661-665

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง ระบบโกงสกิล
บทที่ 661ถึง665
หินหนืดทั่วฟ้าโบยบินหมุนวนเหมือนกับแถบริ้วสีแดงชาด

ท้องฟ้าถูกควันดำจากหินหนืดรมควันจนกลายเป็นสีดำไปทั่ว ทำให้มองไม่เห็นสีฟ้าด้านหลัง

ร่างที่เหมือนกับภูเขาลูกย่อมๆ ของสัตว์ยักษ์สีดำหลายตัวที่รูปร่างเหมือนกระทิงแต่ปากกลับมีฟันแหลมงอกอยู่ หมอบอยู่บนพื้น ขณะเดียวกันก็ควานหาอาหารที่กินได้ไปทั่วบริเวณ

“ประตูถูกปิดอีกแล้ว...”

บนพื้นดินสีดำ ดวงตาของบุรุษที่มีร่างสูงห้าหมี่และมีเขาวัวโค้งงอสิบกว่าข้างติดอยู่ข้างแก้ม เปล่งประกายดวงดาวอันน่าอัศจรรย์ขณะจ้องมองหินหนืดกลางท้องฟ้า พร้อมกับกล่าวพลางถอนใจ

บุรุษสวมเกราะแบบกระโปรงสีดำ สะพายดาบใหญ่สองเล่มที่พาดเกี่ยวกันไว้ด้านหลัง บนตัวดาบมีควันไฟสีแดงเข้มนับไม่ถ้วนลอยขึ้นมาเป็นระยะ ถ้าหากเข้าไปมองควันนั้นใกล้ๆ ก็จะพบว่า นี่เป็นอณูเล็กๆ ที่เกิดจากการรวมกลุ่มของอักขระสีดำนับไม่ถ้วน

“อาตี๋เอิน เจ้าจะสังหารให้หมดสิ้นจริงๆ หรือ”

มีเสียงยิ่งใหญ่ดังมาไกลๆ

“ในฐานะจักรพรรดิรัตติกาลเหมือนกัน เจ้าควรจะเข้าใจว่าพวกเราไม่ควรสู้กันภายใน อนาคตของพวกเราและความฝันของพวกเราล้วนอยู่ด้านนอก! ด้านนอกจักรวาลแห่งนี้! จักรวาลของพวกเรากำลังจะตาย แต่ด้านนอกยังมีโลกอันงดงามจำนวนมากมายรอเราไปพิชิต” เสียงนั้นแฝงความกริ่งเกรงขลาดกลัวขณะอธิบาย

“แต่ก็ออกไปไม่ได้ การที่เราออกไปไม่ได้นั้นยุ่งยากมาก...” อาตี๋เอินเอ่ยอย่างราบเรียบ ดวงตาฉายแววผิดหวังขณะมองหินหนืดกลางท้องฟ้า

“ไม่เป็นไรหรอก ก่อนหน้านี้มีโลกด้านนอกเปิดทางเชื่อมของจักรวาลพวกเราแล้ว พวกเราได้ให้คนจดจำป้ายบอกทางมิติเวลาของเส้นทางไว้แล้ว! อีกไม่นาน! อีกไม่นานก็จะมีข้อมูลแล้ว”

บุรุษร่างสูงใหญ่ที่มีเปลวไฟสีทองลุกไหม้ทั่วร่างลอยอยู่กลางอากาศไกลออกไป พลางมองมาทางด้านนี้

“ครั้งก่อน ข้าเกือบจะออกไปสำเร็จแล้ว น่าเสียดายที่เส้นทางเล็กเกินไปและเวลาสั้นเกินไป ทำให้สูญเสียขุนพลไปไม่น้อยโดยไม่ได้อะไร! แต่รอบนี้ไม่เหมือนกัน! จั่วลาที่อยู่ใต้อาณัติของข้าจดจำป้ายบอกทางของจักรวาลในครั้งก่อนเอาไว้แล้ว!” บุรุษเปลวเพลิงกล่าวอย่างรวดเร็วด้วยเสียงเคร่งขรึม

“หือ เจ้าพูดจริงหรือ” อาตี๋เอินถามอย่างประหลาดใจ

“ใช่ ข้าไม่โกหกเจ้าหรอก นี่ไม่มีความหมายแม้แต่น้อย ต่อให้หลอกเจ้าก็ถ่วงเวลาได้นิดหน่อยเท่านั้น” บุรุษเปลวไฟเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ “จั่วลาช่วยข้าจดจำที่แห่งนั้นไว้แล้ว”

อาตี๋เอินเป็นบุรุษที่ได้รับฉายาว่าไร้คู่ต่อกรในโลกวิญญาณร้าย

ตอนแรกบุรุษเปลวเพลิงนึกว่าตนเองแข็งแกร่งเพียงพอแล้ว ต่อให้เผชิญกับคนที่แข็งแกร่งที่สุดในเรื่องเล่าขาน หากสู้ไม่ได้อย่างไรก็ยังหนีได้

น่าเสียดายที่เขาคำนวณผิดพลาดไป

ถ้าหากไม่ใช่เพราะจั่วลาที่เลื่อนขั้นเป็นจักพรรรดิรัตติกาลเหมือนกันช่วยเขาต้านไว้ ก่อนหน้านี้เขาคงถูกคลื่นหลงเหลือในตอนที่อาตี๋เอินสู้กับคนอื่นฉีกเป็นชิ้นๆ ไปแล้ว

อานุภาพของดาบเล่มนั้นทำให้เขาสูญเสียความทะเยอะทะยานที่จะต่อสู้เพื่อขยับขยายอิทธิพลไปโดยสิ้นเชิง ทุกวันนี้ขอแค่ป้องกันตัวได้ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว

“จั่วลาหรือ” อาตี๋เอินงุนงงเล็กน้อย “คนผู้นั้นไม่เลวจริงๆ สามารถต้านดาบข้าได้ครั้งหนึ่ง นับเป็นผู้เข้มแข็งในหมู่จักรพรรดิรัตติกาลได้แล้ว”

ตัวเขาทราบคุณสมบัติร่างของตัวเองดี ยิ่งสู้ยิ่งแกร่ง ยิ่งเสียเลือดก็ยิ่งแข็งแกร่ง และยิ่งเผชิญกับความตายก็ยิ่งแข็งแกร่งเช่นกัน

หากเสียสติก็จะแข็งแกร่งขึ้น หากอารมณ์ไม่ดีก็จะแข็งแกร่งขึ้น และหากอารมณ์ดีมากก็จะแข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน

โลกด้านนอกเรียกเขาว่าบุตรแห่งความโกลาหล

เป็นเพราะขอแค่ตกอยู่ในสภาพโกลาหล เขาก็จะแข็งแกร่งที่สุด พลังต่อสู้จะพุ่งทะยานขึ้นหลายสิบเท่าหลายร้อยเท่าในพริบตา ทั้งยังไม่ใช่เรื่องที่หายากอะไรเลยด้วย

เขาได้เอาชนะผู้ไร้เทียมทานตอนที่มีอายุสิบห้าปี พออายุสิบแปดปี ก็ไร้คู่ต่อกรในอาณาจักรวิญญาณร้าย

ปัจจุบันอายุยี่สิบปี เขาก่อความวุ่นวายไปทั่วโลกวิญญาณร้ายเพื่อตามหาผู้แข็งแกร่งที่สู้กับตนได้ แต่ก็ไม่มีประโยชน์

ต่อให้เป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดที่ได้ชื่อว่าจักรพรรดิรัติกาล ก็เป็นแค่ไก่ดินสุนัขกระเบื้องเมื่ออยู่ต่อหน้าเขาเท่านั้น

ร่างกายของเขาดูดซับพลังงานจากโลกภายนอกอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายเหมือนกับฟองน้ำ ทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม

เมื่อเวลาผ่านไป ก็มีคนเรียกเขาว่าผู้ทำลายล้าง

เป็นเพราะพลังในตัวแข็งแกร่งเกินไป แค่ยืนนิ่งๆ ก็ฆ่าสิ่งมีชีวิตในที่ที่เขาไปถึงเป็นนับไม่ถ้วนได้แล้ว

เหมือนกับเป็นพายุที่ฉีกสิ่งมีชีวิตทั้งหมดเป็นผุยผงได้ในทุกที่ที่ไป จนกระทั่งถึงตอนนี้ เขาถึงค่อยรู้จักเก็บพลังงานไว้ในร่าง

“ข้าไม่หลอกเจ้าหรอก รอสักครู่เถอะ ข้าส่งเจ้าไปยังจักรวาลแห่งอื่นได้ พลังของเจ้าแข็งแกร่งที่สุดในโลกวิญญาณร้ายก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะแข็งแกร่งที่สุดในจักรวาลอื่นๆ ที่นั่นมีผู้เข้มแข็งจำนวนเหลือคณานับ มีสัตว์โบราณ มีสัตว์ประหลาดน่ากลัวที่ใหญ่เท่าดาวเคราะห์ มีผู้เข้มแข็งอยู่ทุกรูปแบบ”

บุรุษเปลวเพลิงกล่าวด้วยน้ำเสียงยั่วเย้า

“...ก็ได้ อย่างนั้นข้าต้องรออีกนานแค่ไหน สามวันหรือ อย่างมากสุดสี่วัน ถ้าเจ้าส่งข้าออกไปไม่ได้ ข้าจะฆ่าเจ้าซะ” อาตี๋เอินเอ่ยอย่างเรียบเฉย

“ทำได้! ข้าทำได้แน่นอน!” บุรุษเปลวเพลิงกัดฟันพยักหน้า

...

ณ โลกรูปจิต

ลู่เซิ่งยืนอยู่ที่ชายขอบของโลกพลางมองหมอกดำด้านหน้าอย่างสงบ

หมอกดำนับไม่ถ้วนกำลังพลิกถอยหลังออกไปอย่างรวดเร็ว พื้นที่ของโลกรูปจิตกำลังขยายใหญ่

เขาสัมผัสได้ในทุกชั่วขณะว่า โลกใบนี้กำลังพองขยายอย่างรวดเร็ว

แม้จะบอกว่ามีขนาดเป็นหลายเท่าตัวของตอนแรก แต่ถ้าคำนวณอย่างละเอียด อย่างนั้นสามวันก่อนหน้านี้ ที่นี่ก็มีขนาดห้าร้อยกว่าเท่าของโลกในตอนแรกแล้ว

ตอนนี้ที่นี่ขยายเป็นหนึ่งพันกว่าเท่าของโลกในตอนแรก ทั้งยังอยู่ในระหว่างการขยับขยาย

เพียงแต่ว่าความเร็วในการขยายช้าลงเรื่อยๆ

‘เข้าใจแล้ว...’ ลู่เซิ่งมองดูหมอกสีดำขยายไปด้านหลังอย่างต่อเนื่อง จิตใจนึกเชื่อมโยงถึงการเปลี่ยนแปลงมากมายเมื่อก่อนหน้า และเข้าใจถึงจุดสำคัญแล้ว

“โลกรูปจิตจะขยายพื้นที่อย่างต่อเนื่องตามจำนวนสิ่งมีชีวิตที่อยู่ด้านใน...ยิ่งมีสิ่งมีชีวิตมากเท่าไหร่ โลกก็จะยิ่งใหญ่โตและแข็งแกร่งเท่านั้น’

ลู่เซิ่งหมุนตัวกลับมาเดินบนพื้นหญ้าสีเขียวมรกต

ไม่นานนัก เป็ดที่มีขนสีเทาตัวหนึ่งก็เดินมาด้านหน้าเขาแล้วหยุดยืนนิ่ง มองดูเขา

ลู่เซิ่งเพ่งมองเป็ดตัวนี้สักพัก

“เป็ดทั่วไปพบเห็นได้บ่อยๆ แต่เป็ดที่สูงสามเมตรกว่าๆ เกรงว่าจะมีแค่ที่นี่แล้ว...”

ครั้งก่อนเขาโยนสัตว์เล็กๆ และแมลงเล็กๆ ส่วนหนึ่งเข้ามาในทีเดียว ตอนนี้เป็นเพราะการปกคลุมเปลี่ยนแปลงของจานประกายโรจน์ ไม่เพียงแต่ภูมิประเทศและสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เท่านั้น แม้แต่สัตว์ธรรมดาเหล่านี้ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงชนิดพลิกฟ้าพลิกดินเช่นกัน

ลู่เซิ่งทิ้งเป็ดตัวนี้เอาไว้ แล้วเดินไปยังทางเขตอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต

ไม่นานนักผืนดินก็สั่นไหว ไส้เดือนตัวหนึ่งที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางสิบกว่าเมตรยาวหลายร้อยเมตรมุดออกมาจากพื้นดินอย่างฉับพลัน แล้วพุ่งผ่านตัวลู่เซิ่งขึ้นไปวาดเป็นเส้นโค้งงดงามกลางอากาศ ก่อนจะมุดเข้าไปในพื้นดินอีกจุดหนึ่งแล้วหายไปอย่างรวดเร็ว

จากนั้นเต่าทองที่ขนาดเหมือนกับเกาะเล็กๆ ก็กระพือปีกยักษ์บินหาอาหารไปทั่วอากาศ

ไก่ตัวผู้ที่สูงมากกว่าพันเมตรบินมาต่อสู้กับเต่าทอง

สัตว์ยักษ์ขนาดมโหฬารทั้งสองสู้กันอย่างบ้าคลั่งจนแม้แต่ลู่เซิ่งก็ต้องหยุดเพื่อชมอยู่ครู่หนึ่ง

เขานึกไม่ถึงโดยสิ้นเชิงว่าโลกรูปจิตของตัวเองจะเปลี่ยนแปลงไปมากมายปานนี้ในเวลาแค่สามวัน

สัตว์ปีกกับพวกแมลงในตอนแรกตัวใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนกับเป่าลมเข้าไป สิ่งที่ระบบกฎเกณฑ์ของฐานศิลาทั้งเก้านำมาเน้นไปทางพลังทั้งหมด

นี่ทำให้สัตว์และแมลงไปจนตลอดจิตวิญญาณของมนุษย์ที่เขาโยนเข้ามาในนี้ ต่างก็เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางของพลังเพียงอย่างเดียว

ไม่นานนักลู่เซิ่งก็ไปถึงอาณาเขตใจกลาง อันเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญา

