686-690

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง ระบบโกงสกิล
บทที่ 686ถึง690
ตูม!

แสงสีขาวสายหนึ่งระเบิดในถ้ำอย่างฉับพลัน

ฮ่วนซันเต้าหยินเก็บกระบี่ในพริบตา มือหนึ่งบีบคอของเจ้าสนขาวไว้เพื่อสยบมัน

“ท่านเซียนปรานีด้วย!” เวลานี้มีเงาคนสามสายพุ่งเข้ามาจากด้านนอกถ้ำ

ผู้นำคือหลงเหอจื้อ เจ้าสำนักกระเรียนพิสุทธิ์

พอเห็นฮ่วนซันเต้าหยินบีบคอเจ้าสนขาวด้วยมือข้างหนึ่ง พวกเขาก็ใจเต้นรัว

“ท่านเซียนคงไม่ทราบ ถ้ำราชากระเรียนเป็นสายสืบทอดของสำนักข้า เป็นสัตว์เทพคุ้มครองสำนักกระเรียนพิสุทธิ์...” หลงเหอจื้อฝืนใจเข้าไปอธิบาย ด้วยหวังว่าอีกฝ่ายจะเห็นตนเป็นสายสำนักเต๋าเหมือนกันแล้วละเว้น

“สำนักกระเรียนพิสุทธิ์หรือ” ฮ่วนซันเต้าหยินงุนงง “แค่สำนักเล็กๆ ที่ไม่รู้จัก ข้าพลิกมือก็ทำลายทิ้งได้แล้ว ถึงกับกล้ามาก่อกรรมทำชั่วหรือ”

“หากละเว้นตรงไหนได้ขอให้ท่านเซียนละเว้นด้วย แม้สำนักกระเรียนพิสุทธิ์ของข้าจะไม่ใช่สำนักเต๋าพรรคใหญ่อะไร แต่ในอดีตบรรพจารย์ก็เคยออกพเนจรยังไม่กลับมา...ถ้าหากเล่าลือกันออกไปแล้วบรรพจารย์สำนักกระเรียนพิสุทธิ์ของข้าทราบเข้า...” หลงเหอจื้อเตือนด้วยน้ำเสียงร้อนรน

“ฮ่าๆๆ! เป็นแค่สำนักเล็กๆ แท้ๆ ถึงจะให้เวลาเจ้าหนึ่งหมื่นปี แล้วจะมียอดคนระดับไหนโผล่มาได้ ต่อให้เล่าลือออกไปแล้วอย่างไร เจ้าจงประกาศให้สาแก่ใจ ขอดูหน่อยเถอะว่าเบื้องหลังสำนักกระเรียนพิสุทธิ์จะมียอดคนคนไหนหาเรื่องข้าได้!” ฮ่วนซันเต้าหยินหัวเราะลั่น

หลงเหอจื้อหน้าแดงก่ำ คนบำเพ็ญเต๋ามีจิตใจสมบูรณ์ แต่ให้ความสำคัญกับศักดิ์สรีมากที่สุด อีกฝ่ายกลับดูถูกดูแคลนสำนักกระเรียนพิสุทธิ์ของเขาอย่างโจ่งแจ้ง

แม้สำนักกระเรียนพิสุทธิ์จะเล็ก แต่อย่างไรก็เป็นสำนักเก่าแก่ที่สืบทอดมาหลายปี แม้เขาจะไม่รู้ว่านักพรตที่อยู่ตรงหน้ามีความเป็นมาแบบไหน แต่หากโอหังขนาดนี้ จะต้องมีทักษะไม่สามัญแน่!

“พอแล้ว” ฮ่วนซันเต้าหยินมองเจ้าสนขาวที่ตนใช้มือยกให้ลอย

“ว่ามา ตัวเลือกของเจ้า ยอมจำนน หรือตาย!”

แรงของเจ้าสนขาวถูกตรึงไว้ อีกฝ่ายอยู่คนละระดับกับมัน เพียงแค่ใช้พลังวิญญาณสะกดด้วยมือเดียว ก็ทำให้มันไม่มีเรี่ยวแรงขัดขืน กลายเป็นเนื้อเป็นปลาบนเขียงแล้ว

“เจ้า...ให้...พวกเขา...ทุกคน...ไปก่อน!” มันพูดพลางดิ้นรน

“ดูเหมือนเจ้าจะมีความผูกพันกับถ้ำราชากระเรียนและสำนักกระเรียนพิสุทธิ์ล้ำลึกทีเดียวนี่” ฮ่วนซันเต้าหยินยิ้ม “แต่ว่าไม่ได้ เกิดว่าเจ้ายังไม่ยอมรับหลังจากพวกเขาไปแล้วจะทำอย่างไรเล่า ตอนนี้ข้าตัดสินใจแล้ว ถ้าหากเจ้าไม่ตอบรับ ข้าจะทำลายถ้ำราชากระเรียนกับสำนักกระเรียนพิสุทธิ์ทิ้งซะ วางใจเถอะ ก่อนมาข้าได้อำพรางป่าเขาผืนนี้ไว้แล้ว ต่อให้เกิดเรื่องก็จะไม่มีใครรู้ว่าเป็นฝีมือของข้าอยู่ดี”

เป็นเพียงแค่สำนักเล็กๆ ที่สืบทอดมาสองสามร้อยปีเท่านั้น แค่พลิกมือก็ทำลายทิ้งได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องพร่ำวาจาไร้สาระโดยสิ้นเชิง

เจ้าสนขาวพลันเดือดดาล หางตามีเลือดหลายสายซึมออกมา

ฟ้าว!

ในตอนนี้เอง ป๋อหรูชิงที่อยู่ด้านหลังหลงเหอจื้อพลันปล่อยแสงในสภาพขนปีกสีขาวออกมา

แสงพุ่งออกจากถ้ำ แล้วระเบิดกลายเป็นจุดแสงที่เหมือนกับดอกไม้ไฟกลางอากาศ ก่อนจะโปรยปรายในพริบตา

“นี่เป็นการขอความช่วยเหลือของพวกเจ้าหรือ ข้าอยากจะเห็นนักว่าพวกเจ้าเรียกยอดคนเร้นกายระดับไหนมาได้ ข้าจะรออยู่นี่ หากมีปัญญาก็ให้ยอดคนของสำนักกระเรียนพิสุทธิ์มาหาข้าสิ” ฮ่วนซันเต้าหยินหัวเราะลั่น

ตูม!

อยู่ๆ แผ่นดินก็สั่นสะเทือน

การสั่นไหวที่รุนแรงมาพร้อมกับคลื่นสั่นสะเทือน ทำให้ร่างของฮ่วนซันเต้าหยินโยกไปมาเล็กน้อย ส่วนคนที่เหลือพากันผุดสีหน้าตื่นตะลึง

ตูม!

เกิดเสียงดังกระหึ่มอีกรอบ

“นี่มัน...!?” สีหน้าของฮ่วนซันเต้าหยินเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย

เขาขยับฝีเท้า เหินไปถึงปากถ้ำ แล้วมองไปด้านนอก

ยักษ์สีขาวอมเทาที่สูงถึงหลายร้อยหมี่กำลังก้าวมาทางถ้ำราชากระเรียนทีละก้าวๆ

บุรุษหล่อเหลาที่สวมอาภรณ์ปีกสีขาวคนหนึ่งยืนนิ่งอยู่บนบ่าขวาของยักษ์ ผิวพรรณขาวผ่อง ร่างกายกำยำ เสื้อคลุมยาวมากจนเหมือนกับกระเรียนขาวตัวเป็นๆ เกาะอยู่บนบ่าขวา

สิ่งที่ทำให้ฮ่วนซันเต้าหยินตกตะลึงที่สุดก็คือ คำว่ากระเรียนตัวใหญ่ที่ประทับอย่างชัดเจนด้านหน้ายักษ์

“ดูเหมือนข้าจะกลับมาในเวลาเหมาะเจาะพอดี” อัญมณีทรงขนมเปียกปูนสีขาวบริสุทธิ์ปรากฏขึ้นด้านหลังลู่เซิ่ง รอยแตกสีดำสนิทนับไม่ถ้วนคล้ายกิ่งไม้ยืดขยายออกมาจากอัญมณีที่เหมือนสัญลักษณ์

ตูม!

มือขวาของยักษ์ตะปบใส่ฮ่วนซันเต้าหยินดุจสายฟ้าฟาด เร็วจนข้ามผ่านระยะทางพันหมี่ได้ในพริบตา

อากาศระเบิด ภูเขาแตกเป็นเสี่ยง พื้นดินในรัศมีมากกว่าพันหมี่สั่นไหวอย่างรุนแรง ภูเขาที่ถ้ำราชากระเรียนตั้งอยู่หักโค่นลงทันที

มองจากที่สูงลงไป เหมือนกับมังกรยักษ์ถูกสะบั้นสันหลัง ภูมิประเทศหลายพันปีของขุนเขาแยกออกในพริบตา

...

ต้าอิน อินตู วังรอยจันทรา

ด้านในวังสีขาวบริสุทธิ์ ชายชราผมหงอกที่ตอนแรกหลับตางีบหลับร่างสั่นไหวน้อยๆ ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้น

‘ในที่สุด...ก็โผล่มาแล้ว...ข้ามผ่านโลกมานับไม่ถ้วน สุดท้ายข้าก็เจอแล้ว...’ ร่างมหึมาที่สูงสิบกว่าหมี่ของชายชราค่อยๆ ลงจากบัลลังก์ที่สลักลายบุปผา ปักษา แมลง และมัจฉาไว้นับไม่ถ้วน

เขาเดินไปถึงดาดฟ้าของวังแล้วมองออกไปผ่านเมฆดำทั่วฟ้า สายตาที่ขมุกขัวเหมือนกับมองทะลุเมฆดำนับไม่ถ้วนไปเห็นเหตุการณ์ที่อยู่ไกลแสนไกลได้

“จิ่งฮุ่ย” สาวงามสวมกระโปรงยาวสีดำสนิทคนหนึ่งโผล่ขึ้นด้านหลังเขา ทั้งสองมีความสูงไล่เลี่ยกัน

ปากของนางเป็นสีดำอมม่วงเข้มข้น มีดวงตาข้างเดียวที่ยึดครอบใบหน้ามากกว่าครึ่ง แสงสีแดงฉานกระจายออกมาจากในดวงตา แม้ใบหน้าจะไม่คล้ายมนุษย์ แต่นางกลับมีรูปร่างร้อนแรงยั่วยวนและมีเส้นโค้งเว้าที่แทบจะสมบูรณ์แบบ

“เจ้าเห็นอะไรหรือ” สาวงามถามเสียงทุ้มต่ำ

ชายชราเบือนหน้ามา

“นับตั้งแต่เจ้าเชิญข้ามาอยู่ที่นี่เมื่อแปดหมื่นปีก่อน นี่เป็นครั้งที่สามที่สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงแบบนี้”

“การเปลี่ยนแปลงอะไร พูดให้ชัดๆ หน่อย” สตรีกระโปรงดำถามอย่างหงุดหงิด

“ไม่ใช่พิภพมาร และไม่ใช่เด็กน้อยที่เคลื่อนไหวในที่ลับเหล่านั้น หากเป็นคลื่นของรากแห่งความว่างเปล่าที่ส่งมาจากโลกมหึมาที่อยู่ไกลแสนไกล” ชายชราตอบด้วยรอยยิ้ม ไม่ได้โมโหเพราะอีกฝ่ายฉุนเฉียวแม้แต่น้อย

“ตำนานราชันที่เจ้าเคยทำนายเมื่อนานมาแล้วหรือ” สาวงามหยีตาน้อยๆ

“ถูกต้อง ข้าเห็นจุดเริ่มต้นแล้ว รากแห่งความว่างเปล่ากำลังสั่นไหว นี่หมายความว่าอะไรเจ้าน่าจะรู้” ชายชราเอ่ยเสียงแผ่วต่ำ

สาวงามนิ่งไป

ครู่ต่อมา นางจึงค่อยๆ ส่งเสียงว่า

ตัวแปรเพิ่มมาอีกหนึ่ง...แต่ต่อให้จะเป็นแบบนี้ ตำแหน่งราชันก็ยังไม่ได้ถูกกำหนด เป็นแค่คนที่เข้ากับคุณลักษณะพิเศษของรากดาราจักรได้เท่านั้น ถ้าข้าฆ่าเขาทิ้ง จะแย่งชิงตำแหน่งราชันมาได้หรือไม่?

“แน่นอน...ราชันคือผู้ที่แข็งแกร่ง ผู้อ่อนแอไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมงานเลี้ยงครั้งนี้หรอก” ชายชรายิ้มพลางพยักหน้า “ยิ่งไปกว่านั้นต่อให้ไม่มีการพิสูจน์นี้ เจ้าที่เป็นมารดาแห่งความเจ็บปวด มารดาแห่งสีเหลืองผู้ปกครองระบบดาวแห่งความเจ็บปวด ก็มีศักยภาพของผู้เป็นราชันเหมือนกัน”

“มีตำแหน่งทั้งหมดสี่ตำแหน่ง ตอนนี้เพิ่งมีคนแรกโผล่มา ไม่ต้องรีบหรอก...” ดวงตาของมารดาแห่งความเจ็บปวดสาดประกายสังหาร จากนั้นนางก็หมุนตัวกลายเป็นควันดำหายไปจากวัง

...

ตูม!

