631-635

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง ระบบโกงสกิล
บทที่ 631ถึง635
ตู้เซี่ยซึ่งสวมรองเท้าออกกำลังกายสีขาวเหยียบย่ำอยู่บนพื้นหญ้าแข็ง เธอใส่เสื้อยืดสีดำง่ายๆ กางเกงยีนส์ขาเดฟสีน้ำเงินแกมขาวซึ่งขับเน้นส่วนโค้งส่วนเว้าของท่อนขาที่ค่อนข้างสวยงามอย่างหมดจด

สะโพกงามงอนที่กำลังเจริญเติบโตของเด็กสาวตวัดเป็นเส้นสายสมส่วนน่าลุ่มหลงภายใต้แสงอาทิตย์ ตั้งแต่สะโพกถึงท่อนขาไม่มีไขมันส่วนเกินแม้แต่น้อย อีกทั้งยังเรียวยาวและตั้งตรง

“พี่ มาแล้วเหรอคะ” เด็กสาวผมลอนสีทองซึ่งกำลังเคี้ยวหมากฝรั่งลุกขึ้นยืนบนเนินเล็กอันเป็นจุดนัดพบ เธอสวมเสื้อหนังแนบเนื้อสีดำซึ่งแตกต่างจากตู้เซี่ย นี่เป็นชุดออกศึกที่นางเอกในหนังเรื่องหนึ่งที่เธอชอบที่สุดมักสวมใส่

“อาเหลยล่ะคะ” เด็กสาวขมวดคิ้วพลางกวาดตามองด้านหลังตู้เซี่ย นอกจากรถมอเตอร์ไซค์สีดำที่หนาหนักคันหนึ่ง ก็ไม่มีใครอื่นอีก

“เขามาไม่ได้แล้วล่ะ เมื่อวานถูกคนของเสาพิภพดาราลอบโจมตีจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ตอนนี้กำลังรักษาตัวอยู่” ตู้เซี่ยสะบัดผมยาวสีบรอนซ์ แล้วล้วงหยิบเอาต่างหูอัญมณีหนึ่งแดงหนึ่งน้ำเงินออกมาจากในกระเป๋าเสื้อ

สีน้ำเงินเป็นอัญมณีที่น้องชายมอบให้เธอ สีแดงเป็นเป็นอัญมณีที่พี่ชายตู้สยงมอบให้เธอ ถึงแม้จะไม่ใช่คริสตัลจริงๆ เป็นเพียงของปลอม แต่กลับเป็นของขวัญที่ตู้เซี่ยทะนุถนอมมากที่สุด

เธอสวมต่างหูอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็หยิบกระจกใบเล็กๆ ออกมาส่องดู

“สวยไหม” เธอถามด้วยรอยยิ้ม

เด็กสาวผมทองงุนงงอยู่ครู่หนึ่ง

“พี่เป็นคนที่สวยที่สุดในโลกแล้วค่ะ!” เธอกล่าวอย่างมั่นอกมั่นใจทันที

“ปากหวานจริงนะ” ตู้เซี่ยหัวเราะ ก่อนจะฟันฝ่ามือไปด้านหน้าอย่างฉับพลัน

ตูม!

ฝ่ามือวาดแสงเพลิงสีทองเข้มออกมากลางอากาศ

เปรี้ยง!

เด็กสาวผมทองถูกฟาดท้ายทอยอย่างแรงโดยไม่ทันระวัง สองตาเหลือกขาวแล้วสลบไสลไป

ตู้เซี่ยประคองเธอเอาไว้

“เยวี่ยเอ้อร์”

“ค่ะ” เด็กสาวงดงามที่มีผมสั้นสีเงินคนหนึ่งโผล่ขึ้นมาด้านหน้าตู้เซี่ยอย่างฉับพลัน

“พาเธอกลับไปเถอะ เธอยังมีครอบครัวของตัวเอง ยังมีพ่อมีแม่ของตัวเอง ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เธอควรมา” ตู้เซี่ยกล่าวอย่างราบเรียบ “นอกจากนี้ เยวี่ยเอ้อร์เธอก็กลับไปด้วย ยังไม่ถึงเวลาลงมือ”

เยวี่ยเอ้อร์ลังเลเล็กน้อย อ้าปากเหมือนคิดจะพูดอะไรบางอย่าง แต่อ้ำๆ อึ้งๆ อยู่สักพัก ในที่สุดก็ไม่ได้พูด

เธอกับเด็กสาวผมทองหายไปจากที่เดิมในชั่วพริบตา

ในที่สุดบนพื้นหญ้าก็เหลือแค่ตู้เซี่ยคนเดียว

เธอบิดขี้เกียจพร้อมกับมองไปยังส่วนลึกของทุ่งหญ้า เห็นแผ่นหินทรงกลมที่มีขนาดใหญ่มหึมาแท่นหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้นได้อย่างชัดเจน

“นาฬิกาเทพงั้นเหรอ...” ตู้เซี่ยสะกิดปลายเท้า ร่างกายหายวับไปจากเดิม เธอพุ่งไปยังแท่นหินขนาดยักษ์แท่นนั้นด้วยความเร็วที่ไม่อาจบรรยาย

ขณะเดียวกันมือซ้ายมือขวาก็ค่อยๆ ปรากฏดาบโค้งเรืองแสงสีเงินสองเล่ม ข้างลำคอของเธอมีรอยจันทร์เสี้ยวสีเขียวอ่อนซึ่งคล้ายกับใบอ่อนสีเขียวมรกตสว่างขึ้น

นี่เป็นร่างแม่มดไล่ล่าและเป็นร่างต่อสู้ที่สร้างชื่อเสียงให้กับเธอ

เธอในร่างนี้มีความเร็วและพลังระเบิดที่เหนือจินตนาการ เป้าหมายที่ถูกเธอโจมตีสามครั้งจะโดนพลังแห่งการไล่ล่ากัดกร่อน หากโดนครั้งที่สี่จะได้รับอันตรายเป็นสองเท่าตัว

เมื่อบวกรวมกับความเร็วอันน่าหวั่นสะพรึงรวมถึงพลังทำลายล้างที่ระเบิดออกมา ความสามารถนี้จะอยู่เหนือจินตนาการทีเดียว

เนื่องจากเงื่อนไขการโจมตีโดนเป้าหมายของเธอเพียงแค่แตะตัวก็พอ ไม่จำเป็นต้องสร้างความเสียหายให้แก่อีกฝ่าย จึงง่ายดายเป็นอย่างยิ่ง

หลังจากพุ่งเข้าหานาฬิกาเทพสองสามนาที ตู้เซี่ยก็หยุดชะงักอย่างกะทันหัน ก่อนจะตีลังกากลางอากาศพร้อมกับทิ้งตัวลงเหนือทุ่งหญ้าที่ชื้นแฉะและอ่อนนุ่มอยู่บ้างอีกแห่งหนึ่ง

“ฉันมาถึงแล้ว ออกมาซะ” ตู้เซี่ยกระชับดาบคู่ สีหน้ายังคงเยือกเย็น

“รอจนเซ็งแล้วเนี่ย” ชายร่างอ้วนตัวใหญ่ที่เคี้ยวป๊อบคอร์นเต็มปากคนหนึ่งเดินออกมาจากด้านหลังเนินเล็กอีกแห่ง

หญิงสาวผมทองที่มัดผมทรงเปียคู่ เขียนรอบตาจนดำเข้ม และสวมชุดยาวสีขาวบริสุทธิ์คนหนึ่ง โผล่ขึ้นมาทางซ้ายของตู้เซี่ยอย่างฉับพลัน

“เซียนร้อยบุปผาเฉินโหย่วจวิน จอมเผด็จการจันทราน้ำแข็งหนานเสียนเอ๋อร์ เพื่อนาฬิกาเทพ พวกแกทุ่มสุดตัวเชียวนะ” สีหน้าของตู้เซี่ยเย็นชากว่าเดิม

ชายร่างอ้วนคนนั้นหัวเราะเหอะๆ “ตั้งแต่ฉันเซียนร้อยบุปผาเฉินโหย่วจวินเกิดมา เพิ่งจะเคยเจอแม่มดที่กล้าสู้กับคู่ต่อสู้ระดับเดียวกันถึงสองคนเป็นครั้งแรก เธอไม่กลัวตายจริงๆ สินะ”

“แกห้ามพูดเชียวนะ! แค่ได้ยินฉันก็ขยะแขยงแล้ว!” จอมเผด็จการจันทราน้ำแข็งหนานเสียนเอ๋อร์ถลึงตามองชายร่างอ้วนอย่างรังเกียจ

“รู้ไหมว่าทำไมฉันถูกเรียกว่าเซียนร้อยบุปผา” ชายร่างอ้วนหัวเราะเหอะๆ อย่างชั่วร้าย “อีกไม่นาน...อีกไม่นานพวกเธอจะได้รู้แล้ว...” ร่างของผู้หญิงงดงามที่สะโอดสะองและหมดจดหลายร่างค่อยๆ ปรากฏออกมาจากด้านหลังของเขา

อายุมากสุดคือยี่สิบกว่าปี อายุน้อยสุดคือเจ็ดแปดขวบ มีทุกแบบทุกประเภท

หญิงสาวเหล่านี้มีจุดเด่นร่วมกัน นั่นก็คืองดงามและไร้จิตใจ

ม่านตาของพวกเธอว่างเปล่าเฉยชา ต่างสวมชุดเซ็กซี่ที่น่าลุ่มหลงเป็นอย่างยิ่งไว้หลากหลายรูปแบบ

ราวกับเป็นของเล่นผู้ใหญ่และตุ๊กตามนุษย์ที่ถูกเก็บรวบรวมเอาไว้

“ฉันกำลังเบื่อๆ ของเล่นที่เก็บสะสมไว้อยู่พอดี ชีวิตนี้ยังไม่เคยเล่นตุ๊กตาระดับแม่มดเลย...” ชายร่างอ้วนกวาดตามองร่างของตู้เซี่ยอย่างละโมบและหื่นกระหาย สายตาที่เร่าร้อนไม่สามารถอำพรางสันดานอันชั่วช้าของเขาได้แม้แต่น้อย

“ไอ้คนน่า...ขยะแขยง...” ดวงตาของตู้เซี่ยฉายแววรังเกียจ

“ยอมแพ้เถอะ...เสี่ยวเซี่ย” มีเสียงที่ทำให้ตู้เซี่ยจิตใจสั่นสะเทือนค่อยๆ ดังมาจากด้านหลังของเธอ

เธอหันกลับมา ก็เห็นเด็กสาวในคลองจักษุ กำลังก้าวย่างมาทางตนอย่างสงบนิ่ง

“โจวเฉวียนอู่...” ตู้เซี่ยเสียงแห้งผาก กระชับดาบโค้งในมือแน่นกว่าเดิม

เก๋อซาระดับแม่มดสองคนก่อนหน้านี้ก็ทำให้เธอรับมือไม่ไหวอยู่แล้ว ตอนนี้ยังมีโจวเฉวียนอู่ที่รู้ไส้รู้พุงตัวเองดีโผล่มาอีกคน

ยิ่งอย่าว่าแต่ตัวเธอมีพลังพอๆ กับโจวเฉวียนอู่ด้วย

“ก็ดี อยากจะสู้กับเธอมานานแล้วเหมือนกัน...” ตู้เซี่ยพยายามสงบจิตใจ พร้อมกับสะบัดดาบโค้งในมือ

ยิ่งใช้พลังมากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งสัมผัสได้ว่า ร่างกายของตนเองถูกพลังที่แข็งแกร่งสายนั้นกัดกร่อนมากกว่าเดิม

“พลังแห่งการไล่ล่า เปิดใช้ชั้นแรก” รอบๆ ตัวตู้เซี่ยเริ่มมีเปลวเพลิงสีทองเข้มกลุ่มหนึ่งลอยวนเวียน นัยน์ตาของเธอค่อยๆ กลายเป็นสีทองเข้ม อีกทั้งยังมีจุดแสงนับไม่ถ้วนกะพริบและไหลเวียนไปมา

โจวเฉวียนอู่มองเธอเงียบๆ คนของเสาพิภพดาราได้เตรียมแกนหลักที่หนึ่งกับแกนหลักที่สองไว้แล้ว

ตอนนี้ขาดเพียงแกนหลักที่สามเท่านั้น

“ยอมแพ้เถอะเสี่ยวเซี่ย ฉันรู้จักพลังของเธอดี ในเวลาสั้นๆ ฉันเอาชนะเธออย่างสบายๆ ไม่ได้ แต่ว่าพวกเรามีตั้งสามคน”

“ถ้าหากมีโอกาส ฉันจะพยายามปกป้อง...” เธอล้วงอกเสื้อหยิบนาฬิกาพกสีเงินเรือนหนึ่งออกมา แล้วปล่อยให้ตกลงไปด้านหน้าตัวเอง

เข็มวินาทีบนนาฬิกาพกส่งเสียงดังติ๊กต่อกๆ

ซู่...

ท้องฟ้าค่อยๆ กลายเป็นสีแดงเข้ม

ฟ้าว!

