676-680

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง ระบบโกงสกิล
บทที่ 676ถึง680
ต่อมา หลงเหอจื้อปิดข่าว และกำชับให้มีแค่ระดับสูงสามคนที่ทราบเรื่องลู่เซิ่งพบวาสนาได้เท่านั้น

ปีศาจกระเรียนบอกเล่าไปในทางเดียวกัน บอกว่าเผ่าปีศาจท่องเมฆาเหน็ดเหนื่อยจนอยากหาสถานที่พักหายใจ ก่อนจะตัดสินใจเข้าร่วมสำนักกระเรียนพิสุทธิ์หลังจากลู่เซิ่งเกลี้ยกล่อม

ลู่เซิ่งรับปาก เขาทราบว่าทำเพื่อหลีกเลี่ยงอันตราย ถึงอย่างไรยาวิเศษระดับที่ทำให้คนข้ามขอบเขตมากมายได้ในคราวเดียวและทำให้สิ่งมีชีวิตสำเร็จเป็นปีศาจได้ทันที ก็มีแต่โอสถวิเศษมีชื่อเสียงบางส่วนในตำนานเท่านั้นถึงจะก่อให้เกิดผลลัพธ์แบบนี้ได้

เกิดว่าข่าวหลุดออกไปแล้วมียอดคนหรือจอมปีศาจที่มีพลังฝึกปรือสูงล้ำได้ยินเข้า จะต้องชักนำภัยพิบัติมาสู่ตัวเองแน่

ลู่เซิ่งมอบสัจวิชามหากระเรียนพิสุทธิ์ที่ตนเรียนรู้ได้ให้โดยไม่มีค่าตอบแทน เพื่อให้พวกเจ้าสำนักกระเรียนพิสุทธิ์ร่วมกันฝึกฝน โดยถือเป็นการยื่นหมูยื่นแมว

พอคนทั้งสามคนเห็น ก็พลันตกใจเหลือล้น ครั้นพบจุดสงสัยบางส่วนแล้วถามลู่เซิ่ง ก็จะได้รับคำอธิบายอย่างละเอียด

พอเป็นเช่นนี้หลายครั้ง ท่าทีที่พวกเขามีต่อลู่เซิ่งก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป

บนโลกใบนี้เคยมีอัจฉริยะที่เฉลียวฉลาดโดยกำเนิดจนสร้างความตกตะลึงให้แก่ผู้คนมาไม่น้อย บางคนก็มีพรสวรรค์ไม่ธรรมดา บางคนก็เป็นเซียนกลับชาติมาเกิด

ทั้งสามคนมองลู่เซิ่งเป็นคนที่มีโชคมหาศาลและพรสวรรค์ตั้งแต่กำเนิด!

ครึ่งเดือนต่อมา หลังจากผ่านการสังเกตอย่างตั้งใจของเจ้าสำนักหลงเหอจื้อ เขาก็ได้ตัดสินใจถ่ายทอดคัมภีร์แกนหลักของสำนักให้แก่ลู่เซิ่ง...คัมภีร์ปีกขาว

เขาได้ค้นพบในตอนที่สังเกตอย่างตั้งใจว่า จิตใจของลู่เซิ่งสมบูรณ์มั่นคงถึงขีดสุด แม้จะยังเหลืออารมณ์รักโลภโกรธหลงเหมือนคนธรรมดา แต่ความแน่วแน่ของจิตใจและความแข็งแกร่งของจิตเต๋ากลับหายากเป็นอย่างยิ่ง

ไม่มีจุดบกพร่องทางนิสัยที่พบเห็นได้บ่อย ต่างจากคนหนุ่มในโลกียะวิสัยที่เพิ่งมีอายุแค่สิบยี่สิบปี

บวกกับเรื่องของสัจวิชามหากระเรียนพิสุทธิ์กับปีศาจกระเรียน พวกหลงเหอจื้อจึงคิดว่า จิตใจของลู่เซิ่งที่รักษาสภาพจิตใจภายใต้พลังฝึกปรือที่เพิ่มพรวดพราดแบบนี้ได้ สามารถฝึกฝนคัมภีร์ปีกขาวได้โดยไม่มีปัญหา

ดังนั้น หลังจากการทดสอบจบลง ในที่สุดหลงเหอจื้อก็ตัดสินใจถ่ายทอดคัมภีร์ปีกขาวให้แก่ลู่เซิ่งอย่างเป็นทางการ

ในเวลานี้เอง ภายใต้การเตือนของอาจารย์อาสองป๋อหรูชิงที่กลับมาจากการไปเยี่ยมเพื่อน สำนักกระเรียนพิสุทธิ์ได้เริ่มประกาศอย่างไร้ความกริ่งเกรงว่า ซื่อจื่อของเยวี่ยอ๋องเฮ่อเจินเต้าหยินหรือหวงจิ่ง เกิดมาพร้อมร่างมรรคาและพรสวรรค์

นี่เป็นการสร้างฐานชื่อเสียงให้แก่การแสดงพลังฝึกปรือในภายหลังของเขา เพื่อจะได้เผยพลังที่แท้จริงต่อจากนี้ได้อย่างสมเหตุสมผล

นี่เป็นการพยายามอำพรางร่องรอยยาวิเศษที่ว่า

ในช่วงเวลานี้ลู่เซิ่งก็ไม่ได้อยู่ว่างเช่นกัน คอยเพิ่มการยกระดับความเร็วของพลังยุทธ์ทุกๆ สองวันสามวันโดยตลอด ไม่นานเขาก็มีพลังยุทธ์ถึงหนึ่งพันห้าร้อยปี

หลังจากได้รับคัมภีร์ปีกขาว เขาก็เปลี่ยนสัจวิชาในนี้เป็นพลังยุทธ์และพลังฝึกปรืออย่างรวดเร็ว

ปราณจริงแท้ที่ได้จากการฝึกคัมภีร์ปีกขาวแน่นหนาและล้ำลึกกว่าสัจวิชามหากระเรียนพิสุทธิ์ อีกทั้งในนี้ยังซ่อนแฝงพลังงานใหม่ที่ลู่เซิ่งไม่รู้จักและบรรยายไม่ได้เอาไว้สายหนึ่ง

เขาใช้เวลาสามวันเปลี่ยนพลังยุทธ์หนึ่งพันห้าร้อยปีเป็นคัมภีร์ปีกขาวทั้งหมด

พลังฝึกปรือหลังเปลี่ยนแปลงเหลืออยู่ราวหนึ่งพันปี ใช้พลังฝึกปรือไปห้าร้อยปีในการเปลี่ยนแปลง

แต่แม้จะเป็นแบบนี้ ก็แข็งแกร่งกว่าพวกหลงเหอจื้อไปไกลโขแล้ว

ความจริงคุณสมบัติเด่นส่วนใหญ่ของคัมภีร์ปีกขาวนี้ไม่แตกต่างจากสัจวิชามหากระเรียนพิสุทธิ์มากนัก มีข้อแตกต่างกันเพียงจุดเดียวเท่านั้น

นั่นก็คือยืดอายุขัยได้

หลังจากลู่เซิ่งเปลี่ยนพลังฝึกปรือแล้ว ก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า ความเร็วของกระบวนการเผาผลาญสารอาหารอันเป็นการทำงานของร่างกายลดลงอย่างใหญ่หลวง โดยลดลงถึงหนึ่งในหลายสิบส่วนจากของเดิม

พลังงานที่จำเป็นต้องใช้ในกิจกรรมประจำวันมีคัมภีร์ปีกขาวมอบให้เป็นหลัก

นี่ทำให้เขาเกิดความฉงน จนอยากจะหาโอกาสศึกษาว่า จุดสำคัญของคัมภีร์ปีกขาวอยู่ตรงไหนให้ละเอียดเสียหน่อย

ในตอนนี้เอง สำนักเล็กๆ อีกสำนักที่ลงนามเป็นพันธมิตรร่วมรบกับสำนักกระเรียนพิสุทธิ์ ซึ่งมีชื่อว่าวังเข็มสมุทรได้ส่งศิษย์มาเชิญเจ้าสำนักหลงเหอจื้อไปเข้าร่วมงานประชุมปฐพีวิญญาณที่สองปีจะจัดขึ้นครั้งหนึ่ง

หลังจากหลงเหอจื้อกำชับลู่เซิ่งเสร็จ ก็ได้มอบวิชาสังหารเพียงวิชาเดียวในสำนักให้เขาไว้ใช้ป้องกันตัว ก่อนจะพาปีศาจกระเรียนตัวหนึ่งเหินจากไป

เห็นได้ชัดว่าเขาต้องการจะอวด

ความจริงงานประชุมปฐพีวิญญาณเป็นงานที่สำนักเล็กๆ ส่วนหนึ่งมาปรึกษากันเรื่องการแบ่งอาณาเขตของตัวเองเท่านั้น

ทุกคนเปรียบพลังและศักยภาพกัน ดูว่าใครแกร่งกว่า ใครอ่อนแอกว่า คนที่แข็งแกร่งขึ้นจะครอบครองภูเขาลำเนาไพรได้เพิ่มขึ้นหลายส่วน

ส่วนคนที่อ่อนแอก็จะต้องเฉือนแบ่งเมืองส่วนหนึ่งให้

ลู่เซิ่งเพิ่งจะเข้าสำนัก ต่อให้พลังฝึกปรือสูงล้ำ แต่ก็ไม่ควรเผยโฉมเร็วเกินไป เลยไม่ได้ไปด้วย แต่ว่ากลับพาปีศาจกระเรียนไปให้คนดูได้

ปีศาจกระเรียนของสำนักเต๋านั่นไม่เรียกปีศาจ หากเรียกภูตกระเรียน

หลงเหอจื้อยังนับว่ามีหัวคิด ไม่ได้พาไปหลายตัวในครั้งเดียว หากพาไปแค่หนึ่งตัว ซึ่งแสดงพลังได้เพียงพอแล้ว

เผ่าปีศาจจำแลงกายตนหนึ่งมีความสำคัญสูงมากในการต่อสู้จริง หากสำนักหรือพรรคเล็กๆ ทั่วไปรับมือโดยไม่ระวัง ก็อาจจะได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงได้

ดังนั้นนำไปตนเดียวก็เพียงพอแล้ว

หลังจากหลงเหอจื้อจากไปอย่างหลงลำพอง อาจารย์อาสองคนในสำนัก คนหนึ่งลุ่มหลงในการฝึกวิชากระบี่ ส่วนอีกคนชอบไปเยี่ยมหาสหายและออกตระเวนท่องเที่ยว ล้วนเป็นคนที่ไม่สนใจงาน

ก่อนหน้านี้หลังจากหลงเหอจื้อจากไป สำนักจะตกสู่ความวุ่นวาย ไม่มีใครดูแล ศิษย์แต่ละคนทำทุกอย่างได้ตามใจ

แต่ตอนนี้ต่างออกไป เพราะลู่เซิ่งรับสถานะศิษย์สืบทอดสายตรงจากเจ้าสำนัก กอรปกับพลังต่อสู้อันกล้าแข็งของปีศาจกระเรียนหนึ่งตน ทำให้คว้าอำนาจควบคุมสำนักกระเรียนพิสุทธิ์ไปโดยปริยาย

เขานับจำนวนศิษย์ทุกคนของสำนักกระเรียนพิสุทธิ์ก่อน

มีคนทั้งหมดสามร้อยยี่สิบห้าคน

หากตัดส่วนที่ออกไปท่องเที่ยวทิ้ง จะเหลืออยู่สองร้อยแปดสิบเอ็ดคนที่พำนักอยู่รอบๆ อาราม

ในป่าเขาน้อยใหญ่รอบๆ นี้มีอารามเล็กๆ อยู่ไม่น้อย ล้วนเป็นที่อยู่อาศัยของศิษย์ของสำนักกระเรียนพิสุทธิ์ นอกจากนั้นยังมีศิษย์ของสำนักกระเรียนพิสุทธิ์คอยดูแลป่าเขาบางส่วนที่อยู่ไกลออกไป

แม้สำนักกระเรียนพิสุทธิ์จะไม่ถนัดการฆ่าฟัน แต่ก็ยังร้ายกาจกว่าคนในยุทธภพทั่วไปอยู่ดี

กอปรกับเชี่ยวชาญการเลี้ยงฝูงกระเรียนขาว จึงไม่หวาดกลัวสัตว์ดุร้ายทั่วไป

หลังจากคำนวณเสร็จสิ้น ลู่เซิ่งก็อาศัยจังหวะที่ไม่มีใครสนใจ สะสางทุกอย่างในสำนักกระเรียนพิสุทธิ์ และก่อตั้งหน่วยสอดแนมขึ้นมา ไม่อนุญาตให้ศิษย์คนใดเกียจคร้าน ทุกคนจะต้องทำงานของตัวเอง

ขณะเดียวกันลู่เซิ่งยังได้ส่งปีศาจกระเรียนไปสยบฝูงกระเรียนทั้งหมดสิบสองฝูงใต้อาณัติของสำนักด้วย

ฝูงกระเรียนทั้งหมดเพียงเคารพปีศาจกระเรียนกับเขาเป็นนายเท่านั้น ชี้ไปไหนก็ทุบตีตรงนั้น ไม่ต้องเปลืองวาจาให้มากความ

รอจนอาจารย์อาสองกับอาจารย์อาสามที่จะออกด่านทุกๆ ช่วงระยะเวลาหนึ่งออกมาเห็นสำนักที่เป็นระเบียบเรียบร้อย พลันอ้าปากตาค้าง ดังนั้นเลยคร้านจะสนใจหน้าที่ยิ่งกว่าเดิม มอบอำนาจทั้งหมดให้ลู่เซิ่ง ส่วนตัวเองกักตนฝึกฝนอย่างเซียนบำเพ็ญต่อไป

คัมภีร์ปีกขาวมีความเร็วในการคืนปราณมากกว่าสัจวิชามหากระเรียนพิสุทธิ์เยอะมาก ลู่เซิ่งจึงใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้หลอมรวมด้ายกระตุ้นวิญญาณอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มคัดเลือกกระเรียนที่กำยำและมีสติปัญญาในฝูงกระเรียนมาทำการแปลงเป็นปีศาจอย่างใหญ่โต

ปราณจริงแท้ที่ผสมกับด้ายกระตุ้นวิญญาณถูกใช้ในการแปลงกระเรียนขาวเป็นปีศาจในฐานะพลังงานเท่านั้น ความจริงขอแค่มีพลังงานมากพอ การแปลงเป็นปีศาจกับการจำแลงกายของกระเรียนขาวก็จะไม่มีข้อจำกัดพิเศษอะไร

ความยากหลักของการแปลงสัตว์ธรรมดาเป็นปีศาจคือการสั่งสมพลังงานที่ยาวนานเกินไป แต่เป็นเพราะสัตว์ได้แต่อาศัยสัญชาติญาณดูดซับพลังจากดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เท่านั้น จึงมีประสิทธิภาพต่ำสุดขีด

ลู่เซิ่งเลือกกระเรียนขาวทั้งหมดสิบสองตัวมาเป็นกลุ่มนำขบวนของการแปลงปีศาจก่อน

เขาตั้งชื่อถ้ำที่เจ้าสนขาวกำลังฟักตัวลอกคราบว่าถ้ำราชากระเรียน กระเรียนขาวสิบสองตัวควบคุมกระเรียนขาวหลายร้อยตัวในบริเวณรอบๆ ภูตกระเรียนสองตัวในตอนแรกก็อยู่ในนี้เช่นกัน

หลังจัดการทุกอย่างจบ พลังฝึกปรือของลู่เซิ่งก็เพิ่มขึ้นเป็นสามพันปี เขาค่อยมอบภารกิจในสำนักให้เสี่ยวเจินกระเรียนปีศาจจัดการดูแล ส่วนตัวเองออกจากอารามเพื่อกลับตำหนักอ๋อง

ปัจจุบันสถานการณ์ในใต้หล้าเปลี่ยนแปลงไปมา จะต้องรักษาการแลกเปลี่ยนข่าวสารกับโลกภายนอกไว้ตลอดเวลา

...