ภูเขาแตกหัก พื้นดินสั่นสะเทือน

เศษหินดินโคลนนับไม่ถ้วนถูกพละกำลังอันมหาศาลบีบอัดจนระเบิดไปทั่ว ถ้ำราชากระเรียนโปรยฝนโคลนหินไปรอบๆ

สถานที่ส่วนหนึ่งด้านหน้าถ้ำราชากระเรียนหายไป เหลือหลุมอุกกาบาตทรงรีที่ลึกมากกว่าร้อยหมี่ไว้บนพื้น

ลู่เซิ่งกระโดดลงมาถึงขอบหลุมลึกเบาๆ แล้วก้มลงมองควันขาวหนาแน่นที่ก้นหลุม

“น่าเบื่อเกินไปแล้ว คงไม่ตายง่ายๆ แบบนี้กระมัง” กลางหว่างคิ้วของเขาแตกต่างจากก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง

ถ้าหากบอกว่าก่อนหน้านี้มีความระมัดระวังและความบ้าคลั่ง อย่างนั้นต่อนี้ไปก็คือความเชื่อมั่นในตัวเอง ถึงขั้นที่มีความอหังการ

สิ่งที่ประสบการณ์เกือบร้อยปีทำให้เขามองเห็น ไม่ได้มีแค่วัฏจักรเท่านั้น แต่ยังมีตัวเองด้วย

“ข้าไม่ได้ออกแรงอะไรเลยนะ” อยู่ๆ ผ้าปีกกระเรียนขาวที่เหมือนกับผ้าคลุมไหล่บนบ่าลู่เซิ่งก็มีแสงสีแดงสว่างขึ้นจากดวงตา

เงาสายหนึ่งปรากฏขึ้นด้านหลังลู่เซิ่งอย่างฉับพลัน ก่อนจะกลายเป็นรูปเป็นร่าง แล้วรวมตัวเป็นฮ่วนซันเต้าหยิน

เขาถือหยกหรูอี้อยู่ ผมกระจัดกระจาย ควันสีขาวที่เหมือนกับเส้นด้ายฟุ้งอยู่รอบๆ ตัว

“เอกภพกลับด้าน อาทิตย์จันทราต้องโทษ! สำแดง!”

ปลายหยกหรูอี้ยิงแสงสีกลุ่มหนึ่งออกมาไวปานลมกรด โดยเล็งที่กลางหลังของลู่เซิ่ง

มิคาดแสงสีเพิ่งจะยิงออกมา แขนขวาของยักษ์ก็ฟาดลงมาจากด้านข้างอย่างสะเทือนเลื่อนลั่น

ฮ่วนซันเต้าหยินถูกแขนขวาฟาดโดนโดยไม่ทันป้องกัน ควันที่เหมือนกับด้ายสีขาวจำนวนนับไม่ถ้วนรอบๆ ตัวจับตัวกลายเป็นจานกลมหลายแผ่น หมายจะต้านทานแรงกระแทกอันมหาศาล

แต่ก็ไร้ประโยชน์ จานขาวหลายแผ่นระเบิดแหลก ฮ่วนซันเต้าหยินยังไม่ทันได้แค่นเสียงก็กระเด็นลอยออกไป แล้วฝังตัวไปในพื้นที่อยู่ใกล้ๆ

แสงสีที่ยิ่งใส่หลังลู่เซิ่งคิดจะชอนไชเข้าไปในผิวและเสื้อผ้าของชายหนุ่มเหมือนกับแมลงตัวน้อยนับไม่ถ้วน แต่กลับถูกเยื่อบางโปร่งแสงชั้นหนึ่งป้องกันไว้อย่างมั่นคง ไม่นานก็สลายไปเอง

ลู่เซิ่งหมุนตัวไปมองจุดที่ฮ่วนซันเต้าหยินตกพื้น

“ถึงกับโต้ตอบได้หรือนี่ น่าสนใจดีนะ”

“หมื่นวิญญาณหวนความจริง! สำแดง!”

กลิ่นอายบิดเบี้ยวมหึมาสายหนึ่งพุ่งขึ้นฟ้าในทันที ก่อนจะหมุนวนกลางอากาศรอบหนึ่ง แล้วกลายเป็นคนแคระที่สูงครึ่งหมี่ นั่งขัดสมาธิอยู่กลางอากาศ

คนแคระเหมือนกับฮ่วนซันเต้าหยินที่หดขนาดตัวลง สวมเกราะศึกสีทองม่วงเต็มอัตรา ด้านหลังมีแขนสองข้างงอกออกมา แขนสี่ข้างถือกระบี่ทองไว้ข้างละเล่ม

ยักษ์ศิลาต่อยหมัดเข้าใส่ กลับเหมือนต่อยใส่อากาศ ไม่อาจกระทบถูกคนแคระคนนี้ได้เลย

“เคลื่อนเขาคว่ำทะเล ดาวหมุนดาราคล้อย!” คนแคระชูสี่แขน แล้วควงไปทางลู่เซิ่งอย่างฉับพลัน อักขระสีสี่ชนิดที่ประกอบด้วยสีแดง ขาว ส้ม ฟ้าสว่างขึ้นบนกระบี่ทองสี่เล่ม

อักขระเหล่านั้นพุ่งออกจากกระบี่ทอง พวกมันใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับที่ตกลงไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว

พริบตาเดียวเหนือศีรษะลู่เซิ่งก็มืดมิด

ขุนเขาสีดำสนิทลูกหนึ่งที่ไม่ทราบว่ามีรัศมีกี่ลี้ ถูกเคลื่อนย้ายมาอยู่กลางอักขระสี่สาย

ขุนเขาใหญ่เกินไป แค่เงามืดที่ทอดลงมาก็ปกคลุมผืนดินมากกว่าพันลี้เอาไว้หมดแล้ว

“ฮ่าๆๆๆ! น่าสนใจ! น่าสนใจจริงๆ!” ลู่เซิ่งเบิกตาโต รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา

เพิ่งจะออกจากการกักตนก็เจอคู่ต่อสู้แบบนี้ เลือดของเขาเดือดพล่านขึ้นแล้ว!

นานเหลือเกิน! นานเหลือเกินที่เขาไม่ได้เข่นฆ่ากับศัตรูอย่างบ้าคลั่ง

“ข้าจะให้เจ้าได้เห็นพลังที่แท้จริงหลังจากบรรลุวัฏจักร” เขากางสองแขนออกทันที

ควันดำนับไม่ถ้วนทะลักออกมาจากอัญมณีด้านหลังเขา แล้วปกคลุมอาณาเขตหลายพันหมี่ทันที ใหญ่กว่าเงาดำเสียอีก

ควันดำจำนวนมากคลุมพื้นไว้จนมืดมิด คล้ายกับกลายเป็นทะเลสาบสีดำขนาดมโหฬาร

“ออกมาซะ! พันเทวะ!” แสงสีแดงที่สองตาของอาภรณ์ปีกกระเรียนขาวบนตัวลู่เซิ่งปล่อยออกมาเหมือนกับดวงอาทิตย์ดวงเล็กๆ สองดวง

กลางทะเลสาบดำเกิดเสียงครืนครัน กระเรียนยักษ์น่ากลัวที่ยาวหลายพันหมี่ตัวหนึ่งค่อยๆ ลอยขึ้นมา

ปีกสีดำ หงอนสีแดง จะงอยสีทอง ขนปีกสีดำสนิท

กระเรียนยักษ์กางสองปีก ดวงตาสีทองจำนวนเหลือคณานับกระจายอยู่บนปีกสีดำสนิททั้งสองข้าง

สิ่งที่น่าประหลาดยิ่งกว่าก็คือ มันมีแค่ร่างท่อนบนเท่านั้นที่เป็นกระเรียนเซียน ร่างท่อนล่างยังคงเป็นมนุษย์ขนาดมหึมา นี่เป็นสัตว์ประหลาดน่ากลัวที่มีหัวเป็นกระเรียนตัวเป็นมนุษย์

แกว๊ก!

กระเรียนยักษ์เงยหน้าและกระพือปีกอย่างฉับพลัน ก่อนจะพุ่งเข้าหาภูเขาสีดำที่กำลังกดทับลงมาจากฟากฟ้า!

              .............................................
ท้องฟ้าผืนดินมืดมิดลงทันตา

ควันดำเหลือคณานับระเบิดกระจายออกไปรอบๆ เสาควันสีดำหลายสายเหมือนกับหนวดสีดำที่เหยียดยื่นออกมา หล่นลงไปยังอาณาเขตนอกรัศมีหลายพันลี้รอบๆ อย่างต่อเนื่อง

กระเรียนดำขนาดยักษ์เป็นวิญญาณแห่งวัฏจักรที่ตัวเขาได้บรรลุหลังจากใช้เวลาเกือบร้อยปี

วิญญาณแห่งวัฏจักรคือรูปร่างดั้งเดิมของจิตวิญญาณของตัวเองที่จะปรากฏขึ้นโดยอัตโนมัติหลังจากบรรลุจิตแห่งวัฏจักร

ลู่เซิ่งเคยนึกว่ารูปร่างดั้งเดิมของจิตวิญญาณของตัวเองจะเป็นสภาพวิถีแปดมารสูงสุด

แต่ในพริบตาที่เข้าใจจนทะลุปรุโปร่งอย่างแท้จริง เขาก็ทราบว่า รูปร่างดั้งเดิมของวิญญาณของตัวเองเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้งในขณะที่หลอมรวมกับตัวเองในทุกๆ โลกจากการจุติในแต่ละครั้ง

การเปลี่ยนแปลงนี้ตัดสินธรรมชาติของรูปจิต

เดิมทีธรรมชาติรูปจิตของเขาเป็นเพียงความมืดอันโกลาหลกลุ่มหนึ่ง แต่จากการทำความเข้าใจในเวลาร้อยปีครั้งนี้ ทำให้เขากำหนดพันเทวะหรือกระเรียนยักษ์เป็นสภาพรูปจิตอันแข็งแกร่งของแกนกลาง

หากยึดตามบันทึกในวิชาหล่อเลี้ยงการฝึกฝนอันเป็นวิชาระดับมายาพิศวง มารสวรรค์จะได้รับจิตแห่งวัฏจักรมาในพริบตาที่เข้าใจถึงวัฏจักร

จิตแห่งวัฏจักรจะดูดซับพลังแห่งวัฏจักรจากโลกภายนอกโดยอัตโนมัติ ทว่าชื่อเต็มของจิตแห่งวัฏจักรในโลกมารสวรรค์เรียกว่ารูปจิตแห่งวัฏจักร

กระเรียนยักษ์พันเทวะเป็นชื่อที่เขาตั้งขึ้นตอนที่รูปจิตของเขาอยู่ในส่วนลึกของรากแรกเริ่ม

นี่เป็นครั้งแรกที่เขาแสดงรูปจิตของตัวเองออกมาอย่างสมบูรณ์

ตูม!

ปีกของกระเรียนยักษ์สีดำฟาดเข้าไปในภูเขาสีดำที่กดทับลงมาเหมือนกับก้อนหินยักษ์สองก้อนที่ปกคลุมฟ้าดิน

แรงโน้มถ่วงกับพละกำลังอันมหาศาลต้านกันอยู่พริบตาหนึ่ง

จากนั้นก็เกิดเสียงระเบิดสะเทือนเลื่อนลั่น ภูเขาระเบิดกระจัดกระจายจากส่วนก้นถึงส่วนยอด ก้อนหินยักษ์เหลือคณานับโปรยปรายไปรอบๆ ดุจห่าฝน

“เป็นไปได้อย่างไร!?” ทารกกำเนิดของฮ่วนซันเต้าหยินผุดสีหน้าอึ้งงัน ก่อนจะหมุนตัวคิดหลบหนี

ซู่!

อยู่ๆ กระแสอากาศสีดำอันน่ากลัวก็ม้วนตัวเขาไว้

“ไม่! เป็นไปไม่ได้! ข้าแพ้ได้อย่างไร!?” พลังวิญญาณทั่วร่างของฮ่วนซันเต้าหยินระเบิดอย่างบ้าคลั่ง หมายจะใช้พลังวิญญาณระเบิดกระแทกเพื่อหนีจากพันธนาการของกระแสอากาศ

แต่ก็ไร้ประโยชน์ กระแสอากาศสีดำยังคงแข็งแกร่ง ลากเขาไปทางกระเรียนยักษ์ทีละนิดๆ

จิตใจของเขาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ในฐานะเซียนมนุษย์และหนึ่งในเซียนจริงแท้สิบสามคนแห่งลัทธิไม่จีรัง เขาไม่เคยนึกมาก่อนว่าตนจะตกสู่สภาพนี้

นั่นคือภูเขาสั่งสมปราณทั้งลูกเชียวนะ!

ถูกเขาย้ายมาเป็นพันลี้เพื่อกดทับสัตว์ประหลาดสีดำตัวนั้น แต่ว่า...แต่ว่า!?

