576-580
ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง ระบบโกงสกิล
บทที่ 576ถึง580
“ขอบคุณคุณลุงด้วยครับ” ลู่เซิ่งค่อยพยักหน้าอย่างพอใจ
“เธอพอใจก็ดีแล้ว”
คุณลุงที่สูบบุหรี่คนนี้มองดูลู่เซิ่งเดินเข้าไปพิจารณาเกราะรบหลังจากประกอบอย่างละเอียด จากนั้นก็สวมใส่โดยไม่สนใจใคร
“การประกอบจบลงแล้ว ผมไปก่อนนะ ขอบคุณที่ช่วยนะครับ” ลู่เซิ่งบอกลาอย่างมีมารยาท
“อย่าลืมว่ายังมีสิทธิ์ในการเบิกฟรีในบัตรนักเรียนของเธออยู่อีกเจ็ดร้อยเทอคอยน์นะ” คุณลุงพ่นควันบุหรี่พร้อมกล่าวอย่างราบเรียบ
“อืม ไม่ลืมแน่ครับ” ลู่เซิ่งตอบจากด้านในชุดเกราะ
จากนั้นลู่เซิ่งก็ออกจากห้องประกอบ แต่ไม่ได้ไปทดสอบประสิทธิผลหลังการประกอบที่เขตทดสอบเหมือนนักเรียนคนอื่น กลับเปลี่ยนไปยังห้องประกอบที่ว่างเปล่าไม่มีใครอีกห้องหนึ่ง
พลังผสานของเขามีขอบเขตกว้างถึงพันเมตร สามารถใช้เป็นความสามารถต่อต้านการสอดแนมได้โดยสิ้นเชิง
หลังจากตรวจสอบแล้วว่าในห้องไม่มีเจ้าหน้าที่ประกอบ ลู่เซิ่งก็ล็อกประตูอย่างแน่วแน่
ห้องประกอบเหล่านี้มีระบบการเข้ารหัส เพื่อให้นักเรียนประกอบคนเดียวได้
เมื่อครู่ลู่เซิ่งรับชมกระบวนการประกอบทั้งหมดของคุณลุงสูบบุหรี่คนนั้นผ่านพลังผสาน จึงพอทำเป็นแล้ว
เขาถอดชุดเกราะออก แล้วเดินเข้าไปในห้องควบคุม
ห้องควบคุมเป็นห้องกระจกเล็กๆ ที่อยู่ตรงข้ามกับพื้นที่ประกอบ ด้านในมีเสาหินสีขาวต้นหนึ่งตั้งอยู่ บนเสาฝังคอมพิวเตอร์ง่ายๆ ไว้เครื่องหนึ่ง แสงสีขาวบนหน้าจอดูสะดุดตาเล็กน้อยในห้องที่มืดครึ้ม
ลู่เซิ่งยื่นมือไปจิ้มด้านข้างหน้าจอ
“โปรดเลือกติดตั้งส่วนประกอบ” ในคอมพิวเตอร์มีเสียงสังเคราะห์พื้นฐานดังมา
“เกราะประกอบกันกระสุน” ลู่เซิ่งตอบอย่างราบเรียบ
“เลือกเสร็จสิ้น โปรดเลือกจำนวนที่จะใช้ประกอบ”
ลู่เซิ่งคิดเล็กน้อย
“เอาสักยี่สิบชุดก่อนก็ได้”
“ยืนยันว่าจะประกอบเกราะประกอบกันกระสุนยี่สิบชุดใช่หรือไม่”
“ยืนยัน” ลู่เซิ่งหยิบบัตรแม่เหล็กของตัวเองออกมารูดเงินส่วนหนึ่งที่ขาดเข้าไป
หนึ่งชุดหนึ่งร้อยเทอคอยน์ ยี่สิบชุดก็คือสองพัน นี่เป็นวิธีการประกอบที่คุ้มค่าที่สุดที่เขาคิดออกแล้ว
โลหะผสมแผ่นหนาหลายแผ่นถูกวางซ้อนกันบนผิวของชุดเกราะอย่างต่อเนื่อง คาวมหนาของเกราะเพิ่มขึ้นถึงสองเมตรกว่าๆ ตามเวลาที่ผ่านไป
เป็นเพราะประกอบเพิ่ม ชุดเกราะจึงสูงถึงสามเมตรกว่าๆ กว้างสองเมตร ใหญ่โตมหึมา
“เติมเทอคอยน์” ลู่เซิ่งหยิบบัตรแม่เหล็กออกมาใส่ช่องเสียบ
“เอาเกราะต้านรังสีแบบเบาอีกห้าสิบชุด” ลู่เซิ่งเห็นว่าความหนาใช้ได้แล้ว จึงกล่าวต่อ
“ยืนยันเกราะต้านทานรังสีห้าสิบชุดใช่หรือไม่”
“ยืนยัน”
ห้าสิบชุดนี้คือหนึ่งหมื่นเทอคอยน์ สำหรับลู่เซิ่งในตอนนี้ นี่ไม่นับเป็นอะไร เพราะเขารวย
ขณะที่ดำเนินการประกอบ ลู่เซิ่งได้คำนวณความสูงและความหนาของกรอบประตูที่จะออกไปอย่างคร่าวๆ ทราบว่าจะประกอบเพิ่มไม่ได้แล้ว ไม่อย่างนั้นชุดเกราะจะใหญ่เกินไปจนเดินออกจากประตูไม่ได้ แถมยังเอาเข้าหอพักไม่ได้ด้วย การซ่อนจะกลายเป็นปัญหา
‘ยังไงก็ยังมีเงินเหลือๆ’ เขามองดูภาพแนะนำการติดตั้งชุดเกราะโดยพื้นฐานสำหรับมือใหม่ที่แขวนอยู่บนผนัง
บนภาพเป็นการติดตั้งพื้นฐาน นอกจากเกราะกันกระสุนที่ถูกที่สุดแล้ว ยังมีการติดตั้งดาบโล่ระดับพื้นฐาน รวมถึงระบบการระเบิดขับเคลื่อนอย่างง่ายๆ ด้วย
‘จะติดอาวุธเพิ่มดีไหมนะ’ ลู่เซิ่งคิด ‘ช่างเถอะ อาวุธไม่ต้องก็ได้’
‘จากนั้นเป็นการเพิ่มแรงขับเคลื่อน เอาพลังขับเคลื่อนที่เพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่การระเบิดในระยะห่างสั้นๆ สองร้อยชุดก่อนก็แล้วกัน’
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
ลู่เซิ่งพินิจดูชุดเกราะอันแข็งแกร่งที่ตนสร้างขึ้นมาอย่างพอใจ และทดลองควบคุมชุดเกราะระยะไกลผ่านพลังผสานที่มีขอบเขตกว้างขวางดู
แกร๊ก
ชุดเกราะขยับเล็กน้อย แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ความสูงสี่เมตรกว่าๆ กับความหนาสองเมตรกว่าๆ ทำให้มันกลายเป็นยักษ์ที่ห้องประกอบเกือบจะรองรับไม่ไหวโดยสมบูรณ์
ลู่เซิ่งขยับมือขวา สัมผัสได้ว่าบนมือมีน้ำหนักอยู่ครึ่งกรัม เมื่อบวกรวมทั้งตัวแล้วมีน้ำหนักทั้งหมดสี่กรัมกว่าๆ
‘เป็นอย่างที่คิด พลังผสานสามารถลดทอนน้ำหนักของชุดเกราะได้ในระดับหนึ่ง’ เขามองการคำนวณน้ำหนักที่อยู่ทางขวาของจอ
‘น้ำหนัก: 23,341 ดีลอน’
ถ้าคำนวณตามหน่วยน้ำหนักของโลกใบนี้ ลู่เซิ่งแบกน้ำหนักชุดเกราะตามความจริงประมาณสี่สิบห้าตัน
‘ครั้งนี้พลังป้องกันของชุดเกราะน่าจะเพียงพอแล้ว จากนี้เอาพลังป้องกันหนึ่งในสิบมาสร้างสนามพลังบนตัวดู’
ลู่เซิ่งหลับตาสัมผัสพลังผสานรอบๆ ตัวอย่างตั้งใจ
พลังผสานที่ก่อนหน้านี้เลือนรางล่องลอย เวลานี้เหมือนมีความรู้สึกจับต้องได้ รวมตัวอยู่รอบๆ และกลายเป็นสนามพลังที่จับต้องได้ด้วยความเร็วสูง
‘ถึงยังไงก็เป็นชุดเกราะที่โรงเรียนแจกให้ ไม่มีที่เก็บ ถูกคนเจอได้ง่ายมาก...’ ลู่เซิ่งขมวดคิ้วเมื่อนึกถึงปัญหานี้
พลังผสานของลู่เซิ่งกลับทำให้เขาควบคุมน้ำหนักของชุดเกราะที่หนักอึ้งสุดๆ ได้ แต่นี่ก็ทำให้นักเรียนคนอื่นๆ มองพลังของเขาออกทันทีเช่นกัน มิวายจะได้กลายเป็นตัวประหลาด และโดนเพ่งเล็งกว่าเดิม
‘ต่อจากนี้ ขึ้นอยู่กับสิ่งนี้แล้ว...’ ลู่เซิ่งเตรียมวิธีแก้ไขไว้แล้ว
เขามองชิ้นส่วนประกอบอื่นๆ บนหน้าจอ
ระบบขุดแร่อย่างง่าย และแหวนควบคุมชุดเกราะระยะไกล
...
