646-650
ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง ระบบโกงสกิล
บทที่ 646ถึง650
ปุบ
ลู่เซิ่งปิดหนังสือเล่มหนาด้านหน้าลง ดวงตารู้สึกล้าเล็กน้อย
คัมภีร์แห่งความมืดมน
บนปกคัมภีร์ประทับตัวอักษรขนาดใหญ่สามคำในภาษาภัยพิบัติไว้อย่างชัดเจน
เนื้อสีแดงเข้มที่เหมือนกับหัวใจก้อนหนึ่งนูนขึ้นตรงกลางปก มันกำลังขยับขึ้นลงช้าๆ เหมือนกับกำลังหายใจ
‘นึกไม่ถึงว่าห้องสมุดนี้จะอนุญาตให้ตรวจสอบข้อมูลต้องห้ามแบบนี้ด้วย ถ้าคนที่มีพลังย่ำแย่มาอ่าน จิตวิญญาณได้พลังทลายแน่’
ลู่เซิ่งยื่นมือไปลูบปกหนังสือ สัมผัสจากการลูบเนียนละเอียดและอบอุ่นเหมือนกับผิวของมนุษย์
เขาลุกขึ้นพร้อมกับหยิบคัมภีร์ไปด้วย ก่อนจะสอดกลับไปบนชั้นหนังสือทางขวามือ จากนั้นก็นำคัมภีร์แห่งความมืดมนเล่มสองที่อยู่ติดกันออกมานั่งลงอ่านต่อที่เดิม
เขาทำแบบนี้มาสองวันแล้ว สองวันมานี้จ้าวเซิ่งอิงไม่ได้มาหาเขา และไม่มีการเคลื่อนไหวอะไรเลย
หมอที่อยู่ด้วยกันบอกว่า เหมือนจะเห็นจ้าวเซิ่งอิงถูกคนของตระกูลจ้าวคุ้มครองไปขึ้นค่ายกลส่งตัวสำหรับกลับแล้ว
ลู่เซิ่งที่กลับไปหลังหลอกจ้าวเซิ่งอิงในวันนั้นเรียบร้อยแล้ว ยิ่งคิดเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกผิดปกติ
เขาจึงมายังห้องสมุดในเมืองทันที หลังจากจ่ายเงินส่วนหนึ่ง ก็เริ่มตรวจสอบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเมล็ดแห่งแก่นปฐม
สิ่งที่คาดไม่ถึงก็คือ ข้อมูลนี้ถูกกำหนดเป็นข้อมูลต้องห้ามระดับสูง จำเป็นต้องจ่ายเงินมากกว่าเดิม
ลู่เซิ่งใช้เงินน้ำแข็งไปแปดพันกว่าๆ เพื่อการตรวจสอบเพียงอย่างเดียว
ท่ามกลางเสียงพลิกหน้าหนังสือดังพึ่บพั่บ คัมภีร์แห่งความมืดมนหลายเล่มถูกพลิกเปิดอย่างต่อเนื่องตามเวลาที่ผ่านไป แม้ว่าจะไม่ยังเจอข้อมูลเมล็ดแห่งแก่นปฐม แต่ลู่เซิ่งกลับมีความรู้ความเข้าใจที่ชัดเจนต่อสภาพแวดล้อมทั้งหมดเพิ่มขึ้น
‘...โลกใบอื่นเรียกที่นี่ว่าจักรวาลมารสวรรค์ โลกแห่งความโกลาหล ฟ่านเอ้อลา ที่นี่เป็นคำแทนของความชั่วร้าย การทำลายล้าง ความสับสน และความโกลาหล เป็นต้นกำเนิดของความเศร้าโศก ความเจ็บปวด ความโกรธ และความอิจฉา ท่ามกลางจักรวาลและโลกนับไม่ถ้วน มีแต่ที่นี่เท่านั้นที่ไม่มีโลกคู่ขนาน เวลาจบลงที่นี่ สรรพสัตว์เดินสู่ที่พักพิงสุดท้ายตรงนี้ หนวดของรากแห่งความว่างเปล่ายืดขยายไปรอบๆ พวกเขาเดินทางไปทั่วทุกแห่งหนด้วยสถานะเมล็ดแห่งแก่นปฐม...’
‘เดี๋ยวก่อน!’ ลู่เซิ่งชะงักนิ้วฉับพลัน พลางเพ่งสมาธิจ้องมองตัวหนังสือแถวหนึ่งในหน้านี้
‘อยู่นี่นี่เอง เมล็ดแห่งแก่นปฐม!?’ ลู่เซิ่งไล่สายตาไปตามรายละเอียด
‘...ไม่มีใครรู้ว่าเมล็ดแห่งแก่นปฐมมาจากที่ใด ไม่มีใครทราบว่าเป้าหมายของพวกเขาคืออะไร ทุกคนเพียงแต่รู้ว่า เมล็ดแห่งแก่นปฐมนั้นยากถูกสัมผัส พวกเขามักจะซ่อนตัวซุ่มรออย่างเงียบๆ อยู่ในโลกรูปจิตของตัวเอง มีแต่เวลาที่ต้องการอะไรบางอย่าง หรือเวลาที่พวกเขาต้องการทำอะไรบางอย่างเท่านั้น ถึงจะปรากฏตัวออกมาเองและถูกคนพบ’
ลู่เซิ่งขมวดคิ้วตรวจสอบข้อความต่อไป ข้อความต่อมาคือข้อมูลอื่นๆ แล้ว มีแต่ตรงนี้เท่านั้นที่มีข้อมูลเกี่ยวกับแก่นปฐม แต่กลับไม่มีเนื้อหาอะไรเลย
เพียงแต่ได้รู้จักสิ่งที่มีชื่อว่ารากแห่งความว่างเปล่าเพิ่มเท่านั้น
เขาพลิกคัมภีร์ไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว ที่เหลือคือการบรรยายถึงสามสมุทรดวงดาวของจักรวาลมารสวรรค์
สามสมุทรดวงดาวมีสามขุมกำลังใหญ่เป็นผู้ปกครอง รูปแบบนี้ดำเนินมาเป็นเวลานานมากๆ แล้ว และที่นี่ก็อยู่ในเขตสมุทรดวงดาวแห่งมรกต อยู่ในระบบสายน้ำขนาดเล็กทางชายขอบสมุทรดวงดาว
คัมภีร์แห่งความมืดมนเล่มที่เหลือไม่ได้บันทึกอะไรไว้มากนัก
แต่เพราะเป็นแบบนี้ สายตาของลู่เซิ่งกลับถ่างกว้างมากขึ้น มีความรู้ที่สมบูรณ์ต่อนครตราชั่ง ระบบดาวปรภพ มารดาแห่งความเจ็บปวด และสำนักนทีครามแล้ว
‘ระบบดาวปรภพดำรงอยู่มาหลายสิบล้านปีแล้ว แต่มารดาแห่งความเจ็บปวดกับสำนักนทีครามเป็นราชันที่โผล่มาทีหลัง ผงาดขึ้นมายังไม่ถึงหนึ่งล้านปีด้วยซ้ำ ระบบสายน้ำแถบนี้นับว่าเป็นระบบสายน้ำเกิดใหม่ที่หายากเต็มที’
ลู่เซิ่งปิดคัมภีร์แล้วนำกลับไปวางไว้บนชั้น ก่อนจะลุกขึ้นออกจากห้องยืมหนังสือ
ข้อมูลที่ตรวจสอบได้ล้วนตรวจสอบหมดแล้ว เขายังแวะอ่านหนังสือทั่วไปอีกไม่น้อย ตอนแรกเขาคิดจะตรวจสอบข้อมูลด้านเคล็ดวิชาด้วย แต่สิ่งที่น่าเสียดายก็คือ ต่อให้เป็นเคล็ดวิชาที่เขาต้องการ ราคาก็แพงเสียจนทำให้คนไม่อยากจะเห็นอีกเป็นครั้งที่สอง
ลู่เซิ่งที่ออกจากห้องสมุดกลับไปยังคฤหาสน์ของตัวเองทันที ก่อนจะเปิดค่ายกลผนึกลานเรือน
‘ในเมื่อทางนี้ยังหาวิธีการไม่เจอ อย่างนั้นตัวเลือกในตอนนี้คือ ถ้าไม่จุติต่อ ก็ต้องไปเสี่ยงโชคกับสมาคมธวัชเหล็ก’ ลู่เซิ่งคำนวณในใจ
‘ตอนนี้จิตวิญญาณของเราขยายถึงจุดสูงสุดแล้ว กฎจักรวาลเองก็ไม่มีวิธีทำให้เรารองรับจิตวิญญาณได้มากกว่านี้อีก ต่อให้จะสะสางผลกรรมได้สำเร็จจากการจุติ ก็เสียเปล่าอยู่ดี ความสำคัญในตอนนี้ก็คือเคล็ดวิชา กับการยกระดับและการเปลี่ยนแปลงทางคุณสมบัติของขอบเขต ดูเหมือนได้แต่ไปดูสถานการณ์ที่สมาคมธวัชเหล็กก่อน ไม่แน่ว่าวิชาแพทย์ของเราจะแสดงประโยชน์ให้พวกเขาเห็นได้’
พอตัดสินใจแล้วก็ลงมือทันที
ลู่เซิ่งเริ่มกางค่ายกลจุติในห้องของตัวเองอย่างรวดเร็ว ในบรรดาค่ายกลที่เขาครอบครอง มีแต่ค่ายกลจุติเท่านั้นที่ฉีกมิติได้อย่างง่ายดายที่สุด
เนื่องจากกางค่ายกลมาแล้วหลายครั้ง ลู่เซิ่งจึงช่ำชองเป็นอย่างดี แถมตราบใดที่มีวัตถุดิบเพียงพอ ลู่เซิ่งยังเพิ่มคุณสมบัติควบคุมเข้าไปเพื่อป้องกันอุบัติเหตุได้อีกหลายอย่าง
ทางจ้าวลั่วอิงยังไม่ต้องการการชำะระล้างชั่วคราว ถึงช่วงพักผ่อนพอดี สารมลพิษดวงดาวก็หยุดการปลดปล่อยเช่นกัน
การปลดปล่อยครั้งหน้าอย่างน้อยก็ใช้เวลาอีกสองอาทิตย์ มากพอให้เขาไปสมาคมธวัชเหล็กได้เที่ยวหนึ่ง
ไม่นานค่ายกาลก็ถูกกางเรียบร้อย ลู่เซิ่งเข้าไปนั่งลง แก่นหยางไหลออกมาบนร่างเหมือนกับของเหลวสีทอง แล้วแผ่ขยายไปยังลวดลายค่ายกลบนพื้น
ผลึกสีดำสองเม็ดที่ฝังไว้อยู่แล้วค่อยๆ สั่นไหว
ไอหมอกและแสงสีแดงเข้มเริ่มปรากฏขึ้นรอบๆ ค่ายกล
ชิ้ง!
ครั้งนี้ง่ายดายกว่าเดิมมาก จิตวิญญาณของลู่เซิ่งแข็งแกร่งกว่าก่อนหน้านี้หลายเท่าตัว ค่ายกลจึงใช้พลังงานน้อยลง ทั้งยังควบคุมได้ถึงระดับขั้นที่น่าเหลือเชื่ออีกต่างหาก
ชิ้ง!
ค่ายกลฉีกมิติและเปิดช่องแตกสีเทาได้อย่างง่ายดายเหมือนกับปลอกกล้วย
ลู่เซิ่งพ่นลมหายใจเบาๆ เฮือกหนึ่ง หยิบกระบี่สั้นสีเขียวมรกตออกจากไข่มุกกลืนสมุทรมาถือไว้ในมือ จากนั้นก็กลายร่างเป็นแสงสีดำ แล้วพุ่งตัวหายเข้าไปในช่องแตก
...
ก้อนกลมสีเงินที่ยิ่งใหญ่ไร้ขอบเขตหมุนวนตามเข็มนาฬิกาอยู่กลางท้องฟ้าอย่างช้าๆ
ก้อนกลมเหมือนกับดวงอาทิตย์ ท่อโลหะสีเงินนับไม่ถ้วนยื่นออกมาจากผิว ปลายท่อทุกท่อเชื่อมต่อกับก้อนโลหะขนาดเล็กสีเงินที่มีขนาดแตกต่างกัน
ก้อนโลหะก้อนเล็กทั้งหมดหมุนตามก้อนกลมสีเงินด้วยความเร็วที่เชื่องช้าและมั่นคง
ก้อนโลหะก้อนเล็กพวกนี้เชื่อมต่อกับวงกลมขนาดเล็กลักษณะคล้ายกันที่มีขนาดไม่เท่ากันอีกมากมาย เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ
ก้อนเล็กๆ ที่อยู่ด้านนอกสุดเชื่อมต่อกันเอง โครงสร้างทั้งหมดเหมือนกับรูปทรงหลายเหลี่ยมขนาดยักษ์ที่เกิดจากก้อนกลมกับกระบองไม้
ด้านในวงกลมก้อนเล็กๆ ที่อยู่ในแถวตรงกลาง
ซู่...
