636-640
ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง ระบบโกงสกิล
บทที่ 636ถึง640
ปฏิบัติการณ์นาฬิกาเทพอันแสนวุ่นวายจบลงด้วยการที่ลู่เซิ่งสามารถควบคุมทุกด้านได้อย่างรวดเร็ว
โจวเฉวียนอู่โดนจับตัวเป็นเชลย คนธรรมดาทุกคนซึ่งรวมถึงพ่อของเธอถูกจิตโน้มนำจนกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดที่ช่วยลู่เซิ่งควบคุมสถานการณ์ใหญ่
ทางด้านเก๋อซา นอกจากสองสามคนที่ตายไปในตอนแรก ที่เหลือล้วนถูกลู่เซิ่งควบคุมได้แล้ว
ต่อให้มีจิตปณิธานแรงกล้า แต่หลังจากถูกลู่เซิ่งทุบตี ก็โดนเขาใช้จิตรักษาในสภาพมึนงงสับสนอยู่ดี
ลู่เซิ่งควบคุมตัวตนที่มีจิตวิญญาณอ่อนแอและพลังต่อสู้เหี้ยมหาญอย่างเก๋อซาได้อย่างหมดจด
หลังจากสถานการณ์ใหญ่ถูกกำหนด เขาก็พาตู้เซี่ยกับตู้ชิวกลับบ้านเพื่อให้พวกเขาได้พบกับพ่อแม่ ทางพวกตู้ซวี่หนิงปลอดภัยไร้เรื่องราว อาจะเป็นเพราะเก๋อซาคนอื่นๆ คิดว่าจะจัดการตู้เซี่ยได้ เลยไม่ได้มีการเคลื่อนไหวเพิ่มเติม
นี่กลับประหยัดแรงลู่เซิ่งได้ส่วนหนึ่ง
จากนั้นตัวเขาก็ได้สั่งให้คนคุ้มครองนาฬิกาเทพ แล้วกลับทุ่งหญ้าเงียบๆ
...
ลมเย็นดั่งมีดกรีดเฉือน พัดเส้นผมทุกคนตั้งไปด้านบน
ลู่เซิ่งยืนอยู่หน้านาฬิกาเทพอย่างสงบขณะยื่นมือไปลูบผิวหินที่ยิ่งใหญ่ไพศาล
“คนที่ให้พวกเธอเตรียมไว้ พาตัวมาหมดหรือยัง” เขาถามเงียบๆ
“พาตัวมาหมดแล้วค่ะ!”
ด้านหลังลู่เซิ่ง โจวเฉซียนอู่ที่หน้าเหี้ยมเกรียมถือกระบี่ยาว สวมเสื้อกล้ามสีขาว สองแขนที่เผยออกมาบึกบึน ผิวสำริดเต็มไปด้วยเส้นเอ็นที่เหมือนกับรากไม้หนาแน่น
หงส์จักรพรรดิยืนอยู่ทางซ้ายมือของเธอ จั่วซิงหวังหัวหน้าจากทรายดารายืนอยู่ทางขวา ทั้งสองโกนศีรษะ สวมกางเกงขายาวสีดำ เปลือยร่างท่อนบน สักคำว่ากำปั้นตัวใหญ่ไว้กลางหลัง
“นำตัวมาให้หมด!” หงส์จักรพรรดิเลียริมฝีปากพร้อมกับโบกมือส่งเสียงตวาด
ไม่นานนักก็มีรถบรรทุกขนาดเล็กคันหนึ่งขับมาจากด้านหลังไม่ไกลออกไป
บนรถมีคนสิบกว่าคนถูกมัดกองระเกะระกะอยู่ ล้วนเป็นเด็กชายเด็กสาวที่มีอายุต่ำกว่าสิบหกปีทั้งสิ้น คนเหล่านี้ส่วนใหญ่มีใบหน้าชั่วร้าย ดูเหมือนเป็นนักเรียนธรรมดา แต่ดวงตากลับแฝงความเกรี้ยวกราด
“เด็กๆ ที่เคยฆ่าคนในสหพันธรัฐ ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา คนที่จับมาดำเนินคดีได้ล้วนอยู่นี่หมดแล้วครับ” หงส์จักรพรรดิเข้ามาอธิบาย
เขาที่ก่อนหน้านี้จะต่อสู้เป็นตายกับลู่เซิ่ง ตอนนี้ได้กลายเป็นสุนัขรับใช้ที่ภักดีกับลู่เซิ่งมากที่สุดด้วยจิตใจโน้มนำไปแล้ว
“อืม” ลู่เซิ่งพยักหน้าช้าๆ ดวงตากวาดผ่านร่างเด็กๆ พวกนี้ทีละคน
“ไม่มีจับผิดตัวใช่ไหม”
“เป็นไปไม่ได้ครับ เด็กพวกนี้ถ้าไม่ฆ่าลักทรัพย์ก็ฆ่าข่มขืน ยังมีพวกค้ายากับพวกที่ขายเด็กผู้หญิงด้วย ถึงขั้นยังมีพวกที่เป็นมือสังหารให้คนอื่น มีทุกประเภทเชียวล่ะครับ” หงส์จักรพรรดิกล่าวอย่างรังเกียจ ในฐานะองค์กรเก๋อซาที่มีความสัมพันธ์กับรัฐบาล กองกำลังที่หงส์จักรพรรดิเรียกใช้ได้อยู่เหนือจินตนาการของคนธรรมดา
ลู่เซิ่งพยักหน้าน้อยๆ
“ยกของมาเลย”
หลังจากสั่งออกไป ไม่นานก็มีคนหลายคนหามอ่างกลมขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางหลายเมตรเข้ามา
อ่างกลมเหมือนกับสร้างขึ้นจากหยกสีดำชนิดหนึ่ง ตรงขอบสลักลวดลายอักขระลี้ลับหลากหลายชนิด ยังมีรูปปั้นสัตว์ประหลาดอันพิสดารสี่คู่ที่เหมือนกับค้างคาวเกาะอยู่ตรงขอบอ่างด้วย
“เริ่มเลย” ลู่เซิ่งผงกศีรษะ
ไม่นานนักชายฉกรรจ์ตัวเล็กสองคนก็ก้าวเข้ามา คนหนึ่งจับตัวฆาตกรฆ่าคน แล้วปาดคออีกฝ่ายด้วยมีด
ฉูด!
เลือดสองสายพุ่งออกมา แล้วไหลเข้าไปในอ่างใหญ่บนพื้นอย่างแม่นยำ
พอเห็นฉากนี้ เด็กๆ ที่ถูกมัดและอุดปากไว้ล้วนตัวสั่น ต่างคนต่างตกใจจนหน้าถอดสี
เลือดไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง แล้วช้าลงเรื่อยๆ จนกระทั่งแทบแห้ง
ชายฉกรรจ์ทั้งสองคนทิ้งศพไปด้านข้าง จากนั้นก็จับเด็กมาอีกสองคน แล้วทำแบบเดิม
ไม่มีใครเห็นใจ เด็กชายเด็กหญิงที่ถูกหงส์จักรพรรดิจับมาพวกนี้ต่างก็ทำความผิดร้ายแรง เป็นพวกใจคอเหี้ยมโหด ที่เหลือล้วนเป็นพวกนิสัยบิดเบี้ยวและโมโหร้าย
ไม่มีใครบริสุทธิ์ ทั้งหมดเป็นพวกที่ได้รับการยกเว้นซึ่งได้รับการคุ้มครองจากช่องโหว่ของกฎหมาย เลือดแต่ละสายไหลลงอ่างหยกสีดำอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่แปลกประหลาดก็คือทั้งๆ ที่อากาศเย็นขนาดนี้ แต่เลือดในอ่างที่ออกจากตัวไปนานแล้วกลับไม่แข็งตัว
รอจนรีดเลือดออกจากตัวผู้ร้ายทั้งหมดเสร็จ ลู่เซิ่งก็ปรบมือ มีคนอ้วนร่างกำยำที่สูงสองเมตรกว่าๆ อีกคนเข้ามา
“โยนวัตถุดิบทั้งหมดเข้าไปเลย” ลู่เซิ่งสั่ง
“ครับ!” คนอ้วนรีบขานรับ ก่อนจะปลดถุงพลาสติกมากมายที่แบกไว้บนหลังลงมา
ซ่า...
ผงสีแดงหลายถุงถูกเทลงไปในอ่าง
เลือดในอ่างค่อยๆ กลายเป็นสีขาว สีแดงในตอนแรกหายไปอย่างช้าๆ สิ่งที่มาแทนที่คือกลิ่นหอมอ่อนๆ
ลู่เซิ่งดีดนิ้ว จุดแสงสีรุ้งจุดหนึ่งพุ่งออกไป แล้วหล่นลงอ่างอย่างแผ่วเบา
ฟู่ว!
อ่างหยกสีดำพลันลุกโหม เปลวเพลิงไม่ใช่สีแดง หากเป็นสีรุ้งกึ่งโปร่งแสงที่บริสุทธิ์
“สำเร็จแล้ว ไหนมาลองดูสักคน” ลู่เซิ่งกวาดตามองทุกคนที่อยู่รอบๆ ในกลุ่มคนที่อยู่ที่นี่มีอยู่ครึ่งหนึ่งที่เป็นเก๋อซา
“ฉันก็แล้วกันค่ะนายท่าน” โจวเฉวียนอู่ก้าวขึ้นหน้าพลางกล่าวอย่างสงบ จากนั้นเธอก็เดินไปถึงด้านหน้าอ่างหยกสีดำและจับรูปปั้นสัตว์สองตัวข้างอ่าง
โอ้!
สองแขนของเธอขยายและเกิดเลือดคั่งอย่างรวดเร็ว หน้าอกและแผ่นหลังฉีกออก ถูกกล้ามเนื้อที่พิลึกพิลั่นดันออกมา เผยให้เห็นเสื้อชั้นในแนบเนื้อที่สวมไว้ด้านใน
อ๊าก!
เธอตะโกนลั่น สองขาใหญ่ขึ้นเป็นเท่าตัว ก้อนกล้ามเนื้อสามเหลี่ยมขนาดใหญ่ที่เหมือนกับเกราะนูนขึ้นบนหลัง เอ็นเขียวและเส้นเลือดนับไม่ถ้วนที่คล้ายใยแมงมุมปรากฏบนผิว
ฮ่า!
อ่างหยกสีดำพลันถูกยกขึ้นเหนือศีรษะ อ่างหยกที่เมื่อครู่ยังแผ่วเบา ตอนนี้น้ำหนักกลับกลายเป็นหลายสิบเท่าของก่อนหน้าราวกับบรรจุเหล็กหนักนับไม่ถ้วน
ซ่า!
โจวเฉวียนอู่ยกอ่างใหญ่เทใส่ตัวเอง โลหิตสีน้ำนมที่ลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิงสีรุ้งถูกราดลงไปตามตัวเธอ
เปลวเพลิงสีรุ้งแผ่ขยายไปทั่วร่างเธออย่างรวดเร็ว
“ความ...ความรู้สึกนี้!?” โจวเฉวียนอู่วางอ่างหยกลง ร่างสั่นเทา ก่อนจะทรุดเข่าลงอย่างไม่อาจควบคุม
เปลวเพลิงสีรุ้งลุกไหม้อย่างรุนแรง ราวกับกำลังกัดกร่อนบางสิ่งบนร่างเธออยู่
ลู่เซิ่งมองเงียบๆ อยู่ด้านข้าง รออยู่แค่สักพัก โจวเฉวียนอู่ก็ค่อยๆ ยันกายขึ้น
“ฉัน...ยังมีชีวิตอยู่เหรอ” เธอยื่นมือออกมามองดูนิ้วที่บวมเล็กน้อยของตัวเองอย่างเหลือจะเชื่อ
ลู่เซิ่งที่อยู่ด้านข้างสัมผัสได้อย่างชัดเจน สิ่งที่เปลวเพลิงเผาไหม้คือพลังแห่งเก๋อซาทั้งหมดบนร่างของโจวเฉวียนอู่
ตอนนี้เปลวไฟมอดดับลงแล้ว หมายความว่าพลังแห่งเก๋อซาถูกเผาจนหมดแล้ว พูดง่ายๆ ก็คือ ตั้งแต่นี้ โจวเฉวียนอู่จะไม่ใช่เก๋อซาอีกต่อไป และไม่จำเป็นต้องเติมอายุขัยให้แกนหลักแห่งเก๋อซาอีก
เลือดในอ่างหยกป้อนอายุขัยที่เธอเสียไปคืนให้
“สำเร็จแล้ว” ลู่เซิ่งพยักหน้าเบาๆ
“สิ้นเปลืองกว่าที่จินตนาการไว้ แต่ก็คุ้มค่าอยู่ คนต่อไป” เขามองคนต่อไปที่อยู่ใกล้ๆ หงส์จักรพรรดิ
“ครับ!” หงส์จักรพรรดิก้าวออกมาก้าวหนึ่ง
หนึ่งชั่วโมงต่อมา เก๋อซาหลายคนที่ผ่านการทดสอบต่างได้รับข้อสรุป วิธีการที่หมีก่วงอิงถ่ายทอดให้สะดวกสบายเป็นอย่างยิ่ง นอกจากค่าตอบแทนที่มากไปสักหน่อยแล้ว ที่เหลือก็ไม่มีปัญหาอะไร
เพราะค่าตอบแทนแค่นี้เป็นแค่ชีวิตไม่กี่ชีวิต จึงไม่ใช่ปัญหา ไม่ว่าจะสำหรับตัวหงส์จักรพรรดิ เสาพิภพดารา หรือทรายดารา
ในทางตรงกันข้าม หลังจากพวกเขาค่อยๆ ถูกลู่เซิ่งควบคุม สมาชิกส่วนใหญ่กลับรู้สึกว่า การเสียสละชีวิตแค่นี้แต่กลับแลกความปลอดภัยของทุกคนมาได้ ช่างคุ้มค่าจริงๆ
หลังจากผ่านการทดสอบของเก๋อซาห้าคนติดต่อกันบนทุ่งหญ้า ลู่เซิ่งก็ยืนยันได้แล้วว่าวิธีการนี้สามารถขจัดพลังแห่งเก๋อซาออกไปได้จริงๆ หนำซ้ำยังเสริมอายุขัยที่เคยเสียไปได้ด้วย
ไม่นานเขาก็จัดให้ตู้เซี่ยกับตู้ชิวทำพิธีขจัด ลบพลังทั้งหมดบนตัวทั้งสองออกจนหมด และเติมอายุขัยของพวกเขา
เวลาค่อยๆ เคลื่อนคล้อย พริบตาเดียวก็ผ่านไปอีกหลายวัน
...
