656-660

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง ระบบโกงสกิล
บทที่ 656ถึง660
โดยเฉพาะพวกจิตรกรระดับชั้นนำที่ผ่านการคัดเลือกจากการแข่งขันใหญ่ๆ ซึ่งช่วยลู่เซิ่งทำความเข้าใจกฎ

พวกเขายึดครองระดับชั้นนำในทุกสาขาอาชีพ ค่อยๆ กลายเป็นบุคคลสำคัญที่กุมอำนาจในเวลาหลายปีที่ผ่านมา

พอมีขุมกำลังที่โดดเด่น มีเครือข่ายความสัมพันธ์ยิ่งใหญ่เหล่านี้อยู่ด้วย เนตรแห่งเทพก็รู้สึกทำอะไรไม่ได้ดั่งใจเมื่อเผชิญกับหัตถ์สีเงินที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ

หนึ่งปีก่อน บางทีเนตรแห่งเทพอาจยังพึ่งพาขุมกำลังระดับบนๆ สะกดสถานการณ์ได้ ทว่าตอนนี้ หัตถ์สีเงินได้ยึดครองปรมาจารย์จิตรกร หรือจิตรกรที่แข็งแกร่งที่สุดไปมากกว่าแปดส่วน

เนตรแห่งเทพมีแค่ปรมาจารย์จิตรกรอย่างโอซีลิสคนเดียว เขาได้ฉายาว่าแข็งแกร่งที่สุดในโลก แถมภาพวาดยังกระตุ้นสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ สภาพอากาศ และภูมิประเทศได้ ไปถึงขั้นที่พิสดารถึงขีดสุดแล้ว

ต่อให้เป็นลู่เซิ่งก็ยากจะจินตนาการว่า อาศัยเพียงการวาดภาพอย่างเดียวมาถึงขั้นนี้ได้อย่างไร

หลังจากที่โอซีลิสทำลายสภาวะโจมตีของปรมาจารย์จิตรกรจากหัตถ์สีเงินสามคนได้ ในที่สุดเนตรแห่งเทพจึงค่อยอยู่รอด

และเป็นเพราะโปรดปรานคนมีความสามารถ ลู่เซิ่งเลยไม่ได้ลงมือเอง

หลายปีมานี้ วิชามายาพิศวงอันแปลกประหลาดของเขาทำความเข้าใจทุกอย่างได้อย่างราบรื่น พออาศัยการช่วยเหลือของพวกจิตรกร ก็ทะลวงข้อจำกัดได้อย่างง่ายดาย

เขาได้เตรียมการทุกอย่างไว้พร้อมสรรพแล้วเช่นกัน ขอแค่รอก่อตั้งศิลาฐานเก้าอันและรวมตราสัญญะบนจานประกายโจน์แล้วเสร็จ โลกรูปจิตก็จะเริ่มวงจรธรรมชาติ ไปถึงขอบเขตลวงตาได้อย่างสมบูรณ์

นอกจากนี้เป็นเพราะอยู่ว่างๆ ไม่มีอะไรทำ ลู่เซิ่งก็เลยขัดเกลากายเนื้อของตัวเองไปถึงขีดจำกัดที่ฝึกฝนได้

เขาใช้วิชามวยทำลายล้างในพริบตากับวิชาต่อสู้ผสานที่ได้มาจากโลกก่อน ไม่นานก็ได้พลังระดับจักรพรรดิมวยเงามารกลับมามากกว่าครึ่ง

เพียงแต่ว่าโลกใบนี้มีข้อจำกัดมากกว่า ทำให้เขาไม่อาจปล่อยปราณโซ่ภายในออกไปด้านนอกได้ ได้แต่โคจรและเพิ่มความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องอยู่ภายในร่างกาย

“ช่างเถอะ พวกคุณถอยไปซะ ต่อจากนี้แสดงผลงานดีๆ หน่อย ฉันอยากจะเห็นการกระทำในความเป็นจริงของพวกคุณ” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างไม่แยแส

สองจิตรกรระดับชั้นนำตรงหน้าเหมือนได้รับการอภัยโทษ ในฐานะบุคคลระดับชั้นนำที่บรรลุวิญญาณภาพและเจตภาพ แม้ทั้งสองจะเทียบกับปรมาจารย์ภาพวาดมากประสบการณ์ที่พัฒนาไปมากกว่าขั้นหนึ่งพวกนั้นไม่ได้ แต่ก็เป็นตัวตนที่เกือบจะไปถึงจุดสูงสุดในหมู่จิตรกรธรรมดาอยู่ดี

ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าลู่เซิ่ง บุคคลยิ่งใหญ่แบบนี้กลับไม่ต่างจากสุนัขสองตัว

มองตามจนทั้งสองจากไป ลู่เซิ่งค่อยมองไปนอกหน้าต่างไม้ อีกาสีดำที่ม่านตากระจัดกระจายสองตัวยืนกางปีกอยู่บนกรอบหน้าต่างกลางแสงอาทิตย์มัวซัว

รอบๆ ตัวเขามีอีกาแบบนี้อย่างน้อยมากกว่าพันตัว พวกมันเป็นสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติที่ถูกควบคุมโดยปรมาจารย์ภาพปีกดำ สามารถสัมผัสถึงศัตรูและส่งเสียงแจ้งเตือนได้ทันที นอกจากนี้กรงเล็บของพวกมันยังฉาบยาพิษไว้ ขอแค่ข่วนใส่ ก็จะทำให้เลือดแข็งตัวและหายใจไม่ออกทันที

นี่เป็นเพียงหนึ่งในแนวป้องกันหลายสิบแนวรอบๆ ศูนย์ใหญ่เท่านั้น

“ภาพวาดมารยังเติมเต็มไม่เสร็จเลย...แต่เรารอต่อไปไม่ไหวแล้ว...” ลู่เซิ่งพึมพำพลางควงพู่กันวาดภาพในมือเบาๆ

‘ถ้าหากโอซีลิสยินยอม เขาอาจจะช่วยเราเติมเต็มภาพจนสมบูรณ์ได้ แต่เรื่องนี้แก้ไขด้วยการบีบบังคับไม่ได้ ต้องเป็นปรมาจารย์ภาพที่แข็งแกร่งที่สุดที่เป็นคนของเราโดยสมบูรณ์’

ลู่เซิ่งเคยทดลองมาก่อน แต่พบว่าตัวเองไม่มีพรสวรรค์ด้านการวาดภาพเลย

หลังจากที่เรียนรู้วิชาที่ยอดจิตรกรสีสันสร้างขึ้นถึงขีดจำกัด เขาก็สามารถทำถึงระดับใกล้เคียงกับโอซีลิสได้เหมือนกัน แต่ไม่ทราบเพราะอะไร สุดท้ายก็ยังด้อยกว่าอีกฝ่ายขั้นหนึ่งอยู่ดี

‘อย่างมากสุดเรายังอยู่นี่ได้อีกสิบปี ถ้าหากในสิบปีนี้ยังไม่มีวิธี อย่างนั้นก็ได้แต่อาศัยดีปบลูเรียนรู้โครงสร้างที่สมบูรณ์ที่สุดแล้ว...’ ความจริงลู่เซิ่งไม่อยากจะทำลวกๆ เพราะโครงสร้างนี้มีความสำคัญถึงขีดสุด ตามการบันทึกของวิชามายาพิศวง จุดเด่นจุดด้อยของโครงสร้างนี้ถึงขั้นตัดสินการพัฒนาศักยภาพในอนาคต ความเร็วในการฝึกฝน และความแข็งแกร่งในการสู้จริงของเขา

ผู้เข้มแข็งต่อจากขอบเขตลวงตาส่วนใหญ่อาศัยระบบโคจรพลังงานที่เหมือนกับโลกรูปจิตในการต่อสู้

มารสวรรค์เป็นเช่นนี้ ระบบอื่นๆ ก็เป็นเช่นเดียวกัน

ตู้ดๆๆ...

ขณะกำลังขบคิดอยู่ มือถือบนโต๊ะด้านหน้าลู่เซิ่งก็ดังขึ้น

เขาขมวดคิ้วมองดู เป็นจัวซือชิ่ง

“ฮัลโหล มีธุระเหรอครับ” เขาไม่เคยแสดงท่าทีที่ดีต่อพ่อของร่างต้นผู้ไม่เอาไหนเลย

สาเหตุก็ไม่ใช่อะไรอื่น หากแต่เจ้าหมอนี่สร้างความอับอายให้เขามากเกินไป วาดอะไรไม่วาดดันวาดลูกชายตัวเองเป็นภาพสีน้ำมัน แถมยังวาดละเอียดปานนั้น แค่มองดูก็รู้ว่าเขาสังเกตสังกามาอย่างตั้งใจมาเป็นเวลานานขนาดไหน

ทางปลายสายลังเลไปเล็กน้อย

“เสี่ยวอวี่เหรอ ฉันเป็นป้าของเธอนะ พ่อเธอเกิดเรื่องแล้ว! รีบมาที่โรงพยาบาลรัฐที่สามในเมืองคุนหนีเร็วเข้า!”

เสียงแหบพร่าของผู้หญิงดังออกมาจากปลายสาย

“เกิดเรื่องเหรอ” ลู่เซิ่งทะลึ่งตัวขึ้น แม้จะรู้สึกว่าพ่อคนนี้ทำให้ตัวเองขายหน้า แต่หากพูดกันจริงๆ คนคนนี้ก็เป็นทั้งพ่อเป็นทั้งแม่ ปฏิบัติต่อร่างต้นเป็นอย่างดี

จะให้เขาเกิดเรื่องไม่ได้เด็ดขาด

ลู่เซิ่งกดปุ่มสีแดงปุ่มหนึ่งในลิ้นชักทันที

ไม่นานจอภาพสีดำจอหนึ่งก็ยกขึ้นมาจากด้านข้าง บนจอแสดงข้อมูลเข้ารหัสที่กำลังแกะรอยพื้นที่ที่โทรศัพท์ใช้โทร

ผ่านไปหนึ่งนาที สถานที่ที่โทรก็ถูกค้นจนเจอ

เป็นโรงพยาบาลรัฐที่สามในเมืองคุนหนีจริงๆ

“พ่อของเธอขับรถชน ตอนนี้หมอกำลังช่วยชีวิตอยู่!” ผู้หญิงที่เรียกตัวเองว่าป้าคนนี้อธิบายอย่างรวดเร็ว “เธอรีบมาจากโรงเรียนเถอะ ฉันจะให้คนไปรับ!”

“ได้ครับ” ลู่เซิ่งวางสาย ก่อนจะมองเวลาบนนาฬิกาข้อมือ

“เข้ามา”

เขาตวาดเบาๆ

บอดี้การ์ดสวมเสื้อผ้าทะมัดทะแมงสีดำหนึ่งชายหนึ่งหญิงเคาะประตูห้องสมุดก่อนจะเข้ามาทันที

“ให้คนของฝ่ายการบินเตรียมตัว ภายในหนึ่งชั่วโมง ฉันอยากได้เที่ยวบินที่จะไปเมืองคุนหนี” ลู่เซิ่งสั่งการอย่างรวดเร็ว สีหน้าดูไม่ดีเล็กน้อย

“ท่านอยากจะนั่งลำไหนหรือครับ...” บอดี้การ์ดชายก้มหัวถามอย่างระมัดระวัง

“ลำที่เร็วที่สุด” ลู่เซิ่งพลิกมือกดพู่กันในมือลงบนโต๊ะ

เขาจำได้ว่ารอบตัวจัวซือชิ่งมีบอดี้การ์ดของตระกูลอยู่ด้วย แม้ในตระกูลจะยุ่งเหยิงปั่นป่วนอยู่บ้าง แต่ก็มีการยับยั้งชั่งใจกันอยู่

ตอนแรกเขาไม่คิดจะสนใจเรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้งพวกนี้ เลยปล่อยให้จัวซือชิ่งไปลำบากลำบนเอง แต่ตอนนี้คนเกิดเรื่องย่อมไม่ดีอยู่แล้ว

“น่าหน่ายใจจริงๆ...” ลู่เซิ่งอารมณ์ไม่ดีอยู่แล้ว ภาพวาดมารเติมเต็มไม่เสร็จสักที ตอนนี้ยังมาเจอเรื่องบ้าๆ แบบนี้อีก

...

หนึ่งชั่วโมงต่อมา

ลู่เซิ่งเดินออกจากสนามบินนานาชาติเมืองคุนหนี ด้านนอกมีคนชูป้ายรอรับเขาแล้ว

คนหนาแน่นเบียดอัดกัน ลู่เซิ่งไม่ได้ใช้เส้นทางวีไอพี หากแต่แต่งตัวอย่างนักเรียนธรรมดา และใช้เส้นทางทั่วไปร่วมกับคนธรรมดาๆ

“ทางนี้!”

ชายฉกรรจ์ที่มีผิวดำคล้ำโบกป้ายพลางเรียกลู่เซิ่ง

ลู่เซิ่งรีบเดินเข้าไปหา ก่อนจะตามชายฉกรรจ์ออกไปด้านนอก แล้วรออยู่ริมถนนสักพัก

ไม่นานนักรถสปอร์ตสีเทาหรูหราคันหนึ่งก็ค่อยๆ แล่นมาจอดด้านหน้าคนทั้งสอง

“ขึ้นรถ” คนขับรถเป็นหญิงสาวผมยาวหน้าตางดงามที่สวมแว่นกันแดดและใส่เสื้อขนสัตว์สีขาว

ผมยาวล่องลอย ตากระจ่างฟันขาว ผิวสีขาวราวหิมะ สวมสร้อยอัญมณีสีฟ้า พอเข้าใกล้ยังได้กลิ่นน้ำหอมระดับสูงจางๆ

ลู่เซิ่งเปิดประตูขึ้นรถแล้วนั่งลงบนเบาะหลังอย่างไม่เกรงใจเช่นกัน

“แม่ของฉันเป็นป้าของเธอ ฉันชื่อหลินเซิ่งหย่า ตามอายุ น่าจะเป็นลูกผู้พี่ของเธอ” หญิงสาวแนะนำตัวเองอย่างขอไปทีหลังจากลู่เซิ่งขึ้นรถแล้ว

“อ้อ จัวซือชิ่งเป็นยังไงบ้าง” ลู่เซิ่งตอบรับ ก่อนจะถามตรงๆ

“คุณลุงพ้นขีดอันตรายแล้ว เดี๋ยวเธอไปถึงโรงพยาบาลก็รู้เอง” หลินเซิ่งหย่าตอบอย่างรวบรัด

เธอมองลู่เซิ่งที่นั่งอยู่ด้านหลังผ่านกระจกมองหลัง พูดตามจริงถ้าไม่ใช่แม่บังคับ เธอไม่อยากจะมารับลูกผู้น้องอะไรนี่เลย

เธอมีแค่ลูกผู้น้องคนเดียว นั่นก็คือจัวซินซิน ส่วนลูกนอกสมรสที่คุณลุงให้กำเนิดหลังไปวุ่ยวายกับคนอื่นๆ ด้านนอกนั้น เหอะๆ...

