586-590

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง ระบบโกงสกิล
บทที่ 586ถึง590
ลู่เซิ่งนิ่งไป

ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่อาจอยู่ที่นี่เคียงข้างอวี๋ชาได้ สิ่งที่เขาทำได้เพียงหนึ่งเดียวคือหาที่พักพิงที่ดีกว่าเดิมให้กับอวี๋ชา และช่วยจัดการทุกสิ่งในอนาคตให้กับเธอ

“อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องนี้เลย” เขาเปลี่ยนหัวข้อ “ให้พวกเราดูหน่อยว่าคนของม่านเหล็กอยู่ไหน แล้วก็เจ้ามังกรพิษแกล แคนดี้เมื่อกี้นี้ด้วย”

เขาก้มมองลงไปจากที่สูง ไม่นานก็กวาดตาเห็นคนของทัพปีกขาวที่กำลังแตกพ่ายไปอยู่รอบๆ

ทัพปีกขาวที่ก่อนหน้านี้มีจำนวนมากมาย ตอนนี้เหลือแค่คนบาดเจ็บไม่กี่คนหลบอยู่ตรงมุมหนึ่ง ยามมองลงไปจากที่สูง เหมือนกับเม็ดทรายสีขาวที่กระจัดกระจาย

แผนการมากมายต่อโลกใบนี้ปรากฏแวบขึ้นในใจลู่เซิ่ง ทุกสิ่งต่างก็ง่ายดาย ยกเว้นก็แต่อวี๋ชา

เขาถอนใจยาวเฮือกหนึ่ง พร้อมกับควบคุมให้เงายักษ์เอื้อมมือออกไป

ความจริงแกนหลักของชุดเกราะยักษ์ที่เขาตั้งชื่อให้ว่าราชาแห่งความโศกศัลย์ชุดนี้เป็นชุดเกราะพื้นฐานในตอนแรกสุดของเขานั่นเอง

ภายหลังเขาได้ใช้ชิ้นส่วนจำนวนมากในการประกอบและปรับปรุงอุปกรณ์ภายนอกสำหรับขุดแร่ที่ซากรุ๊ป

นอกจากจะใช้อุปกรณ์ส่วนนี้แล้ว ลู่เซิ่งยังได้ให้เหล่าวิศวกรของซากรุ๊ปเตรียมแร่ดิบสำหรับสร้างชุดเกราะไว้จำนวนมาก

ทักษะการสร้างชุดเกราะถูกเก็บเป็นความลับ แต่วัสดุดั้งเดิมกลับไม่ค่อยแพงนัก วัสดุมากมายต่างก็ใช้เป็นแกนหลักของชุดเกราะได้

ซากรุ๊ปเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจด้านนี้ ถึงแม้ว่าพ่อลูกตระกูลซาจะไม่รู้ว่าลู่เซิ่งต้องการทำอะไร แต่แร่ไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับพวกเขา ยิ่งเป็นแร่ดิบที่ไม่ผ่านการสกัด ราคาก็ไม่ถือว่าสูงเกินไปนัก

ดังนั้นแร่ดิบจำนวนมากจึงถูกติดตั้งลงบนตัวชุดเกราะราชาแห่งความโศกศัลย์เหมือนกับชิ้นส่วนติดตั้งภายนอก

แม้ว่าระบบเชื่อมต่อจะไม่สมเหตุสมผลนัก แต่ลู่เซิ่งมีพลังผสานที่ยิ่งใหญ่ไพศาล

พลังผสานเป็นสิ่งอัศจรรย์อย่างยิ่ง ต่อให้ชุดเกราะเกิดปัญหาหรือรอยแตก ขอแค่มีพลังผสานแข็งแกร่งพอ ก็สามารถใช้อำนาจจิตสู้ต่อได้

และลู่เซิ่งก็มีพลังผสานแข็งแกร่งพอดี!

เขาให้ราชาแห่งความโศกศัลย์กลืนกินและดูดซับแร่ดิบอย่างต่อเนื่อง จากนั้นก็ให้มันขุดดินจากใต้ทะเลสาบมาถึงโรงเรียนแพลตินัม และเชื่อมต่อกับแร่สายหนึ่งที่อยู่ใต้โรงเรียน

ในเวลาหนึ่งเดือน ราชาแห่งความโศกศัลย์ขยายร่างกายของตัวเองไปพลาง ยื่นแขนจำนวนนับไม่ถ้วนที่เหมือนรากไม้ออกมาขุดไปยังใต้ดินของโรงเรียนแพลตินัมไปพลาง

ทางเชื่อมและช่องว่างมากมายที่เตรียมไว้ก่อนจึงสำเร็จอย่างง่ายดายเช่นนี้

และทุกอย่างนี้ แม้แต่ซากรุ๊ปที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือก็ยังไม่รู้

คนที่รู้เรื่องมีแค่ลู่เซิ่งเพียงคนเดียว

ความยุ่งยากและช่องโหว่มากมายที่อาจจะเจอได้ในกระบวนการที่ยิ่งใหญ่นี้ถูกพลังผสานอันมหาศาลของเขาแก้ไขได้อย่างง่ายดายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก

ราชาแห่งความโศกศัลย์เป็นตัวตนอันน่ากลัวที่สะสมความสำเร็จจำนวนมากเอาไว้หลังจากที่พลังผสานแข็งแกร่งถึงระดับหนึ่ง

มาถึงตอนนี้ความจริงร่างกายของราชาแห่งความโศกศัลย์ได้กระจายไปทั่วใต้ดินของโรงเรียนแพลตินัมแล้ว ร่างมนุษย์ขนาดมหึมาที่โผล่มาด้านนอกในตอนนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของร่างกายเท่านั้น

“ไปซะ คนของม่านเหล็กกับทัพปีกขาวต้องพินาศ” ลู่เซิ่งชี้นิ้วไปที่ทัพปีกขาวที่เข้าร่วม

ฟิ้ว!

แขนสีดำกลุ่มใหญ่ทะลักออกไปจากบนร่างของหุ่นยักษ์ แล้วคว้าใส่ทัพปีกขาวที่ไม่สมประกอบบนพื้นดิน

เกิดเสียงร้องโหยหวนที่อ่อนแรง ผู้รอดชีวิตจำนวนน้อยนิดกลุ่มสุดท้ายถูกเขากำจัดทิ้งทั้งหมด

“แล้วก็เป็นทัพม่านเหล็ก” ลู่เซิ่งมองเห็นว่าในซากปรักหักพังที่อยู่ไม่ไกลออกไปมีจุดสีดำเล็กๆ กลุ่มหนึ่งหลบอยู่ข้างซากโรงยิม โดยอาศัยเงาของโรงยิมหลบเลี่ยงการค้นหาของมือดำจำนวนมากที่อยู่ด้านนอก

‘ไป’ เขาคิดในใจ

ส่วนเอวของเงายักษ์ด้านหลังระเบิดออกอย่างฉับพลัน แขนโลหะกลุ่มใหญ่ประกอบกันเป็นรูปเป็นร่างและพุ่งใส่อาณาเขตของโรงยิมเหมือนกับรากต้นไม้

เปรี้ยง!

มือยักษ์จักรกลที่อยู่ไกลออกไปกดทับด้านบนโรงยิมอย่างรุนแรงเหมือนกับบดขยี้มด

ซากปรักหักพังถล่มลงเป็นกลุ่มใหญ่ พวกที่มีปฏิกิริยาช้าจำนวนไม่น้อยโดนกลบฝังในพริบตา

คนสวมชุดเกราะส่วนหนึ่งพุ่งออกมาเพื่อจะหนีจากบริเวณรอบๆ แต่ก็ถูกแขนจักรกลที่โบกไปโบกมารอบๆ จับเอาไว้แล้วโดนบีบจนตายอย่างรวดเร็ว

ทุกอย่างจบลงในเวลาแค่สิบกว่าวินาที

มีแต่พวกที่แข็งแกร่งถึงขีดสุดไม่กี่คนที่ฝืนหนีออกมาได้ ลู่เซิ่งคร้านจะสนใจ หากหมุนตัวไปหาเป้าหมายถัดไป

‘ขอดูหน่อยเถอะ ผู้คุมม่านของทัพม่านเหล็กคือแสงแห่งสุสานเหนือ รองผู้คุมม่านคือ...เฉวียนสือฮุยเหรอ’ พลังผสานอันยิ่งใหญ่ทำให้เขาสัมผัสการเคลื่อนไหวทั้งหมดในรัศมีหนึ่งกิโลเมตรได้ดุจอยู่บนฝ่ามือ

บทสนทนาของเฉวียนสือฮุยกับผู้อำนวยการคนนั้น เขาเองก็ได้ยินเช่นกัน

“เพื่อสหพันธรัฐ!” จู่ๆ ก็มีเสียงขู่คำรามลอยมาจากฝั่งขวาด้านล่าง

ลู่เซิ่งมองไปตามเสียง เห็นเงาสีขาวสายหนึ่งทะยานขึ้นท้องฟ้าและกำลังพุ่งตรงมาทางที่เขาอยู่

ด้านหลังเงาสีขาวเหมือนมีอุปกรณ์ไอพ่นบางชนิดที่ทำให้อีกฝ่ายหลุดออกจากแรงโน้มถ่วงได้สำเร็จ

นอกจากเงาสีขาวแล้ว อีกทิศทางหนึ่ง มังกรพิษแกล แคนดี้ก็ทะยานร่างขึ้นจากซากตึกเรียนแห่งหนึ่งและเขวี้ยงจุดแสงสีขาวจุดหนึ่งมาหาเขาเช่นกัน

จุดแสงกับเงาสีขาวพุ่งขึ้นฟ้าพร้อมกับเข้าใกล้ลู่เซิ่งอย่างรวดเร็ว

เปรี้ยง!

อยู่ๆ ฝ่ามือสีดำข้างหนึ่งก็เข้ามาขวางด้านหน้าลู่เซิ่งเอาไว้ และป้องกันจุดแสงกับเงาสีขาวได้อย่างแม่นยำ

ฝ่ามือถูกทะลวงได้ในพริบตา ทว่าจุดแสงเพิ่งจะเจาะฝ่ามือแรกเสร็จ แต่สิ่งที่ตามมาติดๆ ก็คือยังมีมือจักรกลขนาดใหญ่อีกนับไม่ถ้วน

จุดแสงทะลวงฝ่ามือห้าชั้นติดต่อกันก่อนจะหมดแรง แล้วฝังตัวเข้าไปยังใจกลางฝ่ามือข้างที่หกอย่างแน่นหนา

“ดิ้นรนไปก็ไร้ความหมาย” ลู่เซิ่งมองไปยังมังกรพิษแกล แคนดี้ที่เขวี้ยงจุดแสงออกมา พร้อมกับยื่นมือจับใส่ความว่างเปล่า

ตูม!

ฝ่ามือหลายสิบข้างพุ่งเข้าหามังกรพิษจากทุกทิศทุกทาง พริบตาเดียวก็ประกบเขาไว้เป็นก้อนเหล็กก้อนหนึ่ง

“เขี้ยวมังกร!”

ฟ้าวๆๆ

ทันใดนั้นมังกรพิษก็พุ่งออกมาจากในก้อนเหล็ก บนร่างปรากฏเลื่อยแหลมมากมายเหมือนกับเม่น ฉีกมือยักษ์รอบๆ อย่างรุนแรง ก่อนจะฝ่าวงล้อมออกมา

แต่การระเบิดครั้งนี้กลับทำให้เขาได้รับบาดเจ็บนิดหน่อย

การคว้าจับครั้งนี้ แค่แรงกระแทกจากการระเบิดอย่างกะทันหันก็ปาไปมากกว่าร้อยตันแล้ว กอปรกับแรงบีบอัดกับน้ำหนักอันมหาศาลของมือเหล็กจำนวนมาก ต่อให้เป็นมังกรพิษ ก็เกือบจะถูกกำจัดทิ้ง

มังกรพิษร่างอาบเลือด ผิวของชุดปรากฏปรากฏรอยแตกเล็กๆ

“ไป๋ซือ!” เขาแผดเสียง ถอดเลื่อยชิ้นหนึ่งบนชุดเกราะตัวเองออกมา แล้วเขวี้ยงใส่ลู่เซิ่งที่อยู่กลางอากาศอีกครั้ง

“ฆ่า!” หลังถูกฟาดใส่ ไป๋ซือก็พุ่งขึ้นท้องฟ้าจากด้านข้างอีกรอบ ก่อนจะอาศัยจังหวะที่ลู่เซิ่งสู้กับมังกรพิษ เข้าใกล้ลู่เซิ่งในรัศมียี่สิบสามสิบเมตรได้จริงๆ

“สิงโตคำราม!”

ไป๋ซือกางแขนขวาออกอย่างฉับพลัน แสงสีขาวเจิดจ้าเดือดพล่านอยู่ด้านใน

ตูม!

ลำแสงในสภาพอนุภาคจำนวนมากรวมตัวกัน แล้วพุ่งใส่ข้างลำตัวลู่เซิ่ง

ระหว่างพวกเขามีระยะห่างยี่สิบสามสิบเมตร มือจักรกลจึงเข้ามาขวางไม่ทัน ลำแสงพุ่งใส่ลู่เซิ่งและโจมตีใส่ไหล่ขวาของเขาพอดี

“สำเร็จแล้ว!” ไป๋ซือกับมังกรพิษต่างก็โล่งอก

ปืนใหญ่สิงโตคำรามมีพลังสั่นสะเทือนที่แข็งแกร่งถึงขีดสุด สามารถทำให้ผู้ที่โดนยิงใส่สูญเสียสติและกลยเป็นอัมพาตได้ทันที

“เป็นพลังสั่นสะเทือนที่แข็งแกร่งจริงๆ” ลำแสงจางหายไป เผยให้เห็นพวกลู่เซิ่งที่แสดงสีหน้าเรียบเฉยอยู่ด้านหลัง

“อันตรายจริงๆ เกือบจะถูกยิงโดนซะแล้ว” ลู่เซิ่งผุดสีหน้าเสียดาย

ตูม!