ลู่เซิ่งเดินออกจากหน่วยธุรการอย่างเชื่องช้าในอีกครึ่งชั่วโมงต่อมา บนร่างมีแค่เครื่องแบบนักเรียนทั่วไปเท่านั้น ชุดเกราะของเขาได้แอบดำลงน้ำออกจากห้องประกอบ ผ่านแม่น้ำใต้ดินของแหล่งน้ำเย็นด้านในไปแล้ว
ด้วยพลังผสานอันยิ่งใหญ่ของลู่เซิ่ง แม้ชุดเกราะจะมีขนาดใหญ่ แต่ก็หลบพ้นกล้องวงจรปิดได้อย่างง่ายดาย ขณะเดียวกันก็ควบคุมจากระยะไกลได้อย่างคล่องแคล่วราวกับมนุษย์ จึงออกจากหน่วยธุรการและไปถึงใกล้ๆ ลานขยะนอกโรงเรียนได้อย่างสบาย
เนื่องจากว่าชุดเกราะใหญ่เกินไป ลู่เซิ่งจึงให้มันอยู่ในแม่น้ำใต้ดิน หากไม่ได้ใช้งานอะไรก็จะแช่ไว้อย่างนั้น โดยปล่อยให้มันขุดแร่ที่อยู่รอบๆ มาหลอมละลายกับร่างของตัวเอง
ชุดเกราะของโลกใบนี้แปลกประหลาดเป็นพิเศษ ไม่จำเป็นต้องมีระบบพลังงานใดๆ แบตเตอร์รี่แหล่งพลังงานส่วนใหญ่ล้วนใช้ไปกับชิ้นส่วนภายนอก เพื่อเพิ่มพลังระเบิดและความทนทานให้แก่ชุดเกราะเท่านั้น
แต่ตัวชุดเกราะเป็นสิ่งที่ไม่ต้องใช้แหล่งพลังงานหลัก เพียงอาศัยพลังผสานในการขับเคลื่อนเพียงเท่านั้น
พอเป็นแบบนี้ลู่เซิ่งจึงไม่ต้องออกค้นหาพลังขับเคลื่อนจากแบตเตอรี่อีก ถึงอย่างไรเขาก็มีพลังผสานมากพอ สามารถใส่ได้หลายวันโดยไม่มีปัญหา
ถึงอย่างไรเป้าหมายในตอนแรกสุดของลู่เซิ่งก็ไม่ใช่การใช้ชุดเกราะต่อสู้อยู่แล้ว แต่เป็นการนำสนามพลังหนึ่งในสิบส่วนที่มันมอบให้มาป้องกันตัวต่างหาก
ลู่เซิ่งนั่งหลับตาทำสมาธิอยู่บนม้านั่งตัวยาวริมทางนอกประตูหน่วยธุรการสักพัก พอซ่อนชุดเกราะไว้ที่ก้นทะเลสาบเสร็จ จึงค่อยลุกขึ้นมาปัดฝุ่นบนกางเกง เตรียมจะกลับไป
ส่วนการสอบใหญ่ที่กำลังจะมาถึงซึ่งต้องสวมชุดเกราะสำหรับนักเรียน เขาไม่คิดจะเข้าร่วมการทดสอบอยู่แล้ว เหมือนกับที่เขาไม่คิดคืนเงินกู้ดอกเบี้ยสูงนั่นเอง
เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อใช้ชีวิตไปวันๆ
‘ตอนนี้ควรไปสืบหาคนร้ายตัวจริงได้แล้ว...’
ลู่เซิ่งกลับไปเก็บข้าวของที่หอพัก จากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังหอพักที่อยู่ใกล้ๆ เพื่อตามหาซาเจี๋ยที่ปกปิดบางอย่างกับเขา
...
หอพักหมายเลขสอง
ด้านในห้อง ซาเจี๋ยวางไพ่ใบสุดท้ายบนจุดยอดของสิ่งก่อสร้างที่ทำจากไพ่ซึ่งอยู่บนโต๊ะด้านหน้าอย่างระมัดระวัง
“คนของม่านเหล็กเป็นคนก่อปัญหาขึ้นจริงๆ คดีฆาตกรรมเมื่อคืนดำเนินมาเป็นเวลาสามวันแล้ว ความอดทนของโรงเรียนถึงขีดจำกัดแล้วนะ” ซาเจี๋ยเอ่ยเบาๆ อย่างเย็นชา
มุมห้องด้านหลังเขามีผู้ชายวัยฉกรรจ์คนหนึ่งยืนกอดอกอยู่
“พวกเรานึกไม่ถึงเหมือนกันว่าจะมีคนมาตรวจสอบคดีในอดีต ถึงอย่างไรก็ผ่านมาตั้งนานแล้ว” เขาพูดเสียงทุ้มต่ำ
“นั่นเป็นเรื่องของพวกแก ฉันช่วยแค่ครั้งเดียว จะไม่มีครั้งที่สองอีก” ซาเจี๋ยเอ่ยอย่างเย็นชา
“มากพอแล้ว แผนการในตอนแรกคือกำจัดเจ้านั่นหลังการสอบใหญ่ ตอนนี้นึกไม่ถึงว่านอกจากคนคนนั้น จะยังมีคนเข้าร่วมการตรวจสอบอีก...” ชายฉกรรจ์เอ่ยเสียงทุ้ม “รอเดี๋ยว มีคนมา” เขาผลุบหายไปในม่านหน้าต่างด้านหลังตู้เสื้อผ้าทันที
ซาเจี๋ยงุนงง เวลานี้ทุกคนควรจะทดสอบชุดเกราะใหม่อย่างกระตือรือร้นอยู่สิ
ใครกันที่มาหาเขา
“ใคร” ซาเจี๋ยลุกขึ้นพูดเสียงดัง
“ว่าไงซาเจี๋ย ฉันเอง จัวหลิน” เสียงของลู่เซิ่งดังมาจากด้านนอกประตู
“จัวหลินเหรอ นายมีธุระอะไร” ซาเจี๋ยรู้สึกแปลกๆ เล็กน้อย แต่ก็บอกไม่ถูกว่าเป็นตรงไหน
“คืออย่างนี้ ฉันมีปัญหาเล็กๆ เกี่ยวกับชุดเกราะน่ะ เลยอยากให้หัวหน้าห้องช่วยหน่วย” ลู่เซิ่งตอบอย่างจริงจัง
ซาเจี๋ยหยีตา เห็นชายวัยฉกรรจ์จากม่านเหล็กเดินออกมา ชักมีดสั้นขึ้นมาถือไว้ แล้วโบกมือทำท่าปาดคอมาทางเขา
ซาเจี๋ยรู้สึกผิดปกติ เขากับจัวหลินไม่ใช่คนรู้จักกัน ความสัมพันธ์เองก็เหินห่าง อยู่ๆ อีกฝ่ายก็มาหา บอกว่าต้องการขอคำปรึกษา ยังไงก็เป็นเรื่องโกหกแน่ๆ
ซาเจี๋ยมองผ่านรูประตูไปด้านนอก เห็นลู่เซิ่งยืนอยู่นอกประตูจริงๆ ความระมัดระวังในใจจึงหายไป
แกร๊ก
ประตูเปิดออก ซาเจี๋ยยืนอยู่ตรงปากประตู ขวางทางเข้าประตูเอาไว้
ทั้งสองยืนหันหน้าเข้าหากันอยู่หน้าประตู
“หัวหน้าห้อง ฉันมาขอคำปรึกษาเกี่ยวกับชุดเกราะจากนายน่ะ” ลู่เซิ่งยิ้มแล้วเดินกดดันเข้าใส่ซาเจี๋ย
“คุยกันนอกประตูเถอะ” ซาเจี๋ยขวางลู่เซิ่งไว้
“นอกประตูเหรอ เอ่อ ปัญหานี้เป็นเรื่องส่วนตัวสักหน่อย ฉันไม่อยากให้คนได้ยินเยอะ” ลู่เซิ่งทำหน้าอ้อนวอน
ซาเจี๋ยรู้สึกผิดปกติอยู่บ้าง แต่เพราะลู่เซิ่งเดินรุกเข้าใส่ เขาจึงได้แต่ต้องหลบ
ทั้งสองเข้าไปในห้อง ซาเจี๋ยค่อยๆ ปิดประตูลง ดวงตาสาดประกายดุร้าย
หันกลับมา ผู้ชายจากม่านเหล็กซ่อนตัวจนไม่เห็นร่องรอยไปแล้ว ทางลู่เซิ่งนั่งลงบนโซฟาอย่างไม่เกรงใจ
