616-620

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง ระบบโกงสกิล
บทที่ 616ถึง620
หลังจากจัดการปัญหาทุกอย่างเสร็จ ลู่เซิ่งก็ห่อหุ้มตัวถูจินกับเต๋ออวิ๋นบินไปยังสุดขอบฟ้า ระหว่างทางไม่มีการอำพรางใดๆ ทั้งสิ้น เจอใครก็ฆ่าทิ้ง เจอบ้านเรือนหลังใดก็ทำลาย

ฉวยจังหวะที่กลุ่มองครักษ์ประจำเมืองยังไม่รู้ตัวและค่ายกลคุ้มครองเมืองยังไม่ถูกเปิด ลู่เซิ่งตีฝ่าออกไป ก่อนจะหนีไปยังที่ไกล

ตระกูลหลิงบาดเจ็บล้มตายสาหัส ผู้อาวุโสใหญ่ที่เป็นผู้เข้มแข็งอันดับแรกประจำตระกูลได้รับบาดเจ็บหนักเพราะท่าไม้ตายและของวิเศษคู่ชีวิตถูกทำลาย ทางสายของหลิงซือเฉิงซึ่งเป็นขุมกำลังอันดับสองได้รับความเสียหายอย่างหนักจนไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้เช่นกัน

ดีที่วันต่อมาผู้อาวุโสสองหลิงเฉิงเซ่อฟื้นคืนมาควบคุมสถานการณ์ใหญ่ จึงพอประคับประคองไว้ได้

กระนั้นไม่ว่าหลิงเฉิงเซ่อจะพยายามอย่างไร สถานการณ์ใหญ่ก็ถูกกำหนดไว้แล้ว ตระกูลยิ่งใหญ่ที่มีสุดยอดอริยะเจ้าคุ้มครองตระกูลนี้เริ่มตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว

คดีครั้งนี้เลวร้ายถึงขีดสุด ขณะที่ลู่เซิ่งทำลายเมืองล้อมขุนเขา มีคนบาดเจ็บล้มตายหกพันกว่าคน แถมองครักษ์หลักของตระกูลหลิงก็ล้วนตายจนหมดสิ้น

กลุ่มลาดตระเวนซึ่งเป็นทัพรักษาเมืองมีมากกว่าร้อยคนถูกฆ่าในการขัดขวาง ชาวบ้านผู้บริสุทธิ์โดนลูกหลงจนบาดเจ็บล้มตายหลายร้อยคน

เกิดผลกระทบที่เลวร้ายถึงขีดสุด

ซุนเหอเจ้าเมืองล้อมขุนเขาประกาศเรียกระดมทัพหิมะอย่างเป็นการเร่งด่วน และสั่งให้ไล่ล่าตัวหมอลู่เยวี่ยทันที

เขตที่สามสั่นสะเทือน รีบส่งข่าวถึงเขตที่สี่และเขตที่สองเพื่อร่วมมือกันในการสั่งล่าตัวลู่เซิ่งทันที

...

เขตที่สี่ ข่ายภูเขามังกร

ระหว่างทะเลป่าที่หนาแน่น เส้นทางเดินรถสีเขาวอมเทาที่คดเคี้ยวเหมือนกับผืนผ้าอ่อนนุ่มทอดตัวอยู่ในป่าเขาที่สูงต่ำเป็นลูกคลื่น

บนเส้นทางเดินรถ รถม้าประหลาดสีดำสนิทที่เป็นทรงรีคันหนึ่งกำลังแล่นไปตามมุมหนึ่งของเขามังกรด้วยความเร็วปานกลางอย่างมั่นคง

ในตัวรถ

ลู่เซิ่งสวมเสื้อคลุมสีดำผืนหนา ปกคลุมร่างกายทั้งหมดยกเว้นดวงตาเอาไว้ เขานั่งอยู่ด้านหน้าโต๊ะไม้ กำลังจิบชาร้อนเบาๆ

ถูจินนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ส่วนเต๋ออวิ๋นนั่งอยู่ด้านข้าง ทั้งสามคนไม่พูดอะไรกันอยู่ชั่วขณะ

“เจ้า...ตัดสินใจจะไปจริงๆ หรือ” ผ่านไปพักใหญ่ๆ ถูจินจึงค่อยเอ่ยถาม

เต๋ออวิ๋นได้ยินดังนั้นก็มองลู่เซิ่งอย่างกระวนกระวาย พร้อมรอคอยคำตอบของเขา

ลู่เซิ่งเงียบงันครู่หนึ่ง

“ลู่เยวี่ยไม่มีทางลืมการดูแลของอาจารย์ในช่วงเวลานี้ ข้าในตอนนี้มีแต่จะนำปัญหามาให้ตระกูลถู ดังนั้นการจากไปจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด”

ถูจินอ้าปาก แต่กลับไม่ทราบว่าควรพูดอะไรดี ครู่ต่อมา เขาจึงได้แต่เงียบงัน

“แต่เจ้าลืมเซินเซินได้หรือ!?” เต๋ออวิ๋นอดเอ่ยปากขึ้นด้านข้างไม่ได้ “พวกเจ้าอยู่ด้วยกันทุกคืน! นอกจากเจ้าแล้ว เซินเซินคงจะหาคนที่เหมาะสมกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว!”

ลู่เซิ่งเกือบสำลักน้ำชา

เขาแค่ลดไขมันให้เซินเซินเฉยๆ ระหว่างพวกเขาบริสุทธิ์จนไม่รู้จะบริสุทธิ์อย่างไรแล้วเข้าใจไหม!?

“ท่านกลับไปถามเซินเซินเองเถอะ ข้ากับนางไม่มีอะไรกันจริงๆ” ลู่เซิ่งอธิบายอย่างเอือมๆ

“ที่สะโพกซ้ายของนางมีไฝกี่เม็ด”

“หนึ่งเม็ด”

ลู่เซิ่งตอบจบก็สะดุ้งทันที ไม่ใช่เพราะเต๋ออวิ๋นหลอกถามเขา หากเพราะคิดไม่ออกว่าเต๋ออวิ๋นทราบเรื่องส่วนตัวนี้ได้อย่างไร...

“เจ้ายังมาบอกอีกหรือว่าไม่ชอบนาง!?” เต๋ออวิ๋นไม่รู้ตัวว่าตนเองพูดเรื่องราวที่น่าตกตะลึงขนาดไหน แถมยังถลึงตาและตะโกนใส่ลู่เซิ่งอย่างโมโห โดยไม่ได้สนใจถูจินที่แววตาประหลาดพิกลขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่น้อย

“ข้าก็แค่ลดไขมันให้นางเฉยๆ ไม่ต้องห่วงหรอก ข้าไม่เห็นจุดสำคัญเลยสักจุดเดียว” ลู่เซิ่งปลอบอย่างอ่อนโยน

“เชื่อก็บ้าแล้ว!” เต๋ออวิ๋นหน้าแดงก่ำ คิดจะชกต่อยกับลู่เซิ่งสักยก แต่กลัวถูกฆ่าในเสี้ยววินาที จึงได้แต่นั่งหอบหายใจอยู่ที่เดิม

“ท่านชอบนางกระมัง” ลู่เซิ่งโพล่งถาม

เต๋ออวิ๋นตัวแข็งทื่อ พูดอะไรไม่ออกชั่วขณะ

จะว่าไป เซินเซินในตอนนี้ได้ผลัดเส้นเอ็นเปลี่ยนกระดูก หลังจากการผ่าตัดลดไขมันหลายครั้งของลู่เซิ่งก็กลายเป็นสาวงามเจ้าเนื้อตามมาตรฐานแล้ว

โดยเฉพาะหลังจากลู่เซิ่งช่วยนางขจัดรอยเหี่ยวย่นที่เหลืออยู่ ผิวของนางก็เต่งตึงเรียบเนียนเป็นพิเศษ ไม่มีใครมองออกว่าก่อนหน้านี้นางเป็นหญิงสุดขี้เหร่ที่มีน้ำหนักน่าสะพรึงกลัวอีกแล้ว

“ข้าเข้าใจแล้ว” ลู่เซิ่งพยักหน้า แล้วมองไปยังอาจารย์ถูจิน

“อาจารย์ ถ้าให้เต๋ออวิ๋นคบหากับเซินเซิน ข้าจะวางใจมาก”

ถูจินพยักหน้าอย่างจริงจัง ความจริงเขาก็คิดแบบนี้ไว้แต่แรกแล้วเช่นกัน ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่ได้คิดไปเอง

“เสี่ยวเยวี่ย ความจริง ข้าอยากถามคำถามหนึ่งมาโดยตลอด” ถูจินอ้ำๆ อึ้งๆ เล็กน้อย เหมือนไม่ทราบว่าควรจะเรียงประโยคอย่างไร

ลู่เซิ่งรู้ว่าเขาจะถามอะไร จึงยิ้มและเอ่ยก่อนว่า

“สิ่งที่ข้าใช้ที่ตระกูลหลิงเมื่อก่อนหน้านี้เป็นด้ายกระตุ้นวิญญาณของวิชารักษาที่มีแบบแผนจริงๆ” ลู่เซิ่งทำท่านึกย้อนถึงความหลัง

“ความจริง สาเหตุที่ข้าไม่เลือกเส้นทางอื่น หากเรียนรู้วิชารักษาที่มีแบบแผนจนถึงที่สุด เป็นเพราะตอนนั้นข้าพบว่า พรสวรรค์ในด้านวิชารักษาของข้าน่าตกตะลึงพึงเพริดจริงๆ”

เขาส่ายหน้าเล็กน้อย เหมือนกับค่อนข้างสะท้อนใจ

ถูจินกับเต๋ออวิ๋นพยักหน้าเบาๆ สามารถผลักดันวิชารักษาที่มีแบบผันไปถึงระดับที่แม้แต่พวกเขาก็ไม่เข้าใจในเวลาที่สั้นขนาดนี้ได้ พรสวรรค์นี้น่าตกตะลึงพึงเพริดจริงๆ

ลู่เซิ่งเอ่ยต่อ “ข้าก็เลยเลือกเส้นทางรักษาตั้งแต่เริ่ม ต่อมาข้าค้นพบโดยไม่ได้ตั้งใจว่าความก้าวหน้าในด้านพลังฝึกปรือของข้าเหนือกว่าเต๋ออวิ๋นโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่เป็นเพราะว่ายกระดับเร็วเกินไป ข้าจึงนึกกลัวอยู่บ้าง เลยแอบสังเกตอาจารย์ดู ทว่าสิ่งที่คาดไม่ถึงก็คือ ข้าพบว่าแม้แต่อาจารย์ก็ถูกข้าก้าวข้ามไปแล้ว ตอนนี้ข้าจึงกลัวยิ่งกว่าเดิม ปรับตัวอยู่นาน ถึงค่อยๆ เคยชินกับสภาพแบบนี้”

“ข้าอยากรู้ว่า หากศึกษาวิชารักษาที่มีแบบแผนไปตลอด จะไปถึงขอบเขตสูงสุดอย่างแปลงวิญญาณลวงได้จริงๆ หรือ” ถูจินอดถามไม่ได้

“ทำได้” ลู่เซิ่งพยักหน้าอย่างจริงจัง “ขอแค่ท่านพยายามมากพอ”

ถูจินมองลู่เซิ่งอย่างงุนงงเล็กน้อย จากนั้นก็เหมือนเข้าใจสิ่งใด จึงยิ้มอย่างกระจ่างแจ้งและปลาบปลื้ม

เขาพยายามมาค่อนชีวิตแล้ว เหตุใดจึงฟังความนัยในประโยคนี้ของลู่เซิ่งไม่ออก

คำพูดที่เรียบง่ายนี้ ความจริงแปลได้ว่า ขอแค่มีพรสวรรค์มากพอ แปลงวิญญาณลวงอะไร ล้วนไม่ใช่ความฝัน!

