626-630
ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง ระบบโกงสกิล
บทที่ 626ถึง630
ช่วงสำคัญที่ลู่เซิ่งกำลังยกระดับเรียนรู้เมื่อครู่นี้ อยู่ๆ ก็มีพลังสายหนึ่งเข้ามาในร่าง หมายจะเข้าร่วมวงจรการยกระดับพลังของเขา
พลังงานสายนี้เหมือนมีคุณสมบัติแลกเปลี่ยน ทางหนึ่งเติมพลังงานเข้ามา ทางหนึ่งดึงปราณโซ่ภายในส่วนเล็กๆ ออกไปเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน
การแลกเปลี่ยนที่ไม่ได้รับความยินยอมเช่นนี้ ลู่เซิ่งจะอนุญาตได้อย่างไร
เขาจึงลืมตาขึ้นตะปบมือใส่อีกฝ่าย แต่กลับคว้าโดนอากาศ
“ฉันไม่ต้องการสิ่งแปลกปลอม” เขาเหลียวมองรอบๆ ไม่ได้พบปัญหาใดๆ ผู้หญิงคนเมื่อครู่เหมือนกับหายไปเสียเฉยๆ
“เป็นของเล่นหรือขยะอะไรไม่รู้ล่ะ! ถ้ามาอีก ฉันจะฆ่าแกซะ!” เขาเตือนเสียงเย็น
ซู่...
เวลานี้กรอบชัดเจนขึ้นจากความพร่ามัว
[วิชาโจมตีผสานหลายสำนัก: ขีดจำกัดอันดับเจ็ดร้อยแปดสิบเอ็ด (คุณสมบัติพิเศษ: วิชามวยพินาศ, ขีดจำกัดร่างคงกระพันระดับเก้า, ปราณโซ่ภายในระดับสามร้อยเก้าสิบ, คุณสมบัติวิญญาณอนัตตา, การจับตามองแห่งแม่ธรณี)]
‘วิญญาณบนร่างผู้หญิงคนเมื่อครู่...ยิ่งใหญ่มาก...แต่เหมือนไม่มีจิตสำนึกส่วนตัว...เป็นการจับตามองของแม่ธรณีอะไรนี่สินะ’
ลู่เซิ่งเคยสัมผัสชีวิตเหนือธรรมชาติมามากมาย จึงรู้จักตัวตนที่ไม่มีจิตสำนึกส่วนตัวอย่างพลังจิตวิญญาณแบบนี้มาก่อน แต่ว่าจิตวิญญาณไร้จิตสำนึกที่ยิ่งใหญ่เหี้ยมหาญแบบนี้ เขาเพิ่งจะเคยพบเป็นครั้งแรก
ดูเหมือนอีกฝ่ายจะเคลื่อนไหวตามกฎบางอย่าง
เหมือนกับว่าการแลกเปลี่ยนเมื่อก่อนหน้านี้เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนเท่านั้น ไม่มีอารมณ์ การใคร่ครวญ และความคิดที่ใช้เข้าควบคุมใดๆ
ในพริบตาที่จิตวิญญาณของลู่เซิ่งสัมผัสกับอีกฝ่าย เขาก็สัมผัสได้ถึงความทรงจำมากมายนับไม่ถ้วนที่ซ่อนแฝงอยู่ด้านใน
มิหนำซ้ำจิตวิญญาณสายนี้ของอีกฝ่ายยังไม่เหมือนองค์ประกอบรวม แต่เหมือนกับบางสิ่งบางอย่างที่แข็งแกร่งซึ่งเกิดจากการเอาจิตนับไม่ถ้วนมากองรวมกันมากกว่า
‘การจับตามองแห่งแม่ธรณี...น่าจะเป็นพวกโชคเสริมพลังอะไรเทือกๆ นั่นล่ะมั้ง’ ลู่เซิ่งไม่เข้าใจความแตกต่าง เพียงรู้สึกว่าตราประทับนี้เหมือนกับทำให้ตัวเองได้รับพลังจากแผ่นดินได้อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย
เหมือนกับเพียงแค่เขายืนอยู่บนพื้นดิน ก็จะรับการสนับสนุนพลังที่ไร้สิ้นสุดได้แล้ว
‘ไม่รู้ว่าตอนนี้เรามีพลังถึงระดับไหนแล้ว เดี๋ยวลองหาเก๋อซาสักคนมาทดสอบดูดีกว่า’
พลังอาวรณ์หนึ่งแสนกว่าหน่วยถูกใช้จนหมดเกลี้ยง ลู่เซิ่งถึงขั้นสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า ขอบเขตของตนในเวลานี้ใกล้เคียงกับระดับของร่างหลักแล้ว
นอกจากนั้นวิชามวยผสานที่เรียนรู้มาถึงตอนนี้ยังบริสุทธิ์ยิ่งกว่าวิถีแปดมารสูงสุดเสียอีก
เขาไม่มีการควบคุมปราณมารและวิชาทางจิตวิญญาณ
เขามีแค่ความสามารถเดียว นั่นก็คือวิชามวย
นี่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้พลังของร่างนี้ไล่ทันร่างหลักได้ทัน เพราะเขาเน้นที่จุดเดียวนั่นเอง
ร่างหลักนอกจากการฝึกฝนร่างกายและวิชาต่อสู้แล้ว ยังมีอิทธิฤทธิ์อย่างอื่นอีกมากมาย อิทธิฤทธิ์เหล่านี้ได้รับพลังจากพลังอาวรณ์ไปเท่าๆ กัน ดังนั้นวิถีแปดมารสูงสุดจึงสิ้นเปลืองกว่าวิชาต่อสู้ผสานมาก
‘เอาแต่เน้นอย่างใดอย่างหนึ่งมาโดยตลอด นึกไม่ถึงเลยว่าจะได้ผลลัพธ์แบบนี้ ถึงจะเป็นเพราะว่าขอบเขตจิตวิญญาณของเราสูงพอก็เถอะ แต่การที่กายเนื้อทะลวงอุปสรรคอย่างต่อเนื่องจนบรรลุความสำเร็จนี้ได้ ก็เป็นความดีความชอบของมันนี่เอง’
เพียงแต่สิ่งที่ไม่เข้าใจเพียงหนึ่งเดียวก็คือ พลังของเก๋อซาเป็นแบบไหนกันแน่ ยังมีร่างกายร่างนี้สามารถแสดงอานุภาพได้แข็งแกร่งขนาดไหนกันแน่
นอกจากนี้ลู่เซิ่งยังเข้าใจด้วยว่า ต่อให้ระดับจะเท่ากับร่างหลักแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะใช้สู้จริงได้
บอกได้แค่ว่าระดับได้มาถึงจุดสูงสุดที่เทียบเท่ากับจิตวิญญาณแล้ว หากต้องการพัฒนาให้มากกว่านี้ จะต้องพัฒนาจิตวิญญาณและกายเนื้อควบคู่กัน
เมื่อไม่เหลือพลังอาวรณ์อยู่อีก ลู่เซิ่งก็ได้แต่พักผ่อนฟื้นฟู
คืนนั้นเขาไม่ได้หลับ พอวันต่อมาก็ออกจากบ้านตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อมุ่งหน้าไปยังสนามกีฬาพันพฤกษาที่ชานเมืองทันที
ตามการนัดแนะทางโทรศัพท์ นายหน้าที่เขาสังกัดอยู่ได้ใช้รายรับทั้งหมดในช่วงนี้เป็นเดิมพัน เพื่อท้าสู้กับจักรพรรดิมวยเงาหฤโหดอัลติส ที่เป็นหมายเลขหนึ่งของวงการมวยในปัจจุบัน
การท้าสู้ในครั้งนี้จัดขึ้นในที่ลับ ดำเนินการบนเวทีมวยใต้ดินที่อยู่ใกล้กับสนามกีฬา
ตอนแรกอัลติสไม่อยากจะเข้าร่วมเพราะเขารวยอยู่แล้ว แต่หลังจากทราบว่าลู่เซิ่งมีตราประทับสีเขียวบนไหล่ เขาก็ตอบรับโดยไม่ทราบสาเหตุ
ทว่าเงื่อนไขคือมีแต่เขากับลู่เซิ่งสู้กันตามลำพังเท่านั้น ไม่อนุญาตให้มีใครคอยดู และห้ามไม่ให้มีกล้องวงจรปิด
ลู่เซิ่งตอบรับ แม้ว่านายหน้าจะคัดค้านหัวชนฝา หาวิธีต่างๆ นานา มาปฏิเสธ แต่ว่าด้วยอิทธิพลที่ยิ่งใหญ่ของอัลติส การแข่งขันระหว่างสองฝ่ายจึงถูกจัดขึ้นตามนัด
ลู่เซิ่งเฝ้ารอคอยการแข่งครั้งนี้ โดยเฉพาะตอนที่ทราบว่าอีกฝ่ายมีตราประทับบนไหล่เช่นกัน ความต้องการหยั่งเชิงในใจเขาจึงรุนแรงกว่าเดิม
ในโลกใบนี้ ถ้าหากไม่เกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้น พลังที่ยกระดับขึ้นของร่างนี้จะสามารถเก็บกลับนครตราชั่งได้ทั้งหมด เป็นเพราะโลกสองใบไม่ค่อยแตกต่างกันนัก กอปรกับระบบที่ลู่เซิ่งเดินเป็นทิศทางที่เรียบง่ายที่สุดและมีความเข้ากันดีที่สุดด้วย
ดังนั้นพลังส่วนใหญ่จึงเข้ากับนครตราชั่งได้
พอลู่เซิ่งซึ่งสวมเสื้อคลุมอยู่ขับรถไปถึงสนามกีฬา ก็มีคนมารอที่นั่นอยู่นานแล้ว
ผู้มาพาลู่เซิ่งเลี้ยวซ้ายเข้าไปในลานจอดรถใต้ดิน วกอ้อมในลานจอดรถไปมา ไม่นานก็เข้าไปในเส้นทางลับเส้นหนึ่ง
หลังจากตัดทะลุผ่านเส้นทางโลหะใต้ดินที่ลึกยาว ไม่นานลู่เซิ่งก็ถูกพาเข้าไปในโถงใหญ่มืดครึ้มที่เหมือนกับโรงละคร
กลางที่นั่งหลายแถวในโถงใหญ่มีชายร่างสูงใหญ่บึกบึนที่มีใบหน้าเอาจริงเอาจังคนหนึ่งนั่งอยู่เพียงคนเดียว
เขาโกนหัวจนโล้น ใส่ต่างหูสีเงิน สักรอยสักสีเขียวที่ดูเหมือนกับเถาวัลย์ที่มีหนามไว้บนคอ
“ฉันควรเรียกนายว่าอะไรดี” เขาค่อยๆ ลุกขึ้นและมองลู่เซิ่งที่เข้ามา “นึกไม่ถึงว่าผ่านไปตั้งหลายปี ในที่สุดก็มีราชามวยที่สู้กับฉันได้คนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นในสหพันธรัฐ แล้ว”
“อัลติสเหรอ” ลูเซิ่งถาม
“ฉันเอง ขอฉันดูตราประทับของนายหน่อยได้ไหม” อัลติสถอดผ้าคลุมสีแดงที่คลุมร่างตัวเองออก เผยให้เห็นตราประทับสีเขียวที่มีลักษณะเหมือนกันบนไหล่
“แน่นอน” ลู่เซิ่งถอดเสื้อออกเพื่อให้เห็นตราประทับสีดำอมเขียวบนไหล่เช่นกัน
“เอาล่ะ...มาเริ่มกันเลย” อัลติสเดินออกจากที่นั่ง ดวงตาที่มองลู่เซิ่งดุร้ายขึ้นอย่างช้าๆ
...
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ลู่เซิ่งก็เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วออกจากลานจอดรถ
อัลติสประกาศทางอินเทอร์เน็ตว่า ฉายาจักรพรรดิมวยมีเจ้าของคนใหม่แล้ว
สมาพันธ์ราชามวยอันดับหนึ่งซึ่งเป็นองค์กรมีอำนาจในโลกประกาศว่าฉายาจักรพรรดิมวยคนใหม่คือ เงามาร
ผู้จัดการหลายคนของสมาพันธ์ราชามวยอันดับหนึ่งติดตามอยู่ด้านหลังลู่เซิ่ง
“จำเป็นต้องเตรียมรถไปส่งคุณไหมครับ” คนคนหนึ่งถามเบาๆ
“ไม่ต้อง ทุกอย่างให้ทำตามเดิม ฉันไม่ต้องการให้พวกคุณมายุ่มย่ามกับชีวิตของฉัน” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างราบเรียบ
“แต่คุณอัลติสสั่งว่า...” ผู้จัดการคนหนึ่งกล่าวอย่างลำบากใจ
“ทำตามที่ฉันบอกซะ” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างเด็ดขาด
เขาไม่ได้ต่อสู้กับอัลติสจริงๆ พอได้ประจัญหน้ากัน อีกฝ่ายก็ขอยอมแพ้โดยที่ไม่ได้ลงมือด้วยซ้ำ
อัลติสได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ไปแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ก็ยังมีความแตกต่างมหาศาลอยู่ดีเมื่อเผชิญหน้ากับลู่เซิ่ง
ต่อให้ยกตัวอย่างว่าเป็นช้างกับมดก็ยังบรรยายความแตกต่างของคนทั้งสองไม่ได้ด้วยซ้ำ หลังจากทราบถึงพลังของลู่เซิ่งแล้ว อัลติสก็มอบฉายาจักรพรรดิมวยให้อย่างแน่วแน่ทันที แถมยังขอเป็นลูกน้องของลู่เซิ่งอีกต่างหาก
เขาไม่ใช่คนที่ไม่รู้จักเก๋อซา ในทางตรงกันข้าม เป็นเพราะรู้จักเก๋อซา รู้จักผู้ไล่ตามดวงดาว ถึงขั้นรู้จักคุณสมบัติพลังของพวกเขา อัลติสถึงยอมเป็นลูกน้องของลู่เซิ่ง
เนื่องจากว่าพลังของลู่เซิ่งบริสุทธิ์สุดขีดซึ่งแตกต่างจากเก๋อซา ดังนั้นต้องไม่มีความข้องเกี่ยวกับเก๋อซาแน่
ลู่เซิ่งรู้ว่าการสวามิภักดิ์ของอัลติสหมายถึงอะไร
ฉายาจอมปลอมอย่างจักรพรรดิมวยนั้นหนักอึ้งเกินไป ต่อให้อัลติสจะก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ไปแล้วก็ตาม แต่เขาก็ยังคงใช้อำนาจของตระกูลสร้างขุมกำลังขนาดยักษ์ที่มีหน้าที่ในการปกป้องขึ้นเพื่อรักษาฉายานี้ไว้อยู่ดี
ถ้าไม่ทำแบบนี้ เขาก็รับมือเก๋อซาคนไหนไม่ได้ทั้งนั้น
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขากังวลมาโดยตลอดว่าจะรับมือกับความแข็งแกร่งของเก๋อซาได้อย่างไร ตอนนี้พอได้เห็นความหวังจากตัวลู่เซิ่ง เขาย่อมตัดสินใจเลือกทันที
ส่วนลู่เซิ่งก็แค่ผลักเรือตามน้ำเท่านั้น จากนั้นพอใช้วิชาจิตโน้มน้าวสักเล็กน้อย ก็สามารถเก็บบริษัทในสังกัดของอัลติสเข้ากระเป๋าได้อย่างง่ายดาย แม้จะเป็นแค่การสยบโดยเปลือกนอก แต่ก็ถือว่ามากพอแล้ว
เขาย่อมไม่ใช่ลงมือเพราะเงิน แต่เป็นเพราะมีแผนการของตัวเอง
หลังจากสลัดพวกผู้จัดการที่อยู่ด้านหลังเรียบร้อย ลู่เซิ่งก็นั่งหลับตาทำสมาธิอยู่บนที่นั่งในรถบัส
เขาได้พบคนที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกมาหมดแล้ว แต่สิ่งที่สร้างความผิดหวังให้แก่เขาก็คือ นอกจากเก๋อซา โลกใบนี้ก็ไม่มีกองกำลังที่สองซึ่งพอจะงัดข้อกับพวกนั้นเหลืออยู่จริงๆ
และเก๋อซาก็เน้นที่คุณสมบัติโดยกำเนิดมากเกินไป ไม่มีก็คือไม่มี มีก็คือมี ความแข็งแกร่งของความสามารถเป็นพรสวรรค์ ไม่ใช่มาจากการเติบโต
ความแข็งแกร่งหรืออ่อนแอจะถูกกำหนดตั้งแต่แรก นี่เป็นระบบที่ขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ล้วนๆ
ลู่เซิ่งซึ่งนั่งอยู่บนที่นั่งรู้สึกจนปัญญาเล็กน้อย
‘ตอนนี้ใช้พลังอาวรณ์ไปหมดแล้ว วิธีการเพียงหนึ่งเดียวในตอนนี้คือหาพลังอาวรณ์มากกว่าเดิม จากนั้นก็ศึกษาการจับตามองแห่งแม่ธรณีต่อ บางทีอาจจะเจอโอกาสในการพัฒนาขั้นต่อไปก็ได้’
‘วัตถุฝากฝังมีพลังอาวรณ์ที่มีจำนวนเยอะที่สุดคือวัตถุโบราณ ขุมกำลังของอัลติสใช้ประโยชน์ได้พอดี’
ลู่เซิ่งซึ่งนั่งอยู่บนรถคำนวณแผนการต่อจากนี้ในใจ
ไม่นานรถก็จอดที่สถานี เขาลงจากรถ จากสถานีถึงบ้านยังเหลือเส้นทางระยะสั้นๆ
ระหว่างผ่านด้านหน้าป้ายร้านคาราโอกะร้านหนึ่งบนถนนเส้นหนึ่ง อยู่ๆ ลู่เซิ่งก็คล้ายสัมผัสอะไรได้ จึงเหลียวมองรอบๆ
รอบๆ เงียบสงัด
แกรกๆ...