ช่องแตกสีเทาสายหนึ่งแยกออกในความว่างเปล่าของทรงกลมสีเงิน
แสงสีดำสายหนึ่งพุ่งออกมาจากช่องแตกแล้วตกลงบนพื้น ปรากฏเป็นร่างบุรุษวัยหนุ่มที่สูงใหญ่กำยำ เป็นลู่เซิ่งที่เมื่อครู่เพิ่งเปิดใช้ค่ายกลจุตินั่นเอง
เขาสวมชุดคลุมสีดำตัวยาว ถือมีดสั้นสีเขียวมรกตอยู่ในมือ โซ่อักขระสีเขียวเข้มที่เดี๋ยวหายเดี๋ยวปรากฏจำนวนมากวนเวียนอยู่รอบๆ ตัว
แปะๆๆๆ
เสียงปรบมือกระจ่างชัดดังมาจากมุมหนึ่งของห้อง ลู่เซิ่งมองไปยังต้นเสียงอย่างรวดเร็ว
ตรงประตูทางออกที่อยู่ด้านขวาของห้องมีสตรีร่างสูงชะลูดซึ่งไว้ผมสีดำยาวประบ่าคนหนึ่งยืนอยู่
สตรีมีเทวลักษณ์สีดำที่ซับซ้อนติดอยู่กลางหว่างคิ้ว สวมเกราะหนังสีม่วงแนบเนื้อ มือหนึ่งกำด้ามดาบที่เหน็บไว้กับเอวขณะมองมาทางนี้อยู่ไกลๆ
“ยินดีต้อนรับ ยินดีต้องรับสู่สมาคมธวัชเล็ก หลังจากกันบนโลกใบเล็ก ดูเหมือนเจ้าจะมีชีวิตการเป็นอยู่ที่ดีทีเดียว” นางคือหมีก่วงอิงที่เคยสู้กับลู่เซิ่งเมื่อก่อนหน้านี้นั่นเอง
บนร่างนางในตอนนี้มีกลิ่นอายอันตรายที่ยากบรรยายแผ่ตลบอยู่ แข็งแกร่งเหี้ยมหาญกว่าตอนแรกหลายเท่าตัว
“หมีก่วงอิงหรือ” ลู่เซิ่งเดินเข้าไปหา
“ดี จำได้ก็ดีแล้ว ดีที่เจ้าสังหารน้องชายของข้าไป ไม่อย่างนั้นไม่ทราบว่าต้องใช้เวลาอีกกี่ปีข้าถึงจะออกมาได้” หมีก่วงอิงปล่อยด้ามดาบในมือ แล้วหยิบหินกลมสีขาวก้อนหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเอวด้านหลัง ก่อนจะโยนให้ลู่เซิ่ง
“รับไว้ ข้ายื่นขอเครื่องหมายเข้าสมาคมให้เจ้าแล้ว สมาคมธวัชเหล็กต้องการผู้มีความสามารถที่มีศักยภาพโดดเด่นอย่างเจ้าอยู่พอดี! ศึกษาให้ดีเถอะ ในนั้นรับภารกิจได้มากมาย ถ้าหากเจ้ามีความมั่นใจ ก็จะสะสมค่าความดีความชอบได้อย่างรวดเร็ว” หมีก่วงอิงหยิบแร่ดิบสีขาวของตนออกมา
บนหินสลักอักขระสีฟ้าประหลาดเอาไว้
“เอาล่ะ เจ้าลองคลำทางดูเองก็แล้วกัน ข้าไปทำภารกิจก่อน ครั้งนี้คิดจะแก้แค้น แต่ยังสะสมค่าความดีความชอบไม่พอ เลยขอให้คนช่วยไม่ได้ รอเจ้าอยู่นี่มาตั้งนาน ถือว่าพักผ่อนก็แล้วกัน”
ลู่เซิ่งยังคิดจะถาม ทว่ายังไม่ทันเอ่ยปาก ก็เห็นหมีก่วงอิงโยนแร่ดิบสีขาวในมือไปด้านหน้าแล้ว
เกิดเสียงดังแวบ แร่ดิบพลันกลายเป็นประตูแสงสีฟ้าทรงรีบานหนึ่ง นางก้าวเข้าไปด้านใน จากนั้นประตูแสงก็ปิดลงพร้อมกับหายไปในพริบตา
ห้องเงียบลง
ลู่เซิ่งมองแร่ดิบในมือ ยื่นจิตวิญญาณเข้าไปแตะเบาๆ
ตูม!
ข้อมูลมากมายทะลักเข้ามาในห้วงสมองของเขา
ช่องโลหะ นี่เป็นชื่อของโลกใบนี้
ที่นี่ไม่มีพื้นดิน มีแต่ความว่างเปล่าและเมฆสีขาว ก้อนโลหะกลมจำนวนมากที่ลอยอยู่ที่นี่เป็นเหมือนกับหมู่เกาะ
ศูนย์ใหญ่ของสมาคมธวัชเหล็กตั้งอยู่บนก้อนโลหะกลมก้อนหนึ่งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของที่นี่
พวกเขาเรียกที่นี่ว่าทะเลสีเงิน
ทะเลสีเงินเป็นแกนกลางของสมาคมธวัชเหล็ก ทุกๆ วันจะมีการประกาศภารกิจใหม่และภารกิจที่ทำสำเสร็จแล้วมากมายหลากหลาย
ณ ที่แห่งนี้ ค่าความดีความชอบคือทุกสิ่ง ผู้ที่มีพลังสามารถรับภารกิจเพื่อหาค่าความดีความชอบได้หลากหลายรูปแบบ
ผู้ที่ไม่มีพลังแต่มีเงินและมีทรัพยากรก็หาค่าความดีความชอบได้จากสมาชิกที่ต้องการทรัพยากรและเงินผ่านการแลกเปลี่ยนเช่นกัน
นอกจากนี้อีกพวกที่หาค่าความดีความชอบได้ก็คือสมาชิกสายทักษะ ซึ่งสามารถหาค่าความดีความชอบได้จากการทำภารกิจที่ใช้ทักษะให้สำเร็จ
ในทางกลับกัน ค่าความดีความชอบใช้แลกกับสมบัติทรัพยากรแต่ละอย่างได้ที่หอการค้าแร่ดิบของศูนย์ใหญ่
ลู่เซิ่งหลับตายืนอยู่ที่เดิม ย่อยสลายข้อมูลของที่นี่อย่างรวดเร็ว ครู่หนึ่งค่อยได้สติกลับมา
‘ค่าความดีความชอบคือทุกอย่างหรือ น่าสนใจ...ผู้ยิ่งใหญ่ระดับไหนเป็นคนก่อตั้งที่นี่กันแน่ ถึงกับมีสถานการณ์ที่ใหญ่โตขนาดนี้...’
เขาหยิบแร่ดิบขึ้นมาบีบเบาๆ ลวดลายสีฟ้าซับซ้อนสายหนึ่งพลันปรากฏบนผิวแร่ดิบ ก่อนจะปล่อยแสงสีฟ้าออกมารวมตัวเป็นม่านแสงทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าด้านหน้าเขาอย่างรวดเร็ว
ตอนแรกในม่านแสงคือหมอกหนาสีดำที่หมุนวนกลุ่มหนึ่ง ไม่นานหมอกหนาก็สลายหายไป เผยให้เห็นก้อนสีเงินที่ยึดครองพื้นที่เล็กๆครึ่งหนึ่ง ของม่านแสง
ก้อนสีเงินหมุนอย่างช้าๆ รอบตัวเชื่อมต่อกับแท่งสั้นๆ จำนวนมาก แท่งแต่ละแท่งเชื่อมกับก้อนสีเงินก้อนเล็กๆ ก้อนหนึ่ง
ก้อนสีเงินขนาดเล็กเหล่านี้ถูกเส้นสีดำรูปกางเขนแบ่งออกเป็นสี่เขตใหญ่ และระบุตัวหนังสือเอาไว้
สี่เขตใหญ่แบ่งออกเป็นรับจ้าง ทักษะ ตลาด และเบ็ดเตล็ด
ลู่เซิ่งใคร่ครวญ ก่อนจะใช้จิตจิ้มกรอบทักษะ ม่านแสดงพลันเปิดออก มีรายการเล็กๆ จำนวนมากเด้งออกมา
ตั้งแต่บนถึงล่างคือคัมภีร์ลับเคล็ดวิชาหลากหลายรูปแบบ รวมถึงผลึกลี้ลับและภาพพิมพ์เทวลักษณ์หลากหลายชนิด บ้างก็แข็งแกร่งบ้างก็อ่อนแอ ด้านหลังต่างระบุระดับและตำแหน่งสูงสุดเอาไว้
ลู่เซิ่งขยับจิตวิญญาณ รายการทั้งหมดพลันเรียงตามระดับชั้นจากสูงสุดถึงต่ำสุดทันที
..............................................
‘ผลึกลี้ลับสามสิบหกวิถี’ ‘ผลึกอาคมทั่วไป’ ‘ผลึกต่อสู้’ ‘ผลึกวัฏจักร’...
สิบกว่าอันดับที่จัดเรียงอยู่ด้านหน้าเป็นผลึกลี้ลับหลายชนิด สมบัติที่ช่วยในการสัมผัสกฎเกณฑ์ชนิดนี้ได้รับความนิยมสูงสุดอย่างเห็นได้ชัด
แต่ราคาของผลึกที่ถูกจัดเรียงไว้อันดับแรกๆ เหล่านี้น่าตกตะลึงพรึงเพริดอย่างยิ่ง ผลึกราคาต่ำสุดต้องใช้ค่าความดีความชอบหนึ่งร้อยล้านคะแนน
ลู่เซิ่งพลิกดูต่อไป ไม่นานก็เจอพวกเคล็ดวิชา
เพียงแต่ตัวคัมภีร์ลับเคล็ดวิชาส่วนใหญ่แยกขายเป็นเล่มๆ หนำซ้ำยังได้ระบุขอบเขตโลกใบต่างๆ ที่เหมาะสมไว้ด้านหลังด้วย
แสดงให้เห็นว่าหากกฎของโลกบางใบแตกต่างออกไป วิชานี้ก็จะใช้ไม่ได้แล้ว
ราคาจึงต่ำลงมาเล็กน้อย ทว่าก็ใช้ค่าความดีความชอบถึงล้านคะแนนอยู่ดี
เป็นเพราะเคล็ดวิชานี้...สามารถไปถึงระดับมายาพิศวงได้ทั้งหมด
‘ก็เข้าใจได้อยู่ สิ่งที่อยู่ตรงนี้อย่างไรก็เป็นแค่เคล็ดวิชา ต่อให้ได้มาก็ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะราบรื่น ต่อจากนั้นจะฝึกฝนอย่างไร ระหว่างทางต้องระวังตรงไหน วัตถุดิบ สมบัติ เวลา และความพยายามที่จำเป็น ยังมีระดับความยากกับเงื่อนไขสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ความยากที่ขวางอยู่ตรงหน้าเป็นส่วนที่ยากลำบากอย่างแท้จริง สำนักจำนวนมากที่มีการสืบทอดวิชาแต่ก็ทำอะไรไม่สำเร็จสักเรื่องมีอยู่ถมไป คัมภีร์ลับเหล่านี้มีอยู่มากมายที่อาจจะได้มาจากสำนักที่เสื่อมโทรมลง’
‘นอกจากตัวประมุขสมาคมแล้ว คนอื่นๆ ในสมาคมธวัชเหล็กไม่มีการแบ่งตำแหน่งสูงต่ำ ทุกคนมีความสัมพันธ์ในระดับเดียวกัน แถมระหว่างกันเองยังมีข้อจำกัดอยู่ในระดับหนึ่ง’ ลู่เซิ่งจัดระเบียบข้อมูลมากมายในห้วงสมอง ค่อยๆ เข้าใจขึ้นมาแล้ว จึงผ่อนคลายลงมาก
นี่เป็นแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนขั้นสุดยอดอย่างแท้จริง!
สิ่งที่เขาคิดไม่ถึงก็คือ ปัญหาด้านเคล็ดวิชาที่หนักใจมาโดยตลอดกลับได้รับการแก้ไขอย่างง่ายดาย
ขอแค่มีค่าความดีความชอบ วิชาก็ไม่ใช่ปัญหา!
เพียงแต่พอนึกได้ว่าวิชาระดับมายาพิศวงต้องการค่าความดีความชอบมากกว่าล้านคะแนนเป็นอย่างน้อย ลู่เซิ่งก็รู้ว่าไม่สามารถเอามาครองได้ในระยะเวลาอันสั้น
แต่อย่างน้อยก็มีความคิดแล้ว
‘ไปห้องของตัวเองก่อนก็แล้วกัน’ เขานึกในใจ ตรงหน้าพลันพร่ามัว จากนั้นก็มาโผล่ในห้องทรงกลมขนาดเล็กอีกห้องหนึ่งในพริบตาเดียว
ในห้องรองรับคนได้แค่คนเดียว มีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกินหนึ่งหมี่กว่าๆ แค่ยืนหมุนตัวก็ลำบากแล้ว...