ต่อจากนั้นก็เป็นกระสุนนัดที่สองที่ระเบิดออกมาอย่างฉับพลัน

ไป๋ซือยืมพลังจากอุปกรณ์ผลิตพลังงานเพื่อยิงนัดที่สามในเวลาแค่สั้นๆ

ครั้งนี้ลำแสงพุ่งใส่ลู่เซิ่งโดยไร้การอำพราง ปลายลำแสงเข้าใกล้ศีรษะลู่เซิ่งอย่างรวดเร็ว

ทว่าสิ่งที่น่าประหลาดก็คือ ขณะที่เข้าใกล้ลู่เซิ่ง ความเร็วของลำแสงกลับช้าลงและติดขัดมากขึ้นเรื่อยๆ

จนกระทั่งอยู่ห่างจากลู่เซิ่งสองสามเมตร ในที่สุดลำแสงก็มืดสลัวลง สุดท้ายก็ดับไปโดยสิ้นเชิง

“สนามพลังป้องกัน...” ไป๋ซือลืมตาโต เข้าใจในทันที

ความแข็งแกร่งของสนามพลังป้องกันบนร่างชุดเกราะยักษ์ที่ใหญ่ถึงขนาดนี้ เกรงว่าจะเป็นจุดสูงสุดที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์แล้ว

สนามพลังที่แข็งแกร่งแบบนี้ จะมีใครเจาะได้อีก

ไม่ใช่แค่ไป๋ซือมองออกเท่านั้น มังกรพิษที่อยู่บนพื้นดินด้านล่างก็ค้นพบความจริงอันสิ้นหวังนี้เช่นกัน

‘ถอย!’ คนทั้งสองเกิดความคิดนี้แทบจะพร้อมกัน

อีกฝ่ายเป็นตัวตนอันน่ากลัวที่สู้ไม่ได้อีกแล้ว ลำพังแค่พวกเขาสองคน แม้แต่สนามพลังป้องกันของคนคนนี้ก็ยังเจาะไม่ได้

ทั้งสองอยู่ไกลกันมาก แต่กลับถอยหลังพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย คนหนึ่งถอยหลังกลางอากาศ คนหนึ่งพุ่งไปตามซากปรักหักพังเพื่อออกจากโรงเรียน

“โง่เง่า”

ลู่เซิ่งสั่งให้ราชาแห่งความโศกศัลย์ตะปบแขนขวาใส่มังกรพิษ

แขนจักรกลสีดำขนาดยักษ์ที่ยาวหลายร้อยเมตรระเบิดอย่างสะเทือนเลื่อนลั่น แล้วกลายเป็นหนวดจักรกลเหลือคณานับกลางอากาศ

ฟิ้ว!

อยู่ๆ ไกลออกไปก็มีเสียงแทรกที่เสียดหูดังขึ้น

ลู่เซิ่งหยีตามองไปยังทิศทางนั้น

ไกลออกไปกลางท้องฟ้าราตรี จุดแสงสีแดงฉานสิบกว่าสายกำลังลอยมาทางด้านนี้จากขอบฟ้ายามรัตติกาล

...

“หมดทางแล้วจริงๆ งั้นเหรอ”

ด้านในหน่วยป้องกันใหญ่ของสหพันธรัฐ เหล่านายพลของสหพันธรัฐ ที่มีผมหงอกขาวหลายคนพากันลุกขึ้นมองดูมังกรพิษที่กำลังถูกหนวดสีดำนับไม่ถ้วนรัดพันในจอภาพ

“ปฏิกิริยาพลังงานสูงได้ครอบคลุมโรงเรียนแพลตินัมไว้หมดแล้ว ดีที่นักเรียนส่วนใหญ่กลับบ้านไปแล้วเพราะเป็นช่วงปิดเทอม”

“ผู้อำนวยการเพลลา เพเจต์ตายในการต่อสู้”

“ทัพปีกขาวเสียหายมากกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์!”

“สุดท้ายส่วนประกอบของราชาแห่งแสงสว่างได้รับความเสียหายแปดสิบสี่เปอร์เซ็นต์ ไม่สามารถซ่อมแซมตัวเองได้!”

“ปฏิกิริยาพลังงานสูงกำลังจะกระจายไปถึงห้องทดลองลับใต้ดินแล้ว”

นายพลในกองทัพหลายคนซึ่งเป็นโครงสร้างอำนาจสูงสุดของสหพันธรัฐอัลเลนมองดูมังกรพิษกับไป๋ซือที่อยู่กลางจอภาพอย่างเงียบๆ

นายพลเอกจมูกงุ้มที่เป็นผู้นำนิ่งเงียบเป็นเวลานานขณะมองดูมังกรพิษในจอภาพอย่างล้ำลึก

“เตรียมตัว...จบแผนการ...” เขาหลับตาลง เสียงเบาเสียจนคนแทบทุกคนสัมผัสได้ถึงความอ่อนแรง

“พวกเราสามารถส่งหัวกะทิของหน่วยพิเศษไปเจรจากับอีกฝ่ายได้...”

“ทำตามคำสั่งซะ!” พลเอกจมูกงุ้มตัดบทอีกฝ่าย

“แต่...พลตรีแกล แคนดี้ กับพลโทไป๋ซือยังอยู่นะครับ...” พลโทคนหนึ่งที่อยู่ด้านข้างส่งเสียงเบาๆ

“แคนดี้...เขาต้องเข้าใจแน่” พลเอกจมูกงุ้มไม่พูดอะไรอีก เพียงแต่ใบหน้าฉายแววเหนื่อยล้าอย่างรุนแรง

นั่นคือลูกชายเพียงคนเดียวของเขา และเป็นผู้รับช่วงเพียงคนเดียวของตระกูล

แต่ตอนนี้วินาทีนี้ ต่อให้เป็นเขา...

“ตกลง...ดำเนินการจบแผนการ...” นายพลอีกหลายคนแลกเปลี่ยนสายตากัน ทั้งหมดต่างก็เห็นด้วย

ทั้งห้าคนกดแหวนคริสตัลสีดำที่สวมอยู่ลงพร้อมกัน

ปลายคริสตัลบนแหวนสะท้อนลายนิ้วมือของคนทั้งห้า

“ปลดขอบเขตอำนาจสุดท้าย”

“ปลดแสงมรณะที่ขอบทวีปทางยุทธศาสตร์”

“กำหนดเป้าหมาย ล็อกเป้าหมายที่โรงเรียนแพลตินัม”

“เตรียมการยิง เริ่มนับถอยหลัง...”

“10...9...8...”

..............................................
ท้องฟ้ามืดลง มีแค่แสงจันทร์อ่อนๆ ที่ส่องสว่างอาณาเขตเล็กๆ เท่านั้น

จุดแสงสีแดงสิบกว่าจุดกลางท้องฟ้าดูสะดุดตาเป็นพิเศษ

‘ปฏิกิริยารังสีรุนแรงมาก...!’ ลู่เซิ่งหยีตามองจุดแสงสีแดงสิบกว่าจุด

‘อาวุธอานุภาพสูงประเภทหัวรบนิวเคลียร์ทางยุทธศาสตร์งั้นเหรอ’

เขายกมือขวาขึ้น

ครืน!

พื้นดินสั่นไหวเล็กน้อย ฝ่ามือสีดำนับไม่ถ้วนระเบิดกลายเป็นหนวดสีดำจำนวนมากที่เกิดจากแร่ดิบ

หนวดเหล่านี้รัดพันกันอย่างแน่นหนาและกระจายไปบนท้องฟ้าอย่างต่อเนื่อง พริบตาเดียวก็กลายเป็นต้นเถาวัลย์ขนาดยักษ์ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่าหนึ่งกิโลเมตร

รากและฐานอันมหึมาที่ทำให้ต้นเถาวัลย์ยิ่งรัดพันไปด้านบนเท่าไหร่ก็ยิ่งเล็กลงเท่านั้น จนกระทั่งเมื่อสูงถึงหนึ่งกิโลเมตร จึงค่อยเหมือนหนามแหลม

“ของแค่นี้คิดจะทำให้ฉันล่าถอยหรือไง ยังไม่พอหรอก...” ลู่เซิ่งกางห้านิ้ว ร่างของมังกรพิษกับไป๋ซือถูกชูขึ้นสูงและถูกม้วนเข้าไปด้านในต้นเถาวัลย์ขนาดยักษ์ พวกเขาดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง แต่ก็ไร้ประโยชน์

ไม่เพียงแค่เขาเท่านั้น สี่ขุนพลใหญ่ซึ่งเป็นขุนพลม่านเหล็กที่เหลืออยู่ถูกทำให้พิการและโดนรากไม้ห่อหุ้มเข้าไปอยู่ในต้นไม้ยักษ์เช่นกัน

คนหกคนของเซเว่นลีฟถูกฝ่ามือจักรกลยักษ์ยกขึ้นมายืนอยู่ข้างใต้ลู่เซิ่งหลายสิบเมตร

“หลินหลิน...” อยู่ๆ อวี๋ชาก็ส่งเสียง “ตอนที่ฉันถูกลอบโจมตี นักเรียนหญิงคนนั้น...ช่วยฉันไว้...เธอ...”

ลู่เซิ่งมองตามสายตาของอวี๋ชา เห็นเฉวียนสือฮุยที่ถูกรัดพันเข้าต้นเถาวัลย์ด้วยสีหน้าเรียบเฉยพอดี

ตอนนี้นักเรียนหญิงที่ตอนแรกองอาจผ่าเผยมีร่างกายทรุดโทรม สายตาอ่อนล้า แขนเสื้อถูกฉีก กระโปรงขาดเป็นรูหลายรู ถุงน่องถูกฉีกเป็นรูใหญ่เช่นกัน

แต่ว่าตอนนี้เธอกลับไม่ขัดขืนอะไรเลย ระหว่างช่องท้องกับทรวงอกมีแผลถูกแทงที่สะดุดตาและกำลังมีเลือดไหลออกมา แผลถูกแทงสาหัสมาก แทบจะบาดเจ็บถึงอวัยวะภายใน มิหนำซ้ำดูจากสีหน้าของเธอ คงจะเสียเลือดมาสักพักแล้ว

“ราชาแห่งสุสานเหนือล่ะ หนีไปแล้วเหรอ” ลู่เซิ่งสั่งให้หนวดสีดำนำเฉวียนสือฮุยมาวางไว้บนมือจักรกลอีกข้างด้านล่างตัวเอง

เวลานี้โรงเรียนแพลตินัมกลายเป็นโลกแห่งมือจักรกลสีดำไปแล้ว

มือสีดำจำนวนมากที่เหมือนกับป่ายื่นออกมาจากใต้พื้นสลับกัน จากนั้นก็แยกส่วนและหลอมรวมเข้ากับต้นไม้เถาวัลย์สีดำ

มือดำหลายข้างที่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า บ้างก็ไม่ได้แยกส่วน ยังคงหยุดอยู่ที่เดิม กลายเป็นเสาหินสีดำสนิทเหมือนกับต้นไม้โบราณสูงระฟ้า

ความจริงลู่เซิ่งไม่สามารถควบคุมมือดำทุกข้างได้อย่างสมบูรณ์แบบ พลังของเขาได้แต่สั่งการมือดำแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะแม้พลังอาวรณ์จะมีมากพอ แต่ร่างกายนี้รับภาระไม่ได้มากนัก

ดังนั้นแม้ว่าจะผ่านการเสริมความแข็งแกร่งจากดีปบลูเท่าที่จะทำได้แล้ว ทว่าถ้าคิดจะรับภาระจากราชาแห่งความโศกศัลย์ในครั้งนี้ ก็ยังไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อยู่ดี

สิ่งที่ลู่เซิ่งให้ความสำคัญมากกว่าก็คือการควบคุมที่แยกกันสั่งการทีละส่วนๆ

เวลานี้จุดสีแดงสิบกว่าจุดที่ลอยมาจากขอบฟ้ายามราตรีได้ดึงดูดความสนใจของคนทุกคนแล้ว

พอราชาแห่งสุสานเหนือที่หมอบอยู่ในมุมหนึ่งของซากปรักหักพังเงยหน้ามองเห็นจุดแสงบนท้องฟ้า มือที่กำหอกยาวก็อดจับแน่นขึ้นไม่ได้

‘แสงมรณะขอบทวีป...ใจคอโหดเหี้ยมจริงๆ...’ ผู้คุมม่านอยากหนี แต่เขาที่ทราบอาณาเขตรังสีของแสงมรณะดี รู้ว่าต่อให้หนีในตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว

แสงมรณะสามารถปกคลุมอาณาเขตรัศมีหนึ่งกิโลเมตรได้อย่างง่ายดาย

เมืองแพลตินัมมากกว่าครึ่งจะล่มสลายโดยสมบูรณ์เพราะรังสีในครั้งนี้ สหพันธรัฐ ต้องเด็ดเดี่ยวขนาดไหน ถึงสั่งยิงปืนใหญ่แสงมรณะมามากมายแบบนี้ได้

เขาไม่รู้เลย

สิ่งที่เขาทำได้เพียงอย่างเดียวในตอนนี้คือการภาวนา ภาวนาว่าเงามหึมาสูงมากกว่าพันเมตรจะป้องกันปืนใหญ่แสงมรณะเหล่านี้ได้จริงๆ

ไม่อย่างนั้นทุกคนจะตายกันหมด

‘แต่ต่อให้มันป้องกันไว้ได้ ก็ต้องเตรียมตัวไว้ก่อน’ แสงแห่งสุสานเหนือไม่ใช่คนชอบเสียสละอยู่แล้ว

ก่อนหน้านี้หลังจากรวมตัวกับรองผู้คุมม่านเฉวียนสือฮุยแล้ว เป็นเพราะถูกมือดำจำนวนมากโจมตีใส่ เขาจึงต้องลอบโจมตีเฉวียนสือฮุยเพื่อทำให้ความเร็วของเธอลดลงจนรั้งท้าย เขาจึงค่อยหนีมาได้

เขาไม่เสียใจกับเรื่องนี้ เขารู้ดีว่าตนแบกรับคำสั่งที่สำคัญที่สุด ขอแค่ตนยังอยู่ ม่านเหล็กก็ยังอยู่ ยังมีความเป็นไปได้ที่จะพลิกฟื้นขึ้นได้อีก

แต่ถ้าตนตายไป ม่านเหล็กในภายหลัง อาจจะ...

