581-585

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง ระบบโกงสกิล
บทที่ 581ถึง585
“จนกระทั่งถึงปี 1133 แห่งสหพันธรัฐ คุณได้ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลาเจ็ดร้อยสามสิบเอ็ดปีกับอีกหกเดือน ตอนนี้คุณเข้าคุกมาได้เกือบครึ่งศตวรรษแล้ว”

ลู่เซิ่งท่องประวัติในอดีตออกมาหน้าห้องขัง

บั๊คเงยหน้าขึ้นอย่างเฉยชา ดวงตาที่มืดครึ้มจ้องมองลู่เซิ่งอย่างสงบนิ่งเป็นพิเศษ

“เจ้าหนุ่ม ไอ้นั่นมันเป็นเรื่องตั้งแต่ปีมะโว้แล้ว ฉันแก่แล้ว ตอนนี้...เป็นแค่คนแก่ธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้น”

ลู่เซิ่งยิ้มพร้อมกับดีดนิ้วเบาๆ

เป๊าะ

พัศดีสองคนที่อยู่ด้านหน้าเขาหยิบพวงกุญแจห้องขังขึ้นมาจากเอวทันที

เพียงแค่วิชาสะกดจิตง่ายๆ สำหรับจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ไพศาลของลู่เซิ่งแล้ว ต่อให้ไม่พึ่งพาดีปบลูและไม่ถอดวิญญาณออกจากร่าง ก็สามารถสะกดจิตคนธรรมดาผ่านท่วงท่าและคำพูดได้อย่างง่ายดายอยู่ดี

ยิ่งไปกว่านั้นเขายังได้ใช้วิชาจิตบำบัดเพิ่มเข้าไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นคนที่ดุร้ายขนาดไหน หรือเป็นคนที่มีจิตใจดีสักเพียงใด ล้วนเป็นคนป่วยค ขอแค่เป็นคนป่วย เขาก็โน้มนำได้ทั้งนั้น

“นี่คือวิชาสะกดจิตงั้นหรือ?!” บั๊คที่อยู่ในห้องขังพลันลืมตา เขาเป็นยอดฝีมือด้านสะกดจิตเช่นกัน เพียงแต่วิชาสะกดจิตที่น่ากลัวของลู่เซิ่งกลับอยู่เหนือจินตนาการของเขา

ไม่มีการเคลื่อนไหวที่จงใจใดๆ ไม่มีสัญลักษณ์การสะกดจิต เสียงเองก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เช่นกัน มีแค่เสียงดีดนิ้วเท่านั้น...

“ก็อย่างที่คุณเห็น นี่เป็นวิธีการบำบัดอย่างหนึ่ง เป้าหมายก็เพื่อโน้มนำให้ทุกคนปรับตัวเข้ากับตัวเองได้” ลู่เซิ่งแนะนำง่ายๆ

บั๊คมุมปากกระตุก ทักษะสังหารที่น่ากลัวแบบนี้ กลับถูกแนะนำเหมือนไม่สำคัญขนาดนี้

“เจ้าหนุ่ม เธอมาหาฉัน อยากจะทำอะไร ฉันเป็นคนใกล้ตาย ไม่คุ้มพอจะให้เธอเสี่ยงอันตรายมาถึงที่นี่หรอก” เขาถามตรงๆ โดยไม่อ้อมค้อม

“ผมต้องมีเป้าหมายอยู่แล้ว” ลู่เซิ่งยิ้ม “บั๊ค เฮนรี่ อยากจะออกจากคุกไหม”

ถึงบั๊คพอจะคาดเดาออกอยู่แล้ว แต่พอได้ยินประโยคนี้จริงๆ หัวใจเขาก็ยังเต้นกระหน่ำอยู่ดี

...

โอ้ว!

เสียงโห่ร้องโวยวายดังกระหึ่ม

แขนมากมายโบกไปมาเป็นกลุ่มๆ เหมือนกับต้นไม้ ทุกคนต่างกำลังตะโกนชื่อชื่อหนึ่ง

“กาเนอสัน! กาเนอสัน! กาเนอสัน!”

ลู่เซิ่งยืนอยู่ตรงมุมมืดของประตูห้องประชุม มองดูคนอ้วนตัวใหญ่ที่กำลังระดมหมัดใส่คู่ต่อสู้อยู่บนเวทีมวย

คู่ต่อสู้เป็นชายฉกรรจ์ร่างบึกบึนที่สูงถึงสองเมตร หนักอย่างน้อยมากกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบกิโลกรัม แต่ว่าหมัดนี้กลับส่งร่างของชายฉกรรจ์ให้ลอยขึ้น ก่อนจะล้มลงบนเวทีมวยและหมดลมหายใจไป

“ฉัน! กาเนอสัน! แข็งแกร่งที่สุด!” ผู้ชนะสวมหน้ากากเสือ ใส่เพียงแค่กางเกงขาสั้น ไขมันที่กว้างเกือบสองเมตรซ้อนทับเบียดอัดกันเหมือนกับคลื่นทะเลสีขาว เขาเหมือนกับภูเขาเนื้อยามยืนอยู่บนเวทีมวย

‘กาเนอสัน ภูเขาเนื้อแห่งความตาย แชมป์เปี้ยนสิบสามสมัยซ้อนของเวทีมวยใต้ดิน น่าเสียดาย...ที่ตอนนี้กำลังเผชิญกับโรคหัวใจร้ายแรง’

ลู่เซิ่งรอจนการแข่งขันจบลง จึงค่อยลุกขึ้นเดินไปด้านหลังเวทีมวยโดยไม่สนใจใคร

เขายืนรออยู่ที่หลังเวทีสักพัก จึงค่อยเดินไปยังห้องพักผ่อนของผู้เข้าแข่งขันในระเบียง

กาเนอสันที่เพิ่งแสดงศักดาเมื่อครู่ ตอนนี้หน้าซีดขาว ถูกคนเจ็ดแปดคนประคองพิงกับกำแพงในห้อง

“รีบกินยาเร็วเข้า!”

“เอาน้ำมา! เร็วๆ หน่อย!”

“สวรรค์ หัวใจเขาเต้นเร็วขึ้นอีกแล้ว! พวกเราต้องรีบส่งเขาไปโรงพยาบาล!”

“ไม่ทันแล้ว! ระหว่างทางเขาทนไม่ไหวแน่!”

คนกลุ่มหนึ่งล้อมกาเนอสันที่เหมือนกับภูเขาลูกย่อมไว้ พร้อมกับเดินพล่านไปมา

ลู่เซิ่งมองดูกลุ่มคนที่ต้องการช่วยชีวิตกาเนอสันแต่กลับทำอะไรไม่ได้อย่างสงบ

เป๊าะ

เสียงดีดนิ้วดังขึ้น

การเคลื่อนไหวของทุกคนที่อยู่หลังเวทีหยุดนิ่งลงชั่วขณะ

ลู่เซิ่งเดินเข้าไปมองดูกาเนอสันที่หน้าเขียวคล้ำและใกล้จะพูดอะไรไม่ออก

“อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไหม”

กาเนอสันลืมตาโตจ้องมองลู่เซิ่งที่อยู่ด้านหน้าเขม็ง ดวงตาฉายความปรารถนาต่อชีวิตออกมา

“ช่วย...ด้วย...!” เขาดิ้นรนพลางพูดออกมาสองคำ

“แน่นอน แต่มีเงื่อนไขนะ” ลู่เซิ่งยิ้ม

...

ในโถงใหญ่สีทองที่หรูหรา ตอนนี้พรมที่ตอนแรกงดงามเกลื่อนไปด้วยเลือดเนื้อ แขนขา และเศษกระดูก

สาวสวยที่แต่งหน้าอย่างงดงามคนหนึ่งถือเลื่อยไฟฟ้าไว้ในมือ เลื่อยยังคงปั่นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับส่งเสียงเสียดสีที่ทำให้คนขนพองสยองเกล้า

ศพสิบกว่าศพนอนระเกะระกะอยู่ด้านหน้าเธอ

การหั่นคนและเพลิดเพลินกับเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด รวมถึงความหวาดกลัวสารพัดรูปแบบยามเมื่อเผชิญความตายของพวกเขา เป็นงานอดิเรกที่มิสซิสเบเลย์โปรดปรานที่สุด

น่าเสียดายที่ตอนนี้งานอดิเรกที่เธอโปรดปรานที่สุดกลับถูกลูกชายสุดที่รักของเธอทำให้จบลงแล้ว

มิสซิสเบเลย์ก้มหน้าลงมองมีดสั้นที่แทงทะลุอกตนเองอย่างงุนงง คมมีดทะลวงผ่านชุดเกราะ แทงเข้าไปในหัวใจ เธอรู้สึกได้ว่าร่างกายอันงดงามของตัวเองกำลังสูญเสียพลังชีวิตด้วยความเร็วสูง

“คุณแม่...ผม...จะไม่ยอมให้แม่ทำร้ายคนอื่นอีกแล้ว!” ด้านหลังมีเสียงร้องที่ดิ้นรนและเจ็บปวดของซีโร่ผู้เป็นลูกชายดังมา

“กลายเป็นเด็กดื้อไปซะแล้วเหรอ...ลูกแม่” มิสซิสเบเลย์สีหน้าสงบนิ่ง

“เมื่อก่อนลูกเป็นเหมือนแกะตัวน้อย เป็นดอกไม้ตูมที่ไม่มีพิษมีภัย...แต่ตอนนี้...ลูกกลับไม่เชื่อฟังแล้ว...”

“ผมโตแล้ว!” สวบ!

คมมีดถูกถอนออก ร่างกายอันงดงามของมิสซิสเบเลย์ค่อยๆ ล้มลงกับพื้นไปพร้อมชายกระโปรงสีแดง เลือดสดๆ ไหลไปตามร่างเธอก่อนตกลงพื้น

“ซีโร่รีบไปเร็ว! ที่นี่ใกล้จะระเบิดแล้ว!”

ขณะที่สติเลือนราง มิสซิสเบเลย์ได้ยินเสียงเด็กสาวที่นุ่มนวลเหมือนนกขมิ้นตะโกนขึ้น

เธอปกครองโลกใต้ดินของจังหวัดแองจีสมาหลายปี มาถึงวันนี้ ในที่สุดก็เดินมาถึงปลายทางแล้ว

ส่วนผู้ชนะกลับเป็นลูกชายของเธอเหมือนตลกร้าย

“คุณยอมแพ้แล้วหรือ” เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหูเธอ

“ไม่ยอมแพ้อยู่แล้ว” มิสซิสเบเลย์ตอบอย่างสงบ

“ผมให้ชีวิตใหม่คุณได้นะ อยากได้รึเปล่า” เสียงนั้นเอ่ยต่อ

“ค่าตอบแทนล่ะ” มิสซิสเบเลย์ถือว่าเสียงนี้เป็นเสียงพึมพำของมารร้าย ในใจจึงสงบกว่าเดิม

เธอไม่กลัวความตาย ไม่ว่าจะเป็นของคนอื่นหรือของตนเอง แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าเธอจะยอมตายแบบนี้

เหมือนกับคนหลายพันคนที่เธอฆ่าเป็นงานอดิเรกมาหลายปี พวกเขาแต่ละคนล้วนมีความปรารถนาที่อยากจะบรรลุให้ได้

ต่างกันตรงที่ความแข็งแกร่งอ่อนแอของพลังทำให้ระดับที่ความปรารถนาจะกลายเป็นจริงได้มีไม่เท่ากัน

ลู่เซิ่งยืนอยู่หน้ามิสซิสเบเลย์ สุดยอดผู้แข็งแกร่งที่ปกครองจังหวัดแองจีสมาสิบกว่าปี คนนี้เป็นปรมาจารย์ด้านชุดเกราะดับรอยจันทราที่ซึ่งสหพันธรัฐยอมรับและในประวัติศาสตร์มีแค่สิบสามคนเท่านั้น

แล้วก็เป็นคนที่ชั่วร้ายที่สุดด้วย

ครั้งนี้ถ้าไม่ใช่เพราะได้ข่าวมาจากคนอ้วนกาเนอสัน เขาคงจะวางแผนการเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้ไม่ได้จริงๆ

การที่รับมิสซิสเบเลย์เข้าเป็นพวกสำเร็จในตอนสุดท้ายได้ ความจริงมีปัจจัยทางโชคในระดับหนึ่ง

‘แต่ยังดีที่ผลลัพธ์สมบูรณ์แบบ’ ลู่เซิ่งยิ้มพร้อมกับยื่นมือไปวางลงบนท้องน้อยที่อ่อนนุ่มและเซ็กซี่ของมิสซิสเบเลย์ แล้วส่งแก่นหยางเข้าไปเพื่อเริ่มรักษาอาการบาดเจ็บบนร่างเธอ

...