นาฬิกาพกสีดำขนาดยักษ์เรือนหนึ่งร่วงตกลงมาจากท้องฟ้า แล้วลอยอยู่เหนือคนทั้งสาม

ถัดจากนั้นก็ตามด้วยเรือนที่สอง เรือนที่สาม เรือนที่สี่...นาฬิกาพกสีดำเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ขวางกั้นที่ว่างเหนือท้องฟ้าทั้งหมดในอาณาเขตซึ่งมองเห็นได้ไว้จนหมดสิ้น

“นรกแห่งกาลเวลา...กาลเวลาเหี่ยวเฉา...” โจวเฉวียนอู่ยกมือขึ้นและเล็งฝ่ามือไปที่ตู้เซี่ย

ขณะเดียวกันร่างของเด็กผู้หญิงมากมายก็เริ่มลอยวนเวียนรอบตัวตู้เซี่ย เดี๋ยวไกลเดี่ยวใกล้ เดี๋ยวเร็วเดี๋ยวช้า

ลัลลาๆๆๆๆ

เสียงผู้หญิงที่นุ่มนวลก้องกังวานและเศร้าโศกกระเพื่อมอยู่กลางอากาสรอบๆ อย่างต่อเนื่อง

จอมเผด็จการจันทราน้ำแข็งหนานเสียนเอ๋อร์หลับตาน้อยๆ มีเงาสะโอดสะองสีแดงอ่อนสายหนึ่งยืนอยู่ด้านหลัง เสียงลอยมาจากเธอนี่เอง

“ไล่ล่านภาจันทรา!” ตู้เซี่ยปล่อยแสงสีเขียวอ่อนกลุ่มหนึ่งออกมาจากรอบๆ ตัวโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง

แสงขยายตัวไปด้านนอกด้วยความเร็วสูง แต่ยังไม่ทันถึงสิบกว่าเมตร ก็เหมือนถูกอะไรสกัดกั้นไว้ ความเร็วจึงลดลงเรื่อยๆ

เปรี้ยง!

แสงสีเขียวระเบิดออกอย่างฉับพลัน ตู้เซี่ยต้านทานไม่ไหว เข่าทรุดลงข้างหนึ่ง เลือดสายหนึ่งค่อยๆ ไหลลงมาตามหางตา

“ยอมแพ้ซะเถอะเสี่ยวเซี่ย” โจวเฉวียนอู่สีหน้าราบเรียบและว่างเปล่า “ขอแค่เธอฟังคำสั่งฉัน ฉันให้สัญญาว่าจะไม่ทำอะไรครอบครัวของเธอ...”

“มาถึงตอนนี้แล้วเธอนึกว่าฉันจะยังเชื่อเธออยู่อีกเหรอไง” ตู้เซี่ยยิ้ม ไม่สนใจเลือดที่กำลังทะลักขึ้นมาถึงลำคอมากขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่น้อย

โจวเฉวียนอู่สีหน้าเย็นชากว่าเดิมหลายส่วน ก่อนจะจ้องมองตู้เซี่ยสักพักใหญ่ๆ

“ความจริงเธอรู้อยู่แล้วว่าตัวเองไม่มีทางเลือก...”

“ฆ่าฉันซะสิ” ตู้เซี่ยฝืนยิ้ม เธอไม่สามารถกางพลังเทพรังสรรค์ได้ด้วยซ้ำ เก๋อซาระดับแม่มดสามคนผนึกกำลังกันสะกดเธอไว้ เธอถึงขั้นไม่มีแม้แต่โอกาสจะลงมือ

โจวเฉวียนอู่ไม่พูดมากอีก เพียงแต่ภายในกลางฝ่ามือปรากฏแสงสีดำจุดหนึ่งหมุนวนด้วยความเร็วสูงขึ้น

“ลงมือเถอะ ทำให้เธอพิการซะ!” เธอออกคำสั่ง

ร่างของเซียนร้อยบุปผากับจอมเผด็จการน้ำแข็งเรืองแสงพร้อมกับ คนหนึ่งเป็นสีขาว อีกคนเป็นสีน้ำเงิน ทุ่งหญ้าใต้พื้นทั้งสองเริ่มกลายเป็นสภาพแวดล้อมแบบอื่น

พื้นหินแข็งสีดำอมน้ำเงินแผ่ขยายออกมาจากใต้เท้าของจอมเผด็จการน้ำแข็ง ส่วนรอบๆ ตัวเซียนร้อยบุปผาคือโลกแห่งความหอมหวนสีขาวบริสุทธิ์ที่ประกอบด้วยกลีบดอกไม้จำนวนนับไม่ถ้วน

สีสันสองชนิดกลืนกินทุ่งหญ้าอย่างรวดเร็วและขยายตัวเข้าหาตู้เซี่ย

ตอนที่อยู่ห่างจากตู้เซี่ยสิบกว่าเมตร สีน้ำเงินกับสีขาวก็ผสมกันอย่างฉับพลัน ตรงกลางเกิดแสงสีขาวขึ้นจุดหนึ่ง

แคว่ก!

ชั่วขณะนั้นพลันมีเสียงเหมือนกับผืนผ้าฉีกขาดดังขึ้นมา

ตู้เซี่ยตกตะลึง

โจวเฉวียนอู่งุนงง

เซียนร้อยบุปผาอมยิ้ม จอมเผด็จการจันทราน้ำแข็งยิ้มเย็นชา ในตอนนี้ทั้งสองถือหนามสั้นแหลมคมสองแท่งหนึ่งดำหนึ่งขาวเอาไว้ในมือ

ปลายแหลมของหนามสั้นปักลึกเข้าไปกลางหลังของโจวเฉวียนอู่

อั่ก!

โจวเฉวียนอู่กระอักเลือดออกมาอย่างมิอาจควบคุม

หนามสั้นทั้งสองแท่งถูกถอนออกอย่างฉับพลัน ทั้งสองหายวับไปจากที่เดิมดุจสายฟ้าแลบ แล้วปรากฏตัวห่างออกไปหลายสิบเมตรอย่างระมัดระวัง

“พวก...เธอ...!?” โจวเฉวียนอู่ลืมตาโต เธอคิดไม่ถึงโดยสิ้นเชิงว่าเก๋อซาระดับแม่มดสองคนนี้จะลงมือกับตัวเองอย่างฉับพลัน

ระหว่างพวกเขาสองคนถึงขั้นยังมีความแค้นกัน แต่การโจมตีเมื่อครู่คล้ายผ่านการซักซ้อมมาแล้วหลายครั้ง

“ตอนแรกพวกเราอยากจะร่วมมือกับเธออยู่หรอก...น่าเสียดาย...” เซียนร้อยบุปผาส่ายหน้าน้อยๆ

“น่าเสียดายที่เธอหาเรื่องคนที่ไม่ควรหาเรื่องเข้า” จอมเผด็จการจันทราน้ำแข็งกล่าวด้วยรอยยิ้มเย็นชา

ตู้เซี่ยมองเหตุการณ์นี้อย่างตกตะลึง เดิมนึกว่าตัวเองตายแน่ แต่คิดไม่ถึงว่าเรื่องราวจะพลิกผัน สถานการณ์กลับตาลปัตรถึงเพียงนี้

“ใคร...กันแน่” โจวเฉวียนอู่ผุดสีหน้าเย็นชา มือกุมบาดแผลใหญ่ตรงหน้าอกที่ถูกแทงทะลุ แม้เธอจะพยายามสมานแผล แต่เพราะได้รับบาดเจ็บหนักเกินไปจนเสียเลือดเป็นจำนวนมาก สีหน้าของเธอจึงซีดอย่างรวดเร็ว

“ใครใช้ให้พวกเธอทำแบบนี้กัน” โจวเฉวียนอู่ไม่เชื่อว่าทั้งสองคนจะลงมือกับตนอย่างบังเอิญขนาดนี้

ขณะที่ทั้งสองคนกำลังจะตอบนั่นเอง

“ฉันเอง” อยู่ๆ เสียงผู้ชายแปลกหูก็ดังมาจากที่ไกล

โจวเฉวียนอู่ช้อนสายตามองไปอย่างรวดเร็ว ตู้เซี่ยตัวสั่นก่อนจะหมุนตัวไปมองต้นเสียงเช่นเดียวกัน

พริบตาที่เห็นผู้มา สองสาวเผยสีหน้าตะลึงงันทันที

              ..............................................
ตู้เซี่ยอ้าปากน้อยๆ ความคิดสับสน เป็นเขาไปได้ยังไงกัน!?

เธอรู้สึกว่าสิ่งที่ตนได้เรียนรู้มามันผิดไปหมด หัวสมองขาวโพลน คิดจะทำความเข้าใจ กลับไม่ทราบว่าจะเริ่มจากตรงไหนดี

เธอรู้จักคนคนนั้นเป็นอย่างดี เลยนึกไม่ถึงว่าเขาจะมีพลังคล้ายกับตน

แต่ปัจจุบัน เรื่องราวที่ทำให้เธอเหลือเชื่อนี้ได้ปรากฏขึ้นตรงหน้า ตู้เซี่ยถึงขั้นรู้สึกว่าตนหลอนไปเองหรือไม่

โจวเฉวียนอู่ลืมตาโตคู่งาม เธอเดาถึงเก๋อซาระดับสุดยอดส่วนหนึ่ง และเดาถึงผู้ยิ่งใหญ่ที่หยั่งคาดไม่ถึงบางส่วน

แต่คนตรงหน้าเป็นคนที่ทำให้เธอนึกไม่ถึงโดยสิ้นเชิง

ลมเย็นพัดผ่านทุ่งหญ้า เงาคนร่างสูงใหญ่หลายสายเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ มองเห็นเส้นสายกล้ามเนื้อที่กำยำของพวกเขาที่น่ากลัวเหมือนกับรากต้นไม้ได้แม้จะอยู่ไกล

ชายที่เป็นผู้นำตัดผมทรงสกินเฮด แค่สองแขนที่ไม่ได้ปิดคลุมอะไรไว้ก็ทำให้ผู้คนนึกถึงสิ่งของหนักๆ เช่นพวกเหล็กกล้า กำแพงเมือง และเตาหลอม

สิ่งที่สะดุดตาที่สุดก็คือดวงตาของเขาที่เหมือนกับเหยี่ยวและหมาป่าแฝงความคุกคามอย่างรุนแรง และกำลังกวาดมองไปทั่วร่างของโจวเฉวียนอู่อย่างช้าๆ

“เพิ่งเจอกันเป็นครั้งแรก ฉันคือตู้สยง เสี่ยวเซิ่งน้องสาวฉันรบกวนเธอแล้ว” ลู่เซิ่งบีบแว่นกันแดดในมือจนแหลก ก่อนจะโยนทิ้งไป

เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีดำและกางเกงยีนสต์สีดำพอดีตัว แบะอกเสื้อออก บนคอที่บึกบึนราวกับหมีแขวนจี้คริสตัลทรงขนมเปียกปูนสีเขียวไว้ บนจี้สลักคำว่าเซี่ยอยู่

“ตู้สยง...!” ไม่ว่าอย่างไรโจวเฉวียนอู่ก็จินตนาการไม่ถึงว่า พี่ชายของตู้เซี่ยที่ตนมองข้ามมาโดยตลอดจะเป็นบุคคลเหี้ยมหาญที่เก็บเนื้อเก็บตัว เขาไม่ใช่เก๋อซา กลับกล่อมให้จอมเผด็จการจันทราน้ำแข็งกับเซียนร้อยบุปผาลงมือกับตนเองพร้อมกันได้

ชั่วขณะนั้นสีหน้าเธอเปลี่ยนแปลงนับครั้งไม่ถ้วน พร้อมกับนึกย้อนถึงรายละเอียดในอดีตที่ไม่ได้สังเกตเห็น กลับนึกช่องโหว่ของผู้ชายคนนี้ไม่ออกเลย

ตู้เซี่ยอ้าปากกว้างจนแทบจะยัดไข่ใบหนึ่งเข้าไปได้

เธอคิดไม่ถึงเหมือนกันว่าจะเกิดการหักมุมหนึ่งร้อยแปดสิบองศาขึ้นในสภาพการณ์ที่เลวร้ายเช่นนี้

และสิ่งที่ทำให้เธอเหลือเชื่อยิ่งกว่าก็คือ พี่ชายของตัวเอง พี่ชายที่เธอคิดมาโดยตลอดว่าเป็นคนธรรมดา ถึงกับ...แอบยุยงให้เก๋อซาระดับแม่มดสองคนลงมือเล่นงานโจวเฉวียนอู่พร้อมกันได้

“พี่คะ...” ตู้เซี่ยอ้าปากอยากจะถามคำถาม แต่พอคิดได้ว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลาถาม จึงเก็บความสงสัยไว้ในใจก่อน

“พี่รู้ว่าเธอจะถามอะไร พลังของพี่ไม่ได้เป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดเหมือนพวกเธอ แต่ได้จากการฝึกฝนและไต่เต้าขึ้นมาทีละก้าวๆ” ลู่เซิ่งยื่นมือไปบีบปากน้อยของตู้เซี่ยที่อ้าอยู่เหมือนไม่ได้ตั้งใจตอนเดินผ่านเธอ

หัวสมองของตู้เซี่ยสับสนอลหม่าน เธอนึกย้อนได้ว่าก่อนหน้านี้พี่ชายฝึกฝนวรยุทธ์อย่างลึกลับมาโดยตลอด เมื่อบวกรวมกับอานุภาพตรงหน้า เธอก็มีคำถามมากมายในใจที่ต้องการคำตอบ

“เอาไว้ก่อน เดี๋ยวที่นี่พี่จัดการเอง” ลู่เซิ่งจับตู้เซี่ยไว้เบาๆ แล้วดึงตัวออกไปด้านข้าง

“พาเสี่ยวเซี่ยไปพักผ่อนที”

ไม่นานนักบนทุ่งหญ้าก็ปรากฏผู้หญิงผมดำที่มัดผมหางม้าทรงสูงสองคน ทั้งสองประคองตู้เซี่ยอย่างระมัดระวังพลางโค้งตัวน้อยๆ เพื่อคำนับลู่เซิ่ง

“แค่กๆ...” โจวเฉวียนอู่กลับกระแอมออกมา “ใครอนุญาตให้พวกเธอไป” แสงสีขาวกลุ่มหนึ่งระเบิดออกมาด้านหลังเธอ บนทุ่งหญ้าปรากฏเก๋อซาเหี้ยมหาญสิบกว่าคนที่แต่งตัวแตกต่างกันขึ้น

