641-645
ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง ระบบโกงสกิล
บทที่ 641ถึง645
เข้าไปถึงในลานทรงรีด้านในสุด กลางลานปลูกต้นไม้คอเอียงที่แดงฉานดุจเลือดไว้สองต้น พวกมันออกผลสีดำที่กำลังเต้นเหมือนกับหัวใจไว้มากมาย ผลแต่ละผลคอยกลืนกินหมอกควันสีดำอมเทาในบริเวณรอบๆ อย่างต่อเนื่อง
แต่ผลเหล่านี้เป็นเหมือนเอาน้ำแก้วหนึ่งดับรถติดไฟเท่านั้น ยังคงมีหมอกสีดำอมเทาจำนวนมากแผ่พุ่งออกมาจากในบ้านเหล็กหลังเล็กๆ กลางลานอยู่เป็นระยะ
จ้าวเฉวียนม่อพาคนทั้งสามมาหยุดอยู่ห่างจากบ้านเหล็กสิบกว่าหมี่ แล้วชี้ไปที่เส้นสีเหลืองอ่อนเส้นหนึ่งบนพื้น
“นี่เป็นค่ายกลผนึกต้องห้าม ทั้งสามท่านแค่ต้องกลั่นกรองสารมลพิษดวงดาวที่กระจายออกมาอยู่ตรงนี้ก็พอ จำนวนการกลั่นกรองอย่างเป็นรูปธรรมจะมีผู้เชี่ยวชาญคำนวณเอง ทั้งสามท่านไม่ต้องกลัวว่าน้ำพักน้ำแรงจะไม่มีตัวเลขวัด”
ชายชราหลังค่อมพยักหน้า “วิธีการนี้ก็ดีเหมือนกัน เพียงแต่ไม่ทราบว่าตระกูลท่านมีคนจากตระกูลไป๋อิ่งมารักษาความปลอดภัยหรือไม่ เกิดว่าสารมลพิษดวงดาวนี้รั่วไหล หากไม่ใช่ยอดฝีมือขั้นหนึ่งอย่างพวกเขา ก็ไม่อาจจัดการได้”
จ้าวเฉวียนม่อพยักหน้าและเอ่ยว่า “ผู้เฒ่ากู่เข้าใจทะลุปรุโปร่ง มีคนของตระกูลไป๋อิ่งมาคุ้มกันที่นี่จริงๆ สามท่านวางใจได้อย่างเต็มที่!”
ชายชราพลันผุดสีหน้าโล่งอก
นักพรตสตรีเห็นลู่เซิ่งไม่เข้าใจ จึงส่งกระแสเสียงอธิบายให้แก่เขาว่า
“สหายร่วมเส้นทางคงไม่รู้เรื่อง ตระกูลจ้าวมีคนหลายหมื่นล้านคน แต่ผู้ที่ปกครองคนเหล่านี้อย่างแท้จริงมีแค่ไม่กี่พันคนเท่านั้น
ตามการจัดแบ่งในตระกูล คนไม่กี่พันคนนี้แยกเป็น ฮุยอิ่ง ไป๋อิ่ง ชื่ออิ่ง เฮยอิ่ง สี่ระดับ ไป๋อิงอยู่ในระดับกลางค่อนล่าง แต่ก็ถือว่าเป็นยอดฝีมือขอบเขตลวงตาระดับแรกๆ ในโลกภายนอกเช่นกัน
ลู่เซิ่งพลันตกใจ พลังของตระกูลจ้าวนี้แข็งแกร่งสุดเปรียบปานอย่างที่คิดไว้จริงๆ คนไม่กี่พันคน....พวกที่อยู่ในระดับกลางค่อนไปทางต่ำก็อยู่ในระดับลวงตาแล้ว
“ไม่แปลกหรอก ตระกูลจ้าวเจิดจรัสมาหลายสิบหมื่นปี สถานการณ์แบบนี้ถือว่าปกติ” นักพรตสตรีคล้ายมองเห็นความตกตะลึงของลู่เซิ่ง จึงอธิบายด้วยรอยยิ้ม
“ขอบคุณท่านเซียนที่ไขข้อสงสัย” ลู่เซิ่งค้อมหัวน้อยๆ
“ทั้งสามท่าน ถ้าหากไม่มีปัญหาอะไร น่าจะลองดูได้แล้วกระมัง” จ้าวเฉวียนม่อที่ยืนอยู่ใกล้ๆ เอ่ยเสียงทุ้ม “ลองกรองอนุพันธ์ของสารมลพิษดวงดาวดูก่อนก็ได้ นี่ถือเป็นการทดสอบเล็กๆ เช่นกัน”
ชายชรากับนักพรตสตรีพยักหน้าน้อยๆ
“ข้าก่อนก็แล้วกัน” ชายชราตอบรับ ไม้เท้าสั้นๆ สีเขียวมรกตท่อนหนึ่งค่อยๆ ปรากฏขึ้นในมือ จากนั้นเขาก็เดินออกมาแล้วเคาะไม้เท้าสั้นกับพื้นสีดำอมเทาเบาๆ
ซู่...
หมอกควันสีเขียวเข้มหลายสายพรั่งพรูออกมาจากปลายไม้เท้าสั้น ก่อนจะรวมตัวกลายเป็นใบหน้าประหลาดขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางหลายหมี่
ใบหน้าประหลาดนี้มีตาหกข้าง ไม่มีจมูก แต่มีรูจมูกเล็กๆ แค่สองรู ส่วนปากคือหนวดที่เหมือนกับหลอดจำนวนเหลือคณานับ
“วิญญาณพฤกษา ฝากเจ้าด้วย” ชายชราเอ่ยเสียงทุ้ม
“ให้ข้าจัดการเอง แม้จะค่อนข้างตึงมือ แต่ก็ยังอยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้” ใบหน้าประหลาดตอบเสียงดัง
ลู่เซิ่งกับนักพรตสตรีถอยหลังออกมาอยู่ห่างๆ เล็กน้อย
ใบหน้าประหลาดนั้นลอยออกไปด้านหน้าได้ระยะทางหนึ่ง ก่อนจะพ่นหมอกควันสีเขียวเข้มกลุ่มใหญ่ออกมา
เสียงซู่ซ่านับไม่ถ้วนดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง หมอกควันสองชนิดหักล้างกันอย่างบ้าคลั่ง
ใบหน้าประหลาดพ่นหมอกควันสีเขียวเข้มออกมาหักล้างไอหมอกสีดำอมเทาที่อยู่รอบๆ เป็นระยะ แต่ทุกคนล้วนเห็นว่า ในพื้นที่ที่เท่ากันต้องใช้หมอกควันสีเขียวเข้มสองถึงสามกลุ่มจึงค่อยหักล้างหมอกสีดำอมเทากลุ่มเล็กๆ ได้กลุ่มหนึ่ง
เวลาค่อยๆ ไหลผ่านไป ไอหมอกสีดำอมเทาในตัวลานเบาบางลงเล็กน้อย ใบหน้าประหลาดกลับทนไม่ไหวแล้ว จึงบินกลับมาที่ไม้เท้าสั้นของชายชราอย่างรวดเร็วแล้วไม่ออกมาอีก
“ไม่เลวยิ่ง!” จ้าวเฉวียนม่อรีบปรบมือและเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ปริมาณกับวิธีการกลั่นล้วนเหมาะสม สมกับที่ผู้เฒ่ากู่เป็นปรมาจารย์ด้านการแพทย์มากประสบการณ์ น่าเลื่อมใสโดยแท้”
ซึ่งความจริงหมอที่ใช้ศาสตร์การแพทย์เข้าสู่นครตราชั่งได้ โดยพื้นฐานล้วนเป็นบุคคลระดับปรมาจารย์การแพทย์อยู่แล้ว
ความหมายของหมอที่อยู่ในนครตราชั่งไม่ใช่แค่หมอธรรมดา หากเป็นคำเรียกของปรมาจารย์หมอต่างหาก
หากไม่มีพลังเหี้ยมหาญมากพอ ก็ไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้ และไม่อาจผ่านการทดสอบของนครหลวงได้
แต่เดิมผู้บำเพ็ญส่วนใหญ่ต่างก็มีความสามารถรักษาตัวเองไม่มากก็น้อยอยู่แล้ว กอปรกับมีพวกผู้ปรุงโอสถกับผู้ใช้ค่ายกลคอยแย่งกิจการ คนทำอาชีพหมอจึงอยู่ลำบากกว่าเดิม
ถ้าหากไม่มีความสามารถเฉพาะตัวสักสองสามกระบวนท่า ก็ไม่อาจอาศัยอยู่ในนครหลวงได้จริงๆ
“รอบต่อไปเป็นข้าแล้ว”
พอเห็นว่าชายชราผ่านด่านแล้ว นักพรตสตรีก็ก้าวขึ้นหน้าก้าวหนึ่ง ที่ปัดฝุ่นกึ่งโปร่งแสงอันหนึ่งโผล่ขึ้นในมือ
“ผนึกแก่นสาร” นางโบกมือ ที่ปัดฝุ่นพลันโปรยหยดน้ำโปร่งแสงนับไม่ถ้วนออกมา
หยดน้ำลอยทะลุเข้าไปในหมอกสีดำอมเทาเหมือนกับห่าฝน พอสองสิ่งปะทะกันก็เกิดเสียงกัดกร่อนที่เสียดหูดังฉ่าๆ ทันที
หมอกสีดำอมสีเทาอ่อนกำลังลงด้วยความเร็วที่ตาเนื้อมองเห็นได้
“ประเสริฐ!” จ้าวเฉวียนม่ออดยิ้มไม่ได้ ถ้าหากบอกว่าผลงานเมื่อครู่ของผู้เฒ่ากู่นับว่าโดดเด่นแล้ว อย่างนั้นผลงานของนักพรตสตรีในตอนนี้ก็ถือว่าร้ายกาจ
ปริมาณและความเร็วการกรองของนางคนเดียวเทียบเท่ากับหมอสามคนที่จ้างมาก่อนหน้านี้
ต้องบอกก่อนว่าหมอกสีดำอมเทาที่อยู่ตรงนี้เป็นสิ่งที่ถือกำเนิดจากสารมลพิษดวงดาว เกิดว่ารั่วไหลออกไปแม้เพียงนิดเดียว ต่อให้จะมีขนาดเท่าเล็บก็ตาม ก็จะทำให้คนหลายแสนคนบาดเจ็บล้มตายได้อย่างง่ายดายอยู่ดี
อันตรายนี้ช่างน่าสะพรึง
ความจริงนครตราชั่งกับตระกูลจ้าวไม่ได้มีหมอมากนัก ถึงขั้นที่แม้จะมีปรมาจารย์การแพทย์ แต่ปรมาจารย์การแพทย์ที่กรองสารมลพิษดวงดาวได้ก็มีอยู่ไม่มากจริงๆ
เพราะเหตุนี้ หมอที่ตระกูลจ้าวจ้างวานมาก่อนหน้านี้จึงมีกรณีที่บางคนถูกปนเปื้อนโดยไม่ทันระวังและไม่รู้ว่าตายไปหรือยังด้วย
“แสดงความทุเรศเสียแล้ว” นักพรตสตรีเก็บที่ปัดฝุ่น ใบหน้าแดงเรื่อเล็กน้อย ก่อนจะถอยหลังออกไปอย่างหอบๆ อยู่บ้าง
ปริมาณการกรองของนางมากกว่าผู้เฒ่ากู่สองเท่า ทำให้สีหน้าของผู้เฒ่ากู่ที่อยู่ด้านข้างไม่น่าดูนัก
“รอบข้าแล้ว” ต่อจากนั้นก็ถึงรอบของลู่เซิ่ง
หลังจากนักพรตสตรีแสดงผลงานไป จ้าวเฉวียนม่อก็ไม่ได้เคร่งเครียดกับลู่เซิ่งอีกแล้ว อัตราความเร็วในการกรองของนักพรตสตรี หากนับรวมตระกูลจ้าวด้วยแล้ว จนกระทั่งถึงตอนนี้ยังพบเจอไม่เกินห้าคน ครั้งนี้โชคดีจริงๆ เขาไม่ได้คาดหวังว่าจะพบเจอแบบเดียวกันอีก
ลู่เซิ่งเดินขึ้นหน้าไปก้าวหนึ่งพร้อมกับกวาดตามองไอหมอกสีดำอมเทาในตัวลาน
เขาขยับปลายนิ้วเล็กน้อย ปราณมารเล็กๆ โผล่มาแวบหนึ่ง จากนั้นก็เป็นไฟหยิน แล้วเป็นแก่นหยาง แก่นหยางเลียนแบบพลังงานประเภทต่างๆ ออกมาทันที
ทว่าในทันทีที่สัมผัสกับหมอกดำอมเทา พลังงานทั้งหมดกลับถูกหมอกเปลี่ยนเป็นพวกเดียวกันโดยที่เขาคาดไม่ถึง
ความกร้าวแกร่งของหมอกชนิดนี้ ต่อให้จะเป็นปฐมพลังระดับสูงชนิดอื่นๆ ที่ลู่เซิ่งเคยเห็นมาก่อน ก็ยังสู้ไม่ได้
เขาจึงคิดจะใช้ด้ายกระตุ้นวิญญาณในตัว พลังชีวิตที่บริสุทธิ์ที่สุดชนิดนี้น่าจะเกิดผลกดข่มที่รุนแรงมากต่อหมอกสีดำอมเทา
ทว่าอยู่ๆ สัมผัสอันมหัศจรรย์สุดบรรยายชนิดหนึ่งก็ค่อยๆ ไหลออกมาจากในตัว
‘นี่มัน...!?’ ลู่เซิ่งตะลึง ‘ดีปบลู’ เขานึกในใจเพื่อเรียกเครื่องมือปรับเปลี่ยนออกมา
การเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดบนอินเตอร์เฟสเครื่องมือปรับเปลี่ยนทำให้เขาตกใจ
พลังอาวรณ์ที่ตอนแรกหยุดลงโดยสิ้นเชิงแล้ว ตอนนี้กำลังเพิ่มขึ้นอย่างเชื่องช้าแต่ต่อเนื่อง
‘หรือว่า...!?’ ความคิดของลู่เซิ่งทำงานด้วยความเร็วสูง การก่อตัวของพลังอาวรณ์จำเป็นต้องมีสองสามเงื่อนไข
เงื่อนไขแรกคือการปนเปื้อนอย่างรุนแรงจากจิตวิญญาณ หากปนเปื้อนจากความคิดและจิตใจที่มีพลังจิตวิญญาณบริสุทธิ์จะดีที่สุด
ข้อสองคือพกติดตัวเป็นเป็นเวลานานจนดูดซับพลังงานสารกายของเจ้าของมา
และหมอกสีดำอมเทานี้
ลู่เซิ่งสัมผัสอย่างละเอียด ก่อนจะสัมผัสความคิดดุร้ายที่เกรี้ยวกราดและหยิ่งทะนงตนได้จากด้านใน นี่เป็นธาตุพลังงานของจักรพรรดิรัตติกาลผู้เป็นวิญญาณร้ายนั่นเอง
‘ตามเหตุผล เราเคยศึกษาพลังของวิญญาณร้ายมาก่อน มันไม่น่าจะดูดซับได้สิ...หรือว่า จะเป็นเพราะคุณหนูใหญ่ตระกูลจ้าว’
พอลู่เซิ่งนึกอีกที ก็พลันเข้าใจขึ้นเล็กน้อย
เป็นไปได้ถึงขีดสุดที่ตระกูลจ้าวจะทุ่มเทสารกาย สมบัติ และทรัพยากรทุกชนิดเป็นจำนวนมหาศาลเพื่อรักษาชีวิตของคุณหนูใหญ่เอาไว้
เมื่อเป็นแบบนี้ เงื่อนไขสองข้อในการสร้างพลังอาวรณ์จึงครบถ้วน เครื่องมือปรับเปลี่ยนเลยกลืนกินดูดซับได้พอดี
‘ยอดเยี่ยมมาก!’ ครั้นคิดออกแล้ว ลู่เซิ่งก็รู้สึกยินดี นี่มันเหมือนมีถุงของขวัญส่งถึงปากเลยไม่ใช่หรือ เขาไม่ได้รังเกียจที่จะมีพลังอาวรณ์เยอะๆ อยู่แล้ว
หัวสมองคิดออก แต่มือกลับไม่หยุดเคลื่อนไหว
ตอนแรกเตรียมจะใช้ด้ายกระตุ้นวิญญาณหักล้างกลั่นกรอง แต่ดูจากตอนนี้ นี่มันเป็นการสร้างความเสียหายให้แก่วัตถุสวรรค์โดยแท้!
