611-615
ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง ระบบโกงสกิล
บทที่ 611ถึง615
นิ้วของลู่เซิ่งเคาะลงบนพื้นแข็งเบาๆ ส่งเสียงดังกระจ่าง
เขากำลังไตร่ตรองอยู่ว่า จะติดต่อกับมนุษย์ในโลกนี้ดีหรือไม่
ดูจากการทดลองในช่วงนี้ของเขา กฎพลังงานของที่นี่จำกัดเลือดลมน้อยที่สุด แต่กลับจำกัดระบบพลังอย่างอื่นอย่างรุนแรง
ตอนนี้ผลกรรมความปรารถนาของกระต่ายเกือบสำเร็จแล้ว จึงต้องพิจารณาว่าการใช้เวลาและสมาธิไปติดต่อกับมนุษย์จะได้มากกว่าเสีย หรือเสียมากกว่าได้
หลังใคร่ครวญสักพัก ลู่เซิ่งก็ตัดสินใจกลับบ้าน
โลกใบนี้ทำให้เขารู้สึกประหลาดเล็กน้อย ไม่ใช่ปัญหาด้านระบบพลัง หากเป็นความแตกต่างของพวกมีสติปัญญาและพวกสัตว์ป่าที่ทำให้เขาคิดไม่ออกบางจุด
หนำซ้ำในบันทึกของเผ่ากระต่ายเมื่อก่อนหน้านี้ยังได้พูดถึงด้วยว่าก่อนหน้านี้เคยมีปราชญ์ที่ยืนสองขาปรากฏตัวมาก่อน ดังนั้นจึงเป็นไปได้ถึงขีดสุดที่ปราชญ์ตัวแรกที่ปรากฏตัวขึ้นมาจะเป็นมารสวรรค์คนอื่นที่จุติลงมา
ความจริงมีเลศนัยล้ำลึกไปหน่อย และลู่เซิ่งก็ไม่คิดจะออกจากป่าไปสืบด้วย
‘พอแค่นี้ก็แล้วกัน...’ ตอนนี้ระเบียบของป่าถูกตั้งขึ้นแล้ว แถมเขายังได้ผลิตหญ้าติดมันและหญ้าเขียวธรรมดาขึ้นมาหลายเวอร์ชั่นด้วย
มีหญ้าที่ดูดซับโลหะ มีหญ้าที่ดูดซับดิน และมีหญ้าที่ขอแค่มีน้ำก็เติบโตได้ รวมถึงหญ้าที่เป็นกาฝากต้นไม้ซึ่งกินแมลงกับปุ๋ยได้อีก
ถึงขั้นมีหญ้าที่แยกชิ้นส่วนกระดูกของศพได้
หญ้าแต่ละชนิดเติมเต็มข้อบกพร่องของวัฏจักรระบบนิเวศในอาณาเขตเล็กๆ ของป่า
สิ่งที่นำมาคือทุกที่ที่ตาเนื้อมองเห็นได้มีแต่หญ้า
การแพร่พันธุ์ของหญ้าพวกนี้มีความเร็วน่าตกตะลึงและน่ากลัวมาก หญ้าแต่ละเส้นหนาและอวบอิ่ม สมาชิกของลัทธิหญ้าศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดแค่จำเป็นต้องกลับป่าและหาสถานที่ที่ตัวเองคิดว่าสะดวกสบาย จากนั้นค่อยนอนลงเพื่อกินหญ้าก็พอ
ในพุ่มหญ้าที่งอกขึ้นรอบๆ ไม่มีหญ้าเส้นไหนที่กินไม่ได้
หลังจากกินหญ้ารอบตัวหมดแล้ว แค่เดินไปสองก้าวแล้วนอนลง ก็จะกินได้ต่อ
พวกสัตว์กินเนื้อได้ส่วนแบ่งดีกว่า กอปรกับแรงกดดันจากลัทธิหญ้าศักดิ์สิทธิ์ พวกมันจึงค่อยๆ กลายเป็นผู้กินหญ้าไปโดยปริยาย
และถ้าเกิดคุ้นชินกับชีวิตอันแสนสบายที่อยู่ไหนก็กินได้นี้แล้ว สัตว์ร้ายที่กินเนื้อเป็นอาหารเมื่อก่อนหน้านี้ก็จะเริ่มขี้เกียจ
แค่นอนก็อิ่มท้องได้แล้ว ยังจะสร้างความแค้นและทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยไปทำไมอีก
บวกกับพวกสุดโต่งบางส่วนโดนลัทธิหญ้าศักดิ์สิทธิ์กำจัดทิ้งไปแล้ว ทำให้ป่าทั้งผืนเจริญรุ่งเรืองขึ้น
“อย่างนั้นพวกเจ้ารู้สึกว่า รสชาติระหว่างกินหญ้าติดมันกับเนื้อ อย่างไหนดีกว่า” ลู่เซิ่งได้สติกลับมา ก่อนมองดูราชาหมีดำกับราชาเสือที่อยู่ด้านล่าง
“ย่อมเป็นเนื้อ!” ราชาหมีดำสูดหายใจลึกราวกับต้องการดิ้นให้หลุดจากแรงกดดันอันแข็งแกร่งของลู่เซิ่ง ก่อนจะกล่าวเสียงดัง “ถึงหญ้าติดมันจะมีรสชาติหลากหลาย เวลากินก็สะดวกสบาย แถมยังมีเยอะแยะและเติบโตเร็ว แต่เนื้อเป็นอาหารที่แท้จริงของเรา หากไม่กินเนื้อ เนื้อก็ไม่เพิ่ม! พอเนื้อไม่เพิ่ม ก็จะมีแต่ผอมลงๆ รวมถึงไม่มีแรง!”
ราชาเสือพยักหน้าเห็นด้วยจากด้านข้าง
“แต่ข้าก็กินหญ้าเหมือนกัน เจ้าดูข้าสิ เจ้าว่าข้าผอมมากไหมล่ะ” ลู่เซิ่งส่ายหน้าน้อยๆ “พวกเจ้าเป็นตัวแทนฝั่งกินเนื้อในป่า ความจริงน่าจะเข้าใจมากกว่าว่าสัตว์กินเนื้อกับสัตว์กินหญ้า ใครมีแรงเยอะกว่า”
พอกล่าวคำพูดนี้ออกไป ราชาหมีดำกับราชาเสือต่างไร้คำพูดโต้ตอบ
ราชาเสือคิดเถียง แต่พอคำพูดมาถึงมุมปาก กลับพูดอะไรไม่ออก อย่าว่าแต่ช้างหรือยีราฟเลย ต่อให้เป็นควายป่า แค่ดูพละกำลังอย่างเดียว ก็แข็งแรงกว่ามันมากแล้ว
นอกจากตัวตนพิเศษอย่างมัน วัวป่าส่วนใหญ่ล้วนมีแรงเยอะกว่าเสือทั้งนั้น
ส่วนช้างก็ยิ่งแล้วใหญ่
“ดังนั้น...ลองดูหน่อยเถอะ...” ลู่เซิ่งยิ้มให้แก่ราชาสัตว์ทั้งสองตัวอย่างอ่อนโยน
......
หลายวันต่อมา
ลู่เซิ่งเคลื่อนร่างใหญ่มหึมาไปยังส่วนลึกของโบราณสถาน
ด้านหลังเขาคือระดับสูงของลัทธิหญ้าศักดิ์สิทธิ์
รอบๆ มีหัวหน้าลัทธิชิเอล นอกจากระดับสูงกินหญ้าเมื่อก่อนหน้านี้แล้ว ยังมีราชาสรรพสัตว์ที่มีสีหน้าเคารพเลื่อมใสอย่างราชาหมีดำกับราชาเสือเพิ่มมาสองตัว
เทียบกับหลายวันเมื่อก่อนหน้านี้ ขนาดร่างกายของพวกมันใหญ่ขึ้นไม่น้อย โดยขยายใหญ่ถึงสี่เมตรกว่าๆ แล้ว
หลังจากเติมด้ายกระตุ้นวิญญาณให้ พวกมันก็กลายเป็นผู้สนับสนุนที่ซื่อสัตย์ของหญ้าติดมันโดยสมบูรณ์
เป็นเพราะการล่าไม่สามารถตอบสนองความต้องการต่อปริมาณอาหารของพวกมันได้
ลู่เซิ่งไม่ได้ทำอะไรสักอย่างเดียว นอกจากเติมด้ายกระตุ้นวิญญาณให้แล้ว เขาก็เพียงชำระบัญชีให้พวกมีสติปัญญาอยางสัตว์ร้ายสองตัวเท่านั้น
ด้วยปริมาณอาหารที่พวกสัตว์กินเนื้อมีในตอนนี้ ถ้าหากกินเนื้อจนหมด ใช้เวลาแค่หนึ่งปี ป่าทั้งผืนก็จะไม่เหลืออะไร้ที่เลี้ยงพวกมันได้อีก
ปริมาณอาหารของพวกมันที่ได้รับการเติมเลือดลมจากด้ายกระตุ้นวิญญาณเพิ่มขึ้นถึงระดับที่น่ากลัว
เป็นสิบกว่าเท่าของของเดิม
ต่อมาพวกระดับสูงทั้งหลายได้ทำตัวเป็นแบบอย่างและพยายามโน้มน้าวใจทั้งสองด้วยวิธีการต่างๆ นานา ยังมีฝูงสัตว์ร้ายบางส่วนที่กลับเนื้อกลับตัวอย่างเสือชีตามาเล่าประสบการณ์ให้ฟังอีก
หลังจากราชากระรอกฟาดราชาเสือเมื่อก่อนหน้าจนสลบเป็นครั้งที่สาม และราชาหมีดำถูกราชาวัวป่าสะบัดหางใส่จนปลิวและกระดูกหักทั้งตัว
ในสถานการณ์แบบนี้ ทั้งสองก็รับรู้ว่า หากยังไม่กินหญ้าอีก พวกมันก็จะตกสู่ชั้นต่ำสุดของห่วงโซ่อาหารอย่างแท้จริง
ตอนนี้พวกมันสู้แรงของราชาหนูไม่ได้ด้วยซ้ำ
ดังนั้นหลังจากทั้งสองหยั่งเชิงเผ่าพันธุ์สิบกว่าเผ่าติดต่อกัน ก็พลันพบว่าตนเองใกล้จะตกสู่ชั้นกลางถึงชั้นล่างของห่วงโซ่อาหารแล้ว
หลังจากใคร่ครวญอย่างเจ็บปวด ในที่สุดราชาสัตว์ทั้งสองก็ตื่นรู้
ต่อจากนั้น ทั้งสองก็กลายเป็นหนึ่งในสาวกที่ซื่อสัตย์ที่สุดของลัทธิหญ้าศักดิ์สิทธิ์ ภายใต้การเปลี่ยนแปลงอันน่าตกตะลึงของด้ายกระตุ้นวิญญาณ
“ท่านปราชญ์จะไปที่ไหนหรือ โลกมนุษย์งั้นหรือ” ราชากวางคิดจะติดตามไปด้วย แต่เป็นเพราะคำสั่งของลู่เซิ่งเมื่อก่อนหน้านี้ มันจึงไม่กล้าไม่ทำตาม กีบเท้าที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางหนึ่งเมตรกว่าๆ ขูดดินอย่างกระสับกระส่ายโดยไม่รู้ตัว
“บางทีนะ ก่อนหน้านี้ท่านปราชญ์ตั้งใจถามข้าถึงสถานการณ์ทุกอย่างในโลกมนุษย์” ราชาหมีดำตอบเบาๆ
“ท่านปราชญ์...จะยังกลับมาไหม” มีสัตว์ตัวหนึ่งถามเสียงแผ่ว
หัวหน้าลัทธิชิเอลไม่ได้ตอบ มันเพียงเพ่งมองลู่เซิ่งที่ใหญ่ปานภูเขาซึ่งกำลังออกห่างไปเท่านั้น
“สถานที่ที่มีหญ้า ย่อมมีหญ้าศักดิ์สิทธิ์กำลังลุกโชน...นี่คือปณิธานของท่านปราชญ์...”
เสียงศรัทธาดังมาจากด้านข้างมัน
เป็นราชาเสือ
มันสวมเสื้อคลุมตัวยาวที่สานจากใบไม้ ร่างสูงห้าเมตรกว่าๆ ถูกปิดคลุมอยู่ในเสื้อคลุม ใบหน้าของมันซ่อนอยู่ในความมืดมิด ทำให้ไม่อาจเห็นสีหน้าของมันในตอนนี้
“ใช่แล้ว...ปณิธานแห่งหญ้าศักดิ์สิทธิ์...พวกเราจะสืบทอดต่อไป” ชิเอลพยักหน้าช้าๆ
...
เขตที่สี่ของนครตราชั่ง ถ้ำใต้ดิน
บนค่ายกลที่เกิดจากการรวมตัวของเส้นสายสีดำมากมาย ร่องแยกสีเทาค่อยๆ เปิดออกอย่างไร้สุ้มเสียง
พรึ่บ!