ต่อให้เขาจะเป็นฮ่วนซันเต้าหยิน ซึ่งฝึกฝนอิทธิฤทธิ์ย้ายเขาถมทะเลเป็นหลัก แต่หากคิดจะย้ายเขาสั่งสมปราณทั้งลูกมา ก็เป็นเรื่องที่ผลาญกำลังถึงขีดสุดเช่นกัน

เวลานักพรตทั่วไปต่อสู้ แค่ย้ายก้อนหินที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางสิบกว่าหมี่หรือสิบยี่สิบหมี่ได้ก็กล้าเรียกว่าภูเขาแล้ว

หากใหญ่กว่านี้ก็จะเป็นแค่หินก้อนใหญ่ขนาดมากกว่าร้อยหมี่ แต่ตอนนี้เขาย้ายภูเขาใหญ่ของจริงมา

เขาสั่งสมปราณกว้างมากกว่าพันลี้

ตอนนี้ถึงกับถูกกระเรียนยักษ์สีดำที่ยาวมากกว่าพันหมี่ตัวหนึ่งฉีกเป็นชิ้นๆ

ถ้ามองดูไกลๆ จะเหมือนกับว่ากระเรียนดำที่มีขนาดเท่าเม็ดงาเจาะทะลุก้อนหินยักษ์ขนาดเท่าอ่างล้างหน้าเป็นผุยผง

“ไม่! เจ้าฆ่าข้าไม่ได้! ข้าคือหนึ่งในสิบสามเซียนจริงแท้แห่งลัทธิไม่จีรัง! ถ้าเจ้าฆ่าข้า เจ้าลัทธิไม่มีทางละเว้นเจ้าแน่!” เขาร้องตะโกนอย่างคลุ้มคลั่งพลางใช้กระบี่สีทองหลายเล่มในมือฟันใส่ควันดำด้านหลังอย่างต่อเนื่อง

แต่เพิ่งจะฟันถูกไปสายหนึ่ง ก็มีควันดำอีกสายลอยมารัดไว้จนสะบั้นไม่ได้ทันที

“โง่เง่า”

ลู่เซิ่งสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง มารสวรรค์ที่บรรลุจิตแห่งวัฏจักรแล้ว จะมีคุณสมบัติดูดซับพลังแห่งวัฏจักรด้วยเช่นกัน

ดูดซับพลังแห่งวัฏจักรมาปรับปรุงโลกรูปจิตของตัวเอง จากนั้นก็บรรลุเป็นมายาพิศวง

ปกติแล้วกระบวนการนี้จะเชื่องช้าเนิ่นนาน แต่กลับมีวิธีการร่นระยะเวลาที่เร็วที่สุดอยู่

นั่นก็คือการชิงพลังแห่งวัฏจักรของคนอื่น

หากดูดซับพลังแห่งวัฏจักรที่กระจัดกระจายอย่างช้าๆ อย่างน้อยต้องใช้เวลามากกว่าหมื่นปีถึงจะสำเร็จ

ทว่าถ้าหากเจอปัจเจกที่แข็งแกร่งซึ่งมีพลังแห่งวัฏจักร จากนั้นก็ดูดซับพลังวัฏจักรบนตัวอีกฝ่ายมา เช่นนั้นก็จะร่นระยะเวลาการฝึกฝนได้อย่างมหาศาล

และเพราะเหตุนี้ อัตราการต่อสู้ฆ่าฟันที่เกิดขึ้นระหว่างเหล่าผู้ยิ่งใหญ่ในระดับชั้นนี้จึงเพิ่มสูงขึ้นในพริบตา

กลืนกินพลังแห่งวัฏจักรของอีกฝ่าย แล้วนำมาปรับปรุงโลกรูปจิตของตัวเอง นี่เป็นเป้าหมายที่ผู้ยิ่งใหญ่มายาพิศวงสายมารสวรรค์ต้องการจะบรรลุให้ได้

ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้ผู้ยิ่งใหญ่มารสวรรค์ระดับมายาพิศวงมีจำนวนไม่มากนัก

‘โลกนับไม่ถ้วน แค่โลกมารสวรรค์ สะสมมาตั้งหลายปี ผู้ยิ่งใหญ่ระดับมายาพิศวงกลับมีอยู่นิดเดียว ไม่ง่ายเลยจริงๆ’

ลู่เซิ่งมองดวงจิตแรกของฮ่วนซันเต้าหยินที่ค่อยๆ ถูกลากเข้ามา ในใจไร้อารมณ์ใดๆ

นี่คือความแตกต่างของระดับ

พูดถึงพลังฝึกปรือและความสามารถ ฮ่วนซันเต้าหยินแข็งแกร่งกว่าเขาที่ยังสัมผัสจิตแห่งวัฏจักรไม่ได้

อย่างอื่นไม่พูดถึง แค่ภูเขาขนาดยักษ์สูงหลายพันลี้ที่ถูกเคลื่อนย้ายมาก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะต้านทานได้ไหวแล้ว

การปล่อยคลื่นสมุทรในอดีตของเขาเทียบไม่ได้เลย

ก้อนหินกับน้ำ สองสิ่งไม่อาจเทียบน้ำหนักกันได้ ยิ่งไปกว่านั้นปริมาณน้ำที่เขาปล่อยออกมายังเบากว่าน้ำหนักของภูเขาลูกนี้เสียอีก

ต่อให้ใช้ร่างหลักของเขาปล่อย ก็ไม่แน่ว่าจะสู้ได้

แต่ตอนนี้ไม่เหมือนกันแล้ว...

จิตแห่งวัฏจักร คือรูปจิตอันน่าอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นจากการผสานพลังแห่งวัฏจักรทั้งหมดที่ตนเองมีเข้ากับสสารว่างเปล่าที่ลี้ลับเป็นจำนวนมาก

นี่คือร่างแปลงที่เป็นตัวแทนพลังแห่งวัฏจักรซึ่งจิตและวิญญาณทั้งหมดของลู่เซิ่งในตอนนี้ครอบครองอยู่

‘นี่เป็นไพ่ตายที่เกิดขึ้นจากการระเบิดพลังแฝงของเราทั้งหมด...’ ลู่เซิ่งมองกระเรียนยักษ์สีดำที่กำลังเงยหน้าร้องคำรามท่ามกลางห่าฝนหิน ในใจเกิดความเข้าใจบางอย่าง

‘เราเป็นทั้งคนที่แข็งแกร่งที่สุดและอ่อนแอที่สุด เกิดมีคนฆ่ากระเรียนยักษ์ตัวนี้ได้อย่างสมบูรณ์ เช่นนั้นก็หมายความว่าทุกสิ่งทุกอย่างของเรา จิตวิญญาณของเรา จะถูกทำลายในพริบตา ไม่มีทางไปเกิดใหม่ได้อีก’

ฟิ้ว!

พริบตานั้น ฮ่วนซันเต้าหยินถูกกระเรียนยักษ์กลืนกินเข้าปากในคำเดียว เสียงหายไปทันที

ห่าฝนหินยักษ์ทั้งหมดรอบๆ ก็ค่อยๆ สงบลงเช่นกัน ภูเขาสั่งสมปราณระเบิดออก ภูมิประเทศที่อยู่รอบๆ กองสุมกันจนกลายเป็นที่ราบสูงและพื้นที่สูงอันสมส่วน

เสียงครืนครันกับเสียงสั่นสะเทือนค่อยๆ เบาลง

ลู่เซิ่งใช้ความคิด กระเรียนยักษ์สีดำพลันสลายไป ระเบิดกลายเป็นจุดแสงนับไม่ถ้วน พร้อมกับหายไปจากกลางอากาศ

จุดสีดำจำนวนมากรวมตัวกันรอบๆ ตัวเขา จากนั้นก็ซึมเข้าไปในร่างเขาอย่างช้าๆ แค่ไม่กี่วินาที จุดดำทั้งหมดก็ถูกดูดหายเข้าไปในร่างของเขาจนหมด

“ท่านพ่อ!”

“องค์ราชา!”

รอจนทุกอย่างสงบลง เงาร่างสิบกว่าสายจากถ้ำราชากระเรียนและพวกหลงเหอจื้อจากสำนักกระเรียนพิสุทธิ์ค่อยรีบวิ่งมาจากที่ไกล

ก่อนหน้านี้ที่ลู่เซิ่งลงมือ ย่อมคอยปกป้องคนเหล่านี้ไปด้วย ยังดีที่พลังของฮ่วนซันเต้าหยินไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายของเขา ถึงขั้นที่เขาใช้พลังหลงเหลือกระแทกหินก้อนยักษ์ที่หล่นใส่ทุกคนออกไปได้

เวลานี้ถ้ำราชากระเรียนหายไปแล้ว เหลือเพียงที่ราบที่เกิดจากก้อนหินสูงสีเทาอมดำผืนหนึ่งเท่านั้น

พวกที่มาถึงก่อนคือสิบสองกระเรียนปีศาจและเจ้าสนขาว

เงาลวงสิบสามสายวูบไหวมาถึงด้วยความเร็วที่สูงสุดขีด

“ท่านพ่อ...! ในที่สุด ท่านก็กลับมาแล้ว!” เสี่ยวเจินคุกเข่าลง น้ำตานองหน้า ถ้าหากไม่ใช่ลู่เซิ่งกลับมาในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานนี้ ถ้ำราชากระเรียนทั้งถ้ำคงจะหายไปตลอดกาล

กระเรียนปีศาจที่เหลือน้ำตาไหล ตอนแรกพวกมันเตรียมตัวตายแล้ว แต่ชะตาชีวิตยังไม่ถึงฆาต

ลู่เซิ่งมาถึงทันเวลา และจุดเชื้อไฟแห่งความหวังขึ้นในก้นบึ้งหัวใจของพวกมันอีกครั้ง

ลู่เซิ่งเหลียวมองกระเรียนปีศาจ

“ลำบากแล้ว ต่อจากนี้ ข้าจะรับช่วงต่อเอง”

ตอนนี้คนสามคนจากสำนักกระเรียนพิสุทธิ์ค่อยเร่งรุดมาถึง พวกเขาเห็นการต่อสู้ที่น่าหวั่นสะพรึงปานทำลายฟ้าดินเมื่อครู่แล้วเช่นกัน

แม้เฮ่อเจินเต้าหยินจะเป็นศิษย์ของหลงเหอจื้อ แต่ระดับพลังและขอบเขตในเวลานี้ของเขากลับเหนือกว่าหลงเหอจื้อไปไกลโข ถึงชนิดที่ผีสางเทวดายากหยั่งคาด

เวลานี้ทั้งสามไม่ทราบจะใช้สีหน้าอย่างไรกับเขาดี ดูเร่งร้อนและซับซ้อนอยู่บ้างเท่านั้น

“อาจารย์ อาจารย์อาทั้งสอง จากกันหลายสิบปี พวกท่านสบายดีหรือไม่” ลู่เซิ่งกลับเป็นฝ่ายทักถามโดยไม่แสดงความห่างเหินแม้แต่น้อย

หลงเหอจื้อริมฝีปากสั่นไหว ครู่ต่อมาจึงค่อยเค้นคำพูดว่า

“ดี...พวกเราสบายดี...”

“เจ้าไปไหนมา พวกเราหาที่ไหนๆ ก็ไม่เจอ ค้นไม่เจอแม้แต่เงา” ป๋อหรูชิงอดถามด้วยน้ำเสียงเร่งร้อนไม่ได้

“ข้า...เรื่องมันยาว...” ลู่เซิ่งส่ายหน้าน้อยๆ “หาที่พักผ่อนแล้วค่อยคุยกันเถอะ”

เมื่อลู่เซิ่งกลับมา ทุกคนย่อมมอบหมายให้เขาเป็นผู้นำ จากนั้นเหล่ากระเรียนปีศาจก็รีบไปขุดศพของฮ่วนซันเต้าหยินออกมา

แต่ศพเน่าสลายเละเทะไปแล้ว หนำซ้ำยังไม่มีพลังวิญญาณแม้แต่น้อย เหมือนกับศพทั่วไป

เพียงแต่หาของเล่นชิ้นเล็กๆ เจอบนตัวศพเท่านั้น เป็นของที่ใช้ได้บางส่วนกับคัมภีร์ที่ชำรุดเล่มหนึ่ง

ลู่เซิ่งเก็บข้าวของ แล้วพาทุกคนกลับตำหนักเยวี่ยอ๋องอย่างรวดเร็ว

ถ้ำราชากระเรียนหายไปแล้ว ย่อมได้แต่ใช้ตำหนักเยวี่ยอ๋องเป็นที่พักแรมชั่วคราว

เขาคำนวณระหว่างทางว่า ตอนนี้ยังต้องจัดการอะไรอีก ความจริงเป้าหมายหลักที่เขามายังโลกใบนี้ได้สำเร็จไปแล้ว

แม้สุดท้ายราชวงศ์ซีหยาจะล่มสลาย เขาเลยไม่อาจสะสางผลกรรมของร่างต้นร่างนี้ได้ ทว่าสำหรับตนที่หลอมรวมกับโลกใบนี้แล้ว การบรรลุจิตแห่งวัฏจักรอย่างสมบูรณ์สำคัญกว่าทุกสิ่ง

นี่เป็นสัญลักษณ์ว่า ภายหลังขอแค่เขาดูดซับพลังแห่งวัฏจักรได้มากพอ ก็จะสำเร็จเป็นมายาพิศวง และก้าวสู่ขอบเขตผู้ยิ่งใหญ่ระดับทำลายดวงดาวได้อย่างแท้จริง

เป้าหมายบรรลุแล้ว เขากลับไปได้ตลอดเวลา แต่พลังของฮ่วนซันเต้าหยินทำให้เขาเกิดการประเมินต่อพลังระดับสุดยอดของโลกใบนี้

โลกใบนี้มีพลังแข็งแกร่งมากจริงๆ!

