666-670
ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง ระบบโกงสกิล
บทที่ 666ถึง670
‘ตอนนี้ยังไม่มีข่าวคราวจากทางดาวปรภพ หมีก่วงอิงยังอยู่ตรงนั้น ไม่น่ามีปัญหาใหญ่อะไร แต่เหลือเวลาไม่เยอะแล้ว’
ลู่เซิ่งนึกย้อนถึงข่าวที่ได้ยินมาในหลายวันมานี้ เกี่ยวกับศึกใหญ่ระหว่างสำนักนทีครามกับมารดาแห่งความเจ็บปวด ตอนนี้สองฝ่ายพักรบชั่วคราว แต่เหมือนกับความสงบก่อนพายุจะมามากกว่า
ว่ากันว่าทั้งสองฝ่ายมีผู้เข้มแข็งขอบเขตลวงตาไม่น้อยที่ตายไป ถึงขั้นยังมีผู้ยิ่งใหญ่มายาพิศวงได้รับบาดเจ็บสาหัสด้วย
ทั้งสองฝ่ายสู้กันอย่างดุเดือด
ทว่าไม่เพียงแค่ด้านนี้เท่านั้น เนื่องจากเป็นเพราะนครตราชั่งอยู่ไกลจากดาวปรภพมาก ดั้งนั้นจุดสนใจที่ให้ความสำคัญจึงอยู่อีกด้านหนึ่ง
จักรวรรดิหยกคู่ที่อยู่ในเขตดาวใกล้ๆ ทำสนธิสัญญาเป็นพันธมิตรร่วมรบกับนครตราชั่งอย่างเป็นทางการ
ตำแหน่งของนครตราชั่งยกระดับขึ้น จักรวรรดิหยกคู่ค่อยๆ เริ่มส่งคนมายังนครตราชั่งเพื่อดำเนินการตั้งกองทัพขึ้นแลกเปลี่ยนกัน
จักรวรรดิหยกคู่มีพลังยิ่งใหญ่เกรียงไกร ยึดครองอาณาเขตที่ตัวมันตั้งอยู่เกือบทั้งหมด เป็นขุมกำลังยิ่งใหญ่ที่แท้จริง
การที่นครตราชั่งทำสนธิสัญญาเป็นพันธมิตรร่วมรบกับอีกฝ่ายได้ แสดงให้เห็นว่ามีศักยภาพและอำนาจแข็งแกร่งสุดขีดเช่นกัน นครตราชั่งได้กลายเป็นด่านหน้าให้แก่จักรวรรดิหยกคู่ในสายตาของขุมกำลังประจำเขตดาวท้องถิ่นไปแล้ว
การแทรกซึมอย่างช้าๆ แบบนี้รับมือยากที่สุด พอข่าวกระจายออกไป ชื่อเสียงเรื่องความยุติธรรมของนครตราชั่งพลันตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว
ในช่วงเวลานี้ ลู่เซิ่งเริ่มเห็นร้านค้าและแผงลอยจำนวนไม่น้อยบนถนนใหญ่ปิดปรับปรุงกิจการ ทุกๆ วันได้ยินว่ามีสาขาของขุมกำลังจำนวนมากพากันล่าถอยออกจากนครหลวง
ทว่าระดับสูงของนครตราชั่งยังคงรักษาการติดต่อกับจักรวรรดิหยกคู่เหมือนเดิม
‘ดูเหมือนในโลกนี้ไม่มีสถานที่ใดที่ปลอดภัยอย่างเด็ดขาด ที่ที่ปลอดภัยอย่างแท้จริงมีแต่ต้องอาศัยกำปั้นของตัวเองเท่านั้น’ ลู่เซิ่งสะท้อนใจ
“โปรดดื่มชา นี่คือขนมหวานทานเล่นเจ้าค่ะ”
ทัวหลันปาเฮ่อยกชาร้อนกับขนมหวานชุดหนึ่งเข้ามา
สถานะของนางจะให้คนอื่นรู้ไม่ได้ มนุษย์พิษที่หายากอย่างมนุษย์โลหิตเงินไม่สามารถออกไปด้านนอกได้ตามใจ ได้แต่ซ่อนตัวอยู่ในบ้านของลู่เซิ่งอย่างว่าง่ายเท่านั้น
ไม่อยางนั้นหากถูกคนด้านนอกจับได้ ก็จะโดนกรีดเลือดไปเรื่อยๆ
“อีกไม่นานข้าต้องกักตนฝึกฝน เจ้าจงใส่ชุดคลุมอำพรางที่ข้าซื้อให้เจ้า เวลาไปซื้อของมาทำกับข้าวอะไรให้ระวังไว้ ทุกๆ ระยะเวลาหนึ่งให้ไปซื้อหนังสือพิมพ์หยวนซิงมาหนึ่งฉบับ คอยสังเกตข่าวทางดาวปรภพที่สามไว้ นอกจากนี้ เจ้าจะต้องเช็ดถูฝุ่นละอองบนค่ายกลในห้องของข้าตามเวลาที่กำหนด และอย่าไปแตะต้องอัญมณีสีดำที่อยู่ตรงกลางเข้า”
“ข้าจำไว้แล้วเจ้าค่ะ”
ทัวหลันปาเฮ่อพยักหน้าอย่าจริงจัง
ลู่เซิ่งให้นางรับผิดชอบอาหารการกินเอง ประการหนึ่งเป็นเพราะมีข้ารับใช้คนหนึ่งที่คอยรับผิดชอบเรื่องหยุมหยิมเพิ่มมาข้างกาย อีกประการเป็นเพราะเขาต้องการศึกษาเลือดสีเงินในตัวนาง ด้วยต้องการดูว่าจะดูดซับเข้าระบบพลังของตัวเองเพื่อเพิ่มพลังให้กับตัวเองได้หรือไม่
ตัวเขาลองผิดลองถูกมาโดยตลอด เห็นอะไรมีประโยชน์ก็ลองเอามาใช้ดูก่อน โดยไม่จำเป็นต้องสนใจสิ่งใด
“นอกจากนั้น ช่วงนี้ข้าออกไปปล้นคนรวยช่วยเหลือคนจน จนได้เงินน้ำแข็งมาไม่น้อย เจ้าจงนำเงินทั้งหมดไปวางไว้ในห้องเล็กๆ ด้านข้าง แล้วเปิดค่ายกลไว้ อย่าให้ใครเข้าใกล้” ลู่เซิ่งไตร่ตรองเล็กน้อยก่อนจะกำชับต่อ
เงินน้ำแข็งเหล่านี้จะให้ใครพบไม่ได้ จึงไม่อาจเก็บไว้ในบัตร
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” ทัวหลันปาเฮ่อพยักหน้า
“แค่นี้แหละ เจ้าไปทำงานเถอะ” ลู่เซิ่งใคร่ครวญเล็กน้อย เมื่อไม่มีอะไรให้กำชับอีกแล้วก็บุ้ยใบ้ให้นางถอยไป
รอจนทัวหลันปาเฮ่อทำความสะอาดห้องเสร็จ เขาจึงค่อยเข้าไปและเริ่มตรวจสอบค่ายกลจุติอีกรอบ
ค่ายกลสำคัญแบบนี้ย่อมไม่อนุญาตให้ใครสอดมือมาทำแทน
คิดจะจุติ ต้องรวดเร็วว่องไวเพื่อประหยัดเวลา
เวลาของการจุติในครั้งนี้ยังคงเลือกโลกที่เวลาต่างกันมากที่สุด อย่างไรก็เน้นที่การทำความเข้าใจแก่นแท้แห่งวัฏจักรเป็นหลัก
ส่วนจิตวิญญาณอะไรเหล่านี้ ต่อจากนี้ยังมีโอกาสให้ชดเชย
เตรียมวัสดุ เปลี่ยนแปลงอะไหล่ที่สึกหรอ เปลี่ยนผลึกสีดำที่ใช้เป็นพลังงงาน เติมลวดลายค่ายกลที่ขาดหาย ตรวจสอบกลไกควบคุมที่วางไว้บนตัวทัวหลันปาเฮ่อ
ลู่เซิ่งทำงานแต่ละอย่างไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงสามทุ่มกว่าๆ จึงค่อยแล้วเสร็จ
เหง่ง...เหง่ง...
ลู่เซิ่งนั่งอยู่กลางค่ายกล ได้ยินเสียงระฆังโบราณที่ทุ้มหนักดังมาจากด้านนอกอย่างเลือนราง
‘ดังสองครั้ง เป็นระฆังต้อนรับเหรอ ดูเหมือนจะมีบุคคลยิ่งใหญ่มาถึงนครหลวงสินะ...’
ครืน!
ค่ายกลค่อยๆ เรืองแสงสีแดง เส้นสีแดงหลายสายสว่างขึ้นอย่างต่อเนื่องไปตามลวดลายค่ายกลบนพื้น พวกผลึกสีดำที่ฝังอยู่รอบๆ ค่ายกลพากันสั่นไหวตามกาลเวลาที่ผ่านไป เส้นสีแดงจำนวนมากไหลคดเคี้ยวออกมาจากข้างใต้ผลึกสีดำ
ฟิ้ว!
ทันใดนั้นผลึกสีดำทั้งหมดระเบิดเป็นผุยผง เส้นสีแดงหลายสายลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้วประสานเป็นกรอบทรงขนมเปียกปูนขนาดใหญ่กลางอากาศ
สีเทาจุดหนึ่งที่อยู่ตรงกลางกรอบขยายจากเล็กเป็นใหญ่อย่างรวดเร็ว ไม่นานก็กลายเป็นทางเข้าร่องแยกสีเทาที่เหมือนกับก่อนหน้านี้ไม่มีผิดเพี้ยน
‘ดูเหมือนแก่นหยางหลังจากขอบเขตลวงตาจะมีอะไรบางอย่างเพิ่มมา ทำให้เปิดร่องแยกได้ง่ายกว่าเดิม หนำซ้ำเส้นทางยังเสถียรขึ้นมากด้วย...’ ลู่เซิ่งคาดคะเนนในใจ แต่ว่าการเคลื่อนไหวไม่ชักช้าแม้แต่น้อย
เสื้อคลุมตัวยาวบนร่างเขาไถลลงอย่างฉับพลัน ตัวเขาหดเล็กลงกลายเป็นแสงสีดำแล้วพุ่งเข้าไปในร่องแยก ก่อนจะหายไปในพริบตาเดียว
...
กลิ่นสุราเข้มข้นลอยเข้ามาในจมูก
ลู่เซิ่งค่อยๆ ลืมตาขึ้น เพียงรู้สึกขอบตาเปียกชื้น ดวงตาร้อนผ่าวและบวมแดง เหมือนเพิ่งร้องไห้เสร็จใหม่ๆ
เขานั่งอยู่ในโถงงานเลี้ยงหรูหราที่ว่างเปล่า ตำแหน่งที่นั่งคือตำแหน่งประธาน สวมชุดแพรสีม่วงซึ่งปักลายมังกรดำสี่กรงเล็บที่อ้าปากกางเล็บ ดูดุดันเป็นพิเศษ
ในใจเกิดความโศกาอาดูรที่บรรยายไม่ได้ ความคิดยึดติดอย่างหนึ่งสะท้อนอยู่ในหัวใจอย่างต่อเนื่อง
“อาณาจักรซีหยาจะต้องรุ่งเรืองได้อีกหลายพันปีอย่างแน่นอน!”
‘ให้มันได้อย่างนี้สิ...’ ลู่เซิ่งเอือมระอาอยู่บ้าง สถานะของการจุติในครั้งนี้กล่าวได้ว่าเป็นบุตรในตระกูลสูงศักดิ์ และพระญาติขององค์จักรพรรดิอย่างแท้จริง
โลกใบนี้สร้างความประหลาดใจให้แก่เขา โลกที่เขาเลือกมีการไหลของเวลาต่างกันมากที่สุดแท้ๆ
ถึงระดับพลังจะไม่เสถียร แต่ที่จริงความเร็วในการไหลของเวลากับระดับพลังมีความเชื่อมโยงกันในระดับหนึ่ง ยิ่งเวลาแตกต่างกันเท่าไหร่ ระดับพลังก็จะยิ่งแตกต่างมากเท่านั้น
ตามหลักตรรกะปกติแล้ว ยิ่งเวลาในโลกเล็กๆ ไหลเร็วเท่าไหร่ ระดับพลังก็จะยิ่งอ่อนแอเท่านั้น แต่ครั้งนี้ลู่เซิ่งกลับสังหรณ์ไม่ดีอยู่บ้าง
สถานะของการจุติในครั้งนี้คือหวงจิ่ง เยวี่ยฉินอ๋องซื่อจื่อ[1]แห่งราชวงศ์ซีหยา
ในความทรงจำ ราชวงศ์ซีหยากว้างใหญ่และอุดมสมบูรณ์ มีประวัติศาสตร์ยาวนาน สืบทอดมามากกว่าพันปี มีจักรพรรดิหลายสิบพระองค์ กินอาณาเขตกว้างขวาง หากขี่ม้าจากอีกด้านหนึ่งไปถึงอีกด้านหนึ่งต้องใช้เวลาสิบกว่าปีเป็นอย่างน้อย
แต่สิ่งที่ผิดปกติก็คือ อาณาจักรซีหยาที่รุ่งเรืองมามากกว่าพันปีกำลังเผชิญกับความตกต่ำเสื่อมทรามอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ทั่วทั้งอาณาจักรใช้ชีวิตอย่างสงบสุข เน้นบุ๋นไม่เน้นบู๊ ไม่สนใจแม้แต่น้อยว่าอาณาจักรกำลังทรุดโทรมลงเรื่อยๆ
ชนเผ่าชายแดนผงาดขึ้น ภายในเกิดคลื่นใต้น้ำ ประชาชนทุกหย่อมหญ้าทุกข์ทรมาน เสบียงเริ่มหดหาย กอปรกับเกิดภัยพิบัติอย่างต่อเนื่อง ทำให้เจ้าเมืองแต่ละที่คิดกบฏ
อาณาจักรทั้งอาณาจักรเหมือนกับเรือที่พร้อมจะอับปางได้ทุกเวลา หากไม่ระวังแม้แต่นิดเดียวก็จะจมลงเนื่องจากคลื่นลมและมอดที่กัดกินได้
สิ่งที่ทำให้ลู่เซิ่งตกใจที่สุดก็คือโลกใบนี้มีเซียน
และไม่ใช่เซียนธรรมดา
หากเป็นตี้วา!