ซาเจี๋ยโบกมือ ทำสัญญาณมือไปทางม่านหน้าต่างเบาๆ
“จัวหลิน ตอนนี้นายน่าจะพูดได้แล้วมั้งว่านายมาถามอะไรฉัน” เขาพลิกมือชักมีดสั้นคมเดียวที่เปล่งประกายสีม่วงออกมาจากเอวด้านหลัง แล้วซ่อนไว้ด้านหลังไม่ให้ใครเห็น พร้อมกับเดินเข้าหาลู่เซิ่ง
จะให้คนอื่นรู้ไม่ได้เด็ดขาดว่าคนจากม่านเหล็กอยู่กับเขา ส่วนจัวหลิน ถ้าหากว่าอีกฝ่ายเห็นร่องรอย อย่างนั้นก็ได้แต่ฆ่าอีกฝ่ายทิ้งสถานเดียว
ถึงอย่างไรในโรงเรียนใกล้ๆ นี้ก็มีคนของตระกูลไป๋เข้าออก นักเรียนที่หายสาบสูญไปมีเกินสี่คนแล้ว หากให้ตระกูลไป๋แบกรับเพิ่มอีกสักชีวิตหนึ่งคงไม่เป็นไร
“ซาเจี๋ย” อยู่ๆ ลู่เซิ่งก็ทำหน้าประหลาด “บอกมาตามจริงเถอะ ก่อนหน้านี้นายสะกดรอยตามฉันทำไม”
“สะกดรอยหรือ”
...
หอพักหญิงที่อยู่ตรงข้ามกับหอพักของซาเจี๋ย
เซี่ยเฉิงกับเพื่อนสนิทอีกสองคนกำลังปรึกษาแผนการเที่ยวในครั้งนี้อยู่
เพื่อนสนิทคนหนึ่งเห็นลู่เซิ่งกับซาเจี๋ยคุยกันในหอพักฝั่งตรงข้าม โดยที่คนหนึ่งกำลังยืนและคนหนึ่งกำลังนั่งตอนเปิดม่านหน้าต่าง
“นั่นมันซาเจี๋ยนี่ ที่นี่เห็นห้องของหัวหน้าห้องได้เลยเหรอเนี่ย ไม่เลวจริงๆ” เพื่อนสนิทเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “คุณชายสองของเจี๋ยกรุ๊ปเชียวนะ คุณหนูแบบนี้ปกติใช้ชีวิตยังไงกันแน่ น่าสนใจจริงๆ”
“งั้นเหรอ” เซี่ยเฉิงยิ้มๆ พร้อมกับลุกขึ้นมองไปทางม่านหน้าต่าง
‘ทำไมจัวหลินถึงได้อยู่กับซาเจี๋ยล่ะ’ เธอประหลาดใจเล็กน้อย
“นั่นมัวจัวหลินนี่นา เขาคุยกับคุณชายใหญ่เจี๋ยในระดับเดียวกันเลยนี่ เขาน่าจะเป็นคุณชายจากบริษัทไหนสักที่ล่ะมั้ง” นักเรียนหญิงอีกคนพูดพลางขมวดคิ้ว ก่อนจะขยับเข้ามาดูสถานการณ์ในห้องฝั่งตรงข้ามเช่นกัน
เซี่ยเฉิงขมวดคิ้วไม่ได้พูดอะไร
..............................................
เซี่ยเฉิงรู้จักจัวหลินดี หากแต่ภาพที่ปรากฏในหอพักฝั่งตรงข้ามกลับสร้างความตกใจให้แก่เธอเล็กน้อย
คนหนุ่มที่พูดคุยกับซาเจี๋ยอย่างเยือกเย็นคนนั้นไม่เหมือนจัวหลินที่สงวนท่าทีและมีนิสัยเย็นชาแม้แต่น้อย
‘อาจจะแค่หน้าตาเหมือนกันก็ได้มั้ง’ เธอเดา แต่ความจริงเธอมองออกทันทีว่าคนคนนั้นคือจัวหลิน
ในตอนที่เธอคิดจะแอบมองสถานการณ์ในหอพักฝั่งตรงข้ามต่อ อยู่ๆ ซาเจี๋ยก็เหมือนพบอะไรบางอย่าง จึงเดินมาลากผ้าม่านปิดบังสายตาของพวกเธอ
...
ในโรงอาหาร
เถียถ่ากินอาหารในจานอย่างรวดเร็วและสง่างาม พลางใช้หางตากวาดมองสีหน้าของเพื่อนสนิทที่อยู่ด้านหน้า
“นายดูร้อนใจนะ ยังกังวลกับเรื่องเมื่อก่อนหน้าอยู่อีกหรือไง วางใจเถอะน่าอิสตัน ฉันคอยจับตาดูเฉวียนสือฮุยอยู่ทุกที่ทุกเวลา ไม่ให้เธอมีโอกาสก่อเรื่องหรอก”
ผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าสวมแว่นตรากรอบเงิน มีใบหน้ารูปแตงและสายตาคมกริบ
“ฉันก็แค่สงสัยเท่านั้น ยังยืนยันไม่ได้ว่าเฉวียนสือฮุยจะเกี่ยวข้องกับม่านเหล็ก” เขากล่าวเบาๆ อย่างจนปัญญา
“ความสงสัยก็คือการยืนยันไม่ใช่หรือไง สภาพการณ์เลวร้ายขนาดนี้ เป้าหมายที่น่าสงสัยไม่มีทางบริสุทธิ์หรอก” เถียถ่าพูดอย่างไม่พอใจ
อิสตันส่ายหน้าเล็กน้อย พ่อของเขาเป็นแพะรับบาปในคดีระเบิดเมื่อครั้งนั้น ในอดีตเคยเป็นข้าราชการระดับสูง แต่สุดท้ายกลับถูกส่งขึ้นแท่นประหาร
เขาตรวจสอบคดีเพื่อแก้แค้นเหมือนกัน เตรียมตัวมาแล้วหลายปี ตอนนี้เจอร่องรอยส่วนหนึ่งแล้ว
“ที่นี่คือโรงเรียนแพลตินัม หากไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือ พวกเราก็ทำอะไรเธอไม่ได้ ได้แต่อดทนไปก่อน”
“เออๆ” เถียถ่าพยักหน้าอย่างไม่พอใจ เขารู้ว่าหากเผชิญหน้ากับม่านเหล็ก พลังของพวกเขาสองคนยังน้อยเกินไปจริงๆ
ต่อให้มีลุงของเขาคอยลอบให้การช่วยเหลือ แต่หากว่าความแตกในที่แจ้ง คนที่เสียเปรียบไม่แน่ว่าจะเป็นเฉวียนสือฮุย
“คดีฆ่าคนบนดาดฟ้า ฉันพอจะเดาออกแล้วว่าฆาตกรตัวจริงเป็นใคร ในใจพอจะมั่นใจอยู่ เพียงแต่ต้องหาหลักฐานมากกว่านี้ก่อน” อิสตันเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง
“จริงเหรอ” เถียถ่าพลันฮึกเหิม
“แน่นอน เพียงแต่ยิ่งฉันตรวจสอบ ยิ่งรู้สึกว่าพวกเราอ่อนแอเกินไป คนที่เราต้องเผชิญหน้าเกรงว่าจะไม่ได้มีแค่องค์กรม่านเหล็กเท่านั้น...” อิสตันพูดอย่างจนปัญญา
“ไม่เป็นไรหรอกน่า พวกเรายังหนุ่ม ยังมีโอกาสอยู่” เถียถ่าตบไหล่ของเขา
“แล้วเจ้าเด็กที่ถูกม่านเหล็กหมายหัวเพราะนายนั่นล่ะ นายคิดจะทำยังไง” เถียถ่านึกถึงเพื่อนบ้านฝั่งตรงข้ามที่ถูกตนเข้าใจผิด จึงถามเพิ่มเติม
“ฉันส่งข้อความให้เขาแล้ว ถ้าหากเขาไม่เห็น อย่างนั้นก็ไม่เกี่ยวกับฉันแล้ว” อิสตันกล่าวอย่างจนใจ
...