แสงสีดำสายหนึ่งพุ่งออกมา แล้วทิ้งตัวลงบนพื้นรอบนอกค่ายกลอย่างแผ่วเบา กลายเป็นบุรุษหนุ่มที่มีปราณมารสีดำห่อหุ้มทั่วร่างคนหนึ่ง
แสงสีเขียวกะพริบขึ้นด้านหลังเขา ปรากฏกระต่ายเทาที่เหมือนกับพระพุทธรูปที่ยิ่งใหญ่มหึมา
‘ทนไม่ไหวแล้วๆ! ถึงแม้โลกในครั้งนี้จะเรียบง่าย แต่ถึงกับทำให้จุติเป็นกระต่าย มีตัวแปรซ่อนอยู่มากเกินไปแล้ว’ ลู่เซิ่งขมวดคิ้ว พอสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณที่ใหญ่ขึ้นเท่าหนึ่ง ก็อารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อย
ไม่มีใครชอบเป็นกระต่าย เขาก็เหมือนกัน
หลังจากสะสางผลกรรมความปรารถนาเรียบร้อย เขาก็เรียกร่างหลักออกมาเพื่อกระตุ้นให้พลังกีดกันของโลกใบนั้นช่วยให้ตนหลุดออกมาในทางอ้อมทันที
การรวมผืนป่าเป็นหนึ่งและทำให้ป่าสงบสุข รวมถึงทำให้ทุกคนกินหญ้าด้วยกัน เขาได้ทำไปหมดแล้ว ลัทธิหญ้าศักดิ์สิทธิ์เป็นหัวใจหลักที่เขาก่อตั้งขึ้น
ลัทธิอันงมงายที่ฟังคำสั่งเขาโดยสมบูรณ์นี้มีตัวตนเหี้ยมหาญที่มีพลังและศักยภาพไม่เลวอยู่ด้วย
อย่างเช่นราชาหมีดำ ราชาเสือ และราชาจระเข้
โดยเฉพาะราชาจระเข้ หลังจากกลายเป็นสาวกผู้ศรัทธาแล้ว ในการผสมด้ายกระตุ้นวิญญาณ หากเป็นสัตว์ตัวอื่นผสมแค่เส้นเดียวก็เพียงพอแล้ว แต่มันถึงกับผสมตั้งสามเส้น
ขนาดร่างกายของมันใหญ่โตที่สุดในบรรดาสัตว์ที่เปลี่ยนมากินหญ้า โดยยาวถึงยี่สิบกว่าเมตร สูงถึงห้าเมตร ขอแค่ใส่วิชาเยื่อดำเข้าไปอีก ก็จะกลายเป็นกำลังรบที่เทียบเคียงได้กับระดับผู้ถืออาวุธทันที
‘จดบันทึกโลกใบนี้เอาไว้ก่อน ครั้งหน้าอาจจะยังมีประโยชน์อยู่’
ลู่เซิ่งพ่นลมหายใจออกช้าๆ และเริ่มตรวจสอบผลลัพธ์จากการจุติครั้งนี้
‘จิตวิญญาณใหญ่ขึ้นสามส่วน ของส่วนหนึ่งที่เจอในโบราณสถานแห่งนั้นถูกกระแสวังวนมิติเวลาป่นเป็นผงไปหมดแล้ว เหลือแค่ตัวอย่างเลือดของร่างหลักที่บ่มเพาะที่นั่นเท่านั้น’
เขาไม่สามารถนำร่างของกระต่ายที่ใหญ่ถึงแปดสิบกว่าเมตรมาด้วยได้ เพราะไม่มีความสามารถย่อส่วน ด้วยความจนปัญญา ลู่เซิ่งเลยได้แต่สูบเลือดทั้งหมดออกมาหลอมเป็นไข่มุกเลือดเม็ดหนึ่ง แล้วพกติดตัวก่อนจะจากมา
จากนั้นก็เผาซากศพทั้งหมดทิ้ง
ลู่เซิ่งอ้าปากและแลบลิ้นยาวออกมา พร้อมกับแผ่ลิ้นที่ม้วนไว้ออก เผยให้เห็นไข่มุกเลือดสีแดงก่ำที่ซ่อนอยู่ด้านในสุด
ไข่มุกเลือดเป็นสีแดงเข้ม แต่ผิวมีลวดลายสีเขียวหลายสาย ทั้งยังมีกลิ่นหอมของหญ้าเข้มข้นยามดมดู
‘เอามาใช้เสริมเลือดลมได้โดยตรง’ ลู่เซิ่งม้วนไข่มุกเลือดเข้าปากอีกรอบ ก่อนจะกลืนลงไป
ไม่นานเลือดลมอันยิ่งใหญ่ก็เริ่มทะลักไหลเข้าไปในร่างเขาอย่างบ้าคลั่ง เลือดลมของกระต่ายสีเทายิ่งใหญ่จนถึงขีดจำกัดที่โลกใบนั้นรองรับไม่ได้แล้ว
พอกลืนลงไป ลู่เซิ่งก็สัมผัสได้ทันทีว่าร่างและผิวหนังเริ่มร้อนขึ้น
ด้ายกระตุ้นวิญญาณเส้นใหม่ๆ จำนวนนับไม่ถ้วนเริ่มเกิดขึ้นมาด้วยความเร็วสูง และเติมเต็มช่องว่างของด้ายกระตุ้นวิญญาณที่เขามอบให้สัตว์ป่าเมื่อก่อนหน้านี้
ไม่นานก็เติมเต็มช่องว่างจนหมด เลือดลมที่ยิ่งใหญ่ไพศาลกลับถูกใช้ไปแค่ส่วนเล็กๆ เท่านั้น ส่วนที่เหลือเริ่มหลอมรวมกลายเป็นด้ายกระตุ้นวิญญาณอย่างบ้าคลั่ง จากนั้นด้ายกระตุ้นวิญญาณจำนวนมากก็ไหลเข้าไปในหลุมดำหลุมที่สองในสามขีดจำกัดใหญ่ด้วยการควบคุมของลู่เซิ่ง
หลุมดำหลุมแรกก่อกำเนิดสมบัติพิสดารที่ใช้ยกระดับได้ในเวลาสั้นๆ อย่างหัวใจแห่งโลหิตขึ้นมา
ลู่เซิ่งคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหลุมดำหลุมที่สองจะให้กำเนิดอะไร
ด้ายกระตุ้นวิญญาณนับไม่ถ้วนทะลักเข้าไปในหลุมดำ แต่ก็ยังไม่อาจเติมเต็มได้เหมือนกับร้อยสายธารไหลลงสู่มหาสมุทร
ลู่เซิ่งยืนอยู่ในถ้ำอย่างสงบนิ่ง จากนั้นก็เดินไปยังห้องของตัวเองอย่างไม่รีบไม่ร้อนในตอนที่เลือดลมยังไม่ถูกใช้จนหมด
เดินตามทางเดินลงด้านล่าง ตัดทะลุห้องและโถงใหญ่ว่างเปล่าหลายแห่ง ไม่นานนัก ลู่เซิ่งก็เจอเสือดำกลายพันธุ์ที่ซ่อนอยู่ในชั้นที่ลึกที่สุด
ปีกข้างหนึ่งของเสือดำถูกฉีกออก ทั่วตัวมีแต่บาดแผลเต็มไปหมด ดวงตาข้างหนึ่งถูกควัก ขาหลังทั้งสองข้างโดนตัดขาด มันลากตัวมากับพื้นจนรอยเลือดแห้งไปแล้ว คิดว่ามันคงมารอที่นี่อยู่นานแล้วตอนที่ได้รับบาดเจ็บ
“เกิดอะไรขึ้น” ลู่เซิ่งกระจายจิตวิญญาณออกไปสัมผัสบริเวณรอบๆ
แมลงเม่าที่ปล่อยออกไปเมื่อก่อนหน้านี้ก็หายไปด้วยเช่นกัน
“มีคน...มากวาดล้าง...ถูกข้าพบเข้า...” เสือดำตอบกระท่อนกระแท่น
“กวาดล้างหรือ” ลู่เซิ่งดวงตาเย็นเยียบลง
เขาได้เตรียมใจไว้แล้วตอนที่แสร้งทำเป็นโจรดักปล้นคนมีเงินระหว่างทาง เพียงแต่นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะมาเร็วปานนี้
หนำซ้ำยังมาตอนที่เขาจุติพอดีอีก
..............................................
สถานะที่ลู่เซิ่งกำหนดในเขตที่สี่ของนครตราชั่งคือหมอ และเขาก็ไม่คิดจะทิ้งสถานะที่ใช้อำพรางได้ดีแบบนี้ไปเช่นกัน
‘ดีที่ท่อส่งเลือดที่เชื่อมไว้มีมากพอแล้ว ขณะเดียวกันก็มีช่องทางสามสิบกว่าช่องทางที่ซื้อยาจากเราด้วย ในเวลาสั้นๆ เงินน้ำแข็งสามารถตอบสนองความต้องการในการจุติได้ชั่วคราว ตอนนี้ควรมาดูสักทีว่าจะยกระดับเพื่อก้าวสู่ระดับลวงตาได้อย่างไร’
เป็นเพราะไม่มีคัมภีร์ลับหรือการสืบทอดสำหรับใช้ฝึกฝนในภายหลัง ลู่เซิ่งจึงคิดจะลองดูว่าสามารถเข้าร่วมขุมกำลังในระบบสายตรงของนครตราชั่ง และนำการสืบทอดในระดับลวงตารวมถึงระดับต่อจากนั้นมาได้หรือไม่
ต่อมา เขาจัดระเบียบและพักผ่อนอยู่ในถ้ำ ไข่มุกเลือดกระต่ายชดเชยการสูญเสียด้ายกระตุ้นวิญญาณทั้งหมดให้เขา แถมยังมีด้ายกระตุ้นวิญญาณเพิ่มมาอีกหนึ่งล้านเส้นด้วย
กระบวนการการจุติค่อนข้างราบรื่น ลองคำนวณสัดส่วนการไหลของเวลาดู เขาใช้เวลาไปแค่สามวัน ก็สะสางกระบวนการการจุติในครั้งนี้ได้เรียบร้อยแล้ว
หากคิดจะจุติอีก จะต้องรอครั้งหน้า
ในช่วงเวลารอการรวบรวมทรัพยากร ลู่เซิ่งได้กลับไปหาถูจินก่อน ทางนั้นสงบสุขดี ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ
จากนั้นเขาก็ไปนครหลวง
ถ้าหากไม่มองดูฝูงชนที่เดินมาบนถนน เปลือกนอกของนครหลวงไม่แตกต่างจากเมืองทั่วไป
หลังจากเดินเตร็ดเตร่และจ่ายเงินเพื่อสอบถามเป็นเวลาหลายวัน ลู่เซิ่งก็เข้าใจความแตกต่างที่เห็นชัดที่สุดระหว่างนครหลวงตราชั่งและเมืองธรรมดาแล้ว
จุดเด่นที่ชัดเจนที่สุดของนครตราชั่งอยู่ที่หอคอยดวงใจขับขาน
ในนครหลวงมีหอคอยดวงใจขับขานอยู่ทั้งหมดสามร้อยหกสิบห้าแห่ง นอกจากนั้นยังมีอีกสามพันหกร้อยห้าสิบแห่งในโลกขนาดมหึมาที่นครตราชั่งดูแล
หอคอยดวงใจขับขานที่กระจัดกระจายเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์แห่งความยุติธรรมและความเท่าเทียมที่แท้จริงของนครตราชั่ง
หอคอยดวงใจขับขานทุกแห่งไม่มีข้อห้ามใดๆ ตราบใดที่สิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาทั้งหมดมีระดับพลังชีวิตตรงตามเงื่อนไข ต่างก็เข้าไปได้ทั้งสิ้น
หอคอยทุกแห่งใช้ดำเนินการประเมินปณิธานของสิ่งมีชีวิต แต่มีโอกาสแค่ครั้งเดียว ในช่วงชีวิตของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดจะเข้าไปได้แค่หนึ่งครั้งเท่านั้น
นครตราชั่งส่งเสริมความเท่าเทียมของทุกชีวิต ทุกคนต่างมีโอกาส ประเด็นสำคัญอยู่ที่ตรงนี้
หอคอยดวงใจขับขานเป็นสิ่งสำคัญที่ขึ้นชื่ออย่างแท้จริงของพวกเขา
ในขณะเดียวกัน ผู้ที่จะผ่านการประเมินการทดสอบของหอคอยดวงใจขับขานได้ ต่างเป็นผู้เข้มแข็งที่โดดเด่นซึ่งเข้าร่วมแกนกลางที่แท้จริงของนครตราชั่งได้เท่านั้น นี่เป็นความสามารถหลักที่นครตราชั่งใช้เติมพลังและศักยภาพของตัวเอง
ลู่เซิ่งคิดจะไปลองดูเช่นกัน หากตนเองผ่านการทดสอบของหอคอยดวงใจขับขานได้ เช่นนั้นจะดีที่สุด
ทว่าก่อนหน้านั้น เขาจะต้องจัดการกลุ่มลาดตระเวนในเขตที่สี่ที่คอยลาดตระเวนรอบๆ ถ้ำของตัวเองเสียก่อน
ผู้ที่ทำให้ตัวทดลองในถ้ำของเขาเหลือแค่เสือดำพิการตัวเดียวก็คือกลุ่มลาดตระเวนนี่เอง
...