ตี้วาคือคำเรียกเจ้าแม่หนี่ว์วา[2]ในอารยธรรมจีน
‘ที่นี่มีหนี่ว์วาด้วยหรือนี่!?’ ลู่เซิ่งสะสางความทรงจำของหวงจิ่งหรือร่างจุติของตนด้วยความตกตะลึง
ยามจักรพรรดิแต่ละยุคแห่งราชวงศ์ซีหยาขึ้นรับตำแหน่ง จะต้องบูชาตี้วาเพื่อขอให้ประเทศอยู่เย็นเป็นสุข ลมฝนตกตามฤดูกาล
สิ่งที่ทำให้คนหมดคำพูดยิ่งกว่าก็คือ มีหนี่ว์วายังพอว่า แต่ที่นี่ยังมีลัทธิเต๋าสองสำนักใหญ่ที่ทรงอำนาจได้แก่ สำนักวสันต์สารทและลัทธิไม่จีรัง
ทั้งสองสำนักนี้แทรกซึมเข้ามาในราชวงศ์ซีหยาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ยอดคนผู้บรรลุเต๋าล่อลวงราชวงศ์ให้รบทัพจับศึกด้วยวิชาเซียนที่หลากหลาย แต่ไม่มีใครทราบถึงเป้าหมายของพวกเขา
สำนักเต๋าพวกนี้ไม่ได้ขอให้ราชวงศ์มอบทรัพยากรอะไรให้ และยิ่งไม่ต้องการผลประโยชน์จากขุนนางระดับสูง ทั้งยังมีความลี้ลับพิสดาร เอาแต่เร้นกายอยู่ในวิมานถ้ำบนเขา พวกเขาไม่มาหาท่าน ท่านก็อย่าคิดตามหาพวกเขา
ต่างคนต่างอยู่เหนือโลกียะ บางครั้งเท่านั้นที่จะส่งศิษย์มาลงมือ เพื่อให้คนทราบถึงความมหัศจรรย์ในฝีมือของพวกเขา
ลูเซิ่งหยิบจอกสุรากระเบื้องครามขึ้นมาลูบไล้ลวดลายที่เนียนละเอียด
‘โลกนี้มีความลึกลับมากทีเดียว...’ แม้เขาจะมีความเชื่อมั่น แต่หากต้องเผชิญกับเทพโบราณอย่างเจ้าแม่หนี่ว์วาจริงๆ ก็ยังคงไม่มีความมั่นใจ
อย่างไรเขาที่เป็นคนจีนก็ได้ยินตำนานเทพนิยายของเจ้าแม่หนี่ว์วามาตั้งแต่เด็กจนโต
‘ถ้าเป็นองค์เทพหนี่ว์วาจริงๆ อย่างนั้นเกรงว่าโลกใบนี้จะมีระดับพลังเหนือกว่าจินตนาการของพวกเรา แต่เวลาของที่นี่ผ่านไปเร็วกว่าโลกมารสวรรค์แท้ๆ...’ ลู่เซิ่งขมวดคิ้ว ‘หรือว่าหนี่ว์วานี่จะไม่ใช่เจ้าแม่หนี่ว์วาที่เรารู้จัก’
เขาทบทวนอยางละเอียด เซียนและนักพรตเหล่านี้มีอิทธิฤทธิ์ร้ายกาจจริงๆ บ้างก็สามารถปลิดศีรษะคนโดยอยู่ห่างออกไปถึงหมื่นลี้ได้ บ้างก็อยู่ยงคงกระพัน สามารถเดินในเตาเผาเหล็กได้สบายๆ
บ้างก็เหาะเหินเดินอากาศได้ บ้างแค่อ้าปากก็พ่นแสงหลากสีออกมาทำลายภูผาและธาราได้แล้ว
แต่สิ่งเหล่านี้เป็นความสามารถที่มีเฉพาะในหมู่ผู้บำเพ็ญเต๋าเท่านั้น คนธรรมดาไม่อาจสัมผัสได้ ต่อให้สัมผัสได้ ก็เป็นประเภทที่คิดว่าเจอภูตผีปีศาจมากกว่า
ถ้าหากมีคนธรรมดาถูกรับไปเป็นศิษย์ที่ถ้ำวิมานสำหรับบำเพ็ญเต๋า ก็จำเป็นจะต้องสะบั้นผลกรรมต่างๆ ทิ้ง โดยตัดสัมพันธ์กับบิดามารดาภรรยาและบุตร จากนั้นก็ลืมเลือนน้ำใจ รวมถึงหลอมรวมเข้ากับสำนักเต๋าและหลุดจากโลกีย์วิสัยโดยสมบูรณ์
‘เป็นคนละระดับโดยสิ้นเชิงจริงๆ’ ลู่เซิ่งส่ายหน้าน้อยๆ ก่อนจะลุกขึ้นสะบัดเสื้อคลุมบนตัว ด้านข้างมีหญิงรับใช้อ่อนโยนคนหนึ่งเดินเข้ามาประคองเขาทันที
“ซื่อจื่อโปรดระวัง!”
หญิงรับใช้เบียดหน้าอกขนาดมหึมากับแขนของเขาเหมือนตั้งใจเหมือนไม่ตั้งใจ คล้ายกับจงใจยั่วยวน
แต่ลู่เซิ่งไม่มีเวลาสนใจ สมองของเขาในตอนนี้มีแต่ข้อมูลของสำนักเต๋า ผู้บำเพ็ญ และเจ้าแม่หนี่ว์วาเท่านั้น
จากนั้นหญิงรับใช้ก็ประคองเขามาพักผ่อนในห้องนอน ลู่เซิ่งที่นอนหงายอยู่บนเตียงนึกถึงผลกรรมความปรารถนาเมื่อก่อนหน้านี้ของร่างต้นอีกครั้ง
‘ต้องการให้ราชวงศ์ซีหยาดำรงอยู่ต่อไป ยากไปหน่อยนะเนี่ย...’
ถ้าหากเป็นแค่ราชวงศ์ธรรมดา แค่เขาฟื้นพลังของร่างหลักมาได้นิดหน่อย ก็กำราบได้สบายๆ แล้ว
แต่โลกนี้คือโลกที่มีเซียนอยู่ด้วย หากคิดจะรักษาราชวงศ์ใหญ่อย่างนี้ต่อไปจริงๆ พลังที่ต้องใช้ก็จะสูงขึ้นกว่าเดิม
ก่อนที่จะทำความเข้าใจพลังของเซียนในโลกใบนี้ได้ ลู่เซิ่งไม่คิดจะเคลื่อนไหววู่วาม เก็บงำประกายแล้วเน้นยกระดับพลังเป็นหลักก่อนดีกว่า
‘อันดับแรกจะต้องสัมผัสกับระบบการฝึกฝนหลักของโลกใบนี้ให้ได้ก่อน...’ ลู่เซิ่งคัดเลือกความทรงจำที่เกี่ยวข้องจากในความทรงจำของหวงจิ่งออกมา
แม้คนธรรมดาจะไปไม่ถึงระดับเทพเซียน แต่ก็มีวิธีฝึกฝนมรรคายุทธ์ในระบบสำเร็จรูป เพียงแต่วิธีการพวกนี้อาศัยพรสวรรค์มากถึงขีดสุด
แถมบนศีรษะยังมีเทพเซียนกดทับอยู่ ต่อให้แข็งแกร่งอย่างไรก็ได้แต่อยู่ในระดับมนุษย์อยู่ดี
ลู่เซิ่งยังไม่ลืมว่าเป้าหมายหลักของการจุติในครั้งนี้คือการทำความเข้าใจแก่นแห่งวัฏจักร การสะสางผลกรรมเป็นเรื่องที่อยู่รองลงไป
เขาที่นอนอยู่บนเตียงสัมผัสกับสภาพของร่างกายนี้อย่างละเอียด
ดื่มสุราเสพนารีเกินไปจนร่างกายอ่อนแอ สารกำเนิดไม่เพียงพอ ไม่ค่อยมีสติสตัง เลือดลมบกพร่อง อายุสิบเจ็ดปี แต่ว่าอายุของอวัยวะภายในกลับปาเข้าไปสี่ห้าสิบปีแล้ว
‘ลำบากอยู่บ้าง ต้องตั้งใจบำรุงไปสักระยะก่อน มิน่าเราถึงได้จุติลงมาง่ายขนาดนี้ ที่แท้ร่างร่างนี้ก็อ่อนแอเกินไป หากเป็นแบบนี้ต่อไป ต่อให้เราไม่จุติลงมา อีกไม่นานก็น่าจะได้ตายอย่างกะทันหันแน่’
เขาใช้แก่นหยางฟื้นฟูร่างกาย แก่นหยางเปลี่ยนแปลงเป็นรูปแบบพลังงานสิบกว่าชนิด ไม่นานก็เจอโครงสร้างเลือดลมที่ประสานเข้ากับกฎของโลกใบนี้ได้ จากนั้นก็เติมพลังเข้าไปในวงจรร่างกายของลู่เซิ่งอย่างรวดเร็ว
‘พรุ่งนี้ลองไปหาเยวี่ยฉินอ๋องดูเพื่อหาวิธีติดต่อกับผู้บำเพ็ญในโลกใบนี้ ดูว่าจะหาผลประโยชน์ได้สักหน่อยไหม’
ในฐานะโอรสเพียงคนเดียวของชินอ๋องประจำอาณาจักร อำนาจแค่นี้น่าจะยังมีอยู่
..............................................
[1] เยวี่ยฉินอ๋องซื่อจื่อ เยวี่ยฉินอ๋อง หมายถึงผู้เป็นพ่อ ฉินอ๋องเป็นตำแหน่งที่ใหญ่รองจากฮ่องเต้ ส่วนใหญ่จะเป็นพระญาติ ส่วนซื่อจื่อ หมายถึงรัชทายาท เป็นบุตรชายของฉินอ๋องอีกที เยวี่ยฉินอ๋องซื่อจื่อจึงหมายถึงรัชทายาทของเยวี่ยฉินอ๋อง
[2] เจ้าแม่หนี่ว์วา เทพเจ้าในปกรณัมจีนโบราณ ว่ากันว่าเป็นผู้สร้างมนุษย์และสรรพสัตว์ขึ้นมาจากดินเหนียว
ราตรีผ่านไปโดยไม่เกิดอะไรขึ้น
ลู่เซิ่งไม่ได้เคลื่อนไหวอะไรเพิ่มเติม เพียงแต่ค่อยๆ ใช้แก่นหยางหล่อเลี้ยงส่วนบกพร่องในร่างกายเพื่อเตรียมสำหรับการฝึกฝนต่อจากนี้ก่อนเท่านั้น
วันต่อมา เขาตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสว่าง
เขาอาบน้ำและสวมเสื้อผ้าที่ติดถุงหอมด้วยการปรนนิบัติของหญิงรับใช้ แล้วเดินออกจากห้องนอน
ด้านนอกห้องนอนคือสวนที่ไม่ใหญ่มากแห่งหนึ่ง ด้านในมีภูเขาจำลองและลำธารเล็กๆ ยังมีศาลาเล็กสีแดงที่ปูหลังคาสี่เหลี่ยมแห่งหนึ่ง
ตอนออกมา ลู่เซิ่งเจอคุณชายวัยเยาว์หน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งกำลังซึ่งยื่นมือไปลูบคลำทรวงอกขององค์รักษ์หญิงที่อยู่ด้านข้างในศาลา ทั้งสองเกี้ยวพาราสีกันเหมือนกับรอบข้างไม่มีคน
ลู่เซิ่งพลิกหาจากความทรงจำของหวงจิ่ง พลันจดจำได้ว่าคุณชายคนนี้เป็นใคร
หยวนจี้คง บุตรของแม่ทัพอารักขาประจำวัง ทั้งยังเป็นบุตรชายคนโต ปกติแล้วดื่มสุราเสพนารี ทำตัวโอหังไร้ความเกรงกลัว และใช้ชีวิตอยู่กับความเมามายเหมือนกับหวงจิ่ง
บางครั้งบางคราวหวงจิ่งยังรู้สึกเศร้าใจกับราชวงศ์ยิ่งใหญ่ที่กำลังเดินถึงทางตัน ต่างไปจากคนผู้นี้
หยวนจี้คงสำมะเลเทเมา ทั้งยังหน้าตาหล่อเหลา บิดาของเขาอยู่ในตำแหน่งสูง เด็กสาวที่ทำร้ายไปย่อมมีมากมายนับไม่ถ้วน
ตัวเขา หวงจิ่ว ยังมีฉื่อทงฮ่าวเป็นกลุ่มตัวบัดซบประจำวัง กล่าวได้ว่ามีชื่อเสียงฉาวโฉ่ ทุกคนต่างทราบกันดี
เพียงแต่ลู่เซิ่งเข้าใจดีว่า ที่จริงหยวนจี้คงกับฉื่อทงฮ่าวนี้ต่างก็อาศัยชื่อตำหนักอ๋องของเยวี่ยฉินอ๋องในการก่อกรรมทำเข็ญไปทั่ว
แต่เทียบกับสองคนนี้แล้ว หวงจิ่งไม่ได้หลงในสตรีเท่าไหร่ หากชอบดื่มสุรามากกว่า แต่หลังจากเมาแล้วก็จะถูกสองคนนี้พาไปไปเสียคนจนร่างกายอ่อนแอ
“อ้าว พี่ใหญ่ตื่นแล้วหรือ เมื่อวานถึงกับไม่ให้หญิงรับใช้ปรนนิบัติ ได้ยินมาว่าพี่ใหญ่ดื่มสุราไม่น้อย มีเรื่องอะไรกวนใจอย่างนั้นหรือ” ครั้นหยวนจี้คงทางด้านนั้นเห็นลู่เซิ่งออกมา ก็ผลักองครักษ์หญิงข้างกายออกไปและสาวเท้าเดินมาทางนี้ทันที
“เจ้ามาเร็วขนาดนี้เชียว?” ลู่เซิ่งพูดอย่างราบเรียบเลียนแบบน้ำเสียงของหวงจิ่ง
“ก่อนหน้านี้ตกลงกันไว้แล้วนี่พ่ะย่ะค่ะ หรือว่าพี่ใหญ่จะลืมแล้ว เฉินไข่โฉวแห่งจวนเก้าหม่อนจะส่งของขวัญใหญ่มา ยังรอให้ซื่อจื่อเห็นแก่หน้ายอมปล่อยบุตรีของเขาสักครั้ง” หยวนจี้คงยิ้มประจบพร้อมกับเขยิบเข้าใกล้
“ผู้น้องคิดว่า ของขวัญนี้ต้องรับไว้ เฉินชิวหานนั้นก็ต้องรับไว้เหมือนกัน! พี่ใหญ่เองก็เคยเห็นเด็กสาวคนนั้นแล้วนี่ รูปโฉมระดับนั้น ต่อให้อยู่ในจวนเก้าหม่อนเล็กๆ ไม่ช้าก็เร็วต้องมีคนหมายปอง พี่ใหญ่เก็บนางเป็นอนุจะดีกว่า!”