แต่ว่ามีแต่ลู่เซิ่งซึ่งมีพรสวรรค์น่ากลัวเท่านั้นจึงมีสิทธิ์พูดว่า ‘ขอแค่พยายาม’ อันแสนเลื่อนลอย

แม้จะท้อ ทว่าอย่างน้อยถูจินก็รู้แล้วว่าวิชารักษาที่มีแบบแผนของตัวเองยังอยู่ในทางหลักหรือมหามรรคาซึ่งสามารถไปถึงจุดสูงสุดได้

ทั้งสองคนต่างเข้าใจความนัยที่แท้จริงของคำตอบนั้น

ลู่เซิ่งจึงไม่พูดอะไรต่ออีก เพียงมองเต๋ออวิ๋นพลางถอนใจเฮือกหนึ่ง ก่อนจะยื่นมือไปตบไหล่อีกฝ่าย

เมื่อเดินมาถึงระดับของเขา จะมองเห็นเครือข่ายระบบพลังส่วนใหญ่ของโลกออก

ระบบแทบทั้งหมด ไม่ว่าจุดเริ่มต้นจะเป็นอย่างไร สุดท้ายก็จะเดินถึงระดับย้อนคืนสู่ต้นกำเนิดหรือแก่นแท้ของพลังทั้งสิ้น

เหมือนกับด้ายกระตุ้นวิญญาณสีทองเมื่อก่อนหน้านี้ ความจริงพลังการทำให้บริสุทธิ์ของแปลงวิญญาณลวงเป็นพลังงานที่เป็นต้นกำเนิดหรือธรรมชาติที่แท้จริงของด้ายกระตุ้นวิญญาณ

ขอบเขตของพลังงานชนิดนี้แสดงออกมาอย่างหมดจดหลังจากหัวใจแห่งโลหิตบังคับเลื่อนระดับขึ้น

และหลังจากไปถึงต้นกำเนิด สัมผัสธรรมชาติของความเข้าใจและการควบคุมได้แล้ว ก็จะกลายเป็นระดับเจ้าแห่งอาวุธจำลอง

ภายใต้เงื่อนไขนี้ หากไม่เข้าใจพลังงานอันเป็นธรรมชาติและต้นกำเนิด ไม่ว่าจะยกระดับพลังมากแค่ไหน ก็ไปถึงได้แค่ขีดจำกัดของอริยะเจ้า หรือต่ำกว่าเจ้าแห่งอาวุธจำลอง

นี่เป็นค่าขีดจำกัดที่ตายตัว

การที่มีการเปลี่ยนแปลงของจำนวนก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพ เอามาใช้กับตรงนี้ไม่ได้

พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าหากผู้เข้มแข็งคนหนึ่งไม่เข้าใจต้นกำเนิดและธรรมชาติ ต่อให้สะสมพลังมากขนาดไหน เขาก็ไปถึงได้แค่จุดสูงสุดของระดับอริยะเจ้าเท่านั้น ไม่อาจฝ่าไปถึงระดับเจ้าแห่งอาวุธจำลองได้

หลังเข้าใจต้นกำเนิดและธรรมชาติแล้ว จะสามารถควบคุมมันได้อย่างสมบูรณ์ จากนั้นจึงมีสิทธิ์เปิดประตูในใจ แล้วสำเร็จเป็นเจ้าแห่งอาวุธ

นี่เป็นการยกระดับชีวิต

ลู่เซิ่งได้เข้าใจจุดสำคัญข้อนี้จากการเดินทางไปตระกูลหลิง โดยเฉพาะหลังจากที่ยกระดับวิชารักษาที่มีแบบแผนขึ้นหลายร้อยระดับอย่างสุดกำลัง เขาก็ได้สั่งสมปริมาณถึงระดับที่ไม่อาจรับไหวอีกต่อไป

ทว่าถ้าไม่มีการยกระดับจากหัวใจแห่งโลหิต ตัวเขาที่สัมผัสและควบคุมระดับต้นกำเนิดแก่นสารไม่ได้ ก็อย่าคิดจะเลื่อนจากระดับชูศัสตราไปถึงระดับเจ้าแห่งอาวุธเลย

“ข้าจะพยายาม! ไม่ช้าก็เร็วต้องตามเจ้าให้ทันให้ได้!” เต๋ออวิ๋นเอ่ยอย่างจริงจัง เขาไม่เหมือนกำลังล้อเล่น

ลู่เซิ่งไม่ได้พูดอะไร

ม้าประหลาดสีดำที่มีปีกสั้นๆ งอกใต้ชายโครงลากรถไปอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดก็ไปถึงลานเล็กของตระกูลถูในตอนบ่ายของวันนั้น

ในลานมีกลุ่มลาดตระเวนของเขตที่สี่มารอคอยอยู่ไม่น้อยแล้ว

พวกเขามาเพราะคำสั่งจับกุมจากเขตที่สาม แต่คนที่ลงรถมีแค่ถูจินกับเต๋ออวิ๋นเท่านั้น ไม่มีผู้ใดอีก

ลู่เซิ่งลงรถกลางทาง แล้วมุ่งหน้าไปยังถ้ำใต้ดินของตัวเองตามลำพัง

เขาคิดไปยังนครหลวงเพื่อเข้าร่วมกับขุมกำลังหลักของนครตราชั่งแล้ว

การอยู่ด้านนอกตามลำพังไม่อาจรับประกันได้จริงๆ ว่า ตนจะจุติไปยังโลกด้านนอกอย่างปลอดภัยได้แน่นอน

ทว่าหากเข้าร่วมกับขุมกำลังใหญ่ได้ก็จะไม่เหมือนกันแล้ว ทรัพยากรและจำนวนคนที่ขุมกำลังขนาดใหญ่เรียกใช้ได้สุดที่สำนักมารกำเนิดเมื่อก่อนหน้านี้จะเทียบเคียงได้

ลู่เซิ่งไม่เสียใจกับการระเบิดพลังที่ตระกูลหลิงในครั้งนี้ เขารู้สึกว่าตนเองอดทนถึงขีดจำกัดแล้ว แถมปราณมารอันเกรี้ยวกราดของวิถีแปดมารสูงสุดในร่างก็กำลังพลิกม้วนอย่างรุนแรงอยู่พอดี

แม้ว่าต้นกำเนิดของไฟหยินจะมีคำว่าหยินอันหมายถึงร่มเงา แต่อย่างไรก็เป็นไฟ ดังนั้นเขาจึงมีความอดทนสั้นมาแต่ไหนแต่ไร

กอปรกับในอดีตตอนเป็นคนธรรมดา ลู่เซิ่งที่มีนิสัยใจร้อนก็กล้าถือดาบเข้าห้ำหั่นกับภูตผีอยู่แล้ว

ตอนนี้ยิ่งอย่าว่าแต่ถูกคนคุกคามและยั่วยุติดต่อกัน

ดังนั้น เขาจึงระเบิด ถ้าไม่ใช่เพราะสุดท้ายคงสติไว้ได้ ไม่ได้ฆ่าหลิงซือเฉิงกับหลิงเฉิงเช่อ คาดว่าตอนนี้ตระกูลหลิงคงถูกล้างโคตรไปแล้ว

ตระกูลที่มีอริยะเจ้าแค่คนเดียว ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ว่าไม่เคยถูกทำลายมาก่อน

ยิ่งอย่าว่าแต่ระบบพลังของอริยะเจ้าที่อยู่ที่นี่แตกต่างจากดาวปรภพ จึงไม่ได้รับมือยากเหมือนดาวปรภาพ

อริยะเจ้าของที่นี่ไม่มีพลังคืนชีพที่แข็งแกร่งและรับมือยาก หากฟาดตายก็จะตายทันที แต่ทางดาวปรภพ หากเผลอพลาดไปแค่จุดเดียว ก็ต้องเตรียมป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายหลบหนี

แน่นอนว่าแม้จะหลีกเลี่ยงโทษตายได้แต่โทษเป็นก็ยากหลบหนี หลิงเฉิงเช่อไม่เป็นไร กระนั้นหลิงซือเฉิงกลับพิการแล้ว บังอาจมาข่มขู่เขา ลู่เซิ่งย่อมไม่ใจอ่อน

ลู่เซิ่งที่แยกทางกับถูจินมุ่งหน้าไปยังถ้ำใต้ดินเพื่อจัดการเก็บวัสดุทรัพยากรที่สะสมมา ทั้งหมดถูกโยนเข้าไปในไข่มุกกลืนสมุทรชั่วคราว จากนั้นเขาก็จัดการเผาถ้ำทั้งถ้ำจนราบ แล้วบ่ายหน้าไปยังนครหลวง

แม้จะเสียดายช่องทางทำเงินจากผู้ป่วยเรื้อรังจำนวนมากที่สร้างไว้ที่นี่อยู่บ้าง แต่อุบัติเหตุเกิดขึ้นแล้ว จึงมัวแต่ลังเลไม่ได้อีก อะไรที่ควรทิ้งก็ต้องทิ้ง อะไรที่ควรตัดก็ต้องตัด

ลู่เซิ่งซึ่งปลอมตัวเป็นจอมยุทธ์พเนจรธรรมดามุ่งหน้าไปยังเมืองข่ายมังกรก่อน จากนั้นเขาก็ได้เห็นใบประกาศจับของตัวเองที่ประตูเมือง

ขุมกำลังที่ดูแลเขตที่สี่มีการเคลื่อนไหวแล้ว แต่ไม่ได้รุนแรงอะไรนัก เห็นได้ว่าพวกเขาไม่คิดจะล่วงเกินและกดดันผู้เข้มแข็งระดับเจ้าแห่งอาวุธคนหนึ่งมากเกินไป ภาพวาดภาพนั้นถึงวาดอย่างหล่อเหลาเอาการจนเหมือนคนละคนโดยสิ้นเชิง

ต่อมาลู่เซิ่งก็ข้ามค่ายกลส่งตัวมากมายติดต่อกันอย่างปลอดภัย วันที่สามหลังจากออกจากเขตที่สี่หรือข่ายเขามังกรมา เขาก็ได้เข้าสู่นครหลวง

กลุ่มสิ่งก่อสร้างสีเหลืองที่เชื่อมต่อกันเหมือนกับรูปสลักที่เอาทรายเหลืองมาแช่แข็งแล้วแกะสลักไว้ นครหลวงเต็มไปด้วยร่องรอยประวัติศาสตร์เก่าแก่ กลิ่นอายหนาหนักล้ำลึกกระจายอยู่ตามถนนหนทาง

ลู่เซิ่งค้นหาไปทั่ว ไม่นานก็เจอหอคอยดวงใจขับขานที่ไม่สะดุดตาเท่าไรที่มุมตะวันตกเฉียงเหนือของนครหลวง

              ..............................................
รอบๆ กำแพงเก่าแก่สีเหลืองอมเทาด้านในหอคอยดวงใจขับขานคือตรอกที่คับแคบ

เวลายามพบคล่ำ แสงอาทิตย์สายัณห์สาดลอดเข้ามา ย้อมตรอกเกือบครึ่งเป็นสีแดงและย้อมกรอบประตูเป็นสีแดงอมเทาเช่นกัน

ลู่เซิ่งสูดหายใจลึกพร้อมกับเหลียวมองรอบๆ หนูที่มีผิวสีดำกลุ่มหนึ่งกำลังแย่งเศษอาหารกันข้างกองขยะ ดูเหมือนจะเป็นก้างปลาชนิดหนึ่งที่ถูกแทะจนเกลี้ยงแล้ว

ซู่ๆ

หนูหลายตัวตกใจจนหนีเตลิดเพราะสายตาของลู่เซิ่ง

ลู่เซิ่งละสายตากลับมามองประตูหอคอยดวงใจขับขานด้านหน้า หอคอยดวงใจขับขานนี้ นอกจากประตูหน้าต่างแล้ว ก็ไม่มีร่องรอยอื่นๆ แม้แต่น้อย

“ท่านจะเข้าไปไหม ถ้าไม่เข้าไปก็หลีกทางหน่อย” ตอนที่ลู่เซิ่งกำลังสำรวจรอบๆ เพื่อดูว่าจะเข้าไปได้อย่างไรนั้นเอง

ด้านหลังก็มีเสียงสตรีที่เย็นชาและแหบพร่าดังมา

ลู่เซิ่งหันกลับมา ด้านหลังมีบุรุษสตรีที่แต่งตัวแตกต่างกันสองคนยืนอยู่

คนหนึ่งเหมือนกับหญิงรับใช้ชราทั่วไปที่คนร่ำรวยให้การช่วยเหลือมา รูปโฉมภายนอกมีอายุราวสี่สิบกว่าปี

บุรุษอีกคนอย่างมากสุดมีอายุสิบกว่าปี ชุดแขนสั้นสีน้ำเงินปักลายดอกเหมย เป็นดอกเหมยในลักษณะต่างๆ หน้าตาไม่ชายไม่หญิง หล่อเหลาพอสมควร แต่ก็เห็นถึงความอึดอัดคับข้องใจและความหดหู่ได้จากบนตัว

ทั้งสองคนยืนหนึ่งหน้าหนึ่งหลังอยู่ด้านหลังลู่เซิ่ง

“พวกท่านตามสบาย” ลู่เซิ่งหลีกทางให้

ทุกคนสามารถเข้าไปในหอคอยดวงใจขับขานได้ โดยไม่มีการจำกัดอายุ ตำแหน่ง และสถานะ

หญิงชราคนนั้นสาวเท้าเดินผ่านด้านหน้าลู่เซิ่ง ก่อนจะเข้าประตูของหอคอยดวงใจขับขานโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

ต่อมาหลังจากบุรุษหล่อเหล่าคนนั้นยืนลังเลอยู่หน้าประตูสักพัก ก็กัดฟันก้าวตามเข้าไป

ลู่เซิ่งไม่ได้รีบร้อนเข้าไป หากนึกทบทวนถึงข้อมูลของหอคอยดวงใจขับขานที่เก็บรวบรวมมาได้ในช่วงนี้

การตรวจสอบและการทดสอบด้านในหอคอยดวงใจขับขานมีอยู่หลากหลายชนิด ทั้งยังมีรูปแบบไม่ซ้ำกัน การทำงานของกลไกลก็ไม่ทราบว่าเป็นแบบไหน

แต่ว่าหอคอยดวงใจขับขานทั้งหมดมีคุณสมบัติพิเศษร่วมกันอย่างหนึ่ง นั่นก็คือสามารถคัดเลือกอัจฉริยะที่มีคุณสมบัติไม่เลว มีอำนาจจิตแรงกล้า และมีทัศนคติตรงกับนครตราชั่งได้อย่างแม่นยำ