หนูตัวใหญ่ที่ทั้งอ้วนทั้งดำตัวหนึ่งวิ่งฉิวออกมาจากถังขยะใบหนึ่ง แล้วมุดเข้าไปในท่อระบายน้ำใต้ดิน
ลู่เซิ่งละสายตากลับมา ฝีเท้าที่ตอนแรกผ่อนช้าลงก้าวเดินต่อไป แต่จิตวิญญาณกลับล็อกอยู่ที่เด็กสาวผมแดงคนหนึ่งที่ยืนอยู่บนบันไดชั้นสองของร้านคาราโอเกะ
เด็กสาวกระจายคลื่นความร้อนที่บ้าคลั่งออกมาอย่างเปิดเผย นี่ไม่ใช่อุณหภูมิที่จับต้องได้ หากเป็นความรู้สึกจากวิญญาณและดวงจิตของเธอ
เหมือนกับตัวเธอคือร่างแปลงของเปลวเพลิง
เก๋อซาหรือ
ลู่เซิ่งเลียริมฝีปากพร้อมกับเดินต่อไปโดยแสร้างทำเป็นไม่รู้อะไร
ได้พบกับพลังแห่งเทพที่แข็งแกร่งที่สุดบนโลกใบนี้พอดี ขอดูหน่อยเถอะว่าพลังแห่งเก๋อซานี้จะแข็งแกร่งขนาดไหน
บางทีอาจเอามาชดเชยพลังอาวรณ์ที่แห้งขอดได้ด้วย
...
สวีเจินเจินกัดอมยิ้มในปากพลางดึงกระโปรงแดงบนร่าง
กระโปรงขนสัตว์สีแดงแนบเนื้อ หมวกสีแดง ถุงน่องสีดำ และรองเท้าสีแดง
เมื่อรวมการแต่งกายแบบนี้ที่เข้ากับทรงผมที่ยาวถึงไหล่ เธอจึงดูเหมือนกับเด็กสาวที่ขึ้นปกนิตยสารได้ทีเดียว
‘ไม่มีพลังแห่งเก๋อซา และไม่ใช่ผู้ไล่ตามดวงดาว เป็นแค่คนธรรมดาเท่านั้น’ เธอสังเกตลู่เซิ่งที่เดินผ่านด้านล่างอย่างละเอียด
ความรู้สึกของเธอไม่มีทางผิด อีกฝ่ายไม่ใช่เก๋อซาและไม่ใช่ผู้ไล่ตามดวงดาวแน่ๆ แต่ว่าไป๋เฉาอันถูกฆ่าได้อย่างไร และศพที่ถูกฆ่าไปอยู่ที่ไหน
คำถามมากมายเหล่านี้ต้องมีคนอธิบาย
“ดังนั้น...จัดการทีละคนก็แล้วกัน เริ่มจากหมอนี่ก่อน ดูว่าคนที่ฆ่าเสี่ยวไป๋จะมีปฏิกิริยาแบบไหน” สวีเจินเจินกัดอมยิ้มจนแหลกพร้อมกับทิ้งแท่งพลาสติในมือทิ้งไป จากนั้นก็เหยียบลงบนกรอบหน้าต่างด้านหน้า และยืมแรงกระโดดออกไปโดยไม่สนใจเลยว่าจะมีใครมองเห็นใต้กระโปรง
“น้องสาว อยากจะเล่นเกมสนุกๆ กับพี่ไหม” อยู่ๆ เสียงเด็กชายที่ฟังดูหยอกเย้าก็ดังมาจากด้านหลังตัวเธอ
“สนุกมากเลยนะ”
สวีเจินเจินพลันหันไปมอง เห็นเด็กชายหน้าตาหล่อเหลาผู้มีผมสีแดงเหมือนกันถือบางอย่างไว้ในมือ กำลังมองตัวเองด้วยรอยยิ้ม
รอจนเห็นของที่อีกฝ่ายถือไว้ในมือแล้ว ม่านตาของสวีเจินเจินก็หดตัวลงอย่างฉับพลัน
ลู่เซิ่งรออยู่ที่หัวโค้งนานมาก เขาเดินอยู่ในตรอกเล็กที่ยาวสิบกว่าเมตรมาเกือบสามรอบแล้ว
น่าเสียดายที่หลังจากกลิ่นอายด้านหลังกระเพื่อมอย่างรุนแรงอยู่สักพัก ก็ดับลงอย่างรวดเร็ว
ถูกคนตัดหน้าไปแล้ว
พอเขากวาดจิตวิญญาณก็รู้ทันทีว่าด้านหลังเกิดอะไรขึ้น มีคนมาขวางมือสังหารไว้แล้ว ตอนแรกเขาคิดจะลองดูว่าเก๋อซานั้นแข็งแกร่งขนาดไหน น่าเสียดาย...
..............................................
ลู่เซิ่งรู้สึกเสียดายเล็กน้อย หลังจากใคร่ครวญดู สุดท้ายก็ไม่ได้กลับทางเดิม
จากการประเมินมือมืดหลังฉาก อีกฝ่ายไม่มีทางเลิกราง่ายๆ แค่นี้แน่
เขาเดินตามตรอกออกไปด้านนอก ตอนที่ใกล้จะถึงบ้าน ลู่เซิ่งก็เห็นตู้เซี่ยพิงบันไดเข้าออกตึกอยู่อาศัย และส่งข้อความทางโทรศัพท์มือถือสีชมพูอยู่
พอเห็นเขามา ตู้เซี่ยก็รีบลดโทรศัพท์ลง
“กลับมาแล้วเหรอคะพี่”
“อื้อ ทำไมมายืนอยู่ด้านนอกล่ะ” ลู่เซิ่งพูดพลางพยักหน้า
“อยากสูดอากาศที่สดชื่นสักหน่อยน่ะค่ะ” ตู้เซี่ยยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติ เธอย่อมไม่มีทางบอกว่า เธอยืนรออยู่ที่นี่มาครึ่งชั่วโมงกว่าๆ แล้วเพื่อยืนยันความปลอดภัยของอีกฝ่าย
“รีบเข้าบ้านเถอะ” ลู่เซิ่งลูบผมของเธอ
“อื้อ” ตู้เซี่ยพยักหน้าอย่างแรง เธอเป็นคนเรียบง่าย แม้แต่ยิ้มก็เพียงยิ้มน้อยๆ เท่านั้น คนที่ไม่เข้าใจหากมองไกลๆ ส่วนใหญ่จะรู้สึกไม่น่าคบหาไม่น่าเข้าใกล้เท่าไหร่
แต่เธอเพียงแค่ไม่ชอบพูด ไม่ชอบแสดงตัว และไม่ชอบปัญหาเท่านั้น
หลังจากเข้าไปในลิฟท์ ลู่เซิ่งก็มองตู้เซี่ยเป็นครั้งสุดท้าย
เห็นเธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เหมือนกำลังจะรับโทรศัพท์
ลู่เซิ่งมองอยู่สักพัก พอยืนยันได้จากสีหน้าของเธอว่าไม่มีปัญหาหรือความยุ่งยากอะไรจริงๆ จึงค่อยเดินเข้าห้องรับแขก
ตู้ซวี่หนิงผู้เป็นพ่อนั่งข้างโต๊ะกินข้าวอย่างเหน็ดเหนื่อย กำลังอ่านเอกสารชุดหนึ่งที่วางอยู่บนนั้น
หลี่ช่านผู้เป็นแม่ทำกับข้าวเสียงดังอยู่ในห้องครัว
กลิ่นหอมของไข่เจียวลอยออกมาช้าๆ ฟุ้งไปทั่วห้องรับแขก
ลู่เซิ่งหาเก้าอี้ตัวหนึ่งนั่งลง ความเจ็บปวดจากความตายของตู้ชิว ตอนนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในจิตใจของครอบครัวอยู่
“ช่วงนี้การเรียนเป็นยังไงบ้าง มีผลกระทบอะไรไหม” ตู้ซวี่หนิงวางเอกสารลงและถามลูเซิ่งเสียงทุ้ม
“ดีครับ” ลู่เซิ่งทิ้งการเรียนไปตั้งนานแล้ว วิชาจิตโน้มน้าวทำให้เขาไปโรงเรียนสัปดาห์ละครั้งเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้แก่การแนะนำก็เพียงพอแล้ว
ส่วนเรื่องอื่นๆ มีครูใหญ่กับคุณครูคอยช่วยเหลือ ทุกอย่างจึงไม่ใช่ปัญหา
“ช่วยดูแลน้องหน่อยนะ ตอนนี้สภาพเสี่ยวเซี่ย...ผิดปกติอยู่บ้าง” อย่างไรตู้ซวี่หนิงก็เป็นผู้บริหารที่ดูแลพนักงานหลายสิบคน จึงมีความรู้สึกไว
“ไม่ต้องห่วงครับ” ลู่เซิ่งพยักหน้าอย่างจริงจัง
หลังกินข้าวเย็นเสร็จ ตู้เซี่ยก็วางจานลงเป็นคนแรก บอกว่าจะไปเล่นกับเพื่อน ดึกๆ ค่อยกลับ จากนั้นก็ออกประตูไปเองโดยไม่สนใจคนอื่น
ทว่าต่อให้เธอจะไปแล้ว ลู่เซิ่งก็รู้สึกได้ว่าใกล้ๆ มีกลิ่นอายแข็งแกร่งซ่อนอยู่ น่าจะเป็นคนที่ตู้เซี่ยวางไว้เพื่อปกป้องพวกเขา
ดูเหมือนเธอจะมีกองกำลังอยู่ด้วย
ลู่เซิ่งไตร่ตรองเล็กน้อย สุดท้ายก็ไม่ได้ตามไป เพียงกระจายจิตวิญญาณออกไปรอบๆ เพื่อใช้เตือนภัยเท่านั้น
หลายวันต่อจากนั้น ลู่เซิ่งฝึกฝนอย่างสบายใจ ขณะเดียวกันก็ติดต่อขอให้อัลติสซื้อวัตถุโบราณที่มีตำนานเรื่องเล่าขานทุกชนิดจากทั่วทั้งโลกมาให้
ตัวอัลติสมีบริษัทใหญ่มูลค่าหลายพันล้าน การซื้อวัตถุโบราณส่วนหนึ่งไม่นับเป็นอะไร
ใช้เวลาแค่ไม่กี่วัน ก็ได้รับวัตถุโบราณหลากหลายรูปแบบเป็นจำนวนสิบกว่าชิ้นแล้ว
ลู่เซิ่งหาเวลาไปพบกับอัลติส วัตถุโบราณที่รวบรวมมามีส่วนหนึ่งที่มีพลังอาวรณ์อยู่จริงๆ แต่ก็ไม่มากเท่าไหร่ เพียงแค่ชิ้นละไม่กี่สิบหน่วย หรือไม่กี่ร้อยหน่วยเท่านั้น
เมื่อรวมทั้งหมดเข้าด้วยกัน ลู่เซิ่งก็ดูดซับได้หนึ่งพันกว่าหน่วย สำหรับระดับของเขาในตอนนี้ นี่มันเหมือนกับเอาแก้วตักน้ำมาดับไฟที่ลุกไหม้รถชัดๆ
เขากำลังคิดอยู่ว่าจะหาเวลาออกไปเพื่อหยั่งเชิงว่าพลังของเก๋อซาอยู่ในระดับไหนพอดี อาศัยจังหวะที่ตู้เซี่ยคอยปกป้องครอบครัวในที่ลับ ยังมีโอกาสอยู่ส่วนหนึ่ง
แต่อยู่ๆ ปัญหาใหม่ก็มาเยือนอย่างรวดเร็ว
ระหว่างทางที่กลับจากโรงฝึก ลู่เซิ่งถือกระเป๋าหนังสือ แสงอาทิตย์ขับเงาของเขาให้ทอดยาวอยู่บนพื้น และโยกไหวตามการเดิน
ลู่เซิ่งเดินไปตามตรอกเหมือนยามปกติ เพียงแค่หักเลี้ยวทางโค้งเส้นหนึ่งด้านหน้า แล้วตัดทะลุผืนหญ้ารกร้างผืนเล็กๆ อีกแห่ง ก็จะไปถึงด้านหลังเขตเล็กๆ ซึ่งเป็นที่อยู่ของบ้านได้แล้ว
ทว่าในตอนที่เขากำลังจะถึงทางโค้งนั้นเอง
แอ๊ด
ประตูบ้านเช่าบานหนึ่งทางฝั่งขวาเปิดออกอย่างกะทันหัน เด็กชายหน้าตกกระใบหน้าหน้าซีดเซียวเดินออกมาจากด้านใน
เด็กชายสวมใส่ชุดวอร์มสีเทา รองเท้าขาวสะอาดเหมือนกับของใหม่ คล้ายว่าเพิ่งจะซื้อมาจากชั้นวางแล้วเอามาสวมทันที
พอเห็นว่าลู่เซิ่งสังเกตเห็นเขา เด็กชายก็ฉีกยิ้ม แล้วยื่นมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ เหมือนกำลังจะล้วงอะไรออกมา
ลู่เซิ่งยิ้มให้เขาอย่างเป็นมิตรเช่นกัน ก่อนจะเดินผ่านด้านหน้าเขาไป
เขาสัมผัสได้ว่ามีกลิ่นคาวเลือดน่ากลัวที่เหมือนกับมีกองภูเขาศพทะเลเลือดฟุ้งกระจายอยู่บนร่างของเด็กชาย เด็กคนนี้ไม่รู้ว่าฆ่าคนไปมากเท่าไหร่แล้ว ถึงสั่งสมกลิ่นคาวเลือดได้ขนาดนี้
นอกจากสิ่งเหล่านี้ ลู่เซิ่งยังสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า ดวงตาของอีกฝ่ายยังฉายจิตสังหารและการเหยียดหยามออกมา เห็นได้ชัดว่าหมายหัวตนอยู่