“สะกดรอยเหรอ” ซาเจี๋ยปิดม่านหน้าต่าง หันหลังให้ลู่เซิ่ง น้ำเสียงแปลกพิกลมาก
“จัวหลิน ถ้านายไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือ ฉันสามารถแจ้งความว่านายหมิ่นประมาทสร้างเรื่องโกหกได้ตลอดเวลานะ” เขาหันมาทำหน้าจริงจัง
“หมิ่นประมาทเหรอ งั้นนายก็ไปแจ้งความซะสิ” ลู่เซิ่งนั่งนิ่งบนโซฟา “เอาล่ะ หยุดพูดเรื่องไร้สาระสักที บอกทุกอย่างที่นายรู้เกี่ยวกับเบื้องหลังของคดีระเบิดในตอนนั้นให้ฉันฟังทั้งหมดซะ”
ซาเจี๋ยขมวดคิ้ว
“จัวหลิน นายเข้าใจอะไรฉันผิดรึเปล่า”
“ฉันก็แค่อยากจะหาตัวคนร้ายตัวจริงให้เจอเร็วๆ เท่านั้น” ลู่เซิ่งกล่าวพลางส่ายหน้า “ฉันนับถึงสามนะ ถ้านายไม่พูด ก็อย่ามาโทษฉันที่ลงมือก็แล้วกัน”
ซาเจี๋ยสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง
“อะไรทำให้นายมีความมั่นใจขนาดนี้กัน ในห้องเรียนต่อสู้ระยะประชิด ฉันอยู่ในอันดับห้าของชั้นเรียน ส่วนนายยังเบียดเข้าสิบอันดับแรกไม่ได้ด้วยซ้ำ ชุดเกราะรับรอง ประสิทธิภาพโดยรวมของฉันก็เป็นสามเท่ากว่าๆ ของเกราะโรงเรียน หรือว่านายคิดจะใช้ชุดเกราะของโรงเรียนที่เพิ่งได้มาเพื่อควบคุมตัวฉันงั้นเหรอ
ลู่เซิ่งรู้สึกเบื่อหน่าย ด้วยตำแหน่งและพลังที่แท้จริงของเขา การที่พูดขนาดนี้กับไอ้หนูนี้ก็ถือว่าเมตตาแล้ว น่าเสียดายที่ไม่มีใครรับความปรารถนาดีของเขา
“เริ่มแล้วนะ หนึ่ง”
เขาเริ่มนับอย่างแน่วแน่
“จัวหลิน นายอย่ารนหาที่ตายดีกว่า” ซาเจี๋ยโมโหเล็กน้อย สายตาดุร้ายขึ้น
“สอง”
ซาเจี๋ยสีหน้าเย็นชา ห้องนอนค่อยๆ เปิดออก ชุดเกราะสูงใหญ่ที่ติดตั้งปีกสีเงินคู่หนึ่งไว้ด้านหลังเดินออกมา
“สาม”
ซาเจี๋ยรีบสวมชุดเกราะและส่งสัญญาณมือไปทางชายจากม่านเหล็กที่อยู่ในเงามืดอีกด้าน ทั้งสองกระหนาบลู่เซิ่งไว้ทั้งด้านหน้าและด้านหลังในเวลาเดียวกัน
“ลงมือ!”
เสียงตวาดดังขึ้น ไม่ทราบว่าเป็นเสียงใคร
ซาเจี๋ยกับชายจากม่านเหล็กลงมือพร้อมกัน คงหนึ่งคิดทำให้ลู่เซิ่งสลบ อีกคนร่วมมือด้วยการกระแทกด้ามมีดใส่ตำแหน่งลับบนเครื่องแบบของลู่เซิ่ง ตรงนั้นซ่อนเครื่องมือระบุตำแหน่งสำหรับแจ้งเตือนที่โรงเรียนติดตั้งขึ้นเพื่อคุ้มครองนักเรียนเอาไว้
ทั้งสองต้องการจัดการลู่เซิ่งในเวลาที่สั้นที่สุดโดยไม่ให้เกิดเสียงใดๆ
เปรี้ยง!
เรื่องประหลาดบังเกิดขึ้น มีดสั้นของซาเจี๋ยกระแทกใส่สนามพลังไร้รูปร่างอย่างหนักหน่วง
ฝ่ามือของชายจากม่านเหล็กถูกหยุดลงห่างจากลู่เซิ่งครึ่งเมตรกว่าๆ เช่นกัน
“นี่คืออะไร?! สนามพลังหรือ!?” ชายจากม่านเหล็กงุนงง จากนั้นก็เพิ่มพละกำลัง แหวนวงหนึ่งที่สวมบนนิ้วแตกออกมาดังเพล้งอย่างฉับพลัน
“สายน้ำโค้งงอ วิชาเขม่าสังหาร!” เขาฝึกฝนในม่านเหล็กอย่างหนักหน่วงจนเป็นกิจวัตร ทำให้วินาทีนี้เขาตอบสนองได้ทันที ฝ่ามือแทงใส่จุดที่เบาบางที่สุดของสนามพลังอย่างแม่นยำ
สนามพลังป้องกันที่เบาบางแบบนี้ ต่อให้ต้านทานการโจมตีครั้งแรกของเขาไว้ได้ ก็ป้องกันครั้งที่สองไม่ได้อยู่ดี
ยิ่งอย่าว่ายังมีการทิ่มแทงในเวลาอันสั้นของระบบพลังขับเคลื่อนด้วย
ระบบพลังขับเคลื่อนบนแหวนสามารถเปลี่ยนพลังผสานของเขาให้กลายเป็นการทิ่มแทงได้ในเวลาสั้นๆ ทำให้แทงทะลุสนามพลังป้องกันใดๆ ที่ต้องการทะลวงได้
“วิชาเขม่าสังหารที่ได้รับการถ่ายทอดจากนายพลม่านเหล็กหรือ เป็นทักษะที่น่ากลัวจริงๆ!” ซาเจี๋ยถอยหลังก้าวหนึ่ง ไม่คิดเข้าร่วมการกลุ้มรุม แค่จัดการจัวหลิน มีชายคนนี้คนเดียวก็เพียงพอแล้ว
“แกเป็นคนของม่านเหล็กเหรอ” ลู่เซิ่งมองสัญลักษณ์พิเศษบนร่างอีกฝ่ายออกในทันที พลันบังเกิดความสนใจ
‘วิชาเขม่าสังหารของม่านเหล็กเป็นวิชาสังหารที่แข็งแกร่งซึ่งผสานกับควันพิษได้อย่างลงตัว สามารถกำจัดศัตรูด้วยวิธีการที่ปลอดภัยและรวดเร็วที่สุดได้ในขณะที่เจาะสนามพลังป้องกัน’ ซาเจี๋ยลืมตาโตเพื่อรับชมอย่างละเอียด ดูว่าจะเรียนรู้แก่นสำคัญได้สักหน่อยหรือไม่
วิชาฆ่าคนวิชานี้ ต่อให้เป็นด้านในม่านเหล็ก คนที่ใช้เป็นก็มีไม่มาก
ชายจากม่านเหล็กดีดนิ้วชี้ออกมา ปลายนิ้วเปล่งแสงเย็นเยียบที่อธิบายไม่ได้ และมีสนามพลังชนิดพิเศษที่เหมือนกับโลหะห่อหุ้มอยู่
“กระบวนท่าที่รวดเร็วที่สุดในวิชาสังหารของฉัน ก็คือดัชนีเฉียดวารีพิฆาต”