ลู่เซิ่งยื่นมือขวาออกไปอย่างแน่วแน่ แสงสีดำชั้นหนึ่งปกคลุมฝ่ามือไว้เพื่ออำพราง จากนั้นก็ดูดซับอย่างฉับพลัน
หมอกสีดำอมเทาในลานเรือนเริ่มถูกลู่เซิ่งดูดซับเข้าไปในมืออย่างไร้สุ้มไร้เสียง
สีหน้าของพวกจ้าวเฉวียนม่อเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ท่าทางที่สบายอกสบายใจเมื่อก่อนหน้านี้ค่อยๆ เคร่งขรึมขึ้นมา
เวลาค่อยๆ ผ่านไปช้าๆ ลู่เซิ่งกินหมอกสีดำอมเทาอย่างต่อเนื่อง หมอกชนิดนี้เป็นพลังอาวรณ์ที่ผสมด้วยสิ่งเจือปน ถ้าหากไม่ใช่เพราะต้องการปิดบังปลอมแปลง รวมถึงกลั่นกรองสิ่งเจือปนที่อยู่ด้านใน เขาสามารถดูดหมอกตรงนี้ทั้งหมดจนเกลี้ยงได้ในพริบตาเดียว
ผ่านไปราวสิบนาที ลู่เซิ่งก็หยุดลงโดยแกล้งทำเป็นหน้าซีด
“ขออภัย ถึงขีดจำกัดแล้ว”
ปริมาณหมอกที่เขากลั่นกรองเป็นสี่ห้าเท่าของนักพรตสตรีแล้ว นี่เป็นผลงานอันน่าสะพรึงที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน
จ้าวเฉวียนม่อริมฝีปากสั่นเล็กน้อย ดวงตาฉายแววลิงโลดที่มิอาจควบคุมไว้ได้อย่างชัดเจน
“เยี่ยม! เยี่ยมมาก! สหายลู่มีวิชาแพทย์สูงส่งนัก! สามท่านผ่านการทดสอบแล้ว! โปรดเตรียมตัวตามข้าเข้าไปด้วย!”
“รับทราบ”
พวกลู่เซิ่งตอบรับ
ทั้งสามก้าวตามจ้าวเฉวียนม่อเข้าไปในค่ายกล แล้วเดินไปถึงหน้าประตูของบ้านเหล็ก
เกิดเสียงดังแกร๊ก ประตูใหญ่ของตัวบ้านเปิดออก เตียงหยกขาวทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสตัวหนึ่งตั้งอยู่ด้านใน หญิงสาวงดงามผู้สวมกระโปรงขาวคนหนึ่งนอนหงายอยู่บนเตียง
แถบแสงสีเหลืองอ่อนหลายสายวนเวียนอยู่รอบๆ ตัวหญิงสาว ได้ยินเสียงบทสวดที่แผ่วเบาลอยออกมาจากในแถบแสงได้อย่างเลือนราง
หมอที่แต่งตัวต่างกันสิบกว่าคนนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นรอบๆ หญิงสาว
ทั้งหมดหลับตาทำสมาธิ กำลังต้านทานหมอกสีดำอมเทาที่พ่นออกมาข้างใต้หญิงสาวอย่างสุดกำลังอยู่
แสงหลากสีที่บ้างสว่างบ้างมืดหลายสายกดดันหมอกสีดำสนิทให้ถอยกลับไปครั้งแล้วครั้งเล่า
ทว่าหมอที่นั่งขัดสมาธิอยู่รอบๆ ก็มีคนลุกขึ้นมาเพื่อหยิบโอสถออกมากินเป็นระยะเช่นกัน
ยังมีบางคนเปลี่ยนสมบัติวิเศษในมือเป็นชิ้นใหม่อย่างต่อเนื่อง
รอบนอกของกลุ่มหมอกมีคนสองคนยืนอยู่เงียบๆ คนหนึ่งในนี้เป็นหญิงสาวงดงามคนหนึ่ง นางสวมกระโปรงแดงถุงเท้าดำ หน้าอกหน้าใจตระหง่านง้ำ ใช้เครื่องประดับรูปผีเสื้อสีแดงรวบผมยาวไว้ หน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับหญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงเล็กน้อย
ทว่าหากพิจารณาอย่างละเอียด ก็จะมองออกว่า บุคลิกของหญิงสาวคนนี้มีความซุกซนมากกว่า
อีกคนหนึ่งมีสีหน้าเยือกเย็น เป็นบุรุษวัยกลางคนที่ภายนอกมีอายุราวสามสิบกว่าปี
จ้าวเฉวียนม่อไปหยุดด้านหลังสองคนนี้ทันทีที่นำคนเข้ามา
“ผู้ดูแลเรื่องราวอู๋ คุณหนูเล็ก นี่คือปรมาจารย์หมอสามท่านที่รับสมัครเข้ามาใหม่ ต่างมีความสามารถในการชำระล้างที่ไม่ธรรมดาทั้งสิ้น” จ้าวเฉวียนม่อก้มหน้ารายงานทั้งสองคนอย่างนอบน้อม “คนหนึ่งในนี้โดดเด่นเป็นพิเศษ”
“เช่นนั้นก็ไปเปลี่ยนที่กับคนด้านในก่อนเถอะ ตำแหน่งคงทางซ้าย ตำแหน่งเจียวและตำแหน่งข่านทางขวาต้านทานมานานแล้ว” ผู้ดูแลเรื่องราวอู๋ซึ่งเป็นบุรุษวัยกลางคนผู้นั้นสั่งอย่างรวดเร็ว ไม่สนใจประเด็นสำคัญในคำพูดของจ้าวเฉวียนม่อแม้แต่น้อย
“รับทราบ!” จ้าวเฉวียนม่อพยักหน้า ก่อนจะหันไปบุ้ยใบ้ให้แก่พวกลู่เซิ่ง พร้อมทั้งส่งกระแสเสียงเพื่อสั่งการเบาๆ
..............................................
ลู่เซิ่งฟังคำสั่งไปพลาง กวาดตามองคุณหนูเล็กที่ยืนอยู่ด้านข้างไปพลาง หญิงสาวคนนี้ควรเป็นจ้าวเซิ่งอิงที่มีชื่อเสียงของตระกูลจ้าว ตามที่ได้ยินมานางสนใจศาสตร์การแพทย์มาก แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด
ตามคำสั่ง อีกประเดี๋ยวพวกเขาสามคนต้องเข้าไปแทนที่กับหมอสามคนที่ประคับประคองสถานการณ์มาเป็นเวลานานแล้ว
ลู่เซิ่งดูดซับหมอกสีดำสนิทคำโตโดยไม่ปิดบัง มองไปไม่ว่าจะเป็นความเร็วหรือปริมาณ ต่างก็เหนือกว่าหมอคนอื่นที่อยู่รอบๆ
เพิ่งจะเริ่มต้นได้ไม่ถึงสิบกว่าอึดใจ ผลงานของลู่เซิ่งก็ดึงดูดความสนใจของผู้ดูแลเรื่องราวอู๋กับจ้าวเซิ่งอิงทันที
ช่วงนี้จ้าวเซิ่งอิงหงุดหงิดใจมาก พี่ใหญ่หวังผู้เป็นเพื่อนสมัยเด็กถูกลอบฆ่ากลางถนนจนได้รับบาดเจ็บไม่น้อย
น่าแค้นตรงที่หลินจวินเวยซึ่งเป็นคู่แข่งของนางฉกฉวยโอกาส อาศัยระดับศาสตร์การแพทย์ที่ไม่ดีเด่นของนางบรรเทาอาการบาดเจ็บให้แก่พี่ใหญ่หวังในนาทีสำคัญ จึงทำให้อาการบาดเจ็บไม่เลวร้ายขึ้นทันเวลา
จ้าวเซิ่งอิงที่เห็นเหตุการณ์จดจำไว้ในใจ
พี่ใหญ่หวังยังพอว่า จางซือคงเองก็ใช่ ชิวจงหลินยิ่งแล้วใหญ่!
หนุ่มหล่อกับคุณชายตระกูลขุนนางคนไหนที่นางถูกใจ เป็นต้องถูกนังแพศยาหลินจวินเวยแย่งไปหมด!
‘วิชาแพทย์สุนัขอะไรกัน! หัตถ์ศักดิ์สิทธิ์สุนัขอะไรกัน! อัจฉริยะหมอวิเศษสุนัขอะไรกัน! ข้าไม่เชื่อหรอก!’ หลังจากว่าที่คู่รักคนที่เจ็ดถูกแย่งไป จ้าวเซิ่งอิงก็เริ่มศึกษาศาสตร์การแพทย์ด้วยความโมโห โดยสาบานว่าจะก้าวข้ามนังขี้ริ้วที่แต่งตัวอย่างกับดอกบัวขาว[1]นั่นให้จงได้!
แค่หัตถ์ศักดิ์สิทธิ์อันดับสามของนครหลวงเอง นางเชื่อว่าด้วยพรสวรรค์ของตัวเอง ขอแค่ต้องการ นางสามารถก้าวข้ามนางแพศยานั่นได้ภายในสามปี!
จากนั้นนางก็ได้ยินว่ามียอดฝีมือศาสตร์การแพทย์มารวมตัวที่บ้านของลูกผู้พี่เป็นจำนวนมาก จึงสงบจิตสงบใจมาสังเกตการณ์เพื่อหาตัวยอดฝีมือศาสตร์การแพทย์ที่ร้ายกาจมาเป็นอาจารย์ให้ตัวเอง
ถึงแม้จะไม่พอใจในตัวนังขี้ริ้วผู้นั้น แต่ความจริงจ้าวเซิ่งอิงก็ทราบเช่นกันว่า หลินจวินเวยนั่นเป็นบุตรีของราชาโอสถอริยแพทย์ กอปรกับอีกฝ่ายมีพรสวรรค์ด้านวิชาแพทย์น่าตกตะลึง อายุยังน้อยก็บรรลุถึงระดับที่คนรุ่นเดียวกันไม่มีใครไปถึงได้แล้ว นางเลยตัดสินใจเด็ดขาด แต่พอถึงเวลาจริงๆ หลังจากความโกรธทุเลาลง ก็เริ่มขลาดกลัวขึ้นมา
แต่ว่าข่าวหลุดออกไปแล้ว ถ้าหากว่ายอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่ม ไม่รู้ว่าจะโดนนังขี้ริ้วผู้นั้นล้อขนาดไหน!
จ้าวเซิ่งอิงยิ่งคิดยิ่งแค้น นอกจากนี้นางยังมั่นใจว่าตนงามล้ำเหนือใคร เหตุใดหนุ่มหล่อเหล่านั้นจึงไม่อยากจะคบหากับตนกันนะ
นางก็แค่หน้าอกใหญ่ไปหน่อย โมโหง่ายไปหน่อยเท่านั้นเองไม่ใช่หรือ แค่ทุบตีคนรักจนปางตายสองสามครั้งเองไม่ใช่หรือ
ไม่ใช่ว่ารักษาไม่ได้สักหน่อยนี่ ขอแค่ไม่ตาย สิ่งเหล่านี้ควรเป็นสิ่งที่คนรักรับได้สิ
นางนึกได้ว่าครั้งหนึ่งมีมือสังหารมาโจมตี นางก็เลยเผลอผลักคนรักออกไปช่วยรับมีดแทนตัวเองสองสามมีดเท่านั้น
ไอ้ตัวบัดซบนั้นเลิกกับนางทันที แถมยังไปคุยจี๋จ๋ากับนังแพศยาหลินจวินเวยต่ออีก
ยิ่งคิดยิ่งแค้นจริงๆ!
“คุณหนูเล็ก! คุณหนูเล็กขอรับ?”
อยู่ๆ เสียงของผู้ดูแลอู๋ที่อยู่ด้านข้างก็ดังมาอย่างต่อเนื่อง
จ้าวเซิ่งอิงค่อยรู้สึกตัวอย่างหงุดหงิด
“ทำอะไรเนี่ย!?”
