591-595

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง ระบบโกงสกิล
บทที่ 591ถึง595
“คมดาบนี้ฟันทำลายดาวแม่ในอดีตของข้า ตั้งแต่มันปรากฏขึ้นมา จนกระทั่งดาวแม่ถูกฟัน กินเวลาถึงหนึ่งร้อยปี” เสียงของจวงจิ้วดังทุ้มต่ำ

ลู่เซิ่งเบือนหน้าไปมองด้านล่าง

บนผืนดินด้านล่าง สิ่งมีชีวิตจากแก้วผลึกรูปร่างคนตัวหนึ่งกำลังเงยหน้าจ้องมองดาบยักษ์ที่กดลงมาจากท้องฟ้าเขม็ง สิ่งมีชีวิตนี้มีดวงตาแค่ข้างเดียว แต่จิตสังหารกับความเคียดแค้นที่ฉายออกมาจากในดวงตาเข้มข้นเสียจนต่อให้เป็นลู่เซิ่งก็ยังอดตกใจไม่ได้

“ร้อยปีที่ผ่านมา เผ่าพันธุ์ผลึกม่วงที่ใช้ชีวิตใต้ดาบยักษ์ต่างก็ใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวังอยู่ทุกชั่วขณะ

อัตราการก่ออาชญากรรมมีเพิ่มสูงขึ้นเป็นเส้นตรง วันสิ้นโลกมาถึงแล้ว วิธีการและทักษะมากมายนับไม่ถ้วนไม่อาจทำลายดาบยักษ์ได้ ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยว

ไม่อาจทำลาย ไม่อาจเปลี่ยนทิศ ไม่อาจหลบหนี คนหลายแสนล้านคนถูกขังไว้บนดวงดาวดวงนี้”

“คนนับไม่ถ้วนใช้ชีวิตอย่างลุ่มหลงเมามาย ใช้ยาเสพติดกับเหล้าปรนเปรอตัวเอง ในเวลาแค่ร้อยปี เผ่าพันธุ์ผลึกม่วงที่รุ่งเรืองมาหลายหมื่นปีก็สิ้นสูญโดยสมบูรณ์”

จวงจิ้วบรรยายอย่างเรียบเฉย

“ข้าคือเผ่าผลึกม่วงที่กดปุ่มทำลายตัวเอง”

น้ำตาโลหิตไหลออกมาจากดวงตาของสิ่งมีชีวิตรูปร่างคนอย่างไร้สุ้มไร้เสียง

“ดาบยักษ์เล่มนี้...” ลู่เซิ่งลังเล สุดท้ายก็เอ่ยถาม

“เป็นมายาพิศวง” จวงจิ้วตอบ “นี่เป็นความทรงจำทำลายล้างของแดนอธนการสูงสุดในมายาพิศวงที่ข้าแบ่งปันกับท่าน”

“ดาบนี้มีชื่อว่า อนธการสาดแสงแห่งราตรีมายา”

ตูม!

ทันใดนั้นลู่เซิ่งก็ได้สติกลับมา ตนยังยืนนิ่งอยู่ในตำหนักใหญ่

ทว่าช่องแตกสีเทาตรงหน้าเล็กลงไปไม่น้อย

เขารีบโบกมือโยนหินผลึกหลายก้อนออกไปเพื่อเติมพลังให้ค่ายกล ช่องแตกสีเทาจึงค่อยขยายใหญ่ขึ้นจนเหมือนเดิม

“มายาพิศวงเป็นขอบเขตหนึ่ง สิ่งที่ข้าให้ท่านดู เป็นภาพเสมือนของผู้แข็งแกร่งระดับมายาพิศวงคนหนึ่งที่ข้าได้พบเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก แต่ต่อมาข้าพบศพของคนผู้นี้ในเขตดวงดาวแห่งหนึ่ง เขาตายมานานแล้ว” จวงจิ้วเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ถ้าหากท่านเห็นอนาคตไม่ชัด ก็หาองค์กรสักองค์กรเพื่อเข้าร่วม หรือไม่ก็กราบไหว้อาจารย์ดีๆ สักคนก็ได้ วิธีการสองอย่างนี้สามารถทำให้ท่านหลีกเลียงสถานการณ์คับขันในตอนนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

“สหายจวงได้โปรดชี้แนะด้วย” ลู่เซิ่งถามต่ออย่างฮึกเหิม

“ตำแหน่งที่ท่านอยู่ในตอนนี้ ดูจากการส่งข่าวสารแล้วน่าจะอยู่ที่สำนักนทีคราม ข้าไม่ค่อยคุ้นกับทางนั้นมากนัก แต่ข้าสามารถแนะนำผู้ยิ่งใหญ่ตัวจริงสักหลายคนให้ท่านได้ ส่วนจะเข้าไปในสำนักของเขาเหล่านั้นได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับความสามารถของท่านเองแล้ว แน่นอนว่าจะกราบเข้าสำนักก็ได้ นี่ขึ้นอยู่กับว่าปัญหาที่ท่านเจอเข้ายุ่งยากขนาดไหน” จวงจิ้วเป็นคนตรงๆ คนหนึ่ง ไม่นานก็ช่วยหาวิธีแก้ไขให้ลู่เซิ่งได้แล้ว นอกจากรูปแบบการกระทำของเขาจะเลือดเย็นไปสักหน่อย ก็ดูไม่เหมือนราชามารสวรรค์แม้แต่น้อย

“กราบอาจารย์กับเข้าสำนักอย่างนั้นหรือ...” ลู่เซิ่งขมวดคิ้วเล็กน้อย มารดาแห่งความเจ็บปวดมีขุมกำลังมากเกินไป ตอนนี้เขาไม่สามารถสู้ได้เลย วิธีการเพียงหนึ่งเดียวคือการหนีไปให้ไกลเป็นการชั่วคราว

แต่ต่อให้จะเป็นเช่นนี้ อาศัยสถานะของศิษย์สำนักธรรมดาๆ ก็ไม่แน่ว่าจะสยบกองกำลังของมารดาแห่งความเจ็บปวดได้

“คนที่ข้าไปล่วงเกินเข้าคือหนึ่งในสามสันตะปาปาใต้อาณัติของมารดาแห่งความเจ็บปวด ไม่ได้ล่วงเกินตัวสันตะปาปาโดยตรง เพียงแต่เป็นผู้เข้มแข็งสองสามคนในสังกัดของเขา” ลู่เซิ่งบอกกล่าวตามตรง “ขอบังอาจถามสหายจวงว่าสำนักระดับใดถึงจะแก้ไขปัญหาระดับนี้ได้”

“มารดาแห่งความเจ็บปวด...นี่ยุ่งยากบ้างแล้ว...” จวงจิ้วลังเลขึ้นมา

ลู่เซิ่งหัวใจเต้นตึกตัก เป็นกังวลอยู่บ้าง

“มีปัญหาอะไรอย่างนั้นหรือ”

ทางช่องแตกเงียบงันไปนาน...

“...ขอโทษด้วย ข้าหามาสักพักแล้ว...แต่ยังหาไม่เจอว่ามารดาแห่งความเจ็บปวดเป็นสำนักไหน บนแผนที่ดวงดาวเพียงระบุสำนักนทีครามเอาไว้เท่านั้น...” เสียงของจวงจิ้วประดักประเดิดอยู่บ้าง

“จะว่าไป สำนักนทีครามเป็นสำนักที่ศิษย์คนหนึ่งของข้าเพิ่มเข้าไปชั่วคราวโดยไม่ได้ตั้งใจตอนออกท่องเที่ยวเมื่อก่อนหน้านี้...แต่เป็นเพราะว่าเล็กเกินไป แผนที่ดวงดาวจึงไม่แสดงให้เห็น...”

ลู่เซิ่งอึดอัดใจ ไม่รู้ควรพูดอะไรดี...

“ไม่ใช่บอกว่าผู้อยู่ในระดับมายาพิศวงล้วนเป็นผู้ยิ่งใหญ่หรอกหรือ” ลู่เซิ่งอดถามเบาๆ ไม่ได้ “มารดาแห่งความเจ็บปวดคือมายาพิศวง ว่ากันว่าสามสันตะปาปาใต้อาณัติของนางก็เป็นมายาพิศวงเช่นกัน...”

ครั้งนี้ทางนั้นเงียบงันไปนานมาก...

จากนั้นเสียงกระซิบที่เคร่งขรึมก็ดังมา...

“ความจริงข้าเองก็เป็นมายาพิศวงเหมือนกัน...”

ลู่เซิ่งลืมตาโต รู้สึกสมองทำงานไม่ทันบ้างแล้ว

“มายาพิศวงยังแบ่งได้อีกหลายระดับ...เหมือนกับระดับมนุษย์ธรรมดาที่ท่านอยู่สามารถแบ่งระดับของสารกายออกเป็นสิบกว่าระดับย่อย มายาพิศวง...มีทั้งหมดสิบสองระดับย่อย...มันเป็นคำเรียกรวมๆ ของระดับใหญ่...” จวงจิ้วอธิบายอย่างจนใจ

“มายาพิศวงหมายถึงระดับที่ใช้ความเป็นมายาล้วงลึกเข้าไปในความพิศวง ขอแค่มีความสามารถในการทำความเข้าใจความเป็นความตายในขั้นแรก และสร้างวัฏจักรในโลกรูปจิตขึ้นได้ ก็จะเรียกว่ามายาพิศวงได้ ระดับนี้ต่อให้จิตวิญญาณถูกทำลาย รอยตราวิญญาณสูญสลาย ขอแค่โลกรูปจิตยังทำงานอยู่ ผ่านไปแค่ไม่กี่ปีก็จะสามารถให้โลกรูปจิตสร้างและเรียนรู้ตัวตนใหม่ขึ้นมาได้ เมื่อจิตไม่ดับสูญ ชีวิตนิรันดร์ก็ไม่ดับสูญ”

เมื่อจิตไม่ดับสูญ ชีวิตนิรันดร์ก็ไม่ดับสูญ...” ลู่เซิ่งเกิดความเข้าใจอย่างเลือนรางขณะไตร่ตรองประโยคนี้

การที่จวงจิ้วอยู่ในระดับมายาพิศวงเช่นกันอยู่เหนือกว่าจินตนาการของเขาไปไกลโข

และฟังจากน้ำเสียงของอีกฝ่าย เหมือนกับว่าแม้แต่สำนักนทีครามก็ไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึงสักนิด

นี่น่าตื่นตระหนกไปหน่อยแล้ว

“มารดาแห่งความเจ็บปวด...ใกล้เคียงกับสำนักนทีคราม ว่ากันว่าพลังไม่แตกต่างกันเท่าไหร่” ลู่เซิ่งสูดหายใจลึกพร้อมกับกล่าวต่อ

“อย่างนั้นก็ง่ายแล้ว ไม่อย่างนั้นท่านลองดูว่าสามารถกราบเข้าสำนักมารดาวิญญาณที่ข้าอยู่ได้หรือไม่ เพียงแต่อยู่ไกลไปสักหน่อยก็เท่านั้น นอกจากนั้นยังมีผู้ปกครองสุวรรณอัคคีในเขตดวงดาวใกล้ๆ กำลังเปิดรับศิษย์อยู่ ท่านลองไปเข้าร่วมการคัดเลือกดูก็ได้ สุวรรณอัคคีเป็นผู้เข้มแข็งระดับมายาพิศวงที่มีชื่อเสียงที่สุดในเขตดวงดาวที่ท่านอยู่ โด่งดังมาตั้งแต่เจ็ดแปดแสนปีก่อนแล้ว ครั้งกระโน้นเขาได้ทำลายดาวเคราะห์สามสิบสองดวงเพราะความแค้นในคราวเดียว”

“ผู้ปกครองสุวรรณอัคคีหรือ...” ลู่เซิ่งรู้สึกเหมือนว่าตนได้สัมผัสโลกที่กว้างใหญ่ใบใหม่เข้าแล้ว

“ในสิบสองระดับย่อยของระดับมายาพิศวงมีการแบ่งเป็นสามช่วงใหญ่ ช่วงสุดท้ายในนี้คือระดับของผู้ปกครองหรืออนธการ เรื่องพวกนี้ยังเร็วเกินไปที่ท่านจะสัมผัส จัดการปัญหาในตอนนี้ของท่านก่อนเถอะ” จวงจิ้วไตร่ตรองอย่างเรียบง่าย

“หากท่านรีบ ข้าจะส่งคนไปรับท่านหนีทันที ทางสำนักนทีครามเพียงบอกกล่าวกันก็พอ หากให้พวกเขาช่วยเหลือก็จะง่ายขึ้นมาก แต่ถ้าท่านไม่รีบ ก็ไปเข้าร่วมการคัดเลือกรับศิษย์ของผู้ปกครองสุวรรณอัคคีก่อนก็ได้ สุวรรณอัคคีมีนิสัยเป็นมิตรมาก ท่านไม่ต้องห่วงว่าจะเกิดปัญหาใหญ่อะไรขึ้น หากเข้าร่วมไม่ได้อย่างมากสุดก็ถอยกลับมาซะก็พอ”

ลู่เซิ่งเริ่มพิจารณาดู ถ้าหากทุกอย่างเป็นอย่างที่จวงจิ้วบอกจริงๆ อย่างนั้นก็ง่ายดายมาก ปัญหาจะกลายเป็นว่า เขาควรจะออกจากต้าอินหรือดาวปรภพดีหรือไม่

“พิจารณาดูให้ดีเถอะ น้ำใจที่ข้าติดค้างท่าน ถ้าครั้งนี้ไม่ใช้ดีๆ ล่ะก็ จะไม่มีครั้งที่สองแล้ว” จวงจิ้วเตือนอย่างจริงใจ

