596-600

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง ระบบโกงสกิล
บทที่ 596ถึง600
ลู่เซิ่งเป็นกังวลเล็กน้อยขณะมองเงาหลังของบุรุษตรงหน้า

‘ไม่รู้ว่าแผนการจะดำเนินไปอย่างราบรื่นหรือไม่ ถ้าราบรื่น เผ่าอินทรีราชสีห์แปดเศียรไม่มีทางเลิกราง่ายๆ แน่ แต่ว่าปกติแล้วตัวตนที่แข็งแกร่งต่างก็ใช้จิตวิญญาณมาแบ่งแยกสิ่งมีชีวิต คงจะยัดความผิดให้จวงจิ้วได้ไม่นานนัก แต่ขอแค่ให้เจ้าเสี่ยวปาสร้างความเสียหายให้แก่หอฟ้าเมฆามากพอ จนสองฝ่ายเข้าห้ำหั่นกัน ก็จะผูกแค้นได้มากพอแล้ว’

ลู่เซิ่งไม่ต้องการสิ่งใดนอกจากอาศัยการระบายความโกรธของอสูรอินทรีราชสีห์แปดเศียรในการแกล้งตายเพื่อหลบหนี

ไม่ว่าจะเป็นจวงจิ้วหรือหอฟ้าเมฆา ก็ล้วนเป็นตัวตนที่เขาสู้ไม่ได้ทั้งสิ้น ดังนั้นหากจะหลบหนีให้สำเร็จโดยไม่เปิดเผยความลับ วิธีการที่ดีที่สุดคือการสูญสลายหายไปโดยสมบูรณ์

ส่วนการคิดบัญชีของสำนักนทีครามกับจวงจิ้วที่จะตามมา เขาได้จัดการให้ครอบครัวและมือดีในสำนักแอบอพยพเพื่อป้องกันทุกอย่างนี้และถ่วงเวลาไว้แล้ว

ตอนแรกลู่เซิ่งไม่คิดจะปิดบังนานเกินไป ในทางกลับกันขอแค่มีเวลาสำหรับใช้ในการเพิ่มระดับได้มากพอ เพียงครู่เดียว เขาก็จะเพิ่มได้ถึงระดับอันแข็งแกร่งที่จวงจิ้วเป็นอยู่ได้แล้ว เรื่องนี้เขาเชื่อมั่นในตัวเองเป็นอย่างยิ่ง

‘เราใช้การประสานของคลื่นอัญเชิญอสูรอินทรีราชสีห์แปดเศียรออกมาชั่วคราว ถ้าหากเป็นไปด้วยดี หลังจากสิ่งมีชีวิตระดับราชันชนิดนี้พบว่าเราดับสูญไปแล้ว จะต้องระบายความโกรธไปที่ขุมกำลังของสำนักนทีครามและจวงจิ้วแทนแน่ เมื่อเป็นแบบนี้ จะเกิดผลลัพธ์ที่ไม่เลวอย่างยิ่ง...’ ลู่เซิ่งจำลองทิศทางที่อาจจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ในใจ

กลับไม่ทราบเลยว่าทิศทางที่แท้จริงจะราบรื่นกว่าที่เขาคิดไว้เสียอีก

จวงจิ้วเสียร่างแยกไปร่างหนึ่ง สำนักนทีครามเสียหอฟ้าเมฆากับดาวเคราะห์ไปดวงหนึ่ง ส่วนอสูรอินทรีราชสีห์แปดเศียรเนื่องจากภาพเสมือนถูกฆ่า ข้อมูลที่ได้รับจึงไม่สมบูรณ์

ท้ายสุดก็ปิดบังความจริงที่ว่าเขาเป็นคนอัญเชิญอสูรอินทรีราชสีห์แปดเศียรออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ผลลัพธ์โดยตรงที่เกิดขึ้นก็คือ สามขุมกำลังรวมถึงโลกแห่งความเจ็บปวดถูกร่างหลักของเสี่ยวปาที่เป็นอสูรอินทรีราชสีห์แปดเศียรตรึงเอาไว้ ขณะที่เกิดความเสียหายอย่างสาหัส ก็ไม่กล้าไปหาเรื่องมัน

ในนภาดาว เผ่าอินทรีราชสีห์แปดเศียรขึ้นชื่อเรื่องความชั่วร้าย พวกมันมีพลังอันเหี้ยมหาญและพรสวรรค์ที่น่ากลัว กอปรกับมีนิสัยดุร้าย เหยียดหยามสรรพสัตว์ ยกคางมองคนมาตั้งแต่เกิด

ที่แล้วมามีแต่พวกมันมาหาเรื่องคนอื่น แต่ครั้งนี้เป็นคนอื่นหาเรื่องพวกมัน นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายหมื่นปี

ดังนั้นบทสรุปจึงสมบูรณ์แบบชนิดอยู่เหนือความคาดหมายของลู่เซิ่งเสียอีก เขาไม่ทันได้ใช้วิธีการที่เหลือ ก็แก้ปัญหาได้อย่างง่ายดาย

ลู่เซิ่งได้สติกลับมา ก่อนจะมองไปยังเงาร่างของบุรุษตรงหน้า

“ท่านหมอ ข้าควรเรียกท่านว่าอย่างไรดี” เขาถามอย่างมีมารยาท

“ถูจิน เรียกข้าว่าถูจิน” บุรุษตอบอย่างไร้อารมณ์

“ข้าลู่เยวี่ย” ลู่เซิ่งหัวเราะ “ท่านหมอเรียกข้าว่าลู่เยวี่ยก็ได้”

“ลู่เยวี่ยใช่ไหม รู้จักศาสตร์สมุนไพรหรือไม่”

“เอ่อ...พอจะรู้นิดหน่อยกระมัง” ลู่เซิ่งไม่แน่ใจนัก ถ้าหากที่นี่เป็นนครตราชั่งซึ่งเป็นขุมกำลังยิ่งใหญ่ที่อยู่เหนือกว่าสำนักนทีครามตามที่จวงจิ้วบอกจริงๆ การที่เขามาถึงที่นี่โดยบังเอิญกลับเป็นโอกาสในการยกระดับที่ไม่เลว

ดังนั้นเขาจึงวางแผนว่าจะอยู่ที่นี่และตรวจสอบสถานการณ์อย่างรอบคอบก่อนพูดคุยกับบุรุษผู้นี้

“ช่วยข้าจัดการสมุนไพรก่อนก็แล้วกัน” ถูจินเอ่ยอย่างราบเรียบ

ทั้งสองตัดทะลุป่าเขาผืนใหญ่ ไม่นานก็มาถึงหน้าบ้านไม้สีน้ำตาลอมเทาหลังเล็กๆ

หน้าประตูบ้านไม้มีบุรุษและสตรีวัยเยาว์ที่ดูอายุไม่เกินสิบกว่าปียืนอยู่สองคน

บุรุษหน้าตาดูดี บุคลิกไม่ธรรมดา ใบหน้าและสายตาต่างฉายแววความคึกคักฮึกเหิม แสดงให้เห็นว่าอยู่ในช่วงกระตือรือร้นที่สุดในชีวิต บนอาภรณ์ผ้าไหมสีเขียวปักอักขระเล็กๆ ไว้สองสามตัวซึ่งแผ่แสงที่ใช้กำจัดฝุ่นละอองออกมาอย่างเลือนราง

เทียบกับบุรุษแล้ว สตรีนางนั้นดูด้อยกว่ามาก ตัวนางเหมือนก้อนกลม ตั้งแต่เอวถึงคอมีแต่ไขมันหนา เวลาขยับตัวจะมีเหนียงโผล่มาสามชั้น

นางสวมกระโปรงเนื้อบางสีขาวซึ่งทำให้ดูเหมือนห่อผ้าเช็ดตัวไว้มากกว่า มัดผมแกละ ให้ความรู้สึกซุกซน แต่พอรวมกับชั้นไขมันที่เป็นก้อนกลมแล้ว กลับขัดหูขัดตาเป็นพิเศษ

“ท่านพ่อกลับมาแล้วเหรอ!?” พอยัยหนูอ้วนผู้นี้เห็นถูจินกลับมา ก็ซอยขาสั้นๆ สองข้างพุ่งเข้ามาทันที

“อือ วันนี้เก็บผลเสียงครามที่เจ้าชอบกินที่สุดมาด้วย พอให้เจ้ากินวันหนึ่งเลยนะ” สีหน้าของถูจินอ่อนโยนขึ้นเล็กน้อย

“ยังพาบุรุษมาด้วยคนหนึ่ง” ยัยหนูอ้วนจ้องมองลู่เซิ่งอย่างสนใจ

น่าเสียดายที่ลู่เซิ่งไม่แสดงบุคลิกเพราะกำลังปลอมตัวอยู่ ตอนนี้จึงเป็นบุรุษหนุ่มธรรมดาทั่วไป ย่ำแย่กว่าบุรุษหน้าประตูบ้านไม้ไม่น้อย

“เขาเป็นคนที่พ่อช่วยเอาไว้ด้วยความบังเอิญระหว่างทาง ไม่พกเงินติดตัว ก็เลยจะมาทำงานเป็นลูกมือเพื่อชดใช้ชั่วคราว” ถูจินกล่าวอย่างราบเรียบ เขาเหมือนไม่รู้ว่าอะไรคือรอยยิ้ม เนื่องจากแสดงสีหน้าราบเรียบเย็นชากับทุกคน อย่างมากสุดก็อ่อนโยนกับลูกสาวของตัวเองเท่านั้น

ปีนี้ถูจินอายุห้าสิบกว่าปีแล้ว วิชาการรักษาที่มีแบบแผนของเขาพอจะมีชื่อเสียงอยู่บ้างในรัศมีหลายร้อยลี้

ผู้อยู่อาศัยจำนวนไม่น้อยที่อยู่รอบๆ ต่างรู้ว่าวิชารักษาของเขาผ่านการรับรองอาชีพจากนครหลวงตราชั่งมาแล้ว

แต่ก็เพียงเท่านั้น

เขาเป็นหมอคนหนึ่ง และเป็นแค่หมอเท่านั้น

ในยุคปัจจุบัน คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ไม่มีใครยอมเลือกฝึกฝนวิชาการรักษาที่ยากลำบากแต่ได้ผลช้าถึงขีดสุดอีกแล้ว หากไปฝึกฝนวิชาการสังหารศัตรูและปกป้องตัวเองได้มากกว่า

เหมือนกับเต๋อเฉิงศิษย์เอกของเขาที่ไม่เรียนวิชารักษา แต่แอบไปเข้าร่วมกับสำนักมรรคายุทธ์ที่มีชื่อว่าสำนักเมฆาแดง

ตอนนี้การฝึกฝนของเขามีส่วนสำเร็จแล้วเล็กน้อย ทำให้ทะนงตนขึ้น

นี่คือสภาพสังคมในปัจจุบัน สำนักค่ายพรรคต่างๆ มีวิธีการฝึกฝนมากมายนับไม่ถ้วน ดังนั้นวิชาการรักษาธรรมดาๆ วิชาหนึ่งซึ่งโดดเด่นแค่นิดหน่อยจึงไม่มีใครเห็นค่า

ถูจินรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เซินเซินลูกสาวของตนเองก็ไม่สนใจ เกรงว่าวิชาการรักษาที่มีแบบแผนจะมาสิ้นสุดที่ยุคของตนนี่เอง...

“เต๋ออวิ๋นเล่า” ถูจินเข้าไปในบ้าน ไม่สนใจศิษย์คนโตที่ยืนทำหน้าประดักประเดิดอยู่ตรงประตู หากถามถึงเต๋ออวิ๋นศิษย์คนที่สอง หรือศิษย์อีกคนของตัวเอง

“ขอรับอาจารย์!” ชายฉกรรจ์หยาบกระด้างตัวดำที่มีใบหน้าใสซื่อคนหนึ่งรีบพุ่งออกมาจากในบ้าน มือถือสมุนไพรสีครามที่มีรากติดอยู่ด้วยกำหนึ่ง

“กำลังจัดการหญ้าสหัสอาทิตย์อยู่ขอรับท่านอาจารย์”

“ดี ทำต่อไป อย่าโอ้เอ้” ถูจินพยักหน้าและโบกมือ

บัดนี้มีแต่เต๋ออวิ๋นศิษย์คนรองที่ทำให้เขาอารมณ์ดีอยู่บ้าง

แม้เต๋ออวิ๋นจะมีพรสวรรค์ไม่พอ แต่ความขยันสามารถชดเชยข้อบกพร่องได้ ไม่แน่ว่าภายหลังจะมีโอกาสได้ครอบครองวิชารักษาที่มีแบบแผนได้อย่างแท้จริง

เขาพาลู่เซิ่งเดินเข้าไปนั่งลงกลางบ้าน

เซินเซินผู้เป็นลูกสาวกับเต๋อเฉิงศิษย์คนโตเข้ามาเงียบๆ แล้วแยกกันยืนอยู่ทางด้านซ้ายมือ

“ตามเกณฑ์ปกติ ข้าใช้ยาน้ำค้างหวานเพื่อรักษาเจ้า เจ้าต้องทำงานให้ข้าหนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ดวัน เทียบเท่ากับต้องจัดการหญ้าแมลงแปลงหยกเกือบสามร้อยต้น”