‘ควรไปได้แล้ว...ช่วยป้องกันให้ฉันดีๆ ด้วยล่ะ’ แสงแห่งสุสานเหนือมองไปยังเงายักษ์น่ากลัวที่สูงใหญ่เหลือประมาณ แล้วหมุนตัวพุ่งไปยังทิศทางที่ห้องทดลองใต้ดินอยู่

เขาไม่ได้ทำเสียงดังแม้แต่น้อยตอนเคลื่อนไหว เหมือนกับลมที่ค่อยๆ พัดออกมาจากถ้ำ

“ผู้คุมม่าน คุณจะไปไหน”

อยู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงผู้หญิงที่คุ้นเคย เสียงของคนที่ถูกหนวดกลืนกินหายไปโดยที่เขามองดูอยู่เฉยๆ

“เธอ...!?” เกราะใบหน้าของแสงแห่งสุสานเหนือหันไปมองต้นเสียง

เฉวียนสือฮุยยืนนิ่งอยู่บนรากสีดำกลุ่มหนึ่ง พร้อมกับก้มมองดูเขาจากที่สูง

“ผู้คุมม่าน...ดาบของคุณทำให้ฉันเจ็บจริงๆ...”

แสงแห่งสุสานเหนือชะงักไปขณะเผชิญดวงตาที่อิดโรยของอีกฝ่าย

ทั้งสองมองกันอยู่เงียบๆ สักพัก

ฟ้าว!

ทันใดนั้น เขาพลันถอยหลังด้วยความเร็วสูง เท้ากระทืบพื้นเป็นหลุมใหญ่ อาศัยพลังสะท้อนกลับที่รุนแรงพุ่งโฉบออกไปด้านหลังเพื่อเหินบินไปยังด้านนอกโรงเรียน

ทว่าในเวลาเดียวกัน มือยักษ์สีดำนับไม่ถ้วนก็พุ่งขึ้นมาจากทิศทางที่เขาลอยออกไปเหมือนกับกำแพงเหล็กหลายชั้น

เปรี้ยง! เปรี้ยงๆๆๆ!

เกิดเสียงกระแทกกันดังอย่างต่อเนื่อง แรงกระแทกจากการพุ่งถอยหลังของแสงแห่งสุสานเหนือถูกลดทอนลง ร่างของเขาฝังเข้าไปในมือจักรกลสีดำ ก่อนจะถูกหนวดโลหะจำนวนมากมัดตรึงไว้พร้อมกับกดลงด้านล่าง

ตูม!

พื้นสั่นไหวอย่างรุนแรง มือจักรกลสีดำจับแสงแห่งสุสานเหนือฟาดลงกับพื้น แรงกระแทกอันน่าสะพรึงทำให้อวัยวะภายในของเขาเคลื่อนจากตำแหน่ง ต่อให้ร่างกายจะสวมใส่ชุดเกราะ เลือดเนื้อก็ยังคงกระเทือนอยู่ดี

“ม่านเหล็กจบสิ้นแล้ว” เฉวียนสือฮุยเดินไปถึงด้านหน้าแสงแห่งสุสานเหนือ มีดสั้นในมือบิดโค้ง หมุนวน และขยายยาวกลายเป็นกระบี่เล่มบางเหมือนกับหนามแหลม

อ๊าก!

แสงแห่งสุสานเหนือดิ้นหลุดจากหนวด ปล่อยม่านแสงเบาบางสีขาวแวววาวออกมา ก่อนจะอาศัยม่านแสงชั้นนี้พุ่งสู่ฟากฟ้า พร้อมกับป้องกันหนวดที่พุ่งมาจากรอบๆ ข้าง หลายครั้งติดต่อกันและพุ่งไปยังด้านนอกโรงเรียน

แต่เขาเพิ่งหนีออกไปได้ไม่ไกลเท่าไหร่ มือยักษ์ที่กว้างถึงสามสิบกว่าเมตรก็กดทับลงมาชนิดมืดฟ้ามัวดิน

เปรี้ยง!

บนพื้นเกิดรอยมือขนาดยักษ์

มือยักษ์เคลื่อนออกไปด้านบน เฉวียนสือฮุยเดินไปถึงขอบรอยมือ พร้อมกับก้มลงมองพี่ใหญ่ที่ตนเองเคยเทิดทูนมาก่อน

“ชาติหน้าขออย่าได้พบเจอกันอีกเลย”

กระบี่เล่มบางทิ่มแทงออกไปเหมือนกับงูพิษ แทงเข้าไปในชุดเกราะส่วนอกด้านซ้ายของแสงแห่งสุสานเหนืออย่างแม่นยำ

ฉูด

เลือดพุ่งกระฉูดใส่ร่างเฉวียนสือฮุย

แต่เธอก็ไม่ได้คลายมือ หากมองดูพลังชีวิตของแสงแห่งสุสานเหนือหายไปเช่นนี้อยู่เงียบๆ

น่าเสียดาย แสงแห่งสุสานเหนือยังคงไม่แสดงความสำนึกเสียใจจนกระทั่งตาย

เฉวียนสือฮุยเงยหน้ามองส่วนบนสุดของเถาวัลย์ยักษ์กลางท้องฟ้าต้นนั้น

ยอดเถาวัลย์ยื่นหนามแหลมออกไปพุ่งใส่จุดสีแดงสิบกว่าจุดที่ลอยมาอย่างฉับพลัน ในพริบตาที่อยู่ห่างร้อยเมตร หนามแหลมก็ระเบิดกลายเป็นรากสีดำจำนวนเหลือคณานับในทันใด

ผืนดินเหมือนตกสู่ความมืดมิดในชั่วพริบตา เพราะแสงจันทร์มากกว่าครึ่งถูกรากไม้นับไม่ถ้วนที่ระเบิดออกมาจากเถาวลัย์ปกคลุมเหมือนกับตาข่าย

รากไม้จำนวนมากดีดหลุดออกจากร่างหลักเหมือนกับหนามแหลม ก่อนจะพุ่งใส่จุดแสงสีแดงสิบกว่าจุดราวสายฝน

ตูม!

จุดแสงจุดแรกถูกกระตุ้นให้ระเบิดกลางอากาศ

แสงสีแดงแยงตาย้อมอาบท้องฟ้า ท้องฟ้ายามราตรีมากกว่าครึ่งเป็นสีแดง ชั้นเมฆถูกระเบิดเป็นรูใหญ่และลุกไหม้อย่างรุนแรงราวกับถูกเผา

จากนั้นก็ตามมาด้วยจุดแสงจุดที่สอง ที่สาม ที่สี่..

จุดแสงมากมายถูกหนามแหลมจำนวนมากกระตุ้นให้ระเบิด

พริบตาเดียวกลางท้องฟ้าก็เหมือนมีดวงอาทิตย์สีแดงเจิดจ้าสิบกว่าดวงโผล่มา ดวงอาทิตย์พวกนี้คงอยู่สองสามวินาที แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกลับทำให้เมืองแพลตินัมกลายเป็นยามทิวาโดยสมบูรณ์

‘ไม่มีใครขวางชายคนนั้นได้อีกแล้ว...’ เฉวียนสือฮุยใช้มือป้องตา ในใจเห็นจุดจบแล้ว

โรงเรียนแพลตินัมก็ดี เมืองแพลตินัมก็ดี ต่างก็กลายเป็นชื่อเสียงที่น่ากลัวให้แก่ชายคนนั้น แล้วตอนนี้แม้แต่แสงมรณะขอบทวีปก็ยังทำอะไรเขาไม่ได้ บนโลกยังมีใครที่เอาชนะคนคนนี้ได้อีก

เธอรู้สึกปวดแปลบที่ท้อง แม้จะใคร่รู้มากว่าอนาคตต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร แต่เธอในตอนนี้ไม่สามารถอยู่ดูได้อีกแล้ว

เฉวียนสือฮุยปล่อยกระบี่บางในมือลงและผ่อนคลายร่างกาย ในที่สุดก็ค่อยๆ ล้มหงายหลัง ก่อนที่สายตาจะพร่ามัวอย่างรวดเร็ว...

...

หลังจากขัดขวางกระสุนแสงมรณะสิบกว่าลูกได้อย่างง่ายดาย ลู่เซิ่งก็สัมผัสสถานการณ์ในอาณาเขตพันเมตรรอบๆ อีกครั้ง

แสงแห่งสุสานเหนือจากม่านเหล็กตายไปแล้ว รองผู้คุมม่านเฉวียนสือฮุยตายไปแล้ว สมาชิกที่เหลือล้วนพินาศสิ้น

ทัพปีกขาวสิ้นสูญ มังกรพิษกับไป๋ซือล้วนเสียชีวิต

จิตวิญญาณของจัวหลินหลอมรวมเข้ากับจิตวิญญาณของตนอย่างเชื่องช้า ลู่เซิ่งสัมผัสได้ว่ามีการหลอมรวมพิเศษที่เหมือนปฏิกิริยาทางเคมีกำลังทำงานอยู่

‘ในที่สุดก็จัดการเรียบร้อยแล้ว ใช้เวลาทั้งหมดไม่ถึงสี่สิบวัน เทียบอัตราส่วนดู ทางนั้นตอนนี้เพิ่งผ่านไปไม่ถึงหนึ่งวันด้วยซ้ำ’ ลู่เซิ่งพอใจกับประสิทธิภาพของตัวเอง ครั้งนี้เพียงเน้นที่การสะสางผลกรรมโดยไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น สุดท้ายก็เกิดประสิทธิภาพน่าตกตะลึงอย่างที่คิดไว้

‘ต่อจากนี้ถึงเวลาจัดการปัญหาที่จะตามมาแล้ว’ ลู่เซิ่งกอดอวี๋ชาไว้เบาๆ

เมืองแพลตินัมกลายเป็นสิ่งของในถุงย่ามของตนแล้ว กองทัพธรรมดาที่ตั้งค่ายอยู่รอบนอกหรือแม้แต่ทัพปีกขาวก็ไม่อาจต้านทาน ยิ่งอย่าว่าแต่ชุดเกราะยักษ์ขั้นสุดยอดอย่างราชาแห่งความโศกศัลย์

ลู่เซิ่งสัมผัสจิตวิญญาณของตนที่เริ่มพองขยายและแข็งแกร่งขึ้นด้วยความเร็วสูง จากนั้นพลันนึกถึงเรื่องหนึ่ง

ในผลกรรมความปรารถนาของจัวหลินไม่มีอวี๋ชาอยู่ด้วย

เขารู้สึกซับซ้อนเล็กน้อย ความจริงจัวหลินเป็นเขาในอีกโลกหนึ่ง อวี๋ชาดีกับเขาขนาดนี้ เสียสละมากมายขนาดนี้ แต่ยังคงไม่อาจเดินเข้ามาในใจจัวหลินได้ เห็นได้ว่าตัวจัวหลินเป็นคนไร้น้ำใจคนหนึ่ง

‘ช่างเถอะ ฉันจะจัดการแทนนายก็แล้วกัน’

ศึกในเมืองแพลตินัมไม่ได้สร้างความเสียหายให้แก่สหพันธรัฐอัลเลนเท่าไหร่ แต่ชื่อเสียงของสหพันธรัฐ กลับได้รับผลกระทบที่รุนแรงถึงขีดสุด

ประเทศอื่นๆ พากันดำเนินการหยั่งเชิงเมืองแพลตินัม ข่าวสารที่มืดฟ้ามัวดินกระจายไปรอบๆ เหมือนกับเกล็ดหิมะ

ในเวลาแค่ไม่กี่วัน ทั่วทั้งโลกก็ทราบถึงคดีน่าตกตะลึงที่เกิดขึ้นในสหพันธรัฐอัลเลนซึ่งเป็นชาติมหาอำนาจ

เมืองแพลตินัมเปลี่ยนเจ้าของ ผู้ปกครองคือชายที่เรียกตัวเองว่าเซิ่ง

ถึงสหพันธรัฐ จะดำเนินการปิดผนึก ซ่อนเสบียง และควบคุมเขตเขตนี้แล้ว แต่ก็ยังคงหยุดไม่ให้ผู้ร้ายจำนวนมากหลบหนีโทษทัณฑ์จากสหพันธรัฐ เพื่อมารวมตัวอยู่ใต้อาณัติของชายที่ชื่อว่าเซิ่งไม่ได้

