691-695
ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง ระบบโกงสกิล
บทที่ 691ถึง695
พลังอาวรณ์จำนวนมากทะลักเข้าร่างหลักของลู่เซิ่งเหมือนคลื่นสมุทร
ลู่เซิ่งรู้สึกเหมือนถูกค้อนฟาดใส่ หายใจลำบากขึ้นเล็กน้อย
พลังอาวรณ์ที่ต่อเนื่องไม่ขาดสายมาเร็วและไปเร็ว
รอจนเสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์ ลู่เซิ่งก็ต้องตกตะลึงไปกับจำนวนของพลังอาวรณ์ที่ทะลักเข้ามาในครั้งนี้
หน้าอินเตอร์เฟซดีปบลูระบุไว้อย่างชัดเจนว่า พลังอาวรณ์: 7,413,121หน่วย
‘แค่สูดหายใจไม่กี่ทีก็ได้เพิ่มมาเกือบสามล้านหน่วยแล้ว...’ ลู่เซิ่งสูดหายใจลึก จากนั้นก็พ่นลมหายใจ ถึงกับพ่นแก่นปราณตี้วานี้ออกมา
‘แก่นปราณสายนี้เพิ่มพลังยุทธ์ให้เราในระดับร้อยปี แต่พลังอาวรณ์กลับมากมายปานนี้...’ ลู่เซิ่งผุดสีหน้าเยือกเย็นขณะถือแก่นสายนี้เอาไว้
ตอนแรกคิดแก้ไขเภทภัยที่จะตามมาอย่างลัทธิไม่จีรังก่อน แล้วค่อยไปจากโลกนี้ แต่ตอนนี้อย่าเพิ่งรีบจะดีกว่า
เขาหลับตาลงพร้อมกับเริ่มอัญเชิญร่างแยกที่ส่งไปยังที่ต่างๆ ร่างแยกเหล่านี้เมื่อรวมกับร่างแยกที่อยู่ที่ลัทธิไม่จีรัง มีทั้งหมดสี่ตัว
ร่างแยกสามร่างกับร่างแยกที่อยู่ที่ลัทธิไม่จีรังรวมตัวเป็นค่ายกลทรงสามเหลี่ยมที่มีจุดตรงกลาง
ตอนแรกลู่เซิ่งคิดจะใช้สิ่งนี้เป็นพื้นฐานในการปล่อยโลกรูปจิตไปปกคลุมลัทธิไม่จีรัง
การแบ่งร่างแยกเป็นการสร้างจุดพื้นฐานเพื่อจับคนของลัทธิไม่จีรังในคราวเดียว
นี่เป็นทั้งการหยั่งเชิงและเป็นทั้งการแสดงพลังของตัวเอง
โลกรูปจิตกลืนกินสิ่งมีชีวิตในพริบตา สามารถโจมตีแบบวงกว้างใส่สมาชิกระดับกลางถึงต่ำของลัทธิไม่จีรังได้ในเสี้ยววินาที
เพียงแต่นึกไม่ถึงว่าเจ้าลัทธิไม่จีรังจะโผล่มาอย่างกะทันหันและมอบข้อเสนอที่น่าตกใจแบบนี้ให้
‘ร่างจริงของตี้วา...’
อัญมณีสีขาวบริสุทธิ์ด้านหลังลู่เซิ่งเรืองแสงอย่างช้าๆ
‘ถ้าร่างจริงของตี้วามโหฬารเหมือนที่เจ้าลัทธิไม่จีรังบอกจริงๆ หากครั้งนี้ทำสำเร็จ ไม่รู้ว่าจะทำให้เรามีกินมีใช้ไปกี่ปี...ลองพิจารณาดูได้ แต่ว่าเจ้าลัทธิไม่จีรังโดนบุกถึงที่ยังไม่โมโหแม้แต่น้อย คนผู้นี้มีความคิดในใจ ต้องระวังป้องกันไว้ด้วย’
ลู่เซิ่งเข้าใจดีว่า ในฐานะคนบำเพ็ญเพียร ยิ่งขอบเขตสูง ยิ่งต้องไปให้ถึงขั้นเห็นเนื้อแท้ของตน ส่วนระดับอย่างเจ้าลัทธิไม่จีรังกลับไม่แสดงความไม่พอใจต่อการบุกรุกสาขาหลักของเขาแม้แต่น้อย
นี่มีแค่ความเป็นไปได้เดียว
นั่นคือจะต้องมีแผนการต่อตัวเขาที่ล้ำลึกยิ่งกว่า แผนการนี้มากพอจะหักลบโทสะที่ขุมกำลังของตัวเองถูกบุกรุก
‘ไม่ว่าจะเป็นการใช้ประโยชน์หรือเรื่องอื่น...พลังอาวรณ์นี้...’ สีหน้าของลู่เซิ่งยากจะสังเกตอารมณ์
ไม่ว่าอีกฝ่ายจะวางแผนให้เขาทำอะไร ถ้าเขาถอนตัวได้ทันเวลา นำพลังอาวรณ์จำนวนมากพอไปได้ และบริหารความเสี่ยงได้ดี ก็ไม่แน่ว่าจะเจอปัญหา
‘ช่างเถอะ คนเราร่ำรวยจากการเสี่ยง ถ้าไม่อยากจะเสี่ยงอะไรเลย ก็อย่าคิดถึงเลยว่าจะได้ประโยชน์ขนาดไหน’ ลู่เซิ่งตกลงใจ สีหน้าสงบนิ่งลง
ในคุกบนภูเขากลางนภา
ร่างแยกของลู่เซิ่งค่อยๆ พ่นลมหายใจ
“ถ้าแก่นปราณของตี้วามีประสิทธิผลแข็งแกร่งแบบนี้หมด อย่างนั้น ถ้าข้าจะเข้าร่วมด้วย ต้องการให้ข้าทำอะไร” เขาถามเสียงทุ้ม
รอยยิ้มบนใบหน้าเจ้าลัทธิล้ำลึกยิ่งกว่าเดิม
“ง่ายดายยิ่ง จิตวิญญาณของท่านคือจิตแห่งมารสวรรค์ มีพลังกัดกร่อนห้วงฝันโดยกำเนิด ตอนนี้ตี้วาอยู่ในสภาพเปลี่ยนแปลงทางคุณสมบัติ จิตติดอยู่ในห้วงฝัน ขอแค่ท่านเข้าไปในฝันของนางและถ่วงเวลาสักพัก พวกเราย่อมเอาแก่นปราณมาได้มากพอ”
“แล้วข้าจะแน่ใจได้อย่างไรว่าพวกท่านจะไม่เอาแก่นปราณไปโดยไม่ทิ้งข้าไว้” ลู่เซิ่งยิ้มอย่างเย็นชา
เจ้าลัทธิไม่จีรังไม่โกรธ กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ง่ายดายยิ่ง แก่นปราณของตี้วาเชื่อมต่อกับจิตวิญญาณของนางเป็นหนึ่ง หากแก่นปราณต้องการหลุดจากตัวตี้วา ไม่เพียงต้องแยกออกจากกายเนื้อเท่านั้น ท่านยังจำเป็นต้องได้วิญญาณของตี้วาจากในห้วงฝันของนางด้วย วิญญาณและพลังงานแห่งกายเนื้อรวมกันเป็นหนึ่ง จึงกลายเป็นแก่นปราณของตี้วาที่แท้จริง ท่านคือมายาพิศวงมารสวรรค์ น่าจะมองโครงสร้างแก่นปราณของตี้วานี้ออก”
ลู่เซิ่งหยีตา เรื่องใหญ่ขนาดนี้ย่อมไม่อาจเชื่ออีกฝ่ายได้ทั้งหมด แต่ว่าแก่นปราณสายนั้นมีความยั่วยวนของพลังอาวรณ์มากกว่าล้านหน่วยมากเกินไปจริงๆ
ถ้าทำสำเร็จ ไม่แน่ว่าเขาจะสะสมพลังอาวรณ์สำหรับใช้เลื่อนสู่จุดสูงสุดของมายาพิศวงได้ครบ
“ข้าจะเชื่อท่านอย่างแท้จริงได้อย่างไร”
เจ้าลัทธิไม่จีรังกล่าวพลางส่ายหน้า “ท่านได้แต่เดิมพันแล้ว”
เงียบงันเล็กน้อย ลู่เซิ่งพลันถาม
“จะลงมืออย่างไร”
เจ้าลัทธิไม่จีรังงุนงง ก่อนจะยิ้มอย่างพึงพอใจ หลังจากกำชับลู่เซิ่งอย่างละเอียด เขาก็ถือโอกาสบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่พึงระวังไปด้วย จากนั้นจึงค่อยถอยออกไปจากห้องขัง
เจ้าลัทธิไม่จีรังพุ่งขึ้นท้องฟ้าจากหน้าประตูกรงขัง ก้อนสีเงินที่มีไฟสีดำลุกไหม้กลุ่มหนึ่งค่อยๆ ปรากฏขึ้นด้านหลังเจ้าลัทธิ
“ดูเหมือนไม่จำเป็นต้องเตรียมแผนการอื่นแล้ว” เสียงสตรีแก่ชราที่ทุ้มต่ำดังมาจากในก้อนสีเงิน
“เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ เตรียมไว้หน่อยจะดีกว่า” เจ้าลัทธิไม่จีรังใคร่ครวญเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มและดีดนิ้ว แสงสีทองจุดหนึ่งพุ่งออกมาจากปลายนิ้วของเขา หายวับไปกลางอากาศ
“ลองคำนวณดู นอกจากมารสวรรค์ระดับต่ำเหล่านั้นแล้ว นี่เป็นระดับมายาพิศวงคนที่ห้า ผ่านมาตั้งหลายหมื่นปี หวังว่าจะสร้างความประหลาดใจให้แก่พวกเราได้นะ” มีเสียงดังมาจากในก้อนสีเงิน
“ไม่เป็นไร ถ้าหากยังล้มเหลว เช่นนั้นก็ฆ่ามันทิ้งแล้วค่อยชักนำมารสวรรค์คนใหม่มา ค่อยๆ สั่งสมไปเรื่อยๆ” เจ้าลัทธิไม่จีรังยิ้มแย้ม
“ขอให้คุ้มกับการที่ข้าจงใจบิดกระแสวังวนมิติเวลารอบๆ เพื่อเพิ่มความเร็วของเวลาหน่อยก็แล้วกัน”
...
ลู่เซิ่งที่อยู่ในบ้านฟางขมวดคิ้วขณะใคร่ครวญถึงการพบปะกับเจ้าลัทธิไม่จีรัง
อยู่ๆ สีทองจุดหนึ่งก็แวบผ่านด้านหลังเขา
ไร้สุ้มไร้เสียง ไม่มีคลื่นของพลังงานใดๆ และไม่มีผลกระทบจากกระแสอากาศใดๆ ถึงขั้นไม่มีร่องรอยของมิติด้วยซ้ำ
สีทองหายเข้าไปกลางหลังของเขาในทันที
ลางสังหรณ์บอกเขาว่า อย่างมากสุดเจ้าลัทธิไม่จีรังก็อยู่ในระดับผู้ปกครองเท่านั้น ตอนนี้เขาเข้าสู่ระดับมายาพิศวง ทั้งยังเป็นมารสวรรค์ ถ้าหากหนีสุดกำลัง อีกฝ่ายไม่แน่ว่าจะรั้งตนไว้ได้
แต่ไม่ทราบเพราะอะไร ลู่เซิ่งถึงรู้สึกว่าตนอาจเผชิญกับอันตรายอย่างใหญ่หลวงได้ทุกเมื่อ
‘พลังอาวรณ์เจ็ดล้านเลยนะ...’ แต่พอนึกอีกที เมื่อมีพลังอาวรณ์มากมายขนาดนี้ ก็มากพอจะทำให้พลังของเขายกระดับขึ้นเท่าตัวในระยะเวลาที่สั้นสุดขีดแล้ว
เขารีบมองกรอบบนอินเตอร์เฟซดีปบลู
[คัมภีร์ปีกขาว: สมบูรณ์ พลังยุทธ์: หนึ่งพันเก้าร้อยแปดสิบแปดปี] ด้านหลังคือคุณสมบัติพิเศษที่ใช้เพิ่มความเร็วและพลังระเบิดอีกมากมาย
‘วิชายังอยู่ในสภาพก่อนยกระดับขอบเขต แต่มีรูปจิตแห่งวัฏจักรเพิ่มมา พลังต่อสู้เพิ่มขึ้นไม่รู้เท่าไหร่ การทำความเข้าใจขอบเขตนี้น่าอัศจรรย์จริงๆ’
ลู่เซิ่งทอดถอนใจ ก่อนจะทำความเข้าใจขอบเขต ระหว่างที่เขาร่อนเร่ไม่ได้ลงหลักปักฐาน ก็เคยยกระดับพลังยุทธ์ของคัมภีร์ปีกขาวขึ้นส่วนหนึ่งเช่นกัน แต่ต่อมาหลังจากมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแล้ว ก็ไม่ได้พัฒนาด้านนี้อีกเลย
รออยู่ครู่หนึ่ง พลันมีแสงวิญญาณสีดำสี่สายพุ่งกลับมาจากขอบฟ้าไกล จากนั้นพวกมันก็หายเข้าไปกลางหว่างคิ้วของเขา
‘เก็บร่างแยกเรียบร้อย ตอนนี้ควรเตรียมการเพื่ออนาคตได้แล้ว วิชายังเรียนรู้ไม่ได้ ได้แต่เพิ่มพลังยุทธ์เท่านั้น ยังต้องรวบรวมคัมภีร์วิชามากกว่านี้’
หลายปีมานี้ลู่เซิ่งอาศัยอยู่ในโลกคนธรรมดาเพื่อทำความเข้าใจขอบเขต จึงไม่ได้ไปรวบรวมวิชาจากสำนักเต๋า ดังนั้นเมื่อร้อยปีก่อนมีวิชาอยู่เท่าไหร่ ตอนนี้ก็ยังมีเท่านั้น
‘ในเมื่อตอนนี้ร่วมมือกับลัทธิไม่จีรังแล้ว ก็น่าจะหาวิชาคัมภีร์ที่มากพอได้จากพวกเขา’
พอตัดสินใจได้ก็ทำทันที ลู่เซิ่งไม่ได้ให้ร่างหลักไป หากแบ่งแสงดำจุดหนึ่งออกมา แล้วปล่อยให้มันพุ่งหายไปจากเส้นขอบฟ้า
มองส่งจนแสงวิญญาณจากไป เขาค่อยหลับตาลงแล้วเข้าสู่ห้วงสมาธิอีกครั้ง
‘ตอนนี้ควรเตรียมตัวเพื่อห้วงฝันของตี้วาได้แล้ว...’