“ขอข้าคิดดูก่อนได้หรือไม่” ลู่เซิ่งเอ่ยเสริม

“ได้สิ ขอเตือนท่านอีกสักประโยค ข้าแนะนำให้ท่านเข้าสู่รอบท้ายๆ ในการคัดเลือกศิษย์ของผู้ปกครองสุวรรณอัคคีได้นะ ไม่จำเป็นต้องผ่านการทดสอบช่วงแรกก็ได้ ถ้าจะเข้าร่วมสำนัก นอกจากสำนักมารดาวิญญาณที่ข้าอยู่แล้ว ท่านจะเลือกสำนักนทีคราม สำนักวิญญาณไตรอริยะ หรือสำนักแปลงวายุก็ได้ สำนักพวกนี้เป็นสำนักที่ไม่ต่างจากสำนักนทีครามมาก ถือว่าใช้ได้ในเขตดวงดาวของท่าน”

“สำนักวิญญาณไตรอริยะหรือ” ลู่เซิ่งเกิดความเฉลียวใจในตอนที่ได้ยินชื่อชื่อนี้ แค่ฟังดูชื่อนี้อาจจะมีความเกี่ยวข้องกับสำนักไตรอริยะก็ได้

“ถ้าข้าเลือกกราบอาจารย์ หมายความว่ามีโอกาสที่จะได้เข้าไปอยู่ใต้สังกัดของสุดยอดผู้เข้มแข็งกระมัง” ลู่เซิ่งถามกลับ

“ใช่”

“ถ้าจะเข้าร่วมสำนักค่ายพรรค รับประกันได้หรือไม่ว่าจะเข้าร่วมได้แน่นอน” ลู่เซิ่งถามต่อ

“แน่นอน ข้าขอให้สหายสนิทแนะนำให้ท่านได้ การเข้าสำนักไม่มีปัญหา แต่หากจะรับภารกิจหรือยกระดับสถานะ นั่นก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของท่านเองแล้ว ท่านต้องแยกแยะให้ชัดเจน ผู้ปกครองสุวรรณอัคคีมีศิษย์แค่สามคนเท่านั้น ถ้าหากท่านเข้าสำนักได้ก็จะเป็นคนที่สี่ ทรัพยากรการเติบโตที่ได้รับจะมีเยอะกว่าสำนักอื่นๆ มากโข ถ้าเป็นสำนัก ต่อให้ท่านเป็นศิษย์หลักผู้ได้รับการสืบทอด แต่เมื่อเทียบกับอย่างแรกแล้ว จะต่างกันราวฟ้ากับเหว” จวงจิ้วอธิบาย

“ไม่เป็นไร ข้าเอนเอียงไปทางเข้าร่วมสำนักมากกว่า” ลู่เซิ่งมีแผนการของตัวเอง เขามีความลับยิ่งใหญ่เกินไป ต่อให้กลายเป็นศิษย์ของผู้ปกครองสุวรรณอัคคี ก็อาจจะเกิดปัญหาขึ้นเพราะการยกระดับได้เหมือนกัน

ไม่สู้เข้าร่วมสำนักก่อนชั่วคราว แล้วอาศัยจังหวะที่ยังไม่ดึงดูดความสนใจมากไปกว่านี้ออกจากเขตดวงดาวเขตนี้ไปยังสถานที่อื่น พร้อมกับปิดบังชื่อแซ่และฝึกฝนอย่างเงียบๆ

ถึงอย่างไรการยกระดับของเขาในตอนนี้ก็พึ่งพาการจุติไปยังต่างโลกเป็นหลักอยู่แล้ว ไม่ได้ให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมที่ตนเองอยู่มากนัก

“เช่นนั้นท่านอยากจะเข้าร่วมสำนักไหน สำนักพวกนี้ไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ แต่สำนักนทีครามแข็งแกร่งกว่าหน่อยนึง ท่านลองดูเองก็แล้วกัน” แม้จวงจิ้วจะไม่เข้าใจ แต่ก็เคารพการเลือกของเขา

ไม่นานข้อมูลอย่างเป็นรูปธรรมของสำนักสองสามสำนักนี้ก็ถูกส่งออกมาจากช่องแตกสีเทา

ระบบของสำนักใหญ่ในเขตดวงดาวแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับสำนักทั่วไป

ลู่เซิ่งแปลกใจอยู่บ้างหลังจากเห็นข้อมูล

สำนักนทีครามยังดี เป็นระบบสำนักแบบดั้งเดิม แต่สำนักที่เหลือไม่เหมือนแล้ว กฎของสำนักวิญญาณไตรอริยะก็คือ ให้วิชาลับวิญญาณไตรอริยะหนึ่งชุด ศิษย์ที่เข้าสำนักจะต้องแบ่งแยกร่างตัวเองเป็นวิญญาณอริยะสามชนิดจากนั้นก็หลอมรวมเป็นหนึ่งกับดวงจันทร์ของจักรวาลนั้นๆ เพื่อฝึกร่างไตรอริยะชนิดพิเศษให้สำเร็จ

ความจริงคือการแบ่งวิญญาณของตัวเองออกเป็นคนสามคน จากนั้นก็แยกกันฝึกฝนพลังพิเศษที่แตกต่างกันสามชนิด ก่อนจะนำมารวมกันในตอนสุดท้าย

พอลู่เซิ่งเห็นรูปร่างอันน่าขยะแขยงของร่างไตรอริยะก็ไม่อยากจะมองดูอีกเป็นครั้งที่สอง ดวงตาหกข้าง ปากสามข้าง รูจมูกและหูงอกอยู่บนร่างอย่างไม่เป็นระเบียบ ดูเหมือนกับเสียบอวัยวะของมนุษย์ลงไปยังตำแหน่งต่างๆ บนร่างอย่างมั่วๆ

ถัดจากนั้นเป็นสำนักแปลงวายุ สำนักนี้มีความพิเศษยิ่งกว่า โดยเน้นการทำความเข้าใจธรรมชาติของการเลื่อนไหล ศิษย์ส่วนใหญ่ไร้ระเบียบวินัย ไม่มีเส้นทางการรับศิษย์ ไม่มีวิชาอย่างเป็นรูปธรรม เพียงมอบทิศทางใหญ่ทิศทางหนึ่งให้ท่านเท่านั้น

และนอกจากสาขาหลักของสำนักแล้ว ก็ไม่มีสาขาย่อยที่ตั้งอยู่ในสถานที่อื่นๆ อีก

เงื่อนไขของพวกเขาคือ จะต้องควบคุมแก่นสารของสายลมให้ได้หลังจากเข้าสำนัก เรื่องนี้ทำให้ลู่เซิ่งตัดมันทิ้งทันที ตอนนี้เขาเพิ่งบรรลุแก่นสารของไฟหยิน หากต้องไปทำความเข้าใจแก่นสารของสายลมอีก จะเสียเวลามากเกินไปและลงทุนมากเกินไปจนไม่คุ้มค่า

“ยังมีอีกหรือไม่ สำนักพวกนี้ไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่”

จวงจิ้วไตร่ตรอง “ความจริงยังมีอีกสำนักอยู่ที่ชายขอบของเขตดวงดาวที่ท่านอยู่ ท่านเข้าร่วมขุมกำลังนี้ได้ เพียงแต่ ขึ้นอยู่กับว่าท่านจะปรับตัวได้หรือไม่...”

“โปรดบอก” พอได้ยินจวงจิ้วบอกแบบนี้ ลู่เซิ่งก็สนใจขึ้นมาเล็กน้อย

“ขุมกำลังนี้มีกองกำลังแข็งแกร่งกว่าสำนักนทีครามเสียอีก แต่ว่าคุณสมบัติของมันมีความพิเศษอยู่บ้าง ที่ก่อนหน้านี้ข้าไม่ได้แนะนำให้ท่านรู้จัก เป็นเพราะเรื่องนี้นี่เอง” จวงจิ้วเว้นเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อ

“มีความพิเศษตรงไหนหรือ” ลู่เซิ่งสนใจกว่าเดิม ขุมกำลังที่ทำให้ผู้เข้มแข็งมายาพิศวงระดับจวงจิ้วรู้สึกยุ่งยากได้ จะต้องมีระดับที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

จวงจิ้วลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็อธิบายว่า “มันมีชื่อว่านครตราชั่ง ผู้ที่จะเข้าร่วมต้องเป็นคนที่มีทั้งความยุติธรรมกับคุณธรรมอันเด็ดขาดจากใจ ถึงจะเข้าร่วมได้”

..............................................
“ความยุติธรรมอันเด็ดขาดกับคุณธรรมอันเด็ดขาด” ลู่เซิ่งงุนงง นี่เป็นเงื่อนไขอะไรกัน

“คนของทางนั้นส่วนใหญ่เป็นพวกบูชาหลักการการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม คุณธรรมอันเด็ดขาดที่ว่าก็คือคำสอนที่ค่อนข้างทื่อด้าน ถ้าหากท่านเป็นคนประเภทใดประเภทหนึ่งในสองประเภทนี้ ก็สามารถเลือกเข้าร่วมได้”

ลู่เซิ่งส่ายหน้าน้อยๆ ไม่ค่อยจะเหมาะเท่าไหร่จริงๆ

“เลือกสำนักนทีครามก็แล้วกัน จะออกเดินทางตอนไหนหรือ”

“อีกห้าวัน หลังจากข้าจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วจะส่งคนมารับท่านเอง คนคนนั้นจะแสดงรอยตราของข้า ท่านจงระวังอย่าเข้าใจผิดว่าเป็นศัตรู” จวงจิ้วเอ่ยอย่างรวบรัด

“ตกลง”

พอการสื่อสารจบลง ช่องแตกสีเทาก็พลันสลายไป

หินผลึกบนค่ายกลส่วนใหญ่แตกระเบิด เหลือแค่ส่วนเล็กๆ เท่านั้นที่ไม่ถูกใช้งาน

‘การสื่อสารกับจวงจิ้วในครั้งนี้สามารถแก้ไขปัญหาส่วนใหญ่ที่เราเผชิญในตอนนี้ได้แล้ว ถ้าหากราบรื่น สถานการณ์คับขันจะถูกแก้ไขได้เอง’

ลู่เซิ่งโบกมือโปรยปราณมารออกมาเพื่อลบร่องรอยหลงเหลือบนค่ายกล

เขากวาดตามองพลังอาวรณ์ที่เหลืออยู่ของตัวเอง ยังมีอีกหนึ่งแสนเก้าหมื่นกว่าๆ ในโลกใบก่อนใช้ไปส่วนหนึ่ง แต่ภายหลังได้มาเติมอีกบางส่วน จึงพอจะนับได้ว่ารายรับรายจ่ายสมดุล

‘ความเร็วการยกระดับถือว่าเพียงพอแล้ว พลังอาวรณ์พวกนี้ยังไม่ต้องใช้ รอถึงสำนักนทีครามค่อยเอามาใช้กับวิชาที่จะฝึกฝนดีกว่า’

จนถึงตอนนี้เขาค้นพบแล้วว่าวิธีของเครื่องมือปรับเปลี่ยนมีปัญหา

ครั้งนี้ดึงดูดความสนใจมากเกินไป ทำให้พลังการฝึกฝนที่ผิดปกติของเขาถูกเปิดเผยจนเป็นเหตุให้เกิดความวุ่นวาย

ความจริงยิ่งไปถึงช่วงหลังๆ เท่าไหร่ พลังอาวรณ์ที่จำเป็นสำหรับใช้ยกระดับในเครื่องมือปรับเปลี่ยนดีปบลูก็ยิ่งมากเท่านั้น ประโยชน์ของเครื่องมือปรับเปลี่ยนนี้น่าจะสะท้อนออกมาในตอนที่ใช้เพื่อฝ่าด่านเป็นหลักมากกว่า

โดยใช้พลังอาวรณ์ที่สะสมในเวลาปกติมายกระดับและปรับปรุงพื้นฐานในตอนที่ฝ่าด่าน แล้วทะลวงถึงระดับที่สูงกว่าในครั้งเดียว

ถึงอย่างไร สำหรับตัวเครื่องมือปรับเปลี่ยนเอง ขอแค่ทำเงื่อนไขการพัฒนาทั้งหมดได้ครบ จากนั้นเพียงกดปุ่มก็เพียงพอแล้ว

วิชาไร้ขอบเขตในตอนนี้ใช้พลังอาวรณ์มากเกินไปเพราะเงื่อนไขที่ต้องทำให้สำเร็จในแต่ละระดับค่อนข้างซับซ้อน จึงไม่อาจแสดงความสามารถของเครื่องมือปรับเปลี่ยนได้อย่างเต็มที่

ทว่าถ้าหากมีวิชาที่เป็นระบบไว้ใช้ฝึกฝน ก็จะประหยัดพลังอาวรณ์ในเวลาปกติ แล้วเอามาใช้ในช่วงเวลาสำคัญๆ ได้ นี่เป็นการรับประกันว่าตนจะเหนือกว่าคนร่วมเส้นทางทั่วไปได้

พอนึกได้ดังนี้ ลู่เซิ่งก็เดินออกจากตำหนักเล็ก เวลาห้าวันเพียงพอจะให้เขาจัดการเรื่องราวต่างๆ ในคฤหาสน์ลู่และสำนักมารกำเนิดแล้ว

คนไหนยินยอมจะติดตามเขาไปบ้าง และจะพาคนไปได้มากเท่าไหร่ เหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณา

...