ลมฤดูสารทเย็นฉ่ำ ใบไม้ร่วงโปรยปราย

ลู่เซิ่งที่สวมชุดคลุมผ้าแพรเร่งฝีเท้าก้าวย่างอย่างมั่นคงกลางป่าเขาที่เกลื่อนไปด้วยใบไม้ร่วง

ใบไม้หนาข้างใต้เท้าเป็นสีเหลืองแห้งและอ่อนนุ่ม เหมือนกับปูพรมไว้ชั้นหนึ่ง

เขาที่มีพลังฝึกปรือสามพันปีใช้ปราณจริงแท้ที่ล้ำลึกสุดเปรียบปานลอยตัวขึ้นฟ้าและควบคุมกระแสอากาศรอบๆ ตัวได้อย่างผ่อนคลาย

ในสถานการณ์ที่อยู่คนเดียว เขาสามารถกลับไปถึงใกล้ๆ ตำหนักเยวี่ยอ๋องโดยใช้เวลาแค่ครึ่งวันได้

ปราณจริงแท้ของที่นี่เหมือนกับเป็นกลิ่นอายชนิดหนึ่งที่หลอมรวมเข้ากับทุกสสารบนโลกได้ หากเกาะอยู่กลางอากาศ ก็จะรวมตัวกลายเป็นเมฆ ทำให้ตนเองเดินทางโดยใช้ลมได้

เพียงแต่ถ้าสสารที่หลอมรวมแตกต่าง ความเร็วในการผลาญปราณจริงแท้ก็จะแตกต่างตามไปด้วย

มุ่งหน้าไปตามป่าเขาได้ระยะหนึ่ง ครั้นเขามองไปด้านหน้า ก็เห็นเค้าโครงกำแพงสูงของสวนดอกไม้หลังตำหนักเยวี่ยอ๋องได้รำไร

ฝีเท้าพลันผ่อนคลายกว่าเดิมหลายส่วน

จากนั้นก็เดินเข้าไปอีกราวหลายร้อยหมี่

“ผู้ใด!?”

ในป่ามีเสียงตะโกนดังมาอย่างฉับพลัน ประกายโลหะแวบผ่านจุดที่มืดมิด แสดงให้เห็นว่ามีมือธนูกำลังเล็งมาทางด้านนี้

“ข้าเอง” ลู่เซิ่งชูป้ายคำสั่งไม้แผ่นหนึ่งขึ้นโบกไปมา

ป้ายคำสั่งนั้นมีความพิสดาร สร้างขึ้นโดยเอาไม้ที่มีสีแตกต่างกันสามชนิดมาบดอัดกัน วงกลมขนาดใหญ่ที่เหมือนกับดวงอาทิตย์ตรงกลางเห็นได้อย่างชัดเจน

พอเห็นป้ายคำสั่ง องครักษ์ตำหนักอ๋องในที่ลับก็รีบกดหัวธนูลง

พอลู่เซิ่งเดินไปด้านหน้าอีกหลายสิบเก้า ก็มีองครักษ์เข้ามาต้อนรับทันที

“คารวะซื่อจื่อ ท่านอ๋องกลับมาแล้ว พอได้ยินว่าท่านกลับมาก็สั่งให้ท่านรีบไปพบทันที!”

องครักษ์ผู้นี้คาดผ้าไว้บนตาข้างที่บอด บนตัวปรากฏไอสังหารเข้มข้น แสดงให้เห็นว่าเพิ่งกลับมาจากสนามรบ ยังไม่กลับสู่สภาพปกติดี

“ทราบแล้ว” ลู่เซิ่งเพิ่งจะจากไปไม่เกินเดือนครึ่ง นึกไม่ถึงว่าเยวี่ยอ๋องจะกลับมาแล้ว

เขาเข้าไปจากประตูสวนดอกไม้ ตัดทะลุคฤหาสน์ด้านใน ไม่สนใจข้ารับใช้และหญิงรับใช้ที่โค้งตัวถามไถ่ ก่อนจะมาถึงด้านหน้าห้องเก็บตำราของเยวี่ยอ๋องทันที

ก๊อกๆ

เขางอนิ้วเคาะประตู

“เข้ามา” เสียงของเยวี่ยอ๋องแฝงความเหนื่อยล้าอย่างรุนแรง “เข้ามาแล้วรีบปิดประตู”

ลู่เซิ่งพลันเคร่งเครียด ก่อนจะผลักประตูเข้าไป

ด้านในห้องเก็บตำราไม่มีหญิงรับใช้ เยวี่ยอ๋องนั่งอยู่หน้าโต๊ะตำราเพียงลำพัง เขาเปลือยร่างท่อนบน เตาถ่านที่คุกรุ่นวางอยู่บนโต๊ะ ยังมีคีม มีด และตัวหนีบอยู่ด้วย

สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือตะขาบขนาดยักษ์สีดำตัวหนึ่งที่คลานอยู่ตรงกลางหน้าอกเยวี่ยอ๋อง

ตะขาบตัวนี้ใหญ่เท่าสองฝ่ามือ ขาที่ถี่ยิบแข็งแกร่งน่ากลัว ควันดำหลายสายลอยออกมาจากปากอย่างเลือนราง

“นี่มัน!?” ลู่เซิ่งสีหน้าหนักอึ้ง เขายังไม่ได้เริ่มแผนการ บิดาของร่างต้นร่างนี้ก็เจอปัญหาแบบนี้เข้าแล้ว

“อาหงของเจ้าตายแล้ว เขาช่วยรับการโจมตีแทนข้า นี่เป็นฝีมือที่ความสามารถของอีกฝ่ายทิ้งไว้บนตัวข้า” เยวี่ยอ๋องกล่าวด้วยสีหน้าจนใจ

“ฝีมือใครหรือ” ลู่เซิ่งถามเสียงทุ้ม

เยวี่ยอ๋องผุดสีหน้าบูดบึ้ง ริมฝีปากสั่นไหว สุดท้ายก็ไม่ได้บอกอะไร

“ครั้งนี้ที่ข้ากลับมาก็เพื่อจะมอบหมายเรื่องสองสามเรื่องกับเจ้า” เขาตาเป็นประกาย อ่านอารมณ์จากสีหน้าไม่ออก

“เรื่องอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”

“เรื่องแรก เจ้าจงรับปากข้าว่าจะส่งมารดาเจ้าไปยังคฤหาสน์ตระกูลหนิง อีกเดี๋ยวค่อยไปส่ง”

“เรื่องที่สอง ในห้องนอนข้ามีตู้โลหะใบหนึ่ง กุญแจอยู่ในช่องลับด้านหลังภาพแขวนบนผนังกำแพง เจ้ารู้ว่าจะเปิดได้อย่างไร เอาของในกล่องไปจากตำหนักอ๋องซะ บำเพ็ญเต๋าก็ดีเหมือนกัน จะไปไหนก็ได้ จงไปจากที่นี่เสียแล้วอย่ากลับมาอีก”

“เกิดอะไรขึ้นหรือพ่ะย่ะค่ะ” ลู่เซิ่งสีหน้าแปรเปลี่ยนพลางถามเสียงขรึม

“ไม่เกิดอะไรขึ้นหรอก ไม่ต้องคิดมาก เจ้าออกไปหลบซ่อนก่อน ข้าจะจัดการทุกอย่างเอง” เยวี่ยอ๋องพยายามแสดงสีหน้าเรียบเฉย ถ้าหากเป็นหวงจิ่งก่อนหน้านี้ จะต้องหลอกได้ง่ายๆ แน่นอน แต่ไม่ใช่กับลู่เซิ่งในตอนนี้

เขามองแวบเดียวก็รู้ว่าเยวี่ยอ๋องพยายามทำตัวเยือกเย็น

นิ่งไปเล็กน้อย ลู่เซิ่งก็ยิ้ม

“พ่ะย่ะค่ะ อีกเดี๋ยวข้าจะไป”

“จงจำไว้ว่าอย่ากลับมาเร็ว” เยวี่ยอ๋องเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “เอาล่ะ ตอนนี้จงไปเอาของเสีย อย่าโอ้เอ้ ได้แล้วก็จงไปทันที” เขาสัมผัสได้ว่าคนผู้นั้นกำลังจะมาแล้ว

“พ่ะย่ะค่ะ!”

ลู่เซิ่งลุกขึ้นแล้วหมุนตัวเดินออกจากห้อง ก่อนจะไปยังที่พักของตัวเอง

เยวี่ยอ๋องเจอปัญหาเข้าพอดี หากคิดจะพลิกสถานการณ์ใหญ่ ตอนนี้เขาควรจะเริ่มเผยเขี้ยวเล็บส่วนหนึ่งได้แล้ว

“เสี่ยวหรง” เขาเรียกเบาๆ

“ท่านพ่อ” เงาสายหนึ่งโผล่ขึ้นมาในเงามืดด้านข้างลู่เซิ่งดุจสายฟ้าฟาด เสียงกลับเป็นเสียงสตรีที่อ่อนโยน

“เตรียมตัวลงมือแล้วหรือยัง” ลู่เซิ่งถามอย่างสบายๆ

“เจ้าค่ะ”

ลู่เซิ่งยิ้ม เขายังไม่ได้เตรียมการใหญ่ให้ดี สถานะเยวี่ยอ๋องซื่อจื่อจะให้หายไปง่ายๆ ไม่ได้หรอก

เยวี่ยอ๋องจะตายไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกของร่างต้น หรือเพราะเงื่อนไขในตอนนี้ เขาก็ตายไม่ได้

ผู้ใดอยากฆ่าเยวี่ยอ๋อง เขาจะฆ่ามันทิ้งก่อน!

ในฐานะบุตรชายคนเดียวของหนึ่งในสามฉินอ๋องผู้เป็นเสาค้ำราชวงศ์ ไม่ว่าจะไปที่ใด สถานะนี้ล้วนได้รับผลประโยชน์มหาศาล

ตำหนักเยวี่ยอ๋องในตอนแรกเป็นแค่พื้นที่สำคัญในโลกคนธรรมดาเท่านั้น สำหรับคนในแวดวงการบำเพ็ญเพียรแล้ว มันเต็มไปด้วยรูโหว่เหมือนกับตะแกรง

ทว่าตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เขาจะเปลี่ยนตำหนักเยวี่ยอ๋องให้เป็นบึงมังกรรังพยัคฆ์ทีละก้าวๆ

ตำหนักเยวี่ยอ๋อง ถ้ำราชากระเรียน สถานที่สองแห่งจะกลายเป็นหนึ่งเดียวกันตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

              .............................................
ในฤดูหนาว ต่อให้เป็นสวนดอกไม้ก็มีใบไม้และกลีบดอกหล่นเกลื่อนกลาดอยู่ไม่น้อย

หญิงรับใช้ปัดกวาดพื้นด้วยไม้กวาดอย่างช้าๆ

ลู่เซิ่งไม่ได้ไปไหนไกล เพียงแต่กลับห้องตัวเองเท่านั้น

เขาไม่ได้ไปยังห้องนอนของเยวี่ยอ๋อง ไม่ได้รีบไปเก็บข้าวของ เพียงหาเก้าอี้นั่งลง ก่อนจะเอนหลังมองดูใบไม้และต้นหญ้าที่โยกไหวตามสายลมในเรือนด้านนอก

รออยู่สักพัก ด้านนอกสวนดอกไม้ก็มีเสียงร้องดังมาเบาๆ

ลู่เซิ่งไม่ขยับเขยื้อน ยังคงพิงเก้าอี้ เขาได้ยินเสียงร้องขององครักษ์ที่ดังมาจากด้านนอกแล้วเช่นกัน

แต่เขาเชื่อว่าเสี่ยวหรงจะไม่ทำให้เขาผิดหวัง

ไม่นานนักเสียงฝีเท้าเบาๆ ก็เข้ามาใกล้ด้านนอกสวนอย่างเร่งรีบ แต่ไม่นานเสียงฝีเท้าทั้งหมดก็หายไปอย่างกะทันหันตอนเข้าใกล้ประตูสวนดอกไม้

ทุกอย่างกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง

หญิงรับใช้ที่ปัดกวาดพื้นมีสีหน้าเยือกเย็น ในฐานะหญิงรับใช้ประจำตำหนักอ๋อง พวกนางย่อมไม่ได้มีคุณสมบัติธรรมดาๆ หากแต่ผ่านการลอบสังหารมาแล้วหลายครั้ง

ถึงนักฆ่าที่ฝ่ามาถึงตำแหน่งนี้ได้จะมีไม่มาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มี ดังนั้นนางเลยรักษาความสุขุมเอาไว้ได้

หญิงรับใช้แอบใช้หางตามองลู่เซิ่ง พอเห็นเขาผุดสีหน้าใจเย็น ไม่มีความแตกตื่นลนลานแม้แต่น้อย ในใจก็พลอยสงบนิ่งไปด้วย ปัดกวาดพื้นต่อไป

ไม่นานนักก็มีเสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังมาจากที่ไกลอีกรอบ

องครักษ์ที่อยู่รอบๆ เหมือนกับหายสาบสูญไป ไม่มีเสียงใดๆ แต่ตอนที่เข้าใกล้สวนดอกไม้เล็กๆ ผืนนี้ เสียงฝีเท้ากลับหายไปอย่างกะทันหันราวกับหายตัวไป