ในเวลาหนึ่งเดือน ลู่เซิ่งโดยสารเครื่องบินไปยังจังหวัดใหญ่ๆ ในสหพันธรัฐ และได้ตัวคนแข็งแกร่งที่จะช่วยให้เขาสะสางผลกรรมได้ดีที่สุดมาเจ็ดคนสำเร็จ

มิสซิสเบเลย์เป็นแค่หนึ่งในนี้เท่านั้น

ในหมู่พวกเขามีคนโรคจิตชอบฆ่าคน มีคนบ้าเป็นโรคประสาท มีหัวหน้าทหารรับจ้างที่เหี้ยมโหด แต่ที่มีเยอะที่สุดคือพวกผู้ร้ายประกาศจับระดับประเทศซึ่งทั้งดุร้ายและเหี้ยมเกรียม พวกผู้ร้ายที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่เพราะสร้างคดีสะเทือนขวัญมามากมายเหล่านี้ ไม่ว่าโผล่ที่ไหน ก็กลายเป็นเรื่องสำคัญที่สั่นสะเทือนสหพันธรัฐได้ทั้งนั้น

แต่ว่าภายใต้วิชาสะกดจิตของลู่เซิ่ง พวกเขากลับกลายเป็นคนใต้อาณัตโดยไม่มีข้อยกเว้น

และขุมกำลังใหญ่ๆ เบื้องหลังพวกเขาก็กลายเป็นขุมกำลังที่ลู่เซิ่งใช้ประโยชน์ได้เช่นกัน

พวกเขาเหล่านี้มีเป้าหมายแตกต่างกันไป แต่ว่าพวกเขาต่างมีความปรารถนาร่วมกัน นั่นก็คือสิ่งที่จะได้รับจากลู่เซิ่ง

ลู่เซิ่งได้รับรายละเอียดข้อมูลส่วนหนึ่งเกี่ยวกับม่านเหล็กจากในมือของพวกเขา

องค์กรมาเฟียที่ใหญ่ที่สุดของสหพันธรัฐ ในที่สุดก็เผยมุมหนึ่งของภูเขาน้ำแข็งออกมาจากบันทึกร่องรอยต่างๆ แล้ว

จากนั้นลู่เซิ่งก็ค้นพบอย่างประหลาดใจว่า ฐานสำคัญของม่านเหล็กที่อยู่ใกล้ที่สุดย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น ย้อนกลับไปยังด้านในโรงเรียนแพลตินัมของเมืองแพลตินัม

ที่นั่นคล้ายกับมีการแข่งขันในที่ลับที่ไม่อาจจินตนาการและไม่อาจบรรยายดำเนินอยู่

ไม่ว่าจะเป็นขุมกำลังของตระกูลไป๋ ขุมกำลังของรัฐบาล ขุมกำลังของโรงเรียน หรือม่านเหล็ก ต่างก็กำลังต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงความลับที่สร้างความงุนงงให้แก่ผู้คนอยู่

มือดีของตระกูลไป๋และม่านเหล็กรวมตัวที่โรงเรียนเพื่อเข่นฆ่าแก่งแย่งกันแล้ว

ในสถานการณ์แบบนี้ ลู่เซิ่งตัดสินใจรวบรวมขุมกำลังทั้งหมดเพื่อกำจัดม่านเหล็กและสะสางผลกรรมให้เร็วที่สุด

...

เมืองแพลตินัม

‘โลกใบนี้ ควรปิดฉากได้สักที’ ลู่เซิ่งยืนอยู่หน้าประตูโรงเรียนแพลตินัม เขาเปลี่ยนมาสวมใส่เครื่องแบบนักเรียนแล้ว

อวี๋ชาที่อยู่ด้านข้างเป็นห่วงและหวาดกลัวอยู่บ้าง ในเวลาหนึ่งเดือนกว่าๆ ที่ผ่านมา เธอติดตามลู่เซิ่งเดินทางไปยังสถานที่หลายแห่ง แต่คนที่ได้พบแต่ละคนเหมือนจะไม่ใช่คนดี

“หลินหลิน พวกเราครั้งนี้กลับมาแล้ว ไม่ต้องไปไหนอีกแล้วจะได้ไหม” เธอวิงวอนเสียงแผ่ว

“ไม่ต้องห่วงหรอก อีกไม่นานก็จะเรียบร้อยแล้ว” ลู่เซิ่งยิ้มพลางปลอบเธอ “สิ่งที่ควรเตรียมได้เตรียมไว้หมดแล้ว”

“ฉันสังหรณ์ใจไม่ดีเลย” อวี๋ชาก้มหน้าและเอ่ยเบาๆ

“ไม่ต้องห่วงน่า มีฉันทั้งคน” ลู่เซิ่งจับมือของเธอแน่นพร้อมกับสาวเท้าเดินเข้าโรงเรียน

ตอนนี้เป็นช่วงปิดเทอม บัตรนักเรียนของเขาสามารถพาญาติคนหนึ่งมาด้วยได้ หลังจากลงทะเบียนเสร็จ อวี๋ชาก็ตามเขาเข้าโรงเรียน

ทั้งสองคนเดินไปยังหอพัก

ไม่ได้กลับโรงเรียนมาหนึ่งเดือน ลู่เซิ่งสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าบรรยากาศในโรงเรียนมีการเปลี่ยนแปลงที่แปลกประหลาดอยู่บ้าง

แต่ก็ไม่เป็นไร เป้าหมายของเขาคือการจัดการม่านเหล็ก ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรล้วนไม่สำคัญ

ม่านเหล็กเป็นปมที่ใหญ่ที่สุดในใจของจัวหลิน

ทั้งสองเดินเข้าหอพัก แล้วเจอนักเรียนหญิงที่สวมเสื้อโค้ทสีเทาคนหนึ่งพอดี

“เฮ้” อีกฝ่ายเข้ามาทักทายลู่เซิ่ง

ลู่เซิ่งก็ยิ้มให้แก่อีกฝ่ายอย่างเป็นมิตรเช่นกัน

เขาจำนักเรียนหญิงคนนี้ได้ เฉวียนสือฮุย นักเรียนหญิงที่ได้เจอในลิฟท์ของคืนนั้น เป็นนักเรียนที่ลึกลับและแข็งแกร่งมาก

“แฟนของนายเหรอ” เฉวียนสือฮุยดูเหมือนพูดอย่างเป็นมิตร แต่พอดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของเธอมองไปยังอวี๋ชา กลับทำให้อวี๋ชาจิตใจเย็นเยียบอย่างบรรยายไม่ถูก จนต้องเข้าใกล้ลู่เซิ่งมากกว่าเดิมโดยไม่รู้ตัว

“ใช่แล้ว ฉันชอบเธอมาก เธอก็รักฉันมากเหมือนกัน” ลู่เซิ่งตอบกลับอย่างอ่อนโยน

“ดีจริงๆ” เฉวียนสือฮุยเลิกคิ้วก่อนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “หวังว่าครั้งหน้าจะได้เจอกันอีกนะ” เธอเดินเฉียดผ่านเข้าไปในลิฟท์ มือล้วงกระเป๋าเสื้อและเงยหน้าพิงผนังเหมือนกับที่เจอในครั้งก่อน

ประตูลิฟท์ค่อยๆ ปิดลง จากนั้นระเบียงอีกด้านก็มีเสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังมาทันที

เถียถ่ากับชายสวมแว่นอีกคนเดินลงมาจากชั้นบนด้วยสีหน้าซีดขาว

..............................................
เถียถ่าจำลู่เซิ่งได้ทันที ดวงตาฉายแววไม่เข้าใจ จากนั้นความกระวนกระวายก็เข้ามาแทนที่

แต่เขายังไม่ทันเอ่ยปาก ชายสวมแว่นอีกคนที่อยู่ด้านข้างกลับชิงถามอย่างรีบร้อนขึ้นก่อน

“พวกคุณเห็นผู้หญิงอายุน้อยที่สวมเสื้อโค้ทสีเทาไหม”

ลู่เซิ่งพยักหน้า

“เห็น เธอเข้าไปในลิฟท์แล้ว”

“บ้าเอ้ย! รีบตามไปเถอะ!” ชายสวมแว่นฉุดดึงเถียถ่าพุ่งเข้าลิฟท์

“พอเถอะอิสตัน นายตามไปแล้วจะทำอะไรได้” เถียถ่ารั้งตัวชายสวมแว่นไว้พลางกล่าวเสียงดัง “พวกเราไม่มีหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่าเธอเป็นคนทำ! โรงเรียนไม่มีทางสนใจหรอก”

“ฉันรู้อยู่แล้ว แค่...” อิสตันกุมหัวด้วยดวงตาโกรธแค้น คล้ายกับโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ

“นังนั่นเป็นคนของม่านเหล็ก! ต่อให้พวกเราไล่ตามไป ถึงจะลงมือจริงๆ ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นคู่ต่อสู้ของเธอ!” เถียถ่าเกลี้ยกล่อมเสียงดัง

“แต่ไน่ลี่ตายไปแล้วนะ!” อิสตันอดร้องเสียงแหลมไม่ได้

เถียถ่าพลันเงียบเสียง

ลู่เซิ่งไม่สนใจละครสุดรันทดของพวกเขา หากแต่พาอวี๋ชาไปกดลิฟท์อย่างไม่ยี่หระ ลิฟท์หยุดที่ชั้นหนึ่งใต้ดินสักพัก ก่อนจะขึ้นกลับมายังชั้นที่หนึ่งอย่างรวดเร็ว

ประตูค่อยๆ เปิดออกมา จากนั้นลู่เซิ่งก็พาอวี๋ชาเดินเข้าไป ช่วงปิดเทอมในหอพักแทบจะไม่มีคน การที่เจอคนสามคนได้เมื่อครู่ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว

ลู่เซิ่งพาอวี๋ชากลับห้องตัวเอง ก่อนจะใช้เครื่องแจ้งข่าวในห้องส่งข้อมูลไปด้านนอก

ในช่วงปิดทอม โรงเรียนไม่มีการเรียนการสอน ลู่เซิ่งกับอวี๋ชาพักผ่อนในห้องและดื่มชาจนกระทั่งถึงพลบค่ำ จึงค่อยเริ่มแผนการที่แท้จริงของการกลับมาในครั้งนี้อย่างเป็นทางการ

“รอฉันอยู่ที่นี่นะ” ลู่เซิ่งลูบผมยาวของอวี๋ชาพลางเอ่ยเบาๆ “ฉันจะออกไปทำธุระ สักพักก็กลับมาแล้ว อย่าเพ่นพ่านล่ะ ที่นี่เป็นโรงเรียน ถือว่าปลอดภัยกว่าด้านนอก”

อวี๋ชาพยักหน้า “ฉันจะอยู่ที่นี่ไม่ไปไหน”

ลู่เซิ่งชอบเด็กสาวที่เชื่อฟังแบบนี้ อีกฝ่ายรักจัวหลินจากใจจริง ทำให้เขานึกถึงความผูกพันอันเรียบง่ายในอดีตตอนอยู่กับเฉินอวิ๋นซี

หลังจากหาที่อยู่ให้อวี๋ชาเรียบร้อย ลู่เซิ่งก็ออกจากหอพักตามลำพัง

เขาใช้การอำพรางในยามพลบคล่ำมาถึงตึกทดลองที่อยู่ด้านข้างหอพัก และเจอโถงประชุมใหญ่ที่โล่งกว้างบนชั้นสามของตึก

แกร๊ก

ลู่เซิ่งผลักประตูโถงประชุมพลางหาที่นั่งเพื่อนั่งลง จากนั้นก็หยิบเครื่องมือส่งข่าวขนาดเท่ากล่องไม้ขีดไฟออกมาจากในกระเป๋ากางเกง

เขากดปุ่มเครื่องส่งข่าว ไฟสีแดงบนตัวเครื่องที่กะพริบอยู่พลันสว่างขึ้น

เขาโยนเครื่องส่งข่าวไปบนโต๊ะกระจกตัวยาว ก่อนจะนอนหงายลงบนเก้าอี้หนังพร้อมกับรอคอยอย่างสงบ

เวลาผ่านไปทีละนิดๆ ประตูของโถงประชุมค่อยๆ ถูกผลักเปิด ชายฉกรรจ์หัวล้านที่สักสัญลักษณ์สีเขียวปริศนาไว้บนหน้าก้มศีรษะเดินเข้ามาในโถงประชุม

“มันโด จัดการเรียบร้อยหรือยัง” ลู่เซิ่งส่งเสียงถามทันที

“ทั้งหมดเจ็ดสิบหกคน เกราะขุนพลสี่ชุด ฉันถลกหนังพวกมันเรียบร้อยแล้ว มีวัสดุสำหรับทำโคมไฟแล้วด้วย อยากจะดูไหม” ชายฉกรรจ์มองลู่เซิ่งแวบหนึ่งพลางตอบเสียงแหบ

“คุณจัดการเองเถอะ ผมไม่สนใจเรื่องนี้” ลู่เซิ่งตอบอย่างไม่นำพา

“ตกลง”

มันโดหาที่นั่งเพื่อนั่งลงเอง จากนั้นก็หลับตาทำสมาธิ

ไม่นานนัก ผู้ชายที่ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกเผาจนเสียหาย และเหน็บมีดบินสีหม่นไว้บนตัวหลายแถว ก็ค่อยๆ เดินเข้ามาในโถง

“แกนี่เอง! ฮาล์ฟเฟซ!?”

