681-685

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง ระบบโกงสกิล
บทที่ 681ถึง685
ณ ตำหนักฉิงอ๋อง

ฝนตกกระหน่ำ สายฝนที่รวมตัวกันหนาแน่นเหมือนกับเส้นด้ายนับไม่ถ้วน เทสาดใส่ในตำหนักฉิงอ๋องตามกระแสลม

ในตำหนักอ๋องมืดครึ้ม บางครั้งจะมีบางแห่งที่จุดโคมไฟ แต่โคมไฟล้วนหุ้มด้วยเปลือกสีดำสนิทอันแปลกประหลาด มีแต่ช่องบนและช่องล่างของโคมไฟเท่านั้นถึงจะมีแสงไฟสายหนึ่งสาดลอดออกมาอย่างเลือนราง

ประตูใหญ่ว่างเปล่าไร้ผู้คน แม้แต่องครักษ์เฝ้าประตูก็ไม่มี

ถนนรอบๆ ยิ่งเย็นเยียบ บางครั้งบางคราวเท่านั้นถึงจะมีคนผ่านทางสองสามคน แต่ต่างก้าวย่างอย่างรีบเร่ง ถึงขั้นมีคนวิ่งไปด้านหน้าอย่างไม่คิดชีวิตตอนที่เดินผ่านถนนเส้นนี้

เสี่ยวเจินที่สวมเสื้อคลุม ทับด้วยเสื้อกันฝนทำจากฟาง ค่อยๆ เดินไปถึงหน้าประตูใหญ่ของตำหนักฉิงอ๋อง

เขาพันผ้าหนาไว้บนใบหน้าและรอบลำคอ ปกปิดลักษณะภายนอกที่มีศีรษะเป็นกระเรียนขาวอันแปลกประหลาดของเขาได้พอดี

‘ที่นี่คือตำหนักฉิงอ๋องหรือ’ แม้เสี่ยวเจินจะเพิ่งเบิกสติปัญญาได้ไม่นาน แต่ก็มีความเป็นมาไม่ต้อยต่ำ เคยบินไปยังสถานที่หลากหลาย ผู้คนเรื่องราวที่ได้พบเห็นก็มีมากมาย ย่อมไม่ใช่คนไร้การศึกษา

มันรู้ดีว่าขุมกำลังที่ฉินอ๋องสักคนจะครอบครองได้มีความยิ่งใหญ่ขนาดไหน

กระนั้นตำหนักของฉินอ๋องที่อยู่ตรงหน้ากลับไม่มีการเฝ้าระวังอะไรเลย ทำให้ดูแปลกพิกล

ใคร่ครวญเล็กน้อย จากนั้นเขาก็อ้อมไปยังประตูข้างของตำหนักอ๋อง กระโดดอย่างแผ่วเบาไปยังกำแพงสูง ร่างลอยข้ามกำแพงอย่างแผ่วพลิ้ว ก่อนจะทิ้งตัวลงในสวนดอกไม้เล็กๆ ที่มีวัชพืชขึ้น

พวกคนรวยมักชอบสร้างสวนดอกไม้ที่มีดีแค่เอาไว้ชื่นชมแต่ไม่มีประโยชน์เท่าไหร่แบบนี้

เสี่ยวเจินส่ายหน้าน้อยๆ พร้อมกับเหลียวมองรอบๆ ยังคงไม่มีใครสักคนเดียว

‘แปลก’ เขาตั้งหลัก จากนั้นก็สาวเท้าเดินไปยังหอหลักของตำหนักอ๋อง

ไม่ใช่อ้อมไปอ้อมมาตามทางเดินบนระเบียง หากแต่กระโดดข้ามไปตรงๆ เวลาเจอกำแพงก็ข้ามกำแพง เดินเป็นเส้นตรงเข้าไป

ไม่นานนัก เสี่ยวเจินก็เข้ามาในชั้นที่สองของหอหลักที่อยู่ตรงกลางสุดของตำหนักอ๋อง แล้วเหินร่างเข้าไปตามชายคา

“ผู้ใด!?” อยู่ๆ ก็มีเสียงตวาดดังมาจากโถงใหญ่ชั้นสอง

มีเงาสีเทาพุ่งออกมาตะปบกรงเล็บใส่เสี่ยวเจินทันที

“มีคนกล้าบุกตำหนักฉิงอ๋องหรือนี่!? อยากตายนักหรือ!” เสียงแหลมประหลาดดังขึ้นกลางอากาศหลังจากเงาสีเทาพุ่งออกมา

เสี่ยวเจินตีลังกากลางอากาศ หลบหลีกการโผพุ่งของเงาสีเทาได้อย่างพิสดาร พร้อมกับตะปบกรงเล็บใส่ในแนวขวาง

ฟิ้ว!

เงาสีเทาฉีกขาดออกเป็นชิ้นๆ ในทันที หลังเสียงร้องก็กลายเป็นควันนับไม่ถ้วนแล้วสลายหายไป

เสี่ยวเจินกวาดตามอง สถานการณ์ในโถงใหญ่สะท้อนสู่คลองจักษุ

บนกำแพงรอบๆ ของโถงใหญ่แน่นขนัดด้วยชั้นวางของ ศีรษะมนุษย์ที่ลืมตาและยิ้มร่าหลายหัววางกองไว้เต็มบนชั้น

ไม่ว่ากวาดตามองไปตรงไหน แม้แต่เพดาน ก็ล้วนมีแต่ศีรษะมนุษย์นับไม่ถ้วน

ดูเหมือนศีรษะคนพวกนี้จะผ่านการจัดการมาแล้ว จึงไม่มีร่องรอยเน่าเปื่อยใดๆ

คนสวมอาภรณ์สีเทาหลายคนนั่งขัดสมาธิอยู่กลางโถงใหญ่ ประคองตำราอะไรสักอย่างไว้ในมือ ตอนนี้กำลังรีบลุกขึ้นแล้วมองมายังทิศทางที่เสี่ยวเจินบุกเข้ามา

“ฆ่ามัน!”

สองแขนของคนสวมอาภรณ์สีเทาสองคนกลายเป็นกึ่งโปร่งแสง จากนั้นก็ยืดยาวและใหญ่ขึ้นพร้อมกับพุ่งมาทางเสี่ยวเจิน

“พายุเงาสังหาร!” เสี่ยวเจินหมุนตัว เงากรงเล็บนับไม่ถ้วนระเบิดขึ้นรอบๆ ตัว พริบตาเดียวก็ฉีกแขนทั้งหมดที่เข้าใกล้เป็นชิ้นๆ

คนสวมอาภรณ์สีเทาหลายคนร้องโหยหวน กระจายตัวคิดหลบหนี แต่ก็ถูกเสี่ยวเจินไล่ตามไปจับไว้ ก่อนจะถูกหักคอตาย

ในอากาศไม่มีกลิ่นคาวเลือด ในศพของคนสวมอาภรณ์สีเทาที่ตายแล้วไม่มีเลือดสักหยด ไม่นานก็จางหายไป เหมือนไม่เคยปรากฏตัวมาก่อน

‘สถานที่แห่งนี้...’ เสี่ยวเจินขมวดคิ้ว

“นึกไม่ถึงว่าจะมีคนกล้าบุกตำหนักฉิงอ๋องของข้า” ร่างเงาคนอ้วนฉุร่างหนึ่งเดินเข้ามาจากปากบันไดตรงประตูทางเข้าโถงใหญ่

เป็นฉิงอ๋องเจ้าของสถานที่แห่งนี้เอง

เขายิ้มแย้มขณะใช้สายตาพิจารณาเสี่ยวเจินช้าๆ

“เจ้า...เป็นคนของตำหนักเยวี่ยอ๋องสินะ” เห็นได้ว่าเขามองความเป็นมาของเสี่ยวเจินออก พลังปีศาจที่รับสืบทอดมาสายนั้นเหมือนกับกระเรียนปีศาจที่อยู่ข้างตัวเยวี่ยอ๋องไม่มีผิด

“เสี่ยวเจิน คารวะฝ่าบาทฉิงอ๋อง” เสี่ยวเจินค่อยๆ โค้งตัวคารวะ

“เจ้าบุกตำหนักอ๋อง มีเป้าหมายอะไร ไหนลองบอกดู” เหมือนฉิงอ๋องจะไม่กลัวแม้แต่น้อยว่าเสี่ยวเจินจะลงมือกับเขาอย่างฉับพลัน

“นายของข้าสัมผัสของขวัญที่ท่านมอบให้ฝ่าบาทเยวี่ยอ๋องได้แล้ว เลยส่งข้ามามอบคืนให้แก่ท่าน” เสี่ยวเจินเอ่ยอย่างเคารพ

“หือ? มอบคืนหรือ” ฉิงอ๋องยิ้มกว้างกว่าเดิม “พวกเจ้าจะมอบคืนอย่างไร”

“อย่างเช่น...แบบนี้” เสี่ยวเจินพลันออกแรง ร่างพุ่งใส่ฉิงอ๋องดุจสายฟ้าฟาด

แต่เพิ่งจะเข้าใกล้ มันก็รู้สึกเหมือนกับตัวเองพุ่งเข้าไปในบึงเหนียวผืนหนึ่ง การเคลื่อนไหว พละกำลัง และความเร็วได้รับผลกระทบอย่างใหญ่หลวง

มันพยายามดิ้นรน แต่พลังปีศาจบนร่างกลับไม่มีผลแม้แต่น้อย เนื่องจากถูกของบางอย่างดูดกลืนอย่างรวดเร็ว

“เด็กน้อยผู้น่าสงสาร...” ไม่ทราบว่ามีมือกระบี่ตัวสูงใหญ่ที่ทั่วร่างเป็นสีดำสนิทสายหนึ่งโผล่มาด้านหลังฉิงอ๋องตั้งแต่เมื่อไหร่

เงาที่เหมือนกับโคลนสีดำจำนวนมากยืดขยายออกมาจากร่างของมือกระบี่ แล้วห่อหุ้มเสี่ยวเจินไว้เป็นชั้นๆ พริบตาเดียวก็ไม่เห็นอะไรอีก

ในโถงใหญ่เหลือแค่ก้อนโคลนสีดำที่กำลังเดือดพล่านเท่านั้น

“เป็นแค่ปีศาจตัวน้อย แต่กลับกล้าส่งมาตาย...” ฉิงอ๋องสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง ยังคงยิ้มประหลาดเหมือนเมื่อก่อนหน้า

“ฝ่าบาท...ให้ข้ากินมันได้หรือไม่” มือกระบี่เงาดำถามเบาๆ

“เจ้าอยากกินก็กินเถอะ อย่าลืมเก็บกวาดให้สะอาดด้วย” ฉิงอ๋องเอ่ยอย่างราบเรียบ

“เข้าใจแล้ว...ข้าน้อยจะต้องเก็บกวาดจนสะอาดแน่!” มือกระบี่เงาดำเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นพร้อมกับค่อยๆ เดินไปหาก้อนสีดำ

โผละ!

ทันใดนั้นกรงเล็บกระเรียนสายหนึ่งเจาะโคลนดำออกมา แล้วตะปบเข้าใส่ฉิงอ๋อง

แคว่ก!

โคลนดำมีมือสีดำนับไม่ถ้วนออกมาหมายจะจับกรงเล็บกระเรียนเอาไว้ แต่ก็ไร้ประโยชน์ เพราะพละกำลังต่างกันลิบลับ ไม่รอให้มือดำจับได้ ก็ถูกพลังมหาศาลฉีกทิ้งไปก่อน

เปรี้ยง!

เกิดเสียงดังกึกก้อง ฉิงอ๋องที่ตั้งตัวไม่ทันถูกกรงเล็บกระแทกใส่อย่างแรงจนกลิ้งไปชนเข้ากับกำแพงด้านข้างอย่างหนักหน่วง

ตอนนี้ก้อนโคลนสีดำฉีกขาดออกเหมือนกับเสื้อผ้า เผยให้เห็นเสี่ยวเจินที่ร่างกำลังขยายใหญ่ด้วยความเร็วสูง

เวลานี้ร่างกายที่เดิมทีสูงแค่สองหมี่ของมันขยายอย่างรวดเร็ว กล้ามเนื้อหลายส่วนสะท้อนแสงแวววาวเหมือนกับโลหะ

สองแขนเหมือนกับรัดพันไว้ด้วยลวดนับไม่ถ้วน เส้นเอ็นสีดำอมเทาหลายสายปูดโปน โถงใหญ่ที่มีขนาดเล็กๆ ใกล้จะรองรับร่างของมันไม่ได้แล้ว

เสี่ยวเจินเปลี่ยนจากร่างธรรมดาที่สูงสองหมี่กว่าๆ ไปถึงหกหมี่กว่าๆ ในเวลาแค่ไม่กี่อึดใจ!

โครม!

เกิดเสียงดังกระหึ่ม มันต่อยหมัดใส่มือกระบี่เงาดำที่พุ่งมาจนกระเด็นออกไป จากนั้นก็ฟาดเพดานของหอจนทลายลงอย่างง่ายดาย

ชั้นบนชั้นล่างถูกทะลวง ค่อยฝืนรองรับร่างมหึมาของมันในตอนนี้เอาไว้ได้

ท่ามกลางสายฝนอันมืดสนิท เศษอิฐเศษหินจำนวนมากกระจัดกระจายออกมาจากในสายฝน

ตูม!

ด้านในกลางหอหลักระเบิดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มือกระบี่เงาดำกระเด็นออกมาเหมือนกับกระสุนปืนใหญ่ แล้วฝังตัวเข้ากับพื้นดินของตำหนักอ๋อง เป็นเหตุให้กรวดหินดินทรายฟุ้งกระจายขึ้นมาเป็นกลุ่มใหญ่

เปรี้ยง! เปรี้ยง!

เสี่ยวเจินก้าวเดินเข้าไปหาฉิงอ๋องที่นอนอยู่บนพื้น ร่างอันมโหฬารทอดเงามืดสนิทไปปกคลุมอีกฝ่ายเอาไว้ แค่เสียงฝีเท้าแต่ละก้าวของมันก็ทำให้หอทั้งหอดังครืนครันได้แล้ว

“นายข้าฝากข้ามาทักทายท่าน ฝ่าบาทฉิงอ๋อง”

ฉิงอ๋องที่เลือดอาบศีรษะ ฝืนเงยหน้าขึ้นมองเงามหึมาตรงหน้าด้วยความตกตะลึง

ตูม!

เกิดเสียงดังกระหึ่ม

กำแพงทั้งหมดรอบๆ ชั้นสองของหอหลักถล่มทลายลงในพริบตา ยักษ์ที่เป็นเงามืดตนหนึ่งยื่นมือออกมาจากด้านหลังฉิงอ๋อง แล้วต้านรับหมัดที่เสี่ยวเจินต่อยลงมาเอาไว้

แรงสั่นสะเทือนอันน่ากลัวทำลายชั้นที่สองจนถล่ม

“ฆ่ามันๆ! ข้าต้องการถลกหนังมัน!” เสียงหวีดร้องอันคลุ้มคลั่งของฉิงอ๋องดังสะท้อนท่ามกลางเสียงกระหึ่ม

ยักษ์ในเงามืดกับเสี่ยวเจินลอยออกจากซากปรักหักพังพร้อมกัน แล้วทิ้งตัวลงบนตำหนักอ๋องอยางรุนแรง

ทั้งสองฝ่ายห้ำหั่นกันสุดกำลัง ยักษ์สูงห้าหมี่แต่มีพละกำลังแข็งแกร่งสุดขีด ส่วนเสี่ยวเจินสูงกว่าแต่พละกำลังกลับด้อยกว่าเท่าหนึ่ง เพียงแค่ได้เปรียบด้านความเร็วเท่านั้น

ทว่าในสถานการณ์ที่พละกำลังไม่แตกต่างกันมาก การได้เปรียบด้านความเร็วจึงกลายเป็นกุญแจสำคัญในการตัดสินผลแพ้ชนะไป

ทั้งสองฝ่ายแลกหมัดแลกเท้ากัน ทุกๆ ครั้งที่ปะทะกันจะเกิดเสียงระเบิดอันกึกก้องดังมา ตำหนักอ๋องทั้งตำหนักเกิดเสียงดังครืนครัน ทั่วทิศสั่นไหว แผ่นกระเบื้องและฝุ่นละอองบนชายคาจำนวนไม่น้อยโดนกระแทกให้ไหลลงมา

ไม่ถึงสิบกว่ากระบวนท่า ยักษ์ในเงามืดก็โดนต่อย ร่างกายโซเซก่อนจะล้มลงกับพื้น

เสี่ยวเจินคิดจะไล่ซ้ำ แต่ก็เหลือบเห็นยักษ์เงามืดอีกหลายตนซึ่งกำลังพุ่งมาจากที่ไกลด้วยความเร็วสูง ยักษ์พวกนี้มุดออกมาจากกำแพงและพื้นของตำหนักอ๋อง รวมตัวกลายเป็นรูปเป็นร่างอย่างรวดเร็ว ก่อนจะโถมตัวเข้าหามัน

“อย่างนั้น ไว้เจอกันวันหลัง” มันกระโดดขึ้นอย่างแผ่วเบา ร่างกายหดลงด้วยความเร็วสูง สองมือกลายเป็นปีกพร้อมกับโบกกระพือ จากนั้นก็วาดเส้นโค้งรอบหนึ่งแล้วทิ้งตัวลงด้านนอกตำหนักอ๋อง ก่อนจะพุ่งไปยังที่ไกลและหายไปโดยใช้เวลาไม่นาน

ฉิงอ๋องถูกคนประคองขึ้นจากพื้น เขามีสีหน้าเหี้ยมเกรียม

“บัดซบๆๆๆๆๆ!” เขาด่าทออย่างบ้าคลั่ง สีหน้าบิดเบี้ยว แทบจะไม่เหลือเค้าความสูงศักดิ์อ่อนโยนของคนเป็นฉินอ๋องในยามปกติ

“ตำหนักเยวี่ยอ๋อง!” เขากัดฟันและสบถด่าด้วยน้ำเสียงโมโห

“ฝ่าบาท...หว่าลาตายแล้วพ่ะย่ะค่ะ...” มือกระบี่เงามืดสายหนึ่งเข้ามาบอกเบาๆ

ฉิงอ๋องเดินไปถึงด้านหน้ายักษ์เงามืดที่สู้กับเสี่ยวเจิน ตอนนี้ยักษ์เงามืดที่สูงห้าหมี่หดฟีบลงอย่างรวดเร็ว เงามืดบนตัวกำลังกระจัดกระจายออก

ไม่นานนักร่างกายก็หดจากห้าหมี่เล็กลงถึงสามหมี่ สองหมี่ และหนึ่งหมี่...สุดท้ายก็ผอมโซกลายเป็นคนแคระเตี้ยต่ำที่สูงไม่ถึงครึ่งหมี่ด้วยซ้ำ

“เยวี่ยอ๋อง!” ฉิงอ๋องสีหน้าเหยเกถึงขีดสุด

“ฝ่าบาท...ต้องการแก้แค้นหรือไม่” มือกระบี่ที่อยู่ด้านข้างถามเบาๆ

“สวะ!” ฉิงอ่องตบหน้ามือกระบี่

ความสามารถที่แข็งแกร่งขึ้นได้อย่างกะทันหันนั้นพุ่งจากระดับปีศาจธรรมดาถึงระดับแม่ทัพปีศาจ นี่มันช่าง...

“นี่เป็นการหยั่งเชิง และเป็นการเตือน” ยักษ์เงามืดตนหนึ่งเอ่ยเสียงแผ่วต่ำ “ฝ่าบาท ทางตำหนักเยวี่ยอ๋องก็มีเลศนัยล้ำลึกเหมือนกันนะพ่ะย่ะค่ะ...”

“อย่าเพิ่งเคลื่อนไหววู่วาม รอคนส่วนใหญ่มาครบก่อน แล้วข้าจะฆ่าล้างตำหนักเยวี่ยอ๋องจนเหี้ยน!” ฉิงอ๋องเอ่ยเสียงเย็น

...

ลู่เซิ่งที่เปลี่ยนเครื่องแบบนักพรตแล้วนั่งอยู่บนชั้นสามของเหลาสุรา ค่อยๆ จิบสุราดอกหอมหมื่นลี้สูตรพิเศษของที่นี่

นอกหน้าต่างฝนตกกระหน่ำ เขาอยู่ในตำบลสารทสนธยาที่อยู่ห่างจากตำหนักฉิงอ๋องสิบกว่าลี้ ดื่มสุราไปพลางรอฟังข่าวไปพลาง

ครั้งนี้เติมพลังยุทธ์ห้าร้อยกว่าปีให้เสี่ยวเจิน กอปรกับนี่เป็นปราณจริงแท้คุณภาพสูงหลังจากการพัฒนา จึงยกระดับเสียวเจินไปถึงขั้นที่แม้แต่เขาก็ยังประเมินไม่ถูกในพริบตาเดียว

ดังนั้นการมาในครั้งนี้ เขาจึงมีความคิดที่จะสังเกตพลังที่แท้จริงของเสี่ยวเจินด้วย

ในเหลาสุรามีคนไม่มากนัก ยิ่งกว่านั้นชั้นสามยังมีแค่เจ้าหน้าที่ขุนนางกับพ่อค้าวาณิชนั่งกระจัดกระจายเนื่องจากสุราอาหารราคาแพง เขานั่งอยู่ที่มุมหนึ่งอย่างไม่สะดุดตา

“ท่านพ่อ ปฏิบัติการจบลงแล้ว ข้าได้รับบาดเจ็บ” อยู่ๆ เสียงหนึ่งก็ดังเข้าหูลู่เซิ่ง เป็นเสี่ยวเจินนั่นเอง

“สาหัสไหม”

“สาหัสเล็กน้อย จำเป็นต้องแยกรักษาตัวเป็นเวลาสองวัน แต่ข้าสังหารยอดฝีมือของพวกมันได้คนหนึ่ง”

“ลำบากแล้ว เจ้ากลับไปก่อน” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างราบเรียบ

“พ่ะย่ะค่ะ”

เสียงของเสี่ยวเจินหายไป

              .............................................
ลู่เซิ่งยืนขึ้นแล้วลงจากเหลาสุราหลังจากดื่มไปกาหนึ่ง แล้วเดินอยู่ด้านในตัวตำบลอย่างช้าๆ

เขาเตือนตำหนักฉิงอ๋องไปเรียบร้อยแล้ว ถือว่าบรรลุเป้าหมาย เดิมทีเขาไม่อยากจะเปิดศึกเต็มกำลังกับฉิงอ๋องในเวลานี้

เขาต้องการยืดเวลาต่อไปเรื่อยๆ เพื่อสั่งสมพลัง จึงให้เสี่ยวเจินไปแสดงพลังเพื่อป้องกันไม่ให้ฉิงอ๋องลอบลงมืออีกในช่วงเวลานี้เท่านั้น

‘ดูเหมือนทางตำหนักฉิงอ๋องจะมีดีอยู่บ้าง’ ลู่เซิ่งเดินไปตามชายคา บางครั้งมีฝนสาดมาจากด้านข้าง แต่เขาไม่สนใจ

ตรงตรอกด้านหน้า หญิงสาวที่มัดผมหางม้าคนหนึ่งกำลังลากน้องชายมานั่งลงเพื่อจัดเสื้อให้อย่างระมัดระวัง

ด้านในร้านค้าเทียนไขทางขวามือ พนักงานใช้มีดปาดเทียนไขหลายแท่งจนกลมมน จากนั้นก็ใช้กระดาษชนิดพิเศษขัดจนเรียบ

มีเสียงไอของคนแก่ดังออกมาเบาๆ จากที่อยู่อาศัยไม่ไกลออกไป

หญิงสาวแต่งตัวสดใสสองคนที่ถือกระเป๋าสำหรับซื้อเสื้อผ้า เดินเฉียดร่างลู่เซิ่งไปด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

รถม้าที่เก่าอยู่บ้างคันหนึ่งขับมาจากอีกฝั่งของถนน มองเห็นผ่านผ้าม่านได้อย่างเลือนรางว่า มีบัณฑิตคนหนึ่งกำลังคุยกับโฉมสะคราญที่ท้องโตคนหนึ่งอย่างอบอุ่น

ลู่เซิ่งหยีตาพร้อมกับเดินไปด้านหน้า คิดจะออกจากเมืองแล้วกลับตำหนักอ๋องทันที

อยู่ๆ ก็มีเสียงโหยไห้ดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน

คนแก่ในที่อยู่อาศัยกระอักกระไอหนักไม่ถึงเจ็ดแปดครั้ง จากนั้นก็ไม่มีเสียงอะไรอีก

เสียงร้องไห้ของเหล่าคนหนุ่มสาวดังขึ้น แทรกด้วยเสียงสะอึ้นของเด็ก

‘นี่มัน...!?’ ลู่เซิ่งพลันชะงักฝีเท้า เขาสัมผัสได้ถึงวิญญาณของคนแก่ที่กำลังสลายอย่างรวดเร็วทะลุที่อยู่อาศัย

ในยามกลางวันแสกๆ วิญญาณที่ไม่มีความยึดติด สลายไปอย่างรวดเร็วหลังเพิ่งจะออกจากร่าง

วิญญาณของคนแก่หายไปในไม่กี่อึดใจ

ลู่เซิ่งสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง เขาย่อมเคยพบเห็นเรื่องราวแบบนี้มามากมาย คนที่อยู่ในต้าอินเหมือนตกนรกทั้งเป็น เพราะมักเกิดเรื่องราวจากเป็นจากตายแบบนี้อยู่เสมอ

ทว่าครั้งนี้ไม่เหมือนกัน

จิตวิญญาณของเขาสัมผัสวิญญาณของคนแก่ที่สลายหายไปได้อย่างชัดเจน

ทว่าพริบตาเดียว แทบจะเป็นพริบตาเดียวที่วิญญาณคนแก่หายไป

คลื่นวิญญาณดวงใหม่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นในท้องของหญิงตั้งครรภ์ท้องโตที่อยู่ในรถม้าด้านข้าง

ลู่เซิ่งหยุดนิ่งอยู่กับที่ มองดูที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นสถานที่ที่คนแก่ลาโลกไป จากนั้นก็มองส่งรถม้าที่ค่อยๆ จากไปไกล

เขาจุติไปยังโลกใบใหม่ๆ มานับครั้งไม่ถ้วน และเคยผ่านความเป็นความตายมาก่อน แต่กลับไม่ได้ชัดเจนและสั่นสะเทือนเท่าตอนนี้

เงียบงันสักพัก เขาก็เร่งความเร็วเดินไปยังที่อยู่ของคนแก่ แล้วมองผ่านหน้าต่างเข้าไปด้านใน

ลูกหลานหลายคนคุกเข่าร่ำไห้อยู่หน้าเตียงคนแก่ ร้องไห้ปานใจจะขาดจริงๆ

ลู่เซิ่งชมดูอยู่สักพัก ก่อนจะหมุนตัวจากมาทันที

...

