601-605
ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง ระบบโกงสกิล
บทที่ 601ถึง605
“ไม่พูดถึงเรื่องของศิษย์พี่ใหญ่แล้ว ช่วงนี้เจ้าเจอวิธีการลดความอ้วนดีๆ บ้างไหม ข้ารู้สึกว่าช่วงนี้ข้าอ้วนขึ้นนิดหน่อยแล้ว...” เซินเซินเปลี่ยนหัวข้อ
“อ้วนขึ้น...นิดหน่อยหรือ...” ลู่เซิ่งมองไขมันที่ใหญ่กว่าเขาเกือบห้าเท่าบนขาของเซินเซินอย่างเอือมระอาเล็กน้อย
แต่เอือมระอาก็ส่วนเอือมระอา แผนการยังต้องดำเนินต่อไป เขาต้องรีบเอาสามขีดจำกัดใหญ่มาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากนั้นค่อยเริ่มวางแผนหาเงิน การยกระดับจิตวิญญาณเป็นเรื่องเร่งด่วน ผ่านมานานขนาดนี้ เขาเข้าใจกฎเกณฑ์ของนครตราชั่งออกแล้ว
“วิธีการ กลับมีอยู่นิดหน่อย ทว่า...” เขาทำเป็นลังเล
“ทว่าอะไร” เซินเซินตาเป็นประกายเล็กน้อย
“แต่ว่า ตอนนี้ข้ายังไม่ค่อยมีความมั่นใจในวิชาแพทย์ของข้ามากนัก ถ้าหากท่านช่วยข้าขอให้บิดาท่านมอบสามขีดจำกัดใหญ่ให้ข้าได้ อย่างนั้นก็จะไม่มีปัญหาแล้ว” ลู่เซิ่งไม่คิดจะล่อลวงหรือหลอกเซินเซิน หากแต่เสนอการแลกเปลี่ยนที่ใกล้เคียงกับการค้าขายให้
ซึ่งความจริงมีแต่ถูจินคนเดียวเท่านั้นที่เห็นความสำคัญของวิชารักษาที่มีแบบแผน คนอื่นๆ ไม่ได้สนใจอะไรนัก ในนครหลวงขอแค่รวย ล้วนแลกวรยุทธ์วิชาลับระดับสูงมาได้ทั้งหมด คงไม่มีใครกินอิ่มแล้วอยู่ๆ ก็เบื่อ เลยมาจมปลักกับวิชาแพย์ที่ใช้โจมตีไม่ได้ของที่นี่กระมัง
ต้องบอกก่อนว่าวิชาหลักมากกว่าห้าส่วนในตลาดของยุคสมัยนี้ล้วนมีผลรักษาอาการบาดเจ็บ ยิ่งอย่าว่าแต่พวกผู้เข้มแข็งที่มีระดับสูงกว่าเลย หลายๆ คนล้วนมีคุณสมบัติร่างกายอันน่าสะพรึงที่สามารถตัดแขนขาแล้วงอกได้ใหม่
กอปรกับโอสถขัดหลักธรรมชาติและค่ายกลฟื้นฟูของพวกปรมาจารย์โอสถและปรมาจารย์ค่ายกลซึ่งมีประสิทธิผลเหี้ยมหาญสุดเปรียบปาน จึงทำให้วิชาแพทย์มีประโยชน์ไม่มากนักเมื่ออยู่ที่นี่
“นี่เจ้าเอาจริงเหรอเนี่ย” เซินเซินมองลู่เซิ่งอย่างแปลกใจ
“ข้าเป็นคนรักสงบ หลังจากเข้าใจว่าวิชารักษาที่มีแบบแผนไม่ใช่วิชาที่มีคุณสมบัติโจมตี ข้าก็ถูกใจวิชาแพทย์วิชานี้เป็นอย่างยิ่ง” ลู่เซิ่งรำพึงรำพัน “ชีวิตตั้งแต่เกิดมาจนร่วงโรย อย่างไรชีวิตหนึ่งก็ต้องเดินสู่ความตาย ทั้งๆ ที่มีชะตาลิขิตเหมือนกัน เหตุใดทุกคนจึงเข่นฆ่ากันเองเล่า”
เซินเซิน “...”
“เจ้าอย่าใช้น้ำเสียงปลอมๆ แบบนี้พูดได้หรือไม่” นางขนลุกขนพอง
“แล้วข้าควรพูดอะไรเล่า” ลู่เซิ่งยักไหล่ “สรุปคือ ความจริงข้าสนใจในสามขีดจำกัดใหญ่ของอาจารย์มาก กอปรกับข้าพบว่าข้าเหมือนจะมีพรสวรรค์ที่ไม่เลวทางด้านวิชาแพทย์ ดังนั้นคิดจะศึกษาให้ลึกลงไปอีก แล้วค่อยคิดวิธีหาเงิน”
“เหตุผลนี้ไม่เลว ก็ได้ ข้าจะช่วยเจ้า ถึงอย่างไรนอกจากเจ้า ตาเฒ่าก็ไม่มีตัวเลือกที่ดีกว่าแล้ว วิชาล้าหลังที่ขนาดเอาโยนลงพื้นยังไม่มีใครแล ยังจะมาซ่อนเอาไว้อีก ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่” เซินเซินทำท่าผ่าเผย
“สามขีดจำกัดใหญ่ใช่ไหม ข้ารู้ว่าเขาเก็บไว้ไหน ตอนเด็กๆ ข้าเคยแอบเอาออกมาดูหลายครั้งแล้ว เป็นของเล่นที่ลี้ลับทีเดียว ตาเฒ่าฝึกมาหลายปี ทว่ายังแตะชายขอบไม่ได้ด้วยซ้ำ อีกประเดี๋ยวข้าจะเอาออกมาให้เจ้า”
เซินเซินหัวเราะคิก “ตาเฒ่านั่นบื้อจะตาย นึกเอาเองว่าเก็บซ่อนไว้ดีแล้ว ไม่รู้เลยว่าข้าเอาออกมาอ่านนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว”
ลู่เซิ่งนึกไม่ถึงว่าจะได้ของมาง่ายขนาดนี้ พลันกล่าวอย่างชื่นใจว่า “ได้ ท่านเอามาให้ข้า แล้วข้าจะช่วยลดน้ำหนักให้ท่านเอง!”
“ไม่มีปัญหา!” เซินเซินพยักหน้า “พรุ่งนี้ตาเฒ่าจะออกไปตรวจที่หมู่บ้านใกล้ๆ ถึงตอนนั้นข้าจะเอาออกมาให้เจ้าเอง”
“ดี!” ลู่เซิ่งพยักหน้า “ข้าจะช่วยท่านเริ่มขั้นที่หนึ่งของการลดน้ำหนักก่อน”
ครั้งนี้สองฝ่ายต่างปรีดา
ลู่เซิ่งพาเซินเซินเข้าไปในห้องนาง จากนั้นก็เตรียมมีดผ่าตัด ธูปเมฆาดำ และน้ำละลายไขมันขวดหนึ่ง
น้ำละลายไขมันเป็นยาที่ตัวเขาปรุงขึ้นเอง โดยออกแบบให้ส่งผลต่อไขมันส่วนเกิน หากหยดลงบนไขมันแล้ว จะมีผลทำให้น้ำมันหลุดออกจากน้ำด้วยความเร็วสูงสุด
แต่เป็นเพราะส่งผลรุนแรงถึงขีดสุด ดังนั้นจึงต้องใช้ความสามารถควบคุมระดับจุลภาคที่พิสดารของลู่เซิ่งคอยควบคุม
“ถอดชุดออกให้หมดก่อน” ลู่เซิ่งหาผ้าสีดำมาปิดตาไว้ “ไม่ต้องห่วง ข้าไม่แอบดูหรอก”
เซินเซินอึ้งไป
“ถอดจนหมดเลยหรือ เกิดว่าแตะโดนจะทำอย่างไรเล่า” แม้นางจะเปิดเผยตรงไปตรงมาจนไม่ได้มองตัวเองเป็นอิสตรี แต่อย่างไรการถอดเสื้อผ้าต่อหน้าบุรุษคนหนึ่งก็ยังน่าอายถึงขีดสุดอยู่ดี
“ไม่หรอก ข้าจะระวัง ประตูห้องเองก็ลงสลักไว้แล้วเช่นกัน” ลู่เซิ่งตอบกลับอย่างใจเย็น
“...ก็ได้” ความจริงเซินเซินก็รู้เช่นกันว่า ต่อให้มอบร่างกายของตัวเองให้ลู่เซิ่ง อีกฝ่ายก็คงไม่เอา แถมยังรังเกียจที่ตนขี้เหร่และอ้วนเกินไปด้วย
พอนึกได้ว่าจะผอมลงสิบกว่าชั่งหลังกินยาที่ลู่เซิ่งปรุง ในใจนางก็ค่อยๆ เกิดความกล้าขึ้นมา
เซินเซินนั่งอยู่บนขอบเตียงสักพัก ครู่ต่อมาค่อยถอดชุดออกอย่างกระบิดกระบวน
จากนั้นก็ถอดเสื้อชั้นในออกอย่างเชื่องช้า เผยให้เห็นไขมันสีขาวที่ทับซ้อนกันเป็นชั้นๆ
แม้ลู่เซิ่งจะมัดผ้าสีดำไว้ แต่ผ้าดำชั้นเดียวย่อมบดบังสายตาของเขาไม่ได้ เพียงแต่เป็นอย่างที่เซินเซินคิดไว้ ใครที่มีอารมณ์กับสุกรได้ ไอ้หมอนั่นคงเป็นคนบ้าเต็มตัว
กระบวนการลดความอ้วนเป็นไปอย่างราบรื่น ลู่เซิ่งใช้ด้ายกระตุ้นวิญญาณส่งยาสลายไขมันเข้าไปในชั้นไขมันของเซินเซินทีละนิดด้วยความระมัดระวัง ละลายไขมันทุกส่วนของนางอย่างแม่นยำ
“ข้าสลายไขมันบนหลังให้ท่านก่อน อีกประเดี๋ยวท่านต้องระวังเวลาเดินเหินด้วย หากสลายเยอะเกินไปในคราวเดียว จะทำให้เกิดความรู้สึกติดขัดได้” ลู่เซิ่งเตือน
“ได้”
เวลารักษาดำเนินไปไม่เกินครึ่งชั่วโมง
รอจนออกมา ลู่เซิ่งแสดงสีหน้าราบเรียบ เซินเซินกลับเหงื่อโชก ส่วนหลังยุบลงไป เห็นเป็นส่วนเล็กๆ อย่างชัดเจน
ดูเหมือนจะผอมลงกว่าก่อนหน้านี้เล็กน้อย
“เอาแบบนี้ก่อน จากนี้จะลดไขมันวันละครั้ง ท่านต้องใส่ใจเรื่องการกินอาหารชดเชยด้วย ไม่อย่างนั้นหากดึงน้ำออกมากเกินไปจะทำให้ร่างกายเสียหายได้” ลู่เซิ่งกำชับ
“รับทราบ” เซินเซินพยักหน้าพร้อมกับใช้สายตาส่งลู่เซิ่งออกจากห้อง
ลู่เซิ่งเพิ่งเดินออกจากห้อง ไม่นานเท่าไหร่ก็ได้ยินเสียงตะโกนด้วยความยินดีของเซินเซินที่อั้นไว้ไม่อยู่
เช้าตรู่วันต่อมา ถูจินแบกหีบยาออกไปแล้ว ทั้งยังบอกว่าจะกลับมาในอีกสามวันให้หลัง
จากนั้นเซินเซินก็ส่งสมุดสามขีดจำกัดใหญ่มาถึงห้องของลู่เซิ่งในช่วงเวลาเช้าตรู่ตามสัญญา
ลู่เซิ่งลดไขมันให้นางอีกรอบ
พอรักษาเสร็จ ร่างของเซินเซินก็บางลง หลังจากไขมันตรงใบหน้า คาง และคอถูกตัดทิ้งไปไม่น้อย นางก็ดูงดงามขึ้นมาก อย่างน้อยก็ไม่ได้เป็นหญิงอ้วนที่ดูน่าเกลียดเหมือนเมื่อก่อนหน้านี้อีก หากกลายเป็นหญิงอวบหน้าตาดี
หลังลู่เซิ่งได้สามขีดจำกัดใหญ่มา ก็หัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้อยู่บ้าง
สามขีดจำกัดใหญ่นี้ลี้ลับอัศจรรย์ บันทึกการคาดเดาส่วนขยายต่อวิชาการรักษาของเหล่าบรรพชนตระกูลถูเอาไว้ พวกเขาไม่ยอมรับว่าวิชารักษาที่มีแบบแผนเป็นแค่การรักษา ไม่มีคุณสมบัติโจมตี ดังนั้นจึงศึกษาจนได้ผลิตผลประหลาดอย่างสามขีดจำกัดใหญ่ขึ้นมา
สามขีดจำกัดใหญ่แบ่งเป็นทักษะลับสามกระบวนท่า
ทักษะลับสามกระบวนท่านี้อาศัยด้ายกระตุ้นวิญญาณในการใช้ ทุกๆ กระบวนท่าล้วนมีการพัฒนาศักยภาพที่ไม่เลว
ลู่เซิ่งจดจำสามขีดจำกัดใหญ่ไว้ จากนั้นจึงค่อยให้เซินเซินส่งสมุดกลับที่เดิม
ตอนนี้ ทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้ว เขาควรจะเริ่มแผนหาเงินของตัวเองได้สักที
...