“ท่านต้องการตามหายอดฝีมือด้านการแพทย์ บางทีคนผู้นี้อาจสอดคล้องกับมาตรฐานของท่านก็ได้” ผู้ดูแลอู๋ชี้ลู่เซิ่งที่นั่งอยู่บนตำแหน่งค่งทางขวามือโดยไม่แสดงสีหน้า
จ้าวเซิ่งอิงมองไป ก่อนจะงุนงง
ตอนนี้ในบ้านมีหมอกสีดำอย่างน้อยครึ่งหนึ่งถูกคนหนุ่มท่าทางอ่อนโยนที่กำลังนั่งอยู่ใช้มือดูดซับเข้าไป
“ความสามารถด้านการแพทย์ระดับนี้ไม่ธรรมดาอย่างที่คิด! ต่อให้นางขี้ริ้วนั่นก็ยังทำแบบนี้ไม่ได้ ไม่เลวๆ แถมยังหน้าตาใช้ได้อีกต่างหาก” จ้าวเซิ่งอิงลูบคาง
“อย่างนั้นอีกประเดี๋ยวข้าจะไปปรึกษากับคนผู้นั้น แล้วต่อจากนั้นจะให้อีกฝ่ายไปยังลานเรือนของท่านเอง” ผู้ดูแลเรื่องราวอู๋กล่าวอย่างนอบน้อม
“ไม่เลว! ลองดูก่อน” จ้าวเซิ่งอิงเริ่มมีหวังบ้างแล้ว แม้จะบอกว่าวิชาแพทย์ไม่ใช่วัดกันที่การชำระล้างสารมลพิษดวงดาวเพียงอย่างเดียว แต่อย่างน้อยคนผู้นี้ก็เก่งกาจกว่านางขี้ริ้วนั่นในด้านนี้
ถ้าหากอาจารย์ที่หาเจอยังสู้นังขี้ริ้วนั่นไม่ได้ด้วยซ้ำ อย่างนั้นต่อให้นางจะมีพรสวรรค์สูงส่งอย่างไรก็ไม่อาจเอาชนะอีกฝ่ายได้
นางคิดเล็กน้อยและส่งกระแสเสียงให้แก่ผู้จัดการเรื่องราวอู๋อีกสองสามประโยคเพื่อกำชับเรื่องสำคัญ จากนั้นก็หมุนตัวออกไป
หางตาลู่เซิ่งเหลือบเห็นจ้าวเซิ่งอิงออกไป ในใจก็ตื่นเต้นเล็กน้อย ทราบว่าบรรลุเป้าหมายที่ตนจงใจแสดงผลงานให้ผ่านเกณฑ์แล้ว
ด้วยพลังฝึกปรือของเขาและระยะห่างที่ใกล้ขนาดนั้นเมื่อครู่นี้ ลู่เซิ่งย่อมเห็นการขยับปากของจ้าวเซิ่งอิง จึงแยกแยะคำพูดที่นางพูดได้
ระยะห่างแค่นี้ ต่อให้มีข่ายอาคมกั้นเสียง ก็ไม่อาจหลุดรอดจากการจับตาของยอดฝีมือ
เวลารักษาผ่านไปอย่างรวดเร็ว หมอกดำของสารมลพิษที่ปรากฏชัดค่อยๆ หายไป
พวกลู่เซิ่งพากันลุกขึ้น เขายังไม่ทันได้สนทนากับคนอื่นๆ ก็มีคนมาพาออกจากบ้านเหล็กทันที
ลู่เซิ่งรู้แน่แก่ใจว่าเป็นเพราะอะไร ผู้ดูแลอู๋คนนั้นยังได้บอกเล่าเงื่อนไขการเชิญของตระกูลจ้าวกับเขารอบหนึ่งด้วย
ทำให้คนปฏิเสธไม่ได้จริงๆ
หากกลายเป็นอาจารย์ของจ้าวเซิ่งอิงแล้ว อย่างนั้นหากรวมกับค่าจ้างที่เขาช่วยขจัดสารมลพิษดวงดาวให้แก่คุณหนูใหญ่ด้วย ตระกูลจ้าวจะจ่ายเงินน้ำแข็งยี่สิบหมื่นให้เขาทุกเดือน
ต้องบอกก่อนว่าเงินน้ำแข็งสามพันก็มากพอให้เขาจุติครั้งหนึ่งแล้ว เงินน้ำแข็งจำนวนยี่สิบหมื่นนี้ ขอแค่เอามาได้แน่ๆ ทำไปสักสองสามเดือน ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องค่าใช้จ่ายในการจุติอีกต่อไป แถมยังจะมีค่าใช้จ่ายสำหรับวัตถุดิบในการพัฒนาวิชาไร้ของเขตด้วย
ลู่เซิ่งทราบแก่ใจว่า นอกจากจะเกี่ยวข้องกับจ้าวเซิ่งอิงแล้ว ตระกูลจ้าวน่าจะเห็นว่าเขาคนเดียวแทนที่หมอหกเจ็ดคนได้ ปริมาณที่เขาคนเดียวชำระล้างเป็นจำนวนหลายเท่าตัวของหมอทั่วไปแล้ว ดังนั้นจึงเสนอราคาที่สูงขนาดนี้
แต่นี่ก็ตรงกับความต้องการของเขาพอดี
หลังตอบรับผู้ดูแลเรื่องราวอู๋แล้ว ลู่เซิ่งก็ถูกพาไปยังคฤหาสน์อีกหลังที่เชื่อมติดกันอย่างรวดเร็ว
ในลานเรือนมีโต๊ะหินสีดำทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าวางอยู่ตัวหนึ่ง อาหารโอชะมากมายวางเต็มโต๊ะ ไอน้ำที่ลอยออกมาจากอาหารแต่ละจานต่างรวมตัวเป็นอักขระ ลวดลาย และรูปภาพอย่างเลือนราง
สารกายที่บริสุทธิ์จนน่าเหลือเชื่อฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ
จ้าวเซิ่งอิงนั่งอยู่อีกด้านหนึ่งของโต๊ะอาหาร พอเห็นลู่เซิ่งถูกพามา ก็พลันลุกขึ้นด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“อาจารย์ลู่โปรดนั่ง ในเมื่อเข้ามาในลานแห่งนี้ ก็หมายความว่าท่านได้ตอบรับความสัมพันธ์ศิษย์อาจารย์กับข้าแล้ว อย่างอื่นไม่พูดถึง นี่เป็นงานเลี้ยงกราบอาจารย์ที่จัดขึ้นเพื่อท่าน โปรดรับไว้ด้วย!”
แม้จ้าวเซิ่งอิงจะมีนิสัยขี้ข่มเหงและร้ายกาจ แต่ก็รู้จักมารยาทในการปฏิบัติตัวต่อสิ่งต่างๆ
หากต้องการให้คนเขาสอนความสามารถก้นหีบให้แก่ตน เช่นนั้นก็ต้องลงทุนอย่างเต็มที่
อย่างอื่นไม่พูดถึง นางเป็นคนจริงจังในเรื่องจำนวนของขวัญอยู่แล้ว
ลู่เซิ่งยิ้มรับพร้อมกับคำนับจ้าวเซิ่งอิงน้อยๆ ก่อนจะนั่งลงภายใต้การปรนนิบัติของหญิงรับใช้ที่อยู่ด้านข้าง
จากนั้นจ้าวเซิ่งอิงก็เริ่มสาธยายความลำเค็ญและความโศกเศร้าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาของตนอย่างละเอียด
ระหว่างที่พูดยังได้บรรยายภาพลักษณ์ของสตรีที่ชื่อหลินจวินเวยให้เป็นคนชั่วช้าเช่นดอกบัวขาวหรือไม่ก็คนตีสองหน้าด้วย
“ก็เพราะว่าข้าหน้าอกใหญ่ไม่ใช่หรือไง! ตอนแรกเจ้าผู้ชายชั่วพวกนั้นต่างเข้าหาข้าเพราะตำแหน่งและสถานะของข้าทั้งนั้น จากนั้นก็วิ่งไปเลียเท้าเหม็นๆ ของหลินจวินเวยต่อ!” จ้าวเซิ่งอิงตบโต๊ะพร้อมกับแสดงความโมโห
“หน้าอกใหญ่แล้วมันเป็นความผิดของข้าหรือไง!? บิดามาดาให้กำเนิดอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นนี่!? ก็แค่มีก้อนเนื้อเพิ่มมาไม่ใช่หรอกหรือ ดูเจ้าพวกผู้ชายบัดซบในเมืองสิ หน้าอกเล็กมีประโยชน์ตรงไหน! ผู้หญิงหน้าอกใหญ่ควรโดนรังเกียจหรือไง!? เอาตาไปไว้ที่ไหนกันยะ!”
สีหน้าของลู่เซิ่งพิลึกเล็กน้อย
เขาได้รู้คร่าวๆ จากปากของจ้าวเซิ่งอิงว่า สังคมระดับบนในนครตราชั่งเห็นว่าหน้าอกเล็กเป็นสิ่งสวยงาม จ้าวเซิ่งอิงจึงกลายเป็นพวกกาดำไป
นางหน้าอกใหญ่เกินไปจริงๆ ถึงขั้นใหญ่กว่าขนาดทั่วไปด้วยซ้ำ ถึงแม้ลู่เซิ่งจะเห็นว่าปกติ เพียงแค่ใหญ่ไปนิดหน่อยก็ตาม แต่ที่นี่สิ่งนี้เป็นพวกกาดำ
จ้าวเซิ่งอิงจึงถูกคนปฏิเสธการหมั้นหมายหลายครั้งเพราะสาเหตุนี้ ตรงกันข้าม หลินจวินเวยที่โตมาพร้อมกับนางกลับแตกต่างโดยสิ้นเชิง นางปฏิเสธการหมั้นหมายของคนอื่นๆ ไปไม่รู้กี่ครั้งแล้ว
คนเราไม่ควรเอาไปเทียบกันจริงๆ
เดิมทีจ้าวเซิ่งอิงกับหลินจวินเวยเป็นเพื่อนสมัยเด็กและสนิทกันมาก แต่หลังจากการเจริญเติบโตของหน้าอกเกิดความแตกต่าง สภาพของทั้งสองคนก็ต่างกันราวฟ้ากับเหวทันที
“ท่านลองบอกมาที! การที่หน้าอกข้าใหญ่มันเป็นความผิดของข้าหรือ ทุกคนต่างก็เมินข้า! หมั้นหมายตั้งแปดครั้ง แปดครั้งเชียวนะ! มารดามันกลับไม่มีใครอยากแต่งกับข้าสักคน!” จ้าวเซิ่งอิงตบโต๊ะ เห็นได้ชัดว่าดื่มไปหนักแล้ว
“ข้าอยากจะเฉือนก้อนเนื้อสองก้อนนี้ทิ้งตั้งหลายครั้ง ต่อให้ไม่เฉือนทิ้งก็อยากทำให้มันเล็กลงสักหน่อย แต่...” จ้าวเซิ่งอิงทำหน้าทุกข์ตรม ใบหน้างามนุ่มนิ่มขมวดกลายเป็นก้อน วางหน้าอกไว้บนโต๊ะด้านหน้า ดูท่าใกล้จะเมาปลิ้นเต็มที
ลู่เซิ่งหมดคำพูด แต่เปลือกนอกกลับแสดงสีหน้าเข้าอกเข้าใจ
“ความจริง...ข้าเข้าใจสถานการณ์ของคุณหนูเล็กเหมือนกัน” เขาแสดงสีหน้าจนปัญญา
“ข้าเองก็เคยเป็นเหมือนท่าน ถูกคนหวาดกลัวเพราะกินเยอะเกินไป คนรอบๆ ต่างก็กลัวข้า อยากตีตัวออกห่างจากข้า อย่าว่าแต่หมั้นหมายเลย แม้แต่เพื่อนสักคนก็ไม่มี ต่อมา เพื่อทำให้ทุกคนยอมรับข้า ข้าจึงเริ่มเรียนวิชาแพทย์ จนกระทั่งข้ามีความสำเร็จในด้านการแพทย์ หลังจากช่วยรักษาให้คนรอบๆ ตัวแล้ว สุดท้ายทุกคนก็ยอมรับข้า จากนั้น ขอแค่มีคนดูถูกข้า ไม่ยอมรับข้า ข้าก็จะไปช่วยรักษาให้เขา หลังการรักษา ทุกคนต่างก็กลายเป็นเพื่อนกับข้า ไม่มีใครดูแคลนข้าอีกต่อไป” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างเชื่องช้า
“ดังนั้น ความจริงหากสืบสาวเรื่องของคุณหนูเล็กถึงที่สุด สาเหตุเป็นเพราะพวกเขาต้องการการรักษา ขอแค่ท่านมีความสำเร็จในวิชาแพทย์ แล้วรักษาให้แก่คนที่ดูถูกท่านสักครั้ง ทุกอย่างก็จะสมบูรณ์แบบเอง”
“จริงหรือ ท่านอย่าหลอกข้านะ” แม้จ้าวเซิ่งอิงจะเมาแล้ว แต่ก็ยังรักษาสติไว้ได้ระดับหนึ่ง
“ข้าน้อยจะกล้าหลอกคุณหนูเล็กได้อย่างไร กล่าวไป เส้นทางวิชาแพทย์เป็นเส้นทางที่สมบูรณ์ที่สุดในมหามรรคาหมื่นพันแล้ว ขอแค่ท่านมีศาสตร์การแพทย์สูงส่ง ทุกคนก็จะเข้าหาท่านเอง ขอแค่ศาสตร์การแพทย์ของท่านร้ายกาจพอ ทุกคนก็จะเลื่อมใสท่าน ท่านสามารถรักษาสิ่งเลวร้ายให้กลายเป็นสิ่งที่ดี และสามารถรักษาสิ่งที่ดีให้กลายเป็นสิ่งที่ดียิ่งกว่าได้ ทุกคนจะชอบท่าน คนที่ไม่ชอบท่านจะชอบท่านยิ่งกว่าเดิมหลังจากได้รับการรักษาจากท่าน ไม่ต้องกลัวจะไม่สบาย ไม่ต้องกลัวว่าจะต้องพิษ วิชาการต่อสู้เองก็มีอานุภาพน่าดูชม การที่คุณหนูเล็กเลือกฝึกศาสตร์การแพทย์จะต้องเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเป็นแน่!”