ใต้ร่มไม้อันหนาแน่นใกล้ๆ ข่ายภูเขามังกร
ระหว่างป่าสีเขียวอมเทา ชายหญิงกลุ่มหนึ่งที่สวมเกราะหนังสีเขียวและสีน้ำตาล รวมถึงสะพายอาวุธและเครื่องมือป้องกันหลากหลายชนิดเอาไว้ ตรวจตราป่ารอบๆ อย่างช้าๆ
ผู้ที่มีอายุมากสุดท่ามกลางชายหญิงกลุ่มนี้มีอายุสี่สิบปีแล้ว น้อยสุดไม่ต่ำกว่าสิบกว่าปี ชุดเกราะและอาวุธบนร่างต่างก็มีสัญลักษณ์ที่เรืองแสงกะพริบอยู่ไม่มากก็น้อย
ลู่เซิ่งยืนอยู่บนต้นไม้โบราณขนาดใหญ่ต้นหนึ่งที่อยู่ไกลออกไป พลางมองดูกลุ่มลาดตระเวนที่เข้ามาใกล้ด้านล่างอย่างเงียบๆ
‘เขตที่สี่เป็นเขตคัดเลือก มีการแก่งแย่งกันเป็นประจำ ทว่านครหลวงปล่อยปละละเลย มีแค่ผู้ควบคุมเรื่องราวในเขตต่างๆ ของเขตใหญ่ที่สี่ที่คอยดูแลกฎเท่านั้น ความจริงอธิบายได้ว่า เขตใหญ่ที่สี่ไม่ใช่นครตราชั่งที่แท้จริง หากเป็นเขตที่อยู่ติดกับนครตราชั่งเท่านั้น’ ช่วงนี้ลู่เซิ่งเข้าใจโครงสร้างระบบพื้นฐานของนครตราชั่งแล้ว
ความยุติธรรมถูกต้องของนครตราชั่งสะท้อนออกมาในหลายๆ ด้าน แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าในนครตราชั่งจะไม่มีการฆ่าล้างแค้น ไม่มีความชั่วร้าย และไม่มีการแก่งแย่งชิงดี
สิ่งเหล่านี้ล้วนมีอยู่
แต่ขอแค่ไม่ส่งผลต่อขุมกำลังของนครหลวง ก็จะไม่มีใครสนใจท่าน
พูดอีกอย่างก็คือ นครตราชั่งเพียงรับประกันความยุติธรรมถูกต้องของสมาชิกในนครหลวงเท่านั้น ส่วนสี่เขตใหญ่ที่เหลือจะเป็นอย่างไรก็ช่าง เรื่องเหล่านี้มีผู้ดูแลสี่เขตใหญ่เป็นผู้จัดการ
‘แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ความจริงโลกนี้ไม่มีความยุติธรรมถูกต้องที่เด็ดขาดอะไรหรอก’ ลู่เซิ่งค่อยๆ ลุกขึ้นบนคาคบ
หมาป่าสีดำหลายตัวเดินออกมาจากในเงามืดใต้ต้นไม้ ก่อนจะจ้องมองกลุ่มลาดตระเวนที่กำลังตรวจตราอย่างสงบนิ่งเย็นชา
หมาป่าดำเหล่านี้มีขนาดใหญ่กว่าหมาป่าดำทั่วไปหลายเท่า แค่ร่างกายก็สูงถึงสองหมี่กว่าๆ และยาวถึงห้าหมี่กว่าๆ แล้ว
หมาป่าดำหลายตัวเดินออกมาจากส่วนลึกของป่าอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับจับจ้องทิศทางของกลุ่มลาดตระเวนตาเป็นมัน
“ไปเถอะ” ลู่เซิ่งใช้จิตวิญญาณออกคำสั่ง
หมาป่าดำกลายพันธุ์จำนวนมากที่ถูกเขาควบคุม พลันกระโจนเข้าใส่กลุ่มลาดตระเวนอย่างบ้าคลั่งทันที
ด้ายกระตุ้นวิญญาณของเขาในปัจจุบันกลายเป็นพลังงานพิเศษที่กระตุ้นให้สิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ได้ในระดับหนึ่งแล้ว
เมื่อบวกกับความสามารถเล็กๆ น้อยๆ อย่างการโน้มนำจิตใจ การควบคุมสัตว์ป่าเหล่านี้จึงไม่ใช่เรื่องยาก
“ระวัง! มีศัตรูโจมตี!” กลุ่มลาดตระเวนก็ไม่ใช่พวกอ่อนหัดเช่นกัน พวกเขาตอบสนองและเริ่มตะโกนทันที
สมาชิกแต่ละคนปล่อยแสงหลายชนิดออกมาจากร่าง สัญลักษณ์เรืองแสงหลายสายบนมือและบนตัวปลดปล่อยพลังงานลี้ลับมากมายออกมา
เปรี้ยง!
หมาป่าดำตัวหนึ่งที่พุ่งเข้าไปโดนฟาดใส่เอว แต่กลับไม่อาจขู่หมาป่าดำที่เหลือให้ถอยได้
กลุ่มลาดตระเวนร้องตะโกนพร้อมกับฆ่าหมาป่าดำกลายพันธุ์หลายตัวอย่างต่อเนื่อง
สมาชิกของกลุ่มลาดตระเวนค่อยๆ หมดแรงตามเวลาที่ผ่านไป
อ๊าก
ในที่สุด สมาชิกคนหนึ่งก็ถูกหมาป่าดำตัวหนึ่งชนใส่จนเซออกจากวงป้องกันโดยไม่ทันระวัง พลันถูกหมาป่าดำสิบกว่าตัวกระโจนเข้าใส่ทันที
หลังจากร้องโหยหวน คนคนนี้ก็ถูกฉีกเป็นชิ้นๆ ในพริบตา คนที่เหลือทั้งเสียใจทั้งโกรธแค้น แต่ก็ไม่ทันการณ์แล้ว
พอสถานการณ์เลวร้ายเริ่มต้น สมาชิกหลายคนก็เริ่มถูกฆ่า
ลู่เซิ่งยืนมองดูมนุษย์ที่มาลาดตระเวนในถิ่นของตัวเองกลุ่มนี้อยู่ห่างๆ เขาก็สังเกตเห็นว่า ด้านหลังสะโพกของคนเหล่านี้มีหางสีดำเรียวยาวที่เหมือนกับหางจิ้งจอกติดอยู่
‘เผ่าปีศาจอย่างนั้นหรือ จะเป็นขุมกำลังใดก็ช่าง อย่ามาขวางข้าเป็นพอ’ เขาหมุนตัวเดินไปยังส่วนลึกของป่าโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง
...
ลานเล็กของตระกูลถู
“ไปตระกูลหลิงที่เมืองล้อมขุนเขาหรือขอรับ” พอลู่เซิ่งกลับมาก็ได้ยินแผนการของถูจินทันที
“ใช่ ทางตระกูลหลิงส่งคนมาเชิญพวกเราไปเป็นการเฉพาะ ออกค่าใช้จ่ายให้หมด เพื่อรักษาผู้อาวุโสที่สองของตระกูล” ถูจินพูดพลางพยักหน้า
“นอกจากนี้ชื่อเสียงของตระกูลถูก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณเจ้านะเสี่ยวเยวี่ย” เขาตบบ่าลู่เซิ่งด้วยสีหน้าชื่นชม
“นี่เป็นสิ่งที่ข้าควรทำอยู่แล้ว นอกจากนี้ ถ้าไม่ใช่วิชารักษาที่มีแบบแผนร้ายกาจด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว ข้าคงไม่สามารถแสดงผลลัพธ์ได้ดีแบบนี้” ลู่เซิ่งยิ้มพลางกล่าวอย่างถ่อมตน
“หลิงเฉิงเช่อผู้อาวุโสที่สองแห่งตระกูลหลิงเป็นสหายเก่าของข้า โรคของเขาเป็นโรคเก่า รักษามาสิบกว่าปีแล้ว ข้าจึงเข้าใจดุจฝ่ามือ ครั้งนี้ข้าจะลงมือด้วยตัวเอง พวกเจ้าตามไปเปิดหูเปิดตาก็แล้วกัน” ถูจินกำชับด้วยรอยยิ้ม
หลังจากลู่เซิ่งเข้าร่วมกับตระกูลถู เขาก็ยิ้มมากขึ้นทุกวันๆ จนตอนนี้เห็นเขายิ้มในวันเดียวหลายๆ ครั้ง แสดงให้เห็นว่าอารมณ์ดีถึงขีดสุด
ลู่เซิ่งกับเต๋ออวิ๋นพยักหน้าขานรับ
“อีกสองวันจะออกเดินทาง ผู้อาวุโสหลิงเฉิงเช่อใจกว้าง ให้พวกเจ้าคอยดูข้าลงมืออยู่ด้านข้าง น่าจะไม่มีปัญหา” ถูจินกล่าวพลางลูบคาง “ครั้งนี้จะให้พวกเจ้าได้เห็นว่าวิชารักษาที่มีแบบแผนของข้า นอกจากวิชารักษาแบบองค์รวมของจริงแล้ว ก็ไม่ใช่ไม่มีความสามารถรักษาอย่างอื่นอีก พวกเจ้าต้องตั้งใจเรียนด้วย”
“ขอรับท่านอาจารย์” ลู่เซิ่งกับเต๋ออวิ๋นรีบขานตอบ
แม้วิชาแพทย์ของลู่เซิ่งในตอนนี้ใกล้จะเหนือกว่าถูจินแล้ว และถูจินก็ทราบเรื่องนี้ดี
แต่อย่างไรเขาในฐานะอาจารย์ก็ไม่ยินยอมอยู่บ้าง การสั่งสมมาเป็นเวลาหลายสิบปีของตนกลับถูกสูบจนเกลี้ยงเร็วขนาดนี้เชียวหรือ
เขาตั้งใจว่าครั้งนี้จะทำให้ลู่เซิ่งได้เห็นว่า อย่างไรอาจารย์อย่างตนก็เป็นอาจารย์ ต่อให้ศิษย์จะมีวิชาแพทย์สูงส่งอย่างไร ก็ยังเทียบประสบการณ์กันไม่ได้
ลู่เซิ่งมองออกว่าถูจินกำลังตบหน้าปลอมเป็นคนอ้วน[1]อยู่ เพียงแค่ไม่ได้กล่าวเปิดโปงเท่านั้น
ช่วงนี้เขายุ่งกับการฆ่ากลุ่มลาดตระเวนประจำเขตสี่ที่มายังข่ายภูเขามังกร หลังจากฆ่าไปสิบกว่ากลุ่ม ในที่สุดทางนั้นก็หยุดแล้ว
ตราบใดที่เรียกใช้พลังที่แข็งแกร่งกว่าเดิมไม่ได้ คาดว่าขุมกำลังของผู้รับผิดชอบประจำเขตสี่จะไม่มาหาที่ตายอีก
ข่ายภูเขามังกรเป็นถิ่นของเขา
ลู่เซิ่งดูแลที่นี่มาหลายเดือนแล้ว ใครกล้าทำลายความพากเพียรของเขา มันผู้นั้นจะต้องอยู่มิสู้ตกตาย
ทว่าตอนนี้ตัวเขาต้องจากไป สิ่งของกับค่ายกลในถ้ำใต้ดินได้แต่ต้องหยุดไว้ก่อน
ลู่เซิ่งนั่งบนที่นั่ง จ่ายยาตามประวัติโรคของผู้ป่วยไปพลาง เริ่มคิดคำนวณว่าจะใช้วิธีการใดป้องกันไม่ให้ถ้ำใต้ดินถูกค้นพบไปพลาง
“ครั้งนี้พวกเราจะไปผ่านค่ายกลส่งตัว มีความเร็วสูงมาก ตัดค่าเดินทางทิ้ง ใช้เวลาแค่สองวันก็ไปถึงได้แล้ว พวกเจ้าเตรียมตัวให้พร้อม หลังไปถึงเมืองล้อมขุนเขายังต้องเข้าร่วมชุมนุมแลกเปลี่ยนระหว่างแพทย์ด้วย ข้าจะพาพวกเจ้าไปเปิดหูเปิดตา” ถูจินโบกมือพลางกำชับอย่างใจกว้าง
ตอนนี้ตระกูลถูร่ำรวยเงินทอง แถมเขายังรับศิษย์ที่น่าภาคภูมิอย่างลู่เซิ่งมาเพิ่มคนหนึ่ง เที่ยวนี้จะทำให้พวกคร่ำครึที่เคยดูถูกเขาเหล่านั้นได้เห็นเอง
“ขอรับท่านอาจารย์”
หลังจากแยกย้ายกันตอนบ่าย ลู่เซิ่งก็ไปลดไขมันให้เซินเซินเหมือนเดิม เซินเซินในตอนนี้แทบจะเปลี่ยนแปลงไปทุกๆ วัน รูปร่างในแต่ละวันไม่เคยเหมือนกัน
ทว่าการเผาผลาญไขมันเพื่อลดความอ้วนในภายหลังกลับช้าลงเรื่อยๆ ตามเวลาที่ผ่านไป
เนื่องจากว่าหากเผาผลาญมากเกินไปโดยไม่ทันระวัง อาจส่งผลกระทบต่อเส้นประสาท อวัยวะภายใน และกล้ามเนื้อได้ แถมยังต้องพิจารณาด้วยว่าต้องเหลือไขมันบางส่วนไว้ตรงไหน ไม่อย่างนั้นหากตัดทิ้งทั้งหมด ก็จะเหลือแต่กระดูกขาวๆ แล้ว
ต่อมาเขากางค่ายกลไว้ในถ้ำใต้ดิน จากนั้นก็ปรุงยาของผู้ป่วยโรคเรื้อรังไว้บางส่วน เพื่อจะได้ส่งให้ผ่านค่ายกลในเมืองใกล้ๆ
หลังจัดการทุกอย่างเสร็จ เช้าตรู่วันที่สาม ลู่เซิ่ง ถูจิน กับเต๋ออวิ๋นก็ขึ้นค่ายกลส่งตัวที่ใช้เดินทางไปยังเมืองล้อมขุนเขา
พวกเขาออกเดินทางที่เมืองข่ายภูเขามังกรที่อยู่ใกล้ๆ กว่าจะไปยังเมืองล้อมขุนเขาได้ จะต้องให้ค่ายกลส่งตัวพาไปพามาเป็นจำนวนห้าครั้ง
ระหว่างทางต้องเดินทางอีกระยะทางหนึ่ง การผ่านสถานที่ที่มีทิวทัศน์น่าอัศจรรย์จำนวนไม่น้อยกลับทำให้เต๋ออวิ๋นได้เปิดหูเปิดตา
แม้ลู่เซิ่งจะมีประสบการณ์มากมายเช่นกัน แต่การออกมาในครั้งนี้ถือเป็นการท่องเที่ยว จึงปรับสภาพจิตใจเรียบร้อยแล้ว
ทั้งสามคนออกเดินทางก่อนเวลา เที่ยวเล่นไปตลอดทาง กินดื่มเดินหยุดเป็นระยะ ระยะทางที่ควรใช้เวลาสองวัน พวกเขาสามคนกลับใช้เวลาห้าวัน
สุดท้ายเพราะลู่เซิ่งเป็นคนเร่ง ถูจินจึงค่อยไปถึงเมืองล้อมขุนเขาอันเป็นที่หมายสุดท้ายโดยไม่โอ้เอ้อีก
เมืองล้อมขุนเขาล้อมรอบยอดเขา แต่ตัวเมืองกลับลอยอยู่บนฟ้า อยู่สูงกว่าขุนเขารอบๆ ช่วงหนึ่ง
ในฐานะหนึ่งในห้านครหลักของเขตที่สาม เมืองล้อมขุนเขามีชื่อว่าสวนบุปผากลางนภา
ตระกูลหลิงก็เป็นขุมอำนาจยิ่งใหญ่ที่แท้จริงที่ถูกจัดอยู่ในอันดับหกของเมืองแห่งนี้
..............................................