สี่วันต่อมา...ด้านในนาฬิกาเทพ
ลู่เซิ่งเดินอยู่ในช่องแตกอย่างช้าๆ ยังไม่ทันเดินไปถึงถ้ำที่หมีก่วงอิงอยู่ ก็พลันหยุดนิ่ง
เขายื่นมือออกไปวางบนผนังหินด้านข้าง
ลู่เซิ่งครอบครองแกนหลักแห่งเก๋อซามาได้หลายวันแล้ว ตอนแรกหมีเซิงหลงจะโผล่มาด่าสักสองประโยค ภายหลังพอพบว่าไม่มีประโยชน์ ก็เริ่มวิงวอนและโกหกไปเรื่อย
แสดงให้เห็นชัดว่า พอไม่ได้รับการบำรุงจากพลังของค่ายกลเพราะแกนหลักเก๋อซาอยู่ห่างจากนาฬิกาเทพ หมีเซิงหลงก็เริ่มร้อนรนจริงๆ แล้ว
พลังที่เขาสะสมไม่ใช่สิ่งที่ไร้สิ้นสุด แต่ต้องผลาญพลังเป็นจำนวนมากเพื่อรักษาจิตวิญญาณของตัวเองไว้ ทว่าตอนนี้ลู่เซิ่งกลับดึงพลังแห่งเก๋อซามากมายออกไป แม้จะมีการชดเชยเล็กน้อย แต่ก็เกิดการสิ้นเปลืองขณะสูบพลังเป็นอย่างมาก จึงไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ เลย
การดิ้นรนขอร้องของหมีเซิงหลงไม่อาจโยกคลอนลู่เซิ่งได้ สิ่งที่เขาพิจารณาอยู่ในตอนนี้คือจะหาประโยชน์สูงสุดจากโลกใบนี้ได้อย่างไร
อันดับแรกคือนาฬิกาเทพที่เก็บพลังอาวรณ์ไว้ไม่ทราบเท่าไหร่เรือนนี้
เขาที่ได้สติกลับมายื่นมือไปลูบไล้ผนังหินของนาฬิกาเทพเบาๆ
ชิ้ง!
ทันใดนั้น เขาแทงนิ้วเหมือนกับกรงเล็บแหลมเข้าไปด้านในอย่างหนักหน่วง ปักลึกจนถึงข้อมือ
“ขอร้อง...” เสียงของหมีเซิงหลงดังมาจากแกนหลักในทรวงอก
ลู่เซิ่งไม่สนใจแม้แต่น้อย หลังจากหมีเซิงหลงอ่อนแอลงเรื่อยๆ การป้องกันโดยรวมของนาฬิกาเทพก็อ่อนแรงลงเช่นกัน
พลังอาวรณ์ในนี้ปลอดโปร่งกว่าเดิม ตอนนี้ถึงเวลาเก็บค่าความลำบากที่ทนทรมานในช่วงนี้คืนแล้ว
ซู่...
พลังอาวรณ์ไร้รูปร่างจำนวนมากทะลักเข้ามาในร่างลู่เซิ่งอย่างบ้าคลั่งผ่านฝ่ามือ
หนึ่งพัน สองพัน สามพัน สี่พัน...
การกักเก็บพลังอาวรณ์พุ่งทะยานขึ้นอย่างคลุ้มคลั่ง
อินเตอร์เฟสดีปบลูกางออกด้านหน้าลู่เซิ่งอยู่แล้ว เขาเห็นได้อย่างชัดเจนว่าจำนวนของพลังอาวรณ์ที่อยู่บนนั้นกำลังพุ่งขึ้นเหมือนจรวด
พลังอาวรณ์อันยิ่งใหญ่ของนาฬิกาเทพทะลักเข้ามาในตัวเขาทั้งหมดเหมือนกับลูกโป่งรั่วลมโดยใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที
คุณลักษณะของนาฬิกาเทพไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย พลังอาวรณ์ไม่ได้ส่งผลต่อวัตถุสิ่งของมากนัก มองไปไม่ต่างจากเดิมเลย
สวบ
ลู่เซิ่งชักมือกลับ แล้วปิดอินเตอร์เฟสดีปบลู
“ที่เจ้ามาที่นี่ คิดดีแล้วหรือยัง” เสียงของหมีก่วงอิงพลันดังมาจากส่วนลึกของช่องแตก
“คิดดีแล้ว”
ลู่เซิ่งเดินไปด้านในต่อ
“ก่อนจะตัดสินใจจริงๆ ฉันอยากถามคำถามหนึ่ง” เขาผุดสีหน้าเรียบเฉย แสดงให้เห็นว่าได้ตัดสินใจแล้ว
“คำถามอะไร” หมีก่วงอิงถามด้วยรอยยิ้ม
“ฉันอยากจะแน่ใจว่า...คุณแข็งแกร่งขนาดไหน?!” เสียงยังไม่ทันขาด ลู่เซิ่งก็พุ่งเข้าใส่หมีก่วงอิงดุจสายฟ้าฟาด มือขวากลายเป็นดาบแล้วฟันใส่ศีรษะอีกฝ่ายสุดแรงเกิด!
หมีก่วงอิงยกมือขึ้น แขนที่สวมเกราะอ่อนสีดำป้องกันฝ่ามือของลู่เซิ่งได้อย่างแม่นยำ
ตูม!
พละกำลังอันยิ่งใหญ่สองสายปะทะกันอย่างรุนแรง คลื่นอากาศสีเทาจำนวนมากกระเด็นออกมา
“ฉัน...ไม่สนใจจะเข้าร่วมกลุ่มของผู้อ่อนแอหรอกนะ!”
ลู่เซิ่งตะโกนพร้อมกับกระแทกข้อศอกใส่อีกฝ่าย แต่หมีก่วงอิงใช้มืออีกข้างรับไว้
เปรี้ยงๆๆๆ!
ทั้งสองสู้กันในระยะประชิดอย่างดุเดือด ไม่มีพลังเหนือธรรมชาติใดๆ เพียงใช้กายเนื้อส่งพลังเท่านั้น
เสียงปะทะที่บ้าคลั่งและรุนแรงเชื่อมรวมกัน คลื่นเสียงหนาแน่นกระแทกนาฬิกาเทพจนสั่นสะเทือน
เศษหินนับไม่ถ้วนร่วงหล่นลงมาดุจห่าฝ่น
ลู่เซิ่งรุกใส่อย่างเต็มกำลังโดยไม่ป้องกันแม้แต่น้อย มีเพียงแต่การโจมตี กายเนื้อของเขาแข็งแกร่งสุดเปรียบปาน ต่อให้หมีก่วงอิงโจมตีโดนเขาสักทีสองที ก็เกิดแค่รอยถลอกเล็กๆ เท่านั้น ไม่นานก็หายไปเป็นปลิดทิ้งภายใต้การช่วยเหลือของด้ายกระตุ้นวิญญาณและแก่นหยาง
หมีก่วงอิงสวมเกราะดำ จุดที่เกราะแนบกับร่างมีคลื่นโปร่งแสงเล็กๆ กระเพื่อม ป้องกันหมัดเท้าที่โจมตีใส่เธอไว้ได้ทั้งหมด
“อานุภาพเทพ!” ลู่เซิ่งชักฝ่ามือกลับมาพนม แล้วหวดออกไปด้วยความเร็วอันน่ากลัวที่ไวกว่าเมื่อครู่หลายเท่าตัวทันที สองมือประกบกันกลายเป็นดาบพร้อมกับฟันลงด้านล่าง
“ฮ่าๆๆๆ!” หมีก่วงอิงหัวเราะลั่น ชักมือขวาไปด้านหลัง แล้วดึงดาบโค้งสีดำที่แคบยาวเล่มหนึ่งออกมาจากกลางอากาศพร้อมกับฟันไปด้านหน้า
ซู่! ตูม!
ดาบและมือของทั้งสองเชื่อมต่อกัน
คลื่นสีดำกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้นอย่างฉับพลัน ตอนแรกหดตัวก่อน จากนั้นก็ระเบิดอย่างสะเทือนเลื่อนลั่น พื้นบนทุ่งหญ้าในรัศมีหลายพันเมตรค่อยๆ แยกออก ร่องแยกที่ลึกจนมองไม่เห็นก้นหลายสายขยายตัวอย่างรวดเร็ว
..............................................
ระหว่างคนทั้งสองมีกระแสพลังงานไร้รูปร่างพุ่งกระจายออกมาอย่างบ้าคลั่ง ทำให้เส้นแสงบิดเบี้ยวไปโดยสิ้นเชิง
“คนอ่อนแอหรือ เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นคนแข็งแกร่งหรือ” ดาบสีดำเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นด้านข้างหมีก่วงอิง ก่อนจะฟันใส่เอวของลู่เซิ่งขณะลอยอยู่กลางอากาศ
ตามมาด้วยเล่มที่สองและเล่มที่สาม ดาบดำมากมายโผล่ออกมา แล้วอาศัยเวลาชั่วพริบตาที่ทั้งสองยื้อยันกันอยู่กระหน่ำฟันใส่ร่างของลู่เซิ่งอย่างคลุ้มคลั่ง
ฟ้าว!
เงามารสีดำอ่อนพุ่งออกมาจากด้านหลังลู่เซิ่งอย่างฉับพลัน แขนใหญ่สี่ข้างพุ่งลงมาจากด้านบนอย่างสะเทือนเลื่อนลั่นพร้อมกับตะปบเข้าใส่หมีก่วงอิง
แขนแข็งแกร่งสุดเปรียบปานเหมือนกับสร้างจากโลหะ มีสัญลักษณ์สีเขียวอ่อนนับไม่ถ้วนกะพริบแสงน้อยๆ เพิ่งจะเหวี่ยงลงมาก็กดทับดาบสีดำไว้อย่างแรง
ดาบสีดำพากันระเบิดออกและส่งเสียงดังสนั่น
หมีก่วงอิงจำเป็นต้องถอยหลังเพื่อหลบมือดำ เธอชักดาบดำบนมือกลับมาในพริบตา จากนั้นก็กระโจนไปด้านหน้า พร้อมกับวาดฟันรอยดาบสีดำสนิทด้วยความเร็วยิ่งกว่าเดิม
รอยดาบบิดงอกลางอากาศอย่างฉับพลัน หักเลี้ยวอยู่หลายสิบครั้งเพื่อหลบมือดำเหมือนกับร่องแยกแผ่ขยายและเหมือนกิ่งไม้ซ้อนแยก ก่อนจะฟันใส่ร่างลู่เซิ่งอย่างหนักหน่วง
เปรี้ยง!
ร่างลู่เซิ่งปลิวออกไป เห็นเงาดำขนาดยักษ์กลุ่มหนึ่งรองรับด้านหลังของเขาได้อย่างเลือนราง แถมมันยังหักล้างพลังงานทำลายล้างอันยิ่งใหญ่จากดาบดำที่ทะลักเข้ามาในร่างอย่างต่อเนื่องเหมือนกับเป็นกาฝากในร่างเขาอีกต่างหาก
ในพริบตาที่เขาถอยหลังนั่นเอง หนามแหลมแท่งหนึ่งก็พุ่งออกมาจากด้านหลังเงาดำอย่างรุนแรง ก่อนจะเจาะทะลุไหล่ขวาของหมีก่วงอิงดังสวบ
เดิมหนามแหลมเล็งใส่กลางทรวงอกของเธอ แต่เธอกลับหลบหลีกได้อย่างเส้นอย่างแดงผ่าแปด ทิศทางจึงเบี่ยงออกเล็กน้อย
“เอาอีก!” หมีก่วงอิงเอาจริงแล้ว คมมีดสีดำดีดออกมาจากสองมือสองขา นิ้วมือและนิ้วเท้าของเธอมีมีดดำคมกริบหลายเล่มดีดออกมา คมมีดสีดำแถวหนึ่งที่แน่นขนัดงอกออกมาบนหลังเหมือนกับครีบปลา ดูเหมือนกับปลาฉลามและสเตโกซอรัส
“หมื่นโยชน์ เก้าทัณฑ์สังหาร!”
ร่างหมีก่วงอิงสั่นไหว มีดดำทั้งหมดบนร่างพุ่งออกไปสู่ฟากฟ้า แล้วโจมตีใส่ลู่เซิ่งจากทุกทิศทุกทางเหมือนกับถูกเงาคนไร้รูปร่างมากมายถืออยู่
เคร้งๆๆๆ!
เสียงโลหะนับไม่ถ้วนปะทะกันดังกระหึ่ม
หลายอึดใจต่อมา เสียงก็ค่อยๆ เงียบลง ทุ่งหญ้าในรัศมีหลายร้อยเมตรที่ลู่เซิ่งยืนอยู่ถูกเฉือนเป็นหลุมใหญ่ครึ่งวงกลมที่ลึกหลายสิบเมตร
เศษหินดินทรายทั้งหมดในหลุมหายไปอย่างไร้ร่องรอย มีดดำนี้เหมือนกับมีผลทำลายล้างพิเศษที่กัดกร่อนและแยกส่วนวัตถุที่โดนฟันได้โดยสมบูรณ์
“การฟันครั้งสุดท้าย วิญญาณอสรพิษดาราพร่างพราย...”
