606-610
ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง ระบบโกงสกิล
บทที่ 606ถึง610
“ความอ่อนแอเป็นปฐมบาป” ลู่เซิ่งไม่พร่ำไร้สาระ หากนำเจ้าเหยินออกจากที่นี่โดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง
กระต่ายสองตัวตัดทะลุทุ่งหญ้ามืดสลัวแถบหนึ่ง ไม่นานก็เจอโพรงไม้อีกแห่งที่เหมาะกับการอยู่อาศัย
มันเป็นโพรงไม้ที่ใหญ่และกว้างกว่าเดิมแห่งหนึ่ง ดูเหมือนก่อนหน้านี้จะมีสัตว์ขนาดใหญ่บางชนิดอาศัยอยู่ แต่ตอนนี้คล้ายจะถูกทิ้งร้างแล้ว
รอบๆ มีพุ่มไม้ใบหญ้าขึ้นอยู่หนาแน่น ผลสีแดงส่วนหนึ่งแขวนอยู่ในพุ่มไม้
ลู่เซิ่งพาเจ้าเหยินเข้าพักที่นี่ชั่วคราว
หลังจากฝึกฝนเป็นเวลาหนึ่งวันกว่า ในที่สุดเคล็ดมังกรดำกระตุ้นจิตใจของลู่เซิ่งก็เข้าสู่ระดับเบื้องต้นอย่างแท้จริงแล้ว นี่หมายความว่าเขาสามารถใช้เครื่องมือปรับเปลี่ยนยกระดับขอบเขตได้แล้ว
ครืด...
ลู่เซิ่งค่อยๆ ใช้ขาวาดเป็นร่องลึกสายหนึ่งบนผนังในโพรงไม้เพื่อใช้คำนวณวันเวลา
ถอยหลังไปสาวก้าว เขาเห็นรอยลากบนผนังในโพรงไม้ มีสามเส้นแล้ว
นี่หมายความว่าเขาย้ายบ้านมาได้สามวันแล้ว
ในสามวันมานี้ เขาสำรวจรอบบริเวณอย่างคร่าวๆ ใกล้ๆ กันมีเสือดาวสีดำตัวหนึ่ง หมาป่าตัวหนึ่ง ตะขาบพิษแดงเพลิงรังหนึ่ง และมดขาวรังหนึ่ง
นอกจากมดแล้ว พวกที่อยู่ด้านหน้าล้วนเป็นศัตรูทางธรรมชาติของกระต่ายทั้งสิ้น
‘น่าจะเริ่มได้แล้ว’ ลู่เซิ่งให้เจ้าเหยินออกไปเฝ้าด้านนอก หากว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นให้มาเตือนตนเอง
ตัวเขานั่งขัดสมาธิอยู่กลางโพรงไม้
‘ดีปบลู’
เครื่องมือปรับเปลี่ยนพลันเด้งออกมาอยู่ด้านหน้าเขา
สายตาของลู่เซิ่งจับอยู่บนเคล็ดมังกรดำกระตุ้นจิตใจในกรอบใหม่สุดทันที ก่อนที่วิชาไร้ขอบเขตและด้ายกระตุ้นวิญญาณจะปรับตัวเข้ากับโลกใบนี้ สิ่งสำคัญมากที่สุดสำหรับเขาก็คือการฝึกฝนเคล็ดมังกรดำกระตุ้นจิตใจฉบับกระต่ายตามโครงสร้างของร่างกายร่างนี้
‘[เคล็ดมังกรดำกระตุ้นจิตใจ: เบื้องต้น (คุณสมบัติพิเศษ: พละกำลังพื้นฐานเพิ่มขึ้นเล็กน้อย พลังระเบิดเพิ่มขึ้นเล็กน้อย)]’
‘ยกระดับดูสักขั้นก่อนก็แล้วกัน’ ลู่เซิ่งกดปุ่มปรับเปลี่ยน จากนั้นก็เพ่งความคิด
‘ยกระดับเคล็ดมังกรดำกระตุ้นจิตใจหนึ่งขั้น’
ซู่...
กรอบพร่ามัวอย่างฉับพลัน จากนั้นค่อยชัดเจนขึ้นใหม่หลังผ่านไปห้าหกวินาที
ลู่เซิ่งรู้สึกได้ว่ามีกระแสความอบอุ่นสายหนึ่งหลั่งไหลออกมาจากทั่วร่าง ไหลไปยังแขนขาและอวัยวะภายในอย่างต่อเนื่อง ทั้งร่างรู้สึกอุ่นสบาย
เขายกมือขึ้น เห็นผิวใต้ขนสีเทากำลังนูนขึ้น กล้ามเนื้อขยายใหญ่ด้วยความเร็วสูง
ไม่สิ...
ร่างกายของเขากำลังขยายใหญ่อย่างรวดเร็ว
พละกำลังอันเต็มเปี่ยมหลายสายทะลักเข้าสู่ร่างกายเขา สำหรับกระต่ายตัวหนึ่งแล้ว การยกระดับพละกำลังชั้นหนึ่งของเคล็ดมังกรดำกระตุ้นจิตใจยิ่งใหญ่เกินไปบ้างจริงๆ
ร่างกายที่มีขนาดเท่าฝ่ามือของลู่เซิ่งในตอนแรก ตอนนี้ขนทั่วร่างสั่นไหวด้วยความเร็วสูง ข้างใต้ผิวของเขาปรากฏปุ่มเนื้อที่เหมือนกับสิวจำนวนนับไม่ถ้วน ปุ่มเนื้อเหลือคณานับกำลังขยับขยุกขยิกและขยายใหญ่ พร้อมทั้งทำให้ขนาดร่างกายของเขานูนขึ้นอย่างรวดเร็ว
ไม่นานนัก หลังผ่านไปสองสามนาที ขนาดร่างของลู่เซิ่งก็ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมเท่าหนึ่ง ผิวบนร่างเป็นสีแดงเลือด
ความรู้สึกเจ็บปวดที่ใกล้จะระเบิดส่งมาจากด้านในตัวเขาอย่างต่อเนื่อง
‘เพิ่งยกระดับเข้าสู่ระดับหนึ่งอย่างเป็นทางการ ร่างกายนี้กลับทนไม่ได้แล้วหรือเนี่ย’ ลู่เซิ่งประเมินร่างกายของกระต่ายป่าตัวหนึ่งสูงเกินไป
หากยกระดับต่อไป เกรงว่าร่างนี้จะระเบิดเสียก่อน ด้วยความจนปัญญา ลู่เซิ่งจึงได้แต่ค่อยเป็นค่อยไป ปล่อยให้ร่างกายร่างนี้ปรับตัวสักพักก่อน จึงค่อยดำเนินการยกระดับรอบที่สอง
เขามองกรอบในเวลานี้
[เคล็ดมังกรดำกระตุ้นจิตใจ: ระดับที่หนึ่ง (คุณสมบัติพิเศษ: พละกำลังพื้นฐานเพิ่มขึ้นหนึ่งขั้น, พลังระเบิดพื้นฐานเพิ่มขึ้นหนึ่งขั้น, เลือดลมพื้นฐานเพิ่มขึ้นหนึ่งขั้น)]
หลังจากยืนยันการยกระดับของตนเองแล้ว ลู่เซิ่งก็เริ่มปรับตัวเข้ากับสภาพร่างกายในตอนนี้
เขาโบกเท้าไปด้านหน้า เพียงแค่การสะบัดธรรมดา ใช้พละกำลังแค่ครึ่งเดียว ก็เป็นระดับที่ต้องใช้พละกำลังทั้งหมดเมื่อก่อนหน้านี้ถึงจะทำได้แล้ว
จากนั้นเขาก็วิ่งวนในโพรงถ้ำหลายรอบ และทดลองยกก้อนหินส่วนหนึ่งเพื่อทดลองดู
‘พละกำลังเพิ่มขึ้นจากก่อนหน้าเกือบสามเท่า...ขนาดร่างกายใหญ่ขึ้นหนึ่งเท่า ความเร็วเพิ่มขึ้นเล็กน้อย คุณสมบัติร่างกายแข็งแกร่งขึ้นเหมือนกัน วิชาเลือดลมวิชานี้มีผลไม่เลวจริงๆ’ ลู่เซิ่งพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
ในตอนที่เขากำลังจะทดสอบสภาพร่างกายตอนนั้นเอง
ซี่ๆ...กุ๊กๆ...
เจ้าเหยินส่งเสียงเตือนภัยมาจากด้านนอก
“สหายกระต่ายที่ฆ่าเจ้าศิลาเทาอยู่ที่นี่ใช่หรือไม่” เสียงร้องของกระต่ายที่จริงจังค่อยๆ ลอยมาจากด้านนอกถ้ำ
ลู่เซิ่งเพิ่งได้ยินเนื้อหาโครงสร้างทางภาษาที่ซับซ้อนแบบนี้จากกระต่ายเป็นครั้งแรก
ก่อนหน้านี้เขานึกมาโดยตลอดว่า แบบความคิดเรียบง่ายอย่างเจ้าเหยินจึงเป็นสภาพปกติของที่นี่
ตอนนี้พอได้ยินเสียงร้องของกระต่าย เขาจึงค่อยรู้ว่า ดูเหมือนโลกใบนี้จะไม่แตกต่างจากโลกที่เขารู้จักเท่าไหร่นัก
เขาเก็บวิชา ขนทั่วร่างลู่ลง มองไปบึกบึนกว่าก่อนหน้าเล็กน้อย ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรนัก
จากนั้นทำให้เลือดลมสงบลงพลางเดินออกจากโพรงไม้
เป็นอย่างที่เขาคาดไว้ กระต่ายแปลกหน้าที่มีขนเป็นสีขาวราวหิมะและบนหลังมีขนสีแดงจุดหนึ่งหมอบอยู่ด้านหน้าเจ้าเหยิน
“เจ้ามาจากไหน” ลู่เซิ่งมองอีกฝ่ายอย่างราบเรียบ
“ยืน...! ยืน...สองขางั้นเหรอ!?” พริบตาที่เห็นลู่เซิ่ง แววตาของกระต่ายตัวนี้ก็เต็มไปด้วยความตกตะลึง
เดิมทีป่าแห่งนี้ควรจะมีแค่พวกสัตว์ป่าเท่านั้น ปกติมันเลยไม่ได้มาและไม่ได้สนใจที่นี่ แต่ก่อนหน้านี้กลับเห็นศพงูพิษที่ถูกขย้ำจนเละนอนอยู่ใต้โพรงไม้โพรงหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ
พอแยกแยะอย่างละเอียดก็รู้ว่า มันเป็นเจ้าศิลาเทาซึ่งเป็นงูพิษที่เคยจับท่านตาของมันกินนั่นเอง!
จากนั้นมันก็ได้ทราบจากกระรอกด้านหน้าโพรงไม้ว่า ผู้ที่ฆ่างูพิษเป็นกระต่ายสีเทาแปลกหน้าตัวหนึ่ง
ชิเอลตะลึงงัน
กระต่ายฆ่างูได้อย่างนั้นเหรอ?! นี่มันเรื่องเพ้อเจ้อชัดๆ! ต่อให้จะเป็นพวกมีสติปัญญาอย่างพวกมัน ก็แค่หลบหลีกศัตรูทางธรรมชาติได้ดีกว่าเดิมเท่านั้น
แต่หากบอกว่าสู้กับงูพิษ ความจริงไม่ว่าจะเป็นพวกมีสติปัญญาหรือพวกสัตว์ป่า ก็ไม่มีทางเอาชนะงูพิษที่ตัวใหญ่กว่าตัวเองสิบกว่าเท่าได้เด็ดขาด
ดังนั้นหลังจากตกตะลึงพึงเพลิด ชิเอลก็เสี่ยงชีวิตออกค้นหากระต่ายผู้แข็งแกร่งที่ไม่เคยมีมาก่อนตัวนี้ไปทั่วทันที
และตอนนี้ ในที่สุดมันก็เจอแล้ว
ชิเอลจ้องมองลู่เซิ่งด้วยสายตาตื่นเต้นและเทิดทูน
“งูพิษตัวนั้น ท่านเป็นคนฆ่าใช่ไหม ท่านมีชื่อว่าอะไรหรือ”
ลู่เซิ่งไม่เคยพบกระต่ายที่พูดจาฉะฉานแบบนี้มาก่อน นี่เป็นสิ่งที่หายากที่สุดสำหรับหัวสมองที่เรียบง่ายของพวกมัน
แต่จะว่าไปความปรารถนาข้อหนึ่งของร่างที่เขาจุติลงมาคือการทำให้ป่าสงบสุข ดังนั้นเขาจึงไม่คิดว่าจะทำสำเร็จได้ตามลำพังอยู่แล้ว
ตอนนี้พอเห็นมีกระต่ายแบบนี้โผล่มา ลู่เซิ่งก็พลันเกิดความคิดที่ดีกว่าเดิม
เขายืดตัวขึ้นเล็กน้อยพลางกล่าวอย่างราบเรียบ “ข้าแซ่ลู่ งูตัวนั้นหรือ ข้าไม่ใช่คนสังหาร”
“เอ๋?” ชิเอลงุนงง
“เป็นโชคชะตา โชคชะตาดลบันดาลให้มันควรจบชีวิตของตัวเองในเวลานั้น...แม้สองขาของข้าจะเปื้อนเลือด แต่นั่นเป็นเพราะถูกโชคชะตาช่วยเหลือเท่านั้น...” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างเชื่องช้า
“...”
