621-625

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง ระบบโกงสกิล
บทที่ 621ถึง625
เสียงช้อนซ่อมกระทบกับจานชามดังเคร้งๆ ทำให้ลู่เซิ่งได้สติกลับมาจากห้วงความคิด

ด้านในห้องรับแขกที่โอ่โถงและสว่างไสว เขากำลังนั่งกินข้าวอยู่บนโต๊ะกับข้าวไม้ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า

โลกนี้มียุคสมัยใกล้เคียงกับยุคปัจจุบันบนโลกเก่า มีอาวุธร้อนทั้งหมดที่ควรจะมี แต่นอกจากสิ่งเหล่านี้แล้ว ที่นี่ยังมีการดำรงอยู่อันแข็งแกร่งที่ไม่อาจจินตนาการเรียกว่า ‘เก๋อซา’ อยู่ด้วย

‘เก๋อซา การดำรงอยู่ที่เหมือนกับเทพเจ้าโดยกำเนิด พวกเขาครอบครองความสามารถน่ากลัวที่ไม่มีสิ่งใดเปรียบเทียบได้ตั้งแต่เกิด เป็นตัวตนที่มนุษย์ไม่มีทางสู้ได้ แต่มีแค่เด็กหญิงเท่านั้นที่ใช้พลังอันน่ากลัวนี้ได้’

ลู่เซิ่งคิดในใจพร้อมทั้งเหลือบมองน้องชายน้องสาวที่นั่งอยู่ตรงหน้าตนเองโดยแสร้งทำเป็นไม่ได้ตั้งใจ

ถ้าหากเขาแยกแยะไม่ผิดพลาด น้องชายน้องสาวฝาแฝดของสถานะของเขาบนโลกใบนี้คือเก๋อซาที่ลึกลับนั่นเอง

ลู่เซิ่งมาโลกใบนี้ได้ครึ่งเดือนกว่าๆ แล้ว

เขารู้สึกถึงความผิดปกติของที่นี่ได้ในทันทีที่จุติ

ทุกสิ่งบนโลกใบนี้ธรรมดาและสงบสุขเกินไป การจำกัดของกฎเกณฑ์ใดๆ ไม่ถือว่ารุนแรงนัก ทว่าจุดสำคัญไม่ได้อยู่ตรงนี้ หากเป็นเก๋อซาหรือตัวตนอันลึกลับที่เหี้ยมหาญร้ายกาจกลุ่มเล็กๆ บนโลกใบนี้ต่างหาก

ร่างนี้ของเขามีแซ่เดิมว่าตู้ ชื่อเต็มคือตู้สยง เกิดในครอบครัวที่มีเงื่อนไขไม่เลว

พ่อเปิดบริษัทเล็กๆ ส่วนแม่เป็นนักออกแบบเครื่องเพชรซึ่งได้รับรางวัลไม่น้อย จึงนับว่าพอมีชื่อเสียงอยู่บ้าง

ลูกคนแรกที่พวกเขาให้กำเนิดก็คือตัวเขาเอง ตู้สยง

จากนั้นก็ให้กำเนิดสองฝาแฝด คือตู้ชิวและตู้เซี่ยน้องชายน้องสาวของเขา

ตู้สยงเพิ่งจะอายุสิบแปดปีตอนที่ลู่เซิ่งจุติ น้องชายน้องสาวสองคนอายุสิบสองปี ทั้งสองมีรูปโฉมดูดี แต่แยกไม่ออกว่าเป็นชายหรือหญิง

ลู่เซิ่งก้มหน้าตักซุปเนื้อวัวใส่ปากพลางใช้หางตาเหลือบมองตู้ชิวผู้เป็นน้องชายที่อยู่ฝั่งตรงข้าม

ตู้ชิวเงยหน้าขึ้นยิ้มให้เขาอย่างร่าเริง จากนั้นก็ถามอย่างระวังตัว

“พี่ครับ อีกเดี๋ยวผมกับเสี่ยวเซี่ยจะไปเล่นที่สวนโยเนสเลอร์ได้ไหมครับ”

พ่อแม่ไม่อยู่บ้าน คนดูแลในบ้านจึงเป็นตู้สยง หรือก็คือลู่เซิ่งในตอนนี้

“ไปเถอะ อย่ากลับมาดึกเกินไปล่ะ” ลู่เซิ่งกล่าวเสียงทุ้มต่ำโดยเลียนแบบน้ำเสียงของตู้สยงเมื่อก่อนหน้านี้

ตู้สยงมีนิสัยเย็นชาและเก็บตัว เป็นคนที่มีวินัยในตัวเองสูง เขาไม่ทราบถึงความผิดปกติของน้องๆ เพียงแต่ใช้ชีวิตแบบครอบครัวทั่วไปในฐานะคนธรรมดาๆ เท่านั้น

เขาไม่รู้เรื่องการต่อสู้อันเหี้ยมโหดของเก๋อซาที่ซ่อนอยู่ในชั้นในของโลกแม้แต่น้อย

เป็นเพราะนิสัยของเขา เขาจึงรักน้องชายน้องสาวของตัวเองเป็นพิเศษ แต่ก็ดูแลควบคุมอย่างเข้มงวดด้วยเช่นกัน

กอปรกับตัวตู้สยงมีเงื่อนไขและวินัยในตัวเองสูงมาก เขาจึงเป็นทั้งพี่ชายที่แสนดี เป็นลูกชายที่โดดเด่น และเป็นนักเรียนดีเด่นที่มีผลการเรียนยอดเยี่ยมมาโดยตลอด

บางทีอาจเป็นเพราะสาเหตุนี้ ตู้สยงจึงรับแรงกดดันทางจิตใจอันมหาศาลตลอดเวลา ก่อนที่ลู่เซิ่งจะมาถึง เขาถึงขั้นทำร้ายตัวเองเป็นเวลาสั้นๆ เพื่อใช้ระบายแรงกดดันด้วย

ทั้งสามคนกินข้าวเช้าอย่างรวดเร็ว

ตู้เซี่ยกับตู้ชิวพูดคุยกันเบาๆ ว่าอีกประเดี๋ยวจะไปเล่นของเล่นอะไรที่สวนสนุกดี

ส่วนลู่เซิ่งจัดระเบียบข้อมูลที่ใช้จิตวิญญาณตรวจสอบมาเมื่อสองสามวันก่อนอย่างเงียบๆ มันคือข้อมูลเกี่ยวกับเก๋อซา ทั้งยังเป็นข้อมูลที่เขาเจอจากตัวเจ้าหน้าที่รัฐบาลที่คอยจับตาดูตู้เซี่ยและตู้ชิวอยู่รอบๆ ด้วย

ตู้เซี่ยกับตู้ชิวในตอนนี้น่าจะเพิ่งปลุกพลังแห่งเก๋อซาได้ไม่นาน พลังอันน่ากลัวที่แข็งแกร่งจนไม่สมเหตุสมผลชนิดนี้ถูกโลกตั้งชื่อให้เป็นการลับว่าพลังแห่งเทพ

ในภาษาโบราณภาษาหนึ่ง คำว่าเก๋อซานี้มีความหมายว่าบุตรแห่งเทพ

หลังกินข้าวเสร็จ ตู้เซี่ยกับตู้ชิวก็บอกลาเขาอย่างเชื่อฟัง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสื้อนอกสะอาดสะอ้าน แล้วออกไปนอกบ้าน

ทิ้งลู่เซิ่งไว้ในบ้านคนเดียว

ตามกิจวัตรปกติ เขายังมีการบ้านกองใหญ่จากโรงเรียนที่ต้องทำให้เสร็จ ยังมีการออกไปทำงานเสริมเพิ่มเติม รวมถึงจัดการงานจิปาถะเช่นงานบ้าน

ตอนนี้เป็นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ตู้สยงอยู่ปีสามแล้ว ยังจำเป็นต้องเตรียมการสอบใหญ่ต่อจากนี้อีก

แต่เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ตู้สยงคนเดิมควรทำ

แกร๊ก

ลู่เซิ่งปิดประตูพร้อมกับถอนใจเบาๆ หมุนตัวไปมองห้องรับแขกที่กว้างขวาง เก็บจานชามบนโต๊ะแล้วโยนใส่อ่างล้างมือในห้องครัว

จากนั้นเขาก็ไปยังห้องของตัวเองบนชั้นสอง

 

ลู่เซิ่งนำเสื้อนอกสำหรับออกกำลังกายสีเทาเข้มตัวหลวมโพรกจากในตู้เสื้อผ้าออกมาสวม ก่อนจะล็อคประตูห้องและปิดม่านหน้าต่าง

‘ต่อจากนี้ควรพิจารณาดูว่าจะยกระดับพลังของร่างกายร่างนี้อย่างไร เราสัมผัสถึงพลังที่น่ากลัวและอันตรายถึงขีดสุดได้จากตัวตู้เซี่ยกับตู้ชิว ด้วยจิตวิญญาณของเราในตอนนี้ถึงขั้นสัมผัสความตื้นลึกหนาบางไม่ออกด้วยซ้ำ พลังแบบนี้ต่อให้เก็บซ่อนไว้เงียบๆ อย่างไรก็ต้องนำพาปัญหาที่เกินจินตนาการมาแน่นอน’

ลู่เซิ่งใคร่ครวญเล็กน้อย ก่อนกวาดตามองดูพลังอาวรณ์ที่เหลือ หลังจากใช้เรียนรู้ในตอนที่จุติบนโลกกระต่ายเมื่อครั้งล่าสุด เขายังเหลือพลังอาวรณ์อยู่อีกหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นกว่าหน่วย

ถ้าหากพลังอาวรณ์เหล่านี้อยู่ในโลกธรรมดา จะต้องมีใช้เหลือเฟือแน่ แต่พอมาอยู่ในโลกอันแสนอันตรายที่มีความเป็นไปได้ถึงขีดสุดว่าจะใกล้เคียงกับดาวปรภพและนครตราชั่งแห่งนี้ คาดว่าได้แต่เอาไว้ใช้เป็นพลังป้องกันตัวเองแล้ว

‘ควรคิดให้ดีว่าจะปรับตัวเข้ากับโลกใบนี้และสะสางผลกรรมอย่างไร’

ผลกรรมความปรารถนาของตู้สยงนั้นเรียบง่ายมาก

‘ใช้ชีวิตอย่างดี ดูแลพ่อแม่กับน้องๆ ทุกคนอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข’

ความปรารถนาธรรมดามาก แต่ปัญหาคือน้องๆ ของเขาไม่ธรรมดา

หลังจากรู้จักตัวตนที่แข็งแกร่งอย่างเก๋อซา ลู่เซิ่งก็ไม่มีความหวังมั่นคงอะไรต่อชีวิตในอนาคตอีก

‘ดีที่ยังใช้จิตวิญญาณได้ โลกนี้ไม่ได้มีการจำกัดต่อด้านจิตวิญญาณมากนัก แต่ร่างกายอ่อนแอเกินไป หากใช้จิตวิญญาณเยอะไปก็จะรับไม่ไหว’ จิตวิญญาณของเขาในตอนนี้กวาดดูได้แค่ในรัศมีร้อยเมตรรอบๆ

‘มาลองดูเส้นทางปกติของโลกใบนี้ก่อนก็แล้วกัน’ ทุกๆ ครั้งที่จุติมายังโลกใบใหม่ ลู่เซิ่งจะชอบยกระดับขึ้นผ่านระบบพลังของโลกใบนั้นๆ โดยตรง

พลังที่ได้มาแบบนี้จะผสานกับโลกท้องถิ่นได้ดีถึงขีดสุด ไม่ว่าจะแข็งแกร่งเพียงใด ก็ไม่มีทางกระตุ้นให้โลกกีดกันจนถูกเตะส่งกลับบ้าน ในตอนที่เกิดการติดขัดอย่างกะทันหันหรือข้ามขีดจำกัดอย่างฉับพลันเวลาใช้พลังของตัวเอง

ลุ่เซิ่งเปิดโคมไฟบนโต๊ะ แล้วเปิดโน้ตบุ๊คที่วางอยู่ด้านข้างพร้อมกับกดปุ่มสตาร์ท

ผ่านไปสิบกว่าวินาที บนหน้าจอก็แสดงตัวอักษรพิเศษซึ่งเขียนว่า yirg9

นี่เป็นระบบการควบคุมที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในโลกใบนี้ เหมือนกับวินโดว์ xp ของไมโครซอฟท์ แต่ใช้งานง่ายมากกว่าวินโดว์ xp

ลู่เซิ่งเข้าอินเทอร์เน็ตอย่างรวดเร็ว เขาไม่เข้าใจวิธีการคำนวณเลขฐานของคอมพิวเตอร์บนโลกใบนี้ และไม่คิดจะศึกษาให้ลึกซึ้ง หากแต่ค้นหาเส้นทางการฝึกฝนมากมายผ่านเสิร์ชเอนจิน[1]

ประเทศที่เขาอยู่มีชื่อว่าสหพันธรัฐยูโร ใช้ระบอบประธานาธิบดีตามมาตรฐาน ที่นี่มีวิชาต่อสู้ตามมาตรฐานหลากหลายชนิดจากหลากหลายประเทศแพร่หลายอยู่

มวยสุริยะวิถี ทักษะต่อสู้ผสมดีลาทา วิถีกำหนดหัตถ์ เป็นทักษะสามอันดับแรกที่นิยมที่สุดท่ามกลางสำนักมากมาย

ถ้าหากพูดถึงตำแหน่ง จะเทียบเท่ากับทักษะที่แพร่หลายประจำชาติอย่างเทควันโด มวยไทย และคาราเต้บนโลกใบเดิม