แวบแรกที่เห็นคนคนนี้ มันโดก็ขนลุกขนพองไปทั้งร่าง เกือบจะทะลึ่งลุกขึ้นจากที่นั่ง

“มันโด ไม่เจอกันนาน เพื่อนเก่าจากกัน นายทำกับเพื่อนสนิทในอดีตแบบนี้เหรอ ช่างน่าผิดหวังจริงๆ...” ฮาล์ฟเฟซเอ่ยเสียงแหบ สายตาจ้องมองมันโดที่มีร่างสูงใหญ่เช่นกัน

“แก..กินน้องชายฉันไป ยังกล้ามาเสนอหน้าต่อหน้าฉันอีก!” มันโดจับด้ามมีดด้านหลัง เส้นเลือดบนใบหน้าปูดโปนด้วยความเร็วสูง

“น้องชายแกมันขวางทางแกอยู่เรื่อย ฉันก็แค่ช่วยแกแก้ปัญหาเท่านั้นเองไม่ใช่เหรอ แกควรจะขอบคุณฉันด้วยซ้ำ ถึงเนื้อของมันจะไม่ค่อยอร่อยเท่าไหรก็เถอะ” ฮาล์ฟเฟซตอบสัพยอก

“รอหลังจากจบเรื่อง ฉันจะหักแขนหักขาแก แล้วค่อยๆ ถลกหนังแกไปแขวนไว้บนจุดสูงสุดของที่นี่!” มันโดทำหน้าเหี้ยมและเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุร้ายขณะจ้องมองฮาล์ฟเฟซ

อีกฝ่ายไม่สนใจแม้แต่น้อย

ขณะที่ทั้งสองคุมเชิงกันอยู่ ก็มีคนอีกคนเดินมาถึงด้านหลังฮาล์ฟเฟซ

“พ่อหนุ่ม ขวางทางไม่ให้คนเข้าออกไม่ใช่นิสัยที่ดีเท่าไหร่นะ” เสียงของผู้มาราบเรียบและแก่ชรา ฟังดูเหมือนกับศาสตราจารย์ที่กำลังเดินเล่นอย่างเอ้อระเหย

แต่พริบตาที่ฮาล์ฟเฟซได้ยินเสียง เขากลับหยีสองตา ก่อนจะเข้าไปในห้องโถงเพื่อหลีกทางให้พร้อมกับหันไปมอง

คนที่ยืนอยู่หน้าประตูเป็นชายชราผมขาวที่ดูเคร่งขรึมเล็กน้อย แต่สิ่งทำให้คนขนลุกก็คือ ศีรษะกับตัวของชายชราเหมือนกับมีความบิดเบี้ยวไม่สมดุลอยู่ด้วย

เหมือนกับร่างกายนี้ไม่ใช่ของตัวเอง ฮาล์ฟเฟซยืนยันจุดนี้ได้จากผิวที่เนียนละเอียดและเต่งตึงจากร่างกายของอีกฝ่าย

“เคลเลอร์ ฟาน...นึกไมถึงว่าคุณจะมาด้วยเหมือนกัน...” เขาข่มความกริ่งเกรงในใจไว้ แล้วรีบเปิดทางเพื่อไม่ให้ขวางทางของอีกฝ่าย

“ร่างกายนี้เพิ่งจะเปลี่ยนมาไม่นาน เลยไม่ค่อยเข้าที่เข้าทางเท่าไหร่ เป็นคนหนุ่มมีกำลังวังชาที่ได้เจอระหว่างทางโดยบังเอิญน่ะ พอดีอดใจไม่ไหว ช่างขายหน้าจริงๆ” ชายชราเอ่ยเสียงทุ้ม

“พอเห็นร่างกายที่หนุ่มแน่นของพวกเธอ ฉันก็มักจะคิดว่า ถ้าหากสวรรค์ให้เวลากับฉันสักยี่สิบปีจะดีขนาดไหนนะ ส่วนตอนนี้ โอกาสได้มาวางอยู่ตรงหน้าฉันแล้ว...”

เขาพูดพลางเดินเข้าโถงประชุม ดูเหมือนกับชายชราอ่อนโยนธรรมดาทั่วไป

แต่ไม่ว่าจะเป็นฮาล์ฟเฟซหรือมันโด ต่างก็ระวังคนผู้นี้ถึงขีดสุด

“ยินดีต้อนรับด็อกเตอร์เคลเลอร์ ทักษะการผ่าตัดเส้นประสาทที่แสนจะแม่นยำของคุณทำให้ผมได้เปิดโลกทีเดียว สมกับเป็นปรมาจารย์ด้านประสาทที่เก่งที่สุดเท่าที่ประวัติศาสตร์เคยมีมาของสหพันธรัฐ” ลู่เซิ่งที่นั่งบนที่นั่งเอ่ยปาก

ชายชรายิ้มและโค้งตัวให้ลู่เซิ่งเพื่อทำความเคารพ ก่อนจะหาที่นั่งเพื่อนั่งลงเหมือนกัน

“ทุกคนรอสักครู่ ยังมีสมาชิกอีกหลายคนที่ยังมาไม่ถึง การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการพบปะกันอย่างเรียบง่ายเป็นครั้งแรกของพวกเราทุกคน ต้องให้สมาชิกทุกคนมาถึงให้ครบก่อน” ลู่เซิ่งปลอบทั้งสามคนด้วยรอยยิ้ม

...

ด้านนอกประตูโรงเรียนแพลตินัม

นักท่องราตรีผู้มีผมสีทองและสีหน้าอ่อนล้ากำลังนวดหนังตา

‘ในที่สุดก็กลับมาสักที! ไอ้เด็กนั้นไม่อยู่โรงเรียนมาตั้งหนึ่งเดือน ก็เลยทำภารกิจไม่ได้’

หลังจากเขารับภารกิจลอบสังหารมา ก็รออยู่ใกล้ๆ เพื่อหาโอกาสสังหารลู่เซิ่งโดยไม่ให้เหลือร่องรอยเอาไว้มาโดยตลอด

เพียงแต่สิ่งที่ทำให้เขานึกไม่ถึงก็คือ ลู่เซิ่งหายตัวไปก่อนการสอบใหญ่ หายตัวไปจากโรงเรียนโดยสมบูรณ์

เพื่อที่จะทำภารกิจให้สำเร็จ เขาได้รอคอยอย่างยากลำบากอยู่นอกโรงเรียนมาเป็นเวลาหนึ่งเดือนกว่าๆ เพื่อรอให้ลู่เซิ่งกลับมาใหม่

และตอนนี้ สายตาของเขากำลังบอกตัวเองว่า ในที่สุดอีกฝ่ายก็กลับมาแล้ว

‘หลังจากทำภารกิจนี้เสร็จ ฉันจะกลับไปแต่งงานที่บ้านเกิด มินนี่รอฉันมานานแล้ว’ นักท่องราตรีบีบปืนยิงเข็มพิษที่เหน็บไว้ที่เอวด้านหลังเบาๆ

“จงอย่าประมาท” เสียงทรงพลังดังขึ้นด้านหลังเขา “รางวัลของภารกิจนี้เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน อธิบายได้ว่าเป้าหมายของนายฆ่ายาก”

“ไม่ต้องห่วงหรอกครับท่านที่ปรึกษา ไม่ว่าคนคนนี้จะเป็นอย่างไร ความจริงเขามีจุดอ่อนที่อันตรายถึงชีวิตมาโดยตลอด” นักท่องราตรีโคลงศีรษะและกล่าวอย่างเกียจคร้าน

“โคเฮนแห่งม่านเหล็กเหรอ เหอะๆ” ดวงตาเขาฉายแววเยาะเย้ย

“ไปเถอะ อย่าประมาท พวกเรายันให้นายได้แค่สิบนาทีเท่านั้น นานกว่านี้ไม่ไหวแล้ว” เสียงทรงพลังกล่าวอย่างเรียบง่าย

“เข้าใจแล้ว”

...

เพล้ง!

หน้าต่างแตกอย่างกะทันหัน เงาร่างล่ำสันสายหนึ่งพุ่งเข้ามากลางระเบียงอย่างแผ่วเบา จากนั้นก็ค่อยๆ ลุกขึ้น

“ที่นี่นี่เอง” หลังตรวจสอบตำแหน่ง นักท่องราตรีก็ค่อยๆ มาถึงหน้าหอพักนักเรียนแห่งหนึ่ง หอพักที่ว่างเปล่าทำให้งานของเขาง่าย

“มาอีกคนหนึ่งแล้ว” ขณะที่เขาเตรียมลงมือ เสียงที่ไม่ค่อยเอาจริงเอาจังเท่าไหร่ก็ดังมาจากด้านข้าง

นักท่องราตรีตกใจ หันไปดู มีเงาคนสวมเสื้อคลุมสีเทาสองสายยืนอยู่ในเงามืดที่อยู่ไกลออกไป

สัญลักษณ์บนตัวพวกเขาทำให้เขาไม่อาจมองข้ามการดำรงอยู่ของคนทั้งสองได้ง่ายๆ

“คนของม่านเหล็ก...”

“สมาคมนักฆ่าหรือ” ต่างฝ่ายต่างจำกันได้

“ยังมีอีก”

อีกด้านหนึ่งมีหญิงวัยกลางคนร่างกำยำที่สวมโค้ทหนังสีดำค่อยๆ เดินขึ้นมาจากชั้นล่าง เธอควงมีดคมกริบที่เป็นประกายสีเงินในมือเล่น

“ทูตสวรรค์ทมิฬ...แม้แต่คนของพวกคุณก็มากันแล้ว...” คนของม่านเหล็กกับนักท่องราตรีจิตใจเย็นเยียบ ทูตสวรรค์ทมิฬเป็นองค์กรลึกลับที่ไม่ขึ้นกับใครในสมาคมนักฆ่า

สมาชิกแทบทุกคนเป็นสุดยอดนักฆ่าในระดับเกราะขุนพล หรือก็คือระดับที่ปรึกษาในสมาคมนักฆ่า

“นี่ไม่ใช่คำถามที่พวกคุณควรถาม สิ่งสำคัญก็คือ คนที่อยู่ด้านในเป็นของใคร” หญิงสาวจากทูตสวรรค์ทมิฬเอ่ยเสียงทุ้ม

“ของใครหรือ ใครมีความสามารถคนนั้นก็ได้ไป” ทูตสวรรค์ทมิฬพุ่งไปทางประตูหอพัก

ตัวดาบสาดแสงสีเงิน ตัดกลอนประตูได้อย่างง่ายดาย

สองฝ่ายที่เหลือไม่ยอมแสดงความอ่อนแอ บนร่างปรากฏแสงจากชุดเกราะ ก่อนจะพุ่งใส่ทูตสวรรค์ทมิฬพร้อมกัน

ซู่ว...

ท่ามกลางความมืดมิดด้านในห้อง ร่างมหึมาของกาเนอสันแทบจะยึดครองพื้นที่มากกว่าครึ่งของห้องไว้ทั้งหมด

เขาที่สวมเกราะสีดำหัวกระทิงนั่งอยู่หน้าประตูอย่างสงบ

หลังจากกลอนประตูถูกฟันเป็นช่อง แสงไฟที่สาดเข้ามาจากระเบียงด้านนอกก็ส่องสว่างชุดเกราะสีดำสนิทของพวกเขา

ประกายเลือดสองสายค่อยๆ สว่างขึ้นบนหมวกเกราะของเขา

...

โถงประชุม

ทุกคนที่อยู่รอบๆ เป็นฆาตกรที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ หากเอาจำนวนคนที่พวกเขาฆ่ามารวมกันจะเยอะยิ่งกว่านักเรียนในโรงเรียนแห่งนี้เสียอีก

สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ คนที่มีคุณสมบัติเข้าร่วมในครั้งนี้ ทุกคนล้วนเป็นผู้ที่ครอบครองเกราะจักรพรรดิ

เกราะทหาร เกราะขุนพล เกราะจักรพรรดิ ในฐานะตัวตนระดับสูงสุด เกราะจักรพรรดิทุกชิ้นแทบเป็นสิ่งที่ไม่อาจทำซ้ำได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ เกราะจักรพรรดิทุกชุดซ่อมแซมตัวเองได้

แน่นอนว่าการที่พวกเขาอาละวาดในสหพันธรัฐมาหลายปีได้ ความมั่นใจที่แท้จริงไม่ใช่แค่พึ่งเกราะจักรพรรดิเท่านั้น กระทั่งชุดเกราะของพวกเขาก็เป็นชุดเกราะที่โดดเด่นท่ามกลางเกราะจักรพรรดิด้วยเช่นกัน

“หัวข้อหลักของการประชุมครั้งนี้คืออะไร บอกกันก่อนได้ไหม” ดอกเตอร์เคลเลอร์เอ่ยถาม

ลู่เซิ่งยิ้มอย่างผ่อนคลาย “ง่ายดายมาก โรงเรียนที่อยู่ข้างใต้ของพวกเราจะเป็นเครื่องสังเวยให้กับวันแรกของการก่อตั้งองค์กรอย่างเป็นทางการของพวกเรา เพื่อแสดงการดำรงอยู่ของพวกเราให้โลกได้เห็น”

“ทำลายโรงเรียนแพลตินัมหรือ” ต่อให้เป็นพวกเคลเลอร์ ตอนนี้ก็อดงุนงงเพราะความกล้าหาญเทียมฟ้าของลู่เซิ่งไม่ได้

“ไม่ เมืองแพลตินัมทั้งเมืองต่างหากล่ะ” ลู่เซิ่งแก้คำพูด “ตอนที่ออกเดินทางในวันพรุ่งนี้ ผมต้องการให้เมืองเมืองนี้เหลือแค่เสียงเดียวเท่านั้น”

เขาวางมือลงบนผิวโต๊ะอย่างช้าๆ และใช้สายตาแหลมคมกวาดมองทุกคน

“เกราะจักรพรรดิทั้งเจ็ดร่วมมือ พวกเราจะสร้างยุคสมัยใหม่ ยุคสมัยที่เป็นของพวกเราเท่านั้น!”