“...”
เจ้าเหยินกับชิเอลไม่รู้ว่าควรตอบอะไรดี
“เจ้าไม่ใช่อยู่ตัวคนเดียวกระมัง เผ่าเราที่อยู่ที่นี่มีกระต่ายทั้งหมดกี่ตัว” ลู่เซิ่งถามอีก
“ทั้งหมด...หกสิบกว่าตัว...” ชิเอลพลันนึกถึงความเป็นไปได้หนึ่ง เป็นเรื่องราวที่ตนเคยพบบนเปลือกไม้ลึกลับ
กระต่ายชราตัวหนึ่งในเผ่ากระต่ายเคยพูดไว้ก่อนตายว่า ในประวัติศาสตร์อันแสนยาวนานเคยปรากฏปราชญ์แห่งเผ่ากระต่ายตัวหนึ่ง มันทำให้สัตว์ป่าเลียนแบบมนุษย์ได้ เปิดสติปัญญา และรู้จักหลบหลีกอันตราย จึงทำให้จำนวนของเผ่ากระต่ายเพิ่มขึ้น
ลักษณะเด่นของปราชญ์ตัวนั้นก็คือเดินสองขาได้เหมือนคน
และตอนนี้ มันก็เห็นเผ่ากระต่ายที่เดินสองขาได้อีกตัวหนึ่งแล้ว
“หรือว่า...” ชิเอลอดตื่นเต้นขึ้นไม่ได้ “หรือท่านจะเป็นปราชญ์ในตำนาน”
“ปราชญ์?” ลู่เซิ่งงุนงง นึกไม่ถึงว่ากระต่ายของที่นี่จะน่าสนใจจริงๆ ถึงกับมีการบันทึกประวัติศาสตร์ในระดับหนึ่งเสียด้วย
พึงทราบว่าตำนานอะไรเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เผ่าทุกเผ่าจะมีได้ นอกจากการสืบต่อผ่านปากมารุ่นต่อรุ่นแล้ว ก็ต้องอาศัยบันทึกเอกสาร
“ไม่...ข้าไม่ใช่ปราชญ์ ข้าเพียงแค่เป็นผู้ชี้แนะที่นำพาโชคชะตามาให้พวกเจ้าเท่านั้น...” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างราบเรียบ
“ผู้ชี้แนะแห่งโชคชะตาหรือ” ชิเอลมึน
ฟ้าว!
ตอนที่มันกำลังสับสน อยู่ๆ ทางขวามือก็มีเงาสีเทาก้อนหนึ่งพุ่งมา ลมคาวหอบหนึ่งขย้ำใส่คอของลู่เซิ่งด้วยความเร็วสูง
“โชคชะตาทำนายว่า” ลู่เซิ่งถอยหลังก้าวหนึ่ง “ป่าผืนนี้ จะต้องกินหญ้า!”
“หมายความว่ายังไง” ชิเอลงุนงงอยู่บ้าง
ลู่เซิ่งสะบัดขาขวาดุจสายฟ้าฟาด กล้ามเนื้อขยายใหญ่ด้วยความเร็วสูง ขนตั้งชันขึ้น เลือดลมทะลักออกมาเหมือนกับแม่น้ำขณะควงหมัด
“หญ้า คือสสารที่มีโภชนาการมากที่สุดบนโลก ดังนั้นทุกสิ่งมีชีวิตควรกินหญ้า”
เปรี้ยง!
หมัดนี้ชกใส่ด้านข้างของเงาสีเทาอย่างแม่นยำเหมือนกับขีปนาวุธ กระแสอากาศสีเทาอันรุนแรงระเบิดออก ตามมาด้วยขนก้อนใหญ่ที่ปลิวว่อน
เงาสีเทาส่งเสียงโหยหวนพร้อมกับกระเด็นออกไป ก่อนจะพุ่งเข้าไปในพุ่มไม้แก่ด้านข้าง
ทุกอย่างเงียบสงบในพริบตา
ลู่เซิ่งชักหมัดกลับ สีหน้ายังคงนิ่งขรึม
“ผู้ที่ไม่กินหญ้า ล้วนเป็นพวกนอกรีต”
ชิเอลกับเจ้าเหยินอ้าปากจนเกือบกว้างกว่าหน้าตัวเองเสียอีก
เป็นเพราะตอนนี้พวกมันเห็นแล้วว่าเงาที่ถูกต่อยกระเด็นออกไปคืออะไร
เป็นแมวป่าสีเทาตัวหนึ่ง!
แมวป่าเชียวนะ นั่นคือสิ่งมีชีวิตแข็งแกร่งที่พอเลือดขึ้นหน้าก็กล้าสู้กับเสือดาว ยามแมวป่าตัวใหญ่อาละวาด ต่อให้เป็นเสือชีต้าก็ไม่กล้าหาเรื่อง
แต่ตอนนี้ แมวป่าสีเทาที่มีขนาดร่างใหญ่เกือบสิบกว่าเท่าของพวกมัน กลับถูกต่อยใส่หน้าจนนอนคว่ำอย่างสับสนบนพื้น แถมยังเลือดกำเดาไหลอีกต่างหาก...
แฮ่...
เจ้าขนเทาที่เป็นแมวป่าไม่เคยโกรธแค้นขนาดนี้มาก่อน มันรู้สึกปวดแสบปวดร้าวไปครึ่งศีรษะ กะโหลกอาจแตกแล้วก็ได้
มันรู้ว่าแรงทั้งหมดที่สิ่งมีชีวิตอย่างกระต่ายป่าทุ่มออกมาด้วยความรีบร้อนนั้นน่าดูชม แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะมีแรงถึงขนาดนี้
ทว่าอาการบาดเจ็บในตอนนี้กลับทำให้มันรู้สึกว่าตัวเองเหมือนโดนเสือชีต้าตะปบใส่ใบหน้า
“เจ็บ...เจ็บเหลือเกิน...”
“พวกเจ้าเคยคิดหรือไม่ว่า...ถ้าหากบนโลกมีแต่สัตว์ที่กินหญ้า ทุกอย่างก็จะสงบสุข”
ลู่เซิ่งกล่าวพร้อมกับเดินไปถึงด้านหน้าเจ้าขนเทา
“การกินเนื้อเป็นบาป เป็นสิ่งที่ไม่อาจให้อภัยได้! มา บอกข้าที เจ้าอยากกินเนื้อหรือกินหญ้า” เขาเงยหน้ามองแมวป่าอย่างสงบ
“ข้าจะกินเจ้า!” แมวป่าตะปบขาใส่ลู่เซิ่งอย่างโกรธแค้น
เปรี้ยง!
กรงเล็บกลับถูกลู่เซิ่งรับไว้อย่างมั่นคง
“เจ้าสัตว์กินเนื้อผู้โง่เง่าเอ๋ย อะไรมาบังสายตาของเจ้า”
เปรี้ยง!
เขาฟาดใส่ใบหน้าของแมวป่าอย่างรุนแรงอีกรอบ
พละกำลังอันมหาศาลตามมาด้วยละอองเลือดจำนวนมากที่กระจัดกระจายเต็มพื้น
“โภชนาการของหญ้า เจ้าไม่อาจนึกจินตนาการ!” ลู่เซิ่งเข้าไประดมหมัดใส่ยกหนึ่งจนแมวป่าไร้กำลังโต้ตอบ
แม้กรงเล็บของมันจะตามอีกฝ่ายทันบ้าง แต่พละกำลังกลับแตกต่างกันเกินไป พละกำลังของลู่เซิ่งแข็งแกร่งกว่ามันส่วนหนึ่ง
นี่มันน่าเหลือเชื่อโดยแท้!
“เห็นหรือยัง!? นี่ก็คือพละกำลังจากการกินหญ้า!” ลู่เซิ่งยกแมวป่าขึ้นมาสะบัดตัวไปมา
โครม!
แมวป่ากระแทกเข้ากับต้นไม้ด้านข้าง ปากกระอักเลือด ก่อนจะกลิ้งล้มลงกับพื้น ในที่สุดก็ไม่ไหวติง...
ชิเอลกับเจ้าเหยินชมดูอย่างตกตะลึงอยู่ด้านข้าง ไม่รู้ควรแสดงสีหน้าอย่างไรโดยสิ้นเชิง
..............................................
ใบไม้ร่วงลงมาเหนือศีรษะของแมวป่าแล้วปกปิดศพของมันไว้ ใบไม้สีเขียวมรกตกับเลือดสีแดงของแมวป่าดูสะดุดตาเป็นพิเศษ
ลู่เซิ่งชักขากระต่ายกลับมา ก่อนเดินเข้าไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“เนื้อเป็นสิ่งมีพิษ การกินเนื้อก็เป็นวิธีการที่โหดเหี้ยมด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว พวกเจ้าคิดดู ในพืชไม่ใช่ว่ามีสิ่งที่ใช้ทดแทนเนื้อได้มากมายหรอกหรือ อย่างเช่นเห็ด ผลไม้ และถั่วทั้งหลาย”
ชิเอลหายตื่นตระหนกแล้ว แต่ใบหน้ากลับยังงุนงงอยู่
ลู่เซิ่งเห็นดังนั้นก็ทราบคร่าวๆ ว่าระดับความรู้ของมันอยู่ในระดับอะไร จึงไม่พูดมากอีก
“ไปเถอะ พาข้าไปพบเผ่ากระต่ายเบื้องหลังเจ้า” เขาเอ่ยอย่างราบเรียบ
“ขอ...ขอรับ!” ชิเอลสะดุ้งโหยง แล้วรีบขานตอบเสียงดัง
มันพาลู่เซิ่งกับเจ้าเหยินไปยังส่วนลึกของป่า เดินทางเป็นเวลาราวยี่สิบกว่านาที พุ่มไม้และใบไม้รอบๆ จึงค่อยๆ เปลี่ยนจากสีเขียวมรกตเป็นสีแดงเข้ม
ไม่นาน ชิเอลก็หยุดลงด้านหน้าถ้ำที่โล่งกว้างแห่งหนึ่ง
กุ๊กๆ!