หนึ่งอาทิตย์ต่อมา...
“ผู้ใดคือถูจิน”
ชายกลุ่มหนึ่งที่สวมชุดทะมัดทะแมงสีดำประคองชายชราหน้าเขียวที่มีผมหงอกเต็มศีรษะเอาไว้พร้อมกับพุ่งเข้ามาในห้องรักษาตระกูลถู
“รีบๆ มาดูนายผู้เฒ่าเร็ว! ถ้าหากเขามีอันเป็นไป กำจัดครอบครัวพวกเจ้าทิ้งไปก็ยังไม่พอชดใช้!”
ถูจินเข้าไปในหมู่บ้าน เดิมทีจะกลับในอีกสามวัน ดันนึกไม่ถึงว่าทางนั้นจะเกิดโรคระบาดขึ้นเสียก่อน จึงได้แต่เก็บสมุนไพรที่นั่นเพื่อเอามาต้มทำยาชนิดพิเศษที่ป้องกันโรคระบาดได้
ถูจินไม่อยู่ เต๋ออวิ๋นกับลู่เซิ่งกำลังรักษาโรคให้แก่ผู้ที่กำลังต่อแถวซึ่งเป็นคนที่อาศัยอยู่รอบๆ
พอเห็นชายชราคนนี้พุ่งเข้ามา เต๋ออวิ๋นก็ตรงเข้าไปต้อนรับ ลู่เซิ่งกลับลุกขึ้นพูดก่อนว่า
“หน้าเป็นสีเขียว หายใจหอบ มุมปากเปื้อนละอองน้ำสีเหลือง ตรงติ่งหูมีจุดสีดำรูปตะขอด้วยหรือไม่?!” ลู่เซิ่งรีบถาม
“ใช่...ใช่แล้ว!” ชายชรางุนงง ก่อนจะรีบตอบด้วยความยินดี
ลู่เซิ่งจำชายชราคนนี้ได้ ก่อนหน้านี้เขามาสองครั้งแล้ว คล้ายจะต้องพิษเข้า ไม่รู้ว่าเป็นพิษอะไร มองออกว่าเขาใช้สารกายที่มีความลึกล้ำสะกดพิษในร่างมาโดยตลอด สองครั้งก่อนยังไม่เห็นหน้าเหยเกขนาดนี้
ทว่าครั้งนี้...
ลู่เซิ่งเข้าไปประคองชายชรานั่งลงบนเก้าอี้ก่อน
จากนั้นก็ใช้นิ้วชี้แตะขมับของอีกฝ่ายเบาๆ
ซู่!
ด้ายกระตุ้นวิญญาณโปร่งแสงหลายสายมุดเข้าไปในจุดฝังเข็มของอีกฝ่ายในพริบตา ด้ายกระตุ้นวิญญาณแสดงผลทันที
“ซี้ด...” ใบหน้าที่เขียวปี๋ของชายชราปรากฏสีแดงเรื่อ “ได้ผล! เร็วสิ! รีบรักษาต่อ!”
“ไม่ต้องรีบร้อนไป การช่วยเหลือคนเจ็บป่วยเป็นหน้าที่ฟ้าลิขิตของหมออย่างพวกเราอยู่แล้ว รักษานั้นต้องรักษาแน่นอน” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างจริงจัง
พิษในร่างชายชราไม่ซับซ้อน เป็นพิษของงูพิษจุดแดงอายุร้อยปี คนป่วยที่ติดพิษชนิดนี้ ต่อให้เป็นหมอธรรมดา หากทักษะการรักษาดีหน่อย ก็สามารถรักษาได้
“ไม่ต้องรีบ พิษในตัวท่านตึงมือมาก จำเป็นต้องตรวจดูอย่างละเอียด” ลู่เซิ่งพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม พร้อมกับปล่อยพิษผสมในตัวเขาส่วนหนึ่งเข้าไปในร่างชายชราผ่านด้ายกระตุ้นวิญญาณ
เนื่องจากต้องการทำให้พิษซับซ้อนและรักษาได้ยากกว่าเดิม เขาจึงได้ใช้ด้ายกระตุ้นวิญญาณแทรกไปอีกสักหน่อย เพื่อให้พิษหลายชนิดผสมกัน จะได้รักษายากกว่าเดิม
“พิษท่าน...ยากเย็นมาก!” ลู่เซิ่งขมวดคิ้ว ครุ่นคิดเล็กน้อย แล้วเติมพิษผสมที่ตนดูดซับสมัยอยู่ในสำนักมารกำเนิดเข้าไปอีก แบบนี้จะมีแต่เขาคนเดียวที่รักษาได้
ครั้งนี้เรียบร้อยแล้ว พิษรุนแรงสามชนิดผสมกัน พลางเกิดการเร่งปฏิกิริยาจนกลายเป็นพิษร้ายชนิดใหม่ซึ่งยากแก่การแยกแยะแก้ไข
“อะไรนะ ข้าถูกงูสีแดงตัวหนึ่งกัดเองไม่ใช่หรือ” ชายชราสับสนเล็กน้อย เขาถูกกัดในป่าโดยไม่ทันระวังตัวเท่านั้น เหตุใดดูจากท่าทางของหมอหนุ่มคนนี้แล้ว คล้ายจะสาหัสมาก
“ไม่ใช่...ไม่ใช่แค่พิษงูเท่านั้น...” ลู่เซิ่งส่ายหน้า “ขออภัยที่ข้าพูดตามตรง พิษนี้...ข้ามีความมั่นใจแค่หกส่วนเท่านั้น ถ้าหากท่านผู้เฒ่าไม่วางใจ ไปยังเมืองที่อยู่ใกล้ที่สุดดีกว่า บางทีหมอทางนั้นอาจจะมีความมั่นใจมากกว่า” ลู่เซิ่งกล่าวเสียงขรึม
“เอ่อ...” หกส่วนหรือ
ชายชราขนลุก อัตราส่วนนี้ต่ำไปหน่อยกระมัง
“หมอหนุ่ม เจ้ามั่นใจแค่หกส่วนจริงๆ หรือ!?” ชายชราถามเสียงขรึม
“จริงขอรับ”
“ได้ๆ...” ชายชราไม่ได้ตัดสินใจรักษา แต่พาคนจากไปทันที
ลู่เซิ่งไม่ได้ขัดขวาง เพียงแค่กระตุ้นพิษพิเศษในตัวชายชราในตอนที่พวกเขาจากไปอีกครั้ง
ด้วยพฤติกรรมของเขา ต่อให้จะไม่ได้สัมผัสโดยตรง ก็สามารถกระตุ้นปฏิกิริยาของพิษร้ายในตัวชายชราได้อย่างง่ายดายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก
เป้าหมายของเขาก็คือ ทำให้มีแต่เขาเท่านั้นที่รักษาพิษของชายชราได้ อย่างน้อยในรัศมีหลายพันลี้มีแต่เขาที่รักษาได้
หากต้องการเงิน การใช้สถานะของเขาในตอนนี้ ย่อมทำการรักษาได้เร็วที่สุด
แล้วการรักษาโรคอะไรที่ได้เงินเร็วที่สุด
ย่อมเป็นโรคเรื้อรัง
โรคเรื้อรังไม่เพียงต้องการการตรวจสอบบ่อยๆ เท่านั้น ยังต้องซื้อยาพิเศษเพื่อคงสภาพโรคไว้ด้วย
การตรวจสอบนี้ต้องจ่ายเงิน การซื้อยายิ่งต้องใช้เงินมากกว่า พอมีคนเยอะเข้าๆ ก็จะกลายเป็นรายรับที่เข้ามาไม่ขาดสาย
แน่นอนว่าลู่เซิ่งไม่ใช่คนชั่วช้าที่หาเงินจากคนดีๆ ดังนั้นเขาจึงคิดจะใช้คนชั่วช้าเลวทรามพวกนั้นมาดำเนินแผนการโรคเรื้อรัง
..............................................
แต่คนชั่วช้าจำนวนมากไม่ได้เป็นโรคอะไรนี่
อย่างนั้นก็สร้างโรคให้พวกมันเสียสิ
ง่ายดายออกไม่ใช่หรือ
ลู่เซิ่งรู้สึกว่าตรรกะของตนปกติมาก คนป่วยโรคเรื้อรังต้องการการพักฟื้นมากที่สุด การทำแบบนี้ไม่เพียงช่วยรักษาสภาพแวดล้อมในสังคมเท่านั้น ยังเป็นการสร้างความมั่นคงให้แก่กฎระเบียบสังคมทางอ้อมอีกด้วย โดยทำให้ทรัพย์สมบัติมากมายถูกใช้ไปกับคนที่ต้องการมากที่สุด
ส่วนเขา ก็เป็นคนที่ต้องการมากที่สุดนั่นเอง
ลู่เซิ่งลูบคาง หลังจากรักษาคนป่วยที่เหลือจนเสร็จ จึงค่อยลุกขึ้น
เต๋ออวิ๋นที่อยู่ด้านข้างจบการรักษาช้ากว่าเล็กน้อย
“ศิษย์น้อง เจ้ามีความมั่นใจไหม” เต๋ออวิ๋นทราบว่าวิชาแพทย์ของลู่เซิ่งนั้นสุดยอดแล้ว
เขากังวลอยู่บ้าง เนื่องจากชายชราคนก่อนหน้านี้เป็นคนเลวที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ในบริเวณนี้ ปกติเปลือกนอกแสดงออกอย่างเป็นมิตร แต่ความจริงเป็นพวกใจไม้ไส้ระกำ แค่พูดจาไม่ลงรอยคำเดียวก็ฆ่าคนทั้งตระกูล
อาศัยที่เขามีลูกชายเป็นปรมาจารย์ค่ายกลอยู่ในนครหลวง จึงสามารถก่อกรรมทำเข็ญในบริเวณรอบๆ ได้โดยไม่มีใครเอาอยู่
ครั้งนี้ถ้าหากรักษาไม่ดีโดยไม่ทันระวัง อย่างนั้นจะเกิดปัญหาใหญ่จริงๆ แล้ว
“ลูกชายเขาเป็นปรมาจารย์ค่ายกล ศิษย์น้องต้องระวังหน่อยนะ” เต๋ออวิ๋นเกลี้ยกล่อม “ถ้าหากไม่มั่นใจ ควรจะปฏิเสธให้แล้วๆ ไป”
ลู่เซิ่งชูนิ้วและส่ายหน้าน้อยๆ
“ถึงแม้เขาจะเลว แต่ข้าเป็นหมอ อย่างไรก็ทนมองชีวิตชีวิตหนึ่งตายลงต่อหน้าไม่ได้ เขาเลวร้ายก็จริง แต่ข้าต้องยึดถือคุณธรรม”
เต๋ออวิ๋นมองสีหน้าที่ซื่อสัตย์จริงใจของเขา อยู่ๆ ก็นึกเลื่อมใสเล็กน้อย
“แต่ว่า...ตอนนี้พวกเราไปขอให้อาจารย์กลับมาไม่ดีกว่าเหรอ” เขาถามอีกหลังครุ่นคิดเล็กน้อย
“ทางอาจารย์กำลังรักษาโรคระบาดอยู่ ภารกิจสำคัญกว่า อย่าไปรบกวนท่านเลย นอกจากนี้ข้าคิดว่า ต่อให้อาจารย์อยู่นี่ ก็คงไม่มีความมั่นใจเหนือกว่าข้าหรอก” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างมั่นใจ
นี่ไม่ใช่เพราะเขามั่นใจในวิชาแพทย์ของตัวเอง หากเป็นความมั่นใจจากการเพิ่มระดับวิชารักษาและวิชาปลูกถ่ายถึงระดับสูงสุดแล้ว
อวิ๋นเต๋อไม่รู้จะพูดอย่างไรดีเช่นกัน
ตอนนี้เซินเซินออกมาจากห้องพอดี ทั้งสองคนจึงไม่พูดถึงหัวข้อนี้อีก
เช้าตรู่วันต่อมา ชายชราคนนั้นก็กลับมาอย่างที่คิดไว้
เขาดูเหมือนจะหน้าเขียวกว่าเดิมแล้ว
“เร็วหน่อยๆ ท่านผู้เฒ่าเข้ามานั่งลงก่อน!” ลู่เซิ่งเห็นก็ทำหน้าตกใจเล็กน้อย รีบเข้าไปหมายจะประคองชายชรา
กลับนึกไม่ถึงว่ามือของเขาจะถูกหญิงสาวที่อยู่ด้านข้างปัดออก
“ถูจินเล่า! รีบไสหัวออกมา ชักช้าอยู่นั่น โรคของนายผู้เฒ่าพวกเจ้ารับผิดชอบไหวหรือ?!” หญิงสาวขมวดคิ้วงามและกล่าวเสียงเฉียบขาด
ลู่เซิ่งที่ถูกปัดมือออกไม่โกรธ เพียงแค่นิ่วหน้าพร้อมกับถอยหลังไปสองก้าว และมองดูหญิงสาวแวบหนึ่ง
“พิษนี้...น่าจะเป็นโรคติดต่อ...”