สองสามวันต่อมา ลู่เซิ่งจัดการรวบรวมกำลังคนไปทั่ว หลังจากพิจารณาอย่างละเอียด ก็ตัดสินใจว่าการจากไปในครั้งนี้ นอกจากลูกชายกับเฉินอวิ๋นซีแล้ว เขาจะไม่พาใครไปอีก

ขอแค่ตั้งหลักในสำนักได้สำเร็จ ต่อให้ที่ต้าอินมีปัญหาความขัดแย้งอะไร การใหญ่ก็ไม่มีทางเกิดปัญหา

ทว่าก่อนจะไป ยังต้องจัดการคู่แค้นบางส่วนและเตรียมการส่วนหนึ่งก่อน

ลู่เซิ่งติดต่อกับหลี่ซุ่นซีอีกรอบ ครั้งนี้เจอตัวชายหนุ่มที่เพิ่งออกมาจากการกักตนแล้ว เขาคล้ายจะผ่านความทรมานมาไม่น้อย จึงดูอิดโรยอย่างมาก

พอได้ยินคำไหว้วานของลู่เซิ่ง เขาก็ตอบรับอย่างเต็มใจว่า จะดูแลคนของคฤหาสน์ลู่และสำนักมารกำเนิดให้หลังจากเขาไป

เขาได้ยินเรื่องของราชาอริยะที่หนึ่งมาแล้วเช่นกัน ถึงอย่างไรราชาอริยะที่หนึ่งก็ไม่ถูกกับอาจารย์ของเขาอยู่แล้ว ภายใต้สถานการณ์ที่ราชาอริยะที่หนึ่งได้รับบาดเจ็บในตอนนี้ การขอร้องให้อาจารย์ปกป้องคฤหาสน์ลู่และสำนักมารกำเนิดไม่นับเป็นอะไร

ความจริงที่ลู่เซิ่งตามหาตัวเขาเป็นเพียงการรับประกันไว้ก่อนเท่านั้น ที่พึ่งที่แท้จริงของเขาไม่ใช่หลี่ซุ่นซี

เวลาห้าวันผ่านไปในพริบตา ลู่เซิ่งจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เขาไม่ได้บอกคนรอบๆ ตัวว่าตนเองกำลังจะจากไป เพียงแต่บอกใบ้ให้พวกเขารู้อย่างเรียบง่ายเท่านั้น

เวลาพลบค่ำวันที่ห้า ในที่สุดคนที่จวงจิ้วส่งมาก็มาถึงแล้ว

...

ทะเลทรายรกร้างแห่งหนึ่งในแคว้นนวกระจ่าง

ก้อนหินสีเหลืองบางตากลิ้งไปทั่วบริเวณ แร้งทะเลทรายหลายตัวที่เกิดการกลายพันธุ์กระพือปีกสีดำพลางส่งเสียงกรีดร้องอย่างเศร้าสร้อยอยู่บนต้นไม้ห่างออกไป

ท้องฟ้าไร้เมฆ ผืนดินเป็นสีเหลืองหม่น อากาศร้อนลอยขึ้นและบิดเบี้ยว พร้อมกับห่อหุ้มน้ำทั้งหมดบนผืนดินเอาไว้

รอบก้อนทรายสีเหลืองขนาดยักษ์ที่กองเต็มถ้ำ ลู่เซิ่งที่สวมผ้าคลุมบดบังร่างท่อนบนมองดูขอบฟ้าที่อยู่ไกล

เวลาค่อยๆ ผ่านไป แสงอาทิตย์สีเหลืองมืดสลัวลงอย่างช้าๆ

ไม่ทราบว่าใบไม้แห้งสีดำเล็กๆ ส่วนหนึ่งล่องลอยอยู่ด้านหน้าลู่เซิ่งตั้งแต่ตอนไหน

ใบไม้แห้งหนาแน่นขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ใบไม้แห้งสีดำจำนวนมากกองสุมกันกลายเป็นร่างมนุษย์ด้านหน้าลู่เซิ่ง

“ข้ามารับท่านในนามของราชามารสวรรค์ลำดับที่ห้า ท่านคือราชาหมาป่าหรือ” ผู้มาเหมือนไม่มีร่างกาย มีเพียงรูปร่างมนุษย์ที่ใช้ใบไม้แห้งสีดำกองสุมขึ้นจนสูงเท่ากับลู่เซิ่งเท่านั้น โดยส่งเสียงผ่านเสียงเสียดสีของใบไม้นับไม่ถ้วน

ภาษาที่ใช้พูดคือภาษาภัยพิบัติ

“ใช่ สำนักนทีครามที่ข้าจะมุ่งหน้าไปต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ นอกจากนี้พาคนไปด้วยได้หรือไม่” ลู่เซิ่งถามอย่างเรียบง่าย คลื่นพลังของอีกฝ่ายอย่างมากสุดก็เป็นระดับอริยะเจ้า ไม่นับเป็นอะไร

“สำนักนทีครามไม่ได้ดูแลที่นี่ ทางที่ดีท่านควรจะถอยไปดีกว่า นอกจากนั้น จะได้รับความสำคัญจากสำนักนทีครามหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าตัวท่านมีพลังและศักยภาพหรือไม่” มนุษย์ใบไม้ตอบเบาๆ

“เข้าใจแล้ว ยังมีอีกคำถาม ถ้าหากเข้าสำนักนทีครามแล้ว จะไม่สามารถถอยออกมาได้อีกแล้วใช่ไหม” ลู่เซิ่งถามอีก

“หลังจากกลายเป็นศิษย์หลักแล้ว จะไม่สามารถลาออกได้ ผู้ที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาหลักไม่สามารถลาออกได้ ที่เหลือก็แล้วแต่ท่าน สำนักดั้งเดิมเหล่านี้มีหลายสำนักที่เป็นตลาดการแลกเปลี่ยนขนาดใหญ่ ถ้าท่านไปถึงก็จะเข้าใจเอง” มนุษย์ใบไม้เอ่ย

“เข้าใจแล้ว อย่างนั้น ถ้าข้าไปตอนนี้ จะกลับมาได้อีกเมื่อไหร่” ลู่เซิ่งถามเป็นครั้งสุดท้าย

“ขอแค่ค่ายกลส่งตัวทำงานราบรื่น ท่านก็จะกลับมาได้ตลอดเวลา สำนักนทีครามอยู่ใกล้กับดาวเคราะห์ดวงนี้มาก” มนุษย์ใบไม้เอ่ยอย่างรวบรัด “ถ้าหากท่านต้องการ ท่านไปแล้วกลับมาในตอนที่ดึกๆ ก็ยังได้ ทักษะของที่นี่ไม่มีความสามารถสะกดการส่งตัว”

“เข้าใจแล้ว” ลู่เซิ่งทราบคร่าวๆ แล้วว่าดาวปรภพอยู่ในระดับใดในสายตาของอีกฝ่าย

คิดไปคิดมาก็ไม่น่าแปลก ในฐานะดาวเคราะห์เพาะเลี้ยงของมารดาแห่งความเจ็บปวด ดาวปรภพไม่ได้มีการกระจายวิชาการสืบทอดที่สูงล้ำ วิชาที่หมุนเวียนล้วนเป็นสิ่งที่โลกแห่งความเจ็บปวดอนุญาตเท่านั้น หนำซ้ำยังเป็นวิชาที่มีช่องโหว่เพื่อจะได้เป็นประโยชน์ต่อการเก็บเกี่ยวของพวกเขาด้วย

ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ ความจริงต้าซ่งกับต้าอินไม่มีข้อแตกต่างอะไรกัน เพราะเป็นเพียงโคเนื้อที่ไม่มีความสามารถต้านทานโลกแห่งความเจ็บปวดเหมือนกัน

“เอาล่ะ หยุดชักช้าได้แล้ว ไปเถอะ รีบไปรีบกลับ สำนักนทีครามอยู่ใกล้ๆ นี่เอง ข้าจะพาท่านไป” มนุษย์ใบไม้แบ่งมือข้างหนึ่งออกมาจับไหล่ของลู่เซิ่ง แล้วกระโดดขึ้นด้านบนเบาๆ

ฟ้าว!

หลังจากด้านหน้าพร่ามัวสักพักหนึ่ง สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าลู่เซิ่งคือทางเชื่อมเก่าแก่โบราณที่มีฉากกันลมสีดำนับไม่ถ้วนตั้งอยู่สองฟากข้าง

เขาเหลียวมองรอบๆ นอกจากทางเชื่อมด้านหน้าแล้ว ทิศทางที่เหลือล้วนเป็นความมืดมิด

“ยินดีต้อนรับ ที่นี่เป็นอุโมงค์ทางเข้าสำหรับศิษย์ที่จะเข้าสำนักทั่วไปของสำนักนทีคราม สิ่งที่ท่านต้องทำในตอนนี้ คือเดินบนเส้นทางเส้นนี้โดยใช้เวลาที่สั้นที่สุด ผลทดสอบของที่นี่จะกำหนดระดับสถานะหลังจากท่านเข้าสำนัก” เสียงสตรีที่อ่อนหวานดังขึ้นจากรอบๆ ทางเดินอย่างเชื่องช้า

“จุดสิ้นสุดของอุโมงค์คือหอฟ้าเมฆา หนึ่งในสถานที่ลับของสำนักนทีคราม”

ลู่เซิ่งมองดูฉากกั้นสีดำสองฟากข้าง บนฉากกั้นไม่มีอะไรเลย มีแค่ผ้าสีขาวเท่านั้น

“ใต้เท้าราชามารสวรรค์เตรียมการไว้ให้ท่านแล้ว ไปเถอะ ไม่ว่าท่านจะสอบได้คะแนนเท่าไหร่ ผู้คุมสอบก็จะเขียนชมเชยท่านอยู่ดี” มนุษย์ใบไม้กระซิบข้างหูเขา

“ได้” ลู่เซิ่งพยักหน้าช้าๆ เขาสัมผัสได้ถึงสายตาหลายสายที่จ้องมองออกมาจากหลังฉากกั้นรอบๆ แสดงให้เห็นว่ามีคนหลายคนกำลังมองดูตนอยู่

หลังใคร่ครวญเล็กน้อย เขาก็ก้าวเดินไปด้านหน้า ก่อนจะเข้าสู่ทางเชื่อมในไม่กี่ก้าว

“นี่เป็นการทดสอบพิเศษ ราชามารสวรรค์จัดการให้สำนักนทีครามเป็นการเฉพาะ พวกเขาจึงรู้จักพลังของท่านในระดับหนึ่งแล้ว ดังนั้นไม่ต้องซ่อนไว้ จงแสดงออกมาให้เต็มที่ ให้พวกเขาได้เห็นคุณค่าของท่าน” มนุษย์ใบไม้ส่งเสียงเตือนอีกรอบ

“เข้าใจแล้ว” ลู่เซิ่งพยักหน้า

...

สำนักนทีคราม หอฟ้าเมฆา

ในห้องควบคุมค่ายกลที่อยู่บนชั้นสามของหอสีแดงอ่อนที่เก่าแก่โบราณ

เซียนถาอวี่ที่ยกขาขึ้นพาดบนแท่นพันคันฉ่องอย่างเกียจคร้านหาวขึ้นครั้งหนึ่ง ไม่สนใจปุ่มที่เขียนตัวหนังสือมากมายด้านบน

“ลุงทุนลงแรงจริงๆ งานรับสมัครศิษย์ใหม่ผ่านไปตั้งปีกว่าแล้ว ตอนนี้อยู่ๆ เราต้องเปิดค่ายกลทดสอบเพื่อคนคนเดียว ใครกันช่างหน้าใหญ่นัก”

นางเพิ่งกลับมาจากดวงดาวชายขอบ ก็เห็นภารกิจพิเศษที่ได้ค่าตอบแทนที่มั่งคั่งนี้ทันที จากนั้นก็ฉกชิงมาได้อย่างว่องไว

“พี่ใหญ่ มีเส้นเชื่อมจิตจากภายนอกอยู่เยอะเลย ดูเหมือนน่าจะเป็นบุคคลแกนหลักที่พวกผู้ยิ่งใหญ่ให้ความสนใจ พวกเราควรอ่อนข้อให้หรือไม่” นักศึกษาหัวล้านที่หล่อเหลาคนหนึ่งที่อยู่ด้านข้างเหลือบมองหน้าอกหน้าใจใหญ่โตของเซียนถาอวี๋ พร้อมกับกลืนน้ำลายและพูดเบาๆ

“อ่อนข้อให้หรือ ปัญหาอ่อนหรือไง” เซียนถาอวี่ตบหัวนักศึกษาคนนั้นดังเพียะ

“เห็นไหมว่าอะไรเขียนอยู่บนหน้าไอ้หมอนั่น รวย! ข้ารวยโว้ย! คนที่เขียนคำพูดว่า ‘เบื้องหลังข้ามีเจ้านาย’ ไว้บนหัวพรรค์นี้ เจ้ากล้าเล่นแง่กับเขาหรืออย่างไร”

ถาอวี่กล่าวอย่างหงุดหงิด “ถ้าเบื้องบนไม่ดูแลเป็นพิเศษล่ะก็ พวกเราต้องดำเนินการอย่างยุติธรรม ไม่เอนเอียงไปทางไหน เอาล่ะ เปิดค่ายกลมาตรฐานได้เลย”

“เดี๋ยวก่อน!” อยู่ๆ เสียงบุรุษที่อ่อนโยนก็ดังมาจากนอกประตู ประตูเปิดออก สลักค่ายกลหลายสายถูกปลดโดยอัตโนมัติ