มันร้องเสียงดัง
รออยู่สักพักก็มีเสียงตอบกลับมา
กุ๊กๆ
ชิเอลรีบตอบ ก่อนจะหมุนตัวมาพูดกับลู่เซิ่งอย่างนอบน้อมว่า
“ท่านปราชญ์ผู้สูงส่ง ที่นี่คือรังใหญ่ของเผ่ากระต่ายขาวขอรับ”
เสียงของมันเพิ่งจะขาดลง ในถ้ำก็มีกระต่ายสีขาวจำนวนไม่น้อยกระโดดเหยงๆ ออกมาทันที ในนี้มีกระต่ายสีเทากับกระต่ายลายจุดอีกหลายตัว
กระต่ายฝูงหนึ่งมองลู่เซิ่งที่ยืนสองขาอย่างฉงน ดวงตาสีแดงของพวกกระต่ายในถ้ำอันมืดมิดสะท้อนแสงจนดูเหมือนกับอัญมณีจำนวนมากในตอนกลางคืนมืดมิด
กระต่ายชราที่ผิวหนังเหี่ยวย่นและดวงตามัวซัวตัวหนึ่งยืนอยู่ด้านหน้าสุด มองลู่เซิ่งอย่างตกใจ ก่อนจะมองดูชิเอล คล้ายกำลังรอคำอธิบายจากเขา
“นี่คือท่านปราชญ์ลู่!”ชิเอลเริ่มแนะนำให้กระต่ายชราในฝูงกระต่ายฝูงนี้ฟัง
“ท่านปราชญ์ได้สังหารเจ้าศิลาเทาและเจ้าแมวป่าตัวหนึ่งตายในป่าของพวกสัตว์ป่า และมอบคำสั่งสอนอันศักดิ์สิทธิ์ให้แก่ข้า” ชิเอลบอกเล่าเรื่องราวอย่างจริงจังด้วยเสียงอันดัง
“แมวป่าหรือ”
“เจ้าศิลาเทา งูพิษตัวนั้นงั้นหรือ”
พวกกระต่ายพลันปั่นป่วน ดวงตาหยุดอยู่บนร่างของลู่เซิ่งอย่างแตกตื่นสงสัย
“ชิเอล เจ้าไม่ใช่กินหญ้ามากไปเลยหลอนใช่ไหม กระต่ายอย่างพวกเราเนี่ยนะฆ่าเจ้าศิลาเทา แถมยังฆ่าแมวป่าอีก เจ้าจะหาเหตุผลก็หาเหตุผลดีๆ หน่อยเถอะ” กระต่ายตัวเมียตัวหนึ่งเดินออกมากล่าวอย่างเอือมระอา
“มีชา ไม่ใช่เรื่องแต่งนะ ข้าเห็นท่านปราชญ์ฆ่าแมวป่าต่อหน้าต่อตา!” ชิเอลตื่นเต้นเล็กน้อย
“ต่อหน้าต่อตาหรือ” กระต่ายชราที่อยู่หน้าสุดเอ่ยปากแล้ว
“ใช่แล้ว! เรื่องจริง! จริงแท้แน่นอน ศพของแมวป่าตัวนั้นยังอยู่ที่เดิม!” ชิเอลรีบอธิบาย
กระต่ายชราพยักหน้าเล็กน้อย เขาเชื่อว่าชิเอลไม่ได้โกหก แต่เป็นไปได้มากว่าชิเอลอาจถูกหลอก
“ไปดูดีไหม แค่ดูไกลๆ ก็พอ” กระต่ายชราเอ่ยอย่างราบเรียบ
ลู่เซิ่งไม่สนใจการโต้เถียงของพวกมัน เชื่อหรือไม่เชื่อเขาล้วนไม่สนใจ ถ้าหากที่นี่ไม่ราบรื่น อย่างนั้นเขาก็จะไปหาเผ่าอื่น
แม้เขาจะเป็นกระต่าย แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะต้องทำให้กระต่ายยอมรับเท่านั้น
แม้การที่กระต่ายฝูงนี้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มานานได้ จะต้องมีที่พึ่งอย่างแน่นอน แต่ว่าเรื่องพวกนี้ไม่ใช่สิ่งสำคัญสำหรับลู่เซิ่ง
ขณะมองดูกระต่ายฝูงนี้เถียงกันว่าจะต้อนรับผู้มาจากภายนอกอย่างเขาหรือไม่ ในใจก็เริ่มหงุดหงิดอยู่บ้าง
ชิเอลอธิบายซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ยังไม่มีใครยอมเชื่อ ถึงขั้นมีกระต่ายบางตัวเริ่มสงสัยมันว่า มันกับลู่เซิ่งต้องการวางแผนเล่นงานเผ่ากระต่ายมีสติปัญญา
เรื่องนี้ทำให้ชิเอลโกรธจนตาแดงกว่าเดิม
“พอแล้วชิเอล”
ในที่สุดลู่เซิ่งก็ส่งเสียงปราม
“พวกมันไม่ยอมรับคำสอนก็ช่างเถอะ กระต่ายในป่าไม่ได้มีแค่พวกมัน และโชคชะตาก็ไม่ได้ดูแลกระต่ายเผ่าเดียวด้วย”
เขาหมุนตัวเดินไปยังที่ไกล เดิมทีกระต่ายก็ขี้ขลาดอยู่แล้ว กระต่ายที่เหมือนกับชิเอลเป็นพวกแหกคอก การที่กระต่ายตัวที่เหลือแสดงออกอย่างนี้ ความจริงถือเป็นเรื่องสมเหตุสมผลแล้ว
ชิเอลกำลังเถียงกับผู้ชรา พอได้ยินคำพูดของลู่เซิ่งที่อยู่ด้านหลังก็พลันตกใจ หมุนตัวไปก็เห็นลู่เซิ่งจากไปได้ระยะหนึ่งและกำลังจะหายไปในพุ่มไม้พอดี
มันลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็สะกดความคาดหวังและความปรารถนาในใจตัวเองไม่ได้ จึงกัดฟันไล่ตามลู่เซิ่งไป
“ชิเอล! เจ้ากลับมานะ!?” ด้านหลังมีเสียงร้องของกระต่ายตัวเมียดังมา
ชิเอลทำเป็นไม่ได้ยิน ถึงแม้มันจะได้รู้จักลู่เซิ่งแค่ช่วงสั้นๆ แต่มันเชื่อว่านี่คือความหวังของพวกกระต่าย เป็นปราชญ์และเป็นแสงอรุณของพวกกระต่าย!
มันใจกล้ามาโดยตลอด ครั้งนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้นเช่นกัน!
ชิเอลติดตามลู่เซิ่งกับเจ้าเหยิน วิ่งออกมาไกลมากจึงค่อยหยุดลง
“เจ้าตามข้ามาทำไม” ลู่เซิ่งถามอย่างประหลาดใจ
“ท่านปราชญ์...หรือท่านจะไม่ได้นำคำชี้แนะมาให้เผ่ากระต่ายของเรา” ชิเอลคิดเล็กน้อย สุดท้ายก็ถามความสับสนของตัวเอง
“ไม่” ลู่เซิ่งส่ายหน้า “ข้านำคำชี้แนะมาให้ป่าทั้งป่าต่างหาก”
ชิเอลพลันกระจ่างแจ้งบ้างแล้ว...
ต่อจากนั้น มันก็ติดตามลู่เซิ่งไปจนเจอโพรงไม้ที่ถูกทิ้งร้างแห่งหนึ่ง ก่อนจะเข้าไปพัก
เจ้าเหยินรับผิดชอบก่อรัง ส่วนชิเอลรับหน้าที่ระวังภัย ทางลู่เซิ่งพอหิวแล้วก็กินหญ้า พอกระหายก็กินหญ้าเช่นกัน
ตอนนี้เขาฝึกฝนเคล็ดมังกรดำกระตุ้นจิตใจระดับแรกสำเร็จแล้ว ความต้องการอาหารจึงเพิ่มขึ้นมาก เมื่ออาหารที่ต้องการมีมากกว่าก่อนหน้า ทุ่งหญ้าที่อยู่รอบๆ จึงถูกเขากินจนเหี้ยนในเวลาแค่ไม่กี่วัน
ไม่นานนักใบไม้รอบๆ ก็ซวยไปด้วย ยิ่งมายิ่งเหี้ยนเตียน พืชพรรณตอบสนองความต้องการของลู่เซิ่งไม่ทันแล้ว
จนกระทั่งวันที่สามหลังแยกกับเผ่ากระต่ายมา
ลู่เซิ่งยืนเอามือไพล่หลังอยู่ข้างหน้าต่างในโพรงไม้ เขาเจาะหน้าต่างนี้ขึ้นเพื่อระบายอากาศ นอกจากนี้ยังได้กำหนดให้กระต่ายสองตัวขับถ่ายบนสถานที่ที่กำหนดไว้ เพื่อป้องกันกลิ่นปัสสาวะของกระต่ายที่เหม็นหึ่งและเหม็นสาบจนทนไม่ไหวด้วย
‘ร่างกายปรับตัวได้พอประมาณแล้ว ควรดำเนินขั้นต่อไปสักที’ ร่างกายของเขาในตอนนี้ปรับตัวเข้ากับเคล็ดมังกรดำกระตุ้นจิตใจระดับแรกได้อย่างสมบูรณ์แล้ว จึงเริ่มยกระดับไปยังขอบเขตต่อไปได้แล้ว
ตอนนี้ชิเอลเฝ้าอยู่ด้านนอก ส่วนเจ้าเหยินหลับอุตุอยู่ในรังหญ้าที่อยู่ไม่ไกลออกไป
‘ดีปบลู’
ลู่เซิ่งเรียกเครื่องมือปรับเปลี่ยนออกมาเงียบๆ อินเตอร์เฟสสีฟ้าปรากฏขึ้นด้านหน้าเขา
[เคล็ดมังกรดำกระตุ้นจิตใจ: ระดับที่หนึ่ง (คุณสมบัติพิเศษ: พละกำลังพื้นฐานเพิ่มขึ้นหนึ่งขั้น, พลังระเบิดเพิ่มขึ้นหนึ่งขั้น, เลือดลมพื้นฐานเพิ่มขึ้นหนึ่งขั้น)]
จากนั้นลู่เซิ่งก็กดปุ่มปรับเปลี่ยนพร้อมกับเพ่งสมาธิ
‘ยกระดับเคล็ดมังกรดำกระตุ้นจิตใจถึงระดับที่สอง’
กรอบพร่ามัวอีกรอบ ลู่เซิ่งสัมผัสได้ว่าขนาดร่างกายของตัวเองเริ่มขยายใหญ่ขึ้น
กระแสความอบอุ่นจำนวนมากแผ่ขยายและเดือดพล่านไปทั่วร่างกายของเขา ขนของเขายาวและแวววาวขึ้นเรื่อยๆ
ร่างกายที่มีขนาดเท่าหนึ่งฝ่ามือในตอนแรกกลายเป็นขนาดเท่าสองฝ่ามือ
การยกระดับครั้งนี้รวดเร็วมาก
กระแสความอบอุ่นคงอยู่สักพักถึงค่อยจบลง กรอบชัดเจนขึ้นอย่างรวดเร็ว
ลู่เซิ่งมองกรอบอีกรอบหนึ่ง
[เคล็ดมังกรดำกระตุ้นจิตใจ: ระดับที่สอง (คุณสมบัติพิเศษ: พละกำลังพื้นฐานเพิ่มขึ้นสองขั้น, พลังระเบิดพื้นฐานเพิ่มขึ้นสองขั้น, เลือดลมพื้นฐานเพิ่มขึ้นสองขั้น)]
ควับ!
ลู่เซิ่งสะบัดขาเพื่อทดลองความเร็วดู
ขากระต่ายสีเทาทิ้งร่องรอยอันแจ่มชัดสายหนึ่งไว้กลางอากาศเพียงพริบตาหนึ่ง รอยขาที่ลึกหลายเซนติเมตรสายหนึ่งปรากฏขึ้นบนผนังด้านในโพรงไม้ด้านหน้าอย่างแจ่มชัด
‘ไม่ติดขัดอะไรเลย แถมยังมีแรงเยอะกว่าก่อนหน้านี้ไม่น้อยด้วย’ ลู่เซิ่งค่อนข้างพอใจ ครั้งนี้ร่างกายคล้ายปรับตัวได้ไม่น้อยแล้ว บางทีอาจเป็นเพราะการยกระดับครั้งแรกจำเป็นต้องฝึกวรยุทธ์ที่เหมาะกับกระต่าย ดังนั้นเลยเสียเวลานานขนาดนั้น
ครั้งนี้กลับเร็วขึ้นมากแล้ว
ลู่เซิ่งคาดเดาว่า อาจจะเป็นเพราะเครื่องมือปรับเปลี่ยนจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนมรรคายุทธ์ที่มีให้คนใช้อย่างเคล็ดมังกรดำกระตุ้นจิตใจมาให้กระต่ายใช้ในการยกระดับครั้งแรก เลยต้องใช้เวลานานโข
แต่ครั้งนี้กลับแตกต่างออกไปแล้ว
‘ในเมื่อรับได้ อย่างนั้นก็ยกระดับอีกขั้นดู’
คิดได้ก็ทำทันที
เขารวบรวมสมาธิอย่างรวดเร็ว แล้วเริ่มยกระดับเคล็ดวิชาอีกครั้ง ใช้เวลาครู่เดียว ในที่สุดเคล็ดมังกรดำกระตุ้นจิตใจก็ยกระดับถึงระดับที่สาม
[เคล็ดมังกรดำกระตุ้นจิตใจ: ระดับที่สาม (คุณสมบัติพิเศษ: พละกำลังพื้นฐานเพิ่มขึ้นสามขั้น, พลังระเบิดพื้นฐานเพิ่มขึ้นสามขั้น, เลือดลมพื้นฐานเพิ่มขึ้นสามขั้น)])]
หลังจากมาถึงระดับสาม ลู่เซิ่งก็สัมผัสได้อย่างเลือนรางว่าตนเข้าใจกฎและธรรมชาติของโลกใบนี้มากขึ้นกว่าเดิม
ถึงอย่างไรการเรียนรู้มรรคายุทธ์ของเครื่องมือปรับเปลี่ยนก็คือการใช้จิตวิญญาณของตัวเขาในการเรียนรู้ เขาจึงเข้าใจกระบวนการได้อย่างชัดเจนในทุกๆ ครั้งที่ยกระดับ
นี่เดิมทีเป็นการใช้ความรู้และประสบการณ์ของเขาในการฝึกฝน
หลังจากมาถึงระดับที่สามของเคล็ดมังกรดำกระตุ้นจิตใจ ลู่เซิ่งก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่ากฎเกณฑ์ของที่นี่กดดันร่างหลักน้อยลงบางส่วน
‘หลังผ่านช่วงนี้ไป ก็เหมือนจะใช้แก่นหยางได้แล้ว ยังมีวิชาปลูกถ่ายอีก...ทักษะที่มีคุณสมบัติผ่าตัดพวกนี้จำเป็นต้องรู้จักโครงสร้างของสิ่งมีชีวิตทางกายวิภาคถึงจะปรับตัวได้ นอกจากนี้ด้ายกระตุ้นวิญญาณก็เป็นสาขาของเลือดลม เลยใช้ได้บางส่วน นี่กลับเป็นข่าวดี...พืชไม่พอให้เรากินพอดี’
เลือดลมเป็นพลังงานสำหรับการใช้งานในระดับต่ำสุดของโลกทุกใบ แต่เป็นเพราะอยู่ในระดับต่ำสุดและตื้นเขินนี่เอง จึงปรับตัวได้ง่ายที่สุด
โลกหลายใบใช้กฎจำนวนไม่น้อยในเส้นทางเลือดลมได้ กลับกันพวกสุดยอดวิชาที่มีความเฉพาะตัวสูงๆ ดันปรับตัวได้แย่ จึงจำเป็นต้องใช้เวลามากมายในการปรับปรุง
ขอบเขตวิชาระดับที่สามทำให้ลู่เซิ่งตัวใหญ่เป็นสามเท่าของก่อนหน้า
เขาในตอนนี้ตัวใหญ่เท่าลูกแมวแล้ว
ทว่าพละกำลังของเขากลับเป็นสองเท่าของแมวป่าในตอนนั้น
พลังแบบนี้ กอปรกับขอบเขตประสบการณ์การต่อสู้ของลู่เซิ่งเอง แทบกล่าวได้ว่าเขาสามารถเอาชนะทุกอย่างในป่าได้แล้ว
ดังนั้นลู่เซิ่งจึงเริ่มแผนการของเขาอย่างรวดเร็ว
...