เวลาค่อยๆ เคลื่อนคล้อย เวลาหนึ่งปีผ่านไปในพริบตา

ถ้ำราชากระเรียนขยับขยายอย่างบ้าคลั่ง ยึดครองอาณาเขตมากกว่าพันลี้รอบๆ โดยใช้เวลาแค่หนึ่งปี สำนักและพรรคเล็กๆ ทั้งหมด รวมถึงปีศาจน้อยที่เร่ร่อนหลายกลุ่ม ที่ถูกสยบก็ถูกสยบ ที่ถูกขับไล่ก็ถูกขับไล่ ที่ถูกสังหารก็ถูกสังหาร

วัตถุโบราณสำหรับบูชาจำนวนมากรวมกันอยู่ในถ้ำราชากระเรียน ลู่เซิ่งกลับไม่ได้ตั้งหลักอยู่ในถ้ำ

และเขาก็ไม่ได้กลับตำหนักอ๋องเช่นกัน เพียงแค่เสริมพลังให้แก่กระเรียนปีศาจสิบสองตน ยกระดับกระเรียนปีศาจทั้งหมดไปถึงระดับเดียวกับเสี่ยวเจินโดยใช้ปราณจริงแท้ชนิดใหม่ พร้อมกับเติมปราณจริงแท้ชนิดใหม่เข้าไปให้เจ้าสนขาวที่กำลังฟักตัวอยู่ด้วย

หลังจากเตรียมงานต่างๆ เสร็จ เขาก็ออกจากสำนักกระเรียนพิสุทธิ์และตำหนักอ๋อง ออกเดินทางโดยทิ้งจดหมายไว้สองฉบับ

หลังจากวันที่เกิดความสะเทือนใจในตำบลเล็กๆ เขาก็บรรลุอะไรบางอย่าง ชายหนุ่มเข้าใจแล้วว่าวาสนาของตนมาถึงแล้ว

ดังนั้นจึงละทิ้งภารกิจทั้งหมด แล้วเดินทางไปทั่วทุกแห่งหน

เมื่อมีการสนับสนุนจากถ้ำราชากระเรียน ตำหนักเยวี่ยอ๋องก็ปลอดภัยชั่วคราว เวลาเจออุปสรรคอะไร ถ้ำราชากระเรียนก็จะส่งกระเรียนปีศาจไปลงมือ ต่างจัดการได้อย่างหมดจด

เหล่ากระเรียนปีศาจในระดับแม่ทัพปีศาจแพร่พลังปีศาจของตนใส่กระเรียนขาวธรรมดาๆ เพื่อทำให้พวกมันกลายเป็นพรายอย่างรวดเร็ว

พรายคือสิ่งมีชีวิตธรรมดาๆ ที่เกิดจากพลังปีศาจ แข็งแกร่งกว่าสิ่งมีชีวิตทั่วไป ถือเป็นระดับต่ำสุดของปีศาจธรรมดา

เมื่อพรายมีจำนวนเพิ่มขึ้น และต่างก็ใช้ชื่อของสำนักกระเรียนพิสุทธิ์ ขุมกำลังของสำนักกระเรียนพิสุทธิ์จึงขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนกับก้อนหิมะกลิ้ง

ผู้คนเริ่มหวาดเกรงขุมกำลังของตำหนักเยวี่ยอ๋อง แม่ทัพปีศาจที่หลินฮองเฮาส่งมา เดินอยู่ใกล้ๆ ตำหนักอ๋องแค่รอบหนึ่ง แต่ดันได้รับบาดเจ็บสาหัสกลับไป จากนั้นก็ไม่มีใครกล้ามากระตุกหนวดเสืออีก

เยวี่ยอ๋องค่อยๆ มีตำแหน่งเพิ่มขึ้นในท้องพระโรง จนกลายเป็นฟานอ๋อง[1]ที่ไม่มีใครกล้ายุ่งเหมือนกับฉิงอ๋อง

เพียงแต่สิ่งที่ทำให้คนไม่เข้าใจคือ ก่อนหน้านี้ฉิงอ๋องกับเยวี่ยอ๋องยังสนิทสนมกลมเกลียวกันดี แต่หลังจากยอ๋องแข็งแกร่งขึ้น ตำหนักอ๋องทั้งสองแห่งก็กลายเป็นน้ำกับไฟ ฉินอ๋องทั้งสองแก่งแย่งชิงดีกันชนิดไม่มีใครยอมใคร

ลู่เซิ่งไม่สนใจเรื่องเหล่านี้ ด้วยตั้งใจจะคว้าจับความเข้าใจเล็กน้อยนั้นไว้ให้ได้ หลังออกจากอาณาเขตของตำหนักเยวี่ยอ๋องแล้ว เขาก็เดินทางไปยังเมืองต่างๆ อย่างไร้จุดหมาย

เขาไม่ได้ไปรวบรวมพลังอาวรณ์ แต่เพียงคอยสังเกตความสุขความทุกข์และการพัดพรากแยกจากของคนรอบตัวอยู่ท่ามกลางฝูงชนเท่านั้น

จิตวิญญาณขอบเขตลวงก้มมองดูการเกิด แก่ เจ็บ ตายของสิ่งมีชีวิตที่อยู่รอบๆ จากที่สูง

ทว่าไม่รู้เพราะอะไร ลู่เซิ่งยังคงรู้สึกว่าตนขาดของที่สำคัญมากไปอย่างหนึ่ง

พริบตาเดียวก็ผ่านไปอีกสามปี

ถ้ำราชากระเรียนแข็งแกร่งมากขึ้น เป็นเหตุให้สำนักกระเรียนพิสุทธิ์ยิ่งใหญ่ไร้ผู้ใดเทียบเคียง

เยวี่ยอ๋องนำทัพใหญ่ไปปราบชนต่างเผ่าสองครั้ง ทุกๆ ครั้งที่ใกล้พ่ายแพ้ ถ้ำราชากระเรียนจะลงมือจนเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดีได้

ขุนพลของทัพศัตรูตายลงอย่างน่าประหลาด ถึงขั้นที่แม่ทัพระดับสูงทั้งหมดในทัพถูกลอบสังหารอย่างต่อเนื่องจนกองทัพพ่ายไปเองโดยยังไม่ทันได้สู้

ซีหยา สารทฤดู ปีที่ 8442

ขุนศึกเทพ เยวี่ยอ๋อง และหลิงอ๋องรับสมัครกองทัพในประเทศภายใต้อาณัติ รับชนต่างเผ่าเข้ากองทัพจนมีขนาดเจ็ดสิบหมื่น หากประกาศว่าเป็นทัพใหญ่จำนวนแปดสิบหมื่น จากนั้นก็เปิดศึกซึ่งหน้ากับทัพคุณธรรมสามเหมยที่ใหญ่ที่สุดบนทุ่งราบใบไม้เหลือง

ทัพคุณธรรมสามเหมยมีขนาดสามสิบหมื่นแต่ประกาศว่ามีขนาดห้าสิบหมื่น ในนี้มียอดมนุษย์อยู่เป็นจำนวนมาก เข่นฆ่ากับทัพใหญ่ประจำราชสำนักเป็นเวลาสี่เดือนกว่าๆ เกิดการต่อสู้ขนาดเล็กน้อยใหญ่สิบกว่าครั้ง

สุดท้ายทัพคุณธรรมก็พ่ายแพ้ แต่ว่าทัพราชสำนักเสียหายอย่างสาหัสเช่นกัน ทัพใหญ่เจ็ดสิบหมื่นเหลืออยู่แค่สามสิบหมื่น แทบจะล่มสลาย

สำนักตำหนักม่วงที่อยู่เบื้องหลังขุนศึกเทพ เขาเชือกนิลที่อยู่เบื้องหลังหลิงอ๋อง รวมถึงถ้ำราชากระเรียนที่อยู่ด้านหลังตำหนักเยวี่ยอ๋อง สามขุมกำลังใหญ่กลายเป็นผู้กำหนดชะตาราชวงศ์

ว่ากันว่าประมุขถ้ำที่ร่ำลือกันมานานของถ้ำราชากระเรียนปรากฏตัวในศึกใหญ่เช่นกัน เหมือนว่าจะเป็นจอมปีศาจที่บรรลุถึงระดับราชาปีศาจแล้ว

จอมปีศาจบอกว่าตัวเองชื่อสนขาว แม่ทัพปีศาจสิบสองตนใต้การปกครองมีพลังเหี้ยมหาญ

พึงทราบว่าการที่ขุมกำลังเผ่าปีศาจธรรมดามีระดับภูตปีศาจได้ก็ถือเป็นเผ่าที่แข็งแกร่งแล้ว หากมีแม่ทัพปีศาจตนหนึ่ง ก็สามารถยึดครองภูเขาและตั้งตัวเป็นใหญ่ได้

แต่ราชาปีศาจตนหนึ่งน่ะหรือ

นี่คือจอมราชันที่สามารถนำพาภัยพิบัติมาให้ประเทศชาติได้

ราชาปีศาจทุกตนมีอิทธิฤทธิ์พรสวรรค์ร้ายกาจของตัวเอง ต่อให้จะเป็นนักพรตจากสำนักเต๋าที่มีพลังฝึกปรือสูงกว่าพวกมันหนึ่งระดับ แต่ก็ไม่อยากไปหาเรื่องราชาปีศาจพวกนี้เข้า

เกิดว่าเจออิทธิฤทธิ์ของเผ่าปีศาจที่ไม่สมเหตุสมผลซึ่งทำลายจิตวิญญาณของท่านได้ตรงๆ โดยไม่สนใจว่าท่านมีพลังฝึกปรือเท่าไหร่เข้า เช่นนั้นก็ไม่ทราบว่าจะไปร้องไห้กับใครแล้ว

บางทีอาจจะมีแค่สำนักวสันต์สารทกับลัทธิไม่จีรังในเรื่องเล่าเท่านั้นถึงจะมีพลังระดับนี้ได้

หลังศึกใหญ่จบลง อำนาจของราชวงศ์ซีหยาก็ตกลงอย่างใหญ่หลวง แต่ยังดีที่ประคับประคองต่อไปได้ สามารถสะกดการก่อกบฏจากทุกที่ได้ชั่วคราว อาณาจักรกลับมาสงบสุขอีกครั้ง

กระนั้นทุกคนต่างดูออกว่า ราชวงศ์ซีหยาในเวลานี้เป็นอาทิตย์ใกล้สิ้นแสงแล้ว ถ้าหากเกิดความปั่นป่วนอีกเล็กน้อย ก็จะไม่มีแรงพลิกฟื้นเหลืออยู่อีกอย่างแท้จริง

...

สิบปีต่อมา...

ทะเลตะวันตก ตำบลเสาค้ำ

สิบปีก่อนอยู่ๆ ก็มีหมอสมุนไพรพเนจรคนหนึ่งมาถึงตำบล ตัวหมอสมุนไพรได้ช่วยเหลือลูกคนเล็กของขุนนางนอกสวีในตัวตำบลระหว่างผ่านทาง จึงได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากขุนนางนอกสวี และเปิดโรงรักษาขนาดเล็กขึ้นในตำบล

หมอสมุนไพรที่ดูมีอายุอยู่ในช่วงต้นยี่สิบผู้นั้นบอกว่าตัวเองแซ่ลู่ แม้จะยังอายุไม่มาก แต่ขอแค่เป็นคนที่ไปให้เขาตรวจโรคเขาล้วนปฏิบัติด้วยท่าทีเป็นมิตรทั้งยังละเอียดเป็นพิเศษ

แต่ว่าก็เหมือนกับที่ทุกคนคิด หมอสมุนไพรลู่ผู้นี้มีวิชาแพทย์ธรรมดา แม้จะไม่มีปัญหากับโรคเล็กๆ น้อยๆ แต่ถ้าเป็นโรคร้ายแรง เขาจะส่งต่อไปยังโรงรักษาแห่งอื่น ไม่กล้าลงมือเอง

เป็นเพราะเขาเก็บค่ารักษาถูก ทุกคนเลยยอมไปหาเขา

พริบตาเดียวก็ผ่านไปสิบปี ใบหน้าของหมอสมุนไพรลู่เริ่มปรากฏเค้าอิดโรย พวกคนแก่ที่มักจะไปหาเขาเริ่มเดินไม่ไหวบ้างแล้ว

แต่ว่าหมอสมุนไพรลู่ผู้นี้ยังคงต้อนรับผู้ป่วยทุกคนอย่างตั้งใจในโรงรักษาแห่งนี้เหมือนเดิม

“ท่านอาลู่ๆ! รีบมาดูกังหันในมือข้าเร็ว!”