ลู่เซิ่งยืนอยู่หน้าประตูหอคอยดวงใจขับขาน ไม่ได้เข้าไป เพียงแต่จ้องมองคนอื่นๆ ที่มาทีหลังเข้าไปก่อน

ประตูของที่นี่เข้าได้ออกไม่ได้ พริบตาที่ทุกคนเข้าไป จะเห็นระลอกคลื่นสีดำเล็กๆ กระเพื่อมอยู่ด้านในประตูได้

‘ไม่มีปฏิกิริยาของพลังงาน ไม่มีเสียงของกลไก...หอคอยดวงใจขับขานแห่งนี้...ดูเหมือนไม่สามารถคำนวณรูปแบบได้...’ คนแทบทุกคนที่ลู่เซิ่งเห็นที่นี่ล้วนเตรียมตัวมาหลากหลายรูปแบบ ก่อนจะก้าวเข้าหอคอยดวงใจขับขาน

บางคนก็พกของพะรุงพะรัง บางคนก็พกไม่กี่อย่าง บางคนพกจี้มามากมาย ถึงขั้นมีบางคนพกสัตว์ป่ามาด้วย

ชมดูอยู่สองชั่วยามกว่าๆ ลู่เซิ่งไม่ได้ผลลัพธ์อะไร ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงค่อยลุกขึ้นยืน

เขาเดินไปด้านหน้าประตู

หอคอยดวงใจขับขานสูงสามหมี่ กว้างหนึ่งหมี่กว่า บนกรอบไม่มีลวดลายรูปภาพใด เพียงมีตัวอักษรที่เหมือนคำจารึกอยู่ด้านบน

ลู่เซิ่งแยกแยะสักพัก ก็พบว่าตัวหนังสือนี้ไม่ใช่ภาษาภัยพิบัติ และไม่ใช่ภาษาใดๆ ที่เขารู้จัก

‘ในเมื่อหาแบบแผนไม่เจอ ก็ได้แต่ต้องลองเองแล้ว’

ลู่เซิ่งใช้มือยันกรอบประตู แล้วก้าวไปด้านหน้าทันที

ควับ

เยื่อบางที่อ่อนโยนและเปียกแฉะเลื่อนผ่านร่างเขาไปเหมือนกับตัดทะลุฟองสบู่

ตรงหน้าลู่เซิ่งกะพริบแวบหนึ่ง ก่อนจะทะลุเข้าบานประตูไป

เสียงเอะอะวุ่นวายบนถนนรอบๆ ตัวเงียบลงในพริบตา หายไปอย่างไร้ร่องรอย

สิ่งที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขาเหมือนกับตรอกหน้าประตูทางเข้าไม่มีผิด

สิ่งที่แตกต่างเพียงหนึ่งเดียวคือตรอกนี้ไม่มีใครสักคนเดียว

รอยกระดำกระด่างสีเทาตามกาลเวลาติดอยู่บนผนังทั้งสองด้าน มุมบางส่วนถึงขั้นกะเทาะหลุดร่วง เผยให้เห็นกำแพงในชั้นลึกที่เป็นสีขาวอมเทา

ลู่เซิ่งตบชุดคลุมสีเทาบนร่างตัวเอง ตอนนี้เขาแต่งตัวไม่ต่างจากนักศึกษาธรรมดาบนถนน

ชุดคลุมสีเทาคลุมถึงเข่า กางเกงตัวยาวสีขาว รองเท้าหนังใบเล็กสีน้ำตาล มัดย่ามสีน้ำเงินเข้มใบหนึ่งไว้บนร่าง แขวนน้ำเต้าเล็กๆ สีดำไว้ที่เอว

การแขวนน้ำเต้าเป็นลักษณะเด่นในนครตราชั่ง มีความหมายถึงขอให้ร่มเย็นเป็นสุข

สิ่งที่แตกต่างเพียงหนึ่งเดียวก็คือ เขาตัดผมตัวเองจนสั้น กลายเป็นผมสั้นที่หายาก

ยืนสังเกตอยู่ในตรอกสักพัก ลู่เซิ่งก็ค้นพบอย่างเลือนรางว่า เวลาที่อยู่ในตรอกเล็กนี้เหมือนจะยาวมาก

เขาเดินไปถึงปากตรอก แล้วลูบรอยยุบกับรอยขีดข่วนที่ปรากฏบนผิวของผนัง

รอยขีดข่วนเหมือนกับเกิดจากกรงเล็บแหลมคมบางชนิด

ปราณมารหลายสายซึมเข้าไปผ่านรอยขีดข่วน ความเร็วกัดกร่อนช้ามาก

‘ระดับการผุกร่อนอย่างน้อยหลายพันปี...’ ลู่เซิ่งได้รับบทสรุปในใจ

จากนั้นเขาก็เดินออกจากตรอกเล็ก ด้านนอกเป็นถนนที่โล่งกว้างเงียบสงัดแต่ยุ่งเหยิงแห่งหนึ่ง

ร้านค้าบนถนนสองฟากข้างว่างเปล่า ทอดตามองไกลผ่านหน้าต่าง ยังสามารถเห็นฝุ่นหนาที่จับอยู่บนชั้นสินค้าได้ เศษหินมากมายกองระเกะระกะบนพื้น ยังมีผงสีดำที่ไม่รู้ว่าคืออะไรบางส่วน

‘ที่นี่...’ ลู่เซิ่งขมวดคิ้ว เขาเพิ่งจะมาจากถนนของนครตราชั่ง ที่นี่คล้ายกับถนนเส้นนั้นมาก แต่กลับแฝงกลิ่นอายเก่าแก่และไม่คุ้นเคย

โครงสร้างเล็กๆ ของสถานที่มากมายเองก็ไม่เหมือนกันด้วย

บนถนนมีหมอกขมุกขมัวลอยอยู่ ลมเย็นอันแผ่วเบาพัดผ่านถนนทั้งเขต

ลู่เซิ่งเดินไปถึงหน้าร้านค้าแห่งหนึ่ง แล้วมองเข้าไป

นี่เป็นร้านค้าที่เหมือนกับขายพวกขนมขบเคี้ยว จานกระเบื้องที่ใช้รองขนมอบวางอยู่บนโต๊ะ ยังมีแผ่นโลหะที่เหมือนกับรายการอาหารอยู่แผ่นหนึ่ง

‘นี่กำลังทดสอบอะไรอยู่ ความกล้าหรือ’ ลู่เซิ่งนิ่วหน้าขณะเดินเข้าไปในร้านค้า

“ใคร!” อยู่ๆ เสียงสตรีที่เคร่งเครียดก็ดังมาจากในม่านหน้าต่างมืดครึ้มที่อยู่ด้านในสุดของร้านค้า

ลู่เซิ่งเบือนหน้ามองไป ก่อนหน้านี้จิตวิญญาณของเขายังสัมผัสไม่ได้ว่าที่นี่มีคน นึกไม่ถึงว่าจู่ๆ จะมีเสียงดังมา

ที่แห่งนี้เหมือนจะมีสิ่งที่รบกวนการรับรู้ดำรงอยู่

ในม่านประตูสีดำอมเทาเป็นความมืดมิดผืนหนึ่ง ต่อให้ใช้สายตาของลู่เซิ่งก็มองไม่เห็นว่าด้านในมีอะไร

“ใครอยู่ตรงนั้น!” เสียงสตรีเสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง

“ต้องการความช่วยเหลืออะไรหรือไม่” ลู่เซิ่งลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยช้าๆ

ภาษาที่อีกฝ่ายใช้เป็นภาษาภัยพิบัติสำเนียงประหลาด แต่เขาก็ฟังเข้าใจ

“จริงหรือ ท่านช่วยข้าได้จริงๆ หรือ” สตรีคนนั้นรีบถาม

“ถ้าหากว่าคำขอของท่านไม่ได้ยากเย็นเกินไป ข้าคิดว่าทำได้” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างราบเรียบ

สตรีเงียบเสียงลงไป จากนั้นก็เริ่มบอกคำขอของนาง

“ที่นี่...เมืองแห่งนี้ อยู่มาวันหนึ่งก็กลายเป็นแบบนี้ ไม่มีลางบอกเหตุเลย ตอนนั้นข้ายังซื้อแป้งที่จำเป็นในโรงโม่แป้งอยู่เลย น่าเสียดาย...” เสียงของสตรีเจือสะอื้นเล็กน้อยขณะเล่าเรื่อง

“สามีข้า...หลังจากข้ากลับมา ข้าก็ค้นพบอย่างกะทันหันว่าสามีข้ามีการเปลี่ยนแปลงประหลาด เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ประหลาด และทำให้ข้าหวาดกลัวยิ่ง! ดังนั้น ข้าจึงอยากขอให้ท่านไปยังใจกลางเมือง แล้วพาสามีของข้าที่ซ่อนอยู่ที่นั่นกลับมา และขอให้ท่านบอกเขาว่าน่าน่า...น่าน่ารอเขาอยู่ที่นี่มาโดยตลอด...ข้าไม่สนใจว่าเขาจะกลายเป็นอะไรไปแล้ว...” สตรีนางนั้นพูดจบ เสียงก็ค่อยๆ เงียบงันลง

“ข้าจะพามาเอง” ลู่เซิ่งหยีตาพร้อมกับหมุนตัวจากไป

หลังออกมาจากร้าน เขาก็กวาดตามองร้านที่เหลือ เกรงว่าร้านจำนวนมากบนถนนเส้นนี้จะมีเรื่องประมาณนี้ซุกซ่อนอยู่

จากนั้นเขาก็สงบจิตใจ รู้สึกอย่างเลือนรางว่าสถานที่แห่งนี้เหมือนจะไม่ใช่ที่ที่นครตราชั่งสร้างขึ้น แต่เป็นไปได้มากว่าพวกเขาจะใช้สถานที่แห่งนี้เป็นสนามทดสอบ

ส่วนอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น คิดอยากได้อะไร ย่อมต้องเผชิญความเสี่ยงกับค่าใช้จ่ายที่สมน้ำสมเนื้อ

ลู่เซิ่งที่ออกจากร้านขนมอบตัดทะลุเขตถนนไปยังใจกลางเมือง หลังจากข้ามถนนหลายเส้น เขาก็เข้าไปในลานกว้างของสวนดอกไม้ขนาดเล็กแห่งหนึ่ง

รอบๆ ลานกว้างเป็นถนนที่ใช้เข้าออกเขตถนนแต่ละสาย มียักษ์โลหะสีดำตัวหนึ่งที่กะพริบแสงยืนอยู่ตรงกลาง

สัตว์ประหลาดตัวนี้กำลังควงแขนทั้งแปดข้างและหมุนศีรษะล้านเลี่ยนไปสามร้อยหกสิบองศาเพื่อมองดูรอบๆ

ท่อนบนของสัตว์ประหลาดคือมนุษย์ ท่อนล่างคือก้อนขนาดยักษ์ เคลื่อนไหวโดยการกลิ้ง ส่งเสียงครืนๆ ทุ้มหนักตลอดเวลา

ลู่เซิ่งเพิ่งจะก้าวเข้าไปในลานกว้าง ก็ถูกสิ่งมีชีวิตยักษ์ที่สูงสิบกว่าหมี่ตัวนี้พบทันที

สัตว์ประหลาดตัวนี้ใช้ดวงตาสีดำที่เหมือนกับโคมไฟกวาดตามองมาจับจ้องลู่เซิ่ง

“หากต้องการผ่านที่นี่ เจ้าจะต้องตอบคำถามข้าข้อหนึ่ง...” เสียงของสัตว์ประหลาดทุ้มต่ำเหมือนอัสนีบาต ดังครืนครันไปทั่วท้องฟ้าเหนือลานกว้างอย่างต่อเนื่อง

“คำถามอะไร” ลู่เซิ่งยื่นจิตวิญญาณออกไปสัมผัสสภาพแวดล้อมรอบๆ อย่างระมัดระวัง

จิตวิญญาณเพิ่งจะแตะใส่หมอกเทา ก็โดนดูดซับไปไม่น้อย ก้อนหินบนพื้นมีผลสะกดการตรวจสอบปริศนา

“มีคนหลายคนตอบคำถามของข้า แต่มีคำตอบแค่ไม่กี่คำตอบเท่านั้นที่ทำให้ข้าพอใจได้” สัตว์ประหลาดกล่าวเสียงขรึม “ถ้าหากในห้าสิบอึดใจ คำตอบของเจ้ายังทำให้ข้าพอใจไม่ได้อย่างนั้นข้าจะกินเจ้า แล้วรอคอยคนต่อไป”

“เข้าใจแล้ว โปรดถามได้เลย” ลู่เซิ่งพยักหน้า

เขาเข้าใจคร่าวๆ แล้วว่าสัตว์ประหลาดตัวนี้คือสิ่งใด น่าจะเป็นหนึ่งในการทดสอบที่ถูกติดตั้งตรงนี้เพื่อใช้เป็นอุปสรรคในภารกิจ ซึ่งมีไว้ขัดขวางผู้ทดสอบโดยเฉพาะ

สัตว์ประหลาดส่ายศีรษะไปมา

“คำถามของข้าก็คือ เจ้านับได้ไหมว่าข้ามีแขนกี่ข้าง”

เขาส่ายแขนยาวบนร่างไปมาจนเกิดเสียงสั่นสะเทือนเบาๆ แขนปัดป่ายกลางอากาศพร้อมส่งเสียงแหวกอากาศไม่หยุดยั้ง

ลู่เซิ่งตั้งใจนับ

“แปดข้าง” เขาตอบอย่างจริงจัง

“เจ้าแน่ใจหรือ นับดีๆ อีกทีซิ!” สัตว์ประหลาดถามต่อ

ลู่เซิ่งลังเล ก่อนจะนับอีกรอบ

“...อย่างนั้น...สี่ข้างหรือ” เขารู้สึกว่าในแขนแปดข้างของสัตว์ประหลาดตัวนี้เหมือนจะมีอยู่ครึ่งหนึ่งที่ไม่เหมือนแขน

“เจ้าแน่ใจแล้วหรือ” สัตว์ประหลาดโบกแขนเร็วกว่าเดิม แขนหกข้างของเขาถึงกับค่อยๆ กลายเป็นโปร่งแสง

“อย่างนั้นก็...สองข้างใช่หรือไม่” ลู่เซิ่งรู้สึกไม่แน่ใจอีกครั้ง

“เจ้าดูอีกที!?” บนร่างสัตว์ประหลาดดีดแขนสองข้างออกมาแล้วโบกไปโบกมาอีกรอบ

ฟ้าวๆๆ...