ลู่เซิ่งล่อหลอกจ้าวเซิ่งอิงด้วยความจริงจัง แม้เขาจะไม่เชื่อคำพูดที่พล่ามออกมาด้วยซ้ำ แต่พอคิดอย่างละเอียด ความจริงวิชาจิตโน้มนำก็เป็นประเภทหนึ่งของวิชาแพทย์มิใช่หรือ
หากคิดแบบนี้ ก็ถือว่าไม่ได้พูดผิดจริงๆ
จ้าวเซิ่งอิงฟังไปฟังมาดวงตายิ่งเป็นประกาย
“เทพขนาดนี้เชียวหรือ”
“แน่นอน มิหนำซ้ำท่านยังเกลียดที่หน้าอกใหญ่เกินไปด้วยไม่ใช่หรือ ถ้าใช้วิชาแพทย์เป็นก็จะลงมือเองได้ด้วยนะ...”
“นี่ทำไม่ได้ กายเนื้อเป็นพื้นฐานการฝึกฝนระดับพื้นฐาน บิดาของข้าไม่อนุญาตหรอก” จ้าวเซิ่งอิงเอ่ยอย่างจนปัญญา
“เอาเถอะ แต่การฝึกวิชาแพทย์ทำให้ท่านงดงามกว่าเดิมได้จริงๆ ตอนนี้สภาพของท่านก็งดงามมากอยู่แล้ว ข้อบกพร่องเพียงหนึ่งเดียวคือมีกล้ามเนื้อน้อยไปหน่อย
ขอแค่ท่านเพิ่มกล้ามเนื้ออีกเล็กน้อย จะต้องหว่านเสน่ห์ให้หนุ่มหล่อและคุณชายจากตระกูลใหญ่ๆ ในเมืองหลงจนหัวปักหัวปำได้แน่” ลู่เซิ่งเกลี้ยกล่อมอย่างจริงจัง
“หือ เป็นแบบนั้นหรอกเหรอ” จ้าวเซิ่งอิงถามอย่างสงสัย
“ท่านคิดดูสิ ในเมื่อเดินบนเส้นทางปกติสู้หลินจวินเวยนั่นไม่ได้ แถมท่านยังไม่อาจปรับเปลี่ยนตัวเองได้ตามใจเพราะเงื่อนไขของตัวท่านเอง เช่นนั้นก็ต้องเดินอ้อมกันหน่อย ความงามของชนชาวโลกเป็นสิ่งตายตัวเสมอมา ท่านสามารถค้นหาจากแง่มุมอื่นได้โดยสมบูรณ์ โจมตีพวกเขาด้วยความงามที่แท้จริงสักครั้งสิ” ลู่เซิ่งเกลี้ยกล่อมอย่างละเอียด
“โจมตีด้วยความงามหรือ” จ้าวเซิ่งอิงลูบคางอย่างลังเล
..............................................
[1] ดอกบัว ในที่นี้หมายถึงผู้หญิงที่ใช้มารยาล่อหลอกผู้ชาย
ลู่เซิ่งที่ออกมาจากคฤหาสน์ของจ้าวเซิ่งอิงมีอัญมณีสีดำอมเทาที่เรืองแสงสีม่วงก้อนหนึ่งเพิ่มมาในมือ
นี่เป็นศิลาเงินม่วง ขอแค่เป็นผู้อยู่อาศัยในนครหลวงอย่างเป็นทางการ ล้วนใส่เงินน้ำแข็งและสินทรัพย์ส่วนใหญ่เข้าไปไว้ด้านในได้
เดิมของสิ่งนี้ไม่ใช่ที่เก็บสมบัติ แต่เป็นเพราะมันมีความล้ำค่าค่อนข้างสูง และสามารถบันทึกลวดลายพลังงานที่เสถียรได้ประมาณหนึ่ง เลยมีการใช้กันอย่างแพร่หลายคล้ายๆ บัตรหักบัญชี (บัตรเดบิต)
ศิลาเงินม่วงในมือลู่เซิ่งมีการฝากค่าจ้างเป็นจำนวนเงินน้ำแข็งยี่สิบหมื่นไว้แล้ว
จ้าวเซิ่งอิงยังไม่มีวุฒิภาวะมากพอ แถมยังเป็นดอกไม้ในเรือนแก้ว จึงถูกกล่อมจนถือเป็นจริงเป็นจริงเสียแล้ว
แต่ลู่เซิ่งไม่คิดจะเปลี่ยนนางให้กลายเป็นมนุษย์พิเศษที่มีกล้ามเนื้อพัฒนาจนเกินไปแต่อย่างไร ถ้าหากทำแบบนั้นจริงๆ แม้จะยังแก้ตัวกับจ้าวเซิ่งอิงได้ แต่ตระกูลจ้าวไม่ใช่คนโง่
ตอนที่เพิ่งออกมาเมื่อครู่ เขาสัมผัสได้แล้วว่ามีสายตาซึ่งมีพลังน่าหวั่นสะพรึงอย่างน้อยสิบกว่าสายกวาดไปมาบนร่างของตัวเอง
ลู่เซิ่งอมยิ้มน้อยๆ ขณะโยนศิลาเงินม่วงในมือเล่นเบาๆ อารมณ์เบิกบานอย่างยิ่ง จากนั้นก็เก็บมันไว้ในอกเสื้อ พร้อมกับเดินไปตามถนนต่อ หักเลี้ยวผ่านทางแยกหลายสาย ไม่นานก็มาถึงเขตการค้าระดับสุดยอดที่ครึกครื้นแห่งหนึ่ง
อาคารในเขตการค้าแขวนป้ายโฆษณาไว้ทุกรูปแบบ ตั้งแต่โอสถ ค่ายกล กระดาษยันต์ อักขระวิเศษ ไปจนถึงอาวุธเทพ สมบัติลับ ข้อมูล และของขลัง มีร้านค้าอยู่ทุกแบบ
แต่ว่าบนถนนกลับไม่มีเสียงเอ็ดตะโร มีเพียงแค่เสียงสัตว์กลายพันธุ์ของเหล่าลูกค้าที่นั่งมาร้องเป็นบางครั้งเท่านั้น
เหล่าลูกค้าที่เข้าออกร้านส่วนใหญ่ก้าวย่างอย่างรีบเร่ง บ้างก็ซ่อนสถานะโดยการสวมชุดคลุมสีดำ บ้างก็เหลียวมองซ้ายขวาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ลู่เซิ่งเดินไปตามทางขวาของถนนสักพัก ไม่นานก็เล็งร้านที่ขายวัตถุดิบพิเศษไว้กลุ่มหนึ่ง
เขาเลือกร้านๆ หนึ่งแล้วเดินเข้าไป
วัตถุดิบพิเศษที่ระดับต่อไปของวิชาไร้ขอบเขตต้องการในปัจจุบัน เป็นสิ่งที่มีชื่อว่าศิลาธรรมะ ทั้งยังเป็นศิลาธรรมะมืดมน นี่เป็นวัตถุดิบพิเศษที่ดีปบลูเรียนรู้ตามความทรงจำและความรู้ของลู่เซิ่งจนได้ผลว่าเหมาะแก่การเลื่อนระดับมากที่สุด
ร้านชื่อแล้วแต่กรรม ชื่อของร้านธรรมดามาก จำนวนคนเข้าออกมีอยู่ไม่น้อย ประตูร้านไม่ใหญ่นัก เพียงแค่พอให้คนสองคนเรียงแถวเดินเข้าออกเท่านั้น
ลู่เซิ่งรอให้นักศึกษาแขนเสื้อยาวสองคนด้านในออกมาก่อน จึงค่อยเบี่ยงตัวเดินเข้าไป
ด้านในร้านเป็นโถงใหญ่ทำจากหินสีขาวอมเทา สิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับประตูใหญ่คือที่กั้นเล็กๆ มากมายที่ซอยแบ่งเป็นห้องแยก
นี่ทำให้ลู่เซิ่งนึกถึงห้องส่วนตัวในร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่บนโลกใบเดิม พวกมันก็ซอยแบ่งกันเป็นแถวๆ อย่างแน่นขนัดแบบนี้เหมือนกัน
ห้องส่วนตัวทุกห้องเข้าไปยืนหรือนั่งได้คนเดียว หากเข้าไปสองคนจะเบียดเสียดกันจนอึดอัด
ไม่มีใครทักทายกัน ไม่มีใครมาอธิบาย ได้แต่มองดูลูกค้าจำนวนไม่น้อยเข้าๆ ออกๆ ห้องส่วนตัวเหล่านี้เป็นระยะเท่านั้น
ลู่เซิ่งเหลียวมองทางขวามือ เห็นก้อนหินสีขาวก้อนหนึ่งตั้งอยู่บนพื้น บนก้อนหินสลักคำอธิบายไว้หลายแถว
‘ซื้อขายยุติธรรม ใจคนมีคุณธรรม’
‘หนึ่งคนหนึ่งห้อง ซื้อแล้วไม่คืนเงิน ’
ลู่เซิ่งเลียนแบบคนอื่นๆ อย่างค่อนข้างรู้สึกสนใจ โดยการหาห้องห้องหนึ่งแล้วผลักประตูเข้าไป
ประตูไม้สีขาวอมเทาค่อยๆ เปิดออก จากนั้นก็ปิดลงแล้วก็ลงสลักหลังจากลู่เซิ่งเข้าไป
ในห้องส่วนตัวมีแค่กระจกผลึกทรงสามเหลี่ยมขนาดหนึ่งคนครึ่งบานหนึ่งเท่านั้น
มีตัวหนังสือตัวเล็กๆ และภาพสินค้าหลายแถวปรากฏอยู่ในกระจก
‘ซื้ออัตโนมัติจริงๆ เหรอเนี่ย’ ลู่เซิ่งเกิดความสนใจ เดินถึงหน้ากระจกผลึก จิตวิญญาณสั่นไหวเล็กน้อย บนกระจกพลันกะพริบอย่างรวดเร็วขณะที่จิตวิญญาณของเขาแตะใส่เบาๆ
สินค้ามากมายพากันโผล่แวบขึ้นบนผิวกระจกอย่างรวดเร็ว ลู่เซิ่งมองปราดเดียวก็จดจำข้อมูลจำนวนมากที่กระจกแสดงให้เห็นได้ทันที
มองผ่านๆ ดูสักพัก สินค้าของร้านแล้วแต่กรรมมีทั้งหมดสามสิบอย่าง ที่เหลือเป็นข้อมูลสินค้า ไม่มีสิ่งที่เขาต้องการ
จากนั้นลู่เซิ่งก็ออกมาจากห้องแยกแล้วเปลี่ยนไปร้านอีกร้าน ด้านในมีรูปแบบเหมือนกัน ไม่มีใครมาทัก มีแค่แผ่นศิลาอธิบายกฎระเบียบก้อนหนึ่งตั้งอยู่หน้าประตูเท่านั้น
ที่นี่ปล่อยให้ลูกค้าเลือกกระจกผลึกเองเช่นกัน ไม่มีเสียงต่อราคา มีแต่เสียงฝีเท้าเร่งรีบที่กำลังเข้าออกเท่านั้น
ไม่นานนัก เพิ่งเข้าร้านมาได้แค่สามร้าน ลู่เซิ่งก็เจอศิลาธรรมะที่ตัวเองต้องการ แถมยังเป็นศิลาธรรมะชนิดพิเศษที่เคยถูกปราณหยินกัดเซาะเสียด้วย เหมาะจะให้เขาใช้งานได้พอดี
ราคาเองก็ไม่แพง หนึ่งก้อนแค่เงินน้ำแข็งหนึ่งพันห้าร้อย ลู่เซิ่งซื้อมาพร้อมกันสี่ก้อน จ่ายเงินน้ำแข็งไปหกพัน แถมยังกลายเป็นสมาชิกระดับทองแดงของร้านที่มีชื่อบึงเนตรนิลนี้ด้วย
จากนั้นเขาก็ออกมา แล้วซื้อวัตถุดิบกางค่ายกลที่เอาไว้ใช้ในเวลาปกติอีกบางส่วน จึงค่อยกลับเรือนเล็กของตัวเอง
วัตถุดิบพร้อมแล้ว พลังอาวรณ์เองก็เต็มเปี่ยม ถึงแม้พลังจิตวิญญาณจะยังไม่บรรลุเงื่อนไข แต่ลู่เซิ่งเชื่อในดีปบลู
คืนนั้นเขาตัดสินใจฝ่าด่านทันที
...
ยามพลบค่ำ
ในคฤหาสน์เงียบสงัดเป็นพิเศษ เส้นสายโลหิตเส้นเล็กๆ แวบผ่านความมืดบนพื้นในลานเรือน
การบิดเบี้ยวกึ่งโปร่งแสงเดี๋ยวปรากฏเดี๋ยวสูญหายบนประตูลานกับรั้วรอบๆ
โครม
ลู่เซิ่งปิดประตูห้องแล้วยื่นมือไปกดประตูเบาๆ
แวบ รอยมือสีเลือดสายหนึ่งสว่างขึ้น มันฝังอยู่กลางประตูห้องอย่างประณีต
ลู่เซิ่งก้มหน้าประสานมุทราหลายสิบท่าด้วยสองมือดุจสายฟ้าฟาด
“ทำงาน!”
เขาพลันส่งเสียงตะโกน
ห้องทั้งห้องมีเสียงดังหวึ่งๆ ตาข่ายสีเขียวอ่อนจำนวนเหลือคณานับสว่างขึ้น ตาข่ายพวกนี้ลอยอยู่กลางอากาศ ครอบคลุมที่ว่างทุกชุ่นอย่างสมบูรณ์
ตาข่ายสว่างอยู่ราวสองสามอึดใจ จากนั้นก็ริบหรี่ลง โปร่งแสง แล้วหายไปอย่างรวดเร็ว
ลู่เซิ่งค่อยคลายมุทรา แล้วหมุนตัวเดินไปยังกลางห้อง
ตรงนั้นได้กางค่ายกลสีดำขนาดเล็กที่กว้างสามหมี่กว่าๆ เอาไว้แล้ว ผลึกสีเขียวทรงขนมเปียกปูนสองก้อนที่สูงเท่าครึ่งเอวคว่ำอยู่บนพื้นสองด้านของค่ายกล แสงสีทองที่อ่อนโยนและไม่แยงตาไหลเวียนอยู่ในตัวผลึก
ลู่เซิ่งนั่งลงกลางค่ายกลก่อนจะหลับตาและเพ่งสมาธิ
‘ดีปบลู’ เขานึกเงียบๆ
ชิ้ง กรอบสีฟ้าเด้งออกมาโดยพลัน
สิ่งที่เข้าสู่คลองจักษุของเขาเป็นอับดับแรก คือวิชาหลักอย่างวิชาไร้ขอบเขต
[วิชาไร้ขอบเขต: ขอบเขตที่หก—ย้อนต้นกำเนิด ย้อนต้นกำเนิดรูปจิตระดับหนึ่ง (คุณสมบัติพิเศษ: โลกมารจิต, วิถีแปดมารสูงสุด, หยุดเวลา, เพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่จิตวิญญาณ, หลอกธรรมชาติ...)]