“ไม่มีใครขวางพวกเราได้ เหมือนกับไม่มีใครขวางไม่ให้ดวงอาทิตย์ขึ้นได้”

..............................................
“รอเดี๋ยว! พวกคุณไม่รู้สึกแปลกๆ บ้างเหรอ” ในหอพัก นักท่องราตรีพลันชะงักฝีเท้า

ทูตสวรรค์ทมิฬกับคนของม่านเหล็กไม่สนใจ สองฝ่ายยังคงคุมเชิงกันต่อหลังจากพังกลอนประตู ไม่มีใครกล้าพุ่งเข้าไปก่อน เพราะท่าทางของคนแรกที่พุ่งเข้าไปจะเป็นการหันหลังให้กับคนอื่นๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายถึงชีวิตสำหรับนักฆ่า

ต่อให้เป็นทูตสวรรค์ทมิฬระดับที่ปรึกษา ก็ไม่มีทางทำข้อผิดพลาดต่ำๆ แบบนี้

นักท่องราตรีค่อยๆ ถอยหลังเพื่อแสดงเจตนาว่าตนไม่คิดเข้าร่วมศึกแย่งชิงในครั้งนี้

ถึงแม้อวี๋ชาจะมีความสำคัญมาก แต่เขาสังหรณ์ว่าเหมือนมีอะไรบางอย่างซ่อนไว้ในห้องนี้

ด้านหลังประตูบานนั้นเงียบเกินไป พวกเขาต่อสู้กันด้านนอกมาสักพักหนึ่งแล้ว ต่อให้เป็นคนที่ซื่อบื้ออย่างไรก็คงไม่ถึงกับไม่ส่งเสียงอะไรเลย

พอนักท่องราตรีฉุกใจนึกได้ ก็อดถอยหลังไปหลายก้าวไม่ได้

ขณะที่มองสองฝ่ายที่กำลังคุมเชิงกันอยู่ ในที่สุดเขาก็เลือกเชื่อลางสังหรณ์ หมุนตัวเตรียมจะลงจากหอพัก

อยู่ๆ เสียงฝีเท้าแผ่วเบาก็ดังมาจากบันได

‘หรือว่า?!’ นักท่องราตรีเกิดความฮึกเหิม ค่อยๆ เพิ่มความเร็วขึ้น

เขาพุ่งไปถึงบันได แล้วเห็นชายกระโปรงของเดรสสีดำที่อวี๋ชาใส่ตรงด้านล่างแวบหนึ่ง

‘ที่แท้ก็หนีออกมาตั้งแต่แรกแล้วนี่เอง!’ นักท่องราตรีดีใจ รีบติดตามไป

เขาพยายามย่องให้เงียบที่สุด อาศัยแสงไฟที่อยู่ไกลๆ จนเห็นดวงหน้าที่หวาดผวาของอวี๋ชาที่อยู่ด้านหน้า

ระยะห่างชิดใกล้ขึ้นเรื่อยๆ นักท่องราตรีรู้สึกว่าบางทีภารกิจครั้งนี้อาจจะสำเร็จได้ง่ายๆ

ตอนที่เข้าใกล้ได้สักสองสามเมตร เขาพลันรู้สึกถึงความผิดปกติ แม้เด็กสาวตรงหน้าจะมีใบหน้าของอวี๋ชา แต่ตรงจุดอื่น...

พอเขาเข้าใกล้ถึงค่อยค้นพบอย่างงุนงงว่า เด็กสาวคนนี้เหมือนกับกำลังลากอะไรบางอย่างไว้กับพื้น

เนื่องจากแสงไฟมืดสลัว ทำให้เขามองไม่ออกอยู่ชั่วขณะ

ระยะห่างใกล้มากขึ้น เขาลงมือจับอีกฝ่ายในระยะห่างเท่านี้ได้แล้ว นักท่องจึงราตรีโล่งอก

ฟ้าว!

ใบหน้าของเด็กสาวเปลี่ยนแปลงไป กลายเป็นใบหน้าที่สุกงอมงดงามแต่กลับแฝงความบ้าคลั่งเย็นชาเอาไว้

ครั้นเข้าใกล้ นักท่องราตรีจึงค่อยค้นพบว่า สิ่งที่ ‘อวี๋ชา’ กำลังลากอยู่ไม่ใช่สิ่งของ

หากเป็นศพที่ขาดครึ่งท่อน

นักท่องราตรีตื่นตระหนก ฝีเท้าชะงักเล็กน้อย

“หนุ่มน้อย เธอกำลังตามหาฉันอยู่เหรอ” ‘อวี๋ชา’ อุ้มศพในมือขึ้น พร้อมกับหมุนตัวมามองนักท่องราตรี

ศีรษะของศพในมือเธอเอียงเล็กน้อย เป็นที่ปรึกษาของนักท่องราตรีที่เฝ้าอยู่ด้านนอกนั่นเอง!

“ท่าน...ที่ปรึกษา...!?” นักท่องราตรีงงงัน รู้สึกเจ็บปวดและตื่นตระหนก

ฉัวะ!

ประกายเลือดสาดกระจาย เลื่อยที่เปื้อนเลือดตัดผ่านร่างของเขาด้วยความเร็วสูง

...

ชั้นบนสุดของตึกเรียนในโรงเรียนแพลตินัม

ห้องทำงานของผู้อำนวยการ

เฉวียนสือฮุยนั่งบนโต๊ะทำงานอย่างสบายอารมณ์ ขางามเรียวยาวที่สวมถุงน่องถูกผู้อำนวยการอ้วนที่อยู่ด้านหลังเอื้อมมือมาลูบไล้อย่างแผ่วเบา

ผู้อำนวยการเพลลา เพเจต์นั่งอยู่ด้านหลังโต๊ะทำงาน ร่างใหญ่โตมีไขมันเกินเกณฑ์เล็กน้อย เขาไว้หนวดจิ๋มและผิวขาวเสียจนเหมือนหนังหมูที่ผ่านการแช่น้ำมา

มือของเขาลูบไล้เบาๆ ตลอดเวลา แต่ทุกครั้งที่เขาคิดจะยื่นมือไปใต้กระโปรง เฉวียนสือฮุยจะส่งสายตาคมกริบใส่ จึงต้องหยุดความคิดที่ไม่ควรเกิดนี้เอาไว้

“คุณลุง เตรียมตัวพร้อมหรือยังคะ” เฉวียนสือฮุยปัดมือบนน่องขาทิ้งและลุกขึ้นเดินไปถึงหน้าตู้หนังสือ ก่อนจะยื่นมือไปลูบหนังสือเล่มหนาที่จัดอย่างเป็นระเบียบในตู้

“ปล่อยให้พวกผู้ร้ายน่ากลัวที่ชั่วช้าสารเลวพวกนั้นเข้ามาในโรงเรียน ตอนนี้ควรจะลงมือได้แล้วมั้ง”

“โฮ่ๆๆ...ทัพปีกขาวเข้าประจำตำแหน่งแล้ว พวกที่ปรึกษาก็เข้าประจำตำแหน่งแล้วเหมือนกัน” เพลลา เพเจต์ชักมือกลับ มองดูหลานสาวที่เผยความอันตรายออกมาอย่างละโมบ เขาคิดจะจัดการอีกฝ่ายมานานแล้ว น่าเสียดายที่ตั้งแต่เขารับเลี้ยงเธอไว้ตอนอายุสิบเอ็ดขวบ เธอก็รู้ว่าจะปกป้องตัวเองอย่างแน่วแน่ได้อย่างไรมาโดยตลอด

“แล้วจะยังรออะไรอยู่อีกล่ะคะ” เฉวียนสือฮุยเอ่ย “ผู้เฝ้าระวังของสหพันธรัฐ หรือ”

“ไม่...ผู้เฝ้าระวังมอบอำนาจทั้งหมดให้ทางเราจัดการเรียบร้อยแล้ว ลุงกำลังรอคนที่แข็งแกร่งที่สุดของโรงเรียนแพลตินัมอยู่” ผู้อำนวยการเพลลา เพเจต์อธิบายอย่างอ่อนโยนและอดทน

“คนที่แข็งแกร่งที่สุดหรือ ลุงหมายถึง...” เฉวียนสือฮุยพลันนึกถึงอะไรบางอย่าง หน้างามเกิดการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย

“แล้วพวกหลานล่ะ คิดจะทำยังไง” เพลลามองดูหลานสาวของตนอย่างอ่อนโยน “เป็นยังไง ขอแค่หลานยอมกลายเป็นทาสของลุง ครั้งนี้ลุงจะพิจารณาปล่อยพวกหลานไปสักครั้ง”

“คุณลุงก็ยังคงชั่วช้าเหมือนเดิม” เฉวียนสือฮุยเอ่ยด้วยสีหน้าราบเรียบ นับตั้งแต่เธอค้นพบสันดานวิปริตของคุณลุงตอนอายุสิบสอง เธอก็สิ้นหวังกับเรื่องครอบครัวโดยสิ้นเชิง

“ลองคิดดูสักหน่อยเถอะ” เพลลาไม่สนใจคำวิจารณ์แบบนี้แม้แต่น้อย

“ต่อให้เป็นคนคนนั้น ฉันก็เชื่อว่าพี่ใหญ่ไม่มีทางแพ้ง่ายๆ” เฉวียนสือฮุยกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“แสงแห่งสุสานเหนือผู้คุมม่านน่ะหรือ...ลุงยอมรับว่าเขาแข็งแกร่งมาก แต่ถ้าหากบวกนักฆ่าระดับรอยจันทราของตระกูลไป๋เข้าไปด้วยล่ะ” เพลลายิ้มกว้างกว่าเดิม

ในที่สุดสีหน้าของเฉวียนสือฮุยก็เกิดการเปลี่ยนแปลง

“สามอันดับแรกของสหพันธรัฐ...นึกไม่ถึงว่าจะมาพร้อมกันในวันเดียว...” น้ำเสียงของเธอเย็นชาขึ้นเล็กน้อย

“อย่าคิดจับลุงเป็นตัวประกันดีกว่านะ หลานสาวที่รักของลุง” เพลลา เพเจต์หัวเราะเหอะๆ

“งั้นเหรอ” เฉวียนสือฮุยถอยหลังก้าวหนึ่ง “ในเมื่อลุงคิดว่าตัวเองกำชัยชนะไว้ในมือแล้ว อย่างนั้นก็คอยดูต่อไปเถอะ” จากนั้นเธอก็หมุนตัวออกจากห้องทำงาน

...

ชุดเกราะสีขาวจำนวนมากล้อมโรงเรียนแพลตินัมไว้หลายชั้น

บนไหล่ขวาของชุดเกราะขาวทุกชุดติดผ้าคลุมเล็กๆ ที่งามประณีตเอาไว้

ผู้นำเป็นชายสวมชุดเกราะร่างสูงใหญ่ที่ติดผ้าคลุมสีดำผืนกว้างเอาไว้ มองเห็นผ่านหน้ากากโลหะได้ว่า นี่เป็นชายวัยกลางคนที่มีผมเผ้ายุ่งเหยิง และดูเหมือนอายุจะอยู่ในช่วงราวๆ สามสิบกว่าปีคนหนึ่ง

เวลาสามสิบกว่าปี จะว่านานก็ไม่นาน จะว่าสั้นก็ไม่สั้น ถ้าหากคนคนหนึ่งทุ่มเทเวลาทั้งหมดกับเรื่องเรื่องหนึ่ง เรื่องนั้นก็จะน่ากลัวถึงขีดสุดภายใต้ความหมกมุ่นที่กินเวลายาวนาน

มังกรพิษแกล แคนดี้เป็นเช่นนี้ เขาใช้เวลาสามสิบปีกับชุดเกราะต่อสู้ระยะประชิด คนที่มีอายุหกสิบสี่ปีในตอนนี้กลับดูหนุ่มแน่นอย่างน่าประหลาดเพราะให้ความสนใจกับเรื่องเรื่องเดียวเป็นเวลานาน

“เตรียมตัวกันเรียบร้อยแล้วหรือยัง” เขาถามผู้ช่วยที่อยู่ด้านข้าง

“เตรียมทุกอย่างเสร็จแล้วครับ”

คำตอบของผู้ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับเขา

มังกรพิษยกมือซ้ายขึ้น ด้านนอกแขนซ้ายมีเลื่อยคมกริบแถวหนึ่งดีดออกมา

“เป้าหมาย โถงประชุมของตึกเรียนหมายเลขสอง ทุกคนเตรียมลงมือ” เขายกแขนขึ้น

ฟิ้ว!