‘เป็นคนที่จะมาฆ่าเราเหรอ’ ลู่เซิ่งตื่นเต้นเล็กน้อย แต่ยังคงแสร้งทำเป็นไม่รู้โดยการหันหลังให้แก่เด็กชายและเดินไปยังทางโค้ง
หนึ่งก้าว สองก้าว
ไม่มีการเคลื่อนไหว
สามก้าว สี่ก้าว
ยังคงไม่มีการตอบสนอง
ลู่เซิ่งอดเหลียวไปมองไม่ได้ เด็กชายยังคงอยู่ที่เดิม ใบหน้าเปื้อนยิ้ม มือถืออะไรบางอย่าง ไม่ขยับเขยื้อนอยู่ในท่วงท่าก่อนหน้า
‘ไม่ใช่ว่ามาหาฉันหรอกเหรอ’ ลู่เซิ่งสงสัยเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็เลี้ยวเข้าทางโค้งเพื่อกลับบ้าน
เด็กชายเห็นเป้าหมายหายไปจากปากทางโค้ง ในใจอยากร้องไห้แต่ไร้น้ำตา
“นี่ ปล่อยฉันไปสักครั้งเถอะ พี่ฉันไม่มีทางหาเรื่องเธอเด็ดขาด” เขาหันไปมองในบ้านอย่างจนปัญญา
ตู้เซี่ยสะบัดดาบโค้งซึ่งเรืองแสงสีเงินในมือ คมดาบวาดผ่านอากาศและส่งเสียงแหวกลมอย่างต่อเนื่อง
เปลวเพลิงสีทองเข้มหลายสายกลุ่มหนึ่งวนเวียนเริงระบำอยู่รอบๆ ตัวเธอเหมือนสิ่งมีชีวิต
“แกควรจะรู้ผลลัพธ์ตั้งแต่วินาทีแรกที่มาที่นี่แล้ว” ตู้เซี่ยเอ่ยอย่างราบเรียบ “แกรู้อยู่แก่ใจ แต่ก็ยังมา หรือก็คือ แกแน่ใจว่าต่อให้ฉันจับแกได้ ก็ต้องปล่อยแกไปเพราะเกรงกลัวชื่อของพี่ชายแก ดังนั้นแกเลยไม่กลัว”
เด็กชายทำหน้าเหยเก สายตาแข็งทื่อเล็กน้อย
“ฉันแค่นึกว่าจะโชคดีเท่านั้น ครั้งนี้ฉันผิดเอง ฉันจะชดเชยให้เธอเอง”
“ชดเชยเหรอ ชดเชยพี่ชายให้ฉัน หรือชดเชยพ่อแม่ใหม่ให้ล่ะ” ตู้เซี่ยผุดสีหน้าเยาะเย้ย
“ตอนนี้คนของหงส์จักรพรรดิประกาศแล้วว่าจะส่งคนมากำจัดเธอ หมอกกัดกร่อนเองก็ถูกรั้งไว้ทางเหนือ เธอรับมือได้แค่คนเดียวเท่านั้นนะ” เด็กชายเห็นท่าไม่ดี จึงรีบอธิบาย หมายจะเกลี้ยกล่อมให้ตู้เซี่ยยอมแพ้
“ต่อให้เธอแข็งแกร่ง แต่ก็ต้องรับมือกับยอดฝีมือระดับเดียวกันตั้งหลายคน เธอแน่ใจเหรอว่าจะปกป้องพี่เธอกับพ่อแม่เธอได้ ถ้าเธอปล่อยฉันไป พี่ฉันจะติดหนี้บุญคุณเธอ ถึงเวลาที่จำเป็น เธอจะสามารถ...”
สวบ
ดาบโค้งในมือตู้เซี่ยแทงเข้าไปในอกของเด็กชาย จากนั้นก็ถูกชักออก
“เธอ...!” เด็กชายโซเซถอยหลังไปหลายก้าว ปากแผลบนอกกะพริบแสงสีขาวสะดุดตา คล้ายกับในร่างของเขาไม่มีเลือดเนื้อหรือวัยวะภายใน หากเป็นแสงสีขาวที่บริสุทธิ์
ตู้เซี่ยมองยังไม่มองเขา ด้วยความสามารถของเธอ หากต้องการฆ่าเก๋อซาธรรมดา ไม่จำเป็นต้องใช้สองกระบวนท่า
สาเหตุที่ก่อนหน้านี้สะกดเด็กชายเอาไว้ เป็นเพราะกริ่งเกรงว่าพี่ชายของเธอจะนึกสงสัย
ตู้เซี่ยมองร่างของเด็กชายที่เอียงล้มลงและค่อยๆ ลุกไหม้กลายเป็นฝุ่นสีขาว ดาบโค้งในมือกลายเป็นเพลิงสีทองพร้อมกับสลายหายไป เปลวเพลิงรอบๆ ตัวกระจัดกระจายไปอย่างรวดเร็ว
“เสี่ยวกวง”
“อยู่นี่...” เด็กสาวผมทองที่ร่างอาบเลือดคนหนึ่งยกมือขานรับตรงมุมหนึ่ง
“พี่ ถ้าพี่มาช้าไปก้าวเดียว ก็คงต้องเก็บศพฉันแล้ว”
“ลำบากเธอแล้ว” ความละอายใจฉายแวบขึ้นในดวงตาของตู้เซี่ย จากนั้นเธอก็เดินไปหาเด็กสาวที่กึ่งนั่งอยู่บนพื้น
“พี่...มีคนมาเยอะขึ้นเรื่อยๆ แล้วนะ...” เด็กสาวผมทองกล่าวอย่างจนใจ “ฉันเพิ่งจะจัดการไปสองคน แป๊บเดียวก็เจอไอ้หมอนี่เข้า ถึงแม้ว่าอสรพิษไหมขาวจะไม่แข็งแกร่งมาก แต่ก่อนหน้านี้ยังไม่ได้พักผ่อนฟื้นฟูก็ถูกมันลอบโจมตีเสียก่อน...”
“ฉันรู้”
ตู้เซี่ยพยักหน้า
ช่วงนี้เธอตระเวนตรวจสอบไปทั่ว กลับสัมผัสได้อย่างชัดเจนกว่าเดิมถึงตาข่ายที่ใหญ่ถึงขีดสุด ซึ่งกำลังปกคลุมมาหาตนเองโดยที่มองไม่เห็น
สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ เหมือนกับมือมืดหลังฉากนั้นจะรู้ถึงแผนการของเธอไม่น้อย จึงมีการจัดการอย่างเฉพาะเจาะจง
การที่วันนี้ขัดขวางอสรพิษไหมขาวได้อย่างราบรื่นถึงขนาดนี้ ทำให้ตู้เซี่ยรู้สึกว่าราบรื่นเกินไป ถึงขั้นรู้สึกว่านี่เป็นโอกาสที่อีกฝ่ายจงใจมอบให้
ความตายของน้องชายทำให้ช่วงนี้อารมณ์ของเธอปั่นป่วน นอกจากนี้การตรวจสอบและการหาเรื่องคนอย่างไร้ความเกรงกลัวไปทั่ว ก็ทำให้แรงกดดันที่เธอได้รับมีมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน
ทางองค์กรเองก็กำลังเกิดความขัดแย้งกับองค์กรขนาดยักษ์ทางเหนืออยู่
โจวเฉวียนอู่ที่เป็นผู้นำไม่มีเวลาลงมือช่วยเหลือเธอ เรื่องราวเกี่ยวพันถึงความรุ่งเรืองเสื่อมโทรมและความสำเร็จล้มเหลวขององค์กร โจวเฉวียนอู่ได้แต่ทิ้งคนให้เธอสิบกว่าคนเพื่อเป็นกองกำลังใต้อาณัติที่เธอสั่งการได้เท่านั้น
...
‘หายไปอีกแล้ว...’ ลู่เซิ่งพ่นลมหายใจเฮือกหนึ่ง
พริบตาเมื่อครู่มีกลิ่นอายพลังงานอันแข็งแกร่งสายหนึ่งระเบิดออกมา จากนั้นกลิ่นอายของเด็กชายคนนั้นก็หายไปทันที
‘น่าจะเป็นคนของตู้เซี่ย หรือไม่ก็เป็นตัวเธอลงมือเอง’
แค่สัมผัสกับการระเบิดพลังเมื่อก่อนหน้า ลู่เซิ่งก็คำนวณอย่างหยาบๆ ได้แล้วว่าน่าจะเป็นระดับผู้ถืออาวุธ
ระดับแบบนี้ส่งผลคุกคามอย่างใหญ่หลวงเมื่ออยู่ในเมืองใหญ่จริงๆ เกิดว่าระเบิดพลังโดยสิ้นเชิง จะทำให้คนหลายพันหลายหมื่นคนบาดเจ็บล้มตายได้ทีเดียว
ลู่เซิ่งขบคิดในใจ กลิ่นอายพลังงานเมื่อครู่นี้ถูกเก็บไปทันทีที่สัมผัสได้ สามารถควบคุมได้ดั่งใจนึก แสดงว่าไม่ใช่ระดับพลังสูงสุดของอีกฝ่าย แต่ไม่ทราบว่านี่เป็นระดับไหน
‘สองครั้งแล้ว ไม่ให้โอกาสกันเลยจริงๆ...ดูเหมือนต้องหาโอกาสเองซะแล้วสิ’ ลู่เซิ่งลูบคาง รู้สึกว่าจะนั่งรอความตายอยู่แบบนี้เฉยๆ ไม่ได้
เขาจำเป็นต้องคลำหาความลับของเก๋อซาให้ออกเพื่อทำความเข้าใจจุดเด่นของพลังแบบนี้โดยเร็วที่สุด
แค่ผู้ไล่ตามดวงดาวที่เป็นลูกน้องของเก๋อซาก็ครอบครองความสามารถเคลื่อนย้ายในพริบตาเป็นระยะทางสั้นๆ แล้ว อย่างนั้นเกรงว่าตัวเก๋อซาคงไม่ธรรมดาเหมือนกัน ไม่แน่ว่าหลังจากกินแล้ว...ไม่สิ หลังฆ่าแล้วจะมีพลังอาวรณ์เข้ามาในบัญชี
‘ดูเหมือนต้องรุกด้วยตัวเองแล้ว...’
หลายวันต่อจากนั้น ลู่เซิ่งพบเจอกับการลอบฆ่าอีกหลายครั้ง แต่ว่าตอนที่เขาเตรียมจะลงมือ นักลอบสังหารก็หายตัวไปอย่างอธิบายไม่ได้เสียก่อน
ขุมกำลังของตู้เซี่ยร้ายกาจจริงๆ
หลังจากคิดจะลงมือหลายครั้งแต่ไม่ประสบผล ในที่สุดลู่เซิ่งก็อดทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงเรียกอัลติสมาถามหาที่อยู่ที่เก๋อซาอาจจะปรากฏตัวทันที
เขาเล่นงานขุมกำลังของน้องสาวไม่ได้ อย่างนั้นก็เล่นงานขุมกำลังที่เป็นศัตรูกับเธอก็แล้วกัน
จากข้อมูลที่ส่งมาจากทางอัลติส ลู่เซิ่งได้ทราบว่า โลกมีองค์กรใหญ่ทั้งหมดสามองค์กรที่กระจายไปทั่วประเทศ
องค์กรที่กระจายอยู่ในสหพันธรัฐ มีชื่อว่าหงส์จักรพรรดิ
นอกจากนี้ที่ต่างประเทศยังมีอีกสององค์กรใหญ่ องค์กรแรกชื่อละอองดาว อีกองค์กรชื่อเสาพิภพดารา
นอกจากนี้แล้ว ยังมีองค์กรลึกลับขนาดต่างๆ อีกมากมาย ต่างก็เป็นองค์กรที่พวกเก๋อซาก่อตั้งขึ้นเอง ในนี้มีทั้งแข็งแกร่งและอ่อนแอสลับกันไป
อัลติสอธิบายว่า ที่เขาปลอดภัยไร้เรื่องราวมาโดยตลอด ยังมีอีกเหตุผลหนึ่ง นั่นคือลูกชายของน้องสาวของเขาเป็นเก๋อซา และเป็นสมาชิกของละอองดาว
ส่วนองค์กรอื่นๆ นอกจากหงส์จักรพรรดิในสหพันธรัฐ อัลติสก็ไม่รู้จักแล้ว
“องค์กรน้อยใหญ่ที่ตั้งอยู่ในเมืองต้นบุปผามีองค์กรไหนบ้าง ตรวจสอบได้ไหม” ลู่เซิ่งถามทางโทรศัพท์โดยตรง
“ง่ายมากครับ เมืองต้นบุปผามีแค่องค์กรเดียว ชื่อหมอกกัดกร่อน ผู้นำคือมารนรก เป็นผู้ก่อการร้ายน่ากลัวระดับสุดยอดที่แข็งแกร่งและมีชื่อเสียงระดับชาติทีเดียว” อัลติสตอบจากโทรศัพท์ดาวเทียมเข้ารหัส
“หมอกกัดกร่อน? มารนรกหรือ” ลู่เซิ่งงุนงง การที่มีองค์กรเดียวกลับอยู่เหนือความคาดหมายของเขา
“ผมมีข้อมูลของมารนรกเยอะมาก คุณต้องการไหม” หลังจากอัลติสรับการโน้มนำจากวิชาจิตโน้มนำ ก็บอกเล่าทุกสิ่งทุกอย่างให้แก่ลู่เซิ่งจนหมดสิ้น
“ได้ นายส่งมาที่โทรศัพท์ของฉันก็แล้วกัน” ลู่เซิ่งตอบอย่างแน่วแน่
เขาพิงราวกั้นบนดาดฟ้า พร้อมกับกระจายจิตวิญญาณออกไปตรวจสอบสิ่งมีชีวิตทั้งหมดรอบๆ รวมถึงป้องกันไม่ให้โทรศัพท์ถูกเจาะด้วย
ไม่นานนัก อีเมลฉบับหนึ่งก็ถูกส่งมาในโทรศัพท์ของเขา
..............................................