พรูด!
เต๋ออวิ๋นที่กำลังดื่มน้ำอยู่ใกล้ๆ เกือบจะพ่นน้ำออกมา รีบเข้าไปในห้องด้านหลัง นำธูปดำเดินลายแดงก้านหนึ่งออกมาจุด ก่อนจะเสียบลงในกระถางธูปฝังผนัง
ของสิ่งนี้เอาไว้ใช้ป้องกันการติดต่อ
พอพวกองครักษ์และครอบครัวของชายชราได้ยินคำว่าติดต่อ ทั้งหมดพลันถอยหลังไปหลายก้าวอย่างพร้อมเพรียง ส่วนหญิงสาวที่เอ่ยด้วยน้ำเสียงโกรธเคืองเมื่อครู่มือสั่น แต่ก็อดกลั้นไม่ยอมถอยหลัง
ไม่อย่างนั้นเกรงว่านายผู้เฒ่าคนนี้คงได้ล้มลงกับพื้นแน่
“หมอหนุ่มเอ๋ย บอกราคามาเถอะว่าเงินเท่าไหร่ถึงจะรักษาพิษของข้าได้” ชายชราหนังตากระตุก เขาเห็นปฏิกิริยาของทุกคนแล้ว แต่ไม่ได้พูดอะไร เพียงมองลู่เซิ่งอย่างเคร่งขรึมเท่านั้น
“หากคิดจะรักษาให้หายขาด ตอนแรกข้ามีความมั่นใจหกส่วน แต่พอท่านผู้เฒ่ากลับไปแล้วมาอีกรอบ...คล้ายจะกินยาชนิดอื่น...เหมือนจะเป็นตำรับด้านบำรุงรักษาเสียด้วย...” ลู่เซิ่งขมวดคิ้วและเอ่ยอย่างช้าๆ
“ท่านหมอร้ายกาจจริงๆ!” ชายชราพลันลืมตาโต “ไม่ต้องจับชีพจรก็มองออกมากมายถึงเพียงนี้! ท่านกล่าวไม่ผิดจริงๆ ข้าไปหาหมอกับร้านขายยาที่ดีที่สุดในเมืองใกล้ๆ มา แล้วกินยาแก้พิษกับยาบำรุงไปบางส่วน...หรือว่า...จะมีปัญหาใด”
เมื่อวานเขาต้องทนทรมานเพราะพิษร้ายชนิดนี้ หลังกินยาไม่เพียงไม่ดีขึ้น กลับร้ายแรงยิ่งกว่าเดิม
เนื่องจากรักษาไม่ได้ เขาจึงมาที่ตระกูลถูอีกรอบ
“มีปัญหา หนำซ้ำยังร้ายแรงเสียด้วย!” ลู่เซิ่งผุดสีหน้าจริงจัง “ตอนแรกพิษยังไม่ได้กระจายตัว แต่เป็นเพราะยาบำรุงไปกระตุ้นเลือดลม ทำให้...พิษกระจายไปทั่วร่างแล้ว...เกรงว่า...”
“เกรงว่าอะไร?!” ชายชรารีบถาม
ตอนนี้ไม่เพียงเขาเท่านั้น องครักษ์และหญิงสาวที่อยู่รอบตัวเขาต่างผุดสีหน้าร้อนใจ
ลู่เซิ่งกวาดตามองพวกเขาแวบหนึ่งด้วยสีหน้าจนใจ
“เกรงว่า...จะรักษาให้หายขาดไม่ได้แล้ว...ต่อจากนี้ต้องกินยาไปตลอดชีวิต...”
“หา!?”
ชายชราอ้าปากเล็กน้อย ก่อนจะถอนใจอย่างแรง
“ยังดีๆ ข้านึกว่าจะรักษาไม่ได้แล้ว...รักษาได้ก็ดี! เป็นความโชคดีล้นเหลือ! ท่านหมอบอกราคามาเถอะ”
“ยังไม่ต้องรีบ ข้าขอรักษาท่านดูก่อนค่อยว่ากัน จะปล่อยให้โรคอยู่ต่อไม่ได้” ลู่เซิ่งเดินเข้าไปด้วยสีหน้าจริงจัง แล้วจิ้มนิ้วไปยังขมับชายชราดุจสายฟ้าแลบ
ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไว้ใจในตัวเขามาก ร่างกายของชายชราปรากฏสารกายอ่อนบางขึ้นมาคุ้มกันโดยสัญชาติญาณ แต่ก็ถูกอีกฝ่ายเก็บกลับไปทันที
ลู่เซิ่งจิ้มนิ้วลงบนตัวชายชราหลายครั้ง พร้อมกับปล่อยด้ายกระตุ้นวิญญาณเข้าไป ไม่นานก็ทำให้พิษในตัวชายชรามั่นคงได้
เดิมทีของส่วนใหญ่ในนี้เป็นสิ่งที่เขาเติมเข้าไป ย่อมควบคุมโรคได้อย่างง่ายดายยิ่ง
หลังจากนั่งตรึกตรองอยู่สักพัก ลู่เซิ่งก็รู้สึกว่าได้เวลาแล้ว จึงค่อยๆ ยกมือออกจากร่างชายชรา
จากนั้นก็เอากระดาษแผ่นหนึ่งมาขีดๆ เขียนๆ ชื่อตัวยาที่จำเป็นต้องใช้
เขาหยุดเล็กน้อยระหว่างเขียน ลองคำนวณขีดจำกัดสูงสุดที่ชายชรารับได้ดู จากนั้นก็เพิ่มตัวยาอันเป็นเครื่องเทศที่มีราคาสูงกว่าเข้าไปอีกสองอย่าง
“ให้กินของพวกนี้เดือนหนึ่ง ทุกๆ ครั้งให้ต้มสามถ้วย ต้องกินในคำเดียว จะสะกดพิษในตัวได้ กลายเป็นอยู่ร่วมกัน” ลู่เซิ่งมอบตำรับยาให้แก่ชายชรา
ชายชรารับรายการมากวาดตาดูเนื้อหาทั้งหมดโดยไม่แสดงสีหน้า
“ไม่มีปัญหา อย่างนั้นค่าตอบแทน...” เขาหันไปทำท่าบุ้ยใบ้ ด้านหลังพลันมีชายฉกรรจ์เข้ามาวางถุงเงินสีดำลงบนโต๊ะด้านหน้าลู่เซิ่ง
“แค่คำขอบคุณเล็กน้อยเท่านั้น ขอบคุณฝีมืออันหมดจดของท่านหมอหนุ่ม ข้าแซ่เซิน เจ้าเรียกข้าว่าเฒ่าเซินก็ได้” ชายชราสีหน้าดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ลมหายใจสงบลงเช่นกัน
“ข้าแซ่ลู่ เฒ่าเซินเรียกข้าว่าเสี่ยวลู่ก็พอ” ลู่เซิ่งยิ้มอย่างอบอุ่น
“ไม่เลวๆ ต่อจากนี้ยังต้องพึ่งพาเจ้าอีกมาก เสี่ยวลู่” เฒ่าเซินตบไหล่ของลู่เซิ่งแรงๆ ก่อนจะลุกขึ้นและนำตำรับยากลับไป
คนพวกนี้เฉียบขาดรวดเร็วจริงๆ กอปรกับบนร่างมีกลิ่นคาวเลือดหลายสาย แสดงให้เห็นว่าเคยฆ่าคนมาไม่น้อย ล้วนไม่ใช่ตัวดีอะไร
ลู่เซิ่งรอคนไปจนหมด ถึงค่อยหยิบถุงเงินขึ้นมาดู ด้านในเป็นเงินน้ำแข็งสีขาวสามแท่ง
“ราวๆ สามสิบตำลึง ใจป้ำจริงๆ!” เต๋ออวิ๋นพลันอุทานอย่างตกใจเมื่อเห็นแท่งเงินในมือลู่เซิ่ง
ลู่เซิ่งกลับไม่แสดงสีหน้า รู้สึกว่าเงินที่เพิ่งหลอกมาน้อยเกินไป เห็นท่าทางของเฒ่าเซิน เกรงว่าเนื้อหาในรายการเมื่อครู่จะง่ายดายกว่าในจินตนาการของเขา
ปกติเวลาถูจินตรวจโรค คนป่วยจ่ายเงินน้ำแข็งสามตำลึง แต่เฒ่าเซินกลับจ่ายสามสิบตำลึงในทีเดียว
ภายหลังเฒ่าเซินมาอีกหลายรอบ ลู่เซิ่งได้เขียนตำรับยาตามมาตรฐานเพื่อให้เขาไปต้มเอง
รวมทั้งหมดแล้ว เขาได้เงินน้ำแข็งจากตัวเฒ่าเซินราวหนึ่งร้อยกว่าตำลึง
ต่อจากนั้น ลู่เซิ่งก็ทยอยรักษาคนชราและคนหนุ่มสาวหลายคนที่มาหา คนเหล่านี้ถ้าไม่ได้ต้องพิษ ก็เป็นเพราะการทำงานของร่างกายถูกทำลาย จึงต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนทันที
พอคนที่ช่วยเหลือเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็มีบางส่วนที่เป็นผู้ป่วยอาการหนักซึ่งแม้แต่ถูจินก็จัดการไม่ไหว
ชื่อเสียงของวิชารักษาที่มีแบบแผนค่อยๆ กระจายออกไปด้วยฝีมือของลู่เซิ่ง คนที่มุ่งหน้ามาให้เขารักษาจึงยิ่งมายิ่งเพิ่มขึ้น
กฎการรักษาของลู่เซิ่งค่อยๆ กระจายออกไป ตัวเขาจะรักษาแพงกว่าที่อื่น ส่วนจะแพงกว่าเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับอาการป่วยของคนไข้
เงินน้ำแข็งที่ลู่เซิ่งได้รับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลาที่ผ่านไป เขาได้แบ่งส่วนหนึ่งให้แก่ถูจินเพื่อเอาเข้ากองกลาง อีกส่วนหนึ่งเก็บไว้เอง
ลู่เซิ่งใช้เงินส่วนหนึ่งที่ตัวเองได้รับในการซื้อสิทธิ์เพื่อขยายเวลาอยู่อาศัย และใช้อีกส่วนกับการทดลองของตัวเอง
พอการทดลองดำเนินไปเรื่อยๆ เขาก็เริ่มใช้ทักษะลับกระบวนท่าหนึ่งที่เอามาใช้งานจริงได้ดีที่สุดในสามขีดจำกัดใหญ่ได้แล้ว
และในตอนนี้เอง ลู่เซิ่งก็ตัดสินใจขุดค้นความสามารถที่ดีกว่าเดิมจากวิชารักษาที่มีแบบแผน
...
ณ ถ้ำใต้ดิน
โฮก!
สัตว์ประหลาดเสือดำร่างยักษ์ขู่คำรามใส่ลู่เซิ่งที่สูงไม่ถึงหนึ่งในสิบของตัวมัน
ถ้ำใหญ่ขนาดนี้ แต่เสือดำกลับหดร่างแนบชิดบนกำแพงด้านหลัง ไม่กล้าเข้าใกล้ลู่เซิ่งแม้แต่นิดเดียว
ไม่ใช่แค่มันเท่านั้น ด้านข้างยังมีมดยักษ์สีแดงที่ยาวหกหมี่กว่าๆ อยู่อีกตัว มันมีปีกโปร่งแสงบนแผ่นหลัง มีหางตะขาบเส้นยาว หนามแหลมบนหางกะพริบแสงสีแดง
มดยักษ์ตัวนี้ทำท่าหวั่นสะพรึงต่อลู่เซิ่งเหมือนกับเสือดำ พยายามหดตัวไปด้านหลังเพื่อจะได้อยู่ไกลๆ
ลู่เซิ่งที่สวมชุมคลุมสีเทายืนอยู่ในถ้ำ ร่างกายบึกบึนยังสวมเสื้อกล้ามสีน้ำตาลเพิ่มเข้าไปอีกตัว
‘การผสมประสบความสำเร็จอย่างมาก หลังจากได้ทักษะลับมา อัตราสำเร็จก็เพิ่มขึ้นถึงสามเท่า’
เขาพิจารณาผลงานชิ้นเอกสองชิ้นของตัวเองอย่างละเอียด
“พวกเจ้ามีร่างกายที่แข็งแกร่ง และมีพรสวรรค์ยอดเยี่ยม ถ้าหากเริ่มต้นเส้นทางการฝึกฝน นี่จะเป็นจุดเริ่มต้นที่เกือบสมบูรณ์แบบ” ลู่เซิ่งกางแขนและกล่าวเสียงกระจ่าง
เสือดำกับมดตกใจ รีบหดตัวไปด้านหลังทันที
“ช่างเถอะ...จิตวิญญาณได้รับความเสียหายโดยสิ้นเชิงแล้วเหรอ น่าเสียดายนะ...วิธีแก้ไขเพียงหนึ่งเดียว คือปัญหาด้านจิตวิญญาณ ดูเหมือนการบอกว่าประสบความสำเร็จยังเร็วเกินไป”
ลู่เซิ่งนิ่งไปครู่หนึ่ง
‘ดีปบลู’
ถึงเวลาแล้ว
ถึงเวลาทำให้วิชารักษาเก่าแก่นี้สำแดงพลังที่แท้จริงแล้ว
ลู่เซิ่งมองอินเตอร์เฟซสีฟ้าที่เด้งออกมาด้านหน้า ในกรอบวิชารักษาที่มีแบบแผนคือวิชาปลูกถ่ายและด้ายกระตุ้นวิญญาณที่ยกระดับจนสูงสุดแล้ว
‘ตอนนี้ควรเป็นเวลาทดสอบศักยภาพแล้ว ขอดูหน่อยซิว่า สุดท้ายแล้ววิชารักษาวิชานี้จะกลายเป็นฉบับที่สุดยอดขนาดไหน...’