ทางสหพันธ์หมดปัญญากับเรื่องนี้ ปืนใหญ่แสงมรณะอาวุธทางยุทธศาสตร์ที่แข็งแกร่งที่สุดไม่ประสบผล นี่เป็นอาวุธน่ากลัวที่สามารถทำลายประเทศมากกว่าครึ่งได้ในทันที แต่สำหรับเมืองแพลตินัม มันกลับถูกต้นเถาวัลย์สูงจรดฟ้าที่ใหญ่โตโอฬารกระตุ้นให้ระเบิดจากระยะไกลโดยไม่ทันลอยถึงเหนือเมืองด้วยซ้ำ

ต่อจากนั้นอีกหลายวัน ได้มีการใช้วิธีการหลากหลายรูปแบบเช่นการแทรกซึมของทีมพิเศษ การสอดแนมหมอบซุ่ม การสังหารจากระยะไกล และทีมชุดเกราะที่แข็งแกร่งกับเมืองแพลตินัม ขณะเดียวกันก็มีการปิดทางเข้าออกรอบๆ เมืองเพื่อตัดขาดแหล่งน้ำ พลังไฟฟ้า และเสบียงด้านในด้วย

สหพันธรัฐ ต้องการทำลายเซเว่นลีฟซึ่งเป็นองค์กรน่ากลัวของเมืองแพลตินัมให้จงได้

..............................................
ทว่าก็ไร้ประโยชน์ แนวปิดกั้นถูกเจาะในวันที่สองทันที พลโทเอเกนลิต้าที่รับผิดชอบการปิดกั้นถูกสังหาร ขณะเดียวกันคนมากกว่าสองพันคนที่อยู่รอบๆ ก็บาดเจ็บล้มตายนับไม่ถ้วนเหมือนกัน

จากนั้นสหพันธรัฐ ก็ได้สั่งการให้กองพลยานเกราะมุ่งหน้าไปยังเมืองแพลตินัมทันที

แต่ไม่รอให้พวกเขาเข้าใกล้ ก็ถูกทีมพิเศษที่องค์กรเซเว่นลีฟส่งออกมาโจมตีจนแตกพ่ายเช่นกัน

แต่ละทีมล้วนมีเกราะจักรพรรดิเป็นผู้นำ จึงมีพลังแข็งแกร่งเหี้ยมหาญ กระสุนปืนใหญ่ของรถหุ้มเกราะที่เทอะทะไม่สามารถตามความเร็วของพวกเขาทัน

หลังจากที่เกิดการสู้รบขนาดต่างๆ เป็นเวลาสิบกว่าวัน สหพันธรัฐ ก็สูญเสียกองพลไปทั้งหมดห้ากองพล กำลังทหารที่ใกล้เคียงกับกองทัพกองหนึ่งเสียคนไปมากกว่าสองหมื่นคน

เนื่องจากสูญเสียอำนาจของชาติอย่างเจ็บปวด ในที่สุดสหพันธรัฐอัลเลนก็ยอมรับความจริงและส่งทูตไปเจรจากับลู่เซิ่ง จนบรรลุข้อตกลงสามสิบเก้าข้อที่น่าเหลือเชื่อที่สุดตั้งแต่ประวัติศาสตร์เคยมีมา

โดยบรรลุข้อตกลงพิเศษที่เมืองแพลตินัมจะตั้งตัวเป็นประเทศ และเฉือนแบ่งนครระดับจังหวัดสามแห่งรวมถึงเมืองระดับมณฑลเก้าแห่งที่อยู่รอบๆ ขณะเดียวกันยังมีการแลกเปลี่ยนสิทธิ์การลงมือที่มีจำนวนจำกัดขององค์กรเซเว่นลีฟแบบมีเงื่อนไขด้วย

โดยเซเว่นลีฟจะออกศึกแทนสหพันธรัฐ ได้สามครั้งภายใต้เงื่อนไขที่ถูกตั้งขึ้นเป็นพิเศษ

สิ่งตอบแทนก็คือ สหพันธรัฐ จะยอมรับตำแหน่งพิเศษของเมืองแพลตินัม และปลดการปิดกั้นทางเศรษฐกิจ รวมถึงชดเชยค่าปฏิกรรมสงครามสิบล้านเทอคอยน์ให้แก่เมืองแพลตินัม

ลู่เซิ่งมีพลังส่วนตัวน่าตื่นตระหนกเกินไป เขาได้แอบเข้าไปยังโถงประชุมสูงสุดของสหพันธรัฐ หลายครั้งในระหว่างช่วงเจรจา ประธานที่ประชุมกับสมาชิผู้แทนคนอื่นๆ ที่เป็นคนธรรมดาไม่อาจต้านทานวิชาจิตบำบัดของเขาได้โดยสิ้นเชิง

ดังนั้นบทสรุปที่แปลกประหลาดที่สุดในประวัติศาสตร์จึงปรากฏขึ้นภายใต้ความตั้งใจของเขา

คือการที่สหพันธรัฐ พ่ายแพ้ในการทำศึกกับเมืองเมืองเดียว มิหนำซ้ำยังยอมจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามอีก

หลังจากลู่เซิ่งจัดการการตั้งตัวเป็นอิสระของเมืองแพลตินัมเสร็จ ก็ได้ใช้เวลาครึ่งเดือนก่อตั้งที่นี่เป็นเมืองหลวงของอาชญากร หรือสวรรค์แห่งความชั่วร้ายที่ไม่เคยมีมาก่อน

ทว่าอาชญากรที่มาที่นี่จะต้องรักษากฎที่เขากำหนดขึ้นทุกคน ผู้ฝ่าฝืน ขอแค่สถานการณ์มีความรุนแรงเล็กน้อย ก็จะถูกสังหารทันที

องค์กรเซเว่นลีฟสร้างหน่วยคุมกฎขึ้น แล้วให้บั๊ครับหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่คุมกฎด้วยตัวเอง ผู้ที่ไม่ยอมทำตามจะโดนจับมัดและถูกส่งไปยังโต๊ะอาหารของเขา

หากฝ่าฝืนกฎหนึ่งครั้ง จะถูกบั๊คกับพวกมารร้ายภายใต้สังกัดของเขาเลือกส่วนหนึ่งของร่างกายมากิน

พอกฎที่โหดเหี้ยมจนน่ากลัวนี้ถูกประกาศออกไป ก็สร้างความโกลาหลปั่นป่วนทันที ถึงแม้จะไม่มีหลักมนุษยธรรม แต่กลับได้ผลไม่เลว

อัตราการก่ออาชญากรรมในเมืองแพลตินัมลดลงถึงเกณฑ์ที่น่ากลัว

หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย และเซเว่นลีฟสามารถดำเนินการทุกอย่างนี้ได้ด้วยตัวเอง ลู่เซิ่งจึงค่อยมีเวลาเริ่มจัดการเรื่องของอวี๋ชา

...

เมืองแพลตินัม

ลู่เซิ่งยืนอยู่ใต้เงาขนาดมหึมาของราชาแห่งความโศกศัลย์ เงยหน้ามองชุดเกราะยักษ์ที่เขาใช้ความพยายามไม่น้อยสร้างขึ้น

อวี่ชายืนอยู่ไม่ไกลออกไป สีหน้าหม่นหมองและจนปัญญาอยู่บ้าง

“ชาชา เธอรู้ไหมว่าฉันเรียกเธอมาทำไม” ลู่เซิ่งเบือนสายตากลับมามองอวี๋ชาที่อยู่ไม่ไกลออกไป

“...เธอจะไล่ฉันไปใช่ไหม” อวี๋ชากล่าวอย่างยากลำบากอยู่บ้าง

เธอรู้ว่าด้วยตำแหน่งและสถานะของจัวหลินในตอนนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีทางต้องตาเด็กสาวธรรมดาๆ อย่างตนอีก

เพียงแต่เธอยังไม่ยอมแพ้ ยังอยากลองดูอีกสักหน่อย

“ฉันจะมอบทรัพย์สินที่มากพอให้เธอใช้จ่ายได้ครึ่งชีวิต” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างราบเรียบ “เธอหาสถานที่สักแห่งแล้วจากไปอย่างไม่ต้องกังวลเถอะ ฉันไม่อยากให้ข่าวในวันพรุ่งนี้ลงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพวกเรา”

อวี๋ชาหลับตา ถึงจะนึกถึงความเป็นไปได้นี้ไว้แล้ว แต่ตอนที่เกิดขึ้นจริงๆ เธอก็ยังรับไม่ได้อยู่ดี

เธอมองลู่เซิ่งที่ยืนอยู่ข้างใต้ชุดเกราะยักษ์ แล้วน้ำตาก็หลั่งออกมาโดยที่อดกลั้นไม่ไหวอีกต่อไป

“ชาชา...มองตาฉัน...” อยู่ๆ ลู่เซิ่งก็เอ่ยเบาๆ

อวี๋ชาถูกเสียงของเขาดึงดูดอย่างไม่อาจควบคุม ก่อนจะค้นพบอย่างงุนงงว่าดวงตาของเขาดึงดูดดวงตาของเธอจนไม่อาจถอนสายตากลับมาได้ดุจแม่เหล็ก

ความทรงจำปลอมมากมายผสมเข้ากับความทรงจำจริงในห้วงสมองของเธอ การดำรงอยู่ของจัวหลินค่อยๆ ถูกลบเลือน สิ่งที่มาแทนที่คือ อวี๋ชาไม่ได้ทำงานใกล้ๆ โรงเรียนแพลตินัมเพื่อคนอื่น แต่เธออยากจะเข้าเรียนเอง ก็เลยเลือกอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยที่เธอชื่นชม

เหตุการณ์ต่างๆ ที่เคยอยู่ร่วมกับจัวหลินสลายไปเพราะถูกจิตใจโน้มนำอย่างรวดเร็ว

ผ่านไปเกือบสิบนาที ลู่เซิ่งก็ค่อยๆ หลับตา

ตึง

อวี๋ชาล้มลงบนพื้น แต่ก็ถูกหนวดจักรกลอีกเส้นหนึ่งประคองเอาไว้ทันที

เธอหลับตาแน่น ลู่เซิ่งได้ใช้วิชาจิตบำบัดฝังความทรงจำปลอมเข้าไปในตัวเธอแล้ว

ภาพของจัวหลินค่อยๆ จางหายไป เธอจะฉวยโอกาสจากไปในตอนที่ยังไม่มีการประกาศใหญ่

การอยู่ร่วมกับหัวหน้าผู้ก่อการร้ายที่น่ากลัวแบบเขาไม่ใช่เรื่องดีสำหรับอวี๋ชา

“พาเธอไปซะ” ลู่เซิ่งสั่ง

ผู้หญิงสวมสูทดำสองคนที่อยู่ไม่ไกลเข้ามาประคองอวี๋ชาออกไป

สำหรับอวี๋ชา เธอจะปิดบังตัวตนและไปยังประเทศอื่นในฐานะผู้หญิงที่ถูกลู่เซิ่งทิ้ง

การทำเช่นนี้จะเป็นการกระจายข่าวต่อโลกภายนอกว่า อวี๋ชาไม่ได้ยึดครองตำแหน่งสำคัญส่วนหนึ่งในใจจัวหลินอีกแล้ว

นี่เป็นการปกป้องเธออย่างหนึ่ง

ลู่เซิ่งใช้สายตาส่งอวี๋ชาจากไป แล้วออกคำสั่งติดต่อกัน ต่อจากนี้คนของประเทศแพลตินัมจะคอยดูแลเธอทั้งในที่ลับและที่แจ้ง

‘ต่อจากนี้ควรจะจัดการที่พักพิงในอนาคตของเซเว่นลีฟได้แล้ว’ ลู่เซิ่งหยิบโทรศัพท์ออกมา ของสิ่งนี้เพิ่งถูกคิดค้นขึ้นบนโลกใบนี้ เพียงแต่มีราคาแพงหูฉี่ แต่ก็ทำให้คนส่วนหนึ่งได้บอกลายุคสมัยของโทรศัพท์มีสายได้อย่างสมบูรณ์แล้ว

“ให้สมาชิกทุกคนมาพบฉัน”

ก่อนจะไป ลู่เซิ่งจะต้องรับประกันว่าขุมกำลังที่ตนสร้างขึ้นจะไม่แตกเป็นเสี่ยงๆ เพราะการจากไปของเขา

สำหรับเมืองแพลตินัม ปัจจัยสำคัญเพียงหนึ่งเดียวในการรักษาราชาแห่งความโศกศัลย์ก็คือพลังผสานที่น่ากลัวถึงขีดสุดของเขา

พลังผสานทำให้เมืองแพลตินัมไม่มีวันพ่าย

แต่ถ้าเขาจากไปเมื่อไหร่ พื้นฐานของทุกอย่างนี้ก็จะแตกเป็นเสี่ยงๆ ทันที

เพียงแต่เป้าหมายของเขาเป็นเพียงการรักษาสักสิบยี่สิบปี รูปแบบของเมืองแพลตินัมไม่อาจคงอยู่ตลอดกาล ขอแค่รักษาไปจนถึงตอนที่เขาจากไปก็พอ

จัวหลินไม่มีความตั้งใจด้านนี้ในผลกรรม นี่เป็นแค่ความยึดติดของลู่เซิ่งต่อองค์กรที่เขาได้ใช้ความพยายามมากมายสร้างขึ้นมาเท่านั้น

‘ใช้การสะกดจิตก็แล้วกัน...ถึงจะไม่รู้ว่าทนได้นานขนาดไหน แต่ได้เท่าไหร่ก็ต้องเอาเท่านั้นแล้ว’

เมืองแพลตินัมในปัจจุบันได้ดึงดูดอาชญากรผู้ก่อการร้ายจำนวนนับไม่ถ้วนทั่วโลกเข้ามาหา ในนี้มีหัวหน้าขุนศึก เจ้าพ่อยาเสพติด และแก๊งมาเฟียที่มีอำนาจยิ่งใหญ่อยู่ด้วย

ถ้าหากรวมขุมกำลังพวกนี้เป็นหนึ่ง ต่อให้เป็นสหพันธรัฐอัลเลนก็ไม่อาจมองข้ามกองกำลังอันน่าสะพรึงที่จะกระจายไปทั่วโลกชนิดนี้ได้

การเลือกขุมกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดมาปกครองเมืองแพลตินัมร่วมกับเซเว่นลีฟ อาจจะเป็นวิธีที่ดีก็ได้

ส่วนปัญหาที่ว่าจะแก้ไขความภักดีของขุมกำลังเหล่านี้อย่างไร

ลู่เซิ่งคิดจะแก้ไขในโถงประชุมเซเว่นลีฟต่อจากนี้ การสะกดจิตมีทักษะหนึ่งชื่อว่าบอกใบ้ ถ้าหากเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่การบอกใบ้ซ้ำๆ ประสิทธิผลของมันจะคงอยู่ได้หลายปีมาก

นี่เป็นเรื่องที่เขาคิดทำต่อจากนี้

...

