้าวกระโดด!”
ตูม!
แสงสีเหลืองลำใหญ่ทะลักออกจากร่างลู่เซิ่งเข้าสู่ด้านในต้นไม้โบราณ
โฮก!
ต้นไม้โบราณสั่นไหวอย่างรุนแรงพร้อมกับส่งเสียงคำรามทุ้มต่ำ
นัยน์ตาขนาดใหญ่สองข้างที่มีขนาดเท่าอ่างเลือดค่อยๆ กางออกจากลำต้น
“ข้า...ตื่นแล้ว!” ต้นไม้โบราณคำรามใส่ท้องฟ้า
“จงไปทำลายทุกสิ่งที่เห็นรอบๆ นี่เสีย ไม่ว่าจะมีชีวิตหรือไม่มี จงดูดซับทุกอย่างจนเป็นผุยผง” ลู่เซิ่งเอ่ยเสียงดัง
“ขอรับ!” ต้นไม้โบราณขานตอบ กิ่งมากมายบนลำต้นแผ่ขยายและเติบโตอย่างบ้าคลั่งพร้อมกับขยับไปรอบๆ
ขณะเดียวกันรากไม้ใต้ดินจำนวนมากก็มุดไปรอบๆ ต้นไม้หลายต้นที่อยู่ใกล้ๆ ถูกรากพันไว้ ไม่นานก็เกิดปรากฏการณ์แห้งเหี่ยวแตกระแหง
สารอาหารนับไม่ถวนถูกดูดเข้าสู่ต้นไม้โบราณ จากนั้นก็กลายเป็นพลังงานที่ทำให้รากไม้ทวีจำนวนและความยาวขึ้นกว่าเดิมเพื่อดูดซับทะเลป่าที่อยู่ไกลออกไปต่อ
ลู่เซิ่งยืนอยู่บนรากไม้ที่หนาที่สุดเส้นหนึ่งพร้อมกับมองเหตุการณ์ตรงหน้า
นี่คือความร้ายกาจของอารยธรรมก้าวกระโดด
มันทำให้ต้นไม้โบราณธรรมดาที่ไม่มีสติปัญญากลายเป็นปีศาจต้นไม้แปลกประหลาดที่เก่งกาจแบบนี้ได้
รากไม้สีเทาแผ่ขยายไปรอบๆ ทั่วฟ้า ด้วยความเร็วสูงพร้อมกับกิ่งไม้จำนวนมาก
‘ถ้าเราลงมือเอง ก็จะเสียพลังอาวรณ์ไปอย่างเปล่าประโยชน์เพราะไม่เชี่ยวชาญกฎ แต่ถ้าใช้สิ่งมีชีวิตท้องถิ่นของอีกฝ่ายควบคุม...ปัญหานี้ก็จะหมดไป’
ลู่เซิ่งไม่ร้อนใจแม้แต่น้อย ก่อนที่จะมาแก้แค้น เขาได้เตรียมต่อสู้กับมายาพิศวงไว้แล้ว
มารดาแห่งความเจ็บปวดมีมายาพิศวงสามคน หากสู้ด้วย เขาแน่ใจว่าไม่ใช่คู่ต่อสู้
ทว่าถ้าได้แสดงความได้เปรียบของตนอย่างเต็มที่ ลู่เซิ่งก็ไม่เกรงกลัวใครหากเจอกันหนึ่งต่อหนึ่ง
‘ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะหายสับสนหรือยัง ถ้ายังไม่หายสับสน ก็จะใช้พลังงานสัจพลังในตัวไม่ได้ ได้แต่อาศัยกายเนื้อของตัวเองเท่านั้น...บางทีแม้แต่เวลาที่จะถูกโลกรูปจิตกลืนกินก็อาจลดลงเช่นกัน’
ลู่เซิ่งจ้องมองทะเลป่าที่แห้งเหี่ยวผืนใหญ่บนเกาะเล็ก พร้อมกับค่อยๆ แสยะยิ้ม
ความจริงวิชาพันเทวะไม่เหมาะจะใช้ลงมือกับคู่ต่อสู้ระดับมายาพิศวง แต่สาเหตุที่ลู่เซิ่งมีความมั่นใจขนาดนี้ เหตุผลหลักอยู่ที่กายอมตะพันเทวะ ความสามารถพิเศษที่โผล่มาใหม่ในวิชาพันเทวะ
ขอแค่คุณสมบัติพิเศษนี้ยังอยู่ เขาก็ไม่กลัวการต่อสู้ใดๆ
ความสามารถพิเศษที่ดีปบลูเรียนรู้ออกมาได้นี้ ทำให้คุณสมบัติพิเศษอย่างอื่นของเคล็ดโปรยน้ำค้างกลางสวนบูรพาในสารทฤดูหลอมรวมกัน แล้วกลายเป็นอิทธิฤทธิ์ที่น่ากลัวและร้ายกาจอันสมบูรณ์แบบ
ขอแค่ไม่มีใครค้นพบและแก้ไขความสามารถนี้ได้ เขาก็จะไม่มีวันพ่ายแพ้
‘ขอดูหน่อยเถอะว่าครั้งนี้ตัวเราจะไปได้ถึงขนาดไหนถ้าไม่พึ่งดีปบลู!’ ลู่เซิ่งมองดูรากไม้นับไม่ถ้วนขยายใหญ่อยู่เงียบๆ ก่อนจะหมุนตัวเหินร่างไปยังปากปล่องภูเขาไฟ
ตอนนี้หมอกควันจำนวนมากกำลังลอยออกจากภูเขาไฟ
ครั้นเข้าใกล้ ลู่เซิ่งค่อยสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าที่แห่งนี้แตกต่างกับภูเขาไฟทั่วไป ควันตรงปากปล่องภูเขาไฟถึงกับไม่ใช่หมอกควันกำมะถัน หากเป็นเงาวิญญาณสีเทาเหลือคณานับที่บิดเบี้ยวและอยู่ในสภาพกึ่งโปร่งแสง
วิญญาณในสภาพมนุษย์จำนวนนับไม่ถ้วนล่องลอยออกมาจากปากปล่องภูเขาไฟอย่างต่อเนื่อง พวกมันยิ้มอย่างศรัทธาและเยือกเย็น เพิ่งลอยออกมาไม่ไกลเท่าไหร่ก็สลายหายไปเอง
‘นี่คือกฎที่เกิดจากการประสานจิตวิญญาณเข้ากับควัน...ดีปบลู!’
ลู่เซิ่งหยุดยืนด้วยจิตใจเคร่งขรึมพร้อมกับมองอินเตอร์เฟซดีปบลูที่ดีดออกมาด้านหน้า
‘ดูเหมือนโลกใบนี้จะน่าสนใจอยู่นิดหน่อย...ด้วยพลังอาวรณ์แปดล้านกว่าหน่วยที่เก็บเอาไว้ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าจะเรียนรู้กฎของที่นี่ไม่ออก!’
เขายื่นมือไปหยิบอนุภาคประหลาดที่กระจัดกระจายอยู่กลางอากาศมาเม็ดหนึ่ง อนุภาคที่ไม่เคยมีมาก่อนซึ่งเกิดจากการรวมตัวของวิญญาณและควันทำให้เขาเกิดความสนอกสนใจ
‘ขอแค่ทำความเข้าใจหลักการวัฏจักรที่เรียบง่ายที่สุดได้...เราก็จะเรียนรู้วิชาซึ่งมีความเหมาะสมและคล้ายคลึงกันได้’
..............................................
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น