“ไม่มีปัญหา” ลู่เซิ่งตอบรับอย่างเต็มใจ

“ไม่มีปัญหาเหรอ อย่างนั้นข้าจะแนะนำสถานการณ์คร่าวๆ ให้ฟัง” ถูจินกล่าวต่อ

ไม่นานลู่เซิ่งก็เข้าใจอย่างคร่าวๆ ผ่านน้ำเสียงราบเรียบประจำตัวของอีกฝ่ายว่า ตนเองที่เจออุบัติเหตุเข้าโผล่มาไกลขนาดไหน

นครตราชั่งมีขนาดใหญ่มาก พื้นที่ใหญ่เป็นสามเท่าของต้าอิน แบ่งออกเป็นสี่อาณาเขต มีผู้อยู่อาศัยในระดับและสถานะต่างๆ กัน อาศัยอยู่ตามลำดับ

ทุกคนต่างไปยังนครหลักได้ผ่านค่ายกลส่งตัวแบบเก็บเงิน และขอการรับรองอาชีพได้ในนครหลัก นอกจากนั้นถ้าหากมีความมั่นใจด้านพลัง จะสามารถรับภารกิจที่นครหลักประกาศได้ ซึ่งหลังจากทำสำเร็จก็จะได้รับคะแนนคุณูปการ รวมถึงมีโอกาสกลายเป็นผู้อยู่อาศัยในนครหลักของนครตราชั่ง

และนครตราชั่งอยู่ห่างจากดาวปรภพ...หลังลู่เซิ่งถามคำถามแบบหยั่งเชิง จึงค่อยทราบว่า ถูจินรู้จักชื่อดาวเคราะห์มากมายรอบๆ นครตราชั่ง เนื่องจากวัตถุดิบยาสูงค่ามากมายแพร่หลายเข้ามาจากสถานที่เหล่านั้น

ดาวปรภพ...เนื่องจากมีการผลิตสมุนไพรที่มีชื่อว่าหญ้าฟ้องร้องเป็นจำนวนมาก ดังนั้นถูจินเลยพอคุ้นหูอยู่บ้าง

คิดจะไปยังดาวปรภพ อย่างน้อยจะต้องใช้ค่ายกลส่งตัวที่ชายขอบดวงดาวสามแห่งถึงจะไปถึงได้

และค่าใช้จ่ายของค่ายกลส่งตัวที่ชายขอบดวงดาว หนึ่งครั้งต้องใช้การสั่งสมทั้งหมดของสำนักเล็กๆ แพงเสียจนสร้างความตกตะลึงให้แก่ผู้ที่ได้ยิน

หลังจากรู้เรื่องแล้ว ลู่เซิ่งก็ไม่คิดมากอีก ก่อนที่จะหาวิธีกลับไป อย่างน้อยเขาต้องยกระดับพลังถึงระดับหนึ่งอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นก็รังแต่จะกลับไปหาที่ตายเปล่าๆ

คุยไปคุยมา ถูจินก็เริ่มบ่นอย่างจนปัญญา เพราะลูกสาวและศิษย์ที่ไม่ตั้งใจเรียนวิชาการรักษาที่มีแบบแผน

แต่ลูกสาวไม่สนใจว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร จึงเถียงว่า

“ท่านพ่อ ตอนนี้มันยุคไหนแล้ว ต่อให้พวกเราเรียนวิชารักษาจนใช้เป็นแล้วจะทำอะไรได้ ค่าจ้างของหมอคนหนึ่งที่นครหลักเป็นแค่หนึ่งในสิบของอาชีพต่อสู้เท่านั้น ยาปรุง ยาผง และวิชามากมายต่างมีผลการรักษาในตัวอยู่แล้ว หลายๆ กลุ่มไม่ต้องมีหมอด้วยซ้ำ แต่พวกเขาสามารถรักษาตัวเองได้โดยสมบูรณ์”

“ใช่แล้วขอรับท่านอาจารย์ นี่มันยุคไหนแล้ว ยังเอาแต่ถ่ายทอดวิชาการรักษาไม่ยอมเปลี่ยนแปลงอีก ตอนนี้ไม่ใช่เมื่อก่อนแล้วนะ ยุคสมัยต่างกันแล้วขอรับ” เต๋อเฉิงศิษย์คนโตช่วยกล่าวเสริม

“พวกเจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ สิ่งที่พวกเจ้าออกไปร่ำเรียนล้วนเป็นสิ่งที่คนอื่นๆ ร่ำเรียนได้ แต่สิ่งที่ข้าถ่ายทอดนั้นไม่มีที่ไหนอีกแล้ว มีแต่พวกเจ้าที่ใช้ได้!” ถูจินคิดจะเกลี้ยกล่อมให้พวกเขาเปลี่ยนใจ

“แต่ก็ยึดเป็นการฝึกฝนหลักไม่ได้อยู่ดี มันใช้เวลาเกินไปเจ้าค่ะท่านพ่อ” คำพูดของเซินเซินดับความหวังของถูจิน

“ท่านพ่อทำงานต่อเถอะ ข้ากับศิษย์พี่ขอไปซื้อของในเมืองก่อน” เซินเซินเห็นบิดาตัวเองหน้าเขียวคล้ำ ก็รีบฉุดศิษย์พี่วิ่งออกไปด้านนอก

หลังจากทั้งสองออกไป ในบ้านก็พลันเงียบงัน

ถูจินนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ ไม่พูดอะไรอยู่นาน

“ขอถามหน่อย ข้าที่เป็นผู้ช่วยทำอะไรได้บ้าง” ลู่เซิ่งที่รออยู่สักพักอดถามไม่ได้

ถูจินถอนใจแล้วค่อยๆ ลุกขึ้น “ตามข้ามาเถอะ ถ้าทำได้ดี ข้าจะพิจารณาช่วยเจ้าขอสิทธิ์อยู่อาศัยชั่วคราวให้”

“สิทธิ์อยู่อาศัยชั่วคราวหรือ” ลู่เซิ่งได้ยินคำศัพท์ใหม่อีกครั้ง

“คนจากภายนอกที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้าอย่างพวกเจ้า ปกติแล้วจะอยู่ที่นี่ได้แค่สามวัน หลังจากนั้นจะถูกระบบกำจัดอัตโนมัติของนครหลักคัดออกไป ถ้าหากคิดจะอยู่ที่นี่ยาวๆ จะต้องได้รับสิทธิ์อยู่อาศัยชั่วคราว” ถูจินเดินไปพลางอธิบายไปพลาง

“มีแต่คนที่สร้างคุณูปการให้แก่นครหลักระดับหนึ่งเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์อยู่”

ลู่เซิ่งติดตามเขาเข้าไปยังด้านในตัวบ้าน ก่อนจะมาถึงในห้องเล็กๆ ที่มีสมุนไพรมากมายกองอยู่จนเต็ม

“สมุนไพรที่อยู่ที่นี่ต้องจัดการให้หมด จากนั้นหลังจากข้าขายเสร็จ จะได้รับเงินน้ำแข็งกับคะแนนคุณูปการระดับหนึ่ง คะแนนคุณูปการสามารถแบ่งให้เจ้าได้นิดหน่อย ซึ่งสามารถขยายเวลาอยู่อาศัยของเจ้าได้” ถูจินแนะนำง่ายๆ

“จะจัดการอย่างไร” ลู่เซิ่งถาม

ถึงอย่างไรตอนนี้เขาก็อยู่ว่าง การใช้ช่องทางอย่างถูจินทำความเข้าใจกฎเกณฑ์ของนครตราชั่งแห่งนี้เท่าที่จะเป็นไปได้จึงเป็นกุญแจสำคัญ

“ข้าจะอธิบายให้เจ้าฟังคร่าวๆ สักสองสามรอบ เจ้าดูให้ดีก็แล้วกัน” ถูจินเอ่ยอย่างจริงจัง

“ทิศทางหนึ่งของวิชารักษาที่มีแบบแผนของข้าคือการปลูกถ่ายอวัยวะ เป็นการปลูกถ่ายอวัยวะใหม่แทนอวัยวะที่มีปัญหา เพื่อแก้ไขปฏิกิริยาการต่อต้าน ถังเช่าด้ายขาวชนิดนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการปลูกถ่ายอวัยวะ มันเป็นวัตถุดิบหลักสำคัญในการทำด้ายเย็บแผล วิธีการจัดการนั้น เจ้าดูข้าทำรอบหนึ่งก่อน...”

“การปลูกถ่ายอวัยวะ สามารถปลูกถ่ายอวัยวะได้ทั้งหมดเลยหรือ” ลู่เซิ่งโพล่งถาม

“ได้ทั้งหมด อย่าให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านเกินขอบเขตการควบคุมพลังฝึกปรือของเจ้าก็เป็นอันใช้ได้” ถูจินตอบ

ลู่เซิ่งพลันกระจ่างแจ้ง ตอนแรกเขาเพียงแค่จะทำแบบขอไปที แต่ลักษณะพิเศษของวิชารักษาที่มีแบบแผนนี้กลับสร้างความสนใจให้เขานิดหน่อยแล้ว

..............................................
การจัดการถังเช่าด้ายขาวง่ายดายมาก เพียงแค่ต้องใช้วิธีการที่แน่นอนสิบสามขั้นตอน จากนั้นนำไปแช่น้ำสักพักก็พอ

ผู้เริ่มต้นเรียนอาจจะจำกระบวนการทั้งหมดได้อย่างยากลำบาก แต่สำหรับลู่เซิ่ง เมื่อจิตวิญญาณเจ้าแห่งอาวุธที่แข็งแกร่งสุดเปรียบปานของเขาเจอปัญหาเล็กๆ แค่นี้ก็แทบจะง่ายดายยิ่งกว่าการหายใจเสียอีก

ถูจินบรรยายแค่รอบเดียว เขาก็จดจำไว้ได้อย่างสมบูรณ์ แต่เพื่อไม่ให้สะดุดตาเกินไป เขาจึงถามทวนสามรอบและให้ถูจินแสดงให้ดูอีกรอบหนึ่ง จากนั้นจึงค่อยเริ่มจัดการด้วยตัวเอง

หลังจากจัดการถังเช่าต้นหนึ่งเสร็จ ถูจินก็พยักหน้าอย่างค่อนข้างแปลกใจและพอใจ

“จงจัดการสมุนไพรพวกนี้ให้เสร็จในสองวัน ไม่มีปัญหากระมัง ทั้งหมดอย่างน้อยต้องได้ระดับนี้” เขาเอ่ยพลางชี้ไปที่ของสำเร็จรูปที่ลู่เซิ่งทำออกมา

“ไม่มีปัญหา” ลู่เซิ่งพยักหน้า

เขาเองก็ต้องการเวลาตรวจสอบสภาพแวดล้อมที่อยู่ใกล้ๆ นี่พอดี

เวลาสามวัน เพียงพอแล้ว

ถูจินหมุนตัวจากไปหลังจากสั่งงานเสร็จ ทิ้งให้ลู่เซิ่งจัดการถังเช่าด้ายขาวอยู่ในห้องเพียงลำพัง

จากเช้าถึงบ่าย เด็กสาวตัวอ้วนที่ชื่อเซินเซินคนนั้นนำอาหารมาให้ครั้งเดียว หลังจากลู่เซิ่งกินข้าวเสร็จ ก็จัดการถังเช่าด้ายขาวต่ออย่างไม่รีบร้อน

ตอนเขาฝึกฝนมรรคายุทธ์เมื่อก่อนหน้านี้ ก็เคยจัดการสมุนไพรไม่น้อย กระบวนการแค่นี้จึงง่ายดายอย่างยิ่ง

ล่วงเลยถึงตอนค่ำอย่างเชื่องช้า ถึงลู่เซิ่งจะโยกโย้โอ้เอ้ ถังเช่าด้ายขาวทั้งหมดก็ยังคงถูกจัดการจนหมด

เขาผ่อนความเร็วเท่าที่ทำได้แล้ว แต่ผลลัพธ์ก็ยังอยู่เหนือแผนการที่วางไว้

ตอนดึกถูจินออกไปซื้อของกลับมา พอเปิดประตูห้องเก็บสมุนไพรเพื่อดู ถังเช่าด้ายขาวในห้องกลับถูกจัดการอย่างเป็นระเบียบและสะอาดสะอ้าน ทุกๆ ต้นต่างถูกบรรจุลงในกล่องไม้ใบเล็กๆ ล้วนจัดการตามคำขอของเขา แถมคุณภาพของแต่ละต้นแทบจะไม่แตกต่างกัน

“พวกนี้...เจ้าเป็นคนทำเองหรือ” ถูจินยืนเพ่งพินิจดูลู่เซิ่งอยู่ตรงปากประตู

“อืม ผลลัพธ์ของวันนี้ทั้งวัน ถือว่าตรงตามเงื่อนไขกระมัง” ลู่เซิ่งถามอย่างผ่อนคลาย

ถูจินมองเขาและเงียบเสียงลง ครู่หนึ่งจึงค่อยๆ ส่งเสียง

“ใช้ได้...”