บรู๊ว!
เสียงหมาป่าหอนที่เสียดหูดังสลับกันอยู่ในป่าอย่างต่อเนื่อง
ลู่เซิ่งค่อยๆ ออกจากสมาธิ ตอนนี้เขานั่งขัดสมาธิอยู่บนคาคบของต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เพื่อรอคอยการเคลื่อนไหวต่อไปอย่างสงบ
ชิเอลกับเจ้าเหยินไม่ได้ตามมาด้วย พวกเขามีพลังอ่อนแอเกินไป ตามมาด้วยก็รังแต่จะเป็นตัวเกะกะ ครั้งนี้ลู่เซิ่งจึงคิดจัดการตามลำพัง
ในป่าของคืนที่มืดมิด ดวงตาของกระต่ายสมควรมองไม่เห็นสิ่งใด ความจริงสายตาของกระต่ายแย่มากๆ เพราะพวกมันสายตายาวโดยกำเนิด หนำซ้ำยังไม่เห็นภาพสามมิติ หากมองทุกอย่างแบนราบไปหมด
นี่เป็นเพราะสายตาของพวกมันไม่ได้ตัดสลับกัน ทำให้พวกมันกะระยะไม่ได้
แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีความหมายสำหรับลู่เซิ่ง เลือดลมอันยิ่งใหญ่พลิกม้วนอยู่ในตัวเขา ทำให้ความสามารถของร่างกายในการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของเขาในตอนนี้แข็งแกร่งสุดขีด การมองระยะใกล้และการมองเป็นแนวระนาบของดวงตาต่างก็ได้รับการยกระดับปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วจากการทะลักไหลของเลือดลมเช่นกัน
..............................................
นี่เป็นเพราะเลือดลมยิ่งใหญ่เกินไป บวกกับพละกำลังที่เครื่องมือปรับเปลี่ยนยกระดับอย่างรวดเร็ว
ลู่เซิ่งในตอนนี้ นอกจากมองเพื่อกะระยะไม่ได้แล้ว ที่เหลือล้วนไม่แตกต่างจากดวงตาของมนุษย์ธรรมดา
ถึงอย่างไรเขาก็ไม่คิดจะใช้ร่างกายร่างนี้นานๆ อยู่แล้ว ครั้งนี้ความคิดของเขาคือรีบสะสางผลกรรมและรีบกลับ
ดังนั้นข้อด้อยแค่นี้จึงไม่สำคัญ เนื่องจากเขาใช้ประสาทการฟังและความรู้สึกสัมผัสชดเชยได้อย่างสมบูรณ์ ความได้เปรียบของกระต่ายอยู่ที่มีประสาทการฟังที่แข็งแกร่งโดยกำเนิด
บรู๊ว!
เสียงเห่าหอนเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ เงาหมาป่าหลายสายเริ่มผลุบโผล่ขึ้นในพงหญ้าด้านล่าง
ฝูงหมาป่ากำลังรวมตัวกัน
ลู่เซิ่งกลับไม่เคลื่อนไหวแม้แต่น้อย ยังคงรอต่อไป
งูหลามสีดำตัวหนึ่งเลื้อยขึ้นต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกลอย่างรวดเร็ว สายตากวาดมาทางเขา พลันรู้สึกผิดปกติเล็กน้อย จึงเหลียวดูเขาไปมา
‘กระต่าย? กระต่ายปีนต้นไม้ได้หรือ ข้าน่าจะตาฝาด’
เซนดาผู้เป็นงูหลามส่ายศีรษะ แล้วเลื้อยเข้าหากระรอกตัวหนึ่งที่กำลังโดดเหยงๆ อยู่บนยอดไม้อีกแห่งหนึ่ง
เทียบกับลู่เซิ่งที่ไม่เคลื่อนไหวแล้ว เขาสนใจกระรอกที่กระโดดไปกระโดดมามากกว่า
เซนดามีร่างกายใหญ่มาก กระรอกตัวหนึ่งเป็นได้แค่ของว่างสำหรับเขาเท่านั้น ร่างกายมหึมาที่ยาวสิบกว่าเมตรของเขา ต่อให้อยู่บนต้นไม้โบราณก็เป็นสัตว์ยักษ์ตัวหนึ่ง
เวลานี้เขาเลื้อยคดเคี้ยวไปตามลำต้น แค่มองดูไกลๆ ก็สัมผัสความรู้สึกถึงพละกำลังอันยืดหยุ่นที่ลื่นไหลและสมส่วนได้แล้ว
ร่างกายที่ใหญ่เท่าแขนท่อนปลายของมนุษย์ผู้ใหญ่ขยับเขยื้อนไปตามลำต้นอย่างต่อเนื่อง
ลู่เซิ่งไม่ได้สนใจมัน หากจ้องมองฝูงหมาป่าด้านล่างต่อไป
หมาป่าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว
ไม่นานนัก หมาป่าตัวเขื่องที่มีขนเป็นสีเทาอมดำตัวหนึ่งก็เดินออกมาจากฝูงอย่างช้าๆ
มันคือราชาหมาป่าแอนดี้
ชื่อนี้มันได้ยินมาจากมนุษย์ที่เข้ามาในป่า รู้สึกฟังเข้าท่า เลยเอามาตั้งเป็นชื่อของตัวเอง
แอนดี้ตัวใหญ่เป็นห้าเท่าของหมาป่าตัวอื่น เมื่อบวกรวมกับหางแล้ว ตัวมันยาวเกือบสองเมตร ขนทั่วร่างปุกปุยอ่อนนุ่ม แถมยังสะอาดและเป็นระเบียบ มองดูก็รู้ว่ามีรูปลักษณ์ไม่เลว
คืนนี้พวกมันมารวมตัวกันเพื่อจับกลุ่มล่าฝูงควายที่อยู่ใกล้ๆ เวลากลางดึกเป็นเวลาที่แอนดี้ชอบมากที่สุด
บรู๊ว!
มันเริ่มอธิบายกฎของครอบครัวเสียงดัง พวกมันคือเผ่าหมาป่า เป็นครอบครัวใหญ่ที่มีความเป็นเอกภาพมากที่สุด พลังของกลุ่มทำให้พวกมันไม่ต้องเกรงกลัวคู่ต่อสู้ตัวไหน เสือเหรอ หมีเหรอ จระเข้เหรอ ล้วนไม่ต้องกลัว
พวกมันเป็นราชาอย่างสมศักดิ์ศรีในพื้นที่แห่งนี้!
การบรรยายกฎครอบครัวเป็นเรื่องที่ต้องทำทุกครั้งก่อนออกศึก และเป็นขั้นตอนที่แอนดี้ใช้ประกาศศักดา
เสียงรอบๆ ต่างเงียบลง หมาป่าทุกตัวต่างหมอบร่างลงเพื่อฟังคำสั่งสอนของราชาหมาป่า
การลอบโจมตีในครั้งนี้จะต้องรักษาเป็นความลับอย่างเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นหากฝูงควายรู้ตัว ครั้งนี้พวกมันจะไม่เพียงหาอาหารไม่ได้ ยังอาจจะเกิดการบาดเจ็บล้มตายด้วย
ลู่เซิ่งรอคอยเงียบๆ โดยไม่ขยับเขยื้อน
คำสั่งสอนของราชาหมาป่าใกล้จะจบลงแล้วตามเวลาที่ผ่านไป เสียงฮือๆ ทุ้มต่ำค่อยๆ กลายเป็นสั้นกระชั้นอย่างช้าๆ
แกรก
อยู่ๆ เสียงกิ่งไม้เขย่าที่ดังมากก็ลอยมาจากด้านข้างลู่เซิ่งไม่ไกล
“ใครกัน!?” แอนดี้พลันเงยหน้ามองต้นไม้ที่ลู่เซิ่งอยู่
ลู่เซิ่งขมวดคิ้วพลางเบือนหน้าไปมองต้นเสียง งูหลามเซนดาโจมตีกระรอกไม่โดน กำลังจับจ้องมองกระรอกที่หนีรอดไปตาเป็นมันอยู่
แต่ไหนแต่ไหร่มาพวกงูจะเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบ การที่ไม่ถูกพบตัวจึงเป็นเรื่องปกติ ขณะนี้มันกำลังจะทำการโจมตีครั้งที่สอง แต่ลู่เซิ่งกลับจับจ้องมันไว้
ความรู้สึกถึงอันตรายสุดบรรยายที่น่าขนลุกขนพองบังเกิดในใจเซนดา มันไม่ได้เจอความรู้สึกแบบนี้มานานมากแล้ว
นับตั้งแต่มันตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ สิ่งมีชีวิตที่มอบความรู้สึกถึงอันตรายแบบนี้ให้แก่มันได้ในบริเวณใกล้ๆ นี้ก็เหลืออยู่น้อยนิดเต็มที
“เจ้า” ลู่เซิ่งยื่นขาออกไปชี้ที่เซนดา “ลงไป”
เซนดาค่อยพบว่าไม่ไกลออกไปมีกระต่ายตัวหนึ่งนั่งอยู่จริงๆ!?
“ฟ่อ?” มันไม่เข้าใจความหมายที่ลู่เซิ่งพูด มันไม่ใช่พวกมีสติปัญญาที่พูดได้ เป็นเพียงสัตว์ป่าธรรมดาเท่านั้น
แต่ตอนนี้ต่อให้เซนดาจะลงไปก็สายไปเสียแล้ว
ราชาหมาป่าแอนดี้เดินมาถึงใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นนี้และเงยหน้ามองพวกเขาอยู่
“กระต่ายเหรอ เจ้าก็คือกระต่ายที่ยืนสองขาตัวนั้นสินะ ข้าเคยได้ยินเรื่องของเจ้ามาก่อน” เห็นได้ว่าแอนดี้เป็นพวกมีสติปัญญา จึงพูดได้คล่อง
“ช่างเถอะ”
เห็นดังนั้นลู่เซิ่งก็ไม่ซ่อนตัวอีกต่อไป
เขากระโดดลงจากคาคบ แล้วนั่งอย่างมั่นคงบนพื้นหญ้าด้านหน้าแอนดี้
การเคลื่อนไหวหมดจด ทั้งยังดูทรงพลังอย่างบรรยายไม่ถูกด้วย
แอนดี้ขมวดคิ้ว “กระต่ายประหลาด เจ้าไม่กลัวเหรอ รอบๆ ตัวเจ้ามีหมาป่ามากกว่าสองร้อยตัว พวกมันทุกตัวล้วนแข็งแกร่งกว่าเจ้าหนังเทาแมวป่าที่เจ้าฆ่าทิ้งไป”
“กลัวหรือ” ลู่เซิ่งส่ายหน้า “ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อทะเลาะกับเจ้า แต่มาเพื่อตักเตือนเจ้าต่างหาก”
ตักเตือนข้าหรือ” แอนดี้งุนงง นึกไม่ถึงว่าจะได้ยินเรื่องน่าขำแบบนี้ กระต่ายตัวหนึ่งมาเพื่อตักเตือนราชาหมาป่าแอนดี้อย่างนั้นหรือ
“เจ้าจะตักเตือนอะไรข้า” มันกลั้นหัวเราะและกล่าวอย่างผ่อนคลาย
ลู่เซิ่งหยีตา
“ข้านำการชี้แนะแห่งโชคชะตามาตักเตือนเจ้า ว่าอย่าดำเนินการฆ่าที่ไร้ความหมายอีกเลย”
“หือ” แอนดี้หัวเราะ “แล้วทำไมข้าต้องฟังเจ้าด้วย เจ้าก็แค่...กระต่ายตัวหนึ่งเท่านั้น”
เขาเดินวนรอบลู่เซิ่ง ดวงตาฉายความมุ่งร้ายและความคิดฆ่าฟันออกมา
ทว่าไม่นานนัก หญ้าสีเขียวที่นุ่มนิ่มก็ถูกส่งไปถึงด้านหน้าเขา
“ลองดูสิ” ลู่เซิ่งยืนอยู่ด้านหน้าเขาด้วยสีหน้าจริงใจ “สิ่งที่จะเกิดขึ้นเพราะการกินเนื้อมีแต่การทำร้ายกันและกัน มีแต่การกินหญ้าเท่านั้นถึงจะขจัดความแค้น และทำให้ทุกชีวิตเกิดความเสมอภาคได้”
แอนดี้มองลู่เซิ่งเหมือนคนเป็นโรคประสาท
หมาป่าที่อยู่รอบๆ ชมดูเหตุการณ์นี้ด้วยสายตาแปลกประหลาด
“เจ้า...จะให้ข้า...กินหญ้างั้นเหรอ?!” แอนดี้ลืมตาโต เหมือนพบเรื่องที่น่าขำที่สุด
“กินเถอะ” ลู่เซิ่งยื่นหญ้าเข้าไปใกล้อีกนิด “พอกินแล้วเจ้าก็จะเข้าใจสาเหตุที่ข้าทำแบบนี้เอง”
หญ้าเส้นนี้เป็นหญ้าพิเศษที่เขาสร้างขึ้นโดยผสมเนื้อของเชื้อราชนิดหนึ่งเข้าไปผ่านด้ายกระตุ้นวิญญาณ ให้ความรู้สึกสัมผัสเหมือนเนื้อ ทั้งยังมีโภชนาการเต็มเปี่ยม ควรจะตอบสนองความต้องการของสัตว์กินเนื้อได้มากพอ
แอนดี้มองหญ้าเขียวที่ลู่เซิ่งส่งให้
ผัวะ
มันยื่นขาออกมาปัดหญ้ากระเด็นออกไป หญ้าสีเขียวมรกตถูกขย้ำจนแหลกเละและกระจายเต็มพื้นด้านข้าง
“ฮ่าๆๆๆ! น่าขำจริงๆ! กระต่ายตัวเดียวกลับกล้ามาเกลี้ยกล่อมให้ราชาหมาป่าแห่งเผ่าหมาป่ากินหญ้างั้นเหรอ!?” แอนดี้หัวเราะลั่นอย่างอดไม่ได้
ลู่เซิ่งค้างอยู่ในท่ายื่นหญ้า เพียงแต่สายตาค่อยๆ ล้ำลึกขึ้น
“ดูเหมือนเจ้าจะปฏิเสธความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ของโชคชะตาแล้ว”
เขาลุกขึ้นยืนพร้อมกับทิ้งเศษหญ้าที่เหลือในมือทิ้ง
“โชคชะตาหรือ ความปรารถนาหรือ กระต่ายโง่เง่าเอ๋ย สิ่งที่เจ้าต้องพิจารณาในตอนนี้คือจะหนีจากที่นี่อย่างไรต่างหาก...”