ลู่เซิ่งเปิดอีเมล ภาพประกาศจับน่ากลัวหลายภาพเด้งออกมาจากด้านใน
ในภาพคือเด็กผู้หญิงสวมหน้ากากที่มีผมยาวสีดำคนหนึ่ง
เด็กผู้หญิงใส่หน้ากากกระดูกสีขาวอำพรางใบหน้าของตัวเอง แม้แต่ดวงตาก็ไม่มีช่องว่าง
แต่ว่าดูจากผิวตรงคอที่ไม่ได้คลุมอะไรไว้แล้ว เห็นได้ชัดว่ายังอายุน้อยมาก ผิวขาวมาก แต่กลับไม่ถึงระดับคนต่างชาติผิวขาว
ขณะดูภาพประกาศจับภาพนี้ ลู่เซิ่งสังเกตเห็นบุคลิกอย่างหนึ่งที่ปรากฏออกมาจากท่วงท่าของอีกฝ่ายซึ่งทำให้เขาคุ้นเคยเล็กน้อย
คล้ายกับเขาเคยเห็นที่ไหนมาก่อน
ตู้สยงคนเดิมอาจจะไม่มีความสามารถทบทวนความทรงจำในอดีตผ่านความรู้สึกคุ้นเคยเล็กๆ แต่ลู่เซิ่งนั้นไม่เหมือนกัน
จิตวิญญาณของเขาแข็งแกร่งเกินไปจริงๆ เบาะแสแบบนี้ ใช้เวลาแค่พริบตาเดียว เขาก็รู้แล้วว่าต้นตออยู่ไหน
‘เด็กผู้หญิงคนนี้...เหมือนกับก่อนหน้านี้ตู้เซี่ยจะเคยพามาเล่นที่บ้าน...’ ลู่เซิ่งนึกย้อนถึงความทรงจำก่อนหน้าของตู้สยงทันที
‘ดูเหมือนตู้เซี่ยน่าจะเป็นสมาชิกของหมอกกัดกร่อนนี้แล้ว’ ลู่เซิ่งเดาคร่าวๆ
กวาดตามองดูคดีก่อการร้ายของมารนรกคนนี้คร่าวๆ อย่างต่ำสุดคือก่อคดีใหญ่น่ากลัวที่ทำให้คนหลายพันต้องตาย จากลักษณะการประกาศข่าวของทางรัฐบาล ปกติต้องพูดตัวเลขคนบาดเจ็บล้มตายให้น้อยๆ อยู่แล้ว
หากว่าบวกลบดู ก็จะทราบถึงความน่ากลัวของมารนรกคนนี้
‘ฐานทัพที่คนร้ายกาจแบบนี้อยู่ถึงกับมีคนโจมตีครอบครัวของสมาชิกได้อย่างต่อเนื่อง...ดูเหมือนควรไปติดต่อมารนรกคนนี้ดูสักหน่อยแล้ว’ ลู่เซิ่งตัดสินใจ
ทว่าก่อนหน้านั้น เขาต้องไปหาเก๋อซาธรรมดาๆ เพื่อทดลองก่อนว่าพลังของตัวเองอยู่ในระดับไหน
นอกจากนี้...
ตู๊ดๆๆ...
อยู่ๆ เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น เป็นเบอร์โทรแปลกตา
ลู่เซิ่งมองดู คงจะเป็นเบอร์โทรโฆษณาขายของ จึงกดปุ่มรับสายอย่างไม่สนใจนัก
“ฮัลโหล”
“ยังจำชายหนุ่มที่นายฆ่าไปตอนกลางคืนของวันก่อนได้ไหม” เสียงผู้ชายที่ทุ้มต่ำและแหบพร่าดังมาจากโทรศัพท์ช้าๆ
“คุณโทรผิดล่ะมั้ง พูดอะไรไม่รู้เรื่อง” ลู่เซิ่งขมวดคิ้ว แต่เขากลับไม่ได้กดปุ่มวางสาย
“ถึงแม้หลายวันมานี้แกจะใช้โทรศัพท์ดาวเทียม แต่ก็อยู่ในสายตาของพวกเราหมด พวกเรารู้ความสัมพันธ์ระหว่างอัลติสกับนายหมดแล้ว ทำเป็นไม่รู้เรื่องไปก็ไม่มีประโยชน์” อีกฝ่ายเอ่ยด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย
“นึกไม่ถึงว่านายจะมีพรสวรรค์ด้านวิชามวยสูงขนาดนี้ อายุยังน้อยก็เอาชนะจักรพรรดิมวยอัลติสและได้รับฉายาจักรพรรดิหมัดเงามารได้แล้ว สุดยอดจริงๆ...ควรบอกว่าสมกับเป็นพี่ชายของคนคนนั้นมากกว่ามั้ง”
ลู่เซิ่งหยีตา
“ในเมื่อคุณรู้แล้ว ที่โทรศัพท์มาหาฉัน มีคำสั่งสอนอะไรหรือ”
“นายอยากรู้มาตลอดไม่ใช่เหรอว่าน้องชายตายยังไง ยังมีสถานะที่แท้จริงของตู้เซี่ยน้องสาวของนายอีก ถ้าหากอยากรู้ ก็จงมาที่นี่...” เสียงปลายสายแผ่วต่ำลง
ลู่เซิ่งตั้งใจฟังคำสั่งจากอีกปลายสาย ในใจค่อยๆ กระจ่างเล็กน้อยแล้ว
อีกฝ่ายน่าจะใช้ข้อมูลเป็นตัวล่อเพื่อทำให้เขาร่วมมือกับอีกฝ่ายในการออกจากอาณาเขตสายตาที่ตู้เซี่ยคุ้มครองถึง
ลู่เซิ่งตัดสายอย่างรวดเร็ว แล้วหยิบซิมออกมาบี้จนแหลกพร้อมกับโยนใส่ถังขยะ
เขาจำเบอร์ของอัลติสได้ ขุมกำลังของอีกฝ่ายไม่รู้เป็นของฝ่ายไหน แต่การใช้ทุกวิธีทางเพื่อเรียกเขาออกไปแบบนี้ แสดงให้เห็นว่ามีจุดประสงค์ที่ไม่ทราบอยู่ด้วย
แต่ว่านี่ตรงกับความประสงค์ของเขาพอดี การจับตาและการคุ้มครองของตู้เซี่ยเป็นเครื่องพันธนาการสำหรับเขา เขาไม่อยากจะทำให้ตู้เซี่ยทราบความลับของเขาเร็วขนาดนี้ เนื่องจากไม่มีวิธีอธิบาย
โลกใบนี้ไม่เหมือนกับโลกใบก่อนหน้า ถ้าเขาอยากจะขุดผลประโยชน์ออกมามากกว่าเดิม จะต้องเล่นอย่างรอบคอบสักหน่อย
ลู่เซิ่งลงจากตึก แล้วเปลี่ยนเป็นชุดวอร์มสีเทารวมถึงปิดฮู้ดเหมือนไม่มีเรื่องอะไร จากนั้นก็ออกจากบ้านไปเดินเล่นตามคำสั่งในโทรศัพท์
หลังจากเดินเล่นบนถนนคนเดินที่อยู่ใกล้ๆ สักพัก เขาก็เข้าไปรอในห้องน้ำชาย
“ตู้สยงใช่มั้ย” ในห้องน้ำมีชายหนุ่มที่มีรูปร่างใกล้เคียงกับเขารออยู่แล้ว อีกฝ่ายเข้ามาถามไถ่
“ใช่” ลู่เซิ่งพยักหน้า
“เอาเสื้อผ้ามาให้ผม” คนหนุ่มพูดเบาๆ “ระวังตัวด้วย ด้านนอกมีคนจับตาดูคุณอยู่”
“เข้าใจแล้ว” ลู่เซิ่งผงกศีรษะ
ทั้งสองแลกเสื้อและกางเกงกันโดยไม่ส่งเสียง การเคลื่อนไหวทั้งหมดเป็นไปอย่างคล่องแคล่วรวดเร็ว แสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายฝึกมาหลายครั้งแล้ว
หลังจากเปลี่ยนชุดเสร็จ ชายหนุ่มก็ปิดฮู้ด แล้วก้มหน้าเดินออกไปด้วยท่าเดินของลู่เซิ่ง
ไม่นานนักลู่เซิ่งก็รู้สึกได้ว่ากลิ่นอายที่คอยจับตาดูและคุ้มครองเขาหายไปจากรอบๆ แล้ว คงติดตามคนเมื่อครู่ไปแล้ว
‘ครั้งนี้สบายขึ้นเยอะเลย’ ลู่เซิ่งเอียงคอพลางเดินออกจากห้องน้ำ ตัดทะลุตรอกแห่งหนึ่ง แล้วเดินไปยังถนนอีกเส้นพร้อมกับเรียกรถแท็กซี่
“คุณคนขับ ถนนทางเหนือหมายเลข 118 ของแม่น้ำวั่งชวน”
“ไม่ต้องห่วง ฉันรู้จักที่อยู่” คนขับรถหันหน้ามายิ้มให้ลู่เซิ่ง
“หือ?” ลู่เซิ่งงุนงง นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะจัดการอย่างรัดกุมขนาดนี้
“เพิ่งเจอกันครั้งแรก ฉันชื่อจิ่วหนาน จิ่วที่มาจากเลขก้าว หนานที่แปลว่าทิศใต้ เป็นสมาชิกที่องค์กรสั่งให้มารับคุณโดยเฉพาะ” ชายคนขับขับรถไปพลาง หันมายิ้มให้ลู่เซิ่งไปพลาง
“พวกเราต้องแบกรับความผิดโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่เพราะเรื่องของน้องสาวคุณ ก็เลยต้องใช้วิธีการนี้ติดต่อกับคุณ ต้องขออภัยด้วยถ้าทำให้ไม่พอใจ” จิ่วหนานแสดงสีหน้ารู้สึกผิดอย่างจริงใจ
“คุณคือเก๋อซาหรือ” ลู่เซิ่งกลับไม่สนใจเนื้อหาที่อีกฝ่ายพูด หากโพล่งถามตรงๆ
“เอ่อ...ไม่ใช่...แต่ผมเป็นผู้ไล่ตามดวงดาว อยู่ในอันดับที่...” จิ่วหนานยังพูดไม่ทันจบ ก็เห็นมือข้างหนึ่งยื่นมาแกว่งไปแกว่งมาด้านหน้าเขาเบาๆ
“ดูมือของฉัน...มือของฉัน...ตอนนี้คุณง่วงมาก...อยากจะนอนมาก...ง่วงมาก...”
สิบนาทีต่อมา
แกร๊ก
ประตูรถเปิดออก จิ่วหนานลงจากรถด้วยรอยยิ้ม แล้วเปิดประตูรถให้แก่ลู่เซิ่ง
“นายท่าน ระวังไว้ด้วย ด้านในมีผู้นำที่เจ็ดของหงส์จักรพรรดิควบคุมอยู่” จิ่วหนานทำท่าขยับปากส่งข่าวให้
ลู่เซิ่งพยักหน้า
“อีกเดี๋ยวให้คัดลอกข้อมูลของผู้เข้มแข็งทั้งหมดในหงส์จักรพรรดิให้ฉันชุดหนึ่ง อย่าลืมหลีกเลี่ยงการจับตาจากช่องทางต่างๆ ของฉันด้วย”
“เข้าใจแล้วครับ” จิ่วหนานพยักหน้าน้อยๆ
“เชิญครับ” เขากลับมาทำสีหน้าเป็นธรรมชาติอีกครั้ง โดยใช้รอยยิ้มจอมปลอมตามตำรับพูดกับลู่เซิ่ง
ลู่เซิ่งไม่ว่าอะไร มองดูตึกใหญ่ที่เหมือนกับตึกสถานีโทรทัศน์ตรงหน้าครู่หนึ่ง ก่อนจะสาวเท้าเดินเข้าประตูตึกไป
พอตัดทะลุประตูกระจกแบบหมุนเข้าไป ก็เห็นโถงใหญ่ที่พื้นทำจากหินอันมืดครึ้ม
พี่น้องฝาแฝดคู่หนึ่งที่รอคอยมานานแล้วสวมเดรสสวยที่เหมือนกับชุดแม่บ้าน ถักผมเปียสองข้าง โค้งตัวคำนับลู่เซิ่งน้อยๆ
“ยินดีต้อนรับค่ะคุณตู้สยง ผู้นำเจ็ดรอท่านอยู่บนชั้นสามแล้วค่ะ”
“รบกวนนำทางด้วย” ลู่เซิ่งพยักหน้า
เด็กสาวทั้งสองคนอายุสิบหกสิบเจ็ดปีเท่านั้น ร่างสูงชะลูด รูปร่างมีเสน่ห์ชวนมอง สิ่งที่ดึงดูดสายตาคนเล็กน้อยก็คือ ชายกระโปรงของพวกเธอสั้นจริงๆ เหมือนกับว่าลมหอบหนึ่งสามารถพัดให้มันกระพือขึ้นจนมองเห็นข้างใต้ได้
เด็กสาวทั้งสองคนพาลู่เซิ่งขึ้นลิฟท์ไปถึงชั้นสามอย่างรวดเร็ว
ติ๊ง
ประตูลิฟท์เปิดออกช้าๆ สีหน้าของฝาแฝดที่เดินออกมาก่อนแตกต่างไปจากเดิมอย่างเลือนราง
เด็กสาวทั้งสองคนพาลู่เซิ่งเดินตัดระเบียงมาถึงด้านหน้าห้องสำนักงานกว้างขวางที่แง้มประตูไว้แห่งหนึ่ง ก่อนจะเคาะประตูเบาๆ
“เข้ามาเลย” เสียงเด็กผู้ชายที่อายุไม่เยอะเท่าไหร่ดังมาจากด้านใน
เด็กสาวทั้งสองคนทำท่าผายมือไปทางลู่เซิ่ง
‘ระวังตัวด้วยค่ะ ความสามารถของผู้นำเจ็ดอยู่ที่มือ...อย่าสัมผัสกับมือของเขา...’