“เรื่องนี้ไว้ว่ากันทีหลัง ตอนนี้ข้าจะไปเข้าพบพระบิดา เจ้าจะไปด้วยกันไหม” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างราบเรียบ
“ไม่พ่ะย่ะค่ะๆ...” พอได้ยินว่าจะไปพบเยวี่ยฉินอ๋อง รอยยิ้มประจบบนใบหน้าหยวนจี้คงพลันแข็งค้าง ไม่กล้ากล่าวไร้สาระอีก
แม้เยวี่ยฉินอ๋องจะตามใจบุตรชาย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะใจกว้างกับคนนอก
ฉินอ๋องคนนี้เป็นคนที่มีอารมณ์ร้อนที่สุดในหมู่อ๋องทั้งเก้าของราชวงศ์ แม้จะไม่เชี่ยวชาญทักษะวรยุทธ์ แต่ก็มีทหารอารักขาสามทัพใหญ่อยู่ใต้บังคับบัญชาหลายสิบหมื่น ทั้งยังควบคุมอาณาเขตมณฑลใหญ่หลายแห่งรอบๆ กล่าวได้ว่าทหารเข้มแข้งอาชากล้าแกร่ง มีอำนาจล้นฟ้า
ส่วนตระกูลหนิงซึ่งอยู่เบื้องหลังหนิงเหอผู้เป็นหวางเฟยก็ยิ่งร่ำรวยกว่า ดูแลแป้งหอมและเครื่องประทินโฉมเกือบครึ่งในราชวงศ์
มีคนมีเงินทอง แม้แต่จักรพรรดิก็ต้องเอาใจ ยิ่งอย่าว่าแต่ขุมกำลังธรรมดาๆ
“ไม่ใช่สิ ก่อนหน้านี้ชินอ๋องไปปราบชนเผ่าทางตะวันตกไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ” หยวนจี้คงพลันงุนงง
“งั้นหรือ” ลู่เซิ่งตบหน้าผาก ความทรงจำกำลังสับสน เนื้อหาเกี่ยวกับเมื่อวานมีอยู่ไม่มาก แสดงให้เห็นว่าตอนที่เยวี่ยฉินอ๋องจากไป ร่างต้นนี้ยังอยู่ในสภาพงุนงง ไม่ทราบอะไรเลยสักอย่าง
“เป็นอย่างไร พี่ใหญ่อยากจะไปดูของขวัญใหญ่ที่จวนเก้าหม่อนจะส่งมาพร้อมกับผู้น้องหรือไม่” หยวนจี้คงพลันยิ้มทะเล้นอีกรอบ
“ไม่ไปหรอก” ลู่เซิ่งขมวดคิ้ว “เรื่องนี้เอาไว้ก่อน จริงสิ เจ้าช่วยข้าสืบทีว่าช่วงนี้ในเมืองมียอดคนทางลัทธิเต๋าโผล่มาบ้างหรือไม่”
ในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลของหวงจิ่งตามความทรงจำ แม้หยวนจี้คงผู้นี้จะไม่นับว่าเป็นคนที่มีความสามารถ แต่ก็ควรค่าให้เชื่อใจ
มีสองครั้งที่โดนลอบสังหาร เป็นหยวนจี้คงผู้นี้ที่มาขวางด้านหน้าหวงจิ่งเอง
“ยอดคนทางลัทธิเต๋าหรือ” หยวนจี้คงงุนงง ไม่รอให้เขาได้สติ ลู่เซิ่งก็เดินไปไกลแล้ว
ที่อยู่ของซื่อจื่ออยู่ในสวนโดดเดี่ยว ลู่เซิ่งตัดทะลุทางเดินกว้างขวางสายหนึ่ง เข้าไปในสวนดอกไม้ที่มีขนาดใหญ่ยิ่งกว่า
ตามกฎปกติ เขาจำเป็นต้องไปพบหนิงเหอมารดาของตนก่อน แต่กฎนี้ไม่มีประโยชน์สำหรับเขา
หนิงเหอมีนิสัยเย็นชามาแต่ไหนแต่ไร แม้จะเป็นหวางเฟย[1] แต่ก็ไม่ได้สนใจในตัวเยวี่ยฉินอ๋องและโอรสของตัวเองมากนัก วันๆ ถ้าไม่ดีดพิณก็อ่านตำรา
ลู่เซิ่งเดินเข้าไปในลาน เห็นสตรีร่างสะโอดสะองที่ทั้งตัวเป็นสีขาวราวหิมะยืนอยู่ใต้ชายคาแต่ไกล ด้านข้างมีหญิงรับใช้สองคนประคองอย่างระมัดระวัง
ในเมื่อเข้าพบเยวี่ยฉินอ๋องไม่ได้ การพบมารดาที่ดูแลจวนภายในผู้นี้ก็ถือว่าไม่เลวเหมือนกัน ลู่เซิ่งรู้สึกว่าโลกใบนี้เหมือนกับทำเนียบสถาปนาเทพ[2]ที่ตนเองเคยอ่านในโลกใบเก่ามาก มีทั้งหนี่ว์วา มีทั้งเซียน ทั้งยังมีขุมกำลังสำนักเต๋าสองสำนักที่ต่อสู้กันเอง
แต่ว่าตอนนี้มีเรื่องเร่งด่วนต้องทำ นั่นก็คือการตามหาช่องทางเพื่อดูว่าจะติดต่อกับระบบหลักของโลกใบนี้ได้หรือไม่
หรือก็คือหลักแห่งเต๋า
“บุตรคำนับพระมารดา” หลังจากเข้าไปใกล้ ลู่เซิ่งก็คำนับหวางเฟยหนิงเหออย่างเคารพโดยเลียนแบบท่าทางของหงจิ่ง
“ไม่ต้องมากมารยาทหรอก ตื่นเช้าขนาดนี้ ไม่เหมือนเจ้าที่ปกติเกียจคร้านเลยนี่ มีธุระหรือ” หวางเฟยเหลือบมองลู่เซิ่งแวบหนึ่ง ก่อนจะกลับไปอ่านม้วนตำราในมือตัวเองต่อ
ลู่เซิ่งพิจารณามารดาคนนี้ ยังไม่เอ่ยถึงร่างสะโอดสะอง นางมีใบหน้าสง่างามหมดจด ผิวหนังเนียนนุ่ม ผมดำขลับ ยามยืนไม่เหมือนกับหวางเฟย หากเหมือนกับบุตรีตระกูลใหญ่ธรรมดาๆ ที่เก่งกาจในด้านพิณ หมากล้อม เขียนอักษร และวาดภาพมากกว่า
ไม่มีท่วงท่าของหวางเฟยแม้แต่น้อย
ว่ากันว่าเดิมทีหนิงเหอผู้นี้รักกับคุณชายตระกูลใหญ่อีกบ้านหนึ่ง หากนึกไม่ถึงว่าจะถูกเยวี่ยอ๋องพบเจอโดยบังเอิญในโอกาสครั้งหนึ่ง เพื่ออำนาจและสถานะ ตระกูลหนิงเลยส่งหนิงเหอไปยังจวนของเยวี่ยอ๋องในวันต่อมาทันที
สิ่งที่นึกไม่ถึงก็คือหลังได้รับพระกรุณาคืนหนึ่ง หนิงเหอก็ตั้งท้องซื่อจื่อซึ่งให้กำเนิดเป็นหวงจิ่งในเวลาต่อมา จากนั้นนางก็ได้สถานะเพราะบุตรชาย กอปรกับการวางแผนและการปราบปรามจากเจ้าบ้านตระกูลหนิง ในที่สุดก็ส่งนางขึ้นนั่งบนตำแหน่งหวางเฟยสำเร็จ
เพียงแต่เนื่องจากความรักในตอนนั้นถูกขัดขวาง หนิงเหอจึงเย็นชาต่อบุตรชายและเยวี่ยฉินอ๋องเป็นอย่างมาก ไม่ได้มีความรักล้ำลึกอะไรนัก
แถมเยวี่ยฉินอ๋องยังมองนางเป็นเพียงของเล่นและตัวเชื่อมผลประโยชน์เท่านั้น ถ้าไม่มีบุตรชาย หนิงเหอคงปีนขึ้นตำแหน่งหวางเฟยไม่ได้
“ลูกมีเรื่องที่ต้องการร้องขอจากพระมารดาจริงๆ” ลู่เซิ่งนึกถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสตรีตรงหน้า
“ว่ามาสิ ถูกใจบุตรีบ้านไหนอีกหรือไง” หวางเฟยวางตำราลงแล้วมองลู่เซิ่งด้วยสายตาขยะแขยง
“ไม่ใช่พ่ะย่ะค่ะ...” ลู่เซิ่งรีบส่ายหน้า “บุตรได้อ่านนิยายพิสดารหลายเล่ม จึงเกิดความสนใจต่อยอดคนที่บรรลุเต๋าในตำนาน ไม่ทราบว่าจวนชินอ๋องของพวกเราได้เชิญคนระดับนี้ไว้บ้างหรือไม่”
“ยอดคนบรรลุเต๋าหรือ” หวางเฟยงุนงง แม้นางจะหลงใหลในด้านกาพย์กลอน เพลงพิณ หมากล้อม อักษรภาพ แต่ก็ไม่ใช่สตรีธรรมดาที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยเช่นกัน
ถึงยอดคนบรรลุเต๋าจะมีไม่มาก แต่ในฐานะเชื้อพระวงศ์ และด้วยอำนาจของตำหนักเยวี่ยอ๋อง ก็ยังสามารถเชิญมาได้สักสองสามคน
นางใคร่ครวญเล็กน้อยขณะพิจารณาสีหน้าลู่เซิ่งอย่างจริงจัง
“ถ้าหากสนใจจริงๆ ที่บ้านตาของเจ้ากลับเลี้ยงนักพรตจากภายนอกไว้คนหนึ่ง ว่ากันว่ามีพลังฝึกปรืออยู่บ้าง อีกเดี๋ยวข้าจะส่งคนไปรับมาพบเจ้าก็แล้วกัน”
ลู่เซิ่งยินดี บ้านท่านตาคิดหาวิธีต่างๆ นานา ประจบราชวัง กอปรกับเป็นพ่อค้าร่ำรวยอยู่แล้ว จึงมีเครือข่ายข้อมูลและเส้นสายที่น่าตกใจ หากบอกว่าหาเจอ อย่างนั้นก็ต้องหาเจอแน่ๆ
“เช่นนั้นขอขอบคุณพระมารดา!” เขารีบประสานมือคำนับ
“ถ้าหากสนใจในด้านหลักของเต๋าจริงๆ ก็ไปกลับไปอ่านคัมภีร์เต๋าหลายๆ เล่มหน่อยก็แล้วกัน” ดูเหมือนหวางเฟยจะเหนื่อยแล้ว จึงหันหลังเดินเข้าห้องโดยไม่สนใจลู่เซิ่งอีก
ลู่เซิ่งน้อมส่งอยู่ที่เดิม จนกระทั่งหวางเฟยเข้าไปในห้อง เขาจึงค่อยหมุนตัวกลับเรือนของตัวเอง
‘เป็นซื่อจื่อนี่มันสบายดีแท้’
เนื่องจากแก้ไขปัญหาได้อย่างง่ายดาย เขาจึงเดินทอดน่องด้วยจิตใจผ่อนคลาย ตอนเดินผ่านทางเดินระหว่างตำหนักสองแห่ง เขาพลันได้ยินเสียงตะโกนจากที่ไกลๆ
‘ทหารอารักขาที่ฝึกฝนวรยุทธ์ในตำหนักกำลังฝึกฝนตอนเช้าอยู่ใช่ไหมเนี่ย’ ลู่เซิ่งแยกแยะในใจ
เดินไปตามทางเดินสักพัก ไม่นานเขาก็พบลานฝึกกว้างขวางแห่งหนึ่ง คนหลายสิบคนยืนกระจัดกระจายอยู่ตรงนั้น ดำเนินการฝึกฝนของใครของมันไป
บ้างก็ยกโซ่หิน บ้างก็เสียบมือใส่กระถางทราย บ้างก็เปลือยท่อนบนและกระแทกกับต้นไม้ บ้างก็ถืออาวุธจับคู่สู้กัน บ้างก็ใช้มือเปล่าหมัดเปลือยชกกัน
มีมากมายหลายรูปแบบ แต่แค่ลู่เซิ่งกวาดตามองดู ก็เข้าใจกระแสหลักด้านวรยุทธ์ของโลกใบนี้คร่าวๆ แล้ว
นี่คือทหารองครักษ์ประจำตำหนักเยวี่ยอ๋อง แต่ละคนล้วนเป็นหัวกะทิที่เลือกมาจากหนึ่งในร้อย แต่สิ่งที่คนเหล่านี้ฝึกเป็นวิชาภายนอกธรรมดาๆ อย่าว่าแต่การฝึกปราณของวิชาเซียน แม้แต่วิชาภายในธรรมดาก็ยังไม่เห็น
‘ถูกเทพเซียนสะกดไว้ หรือเป็นเพราะ...’ จิตใจของลู่เซิ่งหนักอึ้งอยู่บ้าง
พอกลับมาถึงเรือนของตัวเอง เขาก็ให้คนจัดโต๊ะสุราพร้อมยกกับข้าวและสุราดีมา จากนั้นก็มีคนส่งข่าวมาอย่างรวดเร็ว
เขาพลิกอ่านครู่หนึ่งและรออีกสักพัก ไม่นานหญิงรับใช้คนหนึ่งของหวางเฟยก็พานักพรตชราผมเผ้าหนวดเคราขาวโพลนคนหนึ่งมาถึง
นักพรตคนนี้สวมชุดนักพรตสีกรมท่า ไว้เคราแพะยาวมาก หน้าแดงเรื่อ ผิวอวบอิ่มสดใส ถือที่ปัดฝุ่นด้ามเหล็กอันประณีตเล่มหนึ่งในมือ มองดูมีท่วงท่าแห่งเซียน สง่างามถึงขีดสุด
“คำนับซื่อจื่อ ข้าจวงอู๋โยว ฉายาเต๋าคืออู๋โยวจื่อ (ไร้ห่วงหา) ได้ยินมาว่าซื่อจื่อเกิดความสนใจต่อหลักแห่งเต๋า ไม่ทราบว่าท่านต้องการทำความเข้าใจด้านไหนหรือ” พอนักพรตชราเห็นลู่เซิ่ง ก็เผยสันดานเดิมและยิ้มแย้มทันที
ลู่เซิ่งพิจารณาชายชราผู้นี้ขึ้นลง แม้จะยิ้มแย้ม แต่ก็รักษาความระวังตัวไว้
ในข้อมูลบันทึกประวัติของชายชราคนนี้ไว้อย่างชัดเจน ว่ากันว่าเป็นศิษย์หนีสำนักคนหนึ่ง ไม่มีความสามารถอะไร เพียงแต่ใช้วิชาควบคุมลมหายใจเพื่อเพิ่มความแข็งแกรงให้แก่ร่างกายได้เท่านั้น ส่วนที่เหลือไม่มีอะไรเลย
ตอนถูกพาเข้าตระกูลหนิง ชายชราคนนี้คุยโวถึงการดูดกลืนแก่นสารแห่งฟ้าดินเพื่อดูดซับสารกายอาทิตย์จันทราอะไรนั่นไว้นักหนา
แต่ผ่านมาหลายปี ทุกคนต่างก็ทราบว่า ชายชราคนนี้แค่มีร่างกายดีกว่าคนทั่วไปนิดหน่อยจนไม่จำเป็นต้องใส่เสื้อผ้าเยอะในหน้าหนาวเท่านั้น ที่เหลือก็ไม่เห็นเขามีความสามารถอะไรอีก
อ้อ จริงสิ ชายชราคนนี้ดูเหมือนจะใช้วิชามวยอายุวัฒนะตงชานได้ ซึ่งเป็นวิชามวยเพื่อรักษาสุขภาพเช่นเดียวกับมวยเบญจลีลา อู๋ฉินซี่[3]ที่เหมือนกับท่าทางของสัตว์ห้าประเภทได้อีก
แม้จะไม่ได้มีประโยชน์อะไรนัก แต่นักพรตชราคนนี้ก็มีฝีปากไม่เลวจริงๆ ท่องคัมภีร์เต๋าได้อย่างคล่องแคล่ว กอปรกับเป็นคนในสำนักเต๋า อย่างไรก็รู้เส้นสนกลในมากมาย
“ที่แท้ก็เป็นท่านนักพรตอู๋โยวจื่อนี่เอง ขอไม่ปิดบัง ช่วงนี้ข้าเกิดความสนใจต่อหลักแห่งเต๋ามาก ไม่ทราบว่าท่านเชี่ยวชาญหลักแห่งเต๋าที่อัศจรรย์ในตำนานหรือไม่” ลู่เซิ่งถามตามตรง
“หลักแห่งเต๋าหรือ” เดิมทีอู๋โยวจื่อยังยิ้มแย้ม ครั้นพอได้ยินคำว่าหลักแห่งเต๋า ใบหน้าก็ตึงขึ้นทันที
“ซื่อจื่อคงไม่ทราบ หลักแห่งเต๋าที่ข้าฝึกฝนมิอาจสาธิตต่อหน้าผู้คน นอกจากนี้หลักแห่งเต๋าของข้ายังตื้นเขิน อย่างมากสุดก็ทำได้แค่ไม่ให้ความหนาวกล้ำกรายเท่านั้น หากพูดถึงหลักแห่งเต๋าที่อัศจรรย์ในตำนานพวกนั้นจริงๆ เกรงว่ามีแต่อาจารย์ของข้าเท่านั้นที่ทำได้...”