ไม่นานนักบุรุษที่สวมชุดเกราะสีดำแดงก็เดินเข้ามาในห้องควบคุม

“มาช้าไปหน่อย ขอโทษที นอกจากนี้ ทางมารดาแห่งความเจ็บปวดมีความผิดปกติ คนคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา บนตัวเขามีรอยตราแห่งความเจ็บปวดอยู่ด้วย!” บุรุษเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง

“รอยตราแห่งความเจ็บปวดหรือ ลบทิ้งก็พอแล้วนี่ ขอแค่ไม่ใช่ระดับสูงสุดก็พอ” ถาอวี่เอ่ยอย่างงุ่นง่าน

“ประเด็นสำคัญไม่ใช่ตรงนั้น ประเด็นก็คือ คนผู้นี้ครอบครองความลับใหญ่ ใช้เวลาแค่สิบกว่าปีก็ผงาดจากคนธรรมดาคนหนึ่งจนถึงระดับชูศัสตราได้แล้ว” บุรุษหยีตามองภาพเสมือนของลู่เซิ่งที่อยู่ในกระจกบนฐานพันคันฉ่อง “คนคนนี้ไม่พูดถึงเรื่องนี้ก่อนเข้าสำนัก กลับมีความคิดใช้ขุมกำลังของสำนักนทีครามต้านทานแรงกดดันจากโลกแห่งความเจ็บปวด มีเจตนายากหยั่งถึง แถมยังเห็นแก่ตัวอย่างมาก”

“อ้าว มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ” เซียนถาอวี่งุนงง ยกขาลงวาง แล้วลุกขึ้นจัดผมยาวสีเงิน “อย่างนั้นเบื้องบนเตรียมจะจัดการอย่างไร”

“มีอาจารย์ลุงอาจารย์อาระดับลวงตารออยู่ที่ปลายทางแล้ว เขาจะต้องมอบความลับที่ซุกซ่อนไว้ให้กับเบื้องบน การเข้าร่วมสำนักนั้นทำได้ แต่ในเมื่อความลับบนตัวถูกชิงไป เขาจะต้องคิดแค้นแน่ ในอนาคตต่อให้เติบโตขึ้น ก็คงจะแอบแค้นสำนักเราอยู่”

“ดังนั้น...พวกเจ้าก็เลยคิดฮุบทั้งคนทั้งสมบัติกระมัง” เซียนถาอวี่หัวเราะคิก

“ย่อมไม่” บุรุษผู้นั้นส่ายหน้าน้อยๆ “เบื้องหลังคนผู้นี้มีราชามารสวรรค์ลำดับห้าของโลกสรรพวิญญาณออกหน้าสนับสนุนเอง เจตนาของราชามารสวรรค์คือ สมบัติปล่อยให้เขาเก็บไว้ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งมอบให้เรา นอกจากนี้ห้ามไม่ให้ฆ่าเขา จิตวิญญาณของเขาต้องมีประโยชน์แน่...”

แต่ถ้าโลกแห่งความเจ็บปวดมาขัดขวางพอดี จากนั้นพวกเราดันพลั้งมือทำให้เขาได้รับอันตรายเพราะเตรียมตัวไม่พอ ก็เป็นการผลักเรือตามน้ำเหมือนกันไม่ใช่หรือ”

“ศิษย์น้องเจ้ายังชั่วร้ายเหมือนเดิม ผ่านไปตั้งหลายปีไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิดเดียว” ถาอวี่อดส่ายหน้าน้อยๆ ไม่ได้

“ศิษย์พี่ชมเกินไปๆ” บุรุษประสานมือกล่าวด้วยรอยยิ้ม

..............................................
ลู่เซิ่งขมวดคิ้วอยู่ด้านหน้าทางเชื่อม ขณะมองไปตามม่านกั้นสองฟากข้าง

เขาผ่อนลมหายใจเล็กน้อยแล้วก้าวเข้าไปในทางเชื่อม พื้นข้างใต้เป็นหินสีดำแข็งแกร่งซึ่งชุ่มชื้นและเย็นเยียบเล็กน้อย ทั้งยังเรียบลื่นคล้ายมีตะไคร่น้ำจำนวนหนึ่ง

‘ผ่านที่นี่ไปในระยะเวลาที่สั้นที่สุด...’ เขาหรี่ตาลงและเร่งฝีเท้า

นอกจากสายตาที่เร้นลับจำนวนมากจากสองฟากข้างของทางเชื่อมแล้ว ตลอดเส้นทางก็ไม่มีกับดักใดๆ อีก ราบรื่นเสียจนสร้างความระแวงให้แก่ลู่เซิ่ง

ตุบๆๆ...

เสียงฝีเท้าสะท้อนในทางเชื่อมเป็นระยะ

ซู่...

อยู่ๆ ความรู้สึกร้อนลวกอันเบาบางก็พุ่งมาจากบ่าของลู่เซิ่ง เขาชะงักฝีเท้าแล้วเอื้อมมือไปลูบตำแหน่งที่ความรู้สึกร้อนลวกส่งมา

“ท่านควรจะเร่งความเร็วอีกหน่อยนะ ถึงแม้ผู้คุมสอบจะช่วยแก้ผลสอบให้ท่าน แต่ถ้าผลงานในความเป็นจริงแย่เกินไปจะลำบากเอาได้” เสียงของมนุษย์ใบไม้เตือนขึ้นอีกครั้ง

“อื้อ ข้าเข้าใจแล้ว” ลู่เซิ่งเร่งฝีเท้า แต่ยิ่งเดินหน้าเท่าไหร่ ความรู้สึกร้อนลวกบนบ่าเขาก็ยิ่งรุนแรงเท่านั้น

จากนั้นเขาก็หยุดลงอย่างฉับพลัน

“เป็นอะไรไป” มนุษย์ใบไม้ถาม

“ไม่มีอะไร”

ลู่เซิ่งสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง เขาสัมผัสความผิดปกติได้แล้ว การทดสอบของสำนักใหญ่เหตุใดถึงได้เหมือนเด็กเล่นขนาดนี้ ไม่มีซักการทดสอบเดียว

และความรู้สึกร้อนลวกบนบ่านั้น...

ลู่เซิ่งมุ่งหน้าต่อไปโดยไม่แสดงสีหน้า แต่กลับแอบล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ คลื่นกลิ่นอายที่เบาบางจุดหนึ่งส่งออกมาจากในแขนเสื้อ

ทางเชื่อมมืดครึ้มลงเรื่อยๆ และเริ่มหักเลี้ยวไปทางซ้าย

คลื่นกลิ่นอายในแขนเสื้อของลู่เซิ่งอ่อนแอลงเรื่อยๆ ไม่นานก็ค่อยๆ หายไป

‘หวังว่าจะไม่ต้องใช้สิ่งนี้...’ เขามองดูทางเชื่อมที่มืดสลัวกว่าเดิมตรงหน้าด้วยจิตใจที่หนักอึ้งอยู่บ้าง

“ตอนนี้ต้องเดินต่ออีกหรือ” ลู่เซิ่งส่งเสียงถาม

ทว่ามนุษย์ใบไม้ไม่ได้ตอบกลับ แสดงให้เห็นว่าหลังจากมาถึงที่นี่ มันก็ไม่สามารถติดตามต่อไปได้อีกแล้ว

ลู่เซิ่งเงียบเสียงลงแล้วมุ่งหน้าต่อไปพร้อมกับเริ่มค้นหามุมอับส่วนหนึ่ง

...

ปลายทางเชื่อม

ชายชราผอมแห้งหนึ่งสูงหนึ่งต่ำที่สวมใส่ชุดนักพรตนั่งขัดสมาธิอยู่กลางอากาศ พวกเขาหลับตาทำสมาธิด้วยสีหน้าปลอดโปร่งขณะรอให้ลู่เซิ่งมาถึง

“ที่ศิษย์พี่มู่ชิงกลับมาในครั้งนี้ เพราะเรื่องหรูเสวี่ยกระมัง อายุเท่านี้นางน่าจะถึงเวลาแต่งกับคู่ฝึกบำเพ็ญแล้ว” ชายชราร่างเตี้ยเอ่ยสัพยอก

“ยังดีๆ ถ้าไม่ใช่ที่นี่ต้องการคนกะทันหัน ตอนนี้ข้าอาจจะกำลังอยู่บนเส้นทางดวงดาวไปงานแต่งงานแล้วก็ได้ กลับเป็นศิษย์น้องหนานซู่ซู ศิษย์เอกของเจ้าขโมยโอสถคืนวิญญาณของเจ้าไป ตอนนี้ยังจับตัวไม่ได้กระมัง” ชายชราร่างสูงลูบเคราพลางกล่าวอย่างเกียจคร้าน

“ยาก...ศิษย์คนนั้นของข้าได้รับการอบรบจากข้าหลายพันปี พลังฝึกปรือไม่ต่างจากข้าเท่าไหร่ ขอแค่รอโอกาสเหมาะๆ ก็อาจจะทะลวงจากระดับชูศัสตราเข้าสู่ระดับลวงตาได้แล้ว กอปรกับเขารู้จักวิชาความสามารถของข้าที่เป็นอาจารย์ดีดุจฝ่ามือ ตอนนี้คิดหาตัวกลับมาให้เร็วที่สุดนั้นยากมาก” หนานซู่ซูที่มีร่างเตี้ยกว่าส่ายหน้าอย่างจนใจ

“จะว่าไป ครั้งนี้ที่เชิญพวกเราสองคนมาโดยเฉพาะ ก็เพื่อรับมือกับผู้บำเพ็ญอิสระระดับชูศัสตราทั่วไปคนเดียวกระมัง สำนักทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่รึเปล่าเนี่ย” มู่ชิงไม่พอใจเล็กน้อย

“ว่ากันว่าราชามารสวรรค์ลำดับห้าแห่งโลกสรรพวิญญาณเข้ามาสอดมือ ช่วยไม่ได้ ความจริงภารกิจหลักของพวกเราไม่ใช่การสู้กับเด็กน้อยคนนั้น แต่เป็นการรบกวนการสอดมือข้ามมิติของราชามารสวรรค์ลำดับที่ห้าต่างหาก”

หนานซู่ซูอธิบาย “เด็กน้อยคนนี้ได้รับความสำคัญจากราชามารสวรรค์ แสดงให้เห็นว่าบนตัวเขาจะต้องมีความลับอยู่แน่ แถมเป็นความลับที่ยิ่งใหญ่เสียด้วย ดังนั้นภารกิจของพวกเรายังมีการนำเอาสิ่งของที่เด็กน้อยคนนี้ซุกซ่อนไว้มาด้วย”

เหนือกว่าเจ้าแห่งอาวุธเป็นการปะทะกันทางจิต ผู้แข็งแกร่งกลืนกินผู้อ่อนแอ ทั้งสองที่เป็นระดับลวงตา ต่อให้อยู่ในสำนักนทีครามก็เป็นผู้ยิ่งใหญ่แถวหน้า เหนือศีรษะมีแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่สะกดพวกเขาได้

ดังนั้นสมควรรับมือเรื่องนี้ได้อย่างผ่อนคลาย

คุยกันสักพัก อยู่ๆ หนานซู่ซูก็นิ่วหน้าเล็กน้อย

“เหตุใดนานขนาดนี้แล้วยังมาไม่ถึงอีก หรือว่าเด็กน้อยนั่นจะรู้แกวแล้ว”

“เข้าไปดูดีไหม” มู่ชิงรู้สึกว่านานเกินไปเช่นกัน

ทั้งสองแลกเปลี่ยนสายตากันพร้อมกับก้าวเข้าไปในทางเชื่อม ก่อนที่จะหายไปจากที่เดิมดุจสายฟ้าฟาด

...