“นอกจากตู้เซี่ย คนอื่นให้กำจัดทิ้งซะ” โจวเฉวียนอู่สั่งเสียงเย็น “นอกจากนี้ มิโกะทรายดารา หงส์จักรพรรดิ พวกเธอจะดูเฉยๆ อีกนานขนาดไหน ถ้าไม่มีแกนหลักที่สามอย่างตู้เซี่ย พวกเราก็เปิดนาฬิกาเทพไม่ได้นะ”

บาดแผลบนร่างโจวเฉวียนอู่ฟื้นฟูอย่างรวดเร็วด้วยความเร็วที่ตาเนื้อมองเห็นได้ ตอนนี้สมานตัวไปได้พอประมาณแล้ว

แสงสีขาวสองสามกลุ่มค่อยๆ ตกลงมาบนทุ่งหญ้าที่โล่งกว้างรอบๆ หลังจากแสงสลายไปเด็กหนุ่มสองคนที่สวมเครื่องแบบสีขาวของหงส์จักรพรรดิก็ก้าวออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย

ส่วนแสงอีกกลุ่มหนึ่งหลอมรวมเข้ากับทุ่งหญ้าโดยสมบูรณ์ ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ อยู่ชั่วขณะ น่าจะเป็นมิโกะที่ว่านั่นเอง

“หงส์จักรพรรดิ ทรายดารา หัวหน้าของหมอกกัดกร่อน มาพร้อมหน้ากันแล้วเหรอ” ลู่เซิ่งนึกไม่ถึงเหมือนกันว่าจะยังมีคนซ่อนอยู่อีก จิตวิญญาณของเขาสัมผัสไม่ได้

“เงื่อนไขหนึ่งเดียวในการเปิดใช้นาฬิกาเทพคือตู้เซี่ยต้องยอมสละชีวิตกลายเป็นกุญแจ นี่ไม่สามารถยอมให้ได้” หงส์จักรพรรดิเอ่ยน้ำเสียงเย็นชา “ฉันไม่สนใจเรื่องราวไร้สาระของพวกแกหรอก แต่นาฬิกาเทพต้องเปิด ถ้าไม่เปิด ทุกคนที่อยู่ที่นี่” เขาชี้นี้วใส่ทุกคน

“ต้องตายให้หมด!”

“ปากดีนักนะ!” หลินชือชือเดินออกมาจากด้านข้าง ถอดแว่นกันแดดบนใบหน้าออก ดวงตาเย็นชาเต็มไปด้วยจิตสังหาร

“คนที่กล้าพูดกับนายท่านแบบนี้บนโลกใบนี้มีแกเป็นคนแรก” เธอจ้องมองหงส์จักรพรรดิเขม็ง ไม่สนใจสถานะทางตำแหน่งในรัฐบาลของอีกฝ่ายโดยสิ้นเชิง

“จะกำจัดเขาทิ้งไหมคะ ตอนนี้เป็นเวลาที่นายท่านต้องการพวกเราแล้ว” เด็กสาวงดงามผู้สวมกระโปรงตัวยาวสีชมพูอีกคนหนึ่งทิ้งตัวลงมาจากกลางอากาศอย่างแผ่วเบา แล้วหยุดยืนอยู่ด้านหน้าลู่เซิ่งโดยไร้เสียง

“หงส์จักรพรรดิเหรอ ฉันอยู่ในหงส์จักรพรรดิมาหลายปี นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นบอสใหญ่กับตาตัวเอง” เก๋อซาเพศหญิงอีกหลายคนที่สวมเครื่องแบบสีขาวของหงส์จักรพรรดิปรากฏตัวขึ้นด้านหลังลู่เซิ่งพลางกล่าวสัพยอก

สิ่งที่ทำให้หงส์จักรพรรดิลืมตาโตยิ่งกว่าเดิมก็คือ เก๋อซาสิบกว่าคนที่เขาเพิ่งจัดวางให้หมอบซุ่มอยู่รอบๆ เมื่อสักครู่นี้ ตอนนี้มีมากกว่าครึ่งเดินออกจากตำแหน่งมาทางด้านนี้แล้ว

ทว่าจุดที่พวกเขายืนอยู่ไม่ใช่ฝั่งเดียวกับเขา หากเป็นฝั่งตรงข้าม...

เก๋อซาหลายคนพากันปรากฏตัวขึ้น ในนี้มีคนจากทรายดารา มีคนจากเสาพิภพดารา และมีคนของหงส์จักรพรรดิ

แสงจากพลังเทพรังสรรค์หลายสายสว่างขึ้น งดงามและมีสีสันนาๆ ทว่าพวกหงส์จักรพรรดิกับโจวเฉวียนอู่กลับไม่ผ่อนคลายแม้แต่น้อย

เป็นเพราะสายตาที่เต็มไปด้วยจิตมุ่งร้ายอย่างเข้มข้นของเก๋อซามากกว่าเก้าส่วนกำลังมองมาทางพวกเขา

พวกเขาเรียงแถวกันเป็นวงล้อมใหญ่ โอบล้อมพวกผู้นำทั้งสามเข้าไปด้านใน

ส่วนลู่เซิ่งกับตู้เซี่ยยืนอยู่ด้านนอกวงล้อม

“ใครยอมเป็นแกนหลักที่สามคนใหม่บ้าง” ลู่เซิ่งเมินสีหน้าบูดบึ้งของพวกหงส์จักรพรรดิ ทอดตามองนาฬิกาเทพขนาดยักษ์ที่อยู่ไกลออกไป

“การได้ตายเพื่อนายท่านเป็นเกียรติของพวกเรา!” แทบทุกคนในฝูงชนต่างขานรับเสียงกระหึ่ม

เสียงสั่นสะเทือนในอาณาเขตหลายเมตรรอบๆ บนใบหน้าของทุกคนฉายแววเซื่องซึมและคลั่งไคล้

พวกหงส์จักรพรรดิกับโจวเฉวียนอู่ต่างจิตใจหนาวเหน็บ พากันกำหมัดแน่น

“ไม่ได้ต้องการมากขนาดนี้” ลู่เซิ่งไม่รู้สึกว่ามีปัญหา

เก๋อซาพวกนี้แข็งแกร่งมาก ทว่าพวกเขามีจุดอ่อนถึงตายเหมือนกัน นั่นคือจิตใจของพวกเขาอ่อนแอเกินไป

มีแต่เก๋อซาระดับแม่มดเท่านั้นที่ไม่ถูกเขาควบคุมสะกดจิต ทางเซียนร้อยบุปผากับจอมเผด็จการจันทราน้ำแข็ง เขาได้แต่ใช้ความสามารถอื่นๆ บังคับให้พวกเขาลงมือลอบโจมตีเท่านั้น

“กำจัดพวกมันทิ้งก่อน” ลู่เซิ่งชี้ไปที่พวกโจวเฉวียนอู่กับหงส์จักรพรรดิอีกสามคน

“หนีเร็ว!!” มิโกะทรายดาราหันหลังกลับกระโดดขึ้นไป ร่างเกือบจะหายไปในอากาศ

เขามีความเร็วสูงสุดในหมู่เก๋อซาแม่มด หากระเบิดพลังออกมาในพริบตา แม้แต่พวกเซียนร้อยบุปผาก็ตอบสนองไม่ทัน

ขณะที่เขากำลังจะหนีได้สำเร็จนั่นเอง

ฟ้าว!

ชั่วขณะนั้นมิโกะวูบไหวร่างมาปรากฏด้านหลังลู่เซิ่ง แล้วฟันมีดสั้นสีขาวบริสุทธิ์ใส่ท้ายทอยของลู่เซิ่งด้วยใบหน้าเหี้ยมเกรียมและชั่วร้าย

บนคมมีดมีพลังเทพรังสรรค์ทั้งหมดของเขารวมตัวกันอยู่ มีดนี้ต่อให้เป็นยานเกราะที่หนาที่สุดในโลกก็ป้องกันไม่ไหว บนโลกใบนี้ไม่มีสิ่งใดที่เขาฟันไม่ได้

คมมีดเข้าใกล้กว่าเดิม จากนั้นก็จะแทงทะลุเสื้อผ้าและผิวบนศีรษะ เขาสัมผัสได้ถึงสัมผัสแข็งๆ ที่คมมีดป้อนมาแล้ว

แค่พริบตาเดียว อีกพริบตา...

ตูม!

ทันใดนั้นแสงสีขาวขมุกขมัวชั้นหนึ่งปรากฏแวบขึ้นบนผิวของลู่เซิ่ง

มิโกะร่างสั่นไหว มีดบนมือแตกกระจายทีละส่วนๆ เขาสัมผัสได้ว่ามีพลังที่ยิ่งใหญ่จนไม่อาจบรรยายได้สายหนึ่งทะลักออกมาจากคมมีด

เปรี้ยง!

เกิดเสียงดังกังวาน

มิโกะทรายดารากุมหน้าอกตนเองอย่างเหลือเชื่อ รูเลือดขนาดเท่าหัวคนตรงนั้นมีควันขาวหลายสายลอยออกมาอย่างต่อเนื่อง

มือของลู่เซิ่งเจาะทะลุร่างของเขาและค้างไว้อย่างนั้นเหมือนกับส้อม

ซู่...

ลู่เซิ่งค่อยๆ ชักแขนกลับมาแล้วมองไปยังอีกสองคนที่เหลือ

เขากางมือขวาออกช้าๆ บนนิ้วทุกนิ้วมีกลุ่มแสงทรงรีสีขาวที่แวววาวลอยขึ้นมา

เป็นกลุ่มแสงบริสุทธิ์เหมือนคริสตัล ทั้งสวยงามทั้งประณีต

ปราณโซ่ภายใน พลังงานอันน่ากลัวที่ตอนแรกลู่เซิ่งไม่รู้ว่าใช้อย่างไรชนิดนี้ เป็นพลังโต้กลับอันน่าหวั่นสะพรึงที่เมื่อครู่นี้เขาใช้ฆ่ามิโกะ

ปราณโซ่ภายในมีคุณสมบัติกล้าแข็งที่น่าสะพรึงกลัว ปราณภายในชนิดนี้จะรวมพลังงานทั้งหมดไว้ที่จุดสิบจุด โดยที่ลู่เซิ่งใช้นิ้วทั้งสิบข้างในการควบคุม

กลุ่มแสงบนนิ้วทุกนิ้วเทียบได้กับอานุภาพห้าส่วนเวลาที่ลู่เซิ่งลงมืออย่างสุดกำลัง

กลุ่มแสงทั้งสิบกลุ่ม หากลงมือพร้อมกัน จะเท่ากับระเบิดพลังห้าเท่าออกมาในชั่วอึดใจเดียว

จึงเห็นถึงความน่ากลัวของปราณโซ่ภายในได้จากจุดนี้

ปราณภายในแบบนี้มีแต่ร่างคงกระพันสูงสุดของลู่เซิ่งในเวลานี้เท่านั้นถึงจะควบคุมได้

“ฉัน...ฉันมาตาย...ในที่แบบนี้ได้ยังไง...” มิโกะทรายดาราโซเซถอยหลังไปหลายก้าว ก่อนจะทรุดฮวบลงกับพื้น

เขาคิดจะใช้สองมือมาปิดรูเลือดตรงหน้าอก แต่เป็นเพราะว่ารูมีขนาดใหญ่เกินไป จึงไม่อาจปิดแผลไว้ได้

ตู้เซี่ยคลายฝ่ามือที่เตรียมจะลงมือ ก่อนจะเงยหน้ามองลู่เซิ่งอย่างงุนงง พริบตาเมื่อครู่นี้เธอนึกว่าพี่ชายต้องตายแน่ ถึงขั้นที่คิดจะเปิดใช้พลังเทพรังสรรค์เพื่อป้องกันมีดนี้ไว้แล้วด้วย

แต่สุดท้ายคนที่ตายกลับเป็นมิโกะ

ลู่เซิ่งพาตู้เซี่ยเดินผ่านร่างมิโกะไป

“น่าสงสาร พวกเธอเพียงถูกควบคุมเหมือนกับตุ๊กตาชักใย ทุกๆ ห้าปีต้องถูกเก็บเกี่ยวรอบหนึ่ง ไม่เห็นทั้งความหวัง ไม่เห็นทั้งอนาคต ถึงขั้นที่อดีตของตัวเองอาจจะถูกตัวเองทำลายทิ้ง โจวเฉวียนอู่...เธอคิดจะขัดขืนอนาคต ฉันเข้าใจได้ ตอนแรกฉันไม่คิดจะยุ่งเรื่องของพวกเธอหรอก แต่เธอลากเสี่ยวเซี่ยเข้ามาเกี่ยวข้อง แถมยังฆ่าเสี่ยวชิวอีก ดังนั้น...”

“พี่ครับ...” ลู่เซิ่งยังไม่ทันพูดจบ กลับถูกเสียงเด็กผู้ชายที่ไร้เดียงสาและขาดเขลาตัดบทขึ้นมา

เก๋อซาคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังหงส์จักรพรรดิเดินออกมาแล้วปลดหมวกลง เผยให้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคย เป็นตู้ชิวที่ตายไปแล้วนั่นเอง!

ลู่เซิ่งชะงัก

“ผมยังไม่ตายครับ พี่อู่วางแผนไว้เพื่อผมอย่างดีที่สุด เธอเพียงแค่...อยากหลอกให้พี่สาวทิ้งภาระทั้งหมดเท่านั้น” ตู้ชิวเอ่ยเสียงแห้งผาก “ส่วนการลอบสังหารต่อจากนั้น ขุมกำลังอื่นๆ เป็นคนส่งมา”

ลู่เซิ่งเงียบงัน ก่อนจะมองไปยังโจวเฉวียนอู่ที่เม้มปากแน่น

เปรี้ยง!