คนที่ฝึกฝนวิชาต่อสู้สามวิชานี้มีอยู่มากมาย แต่ส่วนใหญ่เป็นระดับฝึกเป็นงานอดิเรก คนที่เป็นของจริงมีจำนวนหนึ่งในร้อย

สิ่งที่ทำให้ลู่เซิ่งแปลกใจอยู่บ้างก็คือ อาวุธร้อนบนโลกใบนี้ไม่นับว่าล้าหลัง แถมอาวุธพลังทำลายล้างสูงก็มีอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

อาวุธสังหารที่น่ากลัวอย่างอาวุธนิวเคลียร์ก็มีอยู่เช่นกัน

ในห้องมีแต่เสียงเขาคลิกเมาส์ดังคลิกๆ อยู่ชั่วขณะหนึ่ง

ไม่นานนัก เขาก็เลือกเส้นทางที่จะฝึกฝนเรียบร้อย อันดับแรกคือมวยสุริยะวิถีกับวิถีกำหนดหัตถ์ เป็นเพราะสองวิชานี้สามารถหาอาจารย์ฝึกสอนได้จากในเมือง

‘ถึงจะไม่ค่อยมีหวังเท่าไหร่ แต่ไปลองสัมผัสดูก่อนก็แล้วกัน’ ลู่เซิ่งค้นหาข้อมูลคร่าวๆ จากนั้นก็เจอโรงยิมที่อยู่ใกล้ที่สุด เขาจดจำเบอร์โทรศัพท์และที่อยู่ ก่อนจะออกจากบ้านพร้อมกับมุ่งหน้าไป

เขาเรียกรถเพื่อโดยสารไปจะได้ไม่ต้องเสียเวลา

โรงยิมตั้งอยู่ริมถนนเส้นหนึ่งที่ขายขนมอยู่ทางตะวันตกของเมือง ตอนที่ลู่เซิ่งไปถึง ก็มีคนเข้าออกด้านในมากมายแล้ว ส่วนใหญ่สวมชุดฝึกสีฟ้า เป็นนักเรียนมัธยมต้นเสียค่อนข้างเยอะ

โรงยิมไม่ใหญ่เท่าไหร่ เท่ากับสนามบาสเก็ตบอล หลังจากลู่เซิ่งเข้าไปแล้ว ด้านในยังมีผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยมารอรับลูกของตัวเอง

อย่าพูดถึงการต่อสู้จริงเลย ลู่เซิ่งเพียงแค่กวาดตามองการเคลื่อนไหวของโค้ชที่กำลังสาธิตอยู่ด้านใน ก็ส่ายหน้าเงียบๆ ในใจและไม่พูดอะไรมากอีก

ลู่เซิ่งซึ่งกำลังคิดว่าแม้คนสอนจะใช้การไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าวิชาต่อสู้ใช้การไม่ได้ ชมดูอยู่ด้านข้างสักพัก พอเชื่อมโยงกับวีดีโอข้อมูลที่ตนค้นเจอจากในเน็ต ไม่นานก็เข้าใจวิธีการต่อสู้ของวิถีกำหนัดหัตถ์

วิถีกำหนดหัตถ์เน้นที่การส่งแรงอย่างรวดเร็วในระยะห่างสั้นๆ โดยใช้ศอกกับสันมือเป็นจุดโจมตีหลัก

จุดเด่นของมันคือการสู้ระยะประชิด ระเบิดพลังได้เร็ว ดุดันแม่นยำ เข้ากันได้ดีกับวิชาหอก

กอปรกับท่วงท่าการฝึกฝนมีอานุภาพน่าดูชม ผู้คนจึงชื่นชมมาก สามารถหาโรงยิมที่มีการสอนได้จากทั่วทั้งโลก

ลู่เซิ่งฉวยโอกาสที่โค้ชว่างเข้าไปคุยด้วย

แล้วก็ได้เข้าใจคร่าวๆ ว่า วิถีกำหนดหัตถ์นี้มีโครงสร้างการประเมินระดับชาติ แบ่งออกเป็นสิบสองอันดับ แต่ละอันดับแบ่งเป็นสี่ขั้น ได้แก่มือใหม่ มาตรฐาน ผู้เชี่ยวชาญ รวมถึง มืออาชีพ

หลังถามอย่างละเอียด ลู่เซิ่งก็ได้รู้ว่า รวมๆ แล้ววิถีกำหนดหัตถ์ยังมีการประเมินอีกสองแบบได้แก่อันดับมือสมัครเล่นและอันดับอาชีพ

อันดับอาชีพเป็นส่วนที่มีพลังทำลายล้างอย่างแท้จริง ถึงขั้นที่ในกองทัพหลายแห่งมีการฝึกสอนแก่นแท้ของวิชากำหนดหัตถ์เพื่อใช้เป็นท่าไม้ตายในการเพิ่มประสิทธิภาพด้วย

โค้ชคนนี้มีน้ำใจมาก ยังให้ลู่เซิ่งได้สัมผัสชั้นเรียนที่สอนวิชามวยพื้นฐานด้วย

จากนั้นลู่เซิ่งก็ออกจากโรงยิม แล้วไปยังโรงฝึกแห่งอื่นๆ เช่นโรงฝึกมวยสุริยะวิถี และได้รับประสบการณ์คล้ายๆ กัน

เขาสอบถามอย่างละเอียดว่าจะหาการสอนมวยระดับอาชีพที่มีพลังทำลายแข็งแกร่งได้อย่างไร และได้รับคำตอบเหมือนๆ กันหมดว่า จะต้องสอบอันดับมือสมัครเล่นให้ถึงระดับสูงสุดก่อน จากนั้นถึงจะมีโอกาสกราบยอดฝีมือระดับอาชีพเป็นศิษย์และรับการถ่ายทอด

พอกลับถึงบ้าน ลู่เซิ่งก็เอาทองส่วนหนึ่งของเจ้าของร่างคนเดิมไปแลกเปลี่ยนเป็นดอลลาร์ยูโร ซึ่งเป็นเงินของสหพันธรัฐ มาได้แสนกว่าๆ ที่โรงรับจำนำ

จากนั้นก็ไปสมัครโรงยิมที่มีความสามารถที่สุดท่ามกลางโรงยิมที่ตระเวนสอบถามมาทั้งวัน แล้วเริ่มเส้นทางการเรียนมวยของตัวเองอย่างเป็นทางการ

เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า ทุกๆ วัน นอกจากเรียนแล้ว ลู่เซิ่งก็จะฝึกมวย จากนั้นค่อยกลับบ้านไปอยู่กับน้องๆ

แม้เวลาฝึกฝนในวันวันหนึ่งจะไม่มากเท่าไหร่ แต่ก็ต้านทานความแข็งแกร่งร้ายกาจของจิตวิญญาณในตัวเขา ซึ่งทำให้การควบคุมตัวเองไปถึงระดับสูงสุดในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ไม่ไหว

ภายใต้การควบคุมของจิตวิญญาณ ร่างกายของตู้สยงต้องเจอแรงต้านภายในกล้ามเนื้ออันเล็กละเอียดตลอดเวลา ซึ่งเทียบได้กับการที่เขาฝึกฝนคุณสมบัติร่างกายอยู่ตลอดเวลานั่นเอง

พอเหนื่อยล้าก็ใช้แก่นหยางมาเพิ่มพละกำลัง พอบาดเจ็บหรือเคล็ดขัดยอก เมื่อใช้แก่นหยางร่วมกับจิตวิญญาณ ก็จะซ่อมแซมบาดแผลได้อย่างรวดเร็ว

เมื่อบวกรวมกับประสบการณ์การต่อสู้ระดับสุดยอดที่ใกล้เคียงกับระดับปรมาจารย์ของตัวลู่เซิ่งเอง ใช้เวลาแค่สัปดาห์เดียว เขาก็เอาชนะโรงยิมสามแห่งรวมถึงหัวหน้าโรงยิมได้ และสัปดาห์ต่อมา เขาก็ได้เอาชนะโรงยิมอีกสี่แห่งที่เหลือ ก่อนจะกลายเป็นอัจฉริยะที่เชี่ยวชาญทักษะการต่อสู้ทุกชนิดตัวจริงเสียงจริง

พละกำลังพุ่งทะยานจากหนึ่งร้อยกว่ากิโลกรัมไปถึงสองร้อยกว่ากิโลกรัม แม้เค้าโครงกล้ามเนื้อบนร่างจะไม่ชัดเจน ทว่าความเร็วในการพัฒนาของลู่เซิ่งกลับข้ามขีดจำกัดที่ร่างกายรับได้ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่ใช้พลังอาวรณ์ไปแล้ว

นอกจากนั้นความก้าวหน้าในการยกระดับแบบนี้ยังพัฒนาขึ้นอย่างบ้าคลั่งตามการฝึกฝนอย่างไม่หยุดยั้งของเขาด้วย

ลู่เซิ่งดำเนินการประหยัดพลังอาวรณ์เพื่อจะได้เอามันไปใช้เลื่อนระดับในจุดสำคัญอย่างซื่อสัตย์จริงๆ

              ..............................................

[1] เสิร์ชเอนจิน เป็นโปรแกรมที่เอาไว้ใช้ค้นหาข้อมูล เช่น google
สองเดือนต่อมา...

ในสำนักงานแห่งหนึ่งของเมืองต้นบุปผา

“เสี่ยวเซี่ย ทำไมกลับเร็วจัง”

ในโถงใหญ่ของสำนักงานที่ว่างเปล่ามีเด็กอายุสิบสองสิบสามปีสิบกว่าคนชุมนุมกันอยู่ เด็กๆ หลายคนกำลังเล่นเกมกด บางคนก็เล่นหมากรุก บางคนพิงหน้าต่างอ่านหนังสือ อีกหลายคนกำลังเล่นคอมพิวเตอร์ด้วยกัน

ตู้เซี่ยดูนาฬิกา ถึงเวลาแล้ว ควรกลับบ้านได้สักที จึงลุกขึ้นยืนและวางบทกลอนในมือลง

พอเห็นเธอลุกขึ้น เด็กสาวงดงามที่นอนสวมหูฟังอยู่บนโซฟาใกล้ๆ ก็เอ่ยถาม

ตู้เซี่ยมองเด็กสาวคนนี้ เธอมีชื่อว่าโจวเฉวียนอู่ เป็นสมาชิกของเก๋อซาเช่นกัน หนำซ้ำยังเป็นผู้นำที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่พวกเขาด้วย

ไม่นานก่อนหน้านี้มีบางประเทศตั้งค่าหัวของเธอและตั้งชื่อให้เธอว่ามารนรกอย่างเป็นทางการ เงินค่าหัวทะลุไปถึงสามหมื่นเจ็ดพันสองร้อยล้านดอลลาร์ยูโร

นี่เทียบเท่ากับหนึ่งในสิบของรายรับรวมหนึ่งปีของสหพันธรัฐยูโร แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเธอ

โจวเฉวียนอู่เป็นผู้รวบรวมเก๋อซาที่กระจัดกระจายอยู่ด้านนอกไว้ด้วยกัน แล้วก่อตั้งองค์กรที่ชื่อว่าหมอกกัดกร่อนขึ้น เพื่อปกป้องเก๋อซาจำนวนมากไม่ให้ถูกหน่วยงานของรัฐไล่ล่า

“อื้อ ถึงเวลากลับบ้านแล้วล่ะ ไม่อย่างนั้นพี่กับพ่อแม่จะเป็นห่วง” ตู้เซี่ยตอบอย่างเรียบเฉย

“ทำไมไม่ย้ายออกมาอยู่กับพวกเราล่ะ เธอเอาแต่อดทนอดกลั้น การใช้ชีวิตอยู่ในโลกของคนธรรมดาไม่ใช่เรื่องดีสำหรับเธอและพวกเขาหรอกนะ” โจวเฉวียนอู่สวมกระโปรงสั้นสีขาว ใส่เสื้อยืดเอวลอยจนเห็นสะดือ ปล่อยผมสีดำเงางามที่ยาวสลวยถึงเอวให้กองอยู่บนโซฟา ให้ความรู้สึกที่นุ่มนวลอ่อนโยน

ตู้เซี่ยกวาดตามองขาขาวผ่องเรียวยาวที่เธอเผยออกมา ก่อนจะหยุดมองลวดลายสีม่วงอมดำที่เหมือนกับรอยสักด้านนอกขาอ่อน

นั่นคือลวดลายที่คมกริบเหมือนกับดาบโค้ง ด้ามดาบกับตัวดาบต่างมีการฉลุจนเหมือนเถาวัลย์ ซึ่งยืดยาวไปถึงด้านในขาอ่อน

เมื่อบวกกับกระโปรงสั้นสีขาวกับเส้นโค้งของขาเรียวยาวที่ขาวผ่อง จึงทำให้คนอดอยากค้นหาตามลวดลายคมกริบไปจนถึงใต้กระโปรงไม่ได้

ตู้เซี่ยเลื่อนสายตาไปมองดูอาทิตย์อัสดงที่กำลังจะลาลับขอบฟ้าด้านนอกหน้าต่าง

“ตอนนี้ฉันไม่อยากคิดเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ เสี่ยวชิวล่ะ”

“เขาออกไปกับพวกเฟยเหนี่ยว เห็นบอกจะไปเที่ยวเล่นกัน” โจวเฉวียนอู่ตอบอย่างเกียจคร้านและนอนต่อไป เธอลืมตาสีม่วงที่งามเหมือนคริสตัลขึ้นพร้อมกับเปลี่ยนเพลงในเครื่องเล่นเพลง

“เที่ยวเล่น?” ตู้เซี่ยขมวดคิ้ว “ดึกขนาดนี้แล้ว พวกเขาไปนานแล้วใช่ไหม”