..............................................
[1]หวางเฟย ตำแหน่งพระชายาเอกของฉินอ๋อง
[2] ทำเนียบสถาปนาเทพหรือฮ่องสิน เป็นตำนานที่มีวีรชนมาสู้กัน และหลังจากเหล่าวีรชนตายลงก็ได้รับการสถาปนากลายเป็นเทพ
[3] อู๋ฉินซี่ เป็นวิชามวยเพื่อการออกกำลังกายโดยเลียนแบบท่วงท่าของสัตว์ห้าชนิด ได้แก่ เสือ กวาง หมี ลิง กระเรียน
”อ้อ” ลู่เซิ่งรู้สึกยินดี นึกไม่ถึงว่าแค่ลองดูก็สัมผัสเส้นทางวิชาเต๋าจากเบาะแสนี้ได้แล้ว
เขารีบถามว่า “ไม่ทราบว่าอาจารย์ของท่านนักพรตอยู่ที่ใด เขาสอนหลักแห่งเต๋าให้แก่เราได้หรือไม่”
เขาถามอย่างตรงไปตรงมา ส่วนอู๋โยวจื่อรู้สึกจนปัญญา
สำนักลัทธิที่เขาเกิดมาเป็นสำนักเล็กๆ ไกลปืนเที่ยงที่มีชื่อว่าสำนักกระเรียนพิสุทธิ์ ว่ากันว่าบูรพาจารย์มาจากลัทธิไม่จีรัง มีความสามารถในการเลี้ยงกระเรียนเซียน
ภายหลังเขาหนีออกมาท่ามกลางความวุ่นวายครั้งหนึ่ง และเป็นเพราะไม่เชี่ยวชาญความสามารถที่ได้เรียนมา ทั้งยังไม่มีวิชาเต๋าพื้นฐานในการหล่อเลี้ยงอายุขัย จึงลงมาใช้ชีวิตโดยอาศัยขุนนางระดับสูงและคนสูงศักดิ์อยู่หลายสิบปีอย่างไม่สนใจศักดิ์ศรี
หลังจากเขาเสียชีวิต ศิษย์สองคนของเขาก็แยกกันสร้างสำนักค้นเซียนและสำนักกลุ่มประสานขึ้น แต่ก็ทยอยตกต่ำลง
สองปีต่อมา ผู้ควบคุมสำนักรุ่นนี้ได้ทำให้ความสามารถเลี้ยงกระเรียนเป็นที่รู้จัก กอปรกับไม่รู้เขาไปหาวิชาฝึกลมหายใจเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตมาจากที่ใด ก็เลยถือโอกาสสร้างสำนักกระเรียนพิสุทธิ์ขึ้น
แม้จะบอกว่าเป็นสำนัก แต่ความจริงแล้วไม่ได้รับการยอมรับจากสำนักเต๋าที่แท้จริง เป็นเพียงเส้นทางธรรมดาที่โยกไหวตามลมฝนเท่านั้น
อู๋โยวจื่อเข้าไปร่ำเรียนวิชาฝึกลมหายใจเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตพื้นฐานส่วนหนึ่งที่สำนักกระเรียนพิสุทธิ์ในสถานการณ์แบบนี้ จากนั้นก็ออกมาคุยโวหลอกลวงคน
เพียงแต่สิ่งที่ทำให้เขานึกไม่ถึงก็คือ ต่อให้ใช้วิชาฝึกลมหายใจเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตเป็นแค่นิดหน่อย ก็ใช้ชีวิตในโลกมนุษย์ได้อย่างราบรื่นแล้ว
อย่างเช่นท่านอ๋องน้อยแห่งตำหนักเยวี่ยอ๋องนี้ต้องการพบเขาเพราะสาเหตุนี้
พอได้ยินว่าลู่เซิ่งอยากจะเรียนวิชาเต๋า อู๋โยวจื่อก็หัวเราะหนักใจ
“ซื่อจื่อยังไม่ทราบ วิชาเต๋านี้ตั้งแต่ระดับเบื้องต้นถึงระดับลึกซึ้งไปจนถึงระดับสำเร็จ อย่างน้อยต้องใช้เวลาหลายสิบปี สิ่งที่วิชาเต๋าฝึกฝนคือเต๋า เดินในเส้นทางธรรม อาศัยวิชามาขัดเกลาจิตใจของตัวเอง การขัดเกลาจิตใจนี้ต้องใช้เวลาเท่าไหร่ ซื่อจื่อเองก็รู้จักมนุษย์ดี และน่าจะเคยได้ยินคำพูดที่บอกว่าภูผาธารานั้นเปลี่ยนง่ายแต่ใจคนเปลี่ยนยาก”
เขากลับอธิบายอย่างกระจ่าง
“การฝึกฝนเต๋าคือการฝึกฝนจิตใจอย่างนั้นหรือ” ลู่เซิ่งทวนหนึ่งรอบ เหมือนฉุกใจนึกอะไรออก
“ในเมื่อซื่อจื่อมีใจเอนเอียงมาทางเต๋า ข้าก็ไม่ขอปิดบังเอาไว้” อู๋โยวจื่อกระแอม “การฝึกเต๋านี้ต้องฝึกฝนใจคนก่อน ปกติกระบวนการนี้ใช้เวลายี่สิบปี รอจิตใจคนปลอดโปร่งจนตัดขาดความรู้สึกทางโลกียะได้ จึงค่อยสัมผัสวิชาเต๋าฉบับหลักได้อย่างเป็นทางการ”
“วิชาเต๋าฉบับหลักหรือ”
“ถูกต้อง วิชาเต๋าแบ่งเป็นคัมภีร์หลักกับคัมภีร์รอง คัมภีร์หลักคือสร้างกายควบคุมชีวิต บ่งชี้ถึงหลักการดั้งเดิมของมหามรรคา หากฝึกฝนจะทำให้เติบโตได้ ส่วนคัมภีร์รองคือวิชาต่อสู้หลีกเลี่ยงภัย ฝึกไว้ปกป้องตัว เพื่อให้หลุดพ้นจากกรรมของภัยพิบัติ” แม้อู๋โยวจื่อจะไม่ได้มีพลังฝึกปรือดีเด่น แต่กลับเข้าใจเคล็ดลับเป็นอย่างดี
“เช่นนั้นสิ่งที่ท่านนักพรตฝึกฝนคือสิ่งใดหรือ”
“คัมภีร์ปีกขาว ข้าน้อยฝึกฝนคัมภีร์ปีกขาวของสำนัก ฝึกมาได้สี่สิบกว่าปีแล้ว แต่ขอบเขตยังคง...” อู๋โยวจื่อส่ายหน้า เอ่ยอย่างจนปัญญา
“ท่านนักพรตกลับเป็นคนซื่อสัตย์นัก” ลู่เซิ่งยิ้ม
อู๋โยวจื่อไม่กล้าโกหก หลายปีมานี้ประวัติของตนถูกคนสืบจนพรุนหมดแล้ว ถ้าเป็นคนอื่นยังใช้ฝีปากอันร้ายกาจได้ แต่เจอกับองค์รัชทายาแห่งตำหนักเยวี่ยอ๋องเข้า เกิดถูกจับได้ อย่างนั้นก็เป็นโทษประหารอย่างแท้จริง
“ต่อหน้าซื่อจื่อ ข้าไม่กล้ากล่าวเหลวไหลหรอก”
ลู่เซิ่งไตร่ตรองเล็กน้อย เขาเข้าใจคร่าวๆ เช่นกันว่า หากดูตามความลี้ลับแข็งแกร่งของสำนักเต๋าบนโลกใบนี้ การที่อู๋โยวจื่อยินยอมโค้งตัวคุกเข่าต่อมนุษย์ธรรมดา แสดงให้เห็นว่าพลังของสำนักเบื้องหลังเขานั้นน่าสงสัยอยู่
“เอาแบบนี้ก็แล้วกัน ข้าสนใจทางเต๋า ท่านนักพรตติดต่อกับสำนักได้หรือไม่”
“ซื่อจื่อเอ่ยจริงหรือ พึงทราบว่าหากจิตใจไม่สมบูรณ์ การฝึกฝนคัมภีร์หลักก็เป็นการหาที่ตายเปล่าๆ”
อู๋โยวจื่องุนงง เขาได้อธิบายชัดแจ้งแล้ว พอเข้าสำนักก็จำเป็นต้องขัดเกลานิสัยเป็นเวลายี่สิบปี ถ้าหากผ่านด่านไม่ได้ ทุกอย่างก็ไม่ต้องพูดถึง
แม้สำนักที่เขาอยู่จะอ่อนแอถึงขีดสุด ทว่าอย่างไรก็ยังมีวิชาหล่อเลี้ยงชีวิตที่พอจะนับเป็นคัมภีร์หลักได้อยู่
ตามกฎและความปลอดภัย ถ้าหากซื่อจื่อยินยอมฝึกเต๋าจริงๆ อย่างนั้นแม้สำนักเบื้องหลังของเขาจะไม่ให้ขัดเกลาถึงยี่สิบปีจริงๆ แต่อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาสิบปีแปดปี อย่างไรนี่ก็ไม่ใช่แค่กฎ แต่ยังเกี่ยวข้องกับชีวิต
“แน่นอนว่าเอาจริง ท่านนักพรตไปจัดการได้เต็มที่ ขอแค่สำเร็จ จะตบรางวัลเป็นแท่งเงินพันตำลึง!” ลู่เซิ่งพยักหน้า เมื่อคืนเขาคำนวณความเร็วของเวลาในโลกใบนี้คร่าวๆ แล้ว แตกต่างกับโลกมารสวรรค์ราวหกร้อยกว่าเท่า
หมายความว่า หกร้อยกว่าวันของที่นี่เทียบเท่ากับหนึ่งวันของทางนั้น
หนึ่งวันเทียบเท่ากับเกือบสองปี เขาสามารถวางหมากอยู่ที่นี่เพื่อศึกษาแก่นแห่งวัฏจักรได้อย่างสมบูรณ์โดยไม่ต้องรีบร้อน
ถึงเขาจะรู้สึกได้ว่าความเร็วของเวลานี้จะผิดปกติอย่างเห็นได้ชัดก็ตาม แต่ตอนนี้จะมัวมาเรื่องมากไม่ได้แล้ว
“ในเมื่อเป็นแบบนี้ ขอให้ซื่อจื่อได้โปรดรอข่าวจากทางข้า” อู๋โยวจื่อหายใจแรงขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะบอกลาอย่างรวดเร็ว
แท่งเงินพันตำลึงเชียวนะ!