เด็กผู้หญิงมัดผมหางม้าสองข้างวิ่งเข้ามาในโรงรักษา นางเพิ่งสามขวบ เป็นบุตรีคนเล็กของขุนนางนอกสวี ชื่อว่าสวีจื่อจวิน

สวีจื่อจวินมีนิสัยซุกซนน่ารักและชอบเอาอกเอาใจคนโดยธรรมชาติ แต่นางกลับชอบมาเล่นที่โรงรักษาของลู่เซิ่งเป็นพิเศษ

ความจริงไม่ใช่แค่นางเท่านั้น มีเด็กจำนวนไม่น้อยในตัวตำบลชอบมาเที่ยวเล่นที่นี่เช่นกัน

สาเหตุเป็นเพราะลู่เซิ่งวางรูปสลักหินขนาดต่างๆ ไว้ในเรือนด้านหลังเป็นจำนวนมาก รูปเหล่านี้บ้างก็เป็นคน บ้างก็เป็นสัตว์ มีทวิชาติจตุบาท มีแมลงและมัจฉา มีเกือบทุกสิ่งทุกอย่าง

ลู่เซิ่งเพียงแต่ใช้สิ่งเหล่านี้เป็นอุปกรณ์สำหรับบันทึกจุดลมปราณและเส้นลมปราณในด้านการแพทย์ของตัวเองเท่านั้น นึกไม่ถึงว่าจะทำให้เด็กๆ มากมายชอบใจ

ลู่เซิ่งที่นั่งอยู่หลังโต๊ะยาวเห็นสวีจื่อจวินที่สวมชุดนวมตัวหนาแล้วเช่นกัน

“เหตุใดวันนี้มาเช้านักเล่าเสี่ยวจวิน” เขายื่นมือไปลูบศีรษะของสวีจื่อจวิน

“ข้าทำเองกับมือเลยนะ” สวีจื่อจิ่นตอบเสียงอ้อแอ้ จากนั้นนางก็มองกังหันกระดาษสีแดงในมือพร้อมกับยื่นให้ลู่เซิ่ง

“เอาให้ท่านอาเจ้าค่ะ”

“ให้อา ให้อาจริงๆ หรือ” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างแปลกใจ การที่เด็กที่ยังอายุน้อยแบบนี้ใจกว้างได้ขนาดนี้ถือว่าหายากแล้ว

“เจ้าค่ะ” เสี่ยวจินพยักหน้าอย่างจริงจัง “วันนี้ข้าไม่ใช่คนที่เด็กที่สุดแล้วนะ ท่านแม่เกิดน้องชายให้ข้าแล้ว”

“จริงหรือ” ลู่เซิ่งประหลาดใจ ขุนนางนอกสวีลูกดกจริงๆ

“อีกเดี๋ยวพวกเขาจะอุ้มมาให้ท่านอาดูแล้วเจ้าค่ะ” เสี่ยวจวินพยักหน้า

ลู่เซิ่งยังคิดจะถาม แต่ก็เงยหน้าขึ้นเห็นรถเทียมวัวคันหนึ่งค่อยๆ จอดลงหน้าประตูพอดี

บุรุษวัยกลางคนสวมอาภรณ์แดงคนหนึ่งประคองโฉมสะคราญร่างสะโอดสะโองเอาไว้ โฉมสะคราญอุ้มทารกน้อยที่เพิ่งเกิดได้ไม่นานเอาไว้ในอ้อมอก

เสียงร้องของทารกเพิ่มชีวิตชีวาให้แก่โรงรักษาหลายส่วน

“ท่านหมอลู่รีบมาดูเร็ว ฮ่าๆๆๆ! ตระกูลสวีของข้าได้ลูกชายเพิ่มแล้ว ท่านช่วยแต้มยันต์วิญญาณจากวิชาธูปควันของท่านให้ที” บุรุษคือคนใจบุญที่มีชื่อเสียงในตัวตำบล สวีชางขุนนางนอกสวี

ลู่เซิ่งรีบลุกไปต้อนรับ

การแต้มยันต์วิญญาณเป็นประเพณีท้องถิ่นของที่นี่ ทารกที่เพิ่งคลอดจะมีหมอสมุนไพรที่ได้รับความเชื่อใจแต้มชาดให้บนหู เพื่อขอให้โชคดีมีสุขตามประเพณี

              .............................................

[1] ฟานอ๋อง หมายถึง อ๋องที่ปกครองดินแดนแห่งหนึ่งใต้อาณัติของฮ่องเต้ เป็นขุนนางระดับสูงสุดที่ไม่ได้ประกาศแยกตัวไปปกครองตัวเองเท่านั้น
ลู่เซิ่งเข้าไปมองดูทารกใกล้ๆ

ทารกที่ผ่ายผอมและตัวเล็กร้องไห้จนหน้าดวงเล็กๆ แดงก่ำ แต่พอเขาเข้าใกล้ ทารกสงบลงอย่างรวดเร็ว แก้มที่ยับย่นเผยรอยยิ้มอ่อนหวาน

“ชื่ออะไรหรือ”

“จื้อเฉวียน (สมบูรณ์) สวีจื้อเฉวียน หวังว่าวันหน้าเขาจะมีชีวิตสมบูรณ์พูนสุข” โฉมสะคราญตอบเสียงอ่อน

“เจ้าเอากังหันนี้ไป” เสี่ยวจวินที่อยู่ด้านข้างไม่ทราบควักกังหันสีฟ้าอันน้อยออกมาจากไหน ก่อนจะส่งให้เด็กทารกในอ้อมอกโฉมสะคราญ

โฉมสะคราญยิ้มพลางรับกังหันมา ลูบผมของเสี่ยวจวิน

ลู่เซิ่งเตรียมตัวเล็กน้อย จากนั้นก็ใช้พู่กันแต้มสีชาดจุดหนึ่งบนหูซ้ายของทารกอย่างเป็นงานเป็นการ

“ขอให้วันหน้าเจ้ามีความสุขและสุขภาพแข็งแรง” เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

“ขอบคุณท่านหมอ!” ขุนนางนอกสวียิ้มพร้อมกับทิ้งเงินก้อนใหญ่เอาไว้

วุ่นวายกันอยู่สักพัก หลังจากคนของตระกูลสวีจากไป ลู่เซิ่งก็เก็บกวาดข้าวของ เนื่องจากเห็นว่าดึกแล้ว ครั้นจัดการคนป่วยสองสามคนที่เหลือเสร็จก็ปิดประตูโรงรักษาทันที

ขณะกำลังจะดับตะเกียง กลับหันไปเห็นกังหันอันเล็กสีแดงที่วางอยู่บนโต๊ะเข้า

เขายื่นมือไปหยิบกังหันขึ้นมาเป่าเบาๆ กังหันค่อยๆ หมุนตามกระแสลม

ครุ่นคิดเล็กน้อย ลู่เซิ่งเสียบมันเข้าไปบนมุมตู้เก็บสมุนไพรที่อยู่ด้านข้างเพื่อใช้เป็นของประดับ

...

ห้าปีผ่านไปในพริบตา...

สวีจื่อจวินที่สูงเท่าครึ่งคนจูงเด็กน้อยที่เตี้ยกว่านางช่วงตัวหนึ่งวิ่งไปวิ่งมาในเรือนด้านหลังของโรงรักษา ทั้งยังถือกังหันสีฟ้าที่หมุนต้านลมไว้ด้วย

ลู่เซิ่งนั่งตรวจโรคให้คนอย่างระมัดระวังอยู่ในโรงรักษา เขาแทบจะลืมเป้าหมายทั้งหมดในตอนแรกของตนแล้ว เพียงทำตัวเป็นหมอธรรมดาๆ ช่วยชีวิตรักษาโรคอยู่ที่ตำบลแห่งนี้เท่านั้น

ไม่มีมารสวรรค์จุติ ไม่มีซื่อจื่อของฉินอ๋อง ที่นี่มีแค่หมอคนหนึ่งเท่านั้น

ลู่เซิ่งซึ่งคอยฟังเสียงตะโกนที่ดังมาจากเรือนด้านหลังตลอดเวลาส่งเทียบยาในมือให้คนไข้ มุมปากอมยิ้มอย่างไม่รู้ตัว

“ขอบคุณท่านหมอลู่มาก” คนไข้ขอบอกขอบใจพร้อมกับรับเทียบยามา ก่อนจะลุกขึ้นจากไป

ลู่เซิ่งมองท้องฟ้า แล้วลุกขึ้นไปเรียกเด็กๆ กลับบ้าน

...

“ท่านอาลู่ ไม่ได้มาหาท่านนานแล้ว น่าจะหลายเดือนแล้วกระมัง”

ท่ามกลางแสงอาทิตย์งดงาม เด็กสาวที่ดูดีคนหนึ่งกางร่มเดินเข้าโรงรักษามาพร้อมกับข้ารับใช้สองคน

ลู่เซิ่งเงยหน้ามอง

“จื่อจวินเหรอ” ในน้ำเสียงของเขาแฝงความประหลาดใจยินดี

พริบตาเดียวก็ผ่านไปอีกแปดปี

ในแปดปีนี้ สวีจื่อจวินเติบโตจากเด็กผู้หญิงจนถึงวัยที่ควรออกเรือนแล้ว

“ท่านอา เกรงว่าต่อจากนี้จื่อจวินจะมาเยี่ยมท่านบ่อยๆ ไม่ได้แล้ว ท่านจะต้องถนอมร่างกายด้วยนะ” สวีจื่อจวินกล่าวอย่างอาลัยอาวรณ์

“เป็นตระกูลจงนอกเมืองหรือ” ลู่เซิ่งได้ยินข่าวมาเช่นกัน “ข้าเห็นเด็กน้อยนั่นโตมา นิสัยซื่อสัตย์ พวกเจ้าจะต้องมีความสุขแน่” เขายิ้มและส่งของขวัญที่เตรียมไว้แล้วให้ไป

“นี่เป็นของตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ ที่เจ้าอุตส่าห์เรียกข้าว่าอามาหลายปี รับไว้เถอะ”

สวีจื่อจวินรับของขวัญมา นำกล่องใบเล็กๆ ออกมาจากมือข้ารับใช้เช่นกัน

“นี่คือของขวัญที่จื่อจวินมอบให้ท่านอา หลายปีมานี้ ขอบคุณท่านที่คอยดูแลนะเจ้าคะ...” พูดถึงตรงนี้ ขอบตานางก็แดงเล็กน้อย

ลู่เซิ่งตอนนี้ดูเหมือนคนอายุสี่สิบปีแล้ว แก่อยู่บ้าง หางตามีรอยย่นเล็กน้อย ไม่ได้หล่อเหลาสดใสเหมือนตอนยังหนุ่มอีกแล้ว

“วางใจเถอะ ที่นี่อยู่ไม่ไกล ถ้าอยากมาก็พาเด็กน้อยนั่นมานั่งเล่นที่นี่ก็ได้” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างอ่อนโยน

หลังรับกล่องของขวัญของสวีจื่อจวินมา ลู่เซิ่งก็ปลอบนางอีกหลายประโยค สองคนคุยกันสักพัก จากนั้นสวีจื่อจวินต้องลุกขึ้นจากไป นางเป็นสาวแล้ว ทั้งยังจะออกเรือนไปเป็นภรรยาให้คนอื่น ไม่อาจอยู่ในชายคาของบุรุษได้นานๆ

มองตามจนสวีจื่อจวินจากไปแล้ว ลู่เซิ่งก็นั่งลงใหม่พร้อมกับถอนใจเฮือกหนึ่ง

ตอนนี้เด็กน้อยที่ตนเห็นตั้งแต่อ้อนแต่ออกถึงวัยที่ควรออกเรือนแล้ว

เคร้งๆๆ!

อยู่ๆ ก็มีเสียงเคาะฆ้องดังมาจากนอกประตู และยังมีคนตะโกนด้วย

เขาเร่งฝีเท้าออกจากโรงรักษา เห็นคนจำนวนมากมุงอยู่รอบถนนอย่างคึกคัก เหมือนกับมีคนเป็นขุนนางผ่านมา กำลังจะเดินทางไกล

“นายผู้เฒ่าตระกูลสวีสุดยอดจริงๆ! ตำบลเล็กๆ ของพวกเรามีนายผู้เฒ่าตรวจการกับเขาบ้างแล้ว!”

“ผู้ตรวจการเป็นขุนนางใหญ่ที่ดูแลแผงร้านค้าของตำบลสามตำบลใกล้ๆ พวกเรา! ต่อจากนี้ตำแหน่งของตระกูลสวีจะต้องรุ่งเรืองอย่างแน่นอน”

“นั่นน่ะสิ”

ขณะฟังเสียงสนทนากระซิบกระซาบจากรอบๆ ลู่เซิ่งก็มองตามจนคนกลุ่มนั้นจากไป ก่อนจะหมุนตัวกลับโรงรักษา

จากนั้นเขานั่งลง เปิดกล่องของขวัญนั้นเบาๆ

กล่องของขวัญมีสองชั้น ชั้นแรกคือหญ้าหอยครามสีแดงเข้ม สมุนไพรราคาแพงและมีชื่อเสียงชนิดนี้เป็นสมุนไพรที่เขาเคยพูดถึงอยู่บ่อยๆ นึกไม่ถึงว่าจื่อจวินจะจดจำมาโดยตลอด

เขายิ้มเล็กน้อย แล้วเปิดชั้นที่สองอย่างระมัดระวัง

กังหันเล็กสีแดงใหม่เอี่ยมอันหนึ่งนอนสงบอยู่ด้านใน รอบๆ กังหันใช้แท่งไม้เล็กๆ ตรึงเอาไว้ งานทำมือประณีตถึงขีดสุด

ลู่เซิ่งอดหัวเราะอย่างประหลาดใจไม่ได้ เป่าครั้งหนึ่งพร้อมกับมองกังหันหมุนด้วยความเร็วสูง ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเอามันไปเสียบไว้ตรงมุมหนึ่งของตู้สมุนไพร เรียงไว้ข้างกังหันที่ได้รับตอนเสี่ยวจื่อจวินยังเด็ก

ลมอ่อนๆ พัดเข้ามา กังหันสองอันหนึ่งช้าหนึ่งเร็ว หนึ่งเก่าหนึ่งใหม่

...