ลู่เซิ่งฟาดใส่แก้มของโจวเฉวียนอู่ดุจสายฟ้าฟาดจนเธอกระเด็นไปตกลงบนพื้นไกลๆ แล้วไถลต่อไปอีกสิบกว่าเมตร พร้อมกับกระอักเลือดคำโตออกมาอีกรอบ

“เรื่องนี้ไว้คิดบัญชีทีหลัง” ลู่เซิ่งละสายตาจากร่างโจวเฉวียนอู่ของ แล้วมองดูนาฬิกาเทพที่อยู่ไกลออกไป

ในเมื่อเสี่ยวชิวไม่ตาย อย่างนั้นบุญคุณความแค้นทั้งหมดก็หายไปแล้ว

ต่อจากนี้จะเป็นเป้าหมายที่แท้จริงที่เขามาที่นี่ ถึงเวลาจัดการเรื่องสำคัญแล้ว

ปัญหาที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น

              ..............................................
ลู่เซิ่งซึ่งควบคุมสถานการณ์ใหญ่ให้มั่นคงได้อย่างง่ายดาย พาเหล่าเก๋อซาเข้าไปใกล้นาฬิกาเทพอย่างรวดเร็ว

หลังจากโจวเฉวียนอู่ถูกรุมสะกรัมมายกหนึ่ง สีหน้าก็เชื่อฟังขึ้นมาก แต่สายตาฉายแววอับอายและคับข้องใจมากกว่า

เธอที่เป็นแม่มดนรกที่มีพลังแข็งแกร่งเป็นพิเศษ แต่ว่าในหมู่เก๋อซาที่รุมเธอมีเก๋อซาแม่มดขั้นสุดยอดสี่คนที่มีพลังใกล้เคียงกับเธออยู่ด้วย ทำให้เธอไม่อาจกางมิติพลังเทพรังสรรค์ของตัวเองด้วยซ้ำ

จึงตกสู่สภาพจนตรอกเหมือนกับตู้เซี่ย

เก๋อซาพวกนี้ต้องพึ่งพาพลังเทพรังสรรค์ในการขยายมิติ หากไม่มีการช่วยเหลือจากมิติพลังเทพ พวกเขาจะแสดงพลังทั้งหมดออกมาได้ไม่ถึงครึ่ง

หลังจากพลังเทพรังสรรค์ของเก๋อซาจำนวนมากถูกเปิดใช้ อย่าว่าแต่โจวเฉวียนอู่ ต่อให้เธอกับหงส์จักรพรรดิผนึกกำลังกันก็สู้ไม่ได้อยู่ดี

หงส์จักรพรรดิถูกลู่เซิ่งฟาดสลบไป แล้วถูกจับโยนไปอยู่กับเด็กชายสวมหน้ากากของทรายดาราบนรถที่ขับตามมา เด็กชายสวมหน้ากากคนนี้เป็นเก๋อซาระดับแม่มดที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ดินมาตั้งแต่แรกนั่นเอง

เขาถูกตราประทับไล่ล่าของตู้เซี่ยสะกดรอย จึงหลบหนีไม่พ้น ไม่ทันไรก็โดนเหล่าเก่อซากระชากตัวออกมา

สามองค์กรเก๋อซาระดับโลกเป็นแค่เรื่องตลกในสายตาของลู่เซิ่งเท่านั้น

โดยใช้การสะกดจิตระดับมากกว่าพัน...ไม่สิ ใช้วิชาจิตโน้มนำกวาดทำลายทุกอย่างทิ้งซะ

เด็กพวกนี้ยังอายุน้อย จึงรับผลกระทบจากสภาพแวดล้อมได้ง่ายมาก ลู่เซิ่งรู้สึกว่าตัวเองมีหน้าที่นำพาพวกเขาเดินสู่เส้นทางที่ถูกต้อง

ภายใต้การร่วมมือของเก๋อซาจำนวนมาก บวกกับมีโจวเฉวียนอู่คอยประสานงานสั่งการ ลู่เซิ่งจึงได้พบกับพ่อของโจวเฉวียนอู่อย่างรวดเร็ว จากนั้นเขาค่อยพาตู้เซี่ยกับเก๋อซาระดับแม่มดอีกสี่คนมาถึงหน้านาฬิกาเทพโดยมีพ่อลูกโจวเฉวียนอู่ให้ความร่วมมือ

นาฬิกาเทพขนาดยักษ์ใหญ่กว่าตอนที่เพิ่งปรากฏออกมาเสียอีก

หลังจากเข้าใกล้ก็มองไม่เห็นขอบอีก เห็นแค่กำแพงหินขนาดยักษ์ที่ตั้งตระหง่านตัดขอบฟ้าและดินแนวหนึ่งเท่านั้น

โจวเฉวียนอู่พาพวกลู่เซิ่งมาถึงด้านล่างใจกลางนาฬิกาเทพ

“นาฬิกาเทพจะปรากฏขึ้นหนึ่งครั้งทุกๆ ห้าปี หากต้องการเปิด จะต้องรวบรวมเก๋อซาระดับแม่มดที่มีธาตุเหมาะสมสามคน ธาตุของทั้งสามคนนี้แบ่งเป็นอาทิตย์ จันทรา ดารา ตู้เซี่ยเป็นธาตุจันทรา”

“อาทิตย์ จันทรา ดาราหรือ” ลู่เซิ่งเดินเข้าไปใกล้อีกนิด แล้วยื่นมือไปลูบไล้ผิวของนาฬิกาเทพ

ซู่...

เขาสัมผัสได้ถึงพลังอาวรณ์นับไม่ถ้วนที่ไหลเวียนอยู่ด้านในนาฬิกาเทพยักษ์เรือนนี้ พลังอาวรณ์พวกนี้ตกตะกอนตามกาลเวลา สั่งสมมาปีแล้วปีเล่า

พลังงานลึกลับชนิดนี้มีแต่ลู่เซิ่งเท่านั้นที่สัมผัสได้ ความจริงถ้าเขาไม่มีดีปบลู ก็คงสัมผัสการไหลเวียนของพลังงานระดับนี้ไม่ได้เหมือนกัน

“เธอรวบรวมอาทิตย์กับดาราได้แล้วเหรอ” ลู่เซิ่งมองโจวเฉวียนอู่

“อื้อ รวบรวมได้ครบแล้ว ตอนนี้ขาดแค่ธาตุจันทราของตู้เซี่ยเท่านั้น” โจวเฉวียนอู่ผงกศีรษะน้อยๆ พร้อมกับมองตู้เซี่ยที่พิงร่างของลู่เซิ่งด้วยสีหน้าซับซ้อน “นอกจากนี้คุณไม่ต้องกังวล การเปิดใช้นาฬิกาเทพเพียงแค่เติมพลังของตัวเองเข้าไปก็พอ แต่เกรงว่าตู้เซี่ยในตอนนี้จะทำให้เงื่อนไขสำเร็จไม่ได้”

“เงื่อนไขอะไร”

“ตัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้ง เพ่งสมาธิที่จุดเดียว จากนั้นค่อยเติมพลังงานทั้งหมดของตัวเองเข้าไปด้านใน” โจวเฉวียนอู่อธิบายอย่างราบเรียบ

ลู่เซิ่งได้ยินดังนั้นก็หยีตาแต่ไม่ได้พูดอะไร

อยู่ๆ ชายฉกรรจ์หัวล้านหลายคนรอบๆ ตัวเขาก็ขยับเข้ามาก้าวหนึ่ง แล้วกระซิบข้างหูเขาหลายประโยค

“ให้เข้ามา” ลู่เซิ่งครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า

คนกลุ่มหนึ่งบนทุ่งหญ้าเริ่มกระจายตัวเพื่อระวังภัย ไม่นานนักหลินชือชือก็พาชายชราผมหงอกร่างงองุ้มคนหนึ่งมาถึงด้านข้างลู่เซิ่ง

“คำนับนายท่าน กระผมเลี่ยอัน อาศัยอยู่บนทุ่งหญ้าผืนนี้มาเจ็ดสิบกว่าปีแล้ว ตั้งแต่นาฬิกาเทพเรือนนี้โผล่ขึ้นมาจนถึงตอนนี้ ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงภายใต้การสังเกตของกระผมมาโดยตลอด ตอนแรกมันไม่ได้ใหญ่ขนาดนี้ ยังไม่ถึงหนึ่งในสิบส่วนของตอนนี้ด้วยซ้ำ”

“หือ รู้ไหมว่านาฬิกาเทพโผล่มาตอนไหน” ลู่เซิ่งถามอย่างสงสัย เขาพอจะมีการคาดเดาในใจแล้ว แต่ยังไม่กล้ายืนยัน

“ราวหกสิบปีก่อนครับ จะโผล่มาทุกๆ ห้าปี” ชายชราตอบเบาๆ

“หลังจากโผล่มามีความผิดปกติอะไรไหม” ตู้เซี่ยอดถามแทรกไม่ได้

“จะยังมีความผิดปกติอะไรได้ ทุกๆ ครั้งจะมีคนตายไปกลุ่มหนึ่ง ล้วนเป็นเด็กตัวเล็กๆ น่าสงสารมาก” ชายชรากล่าวอย่างเสียดาย “ครั้งนี้กระผมแค่นึกสงสัยเท่านั้น เพราะเห็นผู้ใหญ่มาโผล่ในกลุ่ม...แถมยังมีกองทัพอีก”

“คุณเห็นมาหกสิบปีแล้วเหรอ” โจวเฉวียนอู่พลันส่งเสียงถาม

“ฮ่ะๆ...ตอนแรกสุดกระผมมารอน้องสาวออกมาเท่านั้น แต่เธอไม่เคยโผล่มาเลย ผมก็เลยหาที่อยู่ใกล้ๆ แถวนี้แล้วแวะเวียนมาเป็นประจำ นานวันเข้าเลยกลายเป็นนิสัยไป” ชายชรากล่าวอย่างไม่นำพา

ลู่เซิ่งจ้องมองชายชราคนนี้ ทุ่งหญ้าที่อันตรายแบบนี้กลับมีชายชราประหลาดแบบนี้มาอาศัยอยู่ แถมยังอยู่รอดปลอดภัยมาเป็นเวลาหกสิบปีอีกต่างหาก

ในสถานที่ที่เก๋อซาต่อสู้ตะลุมบอนกัน

“แล้วที่คุณออกมาหาผมในตอนนี้มีเป้าหมายอะไรอย่างนั้นหรือ” ลู่เซิ่งไม่รู้สึกว่านี่เป็นความบังเอิญ

ชายชราหัวเราะแปลกประหลาด

“ยอมแพ้เถอะ เรื่องนี้ท่านจัดการไม่ได้ดอก เด็กเหล่านี้ถูกกำหนดให้มาที่นี่ และถูกกำหนดให้ตายที่นี่ คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าเคยคิดขัดขวางมาก่อน แต่ก็ไม่มีความหมายแม้แต่น้อย”

“อย่างนั้นหรือ” ลู่เซิ่งเริ่มสงสัยแล้วว่าที่นี่เป็นฟาร์มพิเศษที่ผู้เข้มแข็งบางคนสร้างขึ้นมา โดยทุกๆ ห้าปีจะเก็บเกี่ยวหนึ่งครั้ง นาฬิกาเทพเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้เก็บเกี่ยวนั่นเอง

ครืน...

อยู่ๆ ในเวลานี้เอง นาฬิกาเทพอันใหญ่ยักษ์ถึงกับเริ่มหมุนช้าๆ บนแท่นปรากฏลวดลายและรูปภาพจำนวนเหลือคณานับ

ช่องแตกสีดำสายหนึ่งแตกลงด้านล่างจากตรงกลางแท่นกลม ไม่นานก็ขยายไปถึงตำแหน่งแท่นกลมที่อยู่ด้านหน้าพวกของลู่เซิ่ง

“ตามตำนานที่พวกเธอได้รับมา ตอนนี้ต้องทำอะไรต่อ” ลู่เซิ่งเบือนหน้าไปถามพวกโจวเฉวียนอู่และหงส์จักรพรรดิ

“ปล่อยพลังงานทั้งหมดไปตามช่องแตก ทนแค่สิบนาทีก็ใช้ได้แล้ว” โจวเฉวียนอู่แนะนำคร่าวๆ

“อย่างนั้นหรือ” ลู่เซิ่งให้ตู้เซี่ยปล่อยพลังเทพรังสรรค์ของตัวเองไปยังช่องแตก

หลังจากทำอยู่สิบนาที เขาก็ให้เก๋อซาคนอื่นๆ ที่มีธาตุเหมือนกับจันทราเติมพลังเทพรังสรรค์เข้าไปอีก

ไม่นานช่องแตกก็สว่างขึ้นบางส่วน ลู่เซิ่งค่อยๆ ปล่อยจิตวิญญาณของร่างหลักออกไปในช่องแตกอย่างระมัดระวัง

จิตวิญญาณยื่นเหยียดออกไปอย่างต่อเนื่อง ไม่นานก็เข้าไปด้านในมากกว่าพันเมตร

ยิ่งเข้าไปลึกเท่าไหร่ พลังอาวรณ์ที่ลู่เซิ่งสัมผัสได้ก็ยิ่งเข้มข้นเท่านั้น แสดงให้เห็นว่านาฬิกาเทพยักษ์เรือนนี้คงอยู่มาเป็นเวลานานมากๆ แล้ว

ด้านในช่องแตกมืดสนิท ลู่เซิ่งยืดจิตวิญญาณออกไปเป็นเวลาราวสิบกว่าวินาที

ชิ้ง!