‘สมาชิกทุกคนจะได้รับมิติเอกเทศใหม่เอี่ยม แต่มิติของเราเล็กเกินไปแล้วล่ะมั้ง...’ ลู่เซิ่งโคจรวิชาหดกระดูกเพื่อหดร่างกายลงบางส่วน จึงค่อยรู้สึกกว้างขึ้นกว่าเดิม
เขาที่ถือแร่ดิบอยู่นั่งขัดสมาธิลงบนพื้น อย่างไรมิติแห่งนี้ก็ไม่มีแม้แต่ประตูเข้าออก มีแค่เขาคนเดียว จึงไม่ต้องพะวงถึงสิ่งใด
ลู่เซิ่งบีบแร่ดิบเล่นพลางนึกว่าตนเองมีความสามารถด้านการแพทย์ไม่เลว อาจจะหาค่าความดีความชอบจากด้านนี้ได้
เพียงแต่จะหาได้เท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับตลาดแล้ว
แวบ
ม่านแสงเด้งออกมาอีกรอบ ลู่เซิ่งจิ้มเปิดกรอบทักษะ รายการภารกิจแน่นขนัดดีดออกมา ด้านล่างมีตัวเลือกประกาศภารกิจอยู่
ลู่เซิ่งขยับจิตวิญญาณ รายการทั้งหมดตรงหน้าเริ่มกรองโดยอัตโนมัติ ใช้เวลาไม่กี่วินาที ก็เหลือแค่ภารกิจประเภทวิชาแพทย์เพียงอย่างเดียว
จากนั้นเขาก็จัดเรียงตามค่าความดีความชอบจากสูงถึงต่ำ รอจนกระทั่งการจัดเรียงทั้งหมดกลับเป็นแบบเดิม ชายหนุ่มจึงค่อยมองไปยังภารกิจหลายสิบภารกิจที่อยู่ด้านหน้าสุดอย่างละเอียด
‘กอบกู้วันสิ้นอารยธรรม รักษาสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนโลก และกำจัดพิษอารยธรรมระดับสูงอย่างสมบูรณ์--จ้างด้วยค่าความดีความชอบ เก้าสิบหกล้านคะแนน’
พิษอารยธรรมคืออะไร ลู่เซิ่งไม่เคยได้ยินมาก่อน เขานิ่วหน้าเล็กน้อย ก่อนจะไล่สายตาไปด้านล่างต่อ เป็นอย่างที่คาด ภารกิจหนึ่งร้อยอันดับแรกเกี่ยวกับพิษอารยธรรมทั้งหมด
ภารกิจสองร้อยกว่าภารกิจต่อจากนั้นคือพิษเสมือนจริงที่จับต้องไม่ได้ ล้วนเป็นการแพร่เชื้อผ่านจิตวิญญาณ ซึ่งเขาไม่เชี่ยวชาญ
พลิกลงด้านล่างต่อ ไม่นานหลังไปถึงราวๆ มากกว่าพันรายการ โรคที่จับต้องได้ก็เริ่มเพิ่มขึ้น แม้ค่าตอบแทนจะเหลือแค่สองสามแสนคะแนน หรือไม่กี่หมื่นคะแนน แต่ก็จัดการได้ง่ายกว่ามาก
หาดูอีกสักพัก ลู่เซิ่งก็หมายตาไว้สามภารกิจ ล้วนเป็นการรักษาโรคและอาการบาดเจ็บ
หลังชั่งน้ำหนักดู เขาก็เลือกภารกิจรักษาอาการบาดเจ็บ
‘ใกล้เสียชีวิต ต้องการสารกายบริสุทธิ์จำนวนมากมาชดเชยการสูญเสียวันละครั้ง ค่าตอบแทนหนึ่งหมื่นคะแนนต่อครั้ง’
‘เหมาะกับเราพอดี ลองดูก่อนค่อยว่ากัน’
ลู่เซิ่งขยับจิตวิญญาณเพื่อรับภารกิจนี้
แร่ดิบสั่นไหว ข้อมูลจำนวนมากไหลเข้าสู่สมองของเขา
เมื่อตัดเนื้อหาที่เกี่ยวกับเงื่อนไขการฝ่าฝืนและกลไกป้องกันออกไป ลู่เซิ่งได้อ่านรายละเอียดที่ภารกิจนี้ระบุไว้อย่างรวดเร็ว
ภารกิจต้องการให้มุ่งหน้าไปยังถ้ำที่มีชื่อว่าถ้ำกราบสุคนธ์ ต้องการผู้รักษา เวลาอยู่ในถ้ำห้ามเคลื่อนไหวตามใจชอบ แร่ดิบจะมอบความสามารถส่งตัวให้
คนที่รับภารกิจเพียงแค่ต้องข้ามไปทำภารกิจให้สำเร็จแล้วค่อยข้ามกลับมา ในขณะที่ภารกิจกำลังดำเนินอยู่ สองฝ่ายไม่อาจทำร้ายกันได้ก่อนที่จะสำเร็จ
‘ถือให้ภารกิจในครั้งนี้เป็นตัวอ้างอิงมาตรฐานค่าตอบแทนก็แล้วกัน’
ลู่เซิ่งคิดในใจ ภารกิจรักษาบนม่านแสงด้านหน้าพลันส่องแสงสีขาว
ในรายการภารกิจสีเทาทั้งหมดมีแต่ภารกิจนี้เท่านั้นที่เรืองแสงสีขาว ทำให้สะดุดตาถึงขีดสุด
ลู่เซิ่งบีบแร่ดิบในมือเบาๆ แล้วโยนไปด้านหน้า
แวบ!
แร่ดิบกลายเป็นประตูส่งตัวซึ่งอยู่ในลักษณะแสงสีฟ้าทรงรีสายหนึ่ง
‘สะดวกสบายจริงๆ เปิดใช้การส่งตัวได้ง่ายๆ โดยไม่สนใจระยะห่าง ความสามารถนี้ไม่ธรรมดา’
ลู่เซิ่งซึ่งเพิ่มความระมัดระวังเล็กน้อยขณะก้าวไปด้านหน้า
ตรงหน้าเขาสว่างขึ้นทันทีเหมือนกับโผล่พ้นผิวน้ำเย็นเยียบ ภาพตรงหน้ากลายเป็นถ้ำใต้ดินที่มืดสลัวและกว้างขวางแห่งหนึ่งไปแล้ว
หยดน้ำกึ่งโปร่งแสงหยดลงมาจากยอดถ้ำอย่างต่อเนื่อง กระทบกับใบหน้าของมังกรขาวขนาดยักษ์ที่ร่างเต็มไปด้วยบาดแผลตัวหนึ่ง
“ยินดีต้อนรับผู้รักษา ข้ารอมานานแล้ว” มังกรขาวยาวสิบกว่าหมี่ คอที่ยาวมากค่อยๆ โค้งลงถึงด้านหน้าลู่เซิ่ง
แค่เงาที่ทอดลงมาจากขนาดร่างที่มหึมาก็ปกคลุมลู่เซิ่งไว้จนมิดแล้ว
“อย่างนั้นเริ่มกันเลยดีไหม” ลู่เซิ่งกวาดตามองทรวงอกของมังกรขาว
ตรงนั้นมีเนื้อสีดำที่กำลังขยับขยิกกลุ่มใหญ่
ลู่เซิ่งเดินเข้าไปโดยไม่ใส่ใจกับสภาพแวดล้อมรอบๆ ผมด้านบนถูกลมหายใจที่หนักหน่วงของมังกรขาวเป่าจนตั้งขึ้นเป็นครั้งคราว
ฟุ่บๆๆ!
ด้ายกระตุ้นวิญญาณมากมายพุ่งออกไปแทงใส่จุดบาดเจ็บของมังกรขาว
ด้ายกระตุ้นวิญญาณหลายเส้นหลอมละลายเป็นสารกายบริสุทธิ์จำนวนมากในร่างมังกรอย่างลื่นไหล ก่อนจะทะลักเข้าไปในส่วนต่างๆ ของร่างกาย
พริบตาเดียวด้ายกระตุ้นวิญญาณพันกว่าเส้นก็หลอมละลายเข้าไปในร่างมังกร ร่างของมังกรขาวฟื้นฟูขึ้นด้วยความเร็วที่ตาเนื้อเห็นได้
“เพียงพอแล้ว” มังกรขาวเอ่ยอย่างเชื่องช้า
“อีกสิบสองดวงอาทิตย์ข้าจะมาใหม่” ลู่เซิ่งชักแขนกลับและกล่าวอย่างมีมารยาท
“รบกวนด้วย ค่าตอบแทนจะฝากไว้ที่สมาคมก่อน ขอแค่ทำการรักษาเสร็จครั้งหนึ่ง ท่านจะถอนได้เองโดยอัตโนมัติ” มังกรขาวเอ่ยเสียงต่ำ
“อืม”
ลู่เซิ่งพยักหน้า แร่ดิบลอยออกมาจากทรวงอกแล้วกลายเป็นประตูแสงสีฟ้า จากนั้นเขาก็ก้าวออกไป ก่อนจะหายไปจากที่เดิมในพริบตา
...
หลังจากรักษาเสร็จ ลู่เซิ่งก็กลับจากสมาคมธวัชเหล็กมาถึงคฤหาสน์ของตัวเอง
ทั้งหมดใช้เวลาไม่เกินสองชั่วยาม เขาได้ค่าความดีความชอบมาหนึ่งหมื่นคะแนน และสิ่งที่จ่ายไปก็มีแค่ด้ายกระตุ้นวิญญาณไม่กี่พันเส้นเท่านั้น
ความจริงสารกายบริสุทธิ์จากด้ายกระตุ้นวิญญาณในระดับของเขาหากยากถึงขีดสุด ต่อให้วางขายในตลาด ก็มีค่าค่อนข้างมากเช่นกัน
แต่การขายเองมีตัวแปรเยอะเกินไป หากใช้ทำภารกิจ เมื่อมีสมาคมธวัชเหล็กเป็นตัวกลาง ก็จะปลอดภัยยิ่งกว่าเดิม
หลายวันต่อจากนั้น ลู่เซิ่งไปยังถ้ำกราบสุคนธ์ที่มังกรขาวอาศัยอยู่ผ่านแร่ดิบทุกวัน เป็นเพราะว่าสารกายที่ด้ายกระตุ้นวิญญาณของเขามอบให้มีความบริสุทธิ์อย่างยิ่ง จึงมีส่วนช่วยต่อมังกรขาวอย่างใหญ่หลวง และยังลดเวลาที่ต้องใช้ฟื้นฟูหลังได้รับบาดเจ็บของมันลงไปมากโขด้วย
หลังจากรักษาติดกันห้าครั้ง อาการบาดเจ็บของมังกรขาวก็ดีขึ้นโดยพื้นฐานแล้ว ตอนแรกมันคาดว่าอย่างน้อยต้องรักษายี่สิบครั้ง แต่กลับหายดีในห้าครั้ง
มังกรขาวซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง เวลาที่ลดลงนี้มีค่าอย่างมาก ดังนั้นมันจึงมอบผลึกพลังมังกรที่แฝงกลิ่นอายของตัวมันเม็ดหนึ่งให้แก่ลู่เซิ่งแทนคำขอบคุณ
ของสิ่งนี้จะทำให้สิ่งมีชีวิตนั้นๆ ได้รับการเสริมพลังถาวรจากพลังแห่งมังกร
ลู่เซิ่งแปลงมันเป็นค่าความดีความชอบอย่างไม่ลังเล ก่อนจะได้ค่าความดีความชอบมาสามหมื่นกว่าคะแนน
เวลาล่วงเลยไปอย่างสงบสุขเช่นนี้
ทุกๆ วันลู่เซิ่งจะไปทำการรักษาที่ตระกูลจ้าว และจะกลับมากินข้าวตอนเที่ยง จากนั้นก็จะไปสมาคมธวัชเหล็กเพื่อรับภารกิจรักษาผ่านแร่ดิบ บางครั้งก็ได้ค่าความดีความชอบหลายหมื่นคะแนน บางครั้งก็ไม่ได้อะไรกลับมา
ภารกิจมีอัตราความล้มเหลวเช่นกัน มีวันหนึ่ง ลู่เซิ่งรับภารกิจและข้ามไปติดต่อกันสี่ครั้ง สิ่งที่ได้พบกลับเป็นโรคพิเศษที่แม้แต่ด้ายกระตุ้นวิญญาณก็ยังแก้ไขไม่ได้
มีสองครั้งที่ลู่เซิ่งเกือบติดพิษกลับมา เสี่ยงอันตรายถึงขีดสุด
พริบตาเดียวก็ผ่านไปครึ่งเดือนกว่าๆ ในที่สุดการรักษาจ้าวลั่วอิงก็จบลง และลู่เซิ่งก็ได้ใช้เครื่องมือปรับเปลี่ยนสร้างวิชาหล่อเลี้ยงชีวิตให้แก่จ้าวเซิ่งอิงเช่นกัน
เพียงแต่วิชานี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการจะมอบให้จ้าวเซิ่งอิงในตอนแรก หากแต่เป็นวิชาหล่อเลี้ยงความงามทั่วไปที่ทำการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันหลังจากได้สัมผัสกับเมล็ดแห่งแก่นปฐมในตัวของนาง
ความสำคัญของจ้าวเซิ่งอิงอยู่ที่เมล็ดแห่งแก่นปฐมในตัว เด็กสาวที่ตอนแรกเป็นแค่คุณหนูจอมดื้อด้านคนนี้ลึกลับขึ้นมาอย่างรวดเร็วในสายตาของลู่เซิ่ง
แต่แม้จะตัดทางตระกูลจ้าวออกไป เป้าหมายในตอนแรกของลู่เซิ่งก็บรรลุแล้วเช่นกัน นั่นก็คือการหาวิชาการฝึกฝนหลักระดับมายาพิศวงที่สมบูรณ์วิชาหนึ่ง
แม้ตอนนี้จะยังไม่ได้มา แต่พอหาค่าความดีความชอบได้ทุกวัน ความหวังก็เริ่มมีโอกาสเป็นจริงกว่าเดิม หากยึดตามความก้าวหน้านี้ ขอแค่ผ่านไปอีกสักสามเดือน เขาจะสั่งสมค่าความดีความชอบเป็นจำนวนมากพอเพื่อใช้ซื้อคัมภีร์ย่อยของวิชามายาพิศวงได้สำเร็จ
ทว่าไม่นานนัก ข้อมูลที่อยู่เหนือความคาดหมายของเขาอยู่บ้างก็ถูกส่งมาจากเขตที่สี่
ถูจินไหว้วานให้คนส่งจดหมายมาให้เขาฉบับหนึ่ง บอกว่าเซินเซินเกิดปัญหาเล็กน้อย หวังว่าเขาจะกลับไปช่วยแก้ไขได้
ลู่เซิ่งลังเลเล็กน้อย เนื่องจากไม่ทราบว่าถูจินตามหาเขาไปทำไม แต่ในเมื่อส่งจดหมายมาแล้ว และไม่ว่าอย่างไรสายตระกูลถูก็มีส่วนช่วยต่อเขาไม่น้อย แถมถูจินยังเป็นอาจารย์ด้านการแพทย์ของเขาอีกต่างหาก เพราะฉะนั้นไม่ว่าด้วยน้ำใจหรือว่าด้วยเหตุผล ก็สมควรไปดูสักหน่อย
เผอิญที่การรักษาจบลงพอดี ความสัมพันธ์รับจ้างของตระกูลจ้าวกับเขาไม่มีอีกต่อไป เขาจึงได้เวลาว่างกลับมา
หลังได้รับข่าว ลู่เซิ่งก็เก็บข้าวของ แล้วพกเงินน้ำแข็งบางส่วนไปขึ้นค่ายกลส่งตัวสำหรับใช้มุ่งหน้าไปยังเขตที่สี่
...