หลินเซิ่งหย่าไม่อยากพูดอะไรกับลู่เซิ่งสักคำเดียว

รถเลี้ยวไปเลี้ยวมาตามถนนอย่างช่ำชอง ผ่านไปสิบกว่านาที จึงค่อยมาจอดที่ด้านหน้าเขตอยู่อาศัยเล็กๆ ที่เก่าโทรมอยู่บ้าง

“ลงรถเถอะ” หลินเซิ่งหย่าตบพวงมาลัย

ลู่เซิ่งนิ่วหน้ามองด้านนอก

“ที่นี่คือโรงพยาบาลเหรอครับ”

“ไม่ใช่ แต่ลงจากรถก็จะใช่แล้ว” หลินเซิ่งหย่าหงุดหงิดบ้างแล้ว

เวลานี้เองมีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินมาถึงด้านนอกรถ อายุราวๆ ยี่สิบกว่าปี สวมชุดวอร์มสีขาวพอดีตัว แขวนหูฟังสวยๆ อันหนึ่งไว้บนคอ

“เสี่ยวหย่า พามาแล้วเหรอ”

“อื้อ เขานั่นแหละ” หลินเซิ่งหย่าลงรถก่อนจะชี้ไปที่ลู่เซิ่ง

ชายหนุ่มมองลู่เซิ่งอย่างไม่แยแส

“หนามตำตาแบบนี้จะเรียกมาทำอะไรกันนะ”

ลู่เซิ่งลงรถพร้อมกับกวาดตามองเขา

“นำทางเถอะ จัวซือชิ่งล่ะ”

“เหอะ เรียกพ่อตัวเองแบนี้เหรอ” ชายหนุ่มหัวเราะอย่างดูถูก “ไปเถอะ ตามฉันมา”

ลู่เซิ่งติดตามไปโดยไม่แสดงสีหน้า

หลินเซิ่งหย่าติดตามอยู่ด้านหลัง ทั้งสามเข้าไปในอาคารหลังหนึ่งแล้วขึ้นไปยังชั้นบนสุดอย่างรวดเร็ว

หลังจากออกจากลิฟท์ หลินเซิ่งหย่าก็หยิบกุญแจขึ้นมาเปิดประตูโดยไม่ได้สนใจลู่เซิ่ง หากคุยเบาๆ กับชายหนุ่มคนนั้น พร้อมกับคอยพลิกดูมือถือเป็นระยะ

ลู่เซิ่งก้าวเข้าไปตามลำพัง ห้องไม่ใหญ่มาก เตียงคนป่วยตัวยาวตัวหนึ่งตั้งอยู่ตรงกลาง บนเตียงคนป่วยคลุมแก้วขนาดใหญ่ไว้ด้านใน สามารถมองเห็นเครื่องไม้เครื่องมือที่ถูกจัดเรียงไว้ด้านในได้ผ่านที่ครอบ

จัวซือชิ่งนอนหงายอยู่บนเตียง พันผ้าพันแผลไว้ทั่วทั้งตัว เพียงมองดูคนทั้งสองข้างเตียงด้วยดวงตาอิดโรยเท่านั้น

ด้านข้างมีหญิงสาวมัดผมหางม้าหน้าตาหมดจดคนหนึ่งนั่งอยู่ เธอสวมเดรสยาวสีดำ ใส่ถุงน่องสีขาวทับขาขาวเรียวยาว

เธอร้องไห้เหมือนกับสาลี่ที่เปียกปอน ดูท่าจะเพิ่งร้องไห้มาไม่นาน ตาเลยบวมเล็กน้อย

อีกคนหนึ่งเป็นผู้หญิงสง่างามที่บุคลิกดีมาก เหมือนจะมีอายุราวๆ สามสิบกว่าปี แต่งชุดออฟฟิศ นั่งอยู่ด้านข้างด้วยดวงตาบวมแดงเช่นกัน

“จัวซือชิ่ง ไหนเล่ามาซิว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้”

ลู่เซิ่งคร้านจะสนใจสองคนนี้ พอเดินไปถึงข้างเตียงก็จ้องมองผู้เป็นพ่อที่อยู่บนเตียงเขม็ง

“แค่กๆๆ...” จัวซือชิ่งจุกในคอ แต่พอเห็นลูกชายทำหน้าไม่เป็นมิตร เหมือนจะระเบิดความโกรธได้ตลอดเวลา จิตใจก็เกิดความขลาดเขลาเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะแห้งสองคำ

“แค่อุบัติเหตุ...อุบัติเหตรถยนต์เท่านั้น...แกมาได้ยังไง ฉันบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าไม่ให้บอกเสี่ยวอวี่!?” เขาพูดประโยคครึ่งหลังกับผู้หญิงคนนั้น

“ดูเหมือนจะยังมีสติดีอยู่นี่” ขณะที่ลู่เซิ่งกำลังพูด คนร่างอ้วนสูงใหญ่ที่สวมสูทสีน้ำเงินคนหนึ่งก็ผลักประตูเข้ามา มีชายหนุ่มสวมสูทที่มีร่างกายสูงใหญ่สามสี่คนติดตามมาจากด้านหลัง

คนร่างอ้วนมองลู่เซิ่งที่ยืนอยู่ พร้อมกับยิ้มอย่างเสแสร้ง

“ไหนขอพี่ใหญ่ดูหน่อยซิ ขาหักงั้นเหรอ จุ๊ๆ แขนก็หักเหมือนกัน...ผลการวินิจฉัยบอกว่าตับแตกด้วย...ก็บอกแล้วไง ก่อนหน้านี้ฉันเตือนนายไปแล้วว่าเวลาออกไปด้านนอกให้ระวังทางหน่อย ดูซิ เหมือนกับที่ฉันบอกเลยใช่ไหมล่ะ”

เขามองจัวซือชิ่งที่ผุดสีหน้าบูดบึ้ง พลางมองลู่เซิ่งที่ยืนอยู่ใกล้ๆ

“นี่คือเมล็ดพันธุ์ของเฉินเซียวนั่นสินะ น้องสามเอ๊ย ไม่ใช่ว่าพี่ว่านายหรอกนะ นายประสบอุบัติเหตุใกล้ตายเต็มที ยังเรียกหนามตำตาแบบนี้มาอีก เจตนาไม่ดีเลยนะ...”

คนคนนี้จะเค้นยิ้มตลอดเวลาที่พูด แต่แม้หน้าจะยิ้มคิ้วกลับไม่ยิ้มตาม ให้ความรู้สึกน่าขนลุก

“หลานสาวก็อยู่ด้วยเหมือนกันนี่ ไม่เลวจริงๆ ยังสาวก็สวยขนาดนี้แล้ว” ชายร่างอ้วนยื่นมือไปบีบแก้มของหญิงสาวอย่างนึกไม่ถึง

หญิงสาวตกใจกรีดร้อง

“นุ่มนิ่มจริงเชียว!” ชายร่างอ้วนหัวเราะ

ต่อให้จัวซือชิ่งจะไร้ค่าขนาดไหน แต่พอถูกคนข่มเหงขนาดนี้ ก็เบิกดวงตาโพลง หน้าแดงจนแทบจะมีเลือดหยดออกมา

“พ่อผมเอารถไปชนได้ยังไง” ลู่เซิ่งไม่ได้มีความรู้สึกใดๆ ต่อน้องสาวต่างแม่คนนี้ เขาสนใจเรื่องจัวซือชิ่งมากกว่า

“เอารถไปชนยังไงหรือ ถามไปแล้วมีประโยชน์อะไร ไอ้คนชนเป็นคนที่พวกเราตระกูลจัวไปหาเรื่องไม่ได้” ชายร่างอ้วนผู้เป็นลุงพลันส่ายศีรษะด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนแปลงไป

“หรือว่าคุณไม่คิดจะแก้แค้น”

“ไอ้หนู ใช้แค่ความเลือดร้อนมันไม่พอหรอกนะ”

สายของจัวซือชิ่งโดนกดจนโงหัวไม่ขึ้นในตระกูลจัว เป็นความลับที่ทุกคนต่างรับรู้

จัวซือชิ่งยังพอว่า ลูกสาวของเขาจัวซินซินยิ่งไม่กล้ากลับบ้าน หลินเซวียนเอ๋อร์ภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายจึงพาสามีและลูกสาวย้ายออกจากโรงพยาบาลในตอนกลางคืนเพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นลงมือลอบทำร้าย

ครอบครัวนี้แทบไปถึงขั้นเข้าตาจนแล้ว ทุกคนรอให้จัวซือชิ่งเขียนพินัยกรรมเพื่อแบ่งทรัพย์สมบัติส่วนของเขาให้อยู่

ฮือ

พอได้ยินคำพูดของชายร่างอ้วน จัวซินซินก็ฟุบหน้าลงและร้องไห้อย่างทนไม่ได้อีกต่อไป

“ร้องไห้ทำไม!” ลู่เซิ่งกำลังหงุดหงิดอยู่พอดี พอได้ยินเสียงร้องไห้ก็พลันสติแตก

จัวซินซินสะอึกทีหนึ่ง ไม่กล้าร้องอีก

“แก!? ไอ้หนู อยู่ๆ ตะโกนหาพระแสงอะไรวะ” ชายร่างอ้วนสะดุ้งโหยงเช่นกัน รอได้สติกลับมาก็รู้สึกว่าเสียหน้า จึงชี้หน้าลู่เซิ่งแล้วสบถด่าด้วยความโมโห

พวกหลินเซิ่งหย่าที่อยู่ตรงบันไดด้านนอกได้ยินเสียง จึงเร่งรุดมาเช่นกัน

“พ่อ! เป็นอะไรรึเปล่า” ชายหนุ่มชุดวอร์มเดินมาทางชายร่างอ้วน พร้อมกับจ้องลู่เซิ่งด้วยสายตาไม่เป็นมิตร

“เสี่ยวอวี่ แกมาก็วุ่นวายเปล่าๆ ไปเถอะ กลับโรงเรียนไปซะ...ถ้าพ่อจัดการทุกอย่างเสร็จแล้วจะไปหาแกเอง” จัวซือชิ่งที่นอนอยู่บนเตียงริมฝีปากสั่นเล็กน้อย

“พี่ใหญ่ พี่อย่าไปเอาเรื่องเขาเลย เขาเป็นแค่เด็ก เป็นแค่เด็กคนหนึ่ง...” เขาหันไปวิงวอนชายร่างอ้วน

“เรื่องนี้จะยอมแค่นี้ไม่ได้!” ชายร่างอ้วนที่คว้าโอกาสได้เอ่ยด้วยรอยยิ้มเย็นชา “ฉันอยากจะเห็นว่าไอ้หนูนี่มันแน่สักแค่ไหน!”

“ข้อตกลงเมื่อก่อนหน้านี้ อีกเดี๋ยวผมจะเซ็นให้ เดี๋ยวผมจะเซ็นให้เอง!” จัวซือชิ่งกัดฟันพูด

“เหอะ ไม่พอ! เจ้าสาม วันนี้ฉันขอฝากบอกลูกชายนายไว้เลย นายน่าจะรู้เจตนาของพี่อยู่แล้ว ตอนนี้ยังแสร้งเป็นไม่รู้เรื่อง อย่าว่าแต่ลูกสาวกับเมียนายหนีไม่รอด แม้แต่ลูกชายแก...”

ฟุ่บ!

ลู่เซิ่งทะลึ่งตัวขึ้น สายตากลายเป็นเฉียบขาด

“เข้ามา!”

โครม!

พูดยังไม่ทันขาดคำ ประตูห้องพลันถูกชนเปิดออก

คนสวมชุดดำกลุ่มหนึ่งที่ใส่เกราะกันกระสุนและถือปืนกลมือโถมตัวเข้ามา

หนึ่งชายหนึ่งหญิงร่างสูงใหญ่สาวเท้าเดินเข้ามาแล้วยืนทำความเคารพลู่เซิ่ง

“ฉันต้องการพบระดับสูงทั้งหมดของตระกูลจัวในครึ่งชั่วโมง” ลู่เซิ่งเอ่ยด้วยสีหน้าเย็นชา ก่อนจะกวาดตามองชายร่างอ้วนกับผู้เป็นพ่อที่ตกตะลึงอยู่ รวมถึงแม่ลูกที่อึ้งงันอยู่ข้างๆ ยังมีหลินเซิ่งหย่าที่โดนผลักออกไปด้านข้างขณะบีบแว่นกันแดดเอาไว้

“ที่นี่เหรอครับ” ชายสูงใหญ่ถามเสียงทุ้มต่ำ

“ที่นี่!” ลู่เซิ่งยืดตัวขึ้น มีคนเข้ามาคลุมชุดทหารแบบสั่งตัดสีดำที่เหมือนกับคนอื่นๆ ให้จากด้านหลัง เพียงแต่บนบ่าของเขามีอินทรธนูสีทองเข้มติดอยู่

“แล้วพวกคนในห้องนี้ล่ะคะ” หญิงสาวคนนั้นถามเสียงขรึม

“กักบริเวณไว้ ห้ามให้ใครเข้าออก” ลู่เซิ่งมองจัวซือชิ่งที่ผุดสีหน้าตกตะลึงเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะสาวเท้าเดินออกจากห้อง

ทหารกลุ่มหนึ่งตามไปติดๆ โดยทิ้งคนครึ่งหนึ่งไว้คอยเฝ้าทุกคนไว้

เปรี้ยง!