เขากดความคิดลงบนปุ่มปรับเปลี่ยนทันที อินเตอร์เฟซสั่นไหวน้อยๆ ไม่รอให้เครื่องมือปรับเปลี่ยนมั่นคง ลู่เซิ่งก็กดปุ่มเรียนรู้ด้านหลังวิชารักษาที่มีแบบแผนอีกรอบ
วิชารักษาขั้นห้าพลันพร่ามัว
..............................................
‘ขั้นหก...’
‘ขั้นเจ็ด...’
‘ขั้นแปด...’
...
ทุกครั้งที่ดีปบลูกะพริบ บนร่างของลู่เซิ่งจะมีเส้นสายโปร่งแสงหนาแน่นค่อยๆ แผ่กระจายออกมา เส้นสายเหล่านี้ยื่นออกมาจากร่างของเขาอย่างบ้าคลั่งและกระจายออกไปรอบๆ เหมือนกับหนวด
บนพื้น บนผนัง และมุมทุกมุมในถ้ำมีแค่เส้นสายนับไม่ถ้วนกำลังบิดเบี้ยวกวัดแกว่ง
ครู่ต่อมา ลู่เซิ่งก็รู้สึกได้อย่างเลือนรางว่าส่วนลึกของเซลล์ในร่างหลักกำลังกลายเป็นตำแหน่งที่ขมุกขมัวเหมือนกับหลุมดำสามจุด
ตำแหน่งสามตำแหน่งนี้เดี๋ยวปรากฏเดี๋ยวสูญหาย เดี๋ยวมีเดี๋ยวไม่มี ราวกับว่าบนผิวมีผ้าคลุมปิดอยู่
ลู่เซิ่งทดลองใช้จิตวิญญาณสัมผัสดู แต่ก็ไร้ประโยชน์ เหมือนมีอะไรบางอย่างขัดขวางไม่ให้เขาสัมผัสสามตำแหน่งนี้
‘นี่น่าจะเป็นสามขีดจำกัดใหญ่ในบันทึกแล้ว’ ลู่เซิ่งหยุดการเรียนรู้ มองดูพลังอาวรณ์ เสียไปสามพันกว่าหน่วย
กรอบเปลี่ยนแปลงไปแล้ว
[วิชารักษาที่มีแบบแผน: ขั้นที่เจ็ดร้อยหกสิบเก้า]
ด้ายกระตุ้นวิญญาณและวิชาปลูกถ่ายต่างก็ยกระดับถึงขั้นที่เจ็ดร้อยหกสิบกว่าพร้อมกัน แต่สิ่งที่ลู่เซิ่งสนใจกว่าคือสามขีดจำกัดใหญ่
หลังจากวิชารักษามาถึงระดับนี้ เขาก็รู้สึกว่าได้เรียนรู้ถึงจุดสูงสุดแล้ว
สภาพและผลของด้ายกระตุ้นวิญญาณแข็งแกร่งจนถึงขีดจำกัดที่ไม่อาจสัมผัสได้ในทางทฤษฎีแล้ว
อัตราความสำเร็จของวิชาปลูกถ่ายไปถึงเกือบร้อยละเก้าสิบในขอบเขตหนึ่งแล้ว
ลู่เซิ่งสัมผัสได้ถึงด้ายกระตุ้นวิญญาณที่ยิ่งใหญ่สุดขีดในร่างกาย ถ้าหากบอกว่าด้ายกระตุ้นวิญญาณในตัวอาจารย์ถูจินมีสองสามร้อยเส้น ถ้าอย่างนั้นด้ายกระตุ้นวิญญาณในตัวเขา ณ เวลานี้ ก็มีอย่างน้อยหลายล้านเส้น
ด้ายกระตุ้นวิญญาณนับไม่ถ้วนขยับดุกดิกในร่างลู่เซิ่งเหมือนกับสิ่งมีชีวิต พวกมันเดี๋ยวก็ละลายกลายเป็นเลือดลม เดี๋ยวก็จับตัวเป็นเส้นด้าย
‘รู้สึกได้เลยว่าด้ายกระตุ้นวิญญาณได้ไปถึงขีดจำกัดแล้ว...แต่สามขีดจำกัดใหญ่ยังคงไม่เลื่อนระดับ แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่สิ่งที่สามารถอาศัยการยกระดับขอบเขตแล้วจะทำได้สำเร็จ เหมือนกับ...ต้องมีเงื่อนไขหรือโอกาสอีกอีกอย่าง’
ลู่เซิ่งหลับตาลงพร้อมกับยื่นมือออกมาเพื่อทดสอบผลของวิชารักษาในปัจจุบัน
ครืน...
แมลงเม่าสีแดงตัวเล็กๆ บินผ่านใกล้ๆ ตัวเขา
ลู่เซิ่งยื่นมืออกไป ด้ายกระตุ้นวิญญาณที่กลายเป็นไร้รูปร่างกระจายออกมาในพริบตา ปริมาณที่พุ่งออกมามีราวหนึ่งในพันส่วน เป็นจำนวนน้อยนิดสำหรับเขา แต่ว่าแค่พริบตาเดียวกลับห่อหุ้มแมลงเม่าไว้ด้านในได้เช่นกัน
ครั้งนี้แตกต่างจากก่อนหน้า ตัวของแมลงเม่าขยายใหญ่ขึ้นเพราะการกรอกด้ายกระตุ้นวิญญาณเข้าไปอย่างบ้าคลั่ง
มันขยายใหญ่ขึ้นขนาดเท่าเล็บถึงขนาดเท่ากำปั้น ก่อนจะไปถึงขนาดเท่าศีรษะคน
‘เหมือนจะมีบางอย่างแตกต่างจากก่อนหน้า...เพียงแต่การผสมเลือดลมง่ายดายและราบลื่นกว่าเดิม...’
เปรี้ยง!
ยังใช้ความคิดไม่ทันจบ ลู่เซิ่งก็เห็นแมลงเม่าระเบิดออกอย่างฉับพลัน ไข่แมลงสีดำจำนวนนับไม่ถ้วนกระจายออกไปรอบๆ เหมือนกับหยดฝน
“!” ลู่เซิ่งลืมตาโตและถอยหลังไปหลายก้าว ก่อนจะปรากฏตัวในตำแหน่งที่อยู่ไกลออกไปดุจสายฟ้าแลบ พร้อมกับสำรวจไข่แมลงที่กระจายเต็มพื้นในถ้ำ
‘นี่คืออะไร!?’ อยู่ๆ ม่านตาของเขาก็หดตัว
ไข่แมลงสีดำจำนวนมากขยายใหญ่อย่างบ้าคลั่งในทุกจุดของถ้ำ จากนั้นฟักตัวด้วยความเร็วสูง ผ่านไปแค่สิบกว่าอึดใจ แมลงเม่าสีแดงมากกว่าหมื่นตัวก็ฟักออกมาจากไข่แมลง
แมลงเม่านับไม่ถ้วนกระพือปีก ส่งเสียงพรึ่บหนาแน่น ผงพิษจำนวนมากที่มองไม่เห็นกระจายออกมาจากปีก
ไม่นานนัก ไข่แมลงที่เพิ่งฟักเหล่านี้ก็ขยายตัวต่อไป คล้ายจะฟักครั้งที่สอง
ทว่าครั้งนี้เหมือนกับเลือดลมที่ด้ายกระตุ้นวิญญาณใส่เข้าไปจะไม่พอแล้ว แมลงเม่าหลายหมื่นตัวขยายจนมีขนาดเท่ากำปั้น ก็ค่อยๆ หยุดลง
หึ่งๆ...
แมลงเม่าหลายหมื่นตัวบินวนรอบตัวลู่เซิ่ง เหมือนเห็นเขาเป็นเจ้านาย
‘ช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ...’ ลู่เซิ่งถอนใจชมเชยจากใจจริง เขานึกไม่ถึงว่าเมื่อเรียนรู้วิชารักษาที่มีแบบแผนถึงระดับนี้ จะเกิดสถานการณ์แบบนี้ขึ้นได้
เขาสัมผัสได้ว่าแมลงเม่าทุกตัวที่อยู่ตรงนี้มีเลือดลมแข็งแกร่งไม่ต่างจากชายฉกรรจ์คนหนึ่งเลย
“มา” เขายื่นมือไปทางแมลงเม่าตัวหนึ่งและปล่อยจิตวิญญาณออกมา
เป็นอย่างที่คาด แมลงเม่าตัวนี้บินมาหยุดลงบนปลายนิ้วของเขาอย่างรวดเร็ว
หลังทดลองดูเล็กน้อย ลู่เซิ่งก็ค้นพบอย่างประหลาดใจว่า แมลงเม่าตัวนี้มีแรงเท่ากับผู้ใหญ่ธรรมดาๆ
‘เป็นการค้นพบที่ไม่เลว’ ลู่เซิ่งใคร่ครวญเล็กน้อย และทดลองใช้จิตวิญญาณสั่งให้แมลงเม่าเหล่านี้บินออกจากทางเชื่อม และกระจายตัวไปยังรอบๆ
‘ต้องสังเกตการณ์ต่ออีกระยะหนึ่ง’
ลู่เซิ่งละวางเรื่องนี้ไว้ก่อน แล้วหันเหสมาธิกลับมาที่สามขีดจำกัดใหญ่
เขาสัมผัสได้ว่า ตำแหน่งสามตำแหน่งที่เหมือนกับหลุมดำในร่างกายกำลังค่อยๆ กลืนกินด้ายกระตุ้นวิญญาณในตัว
คล้ายกับด้ายกระตุ้นวิญญาณเกิดมาเพื่อมถมหลุมดำสามหลุมนี้ให้เต็ม
‘หรือว่า...’ ลู่เซิ่งฉุกใจนึกได้ เริ่มปรับให้ด้ายกระตุ้นวิญญาณนับไม่ถ้วนในตัวทะลักไปหาหลุมดำหลุมหนึ่งอย่างบ้าคลั่ง
แม้เขาจะได้รับคัมภีร์ลับสามขีดจำกัดใหญ่ระดับพื้นฐานมา แต่ก็รู้วิธีการฝึกฝนแค่นิดเดียว คัมภีร์ลับเล่มนั้นกล่าวไว้อยางลึกลับ มีการบรรยายอันลี้ลับที่คลุมเครือ จึงไม่เข้าใจความหมายอะไรเลย
แต่ลู่เซิ่งสรุปการคาดเดาของตัวเองออกมาตามตัวหนังสือทั้งหมดในคัมภีร์ได้ว่า เป็นไปได้ถึงขีดสุดที่สามขีดจำกัดใหญ่นี้จะเกิดขึ้นจากการใช้ด้ายกระตุ้นวิญญาณกระตุ้นเป็นแรมเดือนแรมปี
‘คัมภีร์ลับบอกไว้ว่า ขีดจำกัดใหญ่อันแรกคือชีวิต เป็นขีดจำกัดใหญ่ของกายเนื้อ หากคิดจะยกระดับ จำเป็นต้องใช้ด้ายกระต้นวิญญาณจำนวนนับไม่ถ้วน สามขีดจำกัดใหญ่แบ่งเป็นทักษะลับข้ามขีดจำกัดสามทักษะที่ช่วยในการทะลวงกายเนื้อ จิตวิญญาณ รวมถึงอำนาจจิตของเรา’
ลู่เซิ่งนึกย้อนถึงเนื้อหาในคัมภีร์ลับ
ตามทฤษฎีแล้ว ขีดจำกัดใหญ่อันดับแรกควรใส่ด้ายกระตุ้นวิญญาณหนึ่งแสนแปดพันเก้าร้อยเจ็ดสิบหกเส้นเข้าไป
แต่ตามทฤษฎี ต่อให้จะฝึกฝนด้ายกระตุ้นวิญญาณถึงจุดสูงสุด ก็มีไม่เกินสองสามพันเส้น
ด้ายกระตุ้นวิญญาณหนึ่งแสนเส้น แม้คัมภีร์ลับที่พูดถึงจะเป็นคัมภีร์ลับขั้นพื้นฐานก็ตาม แต่สำหรับหมอคนหนึ่งที่ฝึกฝนด้ายกระตุ้นวิญญาณ ก็ยังเป็นภารกิจที่ไม่อาจทำให้สำเร็จได้อยู่ดี
ทว่าสำหรับลู่เซิ่ง นี่เป็นเพียงด้ายกระตุ้นวิญญาณส่วนน้อยในร่างเขาเท่านั้น
เขาเติมด้ายกระตุ้นวิญญาณที่เยอะกว่าหนึ่งแสนเส้นเข้าไปในหลุมดำหลุมแรกอย่างรวดเร็ว
อย่างค่อยเป็นค่อยไป เขาค้นพบอย่างเลือนรางว่า หลุมดำหลุมแรกชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ในหลุมดำเหมือนมีหัวใจสีดำสนิทที่เต้นอย่างต่อเนื่องดวงหนึ่งรวมตัวขึ้นมาด้วย
‘นี่คือหัวใจแห่งโลหิต ขีดจำกัดใหญ่อันดับแรกอย่างนั้นหรือ’ ลู่เซิ่งพิจารณาหัวใจสีดำอย่างแปลกใจเหมือนฉุกใจนึกอะไรได้
พอเห็นหัวใจแห่งโลหิตใกล้จะเป็นรูปเป็นร่าง ลู่เซิ่งก็ครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะปรับด้ายกระตุ้นวิญญาณทั่วร่างอย่างรุนแรง เพื่อเติมใส่หลุมดำอย่างเต็มที่
ด้ายกระตุ้นวิญญาณแค่หนึ่งแสนเส้นให้กำเนิดหัวใจแห่งโลหิตได้ดวงหนึ่ง แล้วถ้ามากกว่านี้เล่า
ลู่เซิ่งคิดจะลองดู
ไม่นานด้ายกระตุ้นวิญญาณแปดแสนกว่าเส้นก็ทะลักเข้าไป หัวใจสีดำล้ำลึกและมืดครึ้มขึ้นเรื่อยๆ ผิวปรากฏลวดลายบิดเบี้ยวสีเขียวเข้มที่เหมือนกับสัญลักษณ์ขึ้นหลายสาย
ซู่...