ปัจจุบันเขานับเป็นผู้ยิ่งใหญ่กึ่งมายาพิศวงได้แล้ว ทว่าฮ่วนซันเต้าหยินยังต่อสู้กับเขาได้หลายกระบวนท่า

ร้ายกาจอย่างยิ่ง

นี่หมายความว่าถ้าหากฮ่วนซันเต้าหยินต้องการ เขาจะทำลายสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนผิวโลกได้ซ้ำไปซ้ำมา อย่างน้อยก็เป็นพลังระดับสูงสุดของขอบเขตลวงตา

ตามที่เขาว่า ผู้เข้มแข็งแบบนี้ในลัทธิไม่จีรังมีอยู่อย่างน้อยอีกสิบสองคน

...

ตำหนักเยวี่ยอ๋อง

ลู่เซิ่งนั่งอยู่ด้านหน้าเยวี่ยอ๋อง จ้องมองใบหน้าที่ชราจนไม่เหลือเค้าเดิมของอีกฝ่ายอย่างเงียบงัน

ยังมีหยวนย่วนย่วนกับหยวนหลิ่วหลิ่วที่แก่ชราจนแทบจดจำไม่ได้อยู่ข้างๆ เยวี่ยอ๋อง

โฉมงามที่เคยเยาว์วัย เวลานี้กลับพอจะมองร่องรอยเค้าโครงในอดีตออกเพียงเล็กน้อยเท่านี้

“พวกท่าน...หลายปีมานี้ยังสบายดีกระมัง” ลู่เซิ่งนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถามเบาๆ

“ถ้ำราชากระเรียนที่เจ้าทิ้งไว้ปกป้องตำหนักเยวี่ยอ๋องมานานมาก” เยวี่ยอ๋องยิ้ม “จะว่าดีก็ไม่ได้ แต่ยังนับว่าสงบสุข เพียงแค่สร้างความลำบากให้แก่น้องสาวสองคนของเจ้า...”

              .............................................
เยวี่ยอ๋องมองสตรีสองนางที่อยู่ด้านข้างอย่างเสียดาย

หยวนหลิ่วหลิ่วก้มหน้าไม่เปล่งวาจา ด้วยกลัวว่าถ้าเงยหน้าขึ้นก็จะเห็นหวงจิ่วที่คิ้วตากระจ่างและยังคงหล่อเหลาเหมือนเดิม

นางในตอนนี้ไม่ได้งดงามอย่างในอดีตอีกแล้ว นับตั้งแต่พี่ชายหยวนจี้คงถูกพบว่าสมคบกับศัตรู บิดาก็ถูกแทงตาย ส่วนหยวนจี้คงหายสาบสูญ

เยวี่ยอ๋องกลับไม่ได้ประหารพวกนาง หากรับพวกนางไว้ข้างกาย และดูแลประหนึ่งบุตรีของตัวเอง

ตอนแรกพวกนางอาจจะดูแลเยวี่ยอ๋องเพราะหวงจิ่ง แต่ต่อมา หลังจากเกิดเรื่องราวนี้ สตรีสองนางก็ยินยอมพร้อมใจปฏิบัติกับเยวี่ยอ๋องเหมือนบิดาของตัวเอง ทั้งยังทุ่มเทกายใจดูแล

เวลาผ่านไปปีแล้วปีเล่า พวกนางเริ่มหมดความหวังต่อการกลับมาของหวงจิ่ง

ตอนแรกนึกว่าคงจะแก่ตายแล้วลงสู่ดินไปทั้งแบบนี้ แต่นึกไม่ถึงว่า...

เขาจะกลับมาแล้ว

“ความจริงพวกเจ้าไม่ต้องทำแบบนี้ก็ได้...” ลู่เซิ่งถอนใจเฮือกหนึ่งขณะมองสองพี่น้องตระกูลหยวน

“พวกเรายินยอมพร้อมใจ ถือว่าไถ่โทษแทนท่านพี่เถอะ...” หยวนย่วนย่วนเอ่ยอย่างราบเรียบ

“ถึงข้าจะไม่อาจเพิ่มอายุขัยของพวกเจ้าได้มากเท่าไหร่ แต่ก็ทำให้อายุยืนได้บ้าง” ลู่เซิ่งดีดนิ้วเบาๆ

ปราณจริงแท้ของคัมภีร์ปีกขาวสามสายพุ่งออกไป พริบตาเดียวก็กลายเป็นเส้นแสงสีขาว หายเข้าไปในร่างของเยวี่ยอ๋องและสองพี่น้องตระกูลหยวน

ไม่นานนัก ทั้งสามคนก็สัมผัสได้ว่ามีกระแสความอบอุ่นลอยขึ้นมาจากหัวใจ

ริ้วรอยบนใบหน้าทั้งสามจางลงและหายไปอย่างรวดเร็ว หลังที่งองุ้มค่อยๆ ยืดตรง เส้นผมที่ขึ้นหงอกขาวกลายเป็นสีดำขลับ ผิวพรรณปรากฏความอวบอิ่มนวลเนียนเมื่อครั้งเยาว์วัย

เพียงแค่ไม่กี่อึดใจ ทั้งสามก็หนุ่มสาวขึ้นหลายสิบปี รูปโฉมกลับมาอยู่ในช่วงอายุสามสิบกว่าปี

“นี่เป็นขีดจำกัดแล้ว ไม่ใช่คนฝึกบำเพ็ญเต๋า ก็ไม่อาจขัดขืนชะตาชีวิตได้” ลู่เซิ่งรำพึง

ต่อให้ประสานปราณจริงแท้เข้ากับแก่นหยางก็ทำได้แค่นี้เท่านั้น

อายุขัยเพิ่มถึงสองร้อยปี ขณะเดียวกันรูปโฉมภายนอกก็แก่ตัวช้าลงอย่างใหญ่หลวง

“ไหนเล่ามาหน่อยว่าหลายปีมานี้เจ้าไปไหนมา ทำอะไร ได้อะไร และเสียอะไรไป”

เยวี่ยอ๋องถอนใจยาว ไม่ได้รู้สึกดีใจเพราะตนเองหนุ่มขึ้นเลย

เมื่อมาอยู่ในตำแหน่งเดียวกับเขา ทุกสิ่งในโลกล้วนผ่านมาหมดแล้ว ทั้งยังไม่เหลืออะไรให้คิดถึงอีก สิ่งเดียวในตอนนี้ที่เขายังปล่อยวางไม่ได้ คือบุตรคนเดียวของตนที่ลึกลับยากหยั่งคาดมาโดยตลอด

ลู่เซิ่งนิ่งไปเล็กน้อย จากนั้นเริ่มเล่าเรื่องที่พานพบในหลายปีมานี้ให้คนทั้งสามฟังอย่างติดๆ ขัดๆ

เขาไม่ได้เล่าเรื่องที่ตัวเองเร้นกายมาโดยตลอดออกมาทั้งหมด เพียงเลือกเนื้อหาที่ตนเองออกท่องเที่ยวออกมาเล่าส่วนหนึ่งเท่านั้น

เวลาค่อยๆ ผ่านไปทีละนิด ตอนที่ลู่เซิ่งออกมาจากตำหนักเยวี่ยอ๋องก็เป็นกลางคืนแล้ว

เจ้าสนขาวยืนรออยู่นอกตำหนักตามลำพัง

“ข้าสั่งคนอื่นๆ ให้กลับไปเฝ้าตามที่ต่างๆ เรียบร้อยแล้ว องค์ราชา ลัทธิไม่จีรังไม่มีทางยอมเลิกรา การตายของเซียนมนุษย์คนหนึ่งจะต้องก่อเกิดความปั่นป่วนวุ่นวายแน่”

“ข้ารู้” ลู่เซิ่งแสดงสีหน้าสงบนิ่ง “เรื่องนี้ข้าจะจัดการเอง พวกเจ้าเตรียมตัวย้ายที่เถอะ”

“พวกเราต้องย้ายที่หรือพ่ะย่ะค่ะ กับตำหนักเยวี่ยอ๋องด้วย?” เจ้าสนขาวงุนงง

“ใช่ แต่พาไปแค่ส่วนเดียวพอ” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างราบเรียบ

ตอนนี้ขอแค่เขาจัดหาที่อยู่ให้แก่ตำหนักเยวี่ยอ๋อง ถ้ำราชากระเรียน และสำนักกระเรียนพิสุทธิ์เสร็จ ก็จะสามารถจากไปได้

ส่วนจะจัดให้อยู่ที่ไหน อันดับแรกจะต้องเดินทางไกลก่อน จากนั้นก็ทำให้คนของสำนักวสันต์สารทกับลัทธิไม่จีรังลืมพวกเขา ทางที่ดีที่สุดควรจะซ่อนในสถานที่ที่ไม่มีใครไปถึงได้

ความจริงเรื่องนี้ไม่นับว่ายาก

ดาวดวงนี้มีขนาดมโหฬาร และไม่ได้มีแค่อาณาเขตของราชวงศ์ซีหยาเท่านั้น

ตอนนี้ต้องฉวยโอกาสจากไปก่อนที่ตอนที่ลัทธิไม่จีรังยังไม่รู้ตัวและก่อนที่พวกเขาจะตรวจสอบมาถึงสถานที่แห่งนี้

“พวกเจ้าวางแผนกันก่อน ข้าจะถ่วงเวลาการมาของลัทธิไม่จีรังให้” ลู่เซิ่งเอ่ยเสียงต่ำ

“ข้าน้อยเข้าใจแล้ว...” เจ้าสนขาวพยักหน้าอย่างจริงจัง ก่อนจะหมุนตัวหายเข้าไปในความมืด

ลู่เซิ่งกระชับอาภรณ์ปีกบนร่าง

‘เซียนสิบสองคนหรือ’

เขาใช้ความคิด ทัศนวิสัยตรงหน้าเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน แค่พริบตาเดียวเขาก็มายืนอยู่เหนือยอดเขาสูงที่รกร้างและเย็นเยียบแห่งหนึ่งแล้ว

บนยอดเขามีแท่นหินสีขาวอมเทาที่ผ่านการบูรณะ แผ่นหินแผ่นหนึ่งตั้งอยู่ข้างแท่นหิน ข้างบนเขียนว่าเขาครองจริยะ

ลู่เซิ่งทอดตามองไกล รอบๆ ยอดเขาคือทุ่งราบกว้างใหญ่ไพศาล มีเมืองที่มีสีสันซับซ้อนตั้งอยู่กลางทุ่งราบ

‘หลังจากบรรลุวิญญาณแห่งวัฏจักร โลกรูปจิตก็ขยับขยายตลอดเวลา...ตอนนี้เป็นสิบกว่าเท่าของตอนแรกแล้ว...สุดยอดจริงๆ’ เขาสะท้อนใจเล็กน้อย

ถ้าหากบอกว่าโลกรูปจิตก่อนที่จะมาจุติในโลกนี้มีขนาดเท่าหนึ่งมณฑล อย่างนั้นเมื่อรวมสิบกว่ามณฑลเอาไว้ด้วยกัน ก็เป็นพื้นที่ทั้งหมดของต้าซ่งตอนอยู่ที่ดาวปรภพแล้ว

‘โลกกว้างใหญ่ขนาดนี้ แต่น่าเสียดายที่ดูดสิ่งมีชีวิตเข้ามาไม่ได้ ได้แต่ดูดซับจิตวิญญาณ...’ ลู่เซิ่งเสียดายอยู่บ้าง

หนำซ้ำหากจิตวิญญาณใดๆ ที่ไม่ผ่านความเห็นชอบของเขาเข้ามาที่นี่ ก็จะค่อยๆ หมดสติในสองสามวัน จากนั้นก็จะถูกกัดกร่อนและแยกส่วนอย่างช้าๆ สุดท้ายก็จะหายไปแล้วกลายเป็นสารอาหารให้แก่โลก

ลู่เซิ่งครุ่นคิดก่อนจะวูบไหวร่าง พลันหายไปจากที่เดิม ตอนที่โผล่มาอีกรอบก็มาอยู่นอกประตูบ้านไม้เล็กๆ หลังหนึ่งแล้ว

คนชราผมหงอกคนหนึ่งกำลังหลับตาลงตลอดกาลในบ้านหลังเล็ก

ขณะเดียวกัน เขาก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า ณ ที่อยู่อาศัยแถบหนึ่งที่อยู่ไกลออกไปมีชีวิตเล็กๆ ชีวิตใหม่ผุดขึ้นมาแล้วเข้าไปในครรภ์ของมารดาเพื่อเติบโต

‘วัฏจักรความเป็นความตาย จะดีหรือเลว ล้วนมีเหตุผลของมัน... ลู่เซิ่งเดินออกห่างจากบ้านหลังเล็กไปถึงถนนด้านข้าง’

เหล่าผู้มีพลังพิเศษค่อยๆ กลายเป็นคนธรรมดา ไม่ได้มีลักษณะกลายพันธุ์หรือขนาดอลังการเหมือนตอนแรกเริ่มอีก

สัตว์ป่าในป่าก็กำลังกลับเป็นปกติเช่นกัน ไม่ได้ใหญ่โตโอฬารเหมือนก่อนหน้าอีกแล้ว

คนที่อยู่ที่นี่แบ่งออกเป็นกลุ่มต่างๆ บ้างก็มีลักษณะจีนโบราณอย่างต้าซ่งต้าอิน บ้างก็ใช้ชีวิตหยาบกระด้างเหมือนยุโรปโบราณ

ยังมีชุดแต่งกายและอาคารบ้านเรือนเหมือนในโลกใบเดิมปะปนอยู่ด้วย

เมืองที่แตกต่างกันแต่ละเมืองกลายเป็นภูมิทัศน์แปลกแยกที่มีลักษณะเด่นต่างกัน

ลู่เซิ่งตรวจสอบโลกรูปจิตอย่างละเอียดรอบหนึ่ง

จำนวนสิ่งมีชีวิตทั่วทั้งโลกลดลงจากก่อนหน้าอย่างต่อเนื่อง จนถึงตอนนี้อยู่ในสมดุลของวงจรพอประมาณแล้ว

ด้านในเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งมโหฬาร

สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจและยินดีก็คือ พื้นที่อาณาเขตของโลกรูปจิตไปถึงขั้นอลังการแล้ว

นั่นคือพื้นที่ที่เทียบเคียงได้กับต้าซ่ง

‘รูปจิตไม่ดับสูญ มายาพิศวงไม่ตาย รอจนเลื่อนระดับจริงๆ อยากจะเห็นนักว่าจะไม่ตายยังไง!’ ลู่เซิ่งจิตใจสั่นไหว ก่อนจะออกจากโลกรูปจิตทันที

ตอนที่ออกมาอีกครั้งก็ยังคงเป็นกลางคืนอยู่

ลู่เซิ่งเงยหน้ามองท้องฟ้า พลันวูบไหวร่างลอยขึ้นไปกลางอากาศ

ตัวเขากลายเป็นแสงสีขาวหายเข้าไปกลางฟ้าราตรีเหมือนกับลูกศรแหลม พริบตาเดียวก็มุดหายเข้าไปในชั้นเมฆมืดครึ้ม

...