‘ถ้าหากจำเป็น ขอให้ตะโกน พวกเราจะเข้ามาช่วยคุณทันที’ เด็กสาวฝาแฝดวาดตัวอักษรแถวหนึ่งลงกลางฝ่ามือลู่เซิ่ง
ลู่เซิ่งยิ้มให้แก่สองสาวอย่างอ่อนโยน
“ขอบคุณนะ”
“นี่เป็นหน้าที่ของพวกเราค่ะ” สองฝาแฝดก้มหน้าด้วยรอยยิ้ม
ลู่เซิ่งหมุนตัวเดินเข้าประตู ลมอ่อนพัดออกมาจากแอร์บนเพดาน ข้างใต้แอร์มีเด็กผู้ชายผมดำอายุสิบสองสิบสามปีนั่งอยู่
เด็กผู้ชายสีหน้าเคร่งขรึม ให้ความรู้สึกแสร้งทำตัวเป็นผู้ใหญ่
“สวัสดี ตู้สยงพี่ชายของมารไล่ล่า ฉันแซ่หลี่ เรียกฉันว่าพี่หลี่ก็ได้” เด็กชายเอ่ยอย่างราบเรียบ
“ฉันรู้ข้อมูลทั้งหมดของนาย รู้ทั้งหมดเหมือนอยู่บนฝ่ามือเลยละ ไม่ใช่แค่นายเท่านั้น พ่อแม่นาย น้องสาวนาย พวกเราก็รู้เรื่องดีเช่นกัน”
“งั้นเหรอ” ลู่เซิ่งร่วมมือโดยการทำหน้าตกใจเล็กน้อย
ตรงหน้าเป็นเก๋อซาคนแรกที่เขาได้เผชิญหน้าอย่างแท้จริง แค่เพียงสิบกว่าวินาทีที่เพิ่งเข้ามา เขาก็ค้นพบจุดอ่อนที่ถึงตายของอีกฝ่ายแล้ว
“สิ่งที่ฉันต้องการบอกนายก็คือ ความตายของน้องชายนายไม่ใช่อุบัติเหตุ ถ้าหากนายต้องการสืบหาความจริง จะต้องร่วมมือกับพวกเราอย่างสุดกำลัง” เด็กชายเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง
ลู่เซิ่งพลันเอาจริงเอาจังด้วยเช่นกัน
“ไม่ต้องห่วง ฉันจะให้ความร่วมมือสุดความสามารถ”
“เอ่อ...” เด็กชายเหมือนกับนึกไม่ถึงว่าจะราบรื่นปานนี้ คำพูดมากมายที่เตรียมไว้จุกอยู่ในใจ ไม่ได้พูดออกมา ให้ความรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย
“อย่างนั้นก็ดี นอกจากนี้...พวกเราได้สืบจนกระจ่างเป็นขั้นแรกแล้วว่าฆาตกรที่ฆ่าน้องชายนายเป็นใคร คิดจะป้ายความผิดมาที่หงส์จักรพรรดิของพวกเรา ต้องดูด้วยว่าพวกเรายอมหรือไม่” เด็กชายเอ่ยด้วยความภาคภูมิใจ
“แล้วฆาตกรเป็นใคร” ลู่เซิ่งพลันหันไปมองนอกหน้าต่างสำนักงาน
ท้องฟ้าด้านนอกหน้าต่างกลายเป็นสีแดงเข้มตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ
เมฆบนท้องฟ้าหายไปแล้ว ชั้นอากาศสีฟ้าครามหายไปด้วยเช่นกัน เหลือแต่สีแดงเข้มเท่านั้น
“นี่มัน...!? พลังเทพรังสรรค์!?” เด็กชายสังเกตเห็นเหตุการณ์นี้เหมือนกัน สีหน้าพลันเคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อย
ซู่...
อยู่ๆ เขาก็เห็นผ่านหน้าต่างว่า บนท้องฟ้าไกลออกไปมีดาวตกขนาดยักษ์ที่แฝงกลิ่นอายอัปมงคลสีดำดวงหนึ่งพุ่งมา
“นั่นมัน...!? โจวเฉวียนอู่! บ้าไปแล้วเหรอไง!?” เขาตะโกนขึ้นทันที สีหน้าเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ก่อนจะหมุนตัวพุ่งใส่กำแพงด้านหลัง
ตูม!
ชั่วพริบตานั้นตึกทั้งตึกเกิดเสียงดังกึกก้อง ก่อนจะระเบิดออกท่ามกลางการสั่นไหวและสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ก้อนอิฐจำนวนมากแหลกเป็นส่วนๆ พร้อมกับกระจัดกระจายไปทั่ว เปลวเพลิงร้อนแรงสีแดงน่ากลัวหลายกลุ่มพุ่งออกมาจากช่องว่างระหว่างชั้นแต่ะชั้น
เหมือนกับมีคนเติมลาวาและเปลวเพลิงนับไม่ถ้วนเข้ามาด้านในตึกใหญ่จนเต็ม
กลิ่นกำมะถันฉุนจมูกแผ่ตลบอบอวลไปทั่วอากาศรอบๆ
พนักงานจำนวนมากในชั้นที่หนีไม่ทันถูกเปลวเพลิงกลืนกิน เผาไหม้ และหลอมละลายในพริบตา
ร่างกายมนุษย์หลายร่างที่กลายเป็นสีดำเกรียมพยายามดิ้นรนและโบกไม้โบกมือในกองเพลิง สุดท้ายก็แหลกสลายกลายเป็นฝุ่นผงอย่างรวดเร็ว
ตูมๆๆๆ!
เสาเพลิงสีแดงชาดที่สูงหลายสิบเมตรจำนวนมากพุ่งขึ้นจากรอบๆ ตึกใหญ่ในรัศมีมากกว่าร้อยเมตร กลายเป็นภาพที่เหมือนกับน้ำพุ
“พอแผนใกล้จะสำเร็จ...เธอก็ไม่สนใจอะไรแล้วงั้นเหรอ” ด้านหน้าประตูธนาคารแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างออกมาไกล ชายร่างสูงใหญ่ที่สวมเสื้อโค้ทสีขาวอมเทาและกำลังสูบบุหรี่คนหนึ่งถอนใจ ขณะมองฉากระเบิดอันตระการตา
“หนูเตือนหงส์จักรพรรดิไปแล้ว จะโทษหนูไม่ได้นะ” โจวเฉวียนอู่พิงข้างประตูอย่างเกียจคร้าน กระบี่ยาวสีดำสนิทที่เก่าแก่เล่มนั้นพิงอยู่ระหว่างขา
“ถ้าฉันไม่มา เธอคงจะไม่กางพลังจิตรังสรรค์ แต่แก้ไขทุกสิ่งในความเป็นจริงเลยใช่ไหม” ชายร่างสูงถามอย่างจนใจ
“หนูเหมือนคนโหดเหี้ยมขนาดนั้นเลยเหรอไง” โจวเฉวียนอู่สางผม “เอาล่ะ จัดการไปได้อีกคนหนึ่ง พันธนาการของลูกน้องที่น่ารักของฉันลดลงไปอีกหนึ่ง”
“ฉันว่าเธอใกล้จะเป็นบ้าแล้ว เพื่อของพรรค์นั้น” ชายร่างสูงผุดสีหน้าซับซ้อน
“อาจใช่ก็ได้...” โจวเฉวียนอู่งุนงงเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มแย้ม “ฉันต้องการตู้เซี่ยที่ไม่มีช่องโหว่ เธอในตอนนี้ยังขาดสิ่งของที่สำคัญที่สุดอยู่ หากอยากจะกลายเป็นแกนหลักอันดับสามของฉัน ยังขาดอีกเล็กน้อย”
“ของอะไร” ชายร่างสูงถามอย่างแปลกใจ
“อ้อ มีปลาหลุดร่างแหด้วยนี่นา สมกับเป็นผู้นำเจ็ด” โจวเฉวียนอู่ไม่ตอบเขา หากมองไปยังซากปรักหักพังกลางกองเพลิงที่อยู่ไกลออกไป
เธอยกมือขวาขึ้น ก้อนสีดำจุดหนึ่งขยายใหญ่ขึ้นกลางฝ่ามือเธอด้วยความเร็วสูง
“พอได้แล้ว” ชายร่างสูงจับแขนของเธอเอาไว้ “ไปกันเถอะ ปล่อยให้คนอื่นจัดการ เธอไม่ต้องลงมือแล้ว”
ก้อนสีดำกลางฝ่ามือโจวเฉวียนอู่ค่อยๆ สลายไป เธอหันไปมองชายร่างสูง
“เป็นห่วงหนูเหรอคะ คุณพ่อ”
“อาจใช่...” ชายร่างสูงนิ่งไปเล็กน้อย “ไปเถอะ พวกเราควรกลับได้แล้ว ตอนนี้ไม่ใช่เวลาปะทะกับหงส์จักรพรรดิโดยตรง”
“...เข้าใจแล้วค่ะ”
ฟ้าว!
แสงสีดำกลุ่มหนึ่งพุ่งออกจากกลางฝ่ามือเธอ แล้วลอยเข้าหากองเพลิงที่อยู่ไกลออกไป
“นี่เป็นครั้งสุดท้าย...”
...
ไฟกำลังลุกโหม
ผู้นำเจ็ดยันดอกนาซิสซัสสีขาวบริสุทธิ์ดอกหนึ่งไว้อย่างยากลำบาก กลีบดอกที่ไร้สิ่งเจือปนปกคลุมเขาไว้เป็นรัศมีหลายเมตร ป้องกันเปลวเพลิงอัปมงคลสีเลือดด้านนอก
แต่ว่าการต้านทานนี้ใกล้จะถึงขีดจำกัดแล้ว
“บ้าเอ๊ยๆๆๆ! ยัยบ้าโจวเฉวียนอู่!” เด็กชายตะโกนด้วยใบหน้าเหี้ยมเกรียม แต่ว่าควันพิษเต็มปากก็ทำให้เขาสำลักอย่างรุนแรงทันที
“โจวเฉวียนอู่หรือ” อยู่ๆ ซากกำแพงที่อยู่ด้านข้างเด็กชายก็ถูกดันออก กำแพงที่ถูกเผาจนแดงฉานถูกมือใหญ่สีสำริดข้างหนึ่งผลักออกอย่างสบายๆ
ลู่เซิ่งเดินออกมาจากกองเพลิงโดยไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย เสื้อผ้าบนตัวเขาไหม้ไปแล้วมากกว่าครึ่ง แต่กล้ามเนื้อและผิวหนังอันแข็งแกร่งที่ปรากฏให้เห็นกลับไม่มีรอยไหม้สักรอย ทั้งยังเหมือนกับรูปปั้นภายใต้การส่องแสงจากเปลวเพลิงด้วย
“เปลวเพลิงที่เจ็บปวดขนาดนี้...ถึงขั้นสัมผัสได้ถึงความสิ้นหวังด้วย โจวเฉวียนอู่เป็นฆาตกรเหรอ”
“นาย!?” ผู้นำเจ็ดสะดุ้งโหยงเพราะเสียง พอหันกลับไปมองแล้วเห็นคนมา เขาก็ตกตะลึง
“นาย...ทำได้ยังไงกัน!?” ผู้นำเจ็ดหัวสมองขาวโพลน
ตู้สยงที่ตอนแรกนึกว่าเป็นแค่คนธรรมดาเดินออกมาจากในเปลวเพลิง แถมยังไม่มีร่องรอยได้รับบาดเจ็บโดยสิ้นเชิง
ซู่...
ทันใดนั้นเอง บนท้องฟ้าไกลออกไปมีดาวตกสีดำอีกดวงหนึ่งพุ่งมาอย่างรวดเร็ว
ดาวตกเปลี่ยนจากเล็กเป็นใหญ่ ขนาดขยายขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่เข้าใกล้ พริบตาเดียวก็มีเส้นผ่าศูนย์กลางสิบกว่าเมตร พร้อมกับพุ่งมายังตำแหน่งที่ผู้นำเจ็ดกับลู่เซิ่งอยู่อย่างรุนแรง
ผู้นำเจ็ดมองดาวตกยักษ์ด้านหลังลู่เซิ่งอย่างตะลึงงัน พลางชี้นิ้วด้วยร่างสั่นระริก
“มองฉันทำไมเนี่ย” ลู่เซิ่งมองเขาอย่างประหลาดใจ
“ดาว...ดาว...ดาว...!” ผู้นำเจ็ดอ้ำๆ อึ้งๆ พูดอะไรไม่ออกเนื่องจากจุกในลำคอ
“โดนกระแทกจนเห็นดาวเหรอไง” ลู่เซิ่งงุนงง
พอเห็นท่าทางเหลอหลาของผู้นำเจ็ด เขาก็ถือโอกาสเข้าใกล้เล็กน้อย
“มา ดูมือฉันนี่ มือฉันกำลังแกว่ง กำลังแกว่ง...”
“ดาว...ดาว...!” ผู้นำเจ็ดรู้สึกว่าตัวเองอึดอัดแทบตายอยู่แล้ว
“มือฉันๆ เห็นไหมเนี่ย มันกำลังแกว่ง...กำลังแกว่ง...”
‘รู้แล้วโว้ยว่ากำลังแกว่ง! ดาวตกโว้ย! มานู่นแล้ว! มาอีกลูกแล้ว!’ ผู้นำเจ็ดร่ำร้องในใจ แต่ปากกลับพูดอะไรไม่ออก
ผู้นำเจ็ดร่างสั่นเทิ้มขณะที่เห็นดาวตกที่เข้ามาใกล้เรื่อยๆ ไม่ทันแล้วๆๆ! ตายแน่ๆๆ!
เขายังเด็ก เขาไม่อยากตาย! ยังมีชีวิตวัยหนุ่มอีกมากมายที่เขายังไม่ได้เพลิดเพลินเลย ชีวิตหนุ่มสาว...ชีวิต...
ตูม!
ดาวตกกดทับศีรษะ
ลู่เซิ่งหมุนตัวไปต่อยใส่ดุจสายฟ้าแลบ!
กำปั้นขนาดยักษ์บีบอัดให้อากาศกลายเป็นคลื่นอากาศขนาดมหึมา แล้วกระแทกใส่เปลวเพลิงดาวตกสีดำที่พุ่งมาอย่างรุนแรง
ตูม!
แสงสีแดงอมดำที่เจิดจรัสกลุ่มหนึ่งระเบิดออกในทันที ดาวตกระเบิดออกเป็นกระแสอากาศ ก่อนจะกลายเป็นลำแสงนับไม่ถ้วนกระจัดกระจายออกไปในพริบตา
ลูเซิ่งหมุนตัวกลับแล้วรีบยื่นมือออกมา
“มา ดูมือฉัน...”
“เอ่อ...กำลังแกว่ง...” ผู้นำที่เจ็ดมองลู่เซิ่งอย่างอึ้งงัน สีหน้าตกใจ สั่นสะเทือน และซึมเซา
ลู่เซิ่งอึ้งไป วิชาจิตโน้มนำถึงกับไม่มีผลเหรอเนี่ย
..............................................
เพียะ
ลู่เซิ่งตบแก้มซ้ายของผู้นำเจ็ดอย่างแรง
แก้มซ้ายที่นุ่มนิ่มของเขาบวมขึ้นด้วยความเร็วที่ตาเนื้อเห็นได้ทันที
แต่เด็กคนนี้ยังคงไม่ตอบสนอง
ลู่เซิ่งงุนงง ตอนแรกเขาเหมือนจะเห็นผู้นำเจ็ดนิ่งไปเพราะอะไรบางอย่าง จึงรีบฉวยโอกาสที่จิตใจของเขาสั่นคลอนหย่อนความระวังใช้วิชาจิตโน้มนำ แต่นึกไม่ถึงว่าเด็กคนนี้เหมือนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างอื่น
‘สำเร็จหรือไม่สำเร็จเนี่ย’ ลู่เซิ่งลังเลเล็กน้อย
“นาย!” ผู้นำเจ็ดพลันได้สติ ก่อนที่จะถอยไปด้านหลังอย่างตกใจหวาดกลัว “อย่าเข้ามานะ!”