เขาโน้มร่างเล็กน้อย กลายเป็นท่วงท่าประหลาด เหมือนกับรวมพละกำลังทั้งร่างไว้ที่ปลายนิ้ว
“ระวังด้วย ฉันหยุดนิ้วนี้ไม่ได้ ถ้าแกรับไม่ได้ล่ะก็...ตายแน่!” จิตสังหารเดือดพล่านบนร่างเขา แม้ว่าเขาไม่คิดจะกำจัดลู่เซิ่งทิ้งที่นี่ แต่เมื่อมาถึงขั้นนี้ เขาจำเป็นต้องโจมตีสุดกำลังแล้ว
“ฉันเองก็มีอยู่ท่าหนึ่งเหมือนกัน แถมยังเป็นท่าดัชนีพอดีด้วย ใช้ความคล่องแคล่วเป็นหลัก เหมือนกับท่าดัชนีของแกเลย” ลู่เซิ่งลุกขึ้นก่อนจะชูนิ้วชี้และนิ้วกลางขึ้นพร้อมกัน พลังผสานหลายสายห่อหุ้มอยู่รอบๆ ทำให้นิ้วสองนิ้วแข็งแกร่งเหลือประมาณ
‘มันเตรียมตัวมาอย่างที่คิดไว้เลย’ ซาเจี๋ยจิตใจเคร่งขรึม ตอนนี้เขาสงสัยบ้างแล้วว่าลู่เซิ่งเป็นคนอื่นปลอมตัวมาหรือไม่
สองคนในห้องคุมเชิงกันอย่างตึงเครียด
“ระวังให้ดี!” ชายจากม่านเหล็กลืมตาโพลง “เฉียดวารีพิฆาต”
เขาพุ่งไปด้านหน้าดุจสายฟ้าแลบ พร้อมกับวาดนิ้วเป็นเส้นโค้งที่แปลกประหลาดและคมกริบกลางอากาศ ก่อนจะแทงใส่รอยบุ๋มใต้คางของลู่เซิ่งอย่างแม่นยำ
“คีตาหักเหมย!” ลู่เซิ่งแทงนิ้วออกอย่างฉับพลัน เหมือนกับหักกิ่งดอกเหมยอย่างอ่อนโยน
โครม!
ตู้เย็นสำหรับทดลองที่สูงสี่เมตรกว่าๆ กับผนังรอบๆ ถล่มลงอย่างสะเทือนเลื่อนลั่น ตู้เย็นสองส่วนที่หนักหลายตันกระเด็นออกไปชนใส่ปลายนิ้วของชายจากม่านเหล็กอย่างรุนแรง
เปรี้ยง! อ๊าก!
ชายจากม่านเหล็กร้องโหยหวน เลือดสาดกระจายเต็มพื้น เขากระเด็นออกไปชนใส่กำแพงด้านหลังอย่างหนักหน่วงโดยมีตู้เย็นกดทับไว้ จากนั้นก็ล้มฟาดลงกับพื้นพร้อมกับชิ้นส่วนตู้เย็น กุมท้องที่มีแต่เลือด ใกล้ตายรอมร่อ
ซาเจี๋ยอ้าปากค้าง นึกไม่ถึงโดยสิ้นเชิงว่าจะเกิดผลลัพธ์แบบนี้ขึ้น
ตู้เย็นใบนั้นเป็นตู้เย็นแบบหนักสำหรับใช้ในการทดลองที่เขาสั่งทำพิเศษ ปรับเปลี่ยนข้อมูลความร้อนได้อย่างละเอียด เป็นแบบที่ฝังติดกับผนังในหอพัก
แต่ลู่เซิ่งกลับใช้นิ้วฟันขาด ทั้งยังฆ่าชายที่มาจากม่านเหล็กตายคาที่ด้วย
วี้ด...วี้ด...วี้ด...
เสียงเตือนภัยเสียดหูดังบนหออย่างต่อเนื่อง เห็นได้ว่าแรงกระแทกอันมหาศาลเมื่อครู่ได้ไปกระตุ้นการแจ้งเตือนฉุกเฉินเข้าแล้ว
“ควรไปได้แล้ว” ลู่เซิ่งจับซาเจี๋ยไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเร่งฝีเท้าออกจากห้อง
“นายจะพาฉันไปไหน” หลังจากเห็นพลังของจัวหลินผู้ลึกลับ ซาเจี๋ยก็ยอมแพ้ทันที และเข้าใจว่า คนที่รอดจากการไล่ล่าขององค์กรม่านเหล็กไม่อาจใช้ข้อมูลมาวัดพลังได้
“แค่ตามฉันไปก็พอ” ลู่เซิ่งเดินอยู่ด้านหน้า ตลอดทางคือนักเรียนธรรมดาที่แตกตื่นตกใจเพราะสัญญาณเตือนภัย
“บ้านนาย” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างแน่ใจ “ได้ยินว่าบ้านนายรวยมากนี่”
“เอ่อ...ก็พอใช้ได้ แค่ปกติ...” ซาเจี๋ยมองชายจากม่านเหล็กที่ล้มอยู่บนพื้น
“ตามฉันมา” ลู่เซิ่งนำซาเจี๋ยออกจากห้อง ลงลิฟท์ แล้วมาถึงด้านนอกหอพักอย่างรวดเร็ว
ซาเจี๋ยไม่กล้าขัดขืน ได้แต่ติดตามอยู่ใกล้ๆ ทั้งสองเพิ่งออกจากเขตหอพัก ก็เห็นกลุ่มรักษาความปลอดภัยของโรงเรียนที่แต่งชุดเต็มยศมุ่งหน้าไปยังหอพักทันที
ลู่เซิ่งเดินสวนไปอย่างเชื่องช้า ทำท่าต้องการหนีห่างจากจุดที่สัญญาณเตือนภัยดังให้เร็วที่สุด
“นายเป็นใครกันแน่?!”ซาเจี๋ยรู้สึกผิดปกติ ทิศทางที่อีกฝ่ายมุ่งหน้าไปคือนอกโรงเรียน เกิดว่าออกจากโรงเรียน เขาจะไม่มีโอกาสขอความช่วยเหลืออีกแล้ว
ตอนนี้รอบๆ ตัวมีคนวิ่งไปวิ่งมา ถ้าเคลื่อนไหวเร็วอาจจะหลุดจากการควบคุมของอีกฝ่ายได้
“ฉันจัวหลินไง” ลู่เซิ่งยิ้มพร้อมกับหันไปจ้องซาเจี๋ย “เป็นอะไรไป อยู่ๆ ก็หยุด”
“ไม่...แกไม่ใช่จัวหลิน” ซาเจี๋ยค่อยๆ ถอยหลัง สีหน้าเคร่งขรึมขึ้น “คุณสมบัติจิตสังหารที่แหลมคมแบบนั้น จัวหลินไม่มีทางใช้ได้เด็ดขาด!?”
“งั้นเหรอ” ลู่เซิ่งเดาออกว่าเขาต้องการอาศัยจังหวะที่รอบๆ มีคนเยอะหนีไปนั่นเอง
“ฉันว่าพวกเราไปหาคุณครูแล้วเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้หมดกันเถอะ” ซาเจี๋ยค่อยๆ กล่าวเสียงขรึม
“คุณครูหรือ” อยู่ๆ ลู่เซิ่งก็ยิ้มให้เขา
ทันใดนั้น ลมจากนิ้วที่คมกริบซึ่งมีสนามพลังหลายสายแทรกอยู่ก็ฉีกสนามพลังด้านหน้าซาเจี๋ยออก แล้วกระแทกใส่หน้าผากของเขาอย่างแม่นยำ
เปรี้ยง!
