671-675

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง ระบบโกงสกิล
บทที่ 671ถึง675
[สัจวิชากระเรียนพิสุทธิ์น์ (สมบูรณ์): สำเร็จ (คุณสมบัติพิเศษ: ท่องนภาหฤหรรษ์, วิชาควบคุมกระเรียน)]

คุณสมบัติพิเศษหลายอย่างในตอนแรกถูกหลอมรวมเหลือสองอย่าง

‘น่าประหลาดจริงๆ เรียนรู้แค่ครั้งเดียวกลับเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายขนาดนี้แล้ว’

ลู่เซิ่งไตร่ตรอง ในข้อมูลที่ทะลักเข้ามายังสมองหลังจากสัจวิชาเปลี่ยนแปลง เขาเข้าใจผลของท่องนภาหฤหรรษ์กับวิชาควบคุมกระเรียนอย่างคร่าวๆ แล้ว

‘ท่องนภาหฤหรรษ์จะยกระดับความเร็ว ปฏิกิริยาตอบสนอง และระดับความแม่นยำขึ้นตามพลังยุทธ์ เทียบเท่ากับนำคุณสมบัติพิเศษก่อนหน้านี้มารวมไว้ด้วยกัน ส่วนวิชาควบคุมกระเรียน...เป็นวิชาควบคุมกระเรียนจริงๆ...เอาไว้ใช้ควบคุมกระเรียนขาว...’

ลู่เซิ่งค่อนข้างพูดไม่ออกเล็กน้อย ดูจากชื่อแล้ว เป็นชื่อแนะนำที่ดีปบลูตั้งให้อัตโนมัติตามประสิทธิผลสำคัญที่พูดถึงในสัจวิชา

ชื่อนี้เหมาะสมจริงๆ ท่องนภาหฤหรรษ์ ความหมายคร่าวๆ ก็คือคล่องแคล่วว่องไวและตอบสนองเร็วจนรู้สึกสนุกสนานหรรษา ขณะที่ท่องนภาก็มีความหมายว่าส่งคนถึงแดนสวรรค์ด้วย

หรือก็คือเป็นการบรรยายถึงความเร็วและความแม่นยำในการลงมือสังหาร

ลู่เซิ่งมองพลังอาวรณ์ที่เสียไป เสียไปทั้งหมดสองหน่วย ในฐานะวิชาพื้นฐานสุด การเสียพลังอาวรณ์สองหน่วยในการเรียนรู้แค่ครั้งเดียว ก็ถือได้ว่าเป็นระดับที่ไม่เลวในหมู่คนธรรมดาแล้ว

‘เอาอีก!’

เขาเริ่มเรียนรู้อีกรอบ โดยใช้จิตกดบนปุ่มเรียนรู้ทางขวาของกรอบ

ซู่...

กรอบค่อยๆ พร่ามัว พริบตาเดียวก็ชัดขึ้นใหม่

สัจวิชาที่โผล่มาใหม่มีการเปลี่ยนแปลงไม่มากเท่าไหร่ หรือก็คือมีคำว่า มหา เพิ่มขึ้นมา

‘สัจวิชามหากระเรียนพิสุทธิ์’ คุณสมบัติพิเศษกับด้านอื่นๆ ไม่ต่างจากก่อนหน้านี้มากนัก เพียงแต่มีคุณสมบัติวิญญาณกระเรียนร่วมจิตเพิ่มขึ้นมาเท่านั้น

ต่อจากนั้นลู่เซิ่งยังคิดจะเรียนรู้อีก แต่หาปุ่มไม่เจอแล้ว ปุ่มเรียนรู้ด้านหลังกรอบได้หายไปแล้ว

‘เรียนรู้ไม่ได้แล้ว น่าจะเป็นเพราะวิชาสมบูรณ์ไม่เหลือข้อบกพร่องอีกแล้ว หรือไม่ก็เพราะประสบการณ์และความรู้ในตัววิชาของระบบประเภทนี้ของเราไม่เพียงพอแล้ว’ ลู่เซิ่งเข้าใจดี

‘ลองยกระดับพลังยุทธ์โดยตรงเลยก็แล้วกัน’ เขาสัมผัสได้ว่ามีสสารล่องลอยที่เหมือนกับควันสายหนึ่งไหลอยู่ในร่างช้าๆ

คล้ายปราณภายใน แต่ก็ไม่เหมือนเสียทีเดียว เนื่องจากเบากว่าและเจือจางกว่า

ลู่เซิ่งสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่งและปรับเปลี่ยนท่านั่งเล็กน้อย พร้อมกับตรวจสอบดูว่าค่ายกลระวังภัยที่ใช้ดาบสั้นเป็นแกนกลางเรียบร้อยดีหรือไม่ จากนั้นจึงค่อยตั้งสมาธิฝึกฝนต่อ

‘ยกระดับสัจวิชามหากระเรียนพิสุทธิ์ขึ้นหนึ่งระดับ’ เขามองดูสัจวิชากระเรียนพิสุทธิ์แล้วคิดในใจ

เพิ่งจะส่งความคิดออกไป กรอบก็พร่ามัวลงโดยสมบูรณ์ทันที ครั้งนี้กรอบไม่ได้ชัดเจนเร็วเหมือนก่อนหน้า หากแต่ช้าลงกว่าเดิมมาก

...

หมิงตู เมืองหลวงของราชวงศ์ซีหยา

เสียงขลุ่ยที่ทอดยาวต่อเนื่องบรรเลงบทเพลงยืดยาวซึ่งทั้งไพเราะทั้งแฝงความเจ็บปวด

ในจวนราชครูแห่งหมิงตู หยางหวนเจินที่มีสีหน้าเรียบเฉยกำลังชมดูสาวงามที่สวมผ้าเนื้อบางโปร่งใส เต้นระบำอยู่ด้านล่าง

ขุนศึกสวมชุดเกราะหลายคนนั่งอยู่สองฟากข้างด้านล่าง แต่ว่าพวกเขาทั้งหมดกำลังนั่งอย่างสำรวม ไม่ล่อกแล่กไปทางอื่น

เมื่อเพลงขลุ่ยจบลง เหล่าสาวงามก็พากันถอยออกไป

ขุนศึกคนหนึ่งที่อยู่ทางขวาค่อยๆ ลุกขึ้นมาประสานมือและกล่าวว่า

“คำเชิญของราชครู ไม่กล้าไม่ทำตาม เพียงแต่เวลามาถึงวันนี้ ชายแดนทุกข์ยาก ชนต่างเผ่าบุกรุก พวกเรากำลังจะเตรียมไปยังสถานที่ต่างๆ ในวันพรุ่งนี้...”

หยางหวนเจินยกมือขึ้นปรามไม่ให้อีกฝ่ายพูด

“ข้าไม่ใช่ไม่ให้พวกท่านไป เพียงแต่ไปแบบนี้ ต่อให้นำทัพใหญ่ไป พวกท่านจะรับมือกับผู้มีความสามารถพิเศษของชนต่างเผ่าอย่างไร”

“เช่นนั้นราชครูเห็นว่าควรทำอย่างไรหรือ” ขุนศึกอีกคนถามเสียงทุ้ม

“ข้ามีของชิ้นหนึ่ง ขอแค่ทุกท่านโยนมันออกไปตอนที่พบกับผู้ที่พิสดารของอีกฝ่าย จะได้ผลน่าทึ่งทีเดียว” หยางหวนเจินยิ้มพลางปรบมือ

พลันมีสาวงามยกกล่องหยกเดินเข้ามา ให้เหล่าขุนพลหยิบถุงผ้าแพรใบเล็กๆ ไปจนครบทุกคน

“ถ้าหากไม่ถึงที่สุดจริงๆ ทุกท่านโปรดอย่าใจร้อนเปิดถุงแพร เพื่อจะได้ไม่สร้างภัยพิบัติขึ้น” หยางหวนเจินเตือน

ขุนศึกส่วนใหญ่เคยได้ยินความสามารถที่มีความพิสดารของราชครูมาก่อน ตอนนี้เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ก็ยังพากันขานรับ

หลังจากทั้งสองฝ่ายชูจอกดื่มให้แก่กันและกัน เหล่าขุนพลก็พากันแยกย้ายไป

ไม่นานงานเลี้ยงสุราที่เดิมคึกครื้นก็เหลือแค่หยางหวนเจินนั่งอยู่บนที่นั่งเพียงคนเดียว

เขายกจอกสุราขึ้นเงยหน้าดื่มจนหมด

“มหาราชครูช่างสำราญจริงๆ มีจอมภูผากดทับอยู่บนศีรษะ ถึงกับยังมีกะจิตกะใจดื่มสุราอยู่ที่นี่”

เงาร่างของสตรีสีทองอ่อนที่พร่ามัวสายหนึ่งค่อยๆ โผล่ออกมาจากในตำหนักใหญ่ที่ว่างเปล่า แล้วเงยหน้ามองดูหยางหวนเจินที่อยู่บนตำแหน่งประธาน

“จอมภูผามีสำนักของพวกท่านรับมือแล้ว พวกเราเพียงแค่คอยควบคุมสถานการณ์อยู่ด้านหลังก็พอ” หยางหวนเจินเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

สตรีสีทองอ่อนค่อยๆ จับตัวเป็นสสาร ปรากฏร่างจริงขึ้นมา ถึงกับเป็นโฉมสะคราญที่ใส่กระโปรงยาวลายหงส์ทองและสวมม่านมุกหงส์

ถ้าหากมีขุนนางใหญ่ของราชสำนักอยู่ที่นี่ จะต้องจดจำได้แน่ว่านางก็คือหลินฮองเฮาแห่งราชวงศ์ หรือที่ผู้คนเรียกนางว่าฮองเฮาปีศาจ

“ครั้งนี้ที่ท่านมาเพราะเกิดปัญหาอะไรหรือ” หยางเจินหวนถามเสียงทุ้ม

“แผนการเดิมทุกอย่างราบรื่นดี ขอแค่คนของสำนักวสันสารทหาแกนหลักค่ายกลของพวกเราไม่เจอ ทุกอย่างก็ปลอดภัยไร้เรื่องราว” หลินฮองเฮาส่ายหน้าน้อยๆ “แต่เมื่อวานข้าได้ยินมาว่า มหาราชครูส่งราชโองการสามฉบับให้ลิ่งอ๋อง เยวี่ยอ๋อง และจาวอ๋อง สั่งให้พวกเขานำทัพไปสะกดทุกดินแดน”

“อ๋องสามคนนี้รับผิดชอบสามจุดเชื่อมต่อใหญ่ของค่ายกลคุ้มครองอาณาจักร หากไม่กำจัดทิ้ง ก็ไม่อาจขจัดค่ายกลได้ และเมื่อขจัดค่ายกลไม่ได้ พวกเราก็อย่าหวังว่าจะได้สิ่งนั้นมาครองเลย” สีหน้าของหยางหวนเจินค่อยๆ เคร่งขรึมขึ้น

“หวังว่าสิ่งที่ท่านพูดจะเป็นความจริง” ตัวหลินฮองเฮาไม่ทราบรายละเอียดด้านนี้ เพียงแต่ออกหน้าเตือนเท่านั้น “ไม่อย่างนั้นหากพวกชั่วสำนักวสันสารททราบเข้า จะเกิดเรื่องอีกไม่น้อย”

“ไม่ต้องห่วง สถานการณ์ในใต้หล้าอยู่ในใจข้าทั้งหมด” หยางหวนเจินชูจอกและแค่นหัวเราะ

คนของสำนักวสันสารทที่เข้าสู่ทางโลกเน้นที่การรักษาประเทศชาติ ส่วนลัทธิไม่จีรังต้องการเปลี่ยนราชสำนัก หากต้องการชิงสมบัติควบคุมชะตาของราชสำนัก จะต้องมีแรงหนุนจากชาวประชาที่มากพอ

ถ้าหากราชสำนักมั่นคง ใจคนมั่นคง อย่างนั้นทุกอย่างก็ไม่ต้องพูดถึง แต่ถ้าหากใต้หล้าปั่นป่วน สี่ทิศก่อการ ภายในฟอนเฟะ อย่างนั้นก็จะมีโอกาสมากกว่าเดิมแล้ว

หลินฮองเฮาผู้ซึ่งเป็นตัวแทนลัทธิไม่จีรังกับหยางหวนเจินเพียงแค่ร่วมมือกันเท่านั้น เขาเป็นตัวแทนขุมกำลังทางทะเลไร้ขอบเขตและถ้ำทอง

และถ้ำทองก็เป็นหนึ่งในขุมกำลังตัวแทนเผ่าปีศาจ

เผ่าปีศาจกับลัทธิไม่จีรังร่วมมือกันหมายจะโค่นล้มราชวงศ์เพื่อบรรลุเป้าหมายของตัวเอง

“อย่างนั้นจะลงมือตอนไหน” หลินฮองเฮาใคร่ครวญเล็กน้อยก่อนจะถามอีก “หากสามอ๋องไม่ตาย ค่ายกลอาณาจักรก็จะยังคงสมบูรณ์แบบ ยากแก่การทำลายวงจร”

“อีกไม่นานนักหรอก ข้าจะสร้างโอกาสเอง” หยางหวนเจินดื่มสุรารวดเดียวหมด

...