สิ่งก่อสร้างในเมืองทั้งเมืองสามารถเห็นได้ชัด คนเดินกันขวักไขว่บนถนน แต่เทียบกับสัตว์แล้ว พวกเขาไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงทางรูปร่าง เพียงแต่เปลี่ยนแปลงลักษณะกล้ามเนื้อเท่านั้น

ไม่ว่าชายหรือหญิง ต่างเดินไปเดินมาในเมืองด้วยกล้ามเนื้อกำยำ

แต่ถ้าแค่มองรูปร่าง พวกเขาไม่ได้ตัวใหญ่เท่าไหร่ ทว่าหากเข้าใกล้ก็จะสัมผัสได้ว่าพลังที่แฝงอยู่ในตัวพวกเขาจะต้องเหนือกว่าสัตว์ป่าขนาดมโหฬารด้านนอกอย่างแน่นอน

ก่อนหน้านี้ลู่เซิ่งได้ดูดกลืนจิตวิญญาณคนที่มีโทษมากกว่าหมื่นคนในโลกด้านนอกแล้วโยนเข้ามาในนี้ เพื่อทำลายเนตรแห่งเทพให้หมดสิ้น

ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นจิตรกรผู้เป็นสาวกที่ซื่อสัตย์ของเนตรแห่งเทพ แต่เป็นเพราะกาลเวลาในโลกรูปจิตดำเนินเร็วยิ่ง ใช้เวลาเพียงแค่สามวัน ที่นี่ก็วิวัฒนาการไปแล้วหลายปี

สิ่งที่ทำให้เขานึกไม่ถึงก็คือ ตอนแรกโลกรูปจิตมีประชากรแค่สองสามหมื่นคนเท่านั้น แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นหนึ่งแสนกว่าคนแล้ว

แม้ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กทารก แต่พอคลอดเด็กทารกเหล่านี้ออกมา โลกรูปจิตถึงกับเสถียรขึ้นกว่าเดิมและมีพื้นที่กว้างใหญ่มากกว่าเดิม

เพียงแต่สิ่งที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยก็คือ เด็กทารกที่เพิ่งเกิดมาเหล่านี้จะบึกบึนถึงขีดสุด

ลู่เซิ่งคอยสังเกตในที่ลับ พอทารกที่แข็งแกร่งที่สุดเกิดออกมาได้สามวันก็จะถูกพ่อแม่ทิ้งในป่าทันที พวกเขาสามารถฆ่าเสือดาวสองตัวด้วยมือข้างเดียว ทั้งยังกระทืบช้างสี่ตัวจนตาย และใช้ฟันฉีกทึ้งเสือยักษ์ขนขาวสิบกว่าตัวเป็นชิ้นๆ ได้แล้ว

ภายหลังเพราะเกือบทำลายระบบนิเวศน์ จึงถูกคนเก็บออกมา ความแข็งแกร่งของพลังต่อสู้ทำให้เขาหมดคำพูดโดยสิ้นเชิง

‘ถึงแม้คนที่แข็งแกร่งที่สุดใหมู่คนเหล่านี้จะมีแค่ระดับอสรพิษ แต่อย่างไรก็ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี’ ลู่เซิ่งสำรวจอย่างละเอียดอีกสักพัก ไม่นานก็พบว่า สิ่งมีชีวิตในโลกรูปจิตเหล่านี้ค่อยๆ กลายเป็นระบบนิเวศน์ทางธรรมชาติที่สมบูรณ์แล้ว

‘ถ้าเป็นแบบนี้ ขอแค่มีเวลาเพิ่มอีกนิด ให้พวกเขาพัฒนาอีกสิบกว่ายุคสมัย ลืมความเคียดแค้นให้หมด เราก็จะใช้ทุกอย่างได้โดยสมบูรณ์’

จากนั้นลู่เซิ่งก็ออกจากโลกรูปจิตกลับมายังโลกจิตรกรอีกครั้ง

เขาในตอนนี้ที่เป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ได้รวบรวมสิ่งของที่รวบรวมจากที่นี่ได้มาจนหมดสิ้นแล้ว

อาจเป็นเพราะระดับของโลกต่ำเกินไป ครั้งนี้เขาถึงไม่ได้รับพลังอาวรณ์มากเท่าไหร่ พลังอาวรณ์ที่ดูดซับได้จากวัตถุโบราณทั้งหมดมีแค่ไม่กี่พันเท่านั้น

แต่เขาได้จดจำเส้นทางการฝึกฝนของจิตรกรเป็นการเฉพาะเพื่อนำไปแลกเปลี่ยนกับสมาคมธวัชเหล็กแล้ว โดยเตรียมจะนำไปขายแลกเปลี่ยนเป็นทรัพยากร

ในเวลาครึ่งปีต่อจากนั้น ลู่เซิ่งจัดการการพัฒนาของตระกูลจัวอย่างละเอียด ทั้งยังรักษาร่างกายให้แก่จัวซือชิ่งจนหายดี ส่วนตัวเองแอบไปอยู่หลังฉาก เนตรแห่งเทพก็ดี เขี้ยวแห่งมารก็ดี มีคนสองคนที่เขาคัดเลือกด้วยตัวเองเป็นผู้ควบคุม

จากนั้นหลังจากวางสถานการณ์และจัดการเรื่องราวอื่นๆ เรียบร้อยแล้ว เขาก็เลือกกลับบ้าน

ลู่เซิ่งจะกลับไปทะลวงขอบเขตลวงตาที่โลกมารสวรรค์ นี่เป็นแผนการที่เขาได้กำหนดไว้แต่แรก

ศักยภาพของโลกจิตรกรไม่เหลือสิ่งใดให้ขุดค้นอีกต่อไป เขารออยู่อีกครึ่งเดือนพร้อมกับใช้โลกรูปจิตกลืนกินร่างวิญญาณของดินโคลน น้ำทะเล และก้อนหินไปไม่น้อยเพื่อปรับปรุงโลกรูปจิต จากนั้นจึงค่อยเริ่มติดตั้งค่ายกลเพื่อกลับบ้าน

...

ด้านในห้องลับที่โอ่โถงและมืดสลัว

ลู่เซิ่งที่สวมใส่แค่กางเกงขายาวสีขาวนั่งขัดสมาธิอยู่กลางห้องลับ จานทรงกลมกึ่งโปรงแสงที่เหมือนกับจันทร์เพ็ญหมุนอยู่ด้านหลังอย่างช้าๆ

บนจานกลมนี้แสดงตราสัญญะเก้าชนิด

พิษร้าย ไฟหยิน และวารีลี้ลับแยกกันยึดครองสามจุด สามจุดนี้อยู่ตรงข้ามกัน หากลากเส้นตรงเชื่อมกันจะเป็นทรงสามเหลี่ยม

ส่วนที่เหลือเป็นตราสัญญะสีเหลืองอ่อนที่เป็นตัวแทนพลัง

จานกลมก็คือจานประกายโรจน์ พลังจิตวิญญาณของลู่เซิ่งในตอนแรกเพิ่มถึงขีดสูงสุดตั้งแต่แรกแล้ว

ทว่าหลังจากที่วางรากฐานในโลกรูปจิตและดูดซับสิ่งมีชีวิตเข้าไปเป็นจำนวนมากเรียบร้อย พลังจิตวิญญาณของเขาก็เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ

ปริมาณโดยรวมของจิตวิญญาณเริ่มเพิ่มขึ้น คุณภาพเกิดการยกระดับที่แตกต่างกัน

ลู่เซิ่งทราบว่า นี่ก็คือการเปลี่ยนแปลงในขอบเขตลวงตา ตั้งแต่เจ้าแห่งอาวุธถึงขอบเขตลวงตา เป็นการยกระดับเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ในดาวเคราะห์ถึงขอบดวงดาว

ย่อมไม่อาจทำสำเร็จได้ในทันที

นอกจากนั้นเป็นเพราะกฎอื่นๆ ในโลกรูปจิตของเขาส่วนใหญ่อยู่ใกล้ระดับตราสัญญะ จึงทำให้โลกสมบูรณ์ขึ้นเรื่อยๆ หากดูผ่านๆ จะไม่แตกต่างกับโลกภายนอกเท่าไหร่

นี่ทำให้โครงสร้างโลกรูปจิตของเขามั่นคงอย่างยิ่ง

              ..............................................
โลกรูปจิตเหมือนกับผ้าผืนหนึ่ง กฎเหมือนกับเส้นเส้นหนึ่ง ส่วนเหล่าสิ่งมีชีวิตเหมือนกับเศษผ้าเล็กๆ จำนวนมาก

ยิ่งมีกฎมาก เศษผ้าเล็กๆ ที่เย็บได้ก็จะยิ่งมีมาก ผ้าผืนใหญ่จะหนาหนักขึ้นเรื่อยๆ

ตอนนี้ลู่เซิ่งเป็นแบบนี้ ส่วนโลกรูปจิตมารสวรรค์ทั่วไปมีการกล่าวถึงในเคล็ดโปรยน้ำค้างกลางสวนบูรพาในสารทฤดูอยู่แล้ว

ขอบเขตลวงตาแบ่งเป็นสามระดับ ระดับแรก โลกรูปจิตมารสวรรค์จะรองรับสิ่งมีชีวิตได้สามร้อยถึงห้าร้อย

ระดับสองรองรับได้ราวสองสามพัน

ระดับสามรองรับได้หลายหมื่นหรือมากกว่านั้น ถึงจจะนับได้ว่าเกิดวัฏจักรของตัวเอง

แต่ลู่เซิ่งไปถึงระดับสามตั้งแต่แรกเริ่ม

เขามีกฎที่บรรลุในโลกรูปจิตมากเกินไป กฎทุกกฎของคนทั่วไปต้องใกล้เคียงกับระดับตราสัญญะ ต้องทำความเข้าใจหลายปีหรือหลายสิบปีเป็นอย่างต่ำ

แต่เขาทำความเข้าใจกฎหลายร้อยกฎในพริบตา หากแปลงเป็นขอบเขตลวงตาของคนอื่นๆ นี่เท่ากับไม่ต้องฝึกฝนเป็นเวลาหลายพันปี

ในช่วงเวลาต่อจากนั้น ลู่เซิ่งปรับเปลี่ยนและติดตั้งโครงสร้างสมบูรณ์ของโลกรูปจิตตามเคล็ดโปรยน้ำค้างกลางสวนบูรพาในสารทฤดูไปพลาง เตรียมค่ายกลกลับบ้านพลาง

หลังจากวางฐานศิลาทั้งเก้าเรียบร้อยแล้ว วิชามายาพิศวงอย่างเคล็ดโปรยน้ำค้างกลางสวนบูรพาในสารทฤดูก็เลื่อนไปถึงระดับสาม และเข้าสู่ระดับสี่ระดับห้าอย่างรวดเร็วหลังจากลู่เซิ่งดูดซับสิ่งมีชีวิตเข้าไป

พอสิ่งมีชีวิตเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นวัฏจักรธรรมชาติ เคล็ดวิชานี้ก็เลื่อนสู่ระดับที่ห้าโดยอัตโนมัติ

ความจริงหน้าที่หลักๆ ที่วิชานี้ส่งผลต่อลู่เซิ่งยังอยู่ที่วิธีการสร้างระบบวัฏจักรธรรมชาติของโลกรูปจิตโดยทำให้พลังจากโลกด้านนอกหลอมรวมเข้าสู่โลกรูปจิต แต่ไม่ส่งผลเสียต่อสิ่งมีชีวิตกับโครงสร้างด้านใน

ส่วนต่อจากนั้นคือการยกระดับจานประกายโรจน์ โดยทำให้ตราสัญญะทั้งหมดรวมเป็นหนึ่งจนเกิดเป็นเทวลักษณ์หนึ่งเดียวของตัวเอง จากนั้นก็ใช้สิ่งนี้สร้างวัฏจักรการเกิดการตายในโลกรูปจิต

แต่ว่าขั้นตอนนี้ยากลำบากสุดขีด ลู่เซิ่งทดลองหลอมรวมตามเคล็ดวิชาดู แต่ก็ล้มเหลวหลายครั้ง

อัตราความสำเร็จต่ำสุดขีด

หนำซ้ำเหมือนยังต้องการพลังจิตวิญญาณของตนเองที่แข็งแกร่งถึงขีดสุดด้วย ทุกอย่างจึงกลับไปสู่บนเส้นทางเริ่มต้น

ยกระดับจิตวิญญาณ และหลอมรวมพลังจิตวิญญาณจำนวนมาก!

ลู่เซิ่งเข้าใจแล้วว่าเหตุใดผู้เข้มแข็งขอบเขตลวงตาถึงยังคงจุติต่อไป

ที่แท้วิธีการนี้ยังคงมีผลต่อขอบเขตลวงตา การเลื่อนถึงระดับขอบเขตลวงตาหมายความว่าได้ยกระดับโครงสร้างชีวิตของตัวเองและทำลายพันธนาการการยกระดับไปแล้วเท่านั้น

เวลาสามเดือนผ่านไปในพริบตา...

ซู่...ซู่...ซู่...