ครืน

ฟ้าผ่า ฟ้าแลบ ฝนเทกระหน่ำ

ลู่เซิ่งเพิ่งจะปิดประตูโรงรักษา อยู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูเร่งร้อนดังมา

โครมๆๆ!

“ใครกัน” ลู่เซิ่งงุนงง ก่อนจะรีบหมุนตัวเดินกลับถึงหน้าประตู

“ข้าเอง! ท่านอา ข้าจื่อจวิน!” เสียงสตรีที่คุ้นเคยดังเข้ามาอย่างน่าเวทนา

ลู่เซิ่งงงัน ทุบเอวทุบหลังที่ปวดอยู่บ้างของตัวเอง แล้วรีบเปิดประตูไม้ใหม่

สวีจื่อจวินเดินเข้ามาด้วยสีหน้าซีดเผือด เพิ่งจะเข้ามา น้ำตาก็ไหลพรากไม่หยุด จากนั้นล้มลงกับพื้นพร้อมกับร่ำไห้

“ท่านอา...สามีข้า...สามีข้าเขา...” สวีจื่อจวินหน้าเปียกชุ่มโชก แยกไม่ออกว่าเป็นน้ำตาหรือว่าน้ำฝน

ครืน

เสียงสายฟ้าฟาดดังมา

ลู่เซิ่งรีบเข้าไปประคองนาง ข้ารับใช้ของจวนสวียังยืนอยู่นอกประตู ไม่ได้เข้ามาด้วย

“เกิดอะไรขึ้นกันแน่”

“ท่านอา...สามีข้า...เขา...เขาเคยบอกว่า...จะเดินไปพร้อมกันกับข้า...เขาบอกแบบนั้น...” สวีจื่อจวินสะอื้นจนพูดไม่ชัด

สามีของสวีจื่อจวิน เด็กอ้วนที่ซื่อสัตย์คนนั้น เจอคนชั่วช้าในตอนที่ออกตรวจตราในที่ว่าการ ร่างโดนแทงหลายแผล ตายโดยที่รักษาไม่ได้

ลู่เซิ่งไม่รู้จะตอบอะไรดี ได้แต่ปล่อยให้สวีจื่อจวินร่ำไห้อย่างเจ็บปวดอยู่ตรงนี้เพื่อระบายอารมณ์ที่อดกลั้นมาเนิ่นนาน

หลายปีก่อน นายผู้เฒ่าของตระกูลสวีลาโลกไปแล้ว ตอนนี้สามีของสวีจื่อจวินยังมาจากไปด้วย เสาค้ำยันที่มีหน้าที่ในที่ว่าการสองคนของบ้านล้มลง สถานการณ์ที่ตระกูลสวีเผชิญยากลำบากถึงขีดสุดทันที

สวีจื่อจวินมาเร็วและจากไปเร็ว หลังจากร้องไห้อยู่สักพัก ก็รีบร้อนพาคนจากไป

ตอนนี้ตระกูลสวีและตระกูลจงเหลือนางคนเดียวที่คอยประคับประคอง นางจะล้มลงไม่ได้ ที่มาร้องไห้ที่นี่เป็นเพียงความอ่อนแอครั้งสุดท้ายเท่านั้น

ท่ามกลางสายฝนและเสียงอัสนีบาต ลู่เซิ่งมองตามจนเงาร่างของสวีจื่อจวินหายเข้าไปในความมืด เขาสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่งก่อนจะหมุนตัวไปปิดประตู

...

วันเวลาไวเหมือนติดปีก ไม่นานก็ผ่านไปอีกยี่สิบปี

ก๊อกๆๆ

ประตูไม้บานเก่าถูกเคาะเบาๆ

ลู่เซิ่งค่อยๆ ดึงประตูไม้ออก เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยซึ่งแฝงความชรา

“เจ้าคือ...จื่อจวินหรือ” เขาตาพร่ามัวอยู่บ้าง ผมหงอกเองก็ขึ้นเต็มหัวแล้ว หลังงองุ้มอย่างช้าๆ นึกไม่ออกอยู่ชั่วขณะว่าสตรีตรงหน้าคือใคร

“ท่านอา...” พอสวีจื่อจวินเห็นสภาพของลู่เซิ่งในตอนนี้ ก็สะอื้นไห้อย่างอดไม่ได้ ดวงตาชุ่มโชกเล็กน้อย

“รีบเข้ามาเถอะ เร็วหน่อยๆ ด้านนอกหนาว” ลู่เซิ่งเห็นว่าด้านหลังสวีจื่อจวินยังมีชายหนุ่มหญิงสาวอีกคู่หนึ่งอยู่ด้วย ทั้งสองหน้าเปื้อนยิ้ม ใบหน้าของชายหนุ่มคนนั้นมีเค้าโครงของสวีจื่อจวินในวัยสาวเล็กน้อย

ทั้งสามเข้าไปในโรงรักษา ลู่เซิ่งคิดจะยกชาให้พวกเขาคนละจอก แต่ชายหนุ่มผู้นั้นรีบลุกขึ้นทำแทน

ท่ามกลางไอกรุ่นของชา สวีจื่อจวินคลายไม้เท้าในมือ ค่อยๆ นั่งลงโดยมีหญิงสาวคนนั้นประคอง

ขณะมองดูลู่เซิ่งที่แก่หง่อมและผมหงอกขึ้นเต็มศีรษะ นางก็ถอนใจยาวๆ

“ท่านอา นับตั้งแต่ย้ายไปจากที่นี่ ก็ผ่านไปตั้งหลายปีแล้ว...ท่านยังอยู่ที่นี่มาโดยตลอด...”

“ใช่แล้ว...ข้าอยู่มาตลอด” ลู่เซิ่งยิ้มๆ พร้อมกับพิจารณาพวกชายหนุ่มอย่างละเอียด

“พวกเขาคือ...?”

“เขาคือจงเฉวียน บุตรชายของข้า ผ่านมาหลายปี ในที่สุดก็เลี้ยงเขาจนโต ถึงวัยที่ควรสร้างตัวได้แล้ว” สีหน้าของสวีจื่อจวินดั่งปลดภาระหนักอึ้ง

“ข้าไม่ได้ติดค้างตระกูลจง ตลอดชั่วชีวิตสวีจื่อจินไม่เคยติดค้างผู้ใด!”

นางเอ่ยด้วยความจริงจัง

ลู่เซิ่งส่ายหน้าน้อยๆ พลางมองสวีจื่อจวิน นางแก่แล้ว จอนสองข้างเริ่มมีผมหงอกขึ้นแล้ว หางตาเองก็มีรอยย่นเช่นกัน

“อีกคนหนึ่งเป็นภรรยาที่เสี่ยวเฉวียนจะแต่งด้วยในวันพรุ่งนี้”

หนุ่มสาวสองคนรีบลุกขึ้นทักทายท่านอาอย่างขัดเขินเล็กน้อย

ลู่เซิ่งยิ้มรับ รีบหยิบเหรียญเงินสองแท่งออกมาจากในลิ้นชักด้านข้างเพื่อเป็นของขวัญพบหน้า

ทั้งสองปฏิเสธ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมรับไว้

สวีจื่อจวินก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงนั่งเฉยๆ ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มปลาบปลื้ม ในรอยยิ้มมีหลายสิ่งหลายอย่าง แต่มีความเหนื่อยล้าอยู่เยอะที่สุด

“กังหันนี้...ท่านยังเก็บไว้อีกหรือ” อยู่ๆ สวีจื่อจวินก็เห็นกังหันสองอันที่เสียบอยู่บนตู้สมุนไพรผ่านหางตา กังหันสีแดงสองอันไม่มีสีสันสดใสเหมือนในอดีตแล้ว แต่ยังนับว่าอยู่ในสภาพดี ยังคงหมุนช้าๆ ตามลม

“ใช่แล้ว...ไม่ได้ไปแตะต้องเลย ปล่อยให้มันอยู่ตรงนั้นมาตลอด” ลู่เซิ่งส่งเงินให้ไม่ได้ ก็เลยนั่งลงถอนใจก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้ม

สวีจื่อจวินมองกังหัน มองไปมองมาอยู่ๆ ก็หัวเราะ

“ไม่ได้ทำกังหันมานานแล้ว อีกประเดี๋ยวข้าจะไปทำอันใหม่ให้ท่าน”

“ไม่ต้องหรอก สองอันก็ดีมากแล้ว” ลู่เซิ่งโบกมือ

“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ เพียงแต่ไม่ทราบว่ามือข้าจะยังทำได้อยู่หรือไม่...” สวีจื่อจวินสะท้อนใจอยู่บ้าง

“ท่านแม่ ท่านยังมีลูกอยู่นะ” จงเฉวียนกล่าวด้วยรอยยิ้มขึ้นด้านข้าง

“ใช่แล้ว ยังมีพวกเจ้าอยู่ด้วย” สวีจื่อจวินยิ้มพลางพยักหน้าเช่นกัน

ทั้งสองคุยกันนานมาก จนกระทั่งดึกดื่น สวีจื่อจวินจึงค่อยนั่งเกี้ยวจากไปพร้อมกับบุตรชายและลูกสะใภ้

ลู่เซิ่งคิดจะออกไปส่ง แต่เพราะพวกเขาเกลี้ยกล่อม จึงยืนอยู่ที่ประตูพร้อมกับมองพวกเขาจากไปไกล

ผ่านไปได้ไม่กี่วัน คนของตระกูลจงก็ส่งกังหันลมสีดำอันใหม่เอี่ยมมาอีกอัน

เพียงแต่แม้กังหันลมนี้จะหมุนได้ กระนั้นโครงสร้างกลับมีส่วนผิดอยู่บ้าง

ลู่เซิ่งที่ได้รับกังหันลมไม่พูดไม่จาเป็นเวลานาน

...

พริบตาเดียวก็ผ่านไปอีกสามสิบปี

คนในตำบลไปแล้วมาใหม่ บ้านเก่าถูกสร้างใหม่ ร้านค้าเล็กๆ ที่อยู่อีกฝั่งเปลี่ยนเถ้าแก่ไปแล้วหลายคน

โรงรักษาทรุดโทรมกว่าเดิม ลู่เซิ่งหาคนมาซ่อมแซมหลายครั้ง แต่เนื่องจากโครงหลักซ่อมไม่ได้แล้ว จึงได้แต่ปล่อยเลยตามเลย

เขาแก่ตัวลงเรื่อยๆ ผมหงอกขาว หลังงองุ้ม ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น ดวงตาขมุกขมัว

              .............................................
มีคนเตือนให้ลู่เซิ่งหาคนงานมาช่วยเหลือ แต่เขาปฏิเสธอย่างละมุนละม่อม

ทุกๆ วัน ตอนเช้าตรู่ เขาจะยืนหยัดเปิดประตูในยามที่ฟ้ายังขมุกขมัว ไปจนถึงกลางดึก

บางครั้งเวลามีคนป่วยน้อย เขาจะเอากังหันลมมาเป่าเล่น รอยย่นบนใบหน้าค่อยๆ คลายออกตามรอยยิ้ม

ตอนแรกเขานึกว่าชีวิตจะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ แต่อยู่มาวันหนึ่งเขาก็ได้ยินข่าวลือว่าตระกูลจงเจอโรคระบาด

โรคระบาดร้ายแรงมาก ว่ากันว่าแพร่ระบาดมาจากสถานที่ที่เฉวียนจงรับราชการ คนของตระกูลจงที่ตายก็ตายไป ที่หนีก็หนีไป มีแต่ท่านย่าที่ไม่ทราบหายไปอยู่แห่งหนไหน

ลู่เซิ่งรีบจ่ายเงินขอให้คนขับรถเทียมวัวพาเขาไปตระกูลจง รอจนเขาไปถึง ตระกูลจงก็ว่างเปล่าไม่มีใครสักคนแล้ว

เขากลับโรงรักษาอย่างจนปัญญา จากนั้นคอยสืบข่าวของตระกูลจงไปทั่ว แต่ก็ไม่ได้ข่าวอะไรเลย

จนกระทั่งหนึ่งปีต่อมา...

เขาเห็นสวีจื่อจินที่นั่งพิงบันไดหินริมถนนในตอนที่กำลังกลับมาจากการซื้อผักในตลาด

นางสวมเสื้อนวมที่เก่ามาก ร่างกายสกปรกอย่างยิ่ง เส้นผม ใบหน้า และมือมีคราบขี้ไคลขึ้นหนา

สีหน้าเองก็ย่ำแย่มากเช่นกัน ทั้งเหลืองทั้งซีดแบบผิดปกติ

“ท่านอา...”