ครู่ต่อมาก็ไม่มีมือสังหารกลุ่มที่สามเข้ามาใกล้อีก

ลู่เซิ่งอมยิ้ม

‘กลัวแล้วเรอะ’ เขานึกว่าจะเป็นยอดฝีมือที่ร้ายกาจมาก นึกไม่ถึงว่าจะมีปัญญาแค่นี้

รออยู่สักพัก ครั้นไม่มีเสียงใดส่งมาอีก ลู่เซิ่งจึงค่อยๆ ลุกขึ้นบิดขี้เกียจ ก่อนจะหมุนตัวเดินไปยังห้องเก็บตำรา

แกร๊ก

ประตูถูกผลักเปิด เยวี่ยอ๋องกำลังถือคีมหนีบตะขาบที่อยู่ตรงหน้าอกพร้อมกับถอนออกอย่างช้าๆ

“เหตุใดเจ้ากลับมาแล้ว!?” เขาเงยหน้าขึ้นเพราะได้ยินเสียง ครั้นเห็นลู่เซิ่งเข้ามาสีหน้าก็พลันแปรเปลี่ยน

“อยู่ๆ ข้าก็รู้สึกว่าไม่มีความจำเป็นต้องไปแล้ว” ลู่เซิ่งยิ้ม

เยวี่ยอ๋องหยีตา พลันรู้สึกว่าตัวเองมองบุตรชายคนเดียวไม่ออกอยู่บ้าง

“เมื่อครู่มีมือสังหารมาหลายกลุ่ม แต่ถูกองครักษ์ตำหนักอ๋องที่ยอมสู้ตายขับไล่ไปหมดแล้ว ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ลู่เซิ่งกล่าวปลอบ “ท่านพ่อดูแลอาการบาดเจ็บไปเถอะ จะว่าไปครั้งนี้ที่ข้าไปบำเพ็ญเต๋าในเขา กลับได้อ่านตำรามาบางส่วน ตำราบันทึกไว้ว่า พิษตะขาบบนตัวท่านนี้สามารถใช้วิธีในวิชากำจัดตะขาบดำขจัดออกไปได้”

“วิชาตะขาบดำหรือ บอกไว้ว่าอย่างไร” เยวี่ยอ๋องรู้สึกมากกว่าเดิมว่าบุตรชายคนนี้เริ่มไม่ธรรดาแล้ว ไม่แน่ว่าตอนที่บำเพ็ญเต๋าเมื่อก่อนหน้านี้จะมียอดคนชี้แนะให้จริงๆ

“ใช้ดอกสามผสาน เปลือกไม้ รากไม้ และหัวของคางคกเก้าตัว มาผสมเป็นของเหนียว ชักนำตะขาบออกจากร่างกาย หลังจากฆ่าตะขาบแล้ว จึงค่อยรักษาอาการบาดเจ็บบนตัวได้” ลู่เซิ่งอธิบายอย่างละเอียด

เขาเคยอ่านข้อมูลทางด้านนี้ตอนจัดการสำนักกระเรียนพิสุทธิ์จริงๆ

“...ข้าจะลองดู” เยวี่ยอ๋องเอ่ยเสียงขรึม

“อย่างนั้นข้าขอตัวก่อน” ลู่เซิ่งค่อยๆ ถอยออกจากห้องเก็บตำรา

เยวี่ยอ๋องมองส่ง จนเขาเปิดประตูออกไป ในใจอดนึกถึงผู้ตรวจการเจ็ดมณฑลเจียงหลงที่เป็นสหายสนิทไม่ได้

เจียงหลงผู้ที่เป็นเพื่อนเล่นหมากล้อมกับเขาเป็นคนที่มีอารมณ์ไม่ธรรมดา มักจะรอบรู้และเข้าใจเหตุการณ์ปัจจุบัน

นอกจากนั้นคนคนนี้เหมือนเคยพานพบประสบเหตุการณ์ลี้ลับมามากมาย บางครั้งบางคราวที่พูดเล่นกัน ทำให้เยวี่ยอ๋องได้รู้จักเรื่องราวมหัศจรรย์พันลึกมากมาย

ยังมีจวนฉิงอ๋องที่ลี้ลับมาโดยตลอดอีก ครั้งนี้ก่อนเขาออกศึก ได้ยินว่าทางฉิงอ๋องทอดถอนใจใต้ฟ้าใสว่า ลมฝนยังมาตามฤดูกาลอยู่เลย

เขาเคยพบฉิงอ๋องมาก่อน เป็นคนวัยกลางคนที่ลี้ลับเยือกเย็นมากคนหนึ่ง

บุคลิกนั้นคล้ายกับหวงจิ่งบุตรชายคนเดียวในตอนนี้อยู่บ้าง

เรียกได้ว่าตำหนักอ๋องของฉิงอ๋องเป็นสถานที่ที่ลี้ลับยากหยั่งคาดที่สุดในราชวงศ์ ที่นี่เหมือนกับวังวนยักษ์ ซึ่งยื่นหนวดนับไม่ถ้วนออกไปด้านนอกอย่างต่อเนื่อง

ไม่มีใครเคยเข้าไปในตำหนักฉิงอ๋อง ไม่มีใครเคยเห็นคนในตำหนักอ๋องนอกจากตัวฉิงอ๋องมาก่อน บางครั้งก็มีองครักษ์และข้ารับใช้ของตำหนักอ๋องเข้าออก แต่ต่างก็ปิดปากเงียบ ไม่พูดอะไรกับคนภายนอกสักคำเดียว

เวลาอยู่ในราชสำนัก ฉิงอ๋องก็จะยิ้มแย้มใจเย็นและไม่พูดไม่จา เหมือนตัวละครหลังฉาก มักทำให้คนมองข้ามการดำรงอยู่ของเขาไป

แต่ทุกครั้งที่มีขุมกำลังใดๆ ต้องการจะลงมือกับตำหนักฉิงอ๋องที่ยึดครองดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ ผู้ก่อการของขุมกำลังนี้มักจะหายไปอย่างอธิบายไม่ได้เสมอ

หนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้ง สี่ครั้ง พอเกิดขึ้นหลายครั้งเข้า ทุกคนก็หวาดกลัวแล้ว

ว่ากันว่าแม้แต่องครักษ์โลหิตที่องค์จักรพรรดิส่งไปก็ยังเสียท่าในตำหนักฉิงอ๋องไม่น้อย

ดังนั้นราชสำนักหรือแม้แต่องค์จักรพรรดิจึงเกรงอกเกรงใจฉิงอ๋อง

พอเยวี่ยอ๋องใคร่ครวญถึงตรงนี้ ก็ถอนใจยาวเฮือกหนึ่ง รู้สึกจนปัญญาแต่ยังมีความหวังอยู่บ้าง

ถ้าหากว่าตนมีขุมกำลังและศักยภาพเท่าฉิงอ๋อง สถานการณ์ในตอนนี้อาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้

เขาใคร่ครวญเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นสั่นกระดิ่งเพื่อเรียกหญิงรับใช้เข้ามา เตรียมจะทดลองวิธีที่บุตรชายบอก

...

หลังจากลู่เซิ่งออกจากห้องเก็บตำรา ก็เรียกหญิงรับใช้มา เพื่อสั่งให้ไปเรียกตัวอันเถิงฮุยผู้เป็นหัวหน้าองครักษ์มา

อันเถิงฮุยปฏิบัติภารกิจอย่างมุมานะอยู่ในตำหนัก ยิ่งชราจิตใจยิ่งกล้าแกร่ง ใช้วิชาหอกได้อย่างล้ำเลิศและมีอานุภาพน่าตกตะลึง เคยสร้างผลการรบอันเจิดจรัสโดยสังหารทหารม้าสิบสามนายติดต่อกันด้วยตัวคนเดียวในสนามรบ

และนั่นเป็นการต่อสู้ระหว่างทหารราบกับทหารม้า!

ตอนนี้อันเถิงฮุยรับหน้าที่เป็นองครักษ์ใหญ่ในตำหนักอ๋องมาได้สิบกว่าปีแล้ว บิดามารดา ลูกชาย และหลานในบ้านต่างทำหน้าที่ในตำหนักอ๋อง กล่าวได้ว่ามีความภักดีซื่อสัตย์อย่างแน่นอน

ไม่นานนัก ลู่เซิ่งก็เจออันเถิงฮุยผู้มีผมหงอกขาวแต่ร่างกายยังกำยำในศาลาเล็กๆ ของสวนดอกไม้

“ข้าน้อยขอคารวะซื่อจื่อ ไม่ทราบซื่อจื่อมีคำสั่งใดหรือ” อันเถิงฮุยคุกเข่าข้างหนึ่งทำความเคารพ

“ท่านอาอันเกรงใจแล้ว ไม่ทราบว่าเมื่อครู่ท่านได้ยินเสียงร้องมาจากด้านนอกหรือไม่” ลู่เซิ่งพิจารณาอันเถิงฮุยผู้นี้อย่างตั้งใจ

คนผู้นี้มีใบหน้าสี่เหลี่ยมที่หนักแน่น ดูเหมือนเคร่งขรึมตลอดเวลา ไม่ชอบกล่าววาจาล้อเล่น ทั้งๆ ที่อายุเลยเลขหกแล้ว แต่ก็ยังคงกำยำสูงใหญ่อย่างผิดปกติอยู่

“หรือซื่อจือจะหมายถึงเมื่อครู่มีมือสังหารหรือ!?” อันเถิงฮุยพลันตกใจ รีบลุกขึ้นพร้อมกับกดด้ามดาบไว้

“หรือว่าท่านอาอันจะไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยหรือ” ลู่เซิ่งคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม

“ข้าน้อยไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ” อันเถิงฮุยส่ายหน้าน้อยๆ

“อย่างนั้นหรือ เช่นนั้นก็ดี ท่านไปพักผ่อนก่อนเถอะ” ลู่เซิ่งไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงออกคำสั่งสบายๆ เท่านั้น

“พ่ะย่ะค่ะ” อันเถิงฮุยพยักหน้า ก่อนจะหมุนตัวเดินไปยังประตูสวนดอกไม้

หลังจากเดินออกจากสวนดอกไม้ เขาค่อยหันไปมองศาลา

“เอ๋?” อันเถิงฮุยพลันร้องเอ๋ ตอนนี้ศาลาว่างเปล่า ไม่มีร่องรอยของซื่อจื่อและองครักษ์เหลืออยู่เลย

ยังไม่รอให้เขาได้สติ เงาสีขาวสายหนึ่งก็แวบผ่านด้านหลังไป

อันเถิงฮุยนัยน์ตาแข็งทื่อ ร่างกายชะงักในทันที ก่อนจะล้มหงายหลังไปอย่างตกตะลึง

“ข้า...ข้า...” เขาเพียงมองเห็นเงาสีขาวแวบผ่านด้านหน้าตนเองเป็นครั้งสุดท้าย

“ข้าชิงหลิงจื่อตายลงที่นี่...ได้อย่าง...” ยังพูดไม่ทันจบ เขาก็หมดลมหายใจแล้ว

ไม่นานนัก อันเถิงฮุยก็ลืมตาขึ้นมาใหม่

‘เอ๋? ข้าอยู่ไหนเนี่ย’ เขาลูบท้ายทอยที่ปวดตึง ก่อนจะลุกขึ้นจากพื้น

อยู่ๆ ห้วงสมองของเขาก็เกิดเสียงระเบิด ภาพเหตุการณ์ที่ตนถูกควบคุมเมื่อก่อนหน้านี้เล่นย้อนกลับในสมองอย่างรวดเร็ว

อันเถิงฮุยหน้าซีดขาว เหลียวมองดูรอบๆ พอพบว่าไม่มีใคร ก็รีบออกจากที่นี้ทันที

เขาที่มีประสบการณ์มากทราบว่า ตนได้ถูกม้วนเข้าไปในการต่อสู้ที่ลี้ลับเหล่านั้นแล้ว

ปฏิบัติการลอบสังหารดำเนินอยู่สามวัน

มือสังหารที่เสี่ยวหรงฆ่าตายในเวลาสามวันมีอย่างน้อยหลายสิบคน ในนี้มีภูตผีสองตนที่เหมือนกับวิญญาณอยู่ด้วย

เหมือนอีกฝ่ายจะรู้แล้วว่าเป็นแบบนี้ต่อไปก็ไม่มีความหมาย รังแต่จะทำให้มีคนบาดเจ็บล้มตายเพิ่มขึ้น วันที่สี่จึงไม่มีมือสังหารมาโจมตีอีก ทุกอย่างกลับเป็นปกติ

รออีกสองสามวัน อาการบาดเจ็บของเยวี่ยอ๋องได้รับการรักษาจากวิธีของลู่เซิ่ง พอตะขาบตัวนั้นโดนล่อออกจากร่างก็ไม่ต่างจากตะขาบธรรมดา เพียงเหยียบทีเดียวก็ตายแล้ว

เยวี่ยอ๋องเพียงพักฟื้นอีกสองสามวันก็ออกเดินทางไปรับคำสั่งที่เมืองหลวง

ลู่เซิ่งเรียกหนึ่งในกระเรียนปีศาจสิบสองตนมาคุ้มครองเยวี่ยอ๋องจนไปถึงเมืองหลวง

หลังจากกระเรียนปีศาจกลายเป็นปีศาจ ก็แสดงจุดเด่นดั้งเดิมของกระเรียนขาวออกมาได้อย่างหมดจด พวกมันมีท่าร่างว่องไวจนถึงขั้นภูตพราย สามารถบินวนรอบคนคนหนึ่งได้หลายสิบรอบในชั่วอึดใจ

ความเร็วนี้สร้างความตกตะลึงให้แก่ผู้ได้เห็น

นอกจากตัวมันที่มีความสามารถในการบินแล้ว จะงอยปากที่เติมพลังปีศาจเข้าไปยิ่งเป็นอาวุธวิเศษตามธรรมชาติ จึงสามารถลอบสังหารได้อย่างราบรื่น

กระเรียนปีศาจจำแลงกายตนหนึ่งเทียบได้กับกลุ่มลอบสังหารลึกลับร้อยคน

การที่ลู่เซิ่งให้กระเรียนปีศาจตัวหนึ่งคอยคุ้มครอง เพราะต้องการจะหยั่งเชิงระดับพลังของเมืองหลวงเช่นกัน

...