ทางนี้เพิ่งจะออกไป ชายร่างสูงใหญ่ก็ถีบใส่ท้องของลุงหรือชายร่างอ้วนคนนั้นอย่างแรง

              ..............................................
อ๊าก!

ผู้เป็นลุงล้มกระแทกกับพื้นอย่างแรง ส่งเสียงโอดโอยและกลิ้งไปมา

“พวกแกกำลังทำผิดกฎหมาย!” ลูกชายของเขาที่อยู่ด้านข้างเอ็นเขียวปูดโปน คิดจะเข้าไปสู้ด้วย

แต่ก็ถูกคนต่อยใส่ท้องจนตัวงอและพูดไม่ออกทันที จากนั้นบอดี้การ์ดหลายคนเข้าไปกดตัวเขาไว้กับพื้น

“ถึงนายท่านจะไม่ได้บอก แต่พวกเราที่เป็นบริวารก็รู้ว่าอะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ” ชายสูงใหญ่กวาดตามองคนสองคนบนพื้นด้วยสีหน้าดูแคลน

“ไอ้พวกไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเอ๊ย ไปเถอะอลิซ”

“สองคนนี้ให้ฆ่าไหม”

“ตัดแขนข้างหนึ่งก็พอ ถ้าทำเกินไปจะไม่งาม”

“ไม่นะ! พวกแกทำแบบนี้ไม่ได้นะ! อธิบดีเกาเป็นพี่ใหญ่ร่วมสาบานของฉัน! พวกแกห้าม...อ๊าก!”

เลือดกระจายเต็มพื้น แขนข้างหนึ่งของชายร่างอ้วนถูกหยิบขึ้นมา

พวกหลินเซิ่งหย่าที่อยู่ด้านข้างหวาดกลัว เนื้อตัวสั่นเทา ลู่เซิ่งที่เมื่อครู่ตนเองดูถูกดูแคลน กลับเรียกคนมาตั้งมากมายปานนี้ได้

“เสี่ยวหย่า...นี่มันเรื่องอะไรกันแน่” แม่ของจัวซินซินที่หน้าซีดถามขณะจับมือหลานสาวไว้แน่น

“หนู...หนูก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ...” หลินเซิ่งหย่าหนังศีรษะชายิบ หัวใจเต้นเร็วจี๋ แต่กลับนึกสงสัยมากกว่า

ทุกคนพลันฉุกใจได้ว่ายังมีอีกคนที่ต้องรู้เส้นสนกลในแน่นอน

สายตาของทุกคนพลันจับอยู่ที่ร่างของจัวซือชิ่งที่อยู่บนเตียง

“พวกเธออย่ามองฉัน ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเสี่ยวอวี่ทำอะไร” ตอนนี้จัวซือชิ่งยังมึนงงสับสน ยังไม่ได้สติกลับมา

วินาทีก่อนหน้าเขายังจนตรอกไม่มีแรงสู้อยู่เลย วินาทีถัดมากลับพลิกฟื้นได้ในพริบตา เรื่องนี้ทำให้เขาใจลอยราวกับฝันไป

“พอได้แล้วครับ” อยู่ๆ ชายที่เป็นผู้นำในสองคนที่เข้ามาก่อนหน้านี้ก็ปรบมือพร้อมกับยิ้มแย้ม

“พวกคุณอย่าเดามั่วเลย คนธรรมดาไม่มีสิทธิ์รู้สถานะของนายท่านหรอกครับ ส่วนคุณพ่อของนายท่าน พวกเราไม่กล้าข้ามหน้าข้ามตา เบื้องลึกเบื้องหลังทั้งหมด ถ้านายท่านอยากบอกคุณ ก็คงไม่เก็บไว้มานานขนาดนี้”

จัวซือชิ่งยิ้มขื่นขมพลางพยักหน้าน้อยๆ

“แต่ คนที่ลงมือในครั้งนี้คือตระกูลจ้าวที่เป็นตัวปัญหาที่สุดในเมือง...เสี่ยวอวี่จะใจร้อนไม่ได้เด็ดขาด ว่ากันว่าตระกูลจ้าวมีความสัมพันธ์กับฝ่ายทหารไม่เลว พวกเราไม่...”

“ตระกูลจ้าว?” ชายคนนั้นส่งเสียงหัวเราะอย่างเย็นชาทันที “ตระกูลจ้าวนับเป็นตัวอะไรกัน”

พวกจัวซือชิ่งตกตะลึง หลินเซิ่งหย่าตาเป็นประกาย พอมองเครื่องแต่งกายบนตัวคนกลุ่มนี้อย่างละเอียดอีกที เธอก็เหมือนนึกอะไรได้ ตามงามพลันเบิกโต

...

ลู่เซิ่งอ่านข้อมูลฉบับหนึ่งอย่างละเอียดขณะที่กำลังเดินลงจากตัวตึกด้วยความหงุดหงิด

ความจริงเรื่องนี้เป็นความสะเพร่าของเขาเอง เดิมนึกว่าในเมื่อพ่อกลายเป็นผู้กุมอำนาจในบ้านแล้ว ชีวิตก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรอีก กลับนึกไม่ถึงเลยว่าจะมีคนลงมือลอบเล่นงาน

ผ่านไปราวสิบนาที คนของตระกูลจัวบางส่วนที่อยู่ใกล้ที่สุดก็ถูกบอดี้การ์ดเสื้อดำหลายกลุ่มพาตัวเข้ามา

ทุกคนต่างถูกนำไปรวมตัวกันในลานกว้างเล็กๆ กลางอาณาเขตเล็กๆ

ผู้อยู่อาศัยคนอื่นๆ พากันหลบอยู่ในบ้าน แม้แต่ผ้าม่านก็ปลดลง ไม่กล้าชม

มีสองสามคนอยากจะแอบเอาโทรศัพท์มาถ่ายวีดีโอ แต่ก็ถูกชายชุดดำลากออกมากระทืบรอบหนึ่ง พอสลบไปเพราะได้รับบาดเจ็บหนักก็โดนโยนกลับเข้าไปใหม่

ต่อจากนั้นก็ไม่มีใครกล้าบันทึกวีดีโออีก

ลู่เซิ่งรออยู่หน้าตึกสักพัก ไฟโทสะในใจค่อยๆ เบาบางลงแล้วหลายส่วน

หงเฉิ่นลู่ที่เป็นหัวหน้าบอดี้การ์ดเข้ามากระซิบข้างหูเขาสองสามประโยค

“คนที่จับมาได้อยู่นี่หมดแล้วครับ คนพวกนี้เป็นสมาชิกทั้งหมดในตระกูลย่อย ส่วนบ้านหลักของตระกูลจัวอยู่ใกล้กับตึกรัฐบาลกลางเมือง ถ้าพวกเราลงมือโดยตรงจะส่งผลกระทบมากเกินไป...”

“เจ้าโง่!” ลู่เซิ่งตบศีรษะหงฉิ่นลู่ “พวกแกลงมือไม่ได้ แล้วทำไมไม่ให้คนที่ลงมือได้ไปจัดการเล่า สถานีตำรวจ ทหาร หน่วยพิเศษ ใช้ไม่ได้หรือไง”

“รับทราบครับ!” หงเฉิ่นลู่ค่อยได้สติ ก่อนจะรีบร้อนถอยไป

ลู่เซิ่งมองคนของตระกูลจัวที่มารวมตัวกันด้านล่าง

ในนี้มีชาย หญิง คนแก่ และเด็ก เครื่องแต่งกายสวยค่อนข้างทันสมัย พอมาอยู่รวมกันกลับเหมือนจัดงานปาร์ตี้อะไรสักอย่างบนที่โล่งตรงนี้

“ยังเหลืออีกกี่คน”

“ทางบ้านหลักอยู่ค่อนข้างไกล พวกเราเลยเรียกใช้คนได้ช้า...” หงเฉิ่นลู่เอ่ยอย่างลังเลเล็กน้อย “นอกจากนี้พวกเราได้ตรวจสอบคนที่ลงมือกับนายท่านใหญ่เรียบร้อยแล้วครับ”

“เป็นใคร”

“จ้าวหลงขุย น้องชายของจ้าวหานเฟิงเจ้าพ่ออสังหาริมทรพย์ในตลาดครับ”

“ช่างเถอะ เดี๋ยวฉันไปเอง” ลู่เซิ่งตาเปล่งประกายดุร้าย

“นอกจากนี้ ให้พาพ่อของฉันเข้าห้องไอซียูในโรงพยาบาลที่ดีที่สุดใกล้ๆ แถวนี้ด้วย จากนั้นให้หาคนรู้ความในตระกูลจัวมาแนะนำผังตระกูลให้ฉันสักคน บ้านหลักมีแต่พวกสวะ ไม่รู้จริงๆ ว่าใครเป็นใคร” ลู่เซิ่งแค่นเสียงพร้อมกล่าวเสริม

“รับทราบครับ!”

...

ตระกูลจัว

รองนายกเทศมนตรีฮอลส์จิบชาในมืออย่างช้าๆ พร้อมกับหยีตาฟังนายผู้เฒ่าที่สองบอกเล่าปัญหาที่เพิ่งเกิดขึ้น

“หมายความว่าพวกคุณไม่รู้จักคนที่ลงมือแม้แต่น้อย แล้วตระกูลจ้าวได้นัดแนะกับพวกคุณก่อนรึเปล่า” ฮอลส์เติบโตขึ้นจากศูนย์ เขาก้าวจากเจ้าหน้าที่รัฐตัวเล็กๆ ธรรมดาๆ จนกลายเป็นระดับรองนายกเทศมนตรีประจำนครศูนย์กลางที่มีตำแหน่งสูงอย่างในตอนนี้ได้ ด้วยการช่วยเหลือจากตระกูลจัว

ความสัมพันธ์ทั้งสองฝ่ายคาบเกี่ยวกันสลับซับซ้อนจนแยกออกจากกันไม่ได้

จัวซินเฉิงลูบเคราขาว

“หนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้ คนทางตระกูลย่อยถูกเล่นงาน ดูเหมือนผู้มาไม่มีเจตนาดี ฮอลส์ ทางสถานีตำรวจต้องพึ่งพาแกเปลืองสมองหน่อย เงินสนับสนุนในแต่ละปีของตระกูลจัวไม่ใช่เอาให้ฟรีๆ หรอกนะ”

“แน่นอนอยู่แล้วครับ ละเมิดกฎของสหพันธ์อย่างโจ่งแจ้งแบบนี้ คดีของตระกูลย่อยในครั้งนี้ ผมจะเร่งให้อธิบดีเกาเหยียนตรวจสอบอย่างเข้มงวดเอง” ฮอลส์พยักหน้า

“เพียงแต่ถ้าพวกคุณให้เบาะแสมากกว่านี้ ก็จะส่งเสริมการสืบคดีของพวกเราได้มากกว่าเดิม” เขายิ้มด้วยใบหน้าข้าราชการ

ส่วนจะเป็นเบาะแสอะไร ทั้งสองรู้แน่แก่ใจอยู่แล้ว ไม่ใช่สิ่งใดอื่นนอกจากการสนับสนุนและเงินที่มากกว่าเดิม

จัวซินเฉิงลังเลเล็กน้อย “ห้าสิบล้าน ฉันขอเป็นตัวแทนบริษัทใหญ่จัวเยว่เทียนเฉิงบริจาครางวัลนำจับห้าสิบล้านให้แก่สถานีตำรวจประจำเมือง”

“ขอบคุณผู้เฒ่าจัวมากครับ” ฮอลส์พลันยิ้มอย่างเป็นมิตรกว่าเดิม

...

ณ ตระกูลจ้าว คฤหาสน์หมายเลขสิบเอ็ดบนถนนเมอร์ลิน

เสียงเพลงที่ผ่อนคลายดังมาจากการบรรเลงของวงดนตรีขนาดเล็กอย่างช้าๆ

ในคฤหาสน์กำลังจัดคอนเสิร์ตขนาดเล็กยามบ่าย

ชายหญิงอายุน้อยที่รู้จักมักจี่กับตระกูลจ้าวหลายคนกำลังคุยกันพลางจิบชา กินขนมอยู่ในโถงใหญ่อย่างสนุกสนาน บรรยากาศผ่อนคลายสบายใจ

แกร๊ก ทันใดนั้นประตูก็ถูกเปิดออก ชายฉกรรจ์อายุน้อยที่มีหุ่นกำยำหลายคนเร่งฝีเท้าเดินเข้ามา

จ้าวหลงขุยกำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ ถือมีดสั้นที่ส่องประกายแวววาวเล่มหนึ่งขณะคุยกับคนอื่นๆ พอเห็นว่าอยู่ๆ ก็มีคนเข้ามาก็รู้สึกงุนงง

“ใครคือจ้าวหลงขุย” คนที่เข้ามาถามเสียงเย็น

“พวกแกเป็นใคร!?”

เปรี้ยง!

ลู่เซิ่งเข้าไปถีบใส่

โครม!

จ้าวหลงขุยกระเด็นออกไปชนกับกำแพงใต้หน้าต่าง กระดูกหักดังกร๊อบๆ ไม่ทราบว่าหักไปกี่ท่อน จากนั้นก็นอนอย่างอ่อนแรงอยู่บนพื้น

เขาไม่ทันได้ส่งเสียงร้องด้วยซ้ำ เพียงแต่ผุดสีหน้าหวาดกลัวและสับสน

“พาคนไป”

ลู่เซิ่งไม่เหลือบแลเหล่าคุณชายคุณหญิงคนอื่นๆ ที่อยู่ในห้อง

“ที่นี่ห้ามให้ใครเข้าออกภายในครึ่งชั่วโมง” เขาหมุนตัวเดินออกจากประตูใหญ่โดยไม่หันหลังกลับ

“รับทราบ!”