สวีจื่อจวินเงยหน้าเห็นลู่เซิ่งแล้วเช่นกัน

“เหตุใดเจ้ามาอยู่ที่นี่” ลู่เซิ่งรีบโยนผักทิ้ง ก่อนจะรีบจ่ายเหรียญเงินส่วนหนึ่งเพื่อขอให้คนหามนางไปถึงโรงรักษา

ร่างของสวีจื่อจวินบวมน้ำอย่างรุนแรง ไม่ทราบว่าป่วยมานานขนาดไหนแล้ว

ลู่เซิ่งขอให้คนชำระร่างกายนางจนสะอาด ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า จากนั้นก็ปรุงน้ำสมุนไพรให้กับนาง แล้วป้อนให้นางดื่มทุกวัน

แต่ว่าโรคของนางเป็นเพียงแค่เรื่องรองลงไป สาเหตุที่แท้จริงคืออวัยวะภายในของนางทรุดโทรมหมดแล้ว นั่นคืออายุขัยตามธรรมชาติของอวัยวะหลังจากมาถึงเวลา

นางแก่มากแล้ว ผ่านความรุ่งโรจน์ตกต่ำมามากมาย ที่ทนมาได้ถึงวันนี้ก็ถือว่าเป็นปาฏิหาริย์แล้ว

ฝืนประคับประคองไปเช่นนี้สิบกว่าวัน ลมหายใจของสวีจื่อจวินก็อ่อนแอลงเรื่อยๆ นางทนไม่ไหวจริงๆ แล้ว

“ท่านอา...ท่านว่าคนเราเกิดมาเพื่ออะไรกันแน่” ใต้แสงเทียนสีเหลืองมัวซัว นางห่มผ้านวมผืนหนา แต่กลับยังหนาวจนตัวสั่น

ลู่เซิ่งคอยเติมเตาถ่านให้นางอยู่ด้านข้าง หมายจะทำให้ห้องนอนอบอุ่นขึ้นอีกเล็กน้อย

พอได้ยินนางพูด ลู่เซิ่งก็ค่อยๆ กระเถิบไปถึงหน้าเตียงคนไข้

“เพื่ออะไรอย่างนั้นหรือ ข้าเองก็ไม่รู้...” เขายิ้ม “ข้าคิดว่า ในเมื่อฟ้าให้พวกเราเกิดมาแล้ว อย่างนั้นก็จงใช้ชีวิตให้ดีเถอะ จะได้ไม่เสียทีที่เกิดมาในโลกใบนี้”

“ข้าเองก็คิดจะใช้ชีวิตให้ดีมาโดยตลอด” สวีจื่อจวินยิ้ม “แต่เหตุใดถึงลำบากนัก...”

“แต่ก็ยังดี...ยังดี...ข้าไม่ได้ติดค้างตระกูลจง ไม่ได้ทำให้พ่อแม่ผิดหวัง...แต่น่าเสียดายที่ลูกเฉวียนของข้า...”

อยู่ๆ ความเจ็บปวดก็กระจายออกมาจากทรวงอกของนาง

สวีจื่อจวินกำมือของลู่เซิ่งไว้แน่น นอนหงายอยู่บนเตียง อยู่ๆ ก็เห็นกังหันลมบนตู้สมุนไพรหมุนช้าๆ น้ำตาไหลพรากอยู่ชั่วขณะ

นางพลันนึกย้อนถึงเรื่องราวมากมาย ยังจดจำตอนยังเล็กๆ ได้ นางจูงมือน้องชายวิ่งเข้าวิ่งออกโรงรักษา กังหันลมในมือหมุนอย่างน่าดูนัก

“ท่าน...อา...”

“หลับเถอะ หลับเสียเถอะ...เจ้าเหนื่อยมามากพอแล้ว” ลู่เซิ่งจับมือนางไว้แน่น ดวงตาเปียกชื้นอย่างอดไม่ได้เช่นกัน

ถูกต้อง นางไม่ได้ติดค้างใคร คนที่นางติดค้างเพียงคนเดียวมีแค่ตัวนาง

มือที่ผ่ายผอมราวกิ่งไม้ของสวีจื่อจวินสั่นไหวน้อยๆ แรงบีบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ...

อยู่ๆ ม่านตาของนางก็แตกซ่าน ร่างกายแข็งทื่อ มือพลันคลายออก ไม่มีแรงเหลืออีก

ลู่เซิ่งนั่งนิ่งอยู่ด้านข้าง พร้อมกับใช้สองมือตบมือของสวีจื่อจวิน

งานศพของสวีจื่อจวินไม่มีใครมา โรคระบาดครั้งนั้นทำให้นางสูญเสียครอบครัวทั้งหมดไป ลู่เซิ่งเพียงซื้อโลงศพไม้โลงหนึ่ง แล้วหาคนมาขุดหลุมอย่างง่ายๆ แล้วฝังนางลงไปเท่านั้น

กลับถึงโรงรักษา กังหันลมสามอันบนตู้สมุนไพรตั้งเรียงกัน กระแสลมอ่อนพัดผ่าน กังหันลมหมุนวน ลู่เซิ่งเดินไปหยิบกังหันลมลงมาทีละอันๆ ครุ่นคิดเล็กน้อย แล้วปักกลับไปตรงมุมหนึ่งของตู้สมุนไพรใหม่

เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า เขากลับมาตรวจโรคเหมือนเช่นทุกวัน

ไม่ทราบว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ หิมะม้วนคลุมตำบลทั้งตำบลในคืนเดียว ปูสีเงินลงบนทุกสิ่งที่อยู่ในคลองจักษุ

“ท่านตาลู่ นั่นคืออะไรหรือเจ้าคะ” เด็กผู้หญิงที่เพิ่งอายุได้สองขวบคนหนึ่งชี้กังหันลมบนตู้สมุนไพรพลางถามด้วยเสียงอ้อแอ้

ลู่เซิ่งกำลังวินิจฉัยโรคให้แก่บิดาของนาง พอได้ยินเสียงก็เงยหน้าขึ้นมา

“นั่นคือกังหันลม” เขาตอบด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน

“ท่านตาชอบกังหันลมมากเลยหรือเจ้าคะ” เด็กผู้หญิงถามต่อ

“ใช่แล้ว...ตาชอบมาก...” ลู่เซิ่งยิ้มตอบ

“ปิงเอ๋อร์อย่ารบกวนท่านตาสิ” บิดาผู้เข้มงวดที่อยู่ด้านข้างเอ่ยสั่งสอนเบาๆ

“เอ่อ...” เด็กผู้หญิงห่อปากไม่กล้าพูดอะไรอีก

ลู่เซิ่งเดินเข้าไปหยิบกังหันลมลงมาอันหนึ่งเพื่อเอาให้ปิงเอ๋อร์ แต่เด็กหญิงคนนี้รู้ความมาก กลับส่ายหน้าไม่ยอมรับไว้

ลู่เซิ่งได้แต่วางกังหันลมกลับที่เดิมอย่างจนปัญญา

ผ่านไปอีกไม่กี่วัน เด็กหญิงคนนี้ก็มาอีกรอบ ตามผู้เป็นบิดาซึ่งมาติดตามโรค เพียงแต่ครั้งนี้ในมือนางมีกังหันลมอันใหม่อีกอัน

“ท่านตา ให้ท่านเจ้าค่ะ”

ลู่เซิ่งกำลังเตรียมอุปกรณ์การแพทย์ พอเห็นกังหันลมสีแดงในมือกลับงุนงงทันที

เขาลังเลเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ ใช้ขนมเปี๊ยะไส้หวานแลกกังหันลมกับปิงเอ๋อร์ จากนั้นก็ปักกังหันลมอันใหม่ลงข้างๆ กังหันลมสามอันเมื่อก่อนหน้าอย่างระวังมือ

สายลมอ่อนพัดผ่าน กังหันลมสี่อันเรียงตามความใหม่ สีของอันแรกสุดซีดเหลืองหมดแล้ว

ลู่เซิ่งวางมือลงและมองดูแถวกังหันลม อยู่ๆ ในใจเหมือนมีอะไรบางอย่างฉีกขาดออก

เขาสงบจิตใจและรักษาโรคให้แก่บิดาของปิงเอ๋อร์จนจบ จากนั้นก็ปิดโรงรักษา ออกจากตำบลเล็กๆ ไปเพียงลำพัง

มาถึงที่อยู่เก่าของตระกูลสวี

คฤหาสน์ในตอนแรกเปลี่ยนเจ้าของไปแล้ว ต้นไม้เก่าแก่ที่เคยอยู่ด้านในก็ออกหน่อใหม่แล้วเช่นกัน

ท่ามกลางหิมะ ได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็กทารกดังมาจากด้านในได้อย่างเลือนราง ยังมีเสียงผู้ใหญ่ร้องเพลงปลอบเบาๆ

ลู่เซิ่งยืนนิ่งอยู่หน้าประตูคฤหาสน์ ขณะฟังเสียงด้านใน ในใจเหมือนกับมีบางอย่างสว่างและกระจ่างขึ้นเรื่อยๆ

ไม่ทราบยืนอยู่นานเท่าไหร่ เขาพลันหัวเราะเบาๆ

เสียงหัวเราะดังและชัดขึ้นเรื่อยๆ

ผมของเขาค่อยๆ เปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีดำ หนุ่มแน่นขึ้นเรื่อยๆ สันหลังที่งองุ้มในตอนแรกตั้งตรงอย่างรวดเร็ว

ริ้วรอยบนใบหน้าสลายไป กลับมาเยาว์วัยอีกครั้ง ดวงตาที่ขมุกขมัวกระจ่างชัดและคมกริบขึ้น แค่ไม่กี่นาทีสั้นๆ ก็กลับมาอยู่ในร่างที่แข็งแรงที่สุดตอนอายุยี่สิบกว่าปี

“ที่แท้ก็เป็นแบบนี้...ที่แท้ก็เป็นแบบนี้!” ลู่เซิ่งหัวเราะลั่นพร้อมกับหมุนตัวจากไปยังที่ไกล ไม่ทิ้งร่องรอยอะไรเอาไว้แม้แต่น้อย

...

ตำหนักเยวี่ยอ๋อง

เยวี่ยอ๋องค่อยๆ ดึงผ้าห่มที่คลุมบนเข่าขึ้นมาบนตัวเล็กน้อย

ผ่านมาหลายสิบปี...ราชวงศ์ซีหยาล่มสลายไปนานแล้ว ตอนนี้ขุนศึกแบ่งแยกแว่นแคว้น เนื่องจากควบคุมทหาร กอปรกับมีการสนับสนุนจากถ้ำราชากระเรียนอยู่เบื้องหลัง เยวี่ยอ๋องจึงพอจะมีที่ยืนในกลียุคนี้

แต่ก็แค่นี้เท่านั้น

หลังจากขุนศึกเทพเสียชีวิต ขุนศึกจากทั่วดินแดนก็ตั้งตนเป็นใหญ่และรบราฆ่าฟันกันไม่เลิก

เยวี่ยอ๋องอายุหนึ่งร้อยกว่าปีแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะมีวิชาลับของถ้ำราชากระเรียนคอยช่วยยืดอายุขัย เขาอาจจะลาโลกนี้ไปตั้งนานแล้วก็ได้

ทว่าพออายุมากขึ้น เขาก็หมดความทะเยอทะยาน เพียงเฝ้ากิจการที่เหลืออยู่ของตัวเองและใช้ชีวิตต่อไปเท่านั้น

ตอนนี้สิ่งที่เขาเป็นห่วงเพียงหนึ่งเดียวก็คือบุตรชายที่บำเพ็ญเต๋า เสี่ยวจิ่งจากไปนานหลายสิบปีจนเขาใกล้จะลืมหน้าตาไปแล้ว

“ฝ่าบาทเยวี่ยอ๋อง” เจ้าสนขาวที่ใส่ชุดสีขาวและแขนเสื้อยาวโบกพลิ้วเดินเข้ามาในเรือน

ในฐานะราชาปีศาจ มันมีปราณจริงแท้ระดับสูงที่ลู่เซิ่งเติมให้ กอปรกับคัมภีร์ฝึกฝนเต๋าระดับสูง ทำให้ปัจจุบันพลังฝึกปรือพัฒนาเพิ่มขึ้น

มองไกลๆ เหมือนกับคุณชายสูงศักดิ์ผู้หลุดพ้นทางโลก หากมองใกล้ๆ จะเห็นคิ้วตางามดุจภาพวาดและบุคลิกเย็นชา

โดยเฉพาะตะขอโค้งสีชาดจุดหนึ่งกลางหว่างคิ้วซึ่งเพิ่มเสน่ห์เข้าไปในความเย็นชา

“มาหาตาแก่อย่างข้าอีกแล้วหรือ” เยวี่ยอ๋องทราบสถานะของเจ้าสนขาวมานานแล้ว

แต่สำหรับเขา เผ่าปีศาจที่มีความรู้สึกบริสุทธิ์เหล่านี้กลับควรค่าแก่การเชื่อใจมากกว่ามนุษย์เสียอีก

ดีก็คือดี เลวก็คือเลว ปีศาจตรงไปตรงมายิ่งกว่ามนุษย์เสียอีก

“ตรวจสอบเบื้องหลังคนของฉิงอ๋องได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ เป็นลัทธิไม่จีรังของสำนักเต๋า” เจ้าสนขาวเอ่ยอย่างราบเรียบ “ช่วงนี้ข้าต้องยุ่งนิดหน่อย เวลาที่มาเยี่ยมท่านน่าจะลดน้อยลงไปบ้าง”

“ไม่เป็นไร หน้าที่สำคัญกว่า ฉิงอ๋องกับพวกเราอยู่ร่วมกันไม่ได้ ต่อสู้กันมาหลายปี ตอนนี้ในที่สุดก็เผยไต๋ออกมาแล้ว” เยวี่ยอ๋องถอนใจเฮือกหนึ่ง เพียงแต่ไม่ทราบว่าลัทธิไม่จีรังนี้คือ...