“ใช่ เธอโทรศัพท์ไปถามดูสิ” โจวเฉวียนอู่ว่า

ตู้เซี่ยหยีตาและกวาดมองโถงใหญ่ของสำนักงาน จากนั้นก็ลุกขึ้นพร้อมกับตบกระโปรง กระโปรงขนสัตว์สีน้ำตาลกับถุงน่องสีขาวบนร่างเปื้อนรอยสีเทาจางๆ ส่วนหนึ่ง

พอเธอลุกขึ้น เด็กผู้ชายผมแดงที่กำลังเล่นเกมในโถงใหญ่ก็ทิ้งจอยสติ๊กในมือ ก่อนจะบิดขี้เกียจและลุกขึ้นเช่นกัน

เด็กผู้หญิงผมเป็นลอนสีทองที่กำลังเล่นโทรศัพท์อยู่อีกคนก็วางโทรศัพท์ลงแล้วลุกขึ้น พลางมองไปยังตู้เซี่ยขณะที่กำลังเคี้ยวหมากฝรั่ง

พวกเขาสามคนเคลื่อนไหวด้วยกันมาโดยตลอด ถ้าหากบอกว่ามารนรกเป็นผู้นำของหมอกกัดกร่อน อย่างนั้นผู้นำของพวกเขาก็คือตู้เซี่ย

“ไปเถอะ ไปพาเสี่ยวชิวกลับมา” ตู้เซี่ยสางผมยาวสีบรอนซ์เพื่อทำให้มันนุ่มกว่าเดิม

“ถือโอกาสช่วยซื้อบันทึกความฝันกาลเวลาที่ออกใหม่ให้ฉันด้วยได้ไหม เป็นฉบับที่เพิ่งวางขายเมื่อเดือนที่แล้ว” เด็กชายผมแดงเขยิบเข้ามาถามด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

“เรื่องเล็กๆ แต่ก่อนหน้านั้น ช่วยฉันพาเสี่ยวชิวกลับมาก่อน” ตู้เซี่ยกล่าวอย่างราบเรียบ

“เข้าใจแล้ว” เด็กชายผมแดงโบกมือไปมาด้านหน้าหว่างคิ้ว พลางกล่าวด้วยรอยยิ้มทะเล้น

การลุกขึ้นของพวกเธอสามคนดึงดูดความสนใจของสมาชิกที่เหลือในโถงใหญ่ทันที เพื่อนสนิทที่กำลังเล่นเกมด้วยกันถอนใจไม่อยากให้เด็กชายผมแดงไป ขอให้เล่นด้วยกันอีกสักสองสามตา แต่ก็ไม่มีประโยชน์ เด็กชายขอโทษและปฏิเสธด้วยรอยยิ้ม

“พรุ่งนี้มีกิจกรรม มาเร็วๆ หน่อยล่ะ ฉันติดต่อทางโรงเรียนให้เธอแล้ว” โจวเฉวียนอู่ที่นอนอยู่บนโซฟากล่าวอย่างเกียจคร้าน

“รู้แล้ว” ตู้เซี่ยพาอีกสองคนเดินไปเปิดประตู ก่อนจะตั้งคอเสื้อขึ้นเพื่อกันลม

ติ๊งๆๆๆๆๆ

จู่ๆ โทรศัพท์ของตู้เซี่ยก็ดังขึ้น เธอก้มหน้าหยิบออกมาดูหน้าจอ เป็นเบอร์ของเสี่ยวชิวนั่นเอง

“ฮัลโหล ตอนนี้นายอยู่ไหน ถ้าไม่กลับมาได้เห็นดีกันแน่” ตู้เซี่ยทำตัวสงบเสงี่ยมพูดน้อยเมื่อออยู่ต่อหน้าพ่อแม่และพี่ชายในบ้าน แต่พออยู่ด้านนอก เธอกลับมีนิสัยเด็ดเดี่ยวเป็นอย่างมาก

เหมือนกับพลังของตัวเธอ ในหมอกกัดกร่อนมีแต่เธอเท่านั้นที่สามารถต่อสู้กับมารนรกโจวเฉวียนอู่ได้โดยไม่ตกเป็นรอง

แม้ทั้งสองคนจะไม่เคยต่อสู้กันจริงๆ แต่ก็อยู่อีกระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นคนละขอบเขตกับสมาชิกคนอื่นๆ โดยสิ้นเชิง

ในครอบครัว แม้ตู่เซี่ยกับตู้ชิวจะเป็นฝาแฝดกัน แต่ทั้งสองกลับมีพลังต่างกันราวฟ้ากับเหว

“เสี่ยวชิว?” ปลายสายไม่มีเสียงตอบ พลันทำให้ตู้เซี่ยสงสัยเล็กน้อย

มีเสียงสะอื้นที่กลั้นไว้ดังมาจากในโทรศัพท์อย่างเลือนราง

“...พี่...พี่เซี่ย...เสี่ยวชิวเขา...ตายแล้ว...! ฮือๆ” เสียงร้องไห้ซึ่งตามมาด้วยเสียงพูดกระท่อนกระแท่นของเด็กผู้ชายคนหนึ่งดังเข้าหูตู้เซี่ย

ดวงตาของตู้เซี่ยพลันนิ่งค้าง แสงสว่างอันน่าอัศจรรย์กะพริบในม่านตาสีดำขลับ

“บอกซิว่าเธอกำลังล้อเล่นอยู่”

“พวก...คนจาก...คนจากหงส์จักรพรรดิหาตัวพวกเขาเจอ...เขื่อนระเบิดไปแล้ว...ระเบิดไปหมดแล้ว!” เด็กผู้ชายที่อยู่ปลายสายบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อครู่อย่างตะกุกตะกัก

ตูม

โทรศัพท์ในมือตู้เซี่ยระเบิดเป็นผุยผงทันที

เธอยืนนิ่งอยู่กับที่ ไม่ตอบสนองอยู่ครู่ใหญ่ๆ

เด็กสาวผมสีทองที่กำลังเคี้ยวหมากฝรั่งหยุดชะงัก ไม่รู้จะทำอย่างไรดี เด็กชายผมแดงผุดสีหน้าเหลือเชื่อ จากนั้นก็รู้สึกตัวอย่างฉับพลัน รีบหยิบโทรศัพท์ออกมาโทรตรวจสอบ

ผลลัพธ์ของการตรวจสอบไม่เป็นอย่างหวัง เพื่อนผู้รอดชีวิตของเสี่ยวชิว เพื่อนที่จับกลุ่มกันทางด้านนั้น ยังมีเสียงไซเรนและเสียงรถพยาลที่กำลังเร่งรุดไปถึงที่เกิดเหตุดังทะลุเข้ามาจากในโทรศัพท์

ตุบ...

เด็กชายเผลอทำโทรศัพท์ตกพื้น อยากก้มเก็บ แต่พอเห็นสีหน้าของตู้เซี่ยโดยไม่ได้ตั้งใจ เขาก็ตกใจจนไม่กล้าขยับเขยื้อนอีก

ทั้งสามไม่พูดอะไรกันต่อ

“ตาย...แล้วเหรอ” ตู้เซี่ยมองอากาศตรงหน้าอย่างงุนงง สีหน้าเหม่อลอยโดยสิ้นเชิงอยู่ชั่วขณะ

...

รอจนตู้เซี่ยได้สติกลับมา ก็เป็นอีกหนึ่งอาทิตย์กว่าๆ แล้ว

งานศพของตู้ชิวจัดขึ้นที่ฌาปนสถานในเมือง มีคนมามากมายไม่ขาดสาย

ตู้เซี่ยนั่งเหม่อลอยอยู่ทางซ้ายของรูปน้องชาย พร้อมกับขอบคุณแขกเหรื่อที่มาอย่างเฉยชาท่ามกลางเสียงร้องไห้ของผู้เป็นแม่

ตู้สยงผู้เป็นพี่นั่งอยู่ด้านข้าง เขามีสีหน้าโศกเศร้าเช่นเดียวกัน

แขกทุกคนต่างเข้ามาเยี่ยม เขาต้องรับมือกับคำถามและคำปลอบโยนสารพัดของอีกฝ่าย ในฐานะพี่คนโตของครอบครัว เขาไม่สามารถแค่กล่าวขอบคุณก็จบเรื่องเหมือนตู้เซี่ยได้

ตู้ซวี่หนิงผู้เป็นพ่อยืนอยู่หน้าประตูโถงใหญ่กับคุณลุง คอยต้อนรับแขกเข้าโถง ดวงตาเขาบวมและแดงเรื่อ แสดงให้เห็นว่าร้องไห้เช่นกัน

“เสี่ยวชิวตายได้ยังไงกัน” คำถามที่แขกถามเยอะที่สุดคือคำถามนี้

“ตอนนั้นเขาไปเล่นอยู่ข้างเขื่อน แล้วเขื่อนก็ระเบิด ไม่รู้เพราะอะไร เขากับเพื่อนอีกหลายคนต่างก็...” นี่เป็นคำตอบที่ตระกูลตู้ตอบ และเป็นคำตอบที่ตำรวจบอกเช่นกัน

แต่ตู้เซี่ยทราบว่าไม่ได้เรียบง่ายขนาดนั้น บางทีพี่ชายและพ่อแม่อาจเชื่อคำอธิบายนี้ แต่เธอรู้ว่านี่ไม่ใช่อุบัติเหตุ

ด้วยความสามารถของเสี่ยวชิว ต่อให้สู้ตัวเธอไม่ได้ ก็คงไม่เกิดอันตรายถึงชีวิตเพราะการระเบิดที่เกิดอย่างกะทันหันแน่นอน

ความหวังเพียงหนึ่งเดียวในตอนนี้คือการหาตัวฆาตกรตัวจริงที่ลงมือให้เร็วที่สุด โจวเฉวียนอู่เริ่มตรวจสอบแล้ว สถานะแท้จริงของเธอคือจอมพลสตรีประจำสหพันธ์ มีอำนาจและตำแหน่งสูงสุดโดยกำเนิด

แต่ว่าตู้เซี่ยไม่ได้หวังพึ่งช่องทางนี้ช่องทางเดียว

งานศพดำเนินเป็นเวลานานมาก ตู้เซี่ยติดตามอยู่ด้านหลังพี่ชายกับพ่อแม่อย่างว่าง่าย พร้อมกับคอยจัดการงานศพของน้องชายตลอดเวลา

จนกระทั่งตกดึก ก็เหลือคนมาไม่กี่คนอีกแล้ว ทั้งสามจึงได้พักผ่อนในโถงรองด้านข้าง โดยมีคนจากฌาปนสถานมาทำหน้าที่แทน

“ไม่เป็นไรนะ” อยู่ๆ ด้านหน้าตู้เซี่ยก็มีทิชชูแผ่นหนึ่งโผล่มา

เธอรับมาเช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้า ก่อนจะแหงนหน้ามองพี่ชายตู้สยงที่รักเธอกับน้องชายมากที่สุด

ตู้สยงโศกเศร้าและห่อเหี่ยวเล็กน้อย ขอบตาก็แดงก่ำ แต่กลับฝืนทำเป็นเข้มแข็ง

ตู้เซี่ยรู้ว่าเขาเสียใจไม่น้อยกว่าตนเอง ถึงอย่างไรยามปกติตู้ชิวผู้เป็นน้องก็ติดพี่ชายคนนี้มากกว่าตัวเธอเสียอีก

“หนูไม่เป็นไรค่ะ” เธอตอบเบาๆ

“ถ้าเสี่ยวชิวยังอยู่ คงไม่อยากเห็นเธอซึมแบบนี้หรอก” ลู่เซิ่งปลอบอย่างจริงจัง

เขาเองก็โมโหเช่นกัน ยังผ่านไปไม่นานเท่าไหร่ น้องๆ ที่อยากปกป้องในผลกรรมกลับตายไปแล้วคนหนึ่ง

นอกจากนี้ยังเป็นช่วงเริ่มต้นที่ตนอ่อนแอที่สุดด้วย

ส่วนที่ขอบตาแดงหรือที่โศกเศร้า ล้วนเป็นปฏิกิริยาของร่างกายร่างนี้

“ตำรวจกำลังตรวจสอบสาเหตุอยู่ ยังมีเงินค่าชดเชยอีก พ่อกับแม่กำลังต่อรองกับพวกเขาอยู่ ถ้าหากมีความจำเป็น จะฟ้องสำนักไฟฟ้าพลังน้ำที่รับผิดชอบในท้องที่ด้วย”

“หนูรู้ค่ะ...” ตู้เซี่ยพยักหน้า

ลู่เซิ่งลูบผมของตู้เซี่ย เขาจะไม่ทำผิดพลาดอีกแล้ว การเสียน้องชายไปคนหนึ่งทำให้ผลกรรมไม่ได้รับจิตวิญญาณส่วนหนึ่งเช่นกัน ดังนั้นครั้งนี้เขาจึงอาศัยการลูบผมมอบกลิ่นอายแก่นหยางเล็กๆ ให้แก่ตู้เซี่ย

กลิ่นอายนี้มีบนตัวพ่อแม่ของตู้สยงเช่นกัน

“ไปเดินเล่นด้วยกันหน่อยไหมคะ” ตู้เซี่ยเป็นฝ่ายเชิญชวนอย่างหาได้ยาก

ลู่เซิ่งงุนงง ก่อนจะพยักหน้าทันที

ทั้งสองบอกกล่าวกับพ่อแม่ แล้วออกจากฌาปนสถานมาเดินบนเส้นทางบนภูเขารอบๆ โดยมีตู้เซี่ยอยู่ด้านหน้า ลู่เซิ่งอยู่ด้านหลัง