...
กลียุคดำเนินอยู่ห้าปี จึงค่อยเริ่มสงบสุข
ลัทธิไม่จีรังถอนทัพกะทันหัน ทำให้ตกอยู่ในสภาพตรึงกำลังกับสำนักวสันต์สารท สำนักวสันต์สารทที่เดิมได้เปรียบก็ให้คนถอนทัพอย่างฉับพลันและสงบศึกกับอีกฝ่ายอย่างไม่มีสาเหตุเช่นกัน
โลกมนุษย์ที่ตอนแรกควรจะเกิดสงครามไม่หยุดหย่อน เข้าสู่ยุคสันติภาพอย่างอธิบายไม่ได้
ในขณะเดียวกัน กลางป่าดึกดำบรรพ์ที่อยู่ห่างจากชายแดนราชวงศ์ซีหยาหลายหมื่นลี้
เหนือทะเลป่าสีเขียวเข้มสุดลูกหูลูกตา ลำแสงสีขาวสามสายแหวกผ่าอากาศข้ามระยะทางมากกว่าพันลี้ในพริบตา
กลางลำแสงคือคนชราที่มีลักษณะต่างกันสามคน
ถ้าหากมียอดคนสำนักเต๋าเห็น อาจจะตกตะลึงพรึงเพริด ด้วยว่าเจ้าลัทธิไม่จีรังและเจ้าสำนักวสันต์สารทถึงกับร่วมทางกันโดยไม่มีความตะขิดตะขวางใจแม้แต่น้อย
นอกจากนี้ชายชราผมขาวอีกคนที่อยู่ใกล้ๆ คนทั้งสองยังมีความตั้งใจจะเคียงบ่าเคียงไหล่กับทั้งสองด้วย
บางทีผู้บำเพ็ญเพียรอาจจะไม่มีใครเคยพบเห็นชายชราผมขาวคนที่สามมาก่อน
“ถึงแล้ว!” เจ้าสำนักวสันต์สารทหยุดลง แล้วทิ้งตัวลงด้านล่าง ไปยืนบนเถาวัลย์ขนาดยักษ์ที่มีขนาดสิบหมี่เส้นหนึ่ง
เจ้าลัทธิไม่จีรังกับชายชราอีกคนทิ้งตัวลงยืนบนเถาวัลย์อีกเส้นอย่างแผ่วเบาเช่นกัน
ด้านล่างทั้งสามคือก้อนสีดำที่กำลังเต้นก้อนหนึ่ง
ขอบของก้อนดำมีแสงสีเล็กๆ กะพริบ เหมือนกับกรอบโลหะที่ฝังเลี่ยมเอาไว้ ตรงแกนกลางกำลังกลืนกินทุกสิ่งในป่ารอบๆ
กรวดหินดินทราย รากไม้และใบไม้ ทุกสิ่งค่อยๆ กลายเป็นจุดแสงโปร่งแสงแล้วถูกดูดเข้าไปในก้อนดำ
“นี่คือทางเข้าห้วงฝันของตี้วาในครั้งนี้” เจ้าสำนักวสันต์สารทคือหญิงชราท่าทางเฉียบขาดที่มีขนคิ้วยาวมาก นางใส่เสื้อคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์ สวมเครื่องประดับสีทองบนหน้าผาก ถือไม้เท้าไว้ในมือ
นางมองชายชราคนที่สามอย่างเย็นชา
“เป็นอย่างไร เข้าไปได้หรือไม่”
ชายชราคนที่สามมีรูปโฉมธรรมดา ถ้าหากไม่ใช่เพราะควันขาวหลายสายที่วนเวียนอยู่รอบๆ ตัว เกรงว่าจะไม่ต่างอะไรจากชายชราทั่วไป
พอได้ยินคำถาม เขาก็ยิ้มเล็กน้อย
“ข้าขอลองดูก่อน”
“สหายร่วมเส้นทางลู่ ครั้งนี้พวกเราจะได้อะไรกลับไปหรือไม่ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับท่านแล้ว เทียบกับหลายครั้งก่อนหน้า ครั้งนี้อันตรายมาก แต่ผลพลอยได้ก็เหนือกว่าก่อนหน้ามากโขเช่นกัน โปรดระมัดระวังตัวด้วย” เจ้าลัทธิไม่จีรังเตือนอย่างราบเรียบขึ้นด้านข้าง
“ผู้แซ่ลู่ย่อมทราบดี” ชายชราคนที่สามคือลู่เซิ่ง เขาใช้ตนเองในสภาพแก่ชรามาพบปะกับเจ้าลัทธิทั้งสอง
เนื่องจากมีการหลอกลวงธรรมชาติที่มีเฉพาะในหมู่มารสวรรค์ บวกกับการอำพรางอย่างอื่น จึงปกปิดจิตวิญญาณไว้ได้อย่างแน่นหนา
เพียงแต่จะปกปิดคนทั้งสองได้จริงๆ หรือไม่ ตัวลู่เซิ่งก็ไม่ทราบเช่นกัน
แต่ต่อให้จะปกปิดไม่ได้ เขาก็ไม่สนใจอยู่ดี
“ทั้งสองท่านโปรดคุ้มครองข้าด้วย” ลู่เซิ่งกระโดดตรงดิ่งเข้าหาก้อนสีดำ
เจ้าลัทธิไม่จีรังยื่นมือออกมาโบก หมอกขาวพร่ามัวผืนใหญ่พลันฟุ้งกระจายออกไปรอบๆ เพื่ออำพรางทะเลป่าทั้งหมดในรัศมีมากกว่าหมื่นลี้ไว้
แทบจะเป็นในเวลาเดียวกัน ทุกสิ่งมีชีวิตในรัศมีหมื่นลี้ต่างก็หลับใหล สติสัมปชัญญะหายไป
แค่ความสามารถนี้ ถ้าหากเป็นโลกใบเดิม วิชาน่ากลัวที่ปกคลุมพื้นที่ของประเทศประเทศหนึ่งได้ สามารถทำลายฟ้าดินได้แล้ว
แต่พอมาอยู่ในสถานที่ซึ่งมีชื่อว่าพิภพลี้ลับแห่งนี้ เพียงแค่ปกคลุมทะเลป่าที่ไม่ถือว่าใหญ่โตสำหรับพิภพลี้ลับได้ผืนหนึ่งเท่านั้น
ลู่เซิ่งกระโดดลงไปด้านหน้าก้อนสีดำอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเอื้อมมือออกไปช้าๆ และดีดควันสีดำสายหนึ่งออกมาเพื่อหยั่งเชิง
ควันสีดำทะลุออกจากก้อนสีดำในพริบตา ก่อนจะหล่นใส่กลางทะเลป่าด้านทิศเหนือ แล้วเผาทำลายพื้นหญ้าผืนเล็กๆ ทิ้งไป
..............................................
“ห้วงฝันของตี้วาได้แต่ใช้จิตวิญญาณสัมผัสเข้าไป นอกจากนี้แล้วก็ไม่มีวิธีอื่นอีก” เจ้าสำนักวสันต์สารทเอ่ยเสียงขรึม
ลู่เซิ่งพยักหน้าทั้งที่ยังหันหลังให้นาง หยุดนิ่งเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ เอื้อมมือขวาออกไปแตะผิวก้อนกลม
ครั้งนี้แตกต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง ก้อนสีดำกลืนแขนของเขาเข้าไปเหมือนกับปากถ้ำ
ลู่เซิ่งค่อยๆ ชักมือกลับและมองผิวของตัวเอง ไม่มีปัญหาใดๆ
“อย่างนั้น ข้าขอเข้าไปก่อน ทั้งสองท่านจำเป็นต้องรีบเร่งมือให้เร็วที่สุด” เขาหันไปเตือน
“พวกเราย่อมต้องระวัง!” เจ้าลัทธิไม่จีรังพยักหน้า
สองสามปีมานี้ พวกเขาสามคนร่วมมือกันหาแก่นปราณของตี้วา การหยั่งเชิงอย่างระแวดระวังในตอนแรกค่อยๆ กลายเป็นความช่ำชองที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นในภายหลัง
ถึงแม้ว่าจะไม่เคยสำเร็จ แต่ทั้งสามต่างทราบว่าต้นเหตุของความล้มเหลวอยู่ที่ไหน
ไม่ใช่แก่นวิญญาณไม่ประสานกันดี แต่เป็นเพราะดึงปราณวิญญาณออกมาไม่ทันต่างหาก
จะต้องทำให้แก่นวิญญาณและปราณวิญญาณของตี้วาที่ดึงออกมาประสานกันในเวลาที่สั้นสุดขีด ถึงจะเอาแก่นปราณของตี้วามาได้
“ไปเถอะ พวกเราจะพยายามลงมือให้เร็วที่สุด!” เจ้าสำนักวสันต์สารทเอ่ยเสียงเย็น
“แน่นอน” เจ้าลัทธิไม่จีรังยิ้มพร้อมขานรับ
ทั้งสองหายไปจากที่เดิมแทบจะพร้อมกัน
ฟ้าว!
ลู่เซิ่งวูบไหวร่างหายเข้าไปในก้อนสีดำ
เขาไม่ได้เข้ามาเป็นครั้งแรก แต่ก็ยังรู้สึกไม่ชินอยู่ดี
หลังผ่านความมืดไป เขาก็โซเซพุ่งเข้าสู่พื้นโคลนสีดำ
พลังทั้งหมดบนร่างถูกพันธนาการไว้ นี่เป็นห้วงฝันของตี้วา พลังแห่งจิตวิญญาณของนางยิ่งใหญ่เสียจนทำให้ลู่เซิ่งจินตนาการไม่ออก
เป็นเพราะจิตวิญญาณแตกต่างกันเกินไป ลู่เซิ่งจึงได้แต่ฝืนคงสภาพของตัวเองไว้ในห้วงฝันได้เท่านั้น
เหมือนกับกระโดดเข้าไปในบึงเหนียวที่มีแต่โคลน แค่ตั้งหลักไม่ให้ร่างจมลงไปได้ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว
ลู่เซิ่งที่ยืนอยู่บนพื้นโคลนโคลงศีรษะและเริ่มเพ่งสมาธิสอดส่องรอบๆ
รอบๆ กว้างไกลไร้ขอบเขต ทั้งหมดคือผืนดินสีเทา เห็นต้นไม้ที่อ้าปากกางเล็บสองสามต้นได้เป็นบางครั้งเท่านั้น
ชั้นเมฆสีเทาล่องลอยกลางท้องฟ้า นอกจากสีเทาแล้ว ระหว่างท้องฟ้าพื้นดินก็ไม่มีสิ่งใดอีก
ลู่เซิ่งก้มหน้าลงมองร่างตัวเอง ไม่ทราบว่าเสื้อคลุมสีขาวในตอนแรกกลายเป็นสีเทาตั้งแต่ตอนไหน
‘คล้ายๆ โลกแห่งความเจ็บปวด...แต่ก็ไม่เหมือนเสียทีเดียว’ เขาขมวดคิ้ว ‘จะต้องรีบหาที่อยู่ของจิตวิญญาณแห่งตี้วาให้เจอโดยเร็วที่สุด’
คิดจะหาแก่นวิญญาณของตี้วา ความจริงไม่ยาก
ขอแค่เจอจิตวิญญาณของตี้วาที่ร่อนเร่ในห้วงฝัน จากนั้นสร้างเรื่องราวที่ทำให้มันตกใจ ก็จะเอาแก่นวิญญาณของตี้วาที่จับตัวเป็นผลึกจากร่องแยกความรู้สึกมาครองได้
ลู่เซิ่งไม่รู้ว่าจิตวิญญาณของตี้วามีลักษณะแบบไหน
หลายครั้งที่เขาได้เห็นก่อนหน้านี้เป็นมนุษย์ บางครั้งก็เป็นหญิงสาวธรรมดา บางครั้งก็เป็นเด็กน้อยไร้เดียงสา บางครั้งก็มีสถานะอิสตรีอย่างอื่น
แต่ครั้งนี้ดูเหมือนจะไม่ได้หาง่ายนัก
ลู่เซิ่งเหลียวมองรอบๆ หมายจะตามหาทิศทางที่มีสิ่งมีชีวิต
ทว่าสิ่งที่น่าเสียดายก็คือ รอบๆ คือความรกร้างอันไร้ขอบเขต นอกจากต้นไม้ที่ตายแล้วก็ไม่มีสิ่งใดอยู่อีก
ฟู่..