“สำนักลัทธิหนึ่งของสำนักเต๋าขอรับ” เจ้าสนขาวเอ่ยเสียงขรึม

“แข็งแกร่งมากหรือ” เยวี่ยอ๋องงงงวย

“แข็งแกร่งมากพ่ะย่ะค่ะ” เจ้าสนขาวตอบอย่างราบเรียบ “แต่พวกเขายังไม่ได้หมายหัวพวกเรา ตำหนักเยวี่ยอ๋องของพวกเราก็ดี ตำหนักฉิงอ๋องก็ดี ล้วนเป็นเพียงเรื่องขี้ประติ๋วสำหรับพวกเขาเท่านั้น”

“เช่นนั้นก็ดี...เช่นนั้นก็ดี...” เยวี่ยอ๋องโล่งใจเล็กน้อย

เจ้าสนขาวมองท่าทางโล่งใจของเยวี่ยอ๋อง สุดท้ายก็ไม่ได้เล่าเรื่องที่ลัทธิไม่จีรังส่งคนมาลงมือ

“อีกเดี๋ยวที่นี่จะเริ่มหนาวแล้ว อากาศไม่ค่อยดีนัก ข้าได้ซ่อมแซมคฤหาสน์แห่งหนึ่งทางใต้ไว้แล้ว เยวี่ยอ๋องท่านย้ายไปพักผ่อนที่นั่นดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ” มันส่งเสียงเสนอ

“ก็ดีเหมือนกัน อย่างไรข้าอยู่ที่นี่ไปก็ไม่มีประโยชน์” เยวี่ยอ๋องยิ้มอย่างจนปัญญา “เพียงแต่ไม่ทราบว่าตอนนี้จิ่งเอ๋อร์อยู่ที่ไหน...” เขานึกถึงบุตรชายเพียงคนเดียวที่จากไปตามลำพังในปีนั้นขึ้นมา

“ฝ่าบาทย่อมปลอดภัยไร้เรื่องราว เรื่องนี้พวกเราล้วนสัมผัสได้” เจ้าสนขาวตอบ

“อย่างนั้นก็ดี...” เยวี่ยอ๋องไม่กล้าคิดมาก คนข้างกายจากไปทีละคนๆ ตอนนี้เหลือแค่เขา ยังมีหยวนหลิ่วหลิ่วกับหยวนย่วนย่วนที่คอยดูแล

เจ้าสนขาวเงียบงันไม่ได้พูดอะไร เพียงค้อมตัวน้อยๆ ก่อนจะหมุนตัวจากไป

สำหรับมันแล้ว ลู่เซิ่งเป็นคนให้ชีวิตใหม่แก่มัน ดังนั้นบิดาหรือครอบครัวของลู่เซิ่งย่อมเป็นสิ่งที่มันต้องปกป้อง

หลายปีมานี้มันคอยปกป้องตำหนักเยวี่ยอ๋องอย่างแน่วแน่มาโดยตลอด

ตอนแรกมันคิดจะรักษาชีวิตแบบนี้ไปตราบนานเท่านาน แต่เมื่อห้าปีก่อน หลังจากลัทธิไม่จีรังลงมือจริงๆ ทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไป

มันพยายามไม่ให้ตำหนักเยวี่ยอ๋องและถ้ำราชากระเรียนเข้าร่วมการต่อสู้ระหว่างสองสำนักเต๋า ทว่าลูกหลงจากการต่อสู้ของขุมกำลังมหึมาทั้งสองก็ไม่ใช่สิ่งที่ตำหนักเยวี่ยอ๋องจะรับได้เช่นกัน

ประคับประคองมาหลายปี การต่อสู้ระหว่างสำนักวสันต์สารทและลัทธิไม่จีรังยกระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ไปถึงขั้นที่มันไม่อาจสัมผัสได้อีกแล้ว

ก่อนหน้านี้พักหนึ่ง คำสั่งจุติครั้งที่สี่ของลัทธิไม่จีรังก็ได้ส่งมาถึง

ครั้งนี้ไม่ว่าจะใช้วิธีการอะไร ก็คงจะถ่วงเวลาต่อไปไม่ได้อีกแล้ว

              .............................................
เจ้าสนขาวเดินออกจากเรือน กำชับกับองครักษ์เบาๆ สองสามประโยค ก่อนจะโดยสารรถม้าจากไป

ด้านในรถม้ามืดสลัว แต่เจ้าสนขาวกลับผุดสีหน้าเคร่งขรึม ไม่มีรอยยิ้มแม้แต่นิดเดียว

“คิดดีแล้วหรือยัง มนุษย์แค่คนเดียว กลับควรค่าให้เจ้ายินยอมปกป้องมานานขนาดนี้เชียวหรือ มีความหมายหรือ” เสียงที่ทุ้มต่ำดังขึ้นในตัวรถ

“นี่เป็นหลักการของข้า” เจ้าสนขาวเอ่ยอย่างราบเรียบ

“เจ้าควรจะรู้ว่าความอดทนของเรามีจำกัด เยวี่ยอ๋องซื่อจื่อนั่นเป็นแค่คนธรรมดาๆ ทว่ากลับผงาดขึ้นมาได้เร็วขนาดนี้ จะต้องมีความลับใหญ่แน่ ตอนนี้คนผู้นี้หายตัวไป แต่ก็ยังศึกษาความลับในส่วนลึกของสายเลือดจากครอบครัวของเขาได้อยู่ดี ถ้ำราชากระเรียนของเจ้าคิดจะต้านทานลัทธิไม่จีรังที่ยิ่งใหญ่ เหมือนกับตั๊กแตนใช้แขนขวางรถโดยแท้” เสียงนั้นว่าต่อไป

“ข้ารู้” เจ้าสนขาวผุดสีหน้านิ่งเฉย

“แล้วเจ้าจะยังลังเลอะไรอยู่อีก เวลาใกล้จะมาถึงแล้ว หากรอถึงตอนที่ลัทธิไม่จีรังส่งคนมาลงมือเองจริงๆ ถ้ำปีศาจเล็กๆ ของเจ้าก็ไม่สามารถต้านทานได้อยู่ดี” เสียงนั้นโน้มน้าวอย่างอดทน

เจ้าสนขาวรู้ว่าอีกฝ่ายต้องการเกลี้ยกล่อมให้ตนยอมแพ้ เพื่อจะได้รับความดีความชอบแต่เพียงผู้เดียว

มันเองก็รู้เหมือนกันว่า เมื่อขุมกำลังที่มีพลังน้อยนิดของตนเผชิญหน้ากับลัทธิไม่จีรังที่ยิ่งใหญ่ จะต้องต้านทานไม่ไหวแน่นอน

แต่มันเคยหันหลังให้สำนักมาแล้วครั้งหนึ่ง ตอนนี้มันไม่คิดจะทำเป็นครั้งที่สองอีก ที่มาอยู่ในจุดนี้ได้ เยวี่ยอ๋องซื่อจื่อที่เยาว์วัยและลี้ลับผู้นั้นมอบอะไรๆ ให้มันไว้มากมาย

ดังนั้นมันจึงไม่มีวันยอมแพ้

“เจ้าพิจารณาให้ดีเถอะ อีกสักพักฮ่วนซันเต้าหยินอาจจะมาที่นี่แล้ว ก่อนที่เขาจะมา ถ้าเจ้ายังไม่ตัดสินใจอีก อย่างนั้นก็น่าเสียดายเกินไปแล้ว” เสียงทุ้มต่ำนั้นเอ่ย

เจ้าสนขาวนิ่งไป

ฮ่วนซันเต้าหยิน...

...

ลัทธิไม่จีรัง เกาะหมื่นว่างเปล่า

ก้อนหินขนาดใหญ่สีเขียวจำนวนมากหมุนวนไปมากลางอากาศอย่างช้าๆ

ก้อนหินหลายสิบก้อนกลายเป็นค่ายกลทรงกลมขนาดใหญ่ นักพรตวัยกลางคนที่สวมชุดนักพรตสีเหลืองคนหนึ่งกำลังลอยอยู่ตรงกลาง

‘ไม่ทราบว่าเหตุใดเจ้าชีวิตถึงให้เราเข้าร่วมเรื่องราวทางโลก’

เขาที่แสดงสีหน้าหงุดหงิดโบกมือทีหนึ่ง ก้อนหินหลายสิบก้อนพากันร่วงตกลงพื้น

จินหยินที่สำเร็จเป็นเซียนในลัทธิไม่จีรังมีอยู่ไม่มาก แต่เขาเป็นหนึ่งในนี้ เมื่อสำเร็จเป็นเซียนเมื่อใด ก็จะอยู่เหนือสรรพสัตว์เมื่อนั้น ความแตกต่างเหมือนเมฆกับโคลน

นี่คือคำพูดของสำนักเต๋า ทารกกลายเป็นเทพ หวนคืนสู่ก่อนกำเนิด

ฮ่วนซันเต้าหยินไม่นับว่าสำเร็จเป็นเซียนเร็วนัก เพิ่งจะเลื่อนระดับขึ้นก่อนที่จะติดอยู่ที่ขีดจำกัดทางอายุขัยเท่านั้น

ตอนแรกนึกว่าหลังจากเลื่อนระดับอย่างยากลำบากแล้ว จะสามารถอยู่สบายๆ ต่อไปได้อีกหลายร้อยปี นึกไม่ถึงว่าสงครามโชคชะตาแห่งราชวงศ์ซีหยาจะอุบัติขึ้น

เขาถูกส่งไปยังโลกเบื้องล่าง กลายเป็นหนึ่งในสิบสามเซียนมนุษย์ที่ควบคุมชะตาของสำนักเต๋า และเป็นหนึ่งในจินหยินสิบสามคนที่แข็งแกร่งที่สุดของลัทธิไม่จีรังในปัจจุบัน

“ขอเรียนถามว่าท่านเซียนฮ่วนซันอยู่ที่ใด” อยู่ๆ ก็มีเสียงสตรีกระจ่างใสดังมาจากที่ไกล

ฮ่วนซัน (เรียกภูผา) สีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย คนที่ส่งเสียงมาถึงที่นี่ได้อย่างน้อยต้องมีพลังฝึกปรืออยู่ในระดับสูงสุดของทารกกำเนิด

จินหยินในสำนักเต๋าแบบนี้มีความสำคัญมากพอให้พบหน้า

“ท่านเป็นใครหรือ” เขาถามเสียงเรียบ

“ข้าชุนหยางจื่อ มาเพราะเรื่องพู่กันรุ่งเรืองของสำนักวสันต์สารทเมื่อก่อนหน้านี้”

ก่อนหน้านี้สำนักวสันต์สารทต่อชะตาให้แก่ราชวงศ์ โดยสร้างพู่กันรุ่งเรืองอันเป็นของวิเศษขึ้นมา ฮ่วนซันเต้าหยินเคยได้ยินเรื่องนี้มาเช่นกัน

ก่อนที่เขาจะลงไปยังโลกเบื้องล่าง เรื่องนี้วุ่นวายใหญ่โตมาก ความขัดแย้งระหว่างสองสำนักใหญ่เกิดขึ้นเพราะความขัดแย้งระหว่างลูกศิษย์

ตอนแรกศิษย์ที่มีพลังฝึกปรือไม่นับว่าสูงของสำนักวสันต์สารทสร้างพู่กันรุ่งเรืองขึ้นเพื่อต่อชะตาให้แก่ราชวงศ์ซีหยา แต่ดันไปทำลายสายเลือดของนักพรตคนหนึ่งจากลัทธิไม่จีรังโดยไม่ได้ตั้งใจ

พอดีที่นักพรตผู้นี้อยู่ในช่วงจิตมารจุติใหม่ หลังได้รับการสัมผัสทางสายเลือดแล้ว ก็พลันโมโห ควบคุมจิตเต๋าไม่อยู่ จึงถลกหนังควักหัวใจของศิษย์สำนักวสันต์สารท แล้วเอาไปให้แม่ทัพปีศาจที่เป็นพาหนะกิน

ทว่าถึงแม้ศิษย์ของสำนักวสันต์สารทผู้นั้นจะไม่ได้มีพลังฝึกปรือสูงนัก แต่คุณสมบัติโดยกำเนิดกลับไม่เลว นักพรตที่กราบเป็นอาจารย์ยังเป็นเจินหลินเต้าหยินราชาสิงโตสวรรค์ที่มีนิสัยใจร้อนที่สุดในสำนักวสันต์สารทด้วย

ดังนั้นหลังจากฆ่ากันไปมา ความแค้นก็ค่อยๆ ล้ำลึกขึ้น กอปรกับมีคนจงใจกวนน้ำให้ขุ่น

ทั้งสองฝ่ายต่างก็พาสหายของตนเข้ามามีเอี่ยวด้วย จนปัญหาใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ

ตอนนี้ยิ่งเป็นการปะทะกันซึ่งหน้าของสองสำนักใหญ่

เดิมทีสองสำนักใหญ่มีช่องว่างความขัดแย้งไม่น้อยอยู่แล้ว ครั้งนี้ทุกอย่างเลยระเบิดขึ้น