ช่องว่างทรงกลมขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นด้านหน้าเขา

ผนังช่องว่างเป็นกำแพงอ่อนสีแดงเข้มที่เหมือนกับเนื้อคน มีศพของเด็กชายเด็กหญิงที่เปลือยร่างฝังอยู่มากมาย

บริเวณสะดือของศพพวกนี้เชื่อมต่อกับเส้นเลือดเรียวเล็กหลายเส้น เส้นเลือดจำนวนมากรวมตัวลงไปด้านล่างอย่างแน่นขนัด แล้วกลายเป็นเส้นเลือดขนาดยักษ์สามเส้นที่มีขนาดเท่าท่อนแขนที่ส่วนก้นของช่องว่าง

เส้นเลือดใหญ่สามเส้นรวมตัวเข้ากับผู้หญิงร่างสูงที่นั่งอยู่บนบัลลังก์เหล็กสีดำ

เธอมัดผมหางม้าสีดำ โซ่นับไม่ถ้วนรัดพันอยู่บนร่าง ลวดลายอักขระเรืองแสงสีน้ำเงินกะพริบตรงหว่างคิ้ว

สองแขนสองขาของเธอถูกหมุดเหล็กสีดำหลายอันที่มีขนาดเท่านิ้วหัวแม่โป้งตรอกตรึงทะลุ ปากและผิวตาถูกคนใช้เส้นด้ายสีดำเย็บปิดจนเปิดไม่ได้

สิ่งที่ทำให้ลู่เซิ่งแปลกใจอยู่บ้างก็คือ สิ่งที่ไหลออกมาจากเส้นเลือดสามเส้นที่เชื่อมกับด้านหลังของเธอไม่ใช่เลือด หากเป็นของเหลวเหนียวๆ สามสายที่เหมือนกับน้ำมัน

ของเหลวเหนียวหนืดเหล่านี้เหมือนกับสารอาหารที่คอยหล่อเลี้ยงโซ่สีดำหนาแน่นบนร่างของเธอ

‘ผนึก! นี่คือผนึก!’ ลู่เซิ่งใจเต้นรัว เข้าใจหน้าที่ของนาฬิกาเทพเรือนนี้ในทันที

‘ใช้เก๋อซาเป็นแหล่งพลังงานหล่อเลี้ยงผนึกตรงนี้...ทุ่มทุนจริงๆ...นี่เทียบเท่ากับเป็นค่ายกลยักษ์ที่ทำงานมาหลายทศวรรษโดยซ่อมบำรุงตัวเองได้ด้วย...’ ลู่เซิ่งเป็นคนที่ศึกษาค่ายกลเช่นกัน ไม่นานก็เข้าใจหลักการของที่นี่

ตุบๆๆๆ!

อยู่ๆ เสียงหัวใจเต้นที่มีจังหวะจะโคนก็ดังกระหึ่มมาจากด้านในนาฬิกาเทพ

ชิ้ง

หญิงผมดำที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ลืมตาขึ้นอย่างฉับพลัน เส้นด้ายจำนวนมากที่ใช้เย็บปิดเปลือกตาถูกฉีกออก

โซ่สีดำที่รัดพันร่างของเธอซ้อนทับกันจนหนาหนักราวกับเกราะหนัก

ลู่เซิ่งชักนำจิตวิญญาณกลับมาเข้าร่างตนเองอย่างรวดเร็ว

“โอสถวิญญาณหงส์นภามาร...หากเปิดนาฬิกาเทพ ก็จะได้รับโอสถวิญญาณหงส์นภามาร เมื่อกินมัน เจ้าจะเป็นอมตะตลอดไป...” ข้อมูลที่มีความยั่วยวนอย่างรุนแรงส่งเข้าสมองของลู่เซิ่ง

‘น่าสนใจ’ ลู่เซิ่งชักนำจิตวิญญาณกลับมาพร้อมกับเพ่งมองช่องแตกสีดำด้านหน้า

“ร้อยบุปผา จันทราน้ำแข็ง ข่ายโลหิต พวกเธอเข้าไปดูพร้อมกันกับฉัน”

“ครับ!”

“รับทราบ”

ทั้งสามคนประสานสายตากัน แล้วเดินไปถึงด้านข้างลู่เซิ่งโดยต่างคนต่างมีความคิดของตัวเอง เตรียมจะเข้าไปในช่องแตกพร้อมกับชายหนุ่ม

ลู่เซิ่งเดินไปด้านหน้าได้สองสามก้าวก็พลันชะงักลง ก่อนจะมองไปที่ตู้เซี่ยที่ยังเกาะแขนเขาไม่ยอมปล่อย

ตู้เซี่ยใช้สองแขนรัดแขนของลู่เซิ่งไว้ ส่วนสองขาก็เกี่ยวกับเอวของเขาไว้แน่นเหมือนกับปลาหมึก

“หนูก็จะไปด้วยเหมือนกัน” เธอมีสีหน้าสงบนิ่ง

“ตรงนี้มีคนพอแล้ว เธอเข้าไปหรือไม่ก็ไม่ส่งผลอะไรอยู่ดี” ลู่เซิ่งสะบัดแขน หมายจะสลัดน้องสาวออกจากร่าง

ทว่าตู้เซี่ยกลับใช้พลังของเก๋อซาเสริมแรงรัดของตัวเอง ไม่ยอมคลายมือ

พอสลัดไปหลายครั้งแล้วยังไม่เกิดประโยชน์ แถมยังกลัวว่าจะทำให้เธอบาดเจ็บ ลู่เซิ่งจึงได้แต่เดินเข้าช่องแตกโดยลากตู้เซี่ยไปด้วยอย่างจนปัญญา

เขาสังหรณ์ใจว่า เป็นไปได้ถึงขีดสุดที่ผู้หญิงที่กำลังจะได้เจอเป็นตัวตนอันเหี้ยมหาญที่ถูกผนึกไว้ใต้ดินเหมือนกับผู้ชายคนนั้นที่เขาได้เจอในโลกพลังวิญญาณ

เดินไปตามช่องแตกเป็นระยะทางราวหลายร้อยเมตร ไม่นานด้านหน้าก็เปิดโล่ง พวกเขาเข้าไปในช่องว่างทรงกลมขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง

ผนังด้านในมีช่องที่เกลื่อนไปด้วยกระดูกของเก๋อซาที่ฝังตัวอยู่ด้านใน ผนังที่มีสีแดงเข้มราวกับเนื้อยังคงเต้นกระตุกเล็กน้อยตามจังหวะการเต้นของหัวใจด้วย

“มาอีกกลุ่มหนึ่งแล้ว...” เสียงผู้หญิงที่แฝงการหยอกเย้าดังขึ้นในช่องว่าง

เสียงหัวใจเต้นรุนแรงซึ่งตามมาด้วยความกดดันอันขมุกขมัวปกคลุมหัวใจของทุกคนอย่างรวดเร็ว

สภาพการณ์แบบนี้ ฉากเหตุการณ์แบบนี้ คนที่นั่งอยู่บนบัลลงก์คนนั้นถูกเก๋อซาจำนวนมากจองจำ ไม่ต้องคิดก็ทราบได้ว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่สถานที่ที่ดีอย่างแน่นอน

“ลงมาเองนะ” ลู่เซิ่งกวาดตามองตู้เซี่ยที่เกาะอยู่บนตัว

ครั้งนี้ตู้เซี่ยปีนลงมายืนอย่างเชื่อฟัง

“พี่เปลี่ยนไปแล้ว ก่อนหน้านี้ทุกครั้งที่อาบน้ำให้หนู พี่จะแอบลูบแอบจับหนูตลอด ตอนนี้ไม่ให้หนูกอดด้วยซ้ำ” เธอที่ผุดสีหน้าเรียบเฉยเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

แต่ยิ่งเธอทำท่าแบบนี้ ลู่เซิ่งก็ยิ่งใจหาย ยังไม่ทันแก้ต่าง สายตาของเก๋อซาสามคนด้านหลังที่มองดูตนเองก็เปลี่ยนไปแล้ว

“พูดอะไรบ้าๆ!” ลู่เซิ่งตบหน้าผากของตู้เซี่ย

“ไม่ได้พูดบ้าๆ นะ ทุกครั้งที่ลูบเสร็จพี่ยังบอกด้วยว่าไม่สนุกมือเท่ากับเสี่ยวชิว!” ตู้เซี่ยจับหน้าผากพลางอธิบาย มุมปากกลับปรากฏรอยยิ้มน้อยๆ

“นาย...นายท่าน...ถ้าท่านต้องการ กระผมมีให้ท่านหลายแบบเลยนะครับ...ถ้าท่านไม่รังเกียจคนตายล่ะก็นะ...” เซียนร้อยบุปผารีบส่งเสียงเอาใจจากด้านหลัง

              ..............................................
ลู่เซิ่งน้ำท่วมปาก ไม่ใช่เขาไม่อยากอธิบาย แต่ในความทรงจำที่พรั่งพรูออกมาเวลานี้มีฉากแบบนี้อยู่จริงๆ ความรักที่ตู้สยงมีต่อน้องๆ ไปถึงขั้นวิปริตแล้ว

เขาถึงขั้นอาบน้ำให้น้องจนถึงสิบขวบ เวลานี้ถูกตู้เซี่ยเปิดโปง จึงกระอักกระอ่วนเล็กน้อย

ทว่าหลังจากทะเลาะกันเสร็จแล้ว บรรยากาศตึงเครียดในกลุ่มก็ลดลงมาก

เห็นได้ชัดว่าตู้เซี่ยจงใจทำแบบนี้ เพื่อไม่ต้องการให้ลู่เซิ่งเคร่งเครียด

“พอแล้ว! เธอ! ออกไปลองดูซิ!” ลู่เซิ่งชี้จอมเผด็จการจันทราน้ำแข็ง เมื่อครู่ยัยหนูผู้นี้ยังกลั้นหัวเราะไม่อยู่

เอ่อ...

จอมเผด็จการจันทราน้ำแข็งงุนงง แต่ท่าทางของลู่เซิ่งไม่เหมือนกับกำลังล้อเล่น เธอจึงได้แต่ก้าวออกมาด้วยความจนปัญญา

ซู่...

สีดำอมน้ำเงินชั้นหนึ่งแผ่ขยายออกมาจากข้างใต้เธออย่างรวดเร็ว

“สนมน้ำแข็ง ฝากด้วยนะ!” เธอส่งเสียงตวาด

เงาสีดำอมน้ำเงินสายหนึ่งโผบินออกมาจากด้านข้างเธอ แล้วพุ่งใส่หญิงผมดำที่อยู่บนบัลลังก์พร้อมกับความหนาวเย็นยะเยือก

พื้นและผนังที่เงาพุ่งผ่านต่างก็เกิดเกล็ดน้ำแข็งสีขาวผืนใหญ่ แช่แข็งเนื้อทั้งหมดเอาไว้

สิ่งที่ประหลาดที่สุดก็คือ หลังจากเนื้อถูกแช่แข็งก็มีแมลงสีขาวตัวเล็กๆ จำนวนนับไม่ถ้วนผุดออกมาจากด้านในชั้น

แมลงพวกนี้เริ่มกัดกินเนื้อในน้ำแข็งอย่างรวดเร็ว

“การโจมตีซึ่งหน้าของระดับแม่มด ขอดูผลลัพธ์หน่อยเถอะ” ลู่เซิ่งจ้องมองผู้หญิงบนบัลลังก์

พรูด

มิคาดเงายังไม่ทันได้เข้าใกล้ผู้หญิง ก็สลายหายไปเองกลางอากาศ

“เอ๋” จอมเผด็จการจันทราน้ำแข็งงุนงง กำลังจะลงมือต่อ

“คู่ต่อสู้ของพวกเธอไม่ใช่ฉัน” หญิงผมดำกล่าวอย่างเชื่องช้า “ฉันเป็นเพียงผู้ถูกผนึกที่อยู่ที่นี่เท่านั้น ผู้ที่พวกเธอต้องรับมือก็คือเขา”

จากนั้นก็เกิดเสียงเนื้อฉีกขาดดังขึ้น

เงาคนที่ตัวเป็นสีดำสนิทและมีผมสีขาวที่ยาวจนถึงส้นเท้า มุดออกมาจากผนังด้านหลังทุกคน

“ฉันเอง!” เซียนร้อยบุปผาสืบเท้าออกมาก้าวหนึ่งแล้วโบกมือบังคับศพเก๋อซาจำนวนมากออกมา ศพผู้หญิงเหล่านี้เหินบินเข้าหาเงาคน

ฉึก!

ทันใดนั้น มีเส้นเลือดสีดำจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งออกมาจากร่างของเงาคนผมขาว แล้วแทงทะลุเก๋อซาที่เซียนร้อยบุปผาส่งออกมาอย่างแม่นยำ

ซู้ด...

เก๋อซาทั้งหมดถูกสูบกินจนกลายเป็นศพแห้ง

“สมบัติมีค่าของฉัน!” เซียนร้อยบุปผาร้อนรน รีบชักศพกลับ แต่ศพผู้หญิงที่ชักกลับมาใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้แล้ว พากันกลายเป็นผงสีดำโปรยปราย

“เก๋อซาเหรอ” คนผมขาวหัวเราะเหอะๆ คล้ายจะเป็นเพราะสูบกินศพผู้หญิง ร่างจึงอวบอิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

เส้นสายกล้ามเนื้อจำนวนมากนูนขึ้นมา เส้นเลือดจำนวนนับไม่ถ้วนหดกลับหายเข้าไปในตัวเขาเอง

ใบหน้าไม่ชายไม่หญิงค่อยๆ โผล่ออกมาจากส่วนใบหน้าของเขา

“มียาชูกำลังมาอีกแล้ว...” ร่างกายอันสมบูรณ์แบบของคนผมขาวปรากฎออกมาโดยสมบูรณ์ เกราะผิวซึ่งมีลายปานสีขาวรวมตัวบนผิวหนัง ปกคลุมลำตัวไว้

“เป็น...เป็นไปได้ยังไง...! สมบัติมีค่าของฉัน...” เซียนร้อยบุปผาผุดสีหน้าดุร้ายและเจ็บปวดขึ้นมา

“สมบัติที่ฉันพยายามรวบรวมมาตั้งสามปี...อ๊าก! ฉันจะฆ่าแก!”