เขตที่สี่ ข่ายเขามังกร ตระกูลถู
“เจ้าแน่ใจนะว่าเขาจะมา”
บุรุษร่างสูงใหญ่ที่สวมชุดคลุมสีดำและใช้ผ้าคลุมศีรษะอำพรางส่วนศีรษะไว้คนหนึ่ง ยืนอยู่ในลานเล็กของตระกูลถู เอามือไพล่หลังพลางมองดูป่าสีเขียวมรกตรกชัฏที่อยู่ไกลออกไป
ด้านหลังเขาคือถูจินกับเต๋ออวิ๋นที่ถูกมัดคว่ำอยู่กับพื้น
“ไม่มีทาง! ท่านตัดใจซะเถอะ! ลู่เยวี่ยอยู่กับข้าแค่ช่วงเดียว ท่านคิดใช้พวกเรามาเป็นแต้มต่อข่มขู่เขา ไม่มีทางเกิดประโยชน์ใดๆ เด็ดขาด!”
ถูจินพยายามใจเย็น แต่ก็ยังสัมผัสความโกรธขึ้งจากน้ำเสียงได้
“เขาไม่มีทางกลับมาหรอก!”
..............................................
บุรุษอาภรณ์ดำหันกลับมามองคนทั้งสองและหัวเราะเบาๆ
“ถ้าเขาไม่กลับมา พวกเจ้าก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว ถ้าเขากลับมา ข้ายังพิจารณาปล่อยพวกเจ้าไปสักครั้งหนึ่งได้อยู่”
“ข้าไม่รู้หรอกว่าลู่เยวี่ยล่วงเกินท่านอย่างไร แต่ว่า ใต้เท้าท่านนี้ ที่นี่คือนครตราชั่ง ถ้าหากท่านก่อความวุ่นวายที่นี่และฝ่าฝืนกฎเหล็ก ระดับสูงกับนครหลวงของเขตที่สี่ไม่มีทางปล่อยท่านไปแน่!” วาจาของถูจินแฝงความคุกคาม
“ไม่มีทางปล่อยข้าอย่างนั้นหรือ เหอะ...” บุรุษอาภรณ์ดำแค่นเสียง “ข้าไม่ได้เพิ่งมานครตราชั่งเป็นครั้งแรก ในความเป็นจริงเขตที่สี่ไม่ได้ถูกนับอยู่ในนครหลวงด้วยซ้ำ”
เขาเดินทางไกลมาจากระบบดาวปรภพ โดยใช้สายเลือดบ่งชี้สะกดรอย ใช้เวลาไปไม่น้อย ถึงค่อยเจอที่อยู่ของตระกูลถู
นอกจากเขาแล้ว ยังมีมือสังหารเงาแยกย้ายไปยังสถานที่อื่นๆ อีก ขอบเขตลวงตาห้าคนเช่นพวกเขามุ่งหน้าไปตรวจสอบตามสถานที่ต่างๆ ตามทิศทางที่สายเลือดบ่งชี้
อีกสามคนที่เหลือเจอต้นกำเนิดสายเลือดแล้ว น่าเสียดายที่ต่างไปผิดทาง มีแต่เขาเท่านั้นที่ไม่คิดว่ามารสวรรค์น้อยนั่นจะหนีมาทางนครตราชั่ง จึงมาตรวจสอบโดยมีความคิดว่าจะแวะมาเดินเล่นสักหน่อย
มิคาดว่าจะคว้าเบาะแสได้จริงๆ
วาบ!
อยู่ๆ เส้นสายสีขาวกลุ่มหนึ่งก็ระเบิดออกมาจากร่างถูจิน ด้ายกระตุ้นวิญญาณจำนวนมากกัดกร่อนไปตามเชือกที่รัดพันเขาอยู่ หมายจะสะบั้นเชือกให้ขาด
แต่ก็ไร้ประโยชน์ ด้ายกระตุ้นวิญญาณพากันพังทลาย เชือกยังคงไม่เสียหายแม้แต่น้อย
บุรุษสวมอาภรณ์ดำมองยังไม่มองการเคลื่อนไหวด้านหลัง เพียงยกฝ่ามือขึ้นมาดู จุดแสงสีแดงชาดสามจุดกำลังหมุนวนอยู่กลางฝ่ามือ
‘หมุนเร็วขึ้นแล้ว ดูเหมือนจดหมายฉบับนั้นจะได้ผล’ เขาอดยิ้มไม่ได้”
‘ดูเหมือนครั้งนี้ข้าเป็นฝ่ายทำสำเร็จก่อน’
...
ชายแดนของข่ายเขามังกร กลางทะเลต้นไม้สีเขียวเข้มที่เชื่อมต่อกันเป็นลูกคลื่น เงาที่พร่ามัวอยู่บ้างสายหนึ่งกำลังบินต่ำๆ เหนือยอดไม้ด้วยความเร็วสูง
อาทิตย์งามสาดแสง ลมอุ่นสดชื่น เป็นทัศนียภาพที่อ่อนโยนและน่ารื่นรมย์
แต่พอเงาลวงกะพริบทีหนึ่ง สถานที่ที่พุ่งผ่านต่างมีใบไม้กระจายเวียนว่อน กิ่งไม้แตกหัก สัตว์เล็กๆ ถูกพัดจนล้มกับพื้นเพราะตั้งตัวไม่ทัน ก่อนจะเตลิดหนีด้วยความตกใจ
จากชายแดนของข่ายเขามังกรถึงตระกูลถู เงาลวงใช้เวลาแค่สิบกว่านาทีสั้นๆ ก็เห็นเค้าโครงพร่ามัวของคฤหาสน์ตระกูลถูแล้ว
พอมาถึงที่นี่ เงาถึงค่อยพุ่งลงด้านล่าง แล้วหยุดลง ปรากฏเป็นบุรุษร่างกำยำคนหนึ่ง
เขาสวมชุดคลุมสีเขียว เหน็บถุงใส่เข็มไว้ที่เอว ทั้งยังติดเกราะผลึกสีเงินกึ่งโปร่งแสงไว้บนบ่าสองข้างด้วย
ปลายของเกราะแหลมและยาวมาก ให้ความรู้สึกแหลมคมอยู่บ้าง
‘ทำไมถึงไม่มีการเคลื่อนไหวอะไรเลย มาถึงที่นี่แล้วแท้ๆ ปกติอย่างน้อยต้องมีเสียงคนที่อยู่ด้านในดังมาสิ ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีคนจากหมู่บ้านและเมืองด้านนอกมาตรวจพอดีด้วย’ คนผู้นี้ก็คือลู่เซิ่งที่เพิ่งกลับมาจากนครหลวงนั่นเอง
เงินเดือนและรางวัลที่เขาได้มาจากการทำภารกิจและได้มาจากตระกูลจ้าวในช่วงนี้มีทั้งหมดแปดสิบหมื่นเงินน้ำแข็ง ทั้งยังได้สะสมค่าความดีความชอบถึงเก้าสิบหมื่นคะแนนแล้ว
ทุกสิ่งราบรื่นเป็นพิเศษ เพียงรอเวลามาถึง ก็จะดำเนินการตามแผนการเดิมได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน
เพียงแต่ความกระวนกระวายที่ซ่อนอยู่ในจดหมายจากถูจินกลับสร้างความไม่สบายใจให้แก่เขาอยู่บ้าง ดังนั้นเขาจึงมาตรวจสอบสถานการณ์ในเขตที่สี่ก่อนกำหนด
‘เกิดอะไรขึ้นกัน คนหายไปไหนหมด’ ลู่เซิ่งปลดปล่อยกลิ่นอายพร้อมกับค่อยๆ เข้าใกล้เนินที่ลานเรือนตั้งอยู่
ขณะเข้าใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ ในตัวเรือนไม่มีเสียงใครสักคน ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงแมลงเสียงนกหรือเสียงหนูด้วยซ้ำ
ลู่เซิ่งจิตใจเคร่งขรึม เงาด้านหลังกระจายออกไปอย่างฉับพลัน แบ่งจากหนึ่งเป็นเก้า แล้วกระโจนไปยังเงามืดรอบๆ อย่างไร้สุ้มเสียง
ขณะเดียวกันเขาบีบก้อนสี่เหลี่ยมสีดำที่เหมือนสร้างขึ้นจากเครื่องจักรเอาไว้ แสงสีเหลืองขมุกขมัวกะพริบอย่างเลือนรางอยู่กลางก้อนสี่เหลี่ยม
เขาออกแรงเบาๆ เกิดเสียงดังโพละ ก้อนสี่เหลี่ยมระเบิดเป็นผุยผงแล้วโปรยปรายไปบนพื้นรอบๆ
หลังจากทำสิ่งเหล่านี้เสร็จ ลู่เซิ่จึงค่อยเดินไปยังคฤหาสน์ของตระกูลถู
เดินไปถึงหน้าประตูใหญ่ เขายกมือขึ้น แต่ยังไม่ทันได้เคาะประตู
แอ๊ด
ประตูเรือนเปิดเข้าไปด้านในโดยอัตโนมัติ เผยให้เห็นภายใน
เงาคนสูงใหญ่ที่สวมชุดคลุมสีดำคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ตรงกลางลานด้านหน้าเขา
ด้านหลังเงาคนคือถูจิน เต๋ออวิ๋น และเซินเซินที่โดนมัดติดกับขอนไม้ สามคนต่างก็คอตก ยังมีลมหายใจ แต่ดวงจิตเหมือนจะสลบไสลไม่ฟื้นตื่น
“ข้าตามหาเจ้ามานานมากแล้ว” คนสวมชุดคลุมสีดำมองลู่เซิ่งพลางกล่าวเบาๆ
“ใต้เท้ามีคำเรียกหาว่าอะไร” ลู่เซิ่งกวาดตามองถูจิน พบว่าร่างกายไม่มีปัญหาอะไร ไม่มีร่องรอยบาดเจ็บหลงเหลือ อีกสองคนก็เป็นเหมือนกัน บนตัวไม่มีบาดแผล เพียงแต่สลบไปเพราะสาเหตุบางอย่างเท่านั้น
“เจ้าเรียกข้าว่าจวี้เหยี่ยก็ได้” คนสวมชุดคลุมดำหัวเราะ “ถ้าเจ้าไม่ถาม ข้าคงลืมชื่อจริงของตัวเองไปแล้ว”
“อย่างนั้นใต้เท้ามาหาข้าเพราะเรื่องอะไรหรือ เรื่องใดที่จำเป็นต้องทำถึงขั้นจับตัวอาจารย์กับพวกศิษย์พี่ของข้ามามัดไว้” ลู่เซิ่งถามด้วยสีหน้าเยือกเย็น
“มัดคนอาจเป็นเพราะความเคยชิน” จวี้เหยี่ยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เอาล่ะ ตอนนี้พวกเขาไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น เจ้าจงบอกมาว่าเหตุใดเจ้าจึงเลือกหนีจากเส้นทางการทดสอบที่หอฟ้าเมฆาในวันนั้น ตามเหตุผล เจ้ากำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญ หากว่าทดสอบผ่าน ก็จะกลายเป็นศิษย์สำนักนทีครามอย่างเป็นทางการ อย่างไรเจ้าก็ติดสินบนทางนั้นไว้เรียบร้อยแล้วนี่”
ลู่เซิ่งจิตใจหนักอึ้ง มาเพื่อเรื่องนี้เหรอเนี่ย ตอนแรกเขานึกว่าจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเสียอีก นึกไม่ถึงว่าครั้งนี้จะเกิดช่องโหว่จนได้
“ท่านพูดอะไรกัน ข้าไม่เข้าใจแม้แต่นิดเดียว ตอนนั้นอยู่ๆ ก็มีสัตว์ตัวน้อยแสนประหลาดกระโดดออกมาคำรามใส่ข้าและถามคำถามที่แปลกประหลาดส่วนหนึ่งกับข้า หลังจากข้าตอบคำถามเรียบร้อย มันก็สร้างร่องแยกสีเทาขึ้นแล้วให้ข้าเข้าไป ข้านึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบ ก็เลยกระโดดเข้าไป”
ลู่เซิ่งแสดงสีหน้าจนปัญญาและคลางแคลงใจอย่างเห็นได้ชัด
“ใครจะไปนึกว่า พอกระโดดเข้าไปเสร็จ ก็ดันมาโผล่ที่นครตราชั่ง ในเมื่อท่านมาถึงนี่แล้ว ก็คงทราบว่าจากหอฟ้าเมฆามาถึงที่นี่ต้องใช้ค่ายกลส่งตัวระดับดาวมากขนาดไหน คิดจะกลับไปยังสถานที่เดิม ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นสุดที่จะจินตนาการได้ทีเดียว ตอนนั้นข้าสิ้นเนื้อประดาตัว แถมยังต้องป้องกันภัยพิบัติฟ้าตายตัวที่จะเกิดขึ้นทุกๆ ช่วงเวลาหนึ่งอีก ดังนั้นจึงหมดหนทาง ได้แต่ไปเร่ร่อนในนครหลวง ตอนนี้พอเห็นหนทางบ้างแล้ว มีเรือนเล็กๆ อยู่ในนครหลวงที่ถือเป็นบ้านได้ เพียงแต่เวลาที่ว่างๆ ก็ยังนึกถึงบ้านเกิดมาก ในเมื่อใต้เท้าท่านมาพอดี ไม่ทราบว่าพาข้าน้อยกลับดาวปรภพได้หรือไม่...”