ซาเจี๋ยตาเหลือกและสลบไปทันที แต่ถูกลู่เซิ่งประคองไว้
ต่อให้จะสวมใส่ชุดเกราะ เมื่อซาเจี๋ยถูกสนามพลังที่ลู่เซิ่งเพิ่มพลังกระแทกใส่หน้าผาก ก็สลบไสลไปทันทีเช่นกัน
“คิดหนีต่อหน้าฉันงั้นหรือ”
..............................................
ลู่เซิ่งแบกซาเจี๋ยขึ้นบนบ่า ขณะกำลังจะเดินหน้าต่อนั่นเอง
ทันใดนั้น
“จัวหลิน นายไม่เป็นไร...ใช่ไหม?!”
อยู่ๆ ก็มีนักเรียนหญิงหลายคนพุ่งออกมาจากระเบียงด้านข้าง คนที่อยู่ด้านหน้าสุดคือเซี่ยเฉิง
เดิมทีเซี่ยเฉิงทำหน้าเป็นห่วง แต่ดันเห็นลู่เซิ่งฟาดซาเจี๋ยจนสลบ แล้วแบกขึ้นบ่าในพริบตาที่พุ่งออกมาพอดี
ยังพูดคำพูดเป็นห่วงเป็นใยไม่ทันจบ ก็เกือบหยุดลงกลางคัน
ไม่เพียงแค่เธอเท่านั้น นักเรียนหญิงคนอื่นๆ ต่างลืมตาโต ทำท่าช็อกไม่กล้าเชื่อเช่นกัน
“เอ่อ...เซี่ยเฉิง...ไม่ใช่อย่างที่เธอคิดนะ!” ลู่เซิ่งรีบปล่อยมือที่วางบนสะโพกของซาเจี๋ยออก
น่าเสียดายที่เมื่อครู่เขาออกแรงมากไป ฝ่ามือจึงทิ้งรอยลึกห้าสายไว้บนกางเกงส่วนสะโพกของซาเจี๋ย...
“ฉัน...ฉันนึกไม่ถึงว่าพวกนาย...” เซี่ยเฉิงฝืนเค้นรอยยิ้ม
“เมื่อกี้ซาเจี๋ยตกใจเลยสลบไป ฉันคิดจะส่งเขาไปที่ห้องพยาบาลพอดี!” ลู่เซิ่งรีบเปลี่ยนหัวข้อ เพื่อจะโกหกให้แนบเนียน
สภาพนี้ทำให้เขาหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ ถ้าไม่ใช่เพราะบ้านเจี๋ยเซิงมีเงิน และเจ้าหมอนี่ดูเหมือนจะรู้เรื่องราวไม่น้อย เขาคงจะบีบคอมันให้ตายแต่แรกแล้ว
“อ้อ...พวกนาย...ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว...” เซี่ยเฉิงคิดจะถามต่อ เพียงแต่สายตาที่มองลู่เซิ่งประหลาดขึ้นมาเล็กน้อย
“ฉันไปก่อนล่ะ” ลู่เซิ่งหมดคำพูด ไม่ได้อธิบาย ก่อนจะแบกซาเจี๋ยเร่งฝีเท้าไปยังประตูโรงเรียน
ทิ้งพวกเซี่ยเฉิงที่ทำหน้างงวยเอาไว้
ลู่เซิ่งฉวยจังหวะวุ่นวายพาซาเจี๋ยออกจากโรงเรียนผ่านประตูเล็กด้านข้าง แล้วมุ่งหน้าไปยังที่อยู่ของอวี๋ชา
ที่อยู่ของอวี๋ชาคือห้องเช่าที่เปล่าเปลี่ยว สกปรก และราคาถูกแห่งหนึ่งใกล้โรงเรียน
ตอนที่ลู่เซิ่งเจอตัวเธอ เธอกำลังใช้มีดปลอกมันฝรั่งอยู่ และกำลังตั้งหม้อต้มมันฝรั่งและผักกาดเขียวไว้ข้างๆ แม้แต่น้ำมันก็ไม่มี
“หลินหลิน...เธอมาได้ยังไงเนี่ย?!” อวี๋ชาลุกขึ้นอย่างร้อนใจเพราะจัวหลินมาถึงอย่างกะทันหัน พร้อมทั้งรีบซ่อนมันฝรั่งในมือไว้ด้านหลัง
“ไม่มีเวลาอธิบายแล้ว ตามฉันมา” ลู่เซิ่งกวาดตามองรอบๆ พอจะทราบคร่าวๆ แล้วว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร
เขาเข้าไปฉุดมือของอวี๋ชาก่อนจะเดินออกไปด้านนอก
อวี๋ชาที่ไม่รู้เรื่องอะไรสักอย่างถูกเขาลากออกจากห้องเช่า
“ยังไม่ได้ปิดประตูเลย...”
“ไม่ต้องสนใจหรอก” ลู่เซิ่งมือหนึ่งลากซาเจี๋ยโดยจับคอเสื้อของเขาไว้ มือหนึ่งฉุดดึงอวี๋ชา เร่งฝีเท้าเดินไปยังทะเลสาบเล็กๆ ในเขตชานเมืองที่อยู่ใกล้ๆ
แผนการของจัวหลินในตอนแรกคือแอบสืบความจริงของการระเบิดในครั้งนั้น ความจริงเขาสืบเจอแล้วว่า การระเบิดครั้งนั้นเป็นแผนการขององค์กรที่มีชื่อว่าม่านเหล็ก
เพียงแต่องค์กรม่านเหล็กมีพลังระดับไหน ขุมกำลังเป็นอย่างไร ประวัติการก่อตั้ง มีสมาชิกกี่คน เขาล้วนไม่รู้
ตอนนี้ลู่เซิ่งจุติลงมาแล้ว จึงคร้านจะใช้วิธีการค่อยเป็นค่อยไป หากต้องการกวาดล้างอย่างตรงไปตรงมา!