จวงจิ้วนั่งอยู่บนบัลลังก์หยกที่มีหนามแหลมนับไม่ถ้วนติดอยู่ หมอกน้ำแข็งลอยวนเวียนอยู่รอบๆ ตัวเขา ร่างกายกึ่งโปร่งแสงของวิญญาณสีดำขับขานบทเพลงอยู่ในบริเวณรอบๆ อย่างแผ่วเบา

ในภาพน้ำมันบนฝาผนังในวังมีวงดนตรีหลายวงกำลังบรรเลงเสียงเพลงที่อึมครึมและลึกลับคลอไปด้วย

‘ใช้เวลาสิบกว่าปีก็ทะลวงสู่ระดับชูศัสตราได้แล้ว สุดยอดจริงๆ...มิน่ามายาพิศวงอย่างมารดาแห่งความเจ็บปวดอะไรนั่นถึงได้ต้องการตัว’

จวงจิ้วลูบคาง

‘ตอนแรกที่ให้ช่องทางติดต่อกับเด็กน้อยนั่น เพราะคิดแค่ว่าจะระบุโลกที่เขาอยู่เพื่อดูว่าจะหาดาวเคราะห์อาณานิคมเพิ่มได้หรือไม่เท่านั้น นึกไม่ถึงว่าจะเจอเรื่องเหนือความคาดหมายที่ไม่เลวแบบนี้’

ข้อตกลงคนละครึ่งที่ทำกับสำนักนทีครามมีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะเชื่อ ในฐานะราชามารสวรรค์ ไม่ว่าคนไหนก็เป็นตัวตนที่เหยียบย่ำกระดูกนับไม่ถ้วนเพื่อปีนป่ายสู่จุดสูงสุดทั้งนั้น

คำพูดไม่เป็นคำพูดคือจริยธรรมพื้นฐานของมารสวรรค์

จวงจิ้วโบกมือไล่วงดนตรีวิญญาณให้ออกไปอย่างเบื่อหน่าย ก่อนจะค่อยๆ ลุกจากบัลลังก์หยก

‘คำนวณเวลาดูน่าจะพอประมาณแล้ว สถานที่บัดซบนี่ไม่มีอะไรสักอย่างเดียว ถ้าไม่ใช่เพื่อเอาวิญญาณกับสมบัติของเด็กน้อยนั่นมาล่ะก็ ข้าคงไม่ส่งร่างแยกมาถึงทีนี่หรอก รีบจัดการรีบกลับดีกว่า’

จวงจิ้วอ้าปากพ่นลมหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ลมหายใจสีม่วงขยายใหญ่ขึ้นด้านหน้าเขาอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็รวมตัวเป็นซุ้มประตูโค้งผลึกม่วงบานหนึ่ง

ม่านแสงผืนใหญ่ที่เกิดจากเส้นสายสีขาวบริสุทธิ์กำลังกะพริบอยู่หลังประตู

“ผังค่ายกลป้องกันอัตโนมัติของหอฟ้าเมฆาหรือ น่าสนใจนิดหน่อย” จวงจิ้วยกยิ้มมุมปาก แล้วก้าวหายเข้าไปในเส้นสายสีขาวบริสุทธิ์โดยตรง

เวลาเพียงพริบตา ฟ้าดินตรงหน้าก็เปลี่ยนไป

รอบๆ กลายเป็นทุ่งหญ้ากว้างขวางใต้เมฆขาวฟ้าครามแล้ว

วังสีขาวขนาดยักษ์รูปกางเขนตั้งตระหง่านอยู่บนทุ่งหญ้าไกลออกไป

วังแห่งนี้มีทั้งหมดมากกว่าร้อยชั้น เหมือนกับภูเขาลูกย่อมๆ อันประณีตที่มนุษย์สร้างขึ้นเมื่อมองดูไกลๆ

เงาดำขนาดยักษ์ทอดตัวลงมา บดบังอาณาเขตส่วนหนึ่งด้านหน้าจวงจิ้วให้เป็นความมืดสลัวผืนหนึ่ง

“อารามฟ้าเมฆาหรือ” จวงจิ้วกวาดตามองด้านล่างตำหนัก ค่อยพบว่าตำหนักแห่งนี้ลอยอยู่กลางอากาศ

ฐานด้านล่างห่างจากพื้นถึงสิบกว่าหมี่

‘คลื่นอยู่ที่นี่ ดูเหมือนตำแหน่งที่ใบไม้แห้งรับเขาขึ้นหอฟ้าเมฆาจะอยู่ที่นี่สินะ หมายความว่า เส้นทางการทดสอบนั้นอยู่ที่นี่เช่นกัน ดีเลย ข้าจะได้ไม่ต้องลำบาก’

จวงจิ้วดีดนิ้ว แสงสีดำที่มีทรายสีเงินแทรกอยู่เป็นจำนวนมากลอยฟุ้งขึ้นมารอบๆ ตัวอย่างฉับพลัน แสงสีดำวนเวียนและสานเกี่ยวกันรอบๆ ตัวเขา แล้วจับตัวกลายเป็นชุดเกราะสีดำชนิดพิเศษที่ใช้สัญลักษณ์จันทร์เสี้ยวเป็นหลัก

‘อารามฟ้าเมฆาขัดขวางข้าไม่ได้หรอก’ จวงจิ้วยิ้มพร้อมกับบินไปยังทิศทางของอารามอย่างรวดเร็ว แล้วหายไปในพริบตา

หลังจากเขาจากไปได้ไม่กี่วินาที เงาดำหลายสายก็ปรากฏขึ้นบนอาณาเขตที่เขาอยู่ก่อนหน้านี้

“ที่นี่สินะ จงเคลื่อนไหวตามข้อตกลงที่ได้ทำไว้กับสำนักนทีคราม” เงาดำที่เป็นผู้นำค่อยๆ เผยร่าง เป็นสตรียั่วยวนที่สวมชุดเกราะสีม่วงคนหนึ่ง

สตรีผู้นี้มีแค่ชุดเกราะฉลุลายที่สานขึ้นจากโลหะสีม่วงปกปิดจุดสำคัญสามจุดไว้เท่านั้น เปิดเผยขาเรียวยาวกับเอวคอดกิ่ว และความยิ่งใหญ่อันน่าภาคภูมิโดยไม่ปิดบังแม้แต่น้อย

ถ้าหากดูแค่ร่างกายของนาง คล้ายไม่มีคนรู้ว่านางมาจากโลกแห่งความเจ็บปวด แต่ว่าหางยาวสีม่วงที่ประกอบขึ้นจากท่อนกระดูกซึ่งยื่นออกมาจากก้นกบก็ได้เปิดเผยสถานะของนางออกมาอย่างสมบูรณ์

“ใต้เท้าหงเหยา จะเคลื่อนไหวอย่างไร ได้โปรดชี้แนะด้วย” เงาดำที่อยู่ด้านข้างเข้ามาถามเบาๆ

สตรีส่ายหางยาวไปมาพลางยื่นลิ้นสีแดงมีแฉกออกมาเลียริมฝีปาก

“สำนักนทีครามวางแผนไว้ได้ไม่เลว ที่นี่อยู่ใกล้กับโลกจิตพิสุทธิ์ที่เป็นรังของพวกเขามาก ไม่ว่าพวกเราจะมีแผนอะไร ก็สามารถสั่งขุมกำลังจำนวนมากพอมาพลิกสถานการณ์ได้ทันเวลา แต่ต่อให้พวกเขาคำนวณถูก พวกเราก็จะยังส่งคนมาอยู่ดี”

“สำนักนทีครามอยากจะได้ผลประโยชน์ แต่ไม่อยากแบกชื่อเสียงเลวร้าย ในโลกนี้ไหนเลยมีเรื่องดีแบบนี้” หงเหยาหัวเราะเสียงเย็น

“อย่างนั้นพวกเราควรทำอย่างไรดี” เงาดำอีกสายเอ่ยถาม

หงเหยาหัวเราะเย็นชา “พวกเราต้องการตัวคน เพียงแต่ควรลงมือเวลาไหนและลงมือด้วยวิธีไหน ต้องดูสถานการณ์อย่างเป็นรูปธรรมเสียก่อน...จวงจิ้วเป็นราชามารสวรรค์อันดับห้าที่มีชื่อเสียงเลื่องลือในโลกสรรพวิญญาณ ต่อให้สิ่งที่มาที่นี่จะเป็นแค่ร่างแยกร่างเดียว ทว่าก็มีพลังน่ากลัวสุดเปรียบปานอยู่ดี พวกเราจะปะทะกับเขาตรงๆ ไม่ได้ ให้สำนักนทีครามสู้กับเขาไปก่อน ทางเราหาโอกาสจับคนก็พอ” หงเหยาหยิบรูปสลักสีดำขนาดเท่าฝ่ามือชิ้นหนึ่งออกมา

รูปสลักแกะสลักบุรุษร่างสูงใหญ่สวมชุดคลุมสีดำคนหนึ่ง

ส่วนหัวของบุรุษมีดวงตาเพียงข้างเดียว ด้านหลังมีสิ่งของที่เหมือนกับหนวดจำนวนนับไม่ถ้วนจัดเรียงตัวในลักษณะใบพัดที่เหมือนกับม่านกำบัง

หากมองดูอย่างละเอียด จะพบว่าหนวดเหล่านี้กำลังขยับขยุกขยิกอยู่จริงๆ

“มารดาแห่งความเจ็บปวดโปรดประทานพลังให้ข้า...” หงเหยากอดรูปสลักและค่อยๆ หลับตาอธิษฐาน

“มารดาแห่งความเจ็บปวดโปรดประทานพลังให้ข้า...” เงาดำที่เหลือวิงวอนอธิษฐานอยางศรัทธาเช่นกัน

ควันโปร่งแสงหลายสายกระจายออกมาจากรูปสลัก แล้วปกคลุมร่างกายของทุกคนอย่างเท่าๆ กัน ไม่นานนัก เงาดำทั้งหมดรวมถึงหงเหยาก็ค่อยๆ กลายเป็นโปร่งแสง กลิ่นอายทั้งหมดบนร่างอันตรธานไปอย่างไร้ร่องรอย

...

สถานที่สักแห่งหนึ่งในทางเชื่อม

ลู่เซิ่งหยุดยืนอยู่ที่เดิม ไข่มุกอาวรณ์แปดเศียรขนาดเล็กๆ มากกว่าร้อยเม็ดลอยขึ้นจากในมือ

ผิวภายนอกของไข่มุกแต่ละเม็ดเป็นสีดำอมม่วง แกนกลางมีเปลวไฟสีทองจุดหนึ่งลุกไหม้อยู่

สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ไข่มุกทั้งหมดนี้ต่างกำลังสั่นสะเทือนด้วยความถี่อันประหลาดชนิดหนึ่ง และกะพริบแสงชนิดพิเศษที่เดี๋ยวสว่างเดี๋ยวดับเหมือนกับการหายใจ

‘ถึงแม้จะเสี่ยงสุดๆ แถมการทดลองก็ไม่ได้เสถียรมาก แต่เรื่องราวมาถึงวันนี้ก็ทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว พวกเจ้าไม่เมตตา ก็อย่าโทษข้าไม่มีคุณธรรมก็แล้วกัน...’

เขาสัมผัสปัญหาผ่านความร้อนจากรอยตราแห่งความเจ็บปวดที่อยู่บนร่างได้แล้ว มีแต่ตอนที่ตัวตนจากโลกแห่งความเจ็บปวดเข้าใกล้ด้วยความเร็วสูงเท่านั้น รอยตราถึงจะแสดงปรากฏการณ์เช่นนี้

นอกจากนั้น แม้พลังผสานอันยิ่งใหญ่ที่เขาได้มาจากโลกชุดเกราะจะไม่อาจควบคุมทุกสิ่งที่อยู่รอบๆ ได้อย่างแม่นยำเหมือนจิตวิญญาณ แต่หลังจากผสมวิธีการใช้นี้เข้าไปในจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ของเขาในเวลานี้ ก็ทำให้การสัมผัสสภาพแวดล้อมรอบๆ ของเขากว้างขวางขึ้นกว่าเดิม

วิธีการสัมผัสแบบพิเศษของพลังผสานทำให้อาณาเขตการรับรู้ของเขาแทบจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าตัว

ปัจจุบันอาณาเขตการรับรู้ตามปกติของเขาในฐานะเจ้าแห่งอาวุธคือราวๆ พันหมี่ ทว่าหลังจากหลอมรวมพลังผสานเข้าไปและใช้วิธีการรับรู้พิเศษชนิดนี้แทน ลู่เซิ่งก็สัมผัสถึงคลื่นกลิ่นอายทุกชนิดที่เข้ามาในอาณาเขตสามพันหมี่ได้ในพริบตา

นอกจากนั้นยังมีความเร้นลับถึงขีดสุดด้วย

แม้พลังผสานจะไม่มีประโยชน์ใดๆ อีกนอกจากการรับรู้ แต่แค่สัมผัสกลิ่นอายของอีกฝ่ายได้ก็ถือว่าไม่เลวมากแล้ว

..............................................
จิตชั่วร้ายของจวงจิ้วชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง แถมยังมีกลิ่นอายชั่วร้ายสองสายที่อยู่ด้านหน้ากำลังเข้าใกล้มาด้วยความเร็วสูง แม้จะรู้สึกว่ากลิ่นอายสองสายนี้อ่อนแอมาก แต่ลู่เซิ่งก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงการคุกคามอันแหลมคมที่ส่งมาจากในตัวพวกมัน

เห็นได้ชัดว่าที่อีกฝ่ายสามารถปรากฏตัวขึ้นตรงนี้ได้ จะต้องเป็นคนของสำนักนทีครามแน่ หนำซ้ำจะต้องซ่อนพลังเอาไว้ด้วย

กอปรกับความรู้สึกร้อนลวกจากรอยตราแห่งความเจ็บปวด

‘มากันครบทั้งสามฝ่ายเชียว...ดูเหมือนเราจะเนื้อหอมจริงๆ’ ลู่เซิ่งยิ้มเย็นชา ถ้าหากเป็นแค่การทดสอบ พวกเขาคงไม่มากันพร้อมหน้า เขาเชื่อมั่นว่าตนไม่ได้สำคัญถึงขนาดนี้

ลู่เซิ่งใคร่ครวญ ในที่สุดก็ทำท่าโยนออกไป ไข่มุกอาวรณ์แปดเศียรจำนวนมากที่ลอยอยู่กลางฝ่ามือพากันลอยวนไปวนมา

ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาขบคิดถึงความสามารถอันเป็นไพ่ตายที่มีอานุภาพสูงสุดและเป็นของตัวเองโดยสมบูรณ์มาโดยตลอด

แม้เขาจะมีพลังแข็งแกร่ง แถมยังพัฒนาเร็วถึงขีดสุด แต่หากพูดถึงไพ่ตายที่สามารถตัดสินผลแพ้ชนะได้ ความจริงไม่มีสักอันเดียว

ในการแก้ปัญหานี้ เขาได้ใช้ช่วงเวลาพักผ่อนระหว่างกักตนและกางค่ายกลทุกครั้งลองผิดลองถูก จนในที่สุดก็ได้เป็นวิชาที่มีอานุภาพเท่าไหร่ก็ไม่ทราบออกมาวิชาหนึ่ง

วิชานี้ได้แต่ใช้ในสถานการณ์ที่เผชิญทางตันเท่านั้น ไม่อย่างนั้นจะมีความเสี่ยงสูงยิ่ง

ลู่เซิ่งจำได้ว่าตนเองบาดเจ็บไปทั่วร่างตอนที่สัมผัสกับกระบวนการนี้เป็นครั้งแรก

ครั้งนี้เนื่องจากต้องรับมือกับสถานการณ์คับขันที่กำลังจะมาถึง เขาจึงได้เตรียมไข่มุกอาวรณ์แปดเศียรมากกว่าร้อยเม็ดเพื่อสร้างกระบวนการนี้ขึ้นอีกครั้ง

ฟ้าว...