“ถ้าอย่างนั้น ข้าเป็นผู้ช่วยของท่านได้ไหม” ลู่เซิ่งถามด้วยรอยยิ้ม

ถูจินครุ่นคิด “การต้มยาแบบง่ายๆ เจ้าทำเป็นไหม”

“นิดหน่อยขอรับ”

“ดีมาก ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป มาช่วยข้าต้มยา” พูดจบเขาก็หมุนตัวออกจากห้องไป

ลู่เซิ่งยิ้มแย้ม การเริ่มต้นนี้ไม่เลวอย่างยิ่ง

เช้าตรู่วันต่อมา ถูจินลากสมุนไพรหนึ่งคันรถออกจากประตูอย่างสบายๆ กิจวัตรประจำวันคือออกไปตอนเช้าและกลับมาตอนเย็น

ลู่เซิ่งได้รับภารกิจต้มยาสองสามภารกิจซึ่งง่ายดายเป็นอย่างยิ่งสำหรับตัวเขา ด้วยพลังจิตวิญญาณของเขา การสัมผัสระดับความแรงของไฟในตอนทำน้ำต้มยาจึงง่ายดายเหลือแสน

หลังจากจัดการภารกิจเสร็จ เขาก็เริ่มตรวจสอบและเดินเตร่รอบๆ บ้านไม้

นครตราชั่งมีการสะกดต่อสัมผัสจิตที่รุนแรงมาก จิตวิญญาณระดับเจ้าแห่งอาวุธของเขาขยายออกไปรอบๆ ได้แค่สิบยี่สิบเมตรเท่านั้น จึงเห็นได้ว่าผู้บำเพ็ญทั่วไป แม้แต่การถอดวิญญาณจากร่างก็ยังยากลำบากถึงขีดสุด

แต่ว่าลู่เซิ่งก็ยังสำแดงพลังได้อยู่ดี

เขาสืบจนรู้ว่าที่นี่คือที่ไหนได้อย่างรวดเร็ว

ที่ที่บ้านน้อยของถูจินอยู่มีชื่อว่าตาข่ายเขามังกร ว่ากันว่าที่นี่เคยมีคนใช้ตาข่ายวิเศษจับมังกรได้ตัวหนึ่ง

และเป็นเพราะภูมิประเทศของที่นี่เหมือนกับภูเขายอดแหลม ดังนั้นจึงมีคนเรียกที่นี่ว่าเขาตรึงมังกร

ภูมิประเทศรอบๆ รกร้าง มีแค่ทางตะวันตกที่มีสำนักแห่งหนึ่งซึ่งมีชื่อว่าสำนักเมฆาแดง เป็นสำนักมรรคายุทธ์ที่อยู่ใกล้ที่นี่ที่สุด

ลู่เซิ่งสืบเจอวิธีการอาศัยอยู่ในนครตราชั่งแห่งนี้แล้วเช่นกัน

ความจริงนครตราชั่งเป็นขุมกำลังยิ่งใหญ่ที่พ่อค้ากลุ่มหนึ่งร่วมมือกับผู้บำเพ็ญเพียรส่วนหนึ่งในการก่อตั้ง

เหล่าพ่อค้าศรัทธาความยุติธรรมที่เด็ดขาด ส่วนผู้บำเพ็ญเพียรศรัทธาคุณธรรมที่เด็ดขาด

ทั้งสองฝ่ายพึ่งพาอาศัยกัน สร้างสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างมีความยุติธรรมขึ้นมา จึงดึงดูดผู้บำเพ็ญอิสระให้เข้าร่วมได้เรื่อยๆ จากนั้นพวกลูกหลานรุ่นหลังของพวกผู้บำเพ็ญอิสระพากันเพิ่มจำนวนขึ้น

ผ่านไปหลายแสนปี ก็ค่อยๆ พัฒนากลายเป็นโลกใบเล็กๆ ที่แยกตัวเป็นเอกเทศใบหนึ่ง

ลู่เซิ่งสืบได้ความจากชายชราที่อาศัยอยู่ใกล้ๆ ว่า ความจริงผู้ที่นครตราชั่งให้ความเคารพล้วนเป็นคนที่อยู่อาศัยในนครหลวง นอกจากนครหลวงแล้ว คนในสี่เขตต่างเป็นคนชั้นต่ำ เป็นตัวตนอันอ่อนแอที่มีหน้าที่จัดหาและบริการทรัพยากรให้แก่พวกคนในนครหลวง

เมื่ออยู่ที่นี่ สมุดหยกระบุสถานะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด หากไม่มีสิ่งนี้จะไปไหนก็ลำบาก

และเป็นเพราะคำบอกเล่าของคนที่อยู่รอบๆ ลู่เซิ่งจึงมองเห็นความปรารถนาและความใฝ่ฝันต่อนครหลวงของพวกเขาแล้ว

แต่ถ้าหากต้องการเป็นผู้อยู่อาศัยในนครหลวง จะต้องใช้คะแนนคุณูปการที่เยอะมากจนน่ากลัว มีแต่ต้องเป็นผู้บำเพ็ญเข้าร่วมศึกที่มุ่งหน้าไปยังต่างดาวเท่านั้น ถึงจะได้รับคะแนนคุณูปการไม่น้อย

หลังจากเข้าใจคร่าวๆ แล้ว ลู่เซิ่งก็ช่วยถูจินจัดการสมุนไพรและต้มยา ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น

ในตอนนี้เอง จดหมายที่ส่งมาจากแดนไกลฉบับหนึ่งก็ทำให้ถูจินทำอะไรไม่ถูก

จดหมายเป็นของลูกสาวและศิษย์คนโตของเขาส่งมา

เต๋อเฉิงศิษย์คนโตได้ชวนให้เซินเซินเข้าร่วมสำนักเมฆาแดงแล้ว ตอนนี้ถึงช่วงเวลาปลาประหลาดทองแดงปล้นสดมภ์ สำนักเมฆาแดงจึงต้องการเรียกศิษย์ไปสู้กับฝูงปลาประหลาดทองแดง

ทั้งสองคนกลัวว่าถูจินจะไม่ยอมให้พวกเขาไป จึงแอบหนีไปโดยทิ้งจดหมายไว้ รอจนถูจินพบ ก็โกรธจนกินอะไรไม่ลงสองวัน

ยังดีที่มีเต๋ออวิ๋นคอยช่วยเหลือ และมีลู่เซิ่งคอยเกลี้ยกล่อม เขาจึงค่อยๆ หายโกรธ

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ลานเรือนของบ้านไม้ที่ตอนแรกครึกครื้นก็เงียบงันลง

เวลาผ่านไปทีละวันๆ ลู่เซิ่งได้รับสมุดหยกระบุสถานะที่ถูจินขอให้แล้ว แต่ถ้าอยากขยายสิทธิ์อยู่อาศัยชั่วคราวออกไป ก็จะต้องจ่ายคะแนนคุณูปการจำนวนมากกว่าเดิม

เขารวมคะแนนได้ทั้งหมดสิบสามหน่วย ทั้งหมดได้จากการจัดการสมุนไพร เป็นคะแนนที่ถูจินแบ่งให้เขา

คะแนนสิบสามหน่วยสามารถอยู่ที่นี่ได้หนึ่งเดือนครึ่ง

แน่นอนว่า ในเวลาว่างเหล่านี้ ลู่เซิ่งเป็นผู้ช่วยให้เขาไปด้วย และเริ่มเรียนการรักษาเกี่ยวกับอวัยวะที่เป็นโรคในชีวิตประจำวันของถูจินไปด้วย

จุดเด่นของวิชารักษาที่มีแบบแผนปรากฏตรงหน้าเขาอย่างรวดเร็ว

วิชารักษาที่สืบทอดมานานวิชานี้มีจุดเด่นสองอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด

หนึ่ง คือสามขีดจำกัดใหญ่อันเป็นทักษะลับแสนพิสดารของถูจิน

สอง เป็นการปลูกถ่ายอวัยวะและวิชาการรักษาสำหรับใช้โจมตี

บวกกับวิชาการฝึกฝนเฉพาะตัวที่มีแค่ในวิชารักษาที่มีแบบแผน

ผู้ฝึกฝนสามารถฝึกฝนพลังงานพิเศษสำหรับส่งเสริมวิชารักษาที่ดีที่สุดออกมาได้ พลังงานชนิดนี้ใช้โจมตีไม่ได้ ประสิทธิภาพในการรักษาก็ไม่ค่อยแตกต่างจากวิชาที่มีผลการรักษาพ่วงมาด้วยเท่าไหร่นัก

หลังจากเข้าใจระบบหลักของแบบแผน ลู่เซิ่งก็เข้าใจทันทีว่า เป็นไปได้ถึงขีดสุดที่มันจะมีส่วนชดเชยและช่วยเหลือระบบมรรคายุทธ์ของตัวเองได้อย่างไม่เลว

นี่เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เขายอมข่มใจอยู่ที่นี่

เขาพลิกหาทั่วบ้าน แต่แม้ถูจินจะไม่อยู่ ลู่เซิ่งก็ยังคงไม่เจอวิชาหลักของที่นี่อยู่ดี เขาทดลองใช้วิชาจิตบำบัดดู แต่ก็ใช้ไม่ได้ ดังนั้นได้แต่ตัดความคิดจะไปจากที่นี่หลังจากได้วิชาทิ้งไป

น่าเสียดายที่เขาเกิดความสนใจต่อวิชารักษาที่มีแบบแผน ซึ่งต้องทำให้ถูจินยินยอมสอนให้เท่านั้น ลู่เซิ่งใช้ทุกวิธีการและกำลังรอโอกาสอยู่

เวลาล่วงเลยผ่านไปช้าๆ พริบตาเดียวก็ผ่านไปหนึ่งเดือนกว่าๆ แล้ว

...

ถูจินอึดอัดคับข้องใจ

พอมาถึงยุคสมัยนี้ สิ่งที่เขาได้ร่ำเรียนมา แม้แต่คนที่ยินยอมเรียนก็ไม่มีสักคนเดียว นี่มันเป็นการประชดประชันต่อวิชารักษาที่มีแบบแผนของเขาชัดๆ

วิชารักษาอันยอดเยี่ยมที่เขาภาคภูมิใจมาโดยตลอด ดูเหมือนจะกลายเป็นขยะล้าหลังแห่งยุคสมัยไปแล้วเมื่อมาถึงยุคนี้

เขานั่งอยู่ในโถงใหญ่ของบ้านไม้ มือถือกล้องยาสูบไว้เอียงๆ กำลังสูดควันทีละคำๆ

เต๋ออวิ๋นจัดการน้ำสมุนไพรเหนียวๆ ที่ผุดฟองสีแดงอยู่ทางขวามือของเขา

ลู่เยวี่ยอยู่ทางซ้ายมือของเขา กำลังจัดการใบของโบตั๋นม่วงที่แพงหูฉี่อยู่

“วันนี้ต้องการให้พวกเจ้าช่วยข้าจัดการของยุ่งยากชิ้นหนึ่ง จำวิชาต้นกำเนิดหย่อมเมฆาที่บรรยายไปเมื่อวานได้หรือยัง” ถูจินถอนใจ ก่อนกล่าวถาม

“จำได้แล้ว” “จำไม่ได้ขอรับ...”

ลู่เยวี่ยกับเต๋ออวิ๋นให้คำตอบที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทำให้ถูจินต้องนวดเบ้าตาด้วยความจนปัญญา

ตอนแรกเขายังทนความโง่ของเต๋ออวิ๋นได้อยู่ แต่หลังจากลู่เยวี่ยกลายเป็นผู้ช่วยของเขา พอมีตัวเปรียบเทียบ เขาก็รู้สึกได้มากกว่าเดิมว่าเต๋ออวิ๋นโง่เง่าจนน่ากลัว

ช่วงนี้เป็นเพราะต้องการจัดการสมุนไพรป่าที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งต้นหนึ่ง ดังนั้นเขาจึงต้องการให้ผู้ช่วยสองคนมีความรู้ความสามารถมากกว่าเดิม ก็เลยถ่ายทอดทักษะผิวเผินในวิชารักษาที่มีแบบแผนให้แก่คนทั้งสอง

ทว่าสิ่งที่น่าเสียดายก็คือ เต๋ออวิ๋นยังคงโง่เง่าเต่าตุ่น ส่วนลู่เยวี่ยกลับฉลาดเป็นกรด

ถูจินเริ่มพิจารณาว่า ควรกำหนดให้ลู่เยวี่ยเป็นเป้าหมายในการสืบทอดวิชารักษาของตัวเองดีหรือไม่

ความจริงเขาได้ประกาศเปิดรับสมัครศิษย์ที่ยินดีมาเรียนวิชารักษาในละแวกใกล้ๆ แล้ว แต่สิ่งที่น่าเสียดายก็คือ ไม่มีใครอยากมาสักคนเดียว

การฝึกฝนวิชารักษาที่มีแบบแผน อย่าเพิ่งพูดถึงความยากอันมหาศาล ซึ่งจำเป็นต้องใช้การฝึกฝนซ้ำๆ หลายครั้งถึงจะใช้ทักษะขั้นพื้นฐานได้

เพราะต่อให้จะใช้เป็นแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้จากการทุ่มเวลาและพลังสมาธิก็ยังคงสู้การเรียนวรยุทธ์ไม่ได้อยู่ดี

ในอดีตเคยมีคนหนุ่มสาวหลายคนติดกับ พวกเขาฝึกฝนเป็นเวลาสองร้อยปี สุดท้ายวิชารักษาก็ยังไม่ใช่ชั้นหนึ่ง

แต่คนรุ่นเดียวกันที่ไปสำนักมรรคายุทธ์ กลับแยกกำแพงเจาะหิน ออกไปรับภารกิจให้รางวัลเพื่อเลี้ยงครอบครัวได้แล้ว

ส่วนพวกเขาต้องใช้เงินน้ำแข็งไปไม่น้อยเพื่อฝึกฝนวิชารักษา

นี่มันกับดักชัดๆ!