เลื่อยท่อนหนึ่งบนแขนพุ่งออกไปอย่างฉับพลัน กลายเป็นชิ้นส่วนสีขาวมากมาย ก่อนจะลอยเฉียงๆ ไปทั่วทิศ

มันเหมือนกับเป็นสัญญาณ ชุดเกราะหลายกลุ่มที่ล้อมอยู่รอบโรงเรียนพากันเคลื่อนทัพเข้าไปในโรงเรียน

“คืนนี้จะกลายเป็นช่วงเวลาแห่งความสำเร็จของพวกเรา” มังกรพิษนั่งบนรถสี่ล้อขนาดใหญ่สีขาวที่เหมือนกับรถจักรยานยนต์ เพียงแค่บนรถติดตั้งที่นั่งไว้ที่เดียว ทำให้เขาที่นั่งลงหงายหลังเล็กน้อย และสองมือวางราบบนที่พักแขนสองข้างราวกับนั่งลงบนบัลลังก์

“เกราะจักรพรรดิทั้งเจ็ด การรวมตัวแบบนี้อันตรายเกินไปจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นขุมกำลังใดก็ไม่ทางยอมให้พวกร้ายกาจแบบนี้โผล่ขึ้นมาในพื้นที่ของสหพันธรัฐ เด็ดขาด” เสียงที่แก่ชราอยู่บ้างตอบกลับมาจากความมืดอย่างรวดเร็ว

“ชนวนดูเหมือนจะเป็นนักเรียนปีสองของโรงเรียนสินะ” มังกรพิษถามอย่างกะทันหัน

“ดูเหมือนจะใช่ครับ”

“น่าสนใจดี”

ตอนที่ตัดผ่านประตูโรงเรียน มังกรพิษแกลแคนดี้เงยหน้ามองดวงดาวกลางท้องฟ้ายามราตรี สิ่งที่น่าเสียดายก็คือตอนนี้มีดวงดาวแค่ไม่กี่ดวงเท่านั้นที่เผยโฉม

ชุดเกราะทั้งหมดกรูเข้าหาตึกเรียนหมายเลขสอง ชุดเกราะสีขาวที่ติดผ้าคลุมสีทองอ่อนและมีสภาพแตกต่างกันออกไปสี่ชุดในนี้ ค่อยๆ เดินไปรอบๆ เพื่อปิดเส้นทางหลบหนีที่เป็นไปได้ทั้งหมด

...

“พวกเราโดนล้อมแล้ว เป็นทัพปีกขาวของมังกรพิษแกลแคนดี้...”

ในโถงประชุม ฮาล์ฟเฟซยืนมองชุดเกราะสีขาวที่ล้อมด้านนอกเอาไว้อยู่ข้างหน้าต่าง

“แล้วจะรออะไรอีก พุ่งทะลวงออกไปก็พอแล้วไม่ใช่เหรอไง” มันโดเอ่ยอย่างไม่เกรงใจ “หรือจะรอให้พวกมันจัดขบวนเสร็จ จากนั้นพวกเราค่อยยิงปืนใหญ่ใส่หรือ”

“ฉันมีของเล่นเล็กๆ น้อยๆ ที่พอจะรับมือเกราะทหารทั่วไปได้ แต่คงใช้กับเกราะขุนพลที่แข็งแกร่งกว่าได้ไม่ดีเท่าไหร่” ดอกเตอร์เคลเลอร์ไตร่ตรองเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยปากกล่าว

“ไม่เป็นไรหรอก” ลู่เซิ่งยิ้ม “พวกเราออกไปพบปะพวกมันสักหน่อย มังกรพิษแกล แคนดี้ปรมาจารย์ระดับรอยจันทราอันดับหนึ่งของสหพันธรัฐ ขอดูหน่อยเถอะว่าจะมีพลังขนาดไหน”

“ใครจะไปบ้าง” เขากวาดตามองทุกคนที่อยู่รอบๆ

“ฉันไป” ฮาล์ฟเฟซลุกขึ้น ถึงจะโดนล้อมเอาไว้ แต่ทุกคนกลับไม่มีความกังวลแม้แต่น้อย

“ขุนพลของม่านเหล็กมาถึงแล้วเหมือนกัน ครบทั้งสี่คน” ประตูใหญ่ของโถงประชุมค่อยๆ เปิดออก เบเลย์ที่ร่างอาบเลือดยืนถือเลื่อยที่เต็มไปด้วยเลือดเนื้ออยู่ตรงประตู

“พวกเราเจ็ดคนอยู่นี่ ทั่วทั้งสหพันธ์ไม่มีศัตรูที่พวกเราล้มไม่ได้ จะกลัวอีกทำไม!? ต่อให้เป็นมังกรพิษแล้วยังไง พวกเราร่วมมือกัน ไม่แน่ว่าจะทำให้มันลิ้มรสความพ่ายแพ้ไม่ได้” มันโดขู่คำราม

ลู่เซิ่งมองดู ความจริงเกราะจักรพรรดิที่อยู่ที่นี่เป็นสุดยอดชุดเกราะรัดรูปที่แข็งแกร่งกว่าเดิม แถมยังมีพลังป้องกันและความเร็วดีกว่าเดิม แกร่งกว่าเกราะทหารประมาณห้าถึงสิบเท่า และแกร่งกว่าเกราะขุนพลสองเท่า

ดังนั้นจึงไม่ใช่ว่าเอาชนะไม่ได้ ขอแค่เกราะทหารมีจำนวนเกินสามสิบ ก็สร้างการคุกคามที่เห็นได้ชัดต่อพวกเขาได้แล้ว ส่วนถ้าเกราะขุนพลมีจำนวนเกินแปดชุด และประสานงานกันได้ดี ก็จะรุมเกราะจักรพรรดิจนตายได้

เดิมทีโลกใบนี้มีไว้เพื่อสะสางผลกรรมเท่านั้น ลู่เซิ่งจึงไม่คิดจะเสียเวลาอีก

เขาเดินออกจากโถงประชุม แล้วหยุดยืนอยู่บนระเบียง พลางมองดูชุดเกราะของทัพปีกขาวที่ล้อมที่นี่เอาไว้ข้างล่าง

“อย่างน้อยมีหนึ่งพันกว่าคน เยอะกว่าตอนที่เจอกันครั้งล่าสุดไม่น้อย”

“เพื่อแผนผังแสงดาวล่ะมั้ง” ดอกเตอร์เคลเลอร์ว่า

“แผนผังแสงดาวหรือ” ลู่เซิ่งเพิ่งได้ยินชื่อนี้เป็นครั้งแรก

“แผนผังการออกแบบของสุดยอดชุดเกราะสายยุทธวิธี ว่ากันว่ามันใช้ความรู้ต้องห้ามไม่น้อยทีเดียว” เคลเลอร์อธิบายอย่างละเอียด

“ผู้คุมม่านของม่านเหล็กก็มาถึงแล้วเหมือนกัน แสงแห่งสุสานเหนือ หมายเลขสองของสหพันธรัฐ” มิสซิสเบเลย์มองชั้นบนสุดของหอพักที่อยู่ข้างๆ ชุดเกราะพิเศษที่เป็นสีขาวอมเทาชุดหนึ่งนั่งอยู่ตรงนั้น

ชุดเกราะชุดนั้นสูงชะลูดทรงพลัง หางยาวเส้นหนึ่งติดอยู่บนศีรษะและห้อยไปด้านหลัง

“ไปเถอะ ทำให้พวกมันได้เห็นพลังของพวกคุณซะ” ลู่เซิ่งเห็นชุดเกราะสีขาวอมเทาที่นั่งอยู่ด้านข้างแล้วเช่นกัน

“ทางด้านแสงแห่งสุสานเหนือนั่น เคลเลอร์ พวกเราร่วมมือกันเป็นไง” มิสซิสเบเลย์ถาม

“ดีเหมือนกัน” ดอกเตอร์เคลเลอร์เอ่ยด้วยรอยยิ้ม

ทั้งสองทยอยลงตึกไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็หายไปในความมืด

“พวกเราก็ไปเถอะ รอบๆ มีชุดเกราะมีฉายาของทัพปีกขาวกับม่านเหล็กเฝ้าอยู่ ถ้าไม่ลงทุนสักหน่อย ครั้งนี้คงจะทำลายอุปสรรคไม่ไหวจริงๆ” ฮาล์ฟเฟซเอ่ยเสียงแหบพร่า

มันโดแค่นเสียง แล้วโดดออกไปจากหน้าต่างทีอยู่ใกล้ๆ

เหลือแค่บั๊ค เฮนรี่กับเงาคนสูงใหญ่ที่สวมโค้ทสีดำอีกสาย

..............................................
“ไปกันหมดเลยก็แล้วกัน ผมมีคำขอเดียว อย่าตายเร็วเกินไป” ลู่เซิ่งเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

“แล้วบอสล่ะ” บั๊คยืดเหยียดร่างกาย ร่างกายกำยำค่อยๆ ส่ายไหวไปมา พร้อมทั้งตั้งการ์ดในท่ามวย เหมือนกับกำลังนึกย้อนถึงวิธีการชกต่อยอันแข็งแกร่งที่เคยใช้อาละวาดไปทั่วสหพันธรัฐ

“ผมหรือ” ลู่เซิ่งมองทัพปีกขาวที่ล้อมอยู่ด้านล่าง ชายร่างสูงใหญ่ที่สวมเสื้อคลุมสีดำตัวหนาหนักคนนั้นกำลังมองมาด้านบนพอดี

สองฟากข้างของชุดเกราะบนร่างชายคนนั้นมีเลื่อยคมกริบที่เหมือนกับปีกมังกรติดอยู่ บนศีรษะมีเขาแหลมโค้งสองแท่ง ด้านหลังยังมีหางใหญ่โตที่ยาวยิ่งกว่าตัวอยู่อีก

“ผมอยากจะเห็นพอดีว่าโรงเรียนแห่งนี้ซ่อนอะไรเอาไว้กันแน่” ลู่เซิ่งยกมือขึ้น ชุดเกราะรัดรูปสีดำสนิทแบบเพรียวลมค่อยๆ เดินออกมาจากความมืดด้านหลัง

นี่เป็นชุดเกราะแข็งแกร่งที่เขาได้มาโดยบังเอิญตอนไปรับมิสซิสเบเลย์เข้าเป็นพวก ถือว่าเป็นชุดเกราะที่โดดเด่นในระดับขุนพล

สองมือของชุดเกราะถือดาบเรียวยาวไว้ข้างละเล่ม คมดาบโลหะผสมที่คมกริบสะท้อนแสงเย็นเยียบภายใต้แสงไฟยามค่ำคืน

ชุดเกราะมีแขนที่หนาเป็นสองเท่าของเกราะขุนพลทั่วไป ฝ่าเท้าติดตีนกบขนาดใหญ่ที่มีความเหนียวหนึบเหมือนกับจิ้งจกเอาไว้ เวลาเดินแต่ละก้าวนิ้วเท้าจะเกี่ยวติดกับพื้นแน่นเหมือนกับตะขอ

“เริ่มกันเลย ทำให้คู่ต่อสู้ของพวกเราได้เห็นหน่อยว่า ใครคือเจ้าของเมืองเมืองนี้ที่แท้จริง” ลู่เซิ่งเดินเข้าชุดเกราะเพื่อสวมใส่ ก่อนจะสาวเท้าเดินลงจากตึก

บั๊คกับคนลึกลับอีกคนตามลู่เซิ่งลงไปด้านล่างเช่นกัน

บนบันไดมีเกราะทหารหลายชุดพุ่งเข้ามา

“ฆ่า!”

เกราะทหารสองชุดร่วมมืออย่างรู้กัน ถือดาบฟันใส่ลู่เซิ่งดุจสายฟ้าแลบจากด้านบนและด้านล่าง

พอมีพลังระเบิดจากระบบขับเคลื่อนเสริมพลัง ความเร็วของเกราะทหารสองชุดนี้ก็ถึงขั้นไปถึงระดับพันธนาการ

ถือเป็นระดับที่ตาเนื้อมองไม่เห็นสำหรับคนธรรมดาๆ แล้ว

เส้นสีขาวสองสายพุ่งใส่ส่วนท้องและทรวงอกของลู่เซิ่งราวกับสายฟ้าฟาด

เคร้ง!

เกิดเสียงกระแทกเสียดหู บั๊คที่อยู่ด้านหลังลู่เซิ่งยกมือขึ้นเล็กน้อย เขาสวมชุดเกราะตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เส้นสีเงินสายหนึ่งเข้ามาขวางด้านหน้าลู่เซิ่งไว้อย่างแม่นยำ แล้วดีดเส้นสีขาวสองสายออกไปอย่างง่ายดาย

คนลึกลับที่อยู่อีกด้านหนึ่งลงมือพร้อมกัน ตูม!