อยู่ๆ เงาดำเรียวยาวที่มีขนาดยักษ์สายหนึ่งก็พุ่งลงมาจากท้องฟ้า ฝังตัวเข้าไปในผิวดินที่อยู่ห่างจากลู่เซิ่งไม่ไกลด้วยความเร็วสูงและรุนแรง
ตูม!
ลู่เซิ่งโดนพายุที่ก่อตัวขึ้นพัดตีลังกาไปด้านหลังหลายตลบ จึงค่อยตั้งหลักได้
เป็นเพราะถูกจิตวิญญาณของตี้วาสะกดไว้ เขาจึงสร้างผลกระทบต่อห้วงฝันที่รวมตัวขึ้นจากจิตวิญญาณของนางไม่ได้ กลายเป็นคนธรรมดาๆ คนหนึ่ง
หลังจากตั้งหลักบนพื้นได้อย่างยากลำบาก ลู่เซิ่งก็เงยหน้าหน้ามองไป แล้วพบเห็นว่าเงาดำนั้นคือสิ่งใด
เป็นงวงช้างสีเทาขนาดยักษ์ที่ตกลงมาจากท้องฟ้า!
งวงช้างที่หยาบใหญ่ดูดซับน้ำสีดำจำนวนมากจากพื้นอย่างต่อเนื่อง บางครั้งบางคราวยังเห็นได้ว่ามีละอองน้ำสีดำกระเซ็นออกมาจากช่องบนพื้นที่ถูกงวงช้างเจาะ
แปร๋น!
เสียงร้องที่ทอดยาวดังมาจากด้านหลังชั้นเมฆบนท้องฟ้า
ลู่เซิ่งแหงนหน้าขึ้นมอง แต่นอกจากชั้นเมฆก็ไม่เห็นอะไรอีก
“เห็นหรือยัง” เสียงกระจ่างใสดังขึ้นด้านหลังลู่เซิ่ง
“นี่คือช้างสวรรค์ พวกเราต้องรีบออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นอีกประเดี๋ยวพื้นดินของที่นี่จะพังทลายลงโดยสมบูรณ์ ถึงตอนนั้นอยากหนีก็หนีไม่ทันแล้ว”
ลู่เซิ่งตกใจ รีบร้อนเงยหน้ามองไป
ไม่รู้ว่ามีหญิงสาวงดงามที่อายุไม่เกินสิบสามสิบสี่ปีคนหนึ่งมายืนอยู่ด้านหลังเขาตั้งแต่ตอนไหน
รถทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีเทาอมเงินคันหนึ่งจอดอยู่ไม่ไกลจากหญิงสาว
“ไปเถอะ ออกจากที่นี่ก่อน ตอนนี้รวบรวมน้ำดำไม่ได้แล้ว ช้างสวรรค์ตกมันจะดูดซับน้ำดำจนแห้งจึงค่อยยอมจากไป” หญิงสาวเอ่ยอย่างราบเรียบ ก่อนจะหมุนตัวเดินไปยังรถ
ลู่เซิ่งครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะตามหญิงสาวไป ไม่นานก็มุดเข้าไปทางเข้าด้านขวามือของรถ
ภายในรถไม่แตกต่างจากกระโจมของชนเผ่าเร่ร่อนทั่วไป จัดวางโต๊ะ เก้าอี้ เตียง และเครื่องครัวไว้
นอกจากหญิงสาวแล้ว ยังมีเด็กผู้หญิงตัวน้อยอายุเจ็ดแปดขวบคนหนึ่งนอนหลับอยู่บนเตียง รวมถึงชายชราที่อายุมากแล้วคนหนึ่ง ซึ่งนั่งวาดอะไรบางอย่างอย่างขะมักเขม้นอยู่ที่โต๊ะ
ยังมีคนขับที่เป็นชายฉกรรจ์คนหนึ่งอยู่ด้านหน้ารถ
หลังจากหญิงสาวกับลู่เซิ่งขึ้นรถแล้ว รถก็เคลื่อนตัวทันที ส่งเสียงดังกระหึ่มเหมือนรถจักรไอน้ำพร้อมกับขับไปยังที่ไกล
“เป็นอย่างไร ดื่มชาร้อนสักจอกไหม” หญิงสาวพาลู่เซิ่งไปนั่งลง ก่อนจะรินชาร้อนให้เขาจอกหนึ่ง
“ขอบคุณ” ลู่เซิ่งรับชาร้อนมาจิบช้าๆ สายตาชำเลืองมองไปมาระหว่างเด็กสาวบนเตียงและหญิงสาวด้านหน้า
เขาไม่แน่ใจว่าจิตวิญญาณของตี้วาคือคนไหน
“นานแล้วที่ไม่ได้เจอคนเป็นๆ” หญิงสาวยิ้มอย่างสดใส “สวัสดี ท่านเรียกข้าว่าลวี่ฉือก็ได้ พวกเขาคือครอบครัวของข้า ท่านชื่ออะไรหรือ”
“เฮ่อเจิน” ลู่เซิ่งบอกฉายาเต๋าอย่างไม่สนใจ ขอแค่ไม่ใช่ชื่อจริงต่างก็ใช้ได้ทั้งนั้น
“เฮ่อเจินหรือ ชื่อแปลกจริง” หญิงสาวหัวเราะพลางแนะนำคนที่เหลือ
“นางคือน้องสาวข้า ชื่อเช่อเฉียง (ยิงกำแพง)” นางชี้เด็กสาวบนเตียง
“เขาคือท่านตาของข้า ชื่อฝูเฉียง (ยันกำแพง)” นางชี้ชายชราพลางกล่าว
“ยังมีคนขับรถชื่อตงเหนียนปู๋อวี้ (ไร้สมรรถภาพในฤดูหนาว)” นางชี้ชายฉกรรจ์ที่ขับรถเป็นคนสุดท้ายก่อนกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“สวัสดี ข้าคือตงเหนียนปู๋อวี้” พี่ใหญ่ผู้เป็นคนขับหันมาทักทายลู่เซิ่ง
“สวัสดี...” ลู่เซิ่งแขวะในใจอย่างอดไม่ได้ว่า ยังมีหน้ามาว่าเขาตั้งชื่อประหลาดอีก...
“การที่พวกเรามาเจอกันในที่รกร้างกว้างใหญ่แบบนี้ได้ถือเป็นวาสนา” หญิงสาวลวี่ฉือเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “จะว่าไปก็ไม่ได้เจอคนเป็นๆ มาหลายปีแล้วเหมือนกัน ตอนแรกกะว่าจะมาดูดน้ำดำไปเติมเชื้อเพลิงเสียหน่อย นึกไม่ถึงว่ากลับมาเจอท่าน แทนที่จะเจอเชื้อเพลิง”
“ที่นี่คือที่ใดกันแน่ ข้าไม่รู้เรื่องอะไรเลย พอรู้สึกตัวก็มาโผล่ที่นี่แล้ว” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างสับสนโดยแสร้งทำเป็นเลอะเลือนรับมือไม่ถูก
“ท่านไม่รู้หรือว่าที่นี่คือที่ไหน” ลวี่ฉือพลันประหลาดใจ
“ใช่...ตอนแรกข้ากำลังนอนหลับอยู่ สุดท้ายพอตื่นขึ้นมา ก็มายืนอยู่ตรงนี้แล้ว...” ลู่เซิ่งกระตุ้นให้วิชาจิตโน้มนำแสดงผลอย่างเต็มที่ ทักษะการแสดงไม่มีช่องโหว่แม้แต่น้อย
“ที่นี่คือทะเลทรายคำหยาบคาย!” ลวี่ฉือร้องเสียงดัง “ทะเลทรายคำหยาบคายเป็นหนึ่งในแดนต้องห้ามที่น่ากลัวที่สุดบนโลกใบนี้ ท่านทะเล่อทะล่าเข้ามาตัวคนเดียวโดยไม่รู้อะไรเลย เกิดช้างสวรรค์ฟาดงวงลง...”
“ใจเย็นๆ หน่อยลวี่ฉือ สงบสติอารมณ์ก่อน” ชายชราที่ก้มหน้าวาดอะไรบางอย่างอยู่บนโต๊ะเงยหน้าขึ้นตัดบท
“เด็กน้อยนั่นก็ยังอยู่สบายดีไม่ใช่หรือ”
“ก็ใช่...เพียงมีคนเพิ่มมาคนหนึ่ง อาหารน้ำดื่มของพวกเราจะไม่พอน่ะสิเจ้าคะ” ลวี่ฉือขุ่นข้องใจอยู่บ้าง
“ไม่เป็นไรน่า ข้าจำได้ว่าอีกสักระยะจะมีจุดจัดส่งอยู่ พวกเราเพียงแค่ต้องระวังลูกอ๊อดเท่านั้น ฤดูนี้เป็นฤดูที่ลูกอ๊อดตามหาแม่พอดี...” ชายชราเอ่ยเสียงแผ่ว
จู่ๆ ก็มีเสียงตูมดังมาจากที่ไกล
“รีบหมอบลงเร็ว! ลูกอ๊อดมาแล้ว!” ชายชราสีหน้าเปลี่ยนแปลง ก่อนจะหมอบลงกับพื้นทันที
ลวี่ฉือที่หน้าซีดรีบดึงตัวลู่เซิ่งให้หมอบลงเช่นกัน
ตูม!
ลู่เซิ่งเงยหน้าขึ้นมองผ่านหน้าต่างรถที่เป็นแก้วใส แล้วก็เห็นลูกอ๊อดสีดำน่ากลัวที่มีขนาดกว่าหลายพันหมี่ตัวหนึ่งกำลังสะบัดหางยาวว่ายผ่านทางขวาของรถอย่างรวดเร็ว
‘นี่มันบ้าอะไรกันเนี่ย?!’ ลู่เซิ่งหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ในใจ
“รีบๆ หักซ้าย! หักซ้ายเร็วเข้า!” เสียงตะโกนของชายชราพลันดังขึ้นข้างหู
ตงเหนียนปู๋อวี้ผู้เป็นคนขับหักเลี้ยวไปยังทางซ้ายอย่างกะทันหัน
ตูม!
รถเพิ่งจะพุ่งออกจากที่เดิม เงาดำขนาดยักษ์กลุ่มหนึ่งก็ร่วงตกลงมาจากท้องฟ้าอย่างรุนแรง ลูกอ๊อดอีกตัวตกกระแทกใส่พื้น
“ไปทางซ้ายอีก! ทางซ้ายยังมี!” ลวี่ฉือหวีดร้อง
“ข้าพยายามอยู่เนี่ย!” ตงเหนียนปู๋อวี้ตะโกน กล้ามเนื้อทั่วร่างนูนเด่น เหงื่อแตกโซก เห็นได้ชัดว่าใช้แรงทั้งหมดแล้ว
รถสะบัด แทบจะหักเลี้ยวไปทางซ้ายเป็นเส้นโค้งด้วยมุมตั้งฉาก
ตูม!
หางสีดำของลูกอ๊อดฟาดใส่ตำแหน่งเดิมของรถ แม้จะแค่ถากไปนิดเดียว แต่ก็ยังทำให้ด้านในตัวรถสั่นโคลงเคลงอย่างแรงอยู่ดี
“ด้านหน้า ระวังด้านหน้า! กรี๊ด! พุ่งเข้ามาแล้ว!” ลวี่ฉือกรีดร้องเสียงหลง
“หักเลี้ยว! หักเลี้ยวสิ!” ชายชราตะโกน
“ข้ารู้แล้ว! กำลังทำอยู่!” ชายฉกรรจ์คำรามขณะจับพวงมาลัยแน่น
ตูม!
ลูกอ๊อดตัวหนึ่งพุ่งมาจากด้านหน้า
เกิดเสียงดังกระหึ่มที่ไม่อาจบรรยาย
ลู่เซิ่งวิงเวียนศีรษะ ร่างลอยขึ้นกระแทกใส่ด้านบนตัวรถ ก่อนจะร่วงตกลงมา
คนที่เหลือกระจัดกระจาย กลิ้งไปกลิ้งมา ในรถเละเทะตุ้มเป๊ะ
ครู่ต่อมาทุกสิ่งจึงค่อยสงบลง
“ในที่สุด...ในที่สุดก็จบลงแล้ว...” ชายชรานอนแผ่ข้างๆ เขาอย่างอ่อนแรง
ลู่เซิ่งเอื้อมมือไปเก็บผลึกโปร่งแสงก้อนหนึ่งที่ตกอยู่ไม่ไกล
นอกจากเขาแล้ว คนอื่นๆ ในรถล้วนมองไม่เห็นผลึกก้อนนี้ เหมือนกับตัวมันไม่คงอยู่
‘แก่นวิญญาณของตี้วา...’ เป็นครั้งแรกที่ลู่เซิ่งได้มันมาง่ายขนาดนี้ แต่ก็เป็นครั้งแรกที่หัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ขนาดนี้เช่นกัน
เขาสำรวจลวี่ฉือกับเช่อเฉียงเด็กสาวที่อยู่บนเตียงอีกรอบ ตี้วาจะต้องเป็นคนใดคนหนึ่งในนี้แน่นอน เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่มีเวลามาแยกแยะ
“เป็นอย่างไร ไม่ได้รับบาดเจ็บกระมัง” ลวี่ฉือประคองชายชราที่เลือดอาบศีรษะขึ้นก่อน แล้วเข้ามาประคองลู่เซิ่ง
“ยัง...ยังดีอยู่...” ลู่เซิ่งลุกขึ้นยืนอย่างสับสนขณะที่ถือแก่นวิญญาณของตี้วาไว้ในมือ
“ที่นี่...คือที่ไหนกันแน่...”