‘วิชาไร้ขอบเขตมีภาพอนาคตไร้ขีดจำกัด น่าเสียดายที่พร่ามัว รวมถึงไม่มีหลักทฤษฎีมากพอมาเติมเต็ม เลยพัฒนาได้ยาก...แต่วิชาอื่นๆ มีภาพอนาคตจำกัดเกินไป...’ ลู่เซิ่งรู้สึกจนปัญญาขณะมองดูวิชาหลักวิชานี้ ยิ่งมาถึงช่วงหลังๆ ข้อจำกัดของวิชาไร้ขอบเขตก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น การยกระดับในแต่ละระดับเชื่องช้าอย่างมากยังพอว่า วัตถุดิบที่ต้องการยังต้องคลำหาและทดลองเองอีกต่างหาก
ต่อให้เป็นศิลาธรรมะที่ใช้ในครั้งนี้ ก็เพียงแค่เหมาะจะใช้เท่านั้น แต่หากบอกว่าเหมาะสมเป็นพิเศษ ทั้งยังขุดค้นศักยภาพระดับนี้ไปถึงขีดจำกัดได้ ก็บอกได้ยากแล้ว
แต่ลู่เซิ่งไม่มีปัญญาหาวิชาอื่นๆ มาครอบครองเช่นกัน แม้แต่วิชาไร้ขอบเขตก็เป็นวิชาที่เขาได้มาจากการรวมมรรคายุทธ์นับไม่ถ้วนไว้ด้วยกันแล้วสรุปผลออกมา เป็นผลงานการรวบรวมมรรคายุทธ์ของตัวเอง
‘วิชาของสาวกจันทราแดงใช้ได้แค่เอามาพิจารณาเท่านั้น น่าเสียดาย ถ้าหากได้วิชาหลักที่มีระบบสมบูรณ์มาสักชุดจริงๆ ก็คงไม่ต้องเหนื่อยขนาดนี้แล้ว’ เขาทอดถอนใจ จนปัญญาก็ส่วนจนปัญญา แต่การเลื่อนระดับก็ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องกระทำ
ลู่เซิ่งสงบอารมณ์ ก่อนจะยื่นมือคว้าออกไป
พึ่บ พึ่บ พึ่บ!
เกิดเสียงดังติดต่อกันสามครั้ง ศิลาธรรมะสีขาวบริสุทธิ์สามก้อนลอยออกมาจากมุมห้อง แล้ววนเวียนรอบๆ ตัวเขา
ลู่เซิ่งดีดนิ้ว กระแสอากาศไร้รูปร่างสามสายกระแทกศิลาธรรมะจนกลายเป็นฝุ่นผงสีขาวจำนวนมากแล้วโปรยปรายออกมาในพริบตาเดียว
ซู้ด...
เขาสูดหายใจลึก ฝุ่นผงสีขาวจำนวนมากหมุนลอยเข้าไปในปากเขาเหมือนถูกวังวนชักนำ
ขณะที่ดูดซับฝุ่นผงเข้าไป เขาก็กดปุ่มปรับเปลี่ยนด้านล่างเครื่องมือปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว จากนั้นเพ่งสายตาที่ปุ่มเรียนรู้ด้านหลังวิชาไร้ขอบเขต
‘เรียนรู้วิชาไร้ขอบเขต ยกขอบเขตขึ้นหนึ่งระดับ’
ชิ้ง!
กรอบพลันพล่ามัวแทบจะในพริบตาที่ยืนยัน
สิบอึดใจ...ยี่สิบอึดใจ...
หนึ่งนาที...สองนาที...
อึดใจเดียวก็ผ่านไปสิบกว่านาที
ลู่เซิ่งอยู่ในท่านั่งมาโดยตลอด
ในที่สุดกรอบก็ค่อยๆ ชัดเจนขึ้น
[วิชาไร้ขอบเขต: ขอบเขตที่หก—ย้อนต้นกำเนิด ย้อนต้นกำเนิดระดับหนึ่ง: มรรคาหทัย]
ลู่เซิ่งกวาดตามองคุณลักษณะด้านหลังต่อ เนื้อหาส่วนใหญ่ด้านในใกล้เคียงกับก่อนหน้า ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก
เขาสัมผัสการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและจิตวิญญาณอย่างละเอียด
ไม่มีความรู้สึกเปลี่ยนแปลงทางคุณสมบัติ แต่สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าปริมาณจิตวิญญาณกำลังเพิ่มขึ้นด้วยความเร็วสูง
‘ค่อยๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกแล้วเหรอ ไม่เลวแฮะ’
ด้านกายเนื้อมีผลกระทบไม่มาก อาจเป็นเพราะวิชานี้มาจากโลกมารสวรรค์ที่ไม่ถนัดด้านการฝึกร่างกายก็ได้
ถึงขั้นที่การพัฒนากายเนื้อในครั้งนี้ยังสู้การหลอมรวมกายเนื้อในโลกใบก่อนให้เข้ากับร่างหลักไม่ได้ด้วยซ้ำ
‘ตามข้อมูลของวิชา ครั้งนี้เราควรจะไปถึงจุดสูงสุดของระดับเจ้าแห่งอาวุธได้แล้ว จิตวิญญาณบรรลุถึงธรณีประตูของการเปลี่ยนแปลงทางคุณสมบัติ และไปถึงขั้นเข้าไปหรือไม่อาจเข้าไปเรียบร้อยแล้วเหมือนกัน ครั้งหน้าน่าจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตลวงตาแล้ว’
ลู่เซิ่งอ่านข้อมูลวิชาที่ดีปบลูเรียนรู้ออกมาในใจอย่างรวดเร็ว ศิลาธรรมะสามก้อนนี้เติมเต็มช่องว่างและข้อบกพร่องด้านกฎธรรมชาติให้แก่มิติรูปจิตอย่างใหญ่หลวง
มีส่วนช่วยต่อโลกรูปจิตถึงขีดสุด
หลังจากช่องว่างได้รับการเติมเต็ม ดีปบลูก็ใช้ช่องทางพิเศษเพิ่ม มันก็ช่วยกลั่นกรองและเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่จิตวิญญาณของลู่เซิ่งได้อย่างรวดเร็ว
ต่อจากนั้นอีกห้าวันต่อมาเขาก็ไม่ได้ไปที่ไหนอีก นอกจากการไปชำระล้างสารมลพิษดวงดาวให้แก่จ้าวลั่วอิงแล้ว เขาก็ใช้เวลาที่เหลือไปกับการปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของจิตวิญญาณอยู่ในเรือนของตัวเอง
จนกระทั่งวันที่หก ในที่สุดจิตวิญญาณก็ไม่เพิ่มขึ้นอีกและกำลังสร้างความเสถียร
‘จิตวิญญาณเพิ่มขึ้นราวสี่เท่า...’ ลู่เซิ่งได้รับบทสรุปที่น่ายินดีเช่นนี้หลังจากตรวจสอบในห้อง
‘แต่ว่ากายเนื้อตกเป็นฝ่ายตามเกินไปแล้ว ต่อให้หลอมรวมกับวิชามวยทำลายล้างในพริบตาบนโลกใบก่อน แต่ก็ยังตามการเพิ่มขึ้นในด้านจิตวิญญาณไม่ทันอยู่ดี’
‘เดิมทีวิชาไร้ขอบเขตเน้นที่กายเนื้อ แต่ภายหลังค่อยๆ กลายเป็นเน้นทางจิตวิญญาณแทน’ เขาลุกขึ้นจากกลางค่ายกล แล้วกวาดตามองพลังอาวรณ์ที่เสียไปในครั้งนี้ พลันยิ้มอย่างขื่นขม
ถ้าหากแค่ยกระดับวิชาอย่างเดียวก็ยังดีอยู่ แต่ครั้งนี้เขาไม่เพียงยกระดับเท่านั้น ยังได้เรียนรู้เพิ่มเติมด้วย ความสิ้นเปลืองในการเรียนรู้วิชาระดับนี้มหาศาลจนยากจินตนาการทีเดียว
พลังอาวรณ์สิบกว่าล้านหน่วยเหลือแค่ห้าล้านกว่าหน่วยในพริบตา...
‘แต่ก็คุ้มค่าเหมือนกัน พลังอาวรณ์ห้าล้านกว่าหน่วยนี้ทำให้เราไล่ตามการสั่งสมเป็นเวลาหลายพันหลายหมื่นปีของคนอื่นๆ ทันในเวลาแค่ไม่กี่วันเท่านั้น’ ลู่เซิ่งเข้าใจดี เพียงแต่ก็ยังคงปวดใจอยู่บ้างขณะที่เห็นพลังอาวรณ์ที่เพิ่งได้มาเหลือครึ่งหนึ่งในพริบตา
‘ถ้าหากแค่ยกระดับวิชา ก็คงไม่สิ้นเปลืองขนาดนี้หรอก!’ ลู่เซิ่งเสียดาย ก่อนจะนึกถึงวิชาฝึกฝนสายน้ำสีชาดของสาวกจันทราแดงอีกครั้ง แต่วิชาไร้สาระนี่มีระดับต่ำเกินไป หากต้องการวิชาระดับชูศัสตราต่อจากนี้ ในเวลาอันสั้นอย่าเพิ่งไปนึกถึงเลย
เขาลุกขึ้นตรวจสอบค่ายกลคร่าวๆ ก่อนจะผลักหน้าต่างออกเพื่อระบายอากาศเสียในห้องทิ้งไป
ต่อจากนี้เป็นรอบของขอบเขตลวงตาแล้ว ทว่าเขาหาปุ่มเรียนรู้ด้านหลังเครื่องมือปรับเปลี่ยนไม่เจอ
นี่หมายความว่าประสบการณ์ การสั่งสมความรู้ และมรรคายุทธ์ของเขาในปัจจุบัน ยังไม่พอจะใช้เรียนรู้พลังอันเหี้ยมหาญที่อยู่เหนือกว่าระดับชูศัสตราอย่างขอบเขตลวงตา
..............................................