กลางค่ายกล ตำหนักเยวี่ยอ๋อง

ท้องฟ้ามืดสลัว เมฆดำรวมตัว

ลู่เซิ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ตรงกลางห้องนอน เขาไล่ข้ารับใช้และหญิงรับใช้ทั้งหมดออกไปหมดแล้ว กำลังยกระดับสัจวิชามหากระเรียนพิสุทธิ์อยู่ตามลำพัง

นอกจากเขาแล้ว ในห้องนอนก็มีแค่กระเรียนขาวตัวน้อยที่เพิ่งเกิดมาได้ไม่นานตัวหนึ่งเท่านั้น

ตอนนี้ไอหมอกสีขาวหลายสายกำลังฟุ้งกระจายออกมาในห้องนอนหรูหราที่ตอนแรกว่างเปล่าอย่างต่อเนื่อง

ลู่เซิ่งขมวดคิ้ว จมูก หู ปากและดวงตาของเขา พ่นไอหมอกหนาสีขาวออกมา

[สัจวิชามหากระเรียนพิสุทธิ์ (สมบูรณ์) : พลังยุทธ์หกสิบปี (คุณสมบัติพิเศษ: ท่องนภาหฤหรรษ์ , วิชาควบคุมกระเรียน)]

‘ทั้งๆ ที่คุณสมบัติพิเศษไม่มีอะไรเปลี่ยนไปแท้ๆ แต่ร่างกายกลับเกิดการเปลี่ยนแปลงมากอยู่บ้างเพราะพลังยุทธ์ของสัจวิชานี้’

ลู่เซิ่งรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ามีพลังจิตจำนวนมากทะลักเข้ามาในตำแหน่งเนตรกำเนิดด้านหน้าตัวเองตลอดเวลา ขณะเดียวกันตำแหน่งนี้ก็กำลังพ่นพลังไร้รูปร่างที่ไม่อาจสัมผัสได้สายหนึ่งออกมาปรับเปลี่ยนร่างกายของเขาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

เขาเคยสัมผัสพลังงานมามากมาย ตั้งแต่พลังงานสสารที่จับต้องได้ไปจนถึงพลังจิตและจิตวิญญาณที่ล่องลอย แต่ก็ยังไม่ประหลาดเท่าพลังงานไร้รูปร่างนี้

แทนที่จะบอกว่าการปรับเปลี่ยนนี้เป็นการปรับเปลี่ยน ควรบอกว่าเป็นการซ่อมแซมมากกว่า

พลังงานประหลาดนี้เข้าไปเติมรูโหว่จำนวนมากบนตัวเขาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้พลังงานชนิดนี้ อวัยวะบางส่วนเกิดการกลายพันธุ์ระดับหนึ่ง จนมีกำลังวังชากว่าเดิม อีกทั้งคุณสมบัติด้านพละกำลังก็แข็งแกร่งกว่าเดิมเช่นกัน

เขานึกถึงรากแห่งความว่างเปล่าโดยไม่มีสาเหตุ ถ้าหากว่าพลังของรากแห่งความว่างเปล่าที่ถูกบันทึกอยู่ในเรื่องเล่าขานคือสิ่งนี้ อย่างนั้นลู่เซิ่งก็อาจจะเชื่อ

‘เพิ่งมีพลังยุทธ์หกสิบปีร่างกายก็ทนไม่ไหวบ้างแล้ว ดูเหมือนจะยังอ่อนแอเกินไปอยู่ แก่นหยางยังเพิ่มความแข็งแกร่งให้ไม่มากพอ จำเป็นต้องใช้เวลาปรับตัว’ ลู่เซิ่งลืมตาขึ้นและยกแขนขึ้นมาดู

เงาขนปีกสีขาวที่อ่อนจางปรากฏบนผิวแขนอย่างเลือนราง

‘ดูเหมือนวิชาเต๋าบนโลกใบนี้จะไม่ได้เรียบง่าย...’ ลู่เซิ่งเก็บวิชาและลุกขึ้น กระเรียนขาวตัวน้อยที่อยู่ไม่ไกลออกไปแสดงความสนิทสนมมากกว่าเดิม โดยเข้ามาคลอเคลียรอบๆ ตัวเขาเอง

ลู่เซิ่งสั่งความคิด วิชาควบคุมกระเรียนพลันโคจรในร่างกาย

ทันใดนั้น อำนาจการควบคุมร่างกายของกระเรียนขาวตัวน้อยก็ตกเป็นของเขา ความรู้สึกนี้เหมือนกับมีของเล่นควบคุมระยะไกลที่ใช้จิตใจควบคุมได้ เพิ่มขึ้นมาอย่างกะทันหัน

‘ตามคำพูดของอู๋โยวจื่อ วิชาควบคุมกระเรียนนี้น่าจะเอาไว้ใช้เลี้ยงกระเรียนเซียนในสำนักโดยเฉพาะ ก็เลยเป็นคุณสมบัติพิเศษที่โผล่มาในเคล็ดวิชา’ ลู่เซิ่งไตร่ตรองเล็กน้อย ก่อนจะยื่นมือออกมา แล้วปล่อยปราณจริงแท้จากสัจวิชามหากระเรียนพิสุทธิ์สายหนึ่งออกมาบนปลายนิ้ว พร้อมกับส่งเข้าไปใต้สีข้างของกระเรียนขาว

จากนั้นเขาก็ควบคุมร่างของกระเรียนขาวตัวน้อยและส่งให้ปราณจริงแท้สายนั้นโคจรไปตามเส้นทางของคัมภีร์ต้นกำเนิดวิญญาณคู่อย่างต่อเนื่อง

ผ่านไปราวสองสามนาที ลู่เซิ่งก็คลายการควบคุมกระเรียนขาว แต่ว่าเส้นสายการโคจรเมื่อครู่นี้ซ้อนทับในร่างของมันหลายสิบรอบแล้ว

กระเรียนขาวตัวน้อยยืนงงอยู่ที่เดิมสักพัก จากนั้นคลื่นเล็กๆ ของคัมภีร์ต้นกำเนิดวิญญาณคู่ก็กระจายออกมาจากร่างมันอย่างช้าๆ

มันกำลังเริ่มฝึกฝนตามเส้นสายปราณจริงแท้เมื่อก่อนหน้านี้อย่างที่คิดไว้!

ลู่เซิ่งพลันเกิดความเข้าใจบ้างแล้วว่า กระเรียนเซียนจำนวนมากของสำนักกระเรียนพิสุทธิ์ถูกเลี้ยงอย่างไร

‘วันนี้ปล่อยให้ร่างกายปรับตัวดูก่อน พลังงานประหลาดชนิดนี้ แม้แต่จิตวิญญาณขอบเขตลวงตาของเราก็ยังสัมผัสไม่ได้ ต้องระวังตัวหน่อย’

ลู่เซิ่งจัดเสื้อคลุม ปราณจริงแท้ล้ำลึกระดับหกสิบปีไหลเวียนเป็นวงจรในร่างเขาอย่างช้าๆ เหมือนกับลำธาร

เขารู้สึกหัวสมองปลอดโปร่ง เคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วกว่าเดิม สายตาเองก็ดีขึ้นไม่น้อย

และถ้าโคจรปราณจริงแท้ถึงตำแหน่งทุกตำแหน่งบนร่าง จะยังเกิดผลเพิ่มพลังที่แข็งแกร่งกว่าเดิมด้วย

หลายวันต่อจากนั้น ลู่เซิ่งทำทุกอย่างตามลำดับขั้นตอน คอยฟังข่าวที่หมี่กงสืบมาทุกวัน ส่วนสัจวิชามหากระเรียนพิสุทธิ์ก็เพิ่มระดับขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยความเร็วของพลังยุทธ์ระดับหกสิบปีหนึ่งครั้งในเวลาสองสามวัน

ทางกระเรียนขาวตัวน้อยก็เป็นเหมือนกับเขาเช่นกัน เกิดความมหัศจรรย์ขึ้นอย่างต่อเนื่องตามพลังยุทธ์ของลู่เซิ่ง รูปร่างเปลี่ยนแปลงไปทุกวันๆ หลายวันต่อจากนั้นก็มองไม่ออกอีกแล้วว่าเป็นกระเรียนขาวที่เพิ่งเกิดมาไม่นาน

อู๋โยวจื่อมาชี้แนะประสบการณ์และรายละเอียดด้านการบำเพ็ญส่วนหนึ่งให้แก่ลู่เซิ่งเป็นระยะ ก่อนจะรู้สึกตกตะลึงกับการเปลี่ยนแปลงของกระเรียนขาวน้อย แต่เขาสรุปเอาว่ามันมีคุณสมบัติโดยกำเนิดของกระเรียนเซียนไม่ธรรมดาเท่านั้น กอปรกับลู่เซิ่งป้อนของดีๆ ให้ไม่น้อย เลยไม่ได้คิดมาก

โลกใบนี้มีสัตว์ที่ครอบครองสายเลือดพิเศษอยู่มากมาย แค่กระเรียนขาวตัวเดียวเกิดความพิเศษขึ้นก็ถือเป็นเรื่องปกติเช่นกัน

              .............................................
พริบตาเดียวก็ผ่านไปหนึ่งเดือนกว่าๆ

ลู่เซิ่งฉวยโอกาสตอนที่เยวี่ยอ๋องยังไม่กลับมา ขอยื่นเรื่องเข้าไปในสำนักอีกครั้ง แล้วเริ่มเส้นทางการเลี้ยงกระเรียนที่ศิษย์ทุกคนต้องผ่าน

วิชาทั้งหมดของสำนักกระเรียนพิสุทธิ์ที่เป็นสำนักเต๋าสำหรับเพาะเลี้ยงกระเรียนเซียน ย่อมพัฒนาขึ้นเพื่อเลี้ยงดูกระเรียนเซียน

หลังจากศิษย์ทั้งหมดเข้าสำนักแล้ว ก็จะถูกขอให้ไปอยู่กับฝูงกระเรียนในเขาตามลำพัง นี่ก็คือการเลี้ยงกระเรียน

พูดถึงที่สุดก็คือไปเป็นแรงงานเลี้ยงกระเรียนขาวฝูงใหญ่ที่มีจำนวนเยอะสุดขีดของสำนักโดยไม่ได้อะไรตอบแทน

ศิษย์ทั่วไปไม่อยากทำหน้าที่นี้ แต่ลู่เซิ่งกลับสร้างความงุนงงให้แก่หลงเหอจื้อผู้เป็นเจ้าสำนัก โดยขอยื่นเรื่องไปเลี้ยงกระเรียนเอง

“หลังจากศิษย์ฝึกฝนอย่างหนักมาระยะหนึ่ง ก็ได้ค้นพบว่ามีวาสนากับกระเรียน ทุกครั้งที่เห็นกระเรียนขาวบินผ่านข้างตัวไป จะเกิดความรู้สึกปลาบปลื้มที่อธิบายไม่ได้อยู่ลึกๆ” ลู่เซิ่งยืนอยู่ด้านหน้าหลงเหอจื้อและบอกเล่าเหตุผลที่ตัวเองขอสมัครไปเลี้ยงกระเรียนอย่างเคารพ

“เหมือนกับเสี่ยวอวิ๋น ข้าเพิ่งเลี้ยงมันมาหนึ่งเดือนกว่าๆ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเรากลับล้ำลึกถึงขั้นที่ไม่อาจบรรยายได้แล้ว”

ลู่เซิ่งควบคุมให้กระเรียนขาวเข้ามาคลอเคลียตนเองอย่างสนิทสนม

“ท่านอาจารย์โปรดดูเองเถอะ นับตั้งแต่ศิษย์ฝึกฝนสัจวิชากระเรียนพิสุทธิ์ ก็ค้นพบอย่างฉับพลันว่า ข้ามีความรู้สึกสนิทสนมที่บรรยายไม่ได้กับกระเรียนขาว”

หลงเหอจื้อขมวดคิ้วมองกระเรียนขาวเสี่ยวอวิ๋น กระเรียนตัวนี้เป็นกระเรียนที่เขาช่วยเลือกให้ ทำไมเพิ่งผ่านไปแค่หนึ่งเดือนกลับเติบโตจนมีขนาดสองสามขวบแล้ว ไปกินสมบัติฟ้าวัตถุดินดีๆ อะไรเข้าหรืออย่างไร

เขาจำได้ว่าไม่ว่าจะเป็นสัจวิชากระเรียนพิสุทธิ์หรือคัมภีร์ปีกขาว วิชาควบคุมกระเรียนที่อยู่ในนั้นก็ทำให้กระเรียนขาวใกล้ชิดกับตัวเองได้จริงๆ แต่ไม่ได้ถึงขั้นอลังการขนาดนี้

“ดูท่าจะเลี้ยงได้ไม่เลวทีเดียว” อาจารย์อาป๋อหรูชิงพยักหน้าเห็นด้วยจากด้านข้าง

หลงเหอจื้อไตร่ตรองดูครู่หนึ่ง

“เจ้าอยากจะไปเลี้ยงกระเรียนก็ใช่ว่าจะไม่ได้ เพียงแต่ฝูงกระเรียนที่ว่างอยู่แถวนี้มีแค่ฝูงเดียว ฝูงกระเรียนนี้มีจำนวนมากอยู่บ้าง ไม่ทราบว่าเจ้าจะรับมือไหวหรือไม่”

ลู่เซิ่งรู้สึกยินดี ถ้าจำนวนเยอะก็ดีสิ จึงรีบกล่าวว่า

“อาจารย์ไม่ต้องห่วง ศิษย์ขอไปลองดูก่อน ถ้าไม่ไหวเปลี่ยนใจก็ยังไม่สาย”

“อืม...ก็ได้” หลงเหอจื้อพยักหน้าช้าๆ

ลู่เซิ่งที่บรรลุเป้าหมายยิ้มน้อยๆ

ก่อนหน้านี้เขาหยั่งเชิงอู๋โยวจื่อจนค้นพบว่า แม้ด้านในสัจวิชากระเรียนพิสุทธิ์กับคัมภีร์ปีกขาวดั้งเดิมจะมีวิชาควบคุมกระเรียนอยู่ แต่ว่าวิชาควบคุมกระเรียนของพวกเขากับวิชาควบคุมกระเรียนของตนเป็นคนละอย่างกันโดยสมบูรณ์

วิชาควบคุมกระเรียนของพวกเขาเหมือนกับความสามารถติดตัวที่ใช้เพิ่มความสนิมสนมมากกว่า ไม่จำเป็นต้องโคจรก็สามารถใช้ได้

ทว่าวิชาควบคุมกระเรียนในสัจวิชามหากระเรียนพิสุทธิ์ที่ลู่เซิ่งปรับปรุงแล้วร้ายกาจสุดแสน สามารถควบคุมร่างของกระเรียนขาวน้อยได้โดยตรง แถมยังได้รับความสนิทสนมอย่างสมบูรณ์แบบด้วย