“เอาล่ะ พอได้แล้ว” อยู่ๆ เสียงอันยิ่งใหญ่ก็ขัดขวางการสั่งสมพลังของหมีก่วงอิง
กลางอากาศเหนือหลุมยักษ์ มนุษย์ที่เป็นเงาดำขนาดยักษ์ช้อนตัวลู่เซิ่งให้ลอยอยู่กลางอากาศ
บนตัวลู่เซิ่งนอกจากรอยดาบสีขาวอมเทากลุ่มใหญ่แล้ว ก็ไม่มีอาการบาดเจ็บใดๆ อีก ดวงตาของเขาฉายแววพึงพอใจขณะจ้องมองหมีก่วงอิงที่อยู่บนพื้นด้านล่าง
“แค่การทดสอบเล็กๆ เท่านั้นเอง คุณคงไม่ได้คิดเป็นจริงเป็นจังหรอกนะ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย
บนร่างนอกจากเสื้อผ้าที่กลายเป็นชิ้นๆ บางส่วน ที่เหลือกลับไม่มีความเสียหายใดๆ แม้แต่น้อย
หมีก่วงอิงกำลังจะใช้ท่าไม้ตาย อยู่ๆ ลู่เซิ่งก็ทำท่าละทิ้งการป้องกันโดยสิ้นเชิง เธอจึงฝืนเก็บกระบวนท่าที่กำลังสะสมพลังกลับมา ลองลูบบาดแผลบนไหล่ดู ในใจเธอกลับเกิดความคับข้องอย่างบอกไม่ถูก
“เจ้าเด็กผู้นี้!”
“คุณอยากจะชวนฉันเข้าร่วมสมาคมธวัชเหล็กไม่ใช่เหรอไง ก่อนหน้านี้ฉันเข้าร่วมสาวกจันทราแดงแล้ว จะมีผลกระทบอะไรไหม” ลู่เซิ่งพูดตรงๆ โดยไม่ปิดบังแม้แต่น้อย
“สาวกจันทราแดงหรือ” ความสนใจของหมีก่วงอิงถูกหันเห พลังบนร่างจึงลดลง
“ไม่เป็นไร ผู้ปกครองจันทราแดงมีไม่เกินสองคน ไม่มีปัญหาใหญ่อะไรนัก”
“หือ” ลู่เซิ่งเลิกคิ้วน้อยๆ ฟังดูเหมือนกับผู้ปกครองจันทราแดงจะไม่ใช่ฉายา หากคล้ายกับระดับขั้นในองค์กรแบบรวมๆ มากกว่า
“แย่แล้ว ข้าอยู่ที่นี่ได้อีกไม่นานแล้ว เพราะใช้พลังเกินขีดจำกัดของโลกไป เลยจำเป็นต้องกลับในอีกหนึ่งชั่วโมง เจ้ามีอะไรอยากถามก็รีบหน่อย” หมีก่วงอิงโยนมีดสั้นสีเขียวมรกตเล่มหนึ่งออกมาอย่างหงุดหงิด
“รับไว้ นี่เป็นเครื่องยืนยันขององค์กร เจ้ามีศักยภาพไม่เลว แต่หากต้องการหาผลประโยชน์ที่จับต้องได้หลังจากเข้าร่วมองค์กร จะต้องสร้างความดีความชอบของตัวเอง ในโลกใบเล็กมีขีดจำกัดของพลัง ข้าจึงทดสอบเจ้าไม่ได้ แต่ถ้าเจ้ามั่นใจว่าตัวเองมีดีพอ ก็สามารถช่วยสมาชิกฝึกฝน กำจัดไล่ล่า และช่วยสู้ได้เช่นกัน ถ้าเจ้ามีพลังไม่พอแต่มีจุดเด่นในด้านอื่นๆ ก็สามารถหาค่าความดีความชอบได้เหมือนกัน สมาคมธวัชเหล็กไม่ต้องการแค่สมาชิกด้านการต่อสู้เท่านั้น บุคลากรด้านอื่นๆ ก็มีความต้องการเช่นกัน”
ลู่เซิ่งรับมีดสั้นไว้ ตอนแรกยังรู้สึกว่าสาวกจันทราแดงพึ่งพาไม่ค่อยได้ นึกไม่ถึงว่าการมายังโลกใบเล็กกลับทำให้คว้าโอกาสที่เหมือนจะไม่เลวได้โดยบังเอิญ
สมาคมธวัชเหล็กนี้จะเป็นอย่างไร ยังต้องรอดูต่อไป
“ตอนออกจากโลก เจ้าจงถือมีดสั้นไว้ แล้วไปตามสัญลักษณ์นำทางบนนั้น จะมีพลังงานชักนำเจ้าเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ของพวกเรา เจ้าเป็นมารสวรรค์ ร่างหลักกับร่างจุติไม่แน่ว่าจะเหมือนกัน ดังนั้นอย่าลืมวางมีดสั้นไว้ในตำแหน่งที่สะดุดตาที่สุดด้วย” หมีก่วงอิงกำชับ “ครั้งนี้เจ้าช่วยข้าไว้ ข้าจำบุญคุณไว้แล้ว ไว้จะใช้คืนให้”
“ได้” ลู่เซิ่งไม่เกรงใจเช่นกัน
“ถ้าไม่มีเรื่องอะไรแล้ว เจ้าจะไปกับข้าเลยก็ได้ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาฉีกมิติอีก” หมีก่วงอิงใคร่ครวญเล็กน้อย สุดท้ายก็ชวนลู่เซิ่งร่วมทาง
“ไม่ล่ะ ฉันยังมีธุระที่ต้องจัดการที่นี่” ลู่เซิ่งส่ายหน้าปฏิเสธอย่างละมุนละม่อม ล้อเล่นหรือไง อุตส่าห์มาที่นี่ทั้งที หากไม่เอาอะไรกลับไป คงไม่คุ้มกับอัตราการไหลของเวลาที่ใกล้เคียงกันขนาดนี้
“ก็ได้...แต่เจ้าระวังตัวไว้ด้วย โลกใบนี้เกี่ยวข้องกับคู่แค้นของข้าล้ำลึกมาก ยังมีสถานที่ลึกลับบางส่วนที่ซุกซ่อนความลับใหญ่เอาไว้ ต่อให้เจ้าเป็นมารสวรรค์ ไม่ได้เอาร่างหลักมา แต่ก็อาจจะเจออันตรายได้อยู่ดี” หมีก่วงอิงเตือนอย่างหวังดี เธอมองคนที่พลัง ลู่เซิ่งสามารถสู้กับเธอซึ่งหน้าได้หลายกระบวนท่า แม้จะยังไม่อาจแบ่งผลแพ้ชนะ แต่ก็ได้รับการยอมรับจากเธอแล้ว
“ได้” ลู่เซิ่งพยักหน้าอย่างจริงจัง
“ไม่ส่งแล้ว” หมีก่วงอิงหมุนตัวหายไปในนาฬิกาเทพอย่างรวดเร็ว
ลู่เซิ่งไม่ได้ตามไป หากลอยไปทิ้งตัวลงบนทุ่งหญ้าใกล้ๆ อย่างแผ่วเบา เขาคลำพลังของหมีก่วงอิงออกบางส่วนแล้ว แต่เป็นเพราะขีดจำกัดของโลก อีกฝ่ายจึงจำเป็นต้องตกเป็นฝ่ายรับ ไม่อาจใช้พลังมากเกินไป ถูกถ่วงมือถ่วงเท้า
แต่เขาต่างกัน ร่างขีดจำกัดคงกระพันที่ใช้ระบบพลังดั้งเดิมยกระดับขึ้นทีละก้าวๆ ไม่เกรงกลัวสิ่งใด จึงแสดงพลังทั้งหมดของตนออกมาได้อย่างสมบูรณ์ อีกทั้งยังใช้พลังของร่างหลักมาประสานภายในเป็นระยะเวลาสั้นๆ ใต้การอำพรางของร่างกายร่างนี้ได้ด้วย
‘ตัวตนที่จุติเดินทางในโลกด้านนอกหาเรื่องไม่ได้สักคนเดียวจริงๆ’ ลู่เซิ่งทอดถอนใจ ผู้จุติมายังโลกด้านนอกทุกคนที่เขาได้เจอจนกระทั่งถึงวันนี้ บ้างก็เป็นมารสวรรค์ บ้างก็เป็นผู้เข้มแข็งในระบบอื่นๆ หรือไม่ก็มีสถานะอื่นๆ
แต่ว่าพวกเขาทั้งหมดมีจุดร่วมเดียวกัน นั่นก็คือแข็งแกร่งมาก
‘ช่างเถอะ รีบเก็บรวบรวมผลลัพธ์กลับไปให้เร็วที่สุดดีกว่า สมาคมธวัชเหล็กอาจจะช่วยเราได้ในระดับหนึ่ง เพียงแต่ไม่รู้ว่ามีพลังถึงระดับไหน สามารถเทียบเคียงกับอสูรอินทรีราชสีห์แปดเศียรได้หรือไม่’
หลังจากกลับจากทุ่งหญ้า ลู่เซิ่งก็ดูดซับพลังแห่งเก๋อซาของตู้ชิวและตู้เซี่ย ส่วนเก๋อซาคนอื่นๆ ไม่เกี่ยวข้องกับเขาแล้ว
สองสามวันถัดจากนั้น หลังจากใช้จิตโน้มน้าวข้าราชการระดับสูงหลายคนของสหพันธรัฐ ลู่เซิ่งก็ขยายขุมอำนาจยิ่งใหญ่ที่มีพวกหลินชือชือเป็นผู้นำไปทั่วทั้งสหพันธรัฐสำเร็จ
จากนั้นเขาก็เริ่มรับหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ฝึกอบรมพิเศษในหงส์จักพรรรดิ ช่วยฝึกอบรมพนักงานเพื่อแก้ไขปัญหาทางจิตทุกรูปแบบ
ประสิทธิผลของวิชาจิตโน้มนำโดดเด่นยิ่ง เจ้าหน้าที่ทั้งหมดที่ได้รับการฝึกอบรมต่างก็มีความกระตือรือร้นต่อหน้าที่ ร่างกายเองก็กำยำขึ้นมากเช่นกัน
องค์กรที่ได้รับการฝึกอบรมต่างก็ได้รับประโยชน์ แล้วเริ่มต้นดึงดูดขุมกำลังหรือองค์กรจำนวนมากกว่าเดิมเพื่อเข้ารับการอบรมต่อไป
ไม่นานชื่อเสียงของลู่เซิ่งก็โด่งดังขึ้นเรื่อยๆ เขาเริ่มออกเดินทางไปทั่วโลกเพื่ออบรมและบรรยาย
แฟนคลับของลู่เซิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ภายใต้การชี้นำของวิชาจิตโน้มนำ ขอแค่เป็นคนที่มาฟังคำบรรยาย ทุกคนต่างก็กลายเป็นผู้พิทักษ์ที่ซื่อสัตย์ของเขาโดยสมบูรณ์
กล้ามเนื้อ...ไม่สิ แฟนคลับเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ งานบรรยายระดับหมี่นคนถูกจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ชื่อของตู้สยงเริ่มขจรขจายไปทั่วโลก
บางคนเรียกเขาว่าจักรพรรดิมวยนักบุญ บางคนเรียกเขาว่าประกายแสงเทพเจ้า แต่คนจำนวนมากชอบเรียกเขาว่าผู้แสวงบุญเสียงศักดิ์สิทธิ์มากกว่า
วีรชนแห่งสังคมจำนวนมากถูกวิชาจิตโน้มนำของลู่เซิ่งชี้ทางให้ พวกเขากลายเป็นหูเป็นตานับไม่ถ้วนโดยไม่รู้สึกตัว และมุ่งหน้าไปยังทั่วทุกมุมโลกเพื่อรวบรวมพลังอาวรณ์ให้กับลู่เซิ่ง สร้างความดีความชอบให้กับตัวเองโดยควบคุมตัวเองไม่ได้
วัตถุโบราณจำนวนเหนือคณานับถูกเก็บรวบรวม ก่อนจะมีการขนย้ายเข้าไปในเมืองต้นบุปผา
สมาชิกของหงส์จักรพรรดิและหมอกกัดกร่อนสร้างคลังขนาดใหญ่เก้าแห่งในเมืองต้นบุปผาภายใต้การร่วมมือของหน่วยงานรัฐ ด้านในมีวัตถุโบราณและมรดกทางวัฒนธรรมจากหลายแห่งบนโลกถูกส่งเข้ามาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย
ทุกๆ วันลู่เซิ่งจะไปที่คลัง จากนั้นก็ย้ายของที่ไม่มีประโยชน์ออก แล้วเปลี่ยนเป็นกลุ่มใหม่
อย่างไรวัตถุโบราณที่มีพลังอาวรณ์ก็มีน้อยเต็มที หนำซ้ำแต่ละชิ้นยังมีแค่สองสามร้อยหรือสิบยี่สิบหน่วยเท่านั้น
ลู่เซิ่งใช้เวลาเกือบสามวันกว่าๆ จึงค่อยดูดซับพลังอาวรณ์ได้สามหมื่นกว่าหน่วย แต่ในที่สุดแกนหลักแห่งเก๋อซาจากหมีเซิงหลงก็ได้ถูกเขาผสมเข้ากับจิตวิญญาณอย่างสมบูรณ์ในช่วงเวลานี้เอง
พูดอีกอย่างก็คือ ในที่สุดแกนหลักของเก๋อซาก็กลายเป็นของเขาโดยสมบูรณ์ เขาสามารถเรียกใช้พลังแห่งเก๋อซาที่อยู่ด้านในได้ตามใจชอบ
ตอนนี้นาฬิกาเทพค่อยๆ จางหายไปแล้ว เก๋อซาทั่วโลกเริ่มแก่ชราลงอย่างรวดเร็วในระดับที่แตกต่างกัน นอกจากพวกที่ลู่เซิ่งช่วยไว้ เก๋อซาทุกคนต่างก็พร่ามัวและหายไปอย่างรวดเร็วในเวลาสั้นๆ แค่ห้าวัน
ไม่ใช่หายไปธรรมดาๆ แต่ไม่ได้ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้หลังจากหายไปด้วย พ่อแม่และเพื่อนๆ ในอดีตต่างลืมเลือนพวกเขาโดยอัตโนมัติ
ผู้ที่ไม่ได้รับผลกระทบเพียงคนเดียวมีแค่ลู่เซิ่ง
หลังจากเก๋อซาหายไป แกนหลักแห่งเก๋อซาบนร่างเขาก็ได้รับพลังแห่งเก๋อซาที่ยิ่งใหญ่ไพศาลในเวลาที่สั้นสุดขีด
ความแข็งแกร่งของพลังสายนี้ไปถึงระดับร่างหลักของลู่เซิ่งแล้ว
สถานที่บางส่วนในโลกใบนี้เหมือนจะปรากฏเค้าลางพิเศษบางส่วน เป็นความกระสับกระส่ายที่เกิดขึ้นจากการล่อลวงของแกนหลักแห่งเก๋อซาในมือลู่เซิ่ง
พอถึงเวลานี้ ลู่เซิ่งจึงค่อยตัดสินใจว่าถึงเวลากลับแล้ว
...