“เดี๋ยวปรับตัวได้ก็ชินไปเอง” ลวี่ฉือส่ายหน้า “ความจริงวันนี้ยังถือว่าโชคดีนะ ก่อนหน้านี้พวกเราเคยเจอภัยพิบัติฟ้าครั้งหนึ่ง อเนจอนาถกว่านี้อีก ก่อนหน้านั้นพวกเรามีสหายห้าคน”
“ภัยพิบัติฟ้าอะไรกัน” ลู่เซิ่งพลันเกิดลางสังหรณ์อัปมงคล...
..............................................
“ภัยพิบัติฟ้าของที่นี่ นอกจากช้างสวรรค์แล้ว ยังมีไฟสีน้ำเงินอีก” ลวี่ฉือเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ “ท่านยังไม่เคยเห็นไฟสีน้ำเงินที่แผ่กระจายไปทั่วขุนเขา และเผาทุกอย่างที่แตะใส่...จะว่าไป เหล่าสหายเมื่อก่อนหน้านี้ต่างก็ได้รับการช่วยเหลือที่ชายขอบแดนรกร้างจากพวกเราเหมือนกับท่าน แต่น่าเสียดายที่พวกเขาไม่อาจทนได้เกินสองปี...”
ลู่เซิ่งเงียบงัน
ตอนนี้ได้แก่นวิญญาณของตี้วามาก้อนหนึ่งแล้ว เขาจึงพิจารณาอยู่ว่าจะออกที่นี่ก่อนกำหนดดีหรือไม่ ดูท่าทางที่แห่งนี้จะอันตรายกว่าหลายครั้งเมื่อก่อนหน้านี้มาก
“เป็นอะไรไป กลัวหรือ” ชายชราฝูเฉียงหัวเราะเหอะๆ “จะว่าไป เดิมทีสถานที่บัดซบนี่ไม่มีภัยพิบัติฟ้าอะไรเหล่านี้หรอก แต่หลังจากช้างสวรรค์ตกลงมาครั้งหนึ่ง ทุกสิ่งก็แปรเปลี่ยนไป”
ลู่เซิ่งลังเลเล็กน้อย สุดท้ายก็เลือกวิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุดมาใช้หยั่งเชิง
“ความจริง...เมื่อครู่หัวข้าถูกกระแทกเข้า เลยจดจำเรื่องเรื่องหนึ่งได้กะทันหัน”
“หือ? ท่านนึกอะไรออกหรือ” ชายชรากับลวี่ฉือพลันเกิดความสนใจ
“พวกท่านรู้จักตี้วาไหม” ลู่เซิ่งเอ่ยถามตามตรง
“ตี้วาหรือ” ลวี่ฉืองุนงง
“ใช่ ในห้วงสมองของข้ามีแค่ความคิดเดียว นั่นก็คือการหาตี้วาให้เจอ” ลู่เซิ่งแสดงสีหน้าเจ็บปวด
“ข้าจำไม่ได้แล้วว่าข้าตามหานางไปทำไม และจำไม่ได้เช่นกันว่าถ้าข้าเจอนางแล้วจะทำอะไรได้...ข้าเพียงรู้ว่า ตี้วาจะต้องเป็นคนที่สำคัญต่อข้ามากๆ แน่...ข้าสัมผัสได้ถึงความรักที่ตัวเองมีต่อนาง...ความผูกพันนั้น...ข้าเชื่อว่านางจะต้องรักข้าเช่นกัน...”
ลวี่ฉือผุดสีหน้าแข็งค้างเล็กน้อย แต่เหมือนจะสะเทือนใจเพราะความรักอันล้ำลึกของลู่เซิ่งเช่นกัน รีบถามว่า “ตี้วา...คนที่ท่านพูดถึงคือคนที่เปลี่ยนร่างได้ และมีท่อนล่างเป็นหางงูใช่หรือไม่”
“ใช่แล้ว! เป็นนางเอง!” ลู่เซิ่งยินดีพร้อมแสดงสีหน้าปลาบปลื้ม “หรือท่านจะเคยพบนาง ได้โปรดบอกข้าน้อยด้วย!”
ลวี่ฉือนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปเรียก “ตี้วา...เขาว่าเขาชอบเจ้าน่ะ...”
เงียบงัน...
สักครู่ใหญ่ๆ
ตงเหนียนปู๋อวี้ที่ขับรถก็ค่อยๆ ลุกขึ้นมา
“ตอนนี้ข้าชื่อตงเหนียนปู๋อวี้...” เขาค่อยๆ หมุนตัวมา สายตามองดูลู่เซิ่งอย่างซับซ้อน เคลือบแคลง ตกตะลึง และสับสน
“ข้าเคยชื่อตี้วา...และเปลี่ยนท่อนล่างเป็นหางงูได้...”
ลู่เซิ่งอ้าปากกว้างขึ้นเรื่อยๆ...
“ท่าน...ที่ท่านพูดเมื่อครู่เป็นความจริงหรือ” ตงเหนียนปู๋อวี้จ้องมองลู่เซิ่งอย่างจริงจัง ทั้งมีความเคร่งเครียดและเศร้าศร้อยแฝงอยู่
“แต่...แต่...ตี้วาในความทรงจำข้า...เป็นหญิงสาว...ท่าน...?!” ลู่เซิ่งจ้องมองชายฉกรรจ์ที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อด้วยสีหน้าเหยเก ในใจขื่นขมจนพูดไม่ออก
“รักแท้ไม่แบ่งแยกชายหญิง” ตงเหนียนปู๋อวี้เอ่ยอย่างล้ำลึก “ข้าเร่รอนอยู่บนทะเลทรายผืนนี้มาตั้งแต่ยังเล็กมากๆ ไม่มีความทรงจำใดๆ เมื่อก่อนหน้านี้เหลือเลย จากนั้นก็ได้รู้จักลวี่ฉือ เช่อเฉียง และผู้เฒ่าฝูเฉียง แต่ข้ายังคงจำไม่ได้ว่าก่อนหน้านี้ตนเองเป็นแบบไหน...ในเมื่อท่านจำข้าได้ ก็อาจจะเล่าให้ข้าฟังได้ว่า ก่อนหน้านี้ข้าเป็นคนแบบไหนกันแน่” ตงเหนียนปู๋อวี้ขอบตาแดงเล็กน้อย
ตอนนี้เสียงคืบคลานอันดังลั่นของเหล่าลูกอ๊อดที่อยู่ไกลออกไปกำลังลอยมาอย่างต่อเนื่อง แต่รถหยุดอยู่ในตำแหน่งปลอดภัยแล้ว
ไม่มีใครพูดอะไร ต่างรอให้ลู่เซิ่งตัดสินใจ
“ก่อนหน้านี้...ข้าเองก็จำเจ้าไม่ค่อยชัดแล้ว แต่เจ้าอ่อนโยนมาก...น่ารักมาก...และเอาใจใส่ข้าด้วย”
“จริงหรือ” ตงเหนียนปู๋อวี้เหมือนจะตื่นเต้นอยู่บ้าง จึงใช้มือจับพวงมาลัยด้านหน้า กล้ามเนื้อบนแขนและหน้าอกเกร็งพองขึ้นมา
“จริง...” ลู่เซิ่งพยักหน้า
แก๊งๆ
แก่นวิญญาณตี้วาที่โปร่งแสงก้อนใหญ่ตกลงบนพื้นรถที่อยู่ข้างลู่เซิ่ง ส่งเสียงดังลั่น
แต่คนอื่นๆ สัมผัสไม่ได้ มีแต่เขาที่เห็น
“ข้า...” ตงเหนียนปู๋อวี้ก้าวขึ้นหน้าก้าวหนึ่งเพื่อจะพูดบางอย่าง ทว่าจู่ๆ ก็เกิดเสียงระเบิดดังสนั่น
ด้านหน้าลู่เซิ่งดำมืด เขามายืนอยู่กลางทะเลป่ารอบนอกก้อนดำแล้ว
เขามองแก่นวิญญาณตี้วาสองก้อนในมือ ก้อนหนึ่งขนาดเท่ากำปั้น ก้อนหนึ่งขนาดเท่าไข่ไก่
‘ดูเหมือนตี้วาจะตื่นจากฝันแล้ว...’ เขาไม่มองก้อนดำ หากเหินร่างขึ้นฟ้า บินไปยังทิศทางที่ได้นัดแนะกับเจ้าลัทธิไม่จีรังเอาไว้
ทะเลป่ากว้างใหญ่ไพศาลเหมือนกับไม่มีจุดสิ้นสุด
บินอยู่ราวครึ่งชั่วยาม ในที่สุดเงาคนสองสายก็รอคอยอยู่ตรงนั้นแล้ว
เจ้าลัทธิไม่จีรังกับเจ้าสำนักวสันต์สารทถือปราณและแก่นปราณสีเงินอันขมุกขมัวกลุ่มหนึ่งเอาไว้พร้อมกับมองมายังทางนี้
“ครั้งนี้น่าจะสำเร็จแล้ว!” ลู่เซิ่งตื่นเต้น เร่งความเร็วเหินเข้าไป แล้วค่อยๆ ทิ้งตัวลง
ทั้งสามแลกเปลี่ยนสายตาและพยักหน้าพร้อมกัน
แก่นปราณสีเงินสองกลุ่มบนมือขวาของเจ้าลัทธิไม่จีรังกับเจ้าสำนักวสันต์สารทพุ่งออกไปในเวลาเดียวกัน
ลู่เซิ่งชูสองมือขึ้นเพื่อโยนแก่นวิญญาณของตี้วาออกไป
ฟ้าว!
แก่นปราณหายไปในแก่นวิญญาณในพริบตา
ตูม!
เสียงทึบหนักระเบิดกลางอากาศอย่างฉับพลัน ไข่มุกทรงกลมที่เรืองแสงเจ็ดสีหนึ่งใหญ่หนึ่งเล็กค่อยๆ ลอยลงมา
“แบ่งกันอย่างไร” ลู่เซิ่งมองเจ้าลัทธิไม่จีรังและเจ้าสำนักวสันต์สารท
“ก้อนใหญ่แบ่งเป็นสองส่วน พวกท่านเอาไปคนละส่วน ส่วนข้าเอาก้อนเล็ก” เจ้าสำนักวสันต์สารทที่ควบคุมสีหน้ายินดีไม่อยู่เอ่ยเสียงทุ้ม
“ได้!”
เจ้าลัทธิไม่จีรังกับลู่เซิ่งไม่โต้แย้ง
เป็นเพราะการร่วมมือกันเมื่อก่อนหน้านี้ไม่ราบรื่นนักจนทุกคนใกล้จะแยกย้ายทางใครทางมันแล้ว ทว่าครั้งนี้ในที่สุดก็สำเร็จ จึงช่วยให้ทั้งสามสงบสติอารมณ์ได้อย่างแท้จริง
“เอาละ ครั้งนี้สำเร็จแล้ว ข้าจะกลับไปกักตนเพื่อดูดซับแก่นวิญญาณก้อนนี้ รอจนดูดซับเสร็จ พวกเราค่อยเริ่มใหม่อีกรอบ” เจ้าสำนักวสันต์สารทเอ่ยต่อ
“ได้ สภาพการเปลี่ยนแปลงของตี้วายังเหลือเวลาอีกอย่างน้อยหกหมื่นปี เวลากระชั้น ท่านอย่ากักตนนานเกินไป” เจ้าลัทธิไม่จีรังกล่าวพลางขมวดคิ้ว “ในเมื่อเป็นอย่างนี้ ข้าจะกลับไปดูดซับแก่นวิญญาณเช่นกัน”
“เจ้าเล่า” เจ้าสำนักวสันต์สารทพยักหน้าก่อนจะมองลู่เซิ่ง
“ผู้อาวุโสสองท่านต้องใช้เวลาเท่าไหร่หรือ” ลู่เซิ่งย้อนถาม
“ภายในร้อยปีโดยประมาณ ถึงจะดูดซับเสร็จสิ้น” เจ้าลัทธิไม่จีรังกำหนดเวลา
“ข้าจะกลับก่อน ถึงเวลาจะกลับมาเอง” ลู่เซิ่งพยักหน้า
“ได้” เจ้าลัทธิไม่จีรังพยักหน้า เขารู้ว่าที่ที่ลู่เซิ่งจะกลับไปเป็นที่ไหน แต่เขาแน่ใจว่าลู่เซิ่งจะต้องกลับมาอย่างแน่นอน
ตี้วาเป็นหนึ่งในสัตว์โบราณที่แข็งแกร่งที่สุด ต่อให้เป็นผู้ปกครองระดับมายาพิศวงขั้นสูงสุด ก็ไม่ทราบว่ามีกี่คนต้องการหาแก่นปราณของตี้วา
โอกาสดีๆ แบบนี้วางอยู่ตรงหน้าลู่เซิ่ง ยังมีตัวอย่างที่สำเร็จก่อนหน้าอีก เขาจะต้องไม่ยอมแพ้ไปง่ายๆ แบบนี้แน่นอน
“อย่างนั้น พวกเรามารวมตัวกันที่นี่ในอีกร้อยปีให้หลังเป็นอย่างไร” เจ้าสำนักวสันต์สารทเสนอ
“ตกลง” เจ้าลัทธิไม่จีรังพยักหน้า
หลังจากทั้งสามคนนัดหมายเวลาและสถานที่เสร็จ เจ้าลัทธิไม่จีรังก็ยื่นมือกวักออกมา แก่นปราณตี้วาก้อนที่ใหญ่ที่สุดพลันแยกจากหนึ่งเป็นสอง เขาอ้าปากดูดพลังปราณกึ่งหนึ่งเข้าไปในท้อง จากนั้นหมุนตัวและเหินร่างจากไป
เวลานี้เขาย่อมไม่คิดจะฮุบไว้คนเดียว การเปลี่ยนแปลงของตี้วายังเหลือเวลาอีกนาน หากฆ่าไก่เพื่อเอาไข่ในตอนนี้ วันหน้าคิดจะหามารสวรรค์ที่เหมาะสมอีกสักคนก็คงยากแล้ว
เจ้าสำนักวสันต์สารทหยิบแก่นปราณก้อนเล็กขึ้น แล้วหมุนตัวหายไปกลางอากาศ เหมือนกับกลายเป็นกระแสอากาศไร้รูปร่างนับไม่ถ้วน
ลู่เซิ่งหยิบแก่นปราณครึ่งที่เหลือเป็นคนสุดท้าย เพิ่งจะแตะโดน เขาก็สัมผัสได้ทันทีว่า พลังอาวรณ์ที่น่ากลัวและยิ่งใหญ่จนยากจะบรรยายกำลังทะลักเข้ามาด้านในตัวอย่างบ้าคลั่ง
หนึ่งล้าน? สองล้าน?...