ลู่เซิ่งยังค้นพบปรากฏการณ์หนึ่ง นั่นก็คือยิ่งสัจวิชามหากระเรียนพิสุทธิ์ของเขามีพลังยุทธ์ล้ำลึกเท่าไหร่ ขนาดของเสี่ยวอวิ๋นก็ยิ่งเติบโตเร็วขึ้นเรื่อยๆ เท่านั้น

ตอนนี้ผ่านไปหนึ่งเดือนกว่าๆ สัจวิชามหากระเรียนพิสุทธิ์ในเวลานี้ของเขาสั่งสมจนมีพลังยุทธ์หกร้อยกว่าปีแล้ว

ปราณจริงแท้ที่ล้ำลึกขนาดนี้ไหลเวียนและพลิกม้วนอย่างช้าๆ อยู่ในตัวเขาในสภาพหมอกข้นหรือกึ่งของเหลว

วิชาควบคุมกระเรียนที่ใช้พลังยุทธ์ระดับนี้โคจรก็มีอานุภาพสูงส่งจนน่าตกใจเช่นกัน

แม้ว่าขนาดตัวของกระเรียนขาวจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แต่กลับไม่มีการต่อต้านภายใต้การควบคุมของลู่เซิ่งแม้แต่น้อย

ถึงขั้นที่ลู่เซิ่งยังควบคุมให้มันระเบิดพลังแฝงในตัวหรือผลาญพลังชีวิตเพื่อเสริมคุณสมบัติร่างกายได้ด้วย

นี่ไม่ใช่ผลของการควบคุมทางจิตเท่านั้น แม้แต่เซลล์ทั้งหมดในตัวก็ถูกควบคุมด้วยเช่นกัน

ลู่เซิ่งสัมผัสได้ว่า หลายส่วนของสัจวิชามหากระเรียนพิสุทธิ์เรียนรู้ปรับปรุงแล้ว ก็หลอมรวมเข้ากับทักษะประสบการณ์ในวิชาจิตโน้มนำอันล้ำลึกของตัวเอง ดังนั้นจึงมีประสิทธิผลที่ร้ายกาจปานนี้

หลงเหอจื้อขมวดคิ้วใคร่ครวญพร้อมกับพิจารณาลู่เซิ่งในตอนนี้ เห็นได้ชัดว่า เทียบกับหนึ่งเดือนกว่าๆ ก่อนหน้านี้ ลู่เซิ่งในตอนนี้มีบุคลิกเยือกเย็นที่อธิบายไม่ได้ของกระเรียนเซียนเพิ่มมา

นี่เป็นปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อฝึกฝนสัจวิชากระเรียนพิสุทธิ์จนสำเร็จ นี่เพิ่งฝึกไปแค่เดือนเดียวเอง แต่กลับมีบรรยากาศแบบนี้แล้ว...

หลงเหอจื้อรู้สึกเหมือนกับว่าศิษย์ที่ตนรับในครั้งนี้จะมีคุณสมบัติเหนือจินตนาการของตัวเอง จึงอารมณ์ดีทันที

“ก็ได้ อย่างนั้นเจ้าไปลองดูก่อน ถ้าไม่ไหวค่อยกลับมาให้พวกเราเปลี่ยนที่ให้”

“ขอบพระคุณท่านอาจารย์!” ลู่เซิ่งพลันประสานมือคำนับ

ปัจจุบันเขามีพลังยุทธ์ล้ำลึกสุดเปรียบปาน หลังจากใช้ทักษะซ่อนเร้นพลังฝึกปรือที่เรียบง่ายบางส่วนเมื่อก่อนหน้านี้ ยอดฝีมือสำนักกระเรียนพิสุทธิ์สองคนตรงหน้าก็สัมผัสไม่ได้แล้ว

ทว่าเขากลับสัมผัสและแยกแยะระดับพลังยุทธ์ของสองคนตรงหน้าได้

หลงเหอจื้อน่าจะมีพลังยุทธ์ราวครึ่งหนึ่งของเขา ส่วนป๋อหรูชิงยังไม่ถึงหนึ่งในสามของเขาด้วยซ้ำ

คนทั้งสองคือคนชราที่อายุเลยสองร้อยปีเป็นอย่างต่ำ แต่เปลือกนอกกลับมองไม่ออก โดยเฉพาะป๋อหรูชิงซึ่งดูไม่ต่างจากผู้ใหญ่วัยกลางคนธรรมดาๆ เท่าไหร่

“จริงสิ ห่างออกไปร้อยลี้ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของสำนักกระเรียนพิสุทธิ์เป็นที่เร้นกายของจอมภูผาอวี้หงซึ่งเป็นผู้อาวุโสของสำนัก เวลาที่เสี่ยวจิ่งเจ้าเลี้ยงกระเรียนอย่าเผลอไปรบกวนการบำเพ็ญของผู้อาวุโสเข้าเล่า” ป๋อหรูชิงเตือนอย่างระวัง

“จอมภูผาอวี้หงหรือ ศิษย์เข้าใจแล้ว” ลู่เซิ่งกำลังกังวลอยู่ว่าจะหายอดคนสำนักเต๋าตัวจริงไม่เจอ ครั้งนี้ลองไปหยั่งเชิงได้แล้ว

“จริงสิ หลังจากเสี่ยวจิ่งเข้าสำนักแล้วข้ายังไม่ได้ตั้งฉายาเต๋าให้กระมัง” หลงเหอจื้อพลันพูดกับป๋อหรูชิง

“ข้าคือหลงเหอ (ธารมังกร) เจ้าคือหรูชิง (ดั่งวิสุทธิ์) ส่วนเสี่ยวจิ่ง เขาเป็นซื่อจื้อของเยวี่ยอ๋อง มีวาสนากับฝูงกระเรียนตั้งแต่เกิด ให้ชื่อว่าเทียนหลงเต้าหยิน (มังกรฟ้า) ก็แล้วกัน!” หลงเหอจื้อเสนอแนะ

“เอ่อ...ศิษย์พี่ เทียนหลงนี้มาจากไหนกัน ซื่อจื่อของเยวี่ยอ๋องกับฝูงกระเรียนไปเกี่ยวกับมังกรฟ้าได้อย่างไร” ป๋อหรูชิงโต้แย้งอย่างเอือมระอา “ในความเห็นข้า ใช้ชื่อว่ากุ่ยหลงเต้าหยิน (มังกรเต่า) ดีกว่า!”

ลู่เซิ่ง “...”

ความสามารถในการตั้งชื่อของทั้งสองห่วยแตกสิ้นดี กุ่ยหลงที่ป๋อหรูชิงตั้งมาจากไหน ยังมีหน้าไปว่าเทียนหลงของคนอื่นอีก

“เรียกเทียนหลงนั่นแหละ ข้าตั้งชื่อนี้ตอนที่อาจารย์ตั้งฉายาเต๋าให้ แต่น่าเสียดาย...” หลงเหอจื้อเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง

“กุ่ยหลงดีกว่า! กระเรียนกับเต่าอายุยืน ตั้งเป็นชื่อนำ บวกกับมังกรในหมู่กระเรียนมันพ้องกับวลีมังกรในหมู่คนด้วยไม่ใช่หรือ ดีกว่าเยอะเลยนะ!?” ป๋อหรูชิงไม่ยอมลดราวาศอก

“เอาเทียนหลง ความหมายล้ำลึกกว่า!”

“กุ่ยหลงหนักแน่นกว่า!”

“เทียนหลงเหมาะกับสถานะของซื่อจื่อของเยวี่ยอ๋องมากกว่า!”

“กุ๋ยหลงสุขุมสง่างามกว่า”

มันสง่างามตรงไหนกัน

ลู่เซิ่งเอือมระอา

ทั้งสองเถียงกันอยู่ครึ่งวัน ไม่มีใครยอมใคร เลยให้แต่ละคนตั้งหนึ่งตัวอักษร

เทียนกุ่ย (เต่าสวรรค์)!

ลู่เซิ่งแทบจะเสียสติ

ฉายาเต๋าแบบนี้ไม่ตั้งยังจะดีกว่า!

เกิดเดินออกไปมีคนกราบกรานแล้วถามว่าเป็นใคร เทียนกุ่ยเต้าหยินไง! ฉายาเต๋าบัดซบนี้ทำให้คนได้ยินครั้งหนึ่งเลื่อมใส ได้ยินสองครั้งกังวลใจ ได้ยินสามครั้งแล้วอยากจะฟันคน

ดังนั้นลู่เซิ่งจึงเข้าแทรกแซงการคัดเลือกฉายาเต๋าของทั้งสองโดยไม่สนใจมารยาท

สุดท้ายโต้เถียงอยู่นานสองนาน ในที่สุดทั้งสามก็ได้ชื่อฉายาเต๋าว่า เฮ่อเจิน (กระเรียนจริงแท้)

เจินเฮ่อเต้าหยิน บอกออกไปอย่างไรก็ให้ความรู้สึกเคร่งขรึมเป็นทางการอยู่

ลู่เซิ่งที่โล่งใจรีบนำกล่องสานไม้ไผ่เลี้ยงกระเรียนออกจากอารามด้วยการนำทางของนักพรตธรรมดาคนหนึ่ง

ทั้งสองคนเดินอ้อมป่าเขาสองรอบ ในที่สุดก็เจอฝูงกระเรียนสีขาวที่กำลังกินน้ำอยู่ริมลำธารเล็ก

กระเรียนสีขาวฝูงใหญ่ยืดขายาวเดินไปมาอยู่ในเขตน้ำตื้นข้างลำธารเล็กใสที่ไร้รูปทรง

บางครั้งจะมีกระเรียนขาวบางตัวทิ่มจะงอยแหลมยาวเข้าไปใต้น้ำ แล้วคาบปลาตัวเล็กตัวหนึ่งขึ้นมาอย่างแม่นยำ ก่อนจะกลืนลงไป

บางครั้งมีสัตว์ชนิดอื่นอยากจะดื่มน้ำ แต่ก็ถูกฝูงกระเรียนที่ดุร้ายไล่ไปที่อื่นทันที

กระเรียนที่เป็นผู้นำในการไล่สัตว์ชนิดอื่น เป็นกระเรียนขาวตัวผู้ที่สูงเกือบสามหมี่กว่าๆ

“นั่นคือเจ้าสนขาว เป็นหัวหน้ากระเรียนของที่นี่ ขอแค่เจ้าอยู่กับมันดีๆ กระเรียนขาวตัวอื่นก็จะไม่มีปัญหาอะไร” นักพรตผู้นำทางลู่เซิ่งยืนอยู่ห่างออกไปร้อยหมี่ พร้อมทั้งชี้มาทางด้านนี้

“เข้าใจแล้ว” ลู่เซิ่งยัดแท่งเงินให้แก่นักพรต “ขอบคุณศิษย์พี่ที่นำทาง”

“เกรงใจแล้วๆ” นักพรตพลันยินดี เห็นแก่แท่งเงิน เขาเลยเตือนอีกประโยคว่า “เจ้าสนขาวมีคุณสมบัติไม่ธรรมดา เกือบจะกลายเป็นพาหนะของยอดคนสำนักเต๋าเมื่อนานมาแล้ว ภายหลังปีกพิการเพราะอุบัติเหตุ เจ้าสำนักของพวกเราช่วยเหลือโดยไม่ได้ตั้งใจ ก็เลยอาศัยอยู่ที่นี่มาโดยตลอด ศิษย์น้องต้องระวังไว้หน่อย อย่าไปยั่วโมโหเจ้าสนขาวเข้า หากโดนจิกจนมีแผลทั่วตัวจะแย่เอา

“ขอบคุณๆ” ลู่เซิ่งขอบคุณติดต่อกัน สิ่งของกับข้อมูลเบื้องหลังเหล่านี้ หากไม่มีนักพรตธรรมดาแบบนี้อยู่ด้วย เขาก็สืบไม่สะดวกจริงๆ

“เอาล่ะ ต่อจากนี้ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าเองแล้ว ข้าขอไปก่อน รอบๆ ฝูงกระเรียนมีคนเลี้ยงกระเรียนได้แค่คนเดียว ไม่อย่างนั้นถ้ามีคนมากเข้า หรือมีคนคอยคุมเป็นเวลานาน อาจจะทำให้ฝูงกระเรียนเครียดจนโจมตีใส่ได้ ที่นี่อยู่ไม่ไกลจากอาราม แต่อารามมีค่ายกล ที่นี่เองก็มีค่ายกลเช่นกัน ทำให้ตัดขาดกัน บ้านไม้ใกล้ๆ นี้เตรียมน้ำอาหารไว้หมดแล้ว เรื่องกินเรื่องดื่มเจ้าจัดการเอง อีกสิบวันข้าจะมาใหม่ ถ้าหากเจ้าเข้ากับฝูงกระเรียนได้ พวกมันก็จะยอมให้เจ้าเลี้ยงเอง”

นักพรตพูดจบก็หมุนตัวเร่งรุดไปยังอาราม ก่อนจะหายไปกลางป่าเขาอันล้ำลึกโดยใช้เวลาไม่ถึงสิบอึดใจ

ลู่เซิ่งที่ได้สติกลับมามองดูกระเรียนขาวขนาดต่างๆ ที่มีมากกว่าร้อยตัว

“เสี่ยวอวิ๋น!” เขาตะโกน “มาทำความรู้จักกับทุกคนหน่อย”

กระเรียนเซียนสีขาวหิมะที่ใหญ่เกือบสองหมี่ตัวหนึ่งพุ่งออกมาจากป่าที่อยู่ไกลออกไป

กระเรียนเซียนมองลู่เซิ่งแวบหนึ่ง จากนั้นก็เข้าร่วมกับฝูงกระเรียน ก้มหน้าดื่มน้ำและเดินไปเดินมาด้วยกันอย่างรวดเร็วเหมือนกับกระเรียนเซียนตัวอื่นๆ

ลู่เซิ่งผงกศีรษะน้อยๆ การหลอมรวมเข้ากับฝูงได้เป็นสิ่งที่ดีที่สุด เขามองออกว่าเจ้าสนขาวเป็นกระเรียนวิเศษที่มีสติปัญญาสูงเหมือนกับกระเรียนเซียนที่มอบขนปีกให้แก่เขาเมื่อก่อนหน้านี้ ดังนั้นเกิดเจอหน้าแล้วใช้วิธีบังคับทันที ก็อาจจะทำให้ความแตกและเกิดผลตรงกันข้ามได้ อย่างไรวิชาควบคุมกระเรียนก็ได้แต่ควบคุมกายเนื้อเท่านั้น คิดจะทำให้ยอมรับต้องค่อยเป็นค่อยไป

เวลาหนึ่งวันผ่านไปท่ามกลางการสังเกตของลู่เซิ่ง เขายกระดับพลังยุทธ์ของสัจวิชามหากระเรียนพิสุทธิ์ไปพลาง วางแผนการในภายหลังอย่างตั้งใจไปพลาง

หนึ่งวันผ่านไป...