ลัทธิไม่จีรังมีเซียนมนุษย์สิบสามคน ส่วนสำนักวสันต์สารทมีคุรุสวรรค์สิบสามคน

แม้ทั้งสองฝ่ายจะไม่สนใจทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียง หรือผลประโยชน์ แต่ตัวเองเป็นหัวมังกรแห่งสำนักลัทธิอยู่แล้ว ทั้งสองฝั่งเลยเกิดความขัดแย้งเนื่องจากการแย่งชิงถ้ำฟ้าแดนสวรรค์ไม่น้อย

“ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้จัดการไปแล้วหรอกหรือ สำนักวสันต์สารทมีปัญหาอะไรอีก” ฮั่วนซันเต้าหยินเป็นคนใจร้อนมาแต่ไหนแต่ไร พอได้ยินเรื่องนี้ก็หงุดหงิดอยู่บ้าง

“หลังจากราชวงศ์ซีหยาล่มสลาย ยังเหลือกากเดนของราชวงศ์ก่อนไม่น้อย ในนี้มีจำนวนมากที่เป็นสายลับซึ่งสำนักวสันต์สารททิ้งไว้ ยังจำเป็นต้องเก็บกวาดให้สิ้นซาก” ชุนหยางจื่อเอ่ยเบาๆ

“เรื่องนี้พวกท่านไปขบคิดเองเถอะ ถ้าไม่มีเรื่องอะไรก็อย่ามากวนข้า” ฮ่วนซันเต้าหยินกล่าวอย่างไม่พอใจ

“ตอนแรกพวกเราจะจัดการกันเอง เพียงแต่ในหมู่สายลับกลับมีจอมปีศาจขอบเขตราชาปีศาจตนหนึ่งคอยคุ้มครองขุมกำลัง...พลังฝึกปรือของพวกเราไม่พอ เกรงว่าจะทำให้ลัทธิเสียการใหญ่...” ชุนหยางจื่อนั่นเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่นพรั่นพรึง

“ราชาปีศาจหรือ” ฮ่วนซันเต้าหยินงุนงง “เผ่าพันธุ์อะไร”

“ว่ากันว่าเป็นกระเรียนเซียนตัวหนึ่ง”

“นี่กลับบังเอิญนัก” ฮ่วนซันเต้าหยินปรารถนาเหล่าพาหนะระดับราชาปีศาจของอาจารย์พวกผู้อาวุโสมานานแล้ว แต่ไม่ว่าจะหาอย่างไร อย่างมากสุดก็หาเจอแค่ระดับแม่ทัพปีศาจเท่านั้น จอมปีศาจระดับราชาปีศาจไหนเลยหาง่ายขนาดนั้น

พอได้ยินเรื่องนี้ เขาก็เกิดความหวั่นไหวทันที

“กระเรียนเซียนระดับราชาปีศาจ...ข้ากำลังขาดพาหนะอยู่พอดี ท่านเล่ารายละเอียดให้ข้าฟังที!”

ชุนหยางจื่อพลันยินดี ทราบว่าคำไหว้วานของฉิงอ๋องสำเร็จแล้ว ต้องคว้าหยกโลหิตประตูสวรรค์มาได้แน่นอน

...

หลังจากราชวงศ์ซีหยาล่มสลาย อาณาจักรก็แตกเป็นเสี่ยงๆ โดยแบ่งออกเป็นห้าส่วน สามส่วนในนี้คือขุมกำลังฟานอ๋องที่มีลัทธิไม่จีรังคอยควบคุม

ส่วนหนึ่งเป็นขุมกำลังที่สำนักวสันต์สารทที่เพิ่งพ่ายแพ้ยึดครอง ส่วนเล็กๆ ส่วนสุดท้ายคือตำหนักเยวี่ยอ๋อง

ตำหนักเยวี่ยอ๋องนับว่ายืนอยู่ตรงกลาง ล้วนไม่เอนเอียงไปหาฝ่ายสำนักวสันต์สารทหรือลัทธิไม่จีรัง

ในถ้ำราชากระเรียน

สิบสองกระเรียนปีศาจมารวมตัวกัน นั่งขัดสมาธิอยู่ในถ้ำ เส้นแสงสีเหลืองมัวกระจายออกมาจากเชิงเทียนสองสามแท่งตรงมุมถ้ำ

เจ้าสนขาวนั่งอยู่บนบัลลังก์หินด้านบนสุดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

“หลังจากลัทธิไม่จีรังส่งคนมาในครั้งก่อนก็ผ่านไปหลายสิบวันแล้ว ใกล้จะถึงกำหนดเวลาแล้ว” มันเอ่ยเสียงแผ่ว “ทุกคนมีความคิดอะไร ไหนลองว่ามาดู”

กระเรียนปีศาจทั้งหมดเงียบงัน

เสี่ยวอวิ๋นลุกขึ้น มันเป็นกระเรียนปีศาจตัวน้อยที่ติดตามลู่เซิ่งมาตั้งแต่ตอนแรกสุด จึงนับว่ามีวาจาสิทธิ์มากที่สุดในหมู่กระเรียนเซียนทั้งหมด

“ผ่านมาหลายปี ตำหนักเยวี่ยอ๋องได้หลอมรวมกับพวกเราเป็นหนึ่งแล้ว พวกเราคิดจะลงมือกับเยวี่ยอ๋อง ก็เท่ากับลงมือกับถ้ำราชากระเรียนของเรา ฆ่าเถอะ อย่างมากสุดก็เสี่ยงชีวิตกับพวกมันเท่านั้น!”

เสี่ยวอวิ๋นมีนิสัยใจร้อน ตอนนี้จึงพูดจาอย่างหุนหันโดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา

“เสี่ยงชีวิตหรือ เจ้าจะเอาอะไรมาเสี่ยงชีวิต” เสี่ยวเจินเอ่ยเสียงเย็น “เจ้ารู้ไหมว่าเซียนมนุษย์สิบสามคนในปัจจุบันของลัทธิไม่จีรังแข็งแกร่งขนาดไหน พี่ใหญ่เป็นจอมปีศาจระดับราชาปีศาจ แต่หากเซียนมนุษย์ลงมือ เกรงว่าจะพ่ายแพ้ตั้งแต่พบหน้าด้วยซ้ำ เจ้าจะเอาอะไรไปเสี่ยงชีวิตกับพวกเขา”

“ตอนนี้ในหมู่ฟานอ๋องทั้งหลาย มีแต่ตำหนักเยวี่ยอ๋องของพวกเราเท่านั้นที่ไม่มีฉากหลังเป็นเซียนมนุษย์ที่ใช้ประคองสถานการณ์ คิดจะหลีกเลี่ยงการคุกคามจากลัทธิไม่จีรัง...ยากมาก!” เสี่ยวหรงเอ่ยอย่างจนใจ

“ทางสำนักกระเรียนพิสุทธิ์เล่า” มีกระเรียนปีศาจถาม

“ทางนั้นไม่รู้เรื่องอะไรหรอก พวกเขามีพลังฝึกปรือต่ำเกินไป ต่อให้รู้ก็ทำอะไรไม่ได้” เจ้าสนขาวส่ายหน้า

“อย่างนั้นแผนการในวันนี้...” เสี่ยวเจินขมวดคิ้วถาม

“เสี่ยวเจิน เจ้าพาเยวี่ยอ๋องกับนายหญิงอีกสองคนไปด้วยกันซะ ข้าจะอยู่รับมือเรื่องพวกนี้เอง” เจ้าสนขาวเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ

“ไม่ได้! พี่ใหญ่ท่านรับมือคนเดียวไม่ได้หรอก! ถ้าจะตายพวกเรามาตายด้วยกัน!” เสี่ยวเจินลุกขึ้นและกล่าวเสียงเฉียบขาด

“ประเสริฐ ถ้าจะตายก็ตายด้วยกันหมดงั้นหรือ!” อยู่ๆ เสียงสายฟ้าดังสนั่นที่เหมือนเสียงระเบิดก็ดังขึ้นในถ้ำราชากระเรียน

นักพรตวัยกลางคนที่สวมชุดนักพรตสีเหลืองคนหนึ่ง โผล่ขึ้นที่ประตูทางออกของโถงหินในถ้ำราชากระเรียนตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ

นักพรตถือกระบี่ไม้สีดำ แบกหยกหรูอี้สีเหลืองที่ยาวครึ่งหมี่กว่าๆ ไว้บนหลัง สีหน้าเยือกเย็น ท่าทางผ่อนคลาย

สิ่งที่ทำให้พวกเจ้าสนขาวกังวลก็คือ บนบ่าซ้ายของชุดนักพรตปักคำว่าขุนเขาเอาไว้

“ช่างมีน้ำใจและคุณธรรมดีแท้!” นักพรตย่างเท้าเข้ามาในถ้ำอย่างช้าๆ

ตูม!

แรงกดดันอันน่าสะพรึงที่หนักอึ้งเหมือนกับของเหลวสายหนึ่ง ระเบิดออกมาจากร่างของนักพรตในตอนที่เขาเหยียบลงบนพื้นถ้ำ

สิบสองกระเรียนปีศาจและเจ้าสนขาวรู้สึกตัวหนักแทบจะพร้อมกัน จากนั้นพลังปีศาจและกล้ามเนื้อทั้งหมดบนร่างก็ถูกพลังไร้รูปร่างพันธนาการจนกระดิกกระเดี้ยไม่ได้

‘นี่คือ...แรงดันวิญญาณ!’ เจ้าสนขาวนึกถึงศัพท์คำหนึ่งในพริบตา

กองกำลังสู้รบระดับกำหนดสถานการณ์ในขอบเขตเซียนมนุษย์ ควบคุมพลังวิญญาณในสภาพแวดล้อมรอบๆ เพื่อสร้างแรงดันพลังวิญญาณที่แข็งแกร่งมหาศาลใส่ฝ่ายตรงข้ามได้

ถึงแม้พวกมันจะเป็นเผ่าปีศาจซึ่งไม่ได้ใช้พลังวิญญาณหากใช้พลังปีศาจ แต่พลังวิญญาณก็คงอยู่ในทุกๆ ที่ ภายใต้แรงกดดันที่รุนแรงแบบนี้ ต่อให้เป็นเผ่าปีศาจระดับแม่ทัพปีศาจก็ต้านทานไม่ไหวอยู่บ้างเช่นกัน

“เป็นแค่ขุมกำลังเผ่าปีศาจเล็กๆ ที่เพิ่งจับมือกัน รู้ว่าเหนือคนมีคน เหนือฟ้ามีฟ้ากับเขาด้วยหรือ” นักพรตผู้นี้คือฮ่วนซันเต้าหยินที่รีบรุดมาจากลัทธิไม่จีรัง

ถ้าหากไม่ลงมือเร็วๆ เกรงว่ากระเรียนเซียนระดับราชาปีศาจจะถูกคนอื่นจับตัวตัดหน้าไปก่อน

“นักพรตท่านนี้...” เจ้าสนขาวยังคงลุกขึ้นและส่งเสียงอย่างเป็นปกติภายใต้แรงดันวิญญาณได้

“คุกเข่า!”

อีกฝ่ายตวาดอย่างฉับพลัน

ร่างของเจ้าสนขาวถูกกระแทกจนสั่นไหว สีหน้าซีดเผือด เกือบจะล้มลง

ถ้ำราชากระเรียนเริ่มสั่นสะเทือน เส้นบิดเบี้ยวกึ่งโปร่งแสงนับไม่ถ้วนกระจายในอากาศ ฮ่วนซันเต้าหยินแค่นเสียงแล้วเดินไปด้านหน้า

“คุกเข่า!”

เขาตวาดอีกรอบ

เจ้าสนขาวเหมือนโดนสายฟ้าฟาดใส่ ร่างกายโงนเงน สองขาอ่อนยวบจนเกือบล้มลง แต่มันยังฝืนอดทนไว้ได้

“ข้า...ข้าสนขาว...”

“คุกเข่า!” อีกฝ่ายตวาดเป็นครั้งที่สาม

ครั้งนี้กระเรียนปีศาจทั้งหมดที่เหลือถูกกระแทกจนเลือดไหลออกจากเจ็ดทวาร แล้วล้มกับพื้น ไร้เรี่ยวแรงขยับเขยื้อน

เจ้าสนขาวหน้าแดงก่ำ ร่างกายสั่นไหวอย่างรุนแรงอีกรอบ แต่ยังคงพยายามอดทนอดกลั้นไว้

“คุก...”

“ไม่!”

เจ้าสนขาวคำราม สองแขนกลายเป็นสองปีกพร้อมกับฟาดใส่ฮ่วนซันเต้าหยินอย่างแรง

แต่มันเพิ่งจะขยับ แรงดันวิญญาณเหนียวหนืดที่เหมือนกับของเหลวก็กดทับใส่มันทันที ฮ่วนซันเต้าหยินผุดสีหน้าเย็นชาพร้อมกับแทงกระบี่ใส่เจ้าสนขาวด้วยมือขวา

มิคาดเจ้าสนขาวไม่สนใจกระบี่ไม้ที่แทงใส่ศีรษะตน หากก้มตัวโถมเข้าใส่ฮ่วนซันเต้าหยิน คิดใช้ชีวิตแลกชีวิต

“ต้องการให้ข้าตาย! ข้าจะกินเจ้าก่อน!”

“อย่างนั้นเจ้าก็จงไปตายเสียเถอะ!” ฮ่วนซันเต้าหยินโมโห เร่งความเร็วกระบี่แทงใส่หว่างคิ้วเจ้าสนขาว

หลังฆ่ามันเสร็จค่อยสร้างหุ่นเชิดระดับราชาปีศาจเอาก็ได้!

              .............................................
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ

ความคิดเห็น