“พอแล้ว วาจาไร้สาระไม่ต้องพูดหรอก ไหนเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบที่เจ้าได้เจอในเส้นทางทดสอบมาซิ” จวี้เหยี่ยตัดบทอย่างหงุดหงิด
ลู่เซิ่งรีบพยักหน้า
“ขอรับๆ ข้าน้อยจะเล่าตั้งแต่ต้นเอง เรื่องนี้ต้องเกริ่นตั้งแต่ตอนแรกสุดที่ข้าน้อยได้ยินชื่อของสำนักนทีคราม ตอนนั้นข้าเป็นเจ้าสำนักเล็กๆ ที่อยู่ว่างเกินไป จึงนึกอยากจะพัฒนาตัวเอง ทว่าตอนนั้นติดที่ทัศนวิสัย กอปรกับได้ฝึกฝนวิชาถึงจุดสูงสุดจนไม่อาจยกระดับได้อีก เลยจนปัญญาและหมดหนทาง ต่อมาเนื่องจากโอกาสบังเอิญครั้งหนึ่ง ข้าน้อยได้จุติไปยังโลกเล็กๆ ใบหนึ่ง และเจอกับใต้เท้าจวงจิ้วราชามาสวรรค์แห่งโลกสรรพวิญญาณพอดี ตอนนั้นข้าไม่ทราบถึงสถานะของใต้เท้าจวงจิ้ว เพียงแต่นึกว่าเป็นขอบเขตชูศัสตราธรรมดาเหมือนกับข้าเท่านั้น...”
“ถูกต้อง ใต้เท้าจวงจิ้วชื่นชอบการจุติมากที่สุดจริงๆ แม้ไม่ทราบว่าเหตุใดเขาจึงมีงานอดิเรกเช่นนี้ แต่เขามักจะตระเวนไปยังโลกใบเล็กๆ ตลอดเวลา” จวี้เหยี่ยว่า “เจ้าเล่าต่อเถอะ”
“ขอรับ ตอนนั้นข้าฝึกฝนถึงขอบเขตสำคัญพอดี และเป็นเพราะซุ่มฝึกฝนอยู่ในโลกใบเล็กๆ นั่นอยู่นาน กอปรกับสถานะที่จุติมีความพิเศษ จึงได้พบปะกับใต้เท้าจวงจิ้วโดยไม่ได้ตั้งใจ” ลู่เซิ่งเผยสีหน้าใคร่ครวญทบทวน
“ตอนนั้นข้าเองก็ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร หลังจากใต้เท้าจวงจิ้วสนทนากับข้าหลายครั้ง ก็แสดงน้ำใจและความใกล้ชิดกับข้ามากกว่าเดิม ใต้เท้าเองก็ทราบว่า ระหว่างมารสวรรค์ที่จุติด้วยกันเองอย่างพวกเรามีแต่ความกริ่งเกรงเท่านั้น แต่ใต้เท้าจวงจิ้วกลับดีต่อข้าเป็นพิเศษโดยไม่ทราบสาเหตุ ไม่เพียงมอบความรู้ด้านเทวลักษณ์ให้แก่ข้าเท่านั้น ยังมอบผลึกลี้ลับให้ข้าด้วย แต่ว่าตอนนั้นข้าที่ไม่รู้เรื่องอะไรได้ปฏิเสธไป”
ลู่เซิ่งส่ายหน้า
“เล่าถึงตรงนี้แล้ว ใต้เท้าอาจจะไม่ทราบ จริงๆ ข้าน้อยไม่ใช่คนของดาวปรภพ หากแต่กลับชาติไปเกิดจากที่อื่น”
“หือ เจ้ายังมีความทรงจำจากชาติเดิมหรือ” จวี้เหยี่ยพลันสนใจ
“เรื่องอื่นๆ จำไม่ได้แล้วขอรับ” ลู่เซิ่งส่ายหน้า “เพียงจำได้ว่าดาวเคราะห์ที่ข้าอยู่ถูกดาบสีดำขนาดยักษ์ที่แยกท้องฟ้าได้เล่มหนึ่งทำลาย พี่น้อง พ่อแม่ ภรรยาและลูกชายของข้า ล้วนกลายเป็นผลึกม่วงที่จับตัวกันภายใต้ดาบสีดำ เวลานั้น...เวลานั้น...” ลู่เซิ่งพูดถึงตรงนี้ สายตาก็อึมครึมเล็กน้อย ทั้งยังมีความเจ็บปวดรวดร้าวถึงไขกระดูกฉายวาบออกมา
“รอประเดี๋ยว! ผลึกม่วง ดาบดำหรือ” จวี้เหยี่ยพลันตกตะลึง เหมือนนึกฉุกใจอะไรได้ สายตาที่เขามองไปยังลู่เซิ่งพลันเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย “ข้ารู้แล้วว่าเหตุใดใต้เท้าจวงจิ้วถึงได้ถูกชะตากับเจ้าขนาดนี้...”
ลู่เซิ่งขมวดคิ้วน้อยๆ “หรือว่าจะเกี่ยวข้องกับชาติก่อนของข้าน้อย”
จวี้เหยี่ยพยักหน้าอย่างระมัดระวัง
“กล่าวไปมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เจ้าอาจไม่รู้และไม่เข้าใจ แต่ว่าเนื้อหาที่ซ่อนอยู่เป็นสิ่งที่เจ้าจินตนาการไม่ออกแน่...เจ้าเล่าต่อเถอะ”
ลู่เซิ่งพยักหน้าและเล่าต่อ “หลังจากนั้น ใต้เท้าจวงจิ้วก็ทิ้งวิธีการติดต่อให้แก่ข้าเพื่อให้ข้าติดต่อกับเขาข้ามโลก บอกว่าหากมีปัญหาอะไรให้ขอความช่วยเหลือจากเขาได้เต็มที่...”
“แบบนี้ก็อธิบายได้แล้ว...มิน่าๆ...” จวี้เหยี่ยผุดสีหน้ากระจ่างแจ้ง
“...การเข้าไปทดสอบที่สำนักนทีครามต่อจากนั้น ความจริงเป็นใต้เท้าจวงจิ้วช่วยเดินเรื่องให้ข้า มีหลายอย่างที่ข้าไม่รู้และไม่เข้าใจ”
จวี้เหยี่ยนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือปล่อยแสงสีเทาสายหนึ่งออกมา แสงจับตัวเป็นภาพม่านน้ำด้านหน้าลู่เซิ่งเหมือนสายฟ้าแลบ
“เจ้าลองแยกแยะดูว่านี่คือใคร” แสงดาวสีเงินหลายจุดปรากฏขึ้นด้านหน้าจวี้เหยี่ยก่อนจะระเบิดออก จุดแสงโปรยปรายและพุ่งเข้าไปในม่านน้ำดุจห่าฝน
บนภาพพลันปรากฏสตรีผู้มีสง่าราศีสีหน้าเรียบเฉยคนหนึ่ง นางสวมผ้าคลุมหน้าสีดำ ใส่กระโปรงยาวที่ฝังผลึกไว้ทั่ว ใต้ชายกระโปรงคือหลังเท้าของเท้าสิบกว่าคู่ที่เปลือยเปล่า
ลู่เซิ่งกวาดตามองสีหน้าของจวี้เหยี่ยอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็เพ่งมองภาพอย่างละเอียด
“ข้า...จำไม่ค่อยได้แล้ว...แต่...ข้ารู้สึกใกล้ชิดกับนางมาก...ดูคุ้นตายิ่ง...เหมือนกับผู้อาวุโสที่เข้มงวด...”
ครั้งนี้สีหน้าของจวี้เหยี่ยเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง
เขารีบปิดภาพขณะมองลู่เซิ่งราวกับเห็นผี
เวลานี้วิชาจิตโน้มนำระดับมากกว่าพันสำแดงผลระดับเทพ
ลู่เซิ่งฉุกนึกได้โดยพลัน
“ท่านแม่!” เขาอ้าปากร้องเรียก
จวี้เหยี่ยสะดุ้งโหยง โซเซถอยหลังไปหลายก้าวขณะมองลู่เซิ่งอย่างงุนงง ไม่พูดอะไรอยู่ชั่วขณะ เพียงมองเงียบๆ เช่นนี้
ผ่านไปหนึ่งนาทีกว่าๆ เขาจึงค่อยๆ ระบายลมหายใจ
“ถูกต้อง...นางก็คือมารดาบังเกิดเกล้าของใต้เท้าจวงจิ้ว...มิหนำซ้ำ ถ้าข้าเดาไม่ผิดล่ะก็ บางทีเจ้าอาจจะเป็นน้องชายที่กลับชาติมาเกิดใหม่ ผู้ที่ใต้เท้าจวงจิ้วพูดถึงอยู่เสมอ...!”
..............................................
“ถูกต้อง...นางก็คือมารดาบังเกิดเกล้าของใต้เท้าจวงจิ้ว...มิหนำซ้ำ ถ้าข้าเดาไม่ผิดล่ะก็ บางทีเจ้าอาจจะเป็นน้องชายที่กลับชาติมาเกิดใหม่ ผู้ที่ใต้เท้าจวงจิ้วพูดถึงเสมอ...!”
“อะไรนะ!?” ลู่เซิ่งลืมตาโต กลิ่นอายบนร่างแปรปรวนไม่เสถียรด้วยความเร็วสูง “ใต้เท้า ท่านแน่ใจหรือว่าท่านไม่ได้กำลังล้อข้าเล่น”
“ข้าอยู่ว่างเลยมาล้อเจ้าเล่นหรือไง” จวี้เหยี่ยถอนใจพลางโบกมือ “น่าเสียดาย...ตอนนี้ใต้เท้าจวงจิ้วกลายเป็นเถ้าธุลีความว่างเปล่าไปแล้ว จิตวิญญาณสูญสลาย จึงไม่อาจพิสูจน์ได้อีก”
“ประเดี๋ยวก่อน!” ลู่เซิ่งพลันยกมือ สีหน้าขาวซีดอย่างรวดเร็ว
“เมื่อครู่ท่านบอกว่า ใต้เท้าจวงจิ้ว...ท่านพี่จวงจิ้ว เขา จิตวิญญาณสูญสลายไปแล้วหรือ?!”
จวี้เหยี่ยนิ่งไปครู่หนึ่งขณะมองดูสายตาที่ฉายแววตกตะลึงและเหลือเชื่อของลู่เซิ่ง หลังลังเลเล็กน้อย สุดท้ายก็พยักหน้าอย่างจริงจัง
ลู่เซิ่งเห็นเขายืนยัน ก็เหมือนกับตะลึงงันไป กัดริมฝีปากเล็กน้อย หายใจลึกเฮือกหนึ่งและก้มหน้าลง ก่อนจะค่อยๆ เก็บมีดสั้นในแขนเสื้อที่เตรียมใช้ลอบโจมตีไว้
“ท่านพี่จวง...ก่อนหน้านี้เขายังบอกว่าจะพาข้าจุติไปยังโลกด้านนอกด้วยกัน และส่งผลึกลี้ลับให้ข้าเพื่อทำความเข้าใจรูปจิตอยู่เลย...”