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ก็ไม่มีใครยอมเรียนวิชารักษาอีก ถึงขั้นจนถึงท้ายที่สุดแม้แต่ศิษย์คนโตกับลูกสาวของถูจินก็ไม่อยากเรียนแล้วเช่นกัน

ดังนั้นสิ่งที่เขาต้องพิจารณาเป็นหลักในตอนนี้จึงไม่เกี่ยวกับการสืบทอด แต่เกี่ยวกับว่ายินยอมหรือไม่ยินยอม

ถูจินสูดหายใจเฮือกหนึ่งแล้วมองลู่เยวี่ย

‘อีกประเดี๋ยวลองถามดู คนหนุ่มสาวสมัยนี้...แต่ละคนใจร้อนเกินไป...วิชารักษามีอะไรไม่ดีกัน ช่วยไม่ให้คนบาดเจ็บล้มตาย ตอนนั้นภรรยาเราก็ถูกช่วยชีวิตไว้แบบนี้...’

“จริงสิท่านหมอ วิชาต้นกำเนิดหย่อมเมฆาดูเหมือนใช้กับวัตถุดิบยาในเห็ดหลินจือเป็นหลักเท่านั้น อย่างมากสุดได้แต่ใช้กับเห็ดหลินจือที่มีอายุต่ำกว่าพันปี หากอายุมากกว่านี้จะไม่ไหว ข้าเคยอ่านเจอบันทึกในหนังสือสมุนไพรที่ท่านแนะนำให้ข้าครั้งก่อน วัตถุดิบนั้นของท่าน...” ลู่เซิ่งเตือนเบาๆ

“อ้อ มีด้วยอย่างนั้นหรือ” เรื่องนี้แม้แต่ถูจินก็ไม่ทันสังเกต ช่วงนี้เขายุ่งกับเรื่องราวมากมายจนหัวแทบหมุน

ตอนนี้พอลู่เซิ่งเตือน เขาก็พลันตกใจ รีบนึกย้อน เป็นอย่างที่ว่าจริงๆ

“เป็นอย่างนี้จริงๆ!” ถูจินลุกขึ้นแล้วเดินพล่านไปมา

“ดีที่เจ้าเตือนทันเวลา วิชาต้นกำเนิดหย่อมเมฆาใช้ไม่ได้จริงๆ เพราะจะส่งผลต่อสรรพคุณของยาสำเร็จรูป”

การเตือนในครั้งนี้ของลู่เซิ่งเหมือนจะทำให้เขาตัดสินใจแล้ว

ถูจินมองลู่เซิ่ง อยู่ๆ ก็นึกถึงวิธีการหนึ่ง ไม่ว่าเด็กน้อยผู้นี้จะยินยอมหรือไม่ ก็ต้องยอมเรียนวิชารักษากับเขาอยู่ดี

เขากำสิทธิ์ขยายเวลาอยู่อาศัยในนครตราชั่งของเด็กน้อยผู้นี้ไว้ในมือ ถ้าเจ้าหนูนี่ไม่ยินยอม อย่างนั้นเขาก็จะไม่ต่อเวลาให้

พอนึกถึงตรงนี้ ถูจินพลันโล่งใจ ไม่แน่ว่าครั้งนี้จะสำเร็จจริงๆ

              ..............................................
ลู่เซิ่งกำลังขบคิดอยู่ว่าควรเริ่มขอเรียนวิชารักษาจากถูจินอย่างไรดี

เขาจะต้องลงหลักปักฐานในนครตราชั่งให้เร็วที่สุด การจุติไปยังโลกด้านนอกติดต่อกันต้องสำรองหินผลึกพลังงานเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันยังต้องกำหนดพื้นที่เร้นลับที่มั่นคงปลอดภัยสำหรับกางค่ายกลด้วย เนื่องจากสิ้นเปลืองทรัพยากรและเงินทองมหาศาล สำนักมารกำเนิดในตอนนั้นจึงมีแค่ลู่เซิ่งที่ใช้ได้

สำนักมารกำเนิดขนาดใหญ่ยึดครองรายได้การค้าหนึ่งในห้าส่วนของแคว้นนวกระจ่าง ถึงพอจะประคับประคองการจุติของเขาได้

ตอนนี้เขาอยู่ตัวคนเดียวทั้งยังยากจนข้นแค้น ถึงแม้จะมีทรัพยากรและเงินติดตัวอยู่บ้าง แต่ก็ไม่พอที่จะใช้ดำเนินการจุติ

ต้องรีบหาเงินให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

ตอนที่ลู่เซิ่งกำลังใคร่ครวญอยู่ ถูจินตรงหน้าพลันเอ่ยขึ้น

“ลู่เยวี่ย เจ้าใช้มุทราประทานพรเป็นหรือไม่”

“เป็นมุทราที่ง่ายมาก ข้าเคยอ่านเจอมาก่อน ทั้งหมดมีแค่หนึ่งร้อยสามสิบหกแบบ ถึงจะใช้ไม่เป็น แต่ใช้เวลาฝึกแค่ครึ่งชั่วยามก็ใช้ได้แล้ว” ลู่เซิ่งตอบพลางพยักหน้า

“มีแค่หนึ่งร้อยสามสิบหกแบบหรือ!?” เต๋ออวิ๋นที่อยู่ด้านข้างพึมพำ ครึ่งชั่วยาม...แค่สิบหกแบบเขาก็ใช้ติดๆ ขัดๆ แล้ว ยิ่งอย่าว่าแต่หนึ่งร้อยสามสิบหกแบบ

ถูจินพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “อย่างนั้น...ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เจ้ามาเริ่มทำการผ่าตัดปลูกถ่ายขนาดเล็กพร้อมกับข้าก็แล้วกัน”

เขาไม่ได้พูดถึงการสืบทอด แต่ความจริงความหมายกลับชัดเจนมากแล้ว ที่แล้วมาการผ่าตัดปลูกถ่ายเป็นทักษะวิชาหลักที่มีแต่ลูกสาวกับลูกศิษย์ทั้งสองคนที่ได้รับการสืบทอดที่แท้จริงเท่านั้นถึงจะเข้าดูได้

การที่ให้ลู่เซิ่งเข้าดูด้วย เห็นได้ชัดว่าเขากำลังถ่ายทอดมันทางอ้อมอยู่

“ขอรับ!” ลู่เซิ่งเข้าใจทันที จึงตอบรับด้วยรอยยิ้ม

ถูจินมองเขา เห็นลู่เซิ่งมองตัวเองเช่นกัน ทั้งสองพลันยิ้มให้กันโดยไม่ได้นัดกันไว้

วันต่อมา ถูจินกันเต๋ออวิ๋นออกไป แล้วเรียกให้ลู่เซิ่งเข้าไปในห้องผ่าตัดตามลำพัง

ในห้องผ่าตัดที่มืดสลัว แสงอรุณสีทองอันอ่อนจางสาดลอดเอียงๆ เข้ามาจากนอกหน้าต่างไม้

พรึ่บ

ถูจินกางม้วนกระดาษสีขาวด้านหน้าลู่เซิ่ง

“เจ้าหนุ่ม ตอนนี้มีโอกาสที่ไม่เลววางอยู่ด้านหน้าเจ้าแล้ว”

ลู่เซิ่งเพิ่งจะเข้ามานั่ง ก็เห็นกระดาษขาวที่กำลังกางออกแผ่นนี้ทันที

เขาเงยหน้ากวาดตามองถูจินและอ่านเนื้อหาบนกระดาษ เนื้อหาใช้อักขระเซ่นสรวงชนิดพิเศษที่เหมือนกับเทวลักษณ์เขียนเอาไว้

‘ข้อตกลง: ถูจินจะช่วยขอสมุดหยกรับรองสถานะและสิทธิ์อยู่อาศัยกึ่งถาวรให้แก่ลู่เยวี่ย ส่วนลู่เยวี่ยจะต้องใช้วิชารักษาที่มีแบบแผนทั้งหมดให้ได้ และรับประกันว่าจะหาผู้สืบทอดให้แก่มัน สถานที่ยืนยันหลัก: นครตราชั่ง’

“ลงชื่อเถอะ” ถูจินยิ้มพลางชี้มุมขวาด้านล่างสุด “ไม่รู้หนังสือก็ไม่เป็นไร ประทับรอยมือก็พอ”

ลู่เซิ่งรู้สึกพิกลเล็กน้อย

ถึงนี่จะเป็นไปตามความต้องการของเขา แต่ว่าสถานการณ์ในตอนนี้รู้สึกเหมือนกับว่า...

เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงหยิบกระดาษขาวขึ้นมาอ่านดูอย่างละเอียด

“ถึงแม้ข้าจะไม่รู้จักหนังสือ แต่ข้าเชื่อใจท่านหมอถูจิน” เขาตอบจากใจ แล้วกดปลายนิ้วลงบนปลายกระดาษอย่างรวดเร็ว

ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทาสีใดๆ แต่พอกดนิ้วลงไป ก็ปรากฏรอยนิ้วสีดำในพริบตา

กระดาษสัญญาพลันลุกไหม้กลายเป็นผงสีดำกลางอากาศ ก่อนจะหายไป

“ดีมาก ตอนนี้เจ้านับว่ากลายเป็นผู้ใช้วิชารักษาที่มีแบบแผนที่แท้จริงแล้ว” ท่าทีของถูจินอ่อนโยนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“อย่างนั้นข้าควรเรียกท่านว่าอาจารย์หรือไม่” ลู่เซิ่งเปลี่ยนคำเรียกอย่างรู้ความ

ถูจินพลันหัวเราะ

ลู่เซิ่งไมได้พูดอะไร เพียงแต่สีหน้าฉายแววคาดหวัง

ตลอดชีวิตของเขามีอาจารย์มากมาย ตั้งแต่ครูฝึกประจำตระกูลที่สอนวิชาหมัดพื้นฐานให้เขาในตอนแรกสุด จนมาถึงลิ่วซานจื่อแห่งสำนักมารกำเนิดในภายหลัง

ผู้เป็นอาจารย์มีหน้าที่ถ่ายทอดวิชาแก้ไขข้อสงสัย สำหรับอาจารย์ทุกคนที่สอนสั่งเขาด้วยความจริงใจอย่างแท้จริง แม้จะมีพลังสู้เขาไม่ได้ แต่ลู่เซิ่งก็ให้ความเคารพในระดับหนึ่งมาโดยตลอด

ถูจินไม่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในท่าทีของลู่เซิ่ง

ต่อมาเขาก็เริ่มถ่ายทอดวิชากระตุ้นวิญญาณ วิชาพื้นฐานของวิชารักษาที่มีแบบแผนในห้องเล็กๆ ห้องนี้อย่างแท้จริง

ในห้องผ่าตัด ถูจินกางห้านิ้ว เส้นสายสีขาวที่หนาแน่นนับไม่ถ้วนค่อยๆ ฟุ้งกระจายออกมาระหว่างร่องนิ้ว

เส้นสายเหล่านี้อยู่ในสภาพเลื่อนไหลเบาๆ ให้ความรู้สึกอ่อนหนุ่มยืดหยุ่นอันแสนประหลาด เหมือนกับว่าพวกมันหลอมละลาย หรือไม่ก็แข็งขึ้นได้ตลอดเวลา

“หัวใจสำคัญของวิชากระตุ้นวิญญาณก็คือการกระตุ้นด้ายกระตุ้นวิญญาณที่มีความแข็งแกร่งและมีจำนวนมากพอออกมา” บนใบหน้าของถูจินปรากฏรอยยิ้มภาคภูมิใจอย่างหาได้ยาก

“นอกจากนี้ ด้ายกระตุ้นวิญญาณเป็นสิ่งที่ไม่อาจสร้างขึ้นได้เอง จะต้องให้คนรุ่นก่อนปลูกเมล็ดด้ายของตัวเองลงไป”

“เมล็ดด้ายหรือ” ลู่เซิ่งหยีตา

“ก็คือสิ่งนี้” ถูจินจิ้มนิ้ว ด้ายสีขาวเส้นนี้พลันพุ่งเข้าหาฝ่ามือของลู่เซิ่ง

ลู่เซิ่งอดกลั้นไม่โต้กลับตามสัญชาตญาณ ปล่อยให้ด้ายขาวมุดหายเข้าไปในฝ่ามือของตัวเอง

ไม่นานเขาก็รู้สึกได้ว่าในเส้นชีพจรบนแขนมีพลังงานพิเศษที่แปลกประหลาดเหมือนกับเส้นผมโผล่มาเส้นหนึ่ง

“ฟังให้ดี ตอนนี้ข้าจะถ่ายทอดวิชาพื้นฐานให้ เจ้าต้องท่องจำให้ขึ้นใจ ถ้ามีตรงไหนไม่เข้าใจ ให้ไปถามศิษย์พี่เต๋ออวิ๋นของเจ้า แม้เขาจะไม่ฉลาดเท่าเจ้า แต่อย่างไรก็อายุมากกว่าเจ้า แถมยังเรียนมาหลายปี” ถูจินสั่งโดยวางมาดเป็นอาจารย์

“ขอรับ” ลู่เซิ่งพยักหน้าอย่างจริงจัง

ทั้งสองคนคนหนึ่งสอนคนหนึ่งเรียน สองฝ่ายอยู่ในสถานการณ์การร่วมมือกันอันแปลกประหลาด ไม่นานลู่เซิ่งก็ท่องจำวิชากระตุ้นวิญญาณอันเป็นวิชาพื้นฐานที่มีตัวหนังสือไม่ถึงพันตัวได้ขึ้นใจ