คนชุดดำสองคนที่ขวางอยู่ตรงประตูใหญ่ก้มหน้าขานรับ

ยังมีคนอีกสองคนเข้าไปหามจ้าวหลงขุยออกมา

คนที่เหลือตะลึงงัน เนื่องจากนึกไม่ถึงเลยว่าจะมีคนกล้าลอบโจมตีจ้าวหลงขุยต่อหน้าสาธารณะชนในถิ่นที่ตระกูลจ้าวมีอำนาจมากที่สุดอย่างเมืองคุนหนี

ตอนที่จ้าวหลงขุยถูกหามไป คนหนุ่มสองคนที่อยู่ใกล้ๆ คิดเข้าไปขัดขวาง แต่โดนชายชุดดำสองคนตบใส่จนล้มคว่ำกับพื้น

จากนั้นก็ไม่มีใครกล้าส่งเสียงอีก

“พวกแกกล้าทำร้ายฉันงั้นเหรอ!? พวกแกกล้าทำร้ายฉันในเมืองคุนหนีงั้นเหรอ” จ้าวหลงขุยหน้าบวม แต่ยังคงจ้องมองลู่เซิ่งที่ยืนอยู่ด้านหน้าด้วยสายตาอาฆาต

“เชื่อไหม ฉันจะให้พวกแกทุกคนออกจากเมืองคุนหนีไม่ได้ภายในครึ่งชั่วโมง?!” เขาข่มขู่ด้วยน้ำเสียงเคียดแค้น

ลู่เซิ่งหรี่ตากวาดมองคนคนนี้

“คนที่ลงมือกับจัวซือชิ่งไม่ได้มีแกแค่คนเดียวสินะ”

“จัวซือชิ่งหรือ หมายถึงไอ้คนดื้อด้านนั่นน่ะนะ” จ้าวหลงขุยหัวเราะอย่างดูแคลน “ที่แท้ก็เป็นตระกูลจัว พวกแกนี่กล้าดีจริงๆ ดูเหมือนข้อตกลงเรื่องทรัพยากรครั้งก่อนจะยังไม่ทำให้พวกแกพอใจสินะ ฉันขอเตือนให้แกปล่อยฉันไปตอนนี้ดีกว่า อีกเดี๋ยวอย่างมากสุดพี่ฉันก็แค่ให้พวกแกมอบของขวัญชดเชยเท่านั้น จ่ายเงินหรือมอบผลประโยชน์ให้นิดเดียวก็จบเรื่องได้ ไม่อย่างนั้น...เหอะๆ บังอาจมาหยามคนตระกูลจ้าว พวกแกอย่าคิดสงบศึกเลย แก แก แก!” เขาชี้คนชุดดำหลายคนที่อยู่รอบๆ

“พวกแกอาจจะไม่กลัวตาย แต่พวกแกมีเพื่อน มีคนที่ตนเองหวงแหนที่สุด ถ้าเล่นงานฉันจริงๆ พวกแกทุกคนจะต้องตาย!”

ทันใดนั้น จ้าวหลงขุยก็แสดงสีหน้าเหี้ยมเกรียม น้ำเสียงกลายเป็นดุร้ายเหี้ยมโหดในฉับพลัน

ลู่เซิ่งมองเขาด้วยสีหน้าราบเรียบ อยู่ๆ ก็หัวเราะพร้อมกับปรบมือ

ไม่นานนักหงเฉิ่นลู่ก็พาคนที่คุ้นตาอยู่บ้างคนหนึ่งเข้ามา

“นายท่าน คนที่เหมาะสมที่สุดคือเธอครับ”

หงเฉินลู่เบี่ยงตัวไปทางซ้ายเพื่อให้หญิงสาวที่อยู่ด้านหลังก้าวขึ้นมาด้านหน้า

“เจิ้นอวี่ นายคิดจะทำอะไรกันแน่!? นายทำแบบนี้มีแต่จะทำให้ตระกูลจัวเสียหายแถมยังทำร้ายพ่อของนายด้วยนะ! ต่อให้นายมีขุมกำลังอยู่ด้านนอก แต่บ้านหลักของตระกูลจัวอยู่ที่สหพันธ์ พวกเราหนีไม่รอดหรอก!”

หลินเซิ่งหย่าจดจำจ้าวหลงขุยที่หน้าบวมได้ทันที จึงรีบส่งเสียงห้ามปรามด้วยความตกตะลึง

“หลินเซิ่งหย่าหรือ งามหน้าจริงๆ! พวกแกตระกูลจัวทำงามหน้านัก!” จ้าวหลงขุยมองหลินเซิ่งหย่า อยู่ๆ ก็ยิ้มอย่างชั่วร้าย

“ยิ้มหาอะไรวะ!”

เปรี้ยง!

ลู่เซิ่งตบหน้าของจ้าวหลงขุยจนอีกฝ่ายตีลังกาขึ้นฟ้าหลายตลบ ก่อนจะชนใส่แจกันดอกไม้ที่อยู่ด้านข้างและกระอักเลือดออกมา สภาพใกล้ตายเต็มที

หลิ่นเซิ่งหย่าคิดจะกรีดร้อง แต่ก็ถูกหญิงชุดดำคนหนึ่งที่อยู่ด้านหลังอุดปากไว้

เธอพยายามขัดขืน แต่เพราะแรงแตกต่างกันมากเกินไป ฝ่ามือของอีกฝ่ายไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย จึงทำอะไรไม่ได้โดยสิ้นเชิง

“ไม่รู้จักที่ตาย” หงเฉิ่นลู่มองจ้าวหลงขุยที่นอนหายใจรวยริน พลางส่ายหน้าอย่างจนปัญญา

เขารีบเดินไปถึงด้านข้างตัวลู่เซิ่ง แล้วกระซิบข้างหูอีกฝ่ายสองสามประโยค

“อะไรนะ” เพียงแค่สองสามประโยคนี้ก็ทำให้ลู่เซิ่งยิ้มด้วยความเดือดดาลสุดขีดแล้ว

“เขาคุกเข่าอยู่ด้านนอกครับ” หงเฉิ่นลู่ตอบเบาๆ

“ไม่ต้องไปสนใจมัน หลินเซิ่งหย่า เธอพาฉันไปบ้านหลักตระกูลจัวซะ” ลู่เซิ่งชี้หลินเซิ่งหย่า ที่แล้วมาเขาชอบใช้กำลังบังคับขู่เข็ญ ไม่มีหลักคุณธรรมอะไรทั้งนั้น

หลักคุณธรรมสามารถรวบรวมพลังของคนทุกคน และรวมขุมกำลังทั้งหมดเป็นปึกแผ่นได้จริงๆ แต่ต้องเสียเวลามากมาย

แต่การบีบบังคับรวดเร็วกว่ามาก ขอแค่มีพลังแข็งแกร่งพอ ทุกอย่างก็ไม่ใช่ปัญหา

“ฉันไม่ไปเด็ดขาด!” พอหลินเซิ่งหย่าถูกปล่อยตัว ก็กล่าวปฏิเสธทันที

“ฉันทนดูนายลากตระกูลจัวลงเหวไม่ได้หรอก!” เธอจ้องมองลู่เซิ่งพลางหายใจกระหืดกระหอบ

              ..............................................
“แน่ใจนะ” ลู่เซิ่งขมวดคิ้วมุ่น

หงเฉิ่นลู่ที่อยู่ด้านข้างค่อยๆ ชักมีดสั้นออกมา ดวงตาฉายประกายดุร้าย

หลินเซิ่งหย่ากำลังจะโพล่งว่า ‘ไม่ไป’ อยู่ๆ หางตาก็เหลือบเห็นการเคลื่อนไหวของหงเฉินลู่ที่อยู่ใกล้ๆ พลันขนลุกขนพอง

“ฉันจะคิดดูอีกที” เธอรีบกล่าวยินยอม

“จะไปหรือไม่ไป!?” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างหงุดหงิด

“ไปๆ! ฉันไป!” หลินเซิ่งหย่ารู้สึกได้ว่าด้านหลังมีคมมีดเย็นเยียบจ่ออยู่ พลันร่างแข็งทื่อ ไม่กล้าขยับเขยื้อน

“จริงสิ คนที่โทรบอกฉันคนนั้น เป็นแม่เธอเหรอ” ลู่เซิ่งถามอีก

“ใช่...” เวลานี้หลินเซิ่งหย่าแน่ใจแล้วว่า คนที่อยู่ตรงหน้าเป็นพวกนอกกฎหมายที่ไม่กลัวฟ้ากลัวดิน

ชุดที่สวมอยู่บนร่างเป็นเครื่องแบบตัดเย็บที่เหมือนกับเครื่องแบบทหาร แสดงให้เห็นว่าคนคนนี้ไม่เห็นกฎหมายในสายตาอยู่แล้ว จึงไม่สนใจกฎข้อบังคับของสหพันธ์ต่อเครื่องแบบทหารโดยสิ้นเชิง

มีรูปแบบเดียวกันกับผู้ก่อการร้ายนอร์สันในเรื่องเล่า

หลังยืนยันเรื่องนี้ได้แล้ว ลู่เซิ่งจึงค่อยผ่อนคลายลงเล็กน้อย

“เอาล่ะ นำทางเถอะ”

กลุ่มคนพาจ้าวหลงขุยออกจากคฤหาสน์ไปอย่างรวดเร็ว มือถือของทุกคนในคฤหาสน์ไม่มีสัญญาณ โทรศัพท์โดนตัดสาย การติดต่อกับโลกภายนอกถูกตัดขาดโดยสมบูรณ์ ถูกควบคุมตัวเอาไว้

ลู่เซิ่งกับหลินเซิ่งหย่าออกจากคฤหาสน์ มีคนขับรถสปอร์ตสีเงินของหลินเซิ่งหย่ามาจอดด้านหน้าคนทั้งสอง

ลู่เซิ่งเปิดประตูแล้วเข้าไปในนั่งเป็นคนแรก หลินเซิ่งหย่ากับหญิงชุดดำอีกคนขึ้นไปนั่งเบาะหลัง

หงเฉิ่นลู่นั่งบนที่นั่งคนขับ

ด้านหลังพวกเขายังมีรถพรางตัวมากกว่าสิบคันในลักษณะต่างๆ กันติดตามไปด้วย ด้านในคือสมาชิกที่มาจากกลุ่มบอดี้การ์ดใต้อาณัติของลู่เซิ่ง

ลู่เซิ่งออกคำสั่งไม่ให้ลงมือกับบ้านหลักตระกูลจัวในทันที หากแต่ให้ล้อมเอาไว้ ไม่อนุญาตให้ใครเข้าออก

ตอนนี้ผู้เป็นตาของร่างร่างนี้อยู่ที่บ้านหลัก เขาอยากจะเห็นนักว่าตระกูลจัวในตอนนี้มีสภาพแบบไหน

บ้านหลักตระกูลจัวอยู่ห่างจากตึกรัฐบาลประจำเมืองไม่ถึงร้อยเมตร มีร้านค้าและสถานีรถไฟแออัดอยู่รอบๆ

ตอนที่พวกลู่เซิ่งไปถึง นอกจากคนของหัตถ์แห่งประกายนิลที่อยู่รอบๆ แล้ว ที่เหลือก็คือตำรวจนอกเครื่องแบบจำนวนมาก

พอลู่เซิ่งออกหน้าก็สัมผัสได้ในทันทีว่า มีไรเฟิลระยะไกลอย่างน้อยสิบกว่ากระบอกเล็งเส้นทางที่ต้องผ่านของที่นี่เอาไว้

“เธอพาฉันเข้าไป” เขามองหลินเซิ่งหย่า

หลิ่นเซิ่งหย่าสีหน้าเปลี่ยนแปลง แต่สุดท้ายก็ตอบรับ

เธอคอยสังเกตพวกลู่เซิ่งมาตลอดทาง กลับไม่พบสีหน้าลนลานใดๆ เหมือนกับพวกเขาคิดว่าสิ่งที่ตนกำลังจะเจอเป็นเรื่องเล็กๆ ที่ไม่มีค่าให้เอ่ยถึงเท่านั้น

นี่ทำให้เธอทั้งสงสัยทั้งตกใจ

เธอไม่รู้ว่าต้องมีความมั่นใจขนาดไหน ถึงมีความเชื่อมั่นในตัวเองอย่างเต็มเปี่ยมปานนี้ได้ในตอนที่เผชิญหน้ากับอิทธิพลยิ่งใหญ่อย่างตระกูลจ้าวและตระกูลจัว

คำขอของลู่เซิ่งหลังลงจากรถอยู่ในการคาดเดาของเธออยู่แล้ว

ส่วนเรื่องเครื่องแบบทหารของลู่เซิ่ง เธอมีการคาดเดาในใจอยู่สองสามข้อ แต่ก็ไม่กล้าไปขุดคุ้ย

“ไปเถอะ” หลินเซิ่งหย่าจัดแจงเดรสบนตัว ก่อนจะเดินนำไปยังคฤหาสน์ของบ้านหลักตระกูลจัวอย่างเป็นธรรมชาติ

รอบๆ คฤหาสน์เหมือนสงบเงียบ แต่ไม่ทราบว่ามีสายลับซ่อนตัวอยู่มากขนาดไหน

ลู่เซิ่งตามไปติดๆ จนถึงด้านหน้าประตูเหล็ก ก่อนจะกดกริ่งเบาๆ

ติ๊งต่อง...