เมืองต้นบุปผา
ลู่เซิ่งนั่งอยู่ในร้านกาแฟริมถนน อ่านหนังสือพิมพ์ไปพลาง ยกแก้วขึ้นดื่มไปพลาง
ตู้เซี่ยกับตู้ชิวนั่งอยู่ด้านหน้าเขาด้วยท่าทางน่ารักเชื่อฟัง มีชายฉกรรจ์ร่างบึกบึนสองคนเฝ้าประตูร้านกาแฟอยู่ไม่ไกลออกไป ไม่ขยับเขยื้อนเหมือนกับทวารบาล
ร้านกาแฟถูกเหมา ลูกค้าทุกคนถูกเคลียร์ออกไปในตอนที่พวกลู่เซิ่งเข้ามา
“อีกไม่นานพี่อาจจะต้องเดินทางไกลนะ” ลู่เซิ่งวางหนังสือพิมพ์ลงแล้วกล่าวกับน้องชายน้องสาวที่อยู่ตรงหน้า
หลังจากตู้เซี่ยกับตู้ชิวถูกขจัดพลังแห่งเก๋อซาออกไป ทั้งสองคนก็ออกจากโลกอันแสนลี้ลับพิสดารใบนั้นโดยสิ้นเชิง แล้วเริ่มใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดา
ปัจจุบันเก๋อซาทั้งหมดสูญเสียพลังไปโดยสิ้นเชิง โลกคล้ายกลับสู่ครรลองที่ถูกต้อง ไม่ได้บิดเบี้ยวเอนเอียงเหมือนเมื่อก่อนหน้านี้อีกแล้ว
ตู้ชิวกับตู้เซี่ยเหมือนกับกลายเป็นนักเรียนมัธยมต้นธรรมดาๆ อย่างแท้จริง ทุกๆ วันจะไปเรียนและกลับบ้านมาทำการบ้าน รวมถึงเตรียมบทเรียนด้วยตัวเอง
พวกเขาไม่รู้เช่นกันว่าต่อจากนี้พี่ชายจะทำอะไรต่อ
“จะกลับมาเมื่อไหร่คะ” ตู้เซี่ยที่ยังคงมีนิสัยเงียบขรึมถามด้วยท่าทางเป็นผู้ใหญ่
“ไม่รู้เหมือนกัน” ลู่เซิ่งส่ายหน้า “ที่ที่พี่จะไป พวกเธอไปด้วยไม่ได้ เพราะอันตรายมาก”
ตู้ชิวกับตู้เซี่ยสบตากัน
“ไม่ไปได้ไหมครับ” ตู้ชิวถาม
“ไม่ได้” ลู่เซิ่งส่ายหน้าน้อยๆ
“งั้นหนูจะไปด้วย” ตู้เซี่ยกล่าวอย่างแน่วแน่
“ผมก็เหมือนกัน” ตู้ชิวไม่ยอมแพ้
..............................................
ลู่เซิ่งหัวเราะ ผลลัพธ์ของเขาบนโลกใบนี้นับว่าอุดมสมบูรณ์ แค่แกนหลักแห่งเก๋อซาเม็ดเดียวก็คุ้มค่ามากแล้ว แต่ผลพลอยได้มากกว่านั้นกลับอยู่ที่เด็กๆ สองคนตรงหน้า
โลกใบนี้คล้ายกับโลกใบเดิมมากจนทำให้ลู่เซิ่งมักจะสับสนว่า ตนเองกลับมาโลกที่เคยอยู่รึเปล่า
หลังจากมาอยู่อาศัย ความเสียดายบางส่วนของเขาบนโลกใบเดิมก็ได้รับการปลอบประโลมอย่างไม่รู้ตัว
ทว่าการดำรงอยู่ของแกนหลักแห่งเก๋อซาทำให้เขาทราบว่า ที่นี่เพียงแค่คล้ายกับโลกใบเดิมเท่านั้น
“พวกเธอ...เป็นเด็กดีทั้งคู่...ไม่ต้องห่วงหรอก พี่ไปเดี๋ยวเดียวก็กลับ กลับมาอยู่กับพวกเธอ ต่อจากนั้นก็จะไม่ไปไหนอีกแล้ว”
เขาได้เตรียมทุกอย่างเอาไว้แล้ว ส่วนตัวแทนของตู้สยง เขาเพียงแค่ต้องใช้วิชาจิตโน้มนำแก้ไขความทรงจำของตู้สยงเพื่อให้สมเหตุสมผลขึ้นนิดหน่อยก็พอ
พอเป็นแบบนี้ ต่อให้ลู่เซิ่งจากไป ขุมกำลังและทรัพยากรที่ทิ้งไว้ให้ตู้สยงจะทำให้เขาไร้เทียมทานบนโลกใบนี้
แม้ว่าร่างคงกระพันสูงสุดของกายเนื้อกับวิชามวยทำลายล้างในพริบตาจะถูกลู่เซิ่งดูดไปด้วย แถมยังจะอ่อนแอลงเพราะขอบเขตมรรคายุทธ์ที่ไม่มากพอ กระนั้นลู่เซิ่งก็ได้ทิ้งกายเนื้อร่างนี้ที่มีพลังป้องกันตัวบางส่วนเอาไว้
“ไม่ต้องห่วง พี่จะกลับมาแน่” ลู่เซิ่งปลอบ “เพียงแต่หลังจากพี่ไป พวกเธอต้องดูแลพ่อกับแม่ให้ดี ถ้ามีเรื่องอะไร ให้ไปหาพวกพี่โจวนะ”
“อื้อ” ตู้เซี่ยเงียบลงเล็กน้อย ก่อนจะตอบรับ
ลู่เซิ่งยื่นมือไปลูบผมของเด็กทั้งสองพร้อมกับยิ้มอย่างอบอุ่น
ต่อจากนี้ ขึ้นอยู่กับตัวตู้สยงเองแล้ว
แน่นอนว่าจิตวิญญาณของตู้สยงได้หลอมรวมเข้ากับร่างหลักของลู่เซิ่งแล้ว แต่ขอแค่สมองและกายเนื้อยังอยู่ ลู่เซิ่งก็สามารถใช้วิชาจิตโน้มนำเปลี่ยนแปลงความทรงจำและสร้างตู้สยงที่สมบูรณ์ขึ้นมาได้
จิตวิญญาณใหม่ซึ่งถือว่าได้เกิดใหม่เป็นครั้งแรก
การปั้นจิตวิญญาณเป็นหนึ่งในผลพลอยได้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ลู่เซิ่งได้จากโลกใบนี้ เขาเข้าใจโครงสร้างหลักของจิตวิญญาณอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
โครงสร้างการทำงานในแกนหลักแห่งเก๋อซาที่ได้มาทำให้เขารู้จักจิตวิญญาณอย่างแท้จริง
เนื่องจากแกนหลักแห่งเก๋อซาสร้างเก๋อซาผู้มีความสามารถพิเศษแข็งแกร่งจำนวนมากออกมาด้วยการเติมพลังแห่งเก๋อซาเข้าไปอย่างต่อเนื่องผ่านกลไกโครงสร้างชนิดนี้
หลังออกจากคาเฟ่ ลู่เซิ่งก็ไปพบพวกโจวเฉวียนอู่และหงส์จักรพรรดิ พวกเขาที่ได้รับการขจัดพลังแห่งเก๋อซายังคงมีสารกายจำนวนมหาศาลที่ลู่เซิ่งมอบให้ เป็นสารกายที่เติมด้ายกระตุ้นวิญญาณเข้าไปในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้กายเนื้อของเขาอยู่ในสภาพสูงสุดที่เต็มไปด้วยกำลังวังชาตลอดเวลา
ขอแค่ต่อจากนี้ไม่ใช้เปลืองเกินไป คนพวกนี้อย่างน้อยที่สุดจะมีชีวิตถึงขีดจำกัดอายุขัยที่ยีนรองรับโดยไม่เจ็บไม่ป่วย
นี่เป็นประสิทธิผลอันแข็งแกร่งที่เกิดขึ้นจากการใช้แกนหลักแห่งเก๋อซาร่วมกับด้ายกระตุ้นวิญญาณ
ลู่เซิ่งบอกแผนการที่จำเป็นต้องทำหลังจากเขาจากไปให้ทุกคนรู้อย่างละเอียด จากนั้นก็ไปตรวจสอบคลังใหญ่ทั้งเก้าอีกรอบ หลังจากยืนยันแล้วว่าไม่มีพลังอาวรณ์ตกหล่นอีก จึงค่อยมุ่งหน้าไปยังทุ่งหญ้ายักษ์ที่นาฬิกาเทพเคยอยู่
หมีก่วงอิงที่อยู่ที่นั่นเพิ่งจะจากไปไม่นาน เลยฉีกมิติได้ง่ายขึ้น ความสิ้นเปลืองที่จำเป็นก็ลดน้อยลงกว่าเดิมมากเช่นกัน
...
สามวันต่อมา
ลู่เซิ่งโยนมีดแกะสลักสั่งทำพิเศษในมือทิ้ง ขณะมองดูค่ายกลยักษ์ที่ปรับให้ดีขึ้นเรียบร้อยแล้วบนพื้น
เขาโบกมือเบาๆ
คริสตัลสีดำจำนวนมากลอยขึ้นจากรถบรรทุกด้านหลัง แล้วลอยเข้าไปในช่องว่างของลวดลายค่ายกลทันที
ช่องว่างเหล่านี้เป็นตำแหน่งที่เหลือไว้ให้คริสตัลสีดำโดยเฉพาะ
ลู่เซิ่งที่จัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เดินไปยังกลางค่ายกล แล้วก็นั่งลงขัดสมาธิพร้อมกับหลับตา
เวลาค่อยๆ ผ่านไปทีละนิดๆ...
ซู่...
อยู่ๆ ร่องแยกสีดำสายหนึ่งก็เปิดออกบนหน้าผากของเขา กลุ่มแสงสีดำขนาดเท่ากำปั้นกลุ่มหนึ่งลอยออกมาจากด้านในแล้วตกลงพื้น มีลักษณะเหมือนร่างหลักของลู่เซิ่ง
เขายื่นมือออกมาชี้ ร่องแยกบนหน้าผากตู้สยงปิดลงอย่างฉับพลัน สมานตัวและหายไปด้วยความเร็วสูง
จากนั้นด้ายกระตุ้นวิญญาณก็พุ่งเข้าไปในหัวใจของอีกฝ่าย เพื่อรักษาพลังชีวิตของกายเนื้อเอาไว้
จิตวิญญาณของตู้สยงในตอนนี้ไม่อยู่แล้ว นับว่าอยู่ในสภาพสมองตายโดยสมบูรณ์ แต่ถึงแม้ว่าสมองจะไม่มีความนึกคิดอีก กลับยังคงทำงานได้ตามปกติ
‘ถึงเวลาปั้นจิตวิญญาณแล้ว’ ลู่เซิ่งสัมผัสได้ว่าร่างกายของตู้สยงกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ที่ควบคุมไม่ได้อย่างหนึ่ง จึงรีบงอนิ้วดีดออก
เปลวเพลิงสีเขียวจุดหนึ่งพุ่งออกไปอย่างฉับพลัน ก่อนจะหายไปในหว่างคิ้วของตู้สยง
‘จิตวิญญาณๆ...สิ่งมีชีวิตมีสามสมบัติคือ สารกาย ปราณ และจิต บันทึกของลัทธิเต๋ามีเหตุผลจริงๆ การบริโภคสารอาหารเข้าไปในตอนแรกสุดคือการใช้เครื่องจักรอย่างกายเนื้อเปลี่ยนวัตถุภายนอกให้กลายเป็นพลังงาน’
ลู่เซิ่งมองดูไฟหยินจุดแรกระเบิดออกในร่างของตู้สยงขณะควบคุมให้กายเนื้อของตู้สยงดูดซับกายเนื้อของร่างคงกระพันสูงสุด เพื่อเปลี่ยนมันให้กลายเป็นแก่นพลังจำนวนมาก
‘หลังจากเปลี่ยนแก่นพลังออกมาแล้ว ค่อยใช้กายเนื้อเผาผลาญเป็นพลังงานปราณ หรือก็คือการจุดไฟชีวิตขึ้น ปราณผลักดันอวัยวะและเนื้อเยื่อ ทำให้กายเนื้อทำงานอย่างต่อเนื่องเหมือนกับเครื่องจักร เซลล์ เนื้อเยื่อ และอวัยวะจำนวนมากที่ทำงานจะสร้างความปรารถนาต่างๆ ขึ้นตามสัญชาตญาณ ความปรารถนาเหล่านี้จะผสมกันกลายเป็นสนามชีวิตที่ยิ่งใหญ่หรือสนามพลังจิตชนิดหนึ่ง นี่ก็คือจิต’
ลู่เซิ่งขยับนิ้ว ไฟหยินที่เพิ่งหายเข้าไปในตัวตู้สยงกลุ่มนั้นพุ่งออกมาหล่นลงบนปลายนิ้วของเขา
ไฟหยินกลุ่มนี้ถูกย้อมเป็นสีดำดุจหมึกโดยสมบูรณ์ ใจกลางเต้นอย่างช้าๆ เหมือนกับหัวใจ ดูราวกับสิ่งมีชีวิต
‘จิตคือสิ่งที่สะท้อนกายเนื้อ เป็นส่วนขยาย และเป็นการรวมกันของเซลล์ ความปรารถนา และความต้องการจำนวนนับไม่ถ้วน และมีแต่การทำให้ความต้องการพื้นฐานสมบูรณ์จนกลายเป็นนายของตัวเองได้อย่างแท้จริงเท่านั้น จิตจึงจะยกระดับเป็นจิตวิญญาณ ทั้งจิตและจิตวิญญาณ...ร่างกายคือบ่อกำเนิด แต่หลังจากยกระดับแล้ว จิตจะเป็นตัวตัดสินทุกอย่างของกายเนื้อดังนั้นหากต้องการจะปั้นจิตวิญญาณขึ้น อันดับแรกต้องเริ่มจากกายเนื้อ...จิตคือตัวสะท้อนกายเนื้อ และกายเนื้อจะเหลือรอยตราประทับนับไม่ถ้วนตามเวลาที่ผ่านไป...ร่องรอยรอยตราประทับพวกนี้จะทำให้เซลล์เกิดการเปลี่ยนแปลงและเกิดความแตกต่างเล็กๆ ขึ้น เซลล์หลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงและสนามชีวิตเกิดความปรารถนาที่รวมตัวกัน ก็คือความทรงจำนั่นเอง...”