‘พูดถึงที่สุด ก็ยังเป็นเพราะขาดวิชาฝึกฝนหลักนั่นแหละ...’ ลู่เซิ่งออกจากห้องแล้วนั่งลงใต้ต้นไม้ในลานอย่างจนปัญญา
ลมเย็นยามพลบค่ำที่มีความชื้นจางๆ นำพาไอน้ำจากลำธารที่อยู่ไม่ไกลออกไปมาด้วย
กลิ่นหอมอ่อนๆ จำนวนไม่น้อยแทรกตัวอยู่ในไอน้ำ อาจลอยออกมาจากเรือบุปผาที่แล่นผ่านมา
ลู่เซิ่งหยิบผลกระดานกับน้ำผึ้งดอกไม้ออกมาจากในไข่มุกกลืนสมุทร หากใส่น้ำผึ้งดอกไม้ในน้ำแล้วกินคู่กับผลกระดาน จะได้รสชาติที่ดีมาก
เขานั่งลงบนม้านั่งหิน พิงหลังกับโต๊ะหิน พร้อมกับเริ่มเรียบเรียงวิธีการที่ตนอาจจะเอามาใช้ฝึกฝนวิชาหลักได้
‘ทางสาวกจันทราแดง ขอแค่มีเงิน ก็สามารถซื้อได้ นี่เป็นเส้นทางหนึ่ง แต่สิ่งที่เอามาได้จากที่นี่ทำได้แค่เอามาใช้พิจารณาเท่านั้น จะต้องมีการวางกับดักอะไรไว้แน่ เอามาใช้เป็นการฝึกฝนหลักไม่ได้’ ลู่เซิ่งยังไม่แน่ใจกับเส้นทางนี้
‘ส่วนเส้นทางที่สอง สามารถหาวิชาการฝึกฝนหลักที่สมบูรณ์แบบมากพอมาได้สบายๆ จากการกราบอาจารย์ จุดอ่อนคือการกราบอาจารย์นั้นยาก แต่ถ้าหากสำเร็จ เส้นทางนี้จะเป็นเส้นทางที่ดีที่สุด การฝึกฝนหลักของที่นี่มีความสมดุล แตกต่างกับวิชาฝึกฝนด้านนอกกับทางดาวปรภพ กายเนื้อกับจิตวิญญาณจะยกระดับพร้อมกัน แต่ทางต้าอินเพียงฝึกฝนแค่จิตวิญญาณเท่านั้น ไม่สนใจรากฐานอะไรเลย’
ลู่เซิ่งรู้แก่ใจว่า นี่เป็นเส้นทางมารสวรรค์ดั้งเดิม อย่างไรเหนือกว่าเจ้าแห่งอาวุธขึ้นไปก็จำเป็นต้องจุติลงไปยังโลกใบเล็กๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อกินตัวตนในโลกด้านนอกจนบรรลุสภาพหมื่นพิภพรวมเป็นหนึ่ง
เมื่อเป็นแบบนี้กายเนื้อจึงไม่มีประโยชน์กว้างขวางเท่าจิตวิญญาณ ดังนั้นการฝึกฝนจิตวิญญาณเป็นหลักจึงสมเหตุสมผล
แต่ระบบอื่นๆ แตกต่างออกไป
อย่างอื่นไม่ต้องพูดถึง ทางนครตราชั่งก็มีระบบเละเทะสับสน มีอยู่ทุกเผ่าพันธุ์และทุกโลก
แต่ที่นี่แยกทั้งหมดออกเป็นห้าประเภท
ปุถุชน ขอบเขตวิญญาณ ชูศัสตรา ขอบเขตลวงตา และมายาพิศวง
ขอบเขตวิญญาณรวมระดับลวดลาย อสรพิษ และผู้ถืออาวุธ บางทีอาจเป็นเพราะที่นี่อยู่ใกล้กับเขตแดนมากมายของมารสวรรค์ เลยได้รับอิทธิพลจากระบบอย่างค่อนข้างล้ำลึก จึงมีการแบ่งแยกแบบนี้
แต่ว่าการแบ่งแยกของที่นี่ไม่ได้หมายถึงการใช้พลังฝึกปรือ หากเป็นการประเมินพลังต่อสู้ตามความเป็นจริง
เป็นการแบ่งแยกผู้บำเพ็ญในแต่ละระดับที่สู้กับมารสวรรค์ได้ออกมา นี่ก็คือการแบ่งง่ายๆ ของนครตราชั่ง
‘แม้แต่เรียนรู้ก็ยังทำไม่ได้...ดูเหมือนการตามหาวิชาการฝึกฝนหลักจะเป็นสิ่งจำเป็นอย่างเร่งด่วนแล้ว แต่ตอนนี้ไม่ว่าที่ไหน หากอยากได้วิชาการฝึกฝนหลักของมารสวรรค์ที่อยู่เหนือเจ้าแห่งอาวุธขึ้นไป คงใช้เวลาสั้นๆ ไม่ได้ วิชาระดับนี้มีความล้ำค่าเหนือกว่าจินตนาการของคนทั่วไป รอเราค่อยๆ ใช้เวลาหาวิชามา ทางดาวปรภพคงจบเห่ไปแล้ว’
ลู่เซิ่งสะท้อนใจ ขอบเขตลวงตาเป็นผู้เข้มแข็งของแต่ละตระกูลในนครตราชั่ง มีแต่ระดับกลางค่อนบนในแต่ละตระกูลเช่นพวกผู้อาวุโสหรือที่ปรึกษาเท่านั้นถึงจะไปถึงขอบเขตนี้ได้
‘นครตราชั่งเชื่อมต่อกับทุกที่ เมืองแห่งการค้ามีการข่าวฉับไว ถ้าหากเราขอให้ขุมกำลังของตระกูลจ้าวคอยช่วยเหลือ...เรื่องนี้ไม่แน่ว่าจะไม่สำเร็จในเวลาสั้นๆ’ ลู่เซิ่งเริ่มวางแผนการในใจแล้ว
ความสำคัญของแผนการนี้คือต้องทำให้จ้าวเซิ่งอิงเชื่อจากก้นบึ้งหัวใจ
คนผู้นี้เป็นบุคคลสำคัญในตระกูลจ้าว บิดามารดาเป็นผู้ยิ่งใหญ่ระดับมายาพิศวง มีค่าคุ้มพอจะให้ลงทุน
ลู่เซิ่งสงบจิตใจแล้วไปดูโลกรูปจิตของตน พื้นที่ด้านในใหญ่ขึ้นอย่างที่คิดไว้
โลกรูปจิตขยายใหญ่ขึ้นไปพร้อมกับจิตวิญญาณ
ตอนนี้ไปถึงระดับเส้นผ่าศูนย์กลางสามสิบกว่ากงหลี่แล้ว มิติทรงกลมแบบนี้รองรับเมืองที่มีขนาดใหญ่หน่อยได้เมืองหนึ่ง
เทียบกับตอนแรกสุดที่มีระดับแค่เขตอยู่อาศัยเล็กๆ ตอนนี้โลกรูปจิตใหญ่ขึ้นมากๆ แต่เป็นเพราะไม่มีแสงสาดส่อง พื้นที่ส่วนใหญ่จึงยังคงมืดมนและเย็นเยือกจนไม่อาจบรรยายสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติได้
วันต่อมา ลู่เซิ่งไปตระกูลจ้าวตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อชำระล้างสารมลพิษดวงดาวให้แก่จ้าวลั่วอิงต่อ
หลังจากทำตามขั้นตอนปกติจบ จ้าวเซิ่งอิงที่รอจนหงุดหงิดอยู่ด้านนอกก็ส่งคนมาเรียกลู่เซิ่งออกไป
ยังคงเป็นคฤหาสน์หลังเดิม แต่ว่าข้างตัวจ้าวเซิ่งอิงมีหญิงชราร่างอวบซึ่งมีผมหงอกคนหนึ่งเพิ่มมาอีกคน
หญิงชราคนนี้มีสีหน้าเอาจริงเอาจัง แต่ดวงตากลับฉายแววฉลาดล้ำตลอดเวลา แสดงให้เห็นว่าไม่ได้หลอกง่ายเหมือนกับจ้าวเซิ่งอิง
“อาจารย์ลู่ ท่านมาแล้ว”
พอลู่เซิ่งเข้าประตูมาก็เห็นจ้าวเซิ่งอิงกวักมือเรียกตนด้วยสีหน้าเย็นชาทันที
เขาเร่งฝีเท้าเข้าไปโดยไม่แสดงสีหน้า
“คุณหนูเล็กมีคำสั่งใดหรือ”
ด้านนอกเรือนมียอดฝีมือเหี้ยมหาญในขอบเขตวิญญาณขั้นสูงอยู่สิบสองคน เทียบเท่ากับสุดยอดผู้เข้มแข้งระดับผู้ถืออาวุธในดาวปรภพ
แต่เมื่ออยู่ที่นี่ ที่ตระกูลจ้าว กลับมีหน้าที่คุ้มครองสวนเท่านั้น
แต่ลู่เซิ่งลองคิดดูอีกที ถ้าให้อาวุธเทพศัสตรามารที่มากพอกับเขา และคัดสรรคู่ที่มีสายเลือดเหมาะสมจากจำนวนประชากรที่มากมายขนาดนั้น ผู้ถืออาวุธก็ไม่ใช่ว่าจะหายากอะไรนัก
แม้แต่ประชากรอันน้อยนิดใต้สภาพแวดล้อมที่เลวร้ายอย่างต้าซ่งกับต้าอินยังให้กำเนิดผู้ถืออาวุธได้ตั้งมากมาย ยิ่งอย่าว่าแต่ตระกูลจ้าวที่ยิ่งใหญ่ซึ่งครอบครองโลกด้านนอกกับดาวเคราะห์จำนวนมาก
“ก่อนหน้านี้ท่านลู่บอกคุณหนูเล็กว่ามีวิธีการเพิ่มเสน่ห์ของตัวเอง ไม่ทราบคำพูดนี้เป็นจริงหรือไม่” หญิงชราคนนั้นเอ่ยถามช้าๆ
พอเดินเข้าไปใกล้ ลู่เซิ่งก็ตกใจ หญิงชราคนนี้เป็นผู้บำเพ็ญระดับชูศัสตรา กลิ่นอายที่ไหลเวียนบนร่างถึงขั้นก่อให้เกิดการคุกคามต่อสภาพปกติของเขาในระดับหนึ่ง
สมกับเป็นตระกูลจ้าว ลู่เซิ่งนึกสะท้อนใจ
“จริงแท้แน่นอน” ลู่เซิ่งพยักหน้าและเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “จะว่าไป ตอนแรกข้าน้อยนึกว่าทักษะที่ครอบครองอยู่นี้จะไม่มีประโยชน์อะไรเสียแล้ว นึกไม่ถึงว่าคุณหนูเล็กจะมีเวลาที่ต้องการใช้”
“นางคือน้าเหมย พอได้ยินท่านบอกว่ามีวิธีการนี้ ก็เลยสนใจจะมาดู” จ้าวเซิ่งอิงอธิบาย
“เอาล่ะๆ ท่านบอกข้ามาก่อนว่าจะยกระดับวิชาเสน่ห์อย่างไร การเพิ่มปริมาณกล้ามเนื้อคืออะไร ถ้ากล้ามเนื้อเยอะขึ้นจะไม่กลายเป็นพวกป่าเถื่อนน่าเกลียดหรอกหรือ” หลังจากที่ถูกหลอกไปในครั้งก่อน นางก็กลับไปขบคิดอย่างละเอียด แล้วรู้สึกไม่ถูกต้องเช่นกัน ครั้งนี้เลยเรียกลู่เซิ่งมาอธิบายกับนาง
ลู่เซิ่งเตรียมตัวไว้แต่แรกแล้ว หากคิดจะหลอกให้จ้าวเซิ่งอิงว่านอนสอนง่ายขึ้น คงอาศัยแค่ฝีปากไม่ได้ ต้องแสดงความสามารถนิดหน่อยด้วย
“ทั้งสองท่านยังมีบางสิ่งที่ไม่รู้ ทักษะของข้าผู้แซ่ลู่ไม่ได้เป็นสิ่งตายตัว หากแต่จะเกิดความแตกต่างไปตามแต่ละคน ข้าเลยออกแบบวิชาหล่อเลี้ยงชีวิตซึ่งใช้ยกระดับเสน่ห์ให้แก่คุณหนูเล็กขึ้นได้โดยเฉพาะ”
“หือ วิชาหล่อเลี้ยงชีวิตที่สร้างตามความต้องการงั้นหรือ” มิคาดพอกล่าวออกไป สีหน้าของน้าเหมยกลับเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย
ใบหน้าดวงเล็กของจ้าวเซิ่งอิงที่อยู่ด้านข้างแข็งทื่อ นางนิ่งไปเช่นกัน
“เป็นอะไรไปหรือทั้งสองท่าน” ลู่เซิ่งงุนงง คล้ายว่าตนไปแตะกับความลับต้องห้ามอะไรเข้าเสียแล้ว
ทั้งสองคนคนต่างก็เงียบงัน
จนกระทั่งลู่เซิ่งเริ่มจะหงุดหงิดบ้างแล้ว จ้าวเซิ่งอิงพลันตบโต๊ะ
โครม!
กับข้าวบนโต๊ะถูกนางตบจนกระเด็นกระดอน น้ำแกงไม่น้อยกระจัดกระจายออกมา
“มีอะไรพูดไม่ได้กัน!? พวกท่านตรวจสอบจนชัดเจนแล้วไม่ใช่หรือยังไง ในเมื่ออาจารย์ลู่ยืนยันแล้วว่าไม่มีปัญหา อย่างนั้นจะยังลังเลอะไรอยู่อีก!” จ้าวเซิ่งอิงตบโต๊ะด้านหน้าอีกครั้งพร้อมกับจ้องมองลู่เซิ่งอย่างจริงจัง
“เรื่องนี้ไม่ใช่ความลับในหมู่ตระกูลใหญ่ๆ เสียหน่อย ขอไม่ปิดบัง คนอื่นๆ ลือกันว่าข้าเป็นพวกดักดาน ไม่ชอบฝึกฝน ขนาดในตระกูลมีทรัพยากรกองให้มากมายแต่ก็ยังช่วยให้ข้าเลื่อนระดับไม่ได้ ทว่าความจริง...ทั้งหมดนี้เป็นเพราะความพิเศษของคุณสมบัติร่างกายของตัวข้าเอง”
“ความพิเศษของคุณสมบัติร่างกายหรือ” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างฉงน “ขอบังอาจถามคุณหนูเล็ก เป็นคุณสมบัติร่างกายอะไรกันแน่ที่ร้ายกาจจนถึงขนาดที่ตระกูลจ้าวซึ่งยิ่งใหญ่ก็ยังจัดการไม่ได้กัน”
เวลานี้น้าเหมยที่อยู่ด้านข้างเป็นฝ่ายรับลูก “ในอดีตประมุขตระกูลได้วิจารณ์คุณสมบัติร่างของเซิ่งอิงไว้ว่า
“สู้ฟ้าสู้ดินสู้ท้องนภา สู้วายุสู้พิรุณสู้เอกภพ ชื่อก็คือ ร่างราชาชนะชัย!”
“ชื่อนี้มัน...” ลู่เซิ่งมุมปากกระตุก ไม่ทราบจะบรรยายอย่างไรดี
“ท่านพ่อบอกว่า คุณสมบัติร่างของข้าคือจอมสัจจะหมื่นรั่วไหล” จ้าวเซิ่งอิงกล่าวอย่างคับข้องขึ้นด้านข้าง
“ไม่ว่าจะดีหรือแย่ เป็นพิษหรือเป็นยา เป็นน้ำหรือเป็นอากาศ ขอแค่เข้าไปในตัวข้า ก็จะรั่วไหลทันที สาเหตุที่ถูกเรียกว่าร่างราชาชนะชัย เป็นเพราะคุณสมบัติร่างกายของข้าสู้กับทุกสิ่งทุกอย่าง พิษก็สู้ ยาก็สู้ ผักก็สู้ ข้าวก็สู้ แม้แต่น้ำย่อยข้าก็ยังสู้ ไม่อนุญาตให้มีสิ่งใดคงอยู่ในตัวข้า”
“ถูกต้อง คุณสมบัติร่างนี้เกรี้ยวกราดถึงขีดสุด ถ้าปรากฏในคนธรรมดา อยู่ไม่เกินสามวันคงหิวตายไปแล้ว” น้าเหมยถอนใจ
“จอมสัจจะหมื่นรั่วไหล...ร่างราชาชนะชัย...นึกไม่ถึงว่าโลกจะมีคุณสมบัติร่างที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้ด้วย...” ลู่เซิ่งหมดคำพูดเช่นกัน
“ไอ้ที่น่าแค้นก็คือ คุณสมบัติร่างของข้านี้ ยิ่งดีกับมันขนาดไหน มันยิ่งต้องการสู้เท่านั้น” จ้าวเซิ่งอิงกล่าวอย่างเคียดแค้น “ตอนนี้ข้าเลยทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่าง ฝึกฝนอะไรก็ไม่ได้ เพียงแต่กายเนื้อแข็งแกร่งขึ้นเพราะวัตถุฟ้าสมบัติดินเท่านั้น อย่างอื่นล้วนไม่มีการพัฒนาใดๆ!”
“ได้ความรู้เพิ่มขึ้นจริงๆ” แม้ลู่เซิ่งจะมีความมั่นใจในวิชารักษาที่มีแบบแผนระดับเจ็ดแปดร้อยของตัวเอง แต่พอได้ยินถึงคุณสมบัติร่างที่ร้ายกาจขนาดนี้ ก็เริ่มจะไม่แน่ใจแล้ว
“เพราะฉะนั้นอาจารย์ลู่ไม่ต้องกังวลเกินไป ถ้าวิธีการของท่านใช้ไม่ได้ ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นความผิดของท่าน ทุกอย่างต้องโทษคุณสมบัติร่างกายนี้ของข้าที่เป็นตัวปัญหา” จ้าวเซิ่งเอิงเอ่ยอย่างจนปัญญา
“นั่นก็ไม่แน่หรอก...” ลู่เซิ่งใคร่ครวญ “สิ่งมีชีวิตมีสารกาย ปราณ จิต ต่อให้ท่านรั่วไหลขนาดไหน อย่างไรก็ต้องมีสามสิ่งนี้ หากลงมือจากด้านนี้...”