“เจ้า...” จวี้เหยี่ยเองก็ถอนใจเฮือกเช่นกัน ความจริงในบรรดานักฆ่าเงาจำนวนมาก เขากับสมาชิกอีกบางส่วนได้รับการดูแลจากจวงจิ้วมาโดยตลอด หากกล่าวกันตามจริง คนจำนวนไม่น้อยในโลกสรรพวิญญาณล้วนรับการตายของจวงจิ้วในครั้งนี้ไม่ได้
“ช่างเถอะ ครั้งนี้เจ้าใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ให้ดี ตอนนี้ใต้เท้าจวงจิ้วจากไปแล้ว เบื้องบนปั่นป่วนไปหมด นึกว่าเขามาที่เขตดวงดาวแห่งนี้เพราะมีเป้าหมายอะไร กลับนึกไม่ถึงว่าจะเป็นเพราะเจ้า” จวี้เหยี่ยอธิบายสองสามประโยค “ข้าจะถือว่าไม่เคยเจอตัวเจ้าก็แล้วกัน เรื่องของเจ้า ข้าจะแอบไปตรวจสอบดู และจะหาข้อมูลที่ใช้พิสูจน์ให้เจ้า”
ลู่เซิ่งหลับตาพร้อมกับสูดหายใจลึก
“บอกข้าได้หรือไม่ว่าพี่จวง...ตายได้อย่างไร”
“เป็นฝีมือของเผ่าอสูรอินทรีราชสีห์แปดเศียร สัตว์โบราณ” จวี้เหยี่ยกล่าวอย่างลังเล เขาสัมผัสความรู้สึกที่แท้จริงในจิตวิญญาณของลู่เซิ่งได้ ความเจ็บปวดรวดร้าวที่ความยินดียังไม่จางหายไปหลังจากเพิ่งได้รู้จักครอบครัวนั้น
ความรู้สึกที่ซับซ้อนแบบนี้ ไม่ใช่สิ่งที่จะเสแสร้งแกล้งดัดได้
ในฐานะนักฆ่าเงา ความสามารพิเศษโดยกำเนิดของเขาสามารถอ่านอารมณ์ของอีกฝ่ายได้
นี่เป็นสาเหตุที่เขาเชื่อถือลู่เซิ่งเป็นพิเศษ ไม่มีคนธรรมดาคนไหนโกหกเขาได้
นักฆ่าเงาหาช่องโหว่ทางอารมณ์ของคู่ต่อสู้ได้อย่างง่ายดายถึงขีดสุด จากนั้นก็จะฉวยจังหวะลงมือสังหาร
ทุกครั้งที่คู่ต่อสู้อารมณ์ไม่มั่นคง จะเป็นเวลาสำคัญที่พวกเขาใช้ลงมือสังหารคน
ถึงแม้เขาจะเชื่อวาจาของลู่เซิ่งไปแล้วครึ่งหนึ่ง แต่จิตใจยังคงรักษาความระมัดระวังไว้ตามสัญชาตญาณ เรื่องนี้ต้องกลับไปตรวจสอบก่อนถึงจะยืนยันได้
“เอาล่ะ เรื่องระดับนี้ เจ้ารู้ไปก็ไม่มีประโยชน์ ตอนนี้เจ้ายังเป็นแค่ชูศัสตรา ยังไม่ถึงขั้น พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง” จวี้เหยี่ยไตร่ตรอง “เรื่องที่ข้าตามหาเจ้าในครั้งนี้ เจ้าห้ามบอกใครทั้งสิ้น และอย่าเล่าให้คนอื่นฟังด้วยว่าเจ้ามีโอกาสเป็นน้องชายของใต้เท้าจวงจิ้ว ภายหลังข้าจะติดต่อกับคนอื่นๆ ถ้าหากหาอะไรมายืนยันได้ นั่นจะเป็นเรื่องดีต่อเจ้า”
ลู่เซิ่งสงบสติอารมณ์และพยักหน้าน้อยๆ
“ข้าเข้าใจขอรับ ถ้าพี่จวงเป็น...อย่างนั้นศัตรูของเขาไม่มียอมปล่อยข้าไปง่ายๆ เด็ดขาด”
“อือ เจ้าเข้าใจก็ดีแล้ว” จวี้เหยี่ยหันไปมองพวกถูจินอย่างรู้สึกผิดเล็กน้อย
“ส่วนพวกเขา ครั้งนี้ข้าใจร้อนไป ยังดีไม่ได้สร้างปัญหาใหญ่ เจ้าชดเชยของขวัญให้พวกเขาเพื่อขอโทษแทนข้าก็แล้วกัน” เขาโบกมือเสกกล่องเล็กๆ สีดำสามกล่องออกมา
กล่องเล็กลอยเข้าไปในมือลู่เซิ่งโดยอัตโนมัติ
“นี่คือโอสถยอดอำพันที่ข้ากลั่นขึ้นเอง มีกล่องละเม็ด คนธรรมดากินเข้าไปจะมีอายุขัยเพิ่มขึ้นสิบปี ถือว่าเป็นของขวัญชดเชย”
ลู่เซิ่งพลันตกใจ “นี่ใช่เลยเถิดไปหน่อยหรือไม่...”
“ไม่เป็นไร ถือว่าข้าชดเชยให้พวกเขา อย่างไรก่อนหน้านี้ข้าคิดจะลงมือฆ่าปิดปากอยู่แล้ว...” จวี้เหยี่ยยิ้มแหย
“เอาล่ะ ได้เวลาแล้ว ข้าจะกลับไปรายงานภารกิจก่อน ขอมอบสิ่งนี้ให้เจ้า เก็บไว้ให้ดีเล่า ถ้าเจอปัญหาให้บีบมันจนแตก ผ่านมันข้าจะสามารถกำหนดตำแหน่งและมาช่วยเจ้าได้ทันเวลา” เขาพลิกมือมอบจี้สีเงินทรงสามเหลี่ยมอีกอันให้ลู่เซิ่ง
ลู่เซิ่งรับมาเก็บไว้ “ขอบคุณพี่ใหญ่จวี้เหยี่ย ผู้น้องเข้าใจแล้ว ท่านเดินทางระวังตัวด้วย”
“อืม ข้าคือนักฆ่าเงา ไปไหนมาไหนผ่านความมืดได้สบายๆ คู่ต่อสู้ส่วนใหญ่จับทางพวกเราไม่ทันหรอก เจ้าระวังตัวด้วย” จวี้เหยี่ยรู้สึกอบอุ่นใจ ก่อนจะตบบ่าลู่เซิ่ง
“ข้าทราบดี” ลู่เซิ่งพยักหน้า
“ดี อย่างนั้น ข้าขอตัวก่อน” จวี้เหยี่ยไม่พูดอะไรมากอีก ข้อมูลที่ได้รับในครั้งนี้มีความสำคัญอยู่บ้าง ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวง เขาจะต้องรีบกลับไปพบกับสหายคนอื่นๆ ให้เร็วที่สุด
ในลัทธิภูษาม่วงที่ใต้เท้าจวงจิ้วสร้างขึ้น ถ้าหากทราบว่ายังมีสายเลือดของเผ่าผลึกม่วงดำรงอยู่ในโลก ตัวแปรไม่เสถียรที่ซ่อนอยู่ในที่ลับเหล่านี้น่าจะไม่ก่อความวุ่นวายมั่วซั่ว
เพียงแต่ความขัดแย้งระหว่างผู้ปกครองโลกกับใต้เท้าจวงจิ้ว เป็นปัญหาที่ใครก็แก้ไขไม่ได้
ต้องรีบกลับไปแจ้งใต้เท้าผู้ปกครองโลกให้เร็วที่สุด
หลังจากจวี้เหยี่ยมอบสิ่งของให้เสร็จ เขาก็โบกมือฉีกร่องแยกขนาดใหญ่โตสายหนึ่งขึ้นด้านหน้าทันที
เขากระโดดออกไปโดยไม่รอให้ร่องแยกเปิดออกโดยสมบูรณ์ ร่างกลายเป็นแสงสีดำก่อนจะหายไปในร่องแยก
จากนั้นร่องแยกก็หุบลงในพริบตา ทุกอย่างกลับคืนสู่ความสงบ
ลู่เซิ่งยืนอยู่ที่เดิม มองดูจี้ในมือ พร้อมกับใช้สายตาส่งจวี้เหยี่ยจากไป
‘ดูเหมือนต้องรีบยกระดับพลังให้เร็วที่สุดแล้ว ขอบเขตลวงตา...ใกล้แล้ว หาค่าความดีความชอบให้พอเสียก่อน จากนั้นค่อยไปแลกเปลี่ยน’
เขาตรวจสอบพวกถูจินอย่างรวดเร็ว ต่างไม่ได้รับบาดเจ็บ จากนั้นค่อยรักษาทั้งสามอย่างระมัดระวัง
หลังจากพาคนไปพักผ่อนเรียบร้อยแล้ว ตัวเขาก็ออกไปตรวจสอบบริเวณรอบๆ เพียงลำพัง ทั้งยังติดตั้งค่ายกลอำพรางและระวังภัยเพิ่มเติม
เมื่อเป็นแบบนี้ขอแค่มีคนเข้ามาใกล้ เขาก็จะสัมผัสได้ทันที
หลังจัดการทุกอย่างเสร็จ เขาจึงค่อยรอให้พวกถูจินฟื้น
จนกระทั่งถึงตอนกลางคืน สามคนในห้องจึงค่อยๆ ฟื้นสติขึ้นมา ลู่เซิ่งอธิบายรอบหนึ่ง ถูจินจึงค่อยวางใจอย่างกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย
ลู่เซิ่งเชิญเขาไปอยู่ที่นครหลวงด้วยกัน ตอนนี้เขาเป็นผู้อยู่อาศัยในนครหลวงแล้ว จึงมีสิทธิ์พาครอบครัวไปด้วย
ด้วยสถานะผู้อยู่อาศัยธรรมดาของเขาในตอนนี้ สามารถพาคนไปได้ห้าคนต่อครั้ง ห้ามเกินกว่านี้
น่าเสียดายที่พวถูจินปฏิเสธ เพราะไม่คิดไปจากที่นี่
ลู่เซิ่งเองก็ไม่ฝืนใจ แต่ในเมื่อทางจวี้เหยี่ยพบปัญหาแล้ว ถ้ามีคนตรวจสอบได้ว่าเขาเป็นคนชักนำอสูรอินทรีราชสีห์แปดเศียรมาจริงๆ อย่างไรก็ต้องมีภัยตามมา
เรื่องนี้ไม่แน่ว่าจะปกปิดไว้ได้ อย่างไรแม้แต่ส่วนที่เขานึกว่าเก็บเป็นความลับได้อย่างดีแล้วก็ยังถูกคนขุดค้นออกมาได้
ตอนนี้ลู่เซิ่งไม่กล้าเชื่อมั่นในตัวเองในเรื่องนี้มากเกินไปแล้ว
หลังรับมือจวี้เหยี่ยเสร็จ เขาก็ไม่กล้าทิ้งของไว้ให้ทั้งสามคน ต้องนำกลับไปตรวจสอบดูก่อน
ลู่เซิ่งที่ออกจากข่ายเขามังกรรีบร้อนข้ามกลับไปยังนครหลวง ไม่ช้าก็เร็วทางโลกสรรพวิญญาณของจวงจิ้วจะต้องมาหาอีกแน่
ถึงเวลานั้นหากพิสูจน์ได้ว่าเขาไม่ใช่น้องชายของจวงจิ้ว ไม่แน่ว่าอีกฝ่ายจะอับอายกลายเป็นโทสะและลงมือฆ่าเขาทิ้ง
แถมยังอาจจะส่งผลต่อถูจินด้วย ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ต้องหาวิธี
หลังกลับถึงนครหลวง ลู่เซิ่งก็ไปที่สมาคมธวัชเหล็กผ่านแร่ดิบทันที
...
มิติส่วนตัวของสมาคมธวัชเหล็ก
ลู่เซิ่งกวาดตาอ่านม่านแสงด้านหน้าตนอย่างรวดเร็ว เขาเลือกกรอบตลาด
ในนี้แบ่งเป็นวัตถุกับข้อมูล สิ่งที่เขาอ่านอยู่คือขอบเขตข้อมูล ข้อมูลของเขตดาวใกล้ๆ นี้มีราคาถูกเป็นอย่างยิ่ง
ข้อมูลทั่วไปจำนวนมากเติมเต็มความรู้ต่อพื้นที่รอบๆ ตัวของเขาได้พอดิบพอดี
ติ๋ง
กลุ่มแสงสีแดงจุดหนึ่งสว่างขึ้นทางซ้ายมือของเขา
“อยู่หรือไม่ มีปัญหาต้องการให้เจ้าช่วยเหลือนิดหน่อย ถือว่าข้าติดค้างเจ้าสองครั้ง” ใบหน้าของหมีก่วงอิงที่พร่ามัวปรากฏขึ้นกลางกลุ่มแสง
“ช่วยเหลืออะไร” ลู่เซิ่งหยุดการกวาดตาอ่านและมองไปยังกลุ่มแสง
เขากับหมีก่วงอิงได้ติดต่อพบหน้ากันอยู่บ่อยๆ ในการรับภารกิจช่วงนี้
ในฐานะบุคลากรด้านการแพทย์ ทั้งยังเป็นปรมาจารย์การแพทย์ที่มีทักษะสูงส่ง แม้ว่าจะมีวิชาและความสามารถของเผ่าพันธุ์มากมายซึ่งมีความสามารถในการรักษา แต่ว่าอาการบาดเจ็บพิเศษบางอย่างก็ยังต้องอาศัยมือหมอถึงจะจัดการได้
ดังนั้นหมีก่วงอิงจึงยินดีเชื่อมความสัมพันธ์กับเขา
“อาของข้าต้องพิษวิหคของหมีเทียนก่วงเข้า พิษชนิดนี้จัดอยู่ในอันดับหนึ่งร้อยยี่สิบสี่ของทำเนียบอันตรายถึงชีวิต ยุ่งยากถึงขีดสุด...”