ลู่เซิ่งเอือมระอาเล็กน้อย ถึงอย่างไรเขาก็เป็นคนช่วยชีวิตนะ สุดท้ายกลับมีปฏิกิริยาแบบนี้งั้นเหรอ
‘ดูเหมือนจะไม่สำเร็จแฮะ...เก๋อซาสะกดจิตยากขนาดนี้เชียวหรือ’ เขาแปลกใจเล็กน้อยๆ ทั้งๆ ที่หากยึดตามอายุของเก๋อซา พวกเขาควรมีประสบการณ์ไม่มากและผ่านโลกมาน้อย ทั้งยังมีวุฒิภาวะไม่เพียงพอแท้ๆ ตามเหตุผล น่าจะควบคุมได้ง่ายๆ ถึงจะถูก
ทว่าในความเป็นจริง กลับไม่อาจควบคุมจิตใจของอีกฝ่ายได้
‘น่าสนใจแฮะ...มีพลังด้านอื่นลดลงรึเปล่า’ ลู่เซิ่งลูบคาง แล้วหมุนตัวเดินไปยังซากปรักหักพังแห่งหนึ่งพร้อมกับเสียบมือเข้าไปในพื้นเหมือนกับหั่นเต้าหู้
เปรี้ยง!
ก้อนอิฐกลุ่มหนึ่งระเบิดออก ซากปรักหักพังปรากฏหลุมใหญ่ที่กว้างเจ็ดแปดเมตร
เด็กผู้หญิงงดงามสองคนที่สวมชุดแม่บ้านนอนสลบไสลอยู่ในหลุม เป็นเด็กสาวสองคนที่ถูกเขาสะกดจิตไปเมื่อก่อนหน้านี้นั่นเอง
เด็กสาวสองคนนี้ไม่ใช่เก๋อซา แต่ฝีมือกับคุณสมบัติร่างกายล้วนไม่เลว เหมาะแก่การนำมาใช้งานเป็นลูกน้องโดยสมบูรณ์
ในช่วงขาดแคลนที่ลู่เซิ่งไม่มีลูกน้องที่เชื่อใจได้อย่างตอนนี้ บุคลากรเป็นทรัพยากรที่เขาต้องการอย่างเร่งด่วนที่สุด
ยังมีจิ่วหนานอีกคนหนึ่ง
ดังนั้นลู่เซิ่งจึงปกป้องแม่บ้านสองคนที่คอยปกป้องเขาอยู่หน้าประตูในช่วงเวลาคับขันก่อน
พอผู้นำเจ็ดเห็นลู่เซิ่งอุ้มเด็กสาวสองคนจากไป จึงค่อยโล่งอก
เขาถูกสะกดเพราะฉากเมื่อครู่จริงๆ ดาวตกสิ้นโลกของมารนรก ต่อให้เป็นระดับประเทศก็ถือว่าเป็นอาวุธสังหารที่มีชื่อเสียงและน่ากลัวอยู่ดี
อานุภาพเทียบเท่ากับขีปนาวุธทางยุทธวิธีแบบพื้นสู่พื้นจำนวนมาก ขอบเขตรัศมีมากกว่าพันเมตรถูกทำลายพินาศได้ในพริบตา
ทว่าการโจมตีด้วยดาวตกที่น่ากลัวแบบนี้กลับโดนชายหนุ่มคนเมื่อครู่ต่อยกระจายในหนึ่งหมัด
ซู่...
เวลานี้สีแดงเข้มบนท้องฟ้ารอบๆ เริ่มหายไปอย่างรวดเร็ว
ผู้นำเจ็ดถอนใจอย่างแรง นี่หมายความว่ามารนรกถอยกลับไปแล้ว แม้ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหลังจากใช้พลังเทพรังสรรค์จะเลวร้ายสุดขีด ทว่า...คนตายล้วนเป็นเจ้าหน้าที่ที่ไม่มีความสำคัญ สำคัญสุดคือตัวเขาไม่เป็นไร
ไม่นานนัก สีแดงเข้มก็หายไปโดยสิ้นเชิง ด้านหน้าผู้นำเจ็ดพร่ามัวแวบหนึ่ง เขายังคงยืนอยู่ในห้องสำนักงานห้องเดิม
กำแพงของตึกใหญ่รอบๆ ไม่มีอะไรเปลี่ยนไป แต่ว่าทั่วทั้งตึกกลับเงียบสงัด เสียงคนที่ก่อนหน้านี้ดังเจี๊ยวจ๊าว เวลานี้กลับเงียบงัน
เขาถอนใจอีกเฮือกพร้อมกับค่อยๆ ผลักประตูออกไป แล้วก็เห็นลู่เซิ่งที่ใช้มืออุ้มแม่บ้านสองคนไว้คนละข้างพอดี
ลู่เซิ่งยืนอยู่ด้านหน้าประตูสำนักงานอีกบานหนึ่งบนระเบียง พลางเงยหน้ามองไปด้านใน
“ไม่ต้องดูหรอก...นอกจากหลิงเอ่อร์กับอวี๋เอ๋อร์ที่อยู่ในมือนาย คนอื่นๆ ตายไปหมดแล้วล่ะ” ผู้นำเจ็ดนิ่งไปสักพัก ก่อนจะกล่าวอธิบาย
“นี่คือพลังเทพรังสรรค์ ต้นเหตุที่ทำให้พวกเราได้รับการเรียกขานว่าเทพคือสิ่งนี้ ชีวิตที่ถูกลูกหลงจนตายในมิติของพลังเทพรังสรรค์จะสูญเสียการดำรงอยู่ในโลกความเป็นจริงไปด้วย”
ลู่เซิ่งละสายตากลับมา ในห้องสำนักงานไม่มีใครสักคนเดียว ไม่มีศพ ไม่มีไฟ มีแต่ความว่างเปล่า
เหมือนกับที่นี่ไม่มีใครอยู่แต่แรก
“ดูเหมือนฉันจะรู้แล้วว่าฆาตกรเป็นใคร” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างราบเรียบ ในเมื่อสะกดจิตไม่ได้ อยู่ที่นี่ไปก็ไม่มีความหมายอะไร เมื่อมีจิ่วหนานกับพี่น้องที่เขาควบคุมไว้อยู่ด้วย ข้อมูลที่เขาต้องการล้วนเอามาได้ในไม่ช้าก็เร็ว
เขาเตรียมจากไป
“รอเดี๋ยวก่อน! พวกเราร่วมมือกันได้นะ! นายช่วยชีวิตฉันไว้! ฉันส่งข้อมูลสำคัญอย่างหนึ่งให้นายฟรีๆ ได้นะ! เป็นข้อมูลเกี่ยวกับมารนรก!” ผู้นำเจ็ดซึ่งอยู่ด้านหลังรีบตะโกนเรียกเขา
“ข้อมูลสำคัญเหรอ” ลู่เซิ่งหันกลับไป
“ใช่...ฉันอาจจะเดาได้แล้วว่าเป้าหมายของมารนรกคืออะไร” ผู้นำเจ็ดตอบด้วยสีหน้าจริงจัง
...
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ลู่เซิ่งออกมาจากตึกใหญ่ เห็นรถยนต์สีดำจำนวนไม่น้อยจอดอยู่ข้างตึก กลุ่มคนจำนวนมากลงจากรถแล้วทยอยเดินเข้าตึกด้วยสีหน้าไร้อารมณ์เพื่อทำงานต่อ เหมือนกับที่นี่คือที่ทำงานของพวกเขาอยู่แล้ว
ไม่นานนักในตึกก็มีเสียงโทรศัพท์และเสียงพิมพ์ดีดดังขึ้นเหมือนอย่างในตอนแรก
จิ่วหนานขับรถส่วนตัวของตัวเองอีกคันมารับลู่เซิ่ง
“เกิดอะไรขึ้นกัน” ลู่เซิ่งถามพลางนิ่วหน้า ก่อนจะเปิดประตูรถและขึ้นไปนั่ง
“พวกคนก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่เป็นเงาลวงตาครับ เป็นหนึ่งในความสามารถของท่านผู้นำเจ็ดแห่งหงส์จักรพรรดิเงาลวงตาสามารถสร้างฉากเหตุการณ์ที่เลียนแบบจากในความทรงจำของตัวเองได้” จิ่วหนานอธิบาย
จากนั้นก็สตาร์ทรถ และขับออกห่างจากตึกใหญ่อย่างช้าๆ
“ยังมีความสามารถแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย” ลู่เซิ่งนึกฉงน พลันเสียดายยิ่งกว่าเดิมที่ควบคุมผู้นำเจ็ดไม่ได้
“ความสามารถของพวกนายท่านเก๋อซามีอยู่หลากหลายประเภท แต่ว่าความสามารถทั้งหมดมีจุดร่วมหนึ่ง นั่นก็คือแข็งแกร่ง!” จิ่วหนานเอ่ยพลางถอนใจชมเชย “ความสามารถของผมมาจากตัวหลานสาวผมเอง ความสามารถที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเธอคือการควบคุมอากาศ ขอแค่เธอต้องการ ใช้เวลาแค่หนึ่งวัน เมืองต้นบุปผาทั้งเมืองจะถูกความสามารถของเธอทำลายล้างจนพินาศสิ้นได้ สิ่งมีชีวิตทั้งหมดต้องตายเพราะหายใจไม่ออก”
“แข็งแกร่งจริงๆ นั่นล่ะ” ลู่เซิ่งพยักหน้า ดีที่ร่างคงกระพันสูงสุดของเขาบรรลุถึงระดับหายใจภายในได้แล้ว ถือเป็นลักษณะเฉพาะตัว พึ่งพาโลกภายนอกต่ำสุดขีด
ร่างกายและพลังอันแข็งแกร่งที่พัฒนาขึ้นหลังจากเรียนรู้วิชามวยประเภทนี้ถึงจุดสูงสุด ต่อให้เป็นวิถีแปดมารสูงสุดในอดีต ก็ไม่กล้าบอกว่าเอาชนะได้อย่างแน่นอน
“หลานสาวของนายเหรอ...” ลู่เซิ่งลูบคาง “ไม่ต้องรีบส่งฉันกลับหรอก พาฉันไปหาหลานสาวของนายก่อน ฉันรู้สึกสนใจในตัวเธอมาก”
จิ่วหนานผุดสีหน้างุนงง จากนั้นก็ยิ้มหนักใจ “นายท่าน ถ้าหากทำได้ ผมแนะนำเด็กผู้หญิงคนอื่นให้ท่านได้นะ”
“คิดไปถึงไหนกันล่ะเนี่ย ฉันก็แค่สนใจในความสามารถของเธอเท่านั้น” ลู่เซิ่งอธิบาย “พาฉันไปซะ”
“ไม่ใช่อย่างนั้น ความจริง...ก็ได้ครับ...” จิ่วหนานอยากพูดอะไรแต่ก็หยุดไว้ สีหน้าค่อนข้างจนใจ แต่สุดท้ายก็ตกปากรับคำ
เขาขับรถไปสักพัก จากนั้นก็หาเส้นทางที่ไม่มีกล้องวงจรปิด พลางหยิบโทรศัพท์ออกมาทำการโทรออก
แล้วค่อยพาลู่เซิ่งตรงดิ่งไปยังเขตคฤหาสน์นอกชานเมือง
เวลาล่วงเลยถึงช่วงข้าวเย็น จิ่วหนานขับรถมาถึงสุดทางของเขตคฤหาสน์อย่างมั่นคง แล้วค่อยๆ จอดที่ด้านหน้าคฤหาสน์หลังหนึ่งที่อยู่ด้านในสุด
เขาเหลียวมองลู่เซิ่ง จากนั้นนำโทรศัพท์ออกมาโทรออก
เขาโทรติดอย่างรวดเร็ว ใช้ภาษาถิ่นพูดอย่างรวบรัดสองสามประโยค ก่อนจะวางสายลง
“ผมบอกหลานสาวผมถึงเรื่องของคุณแล้ว บอกว่าคุณเป็นหัวหน้าคนหนึ่งของผม ครั้งนี้มาเพราะต้องการถามเธอถึงข้อมูลด้านความสามารถของเก๋อซา”
ลู่เซิ่งพยักหน้าน้อยๆ
จิ่วหนานยิ้มหนักใจ “นอกจากนี้ขอให้นายท่านระวังตัวไว้ด้วย เพราะความสามารถอีกอย่างหนึ่ง...หลานสาวผมเลยมีนิสัยพิลึกอยู่บ้าง...โดยเฉพาะความสามารถของเธอ เนื่องจากผมเป็นครอบครัวของเธอ เลยบอกชัดๆ ไม่ได้...”
“อือ ฉันจะระวัง” ลู่เซิ่งคาดหวังเล็กน้อย นี่เป็นเก๋อซาคนที่สองที่เขาจะได้ติดต่อด้วยอย่างเป็นทางการ หวังว่าจะมีผลลัพธ์ที่ดีนะ
ทั้งสองลงจากรถ จากนั้นจิ่วหนานก็พาเขาเดินไปถึงหน้าประตูเหล็กบานใหญ่ของคฤหาสน์และกดกริ่งประตู
ติ๊งต่อง...
หลังจากเสียงกริ่งดังสองครั้ง ประตูเหล็กก็ค่อยๆ เปิดเข้าไปด้านใน
จิ่วหนานยิ้มประจบ “ผมไม่เข้าไปด้านในแล้ว นายท่านตามสบาย นอกจากนี้ อย่าประมาทเด็ดขาดนะครับ”
“อืม ฉันจะระวังตัว” ลู่เซิ่งพยักหน้า
เขาอ้อมน้ำพุ เดินไปถึงหน้าประตูคฤหาสน์ แล้วผลักประตูเบาๆ
เด็กสาวงดงามที่มีผมยาวสีขาวอมเทาถึงไหล่และผูกโบว์สีดำอันโตไว้บนศีรษะยืนอยู่ที่ประตูด้วยสีหน้าสงบนิ่ง เหมือนกำลังรอต้อนรับเขาอยู่
เด็กสาวสูงราวหนึ่งเมตรสี่สิบกว่าๆ หน้าอกหน้าใจตั้งตระหง่าน หุ่นผอมบางเล็กน้อย แต่สามารถเห็นส่วนสะโพกที่งามงอนผ่านชุดเดรสบนร่างเธอได้
สิ่งที่ไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่เห็นจะมีแต่ผิวของเธอที่ซีดจนไม่มีสีเลือดเหมือนกับไม่ถูกแสงมานาน
“ยินดีต้อนรับ ไม่ได้ต้อนรับแขกมานานแล้วจริงๆ เข้ามาสิคะ” เด็กสาวทักทายด้วยเสียงเย็นชา
“ขอรบกวนด้วย” ลู่เซิ่งยิ้มอย่างเป็นมิตร ก่อนจะเปลี่ยนรองเท้าเข้าบ้าน เขาเพิ่งจะเดินเข้าไปได้ไม่กี่ก้าว ก็ได้ยินเสียงโครมจากด้านหลัง ประตูคฤหาสน์ปิดลงอย่างรุนแรง
เด็กสาวคนนั้นวางโซ่เหล็กขนาดหนาเท่าแขนที่อยู่บนประตูลง จากนั้นก็เสียบสลักประตูห้าแถวที่ใหญ่เท่าข้อมือเข้าไปเหมือนไม่มีเรื่องราวใด
สุดท้ายเธอก็ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ไม่ทราบว่ากดปุ่มจากตรงไหน
ตู้ด...