พริบตาเดียวก็มีพลังอาวรณ์สิบสามล้านหน่วยพุ่งเข้าสู่จิตวิญญาณของลู่เซิ่ง
ตัวเขาโซเซ ศีรษะถูกกระแทกจนมึนงง
พลังอาวรณ์สิบสามล้านหน่วยกระแทกกระทั้นจิตวิญญาณของเขาในเวลาแค่ไม่กี่อึดใจ ความรู้สึกนี้เหมือนกับมีช้างตัวหนึ่งกระแทกน้ำหนักใส่ศีรษะคนธรรมดาขณะที่มัดขาแล้วกระโดดลงจากหน้าผา
ชั่วขณะนั้นลู่เซิ่งสายตาพร่ามัวอยู่บ้าง แต่เขาก็กลับเป็นปกติอย่างรวดเร็ว รีบจับแก่นปราณตี้วาไว้ แล้วหมุนตัวควบคุมควันดำไปยังที่ไกล
‘ถ้าเทียบบัญญัติไตรยางศ์กับแก่นปราณตี้วาเมื่อก่อนหน้าเป็นหน่วย ตรงนี้มีอยู่สิบสี่หน่วย...ดูเหมือนแก่นปราณทุกๆ หน่วยจะเก็บพลังอาวรณ์ไว้ไม่เท่ากัน แต่อย่างน้อยสุดต่างมีมากกว่าหนึ่งล้าน’ ลู่เซิ่งตื่นตะลึง นี่เป็นวิธีการรวบรวมพลังอาวรณ์ที่ดีที่สุด
เขาจะต้องกลับมาที่โลกใบนี้อีกแน่ แต่ไม่ใช่ตอนนี้
ตอนนี้เขาต้องกลับไปจัดการทุกอย่าง เตรียมตัวให้เรียบร้อยเสียก่อน ค่อยกลับมาในครั้งหน้า!
ส่วนทางเจ้าลัทธิไม่จีรังกับเจ้าสำนักวสันต์สารท เขาเชื่อว่าขอแค่ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงของตี้วาช่วงท้าย เขาที่ตอนนี้ยังมีคุณค่าให้ใช้งานไม่มีทางถูกสองคนนี้ละทิ้งง่ายๆ
‘ตอนนี้เราปลอดภัยอย่างแน่นอน แต่สภาพแบบนี้เป็นเรื่องชั่วคราว...ไอ้แก่อีแก่สองคนนั่นใจกว้างถึงขนาดให้แก่นปราณตี้วากับเรามากมาย เกรงว่าจะไม่คิดปล่อยให้เรารอดกลับไปเป็นๆ’ ลู่เซิ่งเข้าใจดี
ตอนนี้ถ้ำราชากระเรียนกับตำหนักเยวี่ยอ๋องได้อพยพไปซ่อนตัวที่ทะเลทรายอีกแห่งซึ่งอยู่บนชายแดนของราชวงศ์ซีหยาแล้ว ภายภาคหน้าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรอีก เป้าหมายที่เขามายังโลกใบนี้ก็บรรลุแล้วเช่นกัน ควรจะกลับได้สักที
‘ถ้าเราเป็นเจ้าลัทธิไม่จีรัง จะต้องไม่ยอมปล่อยตัวเรากลับโลกมารสวรรค์ง่ายๆ แน่...’ ลู่เซิ่งรู้แน่แก่ใจ
ลู่เซิ่งเดาว่าสองคนนั้นจะต้องวางเล่ห์กลอะไรบนร่างเขาแล้ว เขาจะกลับโลกมารสวรรค์ได้ครบสามสิบสองหรือไม่ยังเป็นปัญหา
‘ไม่ว่ายังไงก็ต้องลองดูก่อน’ ลู่เซิ่งกวาดตามองรอบๆ ก่อนจะถือโอกาสหาอาณาเขตแห่งหนึ่งกลางทะเลป่า พร้อมกับเปลี่ยนควันมารบนมือเป็นหอกยาว แล้วแทงลึกเข้าไปในดินเพื่อขุดถ้ำลึกขึ้นมา
เขาบินหายเข้าไปในปากถ้ำ พริบตาเดียวควันมารก็ลอยออกมาเพื่อย้ายดินโคลนและหญ้าจำนวนมากมาอำพรางปากถ้ำไว้
ลึกลงไปใต้ดินมากกว่าพันหมี่ ลู่เซิ่งถึงค่อยหยุดลงแล้วเริ่มขยายพื้นที่
ใช้เวลาสิบกว่าอึดใจ ก็บุกเบิกถ้ำทรงกลมเส้นผ่าศูนย์กลางสิบกว่าหมี่ขึ้นมาได้ เขาใช้ไฟหยินยึดผนังถ้ำไว้ โดยเผาไหม้ให้กลายเป็นผลึกสีดำที่เรียบเนียนและทนทานเพื่อประคับประคองแรงกดดันจากบริเวณรอบๆ
ใจกลางถ้ำ ลู่เซิ่งหยิบผลึกดำอันเป็นอุปกรณ์สำหรับกางค่ายกลออกมาจากไข่มุกกลืนสมุทร แล้วใช้มันกางค่ายกลสำหรับกลับไปอย่างรวดเร็ว
ผลึกดำถูกเสียบลงไปทีละก้อนๆ
ด้วยขอบเขตของเขาในตอนนี้ แค่โบกมือลวดลายค่ายกลก็เป็นรูปเป็นร่างทันที
หึ่งๆๆ...
ลวดลายค่ายกลในถ้ำค่อยๆ เรืองแสงสีแดง แสงสีแดงนับไม่ถ้วนรวมตัวกลายเป็นเส้นสีแดงราวกับเลือด พร้อมกับไหลไปตามลวดลายค่ายกลเข้าหาลู่เซิ่งที่นั่งขัดสมาธิอยู่ตรงกลาง
ปราณจริงแท้ปรากฏขึ้นทั่วร่างลู่เซิ่ง ก่อนจะห่อหุ้มตัวเขาเป็นก้อนเล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้
ท่ามกลางเสียงพลังงานไหลเวียน พลังวิญญาณของผลึกดำที่เสถียรตรงกลางรวมตัวเป็นจุดอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพุ่งสู่ท้องฟ้าในทันใด
ฟ้าว!
ช่องแตกสีเทาสายหนึ่งกางออกเหนือศีรษะลู่เซิ่งอย่างช้าๆ
ลู่เซิ่งไม่ลังเลแม้แต่น้อย ร่างกายเปลี่ยนเป็นแสงดำจุดหนึ่งในพริบตา ก่อนจะพุ่งหายเข้าไปในช่องแตก
ในกระแสวังวนมิติเวลาสีรุ้งที่บิดเบี้ยว แสงดำที่เปลี่ยนมาจากลู่เซิ่งค่อยๆ ปล่อยแสงสีอ่อนๆ ออกมาเพื่อต้านทานการกัดกร่อนจากกระแสวังวนรอบๆ ตัว
ไม่เพียงแค่นี้เท่านั้น แก่นปราณตี้วาบนตัวเขายังได้กระจายแสงสีออกมาโดยอัตโนมัติ เพื่อช่วยเขาต้านทานกระแสวังวนมิติเวลาอีกด้วย
.....................................................
การสนับสนุนจากแก่นปราณของตี้วาช่วยลดภาระให้ลู่เซิ่งได้มาก ทำให้เขามีเวลาว่างเพ่งพินิจสภาพในกระแสวังวนมิติเวลาเป็นครั้งแรก
เขารู้สึกเหมือนกับตนเองเหินอยู่ในอุโมงค์สีรุ้งทรงกระบอกแห่งหนึ่ง บนผนังของอุโมงค์ที่อยู่รอบๆ มีแต่แสงและเส้นสายประหลาดที่บิดเบี้ยวเปลี่ยนแปลงไปมา
อุโมงค์หมุนวนและโค้งงอตลอดเวลา ถ้าไม่ระวังนิดเดียวก็อาจจะชนเข้ากับผนังที่โค้งหักศอกได้
ลู่เซิ่งทราบดีว่า หากเกิดชนใส่ผนังที่บิดเบี้ยวเข้า ก็เป็นไปได้ถึงขีดสุดที่จะพุ่งเข้าไปในจักรวาลต่างมิติที่ไม่ทราบพิกัดและมีความอันตรายสูงสุด
ทุกครั้งที่ผ่านมาได้เป็นเพราะเขาสร้างเส้นเชื่อมค่ายกลขึ้นทั้งสองฝั่ง แค่บินไปตามเส้นเชื่อมก็ใช้ได้ ทว่าครั้งนี้เขาอยู่นานเกินไป เส้นเชื่อมระหว่างค่ายกลจึงเหลือการสัมผัสแค่เล็กน้อยเท่านั้น ส่วนใหญ่ได้แต่สัมผัสทิศทางคร่าวๆ แล้วบินไปเอง
ความรู้สึกของการอยู่ในอุโมงค์ไม่มีความรู้สึกถึงเวลา เหมือนกับว่าพริบตาเดียวคือหลายปี
ลู่เซิ่งเห็นจุดแสงสีเทาจุดหนึ่งที่โผล่ขึ้นด้านหน้าอย่างรวดเร็ว จุดแสงปล่อยกลิ่นอายที่คุ้นเคยของโลกมารสวรรค์หลายสายออกมาตลอดเวลา
เขารู้สึกฮึกเหิม รีบเร่งความเร็วพุ่งใส่จุดแสงสีเทานั้นทันที
ตูม!