“เอาตัวอย่างพิษมาให้ข้า ยังมีตัวอย่างเลือดของคนป่วย มีอาการเน่าเปื่อยหรือโรคเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่”
ลู่เซิ่งตัดบทนาง
“เตรียมไว้หมดแล้ว ข้าจะส่งให้เจ้าชุดหนึ่ง” หมีก่วงอิงกล่าวเสียงขรึม
เพิ่งจะสิ้นเสียง จุดแสงสีแดงที่มีขนาดเล็กๆ จุดหนึ่งก็พุ่งออกมาจากในกลุ่มแสง จุดแสงล่องลอยอยู่ด้านหน้าลู่เซิ่ง แล้วรวมตัวกลายเป็นขวดแก้วโปร่งแสงขนาดเท่าหัวแม่มือขวดหนึ่ง
ในขวดมีของเหลวสีแดงเพลิงกำลังเดือดพล่านเล็กน้อย
“นี่คือตัวอย่างพิษ” หมีก่วงอิงอธิบาย
จากนั้นกลุ่มแสงอีกจุดหนึ่งก็ลอยลงมาปรากฏเป็นขวดอีกใบ
“นี่คือเลือด” ในขวดใบที่สองคือของเหลวเหนียวหนืดสีม่วงที่เหมือนกับโคลนบางส่วน ดูข้นคลั่กมาก
ลู่เซิ่งเพียงกวาดตามอง ก่อนจะกล่าวพลางส่ายหน้าทันทีว่า
“ตายแน่ ช่วยไม่ได้แล้ว”
“...อย่าพูดตรงขนาดนี้ได้หรือไม่ ตอนนี้ลุงของข้ายังมีชีวิตอยู่” หมีก่วงอิงจุกในลำคอ เอ่ยอย่างจนใจ
“อย่างนั้นก็ได้” ลู่เซิ่งเปิดพิษในขวดใบแรกพร้อมกับดมเบาๆ
“พิษนี้ลดความรุนแรงได้ ข้ายังนึกหาวิธีขจัดพิษไม่ออก”
“แค่ลดความรุนแรงได้ก็ถือว่าช่วยได้มากแล้ว!” หมีก่วงอิงผุดสีหน้ายินดีอย่างคาดไม่ถึง
“ข้าจะช่วยท่านลดความรุนแรงของพิษ อย่างน้อยสามารถต่ออายุขัยไปได้ครึ่งหนึ่ง แต่ท่านก็ต้องช่วยข้าเหมือนกัน” ลู่เซิ่งไตร่ตรองเล็กน้อย
“ให้ช่วยอะไร”
“ข้าจะประกาศภารกิจ ส่วนท่านช่วยข้าจัดการปัญหา เป็นอย่างไร” ลู่เซิ่งถามตามตรง
“ยุ่งยากขนาดไหน จะให้แก้ไขอย่างไร” หมีก่วงอิงถาม
“ท่านอยู่ไกลจากข้าขนาดไหน” ลู่เซิ่งไม่ได้ตอบ แต่กลับถามแทน
“ไม่แน่ใจ ไกลนั้นไกลแน่ อย่างน้อยก็มีระบบสายน้ำหลายสายกั้นอยู่ ทำไมหรือ เจ้าอยากให้ข้าช่วยเจ้าฆ่าคนอย่างนั้นหรือ” หมีก่วงอิงเดาแผนการของลู่เซิ่งได้ทันที
“ถูกต้อง” ลู่เซิ่งรับตามตรง “แต่ไม่ใช่แค่ฆ่าคนเท่านั้น หากแต่รับคนย้ายที่ด้วย พูดง่ายๆ ก็คืออพยพ ถ้าหากเจอคนมาสู้ด้วย ท่านค่อยช่วยข้าสังหาร”
“อย่างนั้นก็ง่าย ข้ามีสหายคนหนึ่งซึ่งมีขนาดตัวใหญ่มาก เป็นเพราะความพิเศษของเผ่าพันธุ์ ท้องจึงรองรับคนได้ราวหนึ่งหมื่นคน เพียงพอหรือไม่” หมีก่วงอิงคิดเล็กน้อยก่อนจะกล่าวถาม
“เพียงพอแล้ว” ลู่เซิ่งพยักหน้ายืนยัน ถ้าหากว่ารับคนมาถึงนครตราชั่งได้ อย่างนั้นก็เป็นแผนการที่ไม่เลวต่อสำนักมารกำเนิดและคนอื่นๆ ในตระกูลลู่เช่นกัน
ทว่าก่อนหน้านั้นจะต้องแก้ไขปัญหาทางโลกสรรพวิญญาณเสียก่อน
“นอกจากนี้ ข้าอยากถามคำถามข้อหนึ่ง” เขากล่าวเสียงทุ้มอีกรอบหนึ่ง “ถ้าหากท่านก่อปัญหาใหญ่ขึ้น แต่ยังไม่มีใครรู้ว่าเป็นฝีมือของท่าน แต่ตอนนี้ท่านใกล้จะความแตกแล้ว แถมคู่ต่อสู้ยังแข็งแกร่งกว่าท่านเหลือเกิน อย่างนั้นท่านจะจัดการทางตันนี้อย่างไร”
..............................................
“ง่ายดายมาก ก็ต้องแข็งแกร่งขึ้นจนถึงขั้นที่ทำให้อีกฝ่ายซึ่งอยากจัดการเจ้าต้องจ่ายค่าตอบแทนมหาศาล พอเป็นแบบนี้ ต่อให้พวกเขารู้ว่าเป็นเจ้าก็ไม่สำคัญอีกแล้ว เพราะพวกเขาจ่ายค่าตอบแทนที่ต้องกำจัดเจ้าไม่ไหว” หมีก่วงอิงเอ่ยอย่างผ่อนคลาย “ยังมีอีกวิธีหนึ่ง คือเจ้าต้องมีเบื้องหลังที่แข็งแกร่งมากพอ ทำให้อีกฝ่ายอยากตีหนูแต่กลัวภาชนะเสียหาย”
“ขอถามอีกคำถาม ท่านรู้ไหมว่าเขตดาวที่ข้าอยู่มีสมาคมธวัชเหล็กกี่คน” ลู่เซิ่งเหมือนถามคำถามที่ไม่สำคัญ
“ไม่แน่ใจ แต่ถ้าระดับของเจ้าสูงขึ้น ก็จะสามารถเข้าร่วมกับกลุ่มก้อนต่างๆ ได้ตามพื้นที่ ตำแหน่งที่ชัดเจนจะไม่แสดงให้เห็น แต่ในกลุ่มมีการแบ่งแยกสมาชิกตามระบบสายน้ำ สมาชิกทั้งหมดจะอยู่ในนั้น” หมีก่วงอิงยิ้ม
“นอกจากนั้นขอเตือนอีกสักประโยค สมาคมธวัชเหล็กเป็นเพียงองค์กรระดับบนค่อนไปทางสูงเท่านั้น ยังมีองค์กรอื่นๆ อีกไม่น้อยที่แข็งแกร่งกว่าพวกเรา จงอย่าประมาท”
“ข้าเข้าใจแล้ว...” ลู่เซิ่งพยักหน้าน้อยๆ
“อย่างนั้น เจ้าพิจารณาหรือยังว่าจะให้ข้าช่วยอะไร” หมีก่วงอิงเอ่ยอย่างผ่อนคลาย “ขอบอกก่อนนะว่าข้ารับมือมายาพิศวงไม่ไหว เจ้าอย่าได้เอ่ยถึงเชียว”
“ไม่เป็นไร อย่างมากสุดท่านแค่ต้องรับมือขอบเขตลวงตาเท่านั้น หลักๆ คือช่วยคุ้มครองครอบครัวข้าก็เพียงพอแล้ว” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างราบเรียบ
“ไม่มีปัญหา ในช่วงสามปีนี้ข้าไม่ได้ยุ่งอยู่แล้ว ขอแค่เจ้าช่วยแก้ไขพิษของลุงข้าได้ ข้าช่วยเจ้าสามสิบปีก็ไม่มีปัญหา!” หมีก่วงอิงกล่าวอย่างไม่อ้อมค้อม
“กล่าวได้ดี” ลู่เซิ่งพยักหน้า พิษนั้นเขาลองดมกลิ่นดูแล้ว หากคิดจะแก้ไข ยุ่งยากมากจริงๆ แต่เขาเป็นมนุษย์พิษที่มีพิษเต็มตัวอยู่แล้ว กอปรกับมีวิชารักษาที่มีแบบแผนระดับแปดร้อยกว่าๆ อยู่ด้วย
ถึงจะแก้พิษไม่ได้ ก็บรรเทาได้โดยไม่มีปัญหา
“ถึงเวลานั้นค่อยใช้แร่ดิบประกาศภารกิจ ข้าจะไปหาผ่านประตูส่งตัวของเจ้า” หมีก่วงอิงเสนอแนะ
“ได้ ขอฝากทุกอย่างกับท่านด้วย” ลู่เซิ่งพยักหน้า
หลังจากปิดการสื่อสาร เขาก็เริ่มทดสอบพิษกับเลือดในขวดทันที
หลังจากทดสอบผ่านค่ายกลอักขระตรวจสอบที่ซื้อจากตลาดในสมาคมธวัชเหล็กแล้ว สภาพและรายละเอียดของพิษก็ถูกวิเคราะห์ออกมา
พิษทั้งหมดสามสิบสองหมื่นชนิดผสมกัน พิษทุกชนิดเชื่อมต่อกันกลายเป็นค่ายกลอักขระพิษขนาดยักษ์อันสมบูรณ์
พิษนี้เหมือนกับผลรวมจากการประสานของพิษกับค่ายกล
แต่ดีที่ลู่เซิ่งมีประสบการณ์ในด้านค่ายกลเช่นกัน ถึงแม้เขาจะไม่ได้เก่งกาจทางด้านเคมี แต่ก็ซื้อข้อมูลจากสมาคมธวัชเหล็กมาเรียนรู้ผ่านดีปบลูได้
ไม่นานก็เพิ่มความรู้ที่ขาดไปในแต่ละด้านถึงจุดสูงสุดเรียบร้อย
ทั้งหมดใช้พลังอาวรณ์ไปสามสิบกว่าหมื่นหน่วย ในที่สุดลู่เซิ่งก็เข้าใจระบบความรู้ทั้งหมดที่จำเป็นในการขจัดพิษแล้ว
ความรู้อันน่ามหัศจรรย์มากมายของวิชามรรคายุทธ์ที่ใช้ในการขจัดพิษสิบกว่าวิชาถูกดีปบลูกลืนกินเข้าไป จากนั้นก็ทำความเข้าใจแทนเขา
ดีที่ตอนนี้เขามีพลังอาวรณ์เยอะกว่าอย่างอื่น แม้ดีปบูลจะได้แค่แยกแยะวิชามรรคายุทธ์ก็ตาม
แต่ลู่เซิ่งกลับมุดช่องโหว่ได้โดยสิ้นเชิง โดยการนำวิชาลับเคล็ดความสามารถสำหรับศึกษามาใช้เป็นเป้าหมายในการพัฒนา เมื่อเป็นแบบนี้ วิชาที่จำเป็นต้องมีความรู้และสาขาวิชาหลายศาสตร์หลายแขนง จะเท่ากับครอบครองสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกันอีกกลุ่มหนึ่งโดยสมบูรณ์ตอนที่ฝึกฝน
ลู่เซิ่งหยุดอยู่ที่สมาคมธวัชเหล็กสามวันกว่าๆ จึงค่อยศึกษาสิ่งมีชีวิตที่มีคุณลักษณ์ต้านทานพิษออกมาได้สำเร็จ
จากนั้นเขาก็เอาตัวต้านทานแบบมีชีวิตไปหาหมีก่วงอิง ต่อมาทั้งสองก็ปรึกษาเนื้อหาอย่างเป็นรูปธรรมของการร่วมมือระหว่างกันจนเรียบร้อย
หมีก่วงอิงจะจุติไปยังโลกปรภพที่สาม เพื่อตามหาครอบครัวของลู่เซิ่งรวมถึงคนของสำนักมารกำเนิดในต้าซ่งผ่านแร่ดิบ จากนั้นจะอพยพทุกคนออกจากดาวปรภพมาถึงนครตราชั่ง
ขณะเดียวกันลู่เซิ่งจะยกระดับสิทธิ์ของตัวเองให้เร็วที่สุด เพื่อจะได้มีสิทธิ์รับคนเข้ามาพำนักในนครหลวงมากกว่าเดิม
ไม่อย่างนั้นอาศัยแค่เขตใหญ่ที่สี่คงไม่อาจปกป้องครอบครัวได้
นอกจากนี้ยังเหมือนอย่างที่หมีก่วงอิงบอกไว้ ความจริงขอแค่เขาแข็งแกร่งมากพอ ก็จะทำให้ขุมกำลังสายจวงจิ้วเลิกหมายหัวตนไปได้ สมกับคำพูดว่าตีหนูกริ่งเกรงภาชนะเสียหาย
ถ้าหากเขาเป็นผู้ยิ่งใหญ่มายาพิศวง อย่างนั้นต่อให้ถูกพบว่าเขาต่างหากที่ทำลายดาวเคราะห์ดวงหนึ่งของสำนักนทีคราม แถมยังฆ่าจวงจิ้วทิ้ง ก็จะไม่มีใครหาเรื่องเขาอยู่ดี
มารสวรรค์มายาพิศวงไม่ได้หมายถึงพลังต่อสู้ตามจริงในระดับมายาพิศวงเท่านั้น ยังมีคุณสมบัติอมตะที่อาวุธทำอะไรไม่ได้ด้วย
มิหนำซ้ำผู้เข้มแข็งมายาพิศวงที่ทำลายจวงจิ้วกับดาวเคราะห์ดวงหนึ่งได้ ก็สุดที่ผู้เข้มแข็งระดับเดียวกันทั่วไปจะเทียบเคียงได้เช่นกัน
ลู่เซิ่งไม่ได้ช่วยขจัดพิษให้แก่ลุงของหมีก่วงอิงโดยตรง หากแต่สร้างยาขจัดออกมาทีละนิดๆ แล้วค่อยส่งไปหลังเจือจางแล้ว
แต่ตัวเขาไม่ได้ไปด้วย
ประสิทธิ์ผลปรากฏอย่างรวดเร็ว เพื่อตอบแทน หมีก่วงอิงที่โล่งใจแล้วได้เป็นตัวแทนลุงของตัวเองโอนค่าความดีความชอบราวสามสิบหมื่นคะแนนให้ลู่เซิ่งเป็นรางวัล
ลู่เซิ่งเจอวิธีที่ใหม่ที่ใช้หาค่าความดีความชอบได้ไวกว่าเดิมแล้ว
สิ่งที่น่าเสียดายก็คือ เขาต้องเปลืองพลังอาวรณ์ไปตั้งมากมาย แต่ของที่ได้มากลับเป็นแค่วิธีขจัดพิษชนิดหนึ่งเท่านั้น
ผ่านไปราวห้าวัน ลู่เซิ่งก็สร้างยาขจัดเสร็จสิ้น และส่งไปให้หมีก่วงอิงทั้งหมด
ทางนั้นโอนค่าความดีความชอบมาสามสิบหมื่นเป็นค่าตอบแทนสุดท้าย
ความมากมายมหาศาลของตัวเลขนี้ทำให้ลู่เซิ่งเข้าใจว่า เป็นไปได้ถึงขีดสุดที่ลุงผู้อยู่เบื้องหลังหมีก่วงอิงท่านนั้นจะเป็นสุดยอดผู้เข้มแข็งที่มีพลังเหี้ยมหาญ
อย่างน้อยต้องผู้ยิ่งใหญ่ระดับมายาพิศวงเช่นกัน
กระนั้นไม่ว่าอีกฝ่ายจะอยู่ในระดับไหน อย่างน้อยครั้งนี้ก็ซื้อคัมภีร์ย่อยของวิชาการฝึกฝนหลักได้แล้ว
ถึงแม้จะเป็นวิชาที่ถูกที่สุด แต่ลู่เซิ่งไม่สนใจว่าจะถูกหรือไม่ถูก ขอแค่เบียดเข้าระดับนั้นได้ ดีปบูลจะเรียนรู้และปรับปรุงจนเคล็ดวิชานั้นแข็งแกร่งถึงจุดสูงสุดให้แก่เขาเอง
ถึงอย่างไรขอแค่มีพลังอาวรณ์เพียงพอก็เป็นอันใช้ได้
...