บนประตูใหญ่มีกำแพงโลหะผสมสีเงินแผ่นหนาค่อยๆ เลื่อนลงมาปิดทางออกไว้อย่างหนาแน่น
“เรียบร้อย” เด็กสาวหันมามองลู่เซิ่งที่หมดคำพูดอยู่บ้าง “ขอโทษค่ะ ไม่มีแขกมานานแล้ว เลยตื่นเต้นนิดหน่อย”
ลู่เซิ่งค่อยสังเกตเห็นว่าในคฤหาสน์ไม่มีหน้าต่างสักบาน ทางเข้าออกเพียงหนึ่งเดียวคือประตูใหญ่ที่เขาใช้เข้ามา
“ตามฉันมาค่ะ” เด็กสาวเดินไปยังบันไดไม้ในโถงใหญ่โดยไม่สนใจสิ่งใด “อาฉันบอกฉันว่าจะมีคนยอมมาเป็นแขกที่บ้านฉัน ต่อให้จะเป็นแค่การถามข้อมูลก็เถอะ แต่ฉันดีใจมาก นอกจากนี้ชื่อของฉันคือหลินชือชือนะคะ คุณเรียกฉันว่าชือชือก็ได้ ฉันชอบให้คนเรียกฉันแบบนี้”
ในนัยน์ตาสีดำดวงโตของเด็กสาวฉายแววลิงโลดและคาดหวังที่บรรยายไม่ได้ ยังมีความปรารถนาและความยินดีอยู่ด้วย
“ฉันชื่อตู้สยง จะเรียกชื่อเต็มฉันหรือเรียกฉันว่าพี่ใหญ่ตู้ก็ได้” ลู่เซิ่งตอบกลับอย่างมีมารยาท
“ถ้าอย่างนั้นพี่ใหญ่ตู้มาหาฉันเพราะอะไรเหรอคะ ก่อนมาพี่เคยได้ยินเรื่องของฉันมาก่อนหรือเปล่า” หลินชือชือพูดพลางพร้อมกับพาลู่เซิ่งเข้าไปในห้องพักผ่อนทานอาหารว่างที่ดูเหมือนกับห้องสมุด
“ไม่เคยได้ยิน เพียงแต่ได้ยินว่าเธอควบคุมอากาศได้” ลู่เซิ่งตอบอย่างซื่อสัตย์
“อ้อ ฉันไม่ได้ใช้ความสามารถนั้นมานานแล้วล่ะ” หลินชือชือว่า “เทียบกับมันแล้ว ฉันชอบอีกความสามารถหนึ่งของตัวเองมากกว่า”
“ความสามารถอะไร” ลู่เซิ่งเกิดความสนใจเล็กน้อย
“หมื่นปรารถนา” หลินชือชือล็อกประตูดังแกร๊ก ก่อนจะหันมามองลู่เซิ่ง
เธอเริ่มถอดกระโปรงยาวสีน้ำเงินบนร่าง โชว์รูปร่างงามของเด็กสาวที่สวมแค่ชุดชั้นในแนบเนื้อ
เปลวเพลิงร้อนแรงแผ่ขยายออกมาจากดวงตาของเธอ หลินชือชือจ้องมองหุ่นล่ำของลู่เซิ่ง รู้สึกราวกับร่างกำลังลุกไหม้
“มาเลย! ฉันชอบคนล่ำๆ แบบพี่นี่แหละ!” เธอปลดชุดชั้นในลง
ฟ้าวๆๆ! หนวดเนียนละเอียดสีดำสนิทหลายสิบเส้นพุ่งออกไปใส่ลู่เซิ่งอย่างบ้าคลั่ง
“ให้ฉันได้เอ็นดูพี่เถอะ! ฮ่าๆๆ!” หลินชือชือหัวเราะพลางกระโจนเข้าใส่ลู่เซิ่งด้วยใบหน้าวิปลาส
“อะไรกันเนี่ย?!” ลู่เซิ่งถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ก่อนจะเอียงตัวเตะใส่
เปรี้ยง!
พละกำลังอันมหาศาลสั่นสะเทือนอากาศอย่างรุนแรง กลายเป็นเงาขาที่พร่ามัวกระแทกโดนหนวดไปหลายสิบเส้น
เปรี้ยงๆๆๆ!
หนวดทั้งหมดขาดลงในพริบตา ร่างของหลินชือชือพุ่งคว่ำใส่ประตูเหล็ก ฝังร่างเข้าไปทั้งตัว
“จงขาดอากาศซะ!” เธอหวีดร้อง
อากาศในห้องพลันบีบรัดและแข็งตัว ลู่เซิ่งหายใจไม่ออกในทันที
..............................................
“พี่ใหญ่ตู้ พี่ไม่ชอบหนูเหรอคะ ไม่ชอบชือชือเหรอ พวกเรามาเล่นเกมสนุกๆ ด้วยกันไม่ดีหรือคะ” หลินชือชือควบคุมอากาศ พร้อมกับมองลู่เซิ่งด้วยสายตาน่าสงสาร
ในที่สุดลู่เซิ่งก็รู้แล้วว่าทำไมถึงไม่มีแขกมาที่บ้านยัยหนูนี่มานาน ถ้าหากเธอเป็นเด็กสาวงดงามจริงๆ บางทีอาจจะไม่ใช่แบบนี้ แต่กลับกัน...
ความเอือมระอาแวบขึ้นในดวงตาของลู่เซิ่ง เขามองข้ามความสามารถทำให้ขาดอากาศหายใจ แล้วต่อยหมัดไปด้านหน้า
เปรี้ยง
ร่างท่อนบนของหลินชือชือระเบิดออกโดยสิ้นเชิง แมลงสีดำนับไม่ถ้วนบินออกมา แล้วเกาะไปทั่วห้อง
แมลงที่เหมือนกับด้วงพวกนี้ขยับขาสิบกว่าข้าง บ้างก็อยู่บนผนัง บ้างก็อยู่บนพื้น บางส่วนอยู่บนเตียง โต๊ะ และเก้าอี้
“จริงๆ เลย...ไม่เล่นกับฉันยังพอว่า ยังจะมา...ยังจะมาทำลายแบบจำลองที่ฉันรักที่สุดอีก!”
แมลงจำนวนมากรวมตัวกันที่มุมหนึ่ง ก่อนจะกลายเป็นกายเนื้อใหม่ของหลินชือชือ
ตอนแรกเธอเพียงแค่คิดจะบีบคั้นผู้มาสักหน่อยเท่านั้น ถือว่าเห็นแก่หน้าของอา กลับนึกนึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะตอบโต้อย่างรุนแรงขนาดนี้ หลินชือชือจึงโกรธแล้ว
หนวดที่เกิดจากการรวมตัวของแมลงจำนวนมากบินไปห้อมล้อมลู่เซิ่ง
เปรี้ยง!
เงาหมัดระเบิดขึ้นพร้อมกัน
แค่พริบตาเดียว หนวดทั้งหมดก็กลายเป็นแมลงกระจัดกระจายไป
ลู่เซิ่งชักมือกลับพร้อมกับถอยหลังไปก้าวหนึ่งด้วยสีหน้าราบเรียบ การโจมตีแบบนี้ไม่มีผลต่อเขาโดยสิ้นเชิง
“ฉันจะกินพี่ซะ!” แมลงที่เหลืออยู่ของหลินชือชือรวมตัวกันกลายเป็นมนุษย์ร่างยักษ์ที่มีเขาวัวสีดำ
โฮก!
เธอโน้มตัวกระโจนใส่ลู่เซิ่ง ร่างที่สูงถึงสามเมตรกว่าๆ ปกคลุมตำแหน่งทั้งหมดที่ลู่เซิ่งหลบได้เอาไว้แทบทั้งหมด
แสงสีเทาขมุกขมัวปรากฏขึ้นบนผิวของเธอ
“จงสัมผัสความหวาดกลัวเสียเถอะ! ร่างสมบูรณ์! นิล...”
หลินชือชือยังตะโกนชื่อท่าไม้ตายออกมาไม่ทันจบ ก็ถูกลู่เซิ่งกดศีรษะด้วยมือข้างหนึ่ง แสงสีขาวจางจำนวนมากกระจายออกมาจากร่างลู่เซิ่ง ไม่นานนักก็แผ่ขยายไปทั่วร่างของหลินชือชือ
“มา มองตาของฉันนี่...” ลู่เซิ่งวางศีรษะหลินชือชือลงด้านหน้าตนเอง
“จงมองดวงตาของฉัน...เธอเห็นอะไร”
“ผู้ชาย...”
ลู่เซิ่งสีหน้าแข็งทื่อ
“...เธอเห็นดอกไม้ไร้สิ้นสุด และตัวเธอก็โดยสารเรือไม้ลำเล็กสีเหลืองอ่อนอยู่ในนั้น...’ เขาเริ่มใช้คำพูดโน้มนำ
“ผู้ชายบนเรือสุดยอดเลย...”
ลู่เซิ่งข่มความโกรธเอาไว้ “เธอโดยสารเรือเล็ก...มาถึงข้างทะเลสาบน้ำพุร้อนที่เงียบสงบแห่งหนึ่ง...ในทะเลสาบ...”
“ผู้ชายสองคนกำลังหยอกล้อกันอยู่...” หลินชือชือทำหน้าบ้าผู้ชาย เริ่มยิ้มอย่างซึมเซาขณะน้ำลายสอ
ลู่เซิ่งรู้สึกว่าเส้นเลือดบนหน้าผากปูดขึ้นกว่าเดิม ยัยหนูนี่จะจินตนาการบรรเจิดไปแล้ว วิชาจิตโน้มนำตามการพัฒนาไม่ทันอยู่บ้าง
“ไม่ใช่...ในทะเลสาบมีไอความร้อนอันอบอุ่น กับไอหมอกที่ขมุกขมัวเหมือนผ้าห่มที่ผ่านการตากแดด...เธอเดินเข้าไป ปลดเปลื้องเสื้อผ้าออก...แล้วค่อยๆ นอนลง...” ครั้งนี้ลู่เซิ่งใช้พลังทั้งหมดจริงๆ แล้ว
เดิมการสะกดจิตของเขามีระดับมากกว่าพัน ขอแค่เคลื่อนไหว ทำท่ามือท่าเดียว ก็สามารถสะกดจิตคนได้นับไม่ถ้วน
แต่ตอนนี้เขาไม่เพียงเคลื่อนไหว ยังใช้สายตา คำพูด และเสียงสร้างสภาพแวดล้อมขมุกมัวที่เหมาะสมและจำเป็นออกมาอีกด้วย
ครั้งนี้เขาต้องการควบคุมเก๋อซาประหลาดที่อยู่ตรงหน้าให้จงได้
ผู้นำเจ็ดก่อนหน้านี้อาจจะมีภูมิต้านทานด้านจิตแข็งแกร่งเกินไป แต่ครั้งนี้เก๋อซาคนนี้เห็นได้ชัดว่ามีข้อบกพร่องด้านจิตใจที่ชัดเจนมาก ขอแค่ราบรื่น...
ไม่นานนัก ในที่สุดหลินชือชือก็อยู่ในสภาวะกึ่งสะลึมสะลือ
ลู่เซิ่งรีบคว้าโอกาสส่งคำสั่งสำหรับควบคุมที่ตนเตรียมไว้เข้าไป จากนั้นก็แทรกความทรงจำกับภาพประทับใจใหม่เข้าไปส่วนหนึ่ง เพื่อให้ตัวเองกลายเป็นคนที่หลินชือชือนับถือมากที่สุด
กระบวนการทุกอย่างใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงก็ประสบความสำเร็จ
ครั้งนี้ลู่เซิ่งไม่เพียงมอบคำสั่งสำเร็จ ในการควบคุมครั้งนี้ตัวเขายังได้เพิ่มพันธนาการไปอีกหลายชั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกทำลายอย่างคาดคิดไม่ถึงด้วย
“เอาล่ะ...ตอนนี้พวกเรานั่งคุยกันดีๆ ได้แล้ว” หลังจากปลุกหลินชือชือให้ฟื้นสติขึ้นมา ลู่เซิ่งก็หาเก้าอี้สะอาดมานั่งหันหน้าเข้าหากันคนละตัว
“ตอนนี้ ฉันขอถามเธอว่า เธอรู้จักมารนรกไหม” ลู่เซิ่งถามตรงๆ
“มารนรก...ผู้ควบคุมแกนหลักของแผนการสร้างเทพ...” หลินชือชือที่นั่งบนเก้าอี้กล่าวอย่างเฉื่อยชา
“แผนการสร้างเทพหรือ” ลู่เซิ่งงุนงง “เธอรู้ได้ยังไง”
“ฉันเป็นหนึ่งในสายลับของแผนการที่แทรกซึมอยู่ด้านในหงส์จักรพรรดิ” หลินชือชือตอบอย่างเรียบเฉย
“สายลับเหรอ” ลู่เซิ่งทราบทันทีว่าตนเองคว้าได้สมบัติมาโดยไม่ได้ตั้งใจเข้าแล้ว
“ไหนลองเล่าหน่อยว่าแผนการสร้างเทพคืออะไร” ลู่เซิ่งปล่อยจิตวิญญาณออกมาป้องกันการสอดแนมและการดักฟังที่อาจปรากฏขึ้นรอบๆ ทันที
“...ในมิติของโลกใบนี้หลังจากใช้พลังเทพรังสรรค์จะมีมิติโบราณที่ลึกลับ แข็งแกร่ง และอันตรายดำรงอยู่ ทางเข้ามิติมีป้ายหินตั้งอยู่ บนนั้นบันทึกไว้ว่า ขอแค่ใครเข้าไปด้านในผ่านทางเข้าได้ ก็จะได้รับโอสถวิญญาณหงส์นภามาร ซึ่งเป็นยาวิเศษในตำนานทันที” หลินชือชือตอบเสียงทุ้ม
“โอสถวิญญาณหงส์นภามาร...”
...