[1] ตบหน้าปลอมเป็นคนอ้วนอยู่ หมายถึง รักษาหน้าตัวเองโดยจ่ายค่าตอบแทนที่ไม่คุ้มค่า
“เชิญทางนี้เจ้าค่ะนายท่านทั้งสาม”
ในสวนคลื่นสงบของตระกูลหลิง ข้ารับใช้สองคนและเด็กหญิงรับใช้คนหนึ่งพาพวกถูจินเดินไปยังส่วนลึกของลานประจำคฤหาสน์
ลานเรือนมืดครึ้มและงดงาม สามารถมองเห็นเสาหินเรืองแสงที่กะพริบสัญลักษณ์ประหลาดตั้งอยู่บนพื้นได้ทุกช่วง
“ตระกูลหลิงของพวกเราเป็นตระกูลใหญ่ที่มีหน้ามีตาในเมืองล้อมขุนเขาแห่งนี้ ครั้งนี้ผู้อาวุโสที่สองป่วย ได้เชิญหมอมาไม่น้อย ต่างก็ทำอะไรไม่ได้ สุดท้ายต้องเชิญท่านหมอถูเดินทางไกลมาเป็นพันลี้ เส้นทางค่อนข้างลำบาก รบกวนท่านหมอแล้ว” เด็กสาวที่พูดชื่ออวิ๋นรุ่ย เหมือนกับมีตำแหน่งไม่ธรรมดาในสายของผู้อาวุโสที่สอง การพูดการจาค่อนข้างเป็นผู้ใหญ่
“แม่นางอวิ๋นรุ่ยเกรงใจแล้ว ข้ากับผู้อาวุโสหลิงเฉิงเช่อเป็นสหายเก่าแก่กันมาหลายปี เวลาเขาโรคเก่ากำเริบ ข้าก็เป็นคนจัดการมาโดยตลอด” ถูจินเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “จะว่าไป ครั้งล่าสุดที่โรคของผู้อาวุโสหลิงเฉิงเช่อกำเริบคือสามปีก่อน เดิมทีหลังจากจ่ายโอสถหทัยโบราณให้เขา ตามเหตุผลน่าจะดีขึ้นถึงจะถูก...”
“เป็นเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงนี้...” อวิ๋นรุ่ยถอนใจอย่างจนปัญญา “ข้าเป็นแค่เด็ก ไม่อาจพูดมากได้ อีกประเดี๋ยวท่านหมอถามผู้อาวุโสก็จะรู้เอง”
ถูจินค่อยๆ หุบยิ้ม ดูเหมือนสถานการณ์ของตระกูลหลิงจะซับซ้อนอยู่บ้าง เขาจึงไม่พูดอะไรมากอีก
อวิ่นเต๋อเหลียวมองรอบๆ อยู่ด้านข้าง เขาเพิ่งเคยเข้ามาในตระกูลใหญ่ที่แข็งแกร่งขนาดนี้เป็นครั้งแรก เลยสนใจทุกสิ่งทุกอย่าง
ลู่เซิ่งติดตามอยู่ด้านหลังทั้งสองคนด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่ส่งเสียงอะไรแม้แต่น้อย
ตอนนี้จิตวิญญาณของเขาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง แต่ก็รู้สึกได้ว่าต้องจุติอีกสองสามครั้งถึงจะไปถึงขีดจำกัดของตัวเองได้
ยังดีที่ทางดาวปรภพหรือต้าอินมีหลี่ซุ่นซีกับบริวารคอยคุ้มครอง จึงไม่ต้องกังวลปัญหาเรื่องความปลอดภัยของตระกูลและสำนักชั่วคราว
สิ่งที่เขาต้องทำในตอนนี้คือการหาเงินให้ได้มากๆ จากนั้นก็รีบจุติเพื่อยกระดับพลังและกลับดาวปรภพ
แน่นอนว่าการเข้าร่วมขุมกำลังใหญ่ในนครตราชั่งเพื่ออาศัยสภาวะกลับไปช่วยคนก็สามารถทำได้เช่นกัน
“ถึงแล้ว” เสียงของอวิ๋นรุ่ยขัดความคิดของเขา
ลู่เซิ่งเงยหน้าขึ้นมอง เห็นถูจินกำลังคุยกับหญิงสาวสวมอาภรณ์เขียวคนหนึ่งที่อยู่ด้านหน้า
“โฉวฮัวคำนับท่านหมอถู บรรพชนฝากความหวังที่ท่านแล้ว” หญิงสาวคนนี้สวมอาภรณ์สีเขียวกระโปรงสีขาว ผมดำยาวถึงเอว ร่างสูงชะลูด ใบหน้าหมดจด โดยเฉพาะผิวที่ขาวจนเหมือนกับหิมะ
“คุณหนูใหญ่หลิงกล่าวหนักไปแล้ว ข้าจะพยายามสุดความสามารถ” ถูจินกล่าวอย่างจริงจัง
ถูจินถามไถ่หญิงสาวเบาๆ อีกสองสามประโยค สองฝ่ายคุยกันสักพักหนึ่ง ลู่เซิ่งก็ทราบถึงสถานะของหญิงสาวคนนี้
หลิงโฉวฮัว หลานสาวสายตรงของผู้อาวุโสที่สองหลิงเฉิงเช่อ มีคุณสมบัติธรรดา ไม่โดดเด่นอะไรในตระกูล
หลังจากคุยกันถึงอาการป่วยสักพัก ถูจินก็พาพวกลู่เซิ่งเข้าไปในบ้าน ก่อนจะเข้าไปในห้องนอนส่วนตัวที่ตกแต่งด้วยสีขาวบริสุทธิ์ภายใต้การห้อมล้อมของพวกองครักษ์
ด้านในห้องนอน ชายชราที่ผมหงอกหนวดขาวและมีร่างกายกำยำบึกบึนคนหนึ่ง กำลังเขียนพู่กันเหล็กสีดำอย่างรวดเร็วบนโต๊ะกลม
“เหล่าถูในที่สุดเจ้าก็มาแล้ว ไม่เจอกันมาหลายปี เจ้ายังเหมือนเดิมไม่มีผิด น่าอิจฉาจริงๆ” พอได้ยินเสียงฝีเท้า ชายชราก็วางพู่กันเหล็กลงและเดินเข้าไปรับถูจินด้วยรอยยิ้มกว้าง
ทั้งสองโอบกอดกันอย่างสนิทชิดเชื้อ และตบหลังอีกฝ่ายอย่างแรง
“ท่านก็เหมือนกัน แก่กว่าข้านิดเดียว กลับเหมือนอายุเยอะกว่าข้าไปสิบกว่าปี! ฮ่าๆๆๆ!” ถูจินหัวเราะร่าอย่างหาได้ยาก
“ไอ้โรคเก่าของข้ามันกำเริบอีกแล้วน่ะสิ หาหมอมาไม่น้อยก็ไม่มีวิธี หนำซ้ำโอสถหทัยโบราณที่เจ้าจ่ายให้ข้าเมื่อก่อนหน้านี้ก็ไม่มีประโยชน์แล้วเช่นกัน ก็เลยได้แต่เชิญเจ้ามาอีกรอบอย่างช่วยไม่ได้” ผู้อาวุโสที่สองหลิงเฉิงเช่อโบกมือเป็นสัญญาณให้องครักษ์ทั้งหมดถอยไป ในห้องจึงเหลือแค่พวกถูจินและหลิงโฉวฮัวผู้เป็นหลานสาวเท่านั้น
“นี่คือศิษย์สองคนของข้า ข้าพาพวกเขามาเปิดประสบการณ์โดยเฉพาะ” ถูจินแนะนำคร่าวๆ
จากนั้นก็ใช้ด้ายกระตุ้นวิญญาณตรวจสอบตามปกติ
ถูจินให้ผู้อาวุโสสองนั่งลงข้างโต๊ะ จากนั้นก็จุดธูปพิเศษที่ใช้ฆ่าเชื้อ พร้อมกับละลายผงยาที่นำมาด้วยเพื่อล้างมือ
ลู่เซิ่งกับเต๋ออวิ๋นจดบันทึกและชมดูอยู่ด้านหลัง กระบวนการตรวจเรียบง่ายมาก ปัญหาของผู้อาวุโสสองยังคงอยู่ที่หัวใจ มิหนำซ้ำด้ายกระตุ้นวิญญาณยังช่วยเขาบรรเทาและรักษาโรคผ่านเคล็ดลับพิเศษได้ด้วย
ดูเหมือนกับว่าถูจินวางมือลงตรงหัวใจของผู้อาวุโสสองหลิงเฉิงเช่อ แล้วปล่อยด้ายกระตุ้นวิญญาณสีขาวหลายสายออกมาเบาๆ
ไม่นานนัก การรักษาครั้งแรกก็เสร็จสิ้นโดยไม่ได้ใช้ความพยายามมากเท่าไหร่
“ดีมาก เหล่าถู เจ้าพาศิษย์ไปพักผ่อนก่อน วันนี้ดึกแล้ว พวกเจ้าคงเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทาง พักผ่อนให้เพียงพอเถอะ รอช่วยข้าเสร็จแล้ว ข้าจะพาพวกเจ้าไปเที่ยวเมืองล้อมขุนเขาเอง” ผู้อาวุโสสองมีน้ำใจอย่างยิ่ง
“อย่างนั้นขอขอบคุณเฉิงเช่อแล้ว” ถูจินตอบด้วยรอยยิ้มเช่นกัน
กระบวนการการรักษาใช้เวลาหนึ่งชั่วยามกว่าๆ เท่านั้น
เคล็ดลับที่ถูจินใช้ ทำให้ลู่เซิ่งได้เห็นทักษะเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาซ่อนเอาไว้อีกครั้ง นอกจากนี้แล้วก็ไม่มีจุดไหนที่ควรค่าแก่การเรียนอีก
การรักษาครั้งแรกเป็นไปอย่างเรียบร้อย ถูจินตรวจสอบโรคของผู้อาวุโสสองเสร็จสิ้น หลังยืนยันว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี ก็ไปยังห้องของตัวเองด้วยการนำของเด็กหญิงรับใช้ประจำตระกูลหลิง
ทุกอย่างราบรื่นดี ไม่มีความยุ่งยากใดๆ โรคของหลิงเฉิงเช่อเป็นโรคเก่า ไม่ทันไรถูจินก็คงสภาพโรคไว้ได้
ถ้าราบรื่น อีกสองสามวันก็จะเรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นค่อยไปเที่ยวรอบๆ เมืองล้อมขุนเขา
คืนนั้นลู่เซิ่งได้พักผ่อนอย่างหาได้ยากในห้อง
ตึงๆๆ...ตึงๆๆ!