ม่านแสงค่อยๆ ไหลลงด้านล่าง วิชาระดับมายาพิศวงมากมายวาดผ่านตาของลู่เซิ่งไปอย่างต่อเนื่อง
เขาจ้องมองม่านแสงโดยที่ตาไม่กะพริบ ด้วยต้องการหาวิชาที่ถูกที่สุดและคุ้มค่าที่สุด
ไม่นานนัก ในที่สุดม่านแสงก็ถูกเขาลากไปถึงกรอบสุดท้าย
กรอบสุดท้ายของวิชามายาพิศวงทั้งหมด
ในมือเขามีวัตถุดิบและตำรับยาหลายชนิดที่บางครั้งจำเป็นต้องซื้อเข้าๆ ออกๆ ตลอดเวลาเพื่อทำภารกิจให้สำเร็จ
นอกจากค่าใช้จ่ายแล้ว ค่าความดีความชอบตามจริงในตอนนี้มีอยู่หนึ่งร้อยสามสิบกว่าหมื่นคะแนน
และในบรรดาวิชาที่โผล่มาบนกรอบสุดท้ายมีสามวิชาซึ่งมีราคาต่ำกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบหมื่น...
สองวิชาในนี้ระบุว่าเป็นคัมภีร์ย่อย ส่วนอีกวิชาหนึ่งบกพร่อง เขาย่อมเลือกคัมภีร์ย่อยที่สมบูรณ์
‘หวังว่าครั้งนี้จะจัดการได้อย่างสมบูรณ์นะ ต่อให้วิชาการฝึกฝนจะไม่ใช่สายหลักก็ไม่เป็นไร อย่างไรก็ผ่านไปได้อยู่แล้ว’
ถึงจะพูดแบบนี้ แต่ตอนที่ลู่เซิ่งมองชื่อของคัมภีร์สามเล่มสุดท้ายนี้ ก็รู้สึกจนปัญญาอยู่บ้าง
“เคล็ดโปรยน้ำค้างกลางสวนบูรพาในสารทฤดู: ไม่ทราบว่าเป็นเคล็ดวิชาพิเศษที่มายาพิศวงท่านไหนแผ้วทางบัญญัติขึ้น อาจจะเป็นเพราะศีรษะโดนตบจนเกิดความคิดพิสดาร หรือไม่ก็เป็นเคล็ดวิชาแปลกแยกที่ผู้ยิ่งใหญ่คนใดคนหนึ่งบัญญัติขึ้นเพื่อเป้าหมายพิเศษบางอย่าง หลังจากสำเร็จวิชานี้แล้ว จะทำให้ชีวิตและสสารทั้งหมดในรัศมีสิบหมื่นลี้บรรลุถึงขีดสูงสุดของความอุดมสมบูรณ์ได้ เป็นวิชาที่ดีที่สุดที่อารยธรรมซึ่งเจริญรุ่งเรืองต้องการ เหมาะที่จะใช้สนับสนุนเคล็ดวิชาการฝึกฝนหลัก ราคา: ค่าความดีความชอบหนึ่งร้อยสามสิบเอ็ดหมื่นคะแนน”
“วิชาเสน่ห์กระจับแดงหอมหวน: วิชาเฉพาะตัวที่ราชันฟ้าสุคนธ์สร้างขึ้น มีเอกลักษณ์ที่มีกลิ่นหอมอันล้ำลึก ทำให้สิ่งมีชีวิตงดงามโดยกำเนิด ล่อลวงได้ทุกสิ่ง ราคา: ค่าความดีความชอบหนึ่งร้อยสามสิบหกหมื่นคะแนน”
‘...วิชาสองวิชานี้ ทำให้เราไม่มีทางเลือกจริงๆ...’
ลู่เซิ่งได้แต่มองไปยังวิชาบกพร่องวิชาสุดท้ายอย่างจนปัญญา
“วิชาทรายพิษเก้าหงส์: วิชาพิเศษที่ผู้บำเพ็ญพิษฝึกฝนเป็นหลัก ผลผลิตที่ผู้บำเพ็ญพิษซึ่งสูญพันธุ์มาแล้วหลายร้อยหลายหมื่นปีทิ้งเอาไว้เหลืออยู่ไม่มากนัก วิชานี้เป็นหนึ่งในนั้น มีความเป็นสากลสูงสุดขีด พรรควิถีมารและพรรคทางนอกรีตจำนวนมากต่างก็ดูดซับแก่นสารและแนวคิดส่วนหนึ่งในนี้ มาทำเป็นวิธีการใช้วิชาต้องห้ามหรือวิชาลับพื้นฐานในสำนักค่ายพรรคของตน จุดเด่นคือสำเร็จได้เร็ว ช่วงแรกๆ เพิ่มระดับได้ไวสุดขีด ช่วงกลางช้าสุดขีด ช่วงหลังถ้าหากเลื่อนระดับได้ก็จะเร็วสุดขีดเช่นกัน ราคา: ค่าความดีความชอบหนึ่งร้อยหมื่นคะแนน (ข้อควรระวัง: มีแค่หนึ่งในสามส่วนเท่านั้น ที่เหลือหายสาบสูญไปแล้ว)”
ลู่เซิ่งนิ่งไปครู่หนึ่ง ลังเลกับวิชาสามวิชานี้
ไม่นานนัก เขาก็ตัดวิชาเสน่ห์ออกไปก่อน ถ้าฝึกวิชานี้จริงๆ คงกลายเป็นคนวิปริตไปแล้วแน่ๆ
เหลืออีกสองวิชา...
‘ดูเหมือนเราจะไม่มีทางเลือกอย่างที่คิดไว้...’ ลู่เซิ่งถอนใจยาว ในที่สุดก็จิ้มวิชาหนึ่งในนี้อย่างแรง
เคล็ดโปรยน้ำค้างกลางสวนบูรพาในสารทฤดู!
‘ต่อให้จะเป็นเคล็ดวิชาสนับสนุนที่ไม่มีคุณสมบัติโจมตีอะไรเลย แต่ก็มีส่วนช่วยอย่างใหญ่หลวงต่อการปรับปรุงโลกรูปจิตของเรา อย่างน้อยทะลุทะลวงขอบเขตลวงตาไปก่อนค่อยว่ากัน! วิชาของผู้บำเพ็ญพิษนั่นบกพร่อง เกิดว่าภายหลังขาดอะไรไป มาร้องไห้ก็ไม่ทันแล้ว สิ่งที่เราต้องการในตอนนี้คือการหาเคล็ดวิชามายาพิศวงที่สมบูรณ์มาเป็นตัวอ้างอิง’
ลู่เซิ่งตัดสินใจเด็ดขาด ความพยายามในช่วงเวลานี้หายวับไปกับตา หากบอกว่าไม่เสียดายก็คงโกหก
เพียงแต่เขาไม่มีทางเลือก
ค่าความดีความชอบหนึ่งร้อยกว่าหมื่นคะแนนหมดเกลี้ยงในทันที
หลังจากนั้นสองสามวินาที แสงสีเงินจุดหนึ่งก็ลอยออกมาจากม่านแสงแล้วพุ่งเข้าไปในหว่างคิ้วของลู่เซิ่ง
เนื้อหาเกี่ยวกับเคล็ดโปรยน้ำค้างกลางสวนบูรพาในสารทฤดูทะลักเข้าสู่สมองของเขา
ตั้งแต่ชูศัตราถึงลวงตา เป็นการก้าวข้ามและการเปลี่ยนแปลงทางคุณสมบัติตั้งแต่ในดวงดาวถึงขอบดวงดาว
ถ้าหากบอกว่าชูศัสตราเป็นผู้เข้มแข็งที่ปกครองดาวเคราะห์ได้ อย่างนั้นขอบเขตลวงตาก็คือผู้บำเพ็ญที่ก้าวออกจากดาวเคราะห์แล้วเข้าสู่นภาดาวเป็นครั้งแรก
พวกเขาเดินทางกลางนภาดาวในขั้นเบื้องต้นได้ และมอบเสบียงนับไม่ถ้วนให้แก่ความต้องการของตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอกเป็นเวลานาน ไม่ได้พึ่งพาวัตถุสิ่งของเหมือนตอนเป็นชูศัสตราอีก
ขอบเขตนี้เน้นที่การฝึกฝนด้านวิญญาณและจิตใจเป็นหลัก
เคล็ดวิชาในม่านแสงมีข้อมูลที่บรรจุอยู่เยอะถึงขีดสุด ส่วนตั้งแต่ขอบเขตลวงตาถึงมายาพิศวงล้วนอยู่ครบ
ลู่เซิ่งเข้าใจสาเหตุหลักที่ตนยังไม่อาจเลื่อนสู่ขอบเขตลวงตาได้ในทันที
จิตวิญญาณเป็นเพียงส่วนหนึ่ง สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือกฎเกณฑ์ ความเข้าใจ และความรู้ที่มีต่อโลก
หากยึดตามคำพูดในเคล็ดวิชา หลังจากไปถึงจุดสูงสุดของชูศัสตรา และหลังจากจิตวิญญาณมีความจุถึงขีดจำกัดแรก ครั้งแรกจำเป็นต้องกลั่นกรองและเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่จิตวิญญาณของตัวเองเพื่อกำจัดสิ่งเจือปนด้านในออกไปผ่านการทำความเข้าใจกฎเกณฑ์
ขั้นที่สอง คือการรวมสัญญะเทพไว้บนจิตวิญญาณของตัวเอง ซึ่งนี่จะเกิดจากการรวมตัวของเทวลักษณ์และตราเทวะนับไม่ถ้วน
หลังจากสัญญะเทพเป็นรูปเป็นร่าง ยังต้องการการชุบหลอมแบบชี้ทิศทางอีกขั้นหนึ่ง ถึงจะมีผลของดินสมบูรณ์ ซึ่งจะทำให้ชีวิต แร่ธาตุ และพืชพรรณที่อยู่รอบๆ เจริญรุ่งเรืองตามธรรมชาติ
ยิ่งกฎที่ทำความเข้าใจมีมากและปรับปรุงดีขนาดไหน สัญญะเทพที่รวมตัวก็จะยิ่งแข็งแกร่งเท่านั้น
ซึ่งความจริงสัญญะเทพเทียบได้กับวัฏจักรพลังงานเล็กๆ ที่พกติดตัว มารสวรรค์ก็ดี เผ่าพันธุ์ในระบบอื่นๆ ก็ดี ต่างก็ไม่หลุดออกจากระบบนี้
แต่จุดหนึ่งที่ลู่เซิ่งสังเกตเห็นก็คือ จริงๆ แล้วสิ่งที่จำเป็นที่สุดตั้งแต่ชูศัสตราถึงขั้นสุดท้ายของขอบเขตลวงตา คือการทำความเข้าใจกฎเกณฑ์ทางจิตวิญญาณ
แม้เขาจะมีดีปบลูช่วยเหลือ แต่ด้านนี้ยังบกพร่องอีกมาก
เทียบกับชูศัสตราในบ้านเก่าอย่างดาวปรภพแล้ว เขาถือว่าทำความเข้าใจได้เป็นจำนวนมาก แต่ถ้าเทียบกับขอบเขตลวงตา ขอบเขตลวงตาที่ต้องฝึกฝนเป็นเวลาหลายหมื่นปี ต้องสั่งสมหลายสิ่งหลายอย่าง มีประสบการณ์อุดมสมบูรณ์ และพึ่งพิงขุมกำลังยักษ์ใหญ่ มีใครบ้างที่ไม่ใช้เวลาหลายหมื่นปีค่อยเลื่อนระดับสำเร็จ
‘เวลาน้อยเกินไป ดูเหมือนต้องจุติไปยังโลกใบอื่นเพื่อฝึกฝนถึงจะคุ้มค่า หาโลกที่มีการไหลของเวลาแตกต่างกันมากที่สุดก็แล้วกัน ถ้าแค่ศึกษาการทำความเข้าใจในด้านจิตใจ ไม่จำเป็นต้องห่วงเรื่องระดับพลังงานก็ได้ หากเป็นแบบนี้ ยังสามารถขยายความเร็วในการไหลของเวลาให้กว้างขึ้นได้อีก...’
ลู่เซิ่งใคร่ครวญ
..............................................
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น