ลัทธิไม่จีรัง สวนทองอร่าม

เซียนมนุษย์เฟ่ยก่วงเหอเพ่งตามองโต๊ะหินเบื้องหน้าโดยไม่เบือนสายตา

จานอักขระทรงกลมสีม่วงอมดำชิ้นหนึ่งวางนิ่งอยู่บนโต๊ะหิน จานอักขระนี้เหมือนกับเข็มทิศเล็กน้อย แต่ก็ไม่เหมือนเสียทีเดียว บนจานสลักสัญลักษณ์พิเศษที่นักพรตธรรมดาจำนวนมากไม่เคยพบเห็นมาก่อนไว้แน่นขนัด

“ตอนนี้จานชีวิตให้ความรู้สึกโหวงๆ ชอบกล...เสี่ยวจี้มองออกหรือไม่” เฟ่ยก่วงเหอวางมีดแกะสลักในมือลงแล้วเงยหน้ามองฉิงอ๋องที่นั่งอยู่ด้านหน้า

“ศิษย์มีความรู้ไม่เพียงพอ...” ฉิงอ๋องตอบอย่างนอบน้อม

“เจ้าย่อมมีความรู้ไม่เพียงพอ...ครั้งกระโน้นไม่น่าปล่อยเจ้าไปยังโลกมนุษย์เลย ตอนนี้ผ่านไปตั้งร้อยปีกว่าๆ แต่พลังฝึกปรือของเจ้ากลับก้าวหน้าขึ้นแค่นิดหน่อย...ผลกรรมกับความฟุ้งเฟ้อในโลกมนุษย์ทำให้ดวงตาของเจ้าพร่ามัวเสียแล้ว...” เฟ่ยก่วงเหอถอนใจเสียงยาว

“ศิษย์ก็รู้สึกเช่นกัน ดังนั้นจึงขอวิงวอนให้อาจารย์ช่วยศิษย์สะบั้นกรรมทิ้ง เพื่อจะได้ฝึกฝนเต๋าอีกครั้ง” ร่างอ้วนของฉิงอ๋องดูโปร่งอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

“สะบั้นผลกรรม...” เฟ่ยก่วงเหอมองจานกลมบนโต๊ะอีกรอบ

“จานชีวิตของเจ้า...คิดจะสะบั้นอย่างราบรื่น ไม่นับว่ายาก...เพียงแต่เจ้าจะต้องรู้ก่อนว่า เกิดสะบั้นตอนนี้ ในอนาคตหากคิดจะฝ่าภัยพิบัติ เกรงว่า...เอ๋?”

อยู่ๆ เขาก็ร้องอุทาน ร่างโน้มไปด้านหน้าเล็กน้อย พลางจดจ้องจานชีวิตด้านหน้าอย่างงงงวย

“เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับอาจารย์” ฉิงอ๋องงุนงง ก่อนจะถามอย่างร้อนใจ

“มีตัวแปร...!” เฟ่ยก่วงคิ้วขมวดโดยไม่รู้ตัว

...

ยอดเขากลางนภา

สถานที่ที่สิบสามเซียนแห่งลัทธิไม่จีรังคุ้มครอง ขณะเดียวกันก็เป็นสาขาหลักที่แท้จริงของลัทธิไม่จีรังในปัจจุบันด้วย

ด้านหน้ายอดเขากลางนภามีแม่น้ำใหญ่สายหนึ่งชื่อแม่น้ำโจวเหอ ไหลแรงตลอดปี เต็มไปด้วยหินโสโครก ว่ากันว่ายังมีสัตว์ปีศาจกินคนซ่อนตัวอยู่ ใครที่เป็นยอดคนสามารถข้ามได้สบายๆ

ลู่เซิ่งยืนอยู่บนหัวเรือของเรือไม้ข้ามแม่น้ำสองชั้นเพียงลำพัง พลางมองดูยอดเขากลางนภาอันลี้ลับด้านหน้า

เทือกเขาขนาดใหญ่ซ่อนตัวอยู่ในหมอกสีขาวอมเทาผืนหนา ทำให้คนธรรมดาที่ผ่านทางไม่อาจมองเห็นด้านในได้

เรือลำนี้เป็นเรือท่องเที่ยวที่ตระกูลพายเรือตระกูลหนึ่งริมฝั่งแม่น้ำคอยดูแล ว่ากันว่าตระกูลพายเรือนี้มีความสามารถพิสดาร สามารถหลบการโจมตีของสัตว์ปีศาจที่อยู่ตรงก้นแม่น้ำของที่นี่ได้อย่างปลอดภัย

ดังนั้นเรือลำนี้จึงเป็นเรือที่ข้ามแม่น้ำได้อย่างปลอดภัยเพียงลำเดียว

“ท่านจะไปยังยอดเขากลางนภาเหมือนกันหรือ” เด็กสาวมัดผมหางม้าที่สะพายหอกยาวสีขาวไว้บนหลังเดินมาจากด้านหลังลู่เซิ่ง พอเห็นลู่เซิ่งกำลังมองยอดเขากลางนภาอยู่ ก็เอ่ยปากถามอย่างไม่ขัดเขินแม้แต่น้อย

นางมีชื่อว่าจวงอิ่นเสวี่ย เป็นชาวยุทธ์ที่กราบกรานผู้เร้นกายไปทั่วเพื่อเข้าสู่เส้นทางเซียนและฝึกบำเพ็ญสำเร็จเป็นเซียน

นับตั้งแต่ศึกโชคชะตาแห่งราชวงศ์จบลง ชาวยุทธ์แบบนี้ก็มีอยู่ไม่น้อย การชิงความเป็นใหญ่ในกลียุคทำให้ชีวิตดับสูญ คนที่กำหนดความเป็นความตายของชาวบ้านได้อย่างแท้จริงคือสำนักเต๋าที่อยู่สูงส่ง

เด็กสาวมาจากบ้านฐานะร่ำรวย แต่ฟ้าไม่อาจคาดลมเมฆฝน หลังเกิดอุบัติเหตุครั้งหนึ่ง ครอบครัวที่ไม่ฝึกวรยุทธ์ของนางก็พากันตายสิ้น เหลือแต่นางคนเดียวที่รอดชีวิตเพราะรักชอบในวรยุทธ์

หลังจากนั้นมา นางก็สาบานว่าจะฝึกฝนวิชาที่แข็งแกร่งในโลกเพื่อแก้แค้นและเพื่อช่วยชีวิตคนในยามกลียุค

“ใช่แล้ว...ข้าจะไปยอดเขากลางนภา” ลู่เซิ่งพยักหน้า

เขาบินมาจากตำหนักเยวี่ยอ๋อง แล้วค่อยร่อนลงมา แกล้งทำเป็นนักท่องเที่ยวธรรมดาที่มาเที่ยวชมขุนเขาธารามีชื่อเสียงตอนที่ใกล้จะถึงที่หมาย

“ว่ากันว่าที่นั่นมีเซียนและผู้เร้นกายอาศัยอยู่...ท่านลู่จะไปขอศึกษาเต๋าจากเซียนหรือ” จวงอิ่นเสวี่ยถามเสียงทุ้ม

“ก็นับว่าใช่อยู่...” ลู่เซิ่งยิ้ม

“ท่านคงไม่ทราบ ที่นี่มีหิมะตกตลอดปี คิดจะเข้ายอดเขาตรงๆ ใช้เวลาไม่นานนักก็จะหลงทางอ้อมออกมาเอง ข้าเคยลองมาแล้วครั้งหนึ่ง สุดท้ายถูกส่งออกมาอย่างมึนๆ งงๆ” จวงอิ่นเสวี่ยเอ่ยอย่างจนใจอยู่บ้าง “ไม่ทราบว่าที่นี่เป็นที่อาศัยของเซียนจริงๆ หรือไม่...”

“เจ้ามาขอศึกษาเต๋าจากเซียนเพื่ออะไร” อยู่ๆ ลู่เซิ่งก็โพล่งถาม

จวงอิ่นเสวี่ยนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า “ตระกูลของข้าถูกคนชั่วทำร้าย ข้าเพียงคิดแก้แค้นเท่านั้น”

              .............................................
“เช่นนั้นเจ้าก็มาผิดที่แล้ว” ลู่เซิ่งยิ้ม “พวกเซียนของสำนักเต๋าไม่มีทางรับคนที่จิตใจไม่สมบูรณ์หรอก เจ้ามาเพื่อแก้แค้น จิตใจมีข้อบกพร่อง หรือมีบาดแผลที่ไม่อาจฟื้นฟูได้ตั้งแต่แรกแล้ว”

จวงอิ่นเสวี่ยผุดสีหน้าตื่นเต้น หากเป็นคนธรรมดาคงจะฟังคำพูดนี้ไม่เข้าใจ แต่นางอ่านตำราท่องคัมภีร์ตั้งแต่เด็ก ย่อมเข้าใจความหมายของท่านลู่ผู้นี้

“ความหมายของท่านคือ...” นางลืมตาโต รู้สึกประหม่าอยู่บ้าง เป็นเพราะนางนึกถึงคำพูดของเหล่านักพรตที่ตนเองวิงวอนขอให้อีกฝ่ายรับตนเป็นศิษย์

วาจาของนักพรตเหล่านั้นแทบจะเป็นอย่างเดียวกัน

“คิดจะบำเพ็ญเต๋า ถ้าไม่ละทิ้งการแก้แค้นตั้งแต่ตอนนี้ ก็ไปแก้แค้นก่อนแล้วค่อยกลับมา จัดการตัวเองให้เรียบร้อย” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างราบเรียบ

ตอนนี้ต่อให้จวงอิ่นเสวี่ยจะโง่อย่างไร ก็ทราบว่าคนตรงหน้าไม่ธรรมดา

หน้างามของนางร้อนขึ้นเล็กน้อย จิตใจเกิดความตื่นเต้น ทั้งยังประหม่าขึ้นเรื่อยๆ แต่พอได้ยินเงื่อนไขที่ตัวลู่เซิ่งบอก ดวงตาที่ตอนแรกเปล่งประกายของนางก็ริบหรี่ลงทันที

ผ่านไปสักพักใหญ่ๆ...นางจึงค่อยส่งเสียง

“ข้า...ทำไม่ได้...”

ลู่เซิ่งยิ้ม

“แล้วเจ้าทำอะไรได้”

จวงอิ่นเสวี่ยกัดริมฝีปาก

“ข้าทำทุกสิ่งที่ข้าทำได้!” นางพลันคุกเข่ากับพื้น “ท่านเซียนได้โปรดรับข้าเป็นศิษย์ด้วย!”

นางสัมผัสได้ตั้งแต่แรกแล้วว่าลู่เซิ่งไม่ธรรมดา แต่พอมาถึงตอนนี้ นางค่อยเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ว่า คนผู้นี้น่าจะเป็นเซียนผู้เร้นกายหรือยอดคนสำนักเต๋าในตำนานอย่างแน่นอน

ความจริงในสายตาคนธรรมดาอย่างพวกนาง ขอแค่เป็นคนบำเพ็ญเต๋าหรือเป็นคนมีอิทธิฤทธิ์ก็ล้วนเป็นเซียนทุกคน

นางไม่สนใจเรื่องอื่นอีกแล้ว ขอแค่เป็นเซียน ขอแค่มีโอกาสแค่สักครึ่ง นางจะไม่ยอมละทิ้งเด็ดขาด

“เจ้าบอกว่าเจ้าทำทุกอย่างได้หรือ” ลู่เซิ่งใช้สายตาที่แฝงรอยยิ้มกวาดผ่านร่างของจวงอิ่นเสวี่ย

“เจ้าค่ะ!” จวงอิ่นเสวี่ยกัดฟันก้มหน้า ร่างสั่นเทา “ขอร้องล่ะเจ้าค่ะท่านเซียน!” นางโขกศีรษะอย่างแรง แต่พอโขกศีรษะลงไปโดนเบาะอากาศที่อ่อนนุ่ม นางจึงทั้งแตกตื่นทั้งยินดียิ่งกว่าเดิม

คนที่มีความสามารถแบบนี้ได้จะต้องเป็นเซียนผู้เร้นกายในตำนานอย่างแน่นอน

“ตอนแรกคิดจะมาเดินเล่นเฉยๆ แต่การได้ร่วมทางกับเจ้าในสภาพแวดล้อมแบบนี้ก็นับว่าเป็นวาสนาเหมือนกัน” ลู่เซิ่งหัวเราะ “เจ้าว่าเจ้าทำได้ทุกอย่างเลยหรือ”

“เจ้าค่ะ!” จวงอิ่นเสวี่ยใจคอไม่ดี...หรือว่าผู้ที่ตนได้พบจะเป็น...