จากการสืบค้นเมื่อก่อนหน้า ดูเหมือนม่านเหล็กจะมีขุมกำลังอยู่ในระดับสูงของโรงเรียนและระดับสูงของสถานีตำรวจในท้องที่
ดังนั้นลู่เซิ่งจึงคิดไปดูที่สถานีตำรวจก่อน ส่วนจะจับตัวม่านเหล็กอย่างไร เขามีแผนการในใจแล้ว
ลู่เซิ่งพาอวี๋ชากับซาเจี๋ยไปถึงทะลสาบน้อยนอกชานเมือง ก่อนจะนำชุดเกราะขนาดใหญ่ของตัวเองที่อยู่ใต้ก้นทะเลสาบออกมา จากนั้นก็ตรงดิ่งไปยังกลางเมืองโดยใช้พลังผสานควบคุมชุดเกราะให้ตามติดอยู่ด้านหลัง แล้วซ่อนตัวไว้ในท่อระบายน้ำในรัศมีพันเมตรของสถานีตำรวจ
ต่อมาเขาได้ให้อวี๋ชาเข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งชั่วคราว ก่อนจะนำตัวซาเจี๋ยไปนั่งลงในร้านอาหารฟาสต์ฟู้ตแห่งหนึ่งที่อยู่ตรงข้ามสถานีตำรวจอย่างเปิดเผย
ตอนนี้ซาเจี๋ยฟื้นขึ้นมาแล้ว ก่อนหมดสติยังอยู่ที่โรงเรียน แต่พอฟื้นแล้วกลับมาถึงหน้าสถานีตำรวจในท้องที่
ความแตกต่างนี้ทำให้เขาสับสนอยู่ชั่วขณะ
“เส้นสายกับขุมกำลังของม่านเหล็กที่อยู่ที่นี่แข็งแกร่งไหม” ลู่เซิ่งถาม
“นายคิดมากไปแล้ว ที่นี่เป็นถิ่นของตระกูลไป๋ ม่านเหล็กแข็งแกร่งก็จริง แต่สหพันธฯ ต่างหากที่เป็นลูกพี่ใหญ่ ตระกูลไป๋เป็นมือสังหารตัวเป้งของสหพันธฯม่านเหล็กมีเส้นสายอยู่ที่นี่นิดหน่อยเท่านั้น” ซาเจี๋ยตอบกลับอย่างมึนๆ งงๆ
“อ้อ อย่างนั้นหรอกเหรอ” ลู่เซิ่งพยักหน้าเหมือนนึกอะไรออก
“นายคงไม่คิดพาฉันไปมอบตัวหรอกมั้ง” ซาเจี๋ยหัวเราะเสียงเย็น ดูเหมือนยังใจดีสู้เสืออยู่บ้าง “ขอบอกตามตรงนะ ”อธิบดีกรมตำรวจในตอนนี้เป็นลูกของรัฐมนตรีที่ชุบตัวมาจากเมืองหลวง ขึ้นชื่อเรื่องความทะนงตน นายมีแต่จะถูกยิงตายถ้าพาฉันเข้ามอบตัว ส่วนฉันก็แค่ตายไปพร้อมกับนายเท่านั้น”
“เจ้านั่นชื่ออะไร”
“ดูแรนท์ เคอรี่ นายถามไปทำไม”
“นายรู้โครงสร้างองค์กรม่านเหล็กไหม” ลู่เซิ่งถามอีก
“รู้แค่นิดหน่อย คนที่ถูกนายกำจัดทิ้งเมื่อกี้เป็นทูตฝุ่นละอองทั่วไปของฝ่ายปฏิบัติการณ์ที่อยู่ต่ำสุด แถมน่าอนาถชนิดที่ใส่ชุดเกราะไม่ทันด้วย ต่อมาเป็นสี่นายพลใหญ่ รวมถึงรองผู้คุมม่านและผู้คุมม่านที่อยู่สูงขึ้นไปอีก” รอบนี้ซาเจี๋ยให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี บอกโครงสร้างองค์กรอย่างคร่าวๆ อย่างรวดเร็ว
“เข้าใจแล้ว” ลู่เซิ่งค่อยๆ ลุกขึ้น “นายอยู่ที่นี่ ห้ามไปไหนล่ะ”
“เหอะ...” ซาเจี๋ยหัวเราะเย็นชา นึกว่าเขาโง่หรือไง ห้ามไปไหนงั้นเหรอ ขณะเขากำลังจะลุกนั่นเอง
อยู่ๆ เสียงดังกระหึ่มทึบหนักก็ดังมาจากด้านตรงข้าม
มือโลหะยักษ์สีดำที่ใหญ่ถึงสองเมตรข้างหนึ่งยื่นออกมาจากท่อระบายน้ำด้านหน้าสถานีตำรวจ จากนั้นก็จับขอบพื้น แล้วกระชากอย่างแรง
เปรี้ยง!
ยักษ์ปักหลั่นตัวหนึ่งกระแทกพื้นจนแตก แล้วคลานออกมาจากท่อระบายน้ำ
มันเป็นชุดเกราะยักษ์ที่สูงถึงห้าเมตร บนร่างมันมีหินสีดำและดินโคลนห่อหุ้มอยู่ไม่น้อย ดูหยาบกระด้างหนักอึ้งและป่าเถื่อนทรงพลัง
“ดูแรนท์ เคอรี่! ออกมาเดี๋ยวนี้!” เสียงตะโกนกระเพื่อมเหนือสถานีตำรวจ
ตูม!
ชุดเกราะยักษ์ต่อยหมัดใส่ประตูของสถานีตำรวจ
ประตูแตกออกเป็นเสี่ยงๆ แล้วกระเด็นเข้าไปด้านใน
“ใคร!” ชุดเกราะมนุษย์สีเงินหลายตัวพุ่งออกมา ชุดเกราะทุกตัวถืออาวุธระยะไกลและระยะประชิดไว้หลากหลายชนิด
ส่วนใหญ่เป็นอาวุธเย็น ส่วนน้อยเป็นปืนสำหรับยิงระยะไกล
“ชุดเกราะอะไรกัน!?” ตำรวจทั้งหมดเพิ่งจะพุ่งออกมา ก็เห็นชุดเกราะสีดำขนาดยักษ์ที่สูงถึงห้าเมตรตัวหนึ่งส่งเสียงคำรามพร้อมกับขวางประตูเอาไว้ทันที
“ยิงหยั่งเชิงระยะไกลดูก่อน” มีคนออกคำสั่งเสียงดังอยู่ด้านหลัง
พวกตำรวจเหมือนค่อยตื่นจากฝัน รีบจัดเรียงแถว แล้วใช้ปืนที่มีแค่ไม่กี่กระบอกยิงใส่ผิวชุดเกราะดังปังๆ แต่กลับเกิดรอยยุบจางๆ เท่านั้น
จากนั้นปืนอาร์พีจีขนาดเล็กที่เหมือนกับปืนครกก็ระเบิดดังตูมๆ
แต่ก็ยังคงไร้ประโยชน์ ยักษ์ชุดเกราะสูงห้าเมตรกว่าๆ ฉีกประตูสถานีตำรวจออกเป็นชิ้นๆ แล้วพุ่งไปด้านหน้าด้วยวิธีการที่ป่าเถื่อน
“ฉัน! โคเฮนแห่งม่านเหล็ก! วันนี้จะให้แกได้ลิ้มรสความเจ็บปวดจากนรก!” ชุดเกราะยักษ์คำราม พร้อมสาวเท้าพุ่งไปทางตึกใหญ่ที่อยู่กลางสถานีตำรวจ
กระสุนปืนใหญ่เอามันไม่อยู่ อย่างมากสุดก็เพียงทำให้เกราะหลายชั้นในระดับผิวของมันพังเละทะ แต่หากจะทะลวงเกราะออก ในเวลาอันสั้นอย่าคิดฝันถึงเลย
“แกเป็นใครกันแน่!? โคเฮนแห่งม่านเหล็ก? อุกอาจขนาดนี้เชียว! ในสายตาแกไม่มีกฎหมายงั้นหรือ หรือว่าแกไม่กลัวการลงโทษจากกฎของสหพันธรัฐ”
ชายวัยกลางคนท่าทางเคร่งขรึมที่ไว้หนวดจิ๋มสีทองคนหนึ่งตะโกนขึ้นด้านหน้าประตูตึกใหญ่
“กฎหมายหรือ” ชุดเกราะหัวเราะลั่น “ในสายตาของคนจากม่าน กฎหมายไม่สำคัญ! สหพันธรัฐไม่สำคัญ กฎหมายงั้นเหรอ สหพันธรัฐถูกควบคุมด้วยพวกขยะแก่หงำเหงือกเท่านั้น ม่านเหล็กจะปกครองสหพันธรัฐในไม่ช้าก็เร็ว และทำให้โลกดำรงอยู่ท่ามกลางโลหิตและเหล็กไปตลอดกาล!”
เขาชี้ไปยังอีกฝ่ายทันที
“ส่วนพวกแกจะกลายเป็นทาสของพวกเรา!” มันหัวเราะลั่น แล้วตะปบมือใส่ชายวัยกลางคนไว้หนวดจิ๋มสีทองคนนั้น
“แม่เจ้า!”ซาเจี๋ยที่อยู่ไกลออกไปชมดูจนอ้าปากตาค้าง นี่มันวางถาดขี้ลงบนหัวม่านเหล็กชัดๆ!
ต่อให้อธิบดีกรมตำรวจไม่เชื่อ แต่เสียงก็ดังไปเกือบครึ่งเขตแล้ว คนหลายแสนคนอาจจะมีครึ่งหนึ่งที่ได้ยิน ครั้งนี้ม่านเหล็กได้ดังระเบิดเถิดเทิงแน่
ต่อให้เบื้องบนไม่คิดทำอะไรม่านเหล็ก แต่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพวกเขาแล้ว
พึงทราบว่าเบื้องบนไม่ใช่พวกเดียวกับม่านเหล็กทุกคน ครั้งนี้อึกทึกครึกโครมเกินไป คำพูดของยักษ์ชุดเกราะตัวนั้นก็น่าตกใจเกินไปเช่นกัน
เขาจึงค่อยทราบถึงความเหี้ยมเกรียมของลู่เซิ่ง นี่เป็นแผนการเปิดเผยชนิดเห็นจะๆ ตาทีเดียว
ตัวลู่เซิ่งไม่มีช่องทางตรวจสอบม่านเหล็ก จึงกดดันให้รัฐลงแรงตามหาร่องรอยของม่านเหล็กให้
ตูม!