เส้นพลังงานสีแดงเข้มหลายสายเรืองรองและเส้นแสงไหลเวียนอยู่ในเส้นสายค่ายกลบนพื้น

ลู่เซิ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ตรงกลางค่ายกลโดยกำอัญมณีทรงรีที่เหมือนกับเพชรเอาไว้ก้อนหนึ่ง พลังงานสีแดงเข้มหลายสายถูกดึงออกมาจากด้านในอัญมณีอย่างต่อเนื่อง

ลู่เซิ่งเคลื่อยย้ายตำแหน่งอัญมณีตลอดเวลา เพื่อให้เส้นสายพลังงานที่ไหลออกมาเร็วและสมดุลกว่าเดิม

‘ครั้งนี้หลังจากกลับไปเลื่อนระดับ ก็จะไปยังดาวปรภพได้สักที’

ผู้เข้มแข็งขอบเขตลวงตา ต่อให้เป็นสถานที่ที่มีผู้เข้มแข็งรวมตัวกันอย่างนครตราชั่ง ก็ยังเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งอันดับสองซึ่งมีจำนวนไม่มากอยู่ดี

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงชนบทอย่างระบบดาวปรภพ ตอนที่อยู่ในต้าอิน หากมีขอบเขตลวงตาโผล่มาสักคน นอกจากคนกลุ่มเล็กๆ ที่แข็งแกร่งที่สุดใต้อาณัติของมารดาแห่งความเจ็บปวดลงมือแล้ว คนอื่นๆ ล้วนสู้ไม่ได้

ทว่าอาณาเขตในสังกัดของมารดาแห่งความเจ็บปวดใหญ่ปานนั้น แถมยังมีดาวเคราะห์ไม่น้อย ต่อให้มีขอบเขตลวงตาดูแลดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง แต่ว่าต้าอินก็เป็นแค่เขตเล็กๆ เขตหนึ่งบนดาวปรภพเท่านั้น

หากชั่งน้ำหนักดู สามารถมีเจ้าแห่งอาวุธได้ก็นับว่าต้าอินรุ่งเรืองสุดขีดแล้ว

ลู่เซิ่งเชื่อว่าขอแค่ตัวเองกลับไปเดินเล่นโดยไม่หาที่ตายเอง เรื่องแบบนี้น่าจะทำได้สบายๆ

นอกจากนั้นก่อนหน้านี้เขายังได้ไหว้วานให้หมี่ก่วงอิงไปรับคนแทนตนแล้ว หมีก่วงอิงที่เป็นขอบเขตลวงตาเหมือนกัน มีลุงในระดับมายาพิศวงอยู่เบื้องหลัง พลังจึงยิ่งใหญ่กว่าเขามาก น่าจะไม่เกิดปัญหาอะไร

ชิ้ง!

ทันใดนั้นมีร่องแยกสีเทาสายหนึ่งกางออกเหนือศีรษะลู่เซิ่ง

เขามองยังไม่มอง ร่างกายหดเล็กลงจนมีขนาดเท่าแตงโม จากนั้นก็พุ่งเข้าไปในร่องแยกสีเทาดังฟิ้ว พร้อมกับหายสาปสูญไป

ในกระแสวังวนมิติเวลาสายรุ้งที่บิดเบี้ยว ลู่เซิ่งหดตัวเป็นก้อน ร่างกายลอยไปด้านหน้าอย่างต่อเนื่องโดยที่ด้านหลังมีแรงผลักดันจากค่ายกล

ทว่าครั้งนี้แตกต่างจากหลายครั้งก่อนหน้า ลู่เซิ่งสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า บนร่างของตนเองมีแสงอ่อนๆ สีรุ้งชั้นหนึ่งกระจายออกมาโดยอัตโนมัติเพื่อป้องกันการรุกล้ำของแสงรุ้งรอบนอก

ขณะเดียวกันเขาเองก็สัมผัสได้ว่า พลังจิตวิญญาณอันมหาศาลของตนกำลังหายไปด้วยความเร็วสูงในขณะที่แสงสีรุ้งชั้นนี้ก่อตัว

‘นี่หมายความว่าเราเดินทางข้ามกระแสวังวนมิติเวลาได้โดยตรงแล้วอย่างนั้นเหรอ’ ลู่เซิ่งงุนงง ยังไม่รอให้เขาได้สติ ตรงหน้าก็เป็นห้องในเรือนของตัวเองที่นครตราชั่งแล้ว

เพิ่งจะนั่งนิ่ง ขอบของร่องแยกบนศีรษะของเขาก็เริ่มหดตัวด้วยความเร็วสูง

ลู่เซิ่งนั่งขัดสมาธิในค่ายกลใหญ่และเข้าสู่โลกรูปจิตในทันที เขาต้องการดูว่าการข้ามมิติในครั้งนี้ทำให้สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ปรับตัวเข้ากับกฎของโลกได้หรือไม่

โลกรูปจิตสงบเรียบร้อยดี

ไม่ได้สนใจการเปลี่ยนแปลงใหญ่ของกฎในโลกด้านนอกแม้แต่น้อย นี่สร้างความวางใจให้แก่ลู่เซิ่งเล็กน้อย

เขาสัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงทางคุณสมบัติตั้งแต่ระดับเจ้าแห่งอาวุธถึงขอบเขตลวงตาได้ตลอดเวลา นอกจากกายเนื้อแล้ว ก็มีคลื่นเล็กๆ หลายสายปรากฏในโลกรูปจิตอย่างเลือนราง

คลื่นสายนี้เป็นควันลวงเทพที่จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติหลังจากผู้เข้มแข็งไปถึงขอบเขตลวงตา

ตามบันทึกในวิชา ลู่เซิ่งใช้ของขลังที่ทำขึ้นพิเศษชนิดหนึ่งรวบรวมคลื่นเหล่านี้ หลังจากใช้ไฟหยินหลอมสร้างแล้ว ค่อยวางกลับไปในโลกรูปจิตใหม่

เมื่อเป็นแบบนี้ก็จะทำให้การหลอมสร้างควันลวงเทพสำเร็จ ทั้งยังถือเป็นสมาชิกของขอบเขตลวงตาอย่างแท้จริง

นี่เป็นจุดสำคัญที่ทำให้ผู้เข้มแข็งขอบเขตลวงตาแตกต่างจากเจ้าแห่งอาวุธ เกิดว่าถูกลากเข้าไปในโลกรูปจิตของขอบเขตลวงตา นอกจากระดับเดียวกัน ไม่อย่างนั้นเมื่อเจอควันลวงเทพเข้า พอเข้าไปเสร็จแล้วก็จะสูญเสียความทรงจำ แล้วกลายเป็นสิ่งมีชีวิตในโลกรูปจิตอย่างว่าง่ายทันที นับแต่นั้นจะลืมเลือนทุกสิ่ง ลืมเลือนอดีต และใช้ชีวิตอยู่ในนั้นอย่างสงบสุข

จนกระทั่งผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ ครั้นจัดการเรื่องราวทุกอย่างจนเรียบร้อยดีแล้ว ลู่เซิ่งค่อยได้รับข่าวจากหมี่ก่วงอิง

...

“ถูกขวางไว้หรือ”

ลู่เซิ่งนิ่วหน้าขณะอ่านจดหมายในมือ รู้สึกหงุดหงิดใจอยู่บ้าง

เงาลวงของหมีก่วงอิงลอยออกมาจากจดหมาย

“กฎเกณฑ์ตาข่ายดำของมารดาแห่งความเจ็บปวดกางอยู่ใกล้ๆ ดาวปรภพที่สาม ป้องกันไม่ให้สิ่งมีชีวิตใดๆ เข้าออก ข้ากับสหายไม่กล้าทะลวง ได้แต่รอคอยอยู่รอบนอก เพียงแต่รอมานานขนาดนี้ก็ยังเข้าไปไม่ได้อยู่ดี”

“เป็นเพราะความขัดแย้งกับสำนักนทีครามหรืออย่างไร” ลู่เซิ่งถามกลับ

“ใช่ ก่อนหน้านี้สำนักนทีครามเคยบั่นเศียรไปหลายครั้ง ฆ่าขุนพลขอบเขตลวงตาใต้สังกัดมารดาแห่งความเจ็บปวดไปหลายคน กลุ่มทัพเบื้องล่างยิ่งบาดเจ็บล้มตายสาหัส ทั้งยังเสียดาวเคราะห์ไปแล้วสองดวง” หมีก่วงอิงกล่าวอย่างจนปัญญา นางที่ไม่อาจทำเรื่องที่รับปากดิบดีให้สำเร็จลงได้ก็ไม่พอใจเช่นกัน

“นอกจากฎเกณฑ์ตาข่ายดำแล้ว ยังมีวิธีอะไรที่ใช้เข้าออกดาวปรภพที่สามได้อีกหรือไม่” ลู่เซิ่งถามต่อ

“นึกไม่ออก” หมีก่วงอิงส่ายหน้า “ทว่าดาวปรภพที่สามถือเป็นหนึ่งในดาวเคราะห์แกนหลักของมารดาแห่งความเจ็บปวดแล้ว สิ่งที่สูญเสียไปก่อนหน้านี้ล้วนเป็นดาวเคราะห์รอบนอก คาดว่านอกจากสงครามใหญ่ ที่นี่ไม่น่าจะเจออันตรายอะไรอีก”

ลู่เซิ่งเงียบเสียง แม้จะรู้เหตุผล แต่ไม่ว่าอย่างไรครอบครัวและบริวารก็ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของคนอื่นๆ เขาจึงยังไม่วางใจ

“ถ้าหากฝืนทะลวงไปจะเกิดผลลัพธ์อะไรขึ้น” หลังเงียบลงสักพักเขาก็ถามต่อทันที

หมีก่วงอิงงุนงงก่อนจะตอบทันที “กลไกเตือนภัยจะแจ้งเตือน ขุนพลประจำการของมารดาแห่งความเจ็บปวดจะนำทัพออกศึก ถ้าหากพวกเราจัดการปัญหาได้ในหนึ่งชั่วยาม ก็จะไม่ถูกขุนพลขอบเขตลวงตาที่จะตามมาล้อมเอาไว้”

เดิมทีนางไม่ใช่คนแถวนี้ ดังนั้นต่อให้ล่วงเกินมารดาแห่งความเจ็บปวดไปก็หาเป็นไรไม่ แถมพอทำเสร็จแล้วก็ยังได้ชดใช้บุญคุณอีกต่างหาก นอกจากนี้นางก็สามารถกลับผ่านค่ายกลส่งตัวของสมาคมธวัชเหล็กได้โดยตรงด้วย นางจึงกล่าวได้อย่างสบายๆ

“หนึ่งชั่วโมงอย่างนั้นหรือ” ลู่เซิ่งใคร่ครวญ

“เจ้าต้องคิดให้ดีนะ ครั้งนี้ไปรับคน มารดาแห่งความเจ็บปวดจะต้องพบแน่ ต่อจากนั้นจะเป็นการเปิดเผยตัวตนของตัวเองอย่างสมบูรณ์ ถ้าหากเจ้าไม่แน่ใจว่าตัวเองรับผลพวงที่ตามมาได้หรือไม่ เช่นนั้นก็อย่าเคลื่อนไหวจะดีกว่า” หมีก่วงอิงเตือนด้วยเจตนาดี

“ข้าทราบความหมายที่ท่านว่า แต่ว่าเวลาไม่คอยคน...” ลู่เซิ่งเอ่ยพลางขมวดคิ้ว

“ข้ากลับมีวิธีอยู่” หมีก่วงอิงยิ้ม

“หือ ท่านลองบอกดู” ลู่เซิ่งนึกฉงน อีกฝ่ายไม่ใช่คนในเขตดาวเขตนี้ จะหาวิธีอะไรดีๆ ได้กัน

“บนตัวเจ้ามีเมล็ดแห่งสายน้ำสีชาดอยู่ไม่ใช่หรือ น่าจะเข้าร่วมกับสาวกจันทราแดงแล้วกระมัง ลัทธินอกรีตจันทราแดงไม่ใช่ขุมกำลังที่จะหาเรื่องได้ง่ายๆ ถ้าหากเจ้าไต่ไปถึงตำแหน่งเจ้าลัทธิหรือตำแหน่งที่อยู่ต่ำกว่าผู้ปกครองหนึ่งขั้นได้ ก็จะรับคนไปได้อย่างง่ายดายเหมือนปลอกกล้วยเข้าปากเชียวล่ะ” หมีก่วงอิงพูดพร้อมกับยิ้ม

“เจ้าอาจจะไม่รู้ ลัทธินอกรีตจันทราแดงมีอยู่ทั่วทุกที่ บางคนเล่าว่าพวกเขามีความเกี่ยวข้องกับรากแห่งความว่างเปล่าในเทพนิยายอยู่บ้าง เป็นหนึ่งในขุมกำลังที่ลึกลับที่สุดของจักรวาลมารสวรรค์เรา อย่าว่าแต่มารดาแห่งความเจ็บปวด ต่อให้เป็นสัตว์โบราณเผ่าใหญ่ก็ไม่กล้าหาเรื่องลัทธิชั่วร้ายนี้”

ลู่เซิ่งจิตใจหวั่นไหว

“เดี๋ยวข้าจะลองดู” หลังจากเขาเข้าร่วมกับสาวกจันทราแดง ก็ยังไม่ได้หลอมรวมเข้าไปด้านในอย่างแท้จริงมาก่อน

เพียงแค่ไปเข้าร่วมการชุมนุมเป็นบางครั้งบางคราวเท่านั้น แต่การชุมนุมไม่ได้มีเรื่องใหญ่อะไร

ตอนนี้ได้ยินหมีก่วงอิงเล่า ที่แท้ลัทธินี้ก็มีที่มายิ่งใหญ่ทีเดียว

ลัทธิที่เห็นอะไรก็เป็นเงินไปหมดนี้ ดูเหมือนจะไม่ได้เข้าร่วมอย่างสูญเปล่าแล้ว

“ตกลง ข้าจะลองดู ถ้าหากพวกท่านไม่มีเรื่องอะไรก็กลับเถอะ ครั้งนี้ลำบากพวกท่านแล้ว ถือว่าใช้คืนน้ำใจข้าครั้งหนึ่ง”

“คิดมากไปแล้ว ครั้งนี้ไม่ได้ช่วยอะไรเจ้าสักอย่าง ไม่นับ” หมีก่วงอิงหงุดหงิดเล็กน้อย “อย่างไรข้าก็ติดค้างเจ้าสองครั้ง รออยู่นี่ก่อนก็แล้วกัน เจ้ามีอะไรสามารถเรียกข้าได้เลย”

“ได้!”

ลู่เซิ่งพยักหน้าแล้วตัดการติดต่อกับหมีก่วงอิง

หลังจากตัดการติดต่อแล้ว เขาก็ยกมือขึ้น เมล็ดแห่งสายน้ำสีชาดยังอยู่บนแขนท่อนปลาย

‘จะว่าไป ปีนี้เรายังไม่ได้ทำการช่วยเหลือไล่ล่าเลยนี่นา ในเมื่อคิดจะยกระดับตำแหน่งในลัทธิ ตอนนี้ก็ควรเริ่มลงมือได้แล้ว’

การอาศัยชื่อของสาวกจันทราแดงลงมือฆ่าคน ต่อให้เป็นนครตราชั่งก็ทำอะไรไม่ได้

พอตัดสินใจได้ก็ทำทันที ลู่เซิ่งกดลงบนเมล็ดแห่งสายน้ำสีชาด

แวบ!