ต้าอิน วังมารสำนักมารกำเนิด

ฟ้าว!

ลู่เซิ่งพุ่งออกมาจากในรอยแตกสีเทา แล้วทิ้งตัวลงบนพื้นค่ายกล เพิ่งจะตั้งหลักได้ ก็มีเสียงสลายตัวดังพรึ่บๆ มาจากด้านหลัง

รอยแตกสีเทาสสลายไปในทันทีที่เขาพุ่งออกมา

ลู่เซิ่งคลุมร่างด้วยเกราะเกล็ดสีดำสนิท เสื้อผ้าบนร่างหลักสูญสลายไปเพราะกระบวนการข้ามมิติ

‘นึกไม่ถึงว่าจะเจอสายธารเวลาเข้า...กายเนื้อของจัวหลินสลายไปซะแล้ว น่าเสียดาย...แต่การหลอมรวมจิตวิญญาณสำเร็จด้วยดี ครั้งนี้นับว่าประสบความสำเร็จแล้ว’

ลู่เซิ่งสะบัดหางยาวที่เป็นหนามแหลมเหมือนกับเลื่อย พร้อมกับเหยียบย่ำลวดลายค่ายกลไปถึงมุมกำแพง ก่อนจะเปิดช่องลับและหยิบเสื้อผ้าชุดหนึ่งออกมาสวมใส่

เขาดูอุปกรณ์บอกเวลาในช่องลับ นี่เป็นอุปกรณ์บอกเวลาอย่างง่ายที่เขาสร้างและปรับปรุงขึ้นมาจากหลักการของนาฬิกาทราย เป็นเพราะสิ่งที่ใช้คือปราณมารกับลวดลายค่ายกล ดังนั้นระดับความแม่นยำจึงใกล้เคียงกับนาฬิกาดิจิตอลในโลกใบเดิม

‘อย่างที่คิดไว้เลย ใช้เวลาไปแค่หนึ่งวันเท่านั้น’ ลู่เซิ่งปิดช่องลับ คืนกลับร่างมนุษย์ แล้วเดินออกจากตำหนักวิจัย

ครืนๆ...

ประตูศิลาที่หนักอึ้งค่อยๆ เคลื่อนออก ศิษย์ที่เฝ้าอยู่ด้านนอกรีบคุกเข่าแสดงความเคารพ

“คารวะเจ้าสำนัก!”

“ตอนข้ากักตนมีใครมาหาหรือไม่”

“ฮูหยินมาครั้งหนึ่งขอรับ นอกจากนั้นตัวแทนเจ้าสำนักคุณหนูตวนมู่หว่านก็มาด้วยเช่นกัน แต่ไม่ได้บอกว่ามีเรื่องใหญ่อะไร” ศิษย์เฝ้ายามคนนี้เป็นคนใกล้ชิดของตวนมู่หว่าน ความจริงประโยชน์หลักๆ ไม่ใช่การปกป้องตำหนักวิจัย หากรับหน้าที่เป็นคนฝากคำพูดซึ่งคอยเก็บข้อมูลหลังจากคนอื่นๆ มาถึง จากนั้นค่อยดำเนินการรายงาน

ลู่เซิ่งพยักหน้า แล้วมุ่งหน้าไปยังตำหนักประชุมเพื่อตรวจสอบข้อมูลข่าวสารที่ส่งมาในหนึ่งวัน

อีกครึ่งเดือน มุขนายกประจำเขตของโลกแห่งความเจ็บปวดจะเรียกพบเขา มุขนายกประจำเขตมีพลังขนาดไหนกันแน่ เขาไม่อาจทราบได้

หากแยกแยะจากพลังของสือจื้อซิงเพียงอย่างเดียว ตัวสือจื้อซิงคือระดับเจ้าแห่งอาวุธ มุขนายกประจำเขตอยู่เหนือกว่าเขา และเป็นระดับบนที่เขาสังกัด

ตามกฎเกณฑ์ในโลกแห่งความเจ็บปวดหรือพันธมิตรทมิฬ ผู้อยู่ตำแหน่งสูงๆ มักจะมีพลังในระดับเดียวกันด้วย

ดังนั้นมุขนายกประจำเขตจะต้องมีพลังเหนือกว่าสือจื้อซิงแน่

ลู่เซิ่งที่นั่งอยู่บนตำแหน่งประธานของตำหนักประชุม เริ่มวิเคราะห์พลังหลังจากเลื่อนระดับเป็นเจ้าแห่งอาวุธอย่างละเอียด

‘สมมติว่ากำหนดให้การเลื่อนระดับแบบปกติของเจ้าแห่งอาวุธใช้เวลาพันปี เจ้าแห่งอาวุธที่ตอนนี้มีอายุขัยมากกว่าสองพันปีดูเหมือนจะมีแค่ไม่กี่คน เจ้าแห่งอาวุธของต้าอินดูเหมือนจะมีแค่เจ้าแห่งอาวุธหยินสุดขั้วเท่านั้นที่มีบันทึกการเลื่อนระดับมากกว่าพันปี’

เขาไล้นิ้วบนที่ทับกระดาษหยกสีดำสนิทที่วางอยู่บนโต๊ะ

‘ถ้าการจุติไปยังโลกสักโลกหนึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามสิบปีถึงจะสำเร็จ เมื่อลองคำนวณการไหลของเวลาดู เจ้าแห่งอาวุธคนหนึ่งจะต้องมีชีวิตอยู่หนึ่งร้อยปีอย่างปลอดภัยหลังเลื่อนระดับถึงจะมีโอกาสเจอโลกหนึ่งถึงสามใบได้ ถ้าคำนวณแบบนี้ ก็จะคำนวณขีดจำกัดด้านพลังจิตวิญญาณของเจ้าแห่งอาวุธจำนวนไม่น้อยได้อย่างคร่าวๆ เช่นเจ้าแห่งอาวุธประกายขั้วโลกของสำนักพันอาทิตย์เพิ่งรับตำแหน่งหลังเลื่อนระดับได้ไม่เกินสี่ร้อยปีเท่านั้น เวลาสี่ร้อยปีอย่างมากสุดก็ไปในโลกต่างๆ ได้ไม่เกินสิบสองใบ ผสานตัวตนได้ไม่เกินสิบสองตัวตน’

‘แต่โลกบางโลกอย่างโลกหมาป่าราตรีเหมันต์ หากคิดจะฝึกฝนถึงระดับกึ่งเทพ ถ้าไม่ใช้เวลาหลายร้อยปีก็อย่าคิดฝันถึง และถ้าเกิดพบกับตัวตนที่ผลกรรมเยอะจนน่ากลัว คิดจะสะสางให้สำเร็จจะต้องเสียเวลาไม่น้อย เวลาหนึ่งร้อยปีจะสะสางได้หรือไม่ก็ยังไม่แน่...’

ลู่เซิ่งเปรียบเทียบกับตัวเองดู หากยึดตามจำนวนของโลกที่ผ่านมาเพียงอย่างเดียว แม้จะเทียบกับประกายขั้วโลกที่เป็นเจ้าแห่งอาวุธที่หนุ่มที่สุด เขากับอีกฝ่ายก็ยังแตกต่างกันมากอยู่ดี

แต่หากดูจากพลังร่างแยกของราชาอริยะที่หนึ่ง พลังในหมู่เจ้าแห่งอาวุธของเขาก็ถือว่าไม่เลวแล้วเช่นกัน ไม่ถือว่าอ่อนแอ

‘ดีปบลูลดระยะเวลาฟื้นฟูพลังหลังจากการจุติของเราได้อย่างใหญ่หลวง นอกจากนี้อัตราสำเร็จก็ยังเพิ่มขึ้นมากด้วย มิหนำซ้ำพวกเขาเองก็ไม่สามารถทุ่มเทกับการจุติได้โดยสมบูรณ์เพราะต้องดูแลภารกิจต่างๆ ในต้าอินอีก แถมการจุติไปยังโลกแต่ละใบของพวกเขายังไม่อาจรับประกันได้ว่าจะสามารถสะสางผลกรรมได้โดยสมบูรณ์ด้วย แต่เราแตกต่างออกไป โลกทุกใบของเราแทบจะรับประกันอัตราความสำเร็จได้เต็มร้อย พอดีเลย ตอนนี้มาดูผลลัพธ์หลังจากการจุติครั้งนี้หน่อยดีกว่า’

เขาฉุกใจได้ จึงอ้าปากและค่อยๆ แลบลิ้นเรียวแหลมออกมา ก่อนจะค่อยๆ แผ่ลิ้นออก ด้านในม้วนพันชิ้นส่วนสีทองขาวชิ้นหนึ่งเอาไว้

..............................................
ผิวของก้อนทองขาวเรืองแสงอ่อนๆ ตลอดเวลา ดูเหมือนกับโลหะพิเศษบางชนิด

‘นี่คือทองขาวนอกดาว เป็นโลหะแกนกลางที่ใช้สร้างราชาแห่งแสงสว่าง’ ลู่เซิ่งคีบมันเอาไว้ในมือพลางพินิจพิจารณา

‘มันสามารถเชื่อมต่อพลังผสานของคนหลายร้อยคนเข้าด้วยกันจนกลายเป็นองค์ประกอบรวมหลังจากเปลี่ยนให้เป็นของเหลวได้ ไม่ธรรมดาจริงๆ’

สำหรับเขา ความจริงพลังผสานเป็นพลังจิตวิญญาณส่วนหนึ่ง หรือหมายความว่า มันเชื่อมต่อส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณของสิ่งมีชีวิตจำนวนมากเข้าด้วยกันจนกลายเป็นองค์ประกอบรวมที่ยิ่งใหญ่ไพศาลได้

เรื่องนี้ไม่มีอักขระค่ายกลหรือเทวลักษณ์คอยช่วยเหลือ เพียงอาศัยแค่วัตถุดิบเท่านั้น

‘ยังนึกไม่ออกว่าจะเอามาใช้ยังไง เก็บไว้ก่อนก็แล้วกัน’ ลู่เซิ่งเก็บทองขาวนอกดวงดาวเอาไว้ จากนั้นก็เริ่มตรวจสอบการยกระดับพลังจิตวิญญาณที่ได้รับจากโลกชุดเกราะในครั้งนี้

เขาใช้ความคิด ตรงหน้าพลันมืดสนิท เข้าสู่โลกมารจิตในพริบตา

...

ซากปรักหักพังสีดำและเศษหินกองเต็มพื้น จันทร์เสี้ยวสีขาวบริสุทธิ์ดวงหนึ่งลอยกลับด้านบนท้องฟ้า

ลู่เซิ่งลอยอยู่กลางอากาศ มองดูตึกพักอาศัยในเขตเล็กๆ ที่กลายเป็นซากปรักหักพังด้านล่างพร้อมกับคิดใคร่ครวญ

ครู่ต่อมา เขาก็ทิ้งตัวลงพื้นเบาๆ แล้วชี้ซากกำแพงบนพื้น

ซู่...

ศพบุรุษที่สีหน้าซีดขาวพลันปรากฏด้านหน้าเขา เป็นศพของเขาเอง

ลู่เซิ่งจ้องมองศพของตัวเองพักหนึ่ง จากนั้นก็ชี้ไปอีกทาง

ซู่...

ศพมากมายโผล่ขึ้นมา บ้างก็เป็นสตรี บ้างก็เป็นบุรุษ บ้างก็เป็นชายชรา ไม่นาน ศพจำนวนนับไม่ถ้วนก็กองอยู่เต็มซากปรักหักพังรอบๆ

ศพพวกนี้ส่วนใหญ่แล้วเป็นเผ่ามาร ศพกองรวมกันจนแทบกลายเป็นภูเขาลูกย่อมๆ ซึ่งกำลังเพิ่มจำนวนและสูงขึ้นเรื่อยๆ

ลู่เซิ่งลดมือลงพร้อมกับเดินไปท่ามกลางซากศพ ไม่ทราบเดินอยู่นานเท่าไหร่ เขาพลันชะงักฝีเท้า ด้านหน้ามาถึงจุดสิ้นสุดของโลกมารจิตแล้ว รอบนอกเป็นเงาดำมืดสลัวที่แผ่ขยายไปยังส่วนลึกที่มองไม่เห็น

‘ขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิม โลกใบนี้...กำลังขยายตัวตามจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งขึ้นของเรางั้นเหรอ โลกใบนี้ แทนที่จะบอกว่าเป็นโลกของเรา ควรบอกว่าเป็นโลกที่เกิดขึ้นเพราะเราดีกว่า มันไม่ใช่ของเรา แต่เกิดขึ้นจากตัวเรา’

ลู่เซิ่งพลันกระจ่างแจ้ง

ซ่า...