หลังเดินออกมาเป็นระยะทางหนึ่ง ตู้เซี่ยก็เอ่ยทันทีว่า

“ห้องของเสี่ยวชิวรักษาไว้แบบเดิมได้ไหมคะ”

ลู่เซิ่งพยักหน้า

“พี่บอกพ่อแม่แล้ว”

เงียบงันลงสักพัก ตู้เซี่ยก็ปัดฝุ่นบนก้อนหินใหญ่ออกพร้อมกับยืนพิง

ลู่เซิ่งยืนข้างๆ เธอ พลางทอดตามองหญ้าสีเหลืองบนภูเขาที่พัดไหวตามลม

“ความตายของเสี่ยวชิว การตรวจสอบของฝ่ายตำรวจมีปัญหา ไม่เหมือนเป็นอุบัติเหตุธรรมดา” เขาพึมพำ “พี่ไม่เชื่อผลลัพธ์การตรวจสอบ พี่ก็เลยเตรียมจะตรวจสอบเอง”

ตู้เซี่ยงุนงง

“พ่อกับแม่...รู้เรื่องไหมคะ” เธอลังเลเล็กน้อย

“ไม่รู้ แต่พี่จะใช้ช่องทางของตัวเองตรวจสอบ ไม่ต้องห่วงนะ” ลู่เซิ่งเบ่งกล้ามแขนและพูดล้อเล่น “ช่วงนี้พี่ออกกำลังกายทุกรูปแบบเลยล่ะ”

ตู้เซี่ยได้ยินจากพ่อกับแม่ว่า พี่ชายฝึกมวยมาโดยตลอด เพียงแต่ไม่ทราบว่าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง

“พี่คะ...” ตู้เซี่ยอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็พูดไม่ออก เธออยากบอกพี่ชายมากว่าเสี่ยวชิวไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุ แต่ถูกคนฆ่าตาย

ทว่าต่อให้พี่ชายที่เป็นคนธรรมดารู้ความจริงแล้ว นอกจากโกรธแค้นและอับจนหนทางแล้ว จะทำอย่างไรได้อีก

ดังนั้นเธอจึงเตรียมจะลงมือตรวจสอบเอง ถ้าหากเป็นสุนัขรับใช้ประจำจักรวรรดิอย่างหงส์จักรพรรดิจริงๆ ล่ะก็... ก็ถึงเวลาตอบรับแผนการใหญ่ของโจวเฉวียนอู่แล้ว

“ไม่ต้องห่วง พี่จะจัดการเอง นอกจากนี้ ถ้ามีอะไรกวนใจล่ะก็ เธอบอกพี่ได้เสมอเหมือนกันนะ พี่จะช่วยเธอแบกรับเอง” ลู่เซิ่งบีบแก้มของเธออย่างอ่อนโยน

“อื้อ!” ตู้เซี่ยสัมผัสกับความอบอุ่นที่ไม่ได้เจอมานาน ขอบตาเปียกชื้นและคัดจมูกเล็กน้อย แต่ก็พยายามกลั้นน้ำตาไว้

พรึ่บ

เธอพลันหมุนตัวหนีและหลับตา

“อย่ามองหนูนะ!”

ลู่เซิ่งชะงักมือ ส่ายหน้าอย่างจนใจ

“พี่กลับไปก่อนเถอะ หนูขออยู่คนเดียวเงียบๆ” ตู้เซี่ยเอ่ยเสียงทุ้ม

“ก็ได้ พี่จะอยู่แถวนั้นนะ” ลู่เซิ่งค่อยๆ เดินจากไปอย่างจนปัญญา

รอเขาเดินไปไกลแล้ว ตู้เซี่ยจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาไม่ได้เป็นสีดำอย่างในตอนแรกอีกต่อไป หากเป็นสีทองเข้มสว่างไสว

สีทองนับไม่ถ้วนกะพริบระยิบระยับในนัยน์ตาเหมือนกับแสงดาว

‘ไม่ว่าแกจะเป็นใคร’

เธอกำหมัดแน่น ดวงตาปรากฏจิตสังหารอันเย็นเยียบ

‘ฉันจะหาตัวแกแล้วฆ่าแกซะ!’

ซู่...

ก้อนหินด้านหน้าเธอบิดเบี้ยว ป่นเป็นผง และลุกไหม้อย่างรวดเร็ว ถูกเปลวไฟสีทองห่อหุ้มไว้ พริบตาเดียวก็ถูกเผาจนไร้ร่องรอย

...

แสงสีแดงสาดลงบนโซฟาอย่างงดงาม

โจวเฉวียนอู่นอนอยู่บนโซฟากลางโถงใหญ่ในตึกสำนักงาน แขนข้างหนึ่งห้อยตกพื้น นิ้วชี้ที่เรียวยาวสวยงามแตะอยู่บนฝักกระบี่สีดำเก่าแก่ซี่งมีขนาดที่ยาวมาก

“พันธนาการแรกหายไปแล้ว” ขณะมองอาทิตย์อัสดงนอกหน้าต่าง อยู่ๆ โจวเฉวียนอู่ก็หัวเราะคิกคัก

แม้ว่าในโถงใหญ่จะมีแค่เธอคนเดียวก็ตามที

“มีความจำเป็นต้องทำแบบนี้ด้วยเหรอ” เงาคนสูงใหญ่ในเงามืดถามเบาๆ

โจวเฉวียนอู่จับฝักกระบี่สีดำบนพื้นอย่างแผ่วเบา

“พันธนาการเป็นจุดอ่อน และจุดอ่อนก็ต้องตาย...”

              ..............................................
เขตหลันจื่อในเมืองต้นบุปผา ด้านหน้ารถเข็นขายขนมเปี๊ยะอบคันหนึ่ง

“ขอชิ้นสองดอลลาร์ยูโรสองชิ้นครับ!” ไป๋เฉาอันถูมือพลางเป่าปาก อากาศหนาวเกินไปแล้ว

“อ้าว ขนมเปี๊ยะไส้เนื้อครับ!”

“นี่ เงินครับ”

ไป๋เฉาอันส่งเงินไป แล้วรับขนมเปี๊ยะอบห่อกระดาษมากัดแรงๆ คำหนึ่ง ผิวนอกขนมเปี๊ยะหอมกรอบอร่อย ด้านในเป็นไส้เนื้อที่สดนุ่ม ไป๋เฉาอันกัดคำโตพร้อมกับเคี้ยวด้วยความพึงพอใจ

เขาชอบขนมเปี๊ยะอบมาก เหมือนกับที่เขาชอบฆ่าคน

ฆ่าหนึ่งคน กินขนมเปี๊ยะอบหนึ่งชิ้น นี่เป็นนิสัยที่เขาทำจนชินมาหลายปี

นอกจากนี้เขายังได้ตั้งกฎข้อหนึ่งให้กับตัวเองโดยเฉพาะนั่นคือ ถ้าฆ่าผู้ชายจะกินขนมเปี๊ยะอบไส้เนื้อ ถ้าฆ่าผู้หญิง จะกินขนมเปี๊ยะอบไส้ผักกาดขาว

อากาศตอนเช้าเย็นสดชื่น ไป๋เฉาอันกินขนมเปี๊ยะหมดในไม่กี่คำ จากนั้นก็ซุกมือในกระเป๋าและเดินไปยังหน้าตึกใหญ่สิบสามชั้นที่มีคนเข้าออกไม่มากแห่งหนึ่ง

‘ที่นี่สินะ อยู่ติดกับหน่วยงานรัฐงั้นเหรอ ลำบากนิดหน่อยแฮะ จัดการไอ้นั่นก่อนก็แล้วกัน’

ครั้งนี้ในภารกิจที่รับมาจากเบื้องบน แม้จะต้องฆ่าคนธรรมดาถึงสามคน แต่ไป๋เฉาอันยังคงส่งเสริมจริยธรรมทางวิชาชีพของตัวเอง โดยพยายามจะลงมือด้วยวิธีที่เป็นความลับมากที่สุด

ในเมื่อเป้าหมายทั้งสองเป้าหมายลงมือจัดการยาก อย่างนั้นก็หาเป้าหมายที่ลงมือได้ง่ายที่สุดก่อน

เขาเม้มปากและกลืนขนมเปี๊ยะอบ ก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าไปในประตูทางเข้ารถไฟใต้ดิน พร้อมกับฉวยโอกาสตอนเบียดฝ่าฝูงชน หยิบโทรศัพท์ออกมาดูรูปเป้าหมายที่เก็บเอาไว้

นักเรียนมัธยมปลายที่หล่อเหลาและมีสีหน้าเอาจริงเอาจังปรากฏบนหน้าจอโทรศัพท์ของเขา ด้านล่างระบุว่า ตู้สยง อายุ18 ปี สถานที่ที่เข้าออกเป็นประจำได้แก่ โรงยิมกวงเหอ โรงยิมสุริยะวิถี และโรงฝึกต้นบุปผา

เขากดปุ่มเล็กๆ ด้านข้างหน้าจอ ข้อมูลรายละเอียดที่ละเอียดมากกว่าเดิมพลันเด้งออกมาหลายแถว

ด้านในเป็นข้อมูลอื่นๆ ที่ตู้สยงถนัด

‘แค่คนธรรมดาคนเดียว กลับต้องให้ฉันลงมือเอง...ดูเหมือนจะไปข้องเกี่ยวกับคนใหญ่คนโตเข้าสินะ’ ไป๋เฉาอันคาดเดาในใจ

ยิ่งเป็นเป้าหมายแบบนี้ เขายิ่งต้องระวังตัว สำหรับเก๋อซาแล้ว ผู้ไล่ตามดวงดาวจากประเทศบริวารอย่างพวกเขาย่อมไม่สะดุดตา ถูกบดขยี้ตายได้อย่างง่ายดาย

ทว่าสำหรับคนธรรมดา ผู้ไล่ตามดวงดาวกลับเป็นตัวตนอันเหี้ยมหาญเหนือจินตนาการ สำหรับพวกเขา การฆ่าคนไม่ได้ลำบากไปกว่าการฆ่าไก่เลย

‘รีบเผด็จศึกดีกว่า หาที่ที่เหมาะสมหน่อย...’ ไป๋เฉาอันเปิดปฏิทินดูเวลา ‘เอาเป็นพรุ่งนี้ก็แล้วกัน หลังจัดการเสร็จจะได้ไปฉลองวันเกิดกับแม่ที่บ้านด้วย’ ไป๋เฉาอันพับโทรศัพท์ปิดแล้วหาวทีหนึ่ง

...

‘คนที่ขวางเราต้องตายให้หมด!’

ลู่เซิ่งยืนอยู่หน้ากระจกในห้องน้ำ พร้อมกับเงยหน้าลูบผมเปียกไปด้านหลัง

ความรู้สึกที่ผลกรรมขาดไปหนึ่งในสี่ส่วนสร้างความไม่พอใจให้เขามาก

และความตายของน้องชายที่เป็นเก๋อซาก็ทำให้เขารู้ว่า มีการคุกคามที่น่าหวั่นสะพรึงซุกซ่อนอยู่ในฉากหลังของโลกใบนี้

ปัจจุบันตู้ชิวตายแล้ว อย่างนั้นรายต่อไปอาจเป็นตู้ซวี่หนิงผู้เป็นพ่อหรือหลี่ช่านผู้เป็นแม่ของร่างกายร่างนี้ก็ได้ แต่ตู้เซี่ยมีโอกาสมากกว่า

‘ตอนแรกคิดจะก้าวเดินทีละก้าว ทำไมทุกครั้งที่ถึงตอนท้ายจะต้องโดนบังคับทุกที...’

เขาหยิบผ้าขนหนูมาเงียบๆ แล้วเช็ดน้ำบนใบหน้าจนแห้ง

‘ไม่ได้อยากทำเลย...’