เสี่ยวอวิ๋นที่ตัวใหญ่เท่าหนึ่งคนครึ่งส่งเสียงร้องพร้อมกับคาบปลาตัวหนึ่งออกมาจากในลำธาร ก่อนจะเงยหน้ากลืนปลาลงไปและร้องเสียงใสกระจ่าง

เจ้าสนขาวที่อยู่ด้านข้างก้มหน้ามองมัน ทำเป็นไม่สนใจ

สองวันต่อมา...

เสี่ยวอวิ๋นที่ตัวใหญ่เท่าสองคนครึ่งส่งเสียงร้องพร้อมกับคาบปลาตัวหนึ่งออกมาจากในลำธาร ก่อนจะเงยหน้ากลืนปลาและร้องเสียงใสกระจ่าง

เจ้าสนขาวก้มหน้าดื่มน้ำอยู่ด้านข้าง

สามวันต่อมา...

เสี่ยวอวิ๋นที่ตัวใหญ่เท่าสามคนครึ่งส่งเสียงร้องพร้อมกับคาบปลาตัวหนึ่งออกมาจากในลำธาร ก่อนจะเงยหน้ากลืนปลาและร้องร้องเสียงใสกระจ่าง

เจ้าสนขาวเงยหน้ามองเจ้าตัวใหญ่ด้านข้าง รู้สึกว่ามีตรงไหนผิดปกติสักที่หนึ่ง

สี่วันต่อมา...

เสี่ยวอวิ๋นถีบกระเรียนขาวหลายตัวที่อยู่รอบๆ จนล้มกับพื้น คาบปลาตัวหนึ่งออกมาจากในลำธาร ก่อนจะเงยหน้ากลืนปลาและร้องเสียงใสกระจ่างเจ้าสนขาวเงยหน้ามองกระเรียนขาวร่างยักษ์ที่ใหญ่เกือบสิบหมี่ด้านข้าง สองตาตะลึงงัน ไม่ทราบจะทำตัวอย่างไรโดยสิ้นเชิง

“เห็นหรือยัง ความจริงคุณสมบัติของเสี่ยวอวิ๋นสู้เจ้าไม่ได้ แต่ข้าที่เป็นซื่อจื่อของเยวี่ยอ๋องได้รวบรวมวัตถุฟ้าสมบัติดินในตำนานให้มัน หลังจากป้อนโอสถลึกลับที่ทำให้เผ่ากระเรียนขาวถอดเส้นเอ็นเปลี่ยนกระดูกได้ลงไป ผลลัพธ์ก็เป็นอย่างที่เจ้าเห็นนี่เอง”

ทันใดนั้นเอง ลู่เซิ่งเดินออกมา

              .............................................
เจ้าสนขาวงุนงง

มันเคยเห็นกระเรียนเซียนและเผ่าพันธุ์ที่หลากหลายบนโลกใบนี้มามากมาย แต่กระเรียนเซียนที่เติบโตได้เร็วอย่างเสี่ยวอวิ๋น เพิ่งจะเคยพบเคยเจอเป็นครั้งแรก

มันได้ยินคำพูดของลู่เซิ่งแล้ว แต่มันไม่เชื่อ ถ้าหากบอกว่าการเปลี่ยนแปลงของเสี่ยวอวิ๋นเมื่อก่อนหน้านี้อยู่ในขอบเขตปกติ อย่างนั้นความสูงเกือบสิบหมี่ในภายหลังก็อยู่ในระดับภูเขาลูกย่อมๆ แล้ว

นี่เป็นขนาดร่างกายในระดับแม่ทัพปีศาจทั่วไป

เผ่าปีศาจแบ่งเป็นปีศาจน้อย ภูตปีศาจ แม่ทัพปีศาจ และราชาปีศาจ แถมทุกๆ ระดับยังมีการแยกย่อยไม่น้อย

อย่างระดับปีศาจน้อยจะแบ่งระดับพลังฝึกปรือของตัวเองออกเป็น หลังกำเนิด ก่อนกำเนิด สมบูรณ์ และจำแลงกาย

หากปีศาจน้อยคิดจะผลัดเส้นเอ็นเปลี่ยนกระดูก ถ้าไม่ใช้เวลาสามปีห้าปีก็อย่าฝันถึงเลย และเมื่อเกิดสติปัญญาหลังจากเข้าสู่ระดับภูตปีศาจ ก็จะฝึกฝนวิชาโดยไม่ต้องอาศัยการฝึกฝนตามสัญชาตญาณอย่างเดียวได้

ขั้นตอนนี้ขึ้นอยู่กับเผ่าพันธุ์และสายเลือด ยิ่งสายเลือดแข็งแกร่ง ขั้นตอนนี้ก็ยิ่งใช้เวลานาน

สายเลือดของเผ่ากระเรียนขาวไม่นับว่าแข็งแกร่ง แต่ก็ไม่นับว่าแย่เกินไป ใช้เวลาราวๆ สองร้อยปี

สูงขึ้นไปอีกจึงเป็นระดับแม่ทัพปีศาจ

เจ้าสนขาวอยู่ในระดับภูตปีศาจ ด้วยอายุหนึ่งร้อยกว่าปีในปัจจุบันของมัน นี่ถือเป็นวาสนาอันยิ่งใหญ่แล้ว

แต่เจ้ากระเรียนตัวข้างๆ นี่มันอะไรกัน

เจ้าสนขาวมองดูก็รู้ว่าเสียวอวิ๋นมีอายุไม่เกินสิบปี แต่ขนาดร่างกายนี้เป็นภูตปีศาจที่มีพลังฝึกปรือมากกว่าหลายร้อยปีขึ้นไป ถึงขั้นใกล้เคียงกับระดับแม่ทัพปีศาจด้วยซ้ำ

“คำพูดของท่านเป็นจริงหรือไม่” มันละสายตากลับมามองร่างของลู่เซิ่ง

ถ้าหากสิ่งที่อีกฝ่ายบอกเป็นความจริง อย่างนั้นโอกาสของมันก็มาถึงแล้ว

“ความจริงวางอยู่ตรงหน้า เชื่อไม่เชื่อก็แล้วแต่เจ้าเถอะ”

ลู่เซิ่งเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

ถ้าใช้กระเรียนเซียนมากกว่าร้อยตัวได้อย่างเหมาะสม จะได้กำไรถึงขนาดไหน

พลังยุทธ์ของสัจวิชากระเรียนพิสุทธิ์ของเขาในตอนนี้ล้ำลึกสุดเปรียบปาน ผู้มีพลังยุทธ์เกือบแปดร้อยปีในสำนักกระเรียนพิสุทธิ์สามารถงอนิ้วนับได้

กอปรกับการเพิ่มพลังและหล่อเลี้ยงของด้ายกระตุ้นวิญญาณ การสร้างกระเรียนปีศาจอย่างเสี่ยวอวิ๋นเป็นจำนวนมากไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร

“ข้าเชื่อว่าท่านทำให้กระเรียนเซียนตัวหนึ่งตัวใหญ่ขนาดนี้ได้ แต่ว่าพวกเรามีมากมาย ท่านคิดจะทำอย่างไร” เจ้าสนขาวมองแวบเดียวก็เดาออกทันทีว่าคนตรงหน้าต้องการสยบตนเอง จึงถือโอกาสกล่าวอย่างตรงไปตรงมาทันที

ลู่เซิ่งงุนงงเพราะนึกไม่ถึงว่าเจ้าสนขาวจะมีสติปัญญาสูงขนาดนี้

“ข้าย่อมมีวิธีของตัวเอง เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องสนใจ เจ้ายินดีร่วมฝึกฝนวิญญาณคู่กับข้าหรือไม่”

คัมภีร์ต้นกำเนิดวิญญาณคู่เป็นเคล็ดวิชาหนึ่งที่มีความสำคัญมากในสำนักกระเรียนพิสุทธิ์ เกิดว่าคนและกระเรียนเชื่อมจิตใจกันแล้ว อย่างนั้นไม่ว่าฝ่ายไหนจะดำเนินการบำเพ็ญ ก็จะทำให้ปราณจริงแท้ในร่างอีกฝ่ายโคจรไปด้วย

นี่เทียบเท่ากับมีเวลาบำเพ็ญเพิ่มขึ้นมาเท่าตัว และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สำนักกระเรียนพิสุทธิ์ดำรงอยู่มานาน อย่างไรคัมภีร์หลักของพวกเขาก็ย่ำแย่เกินไป

เจ้าสนขาวใคร่ครวญอย่างตั้งใจ

“หากว่าท่านทำให้กระเรียนขาวที่ข้าเลือกแข็งแกร่งและตัวใหญ่ขึ้นได้เหมือนเสียวอวิ๋น อย่างนั้นข้าจะขอนำเผ่าศิโรราบต่อท่านโดยสิ้นเชิง”

“ไม่มีปัญหา” ลู่เซิ่งยิ้ม

ผ่านไปราวสิบนาที เจ้าสนขาวก็เลือกกระเรียนขาวตัวน้อยที่ไม่สูงไม่ต่ำไม่อ้วนไม่ผอมตัวหนึ่งออกมาให้ลู่เซิ่ง

“ต้องการเวลาเท่าไหร่”

“สี่วันเหมือนกัน” ลู่เซิ่งตอบอย่างรวบรัด

เขารับกระเรียนขาวน้อยไว้ ก่อนจะหมุนตัวพาเสี่ยวอวิ๋นไปจากลำธาร

เดินออกมาไม่ไกลเท่าไหร่ ลู่เซิ่งก็เจอถ้ำทิ้งร้างแห่งหนึ่งที่หมีเคยมาใช้จำศีลบนหน้าผาที่อยู่ไม่ไกลออกไป

หากเดินเข้าไปด้านในเรื่อยๆ คล้ายกับจะทอดยาวไปถึงโพรงถ้ำใต้ดิน

เขาปล่อยกระเรียนขาวตัวน้อยลงแล้วจัดวางค่ายกลลวงตาที่เรียบง่ายไว้ในถ้ำ เพื่อให้สิ่งมีชีวิตด้านในด้านนอกแยกแยะทิศทางไม่ได้ จะเข้าจะออกจะต้องได้รับการอนุญาตจากเขาก่อน

หลังจากจัดเตรียมงานเรียบร้อย ลู่เซิ่งก็ค่อยเริ่มปรับเปลี่ยนกระเรียนขาวน้อยอย่างเป็นทางการ

ความจริงกระบวนการปรับเปลี่ยนเรียบง่ายมาก สิ่งที่มีความดีความชอบในการเปลี่ยนแปลงของเสี่ยวอวิ๋นคือด้ายกระตุ้นวิญญาณ

ลู่เซิ่งแบ่งด้ายกระตุ้นวิญญาณที่มีน้อยออกมาทีละนิดๆ เพื่อหลอมรวมเข้ากับคัมภีร์ต้นกำเนิดวิญญาณคู่และปราณจริงแท้ในสัจวิชามหากระเรียนพิสุทธิ์ที่จะแลกเปลี่ยนกับกระเรียนขาว ให้สองวิชานี้ไหลเวียนไปมาหนึ่งคนหนึ่งกระเรียน

อันที่จริงด้ายกระตุ้นวิญญาณไม่อาจใช้ห่างตัวได้ แต่ว่าก็ยังปรับปรุงส่วนภายในผ่านการแลกเปลี่ยนปราณจริงแท้ได้อยู่                  

ด้ายกระตุ้นวิญญาณกับสัจวิชามหากระเรียนพิสุทธิ์ที่ได้รับการปรับปรุงและเรียนรู้ทับซ้อนกัน กระเรียนขาวตัวน้อยตัวโตขึ้นด้วยความเร็วสูงราวกับเป่าลม

ผ่านไปแค่สองวัน กระเรียนขาวตัวน้อยโตขึ้นจนสูงถึงสองหมี่กว่าๆ แล้ว ตอนแรกมันยังเชื่อฟังลู่เซิ่งแบบเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ตอนนี้กลับยอมรับนับถือลู่เซิ่งโดยสมบูรณ์แล้ว

สิ่งมีชีวิตเรียบง่ายแบบนี้เอง ถ้าท่านแข็งแกร่ง มันก็พร้อมจะนับถือท่าน ถ้าอ่อนแอ ก็ต้องถูกยึดครองและสะกดไว้โดยสัญชาตญาณ

หลังจากแสดงการเปลี่ยนแปลงของกระเรียนขาวน้อยให้เห็นและได้รับการยืนยันจากเจ้าสนขาวแล้ว ลู่เซิ่งก็รับช่วงควบคุมฝูงกระเรียนมากกว่าร้อยตัวต่อ

ภายใต้การข่มขวัญของเสี่ยวอวิ๋น และภายใต้การปลอบประโลมของเจ้าสนขาว ไม่นานฝูงกระเรียนก็ยอมรับการเปลี่ยนแปลงใหม่ที่ลู่เซิ่งจะนำพามาให้พวกมัน

ลู่เซิ่งใช้เวลาหนึ่งวันครึ่งขอให้เจ้าสนขาวสอนภาษาสื่อสารระหวางกระเรียนเซียนให้

หลังจากพอจะพูดได้แล้ว เขาก็เริ่มเตรียมแผนการทันที

...