ร่างกายอ้วนฉุของเขากระโดดขึ้นอย่างฉับพลัน ปีกเนื้อขนาดยักษ์สีชมพูที่เหมือนกับมารร้ายคู่หนึ่งรวมตัวบนหลังของเขา ปลายปีกเนื้อมีมือใหญ่สองข้างงอกขึ้นมา พร้อมกับคว้าตะปบใส่คนผมขาวจากทางซ้ายและทางขวาพร้อมกัน

คนผมขาวสะบัดฝ่ามือใส่ดุจสายฟ้าฟาด ฝ่ามือของเขาที่เดิมทีมีขนาดปกติขยายใหญ่ขึ้นด้วยความเร็วสูง พร้อมกับวาดเงาฝ่ามือพร่ามัวออกมาสายหนึ่ง

เปรี้ยง!

ปีกเนื้อทั้งสองข้างถูกเงาฝ่ามือจับเอาไว้

“แก!?”

เซียนร้อยบุปผาลืมตาโต คิดจะโต้ตอบ แต่ก็ไม่ทันการณ์เสียแล้ว

ตูม!

ร่างจ้ำม่ำของเขากระแทกเข้ากับผนังด้านข้างอย่างแรง ก่อนจะกระอักเลือดออกมา

“เสียงยะเยือก” จอมเผด็จการจันทราน้ำแข็งพุ่งเข้าไป ผมยาวกลายเป็นสีฟ้าในชั่วพริบตา แต่ละเส้นยาวขึ้นอย่างรวดเร็ว ลอยไปลอยมาพร้อมกับแทงใส่อีกฝ่ายอย่างมืดฟ้ามัวดิน

ฉึกๆๆๆ!

คนผมขาวไม่หลบหลีก ยืนอยู่กับที่ปล่อยให้เส้นผมนับไม่ถ้วนแทงใส่ร่าง

ติ๊งๆๆๆ!

เสียงที่เส้นผมสีฟ้าแทงใส่ร่างเขาเหมือนแทงใส่ผิวโลหะ

ไม่ทราบว่าบนร่างคนผมขาวมีเยื่อโลหะแววววาวสีดำปกคลุมตั้งแต่เมื่อไหร่ ป้องกันการทิ่มแทงจากเส้นผมเอาไว้ได้ทั้งหมด

“ใช้อิทธิฤทธิ์ความสามารถต่อหน้าข้างั้นหรือ”

คนผมขาวอ้าปากพ่นแสงสีขาวเจิดจ้าออกมาสายหนึ่ง

ฟิ้ว!

แสงสีขาวลอยฉวัดเฉวียนและตัดเส้นผมสีฟ้าทิ้งได้อย่างง่ายดาย สุดท้ายก็พุ่งใส่จอมเผด็จการจันทราน้ำแข็ง

“ความเย็นสัมบูรณ์!” จอมเผด็จการจันทราน้ำแข็งแค่นเสียง ถอยหลังไปหลายก้าวพร้อมกับแทงปลายนิ้วไปด้านหน้า แสงสีน้ำเงินกลุ่มหนึ่งระเบิดกลายเป็นไอเย็นสีน้ำเงินเข้มอย่างฉับพลัน แล้วกระแทกเข้ากับแสงสีขาว

ตูม!

ทั้งสองสิ่งระเบิดขึ้นพร้อมกัน

ไม่รอให้จันทราน้ำแข็งตอบสนอง ก็เห็นในมือคนผมขาวที่อยู่ไกลออกไปมีแสงสีขาวเจิดจ้าพ่นออกมาอีกหลายสายหมุนวนอยู่

“พายุพันเฉือน” คนผมขาวสะบัดโยนแสงสีขาวออกมา แสงสีขาวนับไม่ถ้วนแทงใส่ไอเย็นของจันทราน้ำแข็งจากทั่วทิศเหมือนกับกระบี่บิน ไม่นานไอเย็นก็กระจัดกระจายออกไปไม่หลงเหลือพลังแล้ว

“เงาสวรรค์ร้อยบุปผา!” เด็กร่างอ้วนที่อยู่ใกล้ๆ ยันร่างอาบเลือดขึ้นมาและฉวยโอกาสโจมตีอย่างดุร้าย

ใบหน้าของเขาพ่นไอหมอกสีชมพูจำนวนมากออกมา ไอหมอกทั้งหมดรวมตัวกันกลายเป็นกลีบดอกไม้สีชมพูขนาดใหญ่กลุ่มหนึ่ง แล้วลอยเข้าหาคนผมขาว

“โง่เง่า! พลังของเก๋อซาทุกคนมาจากข้า กลับกล้ามาเปรียบเทียบอิทธิฤทธิ์ความสามารถกับข้างั้นเหรอ” คนผมขาวกางสิบนิ้วออก ปลายนิ้วทุกนิ้วมีเงาอักขระหลากสีสันจุดหนึ่งรวมตัวกันออกมา

“ไปซะ วงแหวนมารอัคคีสีชาด!” เขาดีดนิ้วชี้ออกไป ดวงดาวเพลิงสีแดงจุดหนึ่งขยายใหญ่ขึ้น ก่อนจะหายไปจากด้านหน้าในชั่วพริบตา

ตูม!

วงแหวนไฟสีทองกลุ่มหนึ่งระเบิดขึ้นด้านในกลีบดอกที่เด็กร่างอ้วนปล่อยออกมา ทำลายกลีบดอกไม้ไปจนหมดสิ้นได้อย่างง่ายดาย

คนผมขาวยิ้มอย่างคลุ้มคลั่งขณะก้าวเดินเข้ามาหาลู่เซิ่งกับตู้เซี่ย

“ข้าสามารถใช้อิทธิฤทธิ์ความสามารถไร้สิ้นสุดของเก๋อซาได้ตามใจนึก โดยไม่จำกัดรูปแบบและไม่จำกัดจำนวนครั้ง เหล่าเด็กผู้น่าสงสาร จงยอมแพ้เถอะ...ขัดขืนไปก็ไม่มีความหมาย!”

ลู่เซิ่งมองผู้หญิงบนบัลลังก์พร้อมกับค่อยๆ ถอดเสื้อเชิ้ตสีดำบนร่างออกแล้วส่งให้ตู้เซี่ยที่อยู่ด้านข้าง ก่อนจะเดินออกไป

“บอกความสัมพันธ์ระหว่างแกกับผู้หญิงคนนั้นมาซะ แล้วฉันจะให้แกได้ตายสบายหน่อย” เขามีสีหน้าเยือกเย็น ความสนใจกลับยังอยู่ที่ตัวผู้หญิงคนนั้น

“ตายหรือ?!” คนผมขาวหยุดนิ่งทันที

เขาจ้องมองลู่เซิ่งอย่างแข็งทื่อ จากนั้นก็ค่อยๆ ลูบหน้าตัวเอง

“ฮ่าๆๆๆๆๆ!” เขาก้มหน้าหัวเราะลั่น เสียงที่แหบพร่าแฝงความบ้าคลั่งและความไม่ยินยอม

“เจ้าบอกว่า...จะให้ข้าตาย...สบายหน่อยงั้นหรือ?! มีคน...มีคนกล้าพูดแบบนี้ต่อหน้าข้าเนี่ยนะ!?”

“พี่ เห็นหรือไม่ เห็นรึเปล่า!? มีคนกล้าบอกว่าจะฆ่าข้าหมีเซิงหลงต่อหน้าท่านเชียวนะ?!”

“กลัวจัง! กลัวจังเลย! กลัวสุดๆ ไปเลย! ฮ่าๆๆๆ!”

คนผมขาวปิดหน้าพลางหัวเราะ หัวเราะจนน้ำตาไหล

แสงหลากสีหลายจุดปรากฏขึ้นบนปลายนิ้วของเขาอย่างต่อเนื่องและสว่างขึ้นเรื่อยๆ

“ฆ่าข้างั้นเหรอ แม้แต่พี่ก็ยังฆ่าข้าไม่ได้ เจ้าเนี่ยนะ? อย่างเจ้าเนี่ยนะ!? ฮ่าๆๆๆ! นรกบัวแดง! ไปตายซะ!”

ชิ้ง!

จุดแสงสีแดงระเบิดออกบนปลายนิ้วของเขาทันที

จากนั้น จุดแสงหลากสีหนาแน่นก็พุ่งออกมาจากมือของเขาเป็นพรวน แล้วพากันระเบิดดังตูม

คนผมขาวปล่อยความสามารถของเก๋อซาระดับแม่มดทุกชนิดออกมาอย่างบ้าคลั่ง

“คลื่นมังกรนิลราตรีกาล! ลมหายใจมังกรน้ำแข็ง! มายาทำลายวายุกัดกร่อน! เหยี่ยวเก้าเศียร! หัตถ์แห่งแผ่นดิน” หมื่นพฤกษากัดกิน! เนตรคำสาปอาทิตย์สีทอง!...”

อิทธิฤทธิ์ความสามารถหลายสีพุ่งออกมาจากมือของเขา ก่อนจะหลอมตัวกันกลายเป็นมนุษย์กึ่งโปร่งแสงหลากสีสันที่ใหญ่โตเหมือนยักษ์ในตะเกียง

“มาฆ่าข้าสิ! ฮ่าๆ มาสิ! มาฆ่าเลย!” คนผมขาวยืนหัวเราะอยู่บนไหล่ของมนุษย์ยักษ์

มันมีเขาโค้งสามข้าง เส้นผมหลากสีกระจัดกระจาย ร่างสูงหลายสิบเมตร คลื่นทำลายล้างและร้อนแรงแผดเผากะพริบทั่วร่าง

ลู่เซิ่งสะบัดแขนขวา เส้นสายสีดำจำนวนมากขยายออกมาจากใต้เท้าก่อน จากนั้นแสงสีขาวอ่อนกึ่งโปร่งแสงชั้นหนึ่งก็ปกคลุมแขนขวาทั้งข้าง แล้วรวมตัวกันกลายเป็นเกราะยักษ์ที่เหมือนกับชุดเกราะแข็งแกร่ง

แสงเกราะคุ้มกันมีขนาดใหญ่เท่าครึ่งตัวของเขาแล้ว มีความหนาถึงหนึ่งเมตรกว่าๆ เวลาใส่อยู่บนแขนยังใหญ่กว่าตัวคนเสียอีก

“อิทธิฤทธิ์ความสามารถเป็นแค่ส่วนขยายของร่างหลัก แกไม่เข้าใจสัจธรรมของพลังเลย” ลู่เซิ่งกำหมัด จนถึงตอนนี้ วิชามวยบนโลกใบนี้ได้เริ่มหลอมรวมกับพลังส่วนหนึ่งในแปดวิถีมารสูงสุดของเขาแล้ว

การที่โลกสองใบมีความเข้ากันได้ดีถึงขีดสุด ทำให้เวลาปรับตัวของร่างหลักของลู่เซิ่งเมื่ออยู่บนโลกใบนี้หดสั้นลงอย่างมาก

ถ้าหากไม่ใช่เพราะต้องการป้องกันไม่ให้พลังแห่งแม่ธรณีบุกรุกเข้าร่างกาย ลู่เซิ่งก็สามารถหลอมรวมร่างหลักเข้ากับกายเนื้อของโลกใบนี้ได้ตั้งแต่แรกแล้ว

แต่ก็เป็นเพราะพลังแห่งแม่ธรณีที่เตือนเขาเหมือนกัน เขาจึงเลือกหลอมรวมพลังของร่างหลักเข้ากับกายเนื้อนี้ เพื่อยกระดับพลังของตัวเองอย่างเต็มความสามารถในเงื่อนไขที่มีความเข้ากันได้ดีถึงขีดสุด

“พลังเหรอ เป็นแค่ชนเผ่าพื้นเมืองแท้ๆ แต่มาพูดถึงเรื่องพลังต่อหน้าข้างั้นเหรอ!? ฮ่าๆๆ เจ้าสู้นิ้วมือนิ้วเดียวของข้าไม่ได้ด้วยซ้ำ ถึงขั้นขยับเขยื้อนเพราะอานุภาพของร่างข้าไม่ได้แท้ๆ! เป็นยังไงล่ะ ขยับไม่ได้ใช่ไหม รู้สึกชาไปทั่วตัวเลยใช่รึเปล่า หน้ามืดตาลายหรือไม่ พิษเก้าร้อยกว่าชนิดผสมกับไอหมอก ต่อให้เป็นมังกรมารก็ถูกกัดกร่อนเป็นเลือดได้เหมือนกัน!”

ฟิ้ว...

ส่วนหางบนเกราะแขนของลู่เซิ่งค่อยๆ เรืองแสงสีขาว แสงสีขาวสว่างและเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ

“วิชามวยพริบตาพินาศ...” ลู่เซิ่งโน้มตัวลงเล็กน้อยและวางแขนไว้ข้างลำตัว คลื่นอากาศหลายกลุ่มค่อยๆ กระจายออกมาจากรอบๆ ร่างกาย

แรงกดดันหลายสายบีบอัดออกไปรอบๆ โดยมีเขาเป็นศูนย์กลาง

“รู้ไหมว่าทำไมข้าจึงไม่ฆ่าเจ้า? เป็นเพราะข้าชอบมองดูความน่าสมเพชของการดิ้นรน ความเจ็บปวด และการวิงวอนก่อนตายไงเล่า ฮ่าๆๆ! ทุกครั้งที่มีเก๋อซาเข้ามา ข้าจะเล่นกับพวกมันจนเบื่อก่อนถึงค่อยกินพวกมัน! ตอนนี้เจ้ารู้สึกสิ้นหวังแล้วรึยัง รู้สึกโกรธไหม กลัวหรือไม่” คนผมขาวหมีเซิงหลงหัวเราะร่า

แสงสีขาวสว่างและแยงตาขึ้นเรื่อยๆ

“ไม่เป็นไร ข้าจะค่อยๆ เพลิดเพลินกับพวกแกเอง...ถึงจะมีคนน้อยไปหน่อย แต่ด้านนอกยังมีอีกมาก...อีกมากมายนัก ข้าจะค่อยๆ บีบกะโหลกของเจ้าทีละนิดๆ แล้วกระชากวิญญาณของเจ้าออกมาเผาบนไฟนรก จากนั้นก็มองดูเจ้าร้องโหยหวน วิงวอน ครวญคราง...”