เขาเดินออกจากห้องน้ำ หลี่ช่านผู้เป็นแม่นอนเอียงศีรษะหลับปุ๋ยอยู่บนโซฟาในห้องรับแขก

ตู้ซวี่หนิงยังจัดการเรื่องราวของตู้ชิวอยู่ ตู้เซี่ยไปรวมตัวกับเพื่อนด้านนอก จนถึงตอนนี้ยังไม่กลับมา

เปลือกนอกเป็นการชุมนุม แต่ลู่เซิ่งเข้าใจดีว่า ตู้เซี่ยน่าจะไปตรวจสอบการตายของเสี่ยวชิวตามลำพังมากกว่า

ตู้เซี่ยแข็งแกร่งมากๆ ลู่เซิ่งไม่เคยสู้กับเก๋อซามาก่อน จึงตัดสินไม่ได้ว่าขีดจำกัดของพลังแห่งเทพชนิดนี้อยู่ตรงไหน แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการใช้จิตวิญญาณสัมผัสหยั่งเชิง

ระดับพลังของตู้เซี่ยที่รู้จากการหยั่งเชิงและทดสอบอย่างระมัดระวังหลายครั้ง ทำให้เขาต้องถอนใจชมเชย

ความรู้สึกสังหรณ์ที่ปราดเปรียวถึงขีดสุด ซึ่งกินอาณาเขตถึงหนึ่งร้อยเมตร หนำซ้ำยังมีสัญชาตญาณหลบหลีกต่อการคุกคามนอกรัศมีร้อยเมตรอย่างหยาบๆ ด้วย

มีการระเบิดพลังจิตที่เรียบง่าย น่าจะเป็นการควบคุมเปลวเพลิงที่แข็งแกร่งบางชนิด ซึ่งแทบไม่มีสิ่งใดที่หลอมละลายไม่ได้

และสิ่งเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นแค่ความสามารถธรรมดาที่ใช้ได้ทุกเวลาสำหรับตู้เซี่ยเท่านั้น

ลู่เซิ่งยังไม่อาจสัมผัสพลังในระดับชั้นที่ลึกยิ่งกว่าได้

หลังห่มผ้าห่มให้หลี่ช่านแล้ว ลู่เซิ่งก็กลับไปห้องตัวเอง แล้วเปิดคอมพิวเตอร์เหมือนเดิม

‘จะรอต่อไปไม่ได้แล้ว ต้องรีบเริ่มแผนการให้เร็วที่สุด’

‘ดีปบลู’

เขานึกเงียบๆ ด้านหน้าคอมพิวเตอร์

ชิ้ง

เครื่องมือปรับเปลี่ยนเด้งขึ้นด้านหน้าเขาในพริบตา จากนั้นลู่เซิ่งก็มองด้านในกรอบที่ปรากฏขึ้นมาใหม่ด้านล่างสุด

[วิชาโจมตีผสานหลายสำนัก: ขั้นสูง (หลอมรวมสำนัก: มวยสุริยะวิถี วิถีกำหนดหัตถ์ หัตถ์ขวางนภา ฟันฝ่ามือ ฟรีสไตล์คิกบ๊อกซิ่ง...)] ต่อจากนั้นเป็นวิชาต่อสู้หลากหลายรูปแบบอีกสิบกว่าชนิดที่แพร่หลายในโลกนี้

สิ่งเหล่านี้เป็นวิชามวยจากสำนักต่างๆ ที่ลู่เซิ่งศึกษาด้วยตัวเองในช่วงนี้

สำหรับเขาแล้ว พวกมันส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่เรียนรู้ได้ง่าย เขาจึงนำแก่นสำคัญของวิชามวยชนิดต่างๆ มารวมกันเป็นหนึ่ง จนกลายเป็นวิชาต่อสู้ผสานหลายสำนักนี้

วิชาต่อสู้ชนิดนี้ได้คัดท่าไม้ตายและแก่นสำคัญของสำนักมากมายออกมา แล้วเชื่อมต่อกันเพื่อให้เกิดอานุภาพสูงสุด

แต่นี่เป็นขีดจำกัดที่ลู่เซิ่งทำได้แล้ว

เขากวาดตามองในกรอบสักพักหนึ่ง หลังจากสัมผัสมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง เขาก็มีการคำนวณต่อมรรคายุทธ์ของโลกใบนี้อย่างคร่าวๆ แล้ว

มรรคายุทธ์ของโลกใบนี้ นอกจากกระบวนท่าวิชาภายนอกแล้ว ยังมีการฝึกปราณโซ่ภายในที่เหมือนกับวิชาปราณแข็งกร้าวอยู่ด้วย

ปราณโซ่ภายในชนิดนี้ไร้รูปร่าง ไม่ใช่เลือดลมในศาสตร์การแพทย์ และไม่ใช่สนามแม่เหล็กมีชีวิตหรืออะไร หากเป็นวิธีการฝึกฝนที่ใช้กระตุ้นกายเนื้อ เหมือนกับวิชาพัฒนาศักยภาพชนิดหนึ่งมากกว่า

ปราณโซ่ภายในสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ร่างกาย ทั้งยังยกระดับภูมิคุ้มกัน แต่สิ่งนี้มีอยู่จริงหรือไม่ ไม่มีผู้ฝึกยุทธ์คนไหนบอกได้

‘ตอนแรกคิดว่าจะค่อยๆ ศึกษาดู รอจนถึงขั้นสุดยอดค่อยใช้พลังอาวรณ์ แต่ตอนนี้...’ ลู่เซิ่งรู้สึกได้ว่ามีมือมืดค่อยๆ อ้อมผ่านตัวตู้เซี่ย แล้วยื่นเข้าหาตนเองกับพ่อแม่อยู่

‘เริ่มกันเลย’ เขากดปุ่มปรับเปลี่ยนอย่างคุ้นเคย กรอบทั้งกรอบพลันกะพริบ พร่ามัวลงเสี้ยววินาทีหนึ่ง ก่อนจะชัดขึ้นทันที

‘ยกระดับวิชาโจมตีผสานหลายสำนักถึงขีดสูงสุด’ เขานึกในใจพร้อมกับเพ่งสมาธิกับสายตาไปบนกรอบ

ซู่...

พลังอาวรณ์ค่อยๆ ลดลงหนึ่งหน่วย กลายเป็นกระแสความอบอุ่นที่เหมือนกับเส้นด้ายเล็กๆ จำนวนนับไม่ถ้วนหลอมรวมเข้ากับทั่วร่างของลู่เซิ่งอย่างเชื่องช้า

เขายืนอยู่ด้านหน้ากระจกตู้เสื้อผ้า กล้ามเนื้อและผิวหนังทั่วร่างสั่นไหวอย่างช้าๆ ร่างกายที่ตอนแรกมาถึงขีดจำกัดแล้วพลันลุกไหม้ขึ้นเหมือนกับฟืนแห้งที่ถูกจุดไฟภายใต้การกระตุ้นของพลังอาวรณ์

เสียงแปลกประหลาดที่เกิดจากการที่เลือดเนื้อเสียดสีกันดังมาจากทั่วร่างลู่เซิ่งอย่างต่อเนื่อง

ร่างกาย...กำลังทะลวงขีดจำกัด พละกำลังไต่ระดับทะยานขึ้นจากสามร้อยกิโลกรัมในตอนแรกอย่างรวดเร็ว

ขณะพลังอาวรณ์หลอมรวมอย่างต่อเนื่อง ลู่เซิ่งมองตนเองในกระจก ร่างกายสูงขึ้นนิดหน่อย กล้ามเนื้อทั่วร่างอำพรางไม่ได้อีกต่อไป เนื่องจากเค้าโครงเป็นสัดเป็นส่วนชัดเจน

ผิวหนังค่อยๆ เป็นสีสำริดจางๆ

วิชาต่อสู้ผสานที่ผสมผสานข้อดีของสำนักเกือบทุกสำนักไม่มีจุดเด่นที่ชัดเจนและไม่มีจุดอ่อนที่ชัดเจนเช่นกัน

จุดเด่นที่เห็นได้ชัดที่สุดของมันคือการเฉลี่ยและสมดุล

พละกำลัง ความเร็ว การป้องกัน ความอดทน ยังมีความแข็งแกร่งของกายเนื้อและความต้านทานของอวัยวะภายในที่เหมือนกับวิชาแข็งกร้าว

วิชาต่อสู้ผสานวิชานี้เหมือนกับวิชาภายนอกเล็กน้อย และเหมือนวิชาแข็งกร้าวอย่างวิชาระฆังคุ้มกายหรือภูษาเหล็กนิดหน่อย

เดิมทีวิชาต่อสู้ผสานแบบนี้จะไม่มีจุดเด่นที่โดดเด่นออกมาเพราะธรรมดาเกินไป แต่ว่าภายใต้การผลักดันจากพลังอาวรณ์ของลู่เซิ่ง ความธรรมดาจึงกลายเป็นจุดเด่นไปแทน

การเปลี่ยนแปลงทางคุณสมบัติจบลงอย่างรวดเร็วยิ่ง

ลู่เซิ่งสูงขึ้นถึงหนึ่งเมตรเก้าสิบเซนติเมตร กล้ามเนื้อที่สมดุลและบึกบึนปรากฏให้เห็นชัดเจน

บุกคลิกมีความก้าวร้าวที่เห็นได้ชัดเพิ่มขึ้นมา นี่เป็นผลกระทบจากคุณสมบัติในวิชาต่อสู้ผสาน

‘ใช้พลังอาวรณ์ไปแค่หน่วยเดียวเอง...ถึงจะเป็นเพราะวิชาต่อสู้อยู่ในระดับต่ำก็เถอะ แต่ส่วนใหญ่น่าจะเป็นเพราะก่อนหน้านี้เราฝึกถึงจุดสูงสุดแล้ว พอใช้พลังอาวรณ์ก็เลยทะลวงข้อจำกัดได้ทันที’ ลู่เซิ่งกระจ่างแจ้ง

เขามองดูเนื้อหาของกรอบในเวลานี้

[วิชาต่อสู้ผสานหลายสำนัก: ขีดจำกัด (คุณสมบัติพิเศษ: วิชามวยไร้เสียง, ขีดจำกัดกายเนื้อ)]

‘พละกำลังยกระดับขึ้นเกือบหนึ่งเท่ากว่าๆ ในพริบตา...’ ลู่เซิ่งมีสีหน้าพอใจขณะสัมผัสร่างกายในตอนนี้

นี่หมายความว่าความคิดของเขาเมื่อก่อนหน้านี้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง การฝึกฝนตามลำดับขั้นตอนและการใช้พลังอาวรณ์ทะลวงก้าวสำคัญในตอนสุดท้ายช่วยประหยัดพลังอาวรณ์ได้มากโข ในขณะเดียวกันยังไม่ต้องห่วงด้วยว่ารากฐานจะไม่แข็งแรง

‘น่าเสียดาย ถ้าไม่ใช่เพราะเวลากระชั้นเข้ามา ก็อยากจะไต่ไปจุดสูงสุดทีละก้าวๆ มากกว่า’ ลู่เซิ่งส่ายหน้าน้อยๆ ‘ความเข้ากันได้ในระบบพลังของโลกใบนี้แข็งแกร่งมาก ต่อให้ไปอยู่ต้าอินหรือนครตราชั่ง ก็สามารถหลอมรวมได้อย่างรวดเร็ว’

เรียบง่าย เกรี้ยวกราด ไม่ซับซ้อน

ที่นี่มีจุดเด่นทางมรรคายุทธ์ที่ชัดเจนมาก

‘ต่อกันเลย ขอดูหน่อยว่าเราจะไปถึงระดับไหนได้ ไปถึงขีดสูงสุดก่อนก็แล้วกัน จากนั้นค่อยไปทดลองระดับพลังของเก๋อซา’

ลู่เซิ่งเดินไปปิดม่านหน้าต่าง แล้วล็อกประตูห้อง

จากนั้นเขาก็นั่งขัดสมาธิบนพื้นห้อง พร้อมกับปรับลมหายใจและค่อยๆ เข้าสู่ห้วงสมาธิ

ตอนนี้ได้แต่เรียนรู้วิชาต่อสู้ที่บรรลุถึงขีดจำกัดแล้วต่อไปเท่านั้น

ลู่เซิ่งกดปุ่มเรียนรู้หลังกรอบด้านล่างอย่างผ่อนคลาย

‘เรียนรู้วิชาต่อสู้ผสานหลายสำนักหนึ่งระดับ’

เขาไม่ได้เพิ่มระดับทั้งหมดในคราวเดียว เพราะระบบพลังของโลกที่แข็งแกร่งแบบนี้มีค่าแก่การสัมผัสกระบวนการการยกระดับ

หลังผ่านไปสองลมหายใจ กรอบก็ชัดเจนขึ้นอีกครั้งหลังจากพร่ามัว เสียพลังอาวรณ์ไปหนึ่งหน่วย

[วิชาต่อสู้ผสานหลายสำนัก: ช่วงขีดจำกัด (คุณสมบัติพิเศษ: วิชามวยไร้เสียง, ทะลวงขีดจำกัดกายเนื้อ, ช่วงปราณโซ่ภายใน)]

‘ปราณโซ่ภายใน’ ลู่เซิ่งงุนงง เขาลองสัมผัสอย่างละเอียด ด้วยพลังจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งของเขา กลับเพียงแค่พอจะสัมผัสได้ว่าในร่างกายมีกลุ่มปราณขมุกขมัวที่แข็งแกร่งถึงขีดสุดสายหนึ่งกำลังเต้นอย่างช้าๆ ด้วยจังหวะที่แน่นอนเหมือนกับการเต้นของหัวใจเท่านั้น

‘ที่แท้ปราณโซ่ภายในก็ไม่ใช่เรื่องแต่งของโลกใบนี้...แต่มีอยู่จริงๆ...’ ลู่เซิ่งนึกถึงพวกผู้เข้มแข็งอย่างปรมาจารย์มรรคายุทธ์ รวมถึงจอมกระบี่และจอมยุทธ์ที่ถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้ สุดยอดผู้เข้มแข็งท่ามกลางเหล่ามนุษย์พวกนี้มีประวัติความเป็นมาดุจเทพนิยาย ตอนนี้ดูเหมือนอัศจรรย์พันลึก แต่พอมองดูอีกที ก็ไม่แน่ว่าจะไม่มีความน่าเชื่อถือเลย

‘ขอดูหน่อยซิว่าปราณโซ่ภายในนี้จะไปได้ถึงระดับไหน’ ลู่เซิ่งไม่รีบร้อน หลังจากผ่านการสร้างรากฐานในช่วงเวลานี้ กายเนื้อยังสามารถรับภาระจากการยกระดับแค่นี้ได้อยู่

‘ต่อเลย’

              ..............................................
ไม่นานนัก หลังจากเรียนรู้อย่างไม่หยุดยั้ง วิชาต่อสู้ผสานหลายสำนักก็เลื่อนจากช่วงหนึ่ง ถึงช่วงสอง ช่วงสาม และช่วงสี่...