แท่งเงินสิบตำลึงทำให้ครอบครัวสามคนใช้ชีวิตโดยไม่ต้องห่วงเรื่องกับข้าวสามมื้อได้ทั้งปี ส่วนแท่งเงินพันตำลึง...เพียงพอให้เขามุมานะรับใช้ตระกูลหนิงเป็นเวลาสองปีกว่าๆ แล้ว
แม้อู๋โยวจื่อจะได้ชื่อว่าเป็นศิษย์หนีสำนัก แต่นี่เป็นแค่การหลีกเลี่ยงกฎการลงทัณฑ์ของสำนักเต๋าเท่านั้น
ที่จริงตอนนี้เขาส่งทรัพย์สมบัติจำนวนมากเข้าสำนักของตนเองเป็นประจำทุกปีด้วยสถานะศิษย์หนีสำนักนี่เอง
สำนักกระเรียนพิสุทธิ์มีวิชาเต๋าต้อยต่ำ ไม่อาจกินลมกินน้ำค้างได้ ต้องการเพลิดเพลินกับอาหารมากมาย ย่อมได้แต่อาศัยผลประโยชน์จากโลกมนุษย์
หลังจากได้แท่งเงินพันตำลึง ไม่เพียงภารกิจในปีนี้ของเขาจะสำเร็จลงครึ่งเล็กๆ อย่างรวดเร็วเท่านั้น เด็กสาวที่ตนคิดไถ่ตัวมาโดยตลอดคนนั้นก็ซื้อมาได้อย่างราบรื่นเช่นกัน
อู๋โยวจื่อเร่งรีบออกจากตำหนักอ๋องด้วยจิตใจที่รุ่มร้อนราวเพลิง
ที่จริงแล้วมีคนในโลกโลกียะที่ต้องการสัมผัสวิชาเต๋าอยู่ไม่น้อย แต่ทุกรายทนได้ไม่กี่ปีก็ยอมแพ้โดยสิ้นเชิง ล้มเหลวในกระบวนการขัดเกลาจิตใจ
ส่วนซื่อจื่อจะคิดฝึกฝนเต๋าจริงๆ หรือไม่ เขาไม่สนใจ จะฝึกสำเร็จหรือไม่ก็ไม่สำคัญเช่นกัน
สิ่งสำคัญก็คือ สามารถทำตัวเป็นจิ้งจอกยืมบารมีเสือ หรืออาศัยหนังเสือมาข่มขู่เอาทรัพย์สมบัติในกระบวนการบำเพ็ญเต๋าของซื่อจื่อได้อย่างเต็มที่ นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญ
ความจริงมีคำพูดส่วนหนึ่งที่เขาไม่ได้บอก สำนักกระเรียนพิสุทธิ์ที่เขาอยู่มีความหมายตามชื่อของมันจริงๆ
สำนักนี้มีคัมภีร์หลักต้อยต่ำ ส่วนคัมภีร์รองคือการเลี้ยงกระเรียนเซียนเพื่อใช้เป็นวิหควิเศษคุ้มครองสำนัก ไม่มีวิชาฆ่าฟันสักวิชาเดียว
พูดถึงที่สุดคือ เป็นคนเลี้ยงสัตว์ที่ใช้กระเรียนเซียน แต่กระเรียนเซียนมีประโยชน์อะไร เมื่อไม่มีคัมภีร์หลักเป็นรากฐาน กระเรียนเซียนที่เพาะเลี้ยงออกมาก็แค่ฉลาดกว่าและมีขนสวยกว่ากระเรียนเซียนทั่วไปเล็กน้อยเท่านั้น
สำนักอื่นๆ ในหมู่สำนักเต๋าถึงขั้นไม่ยอมรับด้วยซ้ำว่าสิ่งที่สำนักกระเรียนพิสุทธิ์เลี้ยงออกมาเป็นกระเรียนเซียน
‘สนใจทำไม โลกใบนี้ หากหลอกใครได้ก็ถือเป็นคุณความดีอย่างหนึ่ง!’ หลังจากอู๋โยวจื่อออกจากตำหนักอ๋องก็รีบไปยังเหลาสุราแห่งหนึ่งที่อยู่ริมถนน
ผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม เขาก็เดินเอื่อยๆ ออกมา แล้วขึ้นเกี้ยวกลับไปยังคฤหาสน์ของตัวเอง
พิราบส่งข่าวสีขาวหลายตัวบินออกมาจากเหลาสุรา ก่อนจะหายไปที่เส้นขอบฟ้าในพริบตา
...
ลู่เซิ่งได้รับข้อมูลการบำเพ็ญเต๋าจากอู๋โยวจื่อแล้ว ต่อจากนี้คือการรอคอยอย่างช้าๆ
เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า
เขาให้ข้ารับใช้ในตำหนักอ๋องไปสืบข่าวทางเจ้าหน้าที่จัดการเอกสารในตำหนักทุกวัน
เจ้าหน้าที่จัดการเอกสารในตำหนักอ๋องเป็นองค์ประกอบหลักที่ใช้ควบคุมข้อมูลลับซึ่งเยวี่ยฉินอ๋องเลือกใช้ ข้อมูลข่าวสารมากมายที่พวกเขารู้เป็นสิ่งที่ทันเวลาที่สุด หากอยากจะทำความเข้าใจโลกใบนี้ จะต้องเริ่มจากข้อมูลก่อน
ลู่เซิ่งรอคอยข่าวจากอู๋โยวจื่อไปพลาง ศึกษาข้อมูลไปพลาง ทั้งยังส่งคนไปหาโอกาสที่อาจได้สัมผัสกับวิชาเต๋าเพิ่มเติมได้พร้อมๆ กัน
แต่ว่าวิชาเต๋าไม่ใช่สิ่งที่ฝึกฝนได้ง่ายจริงๆ เวลาสิบกว่าวันผ่านไปโดยไม่ได้รับอะไร นอกจากสำนักกระเรียนพิสุทธิ์แล้ว ก็ไม่มีช่องทางใดที่ใช้สัมผัสกับวิชาเต๋าได้อีก
เวลาสิบกว่าวันที่ผ่านมา ลู่เซิ่งสัมผัสได้ว่าแก่นหยางในร่างกายผ่อนคลายกว่าเดิมเล็กน้อย แม้แต่ด้ายกระตุ้นวิญญาณก็มีการเคลื่อนไหวนิดหน่อยด้วย
เขามีความรู้ต่อกฎพื้นฐานของโลกใบนี้เพิ่มขึ้นเช่นกัน เชื่อว่าอีกไม่นานก็จะฟื้นพลังของร่างเดิมกลับมาได้โดยสมบูรณ์แล้ว
ลู่เซิ่งเลื่อนการไปเที่ยวเล่นกับพวกหยวนจี้คงออกไปเพื่อรอข่าวจากสำนักกระเรียนพิสุทธิ์
เพียงแต่ข่าวจากสำนักกระเรียนพิสุทธิ์ยังมาไม่ถึง ข่าวการออกศึกของเยวี่ยฉินอ๋องก็ส่งกลับมาก่อน
เยวี่ยฉินอ๋องนำทัพไปสยบชนเผ่าทางตะวันตก ครั้งนี้ยังคงได้รับชัยชนะ แต่เทียบกับการกำชัยอย่างสบายในคราวก่อน การออกศึกครั้งนี้กลับกินแรงเป็นอย่างมาก ถ้าไม่ใช่เพราะสามขุนพลใหญ่ใต้การบังคับบัญชาของเขายันไว้สุดกำลัง ครั้งนี้เยวี่ยฉินอ๋องไม่แน่ว่าอาจจะได้รับความเสียหาย
‘อาณาจักรใกล้ล่มสลายแล้ว ถ้าอยากจะช่วยขุมกำลังยิ่งใหญ่ระดับนี้ให้รอด จะยากลำบากถึงขั้นไหนกัน...’ ลู่เซิ่งค่อยๆ พับกระดาษน้ำมันรายงานข่าว แล้วทิ้งลงกระถางไฟ
‘ที่จริงคนที่ทำศึกเก่งสุดในราชวงศ์ซีหยายังคงเป็นขุนพลเทพจูเฉิงกั๋ว เยวี่ยฉินอ๋องกับแม่ทัพคนอื่นๆ ได้แต่นับเป็นขุนพลระดับสองเท่านั้น เพียงแต่หากดูจากข่าว จูเฉิงกั๋วก็ใกล้จะต้านทานไม่ไหวแล้วเหมือนกัน ตอนนี้ทางตะวันตก เหนือ และตะวันออกปั่นป่วน โดนกระหนาบโจมตีไม่หยุด ทั้งยังเก็บภาษีแพงมาก ระบบราชการเพียงแต่รู้จักแต่ดื่มสุราเสพสุขเท่านั้น’
ลู่เซิ่งเข้าใจดีว่า แม้สถานะของตนจะสูงส่ง แต่ก็ถูกมัดติดอยู่กับราชวงศ์ที่ยิ่งใหญ่นี้
ต่อให้ไม่พิจารณาถึงปัญหาด้านความปรารถนาผลกรรม หากราชวงศ์ล่มสลายจริงๆ เขาที่เป็นบุตรเพียงคนเดียวของขุนพลดูแลเสบียงแห่งราชวงศ์ก็ถูกกำหนดจุดจบที่ต้องกายตายวิญญาณสลายไว้แล้ว
‘ลองสัมผัสกับวิชาเต๋าในตำนานนี้ดูก่อน ถ้าไม่ไหว ค่อยเดินบนมรรคายุทธ์เพียงอย่างเดียว’ เพียงแต่ลู่เซิ่งก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า หากคิดจะเรียนรู้ยกระดับมรรคายุทธ์ของโลกใบนี้ถึงขั้นเทพเซียน จะต้องใช้พลังอาวรณ์มากขนาดไหน
ขณะกำลังคิดเรื่องนี้อยู่ก็มีข้ารับใช้คนหนึ่งพุ่งเข้ามาจากนอกตำหนัก
“หมีกงคารวะซื่อจื่อ!”
“มีจดหมายส่งมาแล้วหรือ” ลู่เซิ่งรอจนทนไม่ไหวมาหลายวันแล้ว ทั้งๆ ที่ฝึกฝนวิชาที่ตนเองเชี่ยวชาญได้ แต่ติดที่ไม่ใช่ระบบหลัก จึงต้องอดกลั้นมาโดยตลอด
“ไม่ใช่ขอรับ แต่ชนเผ่าจวี้ชาทางใต้ของอาณาจักรก่อกบฏ! แม่ทัพขายชาติหวังทงควบคุมทหารยี่สิบหมื่น ตั้งตัวเป็นอ๋อง!” หมี่กงที่เป็นผู้รับใช้เป็นคนที่รับผิดชอบไปสืบสถานการณ์ทางเจ้าหน้าที่ ตอนนี้พอได้รับข่าวนี้ เริ่มแรกลู่เซิ่งงุนงง จากนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนแปลงเล็กน้อย
ถึงแม้เพิ่งจะมาถึงโลกนี้ได้ไม่นานและถึงแม้หวงจิ่งจะเป็นซื่อจื่อตระกูลสูงศักดิ์ที่ไม่เรียนหนังสือ แต่ก็ยังมีคุณสมบัติของซื่อจื่อระดับพื้นฐานอยู่ เขาจึงรู้ว่าการก่อกบฏของเผ่าจวี้ชาทางใต้หมายถึงอะไร
ดินแดนที่อยู่ติดกับจวี้ชาก็คืออวิ๋นตูซึ่งเป็นยุ้งฉางของอาณาจักร เป้าหมายการโจมตีแรกหลังจากจวี้ชาก่อกบฏจะต้องเป็นอวิ๋นตูแน่
เมื่ออาณาจักรทั้งอาณาจักรไม่มียุ้งฉาง ไม่จำเป็นต้องพูดถึงผลร้ายที่จะตามมาก็สามารถเข้าใจได้
‘ครั้งนี้จบสิ้นแล้วจริงๆ...’ ลู่เซิ่งทะลึ่งตัวขึ้น เขาพอจะคำนวณออกคร่าวๆ จากความทรงจำของหวงจิ่งและข้อมูลสภาพการณ์ที่รวบรวมมาในช่วงเวลานี้ออกแล้วว่า อีกไม่เกินสองปี ถ้าอาณาจักรซีหยาแก้ไขปัญหาเรื่องยุ้งฉางไม่ได้ บ้านเมืองจะล้มชนิดฟ้าถล่มดินทลายอย่างแน่นอน
บทสรุปเพียงหนึ่งเดียวของราชบุตรฉินอ๋องอย่างเขาซึ่งเป็นตัวแทนชนชั้นปกครองดั้งเดิมก็คือถูกปลดและสังหาร
ไม่มีทางเดินที่สองเหลือให้เดินอีกแล้ว
‘มิน่า...มิน่าหวงจิ่งจึงอึดอัดคับข้องใจจนเราฉวยโอกาสยึดร่างได้’ ลู่เซิ่งรู้สึกกระวนกระวาย
‘สถานการณ์แบบนี้ ขุนพลระดับเยวี่ยฉินอ๋องช่วยดับไฟไปทั่ว เหน็ดเหนื่อยแทบตาย แต่ก็ต้านทานสถานการณ์ใหญ่ได้ยาก ต้องรีบเร่งมือแล้ว ไม่อย่างนั้นต่อให้เป็นเรา ก็ไม่แน่ว่าจะทำทุกอย่างได้ราบรื่นตลอดรอดฝั่ง’
..............................................
ลู่เซิ่งนั่งลงใหม่ เพียงรู้สึกว่าอาณาจักรนี้ใกล้จะช่วยไม่ได้อีกแล้ว
เหมือนกับชายชราที่เกิดมามีโรคเรื้อรังและถูกชายฉกรรจ์หลายคนถือลูกตุ้มรุมฟาดใส่
ต่อให้ไม่ตายก็เหลือแค่ลมหายใจรวยริน
“ตอนนี้ขุนพลเทพจูเฉิงกั๋วอยู่ที่ใด” เขาสูดหายใจลึกและถามอีกรอบ
“ปัจจุบันขุนพลเทพยังสะกดเผ่าเจาอี๋อยู่ทางเหนือขอรับ เมื่อครู่เพิ่งส่งข่าวดีมาว่าอ๋องเผ่าเจาอี๋ตายในการรบ” หมี่กวงส่ายหน้าน้อยๆ “แต่หากคิดจะกลับมา เกรงว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อยยี่สิบวัน”
นี่ยังเป็นในสถานการณ์ที่ขุนพลเทพโดยสารรถที่ออกแบบเป็นพิเศษด้วย
“ต่อให้ฟ้าถล่มลงมาก็มียอดคนรับไว้ อย่าเพิ่งไปสนใจ แล้วทางอาจารย์อู๋โยวจื่อมีข่าวหรือยัง” ลู่เซิ่งสงบสติอารมณ์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับมายังหัวข้อสำคัญอย่างรวดเร็ว
“ข้าน้อยเห็นอู๋โยวจื่อใช้พิราบส่งจดหมายกลับไปแล้ว แต่มีปฏิกิริยาอย่างไร ข้าน้อยเองก็ไม่แน่ใจเช่นกัน” หมี่กงส่ายหน้าน้อยๆ
เมื่อไม่มีข่าวคราว ลู่เซิ่งก็ได้แต่รอ เขาโบกมือให้หมี่กงออกไป ส่วนตัวเองนั่งลงอีกครั้ง
เวลาไม่คอยคน จะโทษที่เขาร้อนรนแบบนี้ก็ไม่ได้ ผลกรรมในครั้งนี้คือการช่วยทั้งอาณาจักร สภาพการณ์ยิ่งใหญ่เกินไป ต่อให้จะเป็นลู่เซิ่งก็ไม่กล้าบอกว่ามีความมั่นใจ
เมืองที่ตำหนักเยวี่ยฉินอ๋องตั้งอยู่คือเมืองระดับกลางที่มีชื่อว่าเลือกพสุธา รอบๆ เมืองเลือกพสุธามีป้อมปราการตั้งอยู่หกแห่ง ต่างก็ซ่องสุมกองกำลังไว้
หลายวันต่อจากนั้น ลู่เซิ่งตระเวนตรวจสอบกองทัพในป้อมปราการ แต่ก็ไม่เจอความพิเศษจากที่ตรงไหน ไม่ต่างอะไรกับทหารทั่วไป
แต่ยังดีที่อู๋โยวจื่อกลับมาอย่างรวดเร็ว
ทว่าเขาไม่ได้มาคนเดียว หากพาชายชราสวมชุดคลุมสีฟ้าและมีรูปร่างผอมสูงคนหนึ่งกลับมาด้วย
เมื่อชายชรามาถึง ก็มองดูลู่เซิ่งอยู่สามวัน จากนั้นก็หมุนตัวจากไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ
ลู่เซิ่งไม่เข้าใจเช่นกันว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่ต่อจากนั้นไม่นานก็ได้รับใบรับรองการเป็นศิษย์ของสำนักกระเรียนพิสุทธิ์ที่อู๋โยวจื่อส่งมา เชื้อเชิญให้เขาไปเยี่ยมเยือนสำนักกระเรียนพิสุทธิ์
ลู่เซิ่งตอบรับอย่างยินดี
...