จอกว้างทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าดีดออกมาลอยอยู่กลางอากาศด้านหน้าเขา ข้อมูลมากมายกะพริบอยู่บนจออย่างแน่นขนัด

บางข้อมูลเพิ่งโผล่มาก็หายไปทันที บางข้อมูลหยุดอยู่ที่เดิมไม่ขยับเขยื้อน

ลู่เซิ่งลองดูเล่นๆ ด้านบนคือการช่วยเหลือไล่ล่าหลากหลายประเภทและข้อมูลชนิดต่างๆ เช่นการซื้อขายแลกเปลี่ยน ยุ่งเหยิงกว่าสมาคมธวัชเหล็ก ทั้งยังไม่มีคุณสมบัติจัดเรียงคัดสรร ทำให้หยาบกว่ามาก

เขาค้นหาดูเล็กน้อย ก่อนจะเจอภารกิจช่วยเหลือไล่ล่าสองสามภารกิจบนจอ

ภารกิจประเภทนี้หยุดอยู่ที่เดิมมาโดยตลอด ส่วนใหญ่เป็นการไล่ล่าสมาชิกในขุมกำลังใหญ่ๆ

ส่วนน้อยเป็นการฆ่าล้างแค้น

ภารกิจที่ง่ายๆ เพิ่งโผล่มาก็ถูกแย่งไปทันที ลู่เซิ่งหาอยู่ครึ่งวัน ค่อยแย่งภารกิจฆ่าล้างแค้นที่เหมาะกับตัวเองมากมาได้หนึ่งภารกิจอย่างยากลำบาก

‘มีสมาชิกสูญหายใกล้ๆ สำนักนทีคราม บุตรลัทธิคนหนึ่งออกเคลื่อนไหวแล้ว ต้องการสมาชิกลัทธิอย่างน้อยห้าคนร่วมมือกัน’

สมาชิกลัทธิเป็นสาวกจันทราแดงระดับต่ำสุด นี่เป็นแค่คำเรียกในลัทธิเท่านั้น

ส่วนบุตรลัทธิเป็นยอดฝีมือหรือหัวหน้ากลุ่มย่อยที่อยู่เหนือกว่าสาวกขั้นหนึ่ง

สูงขึ้นไปกว่านี้คือหัวหน้าลัทธิ จากนั้นค่อยเป็นเจ้าลัทธิ

การกลายเป็นสมาชิกลัทธิทั่วไปในสาวกจันทราแดงไม่มีปัญหาอะไร แต่หากคิดจะยกระดับ ถ้าไม่มีเงินพิเศษ อย่างนั้นก็ต้องแข็งแกร่งเป็นพิเศษ

“พลังของเราเลื่อนระดับพอดี ออกไปทดลองดูหน่อยว่าจะหาของดีๆ ได้ไหม” สาวกจันทราแดงมีพฤติกรรมแบบใด บอกว่าห่านป่าผ่านทางจับมาถอนขนจนไม่เหลือยังน้อยไป ขณะที่ช่วยเหลือไล่ล่า จุดสำคัญย่อมเป็นการหาเงิน

              ..............................................
ดาวชมภูผาตั้งอยู่ใกล้นครตราชั่ง เป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่งท่ามกลางสามดวงอาทิตย์สิบเก้าดวงดาวที่อยู่ใกล้ที่สุด

ดาวชมภูผาที่อาบอยู่ในแสงของดาวฤกษ์สามดวงเหมือนกัน มีความหรูหราและรุ่งเรืองที่แตกต่างจากดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ โดยสิ้นเชิง

เผ่าพันธุ์ทั้งหมดสามสิบเจ็ดเผ่าพันธุ์รวมตัวกันเป็นสาธารณรัฐขนาดมหึมา เพียงแต่หลังจากสาธารณรัฐได้รับนครตราชั่งเข้ามาอยู่ในอาณาเขตด้วยตั้งแต่หลายปีก่อน มันก็กลายเป็นสมาชิกภายใต้ธงสมาคมการค้าไอลา

ลู่เซิ่งเตรียมตัวเรียบร้อยในวันต่อมา เขาเปลี่ยนมาสวมเสื้อคลุมตัวยาวของสาวกจันทราแดงที่โดดเด่น ก่อนจะไปยังลานชุมนุมที่อยู่ใกล้ที่สุด

ตรงนั้นมีคนรอรับการส่งตัวตั้งแต่แรกแล้ว สาวกจันทราแดงมีระบบส่งตัวที่สมบูรณ์เป็นของตัวเอง โดยใช้เมล็ดแห่งสายน้ำสีชาดเป็นตัวกระตุ้น สามารถไปถึงสถานที่ใดๆ ในระบบดาวได้อย่างสบายๆ

ลู่เซิ่งจ่ายเงินและเข้าไปในค่ายกลส่งตัว หลังข้ามไปสองครั้ง ในที่สุดก็ไปถึงดาวเทียมหมายเลขสามเหวยเอ๋อร์ถาน ซึ่งเป็นจุดรวมพลทำภารกิจที่แท้จริง

...

ลู่เซิ่งกับบุรุษสตรีที่สวมชุดคลุมสีแดงเหมือนกันกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ด้วยกันด้านหน้าเรือเหาะสีแดงขนาดยักษ์ สายตารวมอยู่ที่ประตูเข้าออกของยานบิน กำลังรอคนอยู่อย่างเงียบๆ

เส้นแสงที่ร้อนแรงของดวงอาทิตย์สามดวงแผดเผาสาดลงมา พื้นรอบๆ เรือเหาะคือทะเลทราย ทะเลทรายสีทองที่มองไปสุดลูกหูลูกตาและเชื่อมต่อกันไปยังเส้นขอบฟ้า

ในอากาศนอกจากคลื่นความร้อนที่มีอุณหูมิที่สูงถึงเจ็ดสิบกว่าองศาแล้ว อากาศก็ยังเต็มไปด้วยไอตั้น (ไนโตรเจน) คนทั่วไปไม่มีทางดำรงชีวิตอยู่ได้

ทว่าสาวกจันทราแดงกลุ่มนี้กลับสวมเกราะอ่อนสีดำ คลุมทับด้วยเสื้อคลุมสีแดง ห่อพันไว้อย่างแนนหนา ทั้งยังใส่หน้ากากผีสีดำที่เหมือนกับหน้ากากกันสสารควันพิษ จึงดูค่อนข้างดุร้าย

นอกจากเส้นโค้งเว้าของร่างกาย ก็ไม่มีใครเห็นใบหน้าและสถานะของสาวกจันทราแดงกลุ่มนี้

ลู่เซิ่งยืนอยู่ในตำแหน่งค่อนไปทางด้านหลังของกลุ่มคน คนที่อยู่รอบๆ ล้วนเป็นสมาชิกลัทธิที่มาทำภารกิจในครั้งนี้

คนอื่นๆ ยังดี แม้กลิ่นอายจะมีทั้งแข็งแกร่งและอ่อนแอ แต่ก็ไม่ได้อยู่ในสายตาของลู่เซิ่ง ทว่าคนหนึ่งในนี้กลับดึงดูดความสนใจของเขาเล็กน้อย

คนคนนี้ไม่ทราบเป็นบุรุษหรือสตรี ยืนอยู่ในตำแหน่งที่ไกลจากลู่เซิ่งที่สุด รักษาความเงียบมาโดยตลอด ตัวไม่สูงมาก เรียกว่าต่ำเตี้ยที่สุดในกลุ่มที่มีจำนวนห้าคนก็ได้

เพียงแต่ว่าทั่วร่างมีกลิ่นอายเลือนรางสุดบรรยายสายหนึ่ง

แกร๊ก...

รออยู่ราวครึ่งชั่วยาม ประตูใหญ่ของเรือเหาะก็ค่อยๆ เปิดออก

“ทุกคนเข้ามาก่อนเถอะ ข้าคือเหมินฟ่า หัวหน้าลัทธิที่จะนำกลุ่มในครั้งนี้ สถานที่ที่พวกเราจะไปในครั้งนี้คือดาวชมภูผาซึ่งหรูหราฟุ้งเฟ้อ”

ทุกคนพลันยืดตัวขึ้นแล้วเดินขึ้นสะพานเพื่อเข้าเรือเหาะ

ในเรือเหาะคือโถงใหญ่ที่กว้างขวาง เสาศิลาที่ตั้งตรงและแข็งแกร่งหลายต้นตั้งอยู่กลางโถงใหญ่ คนสวมหน้ากากผีที่ใส่เสื้อคลุมสีแดงเหมือนกันคนหนึ่งลอยอยู่ตรงกลางเสาศิลา

“ยินดีต้อนรับทุกท่าน พวกท่านจะเรียกข้าว่าหัวหน้าลัทธิหรือจะเรียกข้าว่าเหมินฟ่าก็ได้ ตามใจพวกท่านเลย ขอแจ้งให้กระจ่างก่อน ครั้งนี้คนที่พวกเราต้องการไล่ล่าคือตระกูลเวรอนซึ่งเป็นตระกูลใหญ่บนดาวชมภูผา ก่อนหน้านี้มีสมาชิกแสดงสถานะแล้วถูกคนของตระกูลเวรอนนี้เข่นฆ่าอย่างเหี้ยมโหด พวกเขายังอาศัยโอกาสนี้กล่าวว่ากิจการของพวกเราเป็นสิ่งนอกรีต ดังนั้นในเวลานี้จึงเป็นเวลาที่พวกเราต้องออกหน้าเองแล้ว”

“กล่าวได้ดี! เพียงแค่ปฏิบัติการครั้งนี้จะแบ่งผลประโยชน์อย่างไร หัวหน้าลัทธิได้โปรดอธิบายด้วย” คนหนึ่งส่งเสียงถาม

คนที่อยู่รอบๆ คนไหนบ้างที่ไม่ได้เข้าร่วมเพื่อผลประโยชน์ ดั่งคำว่าไร้ผลประโยชน์ไม่มีใครตื่นเช้า ภารกิจที่ถูกแย่งในพริบตาเดียวนี้ย่อมเป็นเพราะมีผลประโยชน์มากพอมาหลอกล่อ

“ผลพลอยได้ทั้งหมดระหว่างทางในครั้งนี้ ทุกท่านเก็บรวบรวมเองได้เลย จันทราแดงที่ยิ่งใหญ่ไม่มีทางลงโทษพวกเราเพราะเรื่องเล็กๆ แบบนี้หรอก” หัวหน้าลัทธิเหมินฟ่าหัวเราะ

คำพูดนี้เท่ากับมอบอำนาจให้เต็มที่ คนหลายคนที่อยู่ด้านล่างพลันตาเป็นประกาย นี่ไม่เท่ากับให้พวกเขาอาศัยความสามารถของตัวเองเอาไปได้ทุกอย่างที่ต้องการเลยหรือ

ลู่เซิ่งยืนมองดูหัวหน้าลัทธิคนนั้นอยู่กลางกลุ่มคน แค่คนในระดับชูศัสตราก็กล้ากล่าววาจาคุยโวตรงนี้แล้วเหรอ

แต่ว่าคนคนนี้ก็มีความมั่นใจของตัวเองเช่นกัน ได้ยินมาว่าเหมินฟ่าผู้นี้มีชาติกำเนิดสูงส่งสุดขีด เป็นคนรุ่นหลังที่โดดเด่นในครอบครัวของผู้ปกครอง เป็นเพราะสถานะคุณชายนี่เองที่ทำให้นำกลุ่มในภารกิจหาเงินแบบนี้ได้

เพียงแต่ไม่ทราบว่าตระกูลเวรอนในดาวชมภูผามีลักษณะแบบไหน

“พวกเราจะข้ามเข้าไปที่ดาวชมภูผาจากที่นี่ก่อน จากนั้นค่อยมุ่งหน้าไปยังประเทศที่ตระกูลเวรอนควบคุมอยู่ ขอแค่สังหารแคมบี้ เวรอนซึ่งเป็นเป้าหมายในการช่วยเหลือไล่ล่าได้ เวลาที่เหลืออยู่ พวกท่านอยากทำอะไรก็ตามสบายเลย” หัวหน้าลัทธิเหมินฟ่ากล่าวอย่างผ่อนคลาย

“ขอบคุณหัวหน้าลัทธิที่อธิบาย!” ทุกคนพากันกำหมัด

“เอาล่ะ ตอนนี้เริ่มเข้าค่ายกลส่งตัวเถอะ” เหมินฟ่าโบกมือ ประตูเล็กๆ บานหนึ่งพลันเลื่อนออกในกำแพงทางขวามือของทุกคนโดยอัตโนมัติ

ด้านในคือค่ายกลส่งตัวสามมิติทรงกลมที่กะพริบแสงสีฟ้า

หัวหน้าลัทธิเหินเข้าไปเป็นคนแรก แล้วหายไปท่ามกลางแสงสีฟ้าในพริบตา

จากนั้นคนที่เหลือก็ตามเข้าไปทีละคน

ลู่เซิ่งเข้าไปเป็นคนที่สองจากสุดท้าย เพิ่งจะก้าวเข้าไป ข้างหูก็มีเสียงแหวกลมที่หนาแน่นดังมา

ผ่านไปหลายวินาที แสงสีขาวแยงตาก็กะพริบวาบด้านหน้า ก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว

ทุ่งนาสีทองอร่ามผืนหนึ่งโผล่ขึ้นตรงหน้า คลื่นต้นข้าวสาลีนับไม่ถ้วนโยกไหวเบาๆ ตามลมพร้อมทั้งส่งเสียงซ่าๆ

คนทั้งห้าคนกับหัวหน้าลัทธิต่างข้ามมาอย่างปลอดภัย

“ไปเถอะ หากมีการขัดขืน ให้ฆ่าโดยไม่ละเว้น” หัวหน้าลัทธิลอยตัวขึ้นแล้วบินไปยังที่ไกลด้วยความเร็วสูง

คนที่เหลือพากันบินขึ้นก่อนจะตามไปติดๆ

ลู่เซิ่งรู้สึกได้ว่ามีข้อมูลส่งเข้ามาในเมล็ดแห่งสายน้ำสีชาด เป็นแผนที่อย่างละเอียดของอาณาเขตผืนนี้นั่นเอง ทั้งหมดเป็นข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับตระกูลเวรอน

คนหกคนบินเลียดทุ่งข้าวไปยังทางเหนือ ไม่นานระหว่างทุ่งข้าวสีทองด้านล่างก็เริ่มปรากฏหอคอยสูงสีขาวทรงเกลียว

หัวหน้าลัทธิเหมินฟ่าทิ้งตัวลง ก่อนจะผลักมือใส่หอคอยสูงโดยไม่พูดอะไร

ไอหมอกสีขาวพรั่งพรูออกมาจากกลางฝ่ามือของเขา มุดเข้าไปในช่องหน้าต่างและร่องประตูของหอคอยสูงอย่างรวดเร็วเหมือนกับควัน

“ใครกัน!?” ธารแสงสีเหลืองหลายสายพุ่งออกมาหาเหมินฟ่าจากช่องหน้าต่างด้านบนหอคอย

“ลงมือ!” เหมินฟ่าหัวเราะลั่น จากนั้นก็เข้าหาธารแสงด้วยตัวเอง

หมอกสีขาวพรั่งพรูออกมาจากร่างเขาอย่างต่อเนื่อง แล้วห่อหุ้มธารแสงหลายสายไว้ด้านใน ผ่านไปแค่ไม่กี่อึดใจก็ไม่เหลือเสียงใดๆ อีก

ลู่เซิ่งคอยสังเกตอยู่ด้านหลัง ขณะกำลังจะลงมือ พอเห็นฉากนี้เข้าก็พลันหมดคำพูดอยู่บ้าง

ยอดฝีมือของตระกูลเวรอนอ่อนแอเกินไปจริงๆ เพิ่งจะพบหน้ากันก็สู้ไม่ไหวแล้ว อย่างมากสุดระดับของวิชาที่หัวหน้าลัทธิเหมินฟ่าผู้นั้นใช้ก็อยู่ในระดับผู้ถืออาวุธ ระดับแบบนี้ถึงกับฆ่าอีกฝ่ายได้หลายคนตั้งแต่พบหน้า

“ผู้น้องขอล่วงหน้าไปก่อน ไว้เจอกันทุกท่าน!" ไม่รอให้เขาได้สติ สี่คนที่อยู่ด้านข้างพลันพากันโผบินไปยังอีกทิศทางหนึ่ง

เห็นได้ชัดว่าคนเหล่านี้เตรียมตัวไว้แต่แรกแล้ว ไม่นานก็เหลือแค่ลู่เซิ่งที่ยืนอยู่ที่เดิมตามลำพัง

หัวหน้าลัทธิเหมินฟ่าพุ่งเข้าไปตักตวงสิ่งของในหอคอยสูง

เขามองดูหัวหน้าลัทธิเหมินฟ่าที่เข้าไปในหอคอยสูงโดยไม่เจออุปสรรคแม้แต่น้อยเป็นครั้งสุดท้าย พลันเข้าใจถึงวิธีการจัดการเรื่องราวในการมายังตระกูลเวรอนในครั้งนี้

ฟิ้ว!

ลู่เซิ่งลอยตัวขึ้นและบินจากไปยังที่ไกลเช่นกัน

ทิศทางที่เขาเลือกดูเหมือนจะเป็นทิศทางที่สมาชิกลัทธิคนอื่นๆ บินไปพอดี ระหว่างทางมีแต่ซากปรักหักพังและซากศพ ทุ่งนายังดีเพราะไม่มีค่าให้ทำลายทิ้ง แต่ว่าสิ่งก่อสร้างทั้งหมดที่เห็นได้ ล้วนกลายเป็นเศษซาก บ้างก็ถึงขั้นเหลือแต่ควันและฝุ่นละอองเท่านั้น

ตูม!

บินไปด้านหน้าอีกราวหลายสิบกงหลี่ ด้านหน้าพลันมีแสงสาดวาบขึ้น ตามมาด้วยการระเบิดอย่างรุนแรงที่ดังกระหึ่ม

เปลวเพลิงสีทองระเบิดออกมาด้านหน้าลู่เซิ่งอย่างฉับพลัน ทำให้เขาต้องหยีตาเล็กน้อย

“บัดซบ! ไอ้พวกป่าเถื่อนพวกนี้มันบ้าไปแล้ว!?” เสียงหนึ่งดังมาจากเมล็ดแห่งสายน้ำสีชาด

“เกิดอะไรขึ้น” มีคนถาม

“ระเบิดตัวตาย เจอมาสิบกว่ารอบแล้ว แถมพลังฝึกปรือยังสูงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อครู่ข้าเกือบถูกลูกหลงไปด้วยแล้ว ไอ้คนพวกนี้ยอมทิ้งชีวิต บ้าไปแล้วจริงๆ!”

“ท่านไม่เป็นไรกระมัง”

“ไม่เป็นไร จัดการคนที่แข็งแกร่งที่สุดไปแล้ว ที่เหลืออยู่มีแต่ขยะ”

ลู่เซิ่งมองทิศทางการระเบิดแล้วเร่งความเร็วบินไปด้านหน้า

ครู่ต่อมาเขาก็เห็นบุรุษสตรีกลุ่มหนึ่งที่มัดผมเปียสองข้างยืนรวมกลุ่มกันอยู่กลางซากปรักหักพังสีขาวผืนใหญ่ที่อยู่ด้านล่าง กำลังตอบคำถามสมาชิกลัทธิคนหนึ่งอย่างเคารพอยู่

“อาวุธของตระกูลเวรอนถูกปลดแล้ว ทุกคนรีบมาหน่อย!” มีเสียงดังออกมาจากด้านในเมล็ดแห่งสายน้ำสีชาด

ลู่เซิ่งรีบทิ้งตัวลงไป คนที่เหลือก็เหินบินมาเช่นกัน

“คนที่อยากรวยให้ตามข้ามา!” ตอนนี้หัวหน้าลัทธิเหมินฟ่าหัวเราะลั่นขณะส่งข่าวผ่านเมล็ดแห่งสายน้ำสีชาด “ด้านหน้าคือนครสีชาด ขอแค่เอาชนะราชาเวรอนได้ คนอื่นๆ ก็สู้เราไม่ได้แล้ว!”

ลู่เซิ่งขมวดคิ้วพร้อมกับกวาดตามองของขวัญและสมบัติที่ผู้ยอมแพ้กลุ่มนี้มอบให้

เป็นเครื่องหยกส่วนหนึ่ง ของขลังขนาดเล็กและวัตถุดิบพิเศษอีกบางส่วน แต่คลื่นระดับพลังอยู่ในระดับอสรพิษเท่านั้น

คนจากตระกูลเวรอนกลุ่มนี้โขกหัวร้องขอชีวิตอย่างบ้าคลั่งหลังส่งของขวัญให้ เหมินฟ่าไม่ได้สนใจพวกเขา หากลอยตัวขึ้นและบินไปด้านหน้าต่อ ครั้งนี้คนที่เหลือไม่ได้รีบตามไป กลับแยกย้ายกันด้วยรอยยิ้มระรื่น

ไม่นานนักก็เหลือแค่ลู่เซิ่งอยู่ที่เดิมคนเดียว

‘ถ้าหากได้ของแค่นี้ ภารกิจในครั้งนี้ก็ไม่มีความหมายอะไรเลยสำหรับเรา เสียเวลาไปเปล่าๆ ’

ลู่เซิ่งขมวดคิ้วพลางเหลียวมองรอบๆ ซากปรักหักพังสีขาวที่เงียบสงัด คนจากตระกูลเวรอนกลุ่มนั้นหมอบคลานอยู่บนพื้น ไม่กล้าลุกขึ้นมา

ลู่เซิ่งลูบหน้ากากและเกราะอ่อนบนตัว ชุดนี้มีความสามารถอำพรางกลิ่นอายที่แข็งแกร่งสุดขีด ตอนนี้ทั่วทั้งร่างเขามีกลิ่นอายของเมล็ดแห่งสายน้ำสีชาดปกคลุมอยู่ อำพรางกลิ่นอายร่างหลักของตัวเองไว้ได้อย่างหมดจด

เขาไตร่ตรองครู่หนึ่งก่อนจะถามเสียงทุ้มว่า “แถวๆ นี้มีสถานที่ใดที่มีความเก่าแก่โบราณบ้าง เช่นพวกโบราณสถาน สถานที่ต้องห้าม หรือไม่ก็สัตว์โบราณดุร้าย”

ชายชราตระกูลเวรอนที่เป็นผู้นำเงยหน้าขึ้น รีบตอบว่า “เรียนใต้เท้า ใกล้ๆ นี้ไม่มีโบราณสถานหรือสถานที่ต้องห้าม แต่กลับมีมังกรปีศาจอยู่ตัวหนึ่งซึ่งเฝ้าเหวลึกอมตะทางใต้เอาไว้...แต่มังกรปีศาจตัวนั้นเป็นศิษย์ของทูตลัทธิไร้เทพ มีพลังร้ายกาจไม่ธรรมดา...”

“มังกรปีศาจหรือ” ลู่เซิ่งเกิดความสนใจ ตอนแรกเขานึกว่าภารกิจในครั้งนี้น่าตั้งตารอคอยอยู่บ้าง แต่พอเอาเข้าจริง สิ่งที่ได้มากลับมีแต่สมบัติระดับอสรพิษเท่านั้น ทำให้เขาเบื่อหน่ายเสียแล้ว

ยอดฝีมือขอบเขตลวงตาที่ยิ่งใหญ่อย่างเขา ออกมาทำภารกิจทั้งที จะเอาสิ่งของไปแค่นี้ได้อย่างไร

“เจ้าลองเล่ามาดูว่ามังกรปีศาจตัวนี้ร้ายกาจตรงไหน” ลัทธิไร้เทพอะไรนั้นด้อยกว่าสาวกจันทราแดงไม่น้อย ถือว่าเป็นลัทธิขนาดกลาง ไม่นับเป็นอะไร

ชายชราตระกูลเวรอนรีบเอ่ยเบาๆ “ใต้เท้ายังไม่ทราบ มังกรปีศาจตัวนั้นมีของวิเศษชิ้นหนึ่งที่ย้ายภูเขาถมทะเลและเรียกลมเรียกฝนได้ แค่ออกคำสั่งก็ทำให้ร่างกายตายวิญญาณดับสูญได้แล้ว เราเรียกกันว่าธงเก้ามังกรลี้ลับ มีผู้ที่แข็งแกร่งกว่ามังกรปีศาจตัวนั้นมากมายต้องการไปชิงสมบัติ แต่ล้วนไม่สำเร็จ กลับถูกสูบเข้าไปในธงคันนั้น แล้วกลายเป็นวิญญาณตายโหง ได้ยินมาว่าในนั้นมีพวกใต้เท้าระดับชูศัสตราอยู่ด้วย”

              ..............................................
“อ้อ?” ลู่เซิ่งพลันสนใจ

ตอนนี้เขาเลื่อนสู่ขอบเขตลวงตาแล้ว แต่เป็นเพราะว่าเปลี่ยนวิชาการฝึกฝนหลักเป็นเคล็ดโปรยน้ำค้างกลางสวนบูรพาในสารทฤดูซึ่งเดิมทีใช้ในการบำรุงเท่านั้น จึงไม่มีวิชาการสังหารใดๆ นอกจากช่วยให้เลื่อนระดับแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์อะไรอีก

ดังนั้นตอนนี้เขาจึงต้องการชดเชยความสามารถด้านการต่อสู้ในขอบเขตลวงตาอย่างเร่งด่วน พอได้ยินว่าสมบัติที่มังกรปีศาจตัวนี้ครอบครองมีอานุภาพไม่เลว ลู่เซิ่งจึงเกิดความสนใจทันที

‘กำลังเบื่ออยู่พอดี ลองไปดูสักหน่อยว่าธงเก้ามังกรลี้ลับอะไรนี่มีอานุภาพขนาดไหน’ พอใคร่ครวญเสร็จ เขาให้ชายชราชี้ทางทันที จากนั้นตัวก็ลอยขึ้นฟ้าแล้วพุ่งไปยังทิศทางนั้น

บินไปตามทุ่งนาสีทองเป็นระยะทางหลายร้อยลี้ ไม่นานลู่เซิ่งก็เห็นร่องแยกแคบยาวที่กว้างหลายสิบหมี่สายหนึ่งโผล่ขึ้นบนพื้นด้านหน้าอย่างกะทันหัน

ร่องแยกดำสนิทและล้ำลึก ไม่ทราบว่าลึกขนาดไหน บนช่องมีไอเย็นลอยออกมาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย

ลู่เซิ่งเพิ่งจะหยุดบิน ก็มีไอปีศาจสีดำสายหนึ่งผุดออกมาจากในร่องแยกทันที มังกรปีศาจสีดำที่ยาวสามสิบกว่าหมี่ตัวหนึ่งบินออกมา หลังจากหมุนวนอยู่ด้านหน้าลู่เซิ่งรอบหนึ่งแล้ว มันก็ค่อยๆ กลายเป็นชายฉกรรจ์หน้าดำที่มีเขามังกรงอกบนศีรษะคนหนึ่ง

“ที่แท้เป็นท่านทูตจากลัทธิจันทราแดงมาด้วยตัวเอง ข้าน้อยเฮยจ่ง ไม่ทราบว่าจะช่วยอะไรท่านทูตได้บ้าง ถ้าช่วยไม่ไหว ใกล้ๆ นี้ยังมีสาขาของลัทธิอนัตตาของพวกเรา ใต้เท้าเจ้าลัทธิประจำสาขาสามารถมาช่วยเหลือได้ทุกเวลา”

มังกรปีศาจตัวนี้เปลือกนอกกล่าววาจามีมารยาท แต่ในคำพูดกลับบ่งชี้ว่าใกล้ๆ นี้ยังมีคนของลัทธิอนัตตาอยู่อีก ขอให้ลู่เซิ่งทำตัวฉลาดๆ หน่อย