ลู่เซิ่งดิ้นทีหนึ่ง ด้านหน้าพร่ามัว ตอนที่ภาพชัดอีกครั้งเขาก็มานั่งอยู่ในห้องนอนในเรือนของตัวเองแล้ว รอบๆ คือค่ายกลจุติที่เละเทะ
ชิ้นส่วนของผลึกดำนับไม่ถ้วนกระจัดกระจายไปทั่ว
‘กลับมาสำเร็จแล้ว ราบรื่นทุกอย่างเลยหรือนี่’ เขาถอนใจอย่างแรง แล้วลุกขึ้นจากค่ายกล อาภรณ์บนร่างถูกเผาทำลายในตอนข้ามมิติไปแล้ว จึงหยิบเสื้อผ้าชุดหนึ่งจากช่องลับในห้องมากางออกและสวมใส่
‘ครั้งนี้ถึงแม้ผลกรรมจะไม่สำเร็จ จิตวิญญาณจึงหลอมรวมไม่ได้ แต่ว่าการได้ทำความเข้าใจจิตแห่งวัฏจักรแล้วก้าวสู่สภาพกึ่งมายาพิศวงก็เป็นผลพลอยได้ที่ไม่เคยเจอมาก่อนเหมือนกัน ต่อจากนี้คือการรวบรวมพลังแห่งวัฏจักรเพื่อพัฒนาโลกรูปจิตและสร้างความมั่นคงในขอบเขตมายาพิศวง’
ลู่เซิ่งผลักประตูเดินออกจากห้องนอนที่ใช้กักตน
ทัวหลันปาเฮ่อ มนุษย์โลหิตสีเงินที่เขาเก็บมาโดยไม่ได้ตั้งใจ เฝ้าอยู่นอกประตูด้วยสีหน้าร้อนรน นางเข้ามาไม่ได้เพราะการขัดขวางของค่ายกล
ครั้นเห็นลู่เซิ่งเดินออกมา นางจึงค่อยระบายลมหายใจช้าๆ
“นายท่าน ท่านไม่เป็นไรกระมัง?!” ตอนแรกทัวหลันปาเฮ่อกำลังหลับอยู่ พลันได้ยินเสียงดังสนั่น จึงรีบลุกขึ้น พอพบว่าเสียงดังมาจากห้องที่ลู่เซิ่งอยู่ก็ร้อนใจขึ้นมา
นางนึกความทรงจำของตัวเองเมื่อก่อนหน้านี้ไม่ออก จำไม่ได้ว่าตนเองคือใคร แต่รู้สึกซาบซึ้งใจต่อลู่เซิ่งที่เก็บนางไว้มาก
ถ้าไม่ใช่ลู่เซิ่งสั่งไว้ว่าไม่ให้นางเข้าไป เกรงว่านางจะบุกเข้าไปแล้ว อย่างไรนางก็เป็นความประหลาดลี้ลับ ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยก็หาเป็นไรไม่
“ไม่เป็นไร” ลู่เซิ่งโบกมือ ขยะมากมายด้านหลังพลันลอยออกมากองรวมกันเป็นก้อนสีดำก้อนหนึ่ง ก่อนจะกลิ้งไปหยุดอยู่ข้างประตูเรือน
“อีกประเดี๋ยวเอาออกไปทิ้งด้วย จริงสิ ครั้งนี้ข้ากักตนนานขนาดไหนกัน” ลู่เซิ่งถามสบายๆ
“เรียนนายท่าน สองเดือนกว่าๆ เจ้าค่ะ” ทัวหลันปาเฮ่อคำนวณแล้วรีบตอบ “คนของตระกูลจ้าวมาถามหาท่าน เหมือนต้องการจ้างท่านไปรักษา นอกจากนี้ยังมีสาวกจันทราแดงมาหาท่านด้วย คล้ายกับอยากสืบเรื่องอะไรบางอย่าง”
“อ้อ” ลู่เซิ่งพยักหน้า ก่อนจะเดินไปนั่งลงในห้องอาหาร ให้ทัวหลันปาเฮ่อยกกับข้าวและเครื่องดื่มมา อยู่ทางพิภพลี้ลับมานาน รสชาติอาหารของที่นี่ถูกปากกว่า
“รายงานรายวันกับรายสัปดาห์ในสองเดือนมานี้เล่า”
“อยู่นี่หมดแล้วเจ้าค่ะ” ทัวหลันปาเฮ่ออุ้มกระดาษรายงานตลอดเวลาสองเดือนกองหนึ่งมาให้
ลู่เซิ่งกินไปพลาง พลิกอ่านข้อมูลสำคัญไปพลาง
ทางนครตราชั่งไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรใหญ่โต สำนักนทีครามกับมารดาแห่งความเจ็บปวดยังตรึงกำลังกันอยู่ ไม่ส่งผลต่อสถานการณ์ใหญ่ในตอนที่เขาไม่อยู่
ทางสาวกจันทราแดงกลับมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ภารกิจที่เหมินฟ่านำกลุ่มในครั้งก่อนมีการขยายผลเพิ่ม ดึงดูดสาวกจำนวนไม่น้อยให้เร่งรุดไป
วางรายงานลง ลู่เซิ่งถอนใจยาวเฮือกหนึ่ง
เขานึกย้อนถึงการจุติในครั้งนี้ เห็นได้ชัดว่าไม่สอดคล้องกับหลักตรรกะอยู่บ้าง เวลาในพิภพลี้ลับไม่มีทางเร็วกว่าโลกมารสวรรค์แน่
อย่างอื่นไม่พูดถึง เนื่องจากมีผู้เข้มแข็งระดับตี้วาอยู่ด้วย ระดับชั้นของพลังไม่มีทางอ่อนแอกว่าโลกมารสวรรค์ ถึงขั้นที่เจ้าสำนักไม่จีรังยังบอกด้วยว่าการทลายนภาพิภพลี้ลับยังยิ่งใหญ่และร้ายกาจกว่าโลกมารสวรรค์เสียอีก
ลู่เซิ่งไม่เคยคิดอยู่แล้วว่าโลกมารสวรรค์ที่ตนเองถือกำเนิดจะเป็นศูนย์กลางของทุกจักรวาล
‘ภารกิจเร่งด่วนในตอนนี้คือการรับครอบครัวออกมา จากนั้นก็ตามหาวิญญาณแห่งวัฏจักรเพื่อดูดซับ...’
ระบบดาวของโลกมารสวรรค์มีแนวโน้มที่จะตกสู่ไฟสงคราม แม้แต่นครตราชั่งที่เป็นกลางมาโดยตลอด ก็มีความตั้งใจจะเข้ามาร่วมวงอย่างเลือนรางเช่นกัน
ลู่เซิ่งไม่ทราบว่าสันติภาพจะคงอยู่ได้นานขนาดไหน แต่เขาจะต้องหาที่หลบเร้นซี่งไตร่ตรองอย่างดีก่อนแล้วให้ได้
‘ไม่รู้ว่าตอนนี้ทางหมีก่วงอิงจะเป็นอย่างไรบ้าง...’ เขาหยิบแร่ดิบของสมาคมธวัชเหล็กออกมาเพื่อลองติดต่อหมีก่วงอิง
...
ดาวปรภพที่สาม
เส้นสายสีดำที่เหมือนกับร่างแหปรากฏทั่วผิวดาวเคราะห์สีเหลืองเข้ม
มีวงแหวนสีเหลืองล้อมรอบดาวเคราะห์ ยังมีลำแสงสีดำหลายสายแวบผ่านด้านข้างไปตลอดเวลา
กลางผิวของดาวเคราะห์ที่หันหลังให้แก่แสงของดาวฤกษ์ ในทุ่งร้างสีดำที่กว้างขวางไร้ขอบเขตกำลังอยู่ในห้วงราตรี
เรือเหาะที่ยาวร้อยหมี่ซึ่งมีรูปร่างเหมือนปลาสีดำลำหนึ่งจอดนิ่งอยู่ตรงมุมหนึ่งของทุ่งร้าง
ฝูงชนเดินขึ้นส่วนหางของเรือเหาะอย่างต่อเนื่อง
หมีก่วงอิงสวมเกราะอ่อนสีเงินซึ่งปกปิดเพียงจุดสำคัญ และใส่หมวกประหลาดที่มีขนนกสีดำชูเด่น
นางกำลังยืนเคียงข้างกับหญิงสาวผิวขาวเจ้าของดวงหน้างดงามที่สวมชุดคลุมสีดำอีกคน
“น้องอันซา ครั้งนี้โชคดีที่มีเจ้า” หมีก่วงอิงรำพึงรำพัน ครั้งนี้ถ้าไม่ใช่เพราะมีน้องสาวที่เรียกตัวเองว่าอันซาคอยช่วยเหลือ คิดจะหารูโหว่ของตาข่ายดำกฎเกณฑ์ให้เจอ ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแท้จริง
“ไม่เป็นไร ลู่เซิ่งเป็นสหายข้า ข้ามีสหายน้อยเป็นทุนอยู่แล้ว และทุกคนก็ล้วนควรค่าให้ข้าช่วยเหลือ” วิธีการพูดของอันซาประหลาดอยู่บ้าง แต่ว่าหลังผ่านมาสิบกว่าวันนางก็เริ่มชินเล็กน้อยแล้ว
“ความจริงที่เจอรูโหว่ของตาข่ายดำได้ ยังมีการช่วยเหลือในที่ลับของคนอีกคน แต่นางไม่อยากออกหน้า ดังนั้นจึงให้ข้าเป็นตัวแทน อย่างไรข้าก็คิดจะจากไปด้วยเหมือนกัน” อันซาเสริม
“เช่นนั้นหรือ” หมีก่วงอิงเพียงยิ้ม ไม่ไปซักไซ้ต่อ อย่างไรขอแค่ทำตามคำสัญญาที่นางให้ไว้กับลู่เซิ่งเรียบร้อยก็เพียงพอ ที่เหลือไม่ได้สำคัญอะไร
“เจ้าแน่ใจนะว่าครั้งนี้เจ้าจะออกไปด้วย”
“แน่นอน นี่เป็นทั้งการช่วยลู่เซิ่งและช่วยตัวข้าเอง” อันซาพยักหน้า “ข้าขอพาคนไปเพิ่มอีกสองคน มีปัญหาหรือไม่”
“เรื่องเล็ก ขอแค่ออกจากระบบดาวปรภพได้ ลุงของข้าก็จะลงมือรับช่วงต่อเอง ถึงเวลานั้นก็จะปลอดภัยแล้ว” หมีก่วงอิงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เจ้าวางใจเถอะ ลุงของข้าติดค้างคนผู้นั้นเช่นกัน ดังนั้นครั้งนี้จะต้องลงมือแน่ ต่อให้จะถูกมารดาแห่งความเจ็บปวดพบก็ไม่มีอะไรให้กังวล
“อย่างนั้นข้าก็วางใจแล้ว” อันซาพยักหน้า
หากครั้งนี้สำเร็จจริงๆ วันเวลาที่นางดิ้นรนอย่างยากลำบากในดาวปรภพมานานปีก็จะจบลงในที่สุด
“เวลานี้ ข้าควรจะดีใจหรือไม่ที่มารดาแห่งความเจ็บปวดไม่ได้ให้ความสำคัญกับพวกเรามากเกินไป...” อันซายิ้มขื่นขม
“มารดาแห่งความเจ็บปวดถือเป็นคนในระบบดาวปรภพเช่นกัน เกิดนางออกจากสถานที่ไกลปืนเที่ยงแห่งนี้ไป ก็เป็นได้แค่มายาพิศวงที่แข็งแกร่งนิดหน่อยคนหนึ่งเท่านั้น” หมีก่วงอิงยิ้มอย่างผ่าเผย “รอเจ้าไปถึงนครตราชั่ง ก็จะเข้าใจความแตกต่างอย่างคร่าวๆ เอง”
“อื้อ” อันซาพยักหน้าโดยแรง
“อีกนานเท่าไหร่กว่าจะถึงรอยสลักเนินศพดารา” หมีก่วงอิงถามเบาๆ
“ประมาณสิบสามชั่วยาม”
“อืม ให้ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม คนทุกคนของสำนักมารกำเนิดและตระกูลลู่พกแค่อาหารไปก็พอ ไม่อนุญาตให้พกของวิเศษข้ามมิติ ไม่อนุญาตให้พกของขลังพลังงานสูง ส่วนของที่ต้องพกไปจริงๆ ให้รวบรวมกันแล้วส่งไปที่ห้องผนึกของเรือเหาะก่อน...”
หมีก่วงอิงคุ้นเคยกับการอพยพระหว่างดวงดาวเป็นอย่างยิ่ง นางแจ้งหัวข้อที่ควรระวังออกมาอย่างต่อเนื่องและจัดการขบวนคนมากกว่าร้อยคนอย่างเป็นระเบียบ
...
ลู่เซิ่งจุดธูปขึ้นหนึ่งดอก ก่อนจะค่อยๆ ทรุดนั่งลง
ในห้องสงบใจมีเขาแค่คนเดียว ไม่มีหน้าต่าง มีแต่ช่องเล็กๆ ขนาดกำปั้นช่องหนึ่งเป็นทางเข้าออกเท่านั้น
บนผนังรอบๆ สลักลวดลายค่ายกลสำหรับคุ้มกันและกั้นเสียงไว้เป็นจำนวนมาก ห้องนี้ห้องเดียวใช้เงินน้ำแข็งในมือลู่เซิ่งไปมากโข
หลังจากเลื่อนสู่ระดับมายาพิศวง ลู่เซิ่งก็ไม่ค่อยใส่ใจกับเงินน้ำแข็งในมืออีก แค่ต้องเก็บส่วนที่ต้องใช้จุติไว้ก็พอ
เงินที่เหลือถูกเขาเปลี่ยนเป็นวัตถุดิบสำหรับกางค่ายกล โดยที่เขาใช้เงินพวกนี้ปรับแต่งห้องเก็บของในตอนแรกของคฤหาสน์กลายเป็นห้องลับอันแน่นหนา
ค่ายกลป้องกันและกั้นเสียงเป็นค่ายกลระดับสูงสุดที่เขาใช้วัตุดิบทั้งหมดติดตั้งขึ้นอย่างเต็มที่
ใช้เวลาไปสามชั่วยามกว่าๆ ลู่เซิ่งถึงติดตั้งค่ายกลพวกนี้เสร็จสมบูรณ์ ก่อนจะเริ่มเข้าสู่สภาพกักตน
สิ่งที่ได้รับจากการจุติในครั้งนี้มีมากมาย เขาได้ไปถึงระดับมายาพิศวงหลังทำความเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่ง นี่เป็นจุดเริ่มต้นจุดใหม่
สำหรับนครตราชั่ง ระบบดาวปรภพ หรือสาวกจันทราแดง ขอบเขตมายาพิศวงตั้งตนเป็นใหญ่และสร้างสำนักตั้งพรรคขึ้นมาเป็นขุมกำลังหนึ่งได้แล้ว
ความแตกต่างอยู่ที่ขนาดอิทธิพลและจำนวนทรัพยากรที่จะยึดครองได้ตามความสูงต่ำของพลัง
‘ตอนนี้ เราสั่งสมพลังอาวรณ์ไว้ได้สิบเจ็ดกว่าล้านหน่วยแล้ว ควรจะถึงเวลาใช้สักที’
พลังอาวรณ์จะต้องแปลงเป็นพลังถึงจะมีความหมาย ลู่เซิ่งคิดจะใช้พลังอาวรณ์ทั้งหมดจนเกลี้ยงในการกักตนครั้งนี้
‘ดีปบลู’
เขาเรียกอินเตอร์เฟซเครื่องมือปรับเปลี่ยนออกมา
หลังจากมาถึงระดับนี้ วิชาไร้ขอบเขตที่เครื่องมือปรับเปลี่ยนได้พัฒนาขึ้นก่อนหน้านี้ก็ไม่ค่อยเหมาะจะใช้เท่าไหร่แล้ว
‘พื้นฐานที่วิชาไร้ขอบเขตให้กำเนิดคือความเป็นไปได้หนึ่งที่เกิดจากการคิดเองเออเองในตอนที่ความรู้และประสบการณ์ยังตื้นเขินมาก แต่หากยึดจากความรู้ในตอนนี้ วิชาไร้ขอบเขตมีจินตนาการสมบูรณ์แบบเกินไป หลายๆ จุดไม่มีข้อแตกต่างและไม่มีจุดเด่นใดเมื่อเทียบกับระบบการฝึกฝนทั่วไปในความเป็นจริง’
ลู่เซิ่งคาดคำนวณในใจ
‘จนถึงตอนนี้แก่นหยางมีผลรักษาหล่อเลี้ยงที่นับว่าไม่เลวเหมือนกัน แต่ไม่ได้สะดวกและไม่ได้มีประโยชน์เท่าด้ายกระตุ้นวิญญาณ ถึงกระนั้นพลังอาวรณ์ที่เราใส่เข้าไปในวิชาไร้ขอบเขตกลับเยอะกว่าด้ายกระตุ้นวิญญาณไปมากโข’
เขาหลับตาใคร่ครวญ
พบพานโลก พบพานจักรวาล และพบพานวิชามามากมาย
‘ตอนนี้เราก้าวสู่มายาพิศวง ทั้งยังได้วิชาระดับมายาพิศวงมาจากสมาคมธวัชเหล็ก ถ้าหากใช้เคล็ดโปรยน้ำค้างกลางสวนบูรพาในสารทฤดูเป็นพื้นฐาน หลังจากพัฒนาแล้ว เมื่อมีพลังอาวรณ์มากมายแบบนี้เป็นตัวเสริม บางทีอาจจะ...’