พรวด!
แอนดี้ยังพูดไม่ทันจบ ก็กระอักเลือดออกมา ร่างกระเด็นออกไปเหมือนถูกรถไฟชนใส่ ตีลังกาพร้อมกับกระแทกใส่ต้นไม้หยาบใหญ่ด้านหลัง
เปรี้ยง!
เกิดเสียงดังสนั่น ใบไม้พากันร่วงลงมา
“ความปรารถนาของโชคชะตายิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้” ลู่เซิ่งชักฝ่ามือขวากลับมาพร้อมกับเดินเข้าหาแอนดี้ที่ล้มอยู่
“เจ้าหมาป่าน้อยโง่เง่าเอ๋ย ถึงกับกล้าปฏิเสธโชคชะตา จงดู นี่คือการจัดการของโชคชะตา”
ลู่เซิ่งจับขนบนศีรษะของแอนดี้ และยกหัวมันขึ้นมา
แอนดี้โต้ตอบไม่ถูกอยู่ชั่วขณะ เมื่อครู่มันถูกอะไรกระแทกใส่กัน มันไม่รู้
แต่จะต้องเป็นฝีมือของกระต่ายตัวนี้แน่!
“ฆ่ามันซะ!” แอนดี้ขู่คำรามอย่างสับสน
ตอนแรกฝูงหมาป่าที่อยู่รอบๆ งุนงง จากนั้นก็อดกลั้นไม่ไหวอีกต่อไป พากันคำรามอย่างโกรธแค้น แล้วพุ่งเข้าหาลู่เซิ่งที่อยู่ตรงกลางหลายตัว
“ผู้ที่ไม่กินหญ้า ล้วนต้องตาย!” ลู่เซิ่งคำรามขึ้นเช่นกัน เลือดลมทั่วร่างพลิกม้วน ปุ่มกล้ามเนื้อจำนวนมากเคลื่อนไหวใต้ผิวของเขา ร่างกายขยายใหญ่ขึ้นด้วยความเร็วสูง พริบตาเดียวก็เปลี่ยนจากลูกแมวกลายเป็นแมวป่า
แต่ว่าเมื่อเทียบกับแมวภูเขาแล้ว เขาในตอนนี้เป็นผลรวมของกล้ามเนื้อที่น่ากลัวดุร้ายกลุ่มหนึ่ง
ขนสีเทาถูกกล้ามเนื้อสีแดงเข้มดึงสายตาไป ครู่เดียวลู่เซิ่งก็ตัวใหญ่เท่าหมีสีเทาขนาดย่อมๆ ตัวหนึ่งแล้ว
ถ้าไม่ใช่เพราะหูที่เขาเก็บไว้ด้านหลังยาวพอ หมาป่าที่อยู่รอบๆ คงไม่มีตัวไหนคิดว่าเขาเป็นกระต่าย
โครม!
ลู่เซิ่งสะบัดแขนทิ้งแอนดี้ไป แล้วต่อยหมัดใส่เอวของหมาป่าตัวหนึ่งที่พุ่งเข้ามา
พละกำลังอันมหาศาลตามมาด้วยพลังระเบิดที่น่ากลัว พริบตาเดียวก็เกิดเสียงกระดูกถูกกระแทกหักดังมา
“โชคชะตาบอกให้พวกเจ้ากินหญ้า! พวกเจ้ากลับไม่กินเหรอ!? หาที่ตาย!”
ลู่เซิ่งกำลังแสดงตัวอย่างให้ป่าทั้งป่าให้เห็นโดยการเชือดหมาป่าให้ลิงดู!
เขาเบี่ยงตัว หมาป่าสองตัวจึงชนใส่กันเองกลางอากาศ จากนั้นก็ถูกเขาฟาดล้มกับพื้น หัวกะโหลกยุบ ใกล้ตายอยู่รอมร่อ
ลู่เซิ่งสืบเท้าไปด้านหน้าอีกก้าว แล้วต่อยหมัดที่ใหญ่กว่าศีรษะของตัวเองสองเท่ากว่าๆ ออกมาใส่หัวหมาป่าที่กำลังพุ่งเข้ามา
เปรี้ยง!
ไขสมองไหลออกมา
“พวกเจ้าล้วนเป็นผู้ต่อต้านโชคชะตา!” ลู่เซิ่งแผดเสียงพร้อมพุ่งตัวออกไป ทุกครั้งที่ตะปบขาใส่ล้วนมีหมาป่าถูกฆ่า
พละกำลังอันมหาศาลของเขาแทบจะตายเมื่อโดนกระแทกใส่ แทบพิการเมื่อโดนถากๆ
พอหมาป่าธรรมดาจับตัวเขา ก็จะถูกกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งเหี้ยมหาญป้องกันไว้ ได้แต่สร้างบาดแผลตื้นๆ บนผิว แม้แต่เลือดก็ไม่ไหลสักหยด
แอนดี้มองดูอยู่ด้านข้างอย่างอ้าปากตาค้าง
เพียงไม่กี่นาทีสั้นๆ ก็มีหมาป่าอย่างน้อยมากกว่าร้อยตัวถูกลู่เซิ่งตะปบข่วนจนตายคาที่ หมาป่าที่เหลือคิดจะใช้กลยุทธ์ล้อมจับ แต่ว่าความเร็วที่ระเบิดในพริบตากลับไม่สูงเท่าลู่เซิ่ง เลยถูกฆ่าไปสิบกว่าตัวในชั่วอึดใจ
“เป็น...เป็นไปไม่ได้...นี่ไม่ใช่ความจริง!?” เขาพึมพำ นี่มันกระต่ายอุบาทว์อะไรกัน?!
บรู๊ว!
เสียงเห่าหอนน่ากลัวดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หมาป่าสองร้อยกว่าตัวในตอนแรกเหลือแค่พวกหมาป่าที่ชรา อ่อนแอ พิการ และอมโรคแค่สิบกว่าตัวตามเวลาที่ผ่านไป
พวกมันคอยปกป้องแอนดี้ พร้อมทั้งจ้องมองกระต่ายสีเทาที่ยืนอยู่กลางกองเลือดและซากศพจำนวนมากด้วยความระมัดระวัง ระคนตกตะลึง
กระต่ายแค่ตัวเดียว...กระต่ายตัวเดียว...กลับฆ่าสมาชิกมากกว่าครึ่งของพวกมันจนเหี้ยน
นี่มันกำลังฝันไปชัดๆ!
แอนดี้รู้สึกเหลือเชื่อ หมาป่าตัวอื่นๆ ก็รู้สึกเหลือเชื่อเช่นกัน พวกมันต่างพยายามกัดลิ้นเพื่อใช้ความเจ็บปวดพิสูจน์ว่าทุกสิ่งนี้เป็นความฝันของพวกมัน
ทว่าสิ่งที่น่าเสียดายก็คือ แม้จะกัดลิ้นจนเลือดออกแล้วก็ยังเห็นฉากหน้ากลัวตรงหน้าอยู่ดี
“เห็นหรือยัง เป็นเพราะพวกเจ้าไม่กินเนื้อ พละกำลังของพวกเจ้าถึงได้อ่อนแอขนาดนี้” ลู่เซิ่งเอ่ยเบาๆ “ข้าใช้แค่หมัดก็ต่อยพวกเจ้าทุกตัวจนตายได้แล้ว”
“ไม่กินโว้ย! พวกเรา...ไม่มีแรงอยู่แล้วต่างหาก!” แอนดี้ฝืนยันร่างขึ้น มันถูกลู่เซิ่งฟาดใส่จนงุนงงตั้งแต่แรก ตอนนี้ยังไม่ได้สติดี สมองคงได้รับความกระทบกระเทือนแล้ว
แอนดี้ในตอนนี้จ้องมองลู่เซิ่งด้วยสายตาเคียดแค้น
“ไม่” ลู่เซิ่งโต้ “เนื้อสร้างมลทินให้แก่กายเนื้อของพวกเจ้าต่างหาก”
เขากวาดตามองหมาป่าที่เหลืออยู่ทีละตัวๆ
“พวกเจ้ามีแรงเท่าควายหรือไม่”
“...”
“แข็งแกร่งเท่าวัวป่าไหม”
“...” วัวป่าโตเต็มวัยสามารถขวิดหมาป่าตายได้
“ยิ่งอย่าว่าแต่ยีราฟกับช้าง อย่างนั้น พวกเจ้ารู้เหตุผลไหม” ลู่เซิ่งถามเสียงแผ่วต่ำ
“...”
“เป็นเพราะพวกเจ้ากินเนื้อยังไงเล่า!” ลู่เซิ่งชี้ไปที่แอนดี้พร้อมกล่าวเสียงดัง “เพื่อกินเนื้อ พวกเจ้าจะต้องตามล่าสัตว์ตัวอื่นจนเสียพลังงานเป็นจำนวนมาก ส่วนการกินหญ้านั้น เจ้าแค่จำเป็นต้องหาสถานที่เพื่อหมอบลงเท่านั้น เจ้าจะกินตรงไหนก็ได้ ทั้งไม่เสียพลังงาน ทั้งไม่ต้องแก่งแย่ง แถมยังเพลิดเพลินกับทุกสิ่งและเพิ่มแรงได้อย่างสงบ”
ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างเชื่องช้า
“อยางนั้นพวกเจ้ายังมีเหตุผลอะไรที่จะไม่กินหญ้าอีกเล่า”
พวกหมาป่ามีสติปัญญาต่ำอยู่แล้ว แอนดี้เองก็มีความรู้จำกัดเช่นกัน จึงไม่ทราบว่าควรโต้เถียงอย่างไรดี ได้แต่มองดูลู่เซิ่งอย่างมึนงงง รู้สึกว่าสิ่งที่เขาพูดเหมือนจะมีเหตุผลจริงๆ
..............................................
บรู๊ว...
“มันฆ่าพวกเราไปตั้งมากมาย ยังคุยไร้สาระกับมันอีกทำไม! บุก ! บุกสิ!” แอนดี้ที่ได้สติกลับมาแผดเสียง ก่อนจะพุ่งเข้าใส่
เผ่าถูกทำลายเกือบหมด ตอนนี้มันพุ่งเข้ามาโดยมีความคิดตายแล้ว
มันไม่เคยกลัวตาย เทียบกับความตายแล้ว มันให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีมากกว่า
มันคือราชาหมาป่า! แอนดี้ราชาหมาป่า!
ต่อให้เผชิญหน้ากับเสือดำ เผชิญหน้ากับสิงโต เผชิญหน้ากับจระเข้...เปรี้ยง!