เมืองหลวง ณ ท้องพระโรง

เยวี่ยอ๋องยืนอยู่ในแถวขุนนางใหญ่ซึ่งอยู่สองฟากข้าง ก้มหน้าไม่พูดไม่จา

ขุนศึกเทพกำลังอ่านรายงานผลการรบที่เพิ่งส่งมาเสียงดัง

ท้องพระโรงที่เป็นสีทองผสมสีเขียวอันรุ่งโรจน์ดูน่าเคร่งขรึม

“ฝ่าบาทเยวี่ยอ๋อง ได้ยินมาว่าก่อนหน้านี้ตำหนักเยวี่ยอ๋องเผชิญมือสังหาร ไม่ทราบว่าตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง มีตรงไหนที่ต้องการความช่วยเหลือหรือไม่” ขณะกำลังตั้งใจฟังรายงานการรบ เยวี่ยอ๋องพลันได้ยินเสียงพูดกระซิบดังมาจากด้านหลัง

“ยังดีๆ...ทั้งหมดอาศัยองครักษ์ในตำหนักโจมตีมือสังหารจนล่าถอย ทุกอย่างไร้อุปสรรค” เยวี่ยอ๋องยิ้มพร้อมกับตอบเบาๆ

“องครักษ์ของตำหนักเยวี่ยอ๋องช่างสุดยอดยิ่ง ก่อนหน้านี้ตำหนักซันอ๋องของข้าก็เผชิญมือสังหารเช่นกัน เสียองครักษ์ไปสิบกว่าคน ถึงค่อยจับตัวมือสังหารไว้ได้”

เยวี่ยอ๋องไม่แสดงสีหน้า ตั้งใจฟังรายละเอียดของซันอ๋องต่อไป

ขุนนางใหญ่หลายคนที่ยืนอยู่ไม่ห่างนักสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวทางด้านนี้แล้วเหมือนกัน

“เหอะ มือสังหารดอกเหมยสิบสามคน สามีภรรยาจอมยุทธ์ ยังมีหลวงจีนสิบรูปจากวัดซ่อนปฐพี ยอดฝีมือทั้งหมดสามกลุ่มหายสาบสูญหลังจากเข้าไปในตำหนักเยวี่ยอ๋อง เยวี่ยอ๋องผู้นี้ลงมือแต่ยังทำท่าทางไม่รู้เรื่อง เสแสร้งให้ใครดูกัน” ขุนนางชราคนหนึ่งกระซิบประชด

“แม้แต่วัดซ่อนปฐพีก็ส่งคนไปด้วยหรือ” ขุนนางใหญ่อีกคนกล่าวอย่างตกใจ

“นี่ย่อมแน่นอน ว่ากันว่ามีหลวงจีนชั้นสูงลงมือใช้วิชาพิษดำตะขาบโลหิต สุดท้ายกลับไม่ได้ผล” ขุนนางชราส่ายหน้า

“ไม่เคยได้ยินว่าตำหนักเยวี่ยอ๋องมียอดฝีมือนี่นา”

“เรื่องนี้ผู้ใดบอกได้ ไม่แน่ว่าจะเป็นคนที่เพิ่งรับมาใหม่ก็ได้”

“ทัพคุณธรรมสามเหมยลอบสังหารขุนนางสำคัญมาแล้วมากมาย แต่กลับล้มเลวเมื่อลงมือกับเยวี่ยอ๋อง ต่อจากนี้จะต้องมีแผนการอีกแน่ คอยดูการเปลี่ยนแปลงเงียบๆ ไปเถอะ”

ปัจจุบันนอกจากขุนศึกเทพแล้ว ยังมีสามฉินอ๋องผู้คุมทหารปกป้องประเทศ เยวี่ยอ๋องเป็นหนึ่งในนี้ ทั้งยังได้รับความเชื่อใจจากองค์จักรพรรดิอย่างล้ำลึก

ถ้าพวกเยวี่ยอ๋องไม่ตาย สถานการณ์ใหญ่ก็จะไม่พังทลาย ขุนศึกเทพยังประคับประคองราชวงศ์ต่อไปได้

              .............................................
เยวี่ยอ๋องฟังเนื้อหาสาสน์กราบทูลพร้อมกับสอดส่องไปทั่วท้องพระโรงอย่างช้าๆ

ท้องพระโรงมีขุนนางใหญ่มากกว่าร้อยคนที่เปลือกนอกก้มหน้าเรียกตัวเองว่ากระหม่อม แต่ในที่ลับไม่ทราบมีภูตผีปีศาจและพวกเหยียบเรือสองแคมซ่อนตัวอยู่มากเท่าไหร่

ต่อให้จะเป็นขุนศึกเทพที่เปลือกนอกโอ่อ่าผ่าเผย ถ้าหากเบื้องหลังไม่มียอดคนประหลาดคอยคุ้มครอง ก็เกรงว่าชีวิตจะอาสัญไปแต่แรกแล้ว

เยวี่ยอ๋องนึกถึงการคุกคามจากคนผู้นั้นเมื่อก่อนหน้าและความปลอดภัยในเวลาต่อมา ยังมีความเยือกเย็นอย่างผิดปกติของบุตรชาย ในใจเริ่มเกิดการคาดเดาส่วนหนึ่งแล้ว

แต่ยังไม่กล้ายืนยัน

การประชุมเช้าจบลงอย่างรวดเร็ว จอมจักรพรรดิผุดสีหน้าเหนื่อยล้า คิดว่าสนมที่คอยปรนนิบัติน่าจะมีมากเกินไป ได้ยินมาว่าจอมจักรพรรดิสร้างตำหนักธรรมชาติขึ้นที่วังหยกขาว

มีแต่โฉมสะคราญที่มีรูปร่างหน้าตายอดเยี่ยมเท่านั้นถึงจะได้รับอนุญาตให้เข้าไปได้ หนำซ้ำขอแค่อิสตรีที่เข้าไปถูกจอมจักรพรรดิจับได้ ก็จะเสพสุขกันตรงนั้นทันที

เรื่องตัณหาหน้ามืดระดับนี้ ถ้าไม่ใช่ขุนศึกเทพตำหนิด้วยเสียงโกรธเคือง ก็เกรงว่าจอมจักรพรรดิจะทำมากกว่านี้อีก

เรื่องแบบนี้ถูกขุนศึกเทพห้ามปรามมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว

พอนึกถึงตรงนี้ เยวี่ยอ๋องก็อดมองไปยังฉินอ๋องคุมทหารอีกสองคนที่เหลือไม่ได้ ลิ่งอ๋องไม่มา ส่วนจาวอ๋องมีสีหน้าอิดโรย ร่างกายงองุ้มเหลือแต่กระดูก คนที่เพิ่งอายุได้สี่สิบกว่าปีกลับทรุดโทรมถึงขนาดนี้ เห็นได้ว่ามีแรงกดดันมากขนาดไหน

จาวอ๋องเหมือนจะสัมผัสสายตาของเยวี่ยอ๋องได้ จึงพยักหน้าบุ้ยใบ้มาทางนี้พลางลูบหนวดเครา

ตอนนี้จูเฉิงกั๋วขุนศึกเทพรายงานสาสน์กราบทูลเสร็จแล้ว กำลังเริ่มเกลี้ยกล่อมให้จอมจักรพรรดิงดเว้นเรื่องมั่วสุรานารีเพื่อมาจัดการเรื่องของประเทศชาติอยู่

แต่เพิ่งพูดได้แค่สองประโยค ราชครูหยางหวนเจินก็ออกมาตัดบท และเปลี่ยนหัวข้อไปยังเรื่องการบรรเทาภัยพิบัติแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นมาไม่นานมานี้แทน

ทั้งสองคนโต้เถียงกันอยู่สักพัก ก่อนที่จูเฉิงกั๋วจะสะบัดแขนเสื้อจากไปอย่างโมโห

ราชครูหยางยิ้มน้อยๆ ยืนเอามือไพล่หลัง แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นฝ่ายมีชัยอีกครั้ง

การประชุมเช้าจบลง เยวี่ยอ๋องไม่เสียเวลา เมืองหลวงอยู่ไม่ไกลจากตำหนักเยวี่ยอ๋อง ขี่ม้ากลับไปได้ภายในครึ่งวัน

ขณะที่กำลังจะพากองอารักขาออกจากราชวังนั่นเอง

“อ๋องผู้น้อง” ฉิงอ๋องที่ลึกลับยากหยั่งคาดส่งเสียงเรียกเขาไว้อย่างคาดไม่ถึง

ฉิงอ๋องเป็นบุรุษวัยกลางคนที่มีหน้าตาเป็นมิตร ดูไม่มีพิษสงใดๆ หุ่นอ้วนจ้ำม่ำ พุงโต ใบหน้าใจเย็น

แต่หากมองบ่อยๆ เข้า ใบหน้ายิ้มแย้มเป็นมิตรที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงนักกลับมอบความรู้สึกไม่สบายใจที่อธิบายไม่ได้ให้แก่ผู้คน

“อ๋องผู้พี่มีคำสั่งสอนใดหรือ”

เยวี่ยอ๋องรีบหยุดฝีเท้าแล้วรอให้ฉิงอ๋องเดินเข้าใกล้

ฉิงอ๋องที่กำลังยิ้มแย้มถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“อ๋องผู้น้อง ท่านเหนื่อยยากเพื่อประเทศชาติมานาน อย่าลืมระวังร่างกายเล่า”

“ขอบพระทัย อ๋องผู้พี่ที่ห่วงใย” เยวี่ยอ๋องตอบอย่างมีมารยาท “ท่านเองก็ระวังสุขภาพด้วย ตอนนี้ประเทศระส่ำระส่าย เกิดความวุ่นวายไปทั่ว...”

“เป็นเพราะแบบนี้ หลังจากนี้พวกเราควรสนิทชิดเชื้อกันให้มากๆ” ฉิงอ๋องแสดงท่าทีเป็นมิตรอย่างอธิบายไม่ได้ “สิ่งที่พวกเราคิดอยู่ในใจล้วนเป็นเรื่องเดียวกัน ขอแค่ปรึกษาเรื่องราวต่างๆ ให้มากๆ ก็จะมีโอกาสสำเร็จเพิ่มขึ้นกว่าเดิมไม่ใช่หรือ”

เพียงแต่เยวี่ยอ๋องไม่เข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร ห้วงสมองสับสน ไม่รู้โดยสิ้นเชิงว่าฉิงอ๋องพูดเรื่องอะไร

ฉิงอ๋องเห็นดังนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงยื่นมือไปตบบ่าของเยวี่ยอ๋องเท่านั้น

เขาตบแรงมาก แม้เยวี่ยอ๋องที่เป็นแม่ทัพใหญ่คุมทหารจะไม่มีพลังยุทธ์ติดตัว แต่ปกติก็ออกกำลังกายเป็นนิจ กระนั้นพอถูกอีกฝ่ายตบใส่กลับรู้สึกร่างชาไปครึ่งซีก

“เดินทางระวังด้วย” ฉิงอ๋องทิ้งประโยคสุดท้ายไว้ ก่อนจะเดินเฉียดด้านข้างแล้วจากไป

เยวี่ยอ๋องขยับไหล่ขวาที่ถูกตบโดยไม่แสดงสีหน้า

“ไปเถอะ” เขาสั่งเบาๆ ก่อนจะรีบขึ้นรถม้า

เหล่าองครักษ์รีบติดตามไป

ขอแค่ออกจากเมืองหลวง ด้านนอกจะมีซุนไห่ซึ่งเป็นหนึ่งในสามแม่ทัพใหญ่ของตำหนักเยวี่ยอ๋องมารับ

แต่สิ่งที่สร้างความแปลกใจให้แก่เยวี่ยอ๋องอยู่บ้างก็คือ ระหว่างทางกลับปลอดภัยไร้เรื่องราว

จนกระทั่งถึงตำหนักอ๋อง

...

“ฉิงอ๋องหรือ”

เชิงเทียนสิบกว่าอันสาดส่องถ้ำจนอบอุ่นสว่างไสว

ลู่เซิ่งนั่งขัดสมาธิอยู่กลางถ้ำ รอบๆ ตัวมีเงาปีกสีขาวที่เดี๋ยวปรากฏเดี๋ยวสูญหาย

เสี่ยวหรงที่สูงสองหมี่กว่าๆ ก้มหน้าคุกเข่าข้างหนึ่งอยู่ตรงหน้าเขา กำลังรายงานเรื่องราวที่มุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงในตอนเช้า

“ลูกสัมผัสกลิ่นอายบางอย่างที่เจือจางได้จากตัวของเยวี่ยอ๋อง แต่ไม่กล้ายืนยัน เลยไม่ได้ลงมือ นอกจากนี้เหมือนบนร่างของฉิงอ๋องผู้นั้นจะมียอดคนที่สัมผัสการดำรงอยู่ของลูกได้ด้วย” เสี่ยวหรงตอบเบาๆ

“นึกไม่ถึงว่าราชสำนักจะยังมีความพิเศษบ้าง” ลู่เซิ่งไตร่ตรอง “อีกประเดี๋ยวข้าจะไปพบท่านพ่อ เพื่อดูว่ามีปัญหาอะไรหรือไม่ ถ้าหากไม่มีอะไร ต่อจากนี้ให้เพิ่มความระวังขึ้น ถ้าหากมี...” เขาไม่ได้พูดต่อ

ตอนนี้ถ้ำราชากระเรียนมีกระเรียนปีศาจแค่สิบสองตัว พลังยังอ่อนแอไปบ้าง

“เจ้าไปเถอะ คุ้มครองเยวี่ยอ๋องต่อไป” ลู่เซิ่งสั่ง

“ลูกทราบแล้ว” เสี่ยวหรงค่อยๆ ถอยหลัง พริบตาเดียวก็หายไปในความมืด

ลู่เซิ่งนั่งไตร่ตรองอยู่ที่เดิมสักพัก

‘ตอนนี้เราปรับปรุงคัมภีร์ปีกขาวไปแล้ว ขณะที่การทำงานของร่างกายก็เสถียรกว่าเดิมพร้อมกับพลังฝึกปรือที่เพิ่มขึ้น ทั้งหมดพึ่งพาพลังฝึกปรือของคัมภีร์ปีกขาวสนับสนุนในการใช้ชีวิตประจำวัน สิ่งที่น่าเสียดายก็คือ เราเรียนรู้และปรับปรุงคัมภีร์ปีกขาวต่อไปไม่ได้แล้ว การเรียนรู้เพิ่มเติมต่อจากนี้จะต้องหาคัมภีร์คล้ายๆ กันจำนวนมากกว่าเดิมมาใช้เรียนรู้ถึงจะดำเนินต่อไปได้’

ตอนนี้จุดเนตรกำเนิดนั้นได้เชื่อมต่อกับร่างโดยสมบูรณ์ และกลายเป็นจุดลมปราณอันน่าอัศจรรย์จุดหนึ่งนอกร่างกายไปแล้ว

เหมือนกับจุดลมปราณนี้ดำรงอยู่มาตั้งแต่แรก นี่ทำให้ลู่เซิ่งต้องประหลาดใจ

นอกจากนั้นในคัมภีร์ปีกขาวยังบันทึกด้วยว่า เนตรกำเนิดเป็นแค่หนึ่งในจุดลมปราณด้านนอกเท่านั้น จุดลมปราณด้านนอกทั้งหมดหนึ่งร้อยแปดจุดจับคู่กับดวงดาวบนท้องฟ้า ทุกๆ ครั้งที่ฝึกฝนจุดลมปราณภายนอกสำเร็จจุดหนึ่ง ก็จะเชื่อมโยงกับดวงชะตาของดวงดาวดวงหนึ่งได้ และทำให้อายุขัยเพิ่มขึ้นครั้งหนึ่ง