เขาเถาคราม ซุ้มประตูบนภูเขาของสำนักกระเรียนพิสุทธิ์
อารามสีเขียวหลายหลังเชื่อมติดกัน กลายเป็นซุ้มประตูบนภูเขาของสำนักกระเรียนพิสุทธิ์
ด้านในอารามตรงกลาง เวลานี้หลงเหอจื้อผู้เป็นเจ้าสำนักรุ่นปัจจุบันกำลังนั่งอยู่ข้างกระดานหมากล้อมด้วยสีหน้าจนปัญญา ถือหมากเอาไว้แต่ไม่ยอมวางลง กำลังมองดูศิษย์น้องสองคนที่ผลุนผลันเข้ามา
“เรื่องใหญ่ระดับนี้ เหตุใดศิษย์พี่เจ้าสำนักไม่บอกกับเราก่อน แต่กลับมาอธิบายเอาตอนนี้” นักพรตสตรีผุดสีหน้าบูดบึ้ง “ซื่อจื่อตำหนักอ๋องคนหนึ่ง ถึงจะยอมให้เขาฝึกฝน แต่จะมีประโยชน์อะไร”
“ศิษย์น้องกล่าวผิดแล้ว หลายปีมานี้ที่สำนักกระเรียนพิสุทธิ์พัฒนาได้ดี ถ้าไม่ใช่เพราะอาศัยศิษย์ธรรมดาจากโลกภายนอกส่งทรัพยากรมากมายกลับมา คงทนมาถึงตอนนี้ไม่ได้ด้วยซ้ำ” เจ้าสำนักหลงเหอจื้อส่ายหน้า
“แต่นี่ไม่ใช่เหตุผลให้ท่านทำลายกฎของบรรพบุรุษนะ” นักพรตอีกคนเอ่ยด้วยสายตาเย็นชา
“ที่จริงมันไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่พวกเจ้าคิดหรอก สำนักเต๋าไม่ได้สนใจสำนักเล็กๆ อย่างพวกเราอยู่แล้ว เกิดจัดการทดสอบอะไรเข้าแล้วทำให้ซื่อจื่อผู้นั่นกลัว อย่างนั้นก็จะได้ไม่คุ้มเสียแทน!” หลงเหอจื้อเอ่ยอย่างแน่วแน่
“แต่ท่านควรจะมีศักดิ์ศรีสักหน่อยกระมัง จะให้สถานะศิษย์กันง่ายๆ แบบนี้ หรือท่านจะถ่ายทอดเคล็ดวิชาแก่เขาจริงๆ”
ศิษย์น้องเจ้าสำนักโมโห
“ย่อมต้องถ่ายทอด แต่ว่าจะต้องรอให้เขาขัดเกลาจิตใจจนหมดจดก่อน” เจ้าสำนักพยักหน้า “จะว่าไป คัมภีร์หลักและคัมภีร์รองของพวกเราล้วนเกิดขึ้นมาเพื่อเลี้ยงกระเรียน ต่อให้มอบให้แก่คนธรรมดา ก็ยังไม่แน่ว่าจะมีใครสนใจ ส่วนซื่อจื่อแห่งตำหนักอ๋อง...อย่างมากสุดก็กระตือรือร้นสักพักเท่านั้น ผ่านไปคงเบื่อไปเอง”
“แต่ว่า...”
“มาแล้ว!” อยู่ๆ เจ้าสำนักหลงเหอจื้อก็ลุกขึ้นพร้อมกับโยนหมากในมือทิ้ง เขาจัดแจงเสื้อผ้าและกวน ก่อนจะสาวเท้าออกไปนอกประตู
จากนั้นอ้อมผ่านเตาธูปของลานเรือนมาถึงหน้าประตูใหญ่
มีเด็กสองคนพาคนสองคนเข้ามาแล้ว
คนหนึ่งคืออู๋โยวจื่อ ทุกคนต่างก็รู้จักดี ส่วนอีกคนเป็นคนหนุ่มท่าทางมีสง่าราศี
ทั้งสองคนสวมชุดนักพรตสีเทา ครั้นอู๋โยวจื่อเห็นเจ้าสำนัก ก็พลันฉุดลากให้อีกคนรีบเข้ามาคำนับ
“ศิษย์อู๋โยว คารวะเจ้าสำนัก”
“ข้าน้อยหวงจิ่ง ได้ยินมาว่าสำนักกระเรียนพิสุทธิ์มีเซียน จึงมาขอร่ำเรียนมรรคาเต๋า” ลู่เซิ่งเดินขึ้นมาประสานมือและกล่าวเสียงดัง
เขาที่ยืนอยู่หน้าซุ้มประตูบนภูเขาพิจารณาผู้มาทั้งสามขณะพูด
ก่อนหน้านี้ได้ยินอู๋โยวจื่อบอกว่า สายที่นับเป็นสายดั้งเดิมในสำนักกระเรียนพิสุทธิ์ได้มีแค่สามสายเท่านั้นได้แก่ สายเจ้าสำนัก สายอาจารย์อาสองป๋อหรูชิง สายอาจารย์อาสามจ้งชิงเจี้ยน
เขาอู๋โยวจื่อเรียนรู้จากจ้งชิงเจี้ยน แต่เป็นเพราะจิตใจไม่สมบูรณ์พอ ทำให้แม้จะฝึกฝนคัมภีร์ปีกขาวมาหลายปี แต่ก็ได้แต่ย่ำอยู่ที่เดิมเท่านั้น
พอลู่เซิ่งเข้ามา ก็จดจำยอดฝีมือทั้งสามคนของสำนักเล็กๆ สำนักนี้ได้ทันที
เจ้าสำนักหลงเหอจื้อเป็นชายชราเครายาวหัวล้าน ใบหน้าอมทุกข์
อาจารย์อาสองกลับงดงามราวบุปผา แต่ริมฝีปากบาง หางตาชี้เอียงขึ้น ให้ความรู้สึกเข้มงวดเข้าถึงยาก
ส่วนอาจารย์อาสามจ้งชิงเจี้ยนกลับมีใบหน้าอ่อนโยน ตอนนี้กำลังลูบหนวดเคราพลางพิจารณาตนอย่างยิ้มแย้ม
“เยวี่ยฉินอ๋องซื่อจื่อถ่อมตนจริงๆ คนภายนอกไหนเลยคู่ควรกับคำว่าขอคำสั่งสอนของซื่อจื่อ ถ้าหากไม่รังเกียจ ซื่อจื่อกราบเป็นศิษย์ของข้าก็ได้นะ” สิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายก็คือ ผู้ที่เอ่ยเป็นคนแรกกลับเป็นอาจารย์อาสามจ้งชิงเจี้ยน
ลู่เซิ่งมองดูเจ้าสำนักหลงเหอจื้อ
“ไม่เหมาะสม ปกติศิษย์น้องยังต้องเลี้ยงดูกระเรียนเซียน ให้ข้าถ่ายทอดวิชาเต๋าแก่ซื่อจื่อดีกว่า” หลงเหอจื้อเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง
“นี่จะได้อย่างไร ศิษย์พี่งานรัดตัว การฝึกฝนวิชาเต๋าต้องใช้ความพยายามและเวลาไม่น้อย คัมภีร์ปีกขาวอยู่ในช่วงเวลาสำคัญ ถ้าหากส่งผลกระทบต่อการเลื่อนระดับล่ะก็...” จ้งชิงเจี้ยนส่ายหน้า
“พวกท่านไม่ต้องเถียงกัน อยู่กับข้าเหมาะสมที่สุด ข้าเอาใจใส่ศิษย์ดีที่สุด บวกกับข้าเคยรับศิษย์คล้ายๆ กันมาก่อนส่วนหนึ่ง จึงมีประสบการณ์อยู่บ้าง...” ป๋อหรูชิงสอดปากเข้ามา
ลู่เซิ่งที่ยืนอยู่ตรงประตูมองทั้งสามคนแย่งกันไปแย่งกันมา ส่วนอู๋โยวจื่อที่อยู่ด้านข้างรู้สึกระอาใจ
แต่อู่โยวจื่อได้เล่าเรื่องแบบนี้ให้ลู่เซิ่งฟังระหว่างทางแล้ว
สำนักกระเรียนพิสุทธิ์ไม่เหมือนกับสำนักเต๋าเท่าไหร่เมื่อเทียบกับสำนักลัทธิอื่นๆ แต่เหมือนกับทำการค้ามากกว่า หากว่าใครกลายเป็นอาจารย์ของเยวี่ยฉินอ๋องซื่อจื่อได้ ภายหลังเยวี่ยฉินอ๋องจะต้องมีการตอบแทนอยางต่อเนื่องแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นในด้านการฝึกฝนหรือด้านการใช้ชีวิตก็ล้วนสะดวกสบายเหลือแสน
ถึงอาจารย์อาสองกับอาจารย์อาสามจะไม่เห็นด้วยกับการวู่วามรับศิษย์ ด้วยเกรงว่าจะทำลายชื่อเสียงของสำนัก แต่พอถึงเวลาสำคัญที่จะต้องรับศิษย์จริงๆ อย่างไรก็ต้องลงมือก่อน
หลังจากทั้งสามคนต่อรองกันสักพัก ในที่สุดตามวัยวุฒิ หลงเหอจื้อผู้เป็นเจ้าสำนักก็ได้สิทธิ์ให้ลู่เซิ่งกราบเป็นอาจารย์ก่อน
ทั้งสามคนสั่งให้เด็กรับใช้กับนักพรตคนอื่นๆ เตรียมสิ่งของที่จำเป็นสำหรับพิธีกราบอาจารย์หน้าเตาธูปในลานเรือนอย่างรวดเร็ว
ในเวลานี้เอง พลันมีเสียงกระเรียนเซียนร้องดังมาจากกลางอากาศ
กระเรียนขาวฝูงหนึ่งค่อยๆ กระพือปีกบินผ่านท้องฟ้าเหนืออารามไปอย่างเชื่องช้า บวกกับมีหมอกขาวที่วนเวียนอยู่กลางภูเขา ทำให้ดูน่าเกรงขามกว่าเดิม
หลงเหอจื้อได้ยินคำขอของลู่เซิ่งที่บอกว่าอยากจะเห็นวิชาเต๋าที่แท้จริงตั้งแต่แรกแล้ว ในฐานะผู้ที่มีพลังฝึกปรือสูงสุดในหมู่ยอดฝีมือทั้งสาม แม้ว่าคัมภีร์ปีกขาวจะไม่ได้มีวิชาเต๋า แต่ก็ยังใช้วิชาเต๋าธรรมดาๆ ได้สองสามอย่าง
พอเห็นกระเรียนขาวบินฉวัดเฉวียน เขาพลันยกที่ปัดฝุ่นขึ้นและกล่าวเสียงกระจ่าง
“วันนี้จะมีศิษย์ใหม่เข้าสำนัก เยวี่ยเหอ ยังไม่รีบลงมาพบศิษย์น้องอีก”
ลู่เซิ่งงุนงง เหลียวมองซ้ายขวา นอกจากนักพรตและเด็กรับใช้ธรรมดาที่สวมชุดนักพรตสีเทาส่วนหนึ่งที่อยู่รอบๆ แล้ว ก็ไม่มีใครคนไหนเข้ามาอีก
ขณะเขากำลังสงสัย อยู่ๆ บนท้องฟ้าก็มีเสียงร้องแกว๊กดังกระจ่าง เงาสีขาวสายหนึ่งโฉบลงมาแล้วทิ้งตัวลงด้านหน้าทุกคนอย่างแผ่วพลิ้ว
เป็นกระเรียนสีขาวตัวใหญ่ที่สูงถึงสองหมี่
กระเรียนขาวตัวนี้มีสองตาปราดเปรียว ยืนอยู่กับที่เหมือนมนุษย์ ไม่ใช่เพียงแค่เป็นนกธรรมดา มันค่อยๆ ก้าวสองขาที่เรียวยาวและตั้งตรงออกมาบนแผ่นหินหลายก้าว จากนั้นหมุนศีรษะไปใช้จะงอยยาวดึงขนเส้นหนึ่งใต้สีข้างออกมาแล้วส่งไปด้านหน้าลู่เซิ่ง
“จงรับไว้ นี่คือของขวัญพบหน้าที่เยวี่ยเหอมอบให้เจ้า” หลงเหอจื้อเอ่ยอย่างราบเรียบ
ลู่เซิ่งมองไปที่ขน จากนั้นก็มองกระเรียนขาว ยื่นมือไปจับขนไว้อย่างจริงจัง แล้วค่อยพนมมือคำนับกระเรียนขาว
“ขอบคุณศิษย์พี่”
“เจ้าควรเรียกว่าศิษย์พี่หญิง” หลงเหอจื้อแก้ให้
“ขอรับ ขอขอบคุณศิษย์พี่หญิงเยวี่ยเหอ” ลู่เซิ่งพยักหน้า
“ขนสีขาวของเยวี่ยเหอมีผลทำให้จิตใจปลอดโปร่ง เจ้าสามารถใช้มันสงบจิตใจได้ตอนอ่านคัมภีร์ ฝึกวรยุทธ์ หรือบำเพ็ญคัมภีร์หลัก” อาจารย์อาสามจ้งชิงเจี้ยนเตือน
ลู่เซิ่งพยักหน้าพร้อมกับขอบคุณอาจารย์อาสาม
สำนักกระเรียนพิสุทธิ์มีผู้นำแค่สามคนและศิษย์อย่างเป็นทางการสิบห้าคน ส่วนใหญ่ไม่อยู่บนภูเขาลูกนี้ หากแยกย้ายเร้นกายฝึกฝนอยู่บนภูเขาแต่ละลูก
การฝึกฝนก็คือการเลี้ยงฝูงกระเรียนขาว
ต่อจากนั้นค่อยจัดพิธีรับศิษย์อยางเป็นทางการ โดยประทับตราประทับสำนักเต๋าของสำนักกระเรียนพิสุทธิ์ลงบนแขน บ่งบอกว่านับแต่นี้ลู่เซิ่งได้กลายเป็นสมาชิกคนหนึ่งของสำนักกระเรียนพิสุทธิ์แล้ว