เสียงแหวกลมจากการโบกแขนหนาแน่นกว่าเดิม

“สี่ข้างหรือ”

“ดูอีกที” มีแขนอีกสองข้างดีดออกมาจากร่องแยกบนตัวสัตว์ประหลาด

“หกข้างหรือ”

“ดูอีกรอบสิ” แขนสี่ข้างเพิ่มขึ้นบนข้างลำตัวของสัตว์ประหลาด และเริ่มโบก

“สิบข้าง?” ลู่เซิ่งไม่แสดงสีหน้า

“ฮ่าๆๆ น่าเสียดายยิ่ง เจ้าทาย...” ตูม!

เกิดเสียงดังกระหึ่ม

ลู่เซิ่งต่อยหมัดออกไปด้านหน้าดุจสายฟ้าฟาด เพียงพริบตาเดียว แขนข้างหนึ่งของเขาก็เสียบเข้าไปในส่วนหัวของสัตว์ประหลาด รอยแยกจำนวนมากแผ่ขยายจากฝ่ามือของเขาไปทั่วร่างสัตว์ประหลาดอย่างรวดเร็ว

“ถูกต้อง ข้าทายถูกแล้ว” ลู่เซิ่งค่อยๆ ชักมือกลับโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง

“ครั้งหน้า อย่าถามคำถามปัญญาอ่อนแบบนี้อีกนะ” เขากระโดดไปด้านหน้าเบาๆ แล้วทิ้งตัวลงบนพื้น

เศษโลหะสีดำจำนวนมากตกลงด้านหลังไม่หยุด ก่อนจะกระแทกพื้นลานกว้าง ส่งเสียงดังสนั่น

              ..............................................
ลู่เซิ่งเร่งฝีเท้าตัดผ่านลานกว้าง ไม่นานก็เจอเถ้าแก่ร้านขนมอบที่นั่งอยู่ด้านหน้าบ่อน้ำด้วยสีหน้าสุขสบาย

สาเหตุที่หาเจอง่ายขนาดนี้ เป็นเพราะเถ้าแก่ผู้นี้มีร่างกายเล็กกว่าสัตว์ประหลาดบนลานกว้างแค่นิดเดียวเท่านั้น

ร่างของเถ้าแก่ผู้นี้เต็มไปด้วยไขมัน ตัวกลมเหมือนตุ๊กตาล้มลุก เขานั่งอยู่บนพื้น รอยยิ้มที่ดูเหมือนคนใจดีเด่นชัดอยู่บนใบหน้าของเขา

สิ่งที่ทำให้ลู่เซิ่งรู้ว่าเขาเป็นใครในทันที ก็คือผ้ากันเปื้อนทำขนมอบที่สกปรกตัวใหญ่ซึ่งมีคำว่าขนมตัวโตติดอยู่

ลู่เซิ่งยืนแหงนหน้ามองเถ้าแก่ทำขนมอบที่สูงสิบกว่าหมี่กว้างเจ็ดแปดหมี่อยู่ด้านหน้าอีกฝ่าย

 

“น่าน่าภรรยาของท่านท่านขอให้ข้ามาหาท่าน นางอยากจะให้ท่านกลับไป นางรอท่านมาตลอด” ลู่เซิ่งบอกคำพูดของภรรายาเถ้าแก่

“ไม่ต้องแล้ว ข้าอยู่นี่ดียิ่ง” เถ้าแก่ตอบด้วยรอยยิ้ม “แต่ถ้าเจ้าช่วยข้าหาสมบัติที่ซ่อนอยู่ในวังใต้ดินของที่นี่ ข้าจะกลับไปกับเจ้า...”

เปรี้ยง!

แขนขวาของลู่เซิ่งกลายเป็นด้ายกระตุ้นวิญญาณนับไม่ถ้วน พร้อมกับรวมตัวเป็นฝ่ามือยักษ์ข้างหนึ่ง แล้วฟาดเถ้าแก่จนล้มลงกับพื้น

พื้นดินสั่นสะเทือน แผ่นหินแตกร้าว ฝุ่นจำนวนมากตลบขึ้นมา

“เจ้า!” ร่างที่เหมือนกับภูเขาลูกย่อมๆ ของเถ้าแก่ร่างยักษ์ล้มฟาดกับพื้น ส่งเสียงดังกระหึ่ม เขาดิ้นรนหมายจะลุกขึ้น

ทว่าก็ถูกลู่เซิ่งกดเอาไว้พร้อมกับระดมหมัดใส่ศีรษะยกหนึ่ง

เปรี้ยงๆๆๆ!

เถ้าแก่ร้านขนมอบซึ่งใกล้จะสลบถูกลู่เซิ่งลากขาตัดผ่านลานกว้างไปยังเขตถนนที่ร้านขนมอบตั้งอยู่พร้อมกับใบหน้าที่อาบเลือด

พอกลับไปถึงร้านขนมอบ ลู่เซิ่งก็ยัดร่างยักษ์ของเถ้าแก่เข้าไปในประตูร้าน แต่ก็ยัดไม่เข้า

ไม่นานนักสตรีชราที่แก่หง่อมและสวมกระโปรงยาวสีขาว ก็เดินออกมาจากในร้านขนมอบ

นางมองเถ้าแก่ร้านขนมอบบนพื้นด้วยน้ำตาที่ไหลพราก

“ในที่สุดท่าน...ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว...”

ลู่เซิ่งที่ยืนชมดูเหตุการณ์นี้อยู่ด้านข้างสัมผัสได้ว่าม่านแสงรอบๆ เริ่มบิดเบี้ยว สภาพแวดล้อมเริ่มพร่ามัว

พอกะพริบตาอีกรอบ เขาก็มายืนอยู่ในห้องทำจากหินที่มืดครึ้มและเย็นเยียบแล้ว

มีชายชราผมขาวคนหนึ่งอยู่ตรงหน้าเขา อีกฝ่ายสวมชุดคลุมสีแดงตัวใหญ่ มีสีหน้าเคร่งขรึม

“วิธีการจัดการของเจ้ากับผู้คุมลานกว้างของด่านที่หนึ่ง เจ้าคิดว่ายุติธรรมไหม” ชายชราส่งเสียงถาม

ลู่เซิ่งพลันเข้าใจว่านี่เป็นการดำเนินการสอบถามถึงการแสดงออกของเขาเมื่อครู่

“ยุติธรรมยิ่ง” เขาตอบ

“เจ้าเพียงแต่ผ่านลานกว้าง และผู้คุมเพียงสอบถามคำถามหนึ่งกับเจ้าเท่านั้น แต่สุดท้ายเจ้ากลับฆ่าเขา เพียงเพื่อให้ได้ผ่านลานกว้าง เจ้ากลับฆ่าชีวิตชีวิตหนึ่ง เจ้า มีความยุติธรรมจริงๆ หรือ” ชายชราถามเสียงเย็น

“แน่นอน” ลู่เซิ่งตอบอย่างจริงจัง “ถ้าคำตอบไม่ทำให้เขาพอใจ เขาก็จะกินข้า ดังนั้นเพื่อให้เท่าเทียมกัน ถ้าหากข้าตอบคำถามที่ถูกต้องไม่ได้ ข้าก็จะกำจัดเขา ไม่เห็นมีปัญหาอะไร”

ชายชราผุดสีหน้างุนงงเล็กน้อย แต่เขาเคยได้ยินคำตอบสุดโต่งมามากมาย จึงได้สติอย่างรวดเร็ว

“อย่างนั้นด่านที่สองเล่า เถ้าแก่ร้านขนมอบต้องการให้เจ้าช่วยเขาหาสมบัติชิ้นหนึ่ง จากนั้นจะยอมกลับบ้านกับเจ้า เหตุใดเจ้าจึงเลือกใช้กำลัง”

“ใช้กำลังไม่ได้หรือ” ลู่เซิ่งถามกลับ

ชายชราสะอึก อย่างน้อยเถ้าแก่ร้านขนมอบผู้นั้นก็มีพลังระดับอริยะเจ้า ด้วยพละกำลังและพลังระเบิดของเขา ผู้ทดสอบทั้งหมดไม่มีใครปะทะกับเขาซึ่งหน้าได้

ดังนั้นผู้ออกแบบจึงใช้ประโยชน์จากจุดนี้ในการนำเขาเข้ามาในขอบเขตการทดสอบ

ทว่าตอนนี้...

“ก็ได้ อย่างนั้นคำถามสุดท้าย” ชายชราไม่หาเรื่องอีก “เจ้าคิดว่าการกระทำของเจ้ายุติธรรมมากพอไหม”

ลู่เซิ่งใคร่ครวญเล็กน้อย

“ยุติธรรมมากพอ” เขาไม่เพียงไม่พูดแบบนี้ ในใจก็เชื่อแบบนี้จริงๆ เช่นกัน

“ตกลง” ชายชราพยักหน้าช้าๆ

เพล้ง

ทุกสิ่งทุกอย่างแตกเป็นเสี่ยงๆ ในฉับพลัน ด้านหน้าลู่เซิ่งพร่ามัว แล้วเขาก็กลับมายืนอยู่หน้าประตูหอคอยดวงใจขับขานอีกครั้ง เหมือนกับไม่ได้ขยับตัวไปไหนมาตั้งแต่เริ่มแรก เพียงยืนอยู่ตรงนี้เท่านั้น

‘แดนมายาหรือ หรือว่า...’ ลู่เซิ่งหยีตา ระดับของอีกฝ่ายอยู่เหนือความคาดหมายของเขาอยู่บ้าง

ทว่าไม่นาน กระดาษสีขาวแผ่นหนึ่งก็ลอยออกมาจากในประตู แล้วตกลงกลางฝ่ามือเขา

กระดาษเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า ยินดีต้อนรับสู่นครตราชั่ง กลุ่มของท่านคือ : ผู้มีความยุติธรรม

ระดับการทดสอบของท่านคือ: ระดับสี่

‘หมายความว่ายังไง ถือว่าสำเร็จแล้วหรือ’ ลู่เซิ่งสับสน เขาอยู่ที่นี่มานาน อย่างไรก็พอจะมีความรู้บ้างแล้ว

กลุ่มก้อนในนครตราชั่งแบ่งออกเป็นผู้มีความยุติธรรมกับผู้ทรงคุณธรรม ผู้มีความยุติธรรมมีสมาพันธ์พ่อค้ากับพรรคกำปั้นเหล็กเป็นหัวหน้า

ส่วนผู้ทรงคุณธรรมมีกลุ่มกองทัพกับแสงแห่งความเจิดจรัสเป็นสัญลักษณ์

ส่วนระดับการทดสอบ ผู้อยู่อาศัยในนครหลวงแบ่งออกเป็นสี่ระดับ ซึ่งจะได้รับผลประโยชน์และสวัสดิการในระดับที่แตกต่างกัน

ระดับที่สี่คือระดับต่ำสุด แสดงให้เห็นว่ากลุ่มทดสอบฝืนยอมให้คำตอบของเขาผ่านเกณฑ์เท่านั้น

‘นี่นับว่าผ่านแล้วหรือ’ ลู่เซิ่งไม่รู้สึกว่ายากอะไร กลไกการทดสอบของนครตราชั่งเหมือนกับการละเล่นอย่างหนึ่ง

ความจริงเขาไม่รู้ว่า โครงเรื่องฉบับเดิมคือ เขาต้องมุ่งหน้าไปยังวังใต้ดินขนาดยักษ์ตามคำขอของเถ้าแก่ร้านขนบอบ และเริ่มการผจญภัยที่ยิ่งใหญ่และยาวนาน...