ด้านนอกตำหนักเยวี่ยอ๋อง

ในห้องส่วนตัวชั้นที่สามของเหลาสุราธาราแพร หยวนจีคงที่ยิ้มอย่างหนักใจนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามหญิงงามที่สีหน้าไม่เป็นมิตรสองคน

“ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าพี่จิ่งของพวกเจ้าไปไหน ก่อนหน้านี้เขาบอกว่าจะไปบำเพ็ญเต๋า จากนั้นก็เดินทางขึ้นเขา ตอนนี้อยู่ไหนกันแน่ไม่มีใครหาเจอ และไม่มีวิธีตามหาด้วย!”

หญิงสาวทั้งสองคน สวยกันคนและแบบ คนหนึ่งมีส่วนโค้งเว้าชัดเจน เอวคอดจนใช้แขนข้างเดียวโอบได้ สวมกระโปรงผ้าไหมตัวยาวสีแดงก่ำที่มีรอยยับ สองขาข้างใต้ชายกระโปรงรัดถุงน่องสีขาวราวหิมะอันเนียนละเอียด ผมสีแดงยาวถึงเอว กอปรกับต่างหูอัญมณีจันทร์เสี้ยวครู่หนึ่ง จึงให้มีความรู้สึกร้อนแรงหมดจด

อีกคนมีบุคลิกบริสุทธิ์ สวมกระโปรงยาวเสื้อขาว เนื่องจากเป็นเพราะรัดติ้วเกินไป กระโปรงยาวสีดำจึงขับให้สะโพกเรียวยาวและแน่นตึงขึ้น

นางใช้พัดทรงกลมสีขาวปิดบังปากแดงจิ้มลิ้มไว้ ผมที่เหมือนกับผ้าต่วนยาวระบ่า ดวงตาลูกท้อจ้องมองหยวนจี้คงอย่างสง่างามและสุขุม

ทั้งสองคนนี้เป็นน้องสาวแท้ๆ ของหยวนจี้คง คนที่มีรูปร่างอุดมสมบูรณ์ชื่อหยวนหลิ่วหลิ่ว คนขายาวชื่อหยวนย่วนย่วน

ชื่อของทั้งสองคนนี้ตั้งได้น่าประหลาดมาก ล้วนได้มาจากมารดาของพวกนาง

สตรีทั้งสองกับหยวนจี้คงไม่ได้เกิดมาจากมารดาคนเดียวกัน หยวนจี้คงเป็นลูกคนโต เป็นหัวหน้าของบ้าน ส่วนสตรีสองนางนี้เกิดจากอนุคนที่สามของแม่ทัพอารักขาหยวน

อนุคนนั้นมีรูปร่างหน้าตางดงามเหนือใคร แต่ชาติกำเนิดดันย่ำแย่ มาจากตระกูลฆ่าสัตว์ที่สืบทอดมาหลายชั่วอายุคน ที่น่าโชคดีก็คือ นางแต่งงานตอนที่แม่ทัพอารักขาหยวนยังไม่ได้ลงหลักปักฐาน บิดาของหยวนจี้คงเป็นคนให้ค่ากับน้ำใจมาโดยตลอด จึงไม่ได้ละทิ้งอนุ หากพาพวกนางมาอยู่ใต้การปกครองของตำหนักเยวี่ยอ๋องเหมือนกัน แล้วกลายเป็นแม่ทัพอารักขาในอาณาเขตของตำหนักอ๋อง

“หลิ่วหลิ่ว ย่วนย่วน ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าพี่จิ่งของพวกเจ้าไปอยู่ไหน ถ้าอยากจะตามหา เจ้าลองไปถามคุณชายใหญ่ตระกูลหนิงเอาเองเถอะ เขาจะต้องรู้อะไรบางอย่างแน่ ว่ากันว่าสำนักที่ซื่อจื่อเข้าร่วมมีความสัมพันธ์กับนักพรตคนหนึ่งในบ้านพวกเขา”

หยวนจี้คงโยนความรับผิดชอบออกไปทันที ถ้าหากโดนน้องสาวสองคนตามจิกเรื่องนี้จริงๆ อย่างนั้นวันเวลาต่อจากนี้ไปก็อย่าได้อยู่เป็นสุขเลย

“ท่านพูดความจริงหรือ!?” หยวนหลิ่วหลิ่วลุกพรวด หน้าอกหน้าใจอันใหญ่โตส่ายไปมา หยวนจี้คงเห็นดังนั้นก็รีบเบือนสายตาหนี

“ใครจะกล้าหลอกพวกเจ้า” หยวนจี้คงกล่าวอย่างจนปัญญา น้องสาวสองคนนี้จะทำตัวสงบเสงี่ยมต่อหน้าเด็กน้อยหวงจิ่ง แต่ยามอยู่ด้านนอกคือร่างทรงจอมมารโดยแท้

“ถ้ากล้าหลอกข้า ข้าจะไปฟ้องท่านพ่อ บอกว่าท่านขืนใจน้องสาวแท้ๆ!” หยวนหลิ่วหลิ่วหัวเราะเย็นชาพลางกอดอก

นางพาดขาคู่งามที่รัดถุงน่องบางสีขาวบริสุทธิ์ขึ้นบนโต๊ะ อาณาเขตน่าหลงใหลถูกกระโปรงยาวสีดำอำพรางไว้จนเดี๋ยวปรากฏเดี๋ยวสูญหาย ทำให้หยวนจี้คงไม่กล้ามองดู

“นายหญิงทั้งสอง ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าเขาไปไหน!” หยวนจี้คงร้องอุทธรณ์

น้องสาวแท้ๆ สองคนนี้รักชอบหวงจิ่งมาตั้งแต่เด็กแล้ว แถมยังสืบทอดนิสัยขี้ฉุนเฉียวมาจากมารดาของพวกนางด้วย

เวลาอยู่ต่อหน้าหวงจิ่งหรือผู้อาวุโสจะทำตัวสงบเงียบน่ารักเหมือนนกน้อยแอบอิงคน แต่ถ้าอยู่กับคนอื่นๆ ก็จะทำตัวร้ายกาจอำมหิตและน่ากลัวเหมือนเสือทันที

“ข้าจะยอมเชื่อท่านสักครั้ง!” หยวนหลิ่วหลิ่วแค่นเสียง “อีกประเดี๋ยวถ้าพวกเราหาเบาะแสจากตระกูลหนิงไม่เจอ จะมาคิดบัญชีกับท่านอีกรอบ!” นางผลักเก้าอี้ออก ก่อนจะสาวเท้าเดินไปยังนอกประตู

“พี่ใหญ่ ไม่ใช่พวกน้องไม่เชื่อพี่นะ แต่พี่จิ่งหายตัวไปตั้งนาน พวกเรากลัวว่าเกิดเขาถูกปีศาจจิ้งจอกลักพาตัวไปจะแย่เอา” หยวนย่วนย่วนที่ยังอยู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ย่วนย่วน ไม่ใช่ว่าข้าไม่ช่วยนะ แต่ข้าพี่ใหญ่ไม่รู้จริงๆ!” หยวนจี้คงอยากร้องไห้แต่ไร้น้ำตา หากว่ากันจริงๆ คนที่เขากลัวยิ่งกว่ากลับเป็นน้องเล็กที่สุขุมบริสุทธิ์ตรงหน้าผู้นี้

น้องสาวสองคนนี้ยืนกรานจะแต่งกับหวงจิ่งให้ได้ เพื่อจะไปเป็นชายาในอนาคตอะไรนั่น

แต่คิดดูให้ละเอียด สถานะ ชาติกำเนิด รวมถึงคุณสมบัติและบุคลิกของพวกนางล้วนไม่เหมาะกับมาตรฐานชายาของเยวี่ยฉินอ๋องเลย

หยวนจี้คงปวดหัวมาโดยตลอด

หวงจิ่งมาเป็นแขกที่บ้านเขาหลายครั้ง ขณะกำลังจะค้างคืน ก็จะพบว่าในห้องนอนมีน้องแท้ๆ ของหยวนจี้คงทั้งสองคนเปลือยกายรออยู่

นี่น่าตกใจแทบตายจริงๆ

ถึงแม้หวงจิ่งจะไม่ได้กลัวนารี แต่ว่าพี่น้องสองคนอย่างหยวนหลิ่วหลิ่วกับหยวนย่วนย่วนไม่ใช่เด็กสาวธรรมดา เพราะพวกนางเป็นแก้วตาดวงใจของแม่ทัพอารักขาหยวน

ถ้าหากติดกับ ต่อให้ไม่อยากแต่งก็ต้องแต่ง

เป็นเหตุให้สุดท้ายหวงจิ่งไม่กล้าแม้แต่จะเข้าบ้านของเขา ทั้งคู่จึงได้แต่สร้างรหัสลับขึ้นเพื่อติดต่อกันภายนอก

“แต่อยู่ดีๆ พี่จิ่งจะไปฝึกบำเพ็ญเต๋าเพื่ออะไร นักพรตและยอดคนในตำนานล้วนลี้ลับพิสดาร เดี๋ยวโผล่มาเดี๋ยวหายตัว ถ้าหากไปแล้วไม่กลับมาล่ะก็...” หยวนย่วนย่วนขมวดคิ้วดำอย่างกังวลเล็กน้อย

“เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องกังวลหรอก ข้าว่าไม่เกินสองเดือนเด็กน้อยหวงจิ่งจะต้องรับรสชาติจืดชืดไม่ไหวจนหนีกลับตำหนักอ๋องแน่” หยวนจี้คงเค้นยิ้มพลางกล่าวปลอบ

“หวังว่าจะเป็นแบบนั้น” หยวนย่วนย่วนลุกขึ้นเตรียมจะออกไป

“จริงสิย่วนย่วน” อยู่ๆ หยวนจี้คงก็เรียกนาง “ครั้งก่อนท่านพ่อเรียกเจ้าไป จะให้เจ้าช่วยงานอะไรอีกแล้วหรือ”

หยวนย่วนย่วนนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะตอบว่า

“ยังดี เพียงแต่ให้ข้าช่วยฝึกองครักษ์หญิงเท่านั้น”

หยวนจี้คงอ้าปากอยากพูดบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไร

เขาไม่ได้กลัวน้องสาวแท้ๆ สองคนนี้เพราะพวกนางร้ายกาจอำมหิตเท่านั้น สิ่งสำคัญยิ่งกว่าก็คือ สองคนนี้เป็นแม่ทัพหญิงในกองทัพตัวจริงเสียงจริง!

หยวนหลิ่วหลิ่วที่อายุมากกว่าเชี่ยวชาญการใช้หอกสั้นหอกยาว ไม่ว่าจะเป็นความสามารถสู้รบทางราบหรือความสามารถสู้รบทางอาชา ล้วนเป็นแม่ทัพเก่งกาจอันดับหนึ่งอันดับสอง แม้จะดูอ่อนแอ แต่พอลงมือจริงๆ แม้แต่บิดาของเขาก็ยังเสียเปรียบด้านพละกำลัง

ส่วนหยวนย่วนย่วนที่อายุน้อยกว่าใช้กระบองแบ่งวารีคู่หนึ่ง ท่าร่างคล่องแคล่วปราดเปรียว และรวดเร็วจนน่าตกใจ เคยลอบสังหารขุนศึกและขุนนางฝ่ายบุ๋นที่หมายหัวบิดาของตนมาแล้วหลายราย

คนนอกไม่ทราบ แต่หยวนจี้คงกลับรู้ดีว่า สามปีก่อนหยวนย่วนย่วนใช้เงินออมของตัวเองรับสมัครบุคคลมีความสามารถและสร้างองค์กรมือสังหารเร้นลับขึ้นมา

นางเป็นคนบ่มเพาะสมาชิกด้วยตัวเอง นักฆ่าที่องค์กรนี้บ่มเพาะได้เข้าร่วมศึกใหญ่ที่เยวี่ยอ๋องเป็นผู้นำมาแล้วหลายครั้ง หนำซ้ำยังเกิดประโยชน์สำคัญอีกด้วย

“ท่านไม่ต้องสนใจเรื่องอื่นหรอก ช่วยข้าหาพี่จิ่งกลับมาจึงเป็นเรื่องสำคัญ!” หยวนย่วนย่วนผลักประตูเดินเอื่อยๆ ออกไป ไม่นานก็หายไปจากทางเดินด้านหน้าประตู

              .............................................
‘น่าหน่ายใจจริงๆ ไม่รู้ว่าพวกนางถูกใจเด็กน้อยหวงจิ่งตรงไหน ชายาหรือ โลกแบบนี้ ต่อให้เป็นชายาได้แล้วจะได้อะไรขึ้นมา’ หยวนจี้คงมองทิศทางที่เหล่าน้องสาวจากไปพร้อมกับหัวเราะขื่นขมในใจ

เขายกจอกสุราขึ้นแล้วดื่มรวดเดียวหมด อยู่ๆ น้ำสุราในจอกก็สะท้อนเงาแดงผืนหนึ่ง

เขาพลันสีหน้าเปลี่ยนแปลง ก่อนจะวางจอกสุราลง

“พวกเจ้ามาได้อย่างไร ข้าบอกแล้วไงว่าตอนนี้ยังไม่ต้องรีบ!”