เสียงแหลมที่เหมือนกับเสียงขับขานบทเพลงอันทรงพลังในโรงละครอุปรากรดังออกมาจากอากาศรอบๆ

เปรี้ยง

ไข่มุกอาวรณ์แปดเศียรเม็ดหนึ่งระเบิดออกอย่างฉับพลัน ตามด้วยเม็ดที่สอง เม็ดทีสาม และเม็ดที่สี่...

ไข่มุกหลายเม็ดพากันระเบิด เพลิงสีทองที่กระจายออกมาจากด้านในหลอมรวมเป็นก้อนเดียวและเผาไหม้อากาศสีขาวด้านหน้าลู่เซิ่ง

ซู่

ไม่นานนัก ไฟสีทองก็เผาไหม้อากาศจนกลายเป็นช่องสีเทาขนาดเท่าฝ่ามือ

ถัดจากนั้น ช่องก็ขยายใหญ่ขึ้น ก่อนจะแผ่ขยายกลายเป็นช่องแตกขนาดปกติ

ช่องแตกขนาดมหึมาที่สูงเท่าหนึ่งคนครึ่ง

“ผู้ใด...ผู้ใดเป็นคนอัญเชิญข้า...” เสียงร้อนแรงแผดเผาที่เก่าแก่ ศักดิ์สิทธิ์ และยิ่งใหญ่ค่อยๆ ดังออกมาจากในช่องแตก

ลู่เซิ่งยกยิ้มมุมปากขณะมองดูเงาสัตว์เทพขนาดเล็กที่ค่อยๆ ปรากฏในช่องแตก

“ข้าเอง...ข้าคือพ่อเจ้า จงมา เสี่ยวปา (แปดน้อย) เรียกข้าว่าพ่อสิ!”

อสูรอินทรีราชสีห์แปดเศียรขนาดเล็กที่เพิ่งเดินออกมาจากช่องแตกงุนงง มันมีศีรษะเป็นเหยี่ยวยักษ์แปดข้างและร่างกายของราชสีห์ที่แข็งแกร่งทรงพลัง

พริบตาที่ได้ยินภาษาภัยพิบัติที่อีกฝ่ายส่งมา มันก็สงสัยว่าตัวเองคงหูฝาดไป

เผ่าอินทรีราชสีห์แปดเศียรที่ยิ่งใหญ่ ไร้คู่ต่อกร และแข็งแกร่งเสียจนทุกชีวิตต้องเกรงกลัวอย่างมัน ยังมีคนกล้าสบประมาทเป็นคนรุ่นหลังอยู่อีกหรือ

คงจะหูฝาดไป หรือไม่ก็นี่ไม่ใช่ภาษาภัยพิบัติ คงจะเป็นภาษาต่างดาวสักภาษาหนึ่งที่คล้ายภาษาภัยพิบัติ เพียงแต่ฟังดูเหมือนคำด่าเท่านั้น

มันคาดเดาในใจ

“ไม่ เจ้าไม่ได้หูฝาดหรอก” ลู่เซิ่งมองสัตว์เทพขนาดเล็กตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม และทำลายจินตนาการของมัน

“พูดถึงเจ้านั่นแหละ มา รีบเรียกพ่อสิ” เขาชี้ตนเองพลางกล่าวอย่างยิ้มแย้ม

อสูรอินทรีราชสีห์แปดเศียรงงงวย จากนั้นเพลิงโทสะสีทองก็เริ่มรวมตัวกันในดวงตาแปดคู่ด้วยความเร็วสูง

“เจ้าแมลงเล็กกระจ้อย! เจ้าถึงกับสบประมาทเผ่าอินทรีราชสีห์แปดเศียรที่เก่าแก่และมีเกียรติอย่างนั้นหรือ!? เจ้ากำลังหาที่ตาย! หาที่ตาย!” มันโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ ก่อนจะยืนขึ้นด้วยขาสองข้างและส่งเสียงคำรามอย่างดุร้าย

เปรี้ยง!

ลู่เซิ่งตบอสูรอินทรีราชสีห์แปดเศียรจนกลิ้งออกไปชนใส่ผนังหินด้านข้าง

“ไอ้กระจอกเอ๊ย! มีปัญญาก็เข้ามาเล่นงานข้าสิ! ข้าจวงจิ้วราชามารสวรรค์ลำดับที่ห้าแห่งโลกสรรพวิญญาณ ใครไม่กล้ามันเป็นไอ้กระจอก!”

เสียงยังไม่ทันขาด ลู่เซิ่งก็บีบรูปสลักอีกาสีดำในมือจนแหลก ร่องแยกสีเทาสายหนึ่งพลันเปิดขึ้นด้านหลัง จากนั้นเขาก็กระโดดถอยหายเข้าไปในร่องแยก

พลังของสัตว์เทพตัวน้อยแตกต่างกับบรรพบุรุษราวฟ้ากับเหว บวกกับเป็นแค่เงาลวง จึงถูกฝ่ามือฟาดจนมึนงง ทั้งยังชนเข้ากับผนังจนเลือดกำเดาไหลออกมา

“บังอาจ! บังอาจนัก!?” มันคำรามและยันตัวลุกขึ้นจากพื้น “จวงจิ้ว! เจ้าตายแน่! ตายแน่นอน! อ๊ากกก! อัคคีสวรรค์ทำลายล้าง!”

ตูม!

เปลวไฟสีทองผืนใหญ่ระเบิดออกมาจากตัวมัน ก่อนจะหลอมละลายผนังรอบๆ จนถล่มด้วยความเร็วสูง

เปลวไฟกลายเป็นวิญญาณไฟที่เหมือนกับจับต้องได้หลายตัว พวกมันมีท่อนบนเป็นมนุษย์ ท่อนล่างเป็นเปลวเพลิง ต่างก็มีหน้าตาที่สมบูรณ์แบบและร่างกายที่เหมือนเปลวเพลิง ทั้งยังส่งเสียงขับขานบทเพลงเหมือนกับปีศาจสาว

อยู่กลางเพลิงสีทอง วิญญาณไฟนับไม่ถ้วนหัวเราะร่าพลางร้องเพลง ขณะเผาม่านกั้นและผนังหินบนทางเชื่อมรอบๆ จนทะลุได้อย่างง่ายดาย

“แจ้งเตือน!”

“แจ้งเตือน!”

“อารามปรากฏปฏิกิริยาของเปลวเพลิงพลังงานสูง ได้รับความเสียหายสามในพันส่วน ระดับการคุกคามเหนือปกติ”

“เปิดใช้ระบบทำลายบางส่วน”

“ยามลาดตระเวนออกเคลื่อนไหว”

“ผู้ทำลายสายพันธุ์ออกเคลื่อนไหว”

เสียงบุรุษที่ทุ้มต่ำและเย็นชาหลายสายสะท้อนในทางเชื่อมอย่างต่อเนื่อง

อสูรอินทรีราชสีห์แปดเศียรกำลังคำรามอย่างบ้าคลั่งพร้อมกับปลดปล่อยเพลิงโทสะทั้งหมดของตัวเองออกมา

“เดรัจฉาน! บังอาจก่อเรื่องในอารามหรือ!”

อยู่ๆ แสงสีเงินสายหนึ่งก็กลายเป็นดาบคมกริบ ทะลวงเปลวเพลิงในพริบตา แล้วโจมตีใส่ข้างลำตัวมันอย่างหนักหน่วงเหมือนกระสุนปืนใหญ่

เปรี้ยง!

อสูรอินทรีราชสีห์แปดเศียรร้องโหยหวน ถูกพละกำลังอันมหาศาลกระแทกลงกับพื้นและไถลออกไปไกล จากนั้นก็ถูกแรงดึงดูดไร้รูปร่างสายหนึ่งตรึงไว้กับพื้น

เปลวเพลิงสีทองผืนใหญ่หายไป หมอกสีขาวนับไม่ถ้วนกระจายออกมาทำลายวิญญาณไฟอย่างรวดเร็ว

ชายชราหนึ่งสูงหนึ่งเตี้ยปรากฏตัวขึ้นริมทางเชื่อมที่ถูกหลอมละลาย พลางจับจ้องอสูรอินทรีราชสีห์แปดเศียรที่ลุกขึ้นจากพื้นอย่างยากลำบากด้วยความเย็นชา

“ตัวอะไรกัน” มู่ชิงขมวดคิ้วถามเสียงขรึม “มารสวรรค์น้อยระดับชูศัสตราผู้นั้นเล่า”

“ไม่แน่ใจ หรือว่าเด็กน้อยนั่นจะเปลี่ยนร่างเป็นมัน” หนานซู่ซูที่มีร่างเตี้ยกว่าเอ่ยอย่างสงสัยเช่นกัน

หนานซู่ซูนิ่วหน้าขณะจ้องมองสัตว์เทพตัวน้อยที่กำลังคืบคลานขึ้นจากพื้น

“เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่ามันดูคุ้นตาอยู่บ้าง...”

“อย่างนั้นหรือ อาจจะเป็นเผ่าพันธุ์หายากที่เคยอ่านเจอในคัมภีร์ก็ได้” มู่ชิงที่ตัวสูงเอ่ยอย่างไม่นำพา “จับกลับไปลงโทษก่อนค่อยว่ากัน เลือดที่มีคุณสมบัติเป็นไฟบนตัวมันไม่แน่ว่าจะช่วยปรับปรุงโอสถเผาหทัยของเจ้าได้”

“ท่านพูดถูก” หนานซู่ซูพยักหน้าเอ่ยอย่างเห็นด้วย

ตอนแรกอสูรอินทรีราชสีห์แปดเศียรโมโหถึงขีดสุดอยู่แล้ว พอมาได้ยินคำพูดของสองคนนี้อีก เพลิงโทสะก็สุมในอกเหมือนลูกระเบิดที่ใกล้จะระเบิด เลือดทั่วร่างคล้ายจะปะทุออกไปตามความโกรธในสมอง

“พวกเจ้า...พวกเจ้า...!” มันนึกไม่ถึงโดยสิ้นเชิงว่าบนโลกจะยังมีคนที่สามหาวแบบนี้อยู่อีก

สวบ!

อยู่ๆ หอกยาวสีเงินเล่มหนึ่งก็พุ่งตรงออกมาจากบนทางเชื่อม แล้วแทงเข้าไปในท้ายทอยของอสูรอินทรีราชสีห์แปดเศียรอย่างแม่นยำ ก่อนจะเจาะทะลุทรวงอกและตอกมันไว้กับพื้น บนด้ามหอกยาวสลักคำว่าทำลายเอาไว้ด้วย

โฮก!

ในที่สุดอสูรอินทรีราชสีห์แปดเศียรก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เงยหน้าส่งเสียงร้องคำราม

“ตาย! พวกเจ้าตายให้หมดซะ!” มันขู่คำรามอย่างบ้าคลั่ง ก่อนที่ร่างกายจะระเบิดกลายเป็นจุดแสงสีทองนับไม่ถ้วนอย่างสะเทือนเลื่อนลั่น

ทุกอย่างกลับคืนสู่ความสงบ หลังจากมันหายตัวไป เปลวไฟสีทองในทางเชื่อมก็ดับลงโดยสิ้นเชิง

มู่ชิงกับหนานซู่ซูต่างก็ขมวดคิ้ว

“เกิดเรื่องอะไรขึ้น เด็กน้อยนั่นเล่า” มู่ชิงถามเสียงขรึม ผู้เข้มแข้งระดับชูศัสตราไม่มีทางตายง่ายขนาดนี้

“ไม่แน่ใจ...ประโยคสุดท้ายที่มันพูดหมายถึงอะไร” หนานซู่ซูรู้สึกผิดปกติเล็กน้อย

‘อารามกำจัดเสร็จสิ้น ปลดการเฝ้าระวัง’ เสียงอัตโนมัติของอารามดังมาอีกครั้ง

“หรือว่าจะหนีไปได้” หนานซู่ซูเอ่ยอย่างสงสัย

ตึกๆ!

ทันใดนั้นหัวใจเขาก็เต้นอย่างแรง ไม่เพียงแค่เขาเท่านั้น มู่ชิงที่อยู่ด้านข้างก็ผุดสีหน้างงงันและกุมหน้าอกเช่นกัน

“เกิดอะไรขึ้น!”

ทั้งสองรีบกระจายจิตผ่านใต้ดินและยื่นขยายไปยังนอกอารามอย่างรวดเร็ว

พริบตาที่เห็นภาพด้านนอกชัดเจน สีหน้าของทั้งสองก็ซีดขาวในบัดดล...

...