แต่ว่าคัมภีร์ปีกขาวเป็นเพียงคัมภีร์ธรรมดาระดับต่ำสุด มันไม่ได้มีพลังพิเศษอะไร ฝึกได้แค่จุดลมปราณภายนอกอย่างเนตรกำเนิดที่เป็นพื้นฐานที่สุดเท่านั้น

‘เรียนรู้ก็ไม่ได้ ยกระดับพลังยุทธ์หรือพลังฝึกปรือก็สิ้นเปลืองเกินไป ดูเหมือนจะต้องรวบรวมคัมภีร์หลักมาให้เยอะๆ แล้ว’ ลู่เซิ่งตัดสินใจแล้ว

เขาสงบจิตใจแล้วลุกขึ้น ก่อนจะบินออกจากถ้ำไปตามถนนปูหินสีดำสนิท ผ่านไปราวสองสามนาที ก็ลอยออกมาจากด้านหลังภูเขาจำลองแห่งหนึ่งในสวนดอกไม้ของตำหนักอ๋อง

หลังจากที่เขาออกมาแล้ว ก็มีคนลากแผ่นหินไปบังถ้ำใต้ดินเอาไว้ทันที

นี่เป็นเส้นทางใต้ดินที่เคยใช้หลบหนีของตำหนักอ๋องในอดีต มันเชื่อมต่อกับถ้ำใต้ดิน แต่ตอนนี้ถูกลู่เซิ่งเอามาใช้ฝึกฝนคัมภีร์หลักโดยเฉพาะ

ลู่เซิ่งยืนนิ่งอยู่ในสวนดอกไม้ ตบฝุ่นบนตัวออก แล้วสาวเท้าเดินไปยังตำหนักของเยวี่ยอ่อง

เดินไปถึงหน้าตำหนัก ด้านนอกประตูตำหนักมีองครักษ์กลุ่มหนึ่งลาดตระเวนอยู่ ดูคุ้มกันแน่นหนามาก

นับตั้งแต่มีมือสังหารมาลอบโจมตี แม้จะถูกกดดันให้ถอยไปอย่างอธิบายไม่ได้ แต่การคุ้มกันในช่วงเวลานี้ของตำหนักอ๋องก็ได้รับผลกระทบไปด้วย

“ซื่อจื่อ”

เหล่าองครักษ์พากันคำนับ

“ไม่ต้องมากมารยาท ข้าขอเข้าไปพบท่านพ่อหน่อย” ลู่เซิ่งเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

ตัดทะลุประตูตำหนักเข้าไป เยวี่ยอ๋องที่สวมชุดขนจิ้งจอกตัวใหญ่กำลังวางหมากกับคนคนหนึ่งอยู่ในตัวตำหนัก อีกฝ่ายคือแม่ทัพอารักขาหยวน หรือก็คือบิดาของหยวนจี้คงนั่นเอง

แม่ทัพอารักขาไม่มีชื่อเต็ม อย่างน้อยในความทรงจำของหวงจิ่งก็ไม่มี อาจจะลืมไปแล้วหรืออาจจะไม่เคยถามมาก่อน

คนผู้นี้มีร่างสูงใหญ่ สองแขนยาวเลยเข่า ดูไม่ค่อยกำยำ แต่กลับแข็งแกร่งสุดขีด สวมเกราะหนังเรียบง่ายแนบตัว ไม่ได้พกดาบ ดูเหมือนกับนายพรานมากกว่าแม่ทัพ

“จิ่งเอ๋อร์เจ้ามาแล้วหรือ” พอเยวี่ยอ๋องเงยหน้าเห็นลู่เซิ่งเข้ามาก็พลันหัวเราะ

“มาๆ อาหยวนของเจ้ามีเรื่องต้องการคุยกับเจ้าพอดี”

“อย่าเพิ่งรีบเลยพ่ะย่ะค่ะ” ลู่เซิ่งกวาดตามองบ่าขวาของเยวี่ยอ๋อง มีกลิ่นอายที่เหมือนมีเหมือนไม่มีฟุ้งกระจายอยู่อย่างช้าๆ จริงๆ

วิชาหรือความสามารถใดๆ ล้วนใช้กับวัตถุภายนอก ขอแค่เป็นสิ่งของที่ไม่ใช่ของตัวเองบนตัวมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิต ก็จะมีคลื่นที่ไม่สอดคล้องกระจายออกมา

ลู่เซิ่งเพียงแค่กวาดพลังจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งสุดเปรียบปานไป ก็พบเล่ห์กลที่อยู่บนบ่าของเยวี่ยอ๋องทันที

ดูเหมือนสิ่งของบนบ่าเยวี่ยอ๋องจะเป็นตราประทับชนิดหนึ่ง

ลู่เซิ่งเดินเข้าไป ปราณปีกขาวบนร่างโคจรด้วยความเร็วสูงพร้อมกับสะกดกลิ่นอายประหลาดที่กระจายออกมาจากตราประทับไว้ในพริบตา

เขาหรี่ตาเล็กน้อย ก่อนจะเดินเข้าไปกดมือบนบ่าของเยวี่ยอ๋อง

กลิ่นอายของตราประทับนี้หดตัวลงเล็กน้อยอย่างฉับพลัน ยกระดับความเข้มข้นของตัวเองถึงขีดสูงสุดในพริบตา จากนั้นก็ระเบิดออกเหมือนกับมีชีวิต

ฟิ้ว!

ตอนแรกปราณปีกขาวสะกดได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ตอนนี้ถูกเล่นงานกะทันหัน ชั้นปราณจริงแท้เกือบสิบกว่าชั้นที่วางไว้โดนเจาะทะลวงทั้งหมด

เมื่ออยู่ต่อหน้าตราประทับประหลาดนี้ ความเข้มข้นของปราณจริงแท้อันแน่นหนาของปราณปีกขาวก็เหมือนกับกระดาษน้ำมันเจอมีดหั่นอาหาร เพียงแค่กรีดครั้งเดียว ก็สามารถตัดให้ขาดและทะลวงเข้ามาได้แล้ว

ลู่เซิ่งแค่นเสียง พลังจิตวิญญาณอันมหาศาลกดทับใส่ตราประทับอย่างรุนแรงเหมือนกับภูผา

บ่าของเยวี่ยอ๋องพลันหนักอึ้ง

ตราประทับนั้นส่งเสียงร้องแหลม จากนั้นก็เงียบลงไปและไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ อีก

ลู่เซิ่งค่อยคลายมือที่กดบนบ่าเยวี่ยอ๋องออก

ตั้งแต่ต้นจนจบใช้เวลาไม่ถึงสองสามนาที เยวี่ยอ๋องกับแม่ทัพอารักขารอคอยเขาด้วยสีหน้าบรรยายไม่ถูก เหมือนกับว่าพวกเขาไม่ได้ยินเสียงเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง

‘น่าสนใจดีนี่ ฉิงอ๋อง...’ ลู่เซิ่งสัมผัสจิตวิญญาณของตัวเอง เสียปริมาณจิตวิญญาณไปส่วนหนึ่งอย่างถาวร

ถึงแม้จะแค่นิดหน่อย หากเป็นความถี่นี้ ต่อให้เสียไปอีกหนึ่งล้านครั้ง ก็ไม่มีทางส่งผลเสียต่อรากฐานของจิตวิญญาณของลู่เซิ่ง

แต่ว่านี่เป็นการเสียหายถาวร พึงทราบว่าร่างหลักของเขาอยู่ในขอบเขตลวงตา ซึ่งเป็นผู้เข้มแข็งระดับสุดยอดที่ออกจากดาวเคราะห์และเดินทางระหว่างดวงดาวได้ในทางทฤษฎี แม้จะเทียบไม่ได้กับระดับมายาพิศวงที่แค่พลิกมือก็ทำลายดาวเคราะห์ได้ แต่ว่าพลังยุทธ์ของเขาก็สามารถปกครองดาวเคราะห์ดวงหนึ่งได้แล้ว

ระดับขนาดนี้กลับเสียพลังจิตวิญญาณไปสายหนึ่งอย่างถาวร

“สุดยอดจริงๆ...’ ลู่เซิ่งรู้สึกว่าตนเองอาจดูถูกโลกใบนี้มากไป “แม้วิชาปีกขาวจะมีพลังยุทธ์ล้ำลึก แต่ระดับต่ำเกินไป เลยเรียนรู้ไม่ได้ หากคิดจะวางเบี้ยบนกระดานหมากในใต้หล้านี้ ดูเหมือนจะต้องรีบยกระดับคัมภีร์หลักแล้ว”

เยวี่ยอ๋องกับแม่ทัพอาขรักขาพูดถึงเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งสลับกันไปมา เกี่ยวกับหยวนหลิ่วหลิ่วกับหยวนย่วนย่วนบุตรีสองคนของแม่ทัพอารักขาหยวน

แม่ทัพอารักขาหยวนมาขอหมั้นให้พวกนาง หวังว่าลู่เซิ่งจะเลือกใครคนใดคนหนึ่งเป็นชายาในอนาคตได้

ลู่เซิ่งไม่สนใจเรื่องพวกนี้ เลยรับปากอย่างขอไปที จากนั้นเขาก็บอกลาเยวี่ยอ๋องเพื่อจะออกจากตำหนักอ๋องสักระยะ พอได้รับการอนุญาตแล้วก็หมุนตัวออกมาทันที

หลังออกมาจากตำหนัก เขาก็ยกฝ่ามือขึ้นมาดู

สิ่งที่เหลืออยู่กลางฝ่ามือคือพลังหลงเหลือของตราประทับเมื่อก่อนหน้านี้

เขายกขึ้นมาดู

สีดำปื้นหนึ่งกลางฝ่ามือแผ่ขยายไปถึงข้อมือแล้ว

‘สิ่งนี้ไม่มีชีวิต แต่กลับกลืนกินปราณปีกขาวไปเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตัวเองได้งั้นเหรอ’ ลู่เซิ่งเคร่งเครียด

ตอนนี้สีดำค่อยๆ ปรากฏเป็นใบหน้าคนสีดำที่มีรูกลมกลางหว่างคิ้ว

ลู่เซิ่งเดินกลับห้องนอนตัวเอง แล้วเปิดค่ายกาลดาบสั้นที่ปักไว้บนโต๊ะ

เวลานี้สีดำนั้นขยายไปถึงแขนท่อนปลาย และแขนท่อนปลายก็กลายเป็นสีดำสนิทเหมือนหมึกแล้ว

จากนั้นเขาก็เข้าถ้ำใต้ดินผ่านทางเข้าใต้เตียง

ไม่นานนักลู่เซิ่งก็กลับมานั่งขัดสมาธิที่เดิม แก่นหยางในร่างทะลักออกมาอย่างรวดเร็ว แล้วเลียนแบบพลังงานในทุกๆ คุณสมบัติเพื่อต้านทานกลิ่นอายสีดำ

หลังจากเลียนแบบเป็นพลังงานคุณสมบัติต่างๆ สามสิบกว่าชนิด ในที่สุดพลังงานพิเศษที่ผสมความเย็น ไฟใต้ดิน และกำลังวาชาจึงค่อยฝืนจะสะกดกลิ่นอายสีดำชนิดนี้ไว้ได้

ลู่เซิ่งถอนใจเฮือกหนึ่ง ก่อนจะยกมือสะบัด บีบสีดำบนมือและปราณปีกขาวที่โดนย้อมออกมา

แหมะ

ของเหลวที่เหมือนกับหมึกดำกลุ่มใหญ่พุ่งออกมากระเด็นใส่ผนังหิน ผนังหินเป็นสีดำอมม่วงและมีกลิ่นกัดกร่อนลอยออกมาอย่างเลือนราง

‘พลังงานชนิดนี้..ทำลายปราณปีกขาวเกือบร้อยปีของเราทิ้ง...’ ลู่เซิ่งผุดสีหน้าบูดบึ้งอยู่บ้าง เป็นครั้งแรกตั้งแต่จุติที่เขาเสียท่าขนาดนี้

‘พรุ่งนี้ต้องกลับไปรวบรวมคัมภีร์หลักเพื่อเรียนรู้คัมภีร์ปีกขาวใหม่!’ เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าคัมภีร์ปีกขาวในตอนนี้ไม่พอใช้แล้ว เนื่องจากมีอานุภาพอ่อนแอเกินไป

              .............................................
ติ๊งๆๆๆ

กระดิ่งสีขาวแก่วงไปมาตามสายลมเบาๆ พร้อมกับส่งเสียงไพเราะเสนาะหูออกมา

มนุษย์ภูผาอวี้หงมองดูสัตว์ผสมหนูกับหมาป่ากลายพันธุ์สองตัวที่เขาเพาะพันธุ์เลี้ยงขึ้นมากำลังต่อสู้กัน

เขาเพาะพันธุ์หนูหมาป่ามาหลายตัว เพื่อหาหนูหมาป่าที่โดดเด่นที่สุดมาเป็นร่างฝากฝังชีวิตของตัวเองในอนาคต

“เฮ้อ...” ขณะมองดูหนูหมาป่าตัวที่ได้รับชัยชนะแสดงความภาคภูมิใจ มนุษย์ภูผาอวี้หงก็ลูบปลายผมด้านหลังหูของตัวเองเบาๆ

‘ทดลองมาตั้งหลายครั้ง น่าเสียดาย ยังหาเผ่าพันธุ์ที่คล้ายๆ กับข้าไม่เจออีก เผ่าพันธุ์เดียวกันทั้งหมดได้แต่เอามาใช้เป็นกายเนื้อเพื่อตายแทนข้าเท่านั้น...’