ลู่เซิ่งหยุดคิด สุดท้ายก็ส่ายหน้าน้อยๆ
‘ไม่ได้ การเรียนรู้วิชาสิ้นเปลืองมากเกินไป หนึ่งระดับสองระดับยังพอว่า แต่ถ้าพึ่งพาแต่การเรียนรู้อย่างเดียว ก็จะสิ้นเปลืองเกินไป ไม่ค่อยคุ้มเท่าไหร่ ถ้าหากมีวิชามายาพิศวงสำเร็จรูปสำหรับใช้ฝึกฝน แล้วเรายกระดับโดยตรง พลังอาวรณ์ที่เสียไปจะน้อยกว่าการเรียนรู้มาก...ไม่ว่าอย่างไร ควรจะรวมศาสตร์ความรู้และพลังทั้งหมดของเราในปัจจุบันเข้าด้วยกันก่อน จากนั้นก็ค่อยกำจัดสิ่งเจือปนออกและเก็บส่วนที่ดีไว้ หลังเกิดการเปลี่ยนแปลงทางคุณสมบัติและการกลั่นกรองเรียบร้อยแล้วค่อยมาว่ากันใหม่’ เขาข้ามมิติจุติไปยังโลกหลายใบ โลกแต่ละใบได้เหลือส่วนที่เป็นแก่นแท้ไว้ในร่างกาย
การทำแบบนี้จะมีส่วนช่วยต่อตนเองในช่วงแรกๆ จริงๆ เทียบได้กับมีไพ่ตายเพิ่มมาหลายใบ แต่พอทำบ่อยๆ เข้า สิ่งที่หลงเหลืออยู่จะมีมากเกินไปจนกลายเป็นสิ่งเจือปน ซึ่งขัดขวางความก้าวหน้าของเขาทีหลัง
ลู่เซิ่งใคร่ครวญเล็กน้อย จากนั้นก็ใช้วิชาระดับมายาพิศวงอย่างเคล็ดโปรยน้ำค้างกลางสวนบูรพาในสารทฤดูเป็นแกนหลักสำหรับฝึกฝนและเรียนรู้
เป็นเพราะทำความเข้าใจจนเลื่อนสู่ระดับมายาพิศวงได้ เคล็ดโปรยน้ำค้างจึงยกระดับถึงระดับเก้าอันเป็นระดับสูงสุดได้อย่างง่ายดายยิ่ง นอกจากนี้ลู่เซิ่งยังได้เปลี่ยนพลังยุทธ์ทั้งหมดของวิชาไร้ขอบเขตเป็น ปราณปฐพี อันเป็นปราณจริงแท้ชนิดพิเศษระดับมายาพิศวงของเคล็ดโปรยน้ำค้างอย่างผ่อนคลาย
[เคล็ดโปรยน้ำค้างกลางสวนบูรพาในสารทฤดู: ระดับที่เก้า (คุณสมบัติพิเศษ: หล่อเลี้ยงสรรพสิ่ง ประกายวิญญาณอุดมสมบูรณ์ อารยธรรมก้าวกระโดด )]
ลู่เซิ่งเข้าใจผลและวิธีการใช้คุณสมบัติพิเศษสามชนิดในพริบตา ต่างเป็นสิ่งที่ใช้กับสภาพแวดล้อมรอบๆ และวัตถุภายนอก
แทบไม่มีการยกระดับตัวเองเลย
‘ใช้มันเป็นพื้นฐานแล้วลองเรียนรู้สักครั้ง หวังว่าจะหลอมรวมกับแก่นจุติทั้งหมดที่เรามีอยู่ได้’
เขากดปุ่มปรับเปลี่ยนบนเครื่องมือปรับเปลี่ยนด้วยจิตใจเคร่งขรึม
นอกจากนี้ เขาอยากจะเห็นด้วยว่าพลังอาวรณ์จะยกระดับขอบเขตวิชาแทนวิญญาณแห่งวัฏจักรได้หรือไม่
..............................................
ภายในห้องลับ
กลุ่มแสงหลากสีหลายกลุ่มลอยออกมาจากภายในร่างของลู่เซิ่งอย่างต่อเนื่อง
กลุ่มแสงพวกนี้เหมือนกับฟองสบู่ พวกมันคือการเดินทางมากมายที่ลู่เซิ่งเคยพานพบในโลกต่างๆ ภาพวาดแต่ละภาพและฉากแต่ละฉากกะพริบบนผิวตลอดเวลา แก่นแท้ที่ได้จากพวกมันในตอนสุดท้ายก็คือกลุ่มแสงที่มีขนาดและลักษณะต่างกันตรงหน้านี้
‘สิ่งที่จานประกายโรจน์ของเรายึดเป็นพื้นฐานคือพลัง แสดงว่าแกนหลักส่วนหนึ่งน่าจะสร้างขึ้นจากพลัง แก่นสารที่เหลือเป็นความสิ้นเปลือง เพียงเหลือส่วนที่เป็นพลังไว้ก็พอ’
ลู่เซิ่งไตร่ตรอง
กลุ่มแสงทั้งหมดที่อยู่เบื้องหน้าพากันหดเล็กลงและเปลี่ยนสี แสงสีที่แตกต่างกันหลายชนิดริบหรี่ลง สุดท้ายก็เหลือแค่สีเทาเข้มที่เหมือนกันเท่านั้น
ลู่เซิ่งอ้าปากดูดกลืนกลุ่มแสงสีเทาเข้มทั้งหมด พวกมันพากันหายเข้าไปในปากของเขาอย่างไร้สุ้มเสียง
เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าพลังของกายเนื้อกำลังทวีความแข็งแกร่งขึ้นด้วยความเร็วสูง ไม่นานนัก กลุ่มแสงกลุ่มสุดท้ายก็หายวับเข้าไปในปากของเขา
ลู่เซิ่งยืดเหยียดร่างกาย เหมือนกับว่าผิวทั่วร่างขยายใหญ่ขึ้นเล็กน้อย แสงสีขมุกขมัวสายหนึ่งโผล่ขึ้นบนผิวของเขาอย่างเลือนราง
‘พละกำลังเพิ่มขึ้นสามเท่ากว่าๆ ความต้านทานยกระดับกระบวนการต่อต้านความหนาวและพิษ ความเร็วยกระดับขึ้นห้าเท่ากว่าๆ...นี่ก็คือสิ่งที่เราได้มาทั้งหมดในการจุติช่วงนี้หรือ’
เขาพ่นลมหายใจเฮือกหนึ่ง แม้จะรู้สึกว่าแก่นแท้บางส่วนสูญเสียไปโดยสมบูรณ์ แต่เมื่อมาถึงขั้นนี้ การขจัดสิ่งเจือปนและการเก็บส่วนที่ดีก็เป็นตัวเลือกที่จำเป็นต้องทำ
วินาทีนี้ เขามองเครื่องมือปรับเปลี่ยนอีกครั้ง กรอบของวิชาที่กระจัดกระจายบนนั้นหายไปเป็นส่วนใหญ่ นี่หมายความว่าพลังงานที่ไม่เป็นระเบียบส่วนใหญ่ในตัวเขาสูญหายและแยกตัวไปแล้ว
เหลือเพียงกรอบเรียบง่ายเพียงกรอบเดียวคือ เคล็ดโปรยน้ำค้างกลางสวนบูรพาในสารทฤดู
ในตัวเขามีพลังงานแค่ชนิดเดียวที่กำลังไหลเวียน แม้แต่ปราณมารก็ถูกลบทิ้งไปโดยสิ้นเชิง
วิถีแปดมารสูงสุดเป็นแกนหลักที่เขาพึ่งพามาโดยตลอด
ก่อนหน้านี้แม้จะหลอมรวมเข้ากับวิชาไร้ขอบเขตไปแล้ว ทว่าแก่นสารยังอยู่ ย่อมให้กำเนิดความสอดคล้องกับไฟหยินโดยธรรมชาติ แต่ตอนนี้อยู่ในสภาพที่ตามไม่ทัน เลยได้แต่หลอมรวมเข้ากับวิชาไร้ขอบเขต
ดีที่วิถีแปดมารสูงสุดแม้จะหลอมละลายไปแล้ว แต่ยังคงส่งผลเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่กายเนื้อเหมือนเดิม เพียงแต่ไม่มีปราณมารคอยประคับประคอง จึงอ่อนแอลงเล็กน้อยเท่านั้น
แต่พอบวกกับการเพิ่มความแข็งแกร่งหลังจากแก่นสารอื่นๆ แยกตัว กายเนื้อของลู่เซิ่งกลับแข็งแกร่งขึ้นแทนที่จะอ่อนแอลง
ไฟหยินเป็นโครงสร้างพิเศษที่ได้ทำความเข้าใจแก่นสารมานานแล้ว ถึงขั้นก่อเกิดโครงสร้างพิเศษที่ใช้ควบคุมไฟหยินในร่างกายขึ้นเอง แม้แต่จิตวิญญาณก็ลอกคราบจนอยู่ในสภาพพิเศษที่ใกล้เคียงกับไฟหยิน ย่อมไม่สลายตัวและหายไปตามร่างมาร
‘ตอนนี้ควรจะใช้พลังอาวรณ์กับเคล็ดโปรยน้ำค้างกลางสวนบูรพาในสารทฤดูได้แล้ว ดูว่าจะยกระดับได้อีกหรือไม่’
ลู่เซิ่งเพ่งสมาธิสงบลมหายใจ
อัญมณีทรงขนมเปียกปูนสีขาวบริสุทธิ์ก้อนหนึ่งค่อยๆ ปรากฏขึ้นด้านหลังเขา หนวดสีดำนับไม่ถ้วนยืดขยายออกมารอบๆ อัญมณี ปักเข้าไปในอากาศรอบๆ เหมือนกำลังดูดซับอะไรอยู่
[เคล็ดโปรยน้ำค้างกลางสวนบูรพาในสารทฤดู: ระดับที่เก้า (คุณสมบัติพิเศษ: หล่อเลี้ยงสรรพสิ่ง ประกายวิญญาณอุดมสมบูรณ์ อารยธรรมก้าวกระโดด)]
หลังจากกำจัดสิ่งเจือปนทิ้งไปเป็นจำนวนมาก พอลู่เซิ่งมองเครื่องมือปรับเปลี่ยนอีกที ก็เห็นปุ่มเรียนรู้ด้านหลังกรอบได้อย่างชัดเจน
นิ่งไปชั่วครู่ จากนั้นลู่เซิ่งก็เลื่อนจิตไปกดปุ่มเรียนรู้หลังกรอบเบาๆ
‘เรียนรู้เคล็ดโปรยน้ำค้างกลางสวนบูรพาในสารทฤดูหนึ่งระดับ’
ซู่...
กรอบพร่ามัวลงทันที พลังอาวรณ์ทะลักออกมาดุจสายน้ำ ลู่เซิ่งจำไม่ได้แล้วว่าเสียพลังอาวรณ์ไปเท่าไหร่ในการยกระดับครั้งก่อน แต่ต้องมีมากกว่าล้านหน่วยเป็นอย่างน้อย
ทว่าครั้งนี้เกรงว่าจะไม่ต่ำกว่าตัวเลขนี้
เขาจ้องมองพลังอาวรณ์ที่ไหลเคลื่อนอย่างรวดเร็วด้วยความสงบนิ่ง
พลังอาวรณ์จำนวนมากกลายเป็นปราณปฐพีด้านหน้าทรวงอกของเขา เสริมความแข็งแกร่งให้แก่เคล็ดโปรยน้ำค้างยังมีพลังอาวรณ์จำนวนมหาศาลซึมเข้าสู่อากาศเพื่อหล่อเลี้ยงโลกรูปจิตอย่างไร้สุ้มเสียง
หนึ่งล้านหน่วย สองล้านหน่วย สามล้านหน่วย...