หอฟ้าเมฆา

พวกเซียนถาอวี่ลุกขึ้นยืนอย่างไม่รู้ตัวขณะมองดูเปลวเพลิงสีเทาที่แท่นพันคันฉ่องแสดงให้เห็น

“ไม่ใช่แล้ว เมื่อครู่ลู่เซิ่งนั่นหยุดอยู่ตรงมุมอับ พอออกมาก็กลายเป็นสภาพนี้...หัวอินทรีแปดข้าง ร่างสิงโต...นี่เป็นภาพลักษณ์อะไรกัน” ถึงแม้ถาอวี่จะต่อสู้กับผู้เข้มแข็งนอกเขตแดนอยู่ที่ชายแดนมาโดยตลอด แต่เผ่าพันธุ์น่ากลัวซึ่งเป็นการดำรงอยู่ที่เหมือนเทพนิยายอย่างอสูรอินทรีราชสีห์แปดเศียรนี้ ต่อให้เป็นทั่วทั้งสำนักนทีคราม ก็มีคนที่รู้จักไม่มากนัก

ยิ่งอย่าว่าแต่สมาชิกระดับกลางธรรมดาๆ อย่างนาง

“ถึงขนาดหลอมละลายผนังกับพื้นของอารามได้ เปลวไฟนี้แข็งแกร่งมาก...” บุรุษที่อยู่ด้านข้างชมเชย

ในแท่นพันคันฉ่อง ณ เวลานี้ สัตว์ประหลาดสีทองตัวนั้นถูกอาจารย์อาสองคนจัดการลงอย่างง่ายดาย คนทั้งสามในห้องควบคุมหลักจึงค่อยโล่งใจเล็กน้อย

“ตายไปแบบนี้ ต่อให้มีปัญหาก็คงไม่ร้ายแรงอะไรมาก” ถาอวี่หัวเราะ “เพียงแต่ไม่รู้ว่าพวกอาจารย์อาได้สมบัตินั้นหรือไม่”

“จิตวิญญาณยังอยู่ก็พอแล้ว” ศิษย์น้องที่อยู่ด้านข้างยิ้มแย้ม

“พูดถูกแล้ว...” ถาอวี่ยิ้มตาม

ตึกๆ

อยู่ๆ ความหวาดกลัวอันรุนแรงก็ทำให้นางต้อมยกมือกุมอก

“เกิดอะไรขึ้น?!”

ถาอวี่งุนงงเล็กน้อย ก่อนจะมองเห็นว่าสองคนที่อยู่รอบๆ ต่างก็กุมอกเหมือนกับนาง

“รีบดูท้องฟ้าเร็ว!” สีหน้าของศิษย์น้องหัวล้านพลันกลายเป็นหวั่นสะพรึงถึงขีดสุด

ถาอวี่กับบุรุษรีบมองกล้องสังเกตการณ์กลางท้องฟ้าที่อยู่บนแท่นพันคันฉ่อง

ตึกๆ! เกิดเสียงหัวใจดังขึ้นอีกรอบ

ม่านตาของทั้งสองหดตัวในทันใด

...

จวงจิ้วเดินไปยังอารามทีละก้าวๆ ด้วยสีหน้าสงบเยือกเย็น

สำหรับเขา การมาเอาสมบัติในสถานที่เล็กๆ นี้เป็นแค่เรื่องเล็กๆ ที่ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากเท่านั้น

‘ขอข้ามอบบทเรียนให้เจ้าสักบทเถอะ มารสวรรค์น้อยผู้ไร้เดียงสา...’ เขาสัมผัสได้ถึงตำแหน่งของเส้นทางการทดสอบแล้ว จึงปรับทิศทางเล็กน้อยและเร่งความเร็วเดินไปยังทิศทางนั้น

ฟู่

ดาบมารลงอักขระอันประณีตที่เหมือนกับไม้บรรทัดสีม่วงรวมตัวและขยายยาวออกมาจากในมือเขา

โฮก!

อยู่ๆ เสียงคำรามอันดุร้ายก็สั่นสะเทือนมาจากอากาศ

จวงจิ้วผุดสีหน้างุนงง รู้สึกว่ากลิ่นอายของเสียงนี้ไม่คุ้นอยู่บ้าง

เขาพลันเงยหน้าขึ้น

ไม่ทราบว่าร่องแยกสีทองสายหนึ่งค่อยๆ ปรากฏออกมาเมื่อใด

ฟ้าว...

พายุทรายพัดขึ้น ท้องฟ้าค่อยๆ มืดสลัวลง

“นี่คือ...?!” จวงจิ้วผุดสีหน้างงงวย

แสงสีทองพลันสว่างจ้า

ตูม!

แสงสีทองสายหนึ่งพุ่งลงมา กลายเป็นเปลวไฟบิดเบี้ยวจำนวนนับไม่ถ้วนที่เผาไหม้อากาศได้ในพริบตา พร้อมกับปกคลุมอาณาเขตหลายล้านลี้รอบๆ

มิติทั้งหมดรอบๆ ถูกสั่นสะเทือนจนแหลกสลายกลายเป็นร่องแยกมิติที่สับสน

ไฟสีทองกลบกลืนทุกสิ่งในชั่วอึดใจเหมือนกับมหาสมุทร

สิ่งที่จวงจิ้วเห็นเป็นครั้งสุดท้ายก็คือ มีร่องแยกสีทองสายหนึ่งเปิดขึ้นอย่างฉับพลัน อุ้งมือยักษ์สองข้างอันน่ากลัวที่เหมือนบดบังฟ้าปกคลุมดวงตะวันได้จับขอบร่องแยกไว้พร้อมกับฉีกมันให้กว้างขึ้นกว่าเดิม จากนั้นศีรษะอินทรีขนาดมหึมาขนาดปกคลุมท้องฟ้าทั้งผืนก็มุดออกมา

“จงเซ่นสรวงให้แก่ภาพเสมือนของข้าเถอะ!” ดวงตาของอสูรอินทรีราชสีห์แปดเศียรมีเปลวเพลิงสีทองแห่งโทสะกะพริบอยู่ มันอ้าปาก ไฟสีทองก้อนใหญ่รวมตัวและหมุนวนอยู่ในด้านในปากอย่างบ้าคลั่ง

“อสูรอินทรีราชสีห์...แปดเศียร!” เขาจดจำสัตว์ยักษ์น่ากลัวที่เคยทำลายเผ่าพันธุ์สิ่งมีชีวิตมานับไม่ถ้วนชนิดนี้ได้ในทันที

เขาพลันเข้าใจว่า ดาวเคราะห์ดวงนี้จบสิ้นแล้ว

..............................................
ณ โลกแห่งความเจ็บปวด

“หอฟ้าเมฆาของสำนักนทีครามหายไปแล้ว!?”

ในส่วนลึกของโบราณสถานสีดำสนิทที่มืดครึ้ม เงาร่างสีดำสนิทที่ประกอบขึ้นจากเงาซึ่งเคลื่อนไหวไปมาพลันลุกพรวดขึ้น

“ขอรับองค์สันตะปาปา”

บุรุษประหลาดหลายคนที่ผมเป็นเงาดำในลักษณะเส้นๆ ยืนอยู่ด้านหน้าเงาดำ ตอนนี้กำลังก้มหน้ารายงาน

“เป้าหมายไม่ทราบใช้ความสามารถอะไรเข้าร่วมการคัดเลือกศิษย์แบบพิเศษในหอฟ้าเมฆาของสำนักนทีคราม แต่กลับปรากฏสถานการณ์ผิดปกติระหว่างการคัดเลือก พวกเราไม่ทราบสภาพการณ์อย่างเป็นรูปธรรม ดาวเคราะห์ที่หอฟ้าเมฆาตั้งอยู่สิ้นสูญโดยสมบูรณ์ ไม่มีข่าวใดๆ ส่งออกมาได้ทัน กลุ่มย่อยที่หงเหยาซึ่งเป็นคนของเราอยู่ก็ไร้ข่าวคราวเช่นกัน”

“รูปสลักมารดาแห่งความเจ็บปวดเล่า” เงาดำถามอีก

“ไม่เจอเช่นกันขอรับ...แต่พวกเราเชื่อว่ามารดาแห่งความเจ็บปวดมีอานุภาพไร้สิ้นสุด รูปสลักจะต้องตกหล่นอยู่ตรงไหนสักที่แน่ เพียงแต่ยังหาไม่เจอเท่านั้น”

พวกเขาตอบเบาๆ

“อย่างนั้นเป้าหมายเล่า”

เงาดำไม่คิดว่าเป็นฝีมือของลู่เซิ่ง ความสามารถการทำลายระดับนี้ อย่าว่าแต่ชูศัตรา ต่อให้เป็นระดับลวงตาก็อย่าคิดถึง มายาพิศวงเองก็มีผู้เข้มแข็งไม่กี่คนเท่านั้นที่ทำแบบนี้ได้

ดาวเคราะห์ที่หอฟ้าเมฆาตั้งอยู่ถูกทำลายไปแล้ว พลังงานสายนั้นระเบิดอย่างกะทันหันเกินไป เกรงว่าเป้าหมายจะ...” บริวารไม่ได้พูดจนจบ แต่ความหมายชัดเจนมาก คาดว่าคงจะไม่ไหวแล้ว ภายใต้ภัยพิบัติฟ้าที่มีคุณสมบัติทำลายล้างแบบนี้ ด้วยระดับพลังของเป้าหมาย ศพและวิญญาณควรสูญสลายมากกว่า

เงาดำพยักหน้า “คอยจับตาดูการเคลื่อนไหวของการดำรงอยู่ที่ทำลายหอฟ้าเมฆาอย่างใกล้ชิด ตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ลงมือ และเจตนาการมากับฉายาของอีกฝ่ายคืออะไร”

เทียบกับความลับของระดับชูศัสตราคนเดียว ตัวตนอันเหี้ยมหาญที่ทำลายหอฟ้าเมฆาเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริง

เกิดว่าอีกฝ่ายเป็นมารสวรรค์จากโลกใบอื่นที่มาตามหาฐานที่มั่นใหม่ ทั้งสองฝ่ายก็จำเป็นต้องปะทะกัน สงครามจะอุบัติขึ้น

“ขอรับ!”

เหล่าบริวารตอบอย่างรวดเร็ว

...

ครึ่งเดือนต่อมา...

สำนักมารกำเนิด

คฤหาสน์ลู่ว่างเปล่า สำนักมารกำเนิดเหลือคนไม่กี่ร้อยเท่านั้นที่ยึดครองวังมารที่เหมือนกับที่ว่างเปล่าเอาไว้

คฤหาสน์ลู่กับสำนักมารกำเนิดกำลังอพยพ การเคลื่อนไหวที่ผิดปกตินี้เหมือนได้รับการช่วยเหลือจากขุมกำลังลึกลับ คนส่วนใหญ่อพยพออกจากต้าอินและมุ่งหน้าไปยังต้าซ่งได้อย่างปลอดภัย

รอจนสามสำนักกับขุมกำลังที่เหลือในแคว้นนวกระจ่างรู้สึกตัว ก็ค้นพบว่าขุมกำลังหลักระดับสูงสุดของคฤหาสน์ลู่กับสำนักมารกำเนิดได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เรียบร้อยแล้ว

ขุมกำลังใต้สังกัดของราชาอริยะที่หนึ่งตอบสนองทันที ต้องการจะไล่ตามไป กลับถูกหลี่ซุ่นซีนำคนมาขัดขวาง

ร่างหลักของราชาอริยะที่หนึ่งถูกราชาอริยะที่สามขัดขวาง เมื่อซุ่มโจมตีไม่สำเร็จ ก็ได้แต่เดินทางกลับไปแอบตรวจสอบด้วยความเดือดดาล

ทว่าแค่เสียเวลาไปนิดเดียว ก็เกรงว่าขุมกำลังของคฤหาสน์ลู่และสำนักมารกำเนิดคงหายไปจากต้าอินโดยสมบูรณ์แล้ว

แผนการทั้งหมดนี้เป็นไปอย่างมีระเบียบ แสดงให้เห็นชัดว่ามีการวางแผนไว้แต่แรกแล้ว

เจ้าแห่งอาวุธประกายขั้วโลกไม่มีการตอบกลับใดๆ จนถึงตอนสุดท้าย หลังจากข้อความของลู่เซิ่งถูกส่งไปยังทะเลบูรพา ก็ไร้ข่าวคราวมาโดยตลอด

ในตอนนี้เอง คลื่นหลงเหลือจากการทำลายดาวเคราะห์ของหอฟ้าเมฆาที่อยู่ใกล้ๆ ก็สะเทือนมาถึงต้าอิน ในที่สุดแผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุดเท่าที่ประวัติศาสตร์เคยมีมาก็อุบัติขึ้น

ชั่วขณะนั้น คนธรรมดาที่เพิ่งได้พักหายใจจากการโจมตีของวิญญาณร้ายหนีกันจ้าละหวั่น แผ่นดินไหวได้ทำลายสิ่งก่อสร้างระดับสูงเกือบหกส่วนในเมืองต้าอินทิ้ง ทำให้ประชาชนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก

ในสถานการณ์แบบนี้ สามสำนักและสามตระกูลละวางความแค้นและร่วมมือกันชั่วคราว ทั้งยังบรรลุข้อตกลงสงบศึกกับพิภพมาร

ทั้งสองฝ่ายส่งทัพออกมาช่วยเหลือ แต่ว่าภัยพิบัติที่ยุ่งยากยิ่งกว่ากำลังจะมาถึงแล้ว...

การเก็บเกี่ยวของโลกแห่งความเจ็บปวดเริ่มต้นก่อนเวลาเพราะแผ่นดินไหวครั้งนี้...

เกิดความโกลาหล วันสิ้นโลกมาถึง ในเวลาแบบนี้ เรื่องเล็กๆ อย่างการหายตัวไปของสำนักมารกำเนิดและตระกูลลู่จึงถูกลืมเลือนในพริบตา

ภัยพิบัติมากมายที่ประดังประเดเข้ามาได้ทำให้มนุษย์ที่อาศัยอยู่บนดาวปรภพดวงนี้ทุกข์ทรมานแสนสาหัส

...