กายเนื้อใกล้จะรองรับการยกระดับเพิ่มความแข็งแกร่งที่รวดเร็วไม่ไหวแล้ว แต่ลู่เซิ่งก็ได้ใช้แก่นหยางร่วมกับกายเนื้อในการซ่อมแซมกายเนื้อในชั้นที่ละเอียดอ่อนทันที

บวกกับมีด้ายกระตุ้นวิญญาณจากวิชารักษาที่มีแบบแผนคอยช่วยเหลือ จึงทำให้พอจะรับภาระไว้ได้ วิชาแพทย์ของเขาในตอนนี้เกือบจะสมบูรณ์แล้ว ถ้าปลอมตัวเป็นหมอคงไม่มีใครไม่เชื่อ

หลังจากจำนวนช่วงขีดจำกัดสูงขึ้นเรื่อยๆ ขนาดร่างกายของลู่เซิ่งก็ขยายใหญ่กว่าเดิม แต่เขาก็ฝึกฝึกฝนวิถีหยินโชติช่วงที่เชี่ยวชาญเพื่อใช้ย่อขนาดตัวทันที

จำนวนช่วงยกระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้พลังอาวรณ์สิ้นเปลืองมากขึ้นเรื่อยๆ โดยทะลุจากหนึ่งหน่วยในตอนแรกถึงสามหน่วยและห้าหน่วยอย่างรวดเร็ว

หลังจำนวนช่วงที่ทะลุทะลวงสูงขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายของลู่เซิ่งที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นก็เริ่มปรากฏแสงโลหะที่ขมุกขมัวหลายจุดในความมืดอย่างเลือนราง

สิบห้าช่วง

ขีดจำกัดสิบห้าช่วงเป็นขีดจำกัดที่พลังฟื้นฟูกายเนื้อของลู่เซิ่งที่ใช้แก่นหยางกับด้ายกระตุ้นวิญญาณร่วมกันสามารถรับได้

หากยังเพิ่มระดับอีก กายเนื้อของเขาจะพังทลาย

‘ต้องปรับตัวอีกหลายวัน...’ เขาลืมตาขึ้นช้าๆ แล้วกวาดมองสภาพของกรอบในเวลานี้

ตอนนี้เวลาล่วงเลยผ่านไปแล้ว ท้องฟ้านอกหน้ต่างขาวราวท้องปลา ลู่เซิ่งจึงค่อยๆ ออกจากสมาธิ

[วิชาต่อสู้ผสานหลายสำนัก: ขีดจำกัดสิบห้าช่วง (คุณสมบัติพิเศษ: ทะลวงขีดจำกัดกายเนื้อระดับเจ็ด, ปราณโซ่ภายในระดับเจ็ด, การดูแลแห่งแม่ธรณี )]

‘แม่ธรณีหรือ’ ลู่เซิ่งงุนงง เพิ่งจะถึงช่วงที่สิบห้า จู่ๆ ก็มีของแบบนี้โผล่มา

เขาสัมผัสได้ว่ามีพลังที่เหี้ยมหาญถึงขีดสุดกำลังไหลไปทั่วร่าง

วิชาต่อสู้หลังเรียนรู้มีความเร็วที่สม่ำเสมอมาโดยตลอด แต่ละช่วงในสิบห้าช่วงยกระดับพละกำลังหรือพลังระเบิดขึ้นสองร้อยกิโลกรัมและการเสริมความแข็งแกร่งแบบเฉลี่ยในด้านอื่นๆ อย่างเท่าๆ กัน

จนถึงตอนนี้ เขามีพลังระเบิดสามพันกิโลกรัมหรือพละกำลังถึงสามตันแล้ว

นี่อยู่เหนือขีดจำกัดของมนุษย์แล้ว ตามบันทึกพละกำลังขีดจำกัดบนอินเทอร์เน็ต พวกมนุษย์ประหลาดส่วนหนึ่งสามารถระเบิดพลังสองตันกว่าๆ ออกมาได้ในพริบตา

ลู่เซิ่งที่ทะลวงขีดจำกัดกายเนื้อของมนุษย์ขั้นแรกลุกขึ้น ร่างยังคงสูงหนึ่งเมตรเก้าสิบกว่าๆ แต่ว่ากล้ามเนื้อบนร่างกลับแข็งแกร่งเหมือนกับก้อนหิน ขนาดร่างกายใหญ่กว่าเดิมอย่างน้อยสองเท่า

เขายกมือขึ้น ตอนนี้แขนท่อนปลายของเขาใหญ่เท่ากับท่อนขาเมื่อก่อนหน้านี้ของตู้สยงแล้ว

‘การดูแลแห่งแม่ธรณีหรือ สิ่งนี้คืออะไรกัน...’ ลู่เซิ่งนิ่วหน้าขณะยกมือขึ้นเพื่อยืดไหล่ขวาของตัวเอง บนไหล่เกิดความเจ็บปวดทิ่มแทงแสบร้อนน้อยๆ อยู่จุดหนึ่ง

เขาเดินไปถึงหน้ากระจกแต่งตัว ก่อนจะเห็นว่าบนไหล่ของตัวเองมีตราประทับสีเขียวเข้มที่เหมือนกับรอยสักโผล่มาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ

เขายื่นมือไปลูบๆ ดู ตราประทับเย็นยะเยือกเสียดกระดูก แต่กลับสัมผัสอุณหภูมิใดๆ บนไหล่ไม่ได้เลย ตราประทับเป็นสัญลักษณ์คล้ายตัวหมี่ (米) ทว่าเส้นในแนวตั้งตรงกลางยาวและคมมาก ให้ความรู้สึกแหลมคมเย็นเยียบ

‘ไม่รู้ว่าเป็นปรากฏการณ์ที่วิชามวยพวกนี้กระตุ้นขึ้นมาเองหลังจากพัฒนาถึงระดับหนึ่ง หรือเป็นสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติบนโลกใบนี้หลังจากร่างกายแข็งแกร่งถึงระดับหนึ่ง’ ลู่เซิ่งสงสัยอยู่บ้าง

เพิ่งจะทะลวงขีดจำกัดของมนุษย์ ก็เจอคำถามที่แม้แต่ตัวเขาก็ไม่เข้าใจทันที ต่อให้จะใช้จิตวิญญาณของเขาในตอนนี้ก็สัมผัสปัญหาใดๆ จากตราประทับนี้ไม่ได้ เหมือนกับเป็นรอยสักธรรมดาๆ เท่านั้น

‘ช่างเหอะ วันนี้พักผ่อนก่อนก็แล้วกัน หลังปรับตัวแล้ววันมะรืนค่อยต่อกันใหม่’ ลู่เซิ่งคร้านจะคิดมากความ

การเพิ่มความแข็งแกร่งไม่ใช่สิ่งที่จะทำสำเร็จได้ในทีเดียว จำเป็นต้องใช้ความอดทนและการสั่งสมในระยะยาว การกินเยอะหนึ่งวันไม่มีทางทำให้กลายเป็นคนอ้วน ต้องค่อยเป็นค่อยไป ภายหลังย่อมสำเร็จได้เอง

เกิดเสียงดังกร๊อบๆ เบาๆ ลู่เซิ่งหดร่างด้วยความเร็วสูง กระดูกจำนวนมากในร่างกายถึงขั้นทับซ้อนกัน ระหว่างกล้ามเนื้อและกล้ามเนื้อปรากฏการบิดเบี้ยวอันแปลกประหลาด อวัยวะภายในทั้งหมดในร่างกายร่นระยะมาอยู่ใกล้กันหนึ่งเท่ากว่าๆ

ตัวเขาเตี้ยลงช่วงตัวหนึ่ง กลับมาสูงเท่าเดิมในพริบตา ส่วนกล้ามเนื้อปิดบังไม่ได้ แต่สามารถสวมเสื้อสีเข้มเพื่ออำพรางได้

‘จากนี้ค่อยฝึกทักษะสำหรับปกปิดกลิ่นอายเพิ่ม...’ พอลู่เซิ่งยิ้มให้กระจก ก็กลับมาเป็นนักเรียนมัธยมปลายผู้เอาจริงเอาจังอีกครั้ง

ใครจะนึกออกว่านักเรียนมัธยมปลายคนหนึ่งจะเป็นตัวประหลาดที่ต่อยหมัดด้วยพละกำลังที่น่ากลัวได้ถึงสามตันกว่าๆ ยิ่งอย่าว่าแต่พลังที่แข็งแกร่งถึงขีดสุดอย่างปราณโซ่ภายใน

‘ตอนนี้ถึงเวลาไปโรงยิมแล้ว แถมวันนี้ยังเป็นวันเปิดรับสมัครการทดสอบระดับอาชีพด้วย’ ลู่เซิ่งคำนวณเวลา จากนั้นก็สวมเสื้อนอกพร้อมกับออกจากบ้าน

แม้จะไม่ได้หลับตลอดคืน แต่เขาก็ยังคงกระปรี้กระเปร่าในยามเช้าตรู่อยู่ดี ไม่นานก็มาถึงโรงยิม ก่อนจะสนทนากับเจ้าของยิมสักพัก

นักมวยระดับอาชีพที่มาทดสอบมาถึงในเวลาไม่นานนัก

นักมวยระดับอาชีพรู้สึกสนใจในตัวอัจฉริยะที่สามารถเลื่อนขึ้นมาจากระดับมือสมัครเล่นในเวลาไม่กี่สัปดาห์มากเช่นกัน

ลู่เซิ่งมุ่งหน้าไปยังสนามมวยใต้ดินที่ลึกลับอีกแห่งหนึ่งเพื่อดำเนินการทดสอบด้วยการต่อสู้จริง

ครึ่งชั่วโมงต่อมา ลู่เซิ่งก็ถือหนังสือรับรองอันดับเก้าซึ่งเป็นอันดับสูงสุดที่จะมอบให้ได้ในระดับอาชีพออกมาจากโงมวย แล้วมุ่งหน้าไปยังโรงฝึกที่สอง

ในเวลาหนึ่งวัน ลู่เซิ่งทดสอบอันดับระดับอาชีพของสิบกว่าสำนักได้ถึงอันดับเก้า ซึ่งเป็นอันดับสูงสุดที่พวกเขาจะมอบให้ได้

อันดับที่สูงกว่านี้จะต้องไปยังต้นกำเนิดสำนัก เพื่อเข้าทดสอบรับหนังสือรับรองระดับชาติ

ด้วยเหตุฉะนี้ ลู่เซิ่งจึงกลายเป็นสุดยอดผู้เข้มแข็งที่มีหนึ่งไม่มีสองของระดับอาชีพในคราวเดียว

หลังจากที่เอาชนะราชามวยระดับอาชีพหลายคนที่ว่ากันว่าร้ายกาจที่สุดในเมืองต้นบุปผาได้อย่างง่ายดาย ลู่เซิ่งก็ได้รับเหรียญรางวัลราชามวยเบอร์ชขาวที่สมาคมวิชามวย สมาคมมรรคายุทธ์ หน่วยงานระดับอาชีพ และหน่วยงานระดับประเทศมอบให้ร่วมกัน

จากนั้นก็กลายเป็นนักมวยอันดับสูงระดับอาชีพคนใหม่ที่รับตำแหน่งเร็วที่สุดตั้งแต่ประวัติศาสตร์เคยมีมา

เวลาหนึ่งวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนเวลาพลบค่ำ ลู่เซิ่งอาศัยแสงไฟริมถนนเดินกลับที่พักของตัวเอง

ในเวลาหนึ่งวันเขาถล่มสำนักมามากมายโดยไม่มีใครสู้ได้ ไม่ว่าจะป้องกันอย่างไร ขอแค่เขาต่อยใส่ ทุกอย่างก็เป็นอันจบสิ้น

หลังจากแน่ใจในพลังของตัวเอง ลู่เซิ่งกลับผิดหวังอยู่บ้าง

เขาไม่สามารถบีบบังคับให้ยอดฝีมือตัวจริงในตำนานออกมาได้ ในหมู่คู่ต่อสู้ที่สู้ด้วย นอกจากนักมวยอาชีพสองสามคนสุดท้ายที่นับว่าพอใช้ได้แล้ว ที่เหลือล้วนอ่อนแอหมด

พลังระเบิดสามตัน ไม่ว่าจะเป็นคู่ต่อสู้คนไหน การเข้าไปลองต่อยใส่สักหมัดก็ถือว่าไม่เลว

หากหนึ่งหมัดจัดการไม่ได้ อย่างนั้นก็ใช้สองหมัด

ตุบๆๆ...

เสียงฝีเท้าที่ชัดเจนดังขึ้นบนถนนที่โล่งกว้างอย่างต่อเนื่อง

ลู่เซิ่งมุ่งหน้าไปตามแสงไฟริมถนนสีเหลืองอ่อน เดินทอดน่องโดยไม่แสดงอาการตกใจ

ที่นี่เป็นถนนเส้นเล็กๆ ที่อยู่ห่างจากบ้านไม่ไกล เป็นทางลัด คนก็เลยมีน้อย ทั้งยังวังเวง

อยู่ๆ เขาก็ชะงักฝีเท้า

“หนุ่มน้อย ดึกขนาดนี้แล้ว เดินอยู่ด้านนอกคนเดียวมันอันตรายนะ...” ชายในเสื้อสีขาวที่สวมหน้ากากผีสีแดงโผล่ขึ้นด้านหน้าลู่เซิ่งตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ

อีกฝ่ายมีร่างผอมสูงถึงสองเมตร ดังนั้นพอมองลู่เซิ่งในตอนนี้ จึงให้ความรู้สึกกดดันจากการก้มมอง

ลู่เซิ่งเงยหน้ามองอีกฝ่าย

“คุณเป็นใคร” เขากล่าวเสียงทุ้มต่ำ ฟังดูนิ่งสงบเยือกเย็นเป็นพิเศษในเวลากลางคืน

ไป๋เฉาอันหัวเราะ

“เจ้าหนู ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเธอไปหาเรื่องคนใหญ่คนโตคนไหนเข้าจนถึงขนาดฉันต้องมาจัดการด้วยตัวเอง น่าเสียดายจริงๆ...คนที่ฉันฆ่าตายไปมีอยู่น้อยมากที่ยังหนุ่มแน่นเหมือนกับเธอ”

“ฆ่าฉันหรือ” ลู่เซิ่งงุนงง เหมือนกับประมวลผลไม่ทัน

ตอนนี้เขายังคงใส่เสื้อกล้ามรัดรูปของโรงยิมอยู่ จึงเห็นเส้นโค้งเว้าของกล้ามเนื้อที่กำยำได้หมด เพียงแค่มองจากเปลือกนอก ก็สัมผัสความแข็งแกร่งทรงพลังที่แฝงอยู่บนร่างเขาได้แล้ว

“ใช่แล้ว...” ไป๋เฉาอันถอนใจ “เธออายุเท่าน้องชายฉันเลย...น่าเสียดายจริงๆ”

ลู่เซิ่งขมวดคิ้วมองเขาอย่างสงบนิ่ง ไม่ได้พูดอะไรเลย

ไป๋เฉาอันรู้สึกเหนือคาดเล็กน้อย

“ตอนแรกนึกว่าเธอจะกลัว หรือไม่ก็หนี หรือแจ้งตำรวจอะไรเสียอีก”

ลู่เซิ่งค่อยๆ แกะเชือกที่พันบนท่อนแขนออก

ฟ้าว!