อยู่ๆ เสียงเคาะประตูที่เร่งร้อนและรุนแรงก็ปลุกให้เขาตื่นจากฝัน
ลู่เซิ่งลืมตาขึ้นบนเตียงทันที ก่อนจะลุกขึ้นมองไปทางประตู ปราณมารระวังภัยที่เกาะติดกับประตูไม่ถูกแตะต้อง ตรงหน้าต่างกับสถานที่อื่นๆ มีค่ายกลระวังภัยที่ใช้ปราณมารติดไว้ฟุ้งกระจายอยู่ด้วย
‘อุตส่าห์อยากจะนอนหลับดีๆ สักหลายวันเพื่อสัมผัสชีวิตของคนธรรมดาสักหน่อย’ เขาขมวดคิ้วพร้อมพลิกตัวลงจากเตียง
“ใครหรือ”
เขามองเวลา ท้องฟ้ายังขมุกขมัว ด้านนอกได้ยินเสียงหมาเห่าไก่ขันที่เร่งร้อนได้เบาๆ
“เกิดเรื่องแล้วศิษย์น้อง! โรคของผู้อาวุโสสองกำเริบหนักขึ้นอย่างกะทันหัน ตอนนี้ใกล้ตายแล้ว อาจารย์กำลังรีบไปรักษา!” เป็นเต๋ออวิ๋น น้ำเสียงของเขารีบร้อน ลมหายใจปั่นป่วน เหมือนกับรีบวิ่งมาจากที่ไกล
“โรคกำเริบหนักขึ้นอย่างกะทันหันหรือ” ลู่เซิ่งงุนงง รีบเดินไปเปิดประตู เต๋ออวิ๋นยืนเหงื่อแตกอยู่ที่ประตู
“ข้าถูกอาจารย์ปลุกอย่างกะทันหันตอนเช้าตรู่ ไม่รู้ว่าโรคของผู้อาวุโสสองเป็นอะไรไป อยู่ๆ ก็เกิดปัญหา คนของตระกูลหลิงมารวมตัวกัน อาจารย์ไปวินิจฉัยแล้ว!” เต๋ออวิ๋นรีบอธิบาย “อาจารย์ให้ข้ารีบพาเจ้าไป”
“ไปก่อนค่อยว่ากัน!” ลู่เซิ่งพยักหน้า เขาเห็นว่าคนที่อยู่ด้านข้างเต๋ออวิ๋นยังมีบุรุษหนุ่มพกดาบที่สวมเกราะหนังสีขาวอีกสองคน แสดงให้เห็นว่าตระกูลหลิงเกิดความสงสัยในตัวพวกเขาแล้ว
สถานการณ์คับขัน ลู่เซิ่งไม่พูดอะไรมาก รีบติดตามเด็กหญิงรับใช้ที่ทำหน้าที่นำทางไปถึงห้องนอนที่เคยมาเมื่อตอนกลางวันพร้อมกับเต๋ออวิ๋น
ตอนนี้หน้าประตูห้องนอนมีคนหลายคนรอคอยด้วยสีหน้ากระวนกระวาย ในนี้มีหลิงโฉวฮัวเด็กสาวที่ได้พบก่อนหน้านี้ด้วย
นอกจากนี้ยังมีคนหนุ่มอยู่อีกคน พอเห็นพวกลู่เซิ่ง ดวงตาก็กลายเป็นเย็นชา จะเดินเข้าหา แต่ถูกหลิงโฉวฮัวที่อยู่ด้านข้างฉุดเอาไว้
“ท่านหมอหนุ่มทั้งสองรีบเข้าไปเถอะ ท่านหมอถูอยู่ด้านในแล้ว บางทีอาจต้องการการช่วยเหลือจากพวกท่าน ขอฝากท่านตาของข้าไว้กับพวกท่านแล้ว”
หลิงโฉวฮัวเดินไปกล่าวเสียงขรึมด้านหน้าเต๋ออวิ๋นอย่างจริงจัง
“จะต้อง...ไม่ทำให้ผิดหวัง!” เต๋ออวิ๋นฝืนสงบใจและตอบกลับ จากนั้นก็ลากลู่เซิ่งที่สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลงผลักประตูเข้าไป
กลิ่นหอมในห้องนอนลอยปะทะจมูก ลู่เซิ่งมองเห็นธูปที่มีสีสันต่างกันสามแท่งถูกจุดอยู่บนโต๊ะทันที
‘ใช้แม้แต่ธูปยาฉุกเฉินสามชนิดแล้ว...สถานการณ์ไม่เข้าท่า...’
เขาคาดการณ์ในใจ
ตอนนี้เต๋ออวิ๋นก้าวเขย่งพุ่งไปถึงข้างเตียงนอน กำลังถามไถ่อะไรสักอย่างกับถูจินเบาๆ
ตอนนี้ถูจินเหงื่อแตกเต็มศีรษะ แสงของไข่มุกสีเหลืองอ่อนในห้องนอนส่องหน้าผากของเขา ขับสะท้อนเม็ดเหงื่อจำนวนนับไม่ถ้วน
เขาใช้มือซ้ายมือขวากดหน้าอกและไหล่ซ้ายของหลิงเฉิงเช่อเอาไว้ ด้ายกระตุ้นวิญญาณสีขาวจำนวนมากกำลังทะลักเข้าไปในร่างอีกฝ่ายอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย
ลู่เซิ่งเห็นดังนั้น ตอนแรกยังงุนงง จากนั้นก็เหมือนว่าพบอะไรบางอย่าง สีหน้าพลันแปรเปลี่ยน รีบพุ่งเข้าไปดึงมือของถูจินที่กดบนไหล่หลิงเฉิงเช่อออกทันที
เปรี้ยง
ด้ายกระตุ้นวิญญาณเส้นใหญ่พลันขาดสะบั้น
ถูจินโซเซถอยหลังไปหลายก้าว เกือบจะล้มลงกับพื้น
“เสี่ยวเยวี่ยเจ้าทำอะไร!? ถอยไป! ถ้ายังมัวโอ้เอ้ ชีวิตของเฉิงเช่อต้องมีอันตรายแน่!” ถูจินที่พยายามตั้งหลักรีบกล่าวเสียงดัง
“อาจารย์ท่านบ้าไปแล้วหรือ!? ใช้อายุขัยของตัวเองรักษาเขาเนี่ยนะ! เขาไม่ใช่ญาติไม่ใช่ครอบครัว ต่อให้รักษาได้แล้วท่านจะอยู่ได้อีกนานขนาดไหน” ลู่เซิ่งกล่าวด้วยเสียงเฉียบขาดและโมโห
“ข้ารู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่!” ถูจินที่ใบหน้าซีดขาวมีอารมณ์รุนแรงเป็นพิเศษ ตรงรากผมบนจอนสองข้างกลายเป็นสีขาวอย่างเลือนรางแล้ว ในเวลาสั้นๆ แค่นี้ เขากลับเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าเหมือนกับแก่ลงสิบกว่าปี
ตอนนี้เต๋ออวิ๋นจึงค่อยรู้สึกตัว คิดจะเข้าไปเกลี้ยกล่อมอาจารย์ แต่ก็ต้องตกใจเพราะความโกรธของอีกฝ่าย
“เฉิงเช่อเป็นสหายสนิทของข้ามาหลายปี ข้าไม่มีทางนิ่งดูดายโดยไม่ช่วยเหลือเด็ดขาด!” ถูจินแผดเสียงดังลั่น เบิกตาที่เต็มไปด้วยริ้วเลือด “เจ้าถอยไป!”
ตอนนี้หลิงโฉวฮัวกับบุรุษวัยกลางคนอีกคนเข้ามาในห้อง
พอเห็นการกระทำผิดปกติของศิษย์อาจารย์สามคน หลิงโฉวฮัวยังไม่ทันพูดอะไร บุรุษวัยกลางคนกลับผุดสีหน้าอึมครึมถึงขีดสุด
“หนึ่งพันตำลึง!” บุรุษวัยกลางคนกล่าวเสียงเย็น สองตาจับจ้องถูจินเขม็ง
“ถ้ารักษาบิดาข้าหาย พวกท่านศิษย์อาจารย์นำไปได้”
“ถ้ารักษาไม่ได้ พวกท่านก็เตรียมโดนฝังไปกับบิดาข้าได้เลย”
“นี่ไม่ใช่ปัญหาของเรา นี่มันไม่ใช่โรคแล้ว เป็นพิษ!” เต๋ออวิ๋นไอสองสามรอบขณะพยายามอธิบาย
“ข้าไม่สน ตอนนี้ ข้าเพียงต้องการให้บิดาข้าหาย” บุรุษวัยกลางคนแสดงสีหน้าเย็นยะเยียบ “ถ้ารักษาหาย พวกท่านไปได้ ถ้ารักษาไม่ได้ พวกท่านตาย ง่ายๆ แค่นี้”
“แต่...!” เต๋ออวิ๋นคิดจะอธิบาย แต่กลับถูกถูจินตะคอกห้ามไว้
“ต่อให้เจ้าไม่มา ข้าก็ไม่มีทางดูเฉิงเช่อตายไปเฉยๆ อยู่แล้ว!” เหงื่อเย็นผุดออกมาจากใบหน้าของถูจินอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าใช้ด้ายกระตุ้นวิญญาณมากเกินไป ทำให้ส่งผลเสียต่อแหล่งกำเนิดในร่างกายตัวเองแล้ว
“อาจารย์ ข้า...” ลู่เซิ่งโกรธเช่นกัน อุตส่าห์อารมณ์ดีอย่างหาได้ยากทั้งที แต่ยังมีคนกล้าข่มขู่เขาอีก
“พอแล้วเสี่ยวเยวี่ย นี่เป็นการตัดสินใจของตัวข้าเอง ไม่เกี่ยวกับคนอื่น” ถูจินตัดบทเขาอีกครั้งและยกมือขึ้น “ตอนนี้ เจ้าถอยไปเสีย”
ลู่เซิ่งหน้านิ่วคิ้วขมวด ถูจินกำลังใช้พลังชีวิตของตัวเองทำให้การทำงานของพิษช้าลง เมื่อครู่เขาลองฉวยจังหวะตรวจสอบสภาพในร่างกายหลิงเฉิงเช่อแล้ว
สถานการณ์เลวร้ายถึงขีดสุด
หลิงเฉิงเช่อไม่เพียงต้องพิษรุนแรง หนำซ้ำยังเป็นพิษผสม ที่ผสมพิษที่แตกต่างกันมากกว่าร้อยชนิด นอกจากนี้สารกายยังเกิดอาการธาตุไฟเข้าแทรก อวัยวะภายในมีแต่รูพรุน ภูมิคุ้มกันของร่างกายสูญเสียไปโดยสมบูรณ์
นี่ไม่ใช่แค่โดนพิษแล้ว นี่มันถูกยอดฝีมือเล่นงานจนอยู่ในสภาพปางตาย จากนั้นค่อยเติมพิษผสมมากกว่าร้อยชนิดใส่เข้าไปในทีเดียว
หากทิ้งไว้ที่นี่โดยไม่สนใจ ใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วยามก็เตรียมงานศพได้เลย
ทั้งๆ ที่ตอนกลางวันยังดีอยู่แท้ๆ
ในสถานการณ์แบบนี้ ต่อให้เป็นวิชาแพทย์ของลู่เซิ่งก็ทำอะไรไม่ได้ ยิ่งอย่าว่าแต่ถูจิน
นี่มันเป็นคนที่ใกล้ตายชัดๆ!
..............................................
“อาจารย์ ปกติถ้าท่านพูดแบบนี้ ข้าจะฟังท่าน แต่ครั้งนี้ท่านช่วยเขาไม่ได้แล้ว” ลู่เซิ่งขวางอยู่ด้านหน้าถูจินโดยไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
“หลีกไป!” ถูจินคลั่งแล้ว ทั้งๆ ที่ร่างกายอ่อนแอไม่มีแรง ตอนนี้กลับเลือดลมพลุ่งพล่าน เรี่ยวแรงกลับคืน เหมือนแรงฮึดสุดท้ายก่อนตาย
เขาพุ่งเข้ามาหมายจะดึงตัวลู่เซิ่งออกไป
“เต๋ออวิ๋น! ขวางอาจารย์ไว้!” ลู่เซิ่งออกคำสั่งอย่างแน่วแน่
ด้วยพลังของการเป็นผู้นำมาหลายปี กอปรกับเต๋ออวิ๋นไม่ยินยอมให้อาจารย์สละชีวิตตัวเองเพื่อทำการรักษาอยู่แล้ว เขาลังเลแค่เพียงพริบตาเดียว ก็เข้าไปฉุดดึงถูจินไว้อย่างแน่วแน่
“อกตัญญู! พวกเจ้ามันอกตัญญู!” ถูจินถูกรั้งตัวไว้ พลันขัดขืนอย่างรุนแรง
“เจ้าหนุ่ม เจ้าจะต้องคิดถึงผลลัพธ์ของการทำแบบนี้ให้ดี” บุรุษวัยกลางคนตรงประตูซึ่งกำลังชมดูกล่าวอย่างเย็นชา ตอนนี้พอเห็นลู่เซิ่งขวางอาจารย์ของตัวเองไว้ไม่ให้ทำการรักษา ก็อดส่งเสียงขู่ไม่ได้
ลู่เซิ่งเกิดเพลิงโทสะ ต้องการกำจัดคนผู้นี้ ใช้ชีวิตมาตั้งนานเขายังไม่เคยเจอสวะที่รีบร้อนไปตายแบบนี้มาก่อน
“เสี่ยวเยวี่ย เฉิงเช่อกับข้าคบหากันมาหลายปี ข้าไม่สามารถมองดูเขาตายไปเฉยๆ ได้! เจ้ารู้แล้วว่าข้าหมดหนทาง ถ้าเจ้ามีวิธีล่ะก็ เจ้าช่วยข้าทีเถอะ!” ตอนนี้ถูจินนึกขึ้นได้ว่าวิชาแพทย์ของศิษย์ผู้นี้เป็นครามเกิดจากน้ำเงินแต่เหนือกว่า[1] จึงรีบวิงวอนเสียงดัง
ลู่เซิ่งข่มจิตสังหารในใจ หางตาเหลือบมองถูจินที่ตอนนี้น้ำตาไหลพราก
สุดท้ายก็ถอนใจเงียบๆ
“ได้ ข้ารับปากท่านว่าจะพยายามสุดความสามารถ!” เขากล่าวเสียงทุ้มต่ำอย่างจริงจัง
ถูจินรู้จักลู่เซิ่งดี ขอแค่อีกฝ่ายไม่ปฏิเสธ นั่นแสดงว่ายังมีความหวังเล็กน้อย จึงดีใจทันที
“เจ้าไม่ต้องห่วง ครั้งนี้ถ้าช่วยเฉิงเช่อได้ สามขีดจำกัดใหญ่ ข้าจะถ่ายทอดให้เจ้าต่อหน้าเอง!” เขาให้คำมั่นอย่างจริงจัง “นอกจากนี้ ข้าได้เติมด้ายกระตุ้นวิญญาณจำนวนมากพอเข้าไปในร่างของเขาแล้ว น่าจะทนได้สองชั่วยาม เจ้าจะต้องรีบมาเรียกข้า...”