นี่ไม่ใช่ความปรารถนาในตอนแรกของเขา

สำนักเต๋ามีวิชามากมายที่ใช้เป็นตัวตายแทนได้ แต่ผู้ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในนี้ก็คือจอมมรรคาเทพพันบรรพตแห่งลัทธิไม่จีรัง

มนุษย์ภูผาอวี้หงโชคดีได้ฟังการบรรยายธรรมครั้งหนึ่งของจอมมรรคาเทพพันบรรพต นับตั้งแต่นั้น เขาก็ปลุกสติปัญญาให้ตื่นขึ้นได้ ทั้งยังได้รับความรู้ในการบำเพ็ญที่แข็งแกร่งจนไร้สิ่งใดเทียบเคียงจากการบรรยายธรรมนั้น

พริบตาเดียวก็ผ่านไปหลายพันปี ในที่สุดเขาก็เติบโตจากหนูหมาป่าตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งในภูเขามาเป็นกระเรียนป่าทะยานเมฆาที่ยึดครองพื้นที่แห่งหนึ่งและใช้ชีวิตอย่างสงบสุข

เขาตามหาพวกเดียวกันมาโดยตลอด แต่น่าเสียดายที่ไม่มีหนูหมาป่าตัวใดเหมือนกับเขาสักตัว จอมมรรคาเทพพันบรรพตก็หายตัวไปอย่างลึกลับมานานแล้ว บนโลกนี้ไม่มีการบรรยายธรรมที่รุ่งโรจน์แบบนั้นเป็นครั้งที่สองอีก

ก๊อกๆๆ

อยู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูดังมาจากประตูเรือนด้านนอก

“นายผู้เฒ่า มีแขกมาเยี่ยมขอรับ” ข้ารับใช้ชราที่เป็นปีศาจหมาป่าเตือนเสียงขรึม

มนุษย์ภูผาอวี้หงงุนงงเล็กน้อย

เขาเร้นกายอยู่ที่นี่มามากกว่าร้อยปีแล้ว คนที่มาเยือนในยามปกติคือคนจากสำนักกระเรียนพิสุทธิ์ที่อยู่ใกล้ๆ

แต่ทุกครั้งเพียงพูดคุยกันอย่างผิวเผิน คนพวกนั้นแค่มาและแลกเปลี่ยนประสบการณ์การปลูกยาสมุนไพรเท่านั้น

เขารู้จักสำนักกระเรียนพิสุทธิ์ มันคือสำนักธรรมดาๆ ที่เลี้ยงและสอนกระเรียนเซียนเป็นหลัก ปกติเวลาศิษย์ของสำนักนี้เจอเผ่าปีศาจที่แข็งแกร่งด้านนอก ก็จะถูกรังแกเสมอ เขายังเคยลงมือช่วยเหลือเป็นบางครั้ง

“หรือว่าจะเป็นคนของสำนักกระเรียนพิสุทธิ์อีกแล้ว”

“แขกบอกว่าตัวเองคือเฮ่อเจินศิษย์ของเจ้าสำนักกระเรียนพิสุทธิ์ขอรับ” ข้ารับใช้ชราอธิบาย

“ให้เขาเข้ามาเถอะ” มนุษย์ภูผาเอ่ยอย่างราบเรียบ

เขาสวมชุดคลุมตัวยาวสีแดงเพลิง ใบหน้าหล่อเหลา ผมสีแดงเข้มยาวจนลากพื้น ผิวขาวประดุจหยก ถ้าหากไม่ใช่เพราะหูหนูทั้งสองข้างที่งอกออกมาบนศีรษะ ทุกคนคงนึกว่าเขาเป็นขุนนางในตระกูลสูงศักดิ์ ไม่ใช่ปีศาจหนูในภูเขา

ถึงเขาจะเป็นราชาหนูหมาป่าที่ดูแลพื้นที่ในรัศมีพันลี้นี้จริงๆ ก็ตาม

ไม่นานประตูเรือนก็ค่อยๆ เปิดออก คนหนุ่มร่างกำยำที่มีรูปร่างสูงใหญ่และสวมชุดนักพรตสีเทาอมเขียวก็เดินเข้ามา

มนุษย์ภูผาอวี้หงพิจารณาคนผู้นี้อย่างไม่ใส่ใจนัก

ชุดนักพรตดูเรียบง่ายมาก แต่ว่าเครื่องประดับพื้นฐานเล็กๆ บนตัวและยังมีผิวที่เนียนละเอียดอันเกิดจากการกินดีอยู่ดีเป็นเวลานาน ต่างแสดงให้เห็นว่าก่อนที่จะเข้าสำนักกระเรียนพิสุทธิ์ คนคนนี้ต้องมีสถานะไม่ธรรมดาแน่

เขามีใบหน้าองอาจ บุคลิกเยือกเย็นสงบนิ่ง เหมือนไม่กังวลเลยว่าตนเองมาถึงสถานที่ที่มีเผ่าปีศาจมารวมตัวกัน

แต่ถึงมนุษย์ภูผาอวี้หงจะเป็นเผ่าปีศาจ แต่ก็นับว่ามีความสัมพันธ์กับสำนักกระเรียนพิสุทธิ์อยู่

“เฮ่อเจินกระมัง อาจารย์ของเจ้าให้เจ้านำคำพูดอะไรมาหรือ” เขาถามอย่างราบเรียบ

“ท่านคือมนุษย์ภูผาอวี้หงกระมัง ข้าเฮ่อเจิน ครั้งนี้ที่มาเพราะคิดจะทำการแลกเปลี่ยนอย่างหนึ่งกับท่าน” ลู่เซิ่งเอ่ยเบาๆ ด้วยรอยยิ้ม

“แลกเปลี่ยนหรือ” อวี้หงมองคนตรงหน้า สัมผัสความผิดปกติที่ปรากฏออกมาจากร่างของอีกฝ่ายได้อย่างเลือนราง

นี่ไม่ใช่คำพูดที่ศิษย์สำนักกระเรียนพิสุทธิ์ธรรมดาคนหนึ่งพูดออกมาได้เมื่อพบเห็นตัวเอง

เขาพลันเกิดความสนใจนิดหน่อยแล้ว

“การแลกเปลี่ยนอะไร เจ้าเป็นคนต้องการเอง หรือว่าสำนักเบื้องหลังเจ้าต้องการ”

“ถูกต้องทั้งคู่” ลู่เซิ่งตอบพร้อมกับหยิบสิ่งของชิ้นหนึ่งออกมาจากในแขนเสื้ออย่างช้าๆ

“ข้าได้ยินมาว่าคัมภีร์หลักที่มนุษย์ภูผาเชี่ยวชาญมีชื่อว่าวิชามรรคาศิลาย้ายภูผา เลยหวังว่าจะใช้สัจวิชามหากระเรียนพิสุทธิ์ คัมภีร์หลักสูงส่งของสำนักตัวเองเป็นสิ่งสิ่งแลกเปลี่ยนได้”

ของสิ่งนั้นค่อยๆ ถูกแกะห่อออก ด้านในคือคัมภีร์สีเทาอ่อนเล่มหนึ่ง

มนุษย์ภูผาอวี้หงงุนงง

ของอย่างคัมภีร์หลักมีคุณค่าหาใดเปรียบ ต่อให้เป็นศิษย์ของตัวเอง ก็ต้องทดสอบกันนานถึงจะตัดสินใจถ่ายทอดให้ได้

แต่เป็นเพราะมีขีดจำกัดที่จำเป็นในตอนฝึกบำเพ็ญคัมภีร์หลักมากมาย หากจิตใจไม่สมบูรณ์พอก็จะเกิดอุบัติเหตุจนทำให้เสียชีวิตได้ง่ายสุดขีด

ดังนั้นหากจะบอกว่ามีคุณค่า ก็ต้องดูคนก่อน

มีผู้บำเพ็ญปกติน้อยมากที่มีเวลาไปแลกเปลี่ยนวิชากับคนอื่นแบบนี้

ถึงอย่างไรการแลกเปลี่ยนที่เกี่ยวข้องกับคัมภีร์หลักก็หายากเป็นอย่างยิ่ง อันดับแรกเพราะมีคุณค่ามาก อันดับรองลงมาคือคัมภีร์หลักไม่เหมือนวิชาคัมภีร์ทั่วไป เนื่องจากต้องใช้การบรรยายที่ละเอียดและการแสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างเท่านั้น

ต่อให้มีตัวคัมภีร์ อย่างมากสุดก็รู้คร่าวๆ เท่านั้น

อาจารย์ของหลายๆ สำนักจะชอบใช้คำแทนที่คลุมเครือแทนคำสำคัญส่วนหนึ่งในคัมภีร์บางส่วน จนทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ง่าย

เทียบเท่ากับการเข้ารหัสในส่วนสำคัญ

มนุษย์ภูผาอวี้หงขมวดคิ้วจ้องมองคนหนุ่มตรงหน้า ดูเหมือนคนหนุ่มตรงหน้าจะไม่มีข้อแตกต่างกับนักพรตจากสำนักกระเรียนพิสุทธิ์ธรรมดาๆ

แต่กลิ่นอายที่บรรยายไม่ได้ซึ่งกระจายอย่างซ่อนเร้นบนตัวคนผู้นี้ กลับสร้างความกริ่งเกรงให้เขาอยู่บ้าง

“เจ้าอาศัยอะไรคิดว่าข้าจะยอมแลกเปลี่ยนกับเจ้า สัจวิชามหากระเรียนพิสุทธิ์หรือ นี่เป็นอีกระดับหนึ่งของสัจวิชากระเรียนพิสุทธิ์ของเจ้ากระมัง ถ้าแลกคัมภีร์หลักกันแล้วข้าจะได้ประโยชน์อะไร หรือเจ้าคิดว่าข้าจะฝึกฝนคัมภีร์หลักที่เจ้ามอบให้ข้าจริงๆ” เขาชี้ถึงจุดนี้อย่างตรงไปตรงมา

“ย่อมไม่ใช่ ข้าเพียงแค่มาลองดูเท่านั้นว่าได้หรือไม่ได้ ถ้าหากไม่ได้” ลู่เซิ่งยิ้ม “ข้าย่อมมีวิธีการอื่น”

“วิธีการอะไร” มนุษย์ภูผาอวี้หงเอ่ยอย่างสงสัย

“ความจริงแล้ว สัจวิชามหากระเรียนพิสุทธิ์ไม่ใช่คัมภีร์หลัก หากเป็นคัมภีร์รอง ที่จริงการแลกเปลี่ยนครั้งนี้ท่านได้เปรียบนะ” ลู่เซิ่งพูดเสริม

“อ้อ? คัมภีร์รองหรือ” ครั้งนี้มนุษย์ภูผาอวี้หงเกิดความสนใจแล้ว พึงทราบว่าไม่มีใครกล้าฝึกคัมภีร์หลัก เพราะมันเป็นรากฐาน แต่คัมภีร์รองแตกต่างออกไป เป็นเพราะไม่ข้องเกี่ยวกับรากฐาน เลยทดลองฝึกฝนเพื่อทดสอบหาความสามารถที่แท้จริงในสถานการณ์ที่ไม่ส่งผลต่อต้นกำเนิดได้

หนำซ้ำการต่อสู้ในโลกล้วนพึ่งพาคัมภีร์รอง นี่เป็นทุนสำหรับทำให้ตัวเองอยู่รอดปลอดภัย

“คัมภีร์รองนี้มีประโยชน์อะไร” อวี้หงใคร่ครวญครู่หนึ่ง จากนั้นก็เอ่ยปากถาม

ลู่เซิ่งพลันยิ้ม พอมนุษย์ภูผาอวี้หงพูดแบบนี้ เขาก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายเกิดความหวั่นไหวแล้ว

เขาบรรยายสัจวิชามหากระเรียนพิสุทธิ์ของตัวเองให้อีกฝ่ายฟังครึ่งหนึ่งเพื่อแสดงความจริงใจ มนุษย์ภูผาอวี้หงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสำนักกระเรียนพิสุทธิ์เสมอมา เมื่อเห็นดังนั้นแ บวกกับพลังฝึกปรือของลู่เซิ่ง เขาก็รู้ว่าคนผู้นี้ไม่ใช่ตัวละครธรรมดาของสำนักกระเรียนพิสุทธิ์ ขณะเดียวกันตัวเขายังลอบส่งคนไปติดต่อกับสำนักกระเรียนพิสุทธิ์เพื่อถามว่ามีคนคนนี้อยู่จริงๆ หรือไม่ด้วย

ผลลัพธ์ที่ได้ทำให้เขาพึงพอใจ ในข้อมูลที่ส่งกลับมาบอกว่าไม่เพียงมีคนผู้นี้อยู่จริงๆ เท่านั้น แต่คนผู้นี้ยังเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของสำนักกระเรียนพิสุทธิ์ในปัจจุบันด้วย ทั้งยังเป็นศิษย์ที่เจ้าสำนักและอาจารย์อาหลายๆ ท่านให้ความสำคัญมากที่สุด

ถึงขั้นที่ทั้งสามอาจารย์ยังมอบสำนักกระเรียนพิสุทธิ์ให้เฮ่อเจินเต้าหยินผู้นี้จัดการหลังจากออกไปด้านนอกด้วย

เมื่อมีความสำคัญระดับนี้ มนุษย์ภูผาอวี้หงก็วางใจบ้างแล้ว

หลังจากได้รับเนื้อหาครึ่งหนึ่งของสัจวิชามหากระเรียนพิสุทธิ์ เขาก็เป็นอันต้องตกตะลึง เพราะวิชาเต๋าวิชานี้แตกต่างจากสัจวิชากระเรียนพิสุทธิ์ที่เขาเคยแอบศึกษาเมื่อก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง

แข็งแกร่งกว่าสัจวิชากระเรียนพิสุทธิ์และคัมภีร์สามชาติกำหนดวิญญาณอันเป็นคัมภีร์รองของเขาไม่ต่ำกว่าเท่าตัว

หลังจากได้ไขข้อสงสัยคร่าวๆ แล้ว มนุษย์ภูผาอวี้หงเพียงใคร่ครวญเล็กน้อย ก่อนจะตกลงแลกเปลี่ยนคัมภีร์หลักกับลู่เซิ่ง

คัมภีร์หลักของเขามีชื่อว่าวิชามรรคาศิลาย้ายบรรพต เป็นเคล็ดวิชาการฝึกฝนที่เน้นการดูดซับปราณของแร่ธาตุเป็นหลัก แต่ว่าเหมาะกับเผ่าปีศาจที่เคลื่อนไหวอยู่ใต้ดินซึ่งต้องอาศัยการเจาะชั้นภูเขาอย่างหนูหมาป่าเท่านั้น

ไม่ทราบว่าจะได้ผลกับเหล่ามนุษย์หรือไม่

ทว่าลู่เซิ่งไม่ใส่ใจ

ทั้งสองคนนั่งถกกันข้ามคืนอยู่ในกระท่อมเล็กๆ ของมนุษย์ภูผาอวี้หง วันต่อมา ลู่เซิ่งบอกลาอย่างมีมารยาท และได้รับคัมภีร์วิชามรรคาศิลาย้ายบรรพตฉบับสมบูรณ์ที่มนุษย์ภูผาอวี้หงส่งมอบให้ด้วย

มนุษย์ภูผาอวี้หงไม่ได้เก็บงำอะไรไว้ การใช้สัจวิชามหากระเรียนพิสุทธิ์แลกเปลี่ยนกับคัมภีร์หลักธรรมดาๆ ของเขา กลับเป็นฝ่ายตรงข้ามที่เสียเปรียบแล้ว