หลังเกิดเสียบทึบดังขึ้น โลกก็เงียบสงัดลง
ลู่เซิ่งฟาดศีรษะของแอนดี้ พละกำลังที่บ้าคลั่งและน่ากลัวระเบิดอย่างรุนแรง เพียงแค่พริบตาเดียว กะโหลกของหมาป่าก็ระเบิดเหมือนกับแตงโม ของสีแดงสีขาวกระเด็นเต็มพื้น
หมาป่าที่เหลือตามไปไม่ทัน การสังหารของลู่เซิ่งเมื่อก่อนหน้านี้ได้สร้างความตกตะลึงให้แก่พวกมันแล้ว ความใจร้อนของราชาหมาป่าแอนดี้ในตอนสุดท้ายเป็นแค่การดิ้นรนครั้งสุดท้ายเท่านั้น
โครม
ศพของแอนดี้ร่วงลงบนพื้น
ลู่เซิ่งสะบัดเลือดบนขา แล้วมองไปยังหมาป่าที่เหลือ
“เอาตัวที่พูดได้มา”
หมาป่าที่เหลือปั่นป่วนครู่หนึ่ง ไม่นานนัก หมาป่าชราสีดำที่ผอมจนกระดูกโผล่ก็เดินออกมา
“ข้าคือลูสราชาหมาป่ารุ่นก่อน” หมาป่าชราสีดำมองแอนดี้แวบหนึ่งอย่างเจ็บปวด “ท่านยังมีคำสั่งใด”
ลู่เซิ่งเพียงคิดจะข้ามโลกนี้ไปเร็วๆ เท่านั้น ตอนนี้บรรลุเป้าประสงค์แสดงศักดาแล้ว เขาจึงคร้านจะฆ่าให้หมดสิ้น
“พวกเจ้า ถ้าหากไม่ยอมทำตามข้าก็จงจากไปเองซะ เลือกเถอะ” เขาเอ่ยอย่างราบเรียบ “ในป่าผืนนี้ไม่ต้องการพวกที่ไม่กินหญ้า”
หมาป่าทั้งฝูงไร้คำพูด หมาป่าไม่กินเนื้อ กินหญ้าแล้วจะรอดเหรอ ไม่เคยมีใครทดลองมาก่อน
ไม่นานนัก หมาป่าที่เหลือก็มีสามตัวที่เลือกทำตามลู่เซิ่ง ส่วนที่เหลือเลือกจากไป
ลู่เซิ่งกลับค่อนข้างประหลาดใจ เดิมทีนึกว่าคงไม่มีสักตัวเดียว สุดท้ายกลับมีเข้าร่วมถึงสามตัว
สิ่งที่น่าเสียดายก็คือ สามตัวนี้เป็นเพียงสัตว์ป่าธรรมดา ไม่ใช่พวกมีสติปัญญา พวกมันยอมสยบเพราะพลังต่อสู้อันแข็งแกร่งของลู่เซิ่งเท่านั้น จึงไม่ยอมไปที่อื่น
การจัดการเผ่าหมาป่าที่เป็นผู้ปกครองในยุคนี้ปิดม่านลงอย่างสะดวกสบาย จากนั้นลู่เซิ่งก็พาหมาป่าสามตัวไปหาเจ้าเหยินกับชิเอล
พอกระต่ายสองตัวเห็นลู่เซิ่งจับหมาป่าสามตัวมารับใช้ได้ ต่างก็ตกใจจนตัวสั่น
นี่มันหมาป่าเชียวนะ!
หมาป่าที่แค่ตะปบทีเดียวก็กำจัดพวกเขาได้แล้ว ตอนนี้กลับมีถึงสามตัวยินยอมเข้ามาอยู่ใต้อาณัติของลู่เซิ่ง นี่มันเรื่องน่าเหลือเชื่อโดยแท้
และนี่ยังเป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้น ไม่นานนัก หลังจากที่ทราบข่าวสะเทือนฟ้าดินนี้แล้ว ในที่สุดชื่อเสียงของลู่เซิ่งก็กระจายออกไป นี่เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เขายอมปล่อยหมาป่าที่เหลือไป
เช้าตรู่วันต่อมามีกวางซิกามาขออยู่ใต้อาณัติของลู่เซิ่ง ถ้าหากบอกว่ากวางซิกาไม่ได้มีพลังอะไรนัก อย่างนั้นสมาชิกฝูงถัดมาก็ได้เพิ่มบารมีให้แก่ลู่เซิ่งอย่างแท้จริง
ลิงบาบูนหน้าผีฝูงหนึ่งซึ่งมีจำนวนเกือบสามสิบกว่าตัวก็มาขอเข้าร่วมสังกัดของลู่เซิ่ง
...
พริบตาเดียวก็ผ่านไปสองวันกว่าๆ
ในโพรงไม้ใหญ่
“ลองดูเถอะ”
ลู่เซิ่งมองดูกวางตัวผู้ หัวหน้าลิงบาบูน หมาป่าลูส รวมถึงกระต่ายชิเอลที่แยกกันยึดโพรงไม้ไว้ตัวละมุม
หญ้าที่มีลักษณะพิเศษเล็กน้อยกำหนึ่งวางอยู่ด้านหน้าพวกมัน
กวาง ลิงบาบูน และชิเอลกลับก้มหน้าพิจารณาอย่างละเอียโดยไม่คิดอะไร จากนั้นก็ค่อยๆ ดึงออกมากินสองสามเส้น
ทว่าหมาป่าลูสกลับทำหน้าขื่นขมขณะยื่นขาไปหยิบมานิดหน่อย ก่อนจะก้มหน้าแล้วใช้ปากเคี้ยว มันเป็นหมาป่าชราที่ผอมโซตัวนั้น ภายหลังตามมาเข้าร่วมสังกัดของลู่เซิ่งอีกครั้ง
สัตว์ที่นั่งอยู่รอบๆ หญ้าต่างทราบว่า ถ้าหากไม่กิน ก็เท่ากับไม่ให้เกียรติลู่เซิ่ง และสัตว์ในป่าที่ไม่ให้เกียรติลู่เซิ่งก็ได้ตายไปมากมายในเวลาสองวันที่ผ่านมา
เวลาแค่สองวัน ป่าในรัศมีพันลี้มีสัตว์กินเนื้อลดลงเกือบเจ็ดส่วน
เอ๋?
อยู่ๆ ลูสก็ตาเป็นประกาย รู้สึกว่ารสชาติหญ้าในปากผิดปกติเล็กน้อย
“หญ้านี้...”
“เป็นหญ้าติดมัน” ลู่เซิ่งเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย “เพราะคิดว่าเผ่ากินเนื้อคงปรับตัวไม่ทัน ข้าก็เลยปลูกหญ้าที่เหมาะกับพวกเจ้าขึ้นมาชนิดหนึ่ง”
ลูสกินอย่างตะกรุมตะกลาม รสชาตินี้ไม่แตกต่างจากเนื้อเลย หญ้าชนิดนี้เป็นของวิเศษชัดๆ
หญ้าติดมันกำเล็กๆ ถูกมันกินจนหมดเกลี้ยงอย่างรวดเร็ว
“รู้สึกอย่างไร” ลู่เซิ่งถามมัน
ลูสเลียปาก
“ไม่เลวมาก ข้ารู้สึกว่าท้องอิ่มเล็กน้อยแล้ว ถ้าหากเป็นหญ้าชนิดนี้ ข้าคิดว่าแผนการของท่านคงไม่มีปัญหาเท่าไหร่”
มันมองดูลู่เซิ่งที่หมอบอยู่กลางโพรงไม้ กระต่ายสีเทาตัวนี้ใหญ่เท่ากับเสือดาวแล้ว หนำซ้ำทั่วร่างยังไม่มีไขมันส่วนเกินและหนังหย่อนคล้อยแม้แต่น้อย ทั้งหมดคือปุ่มเนื้อที่บิดเบี้ยวน่ากลัวกับโครงกระดูกที่แข็งแกร่ง
ทำให้พอมองไกลๆ สภาพของลู่เซิ่งจึงไม่เหมือนกระต่ายอีกแล้ว หากเหมือนกับหมีสีเทาที่ทำรังอยู่ในโพรงไม้มากกว่า
นี่เป็นขนาดร่างกายในยามปกติของเขา เวลาสู้จริงๆ ลูสอดนึกถึงประสบการณ์อันน่ากลัวในเวลาสองวันที่ผ่านมาไม่ได้
เผ่าเสือดาว เผ่าตะขาบ งูหลาม อีแร้ง คู่ต่อสู้มากมายล้วนถูกรงเล็บที่คมกริบและน่ากลัวของลู่เซิ่งฉีกเป็นเศษเนื้อ
ผู้ต่อต้านไม่มีใครรอดมาได้สักตัว
ผู้ที่อยู่รอดมาได้เป็นเผ่าที่กินหญ้าไม่มากก็น้อย
สองวันที่ผ่านมาลู่เซิ่งสะสางป่ารอบๆ เพื่อรับประกันว่าสถานการณ์ของที่นี่จะดำเนินต่อไปได้ระยะหนึ่งหลังจากตนจากไป
กระนั้นเขารู้ก็ว่า อย่างไรตัวเองก็มีแค่คนเดียว เป็นไปได้ถึงขีดสุดที่เรื่องราวมากมายจะเกิดสถานการณ์ที่ไม่อาจแยกร่างไปจัดการได้
ดังนั้นเขาจึงเรียกรวมตัวบริวารเพื่อเริ่มเรื่องราวเรื่องหนึ่ง
“ข้าเรียกพวกเจ้ามาเพราะเตรียมจะประกาศเรื่องหนึ่ง”
เสียงของลู่เซิ่งทุ้มต่ำและทรงพลัง เขาค่อยๆ ลุกขึ้น ปุ่มเนื้อบนร่างบีบอัดและเลื่อนไหลอย่างช้าๆ เหมือนกับของเหลว ขนสีแดงเข้มที่เต็มไปด้วยแผลเป็นเพียงมองดูก็ทำให้ผู้มองรู้สึกถึงความน่ากลัวเหี้ยมหาญแล้ว
ช่วงนี้เหมือนกับว่าเคล็ดมังกรดำกระตุ้นจิตใจที่ยกระดับเมื่อก่อนหน้าจะแสดงผลออกมาโดยสมบูรณ์แล้ว พละกำลังของลู่เซิ่ง ต่อให้เป็นหัวหน้าลิงบาบูนหน้าน้ำเงินและหัวหน้ากวางหน้าลายที่มีพละกำลังมากที่สุดในตอนนี้ ก็ยังด้อยกว่าลู่เซิ่งอยู่ดี
พอได้ยินลู่เซิ่งพูดแบบนี้ พวกหัวหน้าเผ่าก็ตั้งใจฟัง
“ข้าขอประกาศว่า จะก่อตั้งลัทธิหญ้าศักดิ์สิทธิ์อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป” ลู่เซิ่งยกขาข้างหนึ่งขึ้นและกล่าวอย่างสงบ
“นอกจากนี้ เนื่องจากพวกเจ้ามีขุมกำลังย่ำแย่เกินไป ไม่สามารถช่วยข้าจัดการปัญหาได้ ข้าจึงจะให้พวกเจ้ารับการชำระล้างครั้งหนึ่ง”
“การชำระล้างหรือ” คำพูดของลู่เซิ่งสร้างความกังวลให้แก่เหล่าผู้นำทันที
“ลัทธิหญ้าศักดิ์สิทธิ์?”
โครม!
ลู่เซิ่งทุบพื้นด้านหน้า การสั่นสะเทือนที่ชัดเจนและจับต้องได้พลันทำให้สัตว์ทั้งหมดตกใจตัวสั่นและพากันเงียบเป็นเป่าสาก
“เงียบ! พวกเจ้าเตรียมตัวซะ จงกินหญ้ามากๆ เพื่อเตรียมตัว”
พวกหัวหน้าฝูงต่างมองหน้ากัน การที่พวกมันเป็นลูกน้องได้ ความจริงสาเหตุส่วนใหญ่เป็นเพราะพวกมันเป็นพวกมีสติปัญญาในฝูงนั่นเอง
ภายใต้สถานการณ์ที่พวกมีสติปัญญาส่วนใหญ่รวมฝูงกัน พวกมีสติปัญญาที่ยังยินยอมอยู่อย่างพวกมันจึงกลายเป็นอันดับหนึ่งของฝูงไปโดยปริยาย
และกลายเป็นผู้นำอันดับแรกที่สื่อสารกับลู่เซิ่ง
“เอ่อ...” บนศีรษะหน้าลายมีเขาซิกาขนาดใหญ่ มันรู้สึกสงสัยเล็กน้อย เพราะมันซื่อสัตย์กับลู่เซิ่งมากที่สุดในหมู่หัวหน้า
เนื่องจากบิดามารดาของหน้าลายถูกราชาหมาป่าแอนดี้ฆ่าทิ้ง ดังนั้นหลังจากทราบว่าแอนดี้ถูกลู่เซิ่งกำจัด มันก็พาฝูงมาเข้าสวามิภักดิ์กับลู่เซิ่งทันที
“พี่ใหญ่ ลัทธิหญ้าศักดิ์สิทธิ์ที่ว่านี้ ท่านคิดจะพัฒนาอย่างไรหรือ” หน้าลายถามเบาๆ
“อีกไม่นานพวกเจ้าก็จะรู้เอง” ลู่เซิ่งปรบมือ ทันใดนั้นก็มีกระต่ายสีเทาที่หน้าตาเคร่งขรึมตัวหนึ่งเดินเข้ามาจากด้านนอกโพรงไม้
“ข้า กระต่ายเทาเปลือกไม้ คารวะท่านหัวหน้า!”