“ใครเหรอครับ”

“ฉันเอง” หลินเซิ่งหย่าตอบอย่างราบเรียบ

“คุณหนูหย่านี่เอง”

ประตูเหล็กเปิดออกอย่างรวดเร็ว

ทั้งสองคนก้าวเข้าไป ก่อนจะมีคนรับใช้มาต้อนรับทันที

“พาฉันไปหาคุณตาหน่อย” หลินเซิ่งหย่าเอ่ยเสียงทุ้ม

“นายท่านผู้เฒ่ากำลังปรึกษาธุรกิจกับคุณฮอลส์อยู่ที่ห้องพรีเซนต์ทางขวามือครับ” ลูกน้องรีบตอบ

แม้หลินเซิ่งหย่าจะไม่ได้ใช้แซ่จัว แต่ก็ได้รับความเอ็นดูในบ้านไม่น้อย ต่อให้ช่วงนี้จะห่างเหินกับนายผู้เฒ่าอยู่บ้าง แต่ยังคงเป็นหลานสาวของตระกูลจัวอยู่ดี

“นำทางที” หลินเซิ่งหย่าอดมองลู่เซิ่งที่อยู่ด้านข้างไม่ได้

ทั้งสองคนไม่พูดไม่จาอะไรกัน จนกระทั่งคนรับใช้พาไปถึงด้านหน้าห้องห้องหนึ่งในคฤหาสน์ที่อยู่บนชั้นสองทางขวามือ ลู่เซิ่งจึงค่อยๆ ถามว่า

“ฮอลส์เป็นใคร”

“...รองนายกเทศมนตรีที่ดูแลเมืองคุนหนี...” หลินเซิ่งหย่าสำรวจสีหน้าของลู่เซิ่งอย่างตั้งใจ แต่ยังคงไม่พบการเปลี่ยนแปลงใดๆ

ก๊อกๆๆ

เธอยื่นมือไปเคาะประตูเบาๆ

“เข้ามาเลยเสี่ยวหย่า” เสียงแหบพร่าแก่ชราของจัวซินเฉิงดังออกมาจากด้านใน

ไม่รอให้หลินเซิ่งหย่าเปิดประตู ลู่เซิ่งก็บิดที่จับประตูแล้วเดินนำเข้าไปก่อน

ในห้องมีชายชราน่าเกรงขามผมหงอกขาวคนหนึ่ง เขาถือไม้เท้า ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน

อีกคนคือสุภาพบุรุษวัยกลางคนสวมสูทขาวที่มีบุคลิกสง่า กำลังจ้องมองลู่เซิ่งที่ผลักประตูเข้ามาอย่างประหลาดใจอยู่บ้าง

“แก?” จัวซินเฉิงจำลู่เซิ่งได้ทันที

“ผมเอง” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างราบเรียบ “บอกมาเสียดีๆ ว่าเรื่องของพ่อผมคืออะไรกันแน่”

จัวซินเฉิงค่อยๆ ลุกขึ้นพร้อมกับหลินเซิ่งหย่าอย่างกรุ่นโกรธเล็กน้อย ก่อนจะมองลู่เซิ่งอีกครั้ง สายตาหยุดนิ่งบนเครื่องแบบทหารพิเศษบนตัวอีกฝ่าย

“จัวเจิ้นอวี่? แกมาทำอะไร เกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ พ่อแกไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ไปหาเรื่องคนของตระกูลจ้าวเข้า แถมยังไม่ยอมสำนึก จนสุดท้ายก่อปัญหาขึ้น เหอะ! การที่พี่ใหญ่โอนหุ้นทั้งหมดเป็นชื่อเขาคือความผิดพลาดแท้ๆ!”

“แล้วคุณล่ะ คุณมองอะไรออกหรือยัง” ลู่เซิ่งสังเกตเห็นชายวัยกลางคนที่อยู่ด้านข้าง คนคนนี้กำลังขมวดคิ้วจ้องมองอินทรธนูบนบ่าตัวเองอยู่

เห็นได้ชัดว่าจัวซินเฉิงกับคนคนนี้เป็นคนมีความคิดความอ่านลึกซึ้ง เมื่อเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก่อนหน้า กอปรกับตอนนี้ลู่เซิ่งที่เดิมทีควรเป็นนักเรียนธรรมดากลับสามารถทำให้หลินเซิ่งหย่าพาเข้ามาที่นี่อย่างเปิดเผยได้

ไม่ว่าใครก็รู้สึกถึงปัญหา

“ชุดที่คุณสวมอยู่ เป็นชุดหัตถ์แห่งประกาย...” ฮอลส์ถามอย่างระมัดระวัง เขาจำได้ว่าก่อนหน้านี้เคยเห็นเครื่องแบบทหารที่มีลักษณะแบบนี้มาก่อน แต่อินทรธนูของอีกฝ่ายเป็นสีดำและสีแดง กลับไม่เคยเห็นสีทองเข้มมาก่อน

“เหอะๆ” ลู่เซิ่งไม่ได้ตอบ หากเดินไปตรงกลางห้อง แล้วพิจารณารอบๆ

“เรื่องของพ่อผม ตอนแรกนึกว่าต่อให้ตระกูลจัวจะเป็นยังไง ก็ไม่น่าจะปล่อยให้หัวหน้าตระกูลเกิดเรื่อง น่าเสียดาย พวกคุณทำให้ผมผิดหวัง” เขาเอื้อมมือไปหยิบดอกกุหลาบสีขาวในแจกันบนโต๊ะขึ้นมา

“จัวเจิ้นอวี่ ดูเหมือนหลายปีมานี้แกจะสร้างชื่อขึ้นมาได้หน่อยหนึ่ง แต่แกต้องรู้ด้วยว่าสิ่งที่แกเผชิญหน้าคือขุมกำลังระดับไหน” จัวซินเฉิงกล่าวพลางทำหน้าอึมครึม “นึกว่ามีตำแหน่งขึ้นมาได้แค่นี้แล้ว จะเข้าร่วมการวางหมากของตระกูลจัวได้เหรอ”

เขากดปุ่มลับบนไม้เท้า

“เข้ามา!”

ด้านนอกเงียบกริบ ไม่มีใครตอบสักคน

จัวซินเฉิงสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง แต่จิตใจกลับหนักอึ้ง แม้แต่ฮอลส์ก็ไม่ได้เยือกเย็นเหมือนก่อนหน้าอีกแล้ว

“พวกคุณอ่อนแอเกินไป...” ลู่เซิ่งลูบไล้ก้านดอกที่มีหนามแหลมของดอกกุหลาบ “ไม่รู้จักเหตุผลที่ว่า มีแต่คนอ่อนแอเท่านั้นถึงจะเกาะกลุ่มกัน คนที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริงล้วนโดดเดี่ยว การเกาะกลุ่มทำให้มีที่พึ่ง เมื่อมีที่พึ่ง ก็จะเกิดความอ่อนแอ ความเกียจคร้าน และความอืดอาดเฉื่อยชา”

“ไอ้เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม! ไร้สาระ! เข้ามาสิ! ไปอยู่ไหนกันหมด!” จัวซินเฉิงตบไม้เท้าอย่างแรง แม้หน้าตาจะยังคงดุร้าย แต่กลับเห็นเหงื่อบนหน้าผากได้ลางๆ แล้ว

ลู่เซิ่งเดินไปถึงด้านหน้าเขา

เปรี้ยง!

แล้วตบใส่ศีระของจัวซินเฉิง

จัวซิงเฉิงที่อายุเลยเลขแปดแล้วถูกตบจนกระเด็นออกจากที่นั่ง แล้วไปชนเก้าอี้กับเฟอร์นิเจอร์หลายตัวที่อยู่ทางซ้ายจนพังไม่มีชิ้นดี

อั่ก...โอ๊ก!

จัวซินเฉิงกระอักเลือดออกมา คิดจะใช้สองมือยันร่างขึ้นมา แต่กลับไม่มีแรง

“เกินไปหน่อยมั้ง” ในที่สุดฮอลส์ก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ลุกขึ้นด้วยสีหน้าอึมครึม “ยังไงเขาก็เป็นตาของคุณนะ”

ปังๆ!

อยู่ๆ ด้านนอกก็มีเสียงปืนที่หนาแน่นดังมาเป็นระลอก เสียงระเบิดของปืนครกดังแทรกเป็นระยะ

พื้นของอาคารที่อยู่เริ่มสั่นไหว

ลู่เซิ่งใช้เครื่องมือส่งสัญญาณที่ข้างหู

“นายท่าน ในที่สุดสหพันธ์ก็ทนการลงมือของเราไม่ไหวแล้ว คนที่มาด้วยยังมีกองทัพอัศวินเจิดจรัสของทางเนตรแห่งเทพด้วย!” เสียงของหงเฉิ่นลู่ดังเข้าหูของเขาด้วยความเคร่งเครียด

ลู่เซิ่งหันไปมองนอกหน้าต่าง เฮลิคอปเตอร์บรรจุอาวุธหลายลำลอยอยู่กลางอากาศใกล้ๆ

ต่อให้ห้องจะมีการกั้นเสียงเอาไว้ ก็ยังได้ยินเสียงกระสุนปืนกลกับเสียงสั่นสะเทือนอันรุนแรงอยู่ดี

“คนของพวกเราที่อยู่ที่นี่ไม่พอจะรับมือกับกลุ่มอัศวินเจิดจรัสและสำนักงานสืบสวนระดับสูงแห่งสหพันธ์นะครับ! นายท่าน ถอยเถอะครับ! เป้าหมายบรรลุแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องปล่อยให้เกิดความเสียหายที่ไม่มีความหมายอีกแล้วนะครับ” หงเฉิ่นลู่แนะนำด้วยเสียงร้อนรน

ลู่เซิ่งสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง

“ช่างเถอะ พวกแกถอยไปซะ ฉันเหนื่อยพอแล้ว” เขาหยิบหูฟังออก

อ๊าก!

อยู่ๆ ในหูฟังก็มีเสียงร้องดังออกมา เป็นเสียงของหงเฉินลู่

“รีบไปเร็วครับนายท่าน! โอซีลิส! ทัพผู้พิทักษ์เทพจากเนตรแห่งเทพของโอซีลิสมาแล้วครับ!”

เสียงตูมดังขึ้น การสื่อสารขาดไปแล้ว

ลู่เซิ่งค่อยๆ หยีตา พลันหันไปมองกลางอากาศนอกหน้าต่าง

ขณะใช้จิตวิญญาณสัมผัส เขาก็รู้สึกได้ว่ากองทัพของหัตถ์แห่งประกายนิลและทัพองครักษ์ของตนเองกำลังถูกศัตรูจำนวนมากทำลายทิ้ง

แนวป้องกันทั้งหมดสามชั้นถูกทะลวงไปแล้วอย่างน้อยสองชั้น พวกทัพองค์รักษ์ชั้นสุดท้ายกำลังสู้ตายอยู่

“ไม่...มันไม่ใช่การต่อสู้...” ลู่เซิ่งงุนงง “น่าทึ่งจริงๆ!” สีหน้าเขาปลาบปลื้มกว่าเดิม

“น่าทึ่งมาก!” เขาทวนอีกรอบ

ตอนนี้หลินเซิ่งหย่าไปประคองจัวซินเฉิงขึ้นมาแล้ว ทั้งยังหลบไปอยู่ตรงมุมห้องพร้อมกับฮอลส์ ทั้งสามต่างมองความแปลกประหลาดของสถานการณ์ในตอนนี้ออก

“ยอมแพ้เสียเถอะ! ด้านนอกถูกคนของฝ่ายตำรวจโอบล้อมไว้หมดแล้ว” ฮอลส์เอ่ยด้วยน้ำเสียงและสีหน้าดุร้าย

ลู่เซิ่งหมุนตัวเดินไปถึงข้างหน้าต่างโดยไม่สนใจเขา

จุดแสงสีแดงที่หมายถึงกองกำลังวิญญาณโลหิตของฝ่ายตัวเองกำลังกลายเป็นสีเขียวด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ

และสีเขียวก็หมายถึงกองกำลังของฝ่ายเนตรแห่งเทพ

“โอซีลิส พูดถึงพรสวรรค์อย่างเดียว นายเป็นอันดับหนึ่งในหมู่คนที่ฉันเคยได้พบเจอมา” ลู่เซิ่งมองท้องฟ้าผ่านหน้าต่าง

เฮลิคอปเตอร์ลอยอยู่กลางท้องฟ้าอย่างมั่นคง เงาคนสูงชะลูดสายหนึ่งเดินออกมาจากด้านใน ถึงกับเดินเหยียบอากาศมาทางลู่เซิ่ง

ลวดลายสีขาวจำนวนมากปรากฏบนตัวเขา มีทั้งบนหน้า มือ และลำคอ

อากาศกลายเป็นบันไดใต้เท้าของเขาเพื่อให้เขาก้าวมาทางนี้

เสียงกระสุนปืนเงียบลงในพริบตา ทุกคนอดเงยหน้ามองท้องฟ้าไม่ได้

มนุษย์ เดินกลางท้องฟ้าได้หรือนี่!?

ไม่ใช่แค่คนของหัตถ์แห่งประกายนิลเท่านั้นที่ตกตะลึง แม้แต่ยอดฝีมือของกลุ่มอัศวินเจิดจรัสก็ถูกสะกดไว้เช่นกัน

ความสามารถนี้ได้ก้าวข้ามพันธนาการของจิตรกรไปถึงขอบเขตเหนือมนุษย์ที่ไม่เคยมีมาก่อนไปแล้ว

ผมสั้นสีทองขาวของโอซีลิสตั้งสูง เขาจ้องมองลู่เซิ่งที่อยู่ด้านล่างด้วยสายตาเย็นชาเฉียบขาด ลวดลายทั่วร่างเปล่งแสงสีขาวเลือนราง

หลินเซิ่งหย่ายิ่งอ้าปากกว้างจนแทบจะกลืนไข่ฟองหนึ่งเข้าไปได้ รู้สึกว่าตนตาฝาดไปหรือเปล่าเนี่ย

แต่ว่าหลังจากหยิกหน้าอกของตัวเองอย่างแรงหลายรอบ ความเจ็บปวดก็ทำให้เธอรู้ว่าเธอยังอยู่ในความเป็นจริง

จัวซินเฉิงกุมปากแผลของตัวเอง พอดวงตาชราที่พร่ามัวมองเห็นเหตุการณ์นี้ สายตาก็ฉายแววตกตะลึง เหลือเชื่อ หวาดกลัว รวมถึงกระจ่างแจ้ง เขารู้แล้วว่าทำไมตัวเองถึงแพ้

ทุกคนประเมินจัวซือชิ่งต่ำไป

ทุกคนนึกว่าเขาเป็นเพียงจิตรกรตบอับธรรมดาๆ แต่กลับไม่มีใครคาดถึงว่า ด้านหลังเขาจะมีมังกรร้ายน่ากลัวยืนอยู่ตัวหนึ่ง

รอจนค้นพบ ทุกคนก็ถูกปกคลุมอยู่ในเงายักษ์ของมังกรร้ายจนหนีไม่ได้อีกแล้ว

              ..............................................
“หัตถ์แห่งประกายนิล...หัตถ์สีเงิน...โอซีลิส...” ฮอลส์หน้าซีดกว่าเดิม ไม่เหลือความเยือกเย็นของก่อนหน้านี้อยู่อีกแม้แต่น้อย เขารู้แล้วว่าว่าตนเองไปหาเรื่องขุมกำลังไหนเข้า

เนตรแห่งเทพ...เขี้ยวแห่งมาร...