“จำไว้ให้ดี ด้ายกระตุ้นวิญญาณในตอนแรกสุดจะเป็นสีดำ เจ้าต้องสกัดอย่างต่อเนื่องเพื่อกำจัดสิ่งเจือปนออกไป จากนั้นจะเป็นจุดดำ สีเทา แล้วค่อยเป็นสีขาว รวมถึงโปร่งแสงในตอนสุดท้าย” ถูจินเตือน

“วิชาพื้นฐานมีทั้งหมดห้าระดับ อาจารย์ฝึกฝนมาหลายปี เพียงสกัดถึงระดับสี่หรือสีขาวเท่านั้น ดีที่ความแข็งแกร่งกับจำนวนพอจะใช้ในขั้นพื้นฐานได้แล้ว”

หลังจากเขากำชับเสร็จ ก็ให้ลู่เซิ่งกลับไปฝึกฝนเองดู

การฝึกฝนวิชาพื้นฐานเป็นครั้งแรกในตอนเริ่มต้นมีความสำคัญเป็นพิเศษ

ลู่เซิ่งกลับถึงห้องของตัวเองอย่างยินดี ถูจินได้มอบห้องส่วนตัวในบริเวณลานเรือนให้แก่เขาแล้ว

นี่เป็นสิ่งที่เขาแลกเปลี่ยนมาเป็นค่าตอบแทนโดยการจัดการสมุนไพรและทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยอย่างขยันขันแข็ง

ตอนกลับมาถึงห้อง เขาเห็นเต๋ออวิ๋นยืนอยู่ด้านหน้าห้องยาและยิ้มให้เขาอย่างเป็นมิตร ทั้งยังทำท่ายกนิ้วโป้งเป็นกำลังให้ให้เขาด้วย

ลู่เซิ่งตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

จากนั้นเขาก็ปิดห้องพร้อมกับใช้จิตวิญญาณกวาดมองรอบๆ ไม่นานก็ยืนยันได้ว่ารอบๆ ไม่มีวิชาแอบมองใดๆ คงอยู่

ลู่เซิ่งลากเก้าอี้มานั่งลง เขากำลังพิจารณาว่าควรจะยกระดับถึงขอบเขตสูงสุดให้เร็วที่สุดเลยดีหรือไม่

แต่หลังจากลังเล เขาก็ตัดสินใจลองดูเองก่อน ตามแผนการเดิม หากไม่ถึงเวลาที่จำเป็น ควรจะเก็บพลังอาวรณ์ไว้ใช้ฝ่าด่านในตอนสำคัญดีกว่า

เขาสงบใจลง แล้วเริ่มโคจรรวมถึงเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่ด้ายกระตุ้นวิญญาณเส้นนั้นอย่างช้าๆ ตามขั้นตอนในวิชากระตุ้นวิญญาณ

แต่ไม่นานเขาก็ค้นพบว่า ด้ายกระตุ้นวิญญาณเติบโตและแข็งตัวขึ้นอย่างช้าๆ ด้วยการดูดซับเลือดลมของตัวเอง เขาก็เลยเปลี่ยนแก่นหยางจำนวนมากในร่างตัวเองให้เป็นเลือดลมแทน

ไม่นานสีของด้ายกระตุ้นวิญญาณก็เข้มขึ้นเรื่อยๆ จำนวนค่อยๆ เพิ่มจากเส้นเดียวในตอนแรก

หลังผ่านไปหนึ่งชั่วยามกว่าๆ ในร่างกายของลู่เซิ่งก็มีด้ายกระตุ้นวิญญาณมากกว่าร้อยเส้น

‘เร็วไปหน่อย แต่วิชานี้เหมาะกับเราอยู่แล้ว ไม่มีอะไรต้องปิดบัง’

ต่อจากนั้น ถูจินก็เริ่มถ่ายทอดทักษะความสามารถในการใช้ด้ายกระตุ้นวิญญาณส่วนหนึ่งให้แก่ลู่เซิ่งอย่างตั้งใจ

ด้ายกระตุ้นวิญญาณมีความสามารถในการกระตุ้นให้เนื้อเยื่อของเซลล์เติบโต สามารถกระตุ้นให้ปากแผลสมานตัว ชดเชยเลือดลม ทั้งยังปล่อยออกจากร่างและกระจายเข้าไปในตัวคนอื่นเพื่อช่วยชดเชยเลือดลมให้แก่อีกฝ่ายได้ด้วย

ด้ายกระตุ้นวิญญาณหลอมละลายกลายเป็นเลือดลมที่บริสุทธิ์ได้เอง จุดเด่นนี้เป็นจุดเด่นที่สำคัญที่สุดของการผ่าตัดเย็บแผล

จุดอ่อนก็คือฝึกฝนและสกัดได้ยาก หนำซ้ำยังต้องเสียสละอย่างยิ่ง

หลังจากถูจินทราบว่าลู่เซิ่งสกัดด้ายกระตุ้นวิญญาณหลายร้อยเส้นออกมาในครั้งเดียวได้ก็ไม่ได้ตกใจ คนที่มีเลือดลมเต็มเปี่ยมย่อมสกัดได้ทีละเยอะๆ อยู่แล้ว

“รอให้เจ้ายกระดับความแข็งแกร่งและมีสีถึงขั้นหนึ่งได้แล้วค่อยมาบอกข้าอีกที” ถูจินทิ้งประโยคนี้เอาไว้ ก่อนจะเริ่มสอนภาพโครงสร้างของวัตถุปลูกถ่ายจำนวนมากให้แก่ลู่เซิ่ง

ตอนแรกลู่เซิ่งนึกว่าตัวเองเรียนวิชาแพทย์ได้ไม่เลวแล้ว แต่พอเทียบกับถูจิน เขาจึงค่อยค้นพบอย่างเหนือความคาดหมายว่า ความรู้ในสมองของคนผู้นี้มีเยอะจนน่าตกใจ

สายพันธุ์ทุกชนิดตั้งแต่จุลินทรีย์จนถึงสิ่งมีชีวิตที่ขนาดใหญ่โต เขาล้วนศึกษามาหมด หลายๆ ชนิดถึงขั้นเรียนรู้ไปถึงขั้นรู้จักอย่างทะลุปรุโปร่งด้วย

ความรู้ด้านกายวิภาคของร่างกายมนุษย์ สัตว์ และสนามพลังวิญญาณ ถูจินเป็นระดับปรมาจารย์

แต่คำอธิบายของถูจินก็ทำให้ลู่เซิ่งเข้าใจอย่างรวดเร็วว่า ชายชราธรรมดาอย่างเขามาถึงระดับนี้ได้อย่างไร

เหตุผลทั้งหมดอยู่ที่นครหลวง

ขอแค่ผ่านการทดสอบรับรองอาชีพในนครหลวง ก็จะมีสิทธิ์เข้าไปตรวจสอบข้อมูลมากมายในหอเก็บหนังสือของนครหลวง ถึงขั้นสามารถจ่ายแต้มคุณูปการเพื่อดำเนินการเลียนแบบวิชาได้

นครหลวงเก็บข้อมูลข่าวสารของดาวเคราะห์นับไม่ถ้วนในอาณาเขตดาวมากมายไว้เป็นจำนวนมหาศาล

สิ่งที่ถูจินได้สัมผัสนั้นน้อยนิดเหมือนขนเส้นเดียวของวัวเก้าตัว แต่กลับใช้การสั่งสมทั้งหมดเพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง

ทำให้แม้จะอายุปูนนี้แล้ว ถูจินก็ยังไม่สามารถเก็บสินสอดที่มากพอให้แก่ลูกสาวได้ นี่เป็นส่วนที่เขาเสียดายมาโดยตลอด

พอลู่เซิ่งรู้เรื่องนี้แล้ว จึงตั้งใจเรียนยิ่งกว่าเดิม

เวลาล่วงเลยผ่านไป พริบตาเดียวก็ผ่านไปหนึ่งเดือนกว่าๆ

ถูจินได้ถ่ายทอดการกระตุ้นวิญญาณอันเป็นเนื้อหาแรกในวิชารักษาที่มีแบบแผนให้แก่ลู่เซิ่งทั้งหมดโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว

สิ่งที่ลู่เซิ่งต้องทำต่อจากนี้คือการฝึกฝนด้ายกระตุ้นวิญญาณตามลำดับ และเริ่มหาประสบการณ์ของจริงเพื่อทำความคุ้นเคย การจ่ายยา การผ่าตัด และการปรับปรุงต้องการกรณีศึกษาจำนวนมาก

...

ส่วนลึกของป่าสีเหลืองที่อุดมสมบูรณ์

ลู่เซิ่งเดินเล่นกลางพุ่มไม้ในป่าไปพลาง ใคร่ครวญถึงปัญหาของคนป่วยคนหนึ่งที่ได้เจอเมื่อก่อนหน้านี้ไปพลาง

เขาได้ก้าวข้ามเต๋ออวิ๋นไปถึงระดับที่ออกหน้าจ่ายยารักษาผู้ป่วยแทนถูจินได้แล้วอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว

ความรู้ด้านศาสตร์การแพทย์ที่ได้มาจากถูจินมีส่วนช่วยทางอ้อมต่อพลังฝึกปรือและการหลอมร่างของเขาอย่างใหญ่หลวง

ลู่เซิ่งรู้สึกได้อย่างเลือนรางว่า ความแข็งแกร่งทางกายเนื้อของร่างหลักในแปดวิถีมารสุงสุดที่ไม่มีการเคลื่อนไหวมานานเกิดการพัฒนาเล็กน้อยแล้ว

‘เผลอแป๊บเดียวก็มาถึงที่นี่ได้สองเดือนแล้ว...’ ลู่เซิ่งพลันได้สติ ‘ไม่ได้ศึกษาอะไรบางอย่างอย่างสบายใจแบบนี้มาก่อน’

สิ่งที่น่าเสียดายก็คือ เขาไม่มีสิทธิ์เพลิดเพลินกับช่วงเวลานี้

‘อะไรที่เอามาจากถูจินได้ก็เอามาหมดแล้ว เหลือแต่เนื้อหาที่สองและทักษะลับของวิชารักษาที่มีแบบแผนเท่านั้น ดูเหมือนไม่ต้องสะกดการพัฒนาของวิชากระตุ้นวิญญาณไว้อีกต่อไปแล้ว’

ลู่เซิ่งใคร่ครวญ

เขาคิดถึงว่าบนดาวปรภพยังมีครอบครัวของตัวเองอยู่ จึงไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้นาน

ส่วนจะลงหลักปักฐานที่นี่เพื่อพัฒนาอย่างรวดเร็วได้อย่างไร เขามีแผนการของตัวเองในขั้นเบื้องต้นแล้ว

‘เงื่อนไขการยกระดับวิชากระตุ้นวิญญาณมีสองอย่าง อย่างแรกคือมีเลือดลมที่มากพอ อย่างที่สองคือมีระดับความแม่นยำในการควบคุมที่ยอดเยี่ยมมากพอ’

ลู่เซิ่งพลันชะงักฝีเท้าและหลับตาลง

‘ดีปบลู’

อินเตอร์เฟสสีฟ้าที่ไม่ได้เจอมานานเด้งออกมาอย่างฉับพลัน แล้วลอยมาอยู่ด้านหน้าเขา

              ..............................................
กรอบด้านล่างสุดแสดงให้เห็นวิชารักษาที่มีแบบแผน

สิ่งที่น่าแปลกก็คือ ในกรอบวิชารักษาที่มีแบบแผนนี้ยังแบ่งออกเป็นสองกรอบย่อย อยู่ติดกันด้านบนด้านล่าง

กรอบด้านบนแสดงวิชากระตุ้นวิญญาณ

กรอบด้านล่างแสดงวิชาปลูกถ่าย

นี่เป็นทักษะสำคัญสองอย่างของวิชารักษาที่มีแบบแผน

ลู่เซิ่งมองกรอบวิชากระตุ้นวิญญาณที่อยู่ด้านบน

[วิชากระตุ้นวิญญาณ: ระดับที่หนึ่ง ด้ายกระตุ้นวิญญาณสีดำ (คุณสมบัติพิเศษ: แปลงเลือดขั้นหนึ่ง, เย็บแผลขั้นหนึ่ง, เร่งความเร็วขั้นหนึ่ง)]

‘เป็นวิชาที่ไม่มีคุณสมบัติโจมตีโดยสิ้นเชิงจริงๆ...’ ลู่เซิ่งส่ายหน้าน้อยๆ ก่อนจะกวาดตามองพลังอาวรณ์ที่เหลืออยู่

เขาใคร่ครวญเพียงอึดใจเดียว ก็กดลงบนปุ่มปรับเปลี่ยนด้านล่างอินเตอร์เฟส

‘ลองยกระดับสักขั้นหนึ่งดูก่อน’

หลังจากที่กดปุ่มอย่างคุ้นเคยแล้ว ลู่เซิ่งก็เพ่งมองกรอบของวิชากระตุ้นวิญญาณ

ซู่...