ลู่เซิ่งยื่นมือออกมา เปลวเพลิงสีเขียวอ่อนลุกไหม้ขึ้นกลางฝ่ามือ เขาโคจรวิชาจิตโน้มนำอย่างฉับพลัน วิชาจิตโน้มนำที่มีระดับมากกว่าพันไม่ได้สะกดจิตตัวดวงจิตโดยตรง หากส่งผลต่อเซลล์นับไม่ถ้วนของกายเนื้อ นี่จึงเป็นความแข็งแกร่งของวิชาจิตโน้มนำวิชานี้
แหล่งที่มาของไฟหยินคือไฟชนิดพิเศษที่ใช้สกัดสิ่งเจือปนในปราณมารของสำนักมารกำเนิด แต่ว่าเปลวไฟชนิดนี้เผาไหม้จิตวิญญาณได้เช่นกัน ความเสียหายที่ทำต่อวัตถุกลับไม่มากเท่ากับจิตวิญญาณ
ดังนั้นลู่เซิ่งจึงใช้มันมาเผาสกัดร่างคงกระพันสูงสุด เพื่อสกัดกายเนื้อที่แข็งแกร่งนี้ให้กลายเป็นแกนพลังบริสุทธิ์ทีละนิดๆ ร่างหลักจะได้ดึงออกไปได้
จากนั้นก็สลักร่องรอยความทรงจำมากมายลงบนกายเนื้อของตู้สยงโดยใช้ไฟหยิน
‘กายเนื้อให้กำเนิดจิตวิญญาณ จิตวิญญาณกลับเป็นนายของกายเนื้อ มีแต่การยกระดับจิตวิญญาณอย่างไม่หยุดยั้งเท่านั้นถึงจะมีผลต่อชีวิตและเสริมความแข็งแกร่งให้แก่กายเนื้อได้
สิ่งมีชีวิต...เหมือนกับเครื่องจักรที่ละเอียดอ่อนถึงขีดสุด ชิ้นส่วนประกอบทุกชนิด การให้กำเนิดพลังงานและการยกระดับพลังงานของเครื่องจักรทุกชนิด จะเพิ่มจุดเด่นให้แก่ตัวเอง...ช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ...”
ลู่เซิ่งมีความเข้าใจหลายร้อยระดับต่อวิชารักษาที่มีแบบแผนอยู่แล้ว พอบวกกับพลังฝึกปรือของตัวเองที่เหี้ยมหาญถึงขีดสุด จึงควบคุมกายเนื้อของตู้สยงได้อย่างหมดจด
เขาปั้นจิตวิญญาณด้วยการปรับปรุงร่องรอยกายเนื้อเพื่อแก้ความทรงจำ แล้วค่อยใช้ไฟหยินปรับแต่งสภาพจิตวิญญาณอย่างละเอียด...
ไม่นานนัก ตู้สยงคนใหม่ก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าเขาและค่อยๆ ลืมตาขึ้น
“จงดูแลพวกเขาแทนฉัน” ลู่เซิ่งมองตู้สยงตรงหน้าพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“น้อมรับคำสั่ง!” ตู้สยงก้มหน้าขานตอบอย่างจริงจัง
หากจะกล่าวให้ถูกต้อง เขาคือสิ่งประดิษฐ์ที่ลู่เซิ่งสร้างขึ้นจากศูนย์ เป็นชีวิตใหม่ที่กายเนื้อของตู้สยงให้กำเนิด เพียงแต่มีความทรงจำและลักษณะนิสัยทั้งหมดของตู้สยงก็เท่านั้น
หนำซ้ำเนื่องจากไฟหยิน ลู่เซิ่งจึงมีอำนาจควบคุมที่เด็ดขาดต่อตู้สยงที่อยู่ตรงหน้า เขาได้ทิ้งประตูกลหลายบานไว้บนกายเนื้อและในจิตวิญญาณของตู้สยง โดยเขาสามารถเปิดได้ตลอดเวลาเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ
ขอแค่ลู่เซิ่งต้องการ ก็จะควบคุมตู้สยงทั้งกายเนื้อและจิตวิญญาณได้ทันที
“ถ้าอย่างนั้น ต่อจากนี้ขอฝากด้วยล่ะ” ลู่เซิ่งพยักหน้า แล้วกลืนไฟหยินที่ดูดซับแก่นพลังทั้งหมดจากร่างคงกระพันสูงสุดในคราวเดียว
“ไม่ต้องห่วงครับ...” ตู้สยงผุดสีหน้าอาลัยอาวรณ์ ลู่เซิ่งที่สร้างเขาขึ้นมาคือพ่อแม่บังเกิดเกล้า ทุกสิ่งทุกอย่างของเขามาจากลู่เซิ่ง ดังนั้นจิตที่ให้กำเนิดออกมานี้จึงสร้างอารมณ์อาลัยอาวรณ์ขึ้นโดยสัญชาติญาณจากความเกี่ยวข้องนี้
ลู่เซิ่งหัวเราะ เขาไม่ได้ทิ้งมรรคายุทธ์ใดๆ เอาไว้ ร่องรอยพลังทั้งหมดถูกไฟหยินลบทิ้งไปหมดแล้ว กายเนื้อสลายไปด้วยเช่นกัน จิตวิญญาณเองก็เป็นของใหม่ ตู้สยงในตอนนี้เหมือนกับก่อนที่เขาจะจุติมาไม่ผิดเพี้ยน
สิ่งที่ต่างไปจากเดิมเพียงหนึ่งเดียวคือเขามีความทรงจำระยะสั้นๆ ในช่วงเวลานี้เพิ่มมา
ซู่...
ธารแสงสีดำหลายสายเริ่มสว่างขึ้นในค่ายกลใหญ่บนพื้นอย่างช้าๆ
“ขอมอบของขวัญให้เป็นอย่างสุดท้าย” ลู่เซิ่งคิดครู่หนึ่ง จากนั้นตาก็เรืองแสงที่น่าอัศจรรย์น้อยๆ
พลังแห่งจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ที่สุดลอยออกจากตัวของเขาอย่างฉับพลัน ก่อนจะหายเข้าไปในหว่างคิ้วของตู้สยงทันที
จิตวิญญาณนี้มีน้อยเป็นอย่างยิ่ง อย่าว่าแต่เทียบกับลู่เซิ่งที่เป็นเจ้าแห่งอาวุธระดับมารสวรรค์ ต่อให้เป็นคนธรรมดา จิตวิญญาณแค่นี้ก็มีจำนวนน้อยนิดจนน่าสงสารเช่นกัน
แต่ตู้สยงที่ได้รับจิตวิญญาณนี้มากลับมีพลังจิตที่เหนือกว่าและมีกำลังวาชาที่เต็มเปี่ยมกว่าคนธรรมดา จำทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านตาได้ สมรรถภาพทางกายยิ่งไม่ต้องพูดถึง
แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
ชิ้ง!
แสงสีดำจำนวนมากรวมตัวกันที่จุดหนึ่ง ก่อนจะพุ่งขึ้นด้านบนอย่างฉับพลัน ร่องแยกสีเทาสายหนึ่งฉีกขาดออกกลางอากาศ
ลู่เซิ่งยิ้มพลางชักมือกลับ แล้วหมุนตัวกลายเป็นเส้นสีดำหายเข้าไปในร่องแยกทันที
ร่องแยกสลายไปอย่างรวดเร็ว คริสตัลค่ายกลบนพื้นพากันแหลกเป็นผุยผง
ตู้สยงที่ยืนอยูด้านนอกค่ายกลมองลู่เซิ่งที่จากไป จากนั้นก็หมุนตัวขึ้นรถโดยไม่พูดอะไรสักคำ
เขาขับรถกลับเข้าไปในเมืองที่อยู่ใกล้ที่สุด แล้วโดยสารเครื่องบินกลับเมืองต้นบุปผาเงียบๆ
พริบตาที่เข้าบ้าน ความทรงจำทั้งหมดที่เกี่ยวกับพลังเหนือธรรมชาติของลู่เซิ่ง รวมถึงเรื่องค่ายกลซึ่งเขาได้เห็นเมื่อครู่ก็หายไปจากสมอง
นี่เป็นประตูกลความทรงจำที่ลู่เซิ่งทิ้งไว้เป็นอย่างสุดท้าย
...
‘ดีปบลู!’ กระแสอากาศสีรุ้งนับไม่ถ้วนพุ่งผ่านร่างเขาไป ตัวของลู่เซิ่งหมุนด้วยความเร็วสูง ไฟหยินจำนวนมากแผ่กระจายออกมารอบๆ คอยปกป้องเขาขณะพุ่งเข้าหาร่องแยกสีเทาในตอนแรก
ยังเหลือเวลาอีกไม่น้อยกว่าจะไปถึงทางออกร่องแยก แต่ลู่เซิ่งในตอนนี้ค่อยๆ อ่านอินเตอร์เฟสดีปบลูที่ตนเปิดอยู่
ขณะที่อ่าน มุมปากของเขาก็ค่อยๆ แยกออกอย่างมิอาจควบคุมได้ รอยยิ้มฉีกกว้างเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงหู เป็นเหตุให้ฟันแหลมเหมือนเลื่อยที่น่ากลัวค่อยๆ โผล่ออกมา
“ฮ่าๆๆๆๆๆ!” ทันใดนั้นเขาเงยหน้าหัวเราะลั่น ปราณมารอันเป็นเงาดำมากมายแผ่ตลบอบอวลออกมาด้านหลังเขาเหมือนกับเงามารที่บิดเบี้ยว
บนอินเตอร์เฟซดีปบลูที่ส่ายไปมาตามเสียงหัวเราะ ระบุจำนวนพลังอาวรณ์ไว้อย่างชัดเจนว่า: 14,610,000 หน่วย
..............................................
ณ ดาวปรภพที่เจ็ด
ดาวเคราะห์สีเหลืองขมุกขมัวหมุนวนอยู่กลางจักรวาลสีดำสนิทอย่างช้าๆ มีแถบแสงวงแหวนสีเหลืองกระจ่างห้อมล้อม
เห็นจุดแสงที่ผลุบๆ โผล่ๆ สิบดวงกะพริบแสงสีขาวอยู่กลางแถบแสงได้อย่างคลุมเครือ
ที่นี่คือดาวเคราะห์อันเป็นอาณาเขตใต้การปกครองของมารดาแห่งความเจ็บปวดที่อยู่ใกล้ชายขอบที่สุด และเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้สำนักนทีครามมากที่สุด
เวลาค่อยๆ ไหลผ่านไป...
ไม่ทราบผ่านไปนานเท่าไหร่ พลันมีประกายแสงสีเขียวอ่อนสิบกว่าจุดปรากฏขึ้นกลางอวกาศอันมืดมิดอย่างฉับพลัน
ประกายแสงพวกนี้ตอนแรกยังริบหรี่ หากไม่พยายามเพ่งมองก็ไม่แน่ว่าจะเห็น ทว่าหลังจากผ่านไปสองสามนาที ประกายแสงก็สว่างขึ้นและเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ
ซู่!
ยานบินที่หยาบกระด้างสีเขียวที่เหมือนกับกระบี่บินลำหนึ่งทะลวงออกมาจากความว่างเปล่าอันมืดมิดอย่างรุนแรง มาถึงใกล้ดาวปรภพจากสถานที่ที่อยู่ไกลออกไปเหมือนกับกระโจนข้ามมา
ด้านบนยานบินมีชั้นป้องกันโปร่งแสงที่เอนเอียงชั้นหนึ่ง มองเห็นลวดลายอักขระสีเขียวจำนวนเหลือคณานับ และชายชราผมขาวที่วางสองมือไว้บนเข่าขณะกำลังนั่งอยู่ด้านในได้ผ่านชั้นป้องกัน
ชายชราสวมชุดทะมัดทะแมงสีดำ บนไหล่ทั้งสองข้างมีลวดลายใบหญ้าสีเขียวสามใบอันงดงามประณีตซึ่งบ่งบอกถึงสำนักนทีครามติดอยู่ รูปร่างของเขาเองก็แข็งแรงกำยำเช่นกัน
ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาที่สุดก็คือ ดวงตาสีดำสนิทข้างที่สามที่กำลังเปิดขึ้นกลางหว่างคิ้วของเขาอย่างช้าๆ
คนคนนี้เพียงนั่งอยู่ในยานบินก็มีสภาวะสูงส่งดั่งยอดเขาสูงและแข็งแกร่งไม่สั่นไหวดั่งภูผาแล้ว
ฟ้าว
แสงสีเงินอ่อนๆ ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าค่อยๆ สว่างขึ้นบนผนังด้านในยานบิน
“ซ่าๆ...ผู้อาวุโส ด้านหน้าคือดวงดาวชายขอบของมารดาแห่งความเจ็บปวดขอรับ” เสียงบุรุษที่ใจเย็นดังมาจากด้านในแสงสีขาว ตามมาด้วยเสียงส่งสัญญาณรบกวนเบาๆ จึงทุ้มหูผิดปกติ
ดวงตาที่สามของชายชรากลายเป็นสีเงินแวบหนึ่ง
“ทุกคนเตรียมพร้อม จัดขบวนรูปวายุ ทั้งหมด! วิชาหอกทำลายล้าง!”