เปลือกไม้เป็นกระต่ายจากเผ่าเล็กๆ อีกเผ่าที่เป็นพวกมีสติปัญญาซึ่งเพิ่งสวามิภักดิ์กับลู่เซิ่งได้ไม่นาน ในเผ่านี้มีแต่กระต่ายเทา แม้จำนวนจะน้อยกว่าพวกชิเอลมาก แต่กระต่ายทั้งหมดกลับรวมกลุ่มกันอย่างกล้าหาญเป็นพิเศษ
“ดีมาก เปลือกไม้เจ้ามาสาธิตให้ทุกตัวดูหน่อย” ลู่เซิ่งขยิบตาให้เปลือกไม้อย่างเรียบเฉย
นับตั้งแต่ด้ายกระตุ้นวิญญาณของเขาใช้ได้ เขาก็จัดการแผนทั้งหมดไว้แล้ว สิ่งที่ต้องหาเป็นอันดับแรกก็คือหน่วยพิทักษ์กฎที่ขึ้นตรงกับเขาเพียงคนเดียว และเป็นกลุ่มที่จะช่วยเขาดูแลลัทธิทั้งลัทธิ
กลุ่มนี้จะต้องจงรักภักดีกับเขาอย่างเด็ดขาด
เพราะเขาที่เป็นกระต่าย ทั้งยังเป็นกระต่ายสีเทา เจอเจ้าเปลือกไม้ที่รวมกลุ่มมาสวามิภักดิ์อย่างกล้าหาญพอดี
ดังนั้นการชำระล้างพิเศษจึงเกิดขึ้นแล้ว
เปลือกไม้เหลียวมองซ้ายขวา พร้อมกับค่อยๆ ยืดร่างกายขนาดเท่าส้มโอขึ้น จากนั้นก็พยายามเข้าใกล้ผนังด้านในโพรงไม้ และยืนสองขาขึ้นเลียนแบบลู่เซิ่ง
นี่ไม่ใช่เรื่องยาก สิ่งที่ยากคือการทำจนเป็นนิสัยในระยะยาว
“ข้าคือเปลือกไม้ หัวหน้ากระต่ายเทาที่ได้รับความเอ็นดูจากโชคชะตา และได้รับการประทานจากท่านหัวหน้า” หลังจากลุกขึ้น เขาก็ดูตัวใหญ่กว่าก่อนหน้าเท่าหนึ่ง
“ข้า คือบุตรแห่งโชคชะตาที่ได้รับการชำระล้าง! พี่ใหญ่ได้ขอให้โชคชะตามอบทิศทางที่แท้จริงแก่ข้า!” เปลือกไม้พูดเสียงดัง
แคว่ก!
ร่างกายของมันขยายใหญ่ทันที ผิวและขนกระต่ายสีเทาบนร่างแตกออกอย่างฉับพลัน
กล้ามเนื้อที่บึกบึนแข็งแกร่งหลายก้อนนูนขึ้นมาจากบนร่างของมัน
หลังผสมกับด้ายกระตุ้นวิญญาณเส้นหนึ่งที่ลู่เซิ่งแบ่งออกมา เปลือกไม้ในตอนนี้ก็สูงใหญ่ขึ้นในพริบตา
ร่างของมันขยายจากขนาดเท่าส้มโอจนมีขนาดเท่าสุนัข
“นี่คืออะไร!?” ผู้นำทั้งหมดมองเปลือกไม้ที่เปลี่ยนร่างอย่างตกตะลึง แม้จะยังมีขน หู ตาของกระต่ายอยู่ แต่เมื่อมองให้ละเอียด ก็จะเห็นได้ว่า เปลือกไม้ในตอนนี้มีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ แถมขาสี่ข้างยังกำยำเป็นพิเศษจนเหมือนกับมารร้ายฆ่าคนที่ห่มหนังกระต่าย
“เปลือกไม้ได้ผลัดกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็นและกลายเป็นผู้ดำเนินการแห่งโชคชะตาจากการชำระล้างของข้าแล้ว มันกับกระต่ายเทาเบื้องหลังจะกลายเป็นผู้ดำเนินกฎในป่าและคอยจับตาดูทุกๆ ตัว” ลู่เซิ่งกล่าว
ผู้นำที่เหลือสบตากัน พวกมันเคยเห็นฉากที่ลู่เซิ่งลงมือแล้ว แม้ฉากเมื่อครู่จะไม่น่าตกตะลึงเท่าตัวลู่เซิ่งลงมือเอง แต่ก็อ่อนแอกว่าลู่เซิ่งนิดหน่อยเท่านั้น
หลังทราบว่าการชำระล้างไม่มีอันตรายจริงๆ พวกผู้นำก็พากันเข้าลัทธิกินหญ้าอะไรนั่นของลู่เซิ่ง เพื่อหวังจะได้รับการชำระล้าง
เวลาล่วงเลยผ่านไปเช่นนี้
มีการชำระล้างครั้งแล้วครั้งเล่า พอด้ายกระตุ้นวิญญาณถูกใช้จนหมด ที่นี่ก็ไม่เหลือสิ่งมีชีวิตปกติอีกต่อไป
ผลของด้ายกระตุ้นวิญญาณคือการยกระดับปริมาณเลือดลมของร่างหลักในระดับสูงสุด แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้อารมณ์รุนแรงขึ้นได้ง่ายด้วย
ลู่เซิ่งชำระล้างเหล่าผู้นำที่เป็นลูกน้องครั้งหนึ่ง
จากนั้นก็ปลูกหญ้ารสเนื้อที่เขาปรับเปลี่ยนแล้วกับหญ้าธรรมดาจำนวนมากรอบๆ โพรงไม้ในเขตปกครองของตัวเอง
ผ่านไปหลายวันในพริบตา
ในป่าแค่ผืนเดียว ลู่เซิ่งชำระล้างกระต่ายเทาไปมากกว่าร้อยตัว ผลของด้ายกระตุ้นวิญญาณอยู่เหนือจินตนาการของเขา
กระต่ายเทาหนึ่งร้อยกว่าตัวนี้มีกล้ามเนื้อแข็งแกร่งและฟันโค้งแหลมคม แถมร่างกายยังใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จากการปรับปรุงที่ได้รับ กระต่ายตัวใหญ่ที่สุดมีขนาดเท่ากับลูกเสือแล้ว
..............................................
พวกกระต่ายเทาที่ได้รับการชะระล้างเริ่มกันกระจายตัวเพื่อยึดครองดินแดนอย่างรวดเร็ว
ฝูงสัตว์ตัวเล็กธรรมดานำกลุ่มฝูงสัตว์ใหญ่เคลื่อนทัพเข้าไป ใครกินหญ้าผู้นั้นรอด ใครกินเนื้อจับมาหาหัวหน้าให้หมด
มิอาจไม่บอกว่าผลลัพธ์การเพิ่มเลือดลมของด้ายกระตุ้นวิญญาณน่าหวั่นสะพรึงถึงขีดสุด กระต่ายเหล่านี้ได้ไปถึงขีดจำกัดที่ยีนของพวกมันจะไปถึงได้แล้ว การพัฒนาต่อจากนี้ตัดสินจากคุณสมบัติร่างกายก่อนกำเนิด ต่อให้เป็นลู่เซิ่งก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว
นอกจากจะผสมด้ายกระตุ้นวิญญาณเข้าไปในตัวบริวารแล้ว ลู่เซิ่งยังได้มอบวิชารุมโจมตีส่วนหนึ่งให้แก่พวกมันด้วย
สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ลู่เซิ่งมอบหญ้าปลุกใจที่ตนผสมออกมาได้โดยบังเอิญให้แก่พวกกระต่ายในกลุ่มพิทักษ์กฎ
พวกมันเกิดการหลั่งฮอร์โมนเพิ่มขึ้นหลังจากกินเข้าไป แรง ความเร็ว และพลังระเบิดต่างก็เพิ่มขึ้นจนเหนือกว่าก่อนหน้านี้สี่เท่ากว่าๆ
ตอนแรกพวกมันถูกด้ายกระตุ้นวิญญาณดันจนเหมือนกับลูกบอล พอมีหญ้าปลุกใจนี้เพิ่มมาอีก พวกกระต่ายเทาก็เริ่มบุกตะลุยไปรอบๆ พร้อมกับตาสีแดงก่ำ เพื่อช่วยลู่เซิ่งบรรลุแผนการขยายลัทธิ
ตัวลู่เซิ่งวันๆ กินๆ นอนๆ จนร่างกายใหญ่ขึ้นทุกที แต่เป็นเพราะยังมีกลุ่มพิทักษ์กฎแห่งลัทธิที่ได้รับการชำระล้าง การกวาดล้างป่าจึงยังคงดำเนินต่อไปได้โดยที่เขาไม่ต้องดูแล
หลายวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว อาณาเขตทั้งหมดในรัศมีหลายร้อยลี้รอบๆ ถูกขุมกำลังของลัทธิหญ้าศักดิ์สิทธิ์ยึดครองอย่างหยาบๆ
กระต่ายและสิ่งมีชีวิตกินหญ้าชนิดอื่นๆ ที่ได้รับการปรับปรุงจนกลายพันธุ์จากลู่เซิ่งต่างก็ตัวใหญ่ขึ้นหลายเท่า
กระต่ายเทาถูกกดดันมานาน ตอนนี้พอได้รับพลังมา ย่อมไม่ปล่อยคู่แค้นเก่าไว้ กอปรกับมีการสนับสนุนจากเผ่ากวางที่ซื่อสัตย์ที่สุด
สัตว์ที่ได้รับการชำระล้างเหล่านี้มีพลังเหี้ยมหาญจนน่ากลัว หลังจากกวาดล้างป่ารอบๆ เสร็จ ลู่เซิ่งก็ได้สั่งให้บริวารขับไล่สัตว์กินเนื้อทั้งหมดมาไว้ด้วยกัน
หลังจากบาดเจ็บล้มตายไปไม่น้อย ในที่สุดราชาหมีดำกับราชาเสือที่สู้หลังชนฝาก็ล้มลงในหุบเขาแห่งหนึ่งเพราะการกลุ้มรุมอย่างหนักหน่วง ก่อนจะถูกเหล่ากระต่ายเทาลากไปบวงสรวงให้แก่ลู่เซิ่ง
ลัทธิหญ้าศักดิ์สิทธิ์ในตอนนี้ได้ย้ายไปอยู่ที่โถงศิลาขรุขระที่เหมือนกับโบราณสถานอันงดงามของพวกมนุษย์แล้ว
...
พริบตาเดียวก็ผ่านไปสองเดือน...
ราชาเสือกับราชาหมีดำมีแต่บาดแผลทั่วร่าง ถูกกระต่ายเทาสี่ตัวลากเข้ามาในโถงศิลา
พวกมันถูกจองจำมานาน ในที่สุดก็ถึงเวลาไต่สวนสักที
กระต่ายเทาสองตัว ตัวหนึ่งไว้ขนสั้น หน้าตาเย็นชา อีกตัวหนึ่งยิ้มอย่างเย็นเยียบ บนหูมีรอยแผลเป็นขนาดยาว
กระต่ายสองตัวนี้เป็นกระต่ายเทาที่แข็งแกร่งที่สุดรองจากหัวหน้าเผ่า
พวกมันรับหน้าที่เป็นองครักษ์ข้างกายลู่เซิ่ง
“เรียนท่านปราชญ์ สองตัวนี้ก็คือราชาหมีดำและราชาเสือขอรับ”
ในแสงสว่างอันมืดสลัว ราชาหมีดำยังมองไม่เห็นชัดว่าเป็นใคร ก็ได้ยินเสียงราบเรียบและทุ้มต่ำเสียงหนึ่งดังในโถงศิลาช้าๆ ว่า
“อ้อ พาพวกมันเข้ามาใกล้หน่อย”
เสียงของลู่เซิ่งค่อยๆ ดังมา สะท้อนในโถงศิลาอย่างต่อเนื่อง
“ขอรับ” กระต่ายเทาสองตัวลากราชาหมีดำกับราชาเสือไปด้านหน้า
ผัวะ!
“คุกเข่า!” กระต่ายเทาตัวหนึ่งถีบใส่ข้อพับของราชาหมีดำอย่างแรงจนอีกฝ่ายตัวสั่น เกือบจะคุกเข่าลงจริงๆ
“พบปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ของพวกข้าแล้ว ยังกล้าเงยหน้าอีก!? ข้าจะถลกหนังเจ้า!” กระตายเทาที่อยู่อีกด้านฟาดหัวราชาเสือ พละกำลังอันมหาศาลทำให้ราชาเสือตัวสั่น แต่ศักดิ์ศรีของราชาแห่งสรรพสัตว์ทำให้มันกัดฟันไม่ยอมคุกเข่าลง
“ไอ้พวกขยะ! มีปัญญาก็มาสู้กับข้าตัวต่อตัวสิ!” ราชาหมีดำแผดเสียงและดิ้นหลุดจากกระต่ายเทา
แม้กระต่ายเทาจะดูดซับด้ายกระตุ้นวิญญาณไปแล้ว แต่อย่างไรก็มีข้อจำกัดก่อนกำเนิด ทำให้พละกำลังด้อยกว่าราชาหมี เป็นเหตุให้ต้องถอยหลังไปหลายก้าวหลังถูกดิ้นหลุด
“หาที่ตายเหรอ!?” กระต่ายเทาตัวนี้พลันโมโห ม้วนขนบนมือเตรียมจะเข้าไปจัดการ
“พอแล้ว...” เสียงอ่อนโยนทุ้มต่ำดังขึ้นในโถงศิลาอย่างพอเหมาะพอเจาะ
เสียงของลู่เซิ่งดังมาจากในความมืด
กระต่ายสีเทาสองตัวไม่ยอม พวกมันที่กินหญ้าปลุกใจมาโดยตลอดมีนิสัยดุร้ายขึ้น พอถูกกระตุ้นเข้าหน่อยก็ต้องการเสี่ยงชีวิตทันที กอปรกับเลือดลมที่ด้ายกระตุ้นวิญญาณเสริมความแข็งแกร่งให้จนถึงขีดจำกัดร่างกาย
พอคลั่งขึ้นมา กระต่ายเทาตัวหนึ่งก็ไม่ต่างจากเสือดาวสักเท่าไหร่
ราชาหมีดำมีบาดแผลตามตัวเต็มไปหมดหลังถูกกระต่ายเทาสิบกว่าตัวรุมขย้ำ การที่ทนมาถึงที่นี่และยังขู่คำรามได้ ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว
“คอยดูให้ดีเถอะ! กล้าหยามท่านปราชญ์ หลังออกมาข้าจะฆ่าเจ้า!” กระต่ายเทาตัวนี้ชี้ราชาเสือและกล่าวอย่างมุ่งร้าย
“มาเลยๆ! มาฆ่าข้าสิ! ฮ่าๆๆๆ!” ราชาเสือใกล้เป็นบ้าเต็มที ถ้าหากก่อนหน้านี้มีใครบอกมันว่า มันจะถูกกระต่ายฝูงหนึ่งย่ำยี มันจะต้องนึกว่าอีกฝ่ายบ้าไปแล้วแน่ๆ
ทว่าตอนนี้...