‘อย่างนั้น ต่อจากนี้ ควรไปเข้าร่วมกับขุมกำลังสักกลุ่มหนึ่งเพื่อหาเส้นทางการสืบทอดในขั้นต่อไปแล้ว’

ลู่เซิ่งออกจากตรอกอย่างรวดเร็ว กระดาษสีขาวบนมือรวมตัวเป็นตราประทับชิ้นหนึ่ง ซึ่งสลักคำว่าลู่เยวี่ยที่เป็นชื่อของเขาเอาไว้

ลู่เซิ่งเก็บตราประทับ แล้วเดินไปยังเขตหลักที่แท้จริงในนครหลวง

หลังจากตัดผ่านถนนที่คึกคักหลายสาย ไม่นานเขาก็เห็นแนวป้องกันสูงใหญ่ที่มีอักขระสีเขียวอ่อนเรืองแสง

กำแพงเหล็กสีดำ อักขระสีเขียวอ่อน ลวดลายค่ายกลกับจุดเชื่อมสีแดงเข้ม ยังมีคนสวมชุดเกราะโลหะสีขาวทั้งตัวที่กำลังลาดตระเวนไปทั่ว และควันกัดกร่อนสีดำอันหนักอึ้งที่แผ่ตลบอบอวล

ที่นี่อาศัยการสนับสนุนจากพลังระดับอสรพิษเป็นอย่างน้อย

ลู่เซิ่งมองดูช่องประตูสำหรับผ่านเข้าออกที่อยู่ด้านล่างกำแพงเหล็ก บางครั้งจะมีคนที่มีบุคลิกโดดเด่นบางส่วนเข้าๆ ออกๆ ช่องประตู คนผ่านทางทั้งหมดไม่มีสักคนเดียวที่ดูธรรมดา

เขาเดินไปถึงหน้าช่องประตู จากนั้นก็มีคนในกองอารักขาออกมาต้อนรับ

“ผู้มีความยุติธรรมที่เพิ่งทดสอบผ่านหรือ ที่นี่สามารถส่งตัวไปยังสมาพันธ์การค้าน่าถ่า สมาพันธ์การค้าอ้ายลา หรือพรรคกำปั้นเหล็กได้ ถ้าหากท่านคิดจะไปยังหอเก็บหนังสือที่อยู่ใจกลาง สามารถจ่ายเงินเพิ่มเติมเพื่อข้ามไปได้โดยตรง”

“ข้าอยากจะศึกษามรรคายุทธ์ที่สูงล้ำกว่าเดิม ไม่ทราบว่ามีคำแนะนำอะไรดีๆ หรือไม่” ลู่เซิ่งถามตรงๆ ก่อนจะล้วงเอาเงินน้ำแข็งกำหนึ่งออกมายัดให้อีกฝ่ายในฐานะผู้มีความยุติธรรม

หัวหน้ากลุ่มย่อยพลันแสดงสีหน้าเป็นมิตร พร้อมกับรับเงินน้ำแข็งไปโดยไม่ได้พูดอะไร

“กลุ่มที่จะรับผู้มีความยุติธรรมหลักๆ แล้วมีสมาพันธ์การค้าสามอันดับแรก ยังมีพรรคกำปั้นเหล็ก สำนักร้อยศัสตรา และขุมกำลังค่ายพรรคขนาดเล็กๆ ไม่น้อย

นอกจากนี้เป็นเพราะก่อนหน้านี้เขตดวงดาวใกล้ๆ มีผู้ยิ่งใหญ่รับศิษย์ ดังนั้นผู้ปกครองจันทราแดงซึ่งเป็นหนึ่งในสองผู้ปกครองของเมืองเราจึงกำลังเปิดรับสมัครศิษย์อยู่เช่นกัน”

ผู้ปกครองจันทราแดงหรือ

ลู่เซิ่งไม่เข้าใจข้อมูลระดับนี้ จึงมอบเงินน้ำแข็งอีกกำหนึ่งให้หัวหน้ากลุ่มย่อยผู้นี้อีกครั้ง

คนผู้นี้หน้าชื่นตาบานทันที เฝ้าประตูมาครึ่งเดือนกว่า ไม่แน่จะได้กำไรมากขนาดนี้ จึงบอกทุกสิ่งที่รู้

กลุ่มอารักขาของเขาที่อยู่ที่นี่ได้ติดต่อกับคนหลากหลายประเภท จึงค่อนข้างทันข่าวสาร จากนั้นเขาก็บอกเล่าสถานการณ์ของผู้ปกครองจันทราแดงให้แก่ลู่เซิ่งได้ทันที

อันคำว่าผู้ปกครอง มีแต่ผู้เข้มแข็งขอบเขตมายาพิศวงในขั้นสูงสุดของมายาพิศวงเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์ได้รับการเรียกขานว่าผู้ปกครอง ผู้เข้มแข็งระดับนี้ต่างเป็นราชันผู้ปกครอง มีอำนาจล้นฟ้า เป็นตัวตนขั้นสูงสุดของที่ปกครองเขตดวงดาวแถบหนึ่ง

“ผู้ปกครองจันทราแดงขึ้นชื่อเรื่องเปิดกว้างในการรับศิษย์ สอนทุกคนอย่างเท่าเทียม ศิษย์ของท่านผู้เฒ่าไม่เพียงมีมนุษย์เท่านั้น ยังมีเผ่าปีศาจ มารสวรรค์ สิ่งมีชีวิตธาตุ ความประหลาดลี้ลับ และภูตผี”

“อย่างนั้นจะกลายเป็นศิษย์ของจันทราแดงได้อย่างไร” ลู่เซิ่งถาม

“ง่ายดายยิ่ง ข้าจะหาคนมาพาท่านไป การจะเป็นสาวกจันทราแดง ขอแค่ท่านจ่ายเงินค่าเข้าสำนัก จากนั้นถ้าหากผ่านการบรรยายได้ ก็จะมีสิทธิ์เข้าพบผู้ปกครอง ถึงเวลานั้นหากจ่ายอายุขัยหนึ่งร้อยปีก็จะได้รับการถ่ายทอดจากจันทราแดง” หัวหน้ากลุ่มย่อยแนะนำวิธีการอย่างละเอียด

แต่ลู่เซิ่งยิ่งฟังยิ่งรู้สึกเหมือนกำลังเข้าลัทธินอกรีตอยู่...

“ไม่ต้องห่วง ผู้ปกครองจันทราแดงเป็นผู้มีความยุติธรรม และเป็นบุคคลตัวอย่างที่ยิ่งใหญ่ไม่กี่คนในนครตราชั่ง แถมสาวกจันทราแดงยังเป็นขุมกำลังร้ายกาจไม่กี่กลุ่มในนครตราชั่งเช่นกัน และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ท่านเป็นผู้อยู่อาศัยระดับสี่ ขุมกำลังที่เข้าได้ง่ายที่สุดจึงมีแต่สาวกจันทราแดงแล้ว”

หัวหน้ากลุ่มย่อยเปลือกนอกอ่อนโยน แต่ความจริงกลับฝึกความสามารถในการเห็นคนพูดภาษาคน เห็นผีพูดภาษาผีมาจนช่ำชองแล้ว

ผู้มีความยุติธรรมที่ร่ำรวย แต่ระดับผู้อยู่อาศัยกลับต่ำต้อยอย่างลู่เซิ่ง เขาได้พบมามากมาย

นิสัยไม่มีความยุติธรรมมากพอ แต่กลับอยากเข้าร่วมขุมกำลังแข็งแกร่งของนครตราชั่ง นอกจากสาวกจันทราแดงที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่แล้ว ก็ไม่มีตัวเลือกอื่นอีกจริงๆ

และมีแต่จันทราแดงเท่านั้นที่สามารถจ่ายเงินเพื่อจะได้เข้าสำนักได้ง่ายกว่าเดิม

แม้ในสายตาของขุมกำลังอื่นๆ ในโลกภายนอก สาวกจันทราแดงจะเป็นตัวแทนพวกชั่วร้ายหรือลัทธินอกรีตก็ตาม

พวกเขาบ้าคลั่งและโลภมาก ใช้ชื่อผู้มีความยุติธรรมแย่งชิงขูดรีดทรัพยากรไปทั่วอย่างเปิดเผย ทั้งยังมีพฤติการณ์โหดเหี้ยม แถมยังไม่ได้สมัครสมานสามัคคีกันเหมือนขุมกำลังอื่นๆ

ทว่าพวกเขามีจำนวนมากเกินไป สาวกจันทราแดงเป็นขุมกำลังอันดับที่สองในนครตราชั่ง จำนวนสมาชิกไม่มีใครสู้ได้

สี่เขตใหญ่รอบนอกมีอยู่เขตหนึ่งที่อยู่ในการควบคุมของอัครสาวกของสาวกจันทราแดง

พวกเขามักจะเกิดความขัดแย้งกับแสงแห่งความเจิดจรัส และกองทัพธารขาวซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ทรงคุณธรรมอยู่บ่อยๆ สองฝ่ายผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ

จากนั้นลู่เซิ่งก็เดินเข้าค่ายกลส่งตัวด้านหลังช่องประตูภายใต้การแนะนำอย่างมีน้ำใจของหัวหน้ากลุ่มย่อย

ต่อมาสมาชิกที่อยู่ด้านข้างก็ปรับปรุงตัวแปร ก่อนจะมีแสงสีขาวสายหนึ่งพุ่งลงมาปกคลุมลู่เซิ่งไว้ในพริบตา

รอจนแสงสว่างสลายไป คนก็หายตัวไปแล้ว

‘คนที่เข้าร่วมสาวกจันทราแดงได้ต้องมีเงินและอยู่เป็น!’ หัวหน้ากลุ่มย่อยนับเงินน้ำแข็งในมืออย่างมีความสุข

ไหนเลยเหมือนผู้มีความยุติธรรมคนอื่น ยิ่งเป็นผู้มีความยุติธรรมระดับสูง ยิ่งขี้เหนียวขี้ตืด และนิสัยตรงไปตรงมา

สาเหตุที่สาวกจันทราแดงมีชื่อเสียงฉาวโฉ่ หลักๆ เป็นเพราะหลังพวกเขากราบเป็นศิษย์แล้ว ก็จะโดนขุมกำลังของตัวเองขูดเลือดขูดเนื้อให้จ่ายเงินมหาศาลทันที

และเป็นเพราะเข้าง่าย ศิษย์ส่วนใหญ่จึงมีความยุติธรรมไม่สูงมาก ต่างชอบมุดช่องโหว่ ถึงแม้จะไม่ถึงกับขัดหลักการของความยุติธรรม แต่การค้าขายหลอกลวงแบบชี้นำนี้เกิดขึ้นเป็นประจำ

นี่ทำให้พวกเขามีชื่อเรียกในเชิงลบบนโลกมากมายว่า ภูตมาร

ว่ากันว่าขุมกำลังแรกของผู้ปกครองจันทราแดงก็มีลักษณะแบบนี้เช่นกัน ตอนนี้พวกเขาจึงถ่ายทอดและสั่งสอนต่อจนลูกศิษย์ลูกหากลายเป็นแบบเดียวกัน

ลู่เซิ่งที่ขึ้นค่ายกลส่งตัวแบบไม่มีค่าใช้จ่าย จำเป็นต้องเปลี่ยนการส่งตัวสิบกว่าครั้งติดต่อกัน

ในเวลาว่างที่รอการส่งตัว เขาได้ใช้เงินสืบหาสถานการณ์ของสาวกจันทราแดงจากคนรอบด้านไปด้วย

              ..............................................
แม้จะแค่สืบดู แต่พอคนส่วนใหญ่ได้ยินคำว่าจันทราแดง สีหน้าก็เปลี่ยนแปลงเล็กน้อย

ไม่อาจล่วงเกิน โหดเหี้ยม เจ้าเล่ห์ ขุมกำลังยิ่งใหญ่ เหล่านี้ล้วนเป็นคำบรรยายและภาพประทับใจต่อจันทราแดง

สาวกจันทราแดงทุกคนต่างเป็นตัวแทนของความอันตราย กลอกกลิ้ง และมุ่งร้าย

เพื่อช่วงชิงทรัพยากรและผลประโยชน์ พวกเขาทำได้ทุกอย่างโดยไม่เลือกวิธีการ

แม้สิ่งที่ได้ยินตลอดทางจะเป็นสถานการณ์ด้านลบต่างๆ ทว่าอย่างน้อยลู่เซิ่งก็สืบสถานการณ์ใหม่ได้เรื่องหนึ่ง

นั่นก็คือ เหมือนว่าสาวกจันทราแดงจะแสวงหาเป้าหมายอย่างหนึ่ง การลุกไหม้แห่งนิรันดร์กาล

นี่เป็นสิ่งที่ชายชราซึ่งดวงตาข้างหนึ่งถูกแทนที่ด้วยเม็ดลำไยสีทองเข้มพูดถึงตอนรอข้ามค่ายกลส่งตัวพร้อมกับลู่เซิ่ง

“ต้นกำเนิดของสาวกจันทราแดงคือผู้ปกครองจันทราแดง และผู้ปกครองจันทราแดงก็มาจากสถานที่ลึกลับแห่งหนึ่ง ในจักรวาลนับไม่ถ้วน เหมือนจะมีขุมกำลังคล้ายๆ กันนี้เหมือนกับเขา พวกเขาต่างก็แสวงหาการลุกไหม้แห่งนิรันดร์กาลทั้งสิ้น” ชายชราเล่าช้าๆ “ข้าเคยพลิกดูเอกสารนับไม่ถ้วน จึงเข้าใจความหมายที่การลุกไหม้แห่งนิรันดร์กาลซ่อนไว้คร่าวๆ สิ่งใดจะลุกไหม้ไปได้ชั่วนิรันดร์ขณะปล่อยประกายแสงและพลังงานออกมา

“นั่นก็คือชีวิตนิรันดร์ ชีวิตคือการลุกไหม้ การลุกไหม้อันเป็นชั่วนิรันดร์หมายถึงชีวิตนิรันดร์ ชีวิตนิรันดร์...นี่จึงเป็นสิ่งที่พวกเขาแสวงหา”

“ชีวิตนิรันดร์...”