“น่าเสียดาย...ความจริง...เซิ่งอิงไม่มีสารกาย ปราณ จิต มีแต่กายเนื้อจอมสัจจะหมื่นรั่วไหลที่รวมปราณกำเนิดเป็นร่างเท่านั้น” น้าเหมยตัดบทอย่างจนปัญญา
“ไม่มีสารกาย ปราณ จิตอย่างนั้นหรือ!?” ครั้งนี้ลู่เซิ่งงุนงงจริงๆ แล้ว “ถ้าย่อยอาหารไม่ได้ แล้วคุณหนูเล็ก...”
“สิ่งที่ข้ากินได้มีแค่เงาของสิ่งมีชีวิตเท่านั้น” สีหน้าของจ้าวเซิ่งอิงกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง ก่อนจะตอบตามตรง
“กินเงา...” ลู่เซิ่งหยีตา “ให้ข้าตรวจสอบร่างกายท่านก่อนเถอะ”
“ตรวจอย่างไร” จ้าวเซิ่งอิงกล่าวอย่างเคร่งเครียดเล็กน้อย
“ในเมื่อทำให้ทุกอย่างรั่วไหล อย่างนั้นข้าจะลองปราณภายในด้านการแพทย์ในตัวข้าดูก่อน ดูว่าจะหาสาเหตุอะไรเจอหรือไม่” ครั้งนี้ลู่เซิ่งเกิดความสนใจจริงๆ แล้ว นึกไม่ถึงว่าโลกใบนี้จะยังมีคุณสมบัติร่างแบบนี้ด้วย
หนำซ้ำถ้าหากแก้ปัญหาด้านคุณสมบัติร่างให้แก่จ้าวเซิ่งอิงได้ อย่างนั้นครั้งนี้อีกฝ่ายจะติดหนี้บุญคุณเขาครั้งใหญ่
ถึงเวลาให้นางลงแรงช่วยเหลือหาวิชาการฝึกฝนหลัก หรือไม่ก็แนะนำอาจารย์ให้ จะต้องง่ายเหมือนปลอกกล้วยอย่างแน่นอน
“ไม่ได้! เซิ่งอิงยังไม่ออกเรือน ต่อให้ท่านเป็นหมอ การโคจรปราณภายในในร่างกายก็เป็นสิ่งต้องห้ามอยู่ดี!” ไม่รอให้จ้าวเซิ่งอิงตอบ น้าเหมยที่อยู่ด้านข้างก็ปฏิเสธทันที
“เอาแบบนี้ก็แล้วกัน ให้ข้าตรวจสอบสองแขนดูก่อน แบบนี้น่าจะได้กระมัง” ลู่เซิ่งเสนอ
น้าเหมยมองจ้าวเซิ่งอิงที่ทำหน้าบูดบึ้ง “ก็ได้ ท่านระวังหน่อย ถ้าหากเกิดเรื่องล่ะก็...”
“ไม่ต้องห่วง ผู้แซ่ลู่จะระวัง” ลู่เซิ่งกวาดตามองรอบๆ แล้วแอบคำนวณว่าถ้าจะจัดการคนในเรือนต้องใช้เวลาเท่าไหร่
เมื่อมีโลกรูปจิต จะสามารถกระชากคู่ต่อสู้ที่มีพลังฝึกปรือสู้ตนเองไม่ได้เข้าไปข้างในได้ในชั่วอึดใจ ถือเป็นการฆ่าในเสี้ยววินาที
ส่วนน้าเหมย หลังแปลงร่างน่าจะจัดการได้ในสามกระบวนท่า...
ลู่เซิ่งมั่นใจว่าขอแค่ไม่ใช่ขอบเขตลวงตา คนอื่นๆ ก็ไม่มีปัญหาอะไรเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา
“อย่างนั้นขอเริ่มเลยนะขอรับ” เขายื่นมือออกมาพลางถาม
“รอก่อน ข้าขอกินน้ำก่อน” จ้าวเซิ่งอิงตื่นเต้นอยู่บ้าง จึงหยิบกาน้ำบนโต๊ะมาเงยหน้าดื่มอึกๆ
ซู่...
เสาน้ำเล็กๆ หลายสิบสายลอยออกมาจากร่างนาง
ลู่เซิ่งนึกขำเล็กน้อย จากนั้นก็มองจ้าวเซิ่งอิงยื่นมือซ้ายของตัวเองออกมา
เขาใช้นิ้วชี้กดข้อมือนางเบาๆ
ด้ายกระตุ้นวิญญาณมุดเข้าไปในผิวหนังบนข้อมือของนางอย่างรวดเร็ว แล้วกระจายไปตามตำแหน่งต่างๆ ในร่างกายผ่านเส้นเลือดกับเส้นชีพจร
ลู่เซิ่งหลับตาลงเงียบๆ พร้อมกับสัมผัสสภาพในร่างกายของนาง
เวลาผ่านไปสองสามนาทีอย่างไม่รู้ตัว
เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นและถอนใจ
“อาจารย์...ลู่...เป็นอย่างไรบ้าง...รักษา...ได้ไหม” เสียงของจ้าวเซิ่งอิงดังมากระท่อนกระแท่น ฟังดูแปร่งหูเล็กน้อย
น้ำเสียงเปลี่ยนแปลงไป บิดเบี้ยวเล็กน้อย
ลู่เซิ่งเงยหน้ามองอีกฝ่าย
จ้าวเซิ่งอิงนั่งบนที่นั่งด้วยใบหน้ากังวล สองตามองนิ่งมาทางด้านนี้
เพียงแต่ดวงตาของนางมีเม็ดเนื้อสีแดงขนาดเล็กๆ จำนวนนับไม่ถ้วนงอกขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ เหมือนกับดวงตาขนาดเล็กเหลือคณานับรวมตัวกันกลายเป็นดวงตาขนาดใหญ่ที่สุดสองข้าง
“อาจารย์ลู่...ท่าน...จะต้อง...ช่วยข้า...นะ...” ผิวบนคอของจ้าวเซิ่งอิงนูนขึ้น เหมือนกับมีของที่เรียวยาวสักอย่างต้องการมุดออกมาจากตรงนั้น
ขณะเดียวกันเม็ดเนื้อสีแดงขนาดเล็กจำนวนนับไม่ถ้วนก็ขยายมาถึงมือ เหมือนต้องการไต่เข้าหาลู่เซิ่ง
ลู่เซิ่งพลันทะลึ่งตัวลุกขึ้นแล้วเหลียวมองรอบๆ น้าเหมยหายไปแล้ว ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ในคฤหาสน์เมื่อก่อนหน้านี้อีกต่อไป หากเป็นสวนดอกไม้รกร้างที่เก่าโทรมแห่งหนึ่ง
รอบๆ เงียบสงัด ไม่มีองครักษ์ ไม่มีหญิงรับใช้ มีแต่จ้าวเซิ่งอิงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามพลางจับจ้องเขาอย่างเฉื่อยชา ราวกับกำลังจ้องมองคนตายคนหนึ่งเท่านั้น
..............................................
‘ที่นี่คือที่ไหนกัน’ ลู่เซิ่งเยือกเย็นลงอย่างรวดเร็ว
วินาทีก่อนหน้านี้เขายังอยู่ที่คฤหาสน์ในตระกูลจ้าวอยู่เลย นาทีนี้กลับเข้ามาในสวนดอกไม้แห่งนี้อย่างกะทันหัน นอกจากคนของตระกูลจ้าวแล้ว ก็ไม่มีใครทำให้เขาติดกับได้อีก
มิหนำซ้ำตอนนี้เขายังเป็นกำลังหลักในการชำระล้างสารมลพิษดวงดาวให้แก่จ้าวลั่วอิงอีกด้วย ต่อให้ตระกูลจ้าวมีแผนการอะไร ก็ไม่น่าจะลงมือกับเขาโดยตรง
ดังนั้นตอนนี้เขาจึงใจเย็นมาก
จ้าวเซิ่งอิงกะพริบตาแล้วค่อยๆ ลุกขึ้น
“อาจารย์ลู่...ท่านจะมอบ...วิชาที่สร้างตามความเหมาะสม...ให้แก่ข้าไม่ใช่หรือ” ดวงตาของนางเฉื่อยชา อีกทั้งการเคลื่อนไหวยังแข็งทื่อไร้เรี่ยวแรงเหมือนกับศพเดินได้
แต่ลู่เซิ่งกลับสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า ในตัวนางมีกลิ่นอายแข็งแกร่งที่น่าหวั่นสะพรึงถึงขีดสุดและไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อนกลุ่มหนึ่งกำลังบิดงอและหมุนวน คล้ายกับอาจจะหลุดออกจากกายเนื้อของจ้าวเซิ่งอิงออกมาได้ตลอดเวลา
เขาเพียงแค่ยืนอยู่ตรงหน้าอีกฝ่าย ก็สัมผัสได้แล้วว่า มีกลิ่นอายผุกร่อนจำนวนมากที่บรรยายไม่ถูกกำลังกระแทกกับกายเนื้อของตัวเองอย่างบ้าคลั่งเหมือนกับแมลง
กายเนื้อที่แข็งแกร่งทนทานส่งความรู้สึกทิ่มแทงอันแหลมคมมาภายใต้การกระแทกกระทั้นนี้
“คุณหนูเล็ก ถ้านี่เป็นวิชาลวงตาล่ะก็ ได้โปรดปลดออกด้วย ข้าน้อยเป็นแค่หมอที่ไม่มีเรี่ยวแรงฆ่าไก่ด้วยซ้ำ ไม่ถนัดการต่อสู้ ขอให้เห็นใจด้วย” ลู่เซิ่งก้มหน้าวิงวอนด้วยสีหน้าจริงจัง
“ท่าน...เข้ามาหาข้าเอง...ไม่ใช่หรือ” จ้าวเซิ่งอิงตอบเสียงกระท่อนกระแท่น นางจ้องมองลู่เซิ่งพร้อมส่งเสียงหัวเราะเยาะเย้ย
“ฮ่ะๆๆ...พลังของท่าน...น่าสนใจมาก” เหมือนกับไม่ได้พูดมานานมากแล้ว หลังจากพูดอยู่สักพัก นางก็เริ่มปรับตัวได้ ความเร็วในการพูดกลับเป็นปกติและคล่องกว่าเดิม
“แล้ว ท่านยังเป็นคุณหนูเซิ่งอิงหรือไม่” ลู่เซิ่งถามอย่างเคร่งขรึมเล็กน้อย
“ข้าเหรอ” จ้าวเซิ่งอิงยกมือขึ้น เม็ดเนื้อสีแดงนับไม่ถ้วนผุดขึ้นมาบนหลังมืออย่างต่อเนื่อง ไม่นานหลังมือก็บวมขึ้น
“ท่านเคยได้ยินเรื่องแก่นปฐมมาก่อนหรือไม่” นางเลียหลังมือที่บวมพอง ลิ้นที่มีหนามโค้งจำนวนมากพลันเลียเม็ดเนื้อบนนั้น พร้อมกับเคี้ยวและกินเข้าไป
เม็ดเนื้อเหล่านั้นแย่งกันงอกออกมา จากนั้นก็ถูกนางกินเข้าไป ดูเหมือนกับทรายแดงกองใหญ่หลายกอง
“แก่นปฐมหรือ” ลู่เซิ่งนิ่วหน้า เขาไม่เคยได้ยินศัพท์คำนี้มาก่อน
“ข้าคือเมล็ดแห่งแก่นปฐม เชื้อเพลิงแห่งเมืองอมตะ ความประหลาดลี้ลับที่พวกเจ้าได้ยินมาเป็นผลลัพธ์ที่มีชีวิตต่อไปได้เพราะปนเปื้อนกลิ่นอายของพวกเรา” ‘จ้าวเซิ่งอิง’ อธิบายด้วยรอยยิ้ม
“นี่เป็นโลกรูปจิตของข้า สวนบุปผาสิ้นโลก ถ้าหากท่านมีความสนใจ ก็สามารถเดินเล่นได้ตามใจ ทว่าตอนนี้ ข้าขอถามคำถามก่อนหน้านี้กับท่าน ท่านช่วยข้าสร้างวิชาหล่อเลี้ยงชีวิตที่ช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้ข้าได้หรือไม่ได้”
“นี่เป็นความต้องการของท่านหรือ” ลู่เซิ่งย้อนถาม
“นี่เป็นความต้องการของข้าอีกคน” มุมปากของ ‘จ้าวเซิ่งอิง’ ตวัดเป็นเส้นโค้งประหลาดล้ำ
“จงเชื่อข้า จงติดตามข้า จงยอมสยบต่อข้า แล้วข้าจะให้ท่านทุกสิ่ง ทำให้หัวใจของท่านมีสุขชั่วนิรันดร์...”
ชิ้ง!