ประกายเย็นเยียบสายหนึ่งวาดผ่านด้านขวาของเขาในทันที

ลู่เซิ่งเบี่ยงศีรษะเล้กน้อย หลบพ้นมีดสั้นแหลมคมที่พุ่งเฉียดไปได้พอดี

ไป๋เฉาอันที่เมื่อครู่อยู่ห่างออกไปสิบกว่าเมตร ตอนนี้มาโผล่อยู่ใกล้ๆ เขาไม่ถึงหนึ่งเมตรตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ

ไป๋เฉาอันถือมีดสั้นที่ใช้ลงมือเล่มเมื่อครู่ ไม่พูดพร่ำทำเพลง ข้อมือหายไปจากที่เดิมในพริบตา แล้วโผล่ขึ้นที่เสื้อกล้ามด้านหลังลู่เซิ่ง

ฟ้าว

ปลายมีดสั้นแทงใส่เสื้อกล้าม แต่ลู่เซิ่งกลับหลบได้อย่างหวุดหวิด

โดยที่ย่อตัวลงด้านล่างเท่านั้น

ทั้งสองสู้กันในระยะประชิดอย่างดุเดือด ในเวลาสามวินาที ไป๋เฉาอันเคลื่อนย้ายในพริบตาไปถึงห้าครั้ง ลงมือมากถึงสิบครั้ง

ทุกครั้งลู่เซิ่งจะหลบได้อย่างเส้นยาแดงผ่าแปด

ทั้งสองไม่ได้ส่งเสียง ประมือกันอย่างรุนแรงโดยไม่ได้พูดอะไร สิ่งที่แตกต่างก็คือ ตอนแรกเริ่มไป๋เฉาอันยังผ่อนคลาย แต่หลังจากลงมือไม่โดน ความแตกตื่นตกตะลึงในใจก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

มีดสั้นสาดแสงเย็นเยียบสีเหลืองอมเงินออกมาใต้แสงไฟ แสงเย็นเยียบหลายสายบางครั้งก็เจิดจ้าแยงตา แต่กลับไม่ส่งเสียงใดๆ แม้แต่น้อย

ฟ้าว!

ผ่านไปห้าวินาที ไป๋เฉาอันก็ดีดตัวถอยหลังอย่างฉับพลัน ร่างกายพร่ามัว แล้วไปนั่งยองๆ ลงบนเสาไฟถนนที่อยู่ห่างออกไปสิบกว่าเมตร

“เธอ...!?” เขาจ้องมองลู่เซิ่งที่อยู่ด้านล่าง ความตกตะลึงในใจฉายบนใบหน้า

เขาคือผู้ไล่ตามดวงดาว เป็นยอดฝีมือด้านการต่อสู้ที่มีความสามารถกะพริบแสง ทั้งยังเป็นยอดฝีมือระดับสุดยอดที่เก๋อซาถ่ายทอดพลังให้เชียวนะ!

ระดับแบบนี้ เขากลับทำอะไรคนธรรมดาไม่ได้หรือ

เขาสัมผัสได้ว่าในตัวอีกฝ่ายไม่มีพลังของเก๋อซาที่มีเฉพาะในหมู่ผู้ไล่ตามดวงดาวอยู่แม้แต่น้อย อีกฝ่ายใช้พละกำลังของคนธรรมดาสู้กับตนเองเท่านั้น

แต่เพราะแบบนี้นี่เองที่ทำให้เขาตกตะลึง

“เธอเป็นใครกัน...!?” ไป๋เฉาอันพูดยังไม่ทันจบก็ถูกขัดเสียก่อน

“จะให้โอกาสแกอีกสักครั้ง” ลู่เซิ่งแยกนิ้วพร้อมกับหมุนกำปั้น “ถ้าหากอ่อนแอแบบนี้อีก ฉันจะฆ่าแก”

“ปากดีนักนะ!”

ไป๋เฉาอันเกิดโทสะ ร่างกายกะพริบไปโผล่ด้านหลังลู่เซิ่งอีกรอบ ก่อนจะฟันมีดใส่ท้ายทอย

เคร้ง!

มีดถูกหยุดไว้...ด้วยหมัด!

เพล้ง!

มีดสั้นระเบิดออก ละอองเลือดสายกระจายเต็มพื้น ไป๋เฉาอันกระเด็นหมุนออกไปเหมือนกับกระสุนปืนใหญ่ แล้วหล่นเข้าไปในถุงขยะกองใหญ่ตรงมุมหนึ่งของกำแพง

“แกอ่อนแอเกินไป...” ลู่เซิ่งเดินเข้าไป “ฉันแสดงช่องโหว่ให้แกเห็นสิบสามครั้งเชียวนะ”

“ผู้ไล่ตามดวงดาวคนใหม่หรือ” อยู่ๆ ทางขวามือก็มีเสียงผู้ชายที่เย็นชาลอยมา

ฟิ้ว!

เสียงแหวกลมเข้าใกล้ด้วยความเร็วสูง ลู่เซิ่งยกมือขวาขึ้นป้องกันด้านหน้าอย่างฉับพลัน

เปรี้ยง!

แสงไฟสีแดงสายหนึ่งระเบิดขึ้นบนมือลู่เซิ่ง พลังระเบิดที่รุนแรงพัดเศษหินและสิ่งของทั้งหมดรอบๆ ออกไป แต่ลู่เซิ่งที่อยู่ใต้แสงไฟกลับไม่เป็นอะไรเลย

เขาสะบัดประกายไฟบนมือทิ้ง แล้วมองไปยังพื้นที่ไป๋เฉาอันเคยอยู่อย่างสงบ ตรงนั้นไม่เหลือใครแล้ว

เมื่อครู่นี้เอง เขาคิดออกแล้วว่าตนเองควรดำดิ่งเข้าไปในโลกใบนี้ด้วยบทบาทแบบไหน

ส่วนมือลอบสังหารคนนั้น ต่อให้ถูกคนพาตัวไปก็ไม่เป็นไร ถ้าหากคอหักแล้วยังรอด ก็ถือว่าเขาโชคดีแล้วกัน

              ..............................................
ลู่เซิ่งลูบบาดแผลบนมือ รู้สึกแสบๆ ร้อนๆ เล็กน้อย จากนั้นมองฝ่ามืออีกที มีหลายจุดที่ปรากฏรอยดำเกรียมเล็กๆ

เขามองไปยังทางต้นเสียงเมื่อครู่นี้

เขาในตอนนี้ไม่สามารถไล่ตามทันได้ นอกเสียจากว่าอีกฝ่ายจะโผล่มาปะทะกับเขาตรงๆ

‘กลับก่อนก็แล้วกัน ยังไม่ถึงเวลา’

ลู่เซิ่งปล่อยจิตวิญญาณออกไปสัมผัสสภาพรอบๆ เป็นครั้งสุดท้าย หลังแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครโผล่มาอีก จึงค่อยหมุนตัวเดินไปยังทิศทางของบ้าน

แกร๊ก

ตอนที่ลู่เซิ่งเปิดประตูเข้าไป ก็เห็นตู้เซี่ยขวางอยู่ด้านหน้าประตู สองตาจ้องมองโทรศัพท์ในมือ ไม่เข้าไปและไม่ออกมา

เหมือนกับเธอรู้แต่แรกแล้วว่าเขาจะเปิดประตูเข้าบ้าน จึงตั้งใจยืนรอเขาอยู่ตรงนี้

“พี่ ช่วงนี้ด้านนอกไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่ พี่ต้องระวังไว้ด้วยนะคะ อย่าไปที่เปลี่ยวล่ะ” ตู้เซี่ยพลันเงยหน้ากำชับ

“อืม พี่รู้แล้ว” ลู่เซิ่งพยักหน้า “พ่อแม่ล่ะ”

“แม่กำลังทำกับข้าว ส่วนพ่อ...ยังอยู่ที่ฌาปนสถานอยู่ค่ะ...” เสียงของตู้เซี่ยเบาลงเล็กน้อย

“ดีแล้ว...” ลู่เซิ่งลูบผมของตู้เซี่ย “อย่าเอาแต่ยืนนิ่งอยู่นี่สิ ไปพักผ่อนเถอะ”

“...อื้อ” ตู้เซี่ยพยักหน้า “จริงสิ ตอนที่พี่กลับมา ไม่ได้เจอเรื่องอะไรใช่ไหมคะ”

“ไม่เจอนะ ไม่เห็นมีอะไรเลย ทำไมเหรอ” ลู่เซิ่งทำหน้าเหลอหลา “ทำไมถามแบบนี้ล่ะ”

“ไม่มีอะไรค่ะ...เห็นในข่าวบอกว่า ช่วงนี้รอบๆ บ้านพวกเราวุ่นวาย...” ตู้เซี่ยก้มหน้าอธิบาย ดวงตาหลุกหลิก

“ไม่มีอะไรหรอก ไม่ต้องห่วง พี่เป็นมืออาชีพนะ” ลู่เซิ่งทำท่าเบ่งกล้ามแขน

“มาช่วยยกข้าวหน่อยจ้า” หลี่ช่านที่อยู่ด้านในเรียกทั้งสองเสียงดัง

“มาแล้วค่ะ”

“รู้แล้วครับ”

ลู่เซิ่งกับตู้เซี่ยรีบไปช่วย

คืนหนึ่งผ่านไปโดยไม่ได้พูดอะไรกันอีก วันต่อมา บาดแผลบนมือลู่เซิ่งดีขึ้นแล้ว เขาจึงเตรียมยกระดับต่อไป

เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์พอดี มีเวลาไปเข้าร่วมการชกมวยใต้ดินระดับอาชีพ เพื่อเผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับหัวกะทิของโลกใบนี้อย่างแท้จริงได้แล้ว

ลู่เซิ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะทำให้วิชาต่อสู้ผสานหลายสำนักเพิ่มระดับไปจนถึงระดับสิบแปดได้ระหว่างทาง

พละกำลังของเขาเพิ่มขึ้นถึงหกร้อยกิโลกรรม ในทางเดียวกัน ปราณโซ่ภายในของเขาก็ชัดเจนกว่าเดิมเช่นกัน ตราประทับสีเขียวเข้มบนไหล่ยิ่งเห็นได้ชัดกว่าเดิม

...

เปรี้ยง!

ลู่เซิ่งยกมือขึ้นป้องกันหมัดที่คู่ต่อสู้ต่อยมา แตะมืออีกข้างใส่ท้องของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบาแต่ว่องไวปานแสง

โครม!

กล้ามเนื้อและท้องของอีกฝ่ายกระเพื่อมออกไปรอบๆ เหมือนกับกระแสคลื่น กระอักเลือดออกมาคำโต พร้อมปลิวกระเด็นออกไปสองเมตรกว่าๆ ก่อนจะหล่นลงพื้นลุกไม่ขึ้นอีก

โอ้!

สนามมวยใต้ดินที่อยู่รอบๆ เกิดเสียงโห่ร้องเชียร์ด้วยความตื่นเต้นมากมายทันที

โค้ชคนหนึ่งชูมือขวาของลู่เซิ่งขึ้นสูง ไม่เห็นเขาทำสีหน้าอะไรอยู่เพราะว่าสวมหน้ากากผีสีดำน่ากลัวเอาไว้

“ผู้ชนะคือ เซอแมน!” คลื่นเสียงอันยิ่งใหญ่กลบเสียงโห่ร้องอย่างตื่นเต้นของผู้ชมไม่ได้

สิ่งที่แตกต่างจากโลกภายนอกก็คือ ลู่เซิ่งในตอนนี้ไม่มีความยินดียินร้ายใดๆ

‘อ่อนแอเกินไปแล้ว ไม่มีคู่ต่อสู้ที่ทำให้เราเอาจริงได้สักคน...’