เกิดเสียงดังสนั่น ร่างครึ่งท่อนของเกราะทหารสองชุดถูกระเบิดหายไป เลือดเนื้อปลิวกระจาย

ลู่เซิ่งเดินลงไปข้างล่างต่อโดยไม่ชะงักฝีเท้า บนบันไดมีเกราะทหารสีขาวที่เหี้ยมหาญไม่กลัวตายมากกว่าสิบชุดพุ่งเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

บั๊คควบคุมเส้นสายเข้าขวางอาวุธที่โจมตีใส่ลู่เซิ่งทั้งหมดได้อย่างแม่นยำ

ส่วนอีกคนหนึ่ง เพียงเผยลำกล้องปืนใหญ่ขนาดเท่ากำปั้นออกมาจากใต้เสื้อคลุม ก็ระเบิดร่างคนที่บุกเข้ามาทุกคนอย่างแม่นยำราวจับวางได้แล้ว

ไม่มีใครขวางพวกเขาไว้ได้ ต่อให้แค่ครึ่งวินาทีก็ทำไม่ได้

พอออกมาจากตึกเรียน ลำกล้องปืนและลำกล้องปืนใหญ่จำนวนมากกว่าร้อยก็เล็งมาที่พวกเขาทั้งสามอย่างพร้อมเพรียง

มังกรพิษแกล แคนดี้ยืนอยู่ด้านหน้าสุดของกลุ่ม อัญมณีสีเหลืองอ่อนอันงดงามที่ฝังอยู่บนเกราะไหล่ทั้งสองข้างสะท้อนแสงที่ทั้งสว่างไสวและแวววาวออกมาเพราะแสงจากไฟฉาย

“บั๊ค เฮนรี่ นึกไม่ถึงว่าแกจะมีวันแหกคุกได้อีก ครั้งก่อนยังจำได้ว่าฉันเป็นคนจับแกยัดเข้าซังเตด้วยตัวเอง” มังกรพิษมองไปยังบั๊คที่อยู่ด้านหลังลู่เซิ่งเป็นคนแรก

บั๊คเพียงยิ้มๆ ไม่ได้พูดอะไร

“ราชาสายฟ้าโนแลน นึกไม่ถึงว่าแม้แต่แกก็เลือกเข้าองค์กรเซเว่นลีฟกับเขาด้วย” สิ่งที่ฉายออกมาจากสายตาของมังกรพิษแกล แคนดี้ในตอนที่มองไปยังคนสวมเสื้อคลุมผู้ลึกลับเป็นความเสียดายเสียส่วนใหญ่

“แกไม่เข้าใจหรอก มังกรพิษ” คนลึกลับค่อยๆ เลิกเสื้อคลุมออก เผยให้เห็นรูปโฉมที่อยู่ข้างใน

ร่างกายภายใต้เสื้อคลุมคือ ชายร่างสูงใหญ่ที่สวมหน้ากากกันแก๊ส และสองตาแสดงถึงความร่วงโรยคนหนึ่ง

“ฉันเสียดายแทนแกจริงๆ” มังกรพิษส่ายหน้า “พวกแกไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังจะเผชิญคืออะไร”

“ฉันรู้ดีว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่” ราชาสายฟ้าโนแลนเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ “ร่างกายนี้นอนเป็นผักอยู่บนเตียงมาสิบกว่าปีแล้ว แทนที่จะหายใจไปวันๆ แบบนั้น ฉันยอมใช้เวลาสุดท้ายเพื่อทำสิ่งที่ฉันอยากจะทำดีกว่า”

“พอแล้ว ลงมือเถอะ อย่าเสียเวลา” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างหงุดหงิด

เขาไม่ได้รวบรวมคนที่แข็งแกร่งเหล่านี้มาเพื่อทำสงครามน้ำลาย

ผู้คุมม่านหรือแสงแห่งสุสานเหนือจากม่านเหล็กได้ปรากฏตัวแล้ว ต่อจากนี้คือสมาชิกคนอื่นๆ หากคิดจัดการม่านเหล็ก จะต้องกำหนดตำแหน่งให้ได้เสียก่อน

สิ่งที่น่าเสียดายก็คือวิชาจิตบำบัดไม่สามารถใช้ผ่านชุดเกราะได้

“มาดูกันก่อนว่าโรงเรียนแห่งนี้มีอะไรที่ใช้ได้บ้าง หนึ่งในสถานศึกษาที่ระดับสูงสุดของสหพันธรัฐ คงจะไม่ทำให้ฉันผิดหวังง่ายๆ”

ลู่เซิ่งเดินไปยังตึกทดลองที่อยู่ด้านข้าง ตึกทดลองแห่งนี้เป็นจุดรวมตัวกันของพวกอาจารย์ที่ปรึกษาและศาสตราจารย์ ไม่เพียงแค่มีห้าชั้นเท่านั้น ชั้นใต้ดินยิ่งไม่รู้ว่าลึกขนาดไหน แถมยังซ่อนความลับมากมายของโรงเรียนไว้ไม่น้อย

“ขวางมันไว้!” มังกรพิษแค่นเสียงเย็นชา แล้วกระโจนใส่ลู่เซิ่ง

ความเร็วและพลังระเบิดของเขา แม้แต่บั๊คกับราชาสายฟ้ายังตอบสนองไม่ทัน

ฉายามังกรพิษไม่ได้หมายความว่าชุดเกราะของเขามีพิษร้ายแรง แต่เป็นเพราะมุมที่เขาเลือกลงมือกับพลังระเบิดอันน่ากลัวที่น่าเหลือเชื่อได้ก้าวข้ามจินตนาการของคนธรรมดาไปแล้วต่างหาก

ลงมืออย่างโหดเหี้ยมอำหิต หากไม่ตายก็พิการ เคลื่อนไหวร่างเหมือนมังกร นี่จึงเป็นความหมายที่แท้จริงของฉายานี้

‘ถึงชุดเกราะของโลกใบนี้จะเป็นกระแสหลัก แต่ก็ยังใช้การต่อสู้มือเปล่าเป็นหลักอยู่ดี สำหรับชุดเกราะขั้นสุดยอด การโจมตีระยะไกลมีผลไม่มากเท่าไหร่ กลับไม่คุ้มค่านัก’

ลู่เซิ่งมองมังกรพิษที่พุ่งเข้ามาพร้อมกับฟันดาบยาวในมือซ้ายไปด้านหน้าอย่างฉับพลัน

ฉัวะ!

ร่องรอยดาบของดาบนี้ลากแสงสีน้ำเงินประกายหิมะที่ยาวหนึ่งเมตรกว่าๆ ขึ้นกลางอากาศ

ในเวลาหนึ่งเดือนกว่าๆ คุณสมบัติร่างกายของลู่เซิ่งได้รับการยกระดับประสิทธิภาพด้วยการปรับปรุงจากแก่นหยาง แถมเขายังได้ใช้ดีปบลูฝึกฝนทักษะวิชาภายนอกอีกหลายวิชาเสริมเข้าไปด้วย

ถือได้ว่าเขาได้ผลักดันร่างกายร่างนี้ถึงขีดจำกัดแล้ว

แต่ว่าการเพิ่มความแข็งแกร่งจากเกราะจักรพรรดิก็ร้ายกาจมากจริงๆ พลังระเบิดของมังกรพิษถึงขั้นเร็วกว่าดาบนี้ของลู่เซิ่งเสียอีก

เขาควงเลื่อยบนสองแขนป้องกันประกายดาบได้อย่างง่ายดาย แล้วสะบัดหางมังกรด้านหลังใส่เอวของลู่เซิ่งอย่างรุนแรง

ร่างกายของเขาเหมือนกับมังกรพิษตัวหนึ่งจริงๆ ความเร็ว ปฏิกิริยา พละกำลังขณะเคลื่อนไหวในพื้นที่เล็กๆ ล้วนสมบูรณ์แบบไร้ข้อบกพร่อง การลงมือเองก็ไร้ช่องโหว่แม้แต่น้อย

ร่างกายของลู่เซิ่งตามการระเบิดที่ได้รับการยกระดับจากเกราะจักรพรรดิไม่ทัน การระเบิดชนิดนี้ไปถึงระดับผู้ถืออาวุธแล้ว

เคร้งๆๆ!

ทั้งสองปะทะกันหลายสิบดาบดุจสายฟ้าแลบ สองดาบของลู่เซิ่งฟันใส่อีกฝ่ายจากมุมต่างๆ เหมือนห่าฝนพายุคลั่ง แต่ทุกๆ ดาบกลับถูกป้องกันไว้ได้อย่างแม่นยำ

มังกรพิษเร็วกว่าลู่เซิ่งมากเหลือเกิน เลื่อยบนสองแขนกับหางมังกร รวมถึงเขาโค้งบนศีรษะต่างก็เป็นจุดสำคัญที่เขาใช้โจมตีได้

ถ้าไม่ใช่เพราะทักษะการต่อสู้ของลู่เซิ่งเข้าใกล้ระดับปรมาจารย์ของต้าอิน เกรงว่าจะพ่ายแพ้ตั้งแต่วินาทีที่พบหน้าแล้ว

ระดับของมังกรพิษสูงเกินไป บั๊คกับราชาสายฟ้าคิดสอดมือ แต่ชุดเกราะมีฉายาสีขาวอมเงินอีกสี่ชุดกลับเข้ามาขวางพวกเขาไว้แล้ว

กอปรกับการกลุ้มรุมจากเกราะทหารกลุ่มใหญ่ที่เหลือ พวกเขาจึงปลีกตัวไม่ได้อยู่ชั่วขณะ

ลู่เซิ่งกับมังกรพิษว่องไวเกินไป ทั้งสองพุ่งเข้าไปในตึกเรียนด้านหลังแทบจะในพริบตา กำแพงระเบิดเป็นรูใหญ่มากมาย

ร่องรอยดาบกับเลื่อยฉีกพื้นของตึกได้อย่างง่ายดาย พวกเขาผ่าตึกเรียนทีละท่อนๆ ได้สบายๆ เหมือนกับกล่องกระดาษ

‘นี่เป็นจุดอ่อนของการไม่มีเกราะจักรพรรดินี่เอง’ ลู่เซิ่งค้นพบอย่างงุนงงว่าตนเองอยู่ในสภาพเสียเปรียบ สภาวะโจมตีของดาบสองเล่มค่อยๆ ถูกมังกรพิษสะกดเอาไว้

“ยอมแพ้เถอะ แกไม่มีโอกาสหรอก” มังกรพิษสะบัดหางมังกรฟาดใส่ดาบสองเล่มที่ลู่เซิ่งนำมาป้องกันซ้อนกัน

ตูม!

ลู่เซิ่งกระเด็นออกไปชนใส่รั้วกำแพงจนถล่ม ทั้งยังลากพื้นเป็นร่องยาวสายหนึ่ง ชุดเกราะบนร่างเริ่มมีควันลอยขึ้น

“เกราะจักรพรรดิของฉันเป็นสุดยอดสิ่งประดิษฐ์ของสหพันธรัฐ ตั้งแต่ประวัติศาสตร์เคยมีมา สามารถเพิ่มความสามารถตอบสนองทั่วร่างของเกราะทหารได้อย่างน้อยยี่สิบเท่า” มังกรพิษค่อยๆ เดินเข้าหาลู่เซิ่ง

“ไม่ว่าแกจะดิ้นรนยังไงก็ไร้ความหมาย ตั้งแต่ที่แกสร้างเซเว่นลีฟ ก็เป็นความผิดพลาดที่น่าเศร้าแล้ว”

“ที่นี่ซ่อนอะไรเอาไว้ล่ะ” ลู่เซิ่งนอนยิ้มอยู่ในกองเศษหิน

“แผนผังแสงดาวหรือ”

มังกรพิษชะงักฝีเท้า

“นั่นเป็นแค่สิ่งที่ใช้ดึงดูดความสนใจเท่านั้น การที่โรงเรียนแพลตินัมมีความหมายด้านยุทธวิธีที่สำคัญที่สุดของสหพันธรัฐ ไม่ใช่เพราะสาเหตุอื่น แต่เป็นเพราะ...”

เขาพลันหยุดชะงักลง ไม่ได้พูดอะไรต่ออีก

“ความจริงการที่พวกแกสามารถเข้าร่วมเรื่องใหญ่ในครั้งนี้ในฐานะผู้ทดสอบได้ถือว่าเป็นเกียรติแล้ว ตอนแรกเบื้องบนจะรออีกสักสองสามปีจึงค่อยลงมือ แต่เพราะโอกาสที่แกสร้างขึ้นหายากเกินไป จึงถือโอกาสเริ่มปฏิบัติการณ์เสียเลย”

“ฉันสงสัยจริงๆ ว่า ผู้ทดสอบที่แกพูดถึงคืออะไร เป็นทักษะหรือชุดเกราะที่พัฒนาขึ้นใหม่หรือ” ลู่เซิ่งสนใจมากกว่าเดิม

“โฮ่ๆๆ...” ทันใดนั้นก็มีคนอ้วนผิวขาวร่างสูงใหญ่คนหนึ่งเดินออกมาจากในความมืด

คนอ้วนไว้หนวดจิ๋ม สวมชุดเกราะสีขาวที่อ้วนเหมือนกับหมี ด้านหลังมีแส้สิบกว่าเส้นที่เหมือนกับสายไฟฟ้าปัดป่ายไปมาโดยไม่ได้ควบคุม

“แกล แคนดี้ นี่เป็นสุดยอดผลงานของสหพันธ์ ตอนนี้ผลลัพธ์เป็นที่แน่นอนแล้ว บอกมันไปก็ไม่เป็นไรหรอก”

“งั้นหรือ ถึงอย่างไรคุณก็เป็นผู้รับผิดชอบ แล้วแต่คุณก็แล้วกัน” มังกรพิษกล่าวอย่างไม่ยี่หระแม้แต่น้อย

“คำนวณเวลาดู น่าจะถึงเวลาออกโรงแล้ว” ผู้อำนวยการเบือนหน้าไปมองรูบนผนังตึกเรียน

ครืน...พื้นสั่นไหวช้าๆ

“โฮ่ๆๆ...มาแล้วๆ!” ผู้อำนวยการกางแขนออกพร้อมกับโห่ร้องเสียงดัง

ฟ้าว ฟ้าว ควับ!