ในห้องมีบุรุษวัยกลางคนสวมชุดคลุมสีแดงโผล่มาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ

บุรุษผู้นั้นงับประตูเบาๆ ด้วยสีหน้าเป็นมิตร แล้วนั่งลงตรงข้ามหยวนจี้คง

“เบื้องบนรอไม่ไหวแล้ว หยวนจี้คง ต่อให้เจ้าไม่สนใจคนอื่น ก็ควรใคร่ครวญเพื่อบิดาเจ้า เยวี่ยอ๋องทำตัวไม่มีเหตุผล ไม่ช้าก็เร็วจะต้องล่มจม ถึงเวลานั้นถ้าบิดาเจ้าถูกถือเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดและโดนกวาดล้าง ก็สมเหตุสมผลไม่ใช่หรือ ตอนนี้มีโอกาสที่เจ้าจะได้สร้างผลงานเพื่อไถ่โทษแล้วนะ” บุรุษเสื้อคลุมแดงยิ้ม

“ข้าวางยาไปแล้ว แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีประโยชน์ แล้วจะทำอย่างไรได้ หวงจิ่งนั่นจะต้องมียอดคนค้นพบและลอบลงมือช่วยในการหลบหนี ตอนนี้ที่ไปฝึกบำเพ็ญเต๋าอะไรสักอย่าง ก็ต้องเป็นเพราะมีคนชี้แนะให้หลบไปอยู่ห่างๆ แน่” หยวนจี้คงกล่าวอย่างอึดอัดคับข้อง

เขากล่าวความลับใหญ่แบบนี้ออกมาโดยไม่ยี่หระ ถึงอย่างไรขอแค่บุรุษสวมเสื้อคลุมแดงผู้นี้โผล่มา รอบๆ จะมีการปิดกั้นเสียงที่แข็งแกร่งสุดขีด จนคนอื่นไม่ได้ยินการเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งสิ้น

“พวกเราไม่สงสัยเจ้าหรอก แต่ผลลัพธ์ยังไม่เป็นอย่างที่หวัง หนึ่งครั้งล้มเหลวเจ้าก็จงทำสองครั้ง สองครั้งล้มเหลวเจ้าก็จงทำสามครั้ง หวงจิ่งนั่นเป็นแค่คนธรรมดา พวกเราสังเกตและยืนยันเรื่องนี้มาหลายครั้งหลายคราแล้ว” บุรุษเสื้อคลุมแดงเอ่ยเบาๆ

หยวนจี้คงนิ่งไป ก่อนจะยกจอกสุราขึ้นดื่มรวดเดียวหมด

ครู่ต่อมาเขาจึงค่อยๆ เอ่ยว่า

“บอกมา ครั้งนี้จะให้ข้าทำอะไร”

บุรุษเสื้อคลุมแดงหัวเราะ ครั้งนี้จะต้องทำภารกิจสำเร็จได้แน่

ในเมื่อวางยาแล้วยังไม่ตาย อย่างนั้นก็ส่งแม่ทัพปีศาจไปลงมือเองเลย! แค่คนธรรมดาคนเดียว ต่อให้เป็นซื่อจื่อของอ๋อง เมื่อเผชิญกับเผ่าปีศาจ ก็ได้แต่วิงวอนร้องขอชีวิตโดยไม่มีเรี่ยวแรงขัดขืนแม้แต่น้อยเท่านั้น

...

ด้านในถ้ำ

ใต้แสงจากผลึกสีเหลืองมัวซัว ลู่เซิ่งวางกระเรียนขาวตัวหนึ่งที่สลบอยู่ ลงบนหินเรียบก้อนหนึ่ง

คัมภีร์ต้นกำเนิดวิญญาณคู่ได้ชักนำปราณจริงแท้มหากระเรียนพิสุทธิ์เข้าไปด้านในตัวกระเรียนขาวน้อย และเริ่มโคจรไปตามเส้นเลือดอย่างช้าๆ เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งแล้ว

‘คัมภีร์ต้นกำเนิดวิญญาณคู่นี้ค่อนข้างพิสดาร น่าเสียดายที่ไม่ใช่วิชาหลัก ต่อให้ดีอย่างไร ก็เป็นแค่คัมภีร์รองเท่านั้น’ ลู่เซิ่งโบกมือ ขณะแสงสีแดงจุดหนึ่งค่อยๆ สว่างขึ้นกลางร่างของกระเรียนขาวน้อย

‘นี่คือต้นกำเนิดวิญญาณ...แกนหลักที่เป็นตัวแทนต้นกำเนิดชีวิต เกิดว่าต้นกำเนิดวิญญาณดับสลาย อย่างนั้นไฟแห่งชีวิตก็จะดับลงเช่นกัน’ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ลู่เซิ่งได้แยกสิ่งของที่น่าสนใจไม่น้อยออกจากเคล็ดวิชาสองชุดนี้แล้ว

การค้นพบต้นกำเนิดวิญญาณเป็นหนึ่งในนี้

ต้นกำเนิดวิญญาณเหมือนกับศักยภาพในกายของสิ่งมีชีวิตมากกว่า ยิ่งมีศักยภาพแข็งแกร่งเท่าไหร่ ความสูงที่ยกระดับได้ก็จะยิ่งมากเท่านั้น

ลู่เซิ่งกระตุ้นปราณจริงแท้ใหม่ในตัวอย่างระมัดระวัง แล้วเติมปราณจริงแท้มหากระเรียนพิสุทธิ์จำนวนมากกว่าเดิมเข้าไปในตัวกระเรียนขาวน้อยอย่างช้าๆ

ปราณจริงแท้ที่เติมใส่ก่อนหน้านี้มีแค่สายเดียว เพื่อทำให้กระเรียนขาวตัวน้อยปรับตัวกับคุณลักษณะของปราณจริงแท้นี้ได้และเตรียมร่างกายให้พร้อม

ตอนนี้รอมาแล้วราวหนึ่งวัน ถือว่าเพียงพอแล้ว เขาเริ่มเติมปราณจริงแท้ที่เหมือนกับของเสี่ยวอวิ๋นให้กระเรียนขาวน้อยตัวนี้อย่างเป็นทางการ

ฟิ้ว

ไอขาวสายหนึ่งค่อยๆ ลอยออกมาจากปากลู่เซิ่ง กลายเป็นเส้นสายเส้นหนึ่งเหมือนกับสิ่งมีชีวิต ก่อนจะแทงเข้าไปในจุดที่ต้นกำเนิดวิญญาณอยู่หรือก็คือตรงกลางลำตัวกระเรียนขาวน้อยอย่างแม่นยำ

แสงสีแดงระเบิดเจิดจ้าในทันใด ต้นกำเนิดวิญญาณราวกับหัวใจเริ่มเต้นอย่างรุนแรง

ไอขาวที่พุ่งเข้าไปถูกมันกลืนกินและหลอมรวมอย่างละโมบ พริบตาเดียวก็จางหายไปไม่เหลือสักหยดเดียว

ลู่เซิ่งเติมปราณจริงแท้เข้าไปอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย เวลาผ่านไปทีละนิดๆ แสงของต้นกำเนิดวิญญาณยิ่งมายิ่งสว่าง ยิ่งมายิ่งแยงตา

พรูด!

ทันใดนั้นแสงสีแดงแข็งค้างไม่ขยับเขยื้อนอีกต่อไป ไอขาวค่อยๆ กระจายออกมาจากสองฟากข้าง แล้วถูกลู่เซิ่งดูดซับเข้าปากใหม่

แต่ก็มีสิ่งที่บรรยายไม่ได้บางอย่างลอยออกมาจากไอขาวที่กระจัดกระจายในตอนสุดท้าย แล้วหลอมรวมเข้ากับแสงสีแดงในชั่วขณะที่พร่ามัว

ลู่เซิ่งรู้สึกว่าเหมือนกับตนเองเติมของไม่ดีเข้าไป...

‘เต็มแล้วเหรอ’ ลู่เซิ่งค่อยๆ เก็บวิชาพร้อมกับถอยหลังก้าวหนึ่ง แล้วโคจรคัมภีร์ต้นกำเนิดวิญญาณคู่

ขนปีกของกระเรียนขาวตัวน้อยบนก้อนหินเริ่มขยายใหญ่ขึ้นอย่างเชื่องช้าและไร้สุ้มเสียง ขนาดตัวใหญ่และยาวขึ้นเรื่อยๆ จะงอยปากแหลมคมขึ้นเรื่อยๆ ขาเองก็หนาและยาวขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

‘อยากจะเห็นเหมือนกันว่า ถ้าหากปราณจริงแท้ที่หลอมรวมด้ายกระตุ้นวิญญาณถูกเติมเข้าไปในต้นกำเนิดวิญญาณแล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้น ตอนนั้นเราเติมปราณจริงแท้เข้าไปในตัวเสี่ยวอวิ๋นก่อน จากนั้นค่อยใส่ด้ายกระตุ้นวิญญาณที่มีปราณจริงแท้แทรกอยู่เข้าไป ทว่าตอนนี้เราเพิ่มด้ายกระตุ้นวิญญาณที่ผสมกับปราณจริงแท้เข้าไปตั้งแต่เริ่มแรก’

ลู่เซิ่งมองดูกระเรียนขาวน้อยบนก้อนหินอย่างคาดหวังและเคร่งเครียด

คัมภีร์ต้นกำเนิดวิญญาณคู่นี้ควบคุมกระเรียนขาวได้ทั้งหมดสามตัว นี่เป็นจำนวนสูงสุดแล้ว ความจริงวิชานี้จะกระตุ้น ฝึกฝน และบ่มเพาะให้กระเรียนขาวแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เสมือนว่าเป็นของวิเศษ

เทียบเท่ากับอาชีพอย่างผู้อัญเชิญที่ลู่เซิ่งเคยรู้จัก

การเติบโตของกระเรียนขาวนั้นเริ่มเกิดปัญหาจริงๆ ด้วย

ขนปีกยาวช้าลงเรื่อยๆ สิ่งที่มาแทนที่คือกล้ามเนื้อจำนวนมากซึ่งนูนขึ้นจากข้างใต้ผิว

สองปีกของมันขยายใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง เส้นสายกล้ามเนื้อ เส้นเลือด และเส้นเอ็นนูนขึ้นใต้ผิวอย่างรวดเร็ว

เวลานี้สองขาที่ตอนแรกเรียวยาวหนาขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน คอยาวที่เหมือนกับแจกันคอคอดในตอนแรกมีกล้ามเนื้อที่เหมือนกับเกล็ดมังกรหลายก้อนนูนออกมา เติบโตจากขนาดเท่ากำปั้นเมื่อก่อนหน้าจนใหญ่เท่ากับศีรษะคน

กรรซ์!

ทันใดนั้น กระเรียนขาวน้อยก็ลืมตาและเงยหน้าส่งเสียงคำราม ขนปีกบนร่างมันระเบิดเป็นเศษเล็กเศษน้อย เหลือแค่ขนสีขาวหย่อมหนึ่งบนศีรษะเท่านั้นที่ชูสูงด้วยแรงเค้นของกล้ามเนื้อ

กล้ามเนื้อสีแดงเข้มที่ราวกับเหล็กกล้าของมันดูดุดันและกำยำกว่าเดิมใต้ม่านแสงมืดสลัว เหมือนกับอสูรร้ายน่ากลัวที่เผยเค้าโครงออกมาในความมืด

“ท่านพ่อ” กระเรียนขาวน้อยค่อยๆ ลุกขึ้น แล้วก้าวลงมาจากแท่นหินเหมือนมนุษย์ “ข้า ได้ตื่นขึ้นแล้ว...”

ลู่เซิ่งสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่ง แม้แต่ตัวเขาก็คาดคิดไม่ถึงเช่นกัน

กระเรียนขาวน้อยตัวนี้คือสัตว์ธรรมดาๆ ที่เกิดสติปัญญาขึ้นและเติบโตกลายเป็นปีศาจน้อยหลังจากคุณสมบัติเปลี่ยนแปลง

จากนั้นก็เข้าสู่ระดับภูตปีศาจผ่านพลังยุทธ์ล้ำลึกนับพันกว่าปีของลู่เซิ่ง โดยข้ามการฝึกบำเพ็ญเป็นเวลาหลายร้อยปี

นี่ก็คือผลลัพธ์ที่เกิดจากการใช้ด้ายกระตุ้นวิญญาณที่ผสมกับปราณจริงแท้ของสัจวิชามหากระเรียนพิสุทธิ์ เติมพลังยุทธ์หลายร้อยปีเข้าไป

เขามองกระเรียนขาวน้อยอย่างปลาบปลื้ม

“ตั้งแต่นี้ไป เจ้าจะได้ชื่อว่าเสี่ยวเจิน ไปเถอะ พาเสี่ยวอวิ๋นไปด้วย มันยังไม่ได้เปิดสติปัญญา เจ้าจงดูแลให้มากๆ”

“ขอรับท่านพ่อ ข้าจะจำไว้” เสี่ยวเจินพยักหน้าอย่างจริงจังพร้อมกับลุกขึ้น ก่อนจะโบกมือทีหนึ่ง พายุปีศาจสีเทาสายหนึ่งพลันพัดออกมาม้วนขนปีกสีขาวที่กระจัดกระจายทั่วพื้นขึ้นมาเกาะติดบนร่าง กลายเป็นอาภรณ์ปีกสีขาวชิ้นหนึ่งอย่างฝืนๆ

“อย่างนั้นข้าขอตัวก่อนนะขอรับ ท่านพ่อ”

“ไปเถอะ”

ลู่เซิ่งเข้าใจความรู้สึกในตอนนี้ของเสี่ยวเจินได้ สิ่งมีชีวิตที่ได้เปิดสติปัญญาจากความสับสนงุนงง เทียบได้กับการมอบชีวิตให้ กล่าวได้ว่าเป็นบุญคุณอันใหญ่หลวงเหมือนกับบิดามารดาให้กำเนิด

การที่กระเรียนขาวน้อยเรียกเขาว่าท่านพ่อ ก็ถือว่าสมเหตุสมผล

หากเปิดสติปัญญาขึ้นเมื่อไหร่ ความทรงจำและประสบการณ์เมื่อก่อนหน้าของกระเรียนขาวน้อยก็จะกลายเป็นความเป็นมาของมันในปัจจุบัน จะมีความรู้อันมั่งคั่งจนสามารถทำความเข้าใจหลายสิ่งหลายอย่างได้อย่างรวดเร็ว เช่นภาษา วัฒนธรรม และสิ่งอื่นๆ อีกหลายอย่าง