พรึ่บ

มือใหญ่ข้างหนึ่งยื่นออกมาจากด้านหลังของลู่เซิ่งอย่างฉับพลัน แล้วจับคางของหมีเซิงหลงไว้ เพื่อไม่ให้เขาพูดต่อ

เงามารสี่แขนน่ากลัวที่สูงมากกว่าร้อยเมตรค่อยๆ เดินออกมาจากเงามืดในถ้ำจนถึงด้านหลังมนุษย์หลากสี แล้วจับคอของมันเอาไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง

และใช้แขนข้างที่เหลือจับส่วนอื่นๆ ของมนุษย์สีรุ้งไว้อย่างแน่นหนา

“เจ้า!?” สีหน้าของหมีเซิงหลงเปลี่ยนจากคลุ้มคลั่งเป็นหวาดกลัวอย่างรวดเร็ว

“อย่าขยับ! ฉันไม่ค่อยคุ้นกับท่านี้เท่าไหร่” ลู่เซิ่งเล็งทิศทางก่อนจะยกมืออย่างฉับพลัน

ตูม!

เกราะบนแขนขวายิงกระสุนแสงสีขาวเจิดจ้าออกมากลุ่มหนึ่ง

กระสุนขนาดยักษ์เพิ่งจะออกจากแขน ก็ขยายใหญ่ขึ้นในพริบตา แสงสีทองจุดหนึ่งหมุนวนอย่างเลือนรางอยู่ตรงกลาง มันพุ่งใส่ขอบ...ทรวงอกของมนุษย์สีรุ้งอย่างหนักหน่วง

“เอียงแฮะ” ลู่เซิ่งชักมือกลับมาพร้อมกับมองดูรอยยุบเล็กๆ ที่เกิดขึ้นบนร่างมนุษย์สีรุ้ง

“รอบเมื่อกี้ไม่นับ ขออีกรอบหนึ่ง ครั้งนี้ฉันจะทำให้แกได้เข้าใจสัจธรรมแห่งพลังจริงๆ แล้ว!” เขางอเอวโน้มตัวและเริ่มสะสมพลังอีกครั้ง

“เจ้า!” หมีเซิงหลงบังคับให้มนุษย์สีรุ้งขัดขืน

เปรี้ยง!

เงามารสี่แขนที่อยู่ด้านหลังฟาดใส่แก้มของมนุษย์สีรุ้งจนแสงรุ้งบนร่างมันกระเด็น

“อย่าขยับมั่วซั่วสิวะ! ถ้ายังขยับอีกฉันฆ่าแกแน่!”

หมีเซิงหลงพลันหยุดนิ่ง

“พลัง ที่แล้วมาไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ด้วยการรวมสิ่งแปลกปลอมหลายชนิดเข้าด้วยกัน” ลู่เซิ่งรวมพลังอีกรอบด้วยสีหน้าเยือกเย็น “มีแต่พละกำลังเพียงอย่างเดียวเหมือนฉันเท่านั้นที่จะไปถึงขอบเขตสูงสุดได้อย่างแท้จริง การผสมขยะมากมายเข้าด้วยกันอย่างแก จะทำให้เกิดการขัดแย้งและหลอมรวมกัน ถึงขั้นเกิดการระเบิดรวมถึงการหักล้าง พลังงานมากมายไม่ใช่ว่าเอามารวมกันแล้วจะ...”

“...พี่คะ...เขาจะโดนพี่บีบตายอยู่แล้วนะคะ...” ตู้เซี่ยที่อยู่ด้านข้างอดยื่นมือมาตบสะกิดลู่เซิ่งไม่ได้

ลู่เซิ่งจึงค่อยงุนงงเมื่อพบว่า แขนสี่ข้างของร่างหลักใช้แรงมากเกินไปจนทำให้แสงทั่วร่างมนุษย์สีรุ้งริบหรี่ลงเรื่อยๆ ทั้งยังหมดเรี่ยวแรง อยู่ในสภาพใกล้ตาย

เขาขยับเส้นเส้นหนึ่งในเส้นสีดำนับไม่ถ้วนข้างใต้เท้า เงามารสี่แขนพลันผ่อนแรงลงเล็กน้อย ไม่ได้ใช้แรงมากเกินไปเหมือนเมื่อก่อนอีก

“ช่างเหอะ พูดไปแกก็ไม่เข้าใจ” ลู่เซิ่งชักมือกลับ ก่อนจะมองไปยังผู้หญิงบนบัลลังก์

              ..............................................
“เขาเป็นน้องชายของคุณ คุณจะไม่ช่วยเหรอ” ลู่เซิ่งหยีตา เตรียมพร้อมจะลงมือได้ทุกเวลา

ใบหน้าของผู้หญิงที่นั่งนิ่งบนบัลลังก์ฉายแววเยาะเย้ย

“หมีเซิงหลงเป็นน้องของข้าก็จริง แต่ที่ข้าตกต่ำถึงขั้นนี้ มันเองก็มีส่วนเหมือนกัน ชิงอำนาจแย่งตำแหน่งข้าไม่สำเร็จ ถูกพวกเดียวกันวางกับดัก เลยได้แต่ถูกผนึกเป็นเพื่อนข้าในสถานที่บัดซบแห่งนี้...เหอะๆ ถ้าข้าคิดจะช่วยมันจริงๆ อย่างนั้นก็เป็นคนโง่แล้ว”

ลู่เซิ่งกระจ่างขึ้นเล็กน้อย แต่คำพูดพวกนี้เป็นความข้างเดียวของอีกฝ่าย เขาจึงไม่ได้เชื่อทั้งหมด

“คุณเรียกฉันว่าตู้สยงก็ได้ คุณน่าจะรู้เป้าหมายของผมมั้ง มีวิธีแก้ไขไหม”

เป้าหมายของเขาคือการจัดการปัญหาเรื่องอายุขัยให้แก่เก๋อซา ตู้เซี่ยกับตู้ชิวเป็นเก๋อซา ถ้าหากไม่จำกัดปัญหาที่อายุขัยเหลือแค่ห้าปี ผลกรรมของการจุติในครั้งนี้จะไม่อาจสะสางให้สำเร็จได้

พอได้ยินเขาถาม เก๋อซาที่เหลือก็พากันตั้งใจฟัง อย่างไรเรื่องนี้ก็เกี่ยวพันกับความปลอดภัยของพวกเขา

“ตู้สยง...ข้าแซ่หมี ชื่อก่วงอิง เรื่องที่เจ้าพูด จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก” เธอไม่ขยับริมฝีปาก แต่เสียงกลับดังไปทั่วถ้ำ

“โอสถวิญญาณหงส์นภามาร เป็นโอสถวิเศษที่ผู้ซึ่งผนึกข้าติดตั้งไว้ที่นี่ ขอแค่พวกเจ้าทำลายแกนกลางของโอสถเม็ดนี้ได้ สารกายกับจิตวิญญาณที่อยู่ด้านในจะกระจัดกระจายไหลเข้าไปในตัวเก๋อซาทุกคนเอง บางทีอาจจะเติมอายุขัยได้ส่วนหนึ่ง”

“ได้ส่วนเดียวหรือ” ลู่เซิ่งขมวดคิ้ว

“แน่นอน ความจริงพลังของเก๋อซาเป็นการเติมอายุขัยของตัวเองเข้าไปในโอสถวิญญาณหงส์นภามาร แล้วแลกเปลี่ยนพลังอันแข็งแกร่งที่สมน้ำสมเนื้อโดยไม่รู้ตัว” หมีก่วงอิงอธิบายอย่างเรียบเฉย “ค่ายกลนี้เดิมมีชื่อว่าค่ายกลหงส์นภามารก่อกำเนิด ตอนแรกเป็นค่ายกลร้ายกาจที่จะดึงอายุขัยของสิ่งมีชีวิตมาเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่ของขลัง เพียงแต่คู่แค้นของข้าเปลี่ยนให้มันกลายเป็นแบบนี้เพื่อผนึกข้าไว้”

“คุณพูดมาเยอะแยะ คิดจะทำอะไรกันแน่” ลู่เซิ่งถามตรงๆ

“จงปล่อยข้าออกไปและทำลายผนึก ข้าย้อนค่ายกลโอสถวิญญาณหงส์นภามารให้เจ้าได้” หมีก่วงอิงยิ้มอย่างจืดจาง

“คุณนึกว่าผมไม่รู้จักค่ายกลหรือไง” ลู่เซิ่งยิ้มเย็นชา “ค่ายกลนี้คุมขังคุณได้หรือ”

“ถ้าเจ้ารู้ เจ้าคงไม่ถามข้าหรอก ลวดลายรอบๆ นี้แค่มองดูแวบเดียวก็มองว่าจริงหรือปลอมออกได้แล้ว” หมีก่วงอิงกล่าวอย่างไม่สะทกสะท้าน “ขอแค่พวกเจ้ากำจัดหมีเซิงหลง ข้าก็จะปลดผนึกได้เอง”

ลู่เซิ่งแค่นหัวเราะ ก่อนจะกวาดตามองรอบๆ และจ้องมองหมีเซิงหลงที่ถูกร่างหลักของเขาควบคุมอีกครั้ง

เขาขยับแขนทั้งสี่ข้างอย่างฉับพลัน

ควันสีดำจำนวนมากตลบอบอวลออกมาจากร่างหลัก เส้นสายสีดำหลายเส้นเหมือนกับหนวดแทงเข้าไปในตัวมนุษย์สีรุ้งของหมีเซิงหลงอย่างคล่องแคล่วและรวดเร็ว

เส้นสายสีดำพวกนี้คือด้ายกระตุ้นวิญญาณ หลังจากใช้วิชารักษาที่มีแบบแผนได้อย่างสมบูรณ์ พอลู่เซิ่งใช้ด้วยจากสภาพร่างหลัก ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง

ด้ายกระตุ้นวิญญาณที่ตอนแรกเติมสารกายใส่ ตอนนี้สิ่งที่เติมลงไปกลายเป็นปราณมารที่ใช้กระตุ้นชีวิตคนในร่างหลัก รวมถึงพิษและไฟหยิน

สสารอันเป็นของเหลวสีเขียวอมดำจำนวนมากถูกเติมเข้าไปในร่างมนุษย์สีรุ้งของหมีเซิงหลงอย่างรวดเร็ว

อ๊าก!

เขาร้องด้วยความเจ็บปวดอย่างไม่อาจอดกลั้น แต่ปากกลับถูกเงามารที่อยู่ด้านหลังใช้มืออุดไว้ทันที

เศษเนื้อจากลำตัวก้อนใหญ่จำนวนมากร่วงหล่นลงมากระแทกกับพื้นและส่งเสียงทึบหนักอย่างต่อเนื่อง

เศษซากส่วนหนึ่งในนี้บ้างก็สูญสลายไป บ้างหายไปครึ่งหนึ่ง บ้างเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะกลายเป็นของเหลวประหลาดอีกแบบหนึ่ง

ไม่ถึงครึ่งนาที มนุษย์ยักษ์ก็ร่วงหล่นลงมาจนหมดสิ้น เหลือแค่วัตถุสีน้ำตาลทรงถั่ววอลนัตที่กะพริบแสงสีรุ้งก้อนหนึ่งอยู่ด้านในเท่านั้น

“นี่คือแกนหลักของโอสถวิญญาณหงส์นภามาร แกนหลักแห่งเก๋อซา มันมอบพลังให้แก่เก๋อซาได้ แต่เจ้าน่าจะรู้ราคาที่ต้องจ่ายอยู่แล้ว” หมีก่วงอิงอธิบายอย่างราบเรียบ “สิ่งมีชีวิตที่ได้รับการประทานพลังจะสูญเสียอายุขัยในอนาคต สูญเสียความสามารถในการไปผุดไปเกิด เหลือแค่ปัจจุบันขณะเท่านั้น อายุขัยจะหดสั้นลงอย่างใหญ่หลวงเช่นกัน”

“เพียงพอแล้ว” ลู่เซิ่งเดินไปจับแกนหลักแห่งเก๋อซา

ก่อนจะออกแรงดึง

ทว่าแกนหลักแห่งเก๋อซาไม่ขยับ

เงาของหมีเซิงหลงปรากฏขึ้นด้านหลังแกนหลักแห่งเก๋อซา

“นี่คือร่างหลักของข้า คิดว่าตัวเองชนะแล้วหรือไง เหอะๆๆๆ...ห้าปี! รออีกห้าปีให้หลัง! เก๋อซาทั้งหมดจะสูญเสียพลัง พลังของข้าจะไปถึงจุดสูงสุด ถึงตอนนั้น...ข้าจะทำให้เจ้าได้รู้ว่าอะไรเรียกว่าความหวาดกลัว...”

ลู่เซิ่งไม่ได้สนใจเขา ลองเพิ่มแรงมากขึ้น แต่ทว่าแกนหลักก็ยังไม่ขยับ

“จงยอมแพ้ซะเถอะ อาศัยแค่กำลังป่าเถื่อนอันน้อยนิดของเจ้า คิดจะขยับแกนหลักแห่งเก๋อซาซึ่งเป็นตัวแทนพลังของเก๋อซาทั้งหมด แม้แต่ข้าในยุคสมัยที่สมบูรณ์ที่สุดก็ยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ” หมีเซิงหลงหัวเราะเย็นชา

ลู่เซิ่งใช้แรงทั้งหมด ทว่าแกนหลักนี้ก็ยังไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อยเหมือนกับติดตรึงอยู่กลางอากาศ

“ขยับไม่ได้จริงๆ ด้วย” เขาคลายมือออกและพยักหน้าเล็กน้อย

หมีเซิงหลงหัวเราะเย็นชา “แกไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงที่ร่างหลักของข้าเป็นตัวแทน สิ่งที่แกนหลักแห่งเก๋อซาก้อนนี้เป็นตัวแทนคือการรวมกันของพลังแห่งเก๋อซาทั้งหมดในโลก หกสิบปีมานี้ มีกายเนื้อและจิตวิญญาณของเก๋อซาตั้งไม่รู้เท่าไหร่ถูกเติมเข้ามาในนี้ อาศัยแค่เจ้าคนเดียว ไม่อาจ...”