คนหนุ่มที่อายุยังไม่มากคนนั้น ถ้าหากว่าคำเรียกจากปากอีกฝ่ายเป็นจริง อย่างนั้นครั้งนี้ตัวเขาฮอลส์จะลำบากมากแล้ว

ลู่เซิ่งสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลงถึงขั้นยิ้มน้อยๆ อย่างชื่นชมขณะมองโอซีลิสที่เดินเข้ามาทีละก้าวๆ

จำนวนของกองทัพของหัตถ์แห่งประกายนิลลดลงอย่างรวดเร็ว พิษทั้งหมดบนร่างเหล่าจิตรกรระดับสูงในทัพองครักษ์โลหิตวิญญาณล้วนถูกขจัดทิ้ง

“นึกไม่ถึงว่านายจะขจัดพิษผสมที่ฉันสร้างขึ้นเองได้อย่างหมดจดแบบนี้” ในน้ำเสียงของลู่เซิ่งแฝงความตกตะลึงพรึงเพริด

เขาสัมผัสได้ว่าไม่เพียงพิษที่ตนใช้กับทัพองครักษ์วิญญาณโลหิตถูกขจัดเท่านั้น

แม้แต่พิษควบคุมที่ใช้กับปรมาจารย์ภาพวาดทั้งหมดในหัตถ์สีเงินก็ถูกขจัดไปด้วยเช่นกัน พูดอีกอย่างก็คือ ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เขาได้สูญเสียจักรวรรดิจิตรกรใต้ดินที่ยิ่งใหญ่ไพศาลไปแล้ว เหลือแค่ตัวคนเดียว

ทุกสิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะโอซีลิสขจัดพิษควบคุมที่เขาปล่อยออกไปได้โดยสมบูรณ์

“ฉันเองก็นึกไม่ถึงเหมือนกันว่า ผู้ที่ควบคุมทุกสิ่งอยู่หลังฉากจะเป็นแค่...” โอซีลิสไม่ได้พูดต่อ เขาเดินมาถึงหลังคาที่อยู่ในความสูงเดียวกับลู่เซิ่ง ทั้งสองสบตากัน สิ่งที่ฉายออกมาจากในดวงตาของเขาคือความโกรธแค้นและความเคร่งขรึม อารมณ์ที่เกือบจะขัดแย้งกันสองชนิดกำลังปรากฏอยู่ในดวงตาของเขาพร้อมกัน

แต่ในดวงตาของลู่เซิ่งกลับมีแต่ความสงบนิ่ง เป็นความสงบนิ่งอันบริสุทธิ์ที่แทรกไว้ด้วยความชื่นชม

“ยอมให้จับแต่โดยดีเถอะ” โอซีลิสเอ่ยอย่างราบเรียบ “สี่ตำหนักของหัตถ์สีเงินได้แอบจับมือเป็นพันธมิตรกับฉันแล้ว พิษที่นายใส่ไว้ในตัวยอดฝีมือระดับเหนือกว่าวิญญาณภาพและเจตภาพก็ถูกฉันขจัดทิ้งไปหมดเหมือนกัน ตอนนี้นายไม่เหลืออะไรอีกแล้ว”

เสียงเพิ่งจะขาดลง เงาร่างที่มีลวดลายอันพิสดารกระจายไปทั่วร่างก็พากันปรากฏตัวขึ้นรอบๆ คฤหาสน์ตระกูลจัว

ไม่เพียงยอดฝีมือจากเนตรแห่งเทพที่มาถึงเท่านั้น แม้แต่ปรมาจารย์จิตรกรสี่คนแห่งหัตถ์สีเงินก็มาแล้วเช่นกัน

ทุกคนต่างก็โอบล้อมรอบๆ ไว้โดยไม่ได้นัดหมาย

จิตรกรทั้งหมดที่ยังไม่ถูกขจัดพิษพากันโดนจับกุมและสังหาร สถานการณ์เริ่มแน่นอนขึ้นเรื่อยๆ

ลู่เซิ่งกลับไม่สนใจแม้แต่น้อย “นายไม่เข้าใจงั้นเหรอ”

“นายอยากพูดอะไรอีก” โอซีลิสยกมือขึ้น รอเขาฟันมือลง จะเป็นสัญญาณให้ทุกๆ คนลงมือโจมตีพร้อมกันทันที

ราชาสีเงิน มือมืดหลังฉากที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในหัตถ์สีเงิน หรือมะเร็งร้ายของโลกผู้นี้ วันนี้จะต้องถูกขุดรากถอนโคน

“นายนึกว่าฉันพึ่งพาขุมกำลังของหัตถ์สีเงินหรือไง ผิดแล้ว ฉันไม่ได้พึ่งพาหัตถ์สีเงิน หัตถ์สีเงินต่างหากที่...พึ่งพาฉัน!”

ท่ามกลางเสียงดัง กล้ามเนื้อทั่วร่างลู่เซิ่งพองขยายอย่างรวดเร็ว บนร่างปรากฏลวดลายพิสดารสีทองเข้มหลายสาย ชุดบนตัวถูกดันจนปริขาดในพริบตา เผยให้เห็นเค้าโครงกล้ามเนื้อที่บิดเบี้ยวและแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า

“ลงมือ?!” โอซีลิสม่านตาหดตัว ก่อนจะฟันมือลงอย่างแรง จากนั้นเขาก็กระโจนพุ่งเข้าใส่ลู่เซิ่งเป็นคนแรก

กลางอากาศ ปีกสีขาวที่ซ้อนทับกันนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นแล้วสลายหายไปด้านหลังเขา ทุกครั้งที่ปีกสลายไป พละกำลังและความเร็วอันยิ่งใหญ่มหาศาลจะเพิ่มขึ้น

ปีกหลายสิบคู่สลายไปไปในพริบตา เสริมความเร็วในการโจมตีที่ไม่อาจเทียบเคียงกับสิ่งใดได้ให้กับร่างกายของเขา

“พายุแห่งเทพ!” พายุนับไม่ถ้วนรวมตัวกันด้านหน้าโอซีลิสอย่างฉับพลัน ลมมากมายรวมตัวกันในระดับสูง จากนั้นขั้วประจุไฟฟ้าก็แยกตัว กลายเป็นลูกบอลสายฟ้าสีดำอมน้ำเงินกลุ่มหนึ่ง

“ราชาสีเงิน ยุคสมัยของแกจบลงแล้ว!”

เขาที่ถือลูกบอลสายฟ้าอยู่ จ้องมองลู่เซิ่งที่เข้าใกล้ดุจสายฟ้าแลบ ในใจกลับนิ่งสงบ

ตูม!

ลูกบอลสายฟ้าโดนเป้าหมาย ความร้อนน่ากลัวที่สูงถึงหลายแสนองศา มากพอจะหลอมละลายทุกสิ่งได้ในพริบตา

โอซีลิสบินถอยหลังออกไปทิ้งตัวลงบนดาดฟ้าด้านข้างเบาๆ ขณะกำลังจะถอนใจนั่นเอง

“ยัง...ไม่ตายอีกเหรอ!?” อยู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงอุทานของคนรอบๆ จึงรีบมองไปยังทิศทางที่ลูกบอลสายฟ้าระเบิด

เปลวเพลิงสีน้ำเงินกลุ่มหนึ่งกำลังลุกโหมอยู่ตรงนั้น แต่ในนั้นกลับมีเงาคนสูงใหญ่คนหนึ่งยืนนิ่งอยู่ด้วย

ราชาสีเงิน!

ลู่เซิ่งแสยะยิ้มอยู่กลางกลองเพลิง คล้ายกำลังหัวเราะอยู่

“เป็น...เป็นไปได้ยังไงกัน!?” คนทุกคนที่เห็นต่างตกตะลึง

โดนการระเบิดที่รุนแรงเข้าไปตรงๆ ยังรอดมาได้อีก!? นี่มันน่าเหลือเชื่อโดยแท้

สนามรบพลันเงียบสงัด

พอพวกฮอลส์กับหลินเซิ่งหย่าที่เพิ่งถูกคนพาออกมาเห็นภาพนี้เข้า ก็ตกใจจนชินชาบ้างแล้ว

แต่ก็เข้าใจในพริบตาเช่นกันว่า เหตุใดลู่เซิ่งจึงรักษาความเยือกเย็นได้ตลอดเวลา

ถ้าครอบครองพลังแบบนี้ ก็มีสิทธิ์ดูแคลนทุกสิ่งจริงๆ

เปรี้ยง!

เปลวเพลิงระเบิดในพริบตา ไอขาวกลุ่มหนึ่งระเบิดตรงตำแหน่งที่ลู่เซิ่งอยู่

โอซีลิสยังตั้งตัวไม่ทัน ก็รู้สึกได้ว่ามีพละกำลังอันน่ากลัวและยิ่งใหญ่กระแทกเข้ากับทรวงอกของตัวเอง

เขารีบยกมือขึ้นกุมหน้าอก

ตูม!

หลุมขนาดใหญ่ยักษ์ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางสิบกว่าเมตรโผล่ขึ้นบนพื้น โอซีลิสนอนหงายอยู่ตรงกลาง ทั่วร่างเต็มไปด้วยรอยเลือด สีหน้าซีดขาว

ลู่เซิ่งทิ้งตัวลงพื้นเบาๆ ขนาดตัวของเขาสูงใหญ่ขึ้นราวๆ หนึ่งเท่าของคนทั่วไปเท่านั้น ดูไม่อลังการเท่าไหร่ แต่คล่องแคล่วกว่าก่อนหน้ามาก

นี่ก็คือผลลัพธ์ที่เขาได้จากโลกใบนี้หลังจากใช้ประโยชน์จากเส้นทางภาพวาด

พละกำลังของจักรพรรดิมวยเงามารประสานกับเส้นทางภาพวาดของโลกใบนี้ ทำให้เขาได้บรรลุถึงจุดสุงสุดที่ตนบรรลุได้แล้ว ทั้งยังเป็นจุดสูงสุดที่โลกอนุญาตด้วย

ปังๆๆๆๆๆ!

ทันใดนั้น เฮลิคอปเตอร์ที่อยู่ไกลออกไปก็กราดปืนกลใส่ลู่เซิ่ง แนวกระสุนที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางกว้างระเบิดพื้นรอบๆ ตัวเขาเป็นหลุมขนาดต่างๆ

“พินาศในพริบตา!”

ลู่เซิ่งหันหน้าไป จากนั้นหมัดขวาก็สูญหาย

ตูม!

เฮลิคอปเตอร์สองลำที่อยู่ห่างออกไปด้านหน้าเขาหลายร้อยเมตรมีรูขนาดใหญ่สองรูเพิ่มขึ้นมาในพริบตาเดียว ด้านในรูเป็นรูปโค้งมนเหมือนกับถูกกำปั้นขนาดยักษ์ต่อยทะลุ

เปรี้ยง!

ช่วงกลางของตึกใหญ่ด้านหลังเฮลิคอปเตอร์หายไปส่วนหนึ่ง มองดูไกลๆ ถึงกับมีลักษณะเป็นรอยหมัดขนาดยักษ์

ลู่เซิ่งก้าวออกไปเบาๆ บนพื้นอีกครั้ง

เกิดเสียงระเบิดดังตูม

กรวดหินนับไม่ถ้วนพุ่งออกมาจากพื้นเหมือนกับกระสุน เฮลิคอปเตอร์สิบกว่าลำรอบๆ ระเบิดกลายเป็นก้อนไฟหลายก้อนพร้อมกับร่วงตกลงพื้นแทบจะพร้อมกัน

หลังทำทุกอย่างนี้เสร็จแล้ว ลู่เซิ่งจึงค่อยเดินไปหาโอซีลิสที่อยู่กลางหลุม

“นายมีศักยภาพของผู้แข็งแกร่ง โอซีลิส มาเถอะ มาเป็นศิษย์ฉันเถอะ แล้วฉันจะมอบพลังที่เหนือกว่าสิ่งใดให้กับนาย”

“พลังที่ใช้ปกครองโลกใบนี้” ลู่เซิ่งเดินไปถึงขอบหลุมแล้วเอื้อมมือไปหาโอซีลิสช้าๆ

ตึกใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลออกไปซึ่งเกือบถูกตัดช่วงกลางทิ้งค่อยๆ เอียงไถลลงมากระแทกพื้นจนเกิดเสียงดังกระหึ่ม

โอซีลิสยังมีสีหน้าราบเรียบ

“นายแน่ใจเหรอ”

“แน่นอน” ลู่เซิ่งตอบยืนยัน

“ฉัน...” โอซีลิสอ้าปากคิดจะพูด

แกว๊ก!

อยู่ๆ ก็มีฝูงอีกาดำกลุ่มใหญ่บินมาจากท้องฟ้า กาสีดำที่มีตาสีแดงนับไม่ถ้วนพุ่งลงมาใส่ตำแหน่งที่ลู่เซิ่งอยู่อย่างบ้าคลั่งเหมือนกับลูกศร

“นี่เป็นความสามารถที่ฉันเคยสอนให้แก ตอนนี้เอามาใช้กับฉันหรือ” ลู่เซิ่งเงยหน้ามองฝูงอีกาสีดำสนิทนับไม่ถ้วนทั่วฟ้า

“หมื่นอัคคีดับสิ้น!” ชายร่างสูงใหญ่ที่มีรอยสักสีดำเต็มตัวกระโดดลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ที่อยู่ไกลออกไป แล้วทิ้งตัวลงยืนอยู่บนหลังคาทางขวามืออย่างมั่นคง

เสียงของเขาเพิ่งจะขาดลง อีกาที่พุ่งลงมานับไม่ถ้วนก็กลายเป็นก้อนเพลิงสีแดงเข้มที่มีควันพิษสีฟ้าประกอบอยู่ด้วยหลายกลุ่ม พร้อมกับพุ่งเข้าใส่ลู่เซิ่ง

ลู่เซิ่งคว้ามือหนึ่งไปด้านหน้าและกำเป็นหมัด

“จะให้พวกแกได้เห็นขีดสูงสุดของเส้นทางภาพวาดที่แท้จริงก็แล้วกัน”

เขาค่อยๆ คลายกำปั้น เส้นสีแดงเข้มหลายสายลอยออกมาจากกลางกำปั้น แล้วหมุนวนรอบตัวเขาอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็กลายเป็นอีกาสีแดงเข้มที่เหมือนกันหลายตัว

“อัคคีสวรรค์ทำลายล้าง!”