หลังจากเข้าสู่สำนักอย่างสมบูรณ์ หลงเหอจื้อค่อยให้ลู่เซิ่งกลับไปขัดเกลาจิตเต๋าเพื่อให้ดูเป็นการเป็นงานเสียหน่อย
เพียงแต่หลังจากลู่เซิ่งส่งเงินให้ห้าพันตำลึง จิตเต๋าของเขาก็สมบูรณ์ขึ้นไม่น้อย
ดังนั้นจึงได้รับการถ่ายทอดวิชากระเรียนพิสุทธิ์อันเป็นพื้นฐานสุดในหมู่สัจวิชาของสำนัก
วิชาหลักวิชานี้มีเพียงสามระดับ ไม่มีการแบ่งขอบเขต และไม่มีการแบ่งสูงต่ำ
ระดับสามระดับนี้พอจะฝืนแบ่งออกได้เป็นแค่เบื้องต้น ครอบครอง และสำเร็จเท่านั้น
ความแตกต่างเพียงหนึ่งเดียวของสัจวิชาในสำนักก็คือ สัจวิชากระเรียนพิสุทธิ์เหมือนกับวิชาฝึกฝนภายในวิชาหนึ่ง ยิ่งใครมีพลังยุทธ์ล้ำลึก คนผู้นั้นก็จะยิ่งมีขอบเขตสูง
หลังจากลู่เซิ่งได้รับการถ่ายทอดสัจวิชา ก็ได้รับการกำชับว่าให้ตั้งใจฝึก การฝึกฝนสัจวิชานี้ในขณะที่ขัดเกลาจิตเต๋าจะทำให้คนสมองปลอดโปร่ง ร่างเบาเหมือนนางแอ่น และแผ่วพลิ้วเหมือนกระเรียนขาว ทั้งยังต้านทานความเจ็บป่วยส่วนใหญ่ได้
เป็นเพราะวิชานี้เรียบง่ายสุดขีด ต้องอดทนฝึกฝนแรมเดือนแรมปีจึงจะสัมฤทธิ์ผล ดังนั้นหลังจากลู่เซิ่งได้วิชามา ก็พักอยู่ที่อารามหลายวัน จากนั้นก็กลับตำหนักอ๋องพร้อมอู๋โยวจื่อ
ส่วนคัมภีร์ปีกขาวอันเป็นแกนหลักของสำนัก นั่นเป็นสัจวิชาสูงส่งที่จะได้รับการถ่ายทอดก็ต่อเมื่อจิตเต๋าสมบูรณ์แล้ว
เป็นหนึ่งในคัมภีร์สำนักเต๋า เลยมอบให้ง่ายๆ ไม่ได้
ระหว่างทางขากลับ อู๋โยวจื่อสอนลู่เซิ่งอย่างตั้งใจว่า ถ้าไปฝึกฝนคัมภีร์สำนักเต๋าของจริงเข้าก่อนที่จิตจะถูกขัดเกลาจนสมบูรณ์ ก็เป็นไปได้ถึงขีดสุดที่จะเกิดอันตรายถึงชีวิต
ลู่เซิ่งเองก็ไม่ได้ทำตัวดื้อด้าน การได้สัจวิชากระเรียนพิสุทธิ์มาในครั้งนี้ถือว่าน่าพอใจแล้ว
เขามองทิศทางของพลังในสำนักเต๋าบนโลกใบนี้จากสัจวิชากระเรียนพิสุทธิ์ออกคร่าวๆ แล้ว
สิ่งที่โลกใบนี้เน้นคือการรวมฟ้าและคนให้เป็นหนึ่ง โดยหลอมรวมตัวเองเข้ากับธรรมชาติ แล้วอาศัยพลังของจักรวาลฟ้าดินดูดซับส่วนที่มีประโยชน์ต่อตัวเอง รวมถึงขจัดส่วนที่มีผลเสียในตัวออกไป ดั่งคำว่าปล่อยสิ่งเก่าดูดซับสิ่งใหม่ กำจัดสิ่งเก่าต้อนรับสิ่งใหม่
จากนั้นค่อยบรรลุถึงขอบเขตอยู่ร่วมกับฟ้าดินในตอนสุดท้าย
สิ่งที่สัจวิชากระเรียนพิสุทธิ์นี้เน้นคือตั้งจิตสงบลมหายใจ เพื่อสำรวจอวัยวะหนึ่งที่มีชื่อว่าเนตรกำเนิดของตัวเอง
ตัวสัจวิชาบอกไว้ว่าการมองดูนี้มีชื่อว่าการกรอกจิต โดยกรอกจิตของตัวเองเข้าไปในเนตรกำเนิดนี้
สิ่งที่อัศจรรย์ที่สุดก็คือ เนตรกำเนิดนี้ไม่ได้อยู่ข้างในตัว แต่ห้อยลงมาอยู่ตรงจุดซ้อนเกี่ยวระหว่างใต้คางกับทรวงอก
เนตรกำเนิดอยู่กลางความว่างเปล่านอกร่าง
วิชาที่ลู่เซิ่งเคยสัมผัสมาก่อนถ้าไม่ใช่ส่งผลต่อกายเนื้อของตัวเอง ก็เป็นการสังเกตจิตใจและรวบรวมความตั้งใจ เพิ่งจะเคยเจอวิชาที่อยู่ตรงตำแหน่งนอกร่างกายเป็นครั้งแรก
..............................................
พอกลับถึงตำหนักอ๋อง เป็นเพราะวิชาขัดเกลาจิตง่ายดายถึงขีดสุด ด้วยจิตวิญญาณขอบเขตลวงตาของลู่เซิ่ง ใช้เวลาแค่ครึ่งวันก็ใช้ได้โดยสมบูรณ์แล้ว แถมยังไปถึงระดับสำเร็จอีกด้วย
หลังจากที่กรอกจิตใจของตัวเองเข้าสู่เนตรกำเนิดด้านหน้าอย่างช่ำชอง ผ่านไปหลายวันก็ยังคงไม่เกิดอะไรขึ้น
อู๋โยวจื่อบอกไว้ว่า หากไม่มีพลังยุทธ์ล้ำลึกระดับห้าหกสิบปี ก็อย่าหวังว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายใดๆ
ลู่เซิ่งเลยหยุดกังวล แล้วหันเหสมาธิไปที่การค้นหาวิธีที่จะช่วยพลิกสถานการณ์ด้วยสัจวิชากระเรียนพิสุทธิ์
คัมภีร์ปีกขาวน่าจะเป็นสัจวิชาจริงๆ แต่อย่าคิดจะเอามาได้ในระยะเวลาอันสั้น ต่อให้มีเงินเยอะอย่างไรก็เป็นไปไม่ได้ เพราะนี่ไม่ใช่ปัญหาเรื่องเงิน หากเป็นสำนักกระเรียนพิสุทธิ์ไม่กล้าถ่ายทอด ด้วยกลัวว่าจะเกิดอันตรายถึงชีวิตของลู่เซิ่งโดยไม่ได้ตั้งใจ แล้วเยวี่ยอ๋องจะมาหาถึงที่
เพียงแต่นอกจากคัมภีร์ปีกขาวแล้ว คัมภีร์รองของสำนักกระเรียนพิสุทธิ์ก็ยังเป็นสิ่งที่ใช้เงินซื้อได้
ลู่เซิ่งใช้เงินของตัวเองไปจนเกือบหมดแล้ว เลยได้แต่ไป ‘หยิบยืม’ ตั๋วเงินราวสองหมื่นตำลึงจากญาติทางมารดา
โดยยืมเงินจากน้องชายของหนิงเหอ น้าของเขาให้เขายืมอย่างเต็มใจ ถึงขั้นไม่ต้องการให้เขาคืนเงินยืมด้วย
ตระกูลหนิงควบคุมการค้าแป้งน้ำของราชวงศ์เอาไว้ บอกว่าร่ำรวยเกือบระดับประเทศก็ไม่ถือว่าเกินเลย แม้ตั๋วเงินสองหมื่นตำลึงจะไม่ใช่ตัวเลขน้อยๆ แต่ใครให้คนที่ต้องการหยิบยืมเป็นหลานของตัวเองเล่า สถานะบุตรคนเดียวของเยวี่ยฉินอ๋องทำให้ทุกอย่างต่างไปจากเดิม
อย่าว่าแต่สองหมื่นตำลึงเลย ต่อให้เป็นสิบหมื่นยี่สิบหมื่นตำลึง ตระกูลหนิงก็ยินดีสนับสนุนสุดกำลัง
หลังจากได้เงินมาแล้ว ลู่เซิ่งก็รีบไปยังสำนักกระเรียนพิสุทธิ์อีกครั้งเพื่อมอบตั๋วเงินหนึ่งหมื่นตำลึงให้ จากนั้นก็ได้คัมภีร์ต้นกำเนิดวิญญาณคู่อันเป็นคัมภีร์รองมา
คัมภีร์รองนี้จะต้องใช้พลังยุทธ์ของสัจวิชากระเรียนพิสุทธิ์กับคัมภีร์ปีกขาวเป็นพื้นฐาน ทั้งยังต้องเลือกลูกกระเรียนตนหนึ่งเป็นสหายร่วมเป็นร่วมตายกับตัวเอง
วิธีการฝึกฝนไม่ได้ยาก โดยจะโน้มนำให้ลูกกระเรียนฝึกฝนคัมภีร์ต้นกำเนิดวิญญาณคู่ร่วมกับตัวเอง หลังจากบรรลุถึงขอบเขตจิตร่วมแล้ว กระเรียนเซียนจะมีพละกำลังแข็งแกร่งกว่าเดิม ทั้งยังตัวใหญ่ขึ้น นอกจากนั้นจะยังครอบครองคุณลักษณะวิญญาณของคน อีกทั้งยังฉลาดมากขึ้น
ส่วนคนจะได้รับจุดเด่นของกระเรียนเซียน ร่างกายว่องไวขึ้น สายตาดีขึ้น สองแขนมีพละกำลังมากขึ้น
หลังจากสองฝ่ายปรับตัวเสร็จ ก็จะต่อสู้ร่วมกันและประสานจิตวิญญาณกันได้
หลังจากได้คัมภีร์รองมา ลู่เซิ่งก็ผิดหวังอยู่บ้าง ต่อให้เคล็ดวิชาที่ต้องอาศัยวัตถุภายนอกประเภทนี้จะมีพลังทำลายอยู่บ้าง แต่เขาไม่ได้สนใจเท่าไหร่
เพียงแต่นอกจากแก่นหยางกับด้ายกระตุ้นวิญญาณอันน้อยนิดในร่างแล้ว ก็ไม่มีวิธีการอะไรที่ใช้เพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่ตัวเองอย่างรวดเร็วได้อีก
ถ้าหากเติบโตโดยใช้ระบบพลังของโลกใบนี้ได้ ก็ไม่ควรเผยสถานะความเป็นมาที่แท้จริงของตนง่ายๆ
ถึงอย่างไรเวลาของที่นี่ก็ไหลช้ามาก ที่นี่ผ่านไปสองปี ทางโลกมารสวรรค์เพิ่งผ่านไปหนึ่งวัน เขาขัดเกลาและฝึกฝนเพื่อทำความเข้าใจแก่นแห่งวัฏจักรได้อย่างเหลือเฟือ
หลังจากยืนยันแผนการต่อจากนี้แล้ว ลู่เซิ่งก็ไม่ได้ใช้ดีปบลูยกระดับวิชา หากแต่ตั้งใจฝึกฝนสัจวิชากระเรียนพิสุทธิ์อย่างว่าง่าย พลิกอ่านคัมภีร์เต๋าและตั้งใจอ่านตำราเป็นประจำทุกวัน
นอกจากนี้เขายังได้ใช้ด้ายกระตุ้นวิญญาณกับแก่นหยางปรับแต่งร่างกายอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากไม่อาจปรับตัวเข้ากับกฎได้ จึงไม่สามารถส่งพวกมันออกมาด้านนอกร่างกายได้
แต่เป็นเพราะคัมภีร์ต้นกำเนิดวิญญาณคู่ ลูกกระเรียนตัวหนึ่งที่ลู่เซิ่งรับไว้ก็ได้รับผลกระทบจากคุณสมบัติร่างอันแข็งแกร่งของเขาทางอ้อม ไม่นานก็เติบโตจนแข็งแกร่งผิดปกติ
ไม่อยู่เหนือความคาดหมาย
ตอนที่ลู่เซิ่งขัดเกลาจิตใจ ฝึกฝนสัจวิชาอยู่ในตำหนัก ราชวงศ์ซีหยาก็ฟอนเฟะกว่าเดิม
พร้อมกับเวลาที่ผ่านไป หลายมณฑลที่ชายแดนพากันล่มสลาย ผู้คนทนความลำบากไม่ไหว จึงตั้งกองทัพชูธงลุกฮือ ไฟสงครามลุกลามไปทั่ว
เผอิญกับที่ต้องเผชิญกับแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ด้วย ผู้ประสบภัยพิบัติจำนวนมากถูกลัทธินอกรีตยั่วยุให้โจมตีแถบชานโจวซึ่งรุ่งเรืองที่สุดในราชวงศ์
เยวี่ยอ๋องเพิ่งกลับตำหนักได้ไม่กี่วัน ลู่เซิ่งยังไม่ทันได้สนทนากับบิดาดีๆ ก็ได้รับข่าวว่ามีพระราชโองการระหว่างทาง สั่งให้เขานำทัพไปปราบผู้ประสบภัยที่ก่อจลาจลในชานโจวต่อ
...