แต่นางไม่กล้ายอมแพ้ ความหวังลดน้อยลงเรื่อยๆ จนใกล้จะไม่เห็นอีกแล้ว นางจะยอมแพ้ไม่ได้เด็ดขาด!

“ขอแค่ท่านเซียนรับข้าเป็นศิษย์ ข้าสามารถทำได้ทุกอย่าง!”

“ข้าให้เจ้าทำอะไรเจ้าก็จะทำอย่างนั้นหรือ” ลู่เซิ่งยิ้มกว้างมากขึ้น

“เจ้าค่ะ!” จวงอิ่นเสวี่ยกัดฟันพร้อมกับพยักหน้า

เงียบงันกันสักพัก

“แล้วถ้าข้าให้เจ้าไปตายเล่า” ลู่เซิ่งเงยหน้ามองไปยังยอดเขากลางนภาที่ค่อยๆ เข้าใกล้

“ตายหรือ?!”

จวงอิ่นเสวี่ยหน้าซีดในบัดดล

นางช้อนตามองลู่เซิ่งเพื่อยืนยันอีกครั้ง ลู่เซิ่งไม่มีความคิดจะล้อเล่นกับนาง

นางก้มหน้าลง สีหน้าโดดเดี่ยวกว่าเดิม ความหวังในตอนแรกมืดสลัวลงอย่างรวดเร็ว

ทันใดนั้นนางชักกระบี่ออกมาปาดคอตัวเอง

ฉูด!

เลือดกระจัดกระจาย จวงอิ่นเสวี่ยลืมตาโต หงายล้มไปด้านหลังอย่างอ่อนแรง เลือดจำนวนมากทะลักออกมาจากลำคอของนางไม่หยุด

ลู่เซิ่งงุนงง ด้วยนึกไม่ถึงว่าแม่นางคนนี้จะใจเด็ดปานนี้ เขามองออกว่าจวงอิ่นเสวี่ยไม่ใช่จะฆ่าตัวตายจริงๆ แต่เดิมพันด้วยการฆ่าตัวตาย เดิมพันกับความหวังที่เลื่อนลอยนี้

ดาดฟ้าเรือเปรอะเปื้อนเลือด จวงอิ่นเสวี่ยล้มพับกับพื้นแล้วหยุดเคลื่อนไหว เส้นเลือด เส้นชีพจร และหลอดลมถูกตัดขาดไปพร้อมกัน

เลือดไหลท่วมปอดจนไม่มีอากาศเข้าไป จวงอิ่นเสวี่ยหน้าซีดลงเรื่อยๆ ใกล้จะทนไม่ไหวอยู่แล้ว

ฆ่าคน!

รอบๆ ท้องเรือที่อยู่ไม่ไกลออกไปมีคนเห็นเหตุการณ์นี้ ส่งเสียงหวีดร้อง ยังมีคนรีบรุดมาทางด้านนี้ด้วย

เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นบนเรือ ในฐานะตระกูลพายเรือไม่ว่าอย่างไรก็ต้องจัดการอย่างเหมาะสม ไม่อย่างนั้นกิจการในวันหน้าจะได้รับผลกระทบด้านลบที่ยากจะลบล้าง

มีผู้คุ้มกันหลายคนตะโกนพร้อมกับโถมตัวเข้าใส่ลู่เซิ่ง

“เจ้าคนชั่วกล้าฆ่าคนได้อย่างไร!?”

“จับตัวมันไว้!”

เสียงตะโกนดังออกมาเป็นกลุ่มๆ

ลู่เซิ่งกลับไม่เคลื่อนไหวแม้แต่น้อย เพียงแค่มองดูจวงอิ่นเสวี่ยที่สติเลือนรางอย่างเรียบเฉยเท่านั้น

“ประเสริฐ!”

เขาโบกมือขวาในทันใด ควันขาวสายหนึ่งพุ่งออกมาอย่างฉับพลัน ก่อนจะหายเข้าไปตรงกลางกระหม่อมของจวงอิ่นเสวี่ยในพริบตา

ทันใดนั้น ปากแผลตรงลำคอที่ถูกปาดของจวงอิ่นเสวี่ยก็สมานตัวอย่างรวดเร็ว เลือดจำนวนมากที่ไหลเข้าท่วมปอดถูกดูดซับและแยกตัว อากาศไหลเข้าไปในหลอดลมที่เชื่อมต่อกันอีกรอบ

ภาพนี้ทำให้ฝูงชนที่พุ่งเข้ามาชะงักฝีเท้า ไม่กล้าขยับเขยื้อนอีก หากมองเห็นเหตุการณ์นี้ ขอแค่ไม่ใช่คนโง่ ใครก็รู้ว่าลู่เซิ่งไม่ใช่คนธรรมดา

“ข้า...?” จวงอิ่นเสวี่ยยื่นมือไปลูบลำคออย่างสับสน ความรู้สึกเจ็บปวดที่เลือดเจิ่งนองตรงบริเวณลำคอซึ่งตนเพิ่งปาดไปเมื่อครู่ยังหลงเหลืออยู่ในสติจนถึงตอนนี้

“ถ้าหากเจ้ายังต้องการ อีกหนึ่งชั่วยามให้ไปรอข้าบนฝั่ง” ลู่เซิ่งสะบัดแขนเสื้อ มีแสงขาวจุดหนึ่งพุ่งเข้าไปกลางหว่างคิ้วของจวงอิ่นเสวี่ย

หลังทำทุกอย่างเสร็จแล้ว เขาก็สะกิดเท้าแล้วกระโดดขึ้น

โลกใบนี้ไม่มีค่าอะไรให้คิดถึงอีกแล้ว เขาจำเป็นต้องทำเรื่องบางเรื่องที่ควรทำให้เสร็จก่อนจะจากไป เป็นแผนการเล็กๆ น้อยๆ ขั้นสุดท้าย

ควันสีดำจำนวนมากแผ่กระจายออกมาใต้เท้าของเขาโดยอัตโนมัติ แล้วดันเขาให้ลอยไปยังยอดเขากลางนภาโดยตรง

ลู่เซิ่งกลายเป็นดาวตกสีดำพุ่งเข้ากลางหมอกขาวจำนวนมากอย่างดุดัน

“ใครกัน!? กล้าบุกยอดเขากลางนภาอย่างนั้นเหรอ!”

เงาสีขาวที่ยาวมากกว่าพันหมี่โผล่ขึ้นกลางหมอกอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเกิดการสั่นสะเทือนครืนครัน

หมอกสลายไป ร่างของเงายาวโผล่ออกมา เป็นมังกรเจียวสีขาวที่ยาวมากกว่าหมื่นหมี่ตัวหนึ่ง

มันมีเขาสองข้างและเกล็ดนับไม่ถ้วน กรงเล็บสี่ข้างเป็นสีทอง ดวงตาโตคู่หนึ่งที่เหมือนกับโคมไฟขยายส่วนเปล่งแสงสีแดงแยงตา

พอเห็นดาวตกสีดำที่เปลี่ยนมาจากการที่ลู่เซิ่งพุ่งมา มังกรขาวก็คำรามพร้อมกับชูหางยักษ์ส่ายไปมา ก่อนจะสะบัดใส่ลู่เซิ่ง

เปรี้ยง!

เสียงกระแทกดังกระหึ่มชนหมอกกลางอากาศรอบๆ จนกลายเป็นวงแหวนสีขาวกลุ่มใหญ่ แล้วกระจัดกระจายออกไป

มังกรขาวร้องโหยหวน ถูกแรงกระแทกมหาศาลดึงหางไปฟาดกับพื้น

พื้นสะเทือนดังตูม หนึ่งคนหนึ่งมังกรฟาดเข้ากับพื้นตรงบริเวณตีนเขาของยอดเขากลางนภา ป่าสนขาวผืนใหญ่ถูกชนหักโค่น กลายเป็นที่ว่างโล่งเตียนทั้งอย่างนั้น

มังกรขาวร้องครวญคราง คิดจะดิ้นรนลุกขึ้น แต่ว่าทั่วร่างถูกควันดำนับไม่ถ้วนพันธนาการไว้ มันทั้งตกใจทั้งโมโห ดิ้นรนสุดชีวิต แต่ยิ่งดิ้นเท่าไหร่ ควันดำก็ยิ่งพันธนาการแน่นขึ้นเท่านั้น

มีเสียงฟิ้วๆ ดังมา ลำแสงสีขาวสองสายพุ่งมาจากด้านในยอดเขากลางนภา แล้วลอยนิ่งอยู่บนอากาศ พร้อมกับก้มมองสภาพของมังกรขาว

“เดรัจฉานจากที่ใดกล้ามาอาละวาดที่ลัทธิไม่จีรัง!” อมนุษย์ร่างบึกบึนที่มีศีรษะสองข้าง สวมเกราะรบสีทอง และถือกระบองทอง ก้าวเท้าขึ้นหน้ามาหนึ่งก้าว ก่อนจะส่งเสียงตะโกน

ควันดำจำนวนมากลอยขึ้นจากพื้น แล้วรวมตัวกลายเป็นร่างของลู่เซิ่ง

เขาสวมเสื้อคลุมสีดำ ปิดบังใบหน้าไว้ในหมอกเข้มข้น เผยเพียงสองตาแดงฉาน มีเสียงแหวกอากาศแหลมคมนับไม่ถ้วนดังขึ้นรอบๆ ตัวอย่างเลือนราง เหมือนกับมีของแหลมคมจำนวนมากฟาดฟันอากาศด้วยความเร็วสูง

“ข้าเสวียนคงจื่อ ได้ยินมาว่าลัทธิไม่จีรังมียอดฝีมือมากมายดุจหมู่เมฆ เหล่าเซียนไปมาหาสู่ เลยเดินทางไกลมาเพื่อเยี่ยมเยือน” ลู่เซิ่งตั้งฉายาเต๋าและปลอมแปลงสถานะตามใจชอบ ถึงอย่างไรก็แค่มาหยั่งเชิงกับถ่วงเวลาเท่านั้น การแต่งฉายาเต๋าขึ้นลอยๆ จึงไม่ถือว่าเป็นอะไร

“มาเยี่ยมเยือนภาษาอะไร พอมาก็สยบสัตว์เทพคุ้มกันยอดเขาของลัทธิไม่จีรังทันที เจ้ามาแสดงศักดาหรือมาเยี่ยมเยือนกันแน่” นักพรตเคราดำอีกคนก้าวขึ้นหน้าพร้อมเอ่ยเสียงเย็น

“ในเมื่อมาเยี่ยมเยือนแลกเปลี่ยน ข้าจะเรียกชื่อเจ้า เจ้ากล้าขานรับหรือไม่?!”

“หือ” ลู่เซิ่งคุ้นหูชอบกล แต่ว่าโลกใบนี้ไม่มีเรื่องใดที่เขาไม่กล้าทำ

“ย่อมไม่มีปัญหา ข้าจะอยู่ที่นี่ สหายร่วมเส้นทางเรียกได้เต็มที่” เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

“เสวียนคงจื่อ! เสวียนคงจื่อ! เสวียนคงจื่อ!” อยู่ๆ ในมือของนักพรตเคราดำคนนั้นก็มีน้ำเต้าใบหนึ่งโผล่มา จากนั้นก็เล็งปากน้ำเต้าไปที่ลู่เซิ่งพร้อมกับเรียกถึงสามครั้ง

“ข้าอยู่นี่ ขอคารวะ” ลู่เซิ่งกล่าวพลางโค้งตัวเล็กน้อย

ฟ้าว!

ทันใดนั้น น้ำเต้าใบนั้นก็พ่นเปลวไฟสีแดงฉานออกมากลุ่มใหญ่ เปลวไฟรวมตัวกันกลายเป็นกิเลนเพลิงที่สูงเท่าคนสามคนอย่างรวดเร็ว

กิเลนเพลิงพุ่งใส่ลู่เซิ่งในทันทีที่โผล่ออกมา

“ที่แท้เป็นเช่นนี้ อิทธิฤทธิ์พิเศษที่ปล่อยออกมาหลังจากอีกฝ่ายขานตอบหรือ เป็นแค่ร่างแปลงเพลิง ข้าใช้มือเดียวก็ทำลายได้แล้ว”

ลู่เซิ่งยิ้มเยาะพลางงอนิ้วดีด ควันดำสายหนึ่งพุ่งออกมาอย่างฉับพลัน แล้วกลายเป็นมังกรขาวตัวหนึ่งกลางอากาศ ถึงกับเหมือนมังกรขาวซึ่งเป็นสัตว์เทพคุ้มกันยอดเขาเมื่อครู่ไม่มีผิดเพี้ยน

กรรซ์!