อยู่ๆ ฝนเม็ดเล็กๆ ก็โปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า

ลู่เซิ่งรู้สึกได้ถึงคลื่นที่คุ้นเคย จึงรีบเงยหน้าขึ้นมอง

ชั้นเมฆแผ่นหนาค่อยๆ เคลื่อนไหวในท้องฟ้ายามราตรี และสาดฝนจำนวนมากที่เหมือนกับปุยนุ่นลงมา

‘เราครอบครองความอัศจรรย์ของน้ำอยู่ส่วนหนึ่ง ท้องฟ้าก็เลยมีฝนตกเหรอ’ ความเข้าใจของลู่เซิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

เขามองศพที่เหลืออีกรอบ

‘ในเมื่อความเข้าใจที่เรามีต่อน้ำกลายเป็นฝน หรือว่าความเข้าใจที่เรามีต่อไฟหยินจะเป็นศพพวกนี้โดยธรรมชาติ’

เขาสงสัยขึ้นเป็นครั้งแรก สิ่งที่มีเยอะที่สุดในนี้คือศพ และสิ่งที่เขาเข้าใจปรุโปร่งที่สุดก็คือไฟหยิน ในฐานะแกนกลางของขอบเขตปฐมภพ ไฟหยินเป็นพลังงานที่เขาย้อนรอยไปถึงธรรมชาติและต้นกำเนิด

พลังงานชนิดนี้ แม้แต่การเต้นของอนุภาคทุกอนุภาค เขาก็ยังควบคุมได้อย่างง่ายดายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก

‘บางทีเราอาจมองข้ามจุดหนึ่งมาโดยตลอด นั่นก็คือธรรมชาติของไฟหยินคืออะไรกันแน่ มันถือกำเนิดมาจากไหนกันแน่’ ลู่เซิ่งเกิดคำถาม บางทีศพพวกนี้อาจเป็นจุดสำคัญที่ทำให้เขาหาคำตอบของคำถามเจอก็ได้

ต่อจากนั้นเขาก็ย้ายตำแหน่งติดต่อกัน ไม่นานก็เข้าใจขนาดอย่างเป็นรูปธรรมของโลกมารจิตในปัจจุบัน โลกมารจิตในตอนนี้ดูท่าทางจะใหญ่ขึ้นเป็นสองเท่าของก่อนหน้านี้

ซึ่งสะท้อนถึงระดับการเพิ่มพลังอย่างบ้าคลั่งของจิตวิญญาณในเวลานี้

‘ดูจากตอนนี้ เกรงว่าอัตราการสะสางผลกรรมของเจ้าแห่งอาวุธคนอื่นๆ จะต่ำกว่าเรามาก การที่ร่างแยกของราชาอริยะที่หนึ่งถูกเราฆ่าตายได้ คงเป็นเพราะผลกรรมที่เขาสะสางได้จริงๆ มีไม่เยอะเท่าไหร่’

ลู่เซิ่งใช้ความคิดเพื่อถอยออกมาจากโลกมารจิตอีกรอบ ก่อนจะกลับถึงวังมาร

‘ต้องไปหาสือจื้อซิงเพื่อทำความเข้าใจว่ามุขนายกประจำเขตมีพลังขนาดไหนสักรอบแล้ว ไม่อย่างนั้นเกิดคำนวณผิดพลาดขึ้นมาล่ะก็...’

เขาจัดระเบียบอุปกรณ์บนตัวอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ตรวจสอบความสามารถที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริงของตนเองในตอนนี้

‘ไพ่ตายที่เราใช้ได้ในตอนนี้ อย่างแรกคือราตรีเหมันต์คำรามในร่างหมาป่ามารร้อยเศียร อย่างที่สอง คือคร่าวิญญาณ อานุภาพเทพ และทำลายดวงดาว วิชาดาบที่แก่นหยางสร้างขึ้นเมื่อก่อนหน้านี้ อย่างที่สาม คือพลังของเทวลักษณ์ สิ่งที่ควบคุมได้โดยสมบูรณ์คือเทวลักษณ์วารีลี้ลับกับเกล็ดหิมะ อย่างอื่นเพียงแค่เข้าใจนิดหน่อย ไม่ได้เข้าใจปรุโปร่ง เทวลักษณ์วารีลี้ลับเพียงอย่างเดียวสามารถสร้างดวงตาแห่งเก๋อซังน่าได้ การรวมกลุ่มของพลังชนิดนี้ดูเหมือนจะแสดงความน่าอัศจรรย์ได้ไม่น้อย จำเป็นต้องศึกษาต่อไป อย่างที่สี่คือกลืนสมุทร วิชาการทำลายในอาณาเขตใหญ่ที่ใช้วิชาความสามารถที่หลงเหลือจากโลกพลังวิญญาณกระตุ้น อย่างที่ห้า สุดท้ายคือสภาพหยางโชติช่วงและสภาพสมบูรณ์ของร่างหลัก นี่เป็นสภาพที่แข็งแกร่งที่สุด สามารถแสดงพลังทางกายเนื้อทั้งหมดของเราได้’

ลู่เซิ่งจัดระเบียบอย่างชัดเจน

‘ไพ่ตายพวกนี้ ถ้าตัดกลืนสมุทรออกไป ที่เหลือล้วนเป็นไพ่ตายที่ใช้เดี่ยวๆ ไม่สร้างภาระให้แก่ร่างหลัก ถ้าจัดการไม่ได้จริงๆ ถึงค่อยจะเป็นเวลาที่ต้องใช้การหยุดเวลาและโลกมารจิต’

ความสามารถพวกนี้ดูเหมือนเยอะ แต่ความจริงยังขาดท่าไม้ตายที่จะเป็นสิ่งสำคัญในการตัดสินผลแพ้ชนะในระดับเดียวกัน

ลู่เซิ่งใคร่ครวญ แล้วพยายามผสานไพ่ตายที่ผสานกันได้เข้าด้วยกันเพื่อดูว่าจะเพิ่มอานุภาพได้หรือไม่

ไตร่ตรองอยู่สักพัก เขาก็นึกวิธีหนึ่งได้จากสภาพในตอนใช้ร่างหลักสมบูรณ์ของเขา

‘บางทีอาจจะทำแบบนี้ได้...’

...

โลกแห่งความเจ็บปวด เมืองอักขระทมิฬ

บนเมืองเล็กที่อึมครึมทรุดโทรม ลู่เซิ่งซึ่งพันผ้าคลุมสีดำไว้อย่างแน่นหนาและปิดบังใบหน้าไว้ในผ้าสีดำ เร่งฝีเท้าเดินไปตามถนนสายหลักเพื่อไปยังอารามใบไม้ไหวในเมือง

เมื่อครู่เขาไปยังตึกสำนักงานของสือจื้อซิงเมื่อก่อนหน้านี้มา ด้านในว่างเปล่าไม่เหลือใครสักคน แสดงให้เห็นว่ากลับเขตลัทธิที่เก้ากันหมดแล้ว

สือจิ้งซิงบอกเขาไว้นานแล้วว่า ตนใกล้จะต้องกลับเขตลัทธิหลักแล้ว นึกไม่ถึงว่าเที่ยวนี้จะไม่ได้เจอหน้ากันอีก

เมื่อไม่เจอคน ลู่เซิ่งได้แต่มุ่งหน้าไปหาเฮยจินที่อารามใบไม้ไหวด้วยความลังเล นี่เป็นเจ้านายคนที่สองที่เขาเตรียมสวามิภักดิ์

เฮยจินหาเมืองประกายนครซึ่งเป็นเมืองเล็กแห้งแล้งที่อยู่ใกล้ๆ ตามคำแนะนำของเขา และตอนนี้สิ่งก่อสร้างพื้นฐานในเมืองก็ได้ดำเนินตามครรลองที่ถูกต้องแล้ว

เขาได้สร้างผลงานใหญ่ ดังนั้นแม้แต่เฮยจินก็ยังแสดงท่าทีเป็นมิตรอย่างยิ่งกับเขา แม้จะไม่นับว่าสนิทชิดเชื้อ แต่อย่างน้อยก็นับเป็นคนแปลกหน้าไม่ได้อีกแล้ว

ลู่เซิ่งยืนอยู่ด้านนอกอารามใบไม้ไหวและมองเข้าไปด้านใน

ผมสีดำที่เหมือนกับสาหร่ายกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในบ่อน้ำขนาดยักษ์ด้านในอารามอย่างช้าๆ ผมดำค่อยๆ ยกขึ้น จากนั้นสานทอกลายเป็นร่างสตรีเปลือยเปล่าอย่างรวดเร็ว ดูจากรูปร่างและเงาหลัง ไม่นึกว่าจะเป็นเฮยจินผู้เป็นเจ้าของที่นี่

“เข้ามาเถอะ” เฮยจินหันหน้าไปมองลู่เซิ่งที่อยู่นอกอาราม

ลู่เซิ่งก้าวเท้าเข้าอารามโดยไม่พูดอะไรสักคำ ไม่เจอกันมาระยะหนึ่ง ในวังเต็มไปด้วยเส้นผมสีดำ ดูแปลกประหลาดและน่าขนลุกกว่าเดิม

“ช่วงก่อนหน้านี้มีปัญหาเกิดขึ้นตอนผู้ใช้วิชาชั่วร้ายที่ข้ารับสมัครเข้ามาเก็บอาวุธเทพ พอไม่มีเจ้าคอยช่วยเหลือดูแล ก็เกิดปัญหาได้ง่ายๆ อย่างที่คิดไว้” เฮยจินกล่าวอย่างจนใจเล็กน้อย

“นอกจากนี้ ข้าก็ได้ยินเรื่องของเจ้ามาแล้วเช่นกัน ไม่ว่าเจ้าซ่อนความลับอะไรไว้ ควรจะซ่อนไว้ให้ดีก่อนที่มุขนายกประจำเขตจะมาถึงดีกว่า จะจัดการทิ้งหรือรายงานเบื้องบนก็ได้ ไม่อย่างนั้น...ผลที่ตามมาจะร้ายแรงมาก” เฮยจินกำชับเขาด้วยความปรารถนาดีอย่างหาได้ยาก

“ท่านรู้แล้วหรือ” ลู่เซิ่งงงงัน

“เจ้ายกระดับได้เร็วเกินไป เร็วจนข้าตกใจ เพิ่งผ่านไปไม่กี่ปี เจ้าก็มาถึงระดับเจ้าแห่งอาวุธแล้ว” เฮยจินค่อยๆ ออกจากบ่อน้ำ ท่อนขาขาวผ่องเรียวยาว เหยียบลงบนอิฐข้างบ่อน้ำ ผมยาวที่เหมือนกับสาหร่ายห้อยลงมาปกคลุมหน้าอกและจุดลับระหว่างสองขา แต่ไม่ได้ปิดบังส่วนอื่น

“แต่เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องส่วนตัวของเจ้า ข้าไม่สนใจ ข้าเพียงกังวลว่าเกิดเจ้าตายไป ข้าจะหาคนมีความสามารถที่ดีกว่าเจ้ามาช่วยข้าดูแลเมืองไม่ได้เท่านั้น” เฮยจินเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย

สีหน้าของนางเหมือนเรียบเฉยยิ่ง ความปรารถนาใดๆ ก็จืดจางเหมือนกัน คล้ายกับเพียงเกิดความสนใจเล็กน้อยต่อการสร้างเมืองใหม่เท่านั้น

“อย่างนั้นท่านสามารถให้คำแนะนำแก่ข้าได้หรือไม่ เกี่ยวกับมุขนายกประจำเขต” ลู่เซิ่งถามอย่างนอบน้อมมีมารยาท

ผมสีดำจำนวนมากบนร่างเฮยจินประสานกันกลายเป็นกระโปรงลำลองสีดำที่งามประณีต

“มุขนายกประจำเขตหรือ...” นางโบกนิ้ว จากนั้นด้านหลังลู่เซิ่งกับด้านหลังตัวนางก็มีเส้นผมสีดำจำนวนมากลอยขึ้นมาเกี่ยวกันกลายเป็นเก้าอี้พิงหลังสองตัวเพื่อให้คนทั้งสองนั่งลงพักขา

“ไนติงเกลเป็นคนใจดำ อิจฉาริษยาคนมีความสามารถ แถมยังเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไป ที่สามารถเป็นมุขนายกประจำเขตได้ นอกจากเบื้องหลังของตระกูลในระดับหนึ่งแล้ว ยังเป็นเพราะพรสวรรค์และพลังเหนือธรรมดาของตัวเขาเองด้วย”

“หมายความว่า ถ้าเกิดเจอหน้า ข้าจะไม่มีโอกาสได้แก้ตัวเลยงั้นหรือ” ลู่เซิ่งขมวดคิ้วกล่าว