“ขอรับ!” เสียงสิบกว่าเสียงดังขึ้นจากในยานบินพร้อมกันทันที
กลางนภาดาว คลื่นโปร่งแสงหลายกลุ่มกระเพื่อมออกจากยานบินสีเขียวที่มีทั้งหมดสิบกว่าลำรวมถึงยานบินที่ชายชราอยู่ด้วย กลุ่มแสงสีดำอมเงินหลายกลุ่มที่ไม่เสถียรรวมตัวกันที่ปลายแหลมของพวกมันด้วยความเร็วสูง
“ยิง!”
เสียงตวาดดังขึ้นอย่างฉับพลัน
ฟ้าว!
กลุ่มแสงทั้งหมดกลายเป็นหอกยาวพรั่งพรูออกมาแทบจะในเวลาเดียวกัน หอกยาวสีดำอมเงินรวมตัวกันแล้วกลายเป็นหอกยาวขนาดยักษ์ที่ยาวหลายหมื่นหมี่
ตัวหอกปรากฏออกมากลางความว่างเปล่าในเสี้ยววินาทีเดียว ก่อนจะถูกยิงออกไปใส่ผิวดาวของดาวปรภพทันที
ดาวเคราะห์สีเหลืองเข้มปรากฏรอยดำขึ้นจุดหนึ่ง จากนั้นจุดดำก็ขยายขึ้นเรื่อยๆ
ตูม!
จุดดำระเบิดออกกลายเป็นเปลวไฟสีดำอมเงินกลุ่มหนึ่ง ดาวเคราะห์ระเบิดออกหนึ่งในหกส่วนเป็นอย่างน้อยจนเกิดช่องว่างช่องหนึ่งขึ้น
ยานบินสิบกว่าลำที่มีชายชราสามตาเป็นผู้นำพุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของดาวปรภพอย่างเหี้ยมหาญ
สำนักนทีครามบุกโจมตีดาวปรภพที่เจ็ดซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของมารดาแห่งความเจ็บปวดอย่างอหังการโดยไม่ได้ประกาศศึก
ไฟสงครามแทบจะลามไปทั่วระบบดาวปรภพในเวลาแค่สองสามวันสั้นๆ ดาวปรภพทั้งหมดสิบสามดวงมีอย่างน้อยสองดวงที่ระเบิดพินาศในวันแรก
...
ตอนที่ลู่เซิ่งเก็บร่องรอยที่เหลืออยู่จากการจุติออกมา ก็เป็นบ่ายของวันต่อมาแล้ว
เขาออกแบบค่ายกลรักษาอุณหภูมิอย่างง่ายๆ เพื่อรักษาอุณหภูมิในคฤหาสน์ของตัวเอง
จากนั้นก็ไปยังร้านค้าเล็กๆ ที่อยู่หน้าประตู เพื่อซื้อวัตถุดิบธรรมดาสำหรับติดตั้งค่ายกลขวางกั้นอย่างเรียบง่ายบางส่วน
ลู่เซิ่งใช้ค่ายกลผนึกคฤหาสน์ขนาดเล็กที่ตนซื้อไว้ในนครตราชั่งเรียบร้อยโดยใช้เวลาทั้งคืน
ถึงแม้จะเป็นเพราะว่าค่ายกลของเขาไม่ได้แข็งแกร่งอะไรอยู่แล้ว สิ่งที่ติดตั้งจึงเป็นค่ายกลที่มีคุณลักษณะธรรมดา แต่ก็ยังมีความสามารถในการผนึกเสียงและกลิ่นแบบทั่วๆ ไปอยู่
คฤหาสน์หลังนี้ผลาญเงินน้ำแข็งในมือเขาไปจนหมด ลู่เซิ่งคิดจะใช้ที่นี่เป็นฐานที่มั่นในการลงหลักปักฐานบนนครตราชั่ง
ถึงแม้เขาจะเข้าร่วมกับสาวกจันทราแดงแล้ว แต่ก็ไม่มีภารกิจอะไร เพียงแค่ต้องไปประชุมที่จันทราแดงเพื่อฟังหัวหน้าสาวกบรรยายกฎและคำสอนเดือนละครั้งก็พอ
หนึ่งเดือนของนครตราชั่งมีสี่สิบวัน มิหนำซ้ำยังไม่มีการแบ่งแยกว่าเดือนนั้นมีวันเยอะเดือนนี้มีวันน้อย หากแต่ใช้มาตรฐานเดียวกันหมด คือทุกๆ เดือนจะมีสี่สิบวันเหมือนกัน
วันทีสามหลังจากจบการจุติ ลู่เซิ่งก็ออกไปสืบข่าว
พลังอาวรณ์มีมากพอแล้ว แต่เขายังต้องการวัตถุดิบหลากหลายประเภทที่จำเป็นในการยกระดับอีก วัตถุดิบที่จำเป็นสำหรับขั้นต่อไปของวิชาไร้ขอบเขตค่อนข้างหายาก ต้องเสาะหาอย่างละเอียด
ดีที่นครตราชั่งมีวัตถุดิบเยอะกว่าอย่างอื่น นอกจากพวกที่หายากเป็นพิเศษแล้ว ก็สามารถหาซื้อได้จากร้านค้าที่ใหญ่เล็กน้อย
เพียงแต่หลังจากจุติไปหนึ่งครั้ง ลู่เซิ่งก็ได้ใช้เงินน้ำแข็งไปหมดแล้ว บวกกับสาวกจันทราแดงต้องการเงิน การซื้อวิชาฝึกฝนสายน้ำสีชาดเองก็ต้องการการสนับสนุนจากเงินน้ำแข็งจำนวนมากเช่นกัน เขาเลยต้องหาเงินเพิ่มอีกครั้ง
พอดีกับที่ใกล้ๆ คฤหาสน์ที่เขาซื้อวัตถุดิบ มีร้านค้าที่การค้าขายดีถึงขีดสุดอยู่ด้วยร้านหนึ่ง มันมีชื่อว่าตึกแปดวัตถุ ด้านในขายวัตถุดิบฝึกฝนหลากหลายที่จำเป็นสำหรับผู้บำเพ็ญ
ด้านหน้าประตูของตึกแปดวัตถุมีศาลากระจายข้อมูลอยู่แห่งหนึ่ง ด้านในประกาศข้อมูลสำคัญมากมายของนครตราชั่งไว้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย แหล่งข้อมูลของลู่เซิ่งถูกปิดตาย แต่หลังจากพบที่แห่งนี้ เขาก็มักจะมาตรวจสอบเนื้อหาในศาลากระจายข่าวอยู่บ่อยๆ
วันที่สิบหลังจากกลับมา เวลาเช้าตรู่
ลู่เซิ่งได้หลอมรวมวิชามวยทำลายล้างในพริบตาจากการจุติเมื่อก่อนหน้านี้เข้ากับระบบร่างหลักของตัวเองอย่างสมบูรณ์แล้ว ในที่สุดขอบเขตมรรคายุทธ์ที่หยุดนิ่งมาโดยตลอดก็เลื่อนไปถึงระดับปรมาจารย์อย่างราบรื่น
เขาซึ่งรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ออกจากคฤหาสน์ไปนั่งในศาลากระจายข่าวที่อยู่ห่างออกไปด้านหน้าสามสิบหมี่ ดื่มเครื่องดื่มไปพลาง ตรวจสอบหนังสือพิมพ์และใบปลิวทุกประเภทที่วางอยู่ในศาลากระจายข่าวไปพลาง
ผู้อยู่อาศัยที่เหมือนเขามีอยู่ไม่น้อย แต่ผู้อยู่อาศัยในนครตราชั่งแตกต่างจากคนอื่นๆ ตรงที่อาศัยอยู่ที่นี่มาหลายสิบปี หรือกระทั่งหลายร้อยปี การพูดคุยสนทนาจึงเป็นไปอย่างผ่อนคลาย
ต่อให้มีคนที่ซื้อคฤหาสน์ด้านหลังเพื่อเข้าร่วมกับนครตราชั่งเหมือนกับเขา จำนวนก็มีน้อยมากอยู่ดี
คนที่หาเงินจำนวนมากมาซื้อคฤหาสน์ได้ มากกว่าเก้าส่วนเป็นคนแก่ชราที่อยู่ที่นี่มาหลายปีแล้ว
พอลู่เซิ่งนั่งลงก็ให้เด็กรับใช้ยกน้ำแกงพุทราแช่แข็งสองถ้วยมาทันที จากนั้นก็เอาหนังสือพิมพ์นครตราชั่งและใบปลิวโฆษณาของวันนี้ตั้งหนึ่งมาวางไว้บนโต๊ะ พร้อมกับเริ่มคัดเลือกงานหาเงินหลากหลายประเภทที่เหมาะสมกับตัวเอง
การอยู่ในนครหลวงแห่งนี้จะทำตัวไม่เกรงกลัวใครเหมือนตอนอยู่นอกเขตไม่ได้ ที่นี่มีการตรวจตราที่เข้มงวดถึงขีดสุด อำนาจระดับบนมีพลังแข็งแกร่ง นอกจากนั้นเครือข่ายการตรวจตรากับเครือข่ายการเฝ้าระวังยังรัดกุมสุดเปรียบปานจนไม่เห็นช่องโหว่ใดๆ
ลู่เซิ่งคิดจะทำงานมาสนับสนุนค่าใช้จ่ายอย่างถูกต้อง
‘ผู้เก็บรวบรวมวิญญาณโลหิต: มุ่งหน้าไปเก็บเกี่ยวและสกัดวิญญาณโลหิตที่ดาวเคราะห์ชายขอบของนครตราชั่งสิบครั้งต่อเดือน ค่าจ้างคือเงินน้ำแข็งสามพันต่อปี จ่ายสดทุกๆ หนึ่งปี’
‘สะกดวิญญาณร้าย: จุดรั่วไหลขนาดใหญ่ของวิญญาณร้ายห้าแห่งในเมืองต้องการกำลังคน รับสมัครยอดฝีมือไปช่วยเหลือ ค่าจ้างคือเงินน้ำแข็งห้าพันต่อเดือน สินสงครามแบ่งตามผลงาน’
‘กองทัพหมื่นน้ำค้างรับสมัคร...’
‘กองทัพธาราใสรับสมัคร...’
“สมาพันธ์การค้าอ้ายลาขอเชิญชวน...”