“เจ้าลัทธิอนัตตามาทำอะไรที่นี่” ลู่เซิ่งถามด้วยรอยยิ้มเย็นชา

มังกรปีศาจตัวนั้นเป็นพวกโง่งม นึกว่าลู่เซิ่งกลัวแล้ว เลยกล่าวด้วยรอยยิ้มที่ลำพองว่า “ไม่เพียงแต่ใต้เท้าเจ้าลัทธิอยู่นี่เท่านั้น แม้แต่ผู้ดูแลหลักทั้งเก้าของสมาคมการค้าน่าถ่าซือก็อยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน อย่าว่าแต่สมาชิกลัทธิธรรมดาคนเดียวอย่างท่านเลย ต่อให้เป็นหัวหน้าลัทธิก็ จุ๊ๆ...” เขายังพูดไม่ทันจบ เนื้อหาต่อจากนั้นแม้ลู่เซิ่งจะไม่ได้ยินก็พอจะเดาออกแล้ว

เวลานี้อารมณ์ผ่อนคลายในตอนแรกของลู่เซิ่งกลับเคร่งขรึมมากขึ้นเล็กน้อย

เจ้าลัทธิประจำถิ่นของลัทธิอนัตตายังพอว่า แต่ว่าสมาคมการค้าน่าถ่าซือนี่เป็นสมาคมการค้าอันดับหนึ่งแห่งนครตราชั่ง ผู้ดูแลใหญ่ของพวกเขามีทั้งหมดไม่ถึงร้อยคน แต่กลับต้องดูแลดาวเคราะห์หลายร้อยดวง

การที่ขุมกำลังยิ่งใหญ่แบบนี้มายังเขตเล็กๆ แบบนี้ เห็นได้ชัดว่ามีความแปลกพิกล

“ใต้เท้าท่านนี้ ถ้าหากไม่มีเรื่องใด ข้าน้อยขอไปฝึกต่อแล้ว” มังกรปีศาจตัวนี้ได้ใจยิ่งกว่าเดิม

ลู่เซิ่งขมวดคิ้ว ปัจจุบันเขากำลังสั่งสมพลังอาวรณ์ แต่ดันมาเจอเข้ากับลัทธิอนัตตากับสมาคมการค้าน่าถ่าซือในภารกิจแรก ทำให้ใช้กำลังแข็งขืนไม่ได้

ทว่าจะให้เขาไปคอยตามหัวหน้าลัทธิต้อยๆ เขาก็ไม่ยินยอมเช่นกัน อุตส่าห์ได้ออกมาตักตวงผลประโยชน์ทั้งที แค่ไปตักตวงขุมกำลังระดับเล็กๆ ที่ยากจนข้นแค้นเหล่านั้นจะมีประโยชน์อะไร

ผู้ที่ให้ผลประโยชน์ได้อย่างแท้จริงยังคงเป็นระดับกลางถึงสูงเหล่านี้

คิดไปคิดมา ลู่เซิ่งพลันเกิดความคิดบางส่วน

“ฮ่าๆๆ! นึกไม่ถึงว่าสถานที่ผีสางนี้จะมีของขลังชูศัสตราซ่อนอยู่ด้วย ประเสริฐ ประเสริฐมาก! ฮ่าๆๆ!” อยู่ๆ เสียงหัวเราะอย่างคลุ้มคลั่งของเหมินฟ่าผู้เป็นหัวหน้าลัทธิก็ดังออกมาจากในเมล็ดแห่งสายน้ำสีชาด

“ต้องอย่างนี้! คนขลาดเขลาต้องอดตาย คนกล้าท้องแตกตาย! คนอยากรวยต้องเป็นคนกล้าเสี่ยง!” พอได้ยินคำพูดนี้ ลู่เซิ่งก็ตัดสินใจเด็ดขาด อย่างไรข้อมูลในเมล็ดแห่งสายน้ำสีชาดก็สับสน ยากจะสืบสาวได้

ถ้าหากว่าลัทธิจันทราแดงร้ายกาจอย่างที่หมีก่วงอิงว่าจริงๆ อย่างนั้นก็ต้องรับความยุ่งยากแค่นี้ให้ได้

ทำก่อนค่อยว่ากัน!

ตอนนี้เขามีพลังอาวรณ์เหลือแค่สองสามแสนหน่วย ต่อไปยังต้องเรียนรู้วิชาอีก มีที่ให้ต้องได้ใช้อยู่มากมาย

มังกรปีศาจตัวนั้นคิดจะถอยกลับ พลันเสียวสันหลังวาบ จึงรีบหมุนตัวกลับมา

พอกะพริบตาทีหนึ่งก็เห็นมือใหญ่สีดำข้างหนึ่งตะปบใส่หน้าผากของตัวเองดุจสายฟ้าแลบ

เขาถึงขั้นโต้ตอบไม่ทัน ศีรษะปวดแปลบ

โผละ!

มังกรปีศาจระเบิดออกเป็นชิ้นส่วนนับไม่ถ้วน ตายโดยไม่เหลือศพ แสงสีดำกลุ่มหนึ่งบินออกมาจากในศพเพื่อหลบหนี แต่จานประกายโรจน์ด้านหลังลู่เซิ่งกะพริบทีหนึ่ง แล้วส่งเขาเข้าไปในโลกรูปจิตทันที

หลังจัดการทุกอย่างเรียบร้อยอย่างช่ำชองแล้ว ลู่เซิ่งก็พุ่งเข้าไปในวิมานถ้ำของมังกรปีศาจใต้เหวลึกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกวาดคลังสมบัติมากมายด้านในเข้าไปในไข่มุกกลืนสมุทรจนหมด

สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจก็คือ แม้มังกรปีศาจตัวนี้จะมีพลังอยู่ในระดับผู้ถืออาวุธ แต่กลับมีสมบัติมั่งคั่ง โดยเฉพาะธงเก้ามังกรลี้ลับคันนั้น

มันไม่ได้มีอานุภาพร้ายกาจอะไรนัก แต่พลังอาวรณ์ที่วนเวียนอยู่บนนั้นกลับทำให้พลังอาวรณ์ของลู่เซิ่งเพิ่มขึ้นแสนกว่าหน่วยในพริบตา

กอปรกับของโบราณในคลังสมบัติอย่างอื่น ลู่เซิ่งใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วยามกว่าๆ ก็ดูดซับพลังอาวรณ์ได้เกือบห้าแสนหน่วยโดยไม่ต้องเสียอะไร

‘ดาวเคราะห์ใกล้ๆ นครตราชั่งร่ำรวยมหาศาลอย่างที่คิดไว้เลย!’ หลังจากได้ลิ้มลองรสหวาน ลู่เซิ่งบินไปยังที่ที่มีกลิ่นอายคล้ายกับมังกรปีศาจมากที่สุดอย่างอดรนทนไม่ไหว

เขารู้สึกว่าตนเองเป็นพวกช่วงชิงสมบัติเบียดเบียนคนอื่นโดยกำเนิด

แทนที่จะทิ้งของดีๆ ระดับนี้ให้คนอื่น ไม่สู้เอาเปรียบเศรษฐีสมองหมูพวกนั้นดีกว่า พวกมันจะถูกใช้ประโยชน์ได้อย่างสูงสุดก็ต่อเมื่ออยู่กับตัวผู้เข้มแข็งที่มีศักยภาพยิ่งใหญ่อย่างเขาเท่านั้น จะได้ไม่ทำให้สมบัติเหล่านี้เกิดมาในโลกอย่างเสียเปล่า

หลังจากเหาะเหินไปพร้อมกับปล้นฐานที่มั่นเล็กๆ ไปสิบกว่าแห่ง ไม่นานลู่เซิ่งก็เจอกับป้อมปราการขนาดเล็กที่เหมือนกับป้อมป้องกันเมืองแห่งหนึ่ง

ลู่เซิ่งที่ลอยอยู่กลางอากาศก้มลงมองด้านล่างด้วยสายตาร้อนเร่า

“ลัทธิจันทราแดงปฏิบัติภารกิจ! จงไสหัวออกมาซะ!”

เสียงที่ดุจอัสนีบาตดังเข้าไปด้านใน ทำให้ป้อมปราการสั่นครืนๆ

ลู่เซิ่งอดกลั้นมานานมากแล้ว ตั้งแต่ออกมาจากต้าอินก็อดทนมาโดยตลอด ตอนนี้อุตส่าห์เลื่อนสู่ขอบเขตลวงตา ทั้งยังอ้างชื่อสาวกจันทราแดงได้ หากไม่ตั้งใจตักตวง คิดจะสะสมพลังอาวรณ์อีกที ไม่ทราบจริงๆ ว่าครั้งหน้าต้องรออีกกี่ปี

พึงทราบว่าเขากำหนดรากฐานอันล้ำลึกของวิถีแปดมารสูงสุดได้หลังจากกินมารโบราณในผนึกไปแทบทั้งหมด

ปกติสมาคมการค้าน่าถ่าซือไม่ได้มีชื่อเสียงดีเด่นอะไรอยู่แล้ว เนื่องจากมันเป็นร้านค้าขายทาสใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดของนครตราชั่ง แตกต่างจากสิ่งที่แสดงออกมาภายนอก แถมยังมีเงินมากจนบรรยายไม่ได้ราวภูเขาทองทะเลเงิน

“ผู้ใด!?” สะพานแสงที่เหมือนกับรุ้งพุ่งออกมาจากป้อมปราการ ผู้นำเหี้ยมหาญสามคนที่สวมชุดแตกต่างกันยืนอยู่บนสะพาน

สองคนในนี้แต่งตัวคล้ายกับมังกรปีศาจเมื่อก่อนหน้า ล้วนมีเทวลักษณ์สีดำติดอยู่บนร่าง

อีกคนหนึ่งมีรูปร่างอ้อนแอ้น สวมชุดคลุมแนบเนื้อสีดำ ถือกระบี่หยกขาวเล่มหนึ่ง ตางามจับจ้องมองลู่เซิ่งที่อยู่กลางอากาศพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย

“พวกแอบอ้างเพื่อหาเงินจากจันราแดงอีกแล้ว” ผู้นำคนหนึ่งด้านข้างสตรีส่งกระแสเสียงเบาๆ

“ไล่ไปตามสบายเถอะ” สตรีตอบเสียงเย็น “ได้ยินมาว่าก่อนหน้านี้สาวกจันทราแดงมาทำการช่วยเหลือไล่ล่าอะไรสักอย่างตรงนี้ น่าจะแยกย้ายกันมา การประชุมลับของพวกเราไม่มีทางหลุดรอดออกไป”

"ขอรับ” ผู้นำอีกสองคนเป็นระดับสูงของลัทธิอนัตตา แต่ยังคงฟังคำสั่งของนาง

ลู่เซิ่งตะโกนจากกลางอากาศเสร็จ แต่ด้านล่างยังคงไม่มีการเคลื่อนไหวอะไร เขาจึงรู้สึกผิดปกติอยู่บ้าง

ระหว่างทางที่ผ่านมาเขาแย่งชิงสิ่งของไม่น้อย จึงค่อนข้างมีประสบการณ์ ท่าทางของสามคนตรงหน้า เพียงมองดูก็รู้ว่ามีที่พึ่ง จึงไร้ความเกรงกลัว

ถึงจะบอกว่าดาวเคราะห์ดวงนี้มีการจำกัดพลังยุทธ์ที่ไม่สูง แต่ในเมื่ออยู่ใกล้ๆ นครตราชั่ง ก็เป็นเรื่องปกติที่จะเจอคนร้ายกาจเข้า

ทว่าตอนนี้ถึงอย่างไรก็ไม่มีใครรู้จักเขา ทั้งยังอ้างชื่อลัทธิจันทราแดง ถ้าไม่ตักตวงผลประโยชน์อย่างเต็มที่ ก็ควรใช้เวลาจุติไปยังโลกใบเล็กดีกว่า

พอนึกถึงตอนนี้ เขาไม่สนใจอะไรอีกแล้ว ด้วยพลังของเขา สู้ไม่ได้หรือว่าจะยังหนีไม่ได้อีก

ส่วนผู้ยิ่งใหญ่มายาพิศวง แค่การเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยก็มีคนนับไม่ถ้วนจับตามองแล้ว อย่าว่าแต่ที่นี่อยู่ใกล้ๆ นครตราชั่งเลย มีหัวหน้าของจันทราแดงอยู่ใกล้ๆ เมื่อมีผู้ปกครองคอยหนุนหลัง ต่อให้เป็นมายาพิศวง ก็ต้องเห็นแก่หน้าผู้ปกครอง

ดังนั้นขุมกำลังใหญ่ๆ ต่างเห็นแก่หน้าสาวกจันทราแดงทั้งนั้น ด้วยไม่อยากหาเรื่องอันธพาลพวกนี้

ฟิ้ว!

อยู่ๆ คนคนหนึ่งที่อยู่ด้านล่างก็โยนกล่องแพรสีดำใบหนึ่งออกมา

“ท่านทูต ยามออกมาด้านนอก หากอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้อื่น ตนเองก็จะสบายไปด้วย ของขวัญเล็กๆ ยังไม่อาจแสดงความเคารพของข้าได้ แต่ท่านทูตได้โปรดรับไว้ด้วย”

ลู่เซิ่งยื่นมือออกไปรับกล่องแพร สิ่งของด้านในเรียบง่ายมาก เพียงใช้จิตวิญญาณกวาดมองก็รู้แล้ว เป็นหยกดำคุณภาพดีเลิศชิ้นหนึ่ง

ปกติสิ่งของอย่างหยกดำจะนำมาใช้ทำค่ายกล มีคุณค่าไม่เลว หยกดำชิ้นนี้มีราคาถึงสองสามพันเงินน้ำแข็ง หากไปอยู่ที่นครตราชั่ง จะถือว่าเป็นของขวัญที่ไม่เลวเช่นกัน

แต่การนำมาใช้รับมือสาวกจันทราแดงคนหนึ่งอย่างเขาในสถานที่แบบนี้...