ในที่สุด หลังผ่านไปสิบกว่าอึดใจ สุดท้ายหัวใจแห่งโลหิตอันเป็นขีดจำกัดใหญ่อันดับแรกก็รวมตัวสำเร็จ
ลู่เซิ่งยัดด้ายกระตุ้นวิญญาณเข้าไปทั้งหมดสองล้านกว่าเส้น หัวใจแห่งโลหิตในหลุมดำถึงกับดูดซับเข้าไปได้หมดเหมือนกับหลุมไร้ก้นจริงๆ
‘เป็นอย่างที่คาด...ยิ่งลงทุนเท่าไหร่ หัวใจแห่งโลหิตก็ยิ่งยกระดับขึ้นได้เท่านั้น’ ลู่เซิ่งสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันเหี้ยมหาญที่แผ่กระจายออกมารอบๆ หัวใจสีดำอย่างต่อเนื่อง
‘ต่อจากนี้เป็นวิธีใช้แล้ว...’ ลู่เซิ่งตาเป็นประกาย เสียด้ายกระตุ้นวิญญาณไปตั้งมากมาย ของสิ่งนี้คงไม่ได้มีดีแค่ความพิลึกเท่านั้น
หลังจากทำความเข้าใจวิธีใช้แล้ว ลู่เซิ่งก็สงบจิตใจแล้วตั้งสมาธิไปที่การหาเงินอีกรอบ
‘หาเงินน้ำแข็งอีกนิดหน่อย ก็จะได้เวลาไปแล้ว...’ ทุกอย่างพร้อมแล้ว ขาดเพียงลมบูรพาเท่านั้น
...
กลุ่มสิ่งก่อสร้างสีเหลืองอ่อนผืนใหญ่ให้ความรู้สึกร้อนแรง เหมือนกับแบบจำลองที่เกิดขึ้นจากการเอาทรายเหลืองมากองสุมกัน
ทั้งๆ ที่อุณหภูมิต่ำมาก แต่ว่าบรรยากาศของนครหลวงแห่งนครตราชั่งในเวลานี้กลับยังคงครึกครื้นเหมือนวันสิ้นปี
หลังจัดเก็บทุกอย่างเรียบร้อย ลู่เซิ่งก็ขอลาหยุดเป็นเวลาครึ่งเดือนกับถูจิน ก่อนจะมาถึงที่นี่ตามลำพังผ่านค่ายกลส่งตัวของนครหลวง
เขาอยากจะเห็นมานานแล้วว่านครหลวงของนครตราชั่งเป็นแบบไหน แต่กลับผิดหวังเล็กน้อยในตอนที่มาถึงจริงๆ
นครหลวงเหมือนกับเมืองทั่วไปที่มีคนธรรมดาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก สิ่งพิเศษเพียงหนึ่งเดียวก็คือทุกคนจะปิดผ้าคลุมหน้าไว้ ปรากฏให้เห็นแค่ดวงตาเท่านั้น
สิ่งก่อสร้างสีเทาอมเหลืองจำนวนนับไม่ถ้วนกับทรายเหลืองที่กระจายขึ้นจากพื้น ทำให้นครหลวงสกปรกและไม่เป็นระเบียบอย่างยิ่ง
ลู่เซิ่งที่อาศัยสมุดหยกเจอร้านหลายแห่งที่ขายโลหะและวัตถุดิบล้ำค่าอย่างง่ายดายยิ่ง
จากนั้นเขาก็เดินเตร่อยู่ในเส้นทางกลางนครตลอดช่วงบ่าย ในที่สุดก็จัดเตรียมวัตถุดิบสำหรับกางค่ายกลที่เหลือได้ครบ
อย่างน้อยวัตถุดิบสำหรับใช้ครั้งเดียวก็เพียงพอแล้ว ครั้งต่อไปให้คนอื่นรับผิดชอบเอง
ในนครหลวง นอกจากเขตสิ่งก่อสร้างอย่างสภาของราชการแล้ว ยังมีเขตเก็บหนังสือที่ลึกลับที่สุดอยู่ด้วย
ลู่เซิ่งเดินผ่านอยู่หลายรอบ อยากจะเข้าไปสำรวจดู แต่เป็นเพราะราคาที่แพงหูฉี่ของมันจึงต้องล่าถอยกลับมาก่อนชั่วคราว
เขาย่อมไม่คิดจะเข้าไปอ่านคัมภีร์ลับระดับต่ำ แต่ต้องการอ่านคัมภีร์ในระดับเดียวกับตัวเอง กระนั้นระดับที่เขาอยู่ แค่ราคาที่ต่ำที่สุดที่ระบุให้เห็น ก็เป็นราคาที่แพงเกินกว่าเงินน้ำแข็งทั้งหมดของเขาในตอนนี้ถึงสองเท่าแล้ว
ลู่เซิ่งจึงยังไม่ไปคิดถึง เขารู้สึกว่าคนป่วยของตัวเองยังไม่เพียงพอ สามารถขยายธุรกิจต่อได้อีก เพียงแต่เขากังวลว่าถ้าเยอะเกินไป คนป่วยอาจจะทราบถึงปัญหาเข้าก็ได้
แต่สิ่งที่เขานึกไม่ถึงก็คือ ความมั่นใจที่เหล่าคนป่วยมีต่อเขาไปถึงขั้นน่าเหลือเชื่อแล้ว
เวลาครึ่งเดือนหลังกลับจากนครหลวงก็มากพอให้เขาตระเตรียมค่ายกลเพื่อดำเนินการจุติครั้งใหม่
ในเวลานี้เอง ลู่เซิ่งศึกษาผลของหัวใจแห่งโลหิตในสามขีดจำกัดใหญ่จนปรุโปร่ง ของสิ่งนี้ทำให้กายเนื้อแข็งแกร่งขึ้นระดับหนึ่งในเวลาสั้นๆ ได้ แต่ว่าก็มีการจำกัดเวลา ดูจากพลังอาวรณ์ที่ต้องจ่ายแล้ว มีความคุ้มค่ามหาศาล
แค่ขีดจำกัดใหญ่อันดับแรกก็มีผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้แล้ว ลู่เซิ่งทดลองด้วยตัวเองดู สามารถยกระดับความแข็งแกร่งของร่างหลักได้ระดับหนึ่งจริงๆ
และมันก็ทำให้กายเนื้อของเขาที่ไม่ได้มีการขยับเขยื้อนมานานเกิดการเปลี่ยนแปลงใหม่
ผลของหัวใจแห่งโลหิตทำให้เขาเกิดความคาดหวังต่อขีดจำกัดใหญ่อีกสองขีดที่เหลือยิ่งกว่าเดิม
ลู่เซิ่งนำวัตถุดิบกองใหญ่ตรงดิ่งกลับถ้ำที่ตัวเองขุดไว้ และเริ่มวางค่ายกลจุติอย่างเป็นทางการ
...
ดาวปรภพ ต้าซ่ง
ตวนมู่หว่านกำลังจัดการสิ่งของบนรถหลายคันให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ทั้งหมดถูกขนย้ายเข้าไปในถ้ำใต้ดินที่สำนักมารกำเนิดอยู่
ผ่านไปหลายปี พอกลับมาที่นี่อีกรอบ สำนักมารกำเนิดก็ได้กลับมาที่อยู่ในตอนแรกของตัวเองแล้ว
เขตวังใต้ดินที่ดำมืดในตอนแรกถูกทำลายราบเป็นหน้ากลองในภัยพิบัติมารครั้งก่อนไปแล้ว ในวังใต้ดินจึงเหลือแต่ความเงียบสงัด
ไม่เพียงปราณมารเท่านั้น แม้แต่เหล่าภูตผีที่อยู่ที่นี่มาหลายพันปีก็หายไปด้วยเช่นกัน
ตวนมู่หว่านถอนใจขณะมองศิษย์ของสำนักมารกำเนิดที่กำลังทำงานอยู่
“เป็นอะไรไปหรือเสี่ยวหว่าน” ลิ่วซานจื่อเดินมาจากที่ที่อยู่ไม่ไกลออกไปด้วยสีหน้าอิดโรย เขากำลังจัดการให้ศิษย์เข้าพักในกลุ่มวังใต้ดินแห่งนี้เช่นกัน
แม้ที่นี่จะกลายเป็นซากปรักหักพังทรุดโทรมไปแล้ว แต่อย่างไรก็เป็นมาตุภูมิที่สืบทอดต่อกันมาหลายปี ถึงเขาจะเจ็บปวดใจ แต่ก็ยังค่อนข้างดีใจ
“แค่กำลังคิดอยู่ว่าตอนนี้เจ้าสำนักเป็นอย่างไรบ้างน่ะเจ้า...” ตวนมู่หว่านตอบเสียงอ่อย “เขาจัดการทุกอย่างไว้เรียบร้อย แต่กลับไม่ได้เผยร่องรอยของตัวเอง”
“เสี่ยวเซิ่งไม่เป็นไรหรอก ข้าเชื่อใจเขา” ลิ่วซานจื่อยิ้มๆ “ทางคฤหาสน์ลู่บนพื้นดินจัดการเรื่องที่พักเรียบร้อยแล้วหรือ”
..............................................