ตำหนักเยวี่ยอ๋อง ห้องเก็บตำรา
เยวี่ยอ๋องที่อายุเลยเลขหกแล้วนั่งอยู่บนตั่งไม้ มองดูบุตรชายเพียงคนเดียวที่โค้งตัวคารวะอยู่ด้านนอก ก่อนจะถอนใจยาวอย่างอดไม่ได้
“เหตุใดเจ้าจึงไปบำเพ็ญเต๋าซะแล้ว นักพรตเหล่านั้นจะต้องตัดขาดทางโลก ด้วยนิสัยของเจ้า ทนความเปลี่ยวเหงาไหวหรือ”
ลู่เซิ่งแสดงสีหน้าสงบนิ่ง
“ความจริงนับเป็นการบำเพ็ญเต๋าไม่ได้หรอกพ่ะย่ะค่ะ สำนักกระเรียนพิสุทธิ์ไม่ใช่สำนักเต๋าดั้งเดิมด้วยซ้ำ เพียงแต่อยากเพิ่มตัวเลือกก็เท่านั้น”
“โลกนี้น่ะ...ก็ได้ เจ้าตั้งใจฝึกไป ถ้าไม่ไหวก็ไปหลบที่เมืองบงกชพร้อมกับพวกน้าของเจ้า...อย่างไรก็ดีกว่ารอถูกผู้ประสบภัยโจมตีอยู่ที่นี่...” เยวี่ยอ๋องกล่าวอย่างจนปัญญา “ราชสำนักสั่งให้ข้าไปชานโจวแล้ว เจ้ากับแม่เจ้าระวังตัวไว้ด้วย เวลาเจอเรื่องอะไรให้ถามแม่ทัพอารักขาหยวน”
“พ่ะย่ะค่ะ ทราบแล้ว” ลู่เซิ่งพยักหน้า
เยวี่ยอ๋องเพิ่งจะมีบุตรอย่างหวงจิ่วหลังอายุเลยเลขหกแล้ว ย่อมรักทะนุถนอมดุจสมบัติล้ำค่า คอยดูแลอยู่ในที่ลับเสียทุกเรื่อง
“แต่เสียดาย...ที่ไม่อาจอยู่กับพวกเจ้าได้...” เยวี่ยอ๋องยังพูดไม่ทันจบ ด้านนอกก็มีเสียงของข้ารับใช้ดังมา
“ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะราชโองการจากกรมกำกับดูแลมาถึงแล้ว! เป็นขันทีจากวังพ่ะย่ะค่ะ!”
ใบหน้าของเยวี่ยอ๋องเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ก่อนจะรีบลุกขึ้น
“ไม่ไปได้หรือไม่” ลู่เซิ่งโพล่งถาม ปัจจุบันเกิดความโกลาหลไปทุกหย่อมหญ้า ต่อให้ไม่ฟังราชโอการจากจักรพรรดิแล้วจะเป็นอะไร
แม้แต่ขุนพลเทพก็ยังเอาตัวไม่รอด คอยช่วยดับไฟจนเหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาด
“ราชโองการยังดี...แต่คนที่อยู่เบื้องหลังผู้นั้นต้องการให้ข้าไป ข้าเลยต้องไป” เยวี่ยอ๋องยื่นมือไปตบบ่าลู่เซิ่ง จากนั้นก็เดินผ่านด้านข้างเขาไป
ลู่เซิ่งรีบติดตามไป คนสองคนรวมถึงข้ารับใช้และหญิงรับใช้อีกหลายคนไปถึงประตูใหญ่เพื่อต้อนรับขันทีจากกรมกำกับดูแลด้วยกัน
ขันทีแซ่เฉิน ชื่อจงหยวน อายุราวห้าสิบกว่าปี ครั้นเห็นเยวี่ยอ๋อง เขาก็ก้าวขึ้นหน้าก้าวหนึ่ง ในดวงตาสีดำฉายสีเขียวเข้มแวบหนึ่ง
“ท่านอ๋อง รับราชโองการเถอะ เรื่องราวไม่อาจชักช้า โปรดออกเดินทางทันที”
ลู่เซิ่งยืนอยู่ด้านหลังเยวี่ยอ๋อง ทุกคนกำลังจะคุกเข่า แต่ขันทีโบกมือบอกให้ไม่ต้องคุกเข่ากราบกราน
ลู่เซิ่งอาศัยจังหวะตอนเยวี่ยอ๋องอ่านราชโองกางมองดูขันทีผู้นี้
จิตวิญญาณในขอบเขตลวงตาของเขาสัมผัสได้อย่างสบายๆ ว่า ในตัวของคนผู้นี้มีพลังงานลึกลับแข็งแกร่งบางอย่างซุกซ่อนอยู่
เปลือกนอกมองดูเหมือนคนธรรมดา แต่ภายใน...กลับแข็งแกร่งมาก!
เพียงแค่เพ่งจิตที่สายตาแล้วกวาดมองขันทีผู้นี้เล็กน้อย ลู่เซิ่งก็สัมผัสได้ทันทีว่ามีพลังคลุมเครือที่ไม่ชัดเจนสายหนึ่งซ่อนอยู่ในร่างอีกฝ่าย
พลังสายนี้แข็งแกร่งมาก อย่างน้อยถ้าฝึกฝนด้วยสัจวิชากระเรียนพิสุทธิ์ในตอนนี้ ต่อให้เขามีสักสองสามร้อยคนก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่ายอยู่ดี
ถ้าหากวัดที่ระดับพลังเพียงอย่างเดียว เมื่อเปรียบเทียบกันดู จะเทียบเท่ากับระดับทวิลักษณ์ในโลกมารสวรรค์
ทว่าระดับทวิลักษณ์มีพลังคืนชีพอมตะที่แข็งแกร่ง แต่ไม่ทราบว่าพลังในร่างขันทีผู้นี้เป็นประเภทใด
ลู่เซิ่งจิตใจสั่นไหว เขาในตอนนี้ใช้พลังของร่างหลักไม่ได้ แถมร่างกายในตอนนี้ก็เป็นแค่ผู้ใหญ่ธรรมดาเท่านั้น
บางทีจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งอาจจะช่วยเขาควบคุมร่างกายให้แสดงพลังที่แข็งแกร่งกว่าเดิมออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทว่าคนธรรมดากับระดับลักษณ์นั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ไม่สามารถชดเชยได้เลย
สิ่งที่ทำให้เขาตกใจยิ่งกว่าก็คือเรื่องอื่น ขันทีธรรมดาๆ คนหนึ่งถึงกับมีพลังระดับทวิลักษณ์ อย่างนั้นมหาราชครูหยางที่ควบคุมราชสำนักและราษฎรในตำหนักประทับ ยังมีฮองเฮาหลินที่ทำให้กฎราชสำนักวุ่นวายมีพลังแข็งแกร่งกว่าหรือไม่
และเทพที่ราชวงศ์บูชาหรือเซียนที่ลี้ลับเหล่านั้น มีพลังแข็งแกร่งถึงระดับไหนกันแน่
ลู่เซิ่งไตร่ตรองเรื่องราวมากมายในตอนที่เยวี่ยอ๋องรับโองการ
แต่เปลือกนอกไม่แสดงอะไรให้เห็น
“กระหม่อมน้อมรับพระมหากรุณาธิคุณ”
เยวี่ยอ๋องใช้สองมือรองรับราชโองการไว้แล้วลุกขึ้น
“ท่านอ๋อง การศึกเร่งด่วน ได้โปรดรีบดำเนินการเถอะ” ขันทียิ้มพร้อมกับเร่งรัด
“โปรดแจ้งต่อมหาราชครูว่า อ๋องน้อยจะให้ทหารม้าออกเดินทางในวันพรุ่งนี้ทันที!” เยวี่ยอ๋องกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ประเทศและเจ้าแผ่นดินพึ่งพาการสนับสนุนจากรัฐบุรุษอย่างท่านอ๋องนี่เอง ข้าน้อยไม่รบกวนท่านแล้ว ขอกลับวังก่อน”
“ท่านขันทีระวังตัวด้วย”
ขบวนส่งราชโองการค่อยๆ หมุนตัวจากไป
เยวี่ยอ๋องที่กำราชโองการไว้สั่งให้คนปิดประตูเรือน
“จิ่งเอ๋อร์ หลังจากข้าไปถ้ามีเรื่องใหญ่อะไรให้ไปถามลุงหยวนของเจ้า ส่วนเรื่องเล็กให้ตัดสินใจเอง ถ้ามีเหตุเปลี่ยนแปลง ให้ปกป้องชีวิตของตัวเองไว้ก่อนโดยไม่ต้องสนใจสิ่งใด ได้ยินแล้วหรือยัง!”
“ลูกทราบแล้ว...” ลู่เซิ่งนึกเฉลียวใจ จึงถามว่า “เมื่อครู่ได้ยินท่านพ่อพูดถึงราชครูหยาง...”
“ขันทีผู้นั้นเป็นทูตของราชครูหยาง เขาออกหน้าให้ข้าเร่งออกเดินทางให้เร็วที่สุด ราชโองการนี้ไม่ต้องรับก็ได้ แต่คำสั่งของราชครูหยางไม่อาจไม่ทำ ต่อจากนี้ถ้าเจ้าเจอคนที่เกี่ยวข้องกับราชครูหยาง จะต้องระวังตัวเอาไว้ ห้ามล่วงเกินเด็ดขาด จงอย่าลืม!” เยวี่ยอ๋องกำชับอย่างละเอียด
“ลูกทราบแล้ว”
“ดีแล้ว เจ้าไปทำธุระเจ้าต่อเถอะ” เยวี่ยอ๋องโบกมืออย่างเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ก่อนจะกลับไปยังห้องเก็บตำรา
ลู่เซิ่งไม่ได้พูดอะไร หากหันไปมองทิศทางที่ขันทีคนนั้นจากไป
‘โลกใบนี้มีความลับมากมายจริงๆ...ระดับพลังไม่แน่ว่าจะต่ำกว่าโลกมารสวรรค์ จะต้องระวังตัวหน่อยแล้ว! คิดจะพลิกสถานการณ์ของอาณาจักร ดูเหมือนต้องวางแผนระยะยาว...’
เขานึกในใจ หลังจากยืนอยู่สักพัก จึงค่อยหมุนตัวไปยังตำหนักแยกของตน
หลังเข้าไปในตำหนัก หญิงรับใช้ด้านนอกก็หยุดนิ่ง นี่เป็นอาณาเขตที่ลู่เซิ่งห้ามไม่ให้คนอื่นๆ เข้าไป
เขาพลิกมือปิดประตูตำหนัก แล้วหมุนตัวเดินเข้าห้องนอน
กระเรียนขาวตัวน้อยที่สูงเท่าครึ่งคนตัวหนึ่งยืนก้มหัวดื่มน้ำอยู่ตรงมุมกำแพง พอเห็นลู่เซิ่งเข้ามา กระเรียนขาวก็เข้ามาคลอเคลียกับขากางเกงของเขาอย่างสนิทสนม
‘เวลาไม่รอแล้ว...’ ตอนแรกลู่เซิ่งอยากจะตั้งใจฝึกสัจวิชาให้ดี แต่สภาพการณ์ในตอนนี้ไม่อนุญาตให้เขาพัฒนาอย่างช้าๆ จริงๆ
อาณาจักรพร้อมจะล่มสลายได้ทุกเวลา ถ้าถึงเวลานั้นยังปกป้องครอบครัวของร่างจุติไม่ได้ คงจะอับอายขายขี้หน้าแล้ว
‘ดูเหมือน...ต้องโกงสักหน่อยแล้ว...’ เขาถอนใจเฮือกหนึ่ง
จากนั้นก็เดินไปปิดม่านข้างเตียง ก่อนจะหยิบดาบสั้นที่ยาวเท่าครึ่งคนเล่มหนึ่งออกมาจากบนผนังด้านใน
ฉึก!
ดาบถูกปักลึกลงไปในโต๊ะไม้และปักคาอยู่อย่างนั้น
‘สัจวิชากระเรียนพิสุทธิ์...ขอดูหน่อยเถอะว่ามีประโยชน์อะไรกันแน่’
ลู่เซิ่งที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะยื่นมือไปกดบนตัวดาบเบาๆ
ซู่...เงาแสงที่ยากบรรยายจุดหนึ่งกระจายออกมาจากบนตัวดาบอย่างบิดเบี้ยว
ในขณะเดียวกัน ด้านในห้องนอนพลันเกิดระลอกคลื่นโปรงแสงกระเพื่อมขึ้น
ระลอกคลื่นค่อยๆ กระจายออกไปรอบด้าน โดยมีตัวดาบเป็นศูนย์กลาง
เวลาผ่านไปทีละนิด ความเร็วในการขยายตัวของระลอกคลื่นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน
ลู่เซิ่งค่อยๆ หลับตาลง
ในตอนที่ระลอกคลื่นใกล้จะแตะโดนปลายจมูกของเขา เขาก็ยื่นมือไปแตะด้านหน้าอย่างฉับพลัน
ห้องสั่นไหวน้อยๆ ระลอกคลื่นสลายหายไป ค่ายกลลวงตาป้องกันพื้นฐานทำงาน ผ่านไปนานถึงเพียงนี้ เขาไม่ใช่ว่าไม่ได้ทำอะไรเลย
‘ดีปบลู’
อินเตอร์เฟซสีฟ้าเด้งขึ้นมาด้านหน้าลู่เซิ่งอย่างฉับพลัน
เขามองข้ามกรอบวิชามากมายด้านบนสุดของอินเตอร์เฟซ แล้วหยุดมองบนกรอบใหม่สุดทันที
[สัจวิชากระเรียนพิสุทธิ์: สำเร็จ พลังยุทธ์: 1 ปี (คุณสมบัติพิเศษ: น้ำหนักลดลง ความเร็วเพิ่มขึ้น สายตาดีขึ้น]
‘ขอดูหน่อยเถอะว่าสุดท้ายเนตรกำเนิดนี้จะมีประโยชน์อะไร’ ลู่เซิ่งกวาดตามองพลังอาวรณ์ที่เหลืออยู่แวบหนึ่ง เหลือไม่เยอะแล้ว จะต้องใช้ไปกับคมดาบ
ครั้นกดปุ่มปรับเปลี่ยน อินเตอร์เฟซก็สั่นไหวน้อยๆ
‘เรียนรู้สัจวิชากระเรียนพิสุทธิ์’
พลังอาวรณ์ค่อยๆ ไหลเวียนพร้อมกับพรั่งพรูกระจัดกระจายไปทั่วร่างลู่เซิ่ง
เมื่อใช้ความรู้ด้านมรรคายุทธ์และประสบการณ์ของลู่เซิ่งในตอนนี้เป็นคลังข้อมูล การเรียนรู้สัจวิชาพื้นฐานของสำนักกระเรียนพิสุทธิ์จึงง่ายดายเหลือแสน
เพียงแค่ไม่กี่อึดใจสั้นๆ กรอบก็ชัดเจนขึ้น ดีปบลูเรียนรู้ทิศทางการพัฒนาที่เหมาะสมที่สุดออกมาจากสัจวิชานี้โดยอัตโนมัติ
และถ้าหากวิชาได้รับการปรับปรุงจนเรียนรู้ไม่ได้อีก ค่อยยกระดับพลังยุทธ์โดยตรงแทน
.............................................
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น