“นอกจากงอมือให้จับ ข้าก็ไม่คิดว่าเจ้าสามารถหนีการไล่ล่าของเขาได้ ไม่ว่าเจ้าจะหนีไปไกลขนาดไหน รอยตราแห่งความเจ็บปวดก็จะจับตัวเจ้ากลับมาคุมขังได้อยู่ดี” เฮยจินเอ่ยอย่างราบเรียบ “ต่อให้เจ้าไปโลกด้านนอก นอกเสียจากว่าเจ้าจะไม่กลับมาตลอดกาล ไม่อย่างนั้นขอแค่ไปถึงต้าอิน ก็จะถูกลากเข้าสู่โลกแห่งความเจ็บปวดและถูกจับไปตัดสินความผิดในพริบตา”

“มีวิธีการแก้ไขหรือไม่” ลู่เซิ่งถามเสียงทุ้ม “พลังของมุขนายกประจำเขตเป็นอย่างไร”

“เหนือกว่าระดับชูศัสตรา เป็นผู้เข้มแข็งระดับลวงตา ถ้าหากเจ้าคิดใช้พลังยุทธ์ต่อต้านล่ะก็ ควรจะวางแผนแบบเลวร้ายที่สุดที่อาจจะกลายเป็นทาสของเขาตลอดกาลไว้ด้วย เกิดว่าแพ้ในการต่อสู้กับผู้เข้มแข็งระดับลวงตา นอกจากจะตายแล้ว เจ้ายังจะต้องกลายเป็นทาสของอีกฝ่าย จิตวิญญาณถูกทรมานไปชั่วกัปชั่วกัลป์” เฮยจินเอ่ยอย่างเรียบเฉย

“ระดับลวงตา...นี่คือระดับอะไรกัน” ลู่เซิ่งพลันหนักใจ ถามเสียงทุ้ม

เฮยจินมองเขาอย่างแปลกใจ “ชูศัสตราเป็นการหลอมจิตวิญญาณของตัวเองถึงขีดสูงสุด ต่อจากนั้นก็ใช้มันเป็นแกนกลางในการควบคุมโลกรูปจิตเพื่อดึงดูดสรรพสิ่งและสรรพสัตว์ จากนั้นก็เลียนแบบและสร้างโลกต่างๆ ขึ้นมา นี่ก็คือระดับลวงตา เป็นระดับก่อนถึงมายาพิศวง”

“ดูดซับสรรพสิ่งและสรรพสัตว์...” ลู่เซิ่งขมวดคิ้ว “แต่ข้าไม่เคยได้ยินว่ามีสิ่งมีชีวิติชนิดใดถูกดูดซับเป็นจำนวนมากตอนอยู่ในต้าอินมาก่อน...”

“แน่นอนว่าไม่ได้ทำในเขตของตัวเอง” เฮยจินกล่าวอย่างมีเหตุมีผล “เรื่องแบบนี้ย่อมต้องไปยังโลกด้านนอก เรื่องเหล่านี้ยังเร็วไปสำหรับเจ้า ไม่จำเป็นต้องทำความเข้าใจหรอก เจ้าเพียงต้องรู้ว่า พลังของผู้เข้มแข็งระดับลวงตาลากเจ้าเข้าโลกรูปจิตได้ในพริบตา พวกเขามีอายุขัยยาวนานมาก ต่อให้เป็นผู้เข้มแข็งระดับลวงตาที่เด็กที่สุด อายุก็ปาไปมากกว่าหมื่นปีแล้ว ดังนั้นเจ้าจึงไม่สามารถใช้พลังของตัวเองเอาชนะอีกฝ่ายได้”

“อย่างนั้นหรือ...” ลู่เซิ่งหยีตา หากแต่ไม่ได้พูดอะไร

“แน่นอน ถ้าหากเจ้าอยากสวามิภักดิ์กับข้า ข้าจะพิจารณาขอความเมตตาให้เจ้าเพื่อหลีกเลี่ยงการลงโทษ ขอแค่เจ้ามอบความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเจ้าให้ก็พอ นี่เป็นสิ่งที่ไม่ว่าทำอย่างไรเจ้าก็ปกปิดไว้ไม่ได้” เฮยจินเอ่ยอย่างราบเรียบ “เจ้าเองก็อย่านึกว่าไนติงเกลจะฮุบไว้คนเดียว ต่อให้เป็นข้า ก็เกรงว่าจะไม่มีสิทธิ์เก็บไว้เช่นกัน เจ้าดึงดูดความสนใจของระดับบนเข้าแล้ว บริวารของสันตะปาปาแห่งความมืดมน ซึ่งเป็นเจ้าของป่าแห่งความมืดครึ้มได้จับตาดูเจ้าแล้ว”

“สันตะปาปาแห่งความมืดมน...นั่นเป็นการดำรงอยู่แบบไหนกัน” ลู่เซิ่งสังหรณ์ใจไม่ดีบ้างแล้ว

..............................................
“มารดาแห่งความเจ็บปวดมีสันตะปาปาสามองค์อยู่ใต้อาณัติ พวกเขาแบ่งกันปกครองระบบนิกายสามระบบ พวกเราอยู่ในขอบเขตการดูแลของสันตะปาปาแห่งความมืดมน พระองค์เป็นสันตะปาปาที่เคลื่อนไหวมากที่สุดตลอดเวลาหลายหมื่นปี เป็นผู้ยิ่งใหญ่ระดับมายาพิศวง และเป็นตัวตนที่ทำลายดาวเคราะห์ได้” เฮยจินเอ่ยอย่างเย็นชาโดยจงใจทำเป็นเรียบเฉย

ลู่เซิ่งสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าน้ำเสียงที่เธอใช้ตอนพูดถึงผู้ยิ่งใหญ่คนนี้มีการสั่นไหวของอารมณ์ที่รุนแรงมาก แตกต่างจากคนอื่นๆ

“ยังเหลือเวลาอีกสิบกว่าวัน เจ้ากลับไปคิดให้ดีก่อนค่อยมาหาข้าก็ได้ ไม่ต้องไปหาสือจื้อซิงแล้ว เขาจงใจจากไปโดยไม่แจ้งเจ้าก็เพื่อหนีปัญหา ขุมกำลังเบื้องหลังเขาไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมการแลกเปลี่ยนในครั้งนี้” เฮยจินบอกเป็นครั้งสุดท้าย “เอาล่ะ กลับไปเถอะ หากคิดได้แล้วจงมาที่นี่อีกรอบ”

“เข้าใจแล้วขอรับ...” ลู่เซิ่งพยักหน้า ก่อนจะหมุนตัวจากไป

ถึงแม้จะสัมผัสไม่ได้อย่างชัดเจนนัก แต่เขาก็รู้สึกได้ว่ารอบๆ มีสายตากำลังจับจ้องเขาอยู่

หลังออกจากอารามใบไม้ไหว เขาหันกลับไปมองอารามที่ล้ำลึกมืดมัวอีกรอบหนึ่ง จากนั้นร่างกายก็ค่อยๆ หลุดออกจากโลกแห่งความเจ็บปวด

‘โลกแห่งความเจ็บปวดมีพลังแข็งแกร่งเกินไป แค่มุขนายกประจำเขตก็มีพลังเหนือกว่าเจ้าแห่งอาวุธแล้ว ขนาดนั้นแล้วยังมีผู้เข้มแข็งคนอื่นๆ ที่อยู่สูงกว่าอีก แค่มายาพิศวงก็มีไม่ต่ำกว่าหนึ่งคนแล้ว...อาศัยพลังโดยพื้นผิวของต้าอินกับพิภพมาร ไม่สามารถต้านทานได้โดยสิ้นเชิง’

‘หมายความว่า...พวกเขาเพียงแค่กำลัง...รอคอยให้โลกเบื้องล่างเติบโตขึ้นเหมือนกับปล่อยให้สัตว์เล็มหญ้า จากนั้นหลังผ่านไปสักระยะหนึ่งจึงค่อยมาเก็บเกี่ยวหรือ’ ลู่เซิ่งมีการคาดเดาในใจแล้ว

ชายชราจากสำนักนทีครามได้บอกเขาให้รู้ว่า เขตดวงดาวแถบนี้อยู่ในการปกครองของมารดาแห่งความเจ็บปวด

หรือหมายความว่า การป้องกันการรุกรานจากโลกแห่งความเจ็บปวดของเจ้าแห่งอาวุธกับจักรพรรดิมารเป็นแค่ภาพลวงตาเท่านั้น...

‘โหดเหี้ยมจริงๆ...’

เขาหลุดออกจากโลกแห่งความเจ็บปวด ตอนที่ได้สติกลับมา ก็กลับมาถึงในวังมารของตนแล้ว

ลู่เซิ่งที่นั่งขัดสมาธิอยู่ในวังใคร่ครวญอย่างต่อเนื่องว่าจะหนีจากสภาพจนตรอกในตอนนี้อย่างไรดี

ผู้เข้มแข็งระดับลวงตา แค่ระดับก็เหนือกว่าเจ้าแห่งอาวุธแล้ว เขาถึงขั้นไม่อาจสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายเป็นตัวตนระดับใด

‘ต้องรีบปรึกษากับเจ้าแห่งอาวุธประกายขั้วโลกให้เร็วที่สุดเสียแล้ว ข้อความของเราคงจะส่งถึงมือประกายขั้วโลกแล้วล่ะมั้ง จากนี้รอดูว่าเขาจะตอบสนองอย่างไร’

สำนักมารกำเนิดขัดแย้งกับสำนักอริยะที่หนึ่ง สุดท้ายก็จบลงด้วยการได้รับชัยชนะในพื้นที่เล็กๆ ของสำนักมารกำเนิด เรื่องนี้อยู่เหนือจินตนาการของคนทุกคน

ภาพลักษณ์ของลู่เซิ่งพุ่งทยานเป็นเส้นตรงจากอริยะเจ้าถึงระดับเดียวกับพวกเจ้าแห่งอาวุธบรรพบุรุษของสามสำนักและสามตระกูลอย่างรวดเร็ว

แต่กลับไม่มีใครรู้ว่า ลู่เซิ่งที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้กำลังเผชิญกับความเป็นความตายที่ยุ่งยากถึงขีดสุดอยู่

เวลาไม่คอยคน ลู่เซิ่งไปสำนักพันอาทิตย์อีกรอบ โดยไม่ได้รอคำตอบของประกายขั้วโลก จากนั้นก็ได้แต่กลับตำหนักวิจัยแล้วเตรียมการจุติครั้งต่อไปเพื่อไม่ให้เวลาเสียไปอย่างสูญเปล่า

เขาจะต้องจุติเพื่อเพิ่มพลังให้เร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นเมื่อถึงเวลาเกรงว่าจะกลายเป็นเป้า จนยากตัดสินความเป็นความตาย

ลู่เซิ่งไม่คิดว่าเฮยจินกำลังขู่เขาอยู่

‘หากคิดจะเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับจิตวิญญาณของเราจนถึงขีดสูงสุดโดยยึดตามระดับการเพิ่มพลังแบบนี้ เกรงว่าจะต้องใช้การจุติอย่างน้อยอีกสามครั้ง’ ลู่เซิ่งสัมผัสได้อย่างเลือนรางถึงขีดจำกัดในการเพิ่มจิตวิญญาณของตนหลังจุติ

กายเนื้อและจิตวิญญาณส่งเสริมและดำรงอยู่ร่วมกัน กายเนื้อของเขาเป็นตัวตัดสินว่าขีดจำกัดที่จิตวิญญาณจะไปถึงได้มีมากขนาดไหน

‘หมายความว่า ขีดจำกัดของเจ้าแห่งอาวุธทั่วไปตัดสินจากกายเนื้อ ทำให้เห็นได้ว่า การที่ร่างแยกของราชาอริยะที่หนึ่งสู้เราไม่ได้เป็นเรื่องที่ปกติมาก

ก่อนที่จะเลื่อนเป็นอริยะเจ้ากับเจ้าแห่งอาวุธ กายเนื้อของเราก็เหนือกว่าคนที่อยู่ระดับเดียวกันไปไกลโขแล้ว พอเลื่อนระดับ ขีดจำกัดในระดับเจ้าแห่งอาวุธของเราควรจะอยู่เหนือระดับเดียวกันเช่นกัน...พูดอีกอย่างก็คือ ถึงการเลื่อนระดับจะยากลำบากไปหน่อย แต่เรากลับแข็งแกร่งกว่าเจ้าแห่งอาวุธทั่วไปที่อยู่ในระดับเดียวกันมาก”

ถึงจะไม่มีการเปรียบเทียบที่เห็นได้ชัด กระนั้นลู่เซิ่งที่ใช้การคาดเดาอนุมานก็เข้าใจอย่างคร่าวๆ แล้วว่าพลังของตนอยู่ตรงจุดไหน

‘จริงสิ ก่อนจะจุติ ยังติดต่อกับคนคนนั้นได้อยู่นี่นา บางทีอาจจะหาข้อมูลที่มีประโยชน์จากเขาได้...’ ลู่เซิ่งพลันนึกถึงจวงจิ้วที่ได้เจอในโลกหมาป่ามารร้อยเศียรเมื่อก่อนหน้า

ราชามารสวรรค์อันดับห้าของโลกสรรพวิญญาณ ฉายานี้แสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายน่าจะเป็นผู้ที่มีพลังและตำแหน่งสูงสุดขีดในโลกใบนั้น

กอปรกับพลังที่จวงจิ้วแสดงออกมาให้เห็น อยู่เหนือกว่าจินตนาการของตน ลู่เซิ่งจึงรู้สึกว่าอาจเดินบนเส้นทางเส้นนี้ได้

ตอนนั้นจวงจิ้วฝากให้เขาสะสางผลกรรมแทน จึงติดค้างน้ำใจเขา ครั้งนี้อาจจะใช้ประโยชน์ได้พอดี