นี่เป็นแค่การตบรางวัลเท่านั้น

เป้าหมายที่ลู่เซิ่งออกมาในครั้งนี้คือการรวบรวมทรัพย์สมบัติและสะสมพลังอาวรณ์ คิดจะใช้หยกดำชิ้นแค่นี้ไล่เขาไป นี่เห็นว่าเขามาขออาหารหรือ

เพียงแต่เขาเพียงแค่จะมาช่วงชิงผลประโยชน์นิดหน่อยเท่านั้น ถ้าหากเจอคนร้ายกาจเข้าแล้วดันได้ไม่คุ้มเสียขึ้นมาก็แย่แล้ว

หลังจากชั่งน้ำหนักดูสักพัก ลู่เซิ่งก็เก็บกล่องแพรไว้

“ในเมื่อทุกท่านเข้าใจดี อย่างนั้นข้าจะเห็นแก่หน้าพวกท่านก็แล้วกัน” เขาหมุนตัวจากไปทันทีโดยไม่ลังเล

สาวกจันทราแดงมีชื่อเสียงฉาวโฉ่ไม่แปลกปลอม แต่อีกฝ่ายก็ไม่ใช่คนอ่อนแอเช่นกัน

ลู่เซิ่งบินจากไปด้วยความเร็วสูง พริบตาเดียวก็หายไปจากสายตาของคนทั้งสามคน

“สาวกจันทราแดงก็เป็นแบบนี้ ถ้าหากท่านยอมให้นิดเดียว พวกมันได้คืบก็จะเอาศอกต่อ คอยกดดันทีละก้าวๆ แต่ถ้าหากท่านสู้กลับ ขยะกลุ่มนี้ก็จะไม่กล้าทำอะไรท่าน” เจ้าลัทธิอนัตตาที่อยู่ด้านข้างสตรีเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

“ไปเถอะ คนผู้นี้มีพลังไม่เลว อย่างน้อยสุดก็อยู่ในระดับผู้ถืออาวุธ ให้เกียรติหน่อยก็ไม่ถือว่าเกินเลย” สตรีกล่าวอย่างราบเรียบ “ถ้าทุกคนหลอมสร้างเสร็จแล้ว พวกเราจะแยกย้ายทันที อยู่ที่นี่มานานเกินไปแล้ว”

“ขอรับ!”

ระดับสูงของลัทธิอนัตตาสองคนโค้งตัวคำนับสตรีจากสมาคมการค้าน่าถ่าซือน้อยๆ

พวกเขาทราบถึงความอำมหิตของสตรีตรงหน้านี้ นับตั้งแต่มายังดาวชมภูผา ก็ได้ก่อตั้งสาธารณรัฐมาแล้วสามสิบปี และเชือดคนไปทั้งหมดมากกว่าร้อยหมื่นคนเพื่อที่จะสร้างหอคอยมนุษย์ขึ้นมา

ตอนนี้การสร้างใกล้จะจบลงแล้ว นางย่อมไม่ยอมให้มีสิ่งใดจากภายนอกเข้ามารบกวน

ทุกคนกลับป้อมปราการอย่างรวดเร็ว จากนั้นป้อมปราการก็บิดเบี้ยวและพร่ามัวเล็กน้อย พริบตาเดียวก็กลับมาเงียบสงัดราวกับว่าไม่มีใครสักคนเดียวอีกครั้ง

หลังจากลู่เซิ่งบินออกมาได้สิบกว่าลี้ ก็วนอยู่ใกล้ๆ รอบหนึ่ง พร้อมกับปล้นฐานที่มั่นของลัทธิอนัตตาไปเป็นจำนวนมาก แต่ได้รับผลประโยชน์ค่อนข้างน้อย

เขาที่ยังไม่หนำใจนึกย้อนถึงสตรีคนก่อนหน้า คนพวกนั้นมอบหยกดำชั้นสูงออกมาไล่เขาได้อย่างง่ายดาย เห็นได้ว่ามีทรัพย์สมบัติในมือมหาศาล

ตอนที่อยู่ด้านนอกป้อมปราการเมื่อครู่ เขาสัมผัสกลิ่นผีตายโหงกับกลิ่นคาวเลือดนับไม่ถ้วนที่เดือดพล่านจากด้านในได้เลือนราง

‘คนพวกนี้มาอยู่นี่จะต้องมีแผนการใหญ่แน่’ ลู่เซิ่งผุดสีหน้าเคร่งขรึม ‘ได้ผลประโยชน์มานิดเดียวเอง ยังสู้มังกรปีศาจไม่ได้ด้วยซ้ำ ดูเหมือนจะต้องกำจัดเพทภัยเพื่อชาวประชาซะแล้ว...’

ปกติแล้วบุคคลลึกลับที่มีเงินและมีพลังแบบนี้ มีมากมายที่เป็นยอดฝีมือขอบเขตลวงตา

เพียงแต่ลู่เซิ่งเป็นคนระดับไหน ย่อมไม่ใช่พวกที่หัวสมองมีแต่กล้ามเนื้อเหล่านั้น

เขาวางแผนโดยอยู่ห่างป้อมปราการไม่ถึงสิบลี้

จากนั้นก็ใช้ดาบกรีดใส่ทรวงอกของตัวเองจนเลือดนองและเนื้อพลิกเปิด

ต่อมาค่อยยกมือขึ้นกระตุ้นเมล็ดแห่งสายน้ำสีชาด

“หัวหน้าลัทธิ! มีวาสนาใหญ่ขอรับ! ข้าพบคลังสมบัติลับแห่งหนึ่งที่นี่ ด้านในซ่อนสมบัติไว้นับไม่ถ้วน ถึงขั้นยังมีผลึกลี้ลับด้วย! แต่ติดที่คนของลัทธิอนัตตาไม่สนใจชื่อสาวกจันทราแดงของข้า แย่งของวิเศษและชิงผลึกของข้าไป สุดท้ายยังจะฆ่าคนปิดปากอีก!”

“ผลึกลี้ลับหรือ!?” เสียงของหัวหน้าลัทธิที่อยู่อีกด้านของเมล็ดแห่งสายน้ำสีชาดพลันทุ้มหนักขึ้น

“ท่านไม่ได้หลอกข้ากระมัง?! มีผลึกลี้ลับอยู่จริงๆ หรือ!?”

“พันจริงหมื่นแท้!” ลู่เซิ่งที่หายใจเร่งร้อนตอบ “ข้าน้อยเกือบถูกฆ่าปิดปาก ตอนนี้ได้รับบาดเจ็บหนัก ได้แต่ขอร้องให้หัวหน้าลัทธิตัดสินใจแทนข้าด้วย!”

“วาสนานี้ควรเป็นของเรา!” หัวหน้าลัทธิพลันตะโกน “ท่านรออยู่ที่เดิม ข้าจะไปหาทันที!”

เมล็ดแห่งสายน้ำสีชาดพลันตัดการติดต่อ

ลู่เซิ่งวางมือลง ตอนนี้รอหัวหน้าลัทธิมาลงมือช่วยเหลือ เขาเชื่อมั่นในตัวหัวหน้าลัทธิคนนี้มาก

แม้พลังของอีกฝ่ายจะเป็นเจ้าแห่งอาวุธ แต่เหมินฟ่าผู้นี้มีเบื้องหลังล้ำลึก แทนที่จะบอกว่าภารกิจในครั้งนี้เป็นภารกิจช่วยเหลือไล่ล่าที่เขาประกาศ ควรบอกว่าเป็นภารกิจประจำวันที่เขาใช้หาเงินหาทองมากกว่า

ผลประโยชน์และทรัพย์สมบัติเป็นสิ่งที่อยู่รองลงไป สิ่งที่เขาต้องการเป็นหลักคือของเก่าแก่โบราณ เรียกว่ากำขี้ดีกว่ากำตด

ในเมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะปีนป่ายในลัทธิจันทราแดง หากไม่ฉวยโอกาสหาเงินก็เท่ากับคนโง่ไม่ใช่หรือ

              ..............................................
รออยู่ที่เดิมราวสิบนาที ลู่เซิ่งก็เห็นธารแสงสีทองที่ดูโดดเด่นพุ่งมาจากที่ไกล

หัวหน้าลัทธิเหมินฟ่ากระหืดกระหอบเล็กน้อย พอเห็นลู่เซิ่งสีหน้าก็เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

“บังอาจ! ยังมีคนกล้าลงมือกับสาวกจันทราแดงของพวกเราในดาวชมภูผาอีกหรือนี่ ไม่รู้จักที่ตายจริงๆ!”

เขาย่อมมองออกว่าอาการบาดเจ็บบนตัวลู่เซิ่งเป็นแค่อาการบาดเจ็บสถานเบา แต่ขอแค่บาดเจ็บ เช่นนั้นก็เป็นโทษใหญ่!

ทั้งมีเงิน ทั้งทำร้ายบริวารของตัวเอง หนำซ้ำยังเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่แจ้งแล้วว่าเป็นลัทธิจันทราแดงอีก นี่เลวร้ายจริงๆ

พอหัวหน้าลัทธิมาถึงก็ไต่ถามอย่างเร่งร้อนทันที

“ลำบากแล้ว กลับไปรักษาอาการบาดเจ็บเถอะ จันทราแดงเห็นผลงานของท่านในสายตาตลอด นอกจากนี้ ท่านแน่ใจนะว่าพวกเขามีผลึกลี้ลับจริง?!”

“เอ่อ... ไม่ทราบว่าตาลายหรือไม่ แต่ข้าน้อยรู้สึกว่า ต่อให้ไม่มีผลึกลี้ลับ แต่ก็ต้องมีสิ่งที่มีค่ามาก ค่ายกลที่ป้อมปราการแห่งนี้ติดตั้งไว้ ต้องใช้เงินน้ำแข็งหลายสิบหมื่นเป็นอย่างน้อย!” ลู่เซิ่งเข้าใจค่ายกลคร่าวๆ จึงพอจะประเมินค่าออก

“หลายสิบหมื่นหรือ” หัวหน้าลัทธิพลันหายใจหนักหน่วงกว่าเดิมเล็กน้อย

“ใช้ได้แล้ว... ใช้ได้แล้ว... ที่นี่ไม่มีงานของท่านแล้ว ท่านกลับไปรักษาอาการบาดเจ็บก่อนเถอะ” เขาโบกมือไปทางลู่เซิ่งอย่างหงุดหงิด

“ขอรับ ข้าน้อยจะกลับก่อน หัวหน้าลัทธิระวังตัวด้วยนะครับ!” ลู่เซิ่งเผยสีหน้าอาลัยอาวรณ์ แต่พอเห็นดวงตาของเหมินฟ่าผู้เป็นหัวหน้าลัทธิที่สาดการคุกคามและมีประกายเย็นเยียบ เขาก็ได้แต่หมุนตัวบินจากไปด้วยความจนปัญญา

ไม่รอให้เขาบินออกไปไกลเท่าไหร่ ก็ได้ยินเสียงกึกก้องดังมาจากด้านหลัง

หันกลับไปมอง ตำแหน่งที่ป้อมปราการอยู่มีเมฆรูปเห็ดสีขาวขนาดมหึมาพุ่งสู่ฟากฟ้า เมฆกระจายออกไปรอบๆ พร้อมกับปล่อยแสงสีฟ้าจำนวนมากออกมา

‘เคลื่อนไหวเร็วดีจริงๆ!’ ลู่เซิ่งหยีตา แก่นหยางบนร่างห่อหุ้มเมล็ดแห่งสายน้ำสีชาดเอาไว้เพื่อตัดขาดการสัมผัส จากนั้นเขาก็หมุนตัวบินไปยังป้อมปราการ

บินไปได้ไม่ไกลเท่าไหร่ เขาที่อยู่ห่างๆ ก็เห็นหัวหน้าลัทธิบินกลับมาด้วยสีหน้าพึงพอใจ อีกฝ่ายคล้ายกับถือลูกบาศก์สีเงินเอาไว้ในมือ

ส่วนป้อมปราการแห่งนั้นหายสาบสูญไปแล้ว

ลู่เซิ่งซ่อนอยู่ใกล้ๆ สักพัก รอให้หัวหน้าลัทธิเหาะจากไปก่อน จากนั้นจึงค่อยพุ่งออกมาแล้วค้นหาตรงตำแหน่งเดิมของป้อมปราการไปทั่ว

ในซากปรักหักพังสีขาวอมเทาไม่มีอะไรเลย มีแต่เมือกที่เหมือนกับเลือดเนื้อจำนวนมากเท่านั้น

มีแขนขาขาดบางส่วนกระจัดกระจายอยู่รอบๆ ตราประทับสีดำที่คล้ายจะเป็นสัญลักษณ์ลัทธิตัวใหญ่เหมือนกับถูกทำลายจนเหลือแค่ครึ่งเล็กๆ ที่คว่ำอยู่กับพื้นเท่านั้น

ลู่เซิ่งวนดูรอบหนึ่ง แต่ไม่พบอะไรเลย สายตาจึงหยุดอยู่ที่ตราประทับสีดำนี้อย่างรวดเร็ว

‘ของที่มีค่าถูกนำไปหมดแล้ว ดูเหมือนจะเหลือแต่มันนี่แหละ...’ เขาสัมผัสได้ถึงคลื่นโหยหวนของวิญญาณตายโหงนับไม่ถ้วนที่กำลังเดือดพล่านจากตราประทับอันนี้

แม้คลื่นจะอ่อนแอมาก แต่ก็ยังดีกว่าหาอะไรเลยไม่เจอ

เขาคิดเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปถึงข้างตราประทับพร้อมกับยื่นมือไปวางด้านบน

ซู่...

พลังอาวรณ์ลำใหญ่หลายสายทะลักเข้ามาในตัวเขาเหมือนกับของเหลว

หนึ่งพัน สองพัน สามพัน...