ในเมื่อสำนักกระเรียนพิสุทธิ์จริงใจ เขามนุษย์ภูผาอวี้หงย่อมไม่เล่นลูกไม้

หลังออกจากกระท่อม ลู่เซิ่งยังเดินได้ไม่ถึงสองก้าว ก็ได้ยินเสียงตะโกนเรียกตัวเองดังมาจากไกลๆ

ตัวเขายังอยู่บนเนินเขา พอหันกลับไป กลับเป็นข้ารับใช้ชราของมนุษย์ภูผาอวี้หง

ข้ารับใช้ชราเดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะเตือนเบาๆ ว่า “ท่านนักพรตรอประเดี๋ยว ก่อนหน้านี้ท่านประมุขลืมบอกไป ไม่นานมานี้มีศิษย์ของสำนักกระเรียนพิสุทธิ์ได้รับบาดเจ็บหนักตอนผ่านมาทางหุบเหวเขาเหลือง แถมเมื่อครู่ยังมีหลายคนถูกคนจากเผ่าจิ้งจอกหยกขวางไว้จนเกิดความขัดแย้งขึ้นด้วย”

“อ้อ?” ลู่เซิ่งเคยเจอเรื่องหยุมหยิมเหล่านี้เป็นบางครั้งในตอนดูแลสำนักกระเรียนพิสุทธิ์เช่นกัน สำนักกระเรียนพิสุทธิ์เป็นสำนัก จึงมีการกระทบกระทั่งกับเผ่าปีศาจที่อยู่รอบๆ เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง

ตอนนั้นเขาไม่ได้สนใจ แต่ตอนนี้อยู่ใกล้ จึงรู้สึกแตกต่างออกไป

“ขอบพระคุณที่เตือน” เขาพยักหน้าให้ข้ารับใช้ชราน้อยๆ ก่อนจะหมุนตัวเร่งฝีเท้าไปยังทางหุบเหวเขาเหลือง

หลักการเดิมของสำนักกระเรียนพิสุทธิ์คือหากยอมได้ก็ยอม เน้นอดกลั้นเป็นหลัก แต่แผนการของเขาในตอนนี้ย่อมไม่ใช่แบบนี้

อยากจะเห็นพอดีว่าพลังของเขาในตอนนี้อยู่ในระดับไหน

ลู่เซิ่งที่คิดไปคิดมาเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นอย่างอดไม่ได้

เดินอยู่ราวสิบกว่านาที ลู่เซิ่งก็มองเห็นเส้นทางคดเคี้ยวสีเขียวเข้มซึ่งยืดขยายเข้าไปในป่าศิลาสีเหลืองที่ไม่เป็นระเบียบแห่งหนึ่งอยู่ไกลๆ

นักพรตของสำนักกระเรียนพิสุทธิ์สี่คนรวมตัวกันอยู่บนเส้นทาง กำลังประจัญหน้ากับบุรุษที่แต่งกายอย่างนายพรานและใบหน้าเป็นสีเหลืองราวเทียนไขอีกหลายคน

การมาถึงของลู่เซิ่งพลันทำให้คนทางฝั่งสำนักกระเรียนพิสุทธิ์บังเกิดสีหน้ายินดี ส่วนบุรุษนายพรานที่อยู่อีกฝั่งต่างพากันขมวดคิ้ว

“เกิดอะไรขึ้น” ลู่เซิ่งเดินเข้าไปใกล้ ก่อนจะจำได้ว่าคนพวกนี้ล้วนเป็นศิษย์รอบนอกของอาจารย์อาสาม เขาจึงพลันถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

“เป็นเฮ่อเจินซื่อจื่อ!”

นักพรตหลายคนพลันตื้นตัน ในเวลาปกตินักพรตรอบนอกธรรมดาๆ อย่างพวกเขายากจะได้พบกับศิษย์สายตรงในอาราม

รอบนอกกับสายตรงจะได้รับการปฏิบัติต่างกันโดยสิ้นเชิงเมื่ออยู่ต่อหน้าอาจารย์ทั้งสาม

ส่วนลู่เซิ่งหรือเฮ่อเจินก็เป็นคนที่ได้รับความสำคัญที่สุดในหมู่ศิษย์สายตรง

“คืออย่างนี้...” นักพรตหนุ่มที่มีอายุช่วงต้นยี่สิบคนหนึ่งรีบอธิบาย

ที่แท้ที่นี่มีบ่อน้ำพุเย็นแห่งหนึ่งที่ใช้บ่มเมล็ดเถาน้ำแข็งที่กระเรียนเซียนโปรดปรานที่สุด แต่ว่าตำแหน่งของบ่อน้ำพุเย็นแห่งนี้อยู่ตรงกลางเขตของเผ่ามนุษย์จิ้งจอกหยกและสำนักกระเรียนพิสุทธิ์พอดี

ดังนั้นจึงเกิดความขัดแย้งกันขึ้น หลังจากสำนักกระเรียนพิสุทธิ์เริ่มใช้ประโยชน์จากบ่อน้ำพุเย็นแห่งนี้แล้ว มนุษย์จิ้งจอกหยกก็มาพบเข้า จึงเกิดการแก่งแย่งกับสำนักกระเรียนพิสุทธิ์

พื้นที่ส่วนใหญ่ของบ่อน้ำพุเย็นอยู่ในเขตของเผ่าจิ้งจอกหยก แต่ว่าสำนักกระเรียนพิสุทธิ์คิดว่านี่เป็นสิ่งที่ตนพบก่อน ถ้าหากไม่ใช่การค้นพบของพวกเขา ชนเผ่าจิ้งจอกหยกก็ไม่ได้ใช้บ่อน้ำพุเย็นด้วยซ้ำ

ทั้งสองฝ่ายเลยต่างยืนกราน

คนหลายคนสลับกันเล่าต้นสายปลายเหตุจนกระจ่าง

พอลู่เซิ่งฟังจบ ก็มองไปยังชนเผ่าจิ้งจอกหยก

ชนเผ่าจิ้งจอกหยกไม่ใช่จิ้งจอกแปลงกายมา หากเป็นคนจากหมู่บ้านที่ค่อนข้างเก่าแก่ซึ่งใช้จิ้งจอกหยกเป็นสัญลักษณ์บูชา

เพียงแต่ผู้อาวุโสของหมู่บ้านจิ้งจอกหยกนี้มีความลี้ลับพิสดารมากมาย เป็นสายเลือดรุ่นหลังที่จิ้งจอกปีศาจกับมนุษย์ให้กำเนิด

              .............................................
ลู่เซิ่งกวาดตามองชนเผ่าจิ้งจอกหยกอย่างไม่นำพา ปราณปีกขาวหลายสายซึมเข้าไปใต้พื้น จากนั้นก็ทะลักไปทางชนเผ่าจิ้งจอกหยกที่อยู่ด้านหน้า

ฟิ้วๆๆๆ!

เกิดเสียงดังเบาๆ สี่ครั้ง ชนเผ่าจิ้งจอกหยกสี่คนหน้าซีดพร้อมก่อน ก่อนจะล้มหงายลงไป

“พี่ใหญ่!”

“พี่ฉยง!”

นายพรานสองคนที่เหลือพลันตะลึงงัน ก่อนจะรีบเข้าไปประคองคนที่ล้มลง

แม้แต่นักพรตของสำนักกระเรียนพิสุทธิ์ก็ตกใจกับเหตุเปลี่ยนแปลงนี้ เหตุใดอยู่ๆ อีกฝ่ายก็ล้มลงไปเหมือนกับโดนวิชาปีศาจ

ลู่เซิ่งเดินไปถึงข้างบ่อน้ำพุเย็น บ่อน้ำพุทะลักออกมาจากกลางหลุมหินเล็กๆ สายน้ำกระจ่างใสปล่อยความเย็นเยียบเสียดกระดูกออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่ในอากาศยังมีกลิ่นหอมหลายสายฟุ้งกระจายอยู่อย่างเลือนราง จางมากเหมือนกับกลิ่นดอกไม้ แต่กลับทำให้ผู้คนยากจะมองข้าม

เขานั่งลงแล้วยื่นมือไปแตะน้ำพุ ความเย็นสายหนึ่งส่งมาตามนิ้วมือ

“นี่คือบ่อน้ำพุเย็นหรือ”

“ขอรับศิษย์พี่เฮ่อเจิน!” นักพรตคนหนึ่งรีบเดินเข้ามาตอบ “ที่แล้วมาพวกเราใช้มันเพาะปลูกเมล็ดเย็น แต่ว่าชนเผ่าจิ้งจอกหยกนั่น...”

ตอนนี้ทุกคนมองออกแล้วว่า การล้มลงอย่างกะทันหันของชนเผ่าจิ้งจอกหยกจะต้องเกี่ยวกับเฮ่อเจินจื่อที่อยู่ๆ ก็โผล่มาผู้นี้แน่นอน

นักพรตเหล่านี้โล่งอก ในเมื่อเฮ่อเจินซื่อจื่อมีพลังแข็งแกร่งแบบนี้ ครั้งนี้บ่อน้ำพุเย็นน่าจะกำหนดตัวเจ้าของได้แล้ว

ตอนแรกทุกคนนึกว่าเรื่องนี้จะใหญ่โตขึ้นอีกนิดจนอาจารย์ทั้งสามมาพบแล้วออกหน้ามาจัดการ ทว่าการออกหน้าของเฮ่อเจินซื่อจื่อก็มีประสิทธิผลอย่างเดียวกัน

“เจ้าฆ่าพี่น้อง...พี่น้องของพวกเรา!?” ในที่สุดชนเผ่าจิ้งจอกหยกก็พบว่าคนที่ล้มลงไม่หายใจแล้ว สีหน้าต่างเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

“หนวกหู!” ลู่เซิ่งลุกขึ้น ในเมื่อเตรียมจะเริ่มแผนการแล้ว ตอนนี้ก็ไม่มีความจำเป็นต้องเก็บงำพลังอีก

เขายื่นมือข้างหนึ่งออกมาโบก ไอขาวกลุ่มหนึ่งระเบิดขึ้นกลางนิ้งทั้งห้า ห่อหุ้มชนเผ่าจิ้งจอกหยกสองคนที่เหลือไว้

ไอขาวสลายไปอย่างรวดเร็ว ชนเผ่าอีกสองคนหมดลมหายใจในพริบตา ก่อนจะล้มลงและลุกไม่ขึ้นอีก

ความสามารถฆ่าฟันเช่นนี้ถึงขั้นทำให้พวกนักพรตจากสำนักกระเรียนพิสุทธิ์หวาดสะพรึงเช่นกัน

“เอาละ ที่นี่จบเรื่องแล้ว ถ้าเผ่าจิ้งจอกหยกมีปัญหาอะไรอีก ให้มาหาข้าโดยตรงก็แล้วกัน” ตอนนี้ลู่เซิ่งขาดข้ออ้างในการขยับขยายอาณาเขตของสำนักกระเรียนพิสุทธิ์อยู่พอดี

เขาต้องการให้ถ้ำราชากระเรียนขยับขยายและกลืนกินชนเผ่าทั้งหมดในรัศมีหลายพันลี้รอบๆ ด้วยความเร็วสูง โดยใช้จวนเยวี่ยอ๋องเป็นศูนย์กลาง

นักพรตที่เหลืออ้ำๆ อึ้งๆ ฆ่าคนแถมไม่ปิดบัง กำลังรอให้อีกฝ่ายมาแก้แค้นหรือ

ลู่เซิ่งกลับไม่สนใจเรื่องเหล่านี้ หากรีบกลับไปอาราม แล้วนำเอาวิชามรรคาศิลาย้ายบรรพตที่เพิ่งได้มาออกมาศึกษาอย่างละเอียด

จุดลมปราณภายนอกที่จำเป็นต้องสร้างของคัมภีร์หลักเล่มใหม่มีอยู่สองจุด ดีกว่าคัมภีร์ปีกขาวนิดหน่อย แต่ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่

จุดลมปราณภายนอกสองจุดใหม่ จุดแรกคือเนตรกำเนิด อีกจุดคือจิกกระจ่าง

ตำแหน่งจิกกระจ่างอยู่ที่กลางลำคอ ใกล้กับคอหอย เป็นตำแหน่งที่ไวต่อความรู้สึกเป็นพิเศษ

หลังลู่เซิ่งกลับไปแล้วก็สั่งให้กระเรียนปีศาจหกตนจากสิบสองตนออกโรงกวาดล้างปีศาจธรรมดากับชนเผ่าที่อยู่รอบๆ

ในนี้รวมถึงหมู่บ้านจิ้งจอกหยกด้วย

กระเรียนปีศาจหกตนลงมือพร้อมกัน พวกมันซึ่งยึดมั่นคำสั่งของลู่เซิ่งอย่างเข้มงวดไม่มีการปรานีใดๆ ต่อเหล่ามนุษย์ หมู่บ้านจิ้งจอกหยกพินาศในหนึ่งวัน มีคนตายราวสองร้อยกว่าคน แต่กระเรียนปีศาจก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนโดยตายหนึ่งบาดเจ็บหนึ่งเช่นกัน

นี่ทำให้ลู่เซิ่งตกใจ และทราบว่าพลังของตนในวันนี้ยังอ่อนแอเกิน

จากนั้นก็เป็นเผ่าหนูเหล็กและเผ่าหมาป่าขาว ล้วนเป็นเผ่าขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ใกล้ๆ แต่พวกเขาไม่มีชนเผ่าระดับภูตปีศาจ กระเรียนปีศาจจึงขับไล่และสังหารกองกำลังต่อต้านได้อย่างง่ายดายยิ่ง

อาณาเขตของสำนักกระเรียนพิสุทธิ์ขยายใหญ่ขึ้นทีละขั้นๆ ตามเวลาที่ผ่านไป

ลู่เซิ่งประกาศกักตน ตราประทับประหลาดจากฉิงอ๋องเมื่อก่อนหน้านี้ทำให้เขาจ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยถึงค่อยจัดการได้อย่างหมดจด

พึงทราบว่าตอนนี้เขามีพลังยุทธ์พันกว่าปีแล้ว แต่กลับถูกตราประทับผลาญพลังฝึกปรือไปเกือบหนึ่งในสิบ

ความแตกต่างนี้ทำให้เขาเคร่งเครียดเล็กน้อย

ดังนั้นเขาจึงรีบยกระดับตัวเองทันที

ไม่นานนัก กระเรียนปีศาจก็ค้นหาเผ่าพันธุ์เล็กๆ ไปทั่ว แล้วส่งสินสงครามส่วนหนึ่งที่ได้รับมาถึงตรงหน้าเขา

ในนี้มีคัมภีร์การสืบทอดคล้ายๆ คัมภีร์หลักสองเล่ม แต่ว่าคัมภีร์หลักความเย็นในนี้เหมือนจะเป็นประเภทเดียวกัน วิธีการฝึกฝนจึงเหมือนกัน

หลังจากลู่เซิ่งนำมาพิจารณาดู กลับมีแต่สัจวิชาคัมภีร์หลักที่มนุษย์ภูผาหงอวี้มอบให้เท่านั้นที่ไม่มีจุดแปลกปลอม แต่ละขั้นตอนเชื่อมโยงกัน ดึงขนเส้นเดียวกระเทือนทั้งร่าง ไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีก

แม้ข้อมูลจะน้อยไปหน่อย แต่ก็สมควรนำมาใช้พัฒนาคัมภีร์ปีกขาวได้

ขณะที่ลงมือทางนี้ ลู่เซิ่งยังได้สั่งให้ลงมือทางตำหนักเยวี่ยอ๋องเช่นกัน โดยเริ่มรวบรวมคัมภีร์เต๋าจำนวนมากพอจากทุกแห่งหน

ส่วนเขาหลบลงถ้ำใต้ดิน แล้วเริ่มการเรียนรู้วิชาครั้งใหม่

...