ตูม!

ลู่เซิ่งถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ก่อนจะต่อยหมัดใส่แกนหลักแห่งเก๋อซา

คลื่นเสียงอันยิ่งใหญ่ซัดไปรอบๆ ถ้ำเหมือนกับคลื่นยักษ์ ผนังด้านในถ้ำปรากฏรอยยับย่นของเนื้อจำนวนมากที่ซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ ถึงขั้นปรากฏริ้วเลือดนับไม่ถ้วนบนกำแพง

แกร๊ก

เกิดเสียงแตก รอยแตกเล็กๆ โผล่ขึ้นบนผิวแกนหลักแห่งเก๋อซา เหมือนกับพร้อมจะแตกได้ทุกเวลา

ครั้งนี้ลู่เซิ่งเอื้อมมือออกไปจับของสิ่งนี้ลงมาได้อย่างง่ายดาย

ไม่ใช่แค่พวกตู้เซี่ยเท่านั้น แม้แต่ม่านตาของหมีก่วงอิงที่อยู่ด้านข้างก็หดตัวนิดหน่อยเช่นกัน

พละกำลังจากกายเนื้อเพียงอย่างเดียวชนิดนี้น่าตกใจเกินไปจริงๆ ก่อนหน้านี้ทั้งหมดเป็นการโจมตีระยะไกล จึงแสดงอานุภาพอะไรออกมาไม่ได้มากนัก แต่ครั้งนี้เป็นระยะประชิดแล้ว

ทุกคนจึงค่อยเข้าใจว่าไม่ใช่ลู่เซิ่งอ่อนแอ แต่เพราะเขาโจมตีระยะไกลไม่ได้ต่างหาก

‘แต่ไอ้หมีเซิงหลงนี่มันหลบอยู่ในแกนหลักนี้ ต้องหาวิธีจัดการปัญหาที่จะตามมาด้วย’ หลังจากได้แกนหลักมา ลู่เซิ่งก็กวาดตามองพวกตู้เซี่ยและเซียนร้อยบุปผาที่อยู่ด้านหลัง พลังของเก๋อซาบนตัวพวกเขามาจากแกนหลักชิ้นนี้ คงจะทำอะไรไม่ได้

“แก...แก! เป็นไปได้อย่างไรกัน!? การหยิบแกนหลักแห่งเก๋อซาต้องมีพละกำลังอย่างน้อยหลายพันตัน แกทำได้ยังไง...!” เงาของหมีเซิงหลงไม่กล้าเชื่อ

พอได้ยินคำพูดนี้ พวกตู้เซี่ยก็ตกตะลึงพรึงเพริด หลายพันตันเรอะ!

มนุษย์แค่คนเดียวกลับอาศัยกายเนื้อแสดงพละกำลังที่น่ากลัวแบบนี้ออกมาได้ ถ้าหากเป็นเก๋อซาก็ยังพออธิบายได้ แต่ลู่เซิ่งอายุเท่าไหร่แล้ว เขาไม่มีทางเป็นสมาชิกคนหนึ่งของเก๋อซาโดยเด็ดขาด

“ร่างกายที่ฝึกฝนมาอย่างดี!” หมีก่วงอิงบนบัลลังก์พ่นลมหายใจ เหมือนกับนึกอะไรได้ สายตาที่มองลู่เซิ่งจึงเกิดความคาดหวังเล็กน้อยแล้ว

“ในเมื่อเจ้าหยิบแกนหลักแห่งเก๋อซาได้ อย่างนั้นข้าจะมอบพรอย่างหนึ่งให้เจ้า”

“หมายความว่ายังไง” ลู่เซิ่งมองอีกฝ่าย

หมีก่วงอิงกวาดตามองเก๋อซาที่เหลือและขยับริมฝีปากเล็กน้อย เสียงกลับส่งเข้าหูลู่เซิ่งเพียงคนเดียว

“แกนหลักแห่งเก๋อซาเดิมทีเป็นสมบัติที่สั่งสมหมุนเวียนพลังของเก๋อซาจำนวนมากไว้ แหล่งทรัพยากรที่แลกเปลี่ยนคืออายุขัย หากเจ้าอยากจะปลดขีดจำกัดทางอายุขัยของเก๋อซาในตอนนี้เพื่อเพิ่มอายุขัยให้แก่พวกเขา วิธีการเพียงหนึ่งเดียวก็คือ...”

“ไม่ ผมแค่อยากจะเพิ่มอายุขัยให้เก๋อซาไม่กี่คนเท่านั้น” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างราบเรียบ “จำนวน เอาสักราวๆ ร้อยคนก็แล้วกัน”

หมีก่วงอิงงุนงง จากนั้นดวงตาก็ฉายแววชื่นชม

“งั้นก็ง่ายแล้ว เจ้าแค่หลอมรวมจิตวิญญาณเข้ากับแกนหลักแห่งเก๋อซาก็พอ จากนั้นให้ดึงพลังแห่งเก๋อซาออกจากตัวคนที่เจ้าอยากจะเพิ่มอายุขัยให้ ระวังให้เคลื่อนไหวช้าๆ หน่อย จากนั้น...ให้ใช้วิชาอ่างหยกดำกินพลังสองเท่าของคนที่เจ้าต้องการช่วยเหลือขณะถือแกนหลักแห่งเก๋อซา จากนั้นก็กินอายุขัยของพวกเขาให้หมดเพื่อให้พวกเขากลายเป็นเก๋อซาคนใหม่ก็พอ”

เธออธิบายวิธีการควบคุมจิตวิญญาณอย่างละเอียดอ่อนให้ลู่เซิ่งฟังรอบหนึ่ง

ลู่เซิ่งที่เข้าใจคร่าวๆ แล้ว และทราบถึงความสำคัญด้านในอย่างรวดเร็ว

“จริงสิ เจ้าสมควรเป็นมารสวรรค์กระมัง เหตุใดจึงไม่โยนคนเข้าไปจัดการในโลกรูปจิตของเจ้าเล่า โลกมายามารสวรรค์ ข้าได้ยินมาว่าถ้าหากมีสิ่งมีชีวิตจริงๆ จะให้กำเนิดชีวิตด้านในนั้นได้ มันจะมีส่วนช่วยต่อเจ้าอย่างใหญ่หลวงทีเดียว” หมีก่วงอิงถามอย่างสงสัย

“มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ” ลู่เซิ่งงุนงง

“ดูเหมือนเจ้าจะไม่ได้รับการสืบทอดมารสวรรค์ที่สมบูรณ์ เพียงรู้จักจุติเพื่อสั่งสมพลังจิตวิญญาณเท่านั้น...คงเป็นเพราะจำนวนครั้งที่เจ้าจุติยังน้อยอยู่ หนำซ้ำยังเสียเวลาอยู่ในโลกแต่ละใบนานมากใช่หรือไม่” หมีก่วงอิงเอ่ยด้วยรอยยิ้มราบเรียบ “กายเนื้อของเจ้ามีศักยภาพแข็งแกร่งมาก สนใจเข้าร่วมองค์กรที่ข้าอยู่ไหม”

“ขนาดคุณยังถูกผนึกจนเป็นแบบนี้ ผมเข้าไปแล้วมีจะประโยชน์อะไรล่ะ” ลู่เซิ่งนึกขำ สภาพน่าสังเวชขนาดนี้ ยังไม่ลืมพาคนเข้ากลุ่มตัวเองอีก

“ข้าถูกน้องชายของตัวเองขาย ข้อมูลโดนปิดกั้น ตอนนี้สมาชิกคนอื่นๆ ในองค์กรไม่รู้ว่าข้าอยู่ไหน เลยช่วยเหลืออะไรไม่ได้ เรื่องนี้จนปัญญาจริงๆ” หมีก่วงอิงไม่โกรธ หากอธิบายอย่างสงบ

“ถ้าผมเข้าไปแล้วจะได้อะไร พวกคุณแข็งแกร่งขนาดไหน คุ้มครองผมได้ถึงขนาดไหน” ลู่เซิ่งถามถึงผลประโยชน์ที่จะได้

ถ้าหากอีกฝ่ายมีความสามารถจริงๆ เขาก็ยินดีเข้าร่วมด้วย ที่เขายอมรั้งอยู่ในนครตราชั่ง เป็นเพราะหวังจะได้วิชาการฝึกฝนในภายหลัง หลังจากเข้าร่วมสังกัดเท่านั้น

“พวกเราจะลงชื่อในสนธิสัญญาช่วยเหลือกันให้แก่สมาชิกทุกคนอยู่แล้ว เกิดว่าใครเจอปัญหา ก็จะจัดส่งขุมกำลังช่วยเหลือตามค่าความดีความชอบไปให้ ยิ่งมีค่าความดีความชอบสูงเท่าไหร่ ช่วยเหลือองค์กรมากเท่าไหร่ การรับประกันความปลอดภัยรวมถึงผลประโยชน์และทรัพยากรที่จะได้รับก็จะมากขึ้นเท่านั้น ค่ายกลยักษ์ค่ายกลนี้เป็นต้นกำเนิดของพลังแห่งเก๋อซา เป็นแค่ทรัพยากรส่วนหนึ่งที่องค์กรเคยมอบให้ข้าเท่านั้น” หมีก่วงอิงแนะนำอย่างสบายๆ

ลู่เซิ่งเริ่มหวั่นไหวแล้ว แต่หากยังไม่รู้ว่าองค์กรนี้แข็งแกร่งขนาดไหนกันแน่ เขาก็เข้าร่วมไม่ได้ อย่างไรปัญหาที่เขาสร้างขึ้นก็ใหญ่โตเกินไป เผ่าอสูรอินทรีราชสีห์แปดเศียรไม่ใช่เผ่าที่ขุมกำลังใดๆ จะต้านทานได้ง่ายๆ

ต่อให้เป็นนครตราชั่ง ก็เพียงแค่พอฟัดพอเหวี่ยงกับเผ่าเผ่านี้ในเขตดวงดาวใกล้ๆ เท่านั้น แถมยังทำได้แค่ป้องกันตัวด้วย

“เจ้าจัดการเรื่องราวบนโลกใบนี้ก่อนก็ได้ มีปัญหาอะไรมาถามข้าได้ทุกเวลา ตราบใดที่โอสถวิญญาณหงส์นภามารไม่ถูกทำลาย นาฬิกาเทพจะคงอยู่ต่อไปอีกหนึ่งเดือน หนึ่งเดือนนี้มากพอให้เจ้าตัดสินใจแล้ว” หมีก่วงอิงเอ่ยอย่างนิ่งสงบ

ลู่เซิ่งพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะพาแกนหลักแห่งเก๋อซาและพวกตู้เซี่ยถอยออกจากถ้ำแห่งนี้ไปอย่างช้าๆ

“จริงสิ ถือโอกาสบอกเจ้าไปด้วยเลยก็แล้วกัน องค์กรที่ข้าสังกัดมีชื่อว่าสมาคมธวัชเหล็ก” ตอนที่เดินตามช่องแตกจนใกล้ออกจากนาฬิกาเทพ เสียงของหมีก่วงอิงก็ลอยเข้าหูลู่เซิ่งอีกครั้ง

‘สมาคมธวัชเหล็ก...’ เขาแอบจำชื่อนี้เอาไว้

“พี่คะ พวกเราถือว่าจัดการเรียบร้อยแล้วเหรอคะ” ตู้เซี่ยโพล่งถามมาจากด้านหลัง

“ยังหรอก ใกล้แล้ว อีกไม่นานแล้วล่ะ” ลู่เซิ่งได้สติกลับมาพร้อมกับตอบเบาๆ

“มีเรื่องอะไรที่พวกผมช่วยได้ไหม นายท่านชี้แนะได้เลยครับ!” เซียนร้อยบุปผากับจอมเผด็จการจันทราน้ำแข็งต่างได้เห็นพลังอันเหี้ยมหาญที่หลุดจากหลักเหตุผลโดยสิ้นเชิงของลู่เซิ่งแล้ว เงามารสี่แขนขนาดยักษ์ที่ลู่เซิ่งปล่อยออกไปจากใต้ฝ่าเท้าเป็นสิ่งที่เก๋อซาทั้งหมดเห็นได้อย่างชัดเจน

พลังแบบนี้ทำให้คนไม่อาจกระตุ้นความคิดต่อต้าน ยิ่งอย่าว่าแต่ตอนนี้แกนหลักแห่งเก๋อซายังอยู่ในมือลู่เซิ่งอีกต่างหาก

แกนหลักแห่งเก๋อซาถูกควบคุม ทุกๆ คนซึ่งรวมถึงตู้เซี่ยต่างสัมผัสได้ว่า เหมือนกับหัวใจของตัวเองถูกมือใหญ่ข้างหนึ่งบีบไว้อย่างแน่นหนา

“สิ่งที่พวกเธอต้องทำนั้นง่ายมาก นั่นคือกลับไปรอฟังข่าวดี” ลู่เซิ่งมีขุมกำลังที่ภักดีกับตนถึงที่สุดเพิ่มมาอีกกลุ่มหนึ่ง หนำซ้ำเที่ยวนี้เขายังได้รู้ด้วยว่าจะใช้จิตโน้มน้าวพวกเก๋อซาระดับแม่มดอย่างไรดี

              ..............................................
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ

ความคิดเห็น