ลู่เซิ่งพึมพำพลางนึกย้อนถึงคำพูดเมื่อก่อนหน้านี้ของชายชรา จากนั้นในตอนที่แสงสีขาวของค่ายกลส่งตัวสลัวลงเขาก็ยืนอยู่หน้าวังขนาดยักษ์สีแดงชาดแห่งหนึ่ง และสังเกตดูด้านใน

วังสีแดงกว้างใหญ่ไพศาล วังทั้งวังโล่งโจ้ง ไม่มีการประดับประดาหรือลวดลายใดๆ

เหมือนกับเสาศิลาสีแดงที่สูงมากกว่าร้อยหมี่หลายต้นเบียดติดกันอย่างแนบแน่น และเหมือนกับพิณท่อลม(ออร์แกน) สีแดง

ตั้งตรง แข็งแกร่ง แดงฉาน

วังตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้าลู่เซิ่งอย่างเงียบๆ

อุณหภูมิร้อนเร่าอย่างน้อยห้าสิบกว่าองศาแผ่กระจายอยู่ในอากาศรอบๆ ความร้อนที่แห้งผากเดือดพล่านพร้อมกับสร้างวังวนบิดเบี้ยวที่โปร่งแสงกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าขึ้นกลางอากาศ

‘ที่นี่ไม่มีคนหรือ’ ลู่เซิ่งสงสัยเล็กน้อย ตามเหตุผล สาวกจันทราแดงเป็นขุมกำลังที่มีจำนวนมากที่สุดในนครตราชั่ง ที่นี่เป็นจุดรับสาวกของผู้ปกครองจันทราแดง เหตุใดจึงไม่มีการเคลื่อนไหวอะไรเลย

เขาลังเลเล็กน้อย เดาว่าตนไม่เจอวิธีการเข้าออก

เหลียวมองดูค่ายกลส่งตัว ลู่เซิ่งเจอสัญลักษณ์สีแดงอันเล็กๆ บนนั้นอย่างรวดเร็ว

มันเป็นสัญลักษณ์จันทร์เสี้ยวสีแดง ในจันทร์เสี้ยวสลักคำว่า ‘หมุน’ เอาไว้

ลู่เซิ่งคิดเล็กน้อย ก่อนจะยื่นมือไปกดบนสัญลักษณ์นี้เบาๆ

สัญลักษณ์สว่างขึ้นพริบตาหนึ่งก่อนจะดับลง

“มีคนใหม่มาอีกแล้วหรือ ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลารับสาวกอย่างเป็นทางการ เวลาคือบ่ายสามโมง...” เสียงบุรุษที่เย็นชาไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ดังมาจากสัญลักษณ์

“บ่ายสามโมงหรือ เข้าใจแล้ว” ลู่เซิ่งพยักหน้าน้อยๆ

“หากอยากจะเข้าร่วมอย่างจริงใจ ให้เตรียมเงินน้ำแข็งไว้หนึ่งหมื่น รวมถึงเตรียมเซ่นสรวงอายุขัย” เสียงนั้นกล่าวต่อ

“เข้าใจแล้ว” ลู่เซิ่งตอบ

เสียงค่อยๆ หายไป

ลู่เซิ่งยืนอยู่ที่เดิมสักพัก จากนั้นก็เดินออกจากค่ายกลส่งตัวมานั่งลงบนที่ว่างด้านข้าง

นอกจากวังสีแดงแล้ว รอบๆ ก็คือป่าศิลาสีเทาหนาแน่นสุดลูกหูลูกตา

ท้องฟ้าเป็นสีเทา ผืนดินเป็นสีเทา ไม่มีเสียงนกหรือแมลงร้อง ราวกับทุกสิ่งคือความเงียบสงัด

นั่งขัดสมาธิอยู่สักพัก ไม่นานนักก็มีผู้บำเพ็ญข้ามมาถึงที่นี่ แต่ก็ข้ามจากไปอย่างรวดเร็ว

ที่นี่ไม่มีอะไรเลย ค่ายกลส่งตัวเองก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย จึงมีไม่กี่คนที่ยินยอมรออยู่ที่นี่

เวลาค่อยๆ ล่วงเลยไป มีคนที่มีบุคลิกไม่ธรรมดาอีกสองคนเข้ามาถึงที่นี่ แล้วหาที่ว่างรอคอยเหมือนกับลู่เซิ่ง

ลู่เซิ่งไม่พิจารณาคนอื่น หากก้มหน้าก้มตาปรับสภาพจิตของตัวเองเงียบๆ

รออยู่ราวหนึ่งชั่วยามกว่า

อยู่ๆ เสียงซี่ๆ ก็ดังแว่วมา จุดสีดำจุดหนึ่งค่อยๆ ปรากฏขึ้นหน้าเสาศิลาอันเรียบเนียนของวังสีแดง ก่อนจะขยายใหญ่อย่างฉับพลัน

แคว่ก!

มิติถูกฉีกออก เผยให้เห็นร่องแยกสีเทา เป็นร่องแยกสีเทาที่สูงสามหมี่กว่าๆ

ขาสัตว์สีเทาที่หยาบใหญ่และหนักอึ้งข้างหนึ่งยื่นออกมาจากในร่องแยก ขาสัตว์เหมือนกับขาหน้าของกิ้งก่ายักษ์ มีนิ้วแค่สี่ข้าง พังผืดเชื่อมระหว่างปลายนิ้ว ผิวหนาและมีแต่รอยเหี่ยวย่น ให้ความรู้สึกทนทานและทรงพลัง

โครม!

ขาสัตว์วางลงบนพื้นอย่างมั่นคง ตามติดด้วยขาข้างที่สอง ขาข้างที่สาม...

ขาทั้งหมดหกข้างค่อยๆ คลานออกมา กิ้งก่ายักษ์สีเทาที่สูงห้าหมี่กว่าๆ ปรากฏตัวขึ้นด้านหน้าทุกคน

ตอนนี้เมื่อบวกรวมกับลู่เซิ่งที่อยู่ด้านหน้าค่ายกลแล้ว มีคนแปลกหน้ามารออยู่สิบกว่าคน

บางคนเหมือนกับรู้จักกิ้งก่ายักษ์สีเทาตัวนี้ รีบลุกขึ้นและโค้งตัวคำนับอย่างเคารพ

บางคนจ้องมองอีกฝ่ายอย่างระวังตัว รอให้อีกฝ่ายเอ่ยปากแจ้งสถานะ

ลู่เซิ่งนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมอย่างสงบ

กิ้งก่ายักษ์ตัวนี้แลบลิ้นสีแดงอมเทา ดวงตาเรียวยาวคู่หนึ่งฉายแววโหดเหี้ยมเกรี้ยวกราด

“ที่นี่คือดวงดาวนิลมรณะหมายเลขที่ 311 ในดาราจักรจันทราแดง จุดรับสมัครมีทั้งหมดห้าร้อยจุด พวกเจ้าถูกจัดสรรมาถึงที่นี่ได้ ช่างเป็นโชคที่ไม่เลวจริงๆ”

เสียงของมันแหบพร่าเล็กน้อย และเหมือนกับสตรีสองคนที่มีน้ำเสียงต่างกันพูดซ้อนกัน คนหนึ่งเสียงสูง คนหนึ่งเสียงต่ำ

คนสิบกว่าคนพลันทราบสถานะของกิงก่ายักษ์ พวกที่นั่งอยู่พากันลุกขึ้นและจ้องมองมันด้วยสีหน้าจริงจัง พร้อมกับรอคอยคำพูดต่อจากนี้

กิ้งก่ายักษ์ยิ้มๆ ทั้งยังทำหน้าเยาะเย้ยที่ซับซ้อนถึงขีดสุด

“ด้านในจันทราแดงไม่มีสถานะสูงต่ำรวยจน”

มันลากร่างกายมหึมาเดินวนรอบทุกคนอย่างอ่อนช้อย ขาขนาดใหญ่กลับไม่ส่งเสียงอะไรเลยยามเหยียบลงบนพื้นดิน

หางยาวหยาบใหญ่ส่ายบิดตามการเคลื่อนไหวเล็กน้อย เหมือนกับนักล่าผู้เหี้ยมหาญที่เตรียมจะพุ่งเข้าไปขย้ำเหยื่อ

“ขอแค่เจ้ารวย! ขอแค่เจ้าสร้างคุณูปการที่มากพอให้แก่จันทราแดงของเรา!” กิ้งก่ายักษ์พูดเสียงดัง “ไม่ว่าเจ้าจะมีพลังแบบไหน เป็นใคร มาจากเผ่าพันธุ์ใด เจ้าก็เข้าร่วมกับจันทราแดงและรับการถ่ายทอดจากผู้ปกครองได้ทั้งสิ้น”

“จันทราแดงอันยิ่งใหญ่มอบแสงสว่างแก่พวกเรา ภายใต้แสงจันทร์อันบริสุทธิ์นี้ พวกเราทุกคน ทุกชีวิต ต่างเสมอภาค! ต่างก็เป็นพี่น้อง! ต่างก็อาบอยู่ใต้แสงจันทร์เดียวกัน!” กิ้งก่ายักษ์ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นและคำรามเสียงต่ำอย่างคุ้มคลั่ง

“เอาละ สิ่งที่ควรพูดก็พูดไปหมดแล้ว พวกเจ้าต่างก็ตัดสินใจแล้ว มอบเงินมาเถอะ จากนั้นก็มอบอายุขัย มองอะไร ใช่แล้ว มอบให้ข้า ใต้เท้าซีฝูอินที่ยิ่งใหญ่” กิ้งก่ายักษ์อ้าปากพ่นลมกระโชกออกมา เกือบทำให้ผู้คนที่อยู่ข้างๆ ค่ายกลส่งตัวล้มลง

ลู่เซิ่งเหลือบมองคนพวกนั้น ทางนั้นมีสองคนที่เป็นคนธรรมดา อย่างมากสุดก็มีการฝึกฝนสารกายอันเบาบางอยู่นิดหน่อยเท่านั้น คาดว่าพลังฝึกปรือแค่นี้คงได้มาจากการใช้ยา

“พวกเราจะรับประกันได้อย่างไรว่า หลังจากมอบเงินและอายุขัยให้แล้ว จะได้เข้าร่วมจันทราแดงจริงๆ” ชายชราอายุมากซึ่งสองขาบวมพองผิดรูปเล็กน้อยเอ่ยถาม

“ข้าจะมอบสิ่งนี้ให้พวกเจ้า” กิ้งก่ายักษ์ซีฝูอินเผยบาดแผลที่พึ่งสมานตัวในรูปจันทร์เสี้ยวด้านหน้าทรวงอกบนร่างที่สูงเหลือประมาณ

ด้านในปากแผลมีประกายโลหิตบางเบากะพริบอยู่ รอบๆ ใช้ด้ายสีดำเย็บเอาไว้

“นี่คือสัญลักษณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสาวกจันทราแดง เมล็ดพันธุ์แห่งสายน้ำแดงชาด เอาละ เริ่มสมัครได้!”

กิ้งก่ายักษ์อ้าปาก ลิ้นม้วนเอาม้วนกระดาษสีเทาอ่อนกองหนึ่งออกมาจากในช่องปากแล้วโยนลงบนพื้น

“ถ้าคิดดีแล้ว ให้เก็บม้วนกระดาษไปลงชื่อและลงรอยนิ้วของตัวเอง สัญญาจะสำเร็จลงด้วยตัวมันเอง”

จากนั้นก็มีคนสองคนเข้าไปเก็บม้วนกระดาษมาคลี่ดูทันที

ลู่เซิ่งเข้าไปเก็บม้วนกระดาษขึ้นมาคลี่อ่านเช่นกัน เนื้อหาเหมือนกับสิ่งที่กิ้งก่ายักษ์พูด ไม่มีการเล่นลูกไม้ใดๆ

เขากดนิ้วมือลงไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับใช้ปลายนิ้วเขียนคำว่าลู่เยวี่ยอันเป็นชื่อปลอมของตัวเอง

ม้วนกระดาษไม่ตอบสนอง

ลู่เซิ่งขมวดคิ้ว แล้วเปลี่ยนเป็นลู่เซิง แต่ยังคงไม่มีการตอบสนอง

ด้วยความจนปัญญา เขาจึงได้แต่เขียนตามจริงว่าลู่เซิ่ง จากนั้นลบชื่อทั้งหมดที่เขียนลงไปก่อนหน้าทิ้ง

ครั้งนี้ม้วนกระดาษพลันลุกไหม้ พริบตาเดียวก็กลายเป็นฝุ่นสีดำโปรยปราย

พริบตาที่ม้วนกระดาษลุกไหม้เสร็จ ตรงหน้าเขาก็พร่ามัว สภาพแวดล้อมเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชั่วอึดใจ

เมื่อครู่ยังอยู่ข้างค่ายกลส่งตัวหรือด้านหน้ากิ้งก่ายักษ์ วินาทีต่อมา กลับมาถึงในทางเชื่อมสีดำอมเทาที่โค้งงอ