“อาจารย์ท่านไปพักผ่อนก่อนเถอะ ถ้าช่วยไม่ได้ ข้ารับผิดชอบเอง!” ลู่เซิ่งตัดบทเขา ถูจินประเมินผิดไปแล้ว เลือดลมที่เปลี่ยนจากด้ายกระตุ้นวิญญาณซึ่งเขาเติมเข้าไปทนได้หนึ่งชั่วยามก็ถือว่าไม่เลวแล้ว
แต่เขาไม่อยากจะพูดตรงๆ เพื่อไม่ให้ถูจินกังวล
เป็นตายคือสัจธรรม เป็นวัฏจักรของฟ้าดิน ต่อให้เป็นลู่เซิ่งในตอนนี้ ก็ไม่สามารถย้อนความเป็นความตายได้ การลงมือในครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่ ความจริงขึ้นกับชะตาชีวิตของตัวหลิงเฉิงเช่อเอง
ส่วนพิษและอาการบาดเจ็บนี้มาได้อย่างไร นั่นเป็นเรื่องราวในภายหลังแล้ว
ลู่เซิ่งเริ่มตรวจสอบสภาพของหลิงเฉิงเช่ออย่างรวดเร็ว ทุ่มเทจิตใจและสมาธิไปกับการช่วยเหลือ
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เขาช่วยเหลือคนสุดกำลังตั้งแต่ประสบความสำเร็จบนเส้นทางมรรคายุทธ์
เขาเปลี่ยนปราณมารเป็นเส้นด้ายอย่างช่ำชองพร้อมกับห่อหุ้มพิษหลายชนิดออกมา โครงสร้างและอวัยวะบางส่วนที่ถูกพิษจนเปลี่ยนเป็นเนื้อตายแล้วถูกเขาใช้ด้ายกระตุ้นวิญญาณเร่งการเกิดใหม่
เทียบกับถูจินแล้ว ความได้เปรียบสูงสุดของลู่เซิ่งคือด้ายกระตุ้นวิญญาณที่มีจำนวนน่าหวั่นสะพรึง ขอแค่ยังมีชีวิต เขาก็มีความหวังในการช่วยคนกลับมาได้
แยกและขจัดพิษ ซ่อมแซมอาการบาดเจ็บของอวัยวะภายใน ชดเชยพลังชีวิตและเลือดลม รวมถึงฟื้นฟูจิตวิญญาณส่วนหนึ่งที่เสียหาย
การผ่าตัดอันแม่นยำที่ยากราวกับการปีนป่ายสวรรค์สำหรับแพทย์ทุกคน สำเร็จลงอย่างราบรื่นด้วยฝีมือของลู่เซิ่ง
ถึงแม้ระหว่างทางจะมีอุปสรรค แต่สภาพโดยรวมกลับเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดี
เวลาค่อยๆ ล่วงเลยผ่านไป ในที่สุดฟ้าก็สว่าง หลังผ่านไปราวหนึ่งชั่วยามกว่าๆ ลู่เซิ่งก็เดินออกมาจากห้อง
คนกลุ่มหนึ่งซึ่งรออยู่ด้านนอกนานแล้ว พอเห็นดังนั้นก็รุมล้อมเข้ามา
มีถูจิน เต๋ออวิ๋น และบุรุษวัยกลางคนเมื่อก่อนหน้า โฉวฮัวก็อยู่ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีสตรีกลุ่มหนึ่งที่โอบกอดสตรีเฒ่าผมขาวซึ่งกำลังปาดเช็ดน้ำตาเงียบๆ อยู่ด้วย
“เป็นอย่างไรบ้าง?!” บุรุษวัยกลางคนผู้นั้นส่งเสียงเป็นคนแรก สายตาจับจ้องลู่เซิ่งอย่างน่ากลัว
“ถือว่าราบรื่น” ลู่เซิ่งมองถูจินและพยักหน้าตอบ ไม่ได้สนใจบุรุษวัยกลางคนผู้นี้
ถูจินพลันโล่งอก รีบเข้าไปตรวจสอบ
คนอื่นๆ พากันกรูเข้าไปในห้องนอน
ไม่ใช่แค่ถูจินเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีชายชราท่าทางเหมือนหมอหลายคนติดตามเข้าไปดูด้วย
พอตรวจสอบก็พบว่า สถานการณ์ราบรื่นทุกอย่างตามที่ลู่เซิ่งบอก ในที่สุดอาการป่วยของหลิงเฉิงเช่อก็ทรงตัวแล้ว และยังอยู่ในระหว่างการฟื้นฟูด้วย
“อาจารย์ ครั้งนี้ท่านพอใจแล้วกระมัง” ลู่เซิ่งเอ่ย “ไปเถอะ ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่ควรอยู่นาน พวกเราจะกลับบ้านทันที!”
ลู่เซิ่งยังมีคำพูดที่ไม่ได้บอก ระหว่างการรักษา เขาคว้าจับกลิ่นอายสีเทาที่แข็งแกร่งเหี้ยมหาญถึงขีดสุดจากในร่างของชายชราผู้นั้นได้หลายสาย ประเมินดูจากระดับของกลิ่นอายนี้แล้ว จะต้องเป็นยอดฝีมือที่อยู่ในระดับอริยะเจ้าเป็นอย่างน้อยทิ้งไว้แน่
ยอดฝีมือระดับอริยะเจ้าคนหนึ่งไม่ใช่ผู้อ่อนแอในนครตราชั่ง ตอนนี้เขาไม่อยากจะเข้าไปข้องเกี่ยวกับการต่อสู้ที่ไม่รู้จัก
จึงตัดสินใจพาพวกถูจินกลับไปก่อนแล้วค่อยว่ากัน
“หยุดพวกเขาเอาไว้!” อยู่ๆ ก็มีเสียงตวาดเฉียบขาดดังมา
เคร้ง!
องครักษ์พกดาบสิบกว่าคนที่มีกลิ่นอายแข็งแกร่งพลิกม้วนบนร่าง ชักดาบย่างสามขุมเข้ามาล้อมพวกลู่เซิ่งและถูจินเอาไว้
“ก่อนที่บิดาข้าจะฟื้น พวกท่านไปไหนไม่ได้ทั้งสิ้น นอกจากนี้ไม่แน่ว่าภายหลังยังต้องขอให้ทั้งสามท่านเปลืองแรงอีกมาก” บุรุษวัยกลางคนคนนั้นเดินออกมาจากห้อง ก่อนจะกล่าวเสียงเย็นด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“พาตัวไป ปรนนิบัติรับใช้ให้ดี”
“พวกเจ้า!?” ถูจินไม่ใช่คนอ่อนต่อโลก จึงเข้าใจความหมายของอีกฝ่ายทันที
“ท่านพ่อ! พวกเขา...” หลิงโฉวฮัวผุดสีหน้าแตกตื่น ต้องการเอ่ยปากร้องขอ แต่ก็ถูกองครักษ์หญิงคนหนึ่งเข้ามาขวางไว้ทันที
“ลูกเอ๋ย ไม่ใช่ว่าพ่อไม่เห็นแก่น้ำใจ แต่เป็นเพราะการลงมือครั้งนี้เกี่ยวข้องกับชีวิตของตระกูลเรา ท่านหมอสามท่านขจัดพิษนี้ได้ครั้งหนึ่ง จะต้องขจัดครั้งที่สองได้แน่ ไม่แน่ว่าภายหลังจะมีเวลาที่ต้องการตัวทั้งสามท่านอีก ถึงอย่างไรก่อนหน้านี้ก็ล่วงเกินพวกเขาไปแล้ว ถือโอกาสหนึ่งไม่ทำสองไม่เลิกรา ควบคุมไว้ก่อนดีกว่า” บุรุษวัยกลางคนส่งกระแสเสียงอธิบายเบาๆ
“แต่...” หลิงโฉวฮัวยังคงรับไม่ได้ นี่มันเป็นเรื่องผิดชัดๆ ไม่ใช่หรือ
“ตกลงตามนี้ เจ้ากลับไปพักผ่อนก่อน ข้าจะดูแลท่านตาของเจ้าต่อเอง” บุรุษวัยกลางคนเกลี้ยกล่อมอย่างอ่อนโยน
หลิงโฉวฮัวยังคิดจะพูดบางอย่างต่อ แต่บุรุษวัยกลางคนไม่สนใจอีกแล้ว
ตอนนี้ไหนเลยถูจินจะยังไม่เข้าใจว่าตัวเองเข้ามาข้องเกี่ยวกับการต่อสู้ภายในตระกูลหลิงแล้ว ก่อนหน้านี้เขาเคยได้ยินมาว่า สถานการณ์การชิงอำนาจและผลประโยชน์ในตระกูลหลิงรุนแรงมาก
แต่นึกไม่ถึงว่าจะรุนแรงถึงขั้นนี้
ตอนนี้องครักษ์อาภรณ์ขาวกลุ่มหนึ่งเฝ้าทั้งสามเอาไว้ ถูจินนึกไม่ออกอยู่ชั่วขณะว่าจะมีวิธีการใดที่ใช้หลบหนีออกไปได้
“อาจารย์ทำพวกเจ้าลำบากเสียแล้ว” เขาผุดสีหน้าละอายใจ “แต่พวกเจ้าไม่ต้องห่วง ของแค่เฉิงเช่อฟื้น จะต้องไม่เป็นไรแน่” มิตรภาพในเวลาหลายสิบปีของเขากับหลิงเฉิงเช่อไม่ใช่พูดไปเรื่อย เขามีความมั่นใจในเรื่องนี้
องครักษ์กลุ่มหนึ่งล้อมรอบคนทั้งสามไว้ แถมยังมีคนเข้ามาจากประตูทางเข้าออกรอบๆ เพิ่มอีก ลานเรือนทรงกลมเหมือนกับถังน้ำตกสู่วงล้อมอยู่ชั่วขณะ
“ถึงอย่างไรอาจารย์ก็เป็นคนช่วยชีวิตข้าไว้ ไม่เป็นไรหรอก!” เต๋ออวิ๋นยิ้ม ตอนนี้เขาหายกังวลแล้ว
ลู่เซิ่งค่อยๆ ใช้ผ้าเปียกเช็ดแขนทั้งสองข้างจนสะอาด จากนั้นก็ใส่มีดผ่าตัดและขวดยาหลายชนิดลงไปในถุงย่ามสีดำใบเล็กที่พกติดตัว
เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายสีเทาที่รู้สึกได้ก่อนหน้านี้ เจ้าของของมันกำลังเข้าใกล้ที่นี่ด้วยความเร็วสูง แสดงให้เห็นว่าเป็นเพราะเขาทำลายแผนการที่อีกฝ่ายทิ้งไว้ จึงกระตุ้นสัมผัสของฝ่ายตรงข้ามเข้าแล้ว
“อาจารย์ พวกเราต้องรีบไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด” เขากล่าวพลางเพ่งสมาธิ
“ข้าเองก็อยาก...” ถ้าหากทำได้ ถูจินก็อยากจะออกไปเช่นกัน ทว่าองครักษ์อาภรณ์ขาวที่อยู่รอบๆ ต่างมีกลิ่นอายพลิกม้วนบนตัว แค่ดูจากคลื่นสารกายที่กระจัดกระจายออกมา องครักษ์พวกนี้ต่างก็เทียบเคียงกับยอดฝีมือมรรคายุทธ์ที่เขาเคยพบเจอได้แล้ว
ถึงจะไม่ทราบว่าพลังฝึกปรือเป็นอย่างไร แต่พวกเขาสามคนไม่อาจขัดขืนได้ง่ายๆ เด็ดขาด
“ไม่เป็นไร ข้าจัดการเอง” ลู่เซิ่งไม่คิดเปิดเผยพลัง แต่ยังใช้วิชารักษาที่มีแบบแผนอย่างเดียวได้อยู่
เขาขยับจิตวิญญาณเล็กน้อย แล้วดีดนิ้วด้วยนิ้วสิบข้าง
พรึ่บๆๆๆ!
ด้ายกระตุ้นวิญญาณไร้รูปร่างหลายสายพุ่งออกจากปลายนิ้วของเขาในทันที จากนั้นก็พุ่งผ่านจุดลมปราณหลังท้ายทอยของพวกองครักษ์ที่อยู่รอบๆ อย่างไร้สุ้มเสียง
ฟ้าว...
ราวกับลมอ่อนพัดผ่าน องครักษ์ทั้งหมดในลานเรือนพลันแข็งทื่อไม่ขยับเขยื้อน
เคร้ง
ดาบในมือของบางคนร่วงตกพื้น ส่งเสียงกังวานใส
การเคลื่อนไหวนี้สร้างความตกตะลึงให้แก่ถูจินอาจารย์ศิษย์ พวกเขานึกไม่ถึงโดยสิ้นเชิงว่าด้ายกระตุ้นวิญญาณจะใช้ทำแบบนี้ได้ด้วย
“ไป!”
ลู่เซิ่งเดินนำหน้าไปยังประตูลาน พวกถูจินจึงรีบติดตามไป
ทว่าเพิ่งจะเดินออกมาไม่กี่ก้าว บนพื้นก็มีหมอกสีเทาผืนหนาแผ่กระจายตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ
ลู่เซิ่งแค่นเสียงเย็นชา ด้ายกระตุ้นวิญญาณระเบิดออกอย่างฉับพลัน พวกมันลอยฉวัดเฉวียนอย่างไร้รูปร่างอยู่กลางอากาศพร้อมกับรัดถูจินและเต๋ออวิ๋นไว้ จากนั้นก็ยกตัวพวกเขาลอยไปยังด้านนอกประตู
“มีความสามารถ แต่ก็ยังต้องอยู่ คำพูดที่ข้าพูดไม่เคยไม่เป็นจริง” บุรุษวัยกลางคนผู้นั้นเอ่ยเสียงเย็น
เขาไม่ได้รับผลกระทบจากด้ายกระตุ้นวิญญาณ ในมือมีกระดิ่งใบเล็กๆ สีเทาอันประณีตโผล่มาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ ก่อนเขย่าเบาๆ
ติ๊ง...