ตวนมู่หว่านพยักหน้า “เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ มีพวกจอมอาวุโสอยู่รอบๆ แถมที่นี่ยังเป็นต้าซ่ง ไม่ใช่ต้าอินที่มีผู้เข้มแข็งมากมาย ต่อให้เกิดเหตุเปลี่ยนแปลงอะไร พวกจอมอาวุโสก็เอาอยู่”
ลิ่วซานจื่อเห็นด้วย สำหรับต้าซ่ง สำนักมารกำเนิดในตอนนี้เป็นขุมอำนาจยิ่งใหญ่ แค่ตัวตนระดับราชามารก็มีหลายตนแล้ว บวกกับอาวุธเทพที่ลู่เซิ่งทิ้งไว้คุ้มครองอยู่ ยังมีสำนักอริยะที่สามคอยดูแลอีก ขุมกำลังทั่วไปไม่อยู่ในสายตาจริงๆ
ถึงอย่างไรที่นี่ก็เป็นต้าซ่งที่ระดับราชามารเป็นตัวตนขั้นสุดยอด
ลิ่วซานจื่อหวนนึกถึงอดีตที่คอยประคับประคองสถานการณ์ยากลำบากของสำนักเพียงลำพัง เทียบกับตอนนี้แล้ว เหล่าจอมอาวุโสที่เป็นตัวตนขั้นสุดยอดในหมู่ผู้ถืออาวุธหรือราชามารต่างก็เข้าร่วมสำนักมารกำเนิด
สำนักมารกำเนิดในตอนนี้เกือบกลับคืนสู่ยุคสมัยที่รุ่งเรืองที่สุดในประวัติศาสตร์แล้ว
นี่ยังไม่ได้นับเจ้าสำนักลู่เซิ่งที่ยังไม่ได้กลับมาอีก
ถ้าหากว่ารวมเจ้าสำนักคนปัจจุบันผู้นี้เข้าไปด้วย เกรงว่าจะใช้พลังปกครองต้าซ่งได้แล้ว
“จัดการทุกอย่างให้เสร็จก่อน เจ้าสำนักจะต้องกลับมาแน่ ข้าเชื่อ” ตวนมู่หว่านกล่าวอย่างจริงจัง
นางแตกต่างจากคนอื่น บนตัวนางมีจุดสะกดที่ลู่เซิ่งติดตั้งเอาไว้
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังคุยกันอยู่ ไกลออกไปก็พลันมีศิษย์คนหนึ่งวิ่งมา
“รายงานตัวแทนเจ้าสำนัก ด้านนอกมีคนขอพบขอรับ”
“หือ?” ตวนมู่หว่านผุดสีหน้าจริงจัง เพิ่งกลับมาก็มีคนมาหาแล้ว ข่าวยังไม่ทันกระจายออกไปเลยกระมัง ใครกันมาเร็วขนาดนี้
นางพลันนึกถึงเรื่องราวในอดีตส่วนหนึ่ง ดวงตาเปล่งประกาย
“ใครกัน”
“อีกฝ่ายบอกว่าเป็นคนรู้จักเก่าของเจ้าสำนัก เคยทำข้อตกลงกันมาก่อน” ศิษย์คนนั้นกล่าวอย่างประหลาดใจเช่นกัน “นอกจากนี้อีกฝ่ายดูมีอายุสิบเอ็ดสิบสองปีเท่านั้น...เป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง” เขากล่าวเสริม
“อืม” สีหน้าของตวนมู่หว่านเปลี่ยนเป็นเย็นชาเล็กน้อย “พาข้าไปดูที”
“ไม่จำเป็น ข้าเข้ามาแล้ว”
เสียงผู้หญิงที่เย็นชาเรียบเฉยตัดบทนาง เงาร่างเตี้ยเล็กที่สวมผ้าคลุมสีเทาสองสายเดินเข้ามาจากประตูทางเข้าถ้ำที่มืดครึ้ม
ผู้ที่เดินอยู่ตรงหน้าเป็นเด็กผู้หญิงผิวขาวที่งดงาม นางอย่างมากสุดมีอายุไม่เกินสิบกว่าปีตามที่ศิษย์คนนั้นบอกจริงๆ
คนที่อยู่ด้านหลังเด็กผู้หญิงเป็นเงาคนเตี้ยต่ำคลุมศีรษะคนหนึ่ง จึงมองไม่ออกว่าเป็นชายหรือหญิง แต่ให้ความรู้สึกถึงอันตรายอย่างเลือนราง
“ข้ามาหาลู่เซิ่ง เขาเล่า ตอนนั้นเขาทำข้อตกลงกับข้าไว้แล้ว” เด็กผู้หญิงเหลียวมองซ้ายขวาหลังจากเข้ามา เหมือนประหลาดใจยิ่ง
ศิษย์สำนักมารกำเนิดที่อยู่รอบๆ เหมือนเผชิญศัตรูตัวฉกาจ ถูกคนแทรกซึมเข้ามาในสถานที่สำคัญโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว แม้พวกเขาจะยังไม่ได้ควบคุมที่นี่โดยสมบูรณ์ แต่การกระทำแบบนี้เป็นการระทำที่อันตรายอย่างยิ่งต่อขุมกำลังทุกกลุ่ม
เกิดเสียงชักดาบดังเคร้งคร้าง ศิษย์สำนักมารกำเนิดค่อยๆ ย่างสามขุมเข้ามาทางนี้
“เอ่อ...เจ้าสำนักของพวกเราออกไปด้านนอกยังไม่กลับมา...ท่านมีชื่อว่าอะไรหรือ พวกเราจะได้แจ้งเขาได้ทันทีตอนที่เขากลับมา” ตวนมู่หว่านโบกมือบอกให้ทุกคนหยุด
อีกฝ่ายดูไม่มีเจตนาร้าย เพียงแต่ไม่อยากรอการรายงานเท่านั้น นางจะทำลายภาพประทับใจของสองฝ่ายลงก่อนไม่ได้
เด็กผู้หญิงขมวดคิ้ว “พวกเจ้าเรียกข้าว่าอันซาก็ได้ อย่างนั้นเจ้าสำนักของพวกเจ้าจะกลับมาเมื่อไหร่ เขาได้บอกไว้ก่อนจะไปไหม”
“น่าเสียดายนัก...ไม่ได้บอกไว้...” ตวนมู่หว่านตอบ
“อย่างนี้นี่เอง...ตกลง ข้าจะกลับไปรอก่อน” อันซาหมุนตัวไปอย่างจนปัญญา ขณะกำลังจะจากไป อยู่ๆ นางก็หยุดอยู่ที่เดิม
“หือ เจ้าเป็นใคร” นางจ้องมองไปยังซากตึกหินแห่งหนึ่งในถ้ำ ตรงนั้นไม่มีใครอยู่แท้ๆ แต่นางกลับส่งเสียงถามโดยไม่มีสาเหตุ
ตอนนี้จอมอาวุโสที่เหลืออยู่ของสำนักมารกำเนิดต่างมาถึงกันหมดแล้ว คนหนึ่งในนี้คือราชาเงามืดที่เพิ่งกลับมาจากคฤหาสน์ลู่บนผิวดิน พริบตาที่เห็นอันซา เขาก็ตัวสั่นระริกและตื่นเต้นจนพูดอะไรไม่ออก
สาเหตุที่ราชามารอย่างพวกเขาเคยถูกจองจำและไม่มีใครช่วยเหลือ เป็นเพราะพวกเขาคือบริวารเก่าของอันซา ในฐานะจักพรรรดิมารที่ถูกผนึกเพียงคนเดียว เหล่าทหารชั้นสูงในสังกัดของอันซาย่อมถูกกดดันและลดทอนพลังอย่างโหดร้ายตามไปด้วย
ราชาเงามืดเป็นหนึ่งในนี้ แม้ก่อนหน้านี้เขาจะเป็นเพียงแม่ทัพตัวน้อยคนหนึ่ง แต่ก็เคยเห็นรูปโฉมอันสูงศักดิ์ของจักรพรรดิมารอันซาอยู่ไกลๆ
ดังนั้นเขาจึงจำได้ทันทีว่าอีกฝ่ายคือใคร
แต่ตอนนี้อันซากลับไม่สนใจบริวารเก่าในอดีตของตัวเอง หากแต่จับจ้องซากปรักหักพังตรงนั้นเขม็ง
“ยังจะซ่อนต่อไปอีกหรือ” ม่านตานางกลายเป็นสีทองแวบหนึ่ง
สตรีผมยาวสีดำที่ร่างเป็นสีเทาคนหนึ่งยืนอยู่ในเงามืดตรงซากตึกหินอย่างสงบเงียบ พลางช้อนตาสีเทาขึ้นมองอันซา
“ลู่เซิ่งเป็นบริวารของข้า ข้ามาดูว่าเขาตายหรือไม่ ถ้าไม่ตายก็จะพาเขากลับไป” สตรีเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“บริวารของเจ้า” อันซาทำสีหน้าเยาะเย้ย “เจ้านึกว่าตัวเองเป็นจักรพรรดิรัตติกาลที่ทำให้สุดยอดเจ้าแห่งอาวุธคนหนึ่งเป็นบริวารได้หรือ”
สตรีร่างเทางุนงง ก่อนจะกล่าวอย่างสับสนทันที
“เจ้าแห่งอาวุธหายากนักหรือ”
อันซาพลันเคร่งเครียด นางรู้แล้วว่าอีกฝ่ายมาจากไหน
“พวกเจ้า...” นางกัดฟัน ไม่ได้พูดอะไรอีก หากหมุนตัวพาคนอีกคนหายไปจากทางเข้าถ้ำ ถึงกับจากไปเช่นนี้
สตรีอาภรณ์เทามองดูนางจากไปอย่างมึนงงแต่ไม่ได้พูดอะไร
“ดูเหมือนจะตายไปแล้วจริงๆ” บุรุษร่างสูงใหญ่ที่สวมอาภรณ์ดำและหมวกสีดำคนหนึ่งปรากฏร่างครึ่งหนึ่งด้านข้างนาง
“ยืนยันแล้วก็ไปเถอะ” นางกล่าวอย่างราบเรียบ
“ทำไม เจ้ากังวลว่าข้าจะลงมือกับขยะเหล่านี้หรือ” บุรุษกล่าวเยาะเย้ย
“ข้าเพียงแค่ไม่อยากให้เจ้าตายที่นี่เท่านั้น” สตรีอาภรณ์เทาเอ่ยอย่างเฉื่อยชา “เด็กผู้หญิงคนเมื่อครู่มีพลังแข็งแกร่งมาก ข้าเอาไม่อยู่”
บุรุษงุนงง ก่อนจะกัดฟัน ไม่ตอบโต้อะไรอีก
เขาทราบว่าอีกฝ่ายเป็นใคร
หนึ่งในสี่เสาแห่งพิภพมาร ตัวตนเช่นนี้ไม่ใช่ผู้ที่เจ้าแห่งอาวุธทั่วไปจะสู้ได้ อย่าว่าแต่เขายังไม่ใช่เจ้าแห่งอาวุธด้วยเลย
“ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเจ้าจะมาช่วยบริวารเพียงคนเดียวทำไม ไม่กลัวเหนื่อยหรือไง” บุรุษบ่นขณะหายเข้าไปในความมืด
สตรีอาภรณ์เทาไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงเม้มปากใคร่ครวญ
หอฟ้าเมฆาของสำนักนทีครามถูกทำลายไปพร้อมกับดาวเคราะห์แล้ว แถมยังลากหัวกะทิกลุ่มหนึ่งของโลกแห่งความเจ็บปวดไปด้วย คนร้ายถูกสืบเจอแล้วว่าเป็นเผ่าอสูรอินทรีราชสีห์แปดเศียร ว่ากันว่ากลไกตอบสนองของอารามในสำนักนทีครามได้ฆ่าภาพสะท้อนของมันทิ้งไป
เรื่องนี้ภายนอกดูเหมือนไม่เกี่ยวกับลู่เซิ่ง แต่นางเกิดลางสังหรณ์ที่อธิบายไม่ได้ขึ้น
กอปรกับอย่างไรนางก็เสียอัจฉริยะด้านการจัดการใต้อาณัติไป แม้ภายหลังจะหาได้หลายคน แต่ก็สู้ลู่เซิ่งไม่ได้อยู่ดี
เงียบงันสักพัก นางก็ปล่อยกลิ่นอายของตัวเองออกไปทางพวกเดียวกันในที่ลับ ซึ่งมีบางส่วนที่กระเหี้ยนกระหือรือจะลงมือ
เวลานี้หนวดของโลกแห่งความเจ็บปวดรวมถึงกากเดนของสำนักไตรอริยะเหล่านี้คล้ายกับคิดจะตีชิงตามไฟ
“ไสหัวกลับไปซะ! ต่อให้เขาตายแล้ว ก็ไม่ใช่ผู้ที่จะถูกขยะที่ถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องโดนกำจัดอย่างพวกเจ้าจะแตะต้องได้...ไปเถอะ กลับได้แล้ว” นางมองเงาในความมืดกลุ่มนั้นที่ถอยจากไปอย่างรวดเร็วหลังถูกสยบ ตัวนางนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวจากมา
“นี่ แล้วเจ้ามานี่เพื่อทำอะไรกันแน่” บุรุษคนนั้นพลันกล่าวอย่างประหลาดใจ
“ช่วยสงเคราะห์ให้แก่บริวารเก่า” นางตอบ
“เจ้ามีน้ำใจขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” บุรุษรีบติดตามไป
...