‘หากดูจากบันทึกในคัมภีร์ต้นกำเนิดวิญญาณคู่ คุณสมบัติของเสี่ยวอวิ๋นน่าจะดีกว่าเสี่ยวเจิน ดูจากลักษณะเด่นแล้ว เสี่ยวเจินน่าจะอยู่ในระดับภูตปีศาจ แต่เป็นไปได้ถึงขีดสุดที่เสี่ยวอวิ๋นอาจจะเป็นระดับแม่ทัพปีศาจ ดูเหมือนแหล่งกำเนิดและโครงสร้างก่อนกำเนิดของสิ่งมีชีวิตจะส่งผลกระทบต่อความสำเร็จและระดับที่มันสามารถไปถึงได้ในอนาคต’

ลู่เซิ่งฉุกใจนึกได้

เขาไม่ได้สนใจปราณจริงแท้หลายร้อยปีที่ส่งถ่ายออกไป เพราะตัวเขามีปราณจริงแท้เยอะกว่าอย่างอื่นอยู่แล้ว แก่นหยางสามารถสกัดเป็นปราณจริงแท้ปริมาณมหาศาลได้อย่างง่ายดาย ต่อให้ไม่พอ แค่ใช้พลังอาวรณ์ยกระดับพลังยุทธ์ ก็จะฟื้นสู่สภาพสมบูรณ์ได้ในพริบตาเดียว

ยิ่งไปกว่านั้นความเร็วในการฟื้นฟูปราณจริงแท้ของเขายังเหนือกว่าความเร็วในบันทึกดั้งเดิมของปราณจริงแท้กระเรียนพิสุทธิ์

สัจวิชามหากระเรียนพิสุทธิ์ที่เรียนรู้จนสมบูรณ์แบบนี้เหนือกว่าฉบับดั้งเดิมในทุกๆ ด้านไปไกลโข

ปราณจริงแท้ที่ส่งถ่ายออกไป ใช้เวลาไม่กี่วันก็สามารถดูดซับปราณวิญญาณจากโลกภายนอกมาเติมเต็มเหมือนเดิมได้ ดังนั้นสิ่งที่ลู่เซิ่งพิจารณาอยู่ในตอนนี้ก็คือขีดจำกัดด้านชีวิตของตัวกระเรียนเซียนพวกนี้

ยิ่งพวกมันรับปราณจริงแท้ได้มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากเท่านั้น จนกระทั่งถึงปัจจุบัน กระเรียนขาวที่มีศักยภาพแข็งแกร่งที่สุดที่ลู่เซิ่งเคยพบเจอก็คือเจ้าสนขาว

ครั้งนี้ถ้าทำให้เจ้าสนขาวยอมรับได้ อย่างนั้นภายหลังหากคิดจะทำอะไรจะสบายกว่าเดิมเยอะ

พึงทราบว่าคัมภีร์ต้นกำเนิดวิญญาณคู่เป็นสิ่งที่ส่งผลแก่กันและกัน ยิ่งกระเรียนขาวแข็งแกร่ง หรือกระเรียนขาวที่ควบคุมแข็งแกร่งเท่าไหร่ ผู้ควบคุมก็จะแข็งแกร่งเท่านั้น พลังการป้อนกลับที่จะได้รับก็จะมากขึ้นตามไปด้วย

กระเรียนขาวแต่ละตัวจะมอบคุณสมบัติร่างกายส่วนหนึ่งคืนให้แก่ผู้บำเพ็ญร่วม

สำนักกระเรียนพิสุทธิ์อาศัยเรื่องนี้ถึงค่อยได้รับความสามารถในการสู้รบระดับหนึ่ง จนพอจะประคองตัวในป่าเขาผืนนี้ได้

ขณะที่กำลังคิดอยู่นั่นเอง อยู่ๆ ลู่เซิ่งก็ได้ยินเสียงกระเรียนแหลมคมดังมาจากด้านนอก ไม่ใช่แค่หนึ่งตัว หากเป็นหนึ่งฝูง!

ในนี้มีเสียงร้องของเสี่ยวอวิ๋นและเสี่ยวเจินแทรกอยู่

เขารีบเดินออกจากถ้ำ แล้วก็เห็นเสี่ยวเจินที่สูงหกหมี่กว่าๆ ทำสีหน้าเคร่งขรึม ปีกบนร่างที่เหมือนเสื้อคลุมถูกลมพัดจนส่งเสียงพรึ่บพั่บ

ผู้ที่ยืนอยู่ด้านหน้ามันคือเสี่ยวอวิ๋นที่สองตาแดงเรื่ออยู่บ้างนั่นเอง

ทั้งสองฝ่ายยืนประจันหน้ากันเพราะสาเหตุอะไรบางอย่าง กระเรียนขาวของฝูงกระเรียนทั้งหมดมุงอยู่รอบๆ เจ้าสนขาวก็อยู่ในนี้เช่นกัน กำลังจ้องมองเสี่ยวเจินที่เดินออกมาด้วยใบหน้าเคร่งเครียด

เสี่ยวอวิ๋นเหมือนจะสัมผัสได้ถึงการคุกคาม ถึงได้ส่งเสียงร้องใส่เสี่ยวเจินไม่หยุด

“เป็นอย่างไรเจ้าสนขาว ครั้งนี้ยอมรับโดยสิ้นเชิงแล้วหรือยัง” ลู่เซิ่งมองไปยังเจ้าสนขาวในฝูงกระเรียนทันที

เจ้าสนขาวพิจารณาเสี่ยวเจินอยู่นานมาก ก่อนหน้านี้แม้มันจะมอบตำแหน่งผู้นำให้แล้ว แต่ไม่คิดจะทดลองการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยตัวเอง

ทว่าตอนนี้...

“นี่มันยาวิเศษอะไรกันแน่...น่าเหลือเชื่อโดยแท้!”

“นี่ยังเป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้น...” ลู่เซิ่งเผยรอยยิ้มที่มีเลศนัยล้ำลึก

ถ้าหากเปลี่ยนแปลงกระเรียนนขาวห้าสิบตัวได้ทั้งหมด อย่างนั้นขั้นแรกของแผนการก็จะสำเร็จอย่างราบรื่นแล้ว

เหล่ากระเรียนเซียนที่ได้รับการปรับเปลี่ยนจะป้อนพลังที่เหี้ยมหาญสุดขีดกลับคืนให้แก่เขา ขณะเดียวกันก็จะมีสติปัญญามากพอจะทำให้การวางหมากในภายหลังของเขาสำเร็จเช่นกัน

ตอนนี้เพิ่งจะสร้างกระเรียนเซียนระดับภูตปีศาจได้ตัวเดียว ดูเหมือนสัจวิชามหากระเรียนพิสุทธิ์ยังต้องการการยกระดับอีกขั้น พูดอีกอย่างก็คือ ต้องได้คัมภีร์ปีกขาวฉบับพัฒนามาก่อน ถึงจะลงมือต่อได้

ถึงเวลาหงายไพ่กับคนของสำนักกระเรียนพิสุทธิ์แล้ว

              .............................................
ครั้งนี้ลู่เซิ่งใช้เวลาสามวันไปกับการเปลี่ยนแปลงเจ้าสนขาว โดยใช้ปราณจริงแท้ของสัจวิชามหากระเรียนพิสุทธิ์ที่หลอมรวมกับด้ายกระตุ้นวิญญาณ บวกกับการผ่าตัดซึ่งใช้เพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่จิตวิญญาณปรับปรุงในระดับอณูอย่างแม่นยำ

กระบวนการปรับปรุงเจ้าสนขาวจบลงอย่างราบรื่น หลอมรวมด้ายกระตุ้นวิญญาณไปทั้งหมดสามครั้ง ทุกครั้งมีมากกว่าสามเส้น

เลือดลมจำนวนมากห่อหุ้มเจ้าสนขาวเป็นก้อนเนื้อสีแดงกลุ่มหนึ่ง ซึ่งค่อยๆ หดตัวสลับกับพองขยายอยู่ในส่วนลึกของถ้ำ

ลู่เซิ่งยังได้ใช้เวลาว่างปรับเปลี่ยนกระเรียนขาวร่างกำยำอีกตัวในฝูงกระเรียนเป็นปีศาจกระเรียนระดับภูตปีศาจด้วย

จนถึงตอนนี้ ฝูงกระเรียนมีกระเรียนขาวระดับภูตปีศาจสามตัว เสี่ยวอวิ๋นถึงขั้นเข้าใกล้ระดับแม่ทัพปีศาจแล้ว

การที่เผ่าพันธุ์เล็กๆ ทั่วไปมีภูตปีศาจตัวหนึ่งได้ก็นับว่าแข็งแกร่งสุดเปรียบปาน

ถ้าหากไม่เจอนักพรตที่อยู่เบื่อๆ แล้วนึกอยากสังหารปีศาจกำจัดมาร เกรงว่าสามารถมีชีวิตอยู่ได้มากกว่าหลายร้อยหลายพันปีโดยไม่มีปัญหา

ไม่อย่างนั้นจอมปีศาจที่อยู่มาเป็นพันเป็นหมื่นปีพวกนั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ลู่เซิ่งคาดการณ์ว่า เจ้าสำนักหลงเหอจื้อกับศิษย์น้องสองคนที่เหลือของสำนักกระเรียน มีพลังฝึกปรือเหนือกว่าระดับภูตปีศาจนิดหน่อย อาจจะไปถึงระดับแม่ทัพปีศาจแล้วก็ได้

การใช้ปีศาจกระเรียนสามตัวเป็นหลักฐานไปเกลี้ยกล่อมพวกเขาจะต้องทรงประสิทธิผลถึงขีดสุด

พริบตาเดียวก็ผ่านไปสิบวัน หรือก็คือถึงเวลาที่นักพรตคนนั้นบอกว่าจะมาตรวจดูแล้ว

ในเวลาสองสามวันที่เหลือ ลู่เซิ่งสร้างกระเรียนปีศาจระดับภูตปีศาจสำเร็จอีกหนึ่งตัว เมื่อบวกรวมกับก่อนหน้า ก็จะมีปีศาจกระเรียนทั้งหมดสี่ตัว

เมื่ออยู่ในเขตรกร้างของป่า ก็ถือว่าเป็นขุมกำลังเผ่าปีศาจขนาดเล็กที่ไม่อ่อนแอได้แล้ว

ตอนที่นักพรตผู้ประสานงานมาถึง ก็เห็นลู่เซิ่งกำลังตรวจสุขภาพเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บภายในและโรคภัยให้แก่กระเรียนเซียนสองตัวเข้าพอดี

“ถึงเส้นตายแล้ว ดูเหมือนศิษย์น้องจะทำสำเร็จแล้ว ไม่ต้องตรวจก็ได้!” พอนักพรตเห็นฝูงกระเรียนดื่มน้ำและเดินเล่นรอบๆ ตัวลู่เซิ่งเหมือนไม่มีเรื่องราวใด ก็อุทานตกใจ

“ในเมื่อไม่มีปัญหา อย่างนั้นข้าเตรียมจะไปพบพวกอาจารย์และอาจารย์อาเสียหน่อย” ลู่เซิ่งลุกขึ้นและเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

“ศิษย์น้องตามสบาย ข้าจะไปเปิดผนึกค่ายกลก่อน” นักพรตว่าพลางก้มคารวะ

“ตกลง ขอบคุณมากขอรับ” ลู่เซิ่งพยักหน้า ก่อนจะมองส่งนักพรตจากไป

รอจนไม่เห็นเงาคนแล้ว เขาค่อยหมุนตัวไปมองกระเรียนปีศาจสี่ตัวที่เดินออกมาจากในฝูงกระเรียน

“เสี่ยวเจิน เสี่ยวอวิ๋น เสี่ยวอวี่ เสี่ยวหรง ครั้งนี้ฝากพวกเจ้าด้วย”

“ท่านพ่อไม่ต้องห่วง พวกเราจะพยายามอย่างสุดกำลัง!” กระเรียนปีศาจสี่ตัวสูงสองหมี่กว่าๆ ต่างใช้พลังปีศาจหดร่างของตัวเองลง

เปลือกนอกดูไม่ต่างจากกระเรียนเซียนทั่วไป แต่ความจริงพวกมันสามารถคืนกลับสู่ร่างมโหฬารในตอนแรกผ่านการปล่อยพลังปีศาจได้ตลอดเวลา

“เสี่ยวอวิ๋นอยู่นี่คอยดูแลฝูง ส่วนอีกสามตัวตามข้ามา” ลู่เซิ่งใคร่ครวญเล็กน้อย แล้วทิ้งกระเรียนปีศาจไว้ตัวหนึ่ง จากนั้นก็พากระเรียนปีศาจสามตัวมุ่งหน้าไปยังอารามอย่างรวดเร็ว

...

หน้าอารามสำนักกระเรียนพิสุทธิ์ นักพรตวัยเยาว์หาวในขณะที่นั่งบนม้านั่งตัวน้อยเพื่อเฝ้าประตูใหญ่

ดวงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า เส้นแสงยังคงอบอุ่นจนทำให้คนที่โดนแสงส่องใส่อดสัปหงกไม่ได้

ขณะที่นักพรตน้อยกำลังจะหลับ อยู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าอันชัดเจนดังมาจากที่ไกลเบาๆ

นักพรตน้อยเงยหน้าขึ้นมอง

เพียงมองแค่แวบเดียว เขาพลันลืมตาโตและอ้าปากเล็กน้อยด้วยสีหน้าตะลึงงัน

ใต้อาทิตย์อัสดง บุรุษร่างกำยำคนหนึ่งพาชายฉกรรจ์สูงใหญ่ที่มีศีรษะเป็นกระเรียนเซียนสามคนเดินมาทางอารามทีละก้าวๆ

“นั่น...นั่นมัน...!” แม้นักพรตน้อยจะไม่เคยเห็นด้วยตาตัวเอง แต่ตำนานก็ได้เล่าไว้ว่า สัตว์ประหลาดที่มีหัวเป็นสัตว์แต่ตัวเป็นคนจะต้องเป็นภูตปีศาจจำแลงกายในตำนานอย่างแน่นอน!

“ปี...ปีๆๆๆๆๆ...!” นักพรตน้อยลุกขึ้นตะโกนขณะที่ลิ้นพันกัน

โครม!