มังกรพิษลงมืออย่างฉับพลัน พุ่งไปถึงด้านหน้าลู่เซิ่งดุจสายฟ้าแลบ แล้วหวดสองแขนออกไปสามครั้งในพริบตา

หลังจากถูกโจมตีถึงสามครั้ง ในที่สุดชุดเกราะของลู่เซิ่งก็ทนไม่ไหวเหมือนกับถูกขวานยักษ์จามใส่ ส่งเสียงระเบิดดังเปรี้ยง เผยให้เห็นลู่เซิ่งที่ถูกเศษกระเบื้องและเศษหินฝังจนแทบมิด

“ผู้อำนวยการคุณจัดการเถอะ ผมต้องดำเนินการทดสอบครั้งที่สองต่อ” มังกรพิษหมุนตัวสาวเท้าออกจากตึกเรียนโดยไม่หันหลังกลับ ทิ้งผู้อำนวยการให้อยู่กับลู่เซิ่งตามลำพัง

“ว่ายังไง อยากจะฆ่าฉันไหม” ลู่เซิ่งมองผู้อำนวยการเพลลา เพเจต์ด้วยรอยยิ้ม

“สู้กับขุนพลใหญ่มังกรพิษที่สวมเกราะจักรพรรดิที่แข็งแกร่งที่สุดได้นานขนาดนี้ วัตถุดิบทดลองชั้นดีอย่างเธอ จะฆ่าง่ายๆ ได้ยังไงกันเล่า” ผู้อำนวยการหัวเราะเสียงประหลาด

ครืน...

เกิดการสั่นไหวอีกรอบ

ด้านนอกตึก ชุดเกราะที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ประวัติศาสตร์เคยมีมาลอยขึ้นจากในช่องแตกบนพื้นของลานกีฬาที่แตกออก

“จงดูซะ สุดยอดผลงานที่สูงส่งที่สุดของสหพันธรัฐ เกราะดวงดาวโลกาวินาศ ราชาแห่งแสงสว่าง!” เสียงหัวเราะของเขาหวีดแหลมกว่าเดิม

ลู่เซิ่งมองไปนอกช่องแตก

เปรี้ยง!

มือยักษ์สีดำข้างหนึ่งจับขอบช่องแตกเอาไว้ จากนั้นก็ตามด้วยมือยักษ์ข้างที่สอง

มือใหญ่สองข้างค่อยๆ ออกแรง เกราะจักรกลขนาดมหึมาสีดำที่สูงถึงสามสิบกว่าเมตรค่อยๆ มุดออกมาจากในช่องแตก

เกราะจักรกลตัวนี้มีหนวดอยู่บนหัวเหมือนกับแมลง ด้านหน้าด้านหลังมีแขนสี่ข้าง เท้าแปดข้างคอยรักษาสมดุลเหมือนกับแมงมุม

พอมันมุดออกมาจากใต้พื้น ทัพปีกขาวกับทัพม่านเหล็กที่กำลังสู้กันอยู่ต่างตะลึงงัน

แม้แต่ผู้ครอบครองเกราะจักรพรรดิเจ็ดคนในเซเว่นลีฟก็ยังถูกกดดันให้หยุดการต่อสู้ พากันถอยไปถึงระยะห่างที่ปลอดภัย พร้อมกับมองดูเกราะจักรกลขนาดมหึมาที่เพิ่งมุดออกมาจากพื้นตัวนี้

“พลังผสานของคนหนึ่งร้อยยี่สิบสี่คน ชุดเกราะที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่ประวัติศาสตร์เคยมีมาชุดนี้จะเริ่มต้นยุคสมัยใหม่และศตวรรษใหม่!” ผู้อำนวยการกลางแขนออกและกล่าวอย่างคลุ้มคลั่ง

“งั้นหรือ” ลู่เซิ่งมองราชาแห่งแสงสว่าง ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน เขาก็ไม่อาจสรรหาคำบรรยายที่เชื่อมโยงกับแสงสว่างได้เลย

“หลานสาวสุดที่รักของลุง เห็นแล้วหรือยัง” ผู้อำนวยการพลันหันไปมองความมืดด้านหลังลู่เซิ่ง

หลังเงียบงันพักหนึ่ง เฉวียนสือฮุยก็ค่อยๆ เดินออกมาจากด้านหลังลู่เซิ่ง

“คุณลุงยังคงโลภมากะเหมือนเดิม ครั้งนี้คิดจับม่านเหล็กของฉันทั้งหมดในทีเดียวเลยใช่ไหม” รอยยิ้มเยือกเย็นในตอนแรกของเธอสลายไปโดยสิ้นเชิงแล้ว สิ่งที่มาแทนที่คือความเย็นชาและความอันตราย

“แล้วก็เธอ” ผู้อำนวยการมองลู่เซิ่งอีกรอบ “เธอยังดูใจเย็นอยู่เลยนี่ เป็นเพราะเธอยังไม่ได้เผยไพ่ตายใช่ไหมล่ะ แล้วถ้าเป็นแบบนี้ล่ะ”

เขาปรบมือ

ชุดเกราะร่างคนสีม่วงชุดหนึ่งเดินออกมาจากในความมืด ชุดเกราะล็อกร่างที่อ่อนวัยและอ่อนแอร่างหนึ่งไว้กับแขน

“หลินหลิน...! ไม่ต้อง...สนใจฉัน! รีบ...หนีเร็ว!” อวี๋ชาถูกบีบคอลอยอยู่กลางอากาศ แต่ยังคงตะโกนและดิ้นรนอย่างต่อเนื่อง

“ถ้าฉันฆ่าเด็กสาวคนนั้นล่ะ เธอจะทำยังไง” ผู้อำนวยการมองลู่เซิ่งด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย “ฉันอยากรู้จริงๆ”

ลู่เซิ่งจ้องมองเขา รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ หายไป

“แกรู้ไหมว่าทำอะไรอยู่” เสียงเขาพลันสงบลง

“อ้าว เธอจะลงมือแล้วงั้นเหรอ ถ้าเธอลงมือ ฉันจะฆ่าเด็กสาวคนนั้นทิ้งซะ

เธออยากปกป้องตัวเอง หรือปกป้องแฟนสาวตัวน้อยของเธอล่ะ” ผู้อำนวยการหัวเราะเสียงประหลาด

“เธอวางแผนไว้อย่างรอบคอบรัดกุม แต่น่าเสียดายที่เธอลืมไปว่าที่นี่ยังมีตระกูลไป๋อยู่ด้วย เจ้าไป๋ซือเจอเด็กสาวคนนี้ด้วยความบังเอิญ ก็เลยเอาตัวมาให้ฉัน ฉันพอใจมากจริงๆ” ผู้อำนวยการพูดพลางแย้มยิ้ม

“เอาล่ะ...เธอในตอนนี้ควรทำอะไรดี”

“ทำอะไรงั้นเหรอ” ลู่เซิ่งค่อยๆ หยัดร่างขึ้น เศษหินและเศษกระเบื้องบนร่างร่วงหล่นออกไปเอง

“แกหมายถึง...แบบนี้รึเปล่า”

ตูม!

กำแพงด้านหลังผู้อำนวยการแตกออก มือโลหะสีดำขนาดยักษ์ที่หนาถึงเจ็ดแปดเมตรเจาะกำแพงออกมา มันทำให้ตึกเรียนสั่นสะเทือน แล้วพุ่งเข้าหาร่างเขาดุจสายฟ้าฟาด

..............................................
หมับ!

มือยักษ์จักรกลจับตัวผู้อำนวยการเอาไว้ นิ้วขนาดมหึมากับข้อต่อขนาดใหญ่บีบเกราะทั่วร่างเขาจนเกิดรอยแตกไม่น้อย

เลือดเนื้อและเศษชิ้นส่วนร่วงลงมาระหว่างซอกนิ้วของมือยักษ์อย่างช้าๆ

“แก...! เป็นไป...ไม่ได้!” เพลลา เพเจต์เงยหน้ากระอักเลือด รีบดิ้นรนขัดขืน สามารถเห็นได้จากขนาดของมือยักษ์ที่จับตัวเขาไว้ว่า ชุดเกราะชุดนี้มีระดับความใหญ่อยู่เหนือจินตนาการของเขา

อวี๋ชาที่อยู่ด้านข้างทรุดล้มลงกับพื้น ใบหน้าซีดขาว สะอึกสะอื้นและพูดอะไรไม่ออก

“สาเหตุที่ท้องฟ้าเกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะผืนดินเป็นนิรันดร์มาโดยตลอด ความสงบนิ่ง หยินหยาง ฟ้าดิน ทุกสรรพสิ่งล้วนมีเกิดมีกดข่มกัน”

ลู่เซิ่งค่อยๆ ลอยขึ้น ลวดลายประหลาดสีม่วงอมดำหลายสายปรากฏบนใบหน้าและร่างกายของเขา

โฮก!

ราชาแห่งแสงสว่างที่อยู่ด้านนอกค้นพบความผิดปกติของที่นี่แล้ว มันขู่คำรามพลางยื่นแขนยักษ์มาทางด้านนี้

มือยักษ์ที่ยาวสิบกว่าเมตรเอื้อมข้ามลานกีฬาเหมือนกับงูหลามยักษ์ กระแทกมุมหนึ่งของตึกเรียนจนถล่ม แล้วคว้าใส่ตำแหน่งที่ลู่เซิ่งอยู่อย่างรุนแรง

เสียงอากาศระเบิดและการสั่นสะเทือนของผืนดินเข้าใกล้อย่างรวดเร็ว

“ตอนแรกอยากจะเล่นสนุกสักหน่อย น่าเสียดาย...ที่แกทำฉันหมดอารมณ์แล้ว” ลู่เซิ่งมองไปยังเพลลา เพเจต์

ชุดเกราะสีม่วงที่จับอวี๋ชาเอาไว้ถูกมือยักษ์โลหะที่มีขนาดเล็กกว่านิดหน่อยอีกข้างบีบจนระเบิดกลายเป็นเศษชิ้นส่วนและเลือดเนื้อ ตั้งแต่พริบตาที่มือยักษ์โผล่มาแล้ว

“จบเรื่องให้ไวดีกว่า ละครตลกครั้งนี้ควรปิดฉากได้แล้ว” ลู่เซิ่งมองราชาแห่งแสงสว่างที่แผดเสียงร้องอย่างบ้าคลั่งอยู่ด้านนอก

“จงสัมผัสความเจ็บปวดเถอะ...” เขาค่อยๆ ยกมือขึ้นสู่ฟากฟ้า ก่อนกำมืออย่างแผ่วเบา

“สรรพสิ่งโศกศัลย์”

ตูม!

ทันใดนั้นเหนือท้องฟ้าด้านนอกก็มีฝ่ามือยักษ์ที่กว้างถึงยี่สิบกว่าเมตรข้างหนึ่งลอยขึ้นอย่างฉับพลัน แล้วจับลำตัวท่อนล่างของราชาแห่งแสงสว่างเอาไว้

กรรซ์!

ราชาแห่งแสงสว่างเงยหน้าร้องคำราม ดิ้นหลุดจากมือยักษ์ ก่อนจะกระแทกมือยักษ์ที่อยู่ใต้ดินจนกลายเป็นเศษชิ้นส่วนนับไม่ถ้วนและพุ่งมาทางลู่เซิ่ง

ตูม!

ทว่ามือยักษ์ข้างที่สองกลับพุ่งออกมาจับมันไว้อย่างแน่นหนา

ตามด้วยข้างที่สาม ข้างที่สี่ ข้างที่ห้า...

มือยักษ์สีดำหลายข้างเกิดจากการรวมตัวกันของแร่ดิบที่หยาบที่สุด แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับชุดเกราะอันงามประณีตของราชาแห่งแสงสว่าง

แต่ว่าจำนวนของพวกมันมีเยอะเกินไปจริงๆ

ตึกใหญ่ถล่ม พื้นดินพังทลายในเวลาแค่ครึ่งนาทีสั้นๆ มือยักษ์สีดำหลายข้างพุ่งออกจากพื้นพร้อมกับคว้าใส่ท้องฟ้า ราวกับกำลังกล่าวโทษท้องฟ้าถึงความเจ็บปวดที่ตนเองได้รับ

มือยักษ์สีดำจำนวนเหลือคณานับพุ่งออกมาจากพื้นในโรงเรียนแพลตินัมโดยใช้เวลาแค่หนึ่งนาที

มือใหญ่แต่ละข้างจับราชาแสงสว่างไว้เป็นชั้นๆ จนหนาขึ้นเรื่อยๆ

โฮก!

ราชาแห่งแสงสว่างร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวด ไม่นานเก็เหลือแค่ชุดเกราะส่วนเล็กๆ เท่านั้นที่โผล่ออกมาด้านนอก

เปรี้ยง!

ส่วนสุดท้ายถูกมือใหญ่ข้างหนึ่งที่เพิ่งพุ่งออกมาปกคลุมไว้

ลู่เซิ่งมองดูชุดเกราะรุ่นใหม่ที่น่าสงสารตัวนี้อย่างเรียบเฉย

เงาดำขนาดมหึมาที่ใหญ่จนกินพื้นที่มากกว่าครึ่งของโรงเรียนค่อยๆ ลอยขึ้นด้านหลังเขา

ตึกท่อนบนถูกพังทลายลง เผยให้เห็นท้องฟ้ากลางคืนด้านนอก

เงายักษ์รูปร่างมนุษย์ที่น่ากลัวซึ่งสูงถึงพันเมตรยืนตระหง่านอย่างเงียบๆ อยู่ด้านหลังลู่เซิ่ง

ฟ้าว...