นครตราชั่ง ถ้ำใต้ดินของข่ายภูเขามังกร
ปราณมารสีดำผืนใหญ่แผ่ขยายอย่างไม่หยุดยั้ง กลายเป็นค่ายกลสามมิติทรงตาข่ายขนาดใหญ่ใต้พันธนาการของค่ายกลโปร่งแสงแถบหนึ่ง
เส้นทางค่ายกลประกอบขึ้นจากปราณมาร
ลู่เซิ่งที่ลอยอยู่ตรงกลางมองดูผลึกมารอัคคีจำนวนมากที่ฝังอยู่ในค่ายกลบนพื้น ที่นี่ไม่สามารถหาผลึกพลังงานพิเศษที่เขาใช้ตอนอยู่ในสำนักมารกำเนิดได้ จึงใช้ผลึกมารอัคคีที่ควบคุมได้ยากกว่าแทน
ลู่เซิ่งคุ้นเคยกับการกางค่ายกลจุติดี เพียงแต่การเปลี่ยนผลึกมารอัคคีเป็นแหล่งพลังงานทำให้เขาต้องปรับแก้ค่ายกลเล็กน้อยเท่านั้น
รอจนกางเรียบร้อย ก็ผ่านไปสามวันแล้ว ยังเหลือเวลาอีกสิบวันถึงจะหมดช่วงลาพักครึ่งเดือน
‘สิบวัน...มากพอแล้ว ทำตามแผนเดิมก็แล้วกัน หาโลกที่มีความแตกต่างของเวลามากที่สุดแล้วยกระดับจิตวิญญาณโดยเร็ว จากนั้นก็กลับไปก่อนจะถึงวันเก็บเกี่ยวของมารดาแห่งความเจ็บปวด’
ลู่เซิ่งคิดคำนวณในใจ พร้อมกับกระจายจิตวิญญาณออกไปตรวจสอบรายละเอียดของค่ายกลอย่างละเอียดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดช่องโหว่ใดๆ อีกรอบ
ตรวจสอบอยู่ประมาณครึ่งชั่วยามกว่าๆ ในที่สุดลู่เซิ่งก็ทำการตรวจสอบครั้งสุดท้ายสำเร็จ
‘เริ่มต้นได้แล้ว’ เขาขยับจิตวิญญาณเล็กน้อย แมลงเม่าจำนวนมากพลันซ่อนตัวอยู่ในบริเวณรอบๆ หากเกิดสถานการณ์ผิดปกติขึ้น พวกมันจะรายงานมายังถ้ำใต้ดินได้ตลอดเวลา
จากนั้นค่ายกลป้องกันและค่ายกลกั้นเสียงก็คุ้มกันค่ายกลจุติไว้อย่างหนาแน่น
‘ยังมีเจ้าจวงจิ้วอีก...เหอะ มายาพิศวง สุดยอดนึกหรือไง’ ลู่เซิ่งย้อนนึกถึงราชามารสวรรค์ที่หลอกลวงเขาเมื่อก่อนหน้า ดวงตาสาดประกายเหี้ยมเกรียม
ที่แล้วมาเขาเป็นคนเอาเปรียบคนอื่นตลอด ครั้งนี้กลับเกือบถูกคนอื่นเอาเปรียบแล้ว
“รอข้าก่อนเถอะ ไม่นาน ไม่นานข้าจะกลับมา...” ลู่เซิ่งพึมพำและดีดนิ้ว
ชิ้ง!
ฉับพลันนั้นค่ายกลข้างใต้พลันเรืองแสงสีแดงหลายสาย ผลึกมารอัคคีที่ฝังตัวเข้ากับผืนดินส่องสว่างขึ้นมา
แสงสีแดงและกระแสความร้อนจำนวนมากรวมตัวกันที่จุดหนึ่ง หมุนวนไปตามลวดลายค่ายกล
ชิ้ง!
เกิดเสียงเบาๆ ดังขึ้น ร่องแยกสีเทาเปิดออกในทันใด แล้วลู่เซิ่งก็คว้าจังหวะหายเข้าไปด้านในทันที
ในร่องแยกสีเทาไม่มีนิยามด้านทิศทาง ลู่เซิ่งเพียงรู้สึกว่าเหมือนตัวเองว่ายวนอยู่ในมหาสมุทรสีเทา
วัตถุกึ่งโปร่งแสงที่พร่ามัวจำนวนมากไหลผ่านรอบๆ ตัวเขาไปอย่างรวดเร็ว เขาเก็บจิตวิญญาณของตัวเองไว้อย่างมิดชิด ความจริงวัตถุกึ่งโปร่งแสงเหล่านี้เป็นทางเข้าร่องแยกของโลกต่างๆ
เพียงแต่เป็นเพราะว่ามีทางเข้าอยู่มากเกินไป เกิดเขายื่นจิตวิญญาณเข้าหา ก็เป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะถูกลากเข้าไปในโลกหรือจักรวาลที่แปลกหน้าโดยสมบูรณ์ทันที
ลู่เซิ่งรู้สึกได้ว่ามีพลังอันยิ่งใหญ่สายหนึ่งกำลังผลักดันตัวเองให้ลอยไปยังทิศทางที่กำหนดไว้อย่างมั่นคงจากด้านหลัง
ไม่นานเท่าไหร่ ผ่านไปราวสิบนาที หรือยี่สิบนาที
ก็มีแสงสีเทากลุ่มหนึ่งพุ่งเข้ามาหา
กุ๊กๆ
ฮู้ๆๆ
ฮู้ๆๆ
ในโพรงไม้ขนาดใหญ่กลางทะเลป่าอันรกชัฏและมืดสลัว มีรังอยู่ติดกันหลายรัง กระต่ายตัวน้อยที่มีขนาดเท่ากำปั้นกำลังนอนหลับอุตุ ทั้งยังส่งเสียงประหลาดตลอดเวลา
ในตอนนี้เอง ด้านหลังร่างกระต่ายสีเทาตัวหนึ่งที่อยู่ตรงกลางก็มีร่องแยกสีเทาสายหนึ่งเปิดขึ้น จากนั้นกระต่ายสีเทาก็ลืมตา เผยให้เห็นดวงตาที่งงงวยเหมือนกับมนุษย์
..............................................
เสียงร้องแหลมอันแปลกประหลาดดังมาจากข้างหูลู่เซิ่ง
เสียงเดี่ยวมาเดี๋ยวหาย ไม่ดังมาก แต่ก็ดังอยู่ตลอด
เขาค่อยๆ ฟื้นขึ้นจากความสับสนในตอนเพิ่งจุติ พอจิตวิญญาณรวมตัวกัน ก็ลืมตาพิจารณาสภาพแวดล้อมรอบด้านทันที
รอบๆ คือในโพรงไม้สีน้ำตาลชื้นแฉะ ด้านล่างตนคือรังหญ้ากองหนึ่ง หญ้าแห้งและหญ้าเขียวสดใหม่จำนวนมากผสมกันกลายเป็นทรงรีที่สมบูรณ์
ด้านนอกโพรงถ้ำมีแสงอ่อนๆ สาดลอดลงมาบนอุ้งเท้าสองข้างด้านหน้าลู่เซิ่ง
‘นี่คือ...ที่ไหนกัน’ ลู่เซิ่งแสบตา รู้สึกมองเห็นทุกอย่างอยู่ในผิวระนาบไปหมด
เขายืดเหยียดร่างกายและพลิกตัว
ความรู้สึกตอนพลิกตัวประหลาดมาก ลำบากและเก้งก้างอยู่บ้าง เหมือนกับตัวเองสวมชุดขนสัตว์ตัวหนา
‘ไม่ใช่สิ...ไหงรู้สึกเหมือนมีหางอยู่ด้านหลังเลย’
ลู่เซิ่งพลันพบความผิดปกติ จึงหันตาโตสีชมพูไปมา
เขาเห็นกระต่ายสองตัว
กระต่ายตัวใหญ่สีเทาและมีขนมากสองตัวกำลังซุกตัวและหลับปุ๋ยอยู่ด้านข้างเขา
‘กระต่าย?!’
ลู่เซิ่งนิ่งไป
เขายกมือขึ้น อุ้งมือสีเทาสองข้างพลันถูกยกขึ้นมา
เขาลูบอกอีกครั้ง
ทั้งหมดเป็นขน
ครั้นอ้าปากอีกรอบ
จิ๊ด
เสียงร้องสั้นแหลมของกระต่ายดังมาจากปากเบาๆ
ลู่เซิ่งไร้คำจะพูด
เขาลุกขึ้นเพื่อจะยืนสองขา แต่เห็นได้ชัดว่าร่างกายไม่เคยสัมผัสการเดินด้วยสองขามาก่อน จึงพลิกล้มลงกับพื้นทันที
‘กลายเป็นกระต่ายไปแล้วจริงๆ...’ ลู่เซิ่งจิตใจย่ำแย่อย่างยิ่ง
เขาจุติเป็นมนุษย์มามากมาย จุติในสถานะมากมาย แต่ว่าเพิ่งจุติเป็นกระต่ายครั้งแรก
‘น่าสนใจ’
ลู่เซิ่งลุกขึ้น เดินเบียดกระต่ายสีเทาที่อยู่รอบๆ เพื่อไปนอกโพรงไม้
ในป่ารกสูงใหญ่ที่มีแต่เสียงสกุณาและหอมกลิ่นบุปผาด้านนอกโพรงไม้ได้ยินเสียงกุ๊กๆ อันแปลกประหลาดดังตลอดเวลา
ลู่เซิ่งเดินเตร่รอบๆ โพรงไม้และสำรวจสภาพแวดล้อมรอบๆ ก่อนจะกลับไปด้านในโพรง
กระต่ายเทาสองตัวนั้นตื่นมาแล้ว ต่างขยับร่างกายดุกดิก พร้อมกับยกขาหลังขึ้นเลีย ลู่เซิ่งพลันนึกได้ว่า กระต่ายอาศัยปากทำความสะอาดขนและส่วนล่างของตัวเอง
‘ช่างเถอะ ดูผลกรรมความปรารถนาของกระต่ายตัวนี้ก่อน’ เขาค่อยๆ นึกทบทวน ไม่นาน ความปรารถนาของกระต่ายในการจุติครั้งนี้ก็ค่อยๆ แจ่มชัดขึ้นมา
‘หวังว่าป่าจะไม่มีการแก่งแย่งชิงดี หวังว่าโลกจะสงบสุข ทุกคนนั่งลงกินหญ้าด้วยกันอย่างมีความสุข’
เอ่อ...
ลู่เซิ่งสัมผัสผลกรรมความปรารถนานี้ได้อย่างขมุกขมัว
‘นี่มันผลกรรมบ้าอะไรเนี่ย’ เขารู้สึกว่าตัวเองเหมือนจะประเมินสติปัญญาของกระต่ายสูงไปแล้ว
‘หรือว่า...ผลกรรมนี้จะแบ่งได้สองส่วน’ เขาพลันฉุกใจนึกได้
ต่อจากนั้นเป็นการจัดระเบียบความทรงจำของกระต่ายเทา
นอกจากกินก็คือถ่าย นอกจากถ่ายก็คือกิน แถมยังมีความทรงจำพร่ามัวที่พ่อแม่ถูกหมาป่าจับไปกินด้วย
‘ไม่ได้! อันตรายเกินไปแล้ว ต้องรีบเพิ่มความแข็งแกร่งให้เร็วที่สุด! ไม่อย่างนั้นหมาป่าธรรมดาสองสามตัวก็ทำให้การจุติในครั้งนี้ของเราล้มเหลวได้แล้ว’ ลู่เซิ่งร้อนใจขึ้นมา
เขาเริ่มหาวิธีเพิ่มความแข็งแกร่งที่ใช้ได้จากในความทรงจำอย่างละเอียด
ลู่เซิ่งอาศัยผนังด้านในโพรงต้นไม้ในการจัดระเบียบ
‘ก่อนอื่นวิชาที่เกี่ยวกับเส้นชีพจร สารกาย และกำลังภายในทั้งหมดใช้ไม่ได้แล้ว นอกนั้น วิชาที่เกี่ยวกับทรัพยากรพิเศษก็ใช้ไม่ได้เช่นกัน ดูเหมือนจะได้แต่ใช้วิชาหยาบๆ อย่างการโคจรเลือดลมซะแล้ว...ดีที่เรามีดีปบลู’ ลู่เซิ่งกวาดตามองกระต่ายเทาอีกสองตัว กระต่ายสองตัวนี้เริ่มมีอะไรกันแล้ว!?
ตัวหนึ่งคร่อมอยู่บนร่างอีกตัวพลางโยกตัวอย่างรวดเร็ว
“เร็ว! เร็ว! เร็ว!”
“อ๊า! อ๊า! อ๊า!”
ลู่เซิ่งเข้าใจภาษาของกระต่ายทั้งสองตัวอย่างไม่มีสาเหตุ
“เร็วหน่อย! เร็วๆ หน่อย!” ลู่เซิ่งเห็นกระต่ายเทาตัวหนึ่งมองเขาอย่างสงสัย เหมือนกับกำลังถามเขาว่าทำไมไม่เข้าร่วม
ลู่เซิ่งมุมปากกระตุก ในความทรงจำของกระต่ายเทา เขาเหมือนจดจำได้ว่าพวกเขาสามตัว...
เป็นตัวผู้ทั้งหมด...