มังกรขาวพุ่งใส่กิเลนเพลิง

เปรี้ยง!

มังกรขาวแตกสลาย กิเลนเพลิงโผบิน

ลู่เซิ่งอึ้งไป ยังไม่ทันตอบสนอง ก็ถูกกิเลนเพลิงชนใส่เต็มรัก

อั่ก!

เขากระอักเลือดออกมา แล้วกระเด็นออกไป

ตูม!

เกิดเสียงดังลั่น ร่างเขาฝังตัวเข้าไปในดินอย่างรุนแรงเหมือนกับดาวตก โซ่อักขระสีทองอ่อนจำนวนมากพุ่งออกมาจากกลางหมอกขาวที่อยู่รอบๆ

โซ่อักขระที่แน่นขนัดรัดพันร่างของเขาไว้เป็นชั้นๆ ค่ายกลยักษ์ที่เหยียดยื่นไปหลายร้อยหมี่ค่อยๆ ปรากฏเหนือพื้นด้านหน้าเขา

“น่าสนใจ ไม่สืบมาเลยหรือว่าค่ายกลสุสานสวรรค์ย้อนคืนของลัทธิไม่จีรังเป็นค่ายกลที่แข็งแกร่งที่สุดซึ่งตกทอดมาตั้งแต่ยุคโบราณตอนต้น สามารถเพิ่มอานุภาพให้แก่วิชาภายในค่ายกลได้มากกว่าร้อยเท่าตัว มีความสามารถแค่เพียงเล็กน้อยก็กล้ามาหาที่ตาย เหอะ สมัยนี้ยากจะเจอนักพรตพเนจรที่โง่เขลาแบบนี้จริงๆ” นักพรตเคราดำส่ายหน้า อดหัวเราะไม่ได้

“ข้าจะไปดูหน่อยว่ามันตายหรือไม่” อมนุษย์สองหัวหัวเราะหลายครั้งเช่นกัน จากนั้นก็บังคับเมฆร่อนไปยังทิศทางที่ลู่เซิ่งตกลงไป

ควันขาวกับควันดำจำนวนมากค่อยๆ กระจายตัว อมนุษย์สองหัวโบกมือม้วนเอาคลื่นอากาศขึ้นมาสายหนึ่งเพื่อเป่าควันรอบๆ ออกไป พอบินเข้าไปใกล้สักสองสามร้อยหมี่ ในที่สุดก็เห็นสภาพของคนผู้นั้นที่อยู่บนดินได้อย่างชัดเจน

อาณาเขตรัศมีหลายร้อยหมี่เต็มไปด้วยพื้นดินที่แตกระแหงเหมือนแห้งแล้ง ทะเลป่าบนพื้นถูกกระแทกจนเกิดรอยแยกเหมือนใยแมงมุมเช่นกัน

เงาร่างสีดำสนิทสายหนึ่งก้มหน้าค้อมเอวพลางกระอักกระไออยู่กลางรอยแยก

“อ้าว ไม่ตายอย่างนั้นหรือ เจ้านี่โชคดี ไปเถอะ ตามข้ามาเสียดีๆ จะได้ไม่ต้องเจ็บตัว” อมนุษย์สองหัวหัวเราะพลางบินเข้าใกล้

“ข้าดูถูกพวกท่านไปหน่อย” หลังจากไอหลายครั้ง ลู่เซิ่งก็ยืดตัวขึ้น แล้วมองดูโซ่อักขระสีทองที่แน่นขนัดบนร่างตัวเอง

“ค่ายกลนี้น่าสนใจอยู่บ้าง ทว่าข้าศึกษาเส้นทางค่ายกลมาหลายปี คิดใช้สภาวะค่ายกลเล็กๆ นี่ขังข้าไว้อย่างนั้นหรือ ข้าใช้แค่มือเดียวก็ทำลายได้แล้ว กระเรียนเหินนภา เก้าเก้ากลับคืนหนึ่ง! ทำลาย! ทำลาย! ทำลาย!”

ลู่เซิ่งตะโกนสามครั้ง ควันดำจำนวนมากหดตัวลงบนร่างเขา จากนั้นก็ระเบิดสะเทือนเลื่อนลั่นสามครั้งติดต่อกัน เมฆดำนับไม่ถ้วนจับตัวกันกลายเป็นเสือยักษ์สีดำก่อนจะเงยหน้าส่งเสียงคำราม

“วิชานี้ใช้อัญเชิญวิญญาณโบราณเพื่อเอามารวมร่างกับตัวเอง ตอนที่วิญญาณทำลายค่ายกลจะเป็นเวลาที่ตัวมันทะลวงออกไป” ใบหน้าของลู่เซิ่งเปื้อนยิ้ม

โฮก!

เสือดำยักษ์เงยหน้าคำราม เส้นสายสีดำนับไม่ถ้วนบนร่างเชื่อมติดกับหลังลู่เซิ่ง

ทันใดนั้นมันกระโจนใส่ฟากฟ้า พุ่งชนโซ่อักขระสีทองเหลือคณานับจนหัก แล้วบินขึ้นไปต่อ จนกระทั่งหายลับไปกับชั้นเมฆหนา

ลู่เซิ่งเงยหน้ามองดูเสือดำทำลายค่ายกล

“อานุภาพระดับนี้ สมกับเป็นวิญญาณพยัคฆ์โบราณจริงๆ!”

เขาก้มลงมองโซ่อักขระสีทองที่ไม่เสียหายแม้แต่น้อยบนร่างตัวเอง

“แต่...เหตุใดข้ายังอยู่ตรงนี้เล่า” เขาใคร่ครวญ

              .............................................
“น่าจะเป็นเพราะเมื่อครู่ข้าลืมกางลวดลายค่ายกลรองที่ใช้เชื่อมต่อหลอมรวม ขออีกรอบ อีกรอบน่าจะใช้ได้แล้ว ท่านคงเห็นว่าโซ่อักขระบนตัวข้าไม่เป็นอะไร แต่ความจริงด้านในถูกวิญญาณค่ายกลของข้ากระแทกจนเป็นรูพรุนเหมือนธนูแรงปลายเสียแล้ว ขอแค่เสริมอีกนิดหน่อย ก็จะหลุดไปได้ง่ายๆ” ลู่เซิ่งแสดงสีหน้าเยือกเย็น

“...”

อมนุษย์สองหัวยืนมองเขาด้วยใบหน้าไร้อารมณ์อยู่ด้านข้าง

“ช่างเถอะ จะให้ท่านได้เห็นระดับสุดยอดค่ายกลที่ข้าฝึกฝนมาหลายปีจนสำเร็จเป็นปรมาจารย์เอง!” ลู่เซิ่งรู้สึกว่าควบคุมสีหน้าไม่ได้แล้ว

“วิญญาณกวางโบราณ! เปิด!”

เกิดเสียงดังกระหึ่ม กวางตัวผู้สีดำตัวหนึ่งทะยานขึ้นฟ้า ก่อนจะหายไปในชั้นเมฆหนาทันที

โซ่อักขระบนตัวลู่เซิ่งส่องแสงสีทองเจิดจ้า

“น่าสนใจ ดูเหมือนข้าจะต้องใช้ความสามารถที่แท้จริงแล้ว” ลู่เซิ่งก้มมองผนึกบนตัวครู่หนึ่ง อยู่ๆ ก็หัวเราะเสียงเย็น

ควันดำจำนวนมากรวมตัวกันอีกครั้ง

ไม่นานนักก็เกิดเสียงดังโครม ชั้นเมฆถูกทะลวงอีกรอบ งูยักษ์สามหัวบินขึ้นฟ้า แล้วพุ่งหายเข้าไปในอากาศ

ลู่เซิ่งยืนหอบเล็กน้อย

“ข้า...ข้าดูถูกพวกท่านไปหน่อย...ดูเหมือนครั้งนี้จะต้องเอาจริงแล้ว...”

เขาหันไปมองอมนุษย์สองหัวที่อยู่ไม่ไกล

อมนุษย์กำลังใช้สายตาสมเพชเวทนามองเขา

“ลืมบอกเจ้าไป...ค่ายกลสุสานสวรรค์ย้อนคืนนี้มีร่างแปลงของเจ้าลัทธิบนโลกเบื้องบนคอยควบคุม อย่าว่าแต่เจ้า ต่อให้เป็นคุรุสวรรค์สิบสามคนจากสำนักวสันต์สารทมาหมด เมื่อเข้ามาในนี้ก็อย่าคิดไปไหนอีกเลย...” อมนุษย์สองหัวส่ายหน้าและกล่าวอย่างเอือมระอา

“พอได้แล้ว ส่งคนมาพาเขาไปซิ” อมนุษย์สองหัวมองด้านหลัง ฝูงชนที่ชมดูความคึกครื้นเมื่อก่อนหน้านี้ ตอนนี้เหลือนักพรตเคราดำคนเดียวที่ยังรอเขาอยู่

“เจ้ารีบหน่อย ข้ายังมีโอสถทองม่วงอีกเตาที่ยังหลอมไม่เสร็จ หากมีหินเหล็กไฟไม่พอเตานี้ได้ล้มเหลวแน่!” นักพรตเคราดำกล่าวเร่ง

“รู้แล้วๆ!” อมนุษย์สองหัวขานตอบอย่างหน่ายใจเล็กน้อย

เขารีบเข้าไปจับตัวลู่เซิ่งก่อนจะเหาะกลับ

ลู่เซิ่งเงยหน้ามองท้องฟ้า เขารู้ว่ารอบนี้ตัวเองลำบากแล้วจริงๆ เดิมทีนึกว่าการมาในครั้งนี้จะถ่วงเวลาลัทธิไม่จีรังได้ชั่วคราว ถือโอกาสทดสอบพลังในปัจจุบันของตนด้วย

น่าเสียดาย...

แต่ยังดีที่เขาวางแผนเผื่อไว้แล้วก่อนจะมา ร่างกายร่างนี้ไม่ได้ใช้ใบหน้าตัวเอง

‘สถานที่แห่งนี้มีความลึกลับมากอย่างที่คิดไว้เลย...’ เขาลอบถอนใจยาว เมื่อครู่ตนประสานค่ายกลเข้ากับปราณมารของร่างหลักเพื่อระเบิดพลังทั้งหมดออกมาแล้ว ทว่าแม้แต่ค่ายกลคุ้มกันเขาก็ยังเจาะไม่ได้ สุดท้ายสูญเสียความสามารถไปจนหมดสิ้น แถมยังถูกคนจับโยนเข้าคุกเป็นครั้งแรกอีกต่างหาก

เคร้ง

ประตูโลหะส่งเสียงดัง ลู่เซิ่งถูกโยนเข้าไปในห้องขังที่สะอาดและโล่งกว้างแห่งหนึ่ง

ประตูโลหะถูกลงสลักดังแกร๊ก

“เจ้ารออยู่ตรงนี้ไปก่อนก็แล้วกัน” อมนุษย์สองหัวที่จับตัวเขามากล่าวอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะหมุนตัวออกจากห้องขังไป

ลู่เซิ่งกวาดตามองรอบๆ ห้องขัง ลวดลายค่ายกลที่คลุมเครือกลุ่มใหญ่ใช้สีเทาที่เหมือนกับกำแพงสลักไว้ มีจำนวนเยอะสุดขีด ด้วยระดับของเขาถึงกับรู้จักแค่ส่วนเล็กๆ เท่านั้น

‘ดูเหมือนจะเหยียบตอเข้าซะแล้ว...’ ลู่เซิ่งเคร่งเครียด

แค่คลื่นพลังที่กระจายออกมาจากผนึกลวดลายค่ายกลของที่นี่ก็ทำให้ทั่วทั้งตัวเขาเหมือนแบกรับวัตถุที่หนักอึ้งถึงสุดขีดแล้ว อย่าว่าแต่ปราณมารและปราณจริงแท้ในตัว ต่อให้เป็นรูปจิตแห่งวัฏจักรที่บรรลุแล้วก็ยังได้รับการรบกวนเช่นกัน

แม้เขาจะไม่ได้ใช้รูปจิตแห่งวัฏจักร เพียงแค่ใช้พลังของร่างหลักในขอบเขตลวงตาสู้กับค่ายกลใหญ่นี้เท่านั้น แต่การถูกจับเข้ามาง่ายๆ แบบนี้ก็ยังอยู่เหนือความคาดหมายของลู่เซิ่งไปไกลโขอยู่ดี

หนำซ้ำเขายังมีลางสังหรณ์ด้วยว่า ต่อให้เขาใช้รูปจิตพันเทวะในระดับกึ่งมายาพิศวง ก็เกรงว่าอย่างมากสุดคงได้แค่ดิ้นรนอยูสักพักเท่านั้น

นักพรตเหล่านั้นยังพอว่า ไม่นับว่าแข็งแกร่ง หลักๆ คือค่ายกลนี้พิสดารเกินไปมากกว่า

...