ยังไม่รอให้เขาได้สติ นักพรตน้อยอีกคนที่อยู่อีกฝั่งของประตูก็หมุนตัวหนีไปแล้ว

“เจ้าสำนัก! เจ้าสำนัก!” นักพรตน้อยอีกคนพุ่งเข้าไปพร้อมกับร้องโวยวาย

หลงเหอจื้อกำลังถือพู่กันฝึกเขียนอักษรอย่างตั้งใจ อยู่ๆ ได้ยินเสียงร้องจากด้านนอก ทำให้มือสั่นจนหมึกหยดใหญ่กระจายลงใส่กระดาษขาว

“เอะอะโวยวายอะไรกัน!?” หลงเหอจื้อลุกขึ้นตวาดอย่างหงุดหงิด

นักพรตน้อยคนหนึ่งรีบเคาะประตูเข้ามา

“นายผู้เฒ่าเจ้าสำนัก ศิษย์พี่เฮ่อเจินที่เพิ่งเข้าสำนักกลับมาแล้ว...เขา...เขา...”

“เขาอะไร พูดสิ” หลงเหอจื้อวางพู่กันลงอย่างรำคาญ

นักพรตน้อยติดอ่าง พูดไม่เข้าใจ

“เขาพา...เขาได้พา... มาแล้ว!”

หลงเหอจื้อเอือมระอา เด็กน้อยนี่ใช้เวลานานสองนานก็ยังพูดไม่เข้าใจ เขาเลยดึงชุดนักพรตลง แล้วสาวเท้าออกจากห้องเก็บตำรา

เพิ่งจะเดินถึงประตูเรือน พอมองออกไปเท่านั้น หลงเหอจื้อก็หน้าซีด

เขาชะงักฝีเท้าแล้วหมุนตัวกลับมาปิดประตูอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีบเปลี่ยนเป็นชุดนักพรต จากนั้นก็สั่นกระดิ่งเตือนภัย

เต๊งๆๆๆ!

ไม่นานนักอารามทั้งอารามก็ตื่นตัว นักพรตทั้งผู้ใหญ่ทั้งเด็กทั้งคนชราพากันถือดาบ หอก และกระบองพุ่งมาถึงประตูใหญ่เหมือนเผชิญศัตรูตัวฉกาจ

ส่วนเจ้าสำนักหลงเหอจื้อซึ่งถือที่ปัดฝุ่นด้ามสำริดและสวมชุดนักพรตยันต์แปดทิศสีทองม่วง โถมออกมาใหม่ด้วยสภาวะดุร้าย

อาจารย์อาสามเจิ้งชิงเจี้ยนถือกระบี่คู่ติดตามอยู่ด้านหลังด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

ขบวนคนกระโจนไปถึงหน้าประตูใหญ่

“ผู้มาเป็นใคร!” หลงเหอจื้อตวาด

คนที่อยู่ไกลออกไปเห็นปีศาจกระเรียนร่างกำยำที่มีหัวเป็นกระเรียนตัวเป็นมนุษย์สามตัวที่ยืนอยู่ด้านหลังเฮ่อเจินเต้าหยินแล้วเช่นกัน

ก่อนหน้านี้หลงเหอจื้อมองไม่ชัด แต่ตอนนี้พอเดินเข้าใกล้จึงค่อยเห็นว่า นี่เป็นปีศาจกระเรียนขาวสามตัวที่จำแลงกายมาจริงๆ

สามตัวเรอะ!?

หลงเหอจื้อหวาดกลัว ดูจากพลังฝึกปรือแล้ว ตัวเขารับมือปีศาจกระเรียนจำแลงกายสองตัวในนั้นได้ แต่ถ้าสู้จริงก็บอกได้ยากแล้ว

โดยเฉพาะถึงแม้เผ่าปีศาจจะมีจุดอ่อนไม่น้อย แต่เกิดจำแลงกาย จุดอ่อนของพวกมันก็จะได้รับการชดเชย ส่วนจุดแข็งของตัวเองก็จะแกร่งขึ้นอย่างใหญ่หลวงด้วย

เผ่าปีศาจที่จำแลงกายมักจะเปลี่ยนความสามารถที่ตัวเองเชี่ยวชาญที่สุดเป็นวิชาปีศาจที่ช่ำชองที่สุด

และวิชาปีศาจแบบนี้ก็สามารถใช้จริงได้อย่างทรงประสิทธิภาพเสียด้วย

ดังนั้นหากสู้กันจริงๆ จะตัดสินผลแพ้ชนะโดยอาศัยแค่พลังฝึกปรือไม่ได้

หลงเหอจื้อกวาดตามองศิษย์น้องเจิ้งชิงเจี้ยนที่อยู่ด้านข้างอย่างระมัดระวัง ตอนนี้ได้แต่หวังให้ศิษย์น้องรับมือปีศาจกระเรียนตัวหนึ่งในนี้ได้ ไม่อย่างนั้น...

เขาจำได้อย่างชัดเจนว่าในรัศมีพันลี้นี้มีเผ่าปีศาจขนาดเล็กไม่กี่เผ่าเท่านั้น มีภูตปีศาจได้สักตัวก็ถือว่าเก่งแล้ว

แต่ว่าขณะนี้ ภูตปีศาจสามตัวยืนอยู่หน้าประตู...เหตุใดจึงไม่ได้ข่าวอะไรเลย

ลู่เซิ่งเหลียวมองรอบๆ ก่อนจะยิ้มอย่างกระดากใจ

“ขออภัยด้วยขอรับ อาจารย์ สามคนนี้ไม่ใช่ศัตรู ศิษย์มีธุระต้องการคุยกับอาจารย์ ไม่ทราบขอเข้าไปคุยใกล้ๆ ได้หรือไม่”

แค่มองจากการจัดกลุ่ม ลู่เซิ่งก็ทราบแล้วว่าคนกลุ่มนี้เข้าใจผิด แต่เขาจะเผยความสามารถด้านการสร้างเผ่าปีศาจไม่ได้เช่นกัน เลยบอกตรงๆ ไม่ได้

หลงเหอจื้อมองลู่เซิ่งอย่างละเอียด ครู่ต่อมาจึงค่อยโบกมือให้คนอื่นปล่อยให้ผ่านไป

ลู่เซิ่งให้ปีศาจกระเรียนสามตัวหยุดอยู่ด้านนอก ส่วนตนกับอาจารย์เข้าไปคุยกันในห้องเก็บตำรา

ปีศาจกระเรียนสามตัวยืนอยู่นอกประตูอย่างมีระเบียบ น่าเกรงขามราวกับทวารบาล

ตอนนี้มีคนไม่น้อยจำได้แล้วว่าลู่เซิ่งเป็นใคร เป็นเฮ่อเจินศิษย์สืบทอดสายตรงที่พวกเจ้าสำนักเพิ่งรับเข้ามา หรือก็คือซื่อจื่อแห่งตำหนักเยวี่ยอ๋องที่มีศักดิ์ฐานะสูงส่งนั่นเอง

พอทุกคนเห็นปีศาจกระเรียนสามตัวนี้ติดตามลู่เซิ่งอย่างเชื่อฟัง แถมตอนนี้ยังเฝ้าอยู่หน้าประตูไม่อนุญาตให้ใครเข้าออก ในใจต่างแตกตื่นสงสัยไม่คลาย

หลังจากทั้งสองเข้าไปในห้องเก็บตำราแล้วก็ปิดประตู

หลงเหอจื้อมองลู่เซิ่ง

“ไม่ได้รับบาดเจ็บกระมัง ปีศาจกระเรียนสามตัวนั่นมาที่นี่มีแผนการอะไรกันแน่ เจ้าทราบหรือไม่”

ลู่เซิ่งหัวเราะ

“เรียนท่านอาจารย์ ศิษย์เป็นคนเลี้ยงปีศาจกระเรียนสามตัวนี้เอง”

“อย่าล้อเล่นนะ! ตอนนี้เป็นเวลาคับขัน ไม่ใช่เวลามัวมาล้อเล่น” หลงเหอจื้อกล่าวอย่างจริงจัง

“อาจารย์ ศิษย์เกิดความเข้าใจขึ้นอย่างกะทันหัน ได้แบ่งปราณออกมาในตอนฝึกฝนสัจวิชากระเรียนพิสุทธิ์ กลับนึกไม่ถึงว่าจะสร้างสัจวิชากระเรียนพิสุทธิ์แบบใหม่ที่ดีกว่าเดิมขึ้นมาได้!” ลู่เซิ่งเริ่มแต่งเรื่อง

เริ่มตั้งแต่เขาเกิดแรงบันดาลใจขึ้นมา แล้วแบ่งปราณจากสัจวิชากระเรียนพิสุทธิ์ จากนั้นปราณจริงแท้ที่ฝึกฝนได้จากสัจวิชาหลังจากแบ่งปราณถูกปรับปรุงจนสมบูรณ์และบริสุทธิ์กว่าเดิมได้อย่างไร

จนกระทั่งถึงเขาได้กินสมุนไพรโอสถรูปร่างประหลาดต้นหนึ่งใต้ทะเลสาบตอนที่กำลังเล่นน้ำ เป็นเหตุให้ปราณจริงแท้ของตัวเองทวีจำนวนขึ้นเหมือนเป่าลม

ถัดมาเขาได้ใช้ปราณจริงแท้ฝึกฝนคัมภีร์ต้นกำเนิดวิญญาณคู่ สร้างสัมผัสวิญญาณคู่กับกระเรียนเซียนหลายตน จากนั้นก็ทำให้กระเรียนเซียนเกิดการกลายพันธุ์จนปัจจุบันกลายเป็นปีศาจกระเรียนจำแลงกายได้อย่างไร!

หลงจื้อเหอฟังเรื่องไร้สาระนี้จนอ้าปากตาค้าง

โลกนี้ขาดแคลนกิจกรรมบันเทิง ลู่เซิ่งจึงยัดโครงเรื่องในนิยายเข้าไปมากมาย แต่งเรื่องจนเหมือนกับเรื่องจริง รายละเอียดไม่ใช่สิ่งที่คนปกติจะคิดขึ้นมาได้โดยใช้เวลาไม่นาน

นี่ทำให้หลงเหอจื้อต้องเชื่อในรายละเอียด

‘ในใต้หล้ามียาวิเศษระดับนี้ด้วยหรือ!?’ ดวงตาของหลงเหอจื้อฉายความร้อนเร่าแวบหนึ่ง แต่พอนึกได้ว่ายาวิเศษถูกศิษย์กินไปแล้ว เขาก็พลันท้อแท้ทันที

“หมายความว่าปีศาจกระเรียนสามตัวนั้นเป็นสหายของเจ้าหรือ ฟังคำสั่งเจ้าโดยสิ้นเชิงหรือไม่” หลงเหอจื้อเสียงสั่นเล็กน้อย

นี่คือปีศาจกระเรียนสามตัวเชียวนะ!

เกิดว่ามีปีศาจกระเรียนสามตัวเข้าร่วมสำนักกระเรียนพิสุทธิ์ เช่นนั้นก็เทียบได้กับมีพลังเพิ่มขึ้นมาหนึ่งเท่าตัว การรวบรวมสมุนไพรและทรัพยากรในบริเวณรอบๆ ต่อจากนี้จะไม่ตึงมือตึงเท้าเหมือนก่อนหน้านี้อีก

“ไม่ใช่ขอรับ ความจริงมีสี่ตัว ยังมีปีศาจกระเรียนอีกตัว ศิษย์ให้มันเฝ้าฝูงกระเรียนเอาไว้” ลู่เซิ่งเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง

“สี่ตัว...” หลงเหอจื้อสูดลมหายใจเย็น

เพิ่งจะผ่านไปกี่วันเอง แค่ไม่กี่วัน ศิษย์ที่เพิ่งรับมาใหม่ผู้นี้ถึงกับมีโชควาสนายิ่งใหญ่ปานนี้ ไม่เอ่ยถึงว่าปรับปรุงสัจวิชาให้ดีขึ้น ยังมีปีศาจกระเรียนเป็นพวกถึงสี่ตัวเชียวหรือ

นี่ไม่แตกต่างอะไรกับเทพนิยายเลย

ทว่าเรื่องจริงปรากฏอยู่ตรงหน้า หลงเหอจื้อจึงต้องเชื่อ

เขาให้ลู่เซิ่งพาออกไปตรวจสอบปีศาจกระเรียนที่มาพร้อมกัน ไม่นานนักก็ยืนยันสถานะของทั้งสามตัวนี้ได้ พวกมันล้วนเป็นกระเรียนขาวที่หลงเหอจื้อเคยเห็นในอารามทั้งสิ้น

ตอนนี้ถึงกับก้าวข้ามขอบเขตหลายขอบเขต แล้วเข้าสู่ระดับเผ่าปีศาจจำแลงกายโดยตรง

หลังจากเจิ้งชิงเจี้ยนได้รับรู้แล้ว เขาก็ตกตะลึงพึงเพริดเช่นกัน ครั้นตรวจสอบพร้อมกับศิษย์พี่ ก็รู้สึกยินดีระคนอิจฉา ดีใจแทนสำนักของตัวเองที่มีพลังเพิ่มขึ้น

ลู่เซิ่งสังเกตเห็นว่า แม้หลงเหอจื้อกับเจิ้งชิงเจี้ยนจะอิจฉายาวิเศษของเขาถึงขีดสุด แต่ไม่มีความริษยาเจือปนอยู่ พึงทราบว่าหลังจากรับประทานยาวิเศษมากมาย จะไม่สามารถย่อยได้โดยสมบูรณ์ในระยะเวลาอันสั้น

ถ้าหากเจอคนที่มีใจคอโหดเหี้ยมลอบโจมตีกะทันหัน จับคนไปหลอมเป็นโอสถมนุษย์ ก็จะได้รับคุณสมบัติยาวิเศษส่วนใหญ่ไป

แต่ว่าหลงเหอจื้อกับเจิ้งชิงเจี้ยนกลับมีดวงตากระจ่างใส ไม่มีความคิดชั่วร้ายใดๆ แม้แต่น้อย

ทำให้เขาวางใจอยู่บ้าง

              .............................................
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ

ความคิดเห็น