กรอบพร่ามัวลงแล้วชัดเจนขึ้นอีกครั้งในพริบตา

[วิชากระตุ้นวิญญาณ: ระดับที่สอง (คุณสมบัติพิเศษ: แปลงเลือดขั้นสอง, เย็บแผลขั้นสอง, เร่งความเร็วขั้นสอง)]

‘เสียพลังอาวรณ์ไปหน่วยหนึ่ง หมายความว่าวิชาพื้นฐานนี้อยู่ในระดับที่ไม่ต่ำ...การที่ร่างกายไม่มีความรู้สึกแม้แต่น้อย บ่งบอกได้ว่าระดับความแม่นยำในการควบคุมของตัวเราอยู่เหนือเงื่อนไขระดับนี้ไปแล้ว...’ ลู่เซิ่งนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมองไปที่กรอบอีกรอบ

‘ยกระดับถึงขั้นห้าที่เป็นระดับสูงสุดก่อนดีกว่า’ เขาใช้ความคิด จากนั้นพลังอาวรณ์ก็เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วทันที

กรอบพร่ามัวแล้วชัดเจนขึ้นใหม่อยู่หลายรอบ และเริ่มกะพริบด้วยความเร็วสูง

ครู่ต่อมา

ลู่เซิ่งก็ยกมือชี้ไปที่พื้นหญ้าด้านข้าง

ซู่...

ด้วงที่ขาได้รับบาดเจ็บตัวหนึ่งถูกเส้นสายที่โปร่งแสงไร้รูปร่างเส้นหนึ่งตรึงเอาไว้ในทันที

สองขาของมันที่ได้รับบาดเจ็บสมานตัวอย่างรวดเร็ว ไม่นานมันก็เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระอีกรอบ กระพือปีกบินขึ้นท้องฟ้า แล้วบินวนรอบๆ ลู่เซิ่ง

แกร๊กๆ...

บินยังไม่ทันครบรอบ ปากแผลในตอนแรกของด้วงกลับไม่หยุดการเติบโต หนามแหลมสีดำจำนวนมากงอกออกมาจากสองขาของมัน

ร่างกายของมันขยายใหญ่ด้วยความเร็วสูง ปีกบนหลังยาวขึ้นเรื่อยๆ ผิวบนท้องสีเหลืองอ่อนมีตุ่มเนื้อสีเหลืองนับไม่ถ้วนผุดออกมา

ขนาดตัวของด้วงใหญ่และกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนมีขนาดเท่ากับลูกหนัง เจ้าด้วงแทบจะกลายพันธุ์เป็นก้อนเนื้อที่น่ากลัวและน่าขยะแขยงไปแล้ว

โผละ!

ตัวมันระเบิดออก สะเก็ดเลือดสาดกระจายทั่วพื้น

‘อือ...ทำเกินไปหน่อย...แต่ผลลัพธ์นี้...อยู่เหนือความคาดหมายแล้ว’

ลู่เซิ่งใคร่ครวญสักพัก ก่อนจะมองด้ายกระตุ้นวิญญาณของวิชารักษาที่เพิ่มระดับจนเต็มแล้ว

‘ยังไม่ต้องรีบ รอเรียนจนคล่องก่อน ค่อยทำการเรียนรู้และยกระดับแบบองค์รวมอีกรอบ’

เขาโบกมือปล่อยปราณมารออกมาจัดเก็บเศษซากกับเลือดบนพื้นจนสะอาด จากนั้นก็หมุนตัวออกจากป่าไป

‘ผลลัพธ์แบบนี้เอามาหลอมรวมเข้ากับมรรคายุทธ์ของร่างหลักได้โดยสิ้นเชิง ’เลือดลมที่โดยคุณสมบัติแล้วไม่สร้างความเสียหายใดๆ ให้แก่สิ่งมีชีวิตโดยสิ้นเชิงนี้ เป็นสิ่งที่วิชาป้องกันจำนวนมากไม่อาจป้องกันได้ ถ้าหากปล่อยเลือดลมที่ไม่อันตรายเข้าไปในตัวอีกฝ่าย แล้วสร้างผลเร่งความเร็วที่แปลกประหลาดและบิดเบี้ยวแบบนี้ขึ้น...

ไม่อาจไม่บอกว่านี่เป็นแนวคิดที่ยอดเยี่ยม

ลู่เซิ่งกลับถึงลานเรือนของถูจินขณะใคร่ครวญว่าจะหลอมรวมมันเข้าไปในระบบมรรคายุทธ์ของตัวเองอย่างไร แล้วเริ่มใช้ชีวิตเป็นผู้ช่วยอีกครั้ง

ช่วงนี้ในบริเวณใกล้เคียงเกิดโรคระบาด มีผู้ป่วยมารับการรักษาหลายคน แต่ว่าโรคนี้อุบัติเร็วเกินไป แถมอัตราการรักษาหายก็ยังไม่สูง ทำให้ในลานเรือนเต็มไปด้วยคนป่วย

ลู่เซิ่งยุ่งกับการช่วยรักษา ส่วนทางถูจินไม่มีเวลามาชี้แนะพวกเขา หากปล่อยให้พวกเขาเรียนรู้ผ่านการสังเกตของตัวพวกเขาเอง

วิชารักษาที่มีแบบแผน หากว่ากันตามหลักแล้ว สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญอย่างแท้จริงคือวิชาปลูกถ่าย ความจริงวิชารักษาสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือส่วนการปลูกถ่ายเท่านั้น

หลังจากลู่เซิ่งสังเกตการปลูกถ่ายอวัยวะอยู่หลายครั้ง ก็เริ่มเกิดความเข้าใจเล็กน้อยต่อวิชารักษานี้

เขาแอบทดลองการปลูกถ่ายอวัยวะอย่างเป็นการลับ ป่าเขารอบๆ มีขนาดใหญ่มากพอ ตัวเขาได้ขุดหลุมไว้บนพื้น แล้วจับสัตว์ทุกชนิดมาเป็นตัวทดลองขนาดเล็กสำหรับวิชารักษา

ขณะเดียวกันก็รอคอยให้ถูจินได้พักหายใจหายคอและถ่ายทอดเนื้อหาการปลูกถ่ายในขั้นต่อไป

...

วสันต์ไปคิมหันต์มา พริบตาเดียวก็ผ่านไปอีกสองเดือนกว่าๆ

นครตราชั่ง เขตที่สี่ สำนักเมฆาแดง

ชั้นเมฆสีแดงค่อยๆ ปกคลุมท้องฟ้าเหนือสำนัก กะโหลกแพะภูเขาสีดำขนาดใหญ่ลอยอยู่กลางชั้นเมฆ

ระหว่างกลุ่มสิ่งก่อสร้างสีดำกลุ่มใหญ่ด้านล่าง จ้าวเต๋อเฉิงค่อยๆ ก้มหน้าลงมองเวลาบนนาฬิกาน้ำที่อยู่บนกำแพงไม่ไกลออกไป

นาฬิกาชนิดนี้เป็นนาฬิกาชนิดพิเศษที่ออกแบบขึ้นมาโดยการใช้อัตราเร็วของสายน้ำที่คงที่

ณ ที่แห่งนี้ อัตราเร็วของสายน้ำสามารถกำหนดตายตัวได้ เพราะการดำรงอยู่ของค่ายกลอักขระ

“ยังไม่มาอีกหรือ” เขาขมวดคิ้ว

“มาแล้วๆ” เซินเซินที่อยู่ไม่ไกลออกไปยืดพุงวิ่งเหยาะๆ เข้ามา

“นี่เป็นจดหมายของบิดา มอบให้ท่าน” นางยัดจดหมายที่ยังไม่ได้แกะผนึกให้จ้าวเต๋อเฉิง

“ท่านอาจารย์บอกอะไรกับเจ้าบ้าง พวกเราแอบหนีมา เขาโกรธหรือไม่” จ้าวเต๋อเฉิงรีบถาม

“โกรธนั้นโกรธ แต่ใครให้พวกเราเป็นคนที่ใกล้ชิดที่สุดเล่า” เซินเซินตบไขมันบนสะโพก

“นอกจากเรื่องพวกนี้แล้วยังพูดอะไรอีกงั้นหรือ ข้าวสาลีดำที่อยู่ข้างบ้านสุกแล้ว กำลังจ้างคนมาช่วยเกี่ยว ยังมีดอกวาจาตื้นเขินที่ปลูกไว้ออกดอกตูมแล้ว งูภาพวาดของศิลปินหลี่ที่อยู่ใกล้ๆ ออกไข่ฝ่ออีกแล้ว...”

จ้าวเต๋อเฉิงโล่งอก ขอแค่อาจารย์ไม่โกรธก็พอแล้ว

เขาฉีกจดหมายออกแล้วอ่านเนื้อหา ก็ใกล้เคียงกับที่เซินเซินเล่า

แต่ว่า...

“อาจารย์บอกว่ารับศิษย์คนสุดท้ายแล้วหรือ” เขาถามอย่างสงสัยอยู่บ้าง

“ใช่ เป็นเจ้าหนุ่มที่อาจารย์ช่วยกลับมาที่บ้านในวันที่พวกเราหนีมา” เซินเซินไม่คิดอะไรมาก “สนใจเขาทำไม ถึงอย่างไรก็เป็นพวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่ออยู่ดี ใครอยากจะใช้เวลาวัยหนุ่มไปกับวิชารักษาที่ไม่มีแม้แต่พลังป้องกันตัวบ้าง นี่มันทำร้ายกันชัดๆ ไม่ใช่หรือ”

“ก็ถูกอยู่” จ้าวเต๋อเฉิงพยักหน้า “ทุกอย่างเรียบร้อยก็ดีแล้ว พวกเราใกล้จะต้องจับกลุ่มออกไปทำภารกิจแล้ว หมู่บ้านแห่งหนึ่งทางใต้มีวิญญาณร้ายอาละวาด โถงคุณธรรมประกาศภารกิจแล้ว ข้ารับมาสองภารกิจพร้อมกัน เจ้าจะไปด้วยไหม”

“ไปด้วยกันเถอะ ถึงอย่างไรช่วงนี้ก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว” เซินเซินเห็นด้วย

...

ข่ายภูเขามังกร ตระกูลถู

“ขอบคุณฝีมืออันยอดเยี่ยมของท่านหมอถู นี่เป็นค่าตรวจ” ชายชราคนหนึ่งค่อยๆ ถลกแขนเสื้อบนไหล่ขึ้นไปปิดบังฝีบนบ่าที่เน่าไปมากกว่าครึ่งไว้ จากนั้นก็หยิบเงินทรงกลมที่แวววาวเหมือนผลึกน้ำแข็งก้อนหนึ่งออกมาให้ถูจิน

“นี่...เยอะไปหน่อยนะ...” ถูจินรับเงินน้ำแข็งมาด้วยความลังเลเล็กน้อย

“ไอ้ที่เกินไปถือเสียว่าเป็นการขอบคุณที่ชายชราอย่างข้าให้เพิ่มเติม หลายปีมานี้มีท่านหมอถูรักษาโรคเก่าให้ ไม่ว่าไปนครหลวง โถงใจบุญ หรือวัดคลื่นสุข ก็ไม่เจอสิ่งที่หยุดพิษแมลงชนิดนี้ได้” ชายชราตอบด้วยรอยยิ้ม

“ก็ได้ อย่างนั้นข้าขอเสียมารยาทแล้ว” ถูจินค่อยๆ เก็บเงินน้ำแข็ง แล้วลุกขึ้นส่งชายชราออกไป

ลู่เซิ่งมัดผ้าพันแผลบนข้อมือให้เด็กอีกคนหนึ่งอยู่ใกล้ๆ และกำลังกำชับเรื่องที่ควรระวังในภายหลังให้แก่เขาพอดี

หลังส่งเด็กน้อยออกไป ในห้องรักษาก็ไม่มีคนป่วยเหลืออีก

คนที่เหลือ เต๋ออวิ๋นสามารถจัดการได้

ถูจินลุกขึ้นเดินไปถึงด้านข้างลู่เซิ่ง พร้อมกับวางสมุดเล็กๆ เล่มหนึ่งลงบนโต๊ะของเขาอย่างเงียบๆ ก่อนจะหมุนตัวจากไป

ลู่เซิ่งหยิบสมุดขึ้นมา เห็นด้านบนเขียนตัวหนังสือไว้แถวหนึ่งว่า

‘อ่านจบแล้วให้เผาทิ้ง วิชาปลูกถ่ายที่มีแบบแผน’

ในที่สุดก็ได้มาแล้ว...