ไฟตะเกียงที่สลัวเหมือนกับเม็ดถั่ว โยกไหวตามลมเบาๆ

ลู่เซิ่งนั่งอยู่บนแท่นหินเย็นเยียบตามลำพัง ถือก้อนหินสีแดงสดทรงรีก้อนหนึ่งที่เหมือนถูกถ่านแดงละเลงสีไว้ในมือ

ในถ้ำมีกระแสอากาศไอเย็นไหลผ่านตลอดเวลา เวลานี้หากเป็นถ้ำปกติคงจะมีแต่แท่งน้ำแข็งและเสาน้ำแข็ง แต่ในถ้ำนี้กลับเป็นไอเย็นครึ่งหนึ่งไอร้อนครึ่งหนึ่ง

ลู่เซิ่งมองอินเตอร์เฟซตรงหน้าเขม็ง

‘นึกไม่ถึงเลย...นึกไม่ถึงจริงๆ...’ ก้อนหินในมือเขาเป็นภาชนะหินเก่าแก่ที่แย่งมาจากเผ่าจิ้งจอกหยก ว่ากันว่ามีอายุหลายพันปีแล้ว ถูกชนเผ่าใช้เป็นสมบัติบูชา

และเป็นเพราะแบบนี้ ตอนนี้ก้อนหินก้อนนี้จึงมอบพลังอาวรณ์จำนวนมากให้แก่เขาอย่างต่อเนื่อง

ทะลักเข้ามาด้วยความเร็วเกือบหนึ่งหมื่นหน่วยต่อวินาที

ตอนแรกลู่เซิ่งนึกว่าการขยายอาณาเขตแบบนี้ อย่างมากสุดคงได้ข้อมูลธรรมดาๆ นิดหน่อยเท่านั้น ตอนนี้กลับนึกไม่ถึงว่าจะยังมีผลประโยชน์ระดับนี้ด้วย

สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจก็คือ เผ่าพันธุ์มากมายของที่นี่ต่างมีประเพณีคล้ายๆ กัน นั่นก็คือการบูชาบรรพบุรุษ

เครื่องมือบูชาหลากหลายรูปแบบได้เกิดขึ้นเพราะการบูชาบรรพบุรุษนี้

เครื่องมือทุกๆ ชิ้นนี้มีประโยชน์ที่ล้ำค่าต่อลู่เซิ่งเป็นอย่างยิ่ง

‘ดูเหมือนแหล่งที่มาของพลังอาวรณ์ต่อจากนี้ต้องพึ่งพาของพวกนี้เป็นหลักแล้ว’ ลู่เซิ่งค่อยๆ หลับตาแล้วมองไปยังกรอบคัมภีร์ปีกขาวในเวลานี้

ผ่านไปครึ่งวันแล้ว

ลู่เซิ่งดูดซับของเก่าแก่มาหลายสิบชิ้นแล้ว พลังอาวรณ์ในนี้มีทั้งเยอะมีทั้งน้อย ปริมาณรวมของพลังอาวรณ์เพิ่มขึ้นเกือบสามล้านหน่วย!

นี่ทำให้เขาทราบอย่างชัดเจนว่าโลกใบนี้มีศักยภาพเหนือกว่าจินตนาการแรกของเขา

‘เพิ่งขยับขยายอาณาเขตไปนิดเดียว แค่กลืนกินขุมกำลังของสามชนเผ่าก็ได้ประโยชน์มากขนาดนี้แล้ว...’ ลู่เซิ่งพ่นลมหายใจ แล้วจรดสายตาที่ปุ่มปรับเปลี่ยนด้านล่างเครื่องมือปรับเปลี่ยน

อินเตอร์เฟซสั่นไหวแล้วเข้าสู่สภาพปรับเปลี่ยน

เขามองไปยังกรอบคัมภีร์ปีกขาว เป็นอย่างที่คาด ด้านหลังคัมภีร์ปีกขาวในเวลานี้ปรากฏปุ่มเรียนรู้แล้ว

‘เริ่มการเรียนรู้’ เขารวมจิตแล้วกดลงบนปุ่มเรียนรู้

กรอบทั้งกรอบพร่ามัว

ครู่ต่อมา กรอบก็ชัดเจนขึ้นใหม่

[คัมภีร์ปริศนา: สำเร็จ พลังยุทธ์: หนึ่งพันสามร้อยหกสิบปี (คุณสมบัติพิเศษ: ความเร็วขั้นห้า พละกำลังขั้นหนึ่ง พลังป้องกันขั้นสอง คุณลักษณะอมตะขั้นหนึ่ง)]

‘หือ คุณลักษณะอมตะเหรอ’ ลู่เซิ่งพลันงุนงง เพิ่งจะเรียนรู้คัมภีร์ปีกขาวก็มีคุณสมบัติพิเศษใหม่เอี่ยมโผล่มาหนึ่งอย่างแล้วหรือนี่

ดูจากแค่ชื่อที่เครื่องมือปรับเปลี่ยนตั้งให้โดยอัตโนมัติ คุณลักษณะอมตะนี้จะต้องไม่ใช่ของธรรมดาแน่

‘เสียพลังอาวรณ์มากขึ้นแล้ว...เรียนรู้ครั้งหนึ่ง ต้องใช้ถึงห้าพันหน่วย...’ ลู่เซิ่งค้นพบจุดผิดปกติอีกจุด

สีหน้าเขาเปลี่ยนแปลง พลังจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งกระจายไปทั่วร่างในพริบตาเพื่อสังเกตการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ในทุกๆ ส่วน

‘เรียนรู้อีกระดับ’

เขาเพ่งสมาธิ แล้วกดลงบนปุ่มเรียนรู้อีกครั้ง

วาบ...

กรอบหายไป

ครั้งนี้พลังอาวรณ์หายไปหนึ่งหมื่นหน่วย

กรอบพร่ามัวอยู่สามสิบกว่าวินาที จึงค่อยๆ ชัดเจนขึ้น

[คัมภีร์ปริศนา: สำเร็จ พลังยุทธ์: แปดร้อยยี่สิบเอ็ดปี (คุณสมบัติพิเศษ: ความเร็วขั้นสิบ พละกำลังขั้นสอง พลังป้องกันขั้นห้า คุณลักษณะอมตะขั้นสอง)]

‘มีอีกแล้ว...’ ลู่เซิ่งตกใจ

เวลานี้จิตวิญญาณของเขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า พลังอาวรณ์ในร่างกายกำลังหายไปอย่างอธิบายไม่ได้ โดยสิ่งที่มาแทนที่ก็คือ สนามแม่เหล็กชีวิตจำนวนมากกำลังค่อยๆ ยื่นออกมาจากหลังท้ายทอยของตนอย่างเป็นธรรมชาติ

สนามแม่เหล็กชีวิตพวกนี้หมุนวนด้วยความเร็วสูง แล้วหดมารวมตัวกันอย่างบ้าคลั่งโดยอยู่ห่างจากท้ายทอยหนึ่งชุ่น ไม่นานก็กลายเป็นวังวนขนาดเล็กๆ ที่ซ่อนเร้นเสียจนมองไม่เห็น

‘หรือว่านี่จะเป็นคุณลักษณะอมตะ’ ลู่เซิ่งคาดเดาในใจ

เขามีลางสังหรณ์ว่า เป็นไปได้ถึงขีดสุดที่ตนจะสัมผัสกับหนึ่งในความลับใหญ่สุดของโลกใบนี้เข้าแล้ว

เป็นไปได้มากว่าคุณลักษณะอมตะที่โผล่มาใหม่นี้เป็นตัวผลาญพลังอาวรณ์

‘ขอดูหน่อยเถอะว่าคุณลักษณะอมตะนี้ดูดซับพลังอาวรณ์ได้มากขนาดไหน!’ ลู่เซิ่งตัดสินใจเด็ดขาด

เขากดปุ่มเรียนรู้อีกรอบ

ครั้งนี้กรอบพร่ามัวลงเกือบยี่สิบนาทีโดยประมาณ แล้วค่อยชัดเจนขึ้นอีกครั้ง

[คัมภีร์ปริศนา: สำเร็จ พลังยุทธ์: ห้าร้อยยี่สิบปี (คุณสมบัติพิเศษ: ความเร็วขั้นยี่สิบ พละกำลังขั้นสาม พลังป้องกันขั้นแปด คุณลักษณะอมตะขั้นสาม)]

มาถึงขั้นนี้แล้ว ลู่เซิ่งมองปุ่มเรียนรู้อีกรอบ กลับค้นพบอย่างงุนงงว่าด้านหลังกรอบว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย

‘หมายความว่า วิชานี้เป็นระดับสูงสุดที่ดีปบลูเรียนรู้โดยอิงจากข้อมูลที่เรามีอยู่ในตอนนี้ได้แล้ว ส่วนที่พลังฝึกปรือตกลงอย่างต่อเนื่อง นั่นเป็นเพราะยิ่งวิชาอยู่ในระดับสูงหรือแข็งแกร่งมากเท่าไหร่ พลังยุทธ์ดั้งเดิมก็จะถูกสกัดและนำมาควบรวมกันจนความเข้มข้นสูงขึ้นมากเท่านั้น จากนั้นก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางคุณสมบัติ ดังนั้นเลยมีจำนวนลดลง’

ลู่เซิ่งพ่นลมหายใจออกอย่างช้าๆ

ไอขาวพุ่งออกมาจากปากของเขา ถึงขั้นมีกลิ่นหอมที่บรรยายไม่ได้อีกสายหนึ่ง

เขายกมือขึ้น เห็นอาภรณ์ปีกสีขาวบริสุทธิ์ปกคลุมร่างตัวเองตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ

พอหลับตา จิตวิญญาณที่แข็งกล้าของเขาก็ ‘เห็น’ วังวนขนาดเล็กกลุ่มหนึ่งหลังท้ายทอยของตัวเองยืดหนวดที่เหมือนกับรากไม้นับไม่ถ้วนไปทั่วอากาศรอบๆ เหมือนกับอัญมณีโปร่งแสงทันที

คล้ายกับรากหนวดเหล่านี้ดูดซับสสารบางอย่างในอากาศ

‘ปราณจริงแท้หนักขึ้นเยอะเลย...’ เขายื่นมือออกไปจิ้ม ปราณจริงแท้สายหนึ่งไหลออกมาจากปายนิ้ว แล้วไหลลงไปอยู่บนพื้น

ปราณจริงแท้แบบนี้ถึงขั้นลอยไม่ได้ด้วยซ้ำ ยิ่งไม่อาจผสมกับอากาศ แต่กลับผสมกับผืนดินได้อย่างแน่นหนาสุดขีด

ลู่เซิ่งกวาดดูร่างตัวเองหลายรอบผ่านจิตวิญญาณ นอกจากปัจจัยร่างกายที่แข็งแกร่งขึ้นแล้ว ยังคงไม่พบการเปลี่ยนแปลงใหญ่อะไร แต่เขาก็สัมผัสได้จากโลกอันลี้ลับว่า ระดับชีวิตของตัวเองเกิดการเปลี่ยนแปลงทางคุณสมบัติแล้ว

กลางความว่างเปล่า เหมือนจะมีโซ่ไร้รูปร่างจำนวนมากเชื่อมต่อกับเส้นสายบนร่างของตนเอง และพากันแตกออกมามากกว่าครึ่งตามการยกระดับวิชา

“เสี่ยวเจิน”

เขาส่งเสียงเรียกเบาๆ

“ท่านพ่อ”

ทันใดนั้น มีเงาสีขาวสายหนึ่งโผล่แวบออกมาแล้วคุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น เป็นเสี่ยวเจินกระเรียนปีศาจที่มีหัวเป็นกระเรียนตัวเป็นมนุษย์นั่นเอง

“ไปตำหนักฉิงอ๋อง...” ลู่เซิ่งลืมตาช้าๆ “หยั่งเชิงดู ถ้าไม่มีอะไรต้องกริ่งเกง ให้ฆ่าฉิงอ๋องทิ้งซะ”

“พ่ะย่ะค่ะ! ลูกจะทำสุดความสามารถ!” เสี่ยวเจินกล่าวอย่างเคร่งขรึม

“เข้ามาใกล้ๆ” ลู่เซิ่งเอ่ยเบาๆ

เสี่ยวเจินเดินเข้าไปหยุดยืนอยู่ห่างจากลู่เซิ่งไม่ถึงหนึ่งช่วงแขน

ทันใดนั้น วังวนด้านหลังลู่เซิ่งก็แบ่งเส้นสายหลายเส้นออกมา แล้วแทงเข้าไปในท้ายทายของมัน

ปราณจริงแท้จำนวนมากทะลักเข้าไปในร่างของมันอย่างบ้าคลั่ง พริบตาเดียวพลังยุทธ์เกือบห้าร้อยกว่าปีก็ไหลเข้าสู่ร่างของเสี่ยวเจินอย่างเงียบเชียบ

“เสร็จแล้ว ไปเถอะ” ลู่เซิ่งอยากจะเห็นเหมือนกันว่าคุณลักษณะอมตะนี้มีประโยชน์อะไร

เสี่ยวเจินไม่เข้าใจ แต่ก็ค่อยๆ ถอยออกมา ก่อนจะหายไปในทันใด

‘ถ้าหากสิ่งที่เราคาดเดาเป็นความจริง...อย่างนั้นครั้งนี้เราจะต้องเข้าใจจิตแห่งวัฏจักรและสร้างวิญญาณแห่งวัฏจักรได้แน่!’

ปราณจริงแท้ในตัวลู่เซิ่งฟื้นฟูด้วยความเร็วสูง แค่เพียงสองสามอึดใจปราณจริงแท้ทั้งหมดก็ฟื้นฟูกลับมาเท่าเดิม

‘ยังมีฉิงอ๋อง...’ ดวงตาของเขาฉายจิตสังหาร

              .............................................
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ

ความคิดเห็น