ลู่เซิ่งซึ่งมองดูความเร็วในการสูญเสียพลังอาวรณ์หนังตากระตุก แต่ก็จำต้องอดกลั้นต่อไป
เวลาเคลื่อนคล้อยไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็ผ่านไปอีกหนึ่งชั่วยามกว่าๆ
ในที่สุดกรอบก็ชัดขึ้นช้าๆ การสูญเสียพลังอาวรณ์ค่อยๆ หยุดลง ใช้พลังอาวรณ์ไปทั้งหมดเก้าล้านหน่วย ยังเหลืออีกแปดล้านกว่าหน่วย
กรอบใหม่เปลี่ยนแปลงไปโดยสมบูรณ์
[วิชาปริศนา (เดิมคือเคล็ดโปรยน้ำค้างกลางสวนบูรพาในสารทฤดู): ระดับที่สิบ (คุณสมบัติพิเศษ: กายพันเทวะอมตะ หล่อเลี้ยงสรรพสิ่ง ประกายวิญญาณอุดมสมบูรณ์ อารยธรรมก้าวกระโดด)]
ลู่เซิ่งสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าปราณปฐพีในร่างตัวเองเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว มีความสามารถกายพันเทวะอมตะเพิ่มมาในคุณสมบัติ
พันเทวะคือรูปจิตที่เขาสร้างขึ้นหลังจากบรรลุขอบเขตตอนจุติไปยังพิภพลี้ลับ นี่เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดมโหฬารที่เกิดขึ้นจากการที่จิตวิญญาณดึงโครงสร้างของโลกท้องถิ่นมาประกอบกัน และเป็นการเปลี่ยนที่เป็นรูปธรรมของจิตวิญญาณของเขาอย่างแท้จริง
‘กายพันเทวะอมตะ...น่าจะเกิดขึ้นจากการประสานคุณสมบัติพิเศษในส่วนอมตะจากคัมภีร์ปีกขาวของตัวเราเข้าไป’ ลู่เซิ่งเดา
พลังอาวรณ์ไม่พอจะเรียนรู้ต่อแล้ว การเรียนรู้วิชาสิ้นเปลืองกว่าการยกระดับโดยตรงมากโข
โดยเฉพาะยิ่งไปถึงช่วงหลังๆ ความสิ้นเปลืองก็ยิ่งอลังการ ครั้งนี้เสียพลังอาวรณ์เกือบเก้าล้าน
ลู่เซิ่งค่อยๆ ลุกขึ้น ถึงการเรียนรู้จะจบลงแล้ว แต่เขายังคงรู้สึกปวดหนึบที่ศีรษะ ได้แต่หวังว่าจะได้กำไรเยอะหน่อยจากการไปพิภพลี้ลับในครั้งหน้า
‘แม้ไม่มีตัวเปรียบเทียบ แต่ขอบเขตมายาพิศวงของเราในตอนนี้น่าจะมั่นคงขึ้นไม่น้อยแล้ว...ตอนแรกมีแต่การดูดซับพลังแห่งวัฏจักรเท่านั้นถึงจะสร้างความเสถียรได้ นึกไม่ถึงว่าพลังอาวรณ์จะแทนที่วิญญาณแห่งวัฏจักรได้เหมือนกัน...พลังงานชนิดนี้คืออะไรกันแน่นะ’
ลู่เซิ่งโบกมือกวาดออก ร่องรอยพลังงานจำนวนมากที่เหลืออยู่ในห้องลับเมื่อก่อนหน้านี้ถูกไอหมอกสีเหลืองเข้มกลุ่มหนึ่งลบทิ้งไปโดยสิ้นเชิง
ไอหมอกสีเหลืองเข้มกลุ่มนี้คือปราณปฐพีที่เขาครอบครองอยู่ในตอนนี้
‘เคล็ดโปรยน้ำค้างกลางสวนบูรพาในสารทฤดูคงเรียกชื่อนี้ไม่ได้อีกแล้ว แค่กายพันเทวะอมตะอย่างเดียวก็ทำให้หน้าตามันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ต่อจากนี้ เรียกว่าวิชาพันเทวะก็แล้วกัน’ ลู่เซิ่งตั้งชื่อตามใจ
เขาลุกขึ้นยืน แล้วหดร่างกลายเป็นแสงสีเหลืองกลุ่มหนึ่ง แล้วบินออกจากช่องเล็กตรงประตูทางออกห้องลับ จากนั้นก็ปรากฏร่างขึ้นในเรือนอีกรอบ
‘ตอนนี้ยังใช้แก่นแท้ของตี้วาไม่ได้ ของสิ่งนี้มีประโยชน์ต่อเราไม่มาก เพียงแค่เปลี่ยนเป็นพลังยุทธ์ดั้งเดิมเพื่อเพิ่มพลังฝึกปรือได้เท่านั้น แม้จะร้ายกาจมาก แต่หลังจากเราเรียนรู้วิชา ตัวพลังยุทธ์ก็จะยกระดับถึงขั้นสมบูรณ์ของขอบเขตนั้นๆ โดยธรรมชาติอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเพิ่มพลังยุทธ์หรือพลังฝึกปรือเพิ่มเติม’
ลู่เซิ่งนั่งบนม้านั่งหินในลานเรือน พร้อมกับยกน้ำผลไม้ที่เตรียมไว้แล้วขึ้นมาจิบ
‘แต่น่าจะเอามาใช้แลกเปลี่ยนเป็นสิ่งของได้ เทียบกับการใช้แก่นสารตี้วายกระดับพลังยุทธ์แล้ว พลังอาวรณ์มีความคุ้มค่าในการยกระดับสูงกว่ามาก นอกจากนี้ หลังจากมาถึงขั้นตอนนี้ เราก็ควรจะพิจารณาแผนการในอนาคตได้แล้ว...’
เขาถอนใจยาวเฮือกหนึ่ง ตอนแรกสุดที่เขาจุติมายังโลกมารสวรรค์ จำเป็นต้องดิ้นรนสู้ตายและต่อสู้ฆ่าฟันมาทีละก้าว เพราะสภาพแวดล้อมบีบคั้น
ตลอดทางที่ผ่านมา ลองผิดลองถูก ลำบากยากเข็ญ ได้เจอการหักมุมและอุปสรรคนับไม่ถ้วน แต่เขาก็พิชิตได้ทั้งหมด
จนกระทั่งถึงตอนนี้ ได้เข้าสู่นครตราชั่ง ลู่เซิ่งพลันได้อยู่อย่างสงบสุข แต่กลับไม่ชินเล็กน้อย
ทัวหลันปาเฮ่อเติมน้ำผลไม้ให้เขาจากด้านข้าง จากนั้นก็ยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน
ลู่เซิ่งดื่มน้ำผลไม้ก่อนจะมองไปที่ทัวหลัน
“ทัวหลัน เจ้าว่าเราใช้ชีวิตไปถึงปลายทางเพื่ออะไร” พอลู่เซิ่งถามคำถามเสร็จ ก็พลันนึกถึงสวีจื่อจวิ่นขึ้นมา
สตรีที่ใช้ชีวิตเพื่อผู้อื่นเสมอมา สิ่งที่นางได้ทำไปไม่มีอะไรให้ละอาย
เดิมทีนางใช้ชีวิตอย่างไร้สิ่งใดให้ตำหนิไร้สิ่งใดให้เสียใจ แต่กลับหลงทางในตอนท้ายสุด
ทัวหลันปาเฮ่องุนงง เหมือนจะถูกคนถามคำถามแบบนี้เป็นครั้งแรก
“เพื่อ...ใช้ชีวิตให้ดีกว่าเดิมกระมังเจ้าคะ...” นางไตร่ตรองครู่หนึ่งแล้วตอบ
“ใช้ชีวิตได้ดีกว่าเดิมหรือ”
“เจ้าค่ะ” ทัวหลันปาเฮ่อเอ่ยอย่างราบเรียบ “โลกใบนี้เหมือนเรือแล่นทวนกระแสน้ำ ถ้าไม่ไปด้านหน้า ก็ย่อมต้องจมลง คนหลายคนไม่มีเวลามาคิดหรอกเจ้าค่ะว่าใช้ชีวิตไปแล้วมีความหมายอะไร แค่มีชีวิตอยู่ได้ก็เป็นบุญสำหรับพวกเขาแล้ว”
นางพูดเยอะอย่างหาได้ยาก คล้ายกับมีอารมณ์ร่วมด้วย
ลู่เซิ่งพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“ใช่...ถ้าไม่มุ่งไปด้านหน้า ก็ต้องถูกผู้มาทีหลังแซง ธรรมชาติคัดสรร ผู้อ่อนแอย่อมตกเป็นเหยื่อผู้แข็งแกร่ง...ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้...”
เขารู้ว่าเป็นเพราะความวุ่นวายจากสงคราม จึงไม่มีใครสังเกตเห็นความเร็วในการยกระดับที่ผิดปกติของเขา
บางคนคิดว่าเขาไปฝึกฝนยังโลกต่างๆ โดยใช้เวลาของโลกที่แตกต่างกัน บางคนคิดว่าเขาคือเซียนหรือเทพที่กลับชาติมาเกิดใหม่พร้อมสติปัญญาเดิม
เป็นเพราะไม่มีใครตรวจสอบอย่างละเอียด ตำแหน่งของเขาในตอนนี้จึงปลอดภัย
ทว่าถ้าเกิดมีคนสัมผัสความพิเศษของเขาได้ และรู้ว่าเขาบรรลุขอบเขตมายาพิศวงที่อยู่เหนือจินตนาการของคนธรรมดาโดยใช้เวลาไม่ถึงสองร้อยปี
หากเล่าลือกันออกไป แรงสั่นสะเทือนที่จะเกิดขึ้นไม่มีทางเป็นสิ่งที่เขาต้านทานได้เด็ดขาด
แต่ลู่เซิ่งก็รู้สึกไม่พอใจเหมือนกัน แม้เขาจะพึ่งพาดีปบลูในหลายๆ ครั้งก็จริง กระนั้นเขาก็รู้สึกว่าการฝึกฝนและความมานะบากบั่นของตัวเองต่างหากที่เป็นกุญแจสำคัญซึ่งทำให้เขาแข็งแกร่งอย่างทุกวันนี้
จากสัดส่วนโดยส่วนใหญ่ กล่าวได้ว่าถ้าไม่มีความมุมานะและความกล้าเผชิญอุปสรรคของเขา ดีปบลูไม่มีทางแสดงผลได้ยิ่งใหญ่ขนาดนี้
ลองคิดดูสิ ถ้าหากดีปบลูเปลี่ยนเจ้าของ เกรงว่าตอนนี้คงยังเสพสุขและใช้ชีวิตอย่างเกียจคร้านอยู่ที่ต้าซ่ง
ความจริงดีปบลูเป็นเพียงตัวเหนี่ยวนำ ทุกสิ่งในวันนี้ต่างเป็นสิ่งที่เขาแลกมาจากความพยายาม การสั่งสม การต่อสู้ และการฝึกฝนของตัวเอง
ลู่เซิ่งนึกมาโดยตลอดว่า ดีปบลูไม่ได้มีประโยชน์เท่าที่จินตนาการไว้ เขายังพึ่งพาตัวเองมากกว่าเสียอีก
‘ถ้ารับครอบครัวมาได้ คงสงบใจฝึกฝนดีๆ กับเขาได้สักที’ ลู่เซิ่งทอดถอนใจ
พอเกิดความคิดนี้ หัวใจเขาเหมือนเกิดไฟกลุ่มหนึ่งที่ลุกไหม้อย่างเลือนรางและเผาไหม้จิตใจของเขา
เขาถามตัวเองว่า ตนเองยินดีฝึกฝนไปอีกหลายพันหรือมากกว่าหมื่นปีในสถานที่เดิมอย่างสบายใจหรือไม่
คำตอบนี้...
...
ณ ดาวปรภพที่สาม
เรือเหาะรูปปลาสีดำสนิทค่อยๆ ทะลุชั้นบรรยากาศ แล้วทะลุออกจากตาข่ายจุดหนึ่งของตาข่ายดำกฎเกณฑ์อย่างรวดเร็ว
เรือเหาะที่อาศัยเงามืดของดาวฤกษ์ บวกกับความสามารถซ่อนตัวบนผิวของตัวเอง ค่อยๆ เร่งความเร็วออกจากอวกาศของระบบดาวปรภพ
ในห้องควบคุมหลักของเรือเหาะ หมีก่วงอิง อันซา และชายชราผมขาวที่แต่งตัวเหมือนสุภาพบุรุษยืนมองผ่านกระจกผลึกที่แข็งแกร่งไปยังดาวปรภพที่กำลังออกห่าง
“ทะลุแนวป้องกันชั้นแรกมาแล้ว ราบรื่นดี ต่อจากนี้ขอแค่ฝ่าตาข่ายดำมัจฉาซึ่งเป็นแนวป้องกันชั้นที่สองได้ ก็จะไปถึงจุดรับตัวได้อย่างปลอดภัย” หมีก่วงอิงเอ่ยเสียงแผ่ว
“ขอมอบอำนาจทั้งหมดให้ท่านจัดการ ใต้เท้าหมีก่วงอิง” สุภาพบุรุษชรายิ้มพลางเอ่ยเสียงต่ำ เดิมเขาไม่ได้มีสารรูปแก่ชราแบบนี้ แต่หลังจากการปฏิบัติการที่ได้ร่วมวางแผนกับอันซาล้มเหลว ตัวเขาก็แก่ตัวลงด้วยความเร็วสูง
“ไม่ต้องห่วง เมื่อครู่ท่านลุงได้ส่งสัญญาณบอกข้าแล้วว่า ขอแค่เราฝ่าแนวป้องกันชั้นที่สองไปได้ ก็จะไปถึงจุดนัดหมายได้ในเวลาไม่นาน” หมีก่วงอิงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
..............................................
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น