ครั้นลู่เซิ่งนึกถึงเรื่องนี้ เขาก็ออกจากตำหนักวิจัยมาถึงในตำหนักเล็กอีกแห่งอย่างรวดเร็ว หลังจากสั่งห้ามไม่ให้ทุกคนรบกวนแล้ว เขาก็เริ่มติดตั้งค่ายกลส่งข่าวที่จวงจิ้วถ่ายทอดให้ในตอนนั้นทันที

ค่ายกลที่ติดตั้งไม่แตกต่างจากค่ายกลจุติเท่าไหร่ เพียงแต่สิ่งที่จำเป็นต้องจุติไปไม่ใช่ร่างหลักของเขา หากเป็นข้อความส่วนหนึ่ง ซึ่งจำเป็นต้องใช้ความถี่ของคลื่นจิตวิญญาณชนิดหนึ่งส่งไป

ลู่เซิ่งใช้เวลามากกว่าครึ่งวัน ค่อยติดตั้งค่ายกลทั้งหมดเรียบร้อย

ค่ายกลเหมือนกับดวงตาข้างหนึ่งที่กำลังเปิดอยู่ เส้นสายสีม่วงปรากฏเป็นลักษณะรังสีอยู่รอบๆ คล้ายกับมีของเหลวลึกลับบางชนิดไหลเข้าไปในม่านตาใจกลางดวงตา

“อากู่หม่า...ซีเอินหลี่...เหลยถ่าย่าซือ...อันจิ้วลี่”

ลู่เซิ่งค่อยๆ ท่องคาถาเปิดใช้ พร้อมกับเติมจิตวิญญาณเข้าไปในลวดลายบนพื้นอย่างช้าๆ

แสงสีม่วงหลายสายสว่างและเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ มีเส้นสายสีม่วงบนพื้นบางเส้นพากันลอยหลุดออกจากค่ายกล แล้วกลายเป็นการดำรงอยู่ที่เหมือนกับผ้าไหมสีม่วงนับไม่ถ้วน หมุนวนและรัดพันรอบดวงตาที่อยู่ตรงกลาง

ขณะที่คาถาทำงานอย่างต่อเนื่อง รอยแตกสีเทาเล็กๆ หลายสายก็เริ่มปรากฏเหนือค่ายกล

“จงมา จงมาที่นี่...”

เสียงทุ้มต่ำที่ทั้งมีเสน่ห์และความล่อลวงดังมาจากในช่องแตก

จิตวิญญาณของลู่เซิ่งสั่นไหว เขารีบประคับประคองร่างแล้วท่องคาถาต่อไป

นี่คือเสียงกระซิบของวิญญาณที่มีเฉพาะในโลกสรรพวิญญาณ ไม่ใช่ว่ามีตัวตนบางอย่างที่จับต้องได้กำลังพูดคุยกับเขาอยู่

เป็นเพราะโลกสรรพวิญญาณต้องการทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น จึงล่อลวงตัวตนที่ผ่านไปผ่านมารอบๆ ตัวมันเข้าไปด้านในโดยอัตโนมัติ จากนั้นก็ทำให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวเอง เพื่อจะได้สร้างคุณูปการรวมถึงเสริมพลังให้แก่มัน

นี่เหมือนกับกลิ่นหอมและตัวเหนี่ยวนำที่พืชกินแมลงหลั่งออกมาเพื่อล่อแมลง

ดีที่ลู่เซิ่งมีจิตวิญญาณแข็งแกร่งมากพอ หลังทนอยู่สิบกว่าวินาที เสียงจึงค่อยๆ เบาลง

ในช่องแตกค่อยๆ มีแสงสีม่วงหลายสายกระจายออกมาในขณะที่คาถากำลังทำงาน

“ยินดีต้อนรับ สหายของข้า” ในที่สุดเสียงของจวงจิ้วก็ดังมาจากในช่องแตก

“สวัสดี ฝ่าบาทราชามารสวรรค์ลำดับที่ห้า ท่านเรียกข้าว่าราชาหมาป่าก็ได้” ลู่เซิ่งคิดเล็กน้อย ก่อนจะตั้งฉายาเพื่อบอกอีกฝ่าย

“ตกลง ราชาหมาป่า ในที่สุดท่านก็ติดต่อข้าสักที ครั้งก่อนในโลกเทพอุดร ข้าติดค้างน้ำใจท่าน ท่านอยากแลกเปลี่ยนอะไรรึเปล่า” จวงจิ้วเอ่ย

“ข้าอยากจะรู้ว่าการฝึกฝนต่อจากระดับเจ้าแห่งอาวุธควรดำเนินการอย่างไร” ลู่เซิ่งถามตรงๆ “ขอไม่ปิดบัง ตอนนี้ข้ากำลังเผชิญการคุกคามความเป็นตายจากตัวตนกล้าแข็งอยู่ ข้าจึงอยากจะหาโอกาสในการเลื่อนไปยังระดับต่อไปให้เจอ บางทีอาจมีโอกาสพลิกสถานการณ์ได้”

“เลื่อนระดับหรือ ต้องการให้ข้าส่งคนจุติลงไปช่วยเหลือไหมสหายราชาหมาป่า” จวงจิ้วกล่าวอย่างเรียบง่าย “ต่อจากระดับเจ้าแห่งอาวุธ ท่านหมายถึงต่อจากระดับชูศัสตราใช่หรือไม่ ต่อจากนั้นคือระดับลวงตาและมายาพิศวง ขออภัยที่ข้ากล่าวตามตรง สำหรับตัวตนระดับพวกเราแล้ว คัมภีร์การฝึกฝนไม่ค่อยมีความหมายเท่าไหร่นัก สิ่งที่ท่านต้องการคือแนวคิด ทิศทาง และเส้นทางอย่างคร่าวๆ เส้นทางที่ผู้เข้มแข็งทุกคนที่ไปถึงระดับชูศัสตราเดิน ไม่แน่ว่าจะเป็นเส้นทางเดียวกัน”

“อ้อ? วาจานี้หมายความว่าอย่างไร” ลู่เซิ่งเพิ่งได้ยินคำพูดนี้เป็นครั้งแรก

“หลังจากไปถึงชูศัสตราแล้ว สิ่งที่ท่านต้องทำคือการศึกษาเทวลักษณ์เพื่อปรับปรุงโลกรูปจิตของท่านอย่างต่อเนื่อง โลกรูปจิตของมารสวรรค์ทุกคนล้วนเน้นในด้านที่แตกต่างกัน นี่ตัดสินจากตัวตนของท่าน ตัวตนของท่านเป็นอย่างไร โลกรูปจิตก็จะเอนเอียงไปทางรูปแบบนั้น ข้าขอมอบผลึกแก้วบางส่วนให้ท่านเพื่อใช้ส่งข้อมูลรายละเอียดและความเข้าใจของเทวลักษณ์ชนิดต่างๆ พวกเราเรียกผลึกแก้วชนิดนี้รวมๆ ว่าผลึกแก้วลี้ลับ ผลึกแก้วลี้ลับก้อนหนึ่งทำให้ท่านเข้าใจวิธีการใช้งานพื้นฐานของเทวลักษณ์ชนิดนั้นๆ ได้ แน่นอนว่าเป็นแค่ระดับพื้นฐานเท่านั้น กระบวนการชูศัสตรา อย่างน้อยต้องหลอมสกัดและทำความเข้าใจเทวลักษณ์เก้าชนิดไปจนถึงระดับหนึ่ง ข้าเองก็สามารถส่งบริวารไปช่วยท่านแก้ไขสภาพคับขันได้นะ ราชาหมาป่า ท่านเลือกวิธีการแก้ไขสองวิธีนี้ได้”

“ดังนั้นท่านเลยไปยังโลกใบนั้น โลกใบนั้นมีเทวลักษณ์หลงเหลืออยู่มากมาย ข้าถึงขั้นเจอข้อมูลเทวลักษณ์ที่หลงเหลืออยู่จากเผ่าพันธุ์ล้าหลังส่วนหนึ่งเสียด้วย”

“เป็นเช่นนั้น การทำความเข้าใจเทวลักษณ์เป็นวิธีการฝึกฝนที่ใช้จนถึงระดับมายาพิศวง ท่านควรทำความเข้าใจเทวลักษณ์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อน เนื่องจากจะมีส่วนช่วยอย่างมหาศาลต่อรูปแบบโลกรูปจิตของตัวท่าน” จวงจิ้วอธิบายอย่างใจเย็น

“ข้าอยากถามอีกสักคำถาม” ลู่เซิ่งขมวดคิ้วใคร่ครวญครู่หนึ่ง ก่อนจะถามขึ้นอีก

“จงถามเถอะ ความจริงเรื่องเหล่านี้เป็นแค่เรื่องพื้นฐานเท่านั้น เพียงแต่ท่านดูเหมือนไม่ได้รับการถ่ายทอด จึงได้แต่คลำทางเอง” จวงจิ้วพูดจาดีมาก

“โลกรูปจิตมีประโยชน์อะไรกันแน่ หากพวกเราขยายและปรับปรุงมันอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายจะกลายเป็นแบบไหน” ลู่เซิ่งถามเสียงขรึม

“สุดท้ายหรือ ระดับที่ผู้เข้มแข็งมายาพิศวงไปถึงคือการเปลี่ยนลวงเป็นจริง โดยใช้โลกรูปจิตปกคลุมความจริงและบิดเบือนทุกสิ่ง ความจริงสามารถเปลี่ยนเป็นความลวงได้ และความลวงก็จะกลายเป็นความจริงได้เช่นกัน...ไม่ว่าจะเป็นกฎเกณฑ์ที่ไม่สมเหตุสมผลอย่างไร ก็ล้วนสมเหตุสมผลในจิตได้ทั้งนั้น”

“เปลี่ยนลวงเป็นจริง...” ลู่เซิ่งงุนงงเล็กน้อย

“แค่บรรยาย ท่านอาจจะไม่เข้าใจ เอาแบบนี้ก็แล้วกัน” จวงจิ้วครุ่นคิดเล็กน้อย

“ในโลกนับหมื่นพันและมิติจักรวาลนับไม่ถ้วนมีของอย่างหนึ่งอยู่เต็มไปหมด ซึ่งมีชื่อว่าธาตุมืด ธาตุมืดเป็นพลังงานรากฐานที่กำหนดว่าวัตุอย่างหนึ่งจะดำรงอยู่หรือไม่ มันไม่มีเงาไม่มีรูปร่าง แต่กลับดำรงอยู่จริงๆ”

“ธาตุมืดหรือ” ลู่เซิ่งหยีตา รู้สึกคาดหวังขึ้นเล็กน้อย

“ใช่แล้ว...เหมือน...แบบนี้...”

ฟ้าว!

ทันใดนั้นมีแสงสีม่วงสายหนึ่งพุ่งออกมาจากช่องแตก แล้วหายเข้าไปในศีรษะของลู่เซิ่งในพริบตาเดียว

ตูม!

เกิดเสียงกระหึ่มดังขึ้นด้านหน้าเขา ภาพทั้งหมดระเบิดกลายเป็นอนุภาคสีม่วงแล้วกระจายออกไปในชั่วอึดใจ

“เห็นหรือยัง”

พอลืมตาขึ้นอีกครั้ง ลู่เซิ่งก็ค้นพบอย่างตื่นตระหนกว่าตนเองกำลังลอยอยู่กลางความว่างเปล่าที่มีก้อนผลึกสีม่วงกองสุมกันอยู่แห่งหนึ่ง

ผืนดินด้านล่างเกิดจากผลึกสีม่วงนับไม่ถ้วน

ก้อนผลึกที่แตกสลายจำนวนมากกระจายอยู่กลางอากาศพร้อมกับเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ

“ที่นี่คือที่ไหนกัน” ลู่เซิ่งขมวดคิ้ว พลันรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง จึงรีบเงยหน้าขึ้น

ท้องฟ้ามืดลงอย่างฉับพลัน

เป็นดาบเล่มหนึ่ง

เป็นดาบยักษ์น่ากลัวสีดำที่เก่าแก่และมีอักขระเทวลักษณ์นับไม่ถ้วนติดอยู่บนคมดาบ กำลังฟันใส่ผืนดินแห่งนี้จากท้องฟ้าอย่างช้าๆ

ม่านตาของลู่เซิ่งหดตัวลงในทันใด ก่อนจะมองไล่จากด้านซ้ายไปด้านขวาเพื่อตามหาขีดจำกัดความกว้างของคมดาบ

ทว่าดาบดำกลับวางขวางท้องฟ้า แบ่งท้องฟ้าจากหนึ่งเป็นสอง มองไม่เห็นขอบโดยสิ้นเชิง

กลางท้องฟ้ามีเสียงเพลงเก่าแก่ที่เศร้าโศกและทอดยาวดังมาอย่างต่อเนื่อง ลมร้อนลวกล่องลอยตามมา

‘ท้องฟ้าเอย...เหตุใดจึงลงโทษเผ่าพันธุ์เราขนาดนี้...ภูเขาผลึกสีม่วงช่างศักดิ์สิทธิ์และงดงามถึงเพียงนี้ แต่ทุกสิ่งที่สวยงามล้วนต้องถูกฝังกลบด้วยดาบคมที่แบ่งแยกฟ้าดินนี้’

ลู่เซิ่งมองดูคมดาบสีดำค่อยๆ ลดต่ำลง ผ่าชั้นเมฆ และกดทับภูเขาผลึกสีม่วงที่อยู่บนจุดสูงสุด ก่อนจะกดลงไปยังฟ้าดินทีละนิดๆ ท่ามกลางเสียงเพลงอย่างงุนงง

..............................................
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ

ความคิดเห็น