ใบปลิวโฆษณาหลายแผ่นถูกลู่เซิ่งวางลงด้านข้างอย่างต่อเนื่อง ใบปลิวพวกนี้ถ้าไม่ใช่ค่าตอบแทนต่ำเกินไป ก็เพราะอยู่ไกลเกินไป ไม่สะดวกเวลากลับนครหลวง
หนำซ้ำจุดเด่นที่ดีที่สุดของลู่เซิ่งในตอนนี้ยังเป็นวิชาแพทย์ ถ้าหากเจองานที่ใช้วิชาแพทย์ได้ คงจะหาเงินน้ำแข็งได้มากกว่าเดิม
“ว่ากันว่าดาวปรภพที่เจ็ดถูกทำลายไปแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่” เสียงพูดคุยของผู้อยู่อาศัยหลายคนที่อยู่ใกล้ๆ ลอยเข้าหูลู่เซิ่งโดยไม่ได้ตั้งใจ
“สำนักนทีครามร้ายกาจจริงๆ เจ้าสำนักเก่งกาจและเป็นจอมวางแผน เบื้องล่างเองก็พรั่งพร้อมด้วยคนมีความสามารถ แต่ละปีรับสมัครคนตั้งหลายคน หากไม่คิดขยายอิทธิพลสิแปลก”
“แต่ครั้งนี้โหดไปบ้างจริงๆ ดาวเคราะห์ตั้งหลายดวง บอกทำลายก็ทำลายทิ้งเสียแล้ว ได้ยินว่าหนึ่งในรองเจ้าสำนักสามคนของสำนักนทีครามลงมือด้วยตัวเองเชียวนะ”
คนที่คุยกันเป็นคนหนุ่มสาวที่แต่งกายไม่เลว แต่พลังฝึกปรือไม่เอาอ่าว นครตราชั่งมีเงื่อนไขการตรวจสอบเข้มงวดจริงๆ แต่ผู้อยู่อาศัยอย่างเป็นทางการที่ผ่านการตรวจสอบก็เป็นผู้ที่มีครอบครัวเช่นกัน และครอบครัวเหล่านี้ก็ติดตามเข้ามาด้วย แม้จะไม่ได้รับสวัสดิการของผู้อยู่อาศัยอย่างเป็นทางการ แต่ก็สามารถพักอาศัยในระยะยาวได้
คนพวกนี้มีพลังฝึกปรือไม่เท่าไหร่ ทว่ากลับพูดทุกอย่างโดยไม่นำพา ซึ่งความจริงคนแบบนี้มีสัดส่วนมากที่สุดในนครตราชั่ง
“ผู้ยิ่งใหญ่มายาพิศวงเหล่านี้อยู่มาหลายหมื่นปี ไม่เกรงกลัวสิ่งใดจริงๆ อยากลงมือก็ลงมือทันที ไม่เห็นแก่บารมีของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย หรือไม่กลัวว่าพวกเขาสองฝ่ายจะเปิดศึกเต็มกำลัง”
“คิดมากไปแล้ว ความสามารถขอบเขตมายาพิศวง โดยเฉพาะมารสวรรค์ หากหามิติรูปจิตของอีกฝ่ายไม่เจอ ก็อย่าได้คิดฆ่าให้ตายเลย”
พวกเขาผลัดกันพูดผลัดกันกล่าวอย่างสบายๆ
ตอนแรกลู่เซิ่งยังนึกฉงน ข้อมูลสำคัญแบบนี้ เหตุใดคนพวกนี้ถึงไม่ใช่การส่งกระแสเสียงคุยกัน
แต่รอหลังจากนั้นก็มีลูกค้าอีกสองสามโต๊ะคุยเรื่องใหญ่เรื่องนี้เหมือนกัน ลู่เซิ่งจึงเข้าใจว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ความลับอยู่แล้ว หากมีคนจงใจปล่อยข่าวออกมาแต่แรก
สำนักนทีครามอยู่ไกลจากที่นี่มาก แต่ข่าวยังส่งมาเร็วขนาดนี้ เห็นได้ชัดว่าเบื้องหลังจะต้องมีคนจงใจผลักดันแน่นอน ไม่ว่าเป้าหมายจะเป็นอะไร แต่ต้องมีเลศนัยแน่
เขาสงบจิตใจ หลักพลิกอ่านข่าวสารสักพัก ก็ยังไม่เจองานที่เหมาะสม
ลู่เซิ่งนึกถึงมีดสั้นที่หมีก่วงอิงมอบให้ตน
ตอนกลับมาเขาไม่ได้ใช้มีดเล่มนี้ เพราะกลัวว่าถ้าทะเล่อทะล่าเข้าไปอาจจะเจออันตรายได้
นอกจากนั้น เขาก็จำเป็นต้องตรวจสอบชื่อสมาคมธวัชเหล็กมากกว่านี้เช่นกัน
ทว่าในช่วงเวลานี้ ไม่ว่าเขาจะเป็นฝ่ายเข้าไปถามไถ่เอง หรือว่าพลิกหาจากหนังสือพิมพ์ทุกประเภทก่อนหน้านี้
ก็ไม่มีใครรู้จักสมาคมธวัชเหล็กที่ว่านี้สักคน
งานยังหาไม่เจอ กลับได้ยินข่าวมากมายที่สำนักนทีครามเปิดศึกกับมารดาแห่งความเจ็บปวดโดยบังเอิญเข้า
ลู่เซิ่งวางโฆษณาในมือลง ในใจพอจะเดาได้คร่าวๆ แล้วว่าอะไรทำให้สำนักนทีครามเล็งเป้าไปที่มารดาแห่งความเจ็บปวด
หลังจากเขาวางแผนหลอกอสูรอินทรีราชสีห์แปดเศียร หอฟ้าเมฆาก็ถูกทำลายไปพร้อมดาวเคราะห์ทั้งดวง สำนักนทีครามยอมเลิกราสิถึงจะแปลก คาดว่าเรื่องนี้คงจะเป็นชนวน กอปรกับสองฝ่ายมีการกระทบกระทั่งกันไม่น้อยอยู่แล้ว จึงเปิดศึกอย่างกะทันหัน
เพียงแต่การเปิดศึกครั้งนี้กลับทำให้ลู่เซิ่งเป็นห่วงครอบครัวและเหล่าบริวารที่อยู่บนดาวปรภพอยู่บ้าง
ลู่เซิ่งนั่งอยู่ในศาลากระจายข่าวอีกสักพัก วันนี้ยังไม่มีผลลัพธ์อะไร ขณะกำลังจะลุกขึ้นเพื่อกลับไปนั่นเอง
ผู้รับใช้คนหนึ่งในศาลากระจายข่าวกลับเป็นฝ่ายมาหาเขาเอง
“นายท่าน ดูจากข้อมูลลงทะเบียน ท่านค่อนข้างมีประสบการณ์ในงานสายแพทย์ใช่หรือไม่ขอรับ”
ลู่เซิ่งพยักหน้า เขาต้องการหางาน ก่อนหน้านี้จึงได้ลงทะเบียนที่ศาลากระจายข่าวแห่งนี้เพื่อบันทึกจุดเด่นของตัวเอง เกิดว่าศาลากระจายข่าวมีงานอะไร จะได้ช่วยจัดสรรหน้าที่ที่เหมาะสมให้
นี่นับว่าเป็นการลงทุนช่วยเหลือพิเศษอย่างหนึ่งของหอแปดวัตถุ
“มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ต้องการรับสมัครผู้มีความสามารถที่มีผลงานด้านสายการแพทย์อยู่ขอรับ ค่าตอบแทนอู้ฟู่มาก ถ้าหากนายท่านต้องการ ลองดูเงื่อนไขหน่อยเป็นอย่างไรขอรับ” ผู้รับใช้คนนี้ส่งรายการมาให้ลู่เซิ่ง
..............................................
ลู่เซิ่งรับมาดู
‘ตระกูลจ้าวแห่งสัจดารารับสมัครยอดฝีมือสายแพทย์ ค่าจ้างคือเงินน้ำแข็งสองหมื่นต่อเดือน เงื่อนไขคือสามารถจัดการสารมลพิษดวงดาวได้ ไม่จำกัดอายุ ไม่จำกัดพลังฝึกปรือ ไม่จำกัดประสบการณ์ ค่าจ้างคิดคำนวณแยกตามที่จัดการได้’
ไม่จำกัดถึงสามอย่าง แสดงให้เห็นว่าตระกูลจ้าวแห่งสัจดารานี้มีความต้องการตัวยอดฝีมือสายแพทย์อย่างใหญ่หลวง
‘สารมลพิษดวงดาว...’ ลู่เซิ่งเคยศึกษาของสิ่งนี้ตอนที่กำลังเรียนวิชารักษาที่มีแบบแผน
ถ้าหากถามว่าในนครตราชั่งที่ระบบการฝึกฝนทุกประเภทพัฒนาถึงขีดสุดยังมีโรคใดในทางการแพทย์ที่ยังรักษาไม่หายบ้าง อย่างนั้นโรคสารมลพิษดวงดาวก็เป็นหนึ่งในนี้
โรคที่รักษาไม่หายชนิดนี้ได้แต่สกัดสารคัดหลั่งอันเป็นสารมลพิษจำนวนมากในตัวคนไข้อย่างต่อเนื่องเท่านั้น ไม่อาจรักษาให้หายขาดได้
และถ้าเกิดขจัดไม่หมด คนไข้จะเข้าสู่ระยะสุดท้าย ไม่ได้สติและจิตวิญญาณแห้งเหือดในเวลาเพียงสามวัน ต่อจากนั้นจะไม่มียาตัวใดช่วยได้อีก กายตายวิญญาณสลาย แม้แต่โอกาสกลับชาติไปเกิดใหม่ก็ไม่มีเช่นกัน
‘ตระกูลจ้าวหรือ...’ เงินน้ำแข็งสองหมื่นต่อเดือน ค่าจ้างนี้สูงมากจริงๆ แต่ประเด็นคือหากจัดการได้เยอะ ค่าจ้างก็จะคิดต่างหาก
ปริมาณที่น้อยที่สุดของสารมลพิษดวงดาวซึ่งลู่เซิ่งได้ศึกษามา หากมียอดฝีมือสายแพทย์ไม่ถึงสิบกว่าคนจัดการร่วมกัน ก็จะไม่สามารถสกัดแยกส่วนได้
ถ้าหากจัดการสารมลพิษได้เพิ่มขึ้น ค่าจ้างก็จะเพิ่มขึ้นไปด้วย
ต่อให้เป็นผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่เขารักษาในตอนนั้น ก็ยังไม่มีรายรับที่มั่นคงขนาดนี้ หนำซ้ำยังไม่ต้องเตรียมวัตถุดิบเองอีกต่างหาก
“นับข้าคนหนึ่งก็แล้วกัน ไปสมัครที่ไหนหรือ” ลู่เซิ่งพับใบโฆษณาแล้วเงยหน้าถามผู้รับใช้
“ถ้าแน่ใจแล้ว อีกประเดี๋ยวจะมีคนของตระกูลจ้าวที่เป็นกรรมการมาขอรับ นายท่านนำรายการนี้ไปรับการทดสอบได้เลย” ผู้รับใช้ตอบอย่างจริงจังและนอบน้อม
ถึงอย่างไรผู้ที่รับรายการนี้ได้ต่างก็เป็นผู้อยู่อาศัยอย่างเป็นทางการ และผู้อยู่อาศัยอย่างเป็นทางการในนครตราชั่งก็ไม่มีใครเป็นสวะ แต่ละคนมีความสามารถเฉพาะตัว พลังฝึกปรือเองก็ไม่เลว สุดที่ผู้รับใช้ธรรมดาอย่างเขาจะเทียบเคียงได้
ลู่เซิ่งพยักหน้า
“ถ้าอย่างนั้นข้าจะรออีกสักเดี๋ยว”
“ท่านนั่งรอก่อนก็ได้ขอรับ ประเดี๋ยวถ้ามีคนมา ข้าน้อยจะมาเรียกท่านเอง” ผู้รับใช้เอ่ยพลางพยักหน้าก้มเอว
ลู่เซิ่งโยนเงินน้ำแข็งออกไปสองสามก้อนเพื่อเป็นเงินรางวัล ในนครตราชั่ง ทุกอย่างต่างก็แพงหูฉี่ สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายอย่างมหาศาล ค่าครองชีพเองก็สูงกว่าสี่เขตรอบนอก เงินน้ำแข็งจึงไม่ได้มีกำลังซื้อมากเท่าสี่เขตใหญ่
ที่นี่เป็นสถานที่ที่ดีสำหรับใช้หาเงินและเป็นลานทองคำสำหรับใช้จ่ายเงินเช่นกัน
ผู้รับใช้รับเงินแล้วถอยออกไปอย่างหน้าชื่นตาบาน ส่วนลู่เซิ่งกลับไปนั่งลงเหมือนเดิม
ครั้งนี้ถ้ายังไม่เจองานที่เหมาะสมสำหรับใช้หาเงินอีก เขาก็ได้แต่ต้องเตรียมตัวไป ‘ตายเอาดาบหน้า’ ที่สี่เขตใหญ่แล้ว
ที่นี่มีการตรวจตราเข้มงวดเกินไป ทำให้ลงมือได้ยาก ไม่เหมือนกับสี่เขตใหญ่
แต่วิธีการนี้ทำเป็นบางครั้งบางคราวยังพอไหว เกิดว่าทำบ่อยๆ เข้า อาจจะทำให้เบื้องบนไม่พอใจจนส่งยอดฝีมือมาก็ได้
เขานั่งดื่มเครื่องดื่มอยู่ตามลำพัง จนกระทั่งผ่านไปราวหนึ่งชั่วยามกว่าๆ
ในที่สุด บุรุษวัยกลางคนร่างสูงใหญ่ที่สวมชุดทะมัดทะแมงสีม่วงและคลุมเสื้อคลุมสีขาวไว้ด้านนอก ก็พาชายฉกรรจ์สวมเสื้อคลุมสีดำสองคนเดินเข้ามาในศาลากระจายข่าว
พอบุรุษวัยกลางคนผู้นี้เข้ามา ก็พูดคุยกับคนรับผิดชอบของศาลากระจ่ายข่าวเบาๆ สองสามประโยค ไม่นานก็มีผู้รับใช้ลุกขึ้น แล้วแยกย้ายไปแจ้งยอดฝีมือสายแพทย์ที่เตรียมเข้าร่วมการสมัคร
ผู้รับใช้คนก่อนหน้านี้รีบวิ่งมาแจ้งลู่เซิ่งทันที
หลังได้รับข่าว ลู่เซิ่งกับผู้สมัครอีกสองคนก็มาอยู่ด้านหน้าบุรุษวัยกลางคนพร้อมกัน
“ทั้งสามท่าน ข้าคือจ้าวเฉวียนม่อ ในเมื่อพวกท่านกล้าสมัคร ก็น่าจะทราบถึงความยุ่งยากของสารมลพิษดวงดาวดี เกิดว่าตัวพวกท่านติดเชื้อไปในตอนที่จัดการ ก็จะเป็นเพทภัยซ่อนเร้นที่รุนแรงเช่นกัน เป็นไปได้ถึงขีดสุดว่าตัวเองอาจจะติดโรคที่รักษาไม่หายเข้าไปด้วย...” บุรุษวัยกลางคนเอ่ยช้าๆ ขณะที่พิจารณาพวกลู่เซิ่งทั้งสามคน
ลู่เซิ่งแสดงบุคลิกเป็นมิตร ใบหน้าประดับรอยยิ้ม ดวงตาเปล่งประกายบริสุทธิ์แห่งความเมตตากรุณา กอปรกับชุดคลุมสีขาวบนร่าง จึงทำให้ผู้ที่พบเห็นเกิดความรู้สึกที่ดีได้ง่ายถึงขีดสุด