ด้านหน้าลู่เซิ่งพร่ามัว เขาพลันได้สติกลับมา ตนเองยังนั่งอยู่ด้านหน้าจ้าวเซิ่งอิง น้าเหมยจ้องมองมาจากด้านหน้าทางขวามืออย่างเคร่งเครียด
สายตาแข็งแกร่งสิบกว่าสายที่อยู่รอบๆ หยุดนิ่งอยู่บนร่างตน องค์รักษ์เหล่านี้รอจนหงุดหงิดแล้ว
ลู่เซิ่งค่อยรู้สึกตัว เขาถูกโลกรูปจิตห่อหุ้มเข้าไป จากนั้นก็กลับมาในพริบตาภายใต้เปลือกตาของคนจำนวนมากที่อยู่ด้านหน้าหรือนี่
คนพวกนี้ไม่มีใครสัมผัสได้สักคน
‘ร้ายกาจ...’ ลู่เซิ่งเพิ่งจะยกระดับพลังขึ้น เลยรู้สึกว่าตนถือเป็นหมายเลขหนึ่งแล้ว นึกไม่ถึงว่าเพิ่งผ่านไปไม่นานเท่าไหร่ก็มีคนสอนบทเรียนให้
‘เชื้อเพลิงแห่งเมืองอมตะ เมล็ดแห่งแก่นปฐม...’ ลู่เซิ่งลอบจดจำชื่อสองชื่อนี้ไว้ เขาสังหรณ์ว่าเบาะแสต้องซ่อนอยู่ในคำสองคำนี้แน่
ความประหลาดลี้ลับคืออะไรกันแน่ พวกมันเกิดขึ้นได้อย่างไรและมาได้อย่างไร ที่พวกมันยึดติดอยู่ที่เดิมมาโดยตลอดเพราะมีเป้าหมายอะไร
ข้อสงสัยมากมายนี้ ลู่เซิ่งเคยขบคิดมาเมื่อนานมาแล้ว แต่ไม่เคยค้นเจอเหตุผล
เหตุใดพวกมันไม่ตาย เหตุใดถึงเคลื่อนไหวอย่างแปลกประหลาด
นอกจากนั้นดูท่าทาง ตัวจ้าวเซิ่งอิงกับน้าเหมยยังไม่ทราบถึงการดำรงอยู่ของเมล็ดแห่งแก่นปฐมนั่นด้วย
ลู่เซิ่งค่อยๆ ชักนิ้วกลับ
เขาหาอะไรไม่เจอเลย เนื่องจากพอด้ายกระตุ้นวิญญาณเข้าไปก็โดนพลังงานประหลาดที่พร่ามัวชนิดหนึ่งกินทันที จึงตรวจสอบรอบๆ ไม่ทัน
เขาจึงค่อยเข้าใจว่า บางทีนี่จึงเป็นความจริงของจอมสัจจะหมื่นรั่วไหลในร่างจ้าวเซิ่งอิง
“เป็นอย่างไรบ้างอาจารย์ลู่” จ้าวเซิ่งอิงมองเขาด้วยสีหน้าคาดหวัง น้าเหมยที่อยู่ด้านข้างก็มองมาอย่างมีหวังเช่นกัน
ลู่เซิ่งครุ่นคิด สุดท้ายก็ส่ายหน้าอย่างจนใจ
“คุณสมบัติร่างของคุณหนูเล็กน่าตกใจมาก ข้าน้อยทำอะไรไม่ได้เลย...”
จ้าวเซิ่งอิงพลันผุดสีหน้าผิดหวัง
“ทว่า ก็ไม่ใช่ไม่มีวิธีเสียทีเดียว” น้ำเสียงของลู่เซิ่งเปลี่ยนแปลง หักมุมหนึ่งร้อยแปดสิบองศา
...
จุดที่หอฟ้าเมฆาระเบิดหายไปกลางอวกาศ ซากดาวเคราะห์จำนวนมากรวมตัวกันกลายเป็นวัตถุล่องลอยในสภาพเมฆหมอก และค่อยๆ ลอยไปลอยมาในความว่างเปล่าผืนนี้
กลางความมืดมิดเหมือนมีแรงฉุดที่บรรยายไม่ได้กำลังลากวัตถุล่องลอยเหล่านี้ให้มารวมตัวกันกลายเป็นเมฆาดาวขนาดเล็กๆ ผืนหนึ่ง
แคว่ก!
ทันใดนั้นร่องแยกสีเทาสายหนึ่งก็เปิดแยกออกท่ามกลางวัตถุล่องลอยกลุ่มหนึ่งอย่างฉับพลัน
ราวกับมีนัยน์ตาขนาดยักษ์ดวงหนึ่งเปิดขึ้นกลางความว่างเปล่า เงาร่างขนาดยักษ์สายหนึ่งค่อยๆ ชะโงกศีรษะออกมาจากในร่องแยกสีเทาที่ยาวมากกว่าร้อยหมี่
เงาร่างนี้ถูกแสงของดาวฤกษ์ที่อยู่ไกลออกไปสาดส่อง ร่างกายค่อยๆ ปรากฏออกมา
ถึงกับเป็นยักษ์ขนาดมโหฬารที่มีปีกแสงสีรุ้งในสภาพหมอกงอกอยู่บนหลัง
ยักษ์ไม่มีเส้นผม กลางหนังศีรษะที่ล้านเลี่ยนมีลวดลายซับซ้อนทรงสามเหลี่ยมขนาดใหญ่ติดอยู่
“ที่นี่อย่างนั้นหรือ จวงจิ้วตายที่นี่หรือ” เสียงของยักษ์ทุ้มต่ำดังกระหึ่มออกไปรอบๆ
“ขอรับ ท่านราชามารสวรรค์ที่สามที่เคารพ ร่างแยกและร่างหลักของใต้เท้าจวงจิ้วกลายเป็นเถ้าธุลีไปพร้อมกัน จากการแยกแยะเบื้องต้น น่าจะถูกสภาวะโจมตีย้อนกำเนิดจู่โจมใส่ หนำซ้ำยังเกิดขึ้นในพริบตาเดียว สูญสลายไปอย่างสมบูรณ์โดยไม่ทันได้ใช้วัตถุรักษาชีวิต จิตวิญญาณไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้เลย” เงาสีดำพร่ามัวสองสามสายโผล่ขึ้นกลางอากาศ ท่อนบนของพวกเขาคือมนุษย์ซึ่งสวมผ้าคลุมสีดำผืนหนา ท่อนล่างคือหนวดเงาสีดำเหมือนกับงูที่ยาวมาก หนวดค่อยๆ บิดงอไปมากลางจักรวาล คล้ายกับมีวิถีเคลื่อนที่ที่ลี้ลับพิสดารชนิดหนึ่ง
ยักษ์หรี่ตาลง “ดังนั้นพวกเจ้าเลยได้แต่แจ้งข้าเพราะหมดวิธีแล้ว”
“พวกเราไม่มีคุณสมบัติบัญชาการการเคลื่อนไหวของท่าน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นคำสั่งที่ราชาสรรพวิญญาณสั่งลงมาด้วยองค์เอง” เงาดำหลายสายรีบอธิบาย
ราชาสรรพวิญญาณ ราชามารสวรรค์ที่หนึ่งแห่งโลกสรรพวิญญาณ ขณะเดียวกันก็เป็นผู้ปกครองโลกด้วย
ยักษ์เองก็ทราบว่า ในเมื่อเงาดำเหล่านี้ออกเคลื่อนไหวแล้ว เช่นนั้นก็หมายความว่าจะต้องเป็นคำสั่งที่ท่านราชามารสวรรค์ที่หนึ่งสั่งแน่นอน
ดังนั้นแม้เขาจะไม่พอใจอยู่บ้าง แต่ก็ต้องยอม เขาพลันกัดนิ้วตัวเอง จากนั้นแสงในสภาพหมอกสีรุ้งสองสายที่เหมือนกับปีกจั๊กจั่นด้านหลังก็ยิงแสงสีรุ้งสองสายออกมาอย่างฉับพลัน
แสงสีรุ้งลอยค้างอยู่ด้านหน้ายักษ์อย่างแผ่วเบา แล้วเขาก็ยื่นนิ้วที่ตนเองกัดกดใส่แสงรุ้ง
“รอยตรากาลเวลา เปิด!”
ยักษ์ตวาดเบาๆ แสงรุ้งพลันระเบิดออก
ด้านหน้าทุกคนที่อยู่รอบๆ เริ่มมีฉากก่อนหอฟ้าเมฆาระเบิดโผล่แวบขึ้นมา
กลไกลมากมายด้านในเส้นทางทดสอบ กำลังทำงานเหมือนกับกาลเวลาไหลย้อนกลับ
แสงพิษที่ยิงออกมาย้อนกลับไปในผลึก
หมอกพิษที่พ่นออกมาหดกลับในพริบตา กลายเป็นผลอวบอิ่มที่มีสีแดงฉานหยดย้อยหลายผล
สัตว์ประหลาดน่ากลัวที่พุ่งออกมาถอยหลังกลับไปอยู่ในกรงลับสำหรับผนึก
ฉากเหตุการณ์มากมายเล่นย้อนกลับอย่างต่อเนื่อง ยักษ์กับพวกเงาดำตรวจสอบภาพกาลเวลาที่เคยหลงเหลืออยู่ของมิติเวลานี้อย่างช้าๆ
เวลาค่อยๆ ไหลผ่านไป พริบตาเดียวก็ผ่านไปสามชั่วยามกว่า
“เจอแล้ว!” อยู่ๆ ยักษ์ก็ชะงัก ภาพด้านหน้าพวกเขาหยุดนิ่งในฉับพลัน
ภาพหยุดลงตอนที่ลู่เซิ่งพุ่งเข้าไปในร่องแยกสีขาวพอดี
“เจ้านี่ยังไม่ตายอีกเหรอ” ยักษ์เอ่ยอย่างประหลาดใจ
“ยังย้อนกลับได้อีกไหมขอรับ ภาพก่อนหน้านี้เล่า ส่วนนี้ไม่สมบูรณ์” เงาดำสายหนึ่งถามเสียงแผ่วต่ำ
“ไม่ได้แล้ว รอยตราส่วนนี้เบาบางมาก เหมือนกับถูกเปลวไฟของอสูรอินทรีราชสีห์แปดเศียรทำลาย ทำให้ย้อนกลับไม่ได้แล้ว” ยักษ์ส่ายหน้า
“หมายความว่า มารสวรรค์น้อยที่พวกเราคิดมาโดยตลอดว่าตายไปแล้วหนีไปได้อย่างเหนือความคาดหมาย” กลับกัน มารสวรรค์ที่ห้าจวงจิ้วที่แข็งแกร่งกว่าเขามาก และผู้เข้มแข็งมากมายของหอฟ้าเมฆาล้วนถูกอสูรอินทรีราชสีห์แปดเศียรเผาจนราบคาบอย่างนั้นหรือ” เงาดำกล่าวด้วยน้ำเสียงที่บรรยายไม่ได้
“ไม่ว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับคนผู้นี้หรือไม่ แต่การที่เขาหนีไปได้ก่อนที่จะเกิดอันตรายจริงๆ จะต้องมีเลศนัยแน่”
“ถูกต้อง หากเจอคนผู้นี้ อาจจะค้นพบความจริงส่วนหนึ่งก็ได้”
เงาดำหลายสายวิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง ไม่นานก็ยืนยันประเด็นสำคัญ
“ความจริง ไม่ว่าอย่างไร จวงจิ้วก็เป็นหนึ่งในร่างมารสำรองของผู้ปกครองโลก พอเขาตายไปก็หมายความว่าผู้ปกครองโลกขาดไพ่ตายที่จะใช้ในการคืนชีพไปครั้งหนึ่ง หาคนผู้นี้ให้เจอก่อนค่อยว่ากัน” ยักษ์กล่าวตัดสินเป็นคนสุดท้าย “ไม่ว่าอย่างไร คนผู้นี้ก็สามารถหลบหนีไปได้ก่อนที่อันตรายจะมาถึง คล้ายกับคาดไว้แต่แรกแล้วว่าจะเกิดเรื่อง นี่หมายความว่าคนผู้นี้จะต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องในครั้งนี้อย่างแน่นอน”
“ใต้เท้ากล่าวถูกต้องที่สุด เรื่องนี้ให้พวกเราตามรอยดูก่อนก็แล้วกัน สายเลือดและครอบครัวของคนผู้นี้ยังอยู่ครบ หากใช้พลังพิเศษของพวกเราแอบนำสายเลือดมานิดหน่อย จะต้องไล่ตามไปถึงตำแหน่งที่เขาอยู่ได้แน่” เงาดำคนหนึ่งเอ่ยอย่างรวดเร็ว
“เช่นนั้นก็ขอฝากพวกเจ้าด้วย” ยักษ์พยักหน้าน้อยๆ “ข้าจะหลับลึกในรอยแยกสุเมรุ ถ้าจำเป็นสามารถปลุกข้าได้ตลอดเวลา”
“ขอบคุณใต้เท้าที่เชื่อใจ” เงาดำสายหนึ่งตอบเสียงทุ้ม
“ระวังตัวด้วย...เผ่าอสูรอินทรีราชสีห์แปดเศียรรับมือยากเกินไป ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่พวกเราจะปะทะกับสัตว์โบราณเหล่านี้” ยักษ์เตือนเบาๆ
“เรื่องนี้พวกเราย่อมเข้าใจ” เงาดำพยักหน้าน้อยๆ
“อือ ไปเถอะ” ยักษ์โบกมือ
เงาดำกลุ่มหนึ่งพลันมุดเข้าไปในความว่างเปล่าเหมือนกับกระสวย ก่อนจะหายไปในพริบตา
ยักษ์ยืนอยู่ที่เดิม จนกระทั่งเงาดำจากไปทั้งหมดแล้ว จึงค่อยเบือนหน้ามองความว่างเปล่าตรงตำแหน่งที่หอฟ้าเมฆาระเบิด
เมื่อนักฆ่าเงาที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกสรรพวิญญาณลงมือ อย่างไรก็ต้องเจอคนแน่นอน จำเป็นต้องตรวจสอบว่าเหตุใดอยู่ๆ จวงจิ้วจึงมายังอาณาเขตเขตนี้
ตามเหตุผลไม่ควรจะปล่อยให้แผนการด้านนี้รั่วไหล ทุกๆ การกระทำของราชามารสวรรค์ที่ห้าผู้ยิ่งใหญ่อย่างจวงจิ้วซึ่งมีพลังระดับมายาพิศวง มีขุมกำลังไม่น้อยคอยจับตามองอยู่
อยู่ๆ ก็ส่งร่างแยกมาที่นี่อย่างอธิบายไม่ได้ มีจุดประสงค์อะไรกันแน่
ในเวลาสำคัญแบบนี้ จะให้เกิดปัญหาไม่ได้แม้แต่นิดเดียว
‘หวังว่าทางมารดาแห่งความเจ็บปวดจะไม่พบร่องรอยอะไร...ไม่อย่างนั้นก็ได้แต่ต้องเริ่มแผนการก่อนกำหนดแล้ว’
ยักษ์กวาดตามองทิศทางที่ระบบดาวปรภพอยู่ด้วยสายตาเย็นชา แล้วหมุนตัวเดินหายเข้าไปในร่องแยก
ร่องแยกสีเทาหายตามไปด้วย
..............................................
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น