ลู่เซิ่งมองด้านหลัง ด้านหลังมืดสนิท ไม่มีอะไรสักอย่าง ด้านหน้าเป็นทางเชื่อมล้ำลึกที่ไม่เห็นจุดสิ้นสุด

ผนังและพื้นเป็นโลหะแวววาว เขากระจายจิตวิญญาณออกไป กลับไม่อาจตรวจสอบสถานการณ์ใดๆ ได้

ลู่เซิ่งนิ่วหน้า นับตั้งแต่มาถึงนครตราชั่ง เขาก็อาศัยการตรวจสอบด้วยจิตวิญญาณแบบดั้งเดิมมาโดยตลอด แต่ไม่อาจตอบสนองความต้องการในการตรวจสอบในยามปกติของเขาได้อีกแล้ว

ที่นี่มีวิธีการป้องกันสภาพดั้งเดิมของจิตวิญญาณของเขามากมาย

“ยินดีต้อนรับสู่เส้นทางบรรยายกฎ” มนุษย์เหล็กที่ประกอบจากโลหะสีดำคนหนึ่งค่อยๆ ลอยขึ้นมาจากพื้นด้านในทางเชื่อม

“ต่อจากนี้ข้าจะปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งสายน้ำสีชาด รวมถึงถ่ายทอดกฎแห่งจันทราแดงให้ท่าน ถ้าท่านมั่นใจในตัวเอง จะเลือกปฏิเสธการถ่ายทอดกฎแห่งจันทราแดงก็ได้” มนุษย์เหล็กกล่าวอย่างเรียบเฉย “แน่นอนว่า กระบวนการปฏิเสธเจ็บปวดอย่างยิ่ง ถึงขั้นยังเผชิญการคุกคามถึงตายด้วย ทว่าภายใต้การส่องสว่างจากแสงแห่งจันทราอันยิ่งใหญ่ ช่วงนี้ข้ากำลังสร้างของขลัง แต่ขาดวัตถุดิบหายากบางส่วน ถ้าหากท่านช่วยข้าได้สักหนึ่งหมื่นเงินน้ำแข็ง การทดสอบอะไรล้วนไม่มีปัญหา” มนุษย์เหล็กพลันเปลี่ยนมาเตือนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนทันที

“ไม่มีปัญหา!” ลู่เซิ่งมีเงินน้ำแข็งอยู่แสนกว่า ซึ่งได้จากการขูดรีดผู้ป่วยโรคเรื้อรังเหล่านั้น ตอนนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญในการใช้พอดี

เขาเดินเข้าไปมอบป้ายเงินน้ำแข็งที่สลักดอกไม้สีขาวหยกให้แก่อีกฝ่าย

นี่เป็นป้ายบุปผาเงินน้ำแข็ง หนึ่งชิ้นหมายถึงหนึ่งหมื่น

พอมนุษย์เหล็กรับป้ายไป สีหน้าก็อ่อนโยนลงกว่าเดิมทันที

“ช่างเป็นพี่น้องที่ใจว้างนัก จันทราแดงชอบพี่น้องที่ใจกว้างอย่างท่านนี่แหละ”

“มา มาเลือกตำแหน่งที่ท่านอยากเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งสายน้ำสีชาดเลย ตำแหน่งไหนก็ได้ ท่านวางใจ ระดับหนึ่งหมื่นไม่เจ็บไม่ปวดเลย นอกจากนี้ท่านไม่ต้องฟังกฎแห่งจันทราแดงก็ได้! สามารถรอการแจ้งเตือนจากเมล็ดพันธุ์แห่งสายน้ำสีชาดในอีกสองวัน แล้วไปพบผู้ปกครองจันทราแดงได้โดยตรงเลย” มนุษย์เหล็กมีน้ำใจขึ้นทันตา

ความจริงกฎแห่งจันทราแดงเป็นการทรมานชนิดหนึ่งซึ่งใช้ทดสอบพลังใจ ด้านในแฝงระเบียบวินัยของพวกสาวกจันทราแดงไว้มากมาย

แต่ว่าหลังจากลู่เซิ่งจ่ายเงิน ระเบียบวินัยพวกนี้ก็ไม่สำคัญอีก เมื่ออยู่ในจันทราแดง ใครมีเงินคนนั้นเป็นเจ้านาย ไม่มีเงินก็จงตกลงนรกไป

ลู่เซิ่งสัมผัสจุดนี้ได้อย่างชัดเจน

เส้นทางการบรรยายกฎผ่อนคลายยิ่ง ถึงขั้นที่มนุษย์เหล็กยังพาเขาเข้าชมคนใหม่ที่กำลังรับการทดสอบการบรรยายกฎด้วย

พอเห็นคนใหม่ที่ทุกข์ทรมานเหล่านั้น มนุษย์เหล็กถึงขั้นให้ลู่เซิ่งเข้าไปลองปรับความแรงและความถี่ของการบรรยายกฎต่อคนใหม่เหล่านี้ดู

ขณะมองดูคนใหม่เหล่านั้นเจ็บปวดเจียนตายด้วยการควบคุมของตัวเอง ลู่เซิ่งก็สัมผัสได้อย่างเต็มเปี่ยมถึงประโยคที่ว่า เงินคือทุกสิ่ง

การเปรียบเทียบที่ชัดเจนนี้ทำให้เขาเข้าใจว่า เหตุใดสาวกจันทราแดงจึงมองทุกอย่างเป็นเงินไปหมด

              ..............................................
กระบวนการบรรยายกฎใช้เวลาทั้งหมดหนึ่งชั่วยามกว่าๆ หลังจบแล้ว ลู่เซิ่งแลกเปลี่ยนกลิ่นอายคลื่นของเมล็ดแห่งสายน้ำสีชาดกับมนุษย์เหล็ก จากนั้นจึงค่อยออกจากเส้นทางบรรยายกฎภายใต้สายตาอาลัยอาวรณ์ของอีกฝ่าย

ลู่เซิ่งเข้าพักที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งเป็นเวลาหนึ่งคืนหลังจากกลับถึงนครหลวงผ่านค่ายกล

เช้าตรู่วันต่อมา เขาก็ข้ามไปถึงตำหนักกว้างขวางที่คล้ายๆ กับโบสถ์ อันเป็นจุดกำหนดที่จะใช้เข้าพบผู้ปกครองจันทราแดง โดยผ่านโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งในนครหลักซึ่งมีค่ายกลส่งตัวเฉพาะของสาวกจันทราแดง

ขณะนั่งอยู่กลางเก้าอี้หลายแถวด้านล่างตำหนัก ลู่เซิ่งมองไปยังด้านหน้าเพื่อพิจารณาลวดลายและรูปภาพสีเลือดอันแปลกประหลาดบนผนังฝั่งตรงข้าม

ตำหนักใหญ่นี้สร้างอย่างหยาบๆ ลวดลายกับรูปภาพบนผนังรอบๆ ส่วนใหญ่พร่ามัว บางส่วนถึงขั้นขาดไปบางมุม

ฝุ่นละอองกระจายจับบนพื้น แสงสีเขียวของค่ายกลที่กะพริบบนเพดานเหนือศีรษะมีแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นที่ทำงาน ซึ่งแสดงผลอำพรางกลิ่นอายด้านหน้า

ผู้ที่นั่งอยู่ทางขวามือของลู่เซิ่งเป็นวิญญาณลักษณะของบุรุษวัยกลางคนที่มีร่างกึ่งโปร่งแสง

ผู้ที่นั่งอยู่ทางซ้ายมือของลู่เซิ่งเป็นโฉมงามวัยเยาว์ที่มีบุคลิกธรรมดามาก

แน่นอนว่าถ้าหากมองข้ามตั๊กแตนที่มุดเข้ามุดออกรูจมูกกับหูของนาง นางก็เป็นสาวงามที่ธรรมดาสุดๆ จริงๆ

‘ไม่ใช่พวกคนจากตอนสมัคร’ ลู่เซิ่งพูดในใจ

เขายกแขนขึ้นลูบเมล็ดแห่งสายน้ำสีชาดบนแขนท่อนปลายของตัวเอง

เขาฉีกผิวออก แล้วใส่มันที่เหมือนกับไข่แมลงเข้าไปด้านใน

ไข่แมลงนี้ฝ่อไปแล้ว ตัวมันมีความสามารถมากมายหลากหลาย

อย่างหนึ่งในนี้มีผลเหมือนการแจ้งข่าวกำหนดตำแหน่ง โดยสามารถเลือกแลกเปลี่ยนกับสาวกจันทราแดงที่มีสัญลักษณ์กลิ่นอายเมล็ดแห่งสายน้ำสีชาด เพื่อส่งตำแหน่งของตัวเองในตอนนั้นๆ และยังถ่ายทอดคำพูดสั้นๆ ภายใต้ความยินยอมของผู้เป็นนายได้

นอกจากนี้เมล็ดแห่งสายน้ำสีชาดที่เป็นสัญลักษณ์สถานะของสาวกจันทราแดงยังดำเนินการทำสนธิสัญญาการค้า รวมถึงการยืมหรือแลกเปลี่ยนพลังข้ามโลกในเวลาสั้นๆ ได้ด้วย

พูดอีกอย่างก็คือ เหล่าสาวกจันทราแดงจะมีความมั่นใจในการแลกเปลี่ยนข้ามโลกก็ต่อเมื่อมีของสิ่งนี้

โดยเฉพาะความสามารถยืมพลังข้ามโลก หลังจากทำพันธะสัญญากับสิ่งมีชีวิตหรือตัวตนใดตัวตนหนึ่ง ขอแค่ทิ้งตราประทับจันทราแดงไว้บนร่างอีกฝ่ายเพื่อเป็นสัญลักษณ์ ก็ให้อีกฝ่ายยืมใช้พลังส่วนหนึ่งของตัวเองได้ผ่านระยะทางที่ไกลแสนไกล

ขณะลูบเมล็ดแห่งสายน้ำสีชาดเบาๆ ด้ายกระตุ้นวิญญาณกับแก่นหยางบนร่างลู่เซิ่งก็สัมผัสได้ถึงความเก่าแก่โบราณของมัน

ตอนที่เขากำลังเหม่อลอย เหนือตำหนักด้านหน้าก็ปรากฏเงาคนสีเทาที่พร่ามัวอย่างฉับพลัน

เงาคนจับตัวเป็นรูปเป็นร่างอย่างรวดเร็ว เป็นบุรุษผมยาวสีดำไว้หนวดจิ๋ม เขาสวมชุดคลุมสีแดงสด พอตั้งหลักได้แล้วก็พลิกมือปลดรูปสลักมนุษย์ตัวหนึ่งที่สะพายไว้บนหลังลงวางบนพื้น

“พวกเรามีเวลาจำกัด ทุกคนต้องเร่งมือหน่อย” บุรุษเตือนอย่างรวดเร็ว “ผู้ปกครองจันทราแดงไม่ได้สาดส่องแสงแก่พวกท่านเท่านั้น ยังมีคนใหม่อีกมากมายรอคอยการดูแลจากผู้ปกครองอยู่”

เขาวางรูปสลักลงด้านหน้าทุกคน รูปแกะสลักเป็นชายชราสวมชุดคลุมสีดำที่มีสีหน้าเรียบเฉย เพียงแต่ส่วนดวงตากะพริบแสงสีแดงน้อยๆ

“ทุกคนว่าตามข้า!” บุรุษหมุนตัวไปโค้งคำนับรูปสลัก

“ผู้ปกครองจันทราแดงที่ยิ่งใหญ่ แสงสว่างของท่านสาดส่องนครตราชั่ง ความเมตตาของท่านทำให้พวกเราซาบซึ้ง ณ ที่แห่งนี้ พวกเราขอมอบชีวิตที่เหลือในอนาคตให้แก่จันทราแดงอันเป็นนิรันดร์ และจะยอมจ่ายทุกสิ่งทุกอ่ยางให้แก่การลุกไหม้อันเป็นนิรันดร์ถึงที่สุด!”

“ผู้ปกครองจันทราแดงที่ยิ่งใหญ่ แสงสว่างของท่านสาดส่อง...”