ลู่เซิ่งออกมาจากคฤหาสน์ของหลินชือชือแล้ว เขาสั่งให้เธอซ่อนตัวให้ดี และทิ้งเบอร์โทรใหม่ของตนเองไว้เพื่อใช้ติดต่อกับอีกฝ่าย แต่วิธีการติดต่อน่าจะใช้สัญญาณลับแบบใหม่ที่ประดิษฐ์ขึ้นมากกว่า
หลังจากออกมาแล้ว ลู่เซิ่งก็ตรงกลับบ้านทันที วันนี้พ่อกับแม่ทำงานล่วงเวลา ที่บ้านจึงเหลือแค่ตู้เซี่ยคนเดียว
เพิ่งจะเข้าบ้าน ลู่เซิ่งก็เห็นตู้เซี่ยอยู่ในห้องรับแขกคนเดียว
เธอนั่งดูทีวีอยู่บนโซฟาตามลำพัง ดวงตาจ้องจอภาพ แต่สายตากลับไม่โฟกัส ไม่ทราบว่ากำลังนึกอะไรอยู่
ผมยาวสีน้ำตาลตกอยู่บนสองขาที่วางขวางอยู่
“ยังไม่หลับอีกเหรอ” ลู่เซิ่งดูเวลา สี่ทุ่มกว่าๆ แล้ว
“พี่ พี่ไปไหนมาเหรอ” ตู้เซี่ยเงยหน้ามองลู่เซิ่ง ในที่สุดดวงตาก็มีโฟกัสแล้ว
“ออกไปจัดการธุระนิดหน่อยน่ะ มีอะไรรึเปล่า” ลู่เซิ่งเปลี่ยนรองเท้าเข้าบ้าน แล้วเดินไปเติมน้ำแก้วหนึ่งหน้าเครื่องกดน้ำ
“ฉันเป็นห่วงพี่นิดหน่อยน่ะค่ะ” ตู้เซี่ยตอบอย่างสงบนิ่ง
“ไม่เป็นไรหรอก แทนที่จะห่วงพี่ ห่วงตัวเองมากๆ ดีกว่านะ” ลู่เซิ่งว่า ก่อนจะยื่นมือไปลูบผมของตู้เซี่ยตอนที่เดินผ่านด้านหน้าเธอ
เก๋อซาเป็นแค่เด็กธรรมดาที่ครอบครองพลังอันแข็งแกร่ง ลู่เซิ่งสะท้อนใจเล็กน้อย เป็นเพราะครอบครองพลังพิเศษที่ยากจินตนาการ พวกเขาจึงนำพาความปรารถนาและความตั้งใจของตัวเองเข้าสู่โลกของผู้ใหญ่อย่างอุกอาจ และทำทุกอย่างปั่นป่วนไปหมด
แต่ว่าจิตใจของพวกเขาก็ยังเป็นแค่เด็กอยู่ดี
“อีกสองวัน หนูอาจจะออกไปเที่ยวกับเพื่อนๆ นะคะ” ตู้เซี่ยพลันจับข้อมือลู่เซิ่งไว้
“ต้องไปนานมาก”
ลู่เซิ่งจิตใจเคร่งเครียด แต่กลับไม่แสดงออกทางสีหน้า “แค่ออกไปเที่ยวเฉยๆ จะไปกี่วันล่ะ”
“น่าจะสัก...หนึ่งอาทิตย์กว่าๆ ค่ะ...” ตู้เซี่ยพยายามรักษาความเยือกเย็นไว้ แต่กลางหว่างคิ้วก็ยังปรากฏความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า ทำให้เธอดูเปราะบางน่าสงสารเป็นพิเศษ
สามคน!
เก๋อซาระดับเดียวกับเธอสามคนประกาศสงครามกับเธอพร้อมกัน
เมื่อวานนี้ เธอโทรศัพท์หาโจวเฉวียนอู่ไม่หยุด แต่ก็ยังคงไร้ข่าวคราว
ตั้งแต่วินาทีนั้น เธอก็เหมือนรู้อะไรบางอย่างแล้ว
“ไปเถอะ ไปผ่อนคลายหน่อยก็ดีเหมือนกัน...” ลู่เซิ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ตู้เซี่ยเม้มปาก จับข้อมือของลู่เซิ่งไว้แน่น หัวใจเธอดั่งถูกมีดกรีดเฉือน แต่กลับพยายามแสร้งทำเป็นว่าตัวเองไม่เป็นอะไร เพื่อไม่ให้ครอบครัวเป็นห่วง
“สมมุติว่า...สมมุตินะคะ ถ้าเกิดมีคนมาหาหนูหลังจากหนูไปแล้ว พวกพี่พยายาม...” ตู้เซี่ยไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรต่อดี
ศึกครั้งนี้ เธอไม่รู้ว่าตนเองจะรอดกลับมาหรือไม่ ดังนั้นเลยไม่รู้ว่าควรจะสารภาพอย่างไรดี แม้ว่าเธอจะเตรียมวิธีป้องกันไว้แล้วก็ตาม กระนั้น...
ลู่เซิ่งมองความผิดปกติของตู้เซี่ยออก นึกสะท้อนใจและเข้าใจว่าแรงกดดันมหาศาลที่เกิดจากสถานการณ์ในช่วงนี้อาจทำให้เธอรับไม่ไหวบ้างแล้ว
แต่เขาก็ทำอะไรกับเรื่องนี้ไม่ได้เช่นกัน
เขาต้องการจังหวะที่เหมาะสม จังหวะที่สามารถกำจัดปัญหาและความยุ่งยากทั้งหมดได้อย่างสิ้นเชิง แต่ตอนนี้มันยังมาไม่ถึง
พอดีที่ความอ่อนแอของตู้เซี่ยล่อพวกเสือสิงกระทิงแรดมาได้มากกว่าเดิม ถ้าหากว่าใช้จังหวะนี้จัดการทุกอย่างได้ อย่างนั้นก็จะดีที่สุด
“ไปพักผ่อนเถอะนะ” ลู่เซิ่งสลัดมือออก แล้วเดินไปยังห้องน้ำ
ตู้เซี่ยที่นั่งบนโซฟาชักมือกลับอย่างช้าๆ และขดตัวไม่พูดอะไรอีก
ลู่เซิ่งอาบน้ำเสร็จและเข้านอนตามปกติ ก่อนนอนเขาได้รับข้อความหนึ่ง เป็นข้อความเกี่ยวกับปัญหาในวันพรุ่งนี้
ในทางเดียวกันหลินชือชือซึ่งเป็นสมาชิกหนึ่งในนี้ได้กลายเป็นสายลับของลู่เซิ่งด้วยการสะกดจิตจากวิชาจิตโน้มนำโดยสิ้นเชิงแล้ว
คนที่เข้าร่วมศึกกลุ้มรุมในครั้งนี้มีเก๋อซาระดับมารสามคนที่อยู่ในระดับเดียวกับตู้เซี่ย
เก๋อซาธรรมดากับเก๋อซาระดับมารมีข้อแตกต่างกันอย่างใหญ่หลวง ไม่ใช่ข้อแตกต่างด้านพลังเท่านั้น ยังมีด้านจิตใจด้วย
เก๋อซาระดับมารจะไม่มีช่องโหว่ทางจิตใจที่เห็นได้ชัด พวกเขาต่างก็ผ่านการทดสอบต่างๆ นานา มา จนสุดท้ายค่อยสำเร็จเป็นผู้ยิ่งใหญ่ขั้นสุดยอดท่ามกลางเก๋อซาด้วยกัน หากเผชิญหน้ากับเก๋อซาธรรมดา จะสามารถสังหารได้หมดทุกคน
หลังจากรู้ตัวเก๋อซาระดับมารสามคนที่เตรียมจะรุมตู้เซี่ยแล้ว ลู่เซิ่งก็ได้ส่งข้อความหาอัลติส ถึงเวลาใช้การเตรียมตัวที่เตรียมไว้สักที
เขาได้เตรียมให้พ่อกับแม่ของร่างร่างนี้ออกเดินทางเพื่อหลบภัยแล้ว
ที่หลบภัยคือที่พักชั่วคราวของเก๋อซาคนหนึ่งซึ่งตู้เซี่ยได้จัดการไว้แล้ว ถึงเวลานั้นขึ้นอยู่กับว่าใครโชคดีเจอที่หลบภัยก่อน
วันต่อมา ลู่เซิ่งออกจากบ้านตั้งแต่เช้าตรู่ และไปยังสำนักงานใหญ่ของหมอกกัดกร่อนตามข้อมูลที่หลินชือชือส่งมา ก่อนจะพบว่าไม่มีใครสักคนเดียว
จากนั้นก็ไปยังโรงแรมอีกสองแห่งในเมืองต้นบุปผา และแยกกันพักในโรงแรมแห่งละครึ่งชั่วโมงกว่าๆ
ต่อมาค่อยเข้าพบกับเพื่อนสนิทของหลินชือชือที่เธอนัดหมายมาให้
นี่เป็นเก๋อซาอีกคนหนึ่ง เป็นเด็กสาวงดงามที่ทดลองชิมผลไม้ต้องห้าม หรือก็คือถูกหลินชือชือเปิดประสบการณ์ให้จนใจแตก
เนื่องจากมีช่องโหว่ขนาดใหญ่ในใจ ลู่เซิ่งจึงควบคุมอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดาย จากนั้นก็นัดพบกับเก๋อซาคนอื่นๆ ในเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับเธอต่อ
ในเวลาสองวันที่สั้นสุดขีด ลู่เซิ่งตระเวนไปทั่ว ทว่าข้อมูลกับร่องรอยเกี่ยวกับเขากลับลดน้อยลงเรื่อยๆ
...
สามวันต่อมา
เมฆสีขาวผืนใหญ่ลอยไปมากลางท้องฟ้าสีครามบนทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ที่รกร้าง
จานกลมสีสำริดขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอย่างเงียบงันอยู่กลางซากสิ่งปลูกสร้างกลุ่มใหญ่ในส่วนลึกของทุ่งหญ้า
บนจานกลมสลักรูปภาพ ลวดลาย และสัญลักษณ์ซับซ้อนไว้มากมายนับไม่ถ้วน มีความกว้างหลายพันเมตร หากมองไกลๆ จะดูเหมือนกับนาฬิกาแดดขนาดยักษ์
ผิวจานกลมแบ่งออกเป็นเขตลวดลายสัญลักษณ์สิบกว่าชั้น ทุกๆ ชั้นมีรูปภาพต่างๆ ที่มีลักษณะแปลกประหลาดติดอยู่
“ที่นี่นี่เอง...”
โจวเฉวียนอู่ที่ถือกระบี่ทอดตามองจานกลมยักษ์ที่ปักเอียงๆ บนทุ่งหญ้าอยู่ไกลๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความคาดหวังและรอคอย
กระแสลมเย็นส่งเสียงคร่ำครวญพลางพัดชายเสื้อและชายกระโปรงบนร่างเธอ แต่เธอกลับไม่รู้สึกหนาวแม้แต่น้อย
“นั่นคือนาฬิกาเทพงั้นหรือ” โจวหนานเฟยเดินออกมาจากด้านหลังลูกสาว ทหารที่ใส่เกราะรบสีดำเต็มอัตราหลายกลุ่มกรูผ่านด้านข้างเขาไปเหมือนกับกระแสคลื่น พร้อมกับเร่งรุดไปยังจานกลมยักษ์อย่างรวดเร็ว
รถหุ้มเกราะและรถถังหลายคันค่อยๆ ขับผ่านด้านข้างทั้งสองไป
“ครั้งนี้จะต้องสำเร็จแน่...หนูรอครั้งต่อไปไม่ได้แล้ว...” โจวเฉวียนอู่มองดูจานกลมยักษ์อย่างงมงาย นิ้วมือกระชับกระบี่ในมือแน่นขึ้น
โจวหนานเฟยมองลูกสาวแวบหนึ่ง
“สำเร็จหรือล้มเหลวขึ้นอยู่กับครั้งนี้ เกิดว่าเปิดการทำงานแล้วได้รับโอสถวิเศษ จะต้องแก้ไขทุกสิ่งได้แน่”
“นี่เป็นเป้าหมายของหนู...สัตว์ประหลาดบนร่างพวกเรา...จะไม่มีโอกาสอีกต่อไป...อย่างแน่นอน!” โจวเฉวียนอู่เดินไปยังจานกลมยักษ์ด้วยฝีเท้าที่มั่นคงอย่างไม่เคยมีมาก่อน
เก๋อซามีอายุขัยแค่ห้าปี
อีกห้าปี ความสามารถในร่างพวกเขาจะกลืนกินย้อนกลับ แล้วกลายเป็นสัตว์ประหลาดที่แข็งแกร่งที่สุด พร้อมกับกินทุกสิ่งทุกอย่าง นี่เป็นค่าใช้จ่ายที่ทำให้พวกเขาได้รับพลังอันแข็งแกร่ง
...
อีกด้านหนึ่งของทุ่งหญ้า
ถุย
หลินชือชือพ่นน้ำลายลงบนพื้นพร้อมกับใช้เท้าขยี้ๆ
เธอสวมแว่นกันแดด มองดูนาฬิกาบนข้อมือ ด้านหลังเธอยังมีสมาชิกที่บ้างสูงบ้างต่ำคล้ายๆ กันอีกสิบกว่าคน
แสงสว่างขับสะท้อนประกายน้ำมันอ่อนๆ บนกล้ามเนื้อกำยำของพวกเขา
พวกเขาทุกคนรวมถึงหลินชือชือต่างสวมเสื้อกล้ามสีดำ กางเกงยีนส์ และแว่นกันแดด ทุกคนๆ สูงมากกว่าหนึ่งเมตรเก้าสิบเซนติเมตร หนักมากกว่าสองร้อยกิโลกรัม
เสื้อกล้ามตัวเดียวไม่อาจอำพรางกล้ามเนื้อบึกบึนน่ากลัวได้
พั่บๆๆๆ!
อยู่ๆ ไกลออกไปก็มีเฮลิคอปเตอร์บินมาแล้วค่อยๆ ลดระดับลง
ห้องโดยสารเปิดออก
ลู่เซิ่งกับชายฉกรรจ์ผิวขาวที่สวมชุดคนรับใช้สองคนกระโดดลงจากเฮลิคอปเตอร์
“จิ่วหนานล่ะ” ลู่เซิ่งรับแว่นกันแดดที่ลูกน้องส่งมาให้ แล้วใช้สายตาเฉียบขาดกวาดผ่านทุกคน ทำให้ทุกคนอดใจสั่นไม่ได้
“อยู่นี่ครับ!” ชายฉกรรจ์หน้าเหี้ยมซึ่งตัวใหญ่ถึงสองเมตรลุกขึ้นจากพื้น
“หลิงเอ๋อร์กับอวี๋เอ๋อร์ ในที่สุดพวกเธอก็เลือกตัวเลือกที่ถูกต้องแล้ว” จิ่วหนานมองชายฉกรรจ์สวมชุดคนรับใช้สองคนที่อยู่ด้านหลังลู่เซิ่งพลางทอดถอนใจ
“นายท่านต้องการพลังของพวกเรา นี่เป็นสาเหตุที่พวกเราเลือก” ชายฉกรรจ์สองคนก็คือแม่บ้านสาวสองคนที่ลู่เซิ่งช่วยออกมาจากการระเบิดนั่นเอง
แน่นอนว่านั่นเป็นเรื่องในอดีตไปแล้ว
แขนของพวกเธอในตอนนี้หนาเท่ากับเอวในอดีต สองขายามยืนอยู่บนพื้นไม่ต่างจากเสาค้ำสองต้น ผมยาวถึงไหล่เหมือนกับนักล่า ทั่วร่างเต็มไปด้วยความป่าเถื่อนและไอสังหาร
“จัดการเรียบร้อยหรือยัง” ลู่เซิ่งตัดบทการรำลึกความหลังของคนทั้งสาม ดวงตาเป็นประกายเย็นเยียบขณะมองจานกลมยักษ์ที่อยู่ไกลออกไปซึ่งคนธรรมดามองไม่เห็น
“เตรียมเรียบร้อยแล้ว!” คนสิบกว่าคนตะโกนขึ้นพร้อมกัน
ลู่เซิ่งแกะกระดุมของเสื้อเชิ้ตดำบนตัวออก พร้อมกับค่อยๆ สวมแว่น
“ไปเถอะ...ให้ไก่อ่อนพวกนั้นได้รู้ว่า อะไรคือสัจธรรมแห่งพลัง” เขาสาวเท้าเดินไปยังจานกลมเป็นคนแรก
“โอ้!” ชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งตามหลังไปติดๆ ไม่มีใครเกรงกลัว ต่อให้พวกเขารู้ว่าสิ่งที่กำลังจะเผชิญคือสุดยอดเก๋อซาแห่งสามองค์กรใหญ่ของโลกก็ตาม
..............................................
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น