เส้นตรงกลางกำปั้นลู่เซิ่งหมุนวนอย่างฉับพลัน อีกาที่รวมตัวรอบๆ บริเวณส่งเสียงร้องแหลม พร้อมกับพุ่งเข้าหาอีกาเพลิงนับไม่ถ้วนกลางท้องฟ้าดุจห่าฝน

ฟุ่บๆๆๆ!

อีกานับไม่ถ้วนหักล้างกันเอง ไม่นานอีกาของสองฝ่ายก็หายไปจนหมดสิ้น แต่ทางลู่เซิ่งยังคงสร้างอีกาสีแดงเข้มจำนวนมากออกมาอย่างต่อเนื่อง

ต่อให้ชายร่างสูงใหญ่จะเป็นหนึ่งในปรมาจารย์ภาพที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก แต่พอเห็นภาพนี้สีหน้าก็เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน เขารีบร้อนโบกมือสะบัดสีสันจำนวนมากออกไป สีสันนับไม่ถ้วนกระจัดกระจายกลายเป็นอักขระและลวดลายมากมายกลางอากาศ หมายจะล่อลวงอีกาสีแดงเข้มที่บินมา

“ทุกสิ่งของพวกแกเป็นสิ่งที่ฉันสอนให้ ตอนนี้ ถึงเวลาฉันเอาคืนแล้ว...” ลู่เซิ่งคว้ามือ

อีกาสีแดงเข้มนับไม่ถ้วนเจาะทะลุสีสันแล้วพุ่งใส่ร่างอีกฝ่าย ก่อนจะเผาอีกฝ่ายกลายเป็นมนุษย์เพลิงในพริบตา

“หอกเนตรวายุ!”

อยู่ๆ ก็มีเสียงตวาดดังมาจากด้านข้าง ลู่เซิ่งหันไปมอง เห็นโอซีลิสถือหอกยาวที่เกิดจากการแยกตัวของอากาศนับไม่ถ้วนไว้เล่มหนึ่ง แล้วแทงมาทางเขาดุจสายฟ้าแลบ

เขายกขาขวาขึ้น จากนั้นขาก็หายไปกลางอากาศ

ตูม!

หอกยาวแหลกสลายไปในพริบตา กระดูกหน้าอกของโอซีลิสยุบลงไป ก่อนที่ตัวเองจะกระเด็นออกไปชนใส่ตึกใหญ่ด้านหลังเหมือนกับโดนเรือรบขนาดยักษ์กระแทกใส่

ท่ามกลางเสียงดังกึกก้อง ตรงกลางตึกใหญ่ปรากฏหลุมขนาดยักษ์ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางหลายสิบเมตร

ขณะลู่เซิ่งกำลังจะโจมตีต่อนั่นเอง

“แหฟ้า!”

เส้นสีขาวหลายร้อยสายยืดขยายออกมาจากด้านหลังของเขาอย่างแน่นขนัด แล้วห่อหุ้มรัดพันร่างของเขาอย่างบ้าคลั่ง

จิตรกรหลายสิบคนในรัศมีสองสามร้อยเมตรรอบๆ ต่างถือกรอบรูป เส้นนับไม่ถ้วนทะลักออกมาจากกรอบรูปและพุ่งเข้าหาตัวลู่เซิ่งอย่างต่อเนื่อง

เงาร่างที่ลู่เซิ่งคุ้นตาทิ้งตัวลงด้านหลังเขาเบาๆ

“เกอเลียน...แม้แต่นายก็ทรยศฉันเหรอ” ลู่เซิ่งหมุนตัวไปอย่างประหลาดใจอยู่บ้าง

เกอเลียนเป็นสุดยอดจิตรกรคนแรกที่เขารับเป็นพวก หลังจากทำลายข้อจำกัดของโรค อีกฝ่ายก็เลื่อนไปถึงระดับปรมาจารย์ภาพสำเร็จ นับได้ว่าเป็นจิตรกรที่แข็งแกร่งที่สุดในหัตถ์สีเงินนอกจากลู่เซิ่ง

“ฉันไม่อยากจะเป็นหุ่นเชิดตลอดชีวิต” ดวงตาของเกอเลียนฉายแววซับซ้อนขณะมองลู่เซิ่งที่อยู่ไกลออกไป

ฟิ้ว!

กระบองโลหะยาวแท่งหนึ่งดีดออกมาจากใต้มือเขา กระบอกยาวสีเงินอมดำยืดออกเป็นท่อนๆ ไม่นานก็กลายเป็นอาวุธสมส่วนที่ยาวถึงสามเมตรกว่าๆ

“ลงมือ!” เกอเลียนก้าวออกไปด้านหน้า ร่างระเบิดคลื่นโซนิคบูม แล้วโผล่ขึ้นมาด้านข้างลู่เซิ่งในพริบตา ก่อนจะกวาดกระบองยาวออกในแนวขวาง

แทบจะในเวลาเดียวกัน เงาร่างหลายร่างโผล่ขึ้นรอบตัวลู่เซิ่งพร้อมกัน ต่างคนต่างก็ถืออาวุธโจมตีใส่จุดตายของลู่เซิ่ง

แสงสีขาวแผ่ตลบอบอวลบนร่างโอซีลิส บาดแผลทั้งหมดสมานตัวอย่างรวดเร็ว เขากระโดดขึ้นมาประกบมือและดึงออก พลันสร้างสายฟ้าที่กะพริบกลุ่มหนึ่งขึ้นมา

“จักรพรรดิสายฟ้า...!” รอยสักภาพทั้งหมดบนใบหน้าของเขาเรืองแสงสีฟ้า ตาข่ายสายฟ้าขนาดยักษ์ที่ใหญ่กว่าเดิมหลายเท่าตัวโผล่ขึ้นด้านหลัง แล้วพุ่งลงไปด้านล่าง

แต่แค่พริบตาเดียว ด้านหน้าเขาก็พร่ามัว ร่างสูญเสียศูนย์ถ่วง พอได้สติกลับมา รอบๆ ตัวก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

โอซีลิสตื่นตระหนก เขายืนอยู่ในตำหนักยักษ์ที่กว้างใหญ่ไพศาลเพียงลำพัง

ผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ในความมืดด้านบนสุดของตำหนักก็คือลู่เซิ่งที่เมื่อครู่ยังสู้กับตนอยู่นั่นเอง

“นี่คือ...ภาพหลอนเหรอ?!” เขาที่เป็นปรมาจารย์ภาพที่แข็งแกร่งที่สุดโดนภาพหลอนเข้าให้เหรอเนี่ย?!

โอซีลิสสายตาเคร่งเครียด พลังของราชาสีเงินอยู่เหนือการคำนวณของเขาไปไกลโข แต่ยังมีโอกาสชนะ ยังมีโอกาสอยู่อีก!

ขอแค่...

โอซีลิสสร้างหอกยาวอย่างฉับพลัน แล้วเหยียบอากาศกระโจนเข้าใส่ลู่เซิ่ง

ตุบๆๆๆๆ!

ก้าวแล้วก้าวเล่า เขารู้สึกทุกๆ ย่างก้าวต้องใช้แรงมากขึ้นเรื่อยๆ หัวเข่าส่งเสียงครวญคราง กล้ามเนื้อสั่นไหวอย่างรุนแรง เหงื่อทำให้เสื้อและกางเกงเปียกชุ่มอย่างรวดเร็ว

              ..............................................
“สังหาร!” โอซีลิสกัดปลายลิ้น ลวดลายภาพทั้งหมดบนร่างเรืองแสงสีขาว ก่อนจะหลุดออกจากภาพหลอนในพริบตา

ตรงหน้ากะพริบวาบ เขาไม่รู้ว่าวิ่งมาถึงด้านหน้าลู่เซิ่งตั้งแต่เมื่อไหร่ ยกหอกยาวขึ้นสูงแล้วแทงใส่ทรวงอกอีกฝ่าย

แทบจะเป็นในเวลาเดียวกัน เกอเลียนกับปรมาจารย์ภาพอีกหลายคนลงมือพร้อมกัน โดยประสานกับแหฟ้าสีขาวจำนวนมาก

หอกยาวที่เกิดจากการแยกประจุไฟฟ้า ดาบโค้งที่ฉาบพิษเหลือแต่เงาหลงเหลือ กระสุนเจาะเกราะต่อต้านยุทธภัณฑ์ที่มีพลังทำลายล้างแข็งแกร่งที่สุดในโลกมีเส้นผ่าศูนย์กลางกว้าง แส้ยาวชนิดพิเศษที่มีฤทธิ์กัดกร่อน

การโจมตีรุนแรงหลากหลายรูปแบบพากันพุ่งใส่ร่างลู่เซิ่ง

ทุกๆ คนต่างถูกภาพหลอนเมื่อครู่ลากเข้าตำหนัก กว่าจะหลุดออกมาได้ก็แทบทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่าง รวมถึงระเบิดสรรพกำลังทั้งหมดของตัวเอง ก่อนจะโจมตีใส่ลู่เซิ่ง

ครืน!

การโจมตีจำนวนมากกลายเป็นการระเบิดรุนแรง คลื่นพลังงานสีขาวกึ่งโปร่งแสงระเบิดออกในพริบตา แล้วกลายเป็นครึ่งวงกลมขนาดยักษ์ปกคลุมรัศมีหลายพันเมตรรอบๆ ทันที

ฟิ้ว! ฟิ้วๆๆๆ!

เงาคนหลายสายกระเด็นออกมาหลังจากการระเบิด แล้วกระแทกเข้าไปกลางตึกใหญ่รอบๆ จนกำแพงคอนกรีตกับเหล็กเส้นจำนวนมากถล่มลงมา

คลื่นพลังงานสีขาวค่อยๆ สลายไป ลู่เซิ่งบีบคอของโอซีลิสด้วยมือข้างเดียว ร่างกายที่เหมือนโลหะไม่มีรอยขีดข่วนแม้แต่น้อย

“การดิ้นรนที่ไร้ความหมาย” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างสงบ “โอซีลิส นายเห็นความแตกต่างของพวกเราหรือยัง”

“แค่กๆ...” โอซีลิสกระอักอยู่หลายครั้ง ลวดลายสีขาวบนร่างกะพริบอย่างรุนแรงและระเบิดพลังยิ่งใหญ่ออกมา หมายจะดิ้นให้หลุดจากการควบคุมของลู่เซิ่ง

แต่ว่าพลังงานที่แสงสีขาวระเบิดออกมากลับไร้ความหมายแม้แต่น้อยสำหรับลู่เซิ่ง

“ฉัน...คือเนตรแห่งเทพ...บุตรแห่งเทพ...ฉันคือปรมาจารย์ภาพ...ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก!” เขาดิ้นรนพร้อมกับยกมือขึ้น แสงสีขาววาบขึ้นอย่างรุนแรงตรงปลายนิ้ว ต้องการจะกดใส่ทรวงอกของลู่เซิ่ง

“ดูเหมือน...นายจะเลือกตัวเลือกที่ผิดพลาดแล้วล่ะ...” ดวงตาของลู่เซิ่งฉายแววเสียดายอย่างล้ำลึก

กร๊อบ

เขาออกแรงบีบ คอของโอซีลิสถูกหักในทันที ศีรษะกับร่างกายหลุดออกจากกัน ส่วนหัวโดนกระชากออกมา

อ๊าก!

เกอเลียนพุ่งเข้ามาด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียม ทั่วทั้งตัวเขาเต็มไปด้วยรูเลือดขนาดเท่าคางเด็ก แต่เขารู้ดีว่าในเมื่อโอซีลิสตายไปแล้ว ถ้าหากคนอย่างพวกเขาไม่ทุ่มเทสุดชีวิตอีก ก็ไม่มีทางมีจุดจบที่ดีเด็ดขาด

แต่เขาไม่เสียใจ ปรมาจารย์ภาพมีเกียรติของตัวเอง หลายปีที่ถูกควบคุม คนอย่างพวกเขาไม่ว่าจะทรยศเพราะเหตุผลอะไร ล้วนมีจุดเด่นร่วมกันอย่างหนึ่ง

นั่นก็คือพวกเขาถูกราชาสีเงินวางพิษร้ายมาก่อน

“เจิดจรัส!” เสียงคำรามมากมายซึ่งแทรกด้วยความโศกเศร้าดังขึ้นพร้อมกันจากที่ไกล

ฟิ้วๆๆๆ!

ลูกศรแสงสีขาวจำนวนเหลือคณานับร่วงตกลงมาทางนี้เหมือนกับฝูงตั๊กแตน

ลู่เซิ่งเงยหน้ามองคนจากกลุ่มอัศวินเจิดจรัสที่อยู่ไกลออกไป

เขาพลันเบี่ยงตัว แล้วฟาดขาใส่กำแพงของตึกใหญ่ทางขวามือทันที

โครม!

รอยแตกและรอยยุบมากมายโผล่ขึ้นด้านหลังตึกใหญ่ในพริบตา ตึกใหญ่ที่สูงเจ็ดสิบแปดสิบเมตรถล่มลง แล้วกลิ้งไปทางกลุ่มอัศวินอย่างสะเทือนเลือนลั่น

ตูม!