มันรู้สึกว่าตนต่างหากที่บ้า!
“พอแล้ว...ไปซะ...ที่นี่ข้าคนเดียวก็พอ...” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างอ่อนโยน
สัตว์ที่ยังคงกินเนื้ออยู่ในป่าเหลือแค่เผ่าเสือกับเผ่าหมีแล้ว
ดังนั้นการที่เขาจับเจ้าสองตัวนี้มาได้ ถือเป็นการสะสางผลกรรมสุดท้ายแล้ว
“ฮ่าๆๆ! หนึ่งต่อหนึ่ง พวกเจ้าตัวไหนจะเอาชนะข้าได้! เป็นแค่สวะไร้ยางอายแท้ๆ!” ราชาหมีดำหัวเราะลั่น
ราชาเสือเข้าไปใช้สันหลังยันร่างที่โงนเงนของราชาหมีดำไว้ มันได้รับบาดเจ็บสาหัสเกินไป ตอนนี้ยังใช้แรงอีก ทำให้แม้แต่จะยืนก็ยืนไม่อยู่
“พวกเจ้า...ไม่ต้องใจร้อน ที่ข้าเชิญพวกเจ้ามา ก็เพราะอยากจะคุยกับพวกเจ้าเท่านั้น” เสียงสงบของลู่เซิ่งดังมาจากในความมืดด้านหน้า
“คุยหรือ เจ้าก็คือลู่เซิ่งปราชญ์แห่งกระต่ายสินะ?!” ราชาเสือแค่นเสียง ดวงตาจับจ้องเงามืดตรงหน้าเขม็ง
“หือ...ปราชญ์งั้นหรือ ก็ถือว่าใช่อยู่...” ลู่เซิ่งตอบรับ “ดูเหมือนพวกเจ้าจะได้รับบาดเจ็บไม่เบานี่...มา...มานี่สิ ข้าจะมอบยารักษาให้พวกเจ้า”
ราชาหมีดำแค่นเสียง ส่วนราชาเสือมองอย่างเย็นชา เมินลู่เซิ่งโดยสิ้นเชิง
“มาเถอะ ไม่ต้องเกรงใจไป นี่เป็นยารักษาที่ข้าขอมอบให้กับพวกเจ้า สามารถคงอาการบาดเจ็บของพวกเจ้าได้”
ขากระต่ายสีเทาข้างหนึ่งยื่นออกมาจากในความมืดมิด แล้ววางถั่วสีดำขนาดเท่ากำปั้นสองก้อนลงตรงหน้าราชาเสือและราชาหมีดำ
ราชาเสือยืดตัวขึ้น เตรียมจะพุ่งเข้าไปลอบโจมตี ถ้าหากจับนักปราชญ์แห่งกระต่ายไว้ได้ บางทีสถานการณ์เลวร้ายในตอนนี้อาจมีโอกาสพลิกกลับก็ได้
ทว่าพริบตาที่ขากระต่ายยื่นออกมาจากในความมืด มันก็ลืมตาโต จุกในลำคอ กล้ามเนื้อที่ตึงเขม็งมาโดยตลอดคลายตัวลงอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว ได้แต่มองขากระต่ายที่ยื่นออกมาข้างนั้นอย่างมึนงงอยู่เฉยๆ
ขากระต่ายมหึมาที่ใหญ่กว่ามันและราชาหมีดำหลายเท่าข้างนั้น
เอื๊อก...
ราชาหมีดำที่อยู่ด้านข้างส่งเสียงกลืนน้ำลายจากลำคอ เขามองดูขากระต่ายตรงหน้าที่ค่อยๆ ชักกลับไปในความมืดอย่างตกตะลึง
“อือ...ลืมจุดไฟไป...เสียมารยาทจริงๆ” เสียงของลู่เซิ่งดังมาอีกรอบ
พรึ่บๆ...พรึ่บ
คบเพลิงมากมายถูกจุดให้สว่างจากบนผนังรอบๆ
แสงไฟส่องสว่างทุกสิ่งด้านในโถงศิลามหึมาอย่างชัดเจน
กระต่ายยักษ์สีเทาที่สูงแปดสิบกว่าเมตรตัวหนึ่งนั่งอย่างสงบอยู่กลางโถงศิลาเหมือนกับพระพุทธรูปยักษ์
มือซ้ายที่ห้อยต่ำของของเขาก็คือมือข้างที่ส่งยาลูกกลอนให้แก่ราชาเสือและราชาหมีดำเมื่อครู่นี้
“พระ...พระเจ้าช่วย...!” ราชาเสือสูดหายใจเย็นเยียบ ตกใจจนก้าวถอยหลังไปสิบกว่าก้าว ก่อนจะล้มก้นจ้ำเบ้า ขนทั่วร่างแทบทุกเส้นลุกชูชันขึ้นมา
ราชาหมีดำกลับยังยืนนิ่งอยู่กับที่ สองขาชักกระตุก อยากถอยแต่ถอยไม่ได้ เหงื่อและน้ำมูกไหลลงมาตามใบหน้า
“ราชาหมีดำกับราชาเสือ ไม่ต้องกลัว...ข้าไม่ทำร้ายพวกเจ้าหรอก” ลู่เซิ่งยิ้มอย่างเป็นมิตร
จากนั้นก็ยื่นฝ่ามือซ้ายออกมาแบบนพื้น
“มา มาตรงนี้ พวกเรามาคุยกัน”
พื้นที่ความกว้างในการแบมือของเขาทำให้ราชาเสือกับราชาหมีดำนอนกลิ้งได้อย่างเหลือเฟือ ยิ่งอย่าว่าแต่เดินขึ้นไป
“เจ้า...เจ้าอยากคุยงั้นหรือ?!” ราชาเสือได้สติกลับมาเป็นตัวแรก แต่พอเห็นขากระต่ายยักษ์บนพื้นที่มีขนาดใหญ่กว่ามันไม่น้อยข้างนั้น หัวใจก็เต้นระรัวอย่างมิอาจควบคุม ถึงขั้นที่ยังถอยหลังไปหลายก้าวอย่างไม่รู้ตัวด้วย
“ข้าได้ยินมาว่า ตอนแรกสุดเจ้ากับราชาหมีดำมาจากด้านนอกใช่หรือไม่ พวกเจ้าตัดทะลุทุ่งราบเมฆหมอกด้านนอกเข้ามาหรือ” ลู่เซิ่งเห็นดังนั้นก็ไม่บังคับ หากถามตรงๆ
“เจ้า...ท่านอยากจะรู้อะไร ใช่ ข้าตัดทะลุทุ่งราบเมฆหมอกมาที่นี่จริงๆ” ราชาเสือข่มความหวาดกลัวในใจพร้อมกับตอบเสียงดัง
“ใช่...! ข้าก็เหมือนกัน!” ตอนนี้ในที่สุดราชาหมีดำก็ขยับตัวได้แล้ว ก้าวถอยหลังอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดก็มาอยู่ตำแหน่งเดียวกับราชาเสือ
แต่ว่าขนทั่วร่างมันกลับเปียกโชกเหมือนเพิ่งขึ้นจากน้ำ
“อ้อ...ข้าอยากจะรู้ว่ามนุษย์ของที่นี่เป็นอย่างไร” ลู่เซิ่งถามคำถามที่กวนใจตัวเองตรงๆ
“มนุษย์เหรอ” ราชาเสืองุนงง “มนุษย์ที่อยู่ใกล้ๆ ป่ามีหลายหมู่บ้าน แต่ว่าไม่มีคนร้ายกาจคุ้มครอง กลับเป็นเมืองประกายจรัสที่อยู่ไกลออกไปหน่อยมียอดฝีมือระดับทรลักษณ์อยู่หลายคน”
“ทรลักษณ์หรือ”
“ใช่...นี่เป็นวิธีการเพิ่มพลังชนิดหนึ่งที่พวกมนุษย์ใช้กันมากที่สุด ข้าเองก็ไม่ได้รู้เรื่องมากนัก เพียงแค่ได้ยินมาว่า พวกเขากับราชาจระเข้ในบึงเงามารที่อยู่ไกลออกไปมีความเกี่ยวข้องกัน ราชาจระเข้มีชีวิตมาหลายร้อยปีแล้ว มันกับมนุษย์เหล่านี้มีการแลกเปลี่ยนและมีความเกี่ยวข้องกันในระดับหนึ่ง จึงน่าจะรู้ว่าทรลักษณ์คือสิ่งใด” ราชาเสือคิดนิดนึง สุดท้ายก็ให้ความร่วมมือโดยการบอกเนื้อหาที่ตนรู้ออกมาทั้งหมด
ตอนแรกหลังมันถูกจับ ยังทระนงตนว่าเป็นเพราะตนเองถูกรุม คิดว่าถ้าไม่ใช่เพราะตนมีขุมกำลังน้อย หากสู้หนึ่งต่อหนึ่งจะต้องไม่ถูกฝูงกระต่ายจับได้แน่
ทว่าตอนนี้มันค่อยเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน
ลู่เซิ่งปราชญ์แห่งกระต่าย พลังของเขาสามารถปกครองป่าแห่งเขาบูรพาได้ทั้งหมด อย่างอื่นไม่พูดถึง แค่ดูขนาดร่างกายของเขาก็รู้แล้วว่า ต่อให้ยื่นนิ้วออกมาสักนิ้ว ก็บี้ราชาเสือจนตายได้สบายๆ แล้ว
“มนุษย์...” ลู่เซิ่งใคร่ครวญ
เขาได้เรียนรู้เคล็ดมังกรดำกระตุ้นจิตใจถึงระดับที่แปดเก้าร้อยแล้ว แต่เนื่องจากวิชานี้มีการสกัดและการควบคุมต่อเลือดลมหยาบกระด้างที่สุด ทำให้เขาได้แต่ขยายร่างกายเพื่อรองรับเลือดเนื้ออย่างไร้ขีดจำกัดเท่านั้น ไม่อาจหดกายเนื้อเหมือนตอนฝึกฝนแปดวิถีมารสูงสุดได้
ดังนั้นในเวลาสองเดือนที่ผ่านมา เขาจึงค่อยๆ กลายเป็นสภาพแบบนี้
ยังดีที่ซากโบราณสถานในป่าสูงใหญ่มากพอ และดีที่เขาได้ปลูกหญ้าคุณภาพดีสองชนิดไว้ก่อน ซึ่งชนิดหนึ่งเอาไว้ให้สัตว์กินหญ้ากิน อีกชนิดหนึ่งเอาไว้ให้สัตว์กินเนื้อกิน
ปัจจุบันป่าถูกรวมเป็นหนึ่งแล้ว นอกจากราชาเสือกับราชาหมีดำตรงหน้า สัตว์ชนิดที่เหลือล้วนถูกกดดันให้เข้าร่วมกลุ่มกินหญ้าหมดแล้ว
ไม่มีการล่า ไม่มีการแย่งชิง ตอนแรกยังมีเพลิงโทสะกับการกระทบกระทั่งกันอยู่บ้าง แต่ต่อมา เหล่าสัตว์ก็ค้นพบจริงๆ ว่า พวกมันสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ด้วยการกินหญ้า แถมยังมีชีวิตที่ดีอีกต่างหาก
ทุกสิ่งมั่นคงแล้ว
ความจริงราชาหมีดำกับราชาเสือเป็นผู้ต่อต้านตัวสุดท้าย
พวกมันถูกลัทธิหญ้าศักดิ์สิทธิ์ที่มีขุมกำลังยิ่งใหญ่ออกล่าไปทั่ว สุดท้ายเมื่อไร้หนทาง ก็ถูกรุมโจมตีอย่างสาหัส พอสู้ไม่ได้ ค่อยถูกจับมายังโถงศิลาในซากโบราณสถาน
..............................................
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น