คนที่อยู่บนที่นั่งรีบท่องตามเสียงดัง

ลู่เซิ่งทำปากท่องตามเสียงของทุกคน เขาสัมผัสได้ว่ามีข้อมูลซับซ้อนหลายสายส่งมาจากบนรูปแกะสลักนั้นอย่างเลือนราง แล้วไหลเข้ามาในเมล็ดแห่งสายน้ำสีชาดบนท่อนแขนของเขาตามเสียงท่อง

ข้อความสั้นๆ อันเรียบง่ายถูกท่องจบอย่างรวดเร็ว ข้อมูลก็ถูกส่งจนเสร็จสิ้นเช่นกัน

ลู่เซิ่งส่งจิตวิญญาณเข้าไปในเมล็ดแห่งสายน้ำสีชาดเพื่อเริ่มตรวจสอบข้อมูลนี้

การสืบทอดจันทราแดงตรงไปตรงมามาก ข้อมูลคือวิชาที่มอบให้โดยตรง มีชื่อว่าวิธีฝึกฝนสายน้ำสีชาด วิชานี้ไม่ใช่วิชาการฝึกฝนหลัก หากเป็นวิชาช่วยเหลือพิเศษชนิดหนึ่ง

มันสามารถทำให้ผู้ฝึกฝนรวบรวมพลังจิตวิญญาณได้อย่างต่อเนื่อง จากนั้นก็หลอมมันเป็นหยกสีชาด หยกสีชาดจำนวนมากจะกลายเป็นสภาพสายน้ำ สุดท้ายค่อยกลายเป็นสายน้ำในกายที่ไหลอย่างไม่หยุดยั้ง

สายน้ำสีชาดจะซัดใส่จิตวิญญาณและกายเนื้ออย่างต่อเนื่องขณะไหลเวียน เพื่อทำให้พวกมันแข็งแกร่งทนทานขึ้นเรื่อยๆ จนสำเร็จร่างนทีสีชาดหลอมอารามวิญญาณ

ขั้นตอนนี้ตรงกับระดับมนุษย์ถึงระดับอสรพิษพอดี มันเพิ่มไพ่ตายให้แก่ผู้ฝึกฝนทางอ้อม ทั้งยังเป็นไพ่ตายที่มีอานุภาพแข็งแกร่งสุดขีดด้วย

ลู่เซิ่งแยกแยะได้ว่า อานุภาพของวิชานี้ด้อยกว่าแปดวิถีมารสูงสุดของเขานิดหน่อยเท่านั้น แต่ระดับความยากในการฝึกกลับง่ายดายกว่ามากๆ

‘สมกับเป็นวิชาที่ผู้ปกครองมอบให้ ใส่ใจดีจริงๆ ไหนดูซิว่าวิชาในภายหลังมีเงื่อนไขอะไร’ พอลู่เซิ่งตรวจสอบข้อมูลเสร็จ ก็เห็นบุรุษวัยกลางคนผู้นั้นสะพายรูปสลักขึ้น ก่อนที่ร่างจะค่อยๆ กลายเป็นกึ่งโปร่งแสงอีกครั้ง

“ทุกท่านได้กลายเป็นสมาชิกสาวกจันทราแดงแล้ว ทุกปีพวกท่านจะต้องช่วยกันดำเนินการไล่ล่าครั้งหนึ่ง ทุกคนจงอย่าลืม” บุรุษทิ้งประโยคหนึ่งเป็นครั้งสุดท้าย แล้วหายไปจากตำหนักใหญ่

“ช่วยเหลือการไล่ล่าหรือ” ลู่เซิ่งกวาดตาอ่านข้อมูลที่ส่งมาใหม่

ความหมายกว้างๆ ก็คือ ในฐานะสมาชิกสาวกจันทราแดง เมื่อสหายพบเจอความยากลำบาก ท่านจะไม่สนใจก็ได้ แต่ถ้ามีคนสังหารสหาย แล้วท่านฆ่าฆาตกรผู้นี้ได้ ก็จะได้รับรางวัลจากผู้ปกครองจันทราแดง

การฆ่าฆาตกรที่ทำร้ายสหายเรียกว่าช่วยเหลือการไล่ล่า สาวกทุกคนจะต้องดำเนินการช่วยเหลือการไล่ล่าปีละครั้ง แน่นอนว่าไม่ทำก็ได้ หากจ่ายเงินก็จะได้รับการยกเว้น

‘นี่น่าจะเป็นกฎที่ออกแบบไว้รับมือกับหลักการความยุติธรรมของนครตราชั่ง...’ ลู่เซิ่งกระจ่างแจ้ง

หลังบุรุษจากไป มนุษย์ ปีศาจ ผี และตัวประหลาดที่นั่งอยู่ในตำหนักก็พากันลุกขึ้น ส่วนใหญ่รีบเร่งออกจากตำหนักใหญ่

คนส่วนน้อยอย่างลู่เซิ่งต่างก็เอื่อยเฉื่อยไม่รีบร้อน แสดงให้เห็นว่ามีความมั่นใจอย่างแรงกล้า

“มียันต์คุ้มกันกายระดับนี้ ข้าอยากเห็นนักว่าไอ้หมอนั่นจะเอาอะไรมาสู้กับข้า!” วิญญาณด้านข้างสบถเบาๆ อย่างเหี้ยมเกรียมดุร้าย

ลู่เซิ่งเหลียวมองเขา ไม่ได้พูดอะไร ก่อนจะเดินออกจากตำหนักใหญ่

แสงอาทิตย์ด้านนอกงดงาม ทั้งยังอบอุ่นเหมือนวสันต์ฤดู

เขาเดินไปด้านซ้ายตามขอบของเงาที่ทอดลงมาบนระเบียง

ไม่นานนัก เขาก็เจอคัมภีร์ศิลาขนาดยักษ์แผ่นหนึ่งบนที่ว่างซึ่งเหมือนกับสวนดอกไม้เล็กๆ ด้านหลังตำหนักใหญ่

มีคนยืนอ่านอยู่หน้าคัมภีร์ศิลา แต่ทำหน้าบูดหน้าบึ้งเป็นระยะ

ลู่เซิ่งเดินเข้าไปอ่านเนื้อหาด้านบนนั้นคร่าวๆ

เป็นราคาค่าจ้างที่คนบางส่วนในหมู่สาวกจันทราแดงที่มีพลังต่อสู้แข็งแกร่งเขียนเอาไว้

สองฝ่ายสามารถหาคะแนนคุณูปการได้จากการจ้างงานภายในแบบนี้

นอกจากนี้แล้ว ด้านข้างยังมีแผ่นศิลาอีกแผ่น ลู่เซิ่งเดินเข้าไปกวาดตาอ่าน แล้วเจอเนื้อหาที่ตนเองต้องการอย่างรวดเร็ว

มันคือวิชาฝึกฝน และคะแนนคุณูปการกับราคาที่จำเป็นต้องจ่ายซึ่งสอดคล้องกัน

วิชาฝึกฝนสายน้ำสีชาดอยู่ในขั้นต่ำ หลังจากฝึกฝนสายน้ำสีชาดสำเร็จ ก็จะเป็นระดับอสรพิษ

จากนั้นก็เป็นขั้นกลาง ซึ่งเริ่มใช้พลังแกนดาว ช่วงนี้ตรงกับระดับผู้ถืออาวุธและระดับอริยะเจ้า

ต่อจากนั้นเป็นการหลอมสร้างแสงจันทร์ นี่ตรงกับระดับเจ้าแห่งอาวุธและระดับลวงตา

สุดท้ายเป็นขั้นสูง ตรงกับระดับมายาพิศวง

‘สิ่งที่จำเป็นสำหรับเราในตอนนี้คือวิชาแสงจันทร์ ใช้คะแนนคุณูปการสูงมากทีเดียว’

ลู่เซิ่งดูคุณูปการที่จำเป็นสำหรับวิชาระดับแสงจันทร์ ห้าแสนคะแนนคุณูปการ หรือใช้เงินน้ำแข็งห้าล้านแลกแทนก็ได้

‘สถานะนี้ไม่เลวแฮะ ทุกอย่างเหมือนกับตะขอแขวนเงิน ขอแค่มีเงินมากพอ จะซื้ออะไรก็ได้ทั้งนั้น’

สิ่งที่เขากังวลก็คือ วิชานี้อาจมีคนวางกับดักอะไรเอาไว้

‘ช่างเถอะ อย่าเพิ่งไปสนใจ ตอนนี้ได้สถานะผู้อยู่อาศัยมาแล้ว หาที่อยู่ในนครหลวงก่อนก็แล้วกัน’

จากนั้นเขาก็ออกจากตำหนักใหญ่ หลังจากใช้ค่ายกลส่งตัวข้ามโลกสิบกว่าครั้ง ในที่สุดก็กลับถึงเขตนครหลวง

ในมือเขายังเหลือเงินน้ำแข็งเจ็ดหมื่นกว่าๆ หลังจากเลือกแล้ว สุดท้ายเขาก็ซื้อคฤหาสน์ที่ไม่ใหญ่มากในเขตเปลี่ยวร้างของนครหลัก

พอซื้อคฤหาสน์เสร็จ เขาก็เหลือเงินน้ำแข็งเพียงสองสามร้อย กลับมาจนเหมือนเดิม

แต่ดีที่การค้าขายในเขตนครหลวงมีความยุติธรรม แถมตลาดในแต่ละด้านก็พัฒนาถึงขีดสุด ลู่เซิ่งจึงไม่ห่วงว่าของของตนจะแลกเปลี่ยนเป็นเงินมาไม่ได้

เขานำชิ้นส่วนโลหะสีขาวอมเงินที่ได้จากโลกชุดเกราะไปแลกเปลี่ยนได้เป็นเงินน้ำแข็งจำนวนสองพันกว่าๆ ที่ตลาด จากนั้นก็ซื้อวัตถุดิบค่ายกลที่จำเป็นสำหรับการจุติส่วนหนึ่งมาเสริม

ต่อมาก็ปิดประตู แล้วเริ่มการจุติครั้งใหม่ในคฤหาสน์ของตัวเอง

เขาจำเป็นต้องรีบจุติเพื่อรวบรวมทรัพยากรเป็นการเร่งด่วน ดังนั้นครั้งนี้เขาจึงไม่เลือกโลกใบเล็กที่อ่อนแออีก โลกแบบนั้นมีความเข้มข้นของพลังงานไม่สูงมาก อีกทั้งเวลายังไหลเร็วมาก ทว่านอกจากการยกระดับจากการหลอมรวมจิตวิญญาณแล้ว ก็อย่านึกถึงทรัพยากรอย่างอื่นเลย

เหมือนกับโลกใบก่อน ลู่เซิ่งจุติเป็นกระต่าย สุดท้ายเอาอะไรกลับมาไม่ได้สักอย่างเดียว

ทั้งหมดเป็นเพราะระดับของโลกใบนั้นต่ำเกินไป

ครั้งนี้ลู่เซิ่งปรับการไหลของเวลาเป็นหนึ่งต่อสาม

หรือก็คือนครหลวงหนึ่งวัน ทางนั้นเท่ากับสามวัน

โลกแบบนี้ เป็นไปได้ถึงขีดสุดที่จะเจอโลกที่ไม่ค่อยมีความแตกต่างจากโลกหลักมากนัก

จากนั้นเขาก็ให้คนช่วยถามถึงข่าวคราวทางต้าซ่งบนดาวปรภพระหว่างเตรียมตัวเป็นครั้งสุดท้าย

นครตราชั่งมีประชากรเยอะสุดขีด แม้ดาวปรภพจะค่อนข้างห่างไกล แต่ก็ยังมีข่าวไม่น้อยส่งมา และมีคนเก็บสมุนไพรจำนวนไม่น้อยไปซื้อสินค้าที่ดาวปรภพ ลู่เซิ่งจึงฝากให้คนเก็บสมุนไพรบางส่วนนำตุ๊กตาส่งข้อความชนิดหนึ่งไปยังดาวปรภพ

ตุ๊กตาชนิดนี้จำเป็นต้องวางในอาณาเขตที่เหมาะสมจึงจะใช้ได้ มันจะหาเป้าหมายและทำหน้าที่ให้เสร็จตามข้อมูลที่ได้เก็บรวบรวม จากนั้นก็จะทำลายร่องรอยทั้งหมดทิ้งเอง

ความปลอดภัยแบบนี้ทำให้ได้รับการรับประกันระดับสูงสุด

หลังเตรียมการทุกอย่างเสร็จแล้ว ลู่เซิ่งจึงเริ่มกางค่ายกลจุติเป็นครั้งสุดท้าย

เขาใส่ทรัพยากรเข้าไปในค่ายกลนี้แล้ว หากเปิดโลกที่มีระดับสูงกว่าเดิม พลังงานที่จำเป็นต้องใช้ก็จะมีมากกว่าเดิมเช่นกัน

ค่ายกลแบบนี้ ถ้าเขาหาทุนคืนไม่ได้ ครั้งนี้ก็จะขาดทุนจริงๆ แล้ว

นอกจากนี้สิ่งที่ลู่เซิ่งต้องระวังเพิ่มคือ โลกในครั้งนี้ไม่ได้ง่ายดายเหมือนก่อนหน้าอีกต่อไป การที่เวลาไม่แตกต่างกันมากนักหมายความว่า เป็นไปได้ถึงขีดสุดที่ทางนั้นจะมีตัวตนระดับสุดยอดที่แข็งแกร่งกว่าลู่เซิ่งอยู่ด้วย

เกิดถูกเจอตัวโดยไม่ทันระวัง ผลลัพธ์จะเป็นระดับภัยพิบัติทันที

ด้วยเหตุนี้ ครั้งนี้ลู่เซิ่งถึงได้เตรียมการไว้อย่างพร้อมสรรพ หลังจากปรับร่างกายและจิตใจเป็นเวลาห้าวัน เขาก็เริ่มต้นการจุติ

นี่เป็นการเดิมพันอย่างหนึ่ง หากไม่สำเร็จ สินทรัพย์ก็จะต้องเริ่มจากศูนย์ใหม่ และยังต้องสิ้นเปลืองเวลาอันมีค่าของตัวเองด้วย

ถึงอย่างไรการไหลของเวลาก็ไม่เหมือนกัน ถ้าหากยังสะดวกสบายเหมือนเมื่อก่อนหน้านี้ อย่างนั้นครั้งนี้ก็จะเก็บอะไรกลับมาไม่ได้จริงๆ แล้ว

              ..............................................
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ

ความคิดเห็น