เขาไม่สนใจกระต่ายทั้งสองตัว ก่อนจะเดินมาถึงมุมหนึ่งของโพรงต้นไม้
ไม่นานนักก็เจอวิชาโคจรเลือดลมระดับพื้นฐานสุดวิชาหนึ่งจากในความทรงจำ—เคล็ดมังกรดำกระตุ้นจิตใจ!
ชื่อเกรี้ยวกราดยิ่ง ประสิทธิผลเกรี้ยวกราดมากเหมือนกัน แต่ความจริงวิชานี้มีข้อเสียที่ใหญ่ที่สุดอยู่
นั่นก็คือจะต้องหลับตาฝึกฝน เพราะมันเป็นทักษะสังหารที่นักฆ่าตาบอดสร้างขึ้น
เป็นคัมภีร์ลับที่ลู่เซิ่งได้มาจากคลังยุทธ์ในสำนักมารกำเนิด
นอกจากนั้นวิชานี้ยังมีผลข้างเคียงที่ทำให้ขนงอกขึ้นทั่วร่างด้วย นี่เป็นสาเหตุหลักที่ลู่เซิ่งไม่เคยเลือกใช้มัน
ทว่าตอนนี้ เขาใช้ได้พอดี
ลู่เซิ่งก้มมองขนสีเทาบนขาหน้าของตัวเอง จากนั้นก็นั่งลงที่มุมหนึ่ง และเริ่มทบทวนวิธีการฝึกฝนเคล็ดมังกรดำกระตุ้นจิตใจอย่างเอาจริงเอาจัง
การเริ่มฝึกวิชานี้เรียบง่ายมาก แต่ว่าสิ้นเปลืองเลือดลมถึงขีดสุด ดังนั้นหลังจากเริ่มฝึกแล้วเขาจะต้องรีบหาของบำรุงจำนวนมากมาชดเชย
ทว่าก่อนหน้านั้น ลู่เซิ่งต้องฝึกยืนสองขาก่อน
พอกระหายก็กินหญ้าตรงปากโพรง
หิวแล้วก็กินหญ้าตรงปากโพรง
ลู่เซิ่งกินหญ้าเขียวรอบๆ โพรงไม้จนหมดเกลี้ยงภายใต้สายตาคับแค้นของสหายสองตัว ไม่อยากจะบอกเลยว่าหญ้าบางชนิดก็รสชาติไม่เลวจริงๆ หอมหวานกรุบกรอบ แถมยังมีกลิ่นหอมจางๆ ด้วย
หลังจากฝึกฝนมาระยะหนึ่ง ไม่นาน ลู่เซิ่งก็ค่อยๆ จับจุดสำคัญในการยืนสองขาได้
หลังจากทำแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมาหลายวัน
ในที่สุดเขาก็เดินสองขาช้าๆ ได้แล้ว ถัดจากนั้นจึงเป็นการเริ่มฝึกฝนวิชา
ระดับที่หนึ่งของเคล็ดมังกรดำกระตุ้นจิตใจเป็นการเคลื่อนไหวระดับพื้นฐานที่คล้ายวิชาโน้มนำ โดยหดทั้งร่างเป็นก้อนแล้วยืดเหยียดซ้ำไปซ้ำมา เพื่อให้ร่างกายถูกกดและผ่อนคลายเหมือนสปริง
นี่เรียกว่าวิถีคลายหด เป็นชื่อระดับที่หนึ่งของวิชา
ไม่นาน ด้วยการช่วยเหลือของจิตวิญญาณอันแข็งแกร่ง ลู่เซิ่งใช้เวลาแค่วันเดียวก็เข้าใจเคล็ดพื้นฐานของวิถีคลายหดแล้ว
ขอแค่ฝึกวิชาต่อไป ก็จะเข้าสู่ระดับที่หนึ่ง และเริ่มการปรับเปลี่ยนได้
แต่ว่าทันใดนั้น เรื่องเหนือความคาดหมายก็เกิดขึ้น
กุ๊กๆๆ!
กุ๊กๆๆๆๆ!
กระต่ายเทาตัวหนึ่งพุ่งเข้าโพรงไม้อย่างแตกตื่นหวาดกลัว จากนั้นก็วิ่งพล่านไปทั่ว ขนทั่วร่างลุกตั้งเล็กน้อย
จากนั้นมันก็พุ่งถึงด้านหน้าลู่เซิ่ง เริ่มแยกเขี้ยวยิงฟันและกระดิกหู ทั้งยังขูดขาหน้าสองข้างกับพื้นอย่างรวดเร็ว
“กุ๊กๆๆ! (งู! งูมาแล้ว!)”
ลู่เซิ่งเข้าใจความหมายของมันทันที
“กุ๊ก? (งูหรือ)” เขาทวนประโยค
“กุ๊ก! กุ๊ก! (ใช่! งูตัวใหญ่!)” ลู่เซิ่งเรียกกระต่ายเทาตัวนี้ว่าเจ้าเหยิน เป็นเพราะมันมีฟันหน้าใหญ่สุด ส่วนอีกตัวไม่ได้มีลักษณะเด่นอะไร จึงไม่ได้ตั้งชื่อ
ใคร่ครวญครู่หนึ่ง ลู่เซิ่งก็ได้ยินเสียงงูเลื้อยดังมาจากด้านนอกโพรงไม้เบาๆ เสียงเบามาก ซ่อนเร้นอยู่ในเสียงซู่ซ่ายามลมพัดใบไม้
เขาขมวดคิ้ว แนบหูยาวติดกับแผ่นหลัง พร้อมกับหาเปลือกไม้แผ่นหนึ่งมามัดไว้
จากนั้นก็ยืนขึ้น
“เจ้าอยู่นี่ ข้าจะไปดู” เขาสั่งเจ้าเหยิน
“ไม่นะ! เจ้าได้ตายแน่” เจ้าเหยินร้องเสียงดัง เครียดจนเริ่มวิ่งพล่านเป็นวง
“คิดมากไปแล้ว” ลู่เซิ่งเดินไปยังปากโพรงอย่างเยือกเย็น
หลังออกจากโพรงไม้ สิ่งที่เขาเห็นเป็นอันดับแรกไม่ใช่งู หากเป็นกระรอกน้อยสีเหลืองแถวหนึ่งที่นั่งอยู่บนคาคบ กระรอกฝูงนี้กำลังส่งเสียงร้องแหลม เหมือนกับกำลังเตือนสัตว์ตัวน้อยที่อยู่รอบๆ ว่างูกำลังจะมาที่นี่
ถัดจากนั้น งูพิษที่มีหัวทรงสามเหลี่ยมและมีจุดสีเหลืองบนลำตัวสีเขียวก็ค่อยๆ เลื้อยออกมาจากพุ่มหญ้าทางขวาของโพรงไม้
ขนาดตัวของมันยาวกว่าลู่เซิ่งในตอนนี้สิบกว่าเท่า ทอดตามองดู หัวงูหยาบใหญ่จนทำให้คนไม่สงสัยเลยว่า มันสามารถอ้าปากแล้วกินเจ้าเหยินลงไปได้ทั้งตัว
สายตาเย็นเยียบและหิวโหยของงูพิษจ้องมองลู่เซิ่งเขม็ง มันเข้าใกล้อย่างเชื่องช้า พลางชูศีรษะขึ้นสูงโดยที่ไม่เลื่อนสายตาไปไหน
‘งูพิษงั้นเหรอ’ ลู่เซิ่งขยับสองขา ตอนนี้ยังไม่ได้พึ่งพาดีปบลูเพิ่มความแข็งแกร่ง แต่ว่าช่วงเวลาปรับตัวเข้ากับร่างกายร่างนี้ได้จบไปแล้ว
เท้าของกระต่ายป่าไม่ไร้คม หากแหลมคมเหมือนกัน
งูพิษเหมือนลังเลอยู่นิดหน่อย มันไม่เคยเห็นกระต่ายที่ยืนสองขาได้ ทั้งๆ ที่ขาหลังของกระต่ายโค้งงอแท้ๆ...
แล้วหูล่ะ
งูพิษหาหูของลู่เซิ่งไปทั่ว
แต่ไม่นานมันก็ยอมแพ้ ความหิวชนะทุกสิ่ง มันได้กลิ่นหอมหวนของเนื้อแล้ว
งูพิษค่อยๆ เข้าใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ
ควับ!
ทันใดนั้นเงาลวงสายหนึ่งโผพุ่ง งูพิษเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อทั่วร่าง ระเบิดพละกำลังอันมหาศาลออกมา ก่อนจะพุ่งใส่ลู่เซิ่ง
ความอยากอาหารของมันกำลังพลุ่งพล่าน เลือดลมทั่วร่างกำลังสั่นไหว สองตาฉายแววยินดีอย่างล้ำลึก
หลังจากกินมื้อนี้ มันจะมีพละกำลังมากกว่าเดิมในการออกล่าเยื่อและหาอาหารมากกว่านี้แล้ว!
พรึ่บๆ!
ประกายเย็นเยียบสองสายสาดแสงขึ้นในทันใด
ลู่เซิ่งฉากหลบ แล้วปรากฏตัวขึ้นด้านขวาของงูพิษดุจสายฟ้าแลบ สองขาของเขามีเลือดหยด แต่ไม่ใช่เลือดของเขาเอง
โครม
งูพิษทิ่มหัวเข้ากับต้นไม้ จากนั้นก็พลิกตัวบนพื้น ร่างกายชักกระตุกสองสามที ดิ้นอยู่สักพัก จึงค่อยๆ สูญเสียพลังชีวิตไป
สำหรับลู่เซิ่ง สัตว์ป่าที่อาศัยแค่สัญชาติญาณนี้ไม่มีความสามารถโต้ตอบแม้แต่น้อย เหมือนเขาเผชิญหน้ากับคนธรรมดาที่ใช้วรยุทธ์ไม่เป็น
เขามองดูรูเลือดที่น่ากลัวบนคอของงูที่มีเลือดไหลออกมา แม้แต่ศีรษะของงูก็เกือบถูกกระชากขาด
จากนั้นก็หมุนตัวเดินเข้าโพรงไม้โดยไม่แสดงสีหน้า
กระต่ายไม่มีอวัยวะและฟันสำหรับย่อยเนื้อ ดังนั้นเขาจึงกินเนื้อไม่ได้ ต้องจำใจปล่อยให้เสียเปล่าอยู่ตรงนี้
เมื่อครู่เขาเพียงแค่ใช้ความเร็วและปฏิกิริยาของร่างกายร่างนี้สร้างสภาพสังหารในการโจมตีเพียงครั้งเดียวขึ้นอย่างแม่นยำเท่านั้น เขามีพละกำลังในการโจมตีเพียงครั้งเดียว เพราะโครงสร้างร่างกายของกระต่ายได้ตัดสินแล้วว่าเขาไม่อาจสู้ศึกยืดเยื้อกับงูพิษได้
ครั้งนี้เจ้างูพิษน้อยมาลอบโจมตี เขายังรับมือได้ แต่เกิดรอจนมีสัตว์ที่เคลื่อนไหวปราดเปรียว แถมยังมีพละกำลังและความเร็วมากกว่าอย่างเสือดาวมาโจมตี พละกำลังอันน้อยนิดของเขาคงสู้กับการพุ่งมั่วๆ ของอีกฝ่ายไม่ได้ด้วยซ้ำ
ถึงอย่างไรขนาดของร่างกายก็แตกต่างกันเกินไป
พอกลับไปถึงโพรงไม้ ลู่เซิ่งก็เห็นเจ้าเหยินที่ตกใจจนไม่กล้าขยับเขยื้อน
“ไปเถอะ หาที่อยู่แห่งอื่น ที่นี่อยู่ไม่ได้แล้ว” เขากล่าวตามตรง
มีงูมาตายที่นี่ กลิ่นคาวเลือดจะต้องล่อสัตว์ดุร้ายจำนวนมากกว่านี้มาแน่ ยังมีเลือดบนขาเขาที่ต้องจัดการอีก
นอกจากนี้ หากต้องการสะสางผลกรรมของกระต่ายตัวนี้ เขาจะต้องหาสถานที่ที่เหมาะสมและเริ่มแผนการอย่างเป็นทางการของตัวเอง
เจ้าเหยินตกใจแทบตาย จึงถูกลู่เซิ่งดึงหูออกจากโพรงไม้อย่างมึนงง
ในป่ายามกลางวัน กระต่ายเทาสองตัวที่ตัวหนึ่งเดินด้วยสองขา อีกตัวหนึ่งติดตามอยู่ด้านหลังเร่งรุดออกจากโพรงไม้
ไม่นาน หลังจากพวกเขาเดินออกไปได้ยี่สิบสามสิบหมี่ ก็เห็นหนังกระต่ายเทาผืนหนึ่งและเศษกระดูกเปื้อนเลือดส่วนหนึ่งกระจัดกระจายอยู่ใต้ต้นไม้ที่มีกิ่งยาวมากต้นหนึ่ง
ลู่เซิ่งดมกลิ่นออก เป็นกระต่ายเทาอีกตัวนั่นเอง
..............................................
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น