เงายักษ์ยื่นนิ้วชี้ออกมาวางไว้ด้านหน้าลู่เซิ่ง

“ไปด้วยกันไหม” ลู่เซิ่งมองอวี๋ชาที่ล้มอยู่บนพื้นพร้อมกับยิ้มอย่างอ่อนโยน

อวี๋ชาอึ้งงันไปตั้งแต่แรกแล้ว การเปลี่ยนแปลงแต่ละอย่างที่เกิดขึ้นติดต่อกันทำให้สมองของเธอได้รับการกระทบกระเทือนมากเกินไป ราวกับว่าเวลาสิบกว่าปีที่เธอใช้มาเมื่อก่อนหน้านี้เป็นเรื่องโกหก

“มาเถอะ” ลู่เซิ่งยื่นมือออกไป

ท่ามกลางเสียงดังครืนครัน ข้างใต้ตัวอวี๋ชามีมือจักรกลสีดำข้างหนึ่งช้อนเธอขึ้นมาไว้กลางฝ่ามือ แล้วค่อยๆ ชูขึ้นสูง

เศษหินจำนวนมากที่ร่วงลงไปสร้างความตกใจให้แก่เฉวียนสือฮุยที่ตะลึงงัน

ลู่เซิ่งกับอวี๋ชาลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยที่มือยักษ์ยื่นพวกเขาเข้าหาเงาดำขนาดยักษ์ที่อยู่กลางท้องฟ้า

เฉวียนสือฮุยจึงค่อยได้สติกลับมา จนกระทั่งตอนนี้เธอยังชาดิกไปทั้งร่าง หัวใจที่เต้นรัวทำให้เธอรู้สึกเหมือนว่าเส้นเลือดทั่วร่างกำลังขยายตัว

“เป็น...พลังที่น่ากลัวจริงๆ...”

เธอมองไปยังเพลลา เพเจต์ที่ถูกมือใหญ่สีดำจับไว้เป็นครั้งสุดท้าย

เงียบงันพักหนึ่ง เธอจึงค่อยชักมีดออกมาและเดินเข้าหาเพลลา

“ทุกอย่างจบสิ้นแล้ว คุณลุง...”

...

“นั่นมัน...อะไรกัน...!?”

ขณะบั๊คกับราชาสายฟ้าโนแลนกำลังต่อสู้กับแสงแห่งสุสานเหนือหรือผู้คุมม่านอยู่ ดาดฟ้าตึกก็สั่นไหวอย่างฉับพลัน

ตูม!

มือยักษ์สีดำข้างหนึ่งพุ่งออกมาจากพื้นด้านข้าง แล้วเอื้อมไปยังท้องฟ้า

“พวกแกทำอะไรลงไป!?” น้ำเสียงของแสงแห่งสุสานเหนือร้อนรนขึ้น รอบนอกของที่นี่ยังมีทัพม่านเหล็กจำนวนมากที่เขาวางเอาไว้ ถ้าหากถูกมือใหญ่เมื่อครู่นี้กระแทกโดนโดยไม่ทันระวัง เกรงว่าม่านเหล็กจะได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง

“พวกเราไม่ได้ทำอะไรสักอย่างเดียว” บั๊คยักไหล่ “ทำไมแกไม่ไปถามตัวต้นเรื่องล่ะ อย่างไอ้หมูตอนผิวขาวชั่วช้าลามกตัวนั้นไง”

“หรือว่านี่จะเป็นอาวุธลับของโรงเรียน” ราชาสายฟ้าเอ่ยเสียงเย็น “แต่ดูเหมือนสัตว์ประหลาดที่โรงเรียนสร้างขึ้นตัวนั้นจะตายอย่างแน่นอนแล้ว”

“ทำไมล่ะ” บั๊คไม่เข้าใจ “ต่อให้สู้ไม่ไหวก็ยังหนีได้นี่นา”

“เป็นเพราะ...ไอ้นั้นไง...” ราชาสายฟ้าชี้ไปด้านหลังบั๊ค

บั๊คเหมือนสัมผัสอะไรได้แล้วเช่นกัน จึงค่อยๆ หมุนตัวไป

“ไอ้...ไอ้ฉิบหาย...! นั่นมันตัวบ้าอะไรกันวะ!?” บั๊คตกตะลึง

เขาเคยเห็นชุดเกราะผสมขนาดใหญ่มาก่อน แต่ไม่เคยเห็นชุดเกราะที่ใหญ่ถึงขนาดนี้

ชุดเกราะที่สูงมากกว่าพันเมตร! นี่กำลังฉายหนังมนุษย์ต่างดาวบุกโลกอยู่หรือไง

ร่างกายของเงายักษ์ที่ลอยขึ้นปกคลุมแสงจันทร์ เงามืดบดบังทั้งสามเอาไว้โดยสิ้นเชิง

แสงแห่งสุสานเหนือพุ่งลงตึกทันทีโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง

“อย่าคิดหนี!” ราชาสายฟ้ากำลังจะไล่ตามไป

“ไม่ต้องไล่ตาม” บั๊คเรียกเขาเอาไว้ “คนที่อยู่ที่นี่หนีไม่พ้นหรอก”

ราชาสายฟ้ามองตามสายตาของบั๊ค เห็นราชาแห่งแสงสว่างถูกมือยักษ์นับไม่ถ้วนปกคลุมและโดนลากลงไปใต้ดินอย่างช้าๆ พอดี

เสียงขู่คำรามทึบหนักของราชาแห่งแสงสว่างดังมาเป็นระยะ แต่ก็ไร้ความหมาย มือยักษ์ปกคลุมและบีบอัดตัวมันมากขึ้นเรื่อยๆ จนได้ยินเสียงโลหะบิดงอดังมาจากด้านในได้อย่างเลือนราง

ราชาแห่งแสงสว่างกลายเป็นตุ่มโลหะขนาดใหญ่

“หรือว่าอาวุธลับของโรงเรียนจะสูญเสียการควบคุม” ราชาสายฟ้าอดถามเบาๆ ไม่ได้

“ถึงก่อนหน้านี้ฉันจะคิดแบบนั้นเหมือนกัน แต่นายดูทางนั้นสิ” บั๊คชี้ไปทางอกข้างซ้ายและไหล่ข้างขวาของเงายักษ์

ราชาสายฟ้ามองตามไป เห็นมือยักษ์ข้างหนึ่งยกลู่เซิ่งกับอวี๋ชาให้ลอยอยู่กลางอากาศเข้าพอดี

ลู่เซิ่งยืนก้มมองโรงเรียนอยู่ตรงกลางฝ่ามือ ชุดคลุมบนร่างถูกพัดจนกระพือไปด้านหลัง

“บอส...ความสามารถยิ่งใหญ่จริงๆ...” ราชาสายฟ้าตกตะลึงอย่างมิอาจควบคุม พร้อมกับพึมพำเบๆ

...

มิสซิสเบเลย์ค่อยๆ ถอนเลื่อยออกมาจากเกราะขุนพลชุดหนึ่งที่อยู่ข้างใน แล้วเช็ดเลือดบนใบหน้า พลางจ้องลู่เซิ่งกับอวี๋ชาที่กำลังก้มมองทุกสิ่งอยู่กลางอากาศ

“เซอร์ไพรส์สุดๆ ไปเลย...” มิสซิสเบเลย์ไม่ได้ตื่นเต้นมานานแล้ว แต่เธอกลับค่อยๆ ตื่นเต้นขึ้นมาตอนเกิดการระเบิดเมื่อครู่

ในอีกมุมหนึ่ง ฮาล์ฟเฟซค่อยๆ ชักมือออกจากหว่างคิ้วของเกราะทหารที่อยู่ด้านหน้า

“ดูเหมือนพาดหัวข่าวของสหพันธรัฐ ในวันพรุ่งนี้เช้าน่าจะเป็นความพินาศของโรงเรียนแพลตินัม เทียบกับค่าหัวของพวกเรา ค่าหัวของบอสในวันพรุ่งนี้คงพุ่งทะลุฟ้า”

“ไม่ต้องรอถึงพรุ่งนี้หรอก...บางทีค่าหัวอาจจะออกมาตั้งแต่ตอนนี้แล้วก็ได้...” มิสซิสเบเลย์ยิ้มอย่างอ่อนโยนและสว่างไสวกว่าเดิม

“ดูเหมือนครั้งนี้พวกเราจะเลือกไม่ผิดจริงๆ”

“ยุคสมัยของพวกเรา...ช่างน่าคาดหวังจริงๆ” ฮาล์ฟเฟซแลบลิ้นเลียนิ้วมือพร้อมหัวเราะเสียงแหลม

...

ไป๋ซือแผดเสียง ชุดเกราะหัวสิงโตร่างมนุษย์เปลี่ยนทิศหลบมือใหญ่ที่พุ่งออกมาจากพื้นอย่างกะทันหัน ก่อนจะพุ่งไปด้านข้าง

เขาวิ่งตะบึงและกระโดดไปมาระห่างตึกเรียน มือใหญ่จำนวนมากผุดออกมาจากด้านหน้าและด้านหลังเพื่อจับตัวเขาอย่างต่อเนื่อง

แต่เขาเร็วเกินไป

มือใหญ่หลายข้างจับเขาไว้ไม่ได้ ได้แต่บดขยี้เกราะทหารหลากหลายรูปแบบที่อยู่บนพื้นเท่านั้น

ทัพปีกขาวบาดเจ็บล้มตายอย่างสาหัส คนจำนวนหนึ่งในโรงเรียนรวมถึงทัพม่านเหล็กล้วนถูกมือสีดำนับไม่ถ้วนปกคลุม กลายเป็นเป้าหมายการโจมตีที่ไม่มีข้อแตกต่างของพวกมัน

เกราะทหารสีขาวหลายกลุ่มโอดครวญร้องหวยหวนขณะถูกบดขยี้ ถูกฟาด และถูกกดทับจนตาย

เลือด แขนขา รวมถึงชิ้นส่วนชุดเกราะโปรยปรายไปทั่วทุกที่

ฉัวะ!

มือใหญ่สีดำข้างหนึ่งที่อยู่ไกลออกไปถูกประกายเย็นเยียบสีขาวอมเงินแยกออกเป็นสองส่วน แล้วหล่นลงกระแทกใส่พื้น

“ไป๋ซือหรือ”

ผู้มาค่อยๆ ทิ้งตัวลงด้านข้างชุดเกราะหัวสิงโต เป็นมังกรพิษแกล แคนดี้ที่เพิ่งจากไป

“ไอ้พวกนี้เป็นตัวอะไรกันแน่?!” ตอนนี้มังกรพิษยังไม่ได้สติ เอ่ยด้วยน้ำเสียงโกรธแค้น

มือใหญ่จักรกลกลุ่มหนึ่งที่มุดออกมาจากพื้นโจมตีทัพปีกขาวจนแตกพ่าย

รอจนได้สติกลับมา รอบๆ ก็กลายเป็นแบบนี้ไปแล้ว

“ดูตรงนั้นเดี๋ยวก็รู้เอง”

ไป๋ซือมองไปยังเงาดำขนาดยักษ์ที่อยู่ไกลออกไป ด้านหน้าทรวงอกของเงายักษ์มีคนสองคนยืนอยู่ คนหนึ่งคืออวี๋ชาเด็กสาวธรรมดาที่เขาเพิ่งจับตัวมาจากที่ซ่อนคนนั้น

มังกรพิษมองไปยังทิศทางนั้นเช่นกัน พริบตาที่เห็นลู่เซิ่งกับอวี๋ชา เพลิงโทสะในใจเขาพลันถูกน้ำเย็นราดดับในทันใด สิ่งที่มาแทนที่คือความตกตะลึงพรึงเพริดอย่างรุนแรง

“ดูเหมือนพวกเราต้องไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดแล้ว...” ไป๋ซือมองดูแขนโลหะสีดำที่พุ่งออกมาจากพื้นดินรอบๆ เยอะขึ้นเรื่อยๆ อย่างสงบ

“ไม่! กองทัพของฉัน! ทัพปีกขาวของฉันยังอยู่ที่นี่!” มังกรพิษตะโกน “ฉันจะไปฆ่าไอ้หนูนั่นเพื่อจบเรื่องทุกอย่างนี้เอง!”

เขากระโจนไปยังทิศที่เงายักษ์อยู่ โดยหลบมือใหญ่หลายข้างที่พุ่งเข้ามาจับได้อย่างคล่องแคล่วถึงขีดสุดกลางอากาศ

ไป๋ซือเงียบงันเล็กน้อย ก่อนจะเหินร่างตามไป

“เพื่อสหพันธรัฐ! ชุดเกราะแบบนี้ไม่ควรอยู่ในมือคนธรรมดา!”

...

“เธอ...เป็นเทพเจ้าเหรอ” อวี๋ชาอดถามเบาๆ ไม่ได้

กลางท้องฟ้าสูง ลมเย็นพัดเสื้อผ้าของคนทั้งสองจนดังพึ่บพั่บ

ลู่เซิ่งโอบกอดอวี๋ชาเอาไว้ ใบหน้าฉายแววอ่อนโยนที่แฝงความเยือกเย็น

“ฉันคือจัวหลิน ไม่ใช่ว่ามีพลังแข็งแกร่งแล้วจะเป็นเทพเจ้าเสียหน่อย” เขาบีบแก้มของอวี๋ชา

“แต่ทำไมทุกอย่างนี้เหมือนกับกำลังฝันอยู่เลยล่ะ” อวี๋ชาเอ่ยอย่างมึนงง

“เหมือนกับ...เหมือนกับเธอพร้อมจะไปจากฉันได้ตลอดเวลา...” เธอเอื้อมมือออกไปเพื่อจะสัมผัสใบหน้าของลู่เซิ่ง แต่นิ้วกลับชะงักกลางอากาศ ไม่กล้ายื่นเข้าใกล้ต่อ

“น่าเหลือเชื่อเกินไป...” อวี๋ชาพึมพำด้วยดวงตาที่พร่ามัว

..............................................
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ

ความคิดเห็น