ชายแดนต้าซ่ง

กลางป่าเขาลำเนาไพรที่เชื่อมต่อกันเป็นลูกคลื่น

ขบวนรถของตระกูลลู่ซึ่งบรรทุกสัมภาระ กระเป๋าเดินทาง และอาหารแห้งจำนวนมากกำลังมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงของรัฐต้าซ่งอย่างช้าๆ

“ซุ่นซี ส่งถึงที่นี่ก็พอแล้ว หลายวันมานี้ดีที่เจ้าคอยช่วยเหือ ไม่อย่างนั้น...” ลู่เฉวียนอันประสานมือไปทางหลี่ซุ่นซีเพื่อขอบคุณที่อีกฝ่ายลงมือช่วยเหลืออย่างจริงจัง

หลี่ซุ่นซียิ้ม “ไฉนท่านลุงกล่าวเช่นนี้ ครั้งกระโน้นพี่ใหญ่ลู่ช่วยชีวิตข้ามาหลายครั้ง ตอนนี้ข้าอุตส่าห์มีโอกาสตอบแทนเขาแล้ว ในใจมีแต่ความยินดีเท่านั้น”

“เสี่ยวเซิ่งก็คือเสี่ยวเซิ่ง ก่อนที่ความโกลาหลจะมาเยือน เขาก็ได้จัดการความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไว้หมดแล้ว เข้าใจผลได้ผลเสียเป็นอย่างดี” ลิ่วซานจื่อถอนใจขึ้นที่ด้านข้าง

“ท่านลุงวางใจ พี่ใหญ่ลู่เซิ่งมีพลังเหนือธรรมดา คงเป็นเพราะติดขัดเรื่องอะไรบางอย่าง เขาถึงค่อยเลือกอพยพจากต้าอินชั่วคราว สำนักไตรอริยะที่สามของข้ามีคนอยู่ที่ต้าซ่งเหมือนกัน หลังจากไปถึงแล้ว ข้าจัดการให้พวกท่านเข้าพำนักที่เมืองหลวงใหม่ได้” หลี่ซุ่นซีช่วยเหลือจนสุดทาง วางแผนให้พวกคนจากคฤหาสน์ลู่ไว้หมดแล้ว

“เช่นนั้นก็ขอรบกวนหลานซุ่นซีแล้ว” ลู่เฉวียนอันถอนใจ

พวกเขาเป็นเพียงคนธรรมดา แต่กลับผ่านการอพยพและการเปลี่ยนแปลงมากมายขนาดนี้ในเวลาสั้นๆ สำหรับคนชราที่อดีตเคยอยู่อย่างสงบสุขเช่นพวกเขา นี่ไม่ใช่ข่าวที่ดีนัก

แต่ปัจจุบันตระกูลลู่เป็นบริวารของลู่เซิ่ง พลังของเขาคนเดียวอยู่เหนือกว่าตระกูลลู่ทั้งตระกูล ถ้าไม่จากไปพร้อมกัน คู่แค้นในอดีตของลู่เซิ่งไม่มีทางปล่อยตระกูลลู่ง่ายๆ เด็ดขาด

ราชาอริยะที่หนึ่งก็เป็นเช่นนี้

“ท่านแม่ ท่านพ่ออยู่ไหนหรือ เหตุใดจึงยังไม่กลับมาอีก” ลู่หนิงที่จับมือของเฉินอวิ๋นซีถามด้วยเสียงเล็กๆ เสียงที่ไร้เดียงสาลอยมาไกล ลู่เฉวียนอันกับหลี่ซุ่นซีต่างเงียบงัน ไม่ได้พูดอะไรอีก

ปัจจุบันเกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่อย่างกะทันหัน แต่ในสถานการณ์แบบนี้ ลู่เซิ่งยังคงไม่ปรากฏตัว ทำให้เห็นได้ว่ามีโอกาสเป็นไปได้สูงสุดที่ตัวเขาจะถูกลากเข้าไปในเหตุเปลี่ยนแปลงจนปลีกตัวมาไม่ได้

แม้แต่พลังหยั่งรู้ของหลี่ซุ่นซีก็ไม่อาจทำนายทิศทางในอนาคตของลู่เซิ่งได้เช่นกัน

“อย่างนั้น ขอให้รักษาตัวด้วย” หลี่ซุ่นซีประสานมือไปทางลู่เฉวียนอันอย่างจริงจัง

“หลานชายกลับไปเถอะ” ลู่เฉวียนอันถอนใจพร้อมกับหมุนตัวขึ้นรถ จากนั้นขบวนรถก็เริ่มมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงในเขตต้าซ่ง

ขบวนรถที่เหมือนกับงูสีเทาเคลื่อนห่างออกไปเรื่อยๆ และเล็กลงเรื่อยๆ จนกระทั่งหายไปในสายหมอกที่ขมุกขมัวบนภูเขาโดยสมบูรณ์

หลี่ซุ่นซีค่อยละสายตากลับมา

“จัดการเสร็จแล้วหรือยัง” เงาพร่ามัวสายหนึ่งปรากฏขึ้นด้านข้างเขาอย่างช้าๆ

“ขอรับท่านอาจารย์” หลี่ซุ่นซีพยักหน้า “พี่ใหญ่ลู่มีบุญคุณช่วยชีวิตข้าหลายต่อหลายครั้ง บุญคุณนี้ไม่เคยได้ตอบแทน วันนี้นับว่าใช้คืนนิดหน่อยแล้ว นี่เป็นผลกรรมของศิษย์เอง”

เงาลวงพยักหน้าเล็กน้อย

“เจ้าได้รู้ความจริงแล้วว่าพวกเราล้วนเป็นวัวเป็นแกะที่อยู่ใต้แส้ของมารดาแห่งความเจ็บปวด วันแห่งการเก็บเกี่ยวกำลังจะมาถึง เจ้าต้องเตรียมทุกอย่างให้พร้อมได้แล้ว”

หลี่ซุ่นซีพยักหน้า

“ข้าเข้าใจแล้วขอรับท่านอาจารย์ ทางท่านเจรจาเรียบร้อยแล้วหรือ”

“จัดการเสร็จแล้ว ไม่ว่าจะเพื่อทุกชีวิต หรือเพื่อตัวเจ้าเอง ครั้งนี้ไม่ว่าเพราะอะไร เจ้าก็ต้องอดทนไว้” เงาลวงกล่าวอย่างจริงจัง

“ข้ารู้...ข้ารู้ดี...” หลี่ซุ่นซีพึมพำพลางหวนนึกได้ว่าตนหนีมาตลอดชีวิต วันที่สุขสงบคือตอนที่ไม่รู้อะไรเลย และตอนที่ได้รับการคุ้มครองอยู่ใต้ปีกของพี่ใหญ่ลู่

เวลาสองช่วงนี้ เป็นเวลาที่เขาใช้ชีวิตอย่างสงบสุขที่สุด

“ผู้อาวุโสชงหยวนกับฝ่าบาทอันซา...คิดดิ้นรนจากทุกสิ่งนี้เพราะอะไรกัน” อยู่ๆ หลี่ซุ่นซีก็ถาม

เงาลวงนิ่งไป

“ตอนที่เจ้ารู้ว่าทุกสิ่งที่ประเทศของเจ้าปกครองล้วนเป็นแค่สิ่งที่คนอื่นบริจาคให้ และรู้ว่าคนอื่นๆ สามารถช่วงชิงทุกสิ่งของเจ้าไปได้ง่ายๆ ตลอดเวลา เจ้าจะรู้สึกอย่างไร”

“ความจริงข้า...ก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง” หลี่ซุ่นซีแสดงสีหน้าจนใจ

...

ใบไม้สีเขียวทรงรีกลุ่มหนึ่งบังอยู่ตรงหน้าลู่เซิ่ง

แสงอาทิตย์สาดลอดออกมาจากเส้นของใบ พร้อมกับนำพาความเขียวขจีที่มีชีวิตชีวามาด้วย

‘...วิชาเก็บกลิ่นอายที่เรียนรู้ถึงขีดสูงสุดกลายเป็นวิชาแกล้งตาย ประสิทธิผลไม่เลวแฮะ’

ลู่เซิ่งค่อยๆ ลุกขึ้นอย่างเงียบๆ ใบไม้ร่วงหล่นออกจากใบหน้าของเขา เขาสัมผัสได้ว่ามีกลิ่นอายที่ยิ่งใหญ่ถึงขีดสุดจนทำให้เขาประเมินการคุกคามไม่ได้ปกคลุมท้องฟ้าของที่นี่เอาไว้

เขาไม่รู้ว่ากลิ่นอายนี้แข็งแกร่งขนาดไหน แต่จะต้องแข็งแกร่งกว่าเขามากๆ แน่นอน

กลิ่นอายของพลังสายนี้เหมือนจะกดทับเขาจนแหลกสลายได้ตลอดเวลา

“เจ้าฟื้นแล้วหรือ” บุรุษที่มีสีหน้าเรียบเฉยเย็นชานั่งยองๆ อยู่ด้านข้างเขา แสงสีเขียวบนมือดับลงอย่างช้าๆ

บุรุษสวมชุดคลุมสีเขียวครึ่งตัวแบบไม่มีแขนเสื้อ บนชุดคลุมปักลวดลายรวงข้าวสาลีและใบไม้เอาไว้หยาบๆ มัดรวบผมยาวเป็นหางม้า ขนคิ้วจางมาก สีผิวขาวผ่อง ให้ความรู้สึกอ่อนแอที่ไม่เห็นแสงอาทิตย์มานาน

“ข้าช่วยเจ้าไว้ ดังนั้นเจ้าจำเป็นต้องจ่ายเงินค่ารักษาทั้งหมดให้ข้า ขณะเดียวกันยังต้องจ่ายค่าเสียเวลาทำสมาธิที่ข้าเสียไปเพื่อเจ้าด้วย” บุรุษเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉยชา “ข้าคำนวณแล้ว ทั้งหมดคือเงินน้ำแข็งราวสามร้อยยี่สิบตามเกณฑ์มาตรฐาน”

“เอ่อ...” ลู่เซิ่งมึนงงอยู่บ้าง เงินน้ำแข็งคืออะไรกัน ดูจากกฎฟ้าดิน ที่นี่เพียงแค่มีสภาพอากาศแตกต่างกันเท่านั้น เขาน่าจะไม่ได้จุติลงมายังจักรวาลหรือโลกใบอื่น

ยังคงอยู่ในจักรวาลเดียวกับต้าอิน

เพียงแต่สถานที่กลายเป็นที่ไหนกันแน่ กลับไม่แน่ใจแล้ว

“คือว่า...ขอถามได้หรือไม่ว่าที่นี่คือที่ไหน” ลู่เซิ่งฟังออกว่าอีกฝ่ายใช้ภาษาภัยพิบัติ จึงใช้ภาษาภัยพิบัติถาม

บุรุษผุดลุกขึ้น

“นครตราชั่ง ป่าแห่งความสับสนเขตที่สี่ ที่นี่คือมุมตะวันออกเฉียงเหนือของป่าแห่งความสับสน ข้าไม่รู้ว่าเจ้ามาจากไหน และไม่ได้อยากรู้ เอาล่ะ จ่ายเงินมาได้แล้ว ข้าเป็นหมอ ย่อมต้องเก็บเงินหลังจากช่วยคน”

“เอ่อ...” ลู่เซิ่งสับสนเล็กน้อย เหตุใดถึงกระโดดจากหอฟ้าเมฆามาถึงนครตราชั่งได้

“ถ้าหากเจ้าไม่มีเงิน เช่นนั้นก็ทำงานชดใช้เถอะ ข้าต้องการลูกมือมาช่วยรวบรวมสมุนไพรพอดี” บุรุษกล่าวอย่างราบเรียบ

“ข้าไม่มีเงินจริงๆ ถ้าท่านต้องการ ข้าสามารถทำงานชดใช้ได้” ลู่เซิ่งรีบเอ่ย

“เช่นนั้นก็จงลุกขึ้นมา ข้าเป็นผู้รักษาที่มีใบรับรองอาชีพในนครตราชั่ง ต่อให้เป็นลูกมือข้าก็ไม่ใช่งานง่ายๆ หรอกนะ ตามข้ากลับที่พักก่อนก็แล้วกัน” บุรุษนำหน้าเดินไปยังส่วนลึกของป่ารกชัฏ

ลู่เซิ่งยืดเหยียดแขนขา รู้สึกว่าบนร่างกายไม่มีอาการบาดเจ็บใดๆ แถมจิตวิญญาณยังคงคึกคักและแข็งแกร่งอย่างไม่เคยมีมาก่อนอีกต่างหาก

การเดินทางข้ามมิติในครั้งนี้ แม้เขาจะเคยทดลองใช้รูปสลักอีกาตัวนั้นในความเป็นจริงมาก่อนจนทราบว่า สามารถใช้มันข้ามมิติในสถานการณ์ที่เลวร้ายแบบนั้นได้จริงๆ แต่เวลาใช้จริงๆ เขากลับประเมินอานุภาพอันแข็งแกร่งของวังวนมิติเวลาผิดไป

รูปสลักป่นเป็นผุยผงกลางทาง เป็นเหตุให้กระบวนการข้ามมิติขาดตอนลง เขาจึงหล่นออกมา จิตวิญญาณได้รับการสั่นสะเทือนในพริบตาที่มิติเวลาบิดเบี้ยว ก่อนจะหมดสติไป

รอจนฟื้นขึ้นมาก็ได้มาโผล่ที่นี่แล้ว

..............................................
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ

ความคิดเห็น