แสงแฟลชกับเสียงโห่ร้องอันหนาแน่นในบริเวณรอบๆ ทำให้เขานึกรำคาญ

กลับไปถึงด้านหลังเวที เจ้าของโรงยิมการต่อสู้ผสานที่พาเขาเข้าร่วมการแข่งขันตัวสั่น พอเห็นลู่เซิ่งลงเวทีมา เขาก็รีบเข้าไปโอภาปราศรัยและแจ้งรายรับกับชื่อเสียงมากมายที่ได้จากการเข้าร่วมการแข่งขันในช่วงนี้ทันที

“ยังมีคนที่เก่งกว่านี้ไหม” ลู่เซิ่งกลับตัดบทเขา

นิคผู้เป็นเจ้าของโรงยิมที่กลายเป็นนายหน้าให้แก่ลู่เซิ่งได้ยินดังนั้นก็งุนงง

“ได้เงินฟรีๆ แถมยังกระทืบพวกอ่อนๆ ได้ง่ายๆ ยังไม่ดีอีกหรือ จำเป็นต้องไปเสี่ยงท้าสู้คู่ต่อสู้ที่เก่งกว่าด้วยหรือไง”

เมื่อมาถึงระดับการแข่งขันของลู่เซิ่งในตอนนี้ ก็สามารถท้าสู้ราชามวยอาชีพได้แล้ว เขาเอาชนะได้สิบสามครั้งติดต่อกัน แถมแต่ละครั้งยังชนะด้วยหมัดเดียวอีกต่างหาก เขาไม่กังขาในพลังของลู่เซิ่ง แต่ราชามวยพวกนั้นก็ไม่ใช่พวกไก่กาเช่นกัน เกิดเจอคู่ต่อสู้ที่ทำให้บาดเจ็บพิการเข้าคงจะขาดทุนป่นปี้แล้ว

“เป้าหมายที่ผมเข้าร่วมการแข่งขันคือการท้าสู้กับคนที่เก่งกว่า สู้ไก่อ่อนพวกนี้ไปก็เสียเวลาผมเปล่าๆ คุณ เข้าใจไหม” ลู่เซิ่งใช้สายตาดุร้ายกวาดมองนายหน้า แม้อีกฝ่ายจะเป็นเจ้าของโรงยิมซึ่งมีพลังไม่เลวเช่นกัน แต่พอโดนจ้องแบบนี้ก็ยังทำหน้าย่นอยู่ดี

นิคกัดฟันและคุร่นคิดเล็กน้อย

“ด้วยผลงานของเธอ ศึกหน้าฉันจะให้ลีปิสมา เขาเป็นราชามวยในท้องที่ของเมืองต้นบุปผานี่เอง”

“โอเค”

หลายวันต่อมา ราชามวยลีปิสถูกต่อยจนเลือดออกภายใน ต้องรักษาที่โรงพยาบาลหนึ่งวันหนึ่งคืนจึงค่อยรักษาชีวิตไว้ได้

หลายวันต่อมา ลู่เซิ่งได้สู้กับราชามวยอีกหลายคน แต่สุดท้ายก็เหมือนเดิม ราชามวยต้านกำปั้นเขาได้ครั้งเดียว จากนั้นทุกอย่างก็เป็นอันจบ

ถัดจากนั้นเขาก็ใช้ชื่อปลอมอย่างเซอแมนไปเข้าร่วมการแข่งชกมวยตามที่ต่างๆ

พละกำลังของเขาไม่มีช่องโหว่ให้โจมตี แต่ในด้านกระบวนท่า ในนี้มีราชามวยระดับอาชีพสองคนที่สร้างแรงบันดาลใจให้เขาไม่น้อย

ลู่เซิ่งค้นพบอย่างงุนงงว่า โลกมรรคายุทธ์ที่ไม่ได้ขยับเขยื้อนมานานของตนกลับเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว

โดยเริ่มจะพัฒนาไปยังขอบเขตปรมาจารย์ที่ไร้สิ่งเจือปน

เขาได้สร้างชื่อเสียงขึ้นในโลกระดับอาชีพอย่างค่อยเป็นค่อยไป เป็นเพราะว่าออกหมัดได้เร็วเกินไป ทั้งยังมีพละกำลังมากเกินไป กับรอยสักสีเขียวเข้มบนไหล่

ทางการที่จัดการแข่งชกมวยขึ้นได้มอบฉายาราชามวยลวงตาให้เขา

ไม่นานนัก หรือในเวลาสองสัปดาห์ การแข่งขันชกมวยระดับอาชีพใต้ดินของสหพันธรัฐ ก็ถูกลู่เซิ่งทะลวงจนหมด และชิงเข็มขัดทองของราชามวยแห่งสหพันธรัฐ มาได้สำเร็จ

ขณะเดียวกันเขายังได้เปลี่ยนสถานะไปตระเวนท้าสู้ตามสำนักต่างๆ ด้วย

สำนักใหญ่ๆ มีชื่อเสียงบางส่วนซึ่งมีปรมาจารย์ด้านการต่อสู้ที่เก่งกาจอย่างแท้จริงถูกเขาเข้าไปขอคำชี้แนะ ในนี้มีทักษะจำนวนไม่น้อยที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเขา

หลังจากลู่เซิ่งท้าสู้อย่างต่อเนื่อง ขอบเขตมรรคายุทธ์ของเขาก็ค่อยๆ เกิดการลอกคราบในระหว่างการขัดเกลาทักษะลักษณะนี้

...

ชายแดนของสหพันธรัฐ เขตเฝ้าระวังที่เจ็ด ทะเลทรายทางถนนตะวันตก

ตูม!

เสียงระเบิดกึกก้องดังมาอย่างรุนแรง คลื่นอากาศสีขาวที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางกว้างหลายสิบเมตรกลุ่มหนึ่งระเบิดออกไปรอบๆ อย่างรวดเร็วในลักษณะวงแหวน

เนินทรายแห่งหนึ่งถูกระเบิดเป็นพื้นราบในพริบตา ทรายจำนวนมากโปรยปรายลงมาดุจห่าฝน

บนพื้นเต็มไปด้วยคราบเลือดและแขนขา รถทหารกับซากสีดำเกรียมของรถถังกระจัดกระจายอยู่รอบๆ

มีซากเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงหนักอีกหลายลำกำลังลุกไหม้ ควันดำหนาลอยขึ้นท้องฟ้า ก่อนจะถูกพายุพัดจนบิดเบี้ยวและกระจัดกระจายออกไป

“เป็นแค่กองพันยานเกราะธรรมดา ต้องให้ฉันออกโรงเองเลยเหรอ” เด็กสาวผมแดงที่กำลังเลียอมยิ้มคนหนึ่งพูดขึ้น เธอเอียงหัวเหน็บโทรศัพท์ไว้กับคออยู่ข้างเนินทราย

“อื้อๆ...รู้แล้ว อย่าให้เหลือคนรอดสนะ ไม่ต้องห่วง...”

“ฉันรู้ว่าควรทำยังไงน่า”

“เสี่ยวไป๋ล่ะ กลับไปหรือยัง”

สวีเจินเจินใช้สองมือควบคุมโน้ตบุ๊คที่อยู่ด้านหน้าอย่างช่ำช่องพร้อมกับฟังเนื้อหาในโทรศัพท์ไปด้วย

“อะไรนะ ตายแล้วหรือ” อยู่ๆ เธอก็ใจหวิว ก่อนจะทำโทรศัพท์ตกบนทรายโดยไม่ทันระวัง

เสียงในโทรศัพท์ยังคงดังมา

“ไป๋เฉาอันออกไปได้ช่วงหนึ่งแล้ว ตอนนี้เป้าหมายยังเดินเหินได้อยู่เลย ฉันลองติดต่อกับเสี่ยวไป๋ดูแล้ว แต่ไม่ได้ผลลัพธ์ เบื้องบนเดาว่าอาจเป็นเพราะคนคนนั้นรู้ตัวแล้ว...”

“ก็เลยถูกจัดการงั้นเหรอ” สวีเจินเจินเม้มปากพร้อมกับหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเป่าเม็ดทรายที่เกาะอยู่ด้านบน

“ตอนแรกเสี่ยวอวี๋เตรียมจะลงมือแล้ว แต่ฉันขวางไว้ก่อน เกิดว่าคนคนนั้นรู้ตัวแล้วล่ะก็ อาศัยแค่พลังของผู้ไล่ตามดวงดาว ไม่มีทางเข้าใกล้ได้แน่” เสียงผู้หญิงในโทรศัพท์ฟังดูกังวลอยู่บ้าง

“ช่างเถอะ เดี๋ยวฉันจัดการเอง” สวีเจินเจินคายอมยิ้มในปากออก ก่อนกล่าวอย่างไม่นำพา

“ฆ่าคนของฉันไปแล้ว อยากจะเห็นพอดีว่า คนในเรื่องเล่าคนนั้นแข็งแกร่งขนาดไหน ใช้อะไรถึงเทียบเคียงกับมารนรกได้”

“งั้นก็ได้ ถ้าเป็นเธอ ต่อให้สู้ไม่ได้ก็สามารถหลบหนีได้” ทางปลายสายตอบรับเช่นกัน

สวีเจินเจินวางสาย ถอนใจเฮือกหนึ่ง แม้ไป๋เฉาอันจะเป็นผู้ไล่ตามดวงดาวที่เพิ่งดัดแปลงไม่นาน แต่ความภักดีต่อเธอนั้นไม่มีอะไรน่าสงสัย

“น่ารำคาญ...จริงๆ!”

ตูม!

เสาเพลิงสายหนึ่งระเบิดขึ้นใกล้ๆ อย่างฉับพลัน เสาเพลิงสีแดงสูงสิบกว่าเมตรพุ่งขึ้นจากพื้น แล้วระเบิดทะเลทรายรอบๆ เป็นหลุมใหญ่

...

กลางดึก เมืองต้นบุปผา

ลู่เซิ่งนั่งขัดสมาธิในห้องนอนพร้อมกับประสานมุทราแปลกประหลาดหลายท่า นี่เป็นวิธีการอันเรียบง่ายในการปรับเลือดลม

เขาปรับตัวเข้ากับวิชาต่อสู้ผสานหลายสำนักขั้นที่สิบแปดได้แล้ว จึงคิดจะเลื่อนระดับอย่างเป็นทางการอีกรอบในคืนนี้

เขาได้สร้างพื้นฐานร่างไว้ดีแล้ว ครั้งนี้ควรจะยกระดับเยอะๆ ได้สักที

‘ในเมื่อนักลอบสังหารในที่ลับมาหาเราแล้ว อย่างนั้นก็มีความเป็นไปได้สูงกว่าที่จะไปหาตู้ซวี่หนิงกับหลี่ช่านเช่นกัน ต้องเร่งมือจัดการปัญหาให้เร็วที่สุดซะแล้วสิ’

พลังที่มีอยู่ในตอนนี้ไม่พอใช้แน่นอนหากเผชิญกับเก๋อซาพลังแห่งเทพ

ลู่เซิ่งนั่งขัดสมาธิปรับสภาพลมหายใจ

‘ดีปบลู’

ชิ้ง

เครื่องมือปรับเปลี่ยนสีฟ้าเด้งออกมา

ลู่เซิ่งกดปุ่มปรับเปลี่ยน จากนั้นก็มองไปยังเนื้อหาบนกรอบด้านล่างสุดในตอนนี้

[วิชาต่อสู้ผสานหลายสำนัก: ขีดจำกัดอันดับสิบแปด (คุณสมบัติพิเศษ: วิชามวยไร้เสียง, ทะลวงขีดจำกัดกายเนื้อระดับเก้า, ปราณโซ่ภายในระดับเก้า, การดูแลแห่งแม่ธรณี)]

‘ยกระดับเถอะ ขอดูหน่อยซิว่าการดูแลแห่งแม่ธรณีคืออะไรกันแน่’ ลู่เซิ่งกดปุ่มเรียนรู้ด้านหลังกรอบ

พลังอาวรณ์หกหน่วยหายไปในพริบตา

พอวิชาต่อสู้ยกระดับถึงขีดจำกัดอันดับสิบเก้า สิ่งอื่นๆ ก็ยกระดับตามมา ร่างกายสัมผัสได้ว่ามีกระแสความอบอุ่นกระจายไปทุกที่ กล้ามเนื้อกำลังแข็งแกร่ง ทนทาน ทรงพลังขึ้น ผิวหนัง อวัยวะภายใน และกระดูกก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

‘ต่อเลย’ ลู่เซิ่งสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง หลับตาลงและกดบนปุ่มเรียนรู้อีกรอบ

กรอบพร่ามัวและชัดเจนขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เวลาค่อยๆ ผันผ่าน

หนึ่งชั่วโมง

สองชั่วโมง

สามชั่วโมง

ขนาดร่างกายของลู่เซิ่งไม่ได้ขยายใหญ่มากเกินไป หากหยุดอยู่ในสภาพพิเศษที่สมดุลถึงขีดสุด ตราประทับบนไหล่เหมือนกับทั้งทำให้เขารักษาขนาดร่างกายและรักษาการทวีขึ้นของพลังได้

ยิ่งระดับการเรียนรู้สูงเท่าไหร่ ตราประทับบนไหล่ลู่เซิ่งก็ยิ่งสว่างมากขึ้นเท่านั้น

ไม่นานนักห้องทั้งห้องก็ปรากฏแสงสีเขียวชั้นหนึ่งขึ้นอย่างขมุกขมัว

เงาผู้หญิงงดงามที่พร่ามัวสายหนึ่งในแสงสีเขียวโผล่ขึ้นด้านหลังลู่เซิ่ง แล้วยื่นสองแขนมาวางบนไหล่ของเขาเบาๆ

เธออ้าปากเล็กช้าๆ พร้อมกับพ่นงูสีแดงตัวเล็กๆ จำนวนมากออกมา พวกมันทะลักเข้าไปในตราประทับบนไหล่ลู่เซิ่งอย่างรวดเร็ว

พรึ่บ

ลู่เซิ่งลืมตาขั้นอย่างฉับพลัน ก่อนจะยื่นมือไปจับคอของผู้หญิงบนไหล่

เปรี้ยง!

เงาระเบิด ผู้หญิงหายตัวไป มีแต่เสียงหวีดร้องเบาๆ ดังมาจากในอากาศอย่างเลือนราง

              ..............................................
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ

ความคิดเห็น