ฉับพลันนั้นปราณสีเทาจำนวนมากแบ่งตัวออกมาแล้วพุ่งใส่ทั้งสามเหมือนกับหนวด
องครักษ์ที่เหลือในลานเรือนฟื้นสติกลับมาแล้ว ต่างก็ถือดาบพร้อมพุ่งใส่พวกลู่เซิ่งโดยไม่ส่งเสียง
“ท่านพ่อ!” หลิงโฉวหัวหวีดร้องด้วยน้ำเสียงเร่งร้อน ปะทะกับผู้มีพระคุณช่วยชีวิต แถมยังต้องการบังคับให้อีกฝ่ายรั้งอยู่ นี่ไม่ใช่บิดาที่นางรู้จัก การกระทำที่ไม่สนใจหลักทำนองคลองธรรมนี้ไม่เหมือนสิ่งที่เขาจะทำได้
ลู่เซิ่งไม่สนใจหนวดปราณสีเทา หากกดฝ่ามือลงล่าง ด้ายกระตุ้นวิญญาณกลุ่มใหญ่กระจัดกระจายระเบิดออก พร้อมกับรัดพันต้นไม้ประดับสวนที่อยู่ไกลออกไป จากนั้นเส้นด้ายไร้รูปร่างจำนวนมากก็กระชากคนทั้งสามหลบปราณเทาและดึงร่างลอยไปยังที่ไกล
“นี่คือด้ายกระตุ้นวิญญาณหรือ?!” ถูจินพลันทราบว่าเส้นด้ายพิเศษที่ลู่เซิ่งใช้คืออะไร เขานึกไม่ถึงว่าลู่เซิ่งจะใช้งานด้ายกระตุ้นวิญญาณได้ถึงขอบเขตนี้
“เฒ่าสวี่ เอาพวกเขาลงมา” บุรุษวัยกลางคนในลานเรือนเบื้องล่างเก็บกระดิ่งในมือโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง
“ให้ข้าจัดการเถอะ”
เสียงนกยูงที่หวีดแหลมระเบิดออกอย่างฉับพลัน เหนือลานเรือนพลันปรากฏเงาสีดำรูปร่างปลาขึ้นผืนหนึ่ง
เงาสีดำปกคลุมพวกลู่เซิ่งไว้ในพริบตา ด้ายกระตุ้นวิญญาณทั้งหมดขาดสะบั้นลงและหลอมละลายในทันที
ลู่เซิ่งผุดสีหน้าเย็นชา ขณะกำลังจะเปลี่ยนความสามารถเพื่อหลบหนีต่อนั่นเอง
ฮ่าๆๆ!
เสียงหัวเราะร่าดังมาจากท้องฟ้าไกลออกไปในชั่วขณะที่เลือนราง
เส้นแสงสีน้ำเงินสองสายบินมาถึง พริบตาเดียวก็หยุดอยู่เหนือศีรษะคนทุกคน และกลายเป็นเงาคนอาภรณ์น้ำเงินสองสาย
แสงสีทองเข้มหลายสายกระจัดกระจายออกไปด้านหลังคนทั้งสอง ดูเหมือนกับว่ามีค่ายกลที่ใช้ตัดขาดและผนึกชนิดหนึ่งเปิดทำงานแล้ว
“!” ครั้งนี้แย่แล้ว ถูกไอ้โง่ด้านล่างถ่วงเวลาไว้จนคนผู้นั้นมาถึงแล้ว
เดิมลู่เซิ่งคิดจะซ่อนพลังและเบื้องลึกเบื้องหลัง โดยใช้วิชารักษาที่มีแบบแผนพาคนจากไป
น่าเสียดาย...
“จงตายเสียเถอะ!” เงาคนสีน้ำเงินสายหนึ่งในนี้พลันคว้ากรงเล็บใส่คอของลู่เซิ่ง ส่วนเงาคนอีกสายพุ่งใส่บุรุษวัยกลางคนในลานเรือน
ลู่เซิ่งกางสองแขนออก ด้ายกระตุ้นวิญญาณจำนวนมากพุ่งออกไปอย่างไร้รูปร่างแล้วขวางผู้มาเอาไว้ พร้อมกับพาพวกถูจินลอยไปยังที่ไกลต่อ
“สหายน้อยในเมื่อมาแล้ว ไฉนจึงรีบกลับนัก” เสียงชราเสียงหนึ่งลอยมาจากที่ไกล
“น่ารำคาญ...” ลู่เซิ่งอึดอัดคับข้องใจ
“ในเมื่อสหายน้อยขจัดพิษรุนแรงที่ฮัวอวี่ทิ้งไว้ได้ ก็คงขจัดพิษร้อยรุ่งเรืองร่วมใจได้เหมือนกันกระมัง ข้ามีพิษหลายชนิดที่แก้ไขไม่ได้พอดี สหายน้อยได้โปรด...”
“น่ารำคาญ...”
ลู่เซิ่งรู้สึกหงุดหงิดกว่าเดิม
“...หลิงซือเฉิงเชิญเจ้ามา ค่าใช้จ่ายเพิ่มเป็นสามเท่า นอกจากนี้ข้ายังจะ...”
“น่ารำคาญโว้ย ย้าก!”
ชั่วพริบตานั้นลู่เซิ่งฟาดมือออกไปโดยสัญชาตญาณ หลุมดำสามหลุมปรากฏด้านหน้าทรวงอกอย่างฉับพลัน
ด้ายกระตุ้นวิญญาณเหลือคณานับทะลักออกมาจากร่างของเขา กลายเป็นมือใหญ่ยักษ์จับคนสวมอาภรณ์น้ำเงินทั้งหมดที่อยู่กลางอากาศไว้
แคว่ก!
เลือดเนื้อนับไม่ถ้วนโปรยปราย
..............................................
[1] ครามเกิดจากน้ำเงินแต่เหนือกว่า หมายถึง คลื่นลูกหลังไล่คลื่นลูกหน้า คนมาทีหลังเก่งกว่าคนมาก่อน
ตูม!
ละอองเลือดนับไม่ถ้วนโปรยปรายกลางท้องฟ้า เศษเนื้อและแขนขาเพิ่งจะหล่นลงไม่ไกลออกไป ก็ถูกด้ายกระตุ้นวิญญาณจำนวนมากกว่าเดิมฉีกเป็นชิ้นๆ ทันที
ด้ายกระตุ้นวิญญาณมากมายที่ไม่อาจบรรยายได้ระเบิดออกมาจากร่างของลู่เซิ่งอย่างบ้าคลั่งอย่างต่อเนื่อง
ตอนแรกพวกคนสวมอาภรณ์น้ำเงินยังพยายามต้านทานและร้องตะโกน แต่พอถึงภายหลัง ในที่สุดทุกคนก็พังทลาย
พวกสตรีในตระกูลหลิงโอบกอดสตรีเฒ่าหนีไปที่ไกลอย่างรวดเร็ว
บุรุษวัยกลางคนผู้นั้นผุดสีหน้าอึมครึม ขณะจ้องมองลู่เซิ่งที่อยู่กลางอากาศเขม็ง ไม่ทราบว่าควรตอบสนองอย่างไรอยู่ชั่วขณะ
เหนือลานเรือน ลู่เซิ่งระเบิดหนวดทั้งหมดบนร่างออกไปในพริบตาเหมือนกับปลาหมึกยักษ์ที่ขดร่างตัวหนึ่ง
“เด็กน้อย! หาที่ตาย!” ไกลออกไปมีเงาคนสีแดงอ่อนสายหนึ่งเหินมาด้วยความเร็วสูง ผลึกสีทองสามก้อนลอยอยู่รอบตัว ก่อนจะฟาดฝ่ามือใส่ลู่เซิ่ง
“เขตแดนขวางฟ้า! ตาย!”
ฝ่ามือนี้กระตุ้นสารกายของฟ้าดินรอบๆ ให้กลายเป็นกระแสพลังงานความร้อนสีแดงชาด ล้อมรอบลู่เซิ่งไว้ในลักษณะกรวยขนาดใหญ่
กบสีทองที่มีสามตาตัวหนึ่งปรากฏเหนือกรวย กำลังอ้าปากสั่งสมก้อนพลังงานที่เกิดจากอักขระสีทองเข้มจำนวนนับไม่ถ้วน เตรียมจะยิงไปด้านล่าง
“ไสหัวไป!” ลู่เซิ่งเอี้ยวตัว ด้ายกระตุ้นวิญญาณขนาดใหญ่รวมตัวกลายเป็นมือใหญ่ ก่อนจะฟาดใส่ด้านข้างกรวย
เปรี้ยง!
กรวยถูกเจาะเป็นช่องใหญ่ โครงสร้างพังทลาย กรวยพลันแตกสลายกลายเป็นกระแสอากาศไร้รูปร่างจำนวนมาก ทั้งยังคล้ายได้ยินเสียงร้องโหยหวนได้อย่างเลือนราง
“ข้าเอง!” เงาดำรูปร่างปลาเมื่อก่อนหน้าปรากฏตัวอีกครั้ง พร้อมกับพุ่งใส่เงาของลู่เซิ่งที่อยู่ด้านล่าง
“นครเงาวิญญาณสลาย!” เงามืดนับไม่ถ้วนกลายเป็นเชือกแยกกันมัดลู่เซิ่งทันที
ขุมกำลังสองฝั่งของตระกูลหลิงเริ่มผนึกกำลังสู้กับเขา
เชือกเงามืดรัดแน่นขึ้น พร้อมทั้งดึงดูดด้ายกระตุ้นวิญญาณที่บ้าคลั่งและเดือดพล่านในตัวลู่เซิ่ง
ซู่...
เชือกเงาดำหลายสายแยกเป็นตาข่ายเล็กๆ นับไม่ถ้วน ทั้งยังมีตาข่ายเงาจำนวนมากกว่าที่อยู่กลางอากาศหลอมรวมเข้าไปด้านใน ทำให้ตาข่ายดำบนร่างลู่เซิ่งแข็งแกร่งมากขึ้น
ไม่นานลู่เซิ่งก็ถูกก้อนตาข่ายสีดำที่หนาขึ้นเรื่อยๆ ห่อหุ้มไว้ จนกลายเป็นก้อนสีดำขนาดใหญ่ซึ่งลอยอยู่กลางอากาศ
“เมื่อโดนพันธนาการจากเงามืดของข้า ต่อให้เป็นตัวตนระดับผู้อาวุโสตะกูล ก็ไม่สามารถดิ้นหลุดไปได้ง่ายๆ!” เสียงชราดังขึ้นช้าๆ เป็นเฒ่าสวี่ที่บุรุษวัยกลางคนเรียกเมื่อก่อนหน้านี้
“ซือเฉิง เตรียมตัว...”
“ถึงได้บอกไงว่า พวกเจ้ามันน่ารำคาญนัก!”
เสียงที่กดข่มความหงุดหงิดดังลอดออกมาจากในก้อนสีดำ
เงาดำรูปปลาพลันตะลึงงัน อยู่ๆ ก็รู้สึกว่าอากาศรอบๆ เหมือนจะหายใจลำบากขึ้นกว่าเดิม
“ข้าจะให้พวกเจ้าได้เห็น ขีดจำกัดใหญ่อันดับแรกเอง...”
ฟ้าว!
แสงสีทองสายหนึ่งพุ่งออกมาจากในก้อนสีดำ
ฟ้าวๆๆๆๆ!
จากนั้นก็ตามด้วยสายที่สอง สายที่สาม สายที่สี่...เส้นด้ายเรืองแสงสีทองนับไม่ถ้วนพุ่งกระจายออกมาจากในก้อนสีดำ
เกิดเสียงผ้าฉีกขาดเบาๆ ก้อนสีดำระเบิดออก เผยให้เห็นสภาพของลู่เซิ่งในตอนนี้
ด้ายกระตุ้นวิญญาณนับไม่ถ้วนกลายเป็นสีทองอ่อนพร้อมทั้งรวมตัวกันและเวียนวนอยู่รอบตัวเขา ก่อนจะเปลี่ยนเป็นปีกขนาดใหญ่สองข้าง
ปีกกึ่งโปร่งแสงสีทองอ่อนที่ยาวถึงสิบกว่าหมี่สองข้าง
ควับ!
ปีกสีทองค่อยๆ สยายออก ปกคลุมท้องฟ้าเหนือลานเรือน แล้วโปรยแสงในสภาพผงสีขาวนับไม่ถ้วนออกมา
“แปลงวิญญาณลวง...” ถูจินที่อยู่ด้านล่างซึ่งตกอยู่ในสภาพตกตะลึงมาโดยตลอด ในที่สุดก็พึมพำสภาพประหลาดที่งดงามสว่างไสวของลู่เซิ่งออกมา
“แปลงวิญญาณลวงของด้ายกระตุ้นวิญญาณ...นี่คือ...นี่คือขอบเขตสุดท้ายของวิชารักษา! เป็นขอบเขตที่ทำให้ทุกอย่างบริสุทธิ์!...” ถูจินร่างสั่นเทาโดยไม่อาจควบคุม
นี่ไม่ใช่ขอบเขตที่วิชารักษาที่มีแบบแผนจะไปถึงได้ หากเป็นขีดจำกัดที่วิชารักษาทั้งหมดปรารถนา!
บุรุษวัยกลางคนหลิงซือเฉิงเกิดความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ขึ้นในใจ เขาเพียงคิดจะรั้งตัวหมอจากชายแดนที่ขจัดพิษสามคนไว้เท่านั้นเอง...
แต่ตอนนี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่...
เร่งให้เกิดการต่อสู้ภายในของตระกูลก่อนเวลาหรือ
พอเฒ่าสวี่องครักษ์อสรพิษเมฆาที่อยู่ข้างตนลงมือ กลับถูกหมอคนหนึ่งทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส
พอผู้อาวุโสใหญ่ซึ่งเป็นไพ่ตายของขุมกำลังฝ่ายตรงข้ามลงมือ กลับถูกหมอคนหนึ่งทำลายท่าไม้ตายที่โด่งดังของตัวเอง ตอนนี้คงจะซ่อนตัวอยู่ตรงมุมใดมุมหนึ่งเพื่อรักษาตัวอยู่
จากนั้นองครักษ์ลับข้างกายก็ถูกเข่นฆ่าจนปางตาย
เขาไม่รู้ว่าตนเองทำอะไรลงไป เขาเพียงแค่คิดจะรั้งตัวหมอสามคนนั้นไว้รักษาโรคเท่านั้น
แต่ตอนนี้...เขารู้สึกว่าตัวเองไม่ต้องการความช่วยเหลือรักษาโรคให้แก่บิดาแล้ว...เพราะตัวเขากลับป่วยเสียเอง!