มีพลังอาวรณ์หลายหมื่นหน่วยไหลเข้ามาโดยใช้ไม่กี่นาทีสั้นๆ แต่ก็เพียงเท่านั้น ดูเหมือนจะเป็นเพราะตราประทับถูกทำลาย ทำให้พลังอาวรณ์ที่ดูดซับได้ เหลือแค่เท่านี้

เขารู้สึกไม่ยินยอมเล็กน้อย อุตส่าห์เสี่ยงเรียกหัวหน้าลัทธิมา สุดท้ายกลับได้ผลลัพธ์แค่นี้ ไม่เรียกมายังจะดีกว่า

ควานหาในซากปรักหักพักสักพัก จู่ๆ ก็มีเสียงดังมาจากมุมหนึ่งเบาๆ

“แค่กๆๆ...” มีคนไอ

ลู่เซิ่งเดินไปยังต้นเสียงอย่างรวดเร็ว แล้วเหลียวมองดูรอบๆ ก่อนที่สายตาจะหยุดอยู่ที่ซากหินกองหนึ่งทางขวามือ

เขาโบกมือ พลังไร้รูปร่างพลันผลักซากหินออกไปรอบๆ

เด็กผู้หญิงผมขาวที่มีรอยสีเทาทั่วทั้งตัวคนหนึ่งนอนหงายอยู่ใต้หิน เด็กผู้หญิงคล้ายสับสน ในตาโตสีฟ้าไม่มีสิ่งใดนอกจากความงุนงง

“ท่านเป็น... ใครกัน” เด็กผู้หญิงเงยหน้าขึ้นมองดูลู่เซิ่งที่เดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะเอ่ยปากถามอย่างมึนงง

ลู่เซิ่งกวาดตามอง รอบๆ ไม่มีใคร ใช้จิตวิญญาณกวาดดูก็ไม่สัมผัสชีวิตใดๆ แต่เด็กผู้หญิงคนนี้มาอยู่ด้านหน้าเขาตัวเป็นๆ กระนั้นเขากลับสัมผัสไม่ได้ ถ้าไม่ใช่เพราะมองเห็นอีกฝ่าย เขาคงนึกจริงๆ ว่าที่นี่ไม่มีสิ่งมีชีวิตเหลืออยู่แล้ว

‘ฆ่าหรือไม่ฆ่าดี’ เขาลังเลใจเล็กน้อย สุดท้ายอย่างไรเขาก็ยังคงเป็นคนดี มีขีดจำกัดของตัวเองอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ

“ไป” ควันดำกระจายฟุ้งออกมาจากทั่วร่างลู่เซิ่งพร้อมกับห่อหุ้มเด็กหญิงลอยขึ้นฟ้า บินไปยังที่ไกลในพริบตา

...

กองไฟสีแดงลุกไหม้เริงระบำอยู่ในถ้ำยามราตรี

ลู่เซิ่งนั่งย่างก้ามยักษ์ของปูทรายที่อวบใหญ่ชิ้นหนึ่งอยู่ข้างกองไฟ เนื้อที่ออกมาจากก้ามปูยักษ์ชนิดนี้สดใหม่สุดเปรียบปาน แค่เอามาย่างก็มีกลิ่นหอมที่เข้มข้นเป็นพิเศษลอยออกมาแล้ว

“บอกมาเถอะว่าเจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงไปอยู่ในป้อมปราการแห่งนั้น” ลู่เซิ่งสังหรณ์ว่าเด็กผู้หญิงคนนี้ต้องไม่ธรรมดา

นางกอดเข่าและมองเปลวเพลิงที่กำลังเต้นระริกอยู่อย่างมึนงง

“ข้าคือมนุษย์โลหิตเงิน ชื่อทัวหลันปาเฮ่อ”

“มนุษย์โลหิตเงิน?!” หัวใจของลู่เซิ่งเต้นรัว

มนุษย์โลหิตเงินเป็นมนุษย์พิษในตำนาน ที่ไม่มียาใดรักษาได้อย่างแท้จริง พิษร้ายในตัวพวกเขาเป็นพิษที่รุนแรงที่สุดในหมู่พิษที่เป็นที่รู้จัก และเป็นพิษที่ไม่มียาชนิดใดแก้ไขได้

และเป็นเพราะมนุษย์โลหิตเงินหายากถึงขีดสุด ถือเป็นร่างกลายพันธุ์ ปกติแล้วจึงได้ยินแค่จากในตำนานเท่านั้น ไม่เคยมีใครเห็นด้วยตาตัวเอง

ลู่เซิ่งกลับคิดไม่ถึงโดยสิ้นเชิงว่า ตนจะจับเผ่าพันธุ์หายากในตำนานได้

"บ้านของเจ้าอยู่ที่ใด” เขาหาเรื่องคุย

“ไม่ทราบ... ข้าคือความประหลาดลี้ลับ ท่านเองก็ทราบว่าหลังความประหลาดลี้ลับตายหลายครั้ง ความทรงจำจะสูญหาย ข้าก่อนหน้านี้เป็นอย่างไร ตัวข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน” เด็กผู้หญิงเอ่ยอย่างเรียบเฉย

"แต่เจ้ายังจำชื่อของตัวเองได้อยู่นี่”

“นี่เป็นชื่อที่พวกเขาเพิ่งตั้งให้ข้าเมื่อหลายวันก่อน”

“พวกเขาคือใคร”

“สตรีที่ชื่อลวี่หลง”

ลู่เซิ่งถามไปโดยไม่คิดอะไร ถ้านางเป็นความประหลาดลี้ลับ และเป็นตัวตนที่ฆ่าไม่ตายจริงๆ อย่างนั้นเมื่อผ่านไประยะเวลาหนึ่งก็จะคืนชีพได้ใหม่เหมือนกันกับอิงอิง

กอปรกับนางยังเป็นมนุษย์โลหิตเงินที่หายากอีก การเอาเลือดออกมาอย่างต่อเนื่องจึงกลายเป็นความเป็นไปได้หนึ่ง

เกรงว่าคนของสมาคมการค้าน่าถ่าซือพวกนั้นจะใช้นางเป็นต้นเขย่าเงิน โดยนำเลือดสีเงินที่มีพิษรุนแรงไร้เทียมทานออกมาอย่างต่อเนื่อง

“ต้องการกรีดเลือดหรือไม่ กรีดเลือดครั้งหนึ่ง ต้องใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์ถึงจะคืนสู่สภาพเดิม” ทัวหลันปาเฮ่อยกมือขึ้นและมองลู่เซิ่ง

“ไม่ ข้าไม่ใช่คนแบบนั้น” ลู่เซิ่งส่ายหน้า “เจ้าอยากจะไปที่ใดหรือไม่”

“ข้าไม่มีที่ไป”

“งั้นเจ้ามาอยู่กับข้าก็แล้วกัน ข้าต้องการผู้ช่วยอยู่พอดี” ลู่เซิ่งใคร่ครวญ ความประหลาดลี้ลับมีข้อดีตรงที่เป็นอมตะนี่เอง

เกิดว่าปรากฏขึ้นมา ก็จะคงอยู่ได้หลายปี มีอายุขัยยาวนานกว่ามนุษย์ธรรมดา

ลู่เซิ่งที่ยังนึกไม่ออกว่าจะให้ทัวหลันปาเฮ่ออยู่ตำแหน่งไหน ถือโอกาสพานางไปรวมตัวกับสาวกจันทราแดงคนที่เหลือ แล้วออกปล้นสะดมไปทั่วพร้อมกับหัวหน้าลัทธิ

หลังจากปล้นสถานที่ไปสิบกว่าแห่ง ได้รับพลังอาวรณ์มาสามแสนกว่าหน่วย สถานที่แห่งนี้ก็ไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว

ผู้ร้ายประกาศจับตระกูลเวรอนถูกเหมินฟ่าจัดการทิ้ง ภารกิจง่ายดายเหลือแสน

สิ่งที่แตกต่างจากตอนขาไปก็คือ ลู่เซิ่งพาทัวหลันปาเฮ่อมนุษย์โลหิตเงินมาด้วยในตอนกลับมา

คนอื่นๆ นึกว่าทัวหลันปาเฮ่อเป็นหญิงรับใช้ที่ลู่เซิ่งซื้อมาจากตลาดค้าทาส

ลู่เซิ่งจึงถือโอกาสใช้นางเป็นหญิงรับใช้ ให้นางดูแลความสะอาดในคฤหาสน์ และรับผิดชอบงานทำความสะอาดและรักษาค่ายกลง่ายๆ ส่วนหนึ่ง

หลังจากเลื่อนสู่ขอบเขตลวงตาแล้ว ลู่เซิ่งก็นั่งฝึกฝนทำสมาธิทุกวันไม่ขาด เพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่คลื่นจิตวิญญาณและพลังจิตหลังเลื่อนระดับ

จากนั้นก็รับภารกิจมากมายของสาวกจันทราแดงสิบกว่าภารกิจ ทำการช่วยเหลือไล่ล่าที่ใช้เวลาสิบกว่าปีจนหมดในคราวเดียว

เป็นเพราะมุมานะทำผลงาน แถมยังมีอัตราความสำเร็จทางภารกิจสูงมาก สองเดือนต่อมา ลู่เซิ่งจึงได้รับการเลื่อนขั้นเป็นหัวหน้าลัทธิ

นอกจากนั้นเขายังปรับตัวเข้ากับความสามารถมากมายหลังเลื่อนถึงขอบเขตลวงตาในขั้นเบื้องต้นได้แล้ว

แม้ลู่เซิ่งจะแสดงพลังของเจ้าแห่งอาวุธออกมาเท่านั้น แต่สามกลุ่มใหญ่ของสาวกจันทราแดงในนครตราชั่งต่างมีคนติดต่อกับเขา เพราะต้องการจะดึงเขาเข้าเป็นพวก

เจ้าแห่งอาวุธคนหนึ่งถือเป็นบุคคลที่มีความสามารถประมาณหนึ่งในนครตราชั่งเช่นกัน

ยิ่งไปกว่านั้นลู่เซิ่งยังมีสถานะเป็นมารสวรรค์ เรื่องนี้ไม่อาจอำพรางในระบบข้อมูลของนครตราชั่งได้ คุณลักษณะพิเศษของมารสวรรค์คือต้องจุติหนึ่งครั้งทุกๆ ช่วงเวลาหนึ่ง และคลื่นของค่ายกลก็ไม่สามารถปกปิดไว้ได้

ลู่เซิ่งเองก็ไม่รีบร้อน ปัจจุบันพลังของเขาค่อยๆ เสถียรขึ้นแล้ว จึงเริ่มเพิ่มการสั่งสม เนื่องจากได้รับการคัดเลือกเป็นหัวหน้าลัทธิ เขาเลยเริ่มมีกลุ่มก้อนเล็กๆ เป็นของตัวเอง สมควรบอกว่าเป็นกลุ่มก้อนเล็กๆ ของหัวหน้าลัทธิมากกว่า

..

ลู่เซิ่งที่นั่งอยู่ในลานเรือนจิบชาร้อนทีละคำๆ เขาเพิ่งจะทำภารกิจเงินรางวัลเสร็จไป กำลังกลับมาจากที่อยู่ของหัวหน้าลัทธิอีกคน

ในช่วงเวลานี้ เนื่องจากวิชาแพทย์ที่ใช้ได้ของลู่เซิ่ง เขาจึงมีการติดต่อที่เรียบง่ายกับหัวหน้าสาวกจันทราแดงหลายคนที่อยู่ใกล้ๆ นี้

ในนี้คือเหมินฟ่าที่เคยร่วมงานกันเมื่อครั้งก่อน ครั้งก่อนคนผู้นี้ได้ผลประโยชน์ไป ครั้งนี้ที่ลู่เซิ่งได้รับการคัดเลือก เป็นเพราะเขาต้องการตอบแทน

‘ขอบเขตอำนาจของหัวหน้าลัทธิต่างไปจากเดิมแล้ว ยังได้รับเคล็ดวิชาทั้งหมดที่อยู่ต่ำกว่าระดับเจ้าแห่งอาวุธโดยไม่ต้องจ่ายอะไรอีกต่างหาก แถมยังซื้อสิ่งของในลัทธิโดยมีส่วนลดยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ภารกิจที่รับมาทำได้ก็มีค่าตอบแทนมากกว่าเดิมเหมือนกัน’ ลู่เซิ่งนั่งจัดระเบียบความคิดอยู่บนเก้าอี้หิน

‘เราก้าวข้ามขอบเขตพื้นฐานสองขอบเขตจนกระทั่งถึงระดับเกือบสมบูรณ์แล้ว ขั้นต่อไปคือการเตรียมตัวเพื่อยกระดับเป็นมายาพิศวง...”

‘มายาพิศวงหรือ...’ ลู่เซิ่งถอนใจเฮือกหนึ่ง

เคล็ดโปรยน้ำค้างกลางสวนบูรพาในสารทฤดูเป็นวิชาที่ครอบคลุมมาก มันบันทึกวิธีเลื่อนระดับเป็นมายาพิศวงในระดับที่อ่อนแอที่สุดเอาไว้

สิ่งที่มายาพิศวงต้องการคือการสร้างวัฏจักรการเกิดการตายที่พลังงานโคจรด้วยตัวเองได้ เพื่อแลกเปลี่ยนระหว่างการมีและการไม่มี

ถ้าเปลี่ยนสิ่งนี้เป็นระบบมารสวรรค์ ก็คือการสร้างวัฏจักรเกิดตายขึ้นในโลกรูปจิต

‘การจะสร้างวัฏจักรเกิดตายจำเป็นต้องบรรลุแก่นของวัฏจักร มีแต่ต้องบรรลุแก่นของวัฏจักรถึงจะเชื่อมต่อกับพลังวิญญาณในวัฏจักรได้’

ลู่เซิ่งย้อนนึกถึงเคล็ดการปฏิสนธิในสมอง หากตัดผลการปฏิสนธิที่รกรุงรังออกไป แกนหลักเค้าโครงพื้นฐานยังเป็นสิ่งที่ไม่เลว

สิ่งที่แก่นของวัฏจักรต้องการคือ ประสบการณ์ความรู้ต่อวัฏจักรอันสมบูรณ์ของสิ่งมีชีวิต รวมถึงการบรรลุสาระสำคัญของวัฏจักรชีวิต

ประสบการณ์แค่นี้ย่อมไม่นับเป็นอะไรสำหรับขอบเขตลวงตาที่ดำรงอยู่มาหลายหมื่นปี พวกเขาเพียงจำเป็นต้องนึกย้อนความทรงจำของตัวเองอย่างละเอียด และตามหาแรงบัลดาลใจรวมถึงความเข้าใจเท่านั้น

แต่ลู่เซิ่งต่างออกไป แม้เขาจะเป็นผู้ทะลุมิติ แต่ตั้งแต่เกิด จนกระทั่งแก่ ไปถึงตาย อันเป็นกระบวนการของวัฏจักรชีวิต อย่างไรก็ไม่เคยสัมผัสอย่างสมบูรณ์มาก่อน

‘การคืนชีพหลังเกิดใหม่เคยเจอมาแล้ว แต่ช่วงเวลาตายในชาติก่อนของเราเป็นตอนหนุ่ม ตอนนี้ก็ยังห่างจากตอนแก่อีกไกล’

หลังจากคำนวณดูเล็กน้อย ลู่เซิ่งก็ทราบว่าสิ่งสำคัญเริ่มที่การจุติ

              ..............................................
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ

ความคิดเห็น