ลู่เซิ่งดีใจ ในที่สุดก็ไม่ได้ใช้เวลาหลายเดือนอย่างเสียเปล่าแล้ว เขาได้แสดงพรสวรรค์อันน่าตกตะลึงของตัวเองให้ถูจินได้เห็น ความรู้ทั้งหมดที่มอบให้เขา เขาสามารถใช้และต่อยอดได้อย่างง่ายดายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก

หลังจากผ่านการฝึกรักษามาช่วงหนึ่ง ถูจินก็ยอมรับโดยดุษฎีว่าความรู้ในด้านวิชาแพทย์และวิชารักษาของลู่เซิ่งใกล้เคียงกับเขาแล้ว

อย่างมากสุดก็มีข้อแตกต่างในด้านความรู้ ประสบการณ์ และการผ่าตัดเท่านั้น

กล่าวได้ว่าลู่เซิ่งเป็นคนที่มีพรสวรรค์น่าตกตะลึงที่สุดในหมู่คนที่ถูจินเคยพบมา เขาไม่เคยเห็นคนที่มีพรสวรรค์น่ากลัวขนาดนี้มาก่อน

ใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่เดือน การสั่งสมวิชาแพทย์ตลอดเวลาหลายสิบปีของเขาก็ถูกสูบไปเกือบครึ่ง

ด้วยประการฉะนี้ เขาจึงเขียนวิชาปลูกถ่ายที่เหลืออยู่ลงสมุด แล้วมอบให้ลู่เซิ่ง

เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกถามถึงปัญหาส่วนหนึ่งที่ตนตอบไม่ได้จนเสื่อมเสียภาพลักษณ์ของอาจารย์ในตอนสอน

ลู่เซิ่งที่เพิ่งได้รับสมุดวิชาปลูกถ่ายก็ลุกขึ้นกลับห้อง ความจริงเขาเริ่มคลำทางได้แล้วว่าจะปลูกถ่ายอวัยวะได้อย่างไร แถมยังทำการทดลองปลูกถ่ายในสัตว์มาไม่น้อยด้วย

แต่ก็ไม่เป็นไปดั่งที่หวัง

สมุดเล่มนี้มาถูกที่ถูกเวลาพอดี

ลู่เซิ่งดูดซับเนื้อหาบนสมุดทั้งเล่มโดยใช้เวลาแค่คืนเดียว

ทันใดนั้นเขาก็ต้องตกตะลึงกับทักษะอันสูงล้ำในสมุด วิชาแพทย์และทักษะวิชาลับที่ซ่อนอยู่ด้านในไม่ใช่สิ่งที่แพทย์คนหนึ่งจะคลำทางออกมาได้เองเด็ดขาด

หากแต่เป็นบทสรุปที่คนจำนวนมากต้องศึกษาเป็นเวลาหลายปีและทำการทดลองมานับครั้งไม่ถ้วน ถึงจะมีโอกาสได้มาครอง

ในคืนที่ลู่เซิ่งได้รับสมุด เป้าหมายที่เขาจะหลอมรวมมันเข้ากับมรรคายุทธ์ของตัวเองก็มีความหวังว่าจะสำเร็จแล้ว

พริบตาเดียวก็ผ่านไปอีกสองเดือน

...

โผละ!

ด้านในถ้ำใต้ดิน

ลู่เซิ่งมองดูสิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างแปลกประหลาดตัวหนึ่งระเบิดกลายเป็นโคลนเนื้อและเลือดอย่างสงบนิ่ง

‘ผสมเซลล์อวัยวะสืบพันธุ์ของมดกับแมลงคลังเข้ากับแมงป่องไม่ได้จริงๆ งั้นหรือ’ ลู่เซิ่งนิ่วหน้า ก่อนจะหมุนตัวกลับไปถึงระเบียงในส่วนลึกสุดของถ้ำ

ถ้ำใต้ดินถูกเขาขุดเป็นฐานใต้ดินที่มีห้องสิบกว่าห้องและห้องทดลองอีกหลายห้อง

สองฟากข้างของระเบียงคือประตูห้องที่แขวนป้ายเอาไว้

เช่น ‘ผสมพันธุ์แมลง’ ‘ผสมพันธุ์ปลา’ ‘ผสมข้ามสายพันธุ์’ ‘ปลูกถ่ายหมวดหมู่รวมศูนย์’...

ป้ายของห้องแต่ละห้องเขียนชื่อสายพันธุ์สำหรับใช้ทดลองไว้หลากหลายชนิด

ลู่เซิ่งเดินลึกเข้าไปด้านใน ไม่นานก็หยุดยืนอยู่ด้านหน้าห้องที่แขวนป้าย ‘ปลูกถ่ายอวัยวะชนิดพิเศษ’

จากนั้นเขาก็ค่อยๆ ผลักประตูเปิด

โฮก!

คลื่นเสียงอันยิ่งใหญ่ที่ดังสนั่นจนแก้วหูแทบฉีกทะลักมาจากด้านในห้อง พร้อมกับพัดผมของลู่เซิ่งลู่ไปด้านหลัง

เสือสีดำที่สวมชุดเกราะแบบกระดองเต่าสีขาวตัวหนึ่งถูกโซ่หลายสิบเส้นมัดพันธนาการไว้ในบ่อหินด้านในห้อง

เสือดำไม่เพียงมีชุดเกราะแบบกระดองเต่าสีขาวงอกออกมาบนร่าง ดวงตายังถูกควักออก แล้วเปลี่ยนเป็นลูกตาของสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งซึ่งมีชื่อว่ากวางมรณะ

กวางมรณะชนิดนี้มีความสามารถพิเศษในการปล่อยพายุจิตไร้รูปร่างออกมา แต่เป็นเพราะมีร่างแคระแกร็น ดังนั้นพลังทำลายจึงทำได้เพียงเป่าต้นไม้ รวมถึงทำให้แมลงตัวเล็กๆ ที่พวกมันชอบกินสลบเพื่อให้จับกินได้เท่านั้น

ทว่าหลังจากลู่เซิ่งพบ ก็รวบรวมเซลล์ลูกตาของมันแล้วนำเอามาผสมกันเป็นดวงตาขนาดใหญ่คู่หนึ่งผ่านทักษะพิเศษในวิชาปลูกถ่าย พร้อมกับปลูกถ่ายเข้าไปในดวงตาของเสือดำตัวนี้ทันที

              ..............................................
‘การผ่าตัดเพื่อฟื้นฟูใช้ได้ไม่เลว’ ลู่เซิ่งสังเกตสีหน้าท่าทางของเสือดำอย่างละเอียด และทำการจดบันทึกสถิติจำนวนหนึ่ง

‘ต่อจากนี้ คือการปั้นระบบเยื่อดำ จะผสมผลของเยื่อดำที่มีเฉพาะในมารสวรรค์เข้าไปด้านในยังไงดี...’

ลู่เซิ่งผุดสีหน้าใคร่ครวญ

หลังจากได้รับวิชาปลูกถ่าย เขาก็เข้าใจแก่นแท้ของมันอย่างรวดเร็ว เขาได้ฝึกฝนวิชาปลูกถ่ายถึงขั้นที่ห้าซึ่งเป็นระดับสูงสุดแล้ว แม้แต่ตัวถูจินเองก็ยังอยู่แค่ระดับมาตรฐานขั้นสามเท่านั้น

วิชาปลูกถ่ายขั้นห้าแสดงผลที่น่ากลัวและเหี้ยมหาญออกมาอย่างรวดเร็ว มันหลอมรวมอวัยวะชนิดเดียวกันของสายพันธุ์สามชนิดเข้าด้วยกันได้ในระดับหนึ่ง โดยมีอัตราล้มเหลวแค่สองส่วนเท่านั้น

ถึงแม้จะต้องเสียด้ายกระตุ้นวิญญาณเป็นจำนวนไม่น้อย ทว่าเมื่อเทียบกับผลลัพธ์ที่ได้ ลู่เซิ่งจึงไม่สนใจ

ความจริงหัวใจสำคัญที่เขาได้เห็นจากวิชารักษาที่มีแบบแผนเป็นความหวังในการทะลวงขีดจำกัดของตัวเอง

จะทำให้ผู้อ่อนแอรองรับอวัยวะจากร่างของสัตว์ที่แข็งแกร่งอย่างไรโดยทำให้กายเนื้อไม่พังทลาย

นี่จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างแท้จริง

ไม่ใช่สมดุลอันเปราะบางที่เกิดจากตัวตนอันแสนพิเศษแบบนั้น แต่เป็นการทำให้อวัยวะที่แข็งแกร่งเหล่านั้นหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของผู้อ่อนแออย่างแท้จริง เพื่อช่วยเหลือพวกเขาและเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่พวกเขา

‘ใกล้แล้ว ถ้าปัญหานี้ถูกแก้ไข ก็จะลองทดลองขั้นต่อไปได้ นอกจากนี้ ยังต้องหาวัตถุดิบที่เป็นคนเป็นๆ เพิ่มด้วย จำนวนเมื่อก่อนหน้านี้ยังไม่พอ’ ก่อนหน้านี้เขาได้จับคนชั่วช้าสารเลวส่วนหนึ่งที่อยู่ในละแวกนี้มาใช้ทดลองในสิ่งมีชีวิต เพียงแต่หลังจากการทดลองมีเงื่อนไขเพิ่มมากขึ้น ตอนนี้รอบๆ ถึงขั้นแม้แต่พวกอันธพาลอย่างโจรภูเขาก็ใกล้สูญพันธุ์แล้ว นี่ทำให้ลู่เซิ่งกังวลว่าจะทำอย่างไรกับแหล่งที่มาของสิ่งมีชีวิตดี

ต่อมาหลังจากบันทึกสถิติเสร็จ ลู่เซิ่งก็ป้อนอาหารให้แก่เสือดำเล็กน้อย ก่อนจะหมุนตัวออกจากห้อง

เขาเดินตามเส้นทางในถ้ำกลับถึงบนพื้นอย่างรวดเร็ว เงยหน้ามองดูท้องฟ้าอย่างคุ้นเคย พร้อมกับยื่นมือไปลูบสมุดหยกสีเขียวมรกตที่อยู่ในอกเสื้อ

นับตั้งแต่มีสมุดหยกระบุสถานะเล่มนี้ กลิ่นอายที่ยิ่งใหญ่เสียจนทำให้คนไม่อาจบรรยายกลางอากาศก็ไม่ได้ให้ความสนใจเขาอีก

ลู่เซิ่งเคยทำพฤติกรรมที่ค่อนข้างอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมส่วนหนึ่งเพื่อทดลองพลังสายนี้ แต่อีกฝ่ายไม่มีปฏิกิริยาแม้แต่น้อย เหมือนวิถีฟ้าที่สูงส่ง ซึ่งไม่ตอบสนองแม้แต่นิดเดียวไม่ว่าท่านจะทำอะไร

ลู่เซิ่งจัดเสื้อผ้าบนตัว ก่อนจะเร่งความเร็วเพื่อเดินไปยังลานน้อยของตระกูลถู

เขาตัดทะลุป่ารกชัฏ ตอนที่เดินถึงเนินเล็กๆ ที่ตระกูลถูตั้งอยู่ ก็ได้ยินเสียงคนดังมาจากด้านในลาน หนำซ้ำยังมีไม่ต่ำกว่าหนึ่งคน

ลู่เซิ่งเร่งฝีเท้าเดินออกจากป่า แล้วเห็นจ้าวเต๋อเฉิงที่เป็นศิษย์คนโตของถูจินกำลังคุยอยู่กับบุรุษที่สวมชุดคลุมตัดสั้นสีแดงเหมือนกับเขาสองคนพอดี

ครั้งนี้จ้าวเต๋อเฉิงติดตามศิษย์พี่ใหญ่ออกมาทำภารกิจ และสถานที่ทำภารกิจก็อยู่ไม่ไกลจากบ้านตัวเองพอดี จึงพาพวกศิษย์พี่มาขอพักอาศัย

เขาเป็นลูกกำพร้าที่ถูจินผู้เป็นอาจารย์เก็บมาเลี้ยง ดังนั้นแม้เปลือกนอกจะเป็นแค่ศิษย์ แต่ความจริงไม่ว่าเขาหรือถูจินก็ล้วนมองกันและกันเป็นคนที่สนิทสนิมกับตัวเองที่สุดเสมือนพ่อลูก

“...มังกรอะไรล้วนเป็นของปลอม กลับเป็นงานเลี้ยงเซียนบรรเลงของสำนักสามคู่ไร้ขีดจำกัดที่อยู่ทางเหนือซึ่งอาจารย์อาหวังไปเข้าร่วมเมื่อครั้งก่อน ในงานเลี้ยงอารักขาสัตว์ยักษ์ไว้ตัวหนึ่ง ว่ากันว่ามีสายเลือดมังกรจริงๆ”

“เคยเห็นหน้าตาของมันไหม”

“ไม่เคยๆ นั่นเป็นงานชุมนุมระดับไหน แม้แต่สำนักเมฆาแดงของพวกเราก็มีแค่พวกเจ้าสำนักกับอาจารย์อาหวังเท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้าร่วม คนไร้ความสำคัญอย่างพวกเราไหนเลยมีโอกาส”

“โลกเบื้องล่างธรรมดาก็มีอสูรมังกรเหมือนกันไม่ใช่หรือขอรับ พวกมันไม่ใช่มังกรอย่างนั้นหรือ” จ้าวเต๋อเฉิงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

“...แทนที่จะบอกว่าเป็นมังกร ความจริงเป็นแค่สัตว์ร้ายที่หน้าตาคล้ายกันเท่านั้น มังกรตัวจริงมีอิทธิฤทธิ์โดยกำเนิดซึ่งใช้ได้อย่างใจนึก สามารถพลิกเมฆคลุมฝน...เอ๋? ทางนั้นมีคนมาหรือ” ศิษย์พี่คนหนึ่งเห็นลู่เซิ่งที่เดินมาทางนี้แล้ว

จ้าวเต๋อเฉิงเห็นลู่เซิ่งที่เพิ่งเดินออกมาจากในป่าแล้วเช่นกัน หลายเดือนก่อนตอนที่ได้รับจดหมาย เขารู้แล้วว่าอาจารย์ของตนรับศิษย์คนสุดท้าย ซึ่งเป็นคนหนุ่มแปลกหน้าที่ช่วยชีวิตไว้โดยบังเอิญผู้นั้นนั่นเอง

เขาจำได้ว่าตนเองเคยเจอคนหนุ่มผู้นี้ตอนที่กำลังจะออกจากบ้าน

ตอนนี้ผ่านไปนานแล้ว พอมองคนหนุ่มผู้นี้อีกรอบหนึ่ง...

“ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านกลับมาตอนไหนกัน” ลู่เซิ่งยิ้มแย้มและทักทายอย่างเป็นมิตร

เขาสวมชุดยาวสีเหลืองอ่อน รวบผมยาวเป็นหางม้า หว่างคิ้วแสดงความถ่อมตน แม้จะไม่หล่อเหลา แต่บุคลิกที่ดูดีพลันทำให้เกิดความรู้สึกสนิทสนมที่น่าคบหา

พวกศิษย์พี่จากสำนักเมฆาแดงมีความสัมพันธ์ที่ดีมากกับจ้าวเต๋อเฉิง ดังนั้นพอได้ยินว่าเป็นศิษย์คนสุดท้ายของอาจารย์หลังจากแนะนำให้ฟังคร่าวๆ ก็พลันทักทายลู่เซิ่งด้วยความอบอุ่นทันที

จ้าวเต๋อเฉิงยิ้มแย้มขณะสอบถามสถานการณ์ในช่วงนี้ของอาจารย์จากลู่เซิ่ง เพียงแต่แม้เปลือกนอกเขาจะไม่แสดงสีหน้า แต่กลับไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด พอลู่เยวี่ยผู้นี้ปรากฏตัว ส่วนลึกของจิตใจกลับเกิดความครั่นคร้ามขึ้น

“พวกศิษย์พี่กำลังคุยอะไรกันอยู่หรือ” เซินเซินวิ่งออกมาจากบ้าน ไม่เจอกันมาหลายเดือน นางอ้วนขึ้นอีกแล้ว...ไขมันบนร่างแทบจะผ่านกรอบประตูออกมาไม่ได้

พอเห็นพวกเต๋อเฉิงกำลังคุยกับคนอื่นอยู่ด้านนอก นางก็รีบรุดออกมา

“เสี่ยวเยวี่ยนี่เอง” นางเห็นลู่เซิ่งที่ยืนอยู่ในกลุ่มคนทันที จึงทักทายอย่างร่าเริง

ลู่เซิ่งยิ้มและคุยกับนาง ดูสนิทสนมกลมเกลียวกันดี

เพียงแต่ยิ่งเป็นธรรมชาติเท่าไหร่ จ้าวเต๋อเฉิงก็ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจเท่านั้น

ไม่ใช่เพราะเขาอิจฉา หากเป็นความไม่สบายใจในเชิงสรีรวิทยาอย่างแท้จริง

เขามีความน่าสนิทสนมตั้งแต่ยังเด็ก บนตัวมีกลิ่นอายแห่งความปรองดองกลมเกลียว จึงได้รับความชื่นชอบจากสัตว์ตัวเล็กๆ จำนวนมาก

สาเหตุที่เขาได้รับการคัดเลือกจากสำนักเมฆาแดง เป็นเพราะการรับรู้ทางด้านนี้ของเขาปราดเปรียวถึงขีดสุด ดังนั้นแม้พรสวรรค์จะธรรมดา แต่การรับรู้ก็ชดเชยจุดอ่อนของเขาได้อย่างใหญ่หลวง

เพียงแต่หลังจากกลับมาและได้พบลู่เยวี่ย เขาก็สัมผัสได้ถึงความบิดเบี้ยวอ่อนบางที่ไม่ลงตัวจากร่างของอีกฝ่าย นอกจากความรู้สึกบิดเบี้ยวน่าอึดอัดแล้ว ยังมีกลิ่นคาวเลือดจางๆ รวมถึงความรู้สึกที่ทำให้เขากระวนกระวายใจถึงขีดสุดอยู่ด้วย

“เป็นอะไรไปหรือศิษย์พี่เต๋อเฉิง สีหน้าท่านดูไม่ดีนะ” เต๋ออวิ๋นที่ออกมาทีหลังเข้ามาประคองเขาอย่างเป็นห่วง

จ้าวเต๋อเฉิงส่ายหน้าและยิ้มแกนๆ

“อาจเป็นเพราะเหนื่อยจากการเดินทางเมื่อก่อนหน้านี้ และยังไม่ได้พักผ่อนกระมัง...” เขาหาข้ออ้างไปเรื่อย

“เช่นนั้นท่านเข้าไปพักผ่อนก่อนเถอะ” เต๋ออวิ๋นเสนอ

“ก็ดีเหมือนกัน...ข้าขอเข้าไปนอนรออาจารย์กลับมาก่อนนะ” เต๋อเฉิงพยักหน้า

หลังบอกพวกศิษย์พี่เสร็จ เขาก็เข้าไปในบ้านและนอนลงบนเตียงในห้องตัวเองโดยมีเต๋ออวิ๋นเป็นคนประคอง

เพียงแต่ต่อให้จะนอนลงแล้ว เขาก็ยังคงสับสนงุนงง รู้สึกว่ามีเสียงคร่ำครวญของมนุษย์และสัตว์ดังอยู่ข้างหูเบาๆ

เขาผล็อยหลับไปอย่างสะลึมสะลือโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว

ไม่ทราบว่าหลับไปนานเท่าไหร่ อยู่ๆ ลมเย็นอันอ่อนบางก็พัดต้องใบหน้าของเขา เต๋อเฉิงจึงค่อยๆ ตื่นขึ้นจากหลับลึก

พอเขาลืมตาขึ้น ก็ค้นพบอย่างงุนงงว่าข้างๆ มีคนคนหนึ่งยืนอยู่

เป็นลู่เยวี่ย!

เขายืนมองตนด้วยรอยยิ้มที่แฝงความห่วงใยอยู่ข้างเตียง

เต๋อเฉิงขนลุกขนชัน เกิดอาการขย้อนในคอ สมาธิรวมตัวกันในพริบตาอย่างไม่เคยมีมาก่อน

อ๊าก...ช่วยด้วย...ช่วยด้วย...ปล่อยข้าไปเถอะ...!

พริบตานั้น เขาเหมือนได้ยินเสียงร้องอย่างเจ็บปวดที่หนาหนักนับไม่ถ้วนจากร่างของลู่เยวี่ย เต๋อเฉิงเหมือนกับเห็นเลือดนับไม่ถ้วนที่หนาถึงขีดสุดวนเวียนอยู่รอบๆ ตัวลู่เยวี่ยในชั่วขณะที่พร่ามัว

ในเลือดนั้นมีมือคนที่ยังเจ็บปวดกำลังยื่นออกมาและดิ้นรน

“ท่านเป็นอะไรไป สบายดีไหม” เสียงของลู่เยวี่ยกระชากเขากลับสู่โลกความจริง

ม่านตาของเต๋อเฉิงค่อยๆ กลับเป็นปกติ เขาสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่งพร้อมกับลุกขึ้นนั่งอย่างช้าๆ

“ไม่เป็นไร...ไม่เป็นไรแล้ว ศิษย์น้องเจ้าไปทำงานเถอะ เวลานี้น่าจะมีคนป่วยเยอะแยะที่ต้องดูแลไม่ใช่หรือ” เขามองไปนอกหน้าต่าง เป็นยามบ่ายแล้ว

ด้านนอกมีเสียงหัวเราะของถูจินผู้เป็นอาจารย์ดังมาเบาๆ

เขาไม่ได้ยินอาจารย์หัวเราะอย่างเบิกบานขนาดนี้มาหลายปีแล้ว

“อย่างนั้นข้าประคองท่านออกไปดีไหม”

“ก็ดี...”

ลู่เซิ่งประคองเต๋อเฉิงเดินออกจากห้อง แล้วเดินเข้าไปในห้องพยาบาล

ตลอดทางพบเห็นผู้ป่วยไม่น้อย ต่างก็กำลังทักทายลู่เยวี่ย พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณและชมเชยเขาไม่หยุด

เต๋อเฉิงได้ยินแล้วรู้สึกเสียดหูพิกล

พอมาถึงห้องพยาบาล เขาก็งุนงงสับสนต่อ เนื่องจากได้ยินถูจินผู้เป็นอาจารย์ชื่นชมลู่เยวี่ยไม่ขาดปาก ทางศิษย์น้องเซินเซินก็เป็นเหมือนกัน ชมว่าลู่เยวี่ยรอบคอบถี่ถ้วน มีวิชาแพทย์สูงส่ง ยังบอกว่าช่วยนางหาวิธีการรักษาโรคอ้วนที

เต๋อเฉิงได้แต่ยิ้มแกนๆ

เขาเพียงรู้สึกว่าทุกคนที่อยู่รอบๆ ต่างกำลังชมลู่เยวี่ย ส่วนตัวเขากลับสัมผัสกลิ่นคาวเลือดอันเข้มข้นได้จากบนตัวลู่เยวี่ย เสียงร้องโหยหวนกับเงาลวงที่ปรากฏออกมาอย่างบรรยายไม่ได้นั้นกลับไม่เหมือนเป็นของปลอม

เช้าตรู่วันต่อมา เขาทนอยู่ต่อไปไม่ได้จริงๆ เผอิญที่ต้องออกไปทำภารกิจพอดี เขากับพวกศิษย์พี่จึงออกจากตระกูลถูเพื่อมุ่งหน้าไปยังหุบเขาอันเป็นที่ที่ภารกิจอยู่ราวกับกำลังหลบหนี

...

ตระกูลถู

หลังจากยุ่งอยู่ทั้งวัน ถูจินก็เข้าห้องไปจัดวัตถุดิบทำยา ส่วนลู่เซิ่งตักน้ำจากบ่อน้ำในตัวลานอยู่

เซินเซินไม่ได้ตามกลุ่มใหญ่ไปด้วย หากแต่ตัดสินใจรั้งอยู่ชั่วคราว

พอเห็นลู่เซิ่งกำลังตักน้ำอยู่ในลาน นางก็แอบเข้าใกล้

“นี่ เสี่ยวเยวี่ย”

“อะไรหรือขอรับ” ช่วงนี้ลู่เซิ่งคลำส่วนสำคัญของวิชาปลูกถ่ายออกมาได้ประมาณหนึ่งแล้ว สิ่งสำคัญอย่างสุดท้ายในตอนนี้คือการล้วงวิชาลับสามขีดจำกัดใหญ่ที่ซุกซ่อนไว้ลึกสุดขีดบนตัวถูจินออกมา

ถ้าหากบอกว่าวิชารักษาที่มีแบบแผนเป็นอุปกรณ์ผ่าตัดที่มีความคมถึงขีดสุด อย่างนั้นสามขีดจำกัดใหญ่ก็เป็นทักษะอันมหัศจรรย์ที่ทำให้อุปกรณ์การผ่าตัดชิ้นนี้มีอานุภาพแข็งแกร่งกว่าเดิม

สามขีดจำกัดใหญ่ทำให้วิชารักษาที่มีแบบแผนไปถึงอีกระดับขั้นหรืออีกขอบเขตหนึ่งโดยสิ้นเชิง ทั้งยังเป็นขอบเขตของอันตรายด้วย

ถูจินเพียงพูดถึงเรื่องนี้นิดหน่อยเท่านั้น แถมยังทำเป็นอมพะนำในตอนที่ลู่เซิ่งถามถึง เหมือนกับว่าจะนำสามขีดจำกัดใหญ่ลงโลงไปด้วย

ลู่เซิ่งกำลังใคร่ครวญอยู่ว่า จะล้วงเอาของดีของสุดท้ายของถูจินออกมาได้อย่างไร

ตอนนี้เซินเซินมาหาเขา พอมองดูรูปร่างอ้วนจนไม่อาจบรรยายของเซินเซิน อยู่ๆ เขาก็มีความคิดวิเศษอย่างหนึ่ง

เซินเซินกลับไม่ทราบความคิดในใจลู่เซิ่ง นางยังคงประหลาดใจกับปฏิกิริยาของเต๋อเฉิงเมื่อก่อนหน้าอยู่

“เจ้ารู้สึกหรือไม่ว่าศิษย์พี่ใหญ่เหมือนแปลกๆ อยู่ หลังจากกลับมาในครั้งนี้”

“ดูเหมือนจะใช่”

ลู่เซิ่งพยักหน้าน้อยๆ เขาเห็นความผิดปกติของเต๋อเฉิงแล้ว อีกฝ่ายเป็นอัจฉริยะไม่กี่คนซึ่งมีการรับรู้ทางจิตวิญญาณแข็งแกร่งถึงขีดสุด

กอปรกับช่วงนี้เขาจับคนมาทำการทดลองบ่อยเกินไป จึงกระตุ้นความแค้นและเลือดลมที่สั่งสมไว้ก่อนหน้า ดังนั้นการที่เต๋อเฉิงสัมผัสได้จึงเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้

ถึงอย่างไรสิ่งมีชีวิตที่เขาเคยเชือดมาก็มีมากมายเกินไปจริงๆ ทั้งมนุษย์ มาร ปีศาจ วิญญาณร้าย รวมถึงสิ่งมีชีวิตในโลกอื่นๆ ที่เคยสังหาร พอนำมาบวกกันแล้ว จึงไม่ใช่ว่าไม่มีผลกรรมความเคียดแค้น เพียงแต่เนื่องจากเขาเป็นมารสวรรค์ ก็เลยไม่สนใจเท่านั้น

              ..............................................
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ

ความคิดเห็น