“รีบส่งตัวฮูหยินเฒ่าออกไปซะ!” เขาพยายามรักษาม่านแสงสีฟ้ารอบๆ ตัวเอาไว้ เพื่อขัดขวางเส้นด้ายสีทองอ่อนที่โจมตีไปทั่วบริเวณ
แค่กๆ...
ชายชราผมขาวคนหนึ่งที่ร่างประกอบขึ้นจากเงาสีดำโผล่ขึ้นด้านข้างเขา
“ซือเฉิง รอบนี้เล่นใหญ่ไปแล้ว...เจ้าพาคนที่เหลือจากไปก่อน อย่าให้โฉวฮัวได้รับบาดเจ็บ” ชายชราสะบัดแขนเสื้อ “ข้าจะหยุดเขาเอง”
เขาจ้องมองลู่เซิ่งที่ค่อยๆ ทิ้งตัวลงบนพื้นด้วยสายตาประดุจเหยี่ยว
การต่อสู้ครั้งนี้ช่างน่าประหลาดเหลือแสน
ตอนแรกดึงดูดขุมกำลังของศัตรูมาสอดมือ ผลคืออีกฝ่ายถูกหมอประหลาดฟาดจนมึนเช่นกัน แถมท่าไม้ตายของผู้อาวุโสใหญ่ซึ่งมีพลังต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในบริเวณรอบๆ ยังถูกทำลาย ทั้งยังโดนพลังคืนกลับจนได้รับบาดเจ็บและหายตัวไปแล้ว
สาเหตุแรกสุด เป็นเพราะหลิงซือเฉิงคิดรั้งตัวหมอวิเศษที่ขจัดพิษคนนั้นไว้ให้ได้เท่านั้น
ตอนแรกเขาคิดจะข่มขู่ให้หมอช่วยรักษา เพื่อเตรียมตัวสำหรับศึกใหญ่ที่กำลังจะมาถึง
สุดท้าย คนขู่ถูกกำจัด ไพ่ตายของเขาได้รับความเสียหาย ศึกใหญ่จบลงเพราะหมอผู้นี้
ตอนนี้พวกเขาตกสู่สภาพหวาดกลัว ไม่ทราบว่าต่อจากนี้หมอประหลาดผู้นั้นจะมีปฏิกิริยาอย่างไร
ผู้เข้มแข็งระดับนั้น หากองครักษ์ธรรมดาเข้าไปก็มีแต่จะสิ้นเปลือง
หลิงซือเฉิงสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง แต่เสื้อในเปียกเหงื่อจนชุ่มโชก ขณะมองดูลู่เซิ่งที่ค่อยๆ ทิ้งตัวลงพื้น ในที่สุดเขาก็อดเอ่ยปากไม่ได้ว่า
“ถ้าท่านอยากระบายล่ะก็ ฆ่าข้าเพียงคนเดียวก็พอแล้ว เป็นข้าออกคำสั่งรั้งตัวพวกท่านไว้ คนที่บอกว่าจะฆ่าพวกท่านก็คือข้าเช่นกัน” เขาเป็นตัวแทนตระกูลและเป็นเสาหลักที่แท้จริงของตระกูลหลิง
เมื่อครู่ผู้อาวุโสใหญ่ซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักถูกลู่เซิ่งฟาดกรวยหัก ท่าไม้ตายถูกทำลาย คาดว่าตอนนี้คงได้รับบาดเจ็บสาหัส จะประคองสติไว้ได้หรือไม่ก็ยังไม่แน่
ตอนแรกหลิงซือเฉิงมีแผนการซับซ้อนมากมายในการรับประกันความปลอดภัย และแผนการอีกสิบกว่าแผนสำหรับรับมือกรณีที่เกิดการเปลี่ยนแปลง
ทั้งยังมีกับดัก ตัวกระตุ้น และสายลับที่ได้วางไว้ก่อนหน้า
น่าเสียดาย...
ที่ทุกสิ่งไม่มีประโยชน์อีกแล้ว
ตระกูลหลิงที่ยิ่งใหญ่ ก่อนหน้านี้หลายวันเขายังหัวเราะต่อกระซิกกับรองเจ้าเมืองของเมืองล้อมขุนเขา และดื่มสุราปราศรัยกับรองผู้บัญชาการที่ดูแลทหารม้าอยู่เลย
รอบๆ มีหญิงงามนับไม่ถ้วน มียอดฝีมือดุจหมู่เมฆ
ตอนนี้ทุกอย่างกลับไร้ความหมายหมดสิ้น...เนื่องจากล่วงเกินหมอเพียงคนเดียว
ในลานเล็กซึ่งเป็นหนึ่งในหลายพันลานเรือนของตระกูลหลิง
ขุมกำลังยิ่งใหญ่ที่เตรียมจะจบการต่อสู้ภายในและเริ่มกางใบเรือเพื่อสร้างความยิ่งใหญ่อย่างตระกูลหลิง กลับเผชิญเหตุเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่แปลกประหลาดสุดแสน
หมอคนหนึ่งที่ก้าวสู่ระดับชูศัตรา...
เรื่องน่าหัวร่อนี้ไม่น่าหัวร่อแม้แต่น้อย
ตอนแรกเขาคิดจะแวะมาเยี่ยมบิดาก่อนที่จะเรียกระดมพลเพื่อทำศึกเท่านั้น ผลคือบิดาอาการหนักขึ้นอย่างกะทันหัน แล้วก็เกิดสถานการณ์แบบนี้ขึ้นอย่างแปลกประหลาดเหลือแสน
ลู่เซิ่งแค่นเสียงอย่างเย็นชา หลังฆ่าคนไปมากกว่าร้อย ความโกรธของเขาก็ได้รับการระบายออกไปนิดหน่อยแล้ว
ตอนนี้พอมองดูหลิงซือเฉิงอีกครั้ง ดวงตาของเขาก็ฉายแววเหี้ยมเกรียม
“เจ้าว่าข้าควรจัดการพวกเจ้าอย่างไรดี” เขาถูกกดดันให้เผยขอบเขตอันน่าสะพรึงของวิชารักษา ขณะเดียวกันยังได้ใช้หัวใจแห่งโลหิตในขีดจำกัดใหญ่ขีดแรกมายกระดับความแข็งแกร่งของด้ายกระตุ้นวิญญาณสู่ระดับชูศัสตราด้วย
ทำให้ด้ายกระตุ้นวิญญาณซึ่งในตอนแรกมีแค่ความสามารถในการรักษา ระเบิดอานุภาพที่น่าสะพรึงถึงขีดสุดออกมาในพริบตา
ด้ายกระตุ้นวิญญาณในตอนแรก ต่อให้ใช้จิตวิญญาณระดับเจ้าแห่งอาวุธของเขาควบคุม อย่างมากสุดก็อยู่ในระดับอริยะเจ้าเท่านั้น
ทว่าตอนนี้ไม่เหมือนกันแล้ว...
หัวใจแห่งโลหิตยกระดับด้ายกระตุ้นวิญญาณขึ้นระดับหนึ่ง ทำให้วิชารักษาไปถึงระดับช่วงต้นของเจ้าแห่งอาวุธ กลับคืนสู่แก่นแท้ และระเบิดอานุภาพอันน่ากลัวออกมา
“ถ้าหากท่านยินยอม ข้าจะชดใช้คืนเอง” หลิงซือเฉิงตอบเสียงขรึม
ตอนนี้ในลานเรือนเหลือแค่หลิงซือเฉิงกับพวกลู่เซิ่งเท่านั้น
ตอนแรกยังมีคนของผู้อาวุโสใหญ่จากขุมกำลังของฝ่ายศัตรู แต่ว่าหลังจากท่าไม้ตายของผู้อาวุโสใหญ่ถูกลู่เซิ่งทำลาย พวกเขาก็ไม่ปรากฏตัวอีก
จึงเหลือแค่เศษเลือดเนื้อละเอียดในลานเรือน รวมถึงรั้ว บุปผา และหญ้าที่ถูกย้อมจนแดงฉานเท่านั้น
“จะจัดการอย่างไรดี” ลู่เซิ่งกวาดตามองถูจินกับเต๋ออวิ๋น อาจารย์ศิษย์สองคนยังตกอยู่ในสภาพมึนงงอยู่
เขาพลันถอนใจอย่างเสียดาย หลังจากเผยพลังในครั้งนี้ เกรงว่าจะอยู่กับถูจินต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ไม่อย่างนั้นจะนำพาความยุ่งยากและอันตรายมากมายมาให้พวกเขา
พวกเขาไม่มีพลังป้องกันตัว และไม่มีความสามารถมากพอจะอยู่ข้างกายลู่เซิ่ง ต่อให้จะเป็นปัญหาเล็กๆ ที่เล็กน้อยถึงที่สุดก็ตาม
“เพราะเจ้าคนเดียว!”
เปรี้ยง!
ลู่เซิ่งลากเงาสีทองที่หลงเหลือไปฟาดใส่แก้มขวาของหลิงซือเฉิงดุจสายฟ้าฟาด
เกิดเสียงดังกระหึ่ม ร่างหลิงซือเฉิงกลิ้งกระเด็นจนหัวแตกเลือดอาบ เหมือนกับก้อนหินที่ถูกกระบองไม้ฟาดปลิว กระแทกเข้ากับกำแพงด้านข้างอย่างหนักหน่วง
ค่ายกลในคฤหาสน์ตระกูลหลิงที่อยู่บนกำแพงปรากฏอักขระสีน้ำเงินหลายสาย รั้วพังไปช่วงหนึ่ง จึงค่อยหยุดหลิงซือเฉิงไว้ได้
อ่อก!
เขากระอักเลือดออกมา แล้วล้มลงกับพื้นอย่างอ่อนระทวย คิดจะลุกขึ้นแต่กลับบาดเจ็บจนกระดิกกระเดี้ยไม่ได้
เพียงแต่นึกดีใจที่เหล่าสตรีในตระกูลหลิงและหลิงโฉวฮัวได้หนีไปจากที่นี่แล้ว ในลานเรือนคละคลุ้งด้วยกลิ่นคาวเลือดและความว่างเปล่า
ในเมื่อลู่เซิ่งลงมือแล้ว ก็คร้านจะปิดบังอีกต่อไป เขาแบ่งด้ายกระตุ้นวิญญาณสายหนึ่งออกมาพันตัวถูจินกับเต๋ออวิ๋นไว้ ก่อนจะหุบปีกคลุมตัวเอง
ที่นี่แตกต่างจากโลกมนุษย์ เมืองล้อมขุนเขามียอดฝีมือมากมายดุจหมู่เมฆ เป็นเมืองใหญ่ที่มีไม่กี่เมืองในเขตที่สาม เจ้าแห่งอาวุธระดับชูศัตราคิดจะอาละวาดที่นี่อย่างไร้ความเกรงกลัว ยังคงเป็นไปไม่ได้
ลู่เซิ่งเพียงลองสัมผัสดู ก็รู้สึกได้แล้วว่า ที่นี่มีผู้เข้มแข็งระดับเจ้าแห่งอาวุธอย่างน้อยสุดสองถึงสามคน
บวกกับนครตราชั่งมีทรัพยากรและวิชาลับมากมาย ผู้ใดจะทราบว่ามีของขลังลี้ลับและวิชาลับอะไรที่ส่งผลต่อเจ้าแห่งอาวุธได้อยู่หรือไม่
ดังนั้นเขาจึงคิดจะรีบกลับไป
ผู้อาวุโสสองหลิงเฉิงเช่อหายดีแล้ว เป็นไปได้ถึงขีดสุดที่พิษบนตัวเขาจะเป็นฝีมือของคนใกล้ชิด และดูจากปฏิกิริยาของหลิงซือเฉิง ก็ไม่ควรตัดความเป็นไปได้นี้ออกไป
‘ควรทำลายศพลบร่องรอยแล้ว’ ลู่เซิ่งค่อยๆ สั่งสมพลัง
ฟ้าว!
ฟ้าวๆๆๆ!
ปีกสีทองแบ่งด้ายกระตุ้นวิญญาณนับไม่ถ้วนออกมา แล้วปล่อยไปยังรอบข้างอย่างบ้าคลั่งทันที
กำแพง พื้น บ้าน ม่านแสงค่ายกล ทั้งหมดถูกเส้นสีทองที่เหมือนห่าฝนเจาะทะลุ ปรากฏรูเล็กนับไม่ถ้วน
เลือดเนื้อทั้งหมดขยายใหญ่และเติบโตด้วยความเร็วสูง พร้อมกับกลายเป็นพรมเนื้อสีแดงเข้มผืนใหญ่ ก่อนจะกินและดูดซับวัตถุที่มีสารอาหารทั้งหมดอย่างรวดเร็ว
ตอนนี้ตระกูลหลิงตื่นตัวแล้ว ผู้เข้มแข็งระดับอสรพิษกลุ่มใหญ่ทะยานขึ้นท้องฟ้า แล้วมารวมตัวกันที่นี่
แต่ว่าขณะที่ยังอยู่กลางอากาศ ก็เผชิญกับเส้นด้ายเรืองแสงสีทองจำนวนนับไม่ถ้วนที่ลู่เซิ่งปล่อยออกมาทันที
กลุ่มระดับอสรพิษที่เก่งกาจที่สุดในตระกูลหลิงได้รับความเสียหายอย่างสาหัสในชั่วพริบตา
..............................................
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น