โลกเบื้องบน วังเซียนสำราญแห่งลัทธิไม่จีรัง

ในวังกว้างขวางสีขาวบริสุทธิ์ ชายชราอาภรณ์ขาวที่มีแสงสีลอยอยู่ด้านหลังยืนอยู่ด้านหน้าบึงน้ำโปร่งแสงที่เหมือนกับทะเลสาบ

ชายชราผมหงอกขาวแต่ใบหน้าเยาว์วัย สองตาเปล่งประกายสีเงินที่ลึกล้ำเหมือนกับมหาสมุทร เชือกหนาสีขาวที่ไม่สะดุดตารัดพันหน้าผาก บุคลิกโบราณและลึกลับยากหยั่งคาด

ตอนนี้เขากำลังมองบึงน้ำด้านหน้าอย่างประหลาดใจ บึงน้ำแสดงการเคลื่อนไหวต่างๆ ที่ลู่เซิ่งคิดทลายค่ายกลก่อนหน้านี้ออกมาขณะกระเพื่อมช้าๆ

‘มิน่าไม่นานมานี้ถึงได้รู้สึกว่าวังวนมิติเวลารอบๆ มีความผิดปกติ...ที่แท้ก็มีคนมาจากโลกมารสวรรค์นี่เอง...’ ชายชราส่ายหน้าน้อยๆ พร้อมกับอดหัวเราะไม่ได้ เขาพิจารณาลู่เซิ่งอย่างละเอียด

‘น่าสนใจ รูปจิตไม่ดับสูญ กายแท้ก็ไม่ตายหรือ มิน่าถึงได้ไร้ความเกรงกลัว เพียงส่งร่างแยกมาเท่านั้น...’

เขาไตร่ตรองเล็กน้อย จากนั้นหนวดเคราสีขาวใต้คางก็หลุดออกมาเส้นหนึ่ง

เคราสีขาวลอยไปถึงกลางบึงน้ำ ก่อนจะกลายเป็นลำแสงสีขาวหายเข้าไปด้านในในพริบตา

เหนือยอดเขากลางนภาของลัทธิไม่จีรัง

พายุระเบิดออก พลังวิญญาณนับไม่ถ้วนกลายเป็นพายุวังวนฉีกกระชากชั้นเมฆของมิติ

ไอเมฆจำนวนมากไม่ได้อ่อนโยนสงบนิ่งเหมือนที่เห็นบนพื้นโลก สายฟ้าเล็กๆ นับไม่ถ้วนแยกตัวไหลไปทั่วด้านในไอเมฆ บางครั้งก็รวมกันกลายเป็นแสงสายฟ้าสายใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม

ซู่!

ชั่วขณะที่พร่ามัว แสงสีขาวเล็กบางสายหนึ่งพุ่งจากจักรวาลด้านนอกเข้ามา ทะลุชั้นเมฆ ทะลุสายฟ้า ทะลุพายุพลังวิญญาณและวังวนกระแสอากาศที่ขวางอยู่ด้านหน้าทั้งหมด

ก่อนจะพุ่งเข้าไปในค่ายกลสีทองขนาดยักษ์บนยอดเขากลางนภา

พวกนักพรตของลัทธิไม่จีรังที่คอยเฝ้าค่ายกลไม่รู้สึกตัว เซียนจริงแท้สิบสามคนออกไปด้านนอก ในสาขาหลักมีแค่พวกไม่เอาไหน อย่างไรขอแค่ค่ายกลทำงาน ก็ไม่มีใครกล้าทะลวงใจกลางสาขาหลัก

แสงสีขาวรวดเร็วว่องไว นักพรตที่เป็นคนเฝ้ายังไม่ทันรู้ตัว มันก็ทะลวงการกีดขวางของค่ายกลหลายชั้นมาถึงสถานที่ที่ห้องขังตั้งอยู่แล้ว

แทนที่จะบอกว่าค่ายกลทั้งหมดถูกทะลวง ควรบอกว่ามันแยกออกเพื่อหลีกทางให้แก่แสงสีขาวมากกว่า

แสงสีขาวมุดเข้าห้องขังไปในพริบตา ทะลวงข่ายอาคมผนึกซ่อนเร้นนับไม่ถ้วนอีกครั้ง ก่อนจะพุ่งผ่านกรงขังผู้บำเพ็ญและจอมปีศาจที่ถูกคุมขัง ไม่นานก็มาถึงหน้ากรงขังใหม่สุดในนี้

แสงสีขาวหล่นลงพื้นแล้วกลายเป็นชายชราอาภรณ์ขาวที่ผมเผ้าหนวดเคราขาวโพลนคนหนึ่งทันที ใบหน้าเหมือนกับชายชราบนโลกเบื้องบนไม่มีผิด

ชายชรายิ้มอย่างเป็นมิตรขณะมองลู่เซิ่งที่กำลังลุกขึ้นจากในกรงขัง

“สหายน้อยทราบไหมว่าฟ้าดินของที่นี่มีรากกำเนิดเพราะอะไร” เสียงของเขาเหมือนทะลุจิตวิญญาณ คำพูดที่เหมือนไร้ที่มากลับทำให้คนเข้าใจความหมายของเขาในพริบตา

ลู่เซิ่งผุดสีหน้าเคร่งขรึมขณะลุกขึ้นจากพื้นกรงขัง

“ขอบังอาจถามว่าท่านผู้เฒ่าเป็นใคร”

ชายชรายิ้มๆ ไม่ได้พูดอะไร

ลู่เซิ่งเกิดการคาดเดามากมายในพริบตา แต่เปลือกนอกกลับไม่แสดงออก ตอนแรกที่เขามาที่นี่ ก็เคยมีการคาดการณ์ทางนี้มาก่อนแล้ว ถึงอย่างไรก็เป็นแค่ร่างแยกเท่านั้น หากว่าเหยียบย่ำทำลายลัทธิไม่จีรังได้จริงๆ นั่นถึงจะทำให้เขาประหลาดใจ

การถูกจับขังคุกในตอนนี้ก็อยู่ในการคาดการณ์ของเขาเช่นกัน เดิมทีเขาจะทำอะไรสักอย่างเพื่อหยั่งเชิงว่าพลังของสาขาหลักลัทธิไม่จีรังเป็นอย่างไรอยู่แล้ว แต่นึกไม่ถึงว่าเพิ่งเข้ามา ก็มีผู้ยิ่งใหญ่สังเกตเห็นตนเองทันที

“ท่านผู้เฒ่ามาไม่ทราบว่ามีคำแนะนำใดหรือ...” ลู่เซิ่งหยีตา

“จิตวิญญาณของสหายน้อยแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับพวกมารสวรรค์ที่ข้าเคยเจอมาก่อน จะว่าไป โลกมารสวรรค์เชื่อมต่อกับหมื่นพิภพ แม้จะไม่ได้กว้างเท่าพิภพลี้ลับแห่งนี้ แต่ก็ถือว่ามีเทพมารเหมือนกัน ทว่าจิตวิญญาณที่มีธรรมชาติอย่างสหายน้อยคงจะไม่ได้มีต้นกำเนิดดั้งเดิมในโลกมารสวรรค์กระมัง” ชายชราหยีตาพลางเอ่ยเบาๆ

ลู่เซิ่งตกตะลึง

อีกฝ่ายไม่เพียงรู้จักมารสวรรค์เท่านั้น ถึงขั้นรู้ว่าจิตวิญญาณของเขาไม่ใช่คนในโลกมารสวรรค์แต่กำเนิดด้วย

เขาตื่นตกใจอยู่บ้าง ชายชราผู้นี้เป็นเทพเทวามาจากไหน ที่นี่คือลัทธิไม่จีรัง คนที่มีความรู้ระดับนี้ได้ในลัทธิไม่จีรัง เกรงว่าจะมีแค่ระดับเจ้าลัทธิเท่านั้น

“ผู้อาวุโสกล่าวล้อเล่นแล้ว ผู้เยาว์เพิ่งมาใหม่ กลับไปรบกวนผู้อาวุโสเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ ต้องขออภัยด้วย” เขาทำหน้าจริงจังพลางกล่าวเสียงทุ้ม “แต่ผู้อาวุโสตั้งใจมาหาผู้เยาว์ ไม่ทราบมีคำชี้แนะใด โปรดบอกกล่าวตามตรงเถอะ”

เขาไม่เชื่อว่าสุดยอดผู้เข้มแข็งแบบนี้จะมาหาเขาโดยไม่มีเหตุมีผล มิหนำซ้ำแม้ชายชราตรงหน้าจะแข็งแกร่ง แต่พริบตาที่สัมผัสกับจิตวิญญาณ เขาก็สัมผัสได้คร่าวๆ ว่า ขอบเขตของอีกฝ่ายอยู่ในจุดสูงสุดของมายาพิศวงเช่นกัน

ระดับมารสวรรค์มีการแบ่งแยกสูงต่ำเช่นกัน อย่างเช่นขอบเขตมายาพิศวงในจุดสูงสุดจะถูกเรียกว่าผู้ปกครอง

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าชายชราน่าจะอยู่ในระดับผู้ปกครอง

พลังวิญญาณบนร่างอีกฝ่ายมีไม่มาก แสดงว่าเป็นวิชาแยกร่างคล้ายๆ กัน

“ข้าสร้างลัทธิไม่จีรังมาเป็นเวลาสามแสนหกหมื่นเจ็ดพันปีแล้ว ระหว่างนี้ได้เจอมารสวรรค์ไม่น้อย แต่จิตวิญญาณแปลกแยกอย่างสหายน้อยกลับเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก ที่ลงมาในครั้งนี้ เพราะหวังว่าสหายน้อยจะลงมือช่วยเหลืองานเล็กๆ น้อยๆ ได้”

“อ้อ ด้วยความสามารถของผู้อาวุโสก็ยังต้องการให้ผู้เยาว์ช่วยเหลือหรือ” ลู่เซิ่งงุนงง เขารู้สถานะของชายชราตรงหน้าแล้ว

เจ้าลัทธิไม่จีรัง หนึ่งในสองเซียนที่แข็งแกร่งที่สุดของอาณาเขตนี้

“ไม่เหมือนๆ” เจ้าลัทธิไม่จีรังเอ่ยพลางโบกมือ “สหายน้อยยังไม่รู้ ตอนนี้ตี้วาอยู่ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน การลอกคราบจิตวิญญาณได้ไปถึงสภาพการเปลี่ยนแปลงทางคุณสมบัติที่ไม่เคยมีมาก่อนแล้ว แต่เพราะพลังของนางแข็งแกร่งเกินไป ข้ากับสหายผนึกกำลังกันก็แค่กัดกร่อนร่างของนางได้นิดหน่อยเท่านั้น ทว่าถ้าหากสหายน้อยลงมือช่วยเหลือด้วยจิตของมารสวรรค์ อาจจะมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมก็ได้”

“ตี้วา? กัดกร่อนร่างหรือ” ลู่เซิ่งงุนงง

“สหายน้อยยังไม่รู้...ราชวงศ์ซีหยารวมถึงแปดอาณาจักรใหญ่ที่อยู่รอบๆ อยู่บนไหล่ซ้ายของร่างตี้วา เทียบได้กับอาณาเขตขนาดเท่าเล็บนิ้วของนางเท่านั้น” เจ้าลัทธิไม่จีรังเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

“ถ้าหากเรื่องนี้สำเร็จ พวกเราย่อมได้รับผลประโยชน์อย่างใหญ่หลวง แต่สหายน้อยจะไม่ได้กลับไปมือเปล่าแน่ ร่างจริงของตี้วาเกิดจากการรวมกลุ่มกันของแก่นพายุมิติเวลามากกว่าร้อยล้านปี ต่อให้เป็นเผ่าพันธุ์สัตว์โบราณ เผ่าตี้วาก็เป็นสัตว์โบราณระดับสูงจำนวนน้อยสุดขีดที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุด” พูดถึงตรงนี้ เจ้าลัทธิไม่จีรังก็ยิ้มพลางแบมือ ควันสีเหลืองเข้มสายหนึ่งวนเวียนอย่างช้าๆ อยู่กลางฝ่ามือ

ควันสายนั้นเหมือนกับมีชีวิต รวมตัวกันกลายเป็นรูปลักษณ์ของเจ้าแม่หนี่ว์วาที่มีหัวเป็นคนตัวเป็นงูตลอดเวลา

“นี่เป็นแก่นร่างจริงของตี้วาเพียงสายเดียว ขอมอบให้สหายน้อย แม้จะมีส่วนช่วยไม่มาก แต่ก็ลองลิ้มรสประสิทธิผลที่แท้จริงของสมบัติชิ้นนี้ดูได้” เจ้าลัทธิไม่จีรังกล่าวด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะโยนควันสีเหลืองเข้มสายนั้นมาถึงด้านหน้าลู่เซิ่งอย่างแม่นยำ

ลู่เซิ่งยื่นมือออกไปจับควันสีเหลืองไว้ในมือ หลังจากตรวจสอบสักเล็กน้อยก็พบว่าในนี้ไม่มีเล่ห์กลใดๆ เห็นได้อย่างชัดเจนว่า มีแค่พลังงานชนิดหนึ่งกำลังพลิกม้วนและดิ้นรนอยู่เท่านั้น

เขาอ้าปากสูดลม

ควันพลันหายเข้าไปในปากของเขา ก่อนจะหายสาบสูญไปตรงลำคอ

แทบจะเป็นในเวลาเดียวกัน ด้านในบ้านฟางบนภูเขาลึกแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างจากยอดเขากลางนภาออกมาหมื่นลี้ ร่างหลักของลู่เซิ่งลืมตาขึ้น ก่อนจะมองดูอินเตอร์เฟซดีปบลูที่ลอยอยู่ด้านหน้าอย่างตกตะลึง

‘เป็นแค่แก่นตี้วาเพียงสายเดียว แต่กลับ!?’

              .............................................
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ

ความคิดเห็น