คนอีกสองคน คนหนึ่งเป็นชายชราหลังค่อมผมหงอกขาว ใบหน้าอมทุกข์
อีกคนเป็นสตรีวัยกลางคนที่สวมชุดนักพรตสีเทา คลื่นพลังฝึกปรือบนร่างไม่ต้อยต่ำ แสดงให้เห็นว่าเป็นยอดฝีมือสายวรยุทธ์ที่มีพลังเหี้ยมหาญ
“ในเมื่อเลือกรับภารกิจ ก็ย่อมมั่นใจว่าจะจัดการสารมลพิษดวงดาวได้” ชายชราหลังค่อมขานรับเสียงแผ่วต่ำ “ก่อนหน้านี้ข้าเคยจัดการโรคคล้ายๆ กันมาก่อน จึงมีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง”
บุรุษวัยกลางคนได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าทันที คนที่พวกเขาต้องการก็คือยอดฝีมือสายแพทย์ที่มีประสบการณ์แบบนี้นี่เอง
สตรีวัยกลางคนที่แต่งตัวแบบนักพรตหญิงคนนั้นก็เอ่ยเสียงกระจ่างชัดเช่นกันว่า
“วิชาที่ข้าฝึกมีพลังกดข่มในระดับหนึ่งต่อสารมลพิษดวงดาว สามารถลองดูได้”
ลู่เซิ่งเอ่ยตาม “ข้าน้อยก็เหมือนกัน แต่ว่าประสิทธิผลการจัดการอย่างเป็นรูปธรรม ต้องดูก่อนว่าตระกูลของท่านต้องการจัดการปริมาณมากขนาดไหน”
จ้าวเฉวียนม่อได้ยินดังนั้นก็ถอนใจเฮือกหนึ่ง
“ผู้มีความสามารถอย่างพวกท่านสามคน พวกเราหวังว่ายิ่งมากยิ่งดี ทว่าก่อนหน้านั้น ขอให้ทั้งสามท่านลงนามในสัญญารักษาความลับเด็ดขาดฉบับหนึ่งด้วย”
เขาให้บริวารที่อยู่ด้านหลังนำสัญญาออกมาแจกให้ทั้งสามคน
ลู่เซิ่งรับมาดู สัญญาเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า งานจะเริ่มในทันทีที่ลงนาม และจะต้องทำไปอย่างน้อยสามเดือน ไม่อย่างนั้นจะถือเป็นการละเมิดสัญญา ไม่จ่ายค่าจ้างให้
ยังมีการรักษาความลับเด็ดขาดอะไรสักอย่าง ผู้ที่ทำความลับรั่วไหล ตระกูลจ้าวมีสิทธิประหารทันที
ทว่าเป็นเพราะค่าจ้างที่สูงขนาดนี้ สัญญาฉบับนี้จึงไม่นับว่าโหดเหี้ยมแต่อย่างใด
พวกลู่เซิ่งอ่านดูสักพักแล้วค่อยลงนาม
จ้าวเฉวียนม่อเห็นดังนั้นก็พาคนทั้งสามออกจากศาลากระจายข่าว แล้วขึ้นไปนั่งบนรถเทียมวัวขนาดใหญ่คันหนึ่งที่จอดรออยู่ด้านนอก
วัวขาวขนาดยักษ์ที่มีหัวสามข้างร้องเบาๆ ครั้งหนึ่งพร้อมกับลากรถขึ้นท้องฟ้า แล้วบินต่ำอยู่ในนครหลวง
ลู่เซิ่งนั่งอยู่ในตัวรถ เขากับสองคนที่เหลือไม่ได้พูดอะไรกันสักคำ
เดิมทั้งสามคนเป็นคู่แข่งกันอยู่แล้ว กระนั้นตอนนี้ทุกคนต่างมองออกว่า ตระกูลจ้าวต้องการตัวยอดฝีมือสายแพทย์อย่างเร่งด่วน เหมือนกับต้องการจ้างทั้งสามคน
เมื่อไม่ต้องแข่งกันอีก ระหว่างทั้งสามเลยไม่เกิดบรรยากาศตึงเครียด
“จะว่าไปคุณหนูใหญ่ตระกูลจ้าวก็มีชะตาลำเค็ญทีเดียว ถูกความสามารพิเศษของจักรพรรดิรัตติกาลปนเปื้อนกัดกร่อน อายุยังน้อยก็ต้องรับความทรมานขนาดนี้แล้ว” ชายชราหลังค่อมมองไปด้านนอกหน้าต่างรถพร้อมกับถอนใจช้าๆ
“ไอ้พวกวิญญาณร้ายบัดซบเหล่านี้ ไม่ช้าก็เร็วต้องมีวันที่มีผู้ยิ่งใหญ่กำจัดจักรพรรดิรัตติกาลและคืนความโชติช่วงชัชวาลให้แก่เขตดวงดาวทั้งหมดแน่!” นักพรตสตรีวัยกลางคนผู้นั้นแค่นเสียงอย่างเย็นชา
“ไม่ทราบว่าท่านเซียนมีความมั่นใจหรือไม่” ชายชราทำตัวเป็นพิธีรีตรอง เริ่มหยั่งเชิง “ก่อนหน้านี้ข้าเคยจัดการสารมลพิษดวงดาวนี้มาก่อน หลายปีที่ผ่านมาได้ลองทดสอบพลังงานสารกายที่แตกต่างกันเจ็ดพันหกร้อยกว่าชนิด มีแต่พลังธาตุชีวิตที่บริสุทธิ์ที่สุดเท่านั้นที่พอจะหักล้างได้ ส่วนพลังงานทั้งหมดที่เหลือต่างถูกมันกัดกร่อน”
“เหมือนกัน ข้าเคยทดลองมาแล้วหลายครั้ง พลังของจักรพรรดิรัตติกาลนี้สมคำเล่าลือจริงๆ”
ทั้งสองถือโอกาสสนทนากัน
ลู่เซิ่งนั่งอยู่บนที่นั่งเงียบๆ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาจะได้สัมผัสขุมกำลังในนครหลวงอย่างเป็นทางการ
แม้จะเป็นแค่สถานะของหมอคนหนึ่งก็ตาม แต่การเริ่มต้นนี้ก็ยังถือว่าดีมาก
รถเทียมวัวเดินทางต่อไปสักพัก ไม่นานลู่เซิ่งก็ได้รู้สถานการณ์คร่าวๆ ของตระกูลจ้าวแห่งสัจดาราจากปากชายชราและนักพรตสตรี
ตระกูลจ้าวตระกูลนี้เป็นมหาเศรษฐีที่มีชื่อเสียงในนครหลวง ตระกูลมีดาวเคราะห์ทรัพยากรหลายสิบดวง ปกครองดาวด้านนอกมากกว่าร้อยดวง มีคนในตระกูลหลายหมื่นล้านคน ประกอบด้วยยอดฝีมือมากมายดุจหมู่เมฆ ผู้เข้มแข็งคับคั่งดุจห่าฝน
พูดถึงอำนาจและขุมกำลัง หากสำนักนทีครามจะสู้ด้วยก็ต้องคิดให้ถี่ถ้วนก่อน
ทั้งยังเป็นผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่ยี่สิบอันดับแรกในนครตราชั่งด้วย
ทว่าแม้ตระกูลจ้าวจะเป็นเหมือนอาทิตย์กลางหาว วีรบุรุษจ้าวเจิงฮุ่ยผู้เป็นประมุขตระกูลกลับมีบุตรยาก ปัจจุบันอายุสามพันกว่าปีแล้ว เพิ่งจะได้บุตรีตอนแก่ ให้กำเนิดดรุณีนางหนึ่ง หรือก็คือคุณหนูใหญ่จ้าวลั่วอิงในปัจจุบัน
แต่สิ่งที่น่าเสียดายก็คือ คุณหนูใหญ่ผู้นี้มีร่างกายอ่อนแอตั้งแต่เกิด ปีที่อายุได้สิบสามปี นางออกไปเที่ยวเล่นด้านนอก กลับถูกพลังพิเศษของจักรพรรดิรัติกาลผู้หนึ่งที่ผ่านทางมาโจมตีจนติดโรคร้ายที่รักษาไม่ได้และใกล้ตายเต็มที
แม้ตระกูลจ้าวจะมีพลังแข็งแกร่ง แต่เมื่อเผชิญหน้ากับตัวตนน่ากลัวที่ไม่มีเหตุผลอย่างจักรพรรดิรัตติกาล นอกจากผู้สูงส่งในตระกูลระดับสุดยอดที่สุดลงมือ ก็ทำอะไรไม่ได้โดยสิ้นเชิง
ว่ากันว่าจักรพรรดิรัตติกาลที่ลงมือ เหมือนจะเคยมีความแค้นเป็นตายกับจ้าวเจิงฮุ่ยประมุขตระกูลจ้าวมาก่อน คราครั้งนี้จึงมาเพื่อแก้แค้นโดยเฉพาะ
น่าเสียดายที่เขาไม่เจอโอกาสลอบโจมตี เลยลงมือกับบุตรีของจ้าวเจิงฮุ่ยแทนด้วยความโมโห
ถึงตอนนี้ผ่านไปมากกว่าร้อยปี โรคร้ายของคุณหนูใหญ่ผู้นี้จะกำเริบทุกช่วงเวลาหนึ่ง จึงจำเป็นต้องหายอดฝีมือสายแพทย์จำนวนมากมาจัดการสารมลพิษพร้อมกัน
พอลู่เซิ่งฟังจบก็เกิดความเข้าใจในระดับหนึ่ง
รถเทียมวัวไปถึงคฤหาสน์แห่งหนึ่งของตระกูลจ้าวอย่างรวดเร็ว
คฤหาสน์ไม่ใหญ่มากนัก แต่ป้องกันแน่นหนาสุดขีด สามชั้นในและสามชั้นนอกมียอดฝีมือซึ่งสวมอาภรณ์สีน้ำเงินคอยจับตามองรอบๆ อยู่
ทั้งสามคนลงจากรถเทียมวัว จากนั้นจ้าวเฉวียนม่อก็แจ้งข่าวเข้าไปเป็นชั้นๆ ไม่นานก็มีคนปล่อยให้ผ่านเข้าไป
ประตูที่ผนึกด้วยค่ายกลมากมายทยอยเปิดออก
พวกลู่เซิ่งรีบติดตามจ้าวเฉวียนม่อมุ่งหน้าเข้าไปด้านใน
เมี่อครู่รอบๆ คนทั้งสี่ยังมีข้ารับใช้และบริวารคอยคุ้มกัน หลังจากไปถึงประตูบานที่ห้าในเขตต้องห้าม รอบๆ ก็ไม่เห็นเงาใครสักคนเดียว
ตอนแรกพื้นยังเป็นอิฐสีขาว ตอนนี้กลับกลายเป็นสีดำอมเทาอ่อนๆ ไปแล้ว
“จะว่าไป ประมุขตระกูล ผู้อาวุโส จอมอาวุโส ตลอดไปจนคนทั้งตระกูลต่างก็รักใคร่เอ็นดูคณหนูใหญ่ทั้งนั้น ตั้งแต่ถือกำเนิดจนกระทั่งเกิดเรื่อง คุณหนูใหญ่ไม่เคยลำบากแม้แต่นิดเดียว นึกไม่ถึงว่าเรื่องราวทางโลกจะไม่แน่นอน ภายหลังกลับถูกจักรพรรดิรัตติกาล...” จ้าวเฉวียนม่อถอนใจเฮือกหนึ่ง เดินไปด้วยคุยไปด้วย
“คุณหนูใหญ่หมดสติอยู่ พวกท่านรักษาได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ คุณหนูลูกพี่ลูกน้องที่อยู่ด้วยมีความสนใจต่อศาสตร์แพทย์มาก อาจจะถามอะไรพวกท่านก็ได้ พวกท่านตอบอย่างปกติก็พอ”
จ้าวเฉวียนม่อแนะนำอย่างละเอียด
“คุณหนูลูกพี่ลูกน้องคือจ้าวเซิ่งอิง...จะว่าไป ต้องการหาอาจารย์ด้านการแพทย์สักคนชี้แนะอยู่พอดี ถ้าหากพวกท่านทำผลงานได้ไม่เลว...”
พอกล่าวคำพูดนี้ออกไป นักพรตสตรีกับชายชราต่างก็ส่ายหน้าและยิ้มอย่างหนักใจ
คนในนครหลวงที่รู้เรื่องราวของจ้าวเซิ่งอิงมีอยู่ไม่น้อย
ในสถานการณ์ที่คุณหนูใหญ่มักหมดสติ นางก็ได้กลายเป็นคุณหนูเล็กที่ทั่วทั้งตระกูลจ้าวรักใคร่ที่สุดแทนลูกผู้พี่
เพราะสาเหตุนี้เอง สตรีนางนี้จึงฟุ้งเฟ้อและเอาแต่ใจตั้งแต่เด็ก และมักจะสนใจสิ่งนู้นสิ่งนี้อยู่ตลอด แต่กลับทำอะไรไม่จริงจัง เรียนอะไรก็ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน
จ้าวเซิ่งอิงผู้นี้มีชื่อเสียงในนครหลวงไม่น้อย นับเป็นสมาชิกคนหนึ่งในเหล่าคุณหนู
ตระกูลจ้าวทดลองมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ด้วยหวังว่านางจะตั้งใจฝึกฝนเพื่อเพิ่มพลังฝึกปรือ แต่ก็ล้มเหลวไปเสียทุกครั้ง
หลังจากใช้โอสถทิพย์ยาวิเศษนับไม่ถ้วนและฝึกฝนเป็นเวลาสิบกว่าปี จ้าวเซิ่งอิงผู้นี้จึงค่อยแข็งแกร่งถึงระดับที่คล้ายขั้นทวิลักษณ์ในขอบเขตเยื่อดำ
ถือได้ว่าเป็นสิ่งอัศจรรย์พันลึก
แต่ก็ไม่มีใครทำอะไรได้ มิพักเอ่ยถึงตำแหน่งและสถานะของนางในตระกูลจ้าว บิดามารดาของนางต่างก็เป็นผู้ยิ่งใหญ่ระดับมายาพิศวงตัวจริงเสียงจริง ทั้งยังเป็นสุดยอดผู้เข้มแข็งห้าอันดับแรกในตระกูลอีกต่างหาก
และเพราะสาเหตุนี้เอง จึงค่อยมีบุตรีตอนแก่ และรักอย่างหัวปักหัวปำ
ลู่เซิ่งฟังไปฟังมา ใจในกลับเกิดความคิดหนึ่ง
หากต้องการรับครอบครัวและบริวารในสำนักของตนมาในระยะเวลาสั้นๆ ถ้าสามารถยืมอำนาจของตระกูลจ้าวได้ อย่างนั้นจ้าวเซิ่งอิงผู้นี้...อาจจะเป็นกุญแจสำคัญที่เอาไว้ใช้ยืมกำลังของตระกูลจ้าวก็ได้
ส่วนที่ว่าเป็นเด็กเปรตหรืออะไร ครั้งนี้เขาจะใช้วิชาจิตโน้มนำอย่างเต็มที่ แม้ที่นี่จะไม่อาจใช้ความสามารถพิเศษใดๆ ได้ แต่ว่าทักษะด้านจิตและการบอกใบ้ธรรมดาๆ มากมาย ยังเป็นสิ่งที่สิ่งมีชีวิตมีสติปัญญาใดๆ ล้วนใช้อยู่ดี
..............................................
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น