กรวดหินดินทรายนับไม่ถ้วนระเบิดออก ตึกใหญ่ที่สูงเจ็ดสิบแปดสิบเมตรกระแทกใส่หอคอยเหล็กสูงสองร้อยกว่าเมตรที่อยู่ไกลออกไปจนถล่มไปด้านหลังพร้อมกัน ก่อนจะตกลงกลางทัพอัศวินเจิดจรัส

กลุ่มอัศวินมากกว่าร้อยคนมีไม่กี่คนเท่านั้นที่หนีออกมาทัน ที่เหลือล้วนถูกน้ำหนักอันมหาศาลกดทับตายในทันที

นี่ก็คือพลังอันเด็ดขาด

“เห็นแล้วใช่ไหม” ลู่เซิ่งมองท้องฟ้าที่อยู่ไกลออกไป เหมือนบรรลุบางอย่างอยู่ชั่วขณะ

“นี่ก็คือพลังของฉัน เส้นทางของฉัน ทุกสิ่งทุกอย่างของฉัน” เขาพลันบรรลุแล้วว่าจานประกายโรจน์ของตัวเองต้องการตราสัญญะและกฎเกณฑ์แบบใด

เสียงปืนทั้งหมดหยุดลงนานแล้ว เหล่าจิตรกรจากเนตรแห่งเทพพากันหยุดลงมือเช่นกัน แม้คนของหัตถ์แห่งประกายนิลจะบาดเจ็บล้มตายสาหัส แต่หัตถ์สีเงินยังคงมีจิตรกรส่วนหนึ่งที่ภักดีต่อลู่เซิ่ง จิตรกรจำนวนมากพากันมาถึงและโอบล้อมที่นี่ไว้หลายชั้น

ทว่าลู่เซิ่งที่อยู่ตรงกลางไม่ได้พูดอะไร จึงไม่มีใครกล้าเคลื่อนไหว

สมาชิกที่หลงเหลือจากเนตรแห่งเทพ หัตถ์สีเงิน สถาบันสอบสวนระดับสูงแห่งสหพันธ์ รวมถึงรัฐบาลในท้องที่ ถึงขั้นยังมีตระกูลจ้าวและตระกูลจัว

ทุกคนต่างก็จดจ้องสายตาไว้ที่ร่างของลู่เซิ่งที่ยืนอยู่บนที่สูงโดยไม่รู้ตัว

ผู้นำของเนตรแห่งเทพตายไปแล้ว สี่ปรมาจารย์ภาพถ้าไม่ใช่ตายก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสในการระเบิดเมื่อครู่และการต่อสู้ต่อจากนั้น

ไม่มีใครต้านทานการควบคุมของลู่เซิ่งได้อีกแล้ว

ซู่...

ลู่เซิ่งโบกมือ ภาพประหลาดสีดำสนิทที่วาดล้อกลมขนาดยักษ์เอาไว้ใบหนึ่งโผล่ขึ้นมาด้านหน้า

‘ดีปบลู’ เขาเรียกดีปบลูออกมาเงียบๆ ต่อหน้าทุกคน

ชิ้ง

อินเตอร์เฟซของเครื่องมือปรับเปลี่ยนสีฟ้าเด้งออกมาอยู่ด้านหน้าเขา

ความเข้าใจเมื่อครู่นี้ทำให้กฎสองกฎในตอนแรกของเขาเข้าใกล้สภาพสมบูรณ์แบบในพริบตา

แต่ว่าบนจานประกายโรจน์กลับสลักไว้แค่สามอย่าง ได้แก่ไฟหยิน พิษร้าย และวารีลี้ลับ

‘ตราสัญญะอันต่อไปก็คือ...’ ลู่เซิ่งหยีตา ‘ทั้งหมดจงเพิ่มพลังให้ฉันซะ!’

พลัง พลัง พลัง พลัง พลัง พลัง!

ชั่วพริบตานั้นจานประกายโรจน์สั่นไหว พลังอาวรณ์ถูกผลาญไปเป็นจำนวนมาก กฎของพลังที่เกือบสมบูรณ์แบบซึ่งลู่เซิ่งเพิ่งจะบรรลุเติมเต็มตราสัญญะต่อจากนั้น

ตราสัญญะหกอันรวมตัวกันกลายเป็นตราสัญญะฝ่ามือที่หมายถึงพลัง เพียงแต่ส่วนที่แตกต่างออกไปก็คือ คุณสมบัติของพลังที่ตราสัญญะเป็นตัวแทนไม่เหมือนกัน

พลังความเร็ว พลังเผาไหม้ พลังความทนทาน พลังป่าเถื่อนอันบริสุทธิ์ พลังระเบิด พลังคืนชีพ

ระบบพลังหกชนิดที่แตกต่างกันประสานกับตราสัญญะสามชนิดที่เหลือ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโลกรูปจิต

ตราสัญญะหกชนิดซึ่งมีกฎหกชนิดที่ไม่เหมือนกันกลายเป็นกฎพื้นฐานของโลกรูปจิต

กฎที่ว่างเปล่าจำนวนมากได้รับการเติมเต็ม ผืนดินในโลกรูปจิตเริ่มสั่นไหวน้อยๆ แม้แต่ตราสัญญะพิษร้ายในตอนแรกก็ถูกลู่เซิ่งขจัดสิ่งเจือปนทิ้งไปโดยไม่ปรานี จนกลายเป็นกฎต้านพิษที่ไม่อันตรายซึ่งใช้กระตุ้นให้กายเนื้อแข็งแกร่งกว่าเดิม

นอกจากไฟหยินแล้ว วารีลี้ลับยังถูกลู่เซิ่งเปลี่ยนให้กลายเป็นกฎพลังแห่งวารีที่บริสุทธ์ เพื่อนำมาใช้ปรับลดการเสียดสีระหว่างตราสัญญะของพลังทั้งหมดด้วยเช่นกัน

โลกเริ่มเกิดการตั้งค่าใหม่

...

เนตรแห่งเทพโอซีลิสสิ้นชีพ ปรมาจารย์ภาพที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างแท้จริงกลายเป็นลู่เซิ่งหรือราชาสีเงิน

สถาบันสืบสวนระดับสูงแห่งสหพันธ์ได้รับความเสียหายอย่างสาหัส เหล่ายอดฝีมือจากสถาบันสอบสวนที่ปะปนอยู่ด้านหลังกลุ่มอัศวินเจิดจรัสโดนลูกหลงตายไปมากมาย ในนี้รวมถึงอธิบดีคนปัจจุบันด้วย

ศึกแห่งเมืองคุนหนีทำให้คนทั้งโลกได้ประจักษ์ถึงพลังของจิตรกร

หัตถ์สีเงินบาดเจ็บล้มตายมหาศาล การทรยศของสี่ปรมาจารย์ภาพทำให้ระดับสูงแทบไม่เหลือใคร ลู่เซิ่งจึงเลื่อนระดับให้แก่จิตรกรระดับกลางจำนวนมาก นอกจากนั้นปรมาจารย์ภาพทางเนตรแห่งเทพก็ถูกทำลายสิ้นเช่นกัน

ศิลปะภาพวาดทั่วโลกตกสู่ยุคตกต่ำที่ไม่เคยมีมาก่อน

ลู่เซิ่งราชาสีเงินกลายเป็นปรมาจารย์ภาพเพียงหนึ่งเดียวของโลก หรือก็คือปรมาจารย์ภาพที่แข็งแกร่งที่สุด

..

วันที่ 12 เดือนสิงหาคม

เมืองคุนหนี

ลู่เซิ่งวางช่อดอกสีขาวไว้บนโต๊ะข้างเตียงในห้องคนป่วยอย่างแผ่วเบา

“ดีขึ้นหรือยัง ลุกขึ้นได้ไหม”

“ฉันยังไม่ตายแกส่งดอกไม้มาทำไม!?” พอเห็นช่อดอกไม้ถูกวางลงบนโต๊ะข้างหัวเตียง จัวซือชิ่งก็หน้าเขียว

“พี่...พี่ใหญ่...!” จัวซินซินที่กำลังดูแลจัวซือชิ่งอยู่ในห้องคนป่วยลุกขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวเล็กน้อย เธอก้มหน้าไม่กล้ามองลู่เซิ่ง ขนาดเรียกพี่ใหญ่ก็ยังติดอ่าง

“จัว...ซิน...ซิน ชื่อนี้ใช่ไหม” ลู่เซิ่งไม่สนใจจัวซือชิ่ง หากมองไปยังน้องสาวต่างแม่ของตนเอง

“ค่ะ! ใช่ค่ะ!” จัวซินซินรีบตอบ ร่างเกร็งจนสั่น

“ตาเฒ่านี้คงจะไม่ได้ทำเรื่องไม่ดีกับเธอหรอกใช่ไหม” ลู่เซิ่งถามตรงๆ

“เหลวไหล! จัวเจิ้นอวี่แกจะมาหาเรื่องฉันเหรอไง!” จัวซือชิ่งพลันตะโกน คิดจะลุกขึ้น

จัวซินซินหน้าแดง ไม่ทราบควรพูดอะไรดี

“เอาน่าๆ แค่ล้อเล่นเอง” ลู่เซิ่งหัวเราะ บรรยากาศในห้องพลันอบอุ่นขึ้น

“มุกแบบนี้ไม่ฮาเลย แกจัดการเรื่องตัวเองเสร็จแล้วเรอะถึงได้มีเวลามาหาพ่อ”

“เรียบร้อย จัดการจนเกือบหมดแล้ว”

“ถ้าไม่จัดการให้ดี ระวังจะโดนหักหลังเหมือนคราวแล้ว...” จัวซือชิ่งเตือน

“ไม่เป็นไร หักหลักอีกก็เปลี่ยนคนอีก โลกนี้มีคนเยอะถมไป” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างไม่นำพา

จัวซือชิ่งรู้สึกมีอะไรบางอย่างผิดปกติขณะมองลูกชายคนนี้ ความรู้สึกประหลาดที่อยู่ๆ ก็เปลี่ยนจากเศรษฐีธรรมดาเป็นบุคคลยิ่งใหญ่ระดับโลกนี้ช่างแปลกพิลึกจริงๆ

เขาไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจแม้แต่น้อย

เขาจึงไม่รู้ว่าตอนนี้ควรปฏิบัติต่อลูกชายด้วยท่าทีแบบไหนดี ดีที่ลูกชายยังเป็นคนเดิม

ศึกใหญ่ครั้งล่าสุดผ่านมาได้ครึ่งเดือนกว่าๆ แล้ว ชื่อเสียงของเนตรแห่งเทพและหัตถ์สีเงินกระจายไปยังสื่อทั่วโลก

นี่ทำให้อาชีพจิตรกรที่เดิมเป็นที่นิยมอยู่แล้วมีจำนวนคนทวีขึ้นในพริบตา

หัตถ์สีเงินที่เป็นผู้ปกครองโลกมีคนนับไม่ถ้วนขอสมัครเข้าร่วม และลู่เซิ่งที่เอาชนะเนตรแห่งเทพรวมถึงระดับสูงของหัตถ์สีเงินได้ด้วยตัวคนเดียวยิ่งได้รับการเรียกขานเป็นตัวตนราวกับเทพมาร

เวลาครึ่งเดือนเพียงพอที่จะทำให้คนที่อยู่รอดในตระกูลจัวได้ทราบความจริง

ตระกูลจ้าวถูกจับกุมเข้าคุกหลวง เตรียมยิงเป้าได้ทุกเวลา สถานการณ์ในเมืองคุณหนีอยู่ในการควบคุมของลู่เซิ่งโดยสมบูรณ์ ระดับสูงของสหพันธ์กวาดล้างข้าราชการระดับสูงและเจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่ง ประเทศเกือบหกสิบเปอร์เซ็นต์ในโลกถูกหัตถ์สีเงินควบคุมในที่ลับ

ตอนแรกสิ่งเหล่านี้เป็นรากฐานของเนตรแห่งเทพ

“อีกเดี๋ยวอาการบาดเจ็บของคุณก็จะหายดีแล้ว ฉันยังมีเรื่องราวต้องจัดการ ถ้ามีเรื่องอะไรให้โทรหาฉันเบอร์นี้” ลู่เซิ่งให้เบอร์โทร แก่จัวซือชิ่ง หลังจากปลอบจัวซินซินเล็กน้อย ก็หมุนตัวออกไปจากห้องผู้ป่วย

เพิ่งจะเดินออกมาอยู่บนระเบียง ก็เห็นหลินเซิ่งหย่ายืนอยู่ที่ประตู เหมือนกำลังรอเขาอยู่

“จัวเจิ้นอวี่ ฉันขอร้องนายสักเรื่องได้ไหม” หลินเซิ่งหย่ากัดริมฝีปากพร้อมกล่าวเสียงค่อย

“เธอมีเวลาสามสิบวินาที” ลู่เซิ่งดูเวลา

“ได้ ฉันขอพูดตรงๆ นะ ฉันอยากขอให้นายปล่อยบ้านลุงของฉัน พวกเขาอเนจอนาถพอแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องจัดการให้ถึงที่สุด” หลินเซิ่งหย่าวิงวอนเสียงอ่อน

“เรื่องนี้เธอต้องไปขอร้องพ่อฉัน ตามผลการตรวจสอบ คนที่วางแผนทำให้เขาถูกรถชนมีลุงที่เธอพูดถึงอยู่ด้วย” ลู่เซิ่งตอบกลับอย่างขอไปทีสองสามประโยค จากนั้นเดินเฉียดไหล่หลินเซิ่งหย่าไป

ตอนนี้ได้วางเก้าฐานศิลาในขอบเขตลวงตาเรียบร้อยแล้ว แม้จะเสียงพลังอาวรณ์ไปเกือบหมดจนเหลือแค่ไม่กี่แสนหน่วย แต่ทุกอย่างก็คุ้มค่า

ขอแค่รอจนโลกรูปจิตวิวัฒนาการเสร็จ เขาก็จะป้อนพลังจากโลกรูปจิตให้แก่กายเนื้อและบรรลุเป้าหมายในการเลื่อนระดับได้อย่างแท้จริง

ขอบเขตลวงตา

เขารอคอยมานานมากแล้ว

              ..............................................
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ

ความคิดเห็น