ในตอนที่ยักษ์ชุดเกราะกำลังจะจับชายวัยกลางคนคนนั้นนั่นเอง ก็เกิดการระเบิดขึ้นใต้แขนของเจ้ายักษ์อย่างแรง กระแทกแขนใหญ่ของมันให้ลอยขึ้นไปกลางอากาศทันที
เจ้ายักษ์ร้องอย่างเจ็บปวดพร้อมกับโซเซถอยหลังไปหลายก้าว ก้อนโลหะและเศษหินมากมายบนร่างร่วงตกลงพื้น
“แกอีกแล้ว! ไอ้ชั่วหน้าไม่อาย ฉันจะถลกหนังแล้วจับแกกินทั้งเป็นในไม่ช้าก็เร็ว!” ยักษ์ชุดเกราะคำราม แล้วล่าถอยอย่างรวดเร็วเหมือนกลัวอะไรบางอย่าง มันรีบออกจากสถานีตำรวจและหนีลงไปยังท่อระบายน้ำก่อนที่ฝั่งตำรวจจะเรียกอาวุธหนักออกมาจากคลังเก็บ
ซาเจี๋ยจึงค่อยเข้าใจว่า ไอ้หมอนี่มันไม่ได้คิดจะฆ่าอธิบดีกรมตำรวจแต่แรกอยู่แล้ว มันมาเพื่อประกาศความแข็งแกร่งและความน่ากลัวของม่านเหล็กเท่านั้น
สำหรับกรมตำรวจ ครั้งนี้ดูเหมือนจงใจแสดงมากเกินไป แต่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้รู้ด้วย
สำนักงานกรมตำรวจซึ่งเป็นหน่วยงานของประเทศและเป็นเทพผู้พิทักษ์ของประชาชนถูกคนบุกกลางวันแสกๆ แถมยังทำให้ตำรวจหลายคนได้รับบาดเจ็บอีก
ไม่ว่าอย่างไรผลลัพธ์แบบนี้ก็ต้องมีคนออกมารับผิดชอบ และเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของกรมตำรวจ เบื้องบนจะต้องหาองค์กรก่อการร้ายที่มีความสำคัญมากพอมามอบคำว่ากล่าวให้กับประชาชนอย่างแน่นอน
เมื่อเป็นแบบนี้ ม่านเหล็กจะชนตอเข้าพอดี
“เป็นไง” ขณะที่ซาเจี๋ยกำลังงุนงง ก็ได้ยินเสียงลู่เซิ่งดังมาจากด้านข้าง
“การแสดงของฉันเป็นยังไงบ้าง” ลู่เซิ่งลูบคางพลางมองความวุ่นวายของกรมตำรวจที่อยู่ไกลออกไปด้วยรอยยิ้ม
ซาเจี๋ยได้สติกลับมา รู้สึกเหมือนว่าเพิ่งได้รู้จักเพื่อนร่วมชั้นที่ทำตัวเงียบขรึมแปลกแยกในชั้นเรียนคนนี้เป็นครั้งแรก
“นายทำแบบนี้...มีแต่จะทำให้ม่านเหล็กเก็บเนื้อเก็บตัวกว่าเดิม...” ซาเจี๋ยรู้สึกว่าเสียงแหบพร่าเล็กน้อย
“ไม่เป็นไร ใช้ชื่อของม่านเหล็กสักหลายๆ รอบก็พอ” ลู่เซิ่งไม่ยี่หร่ะแม้แต่น้อย
ซาเจี๋ยค่อยค้นพบในวินาทีนี้อย่างแท้จริงว่า สถานการณ์ของตนในตอนนี้อันตรายขนาดไหน
เทียบกับองค์กรม่านเหล็กที่รักษากฎเกณฑ์ จัวหลินที่อยู่ตรงหน้าเป็นผู้ก่อการร้ายที่อันตรายยิ่งกว่าอย่างแท้จริง
เพื่อบรรลุเป้าหมาย เขาทำได้ทุกอย่างโดยไม่เลือกวิธีการ
การบุกเข้ากรมตำรวจเมื่อก่อนหน้านี้ หรือเขาจะไม่รู้ว่าความบ้าระห่ำแบบนี้จะทำให้ตำรวจธรรมดากับประชาชนเหล่านั้นบาดเจ็บล้มตาย
ไม่ ความจริงแล้วเขารู้
ซาเจี๋ยก้มหน้า ไม่กล้าสบตากับลู่เซิ่งอีก
‘มันรู้ แต่ว่ามันไม่สนใจ...’
..............................................
“เห็นหรือยัง” ลู่เซิ่งยกมือขึ้นป้องแสง สถานีตำรวจที่อยู่อีกฝั่งมีรถไม่น้อยขับมาถึง ยังมีไฟฉายมากมายกวาดไปมาจนลายตาอยู่บ้าง
“กระบวนการไม่สำคัญ ผลลัพธ์ต่างหากที่เป็นสิ่งสำคัญ”
ซาเจี๋ยไม่กล้าพูด
“ไปเถอะ ควรไปที่ต่อไปได้แล้ว” ในแผนการของลู่เซิ่ง สถานีตำรวจแห่งเดียวไม่ใช่จุดจบ
สองชั่วโมงต่อมา เขาพาซาเจี๋ยกับอวี๋ชาไปยังหน่วยงานสำคัญๆ เช่น ศาล สำนักงานอัยการ และกระทรวงกลาโหมแห่งสหพันธรัฐ และให้โคเฮนแห่งม่านเหล็กที่กำลังหลบหนีเพราะถูกผู้แข็งแกร่งคนหนึ่ง ‘ไล่ล่า’ เผยโฉมออกมา ตลอดการบุกหน่วยงานต่างๆ ทำให้เศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อมเสียหายจนประเมินค่าไม่ได้
พอเก็บงานในตอนเย็นเสร็จ ลู่เซิ่งก็มุ่งหน้าไปยังที่อยู่ของตระกูลเจี๋ย ในเมืองแพลตินัมเต็มไปด้วยเสียงแตรที่หนวกหู
ลู่เซิ่งที่ยืนอยู่ด้านหน้าประตูคฤหาสน์มองซาเจี๋ยควักกุญแจออกมาเปิดประตู
รถที่มีไฟไซเรนกำลังกะพริบอยู่ขับผ่านด้านหลังพวกเขาไป
“คืนนี้พวกเขาต้องยุ่งกันหน่อยล่ะ” ลู่เซิ่งกวาดตามองไฟรถ พลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ซาเจี๋ยไม่กล้าพูดต่อ
คฤหาสน์สีขาวมีสิ่งก่อสร้างทั้งหมดสามหลัง ตึกหลักหนึ่งหลัง ตึกรองสองหลัง ตกแต่งเหมือนกับตึกภายในราชวัง
“คุณชายกลับมาแล้วเหรอคะ คงจะหิวแน่เลย สั่งอาหารเลยดีไหมคะ” หญิงวัยกลางคนไว้ผมยาวและสวมชุดหญิงรับใช้คนหนึ่งเดินออกมาจากด้านหลังประตู ก่อนจะค้อมตัวพร้อมกับถามไถ่
“ยัง เตรียมเสื้อผ้าให้เพื่อนฉันเปลี่ยนก่อน เดี๋ยวพวกเราจะลงไปกินกันเอง” ซาเจี๋ยเอ่ยด้วยสีหน้าเป็นปกติ
“ค่ะคุณชาย นอกจากนี้ ฝ่ายวิชาการของโรงเรียนแพลตินัมได้โทรศัพท์มาหาด้วยค่ะ เหมือนจะมีเรื่องสำคัญอะไรสักอย่างต้องการถามคุณชาย” หญิงรับใช้เตือน
“เข้าใจล่ะ” ซาเจี๋ยคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่หน่วยปฏิบัติการณ์ของม่านเหล็กตายในห้องของเขา แต่ต่อให้เรื่องราวจะเกี่ยวพันกับเขา แต่การหยุดเรื่องนี้ไว้ไม่นับว่ายากเท่าไหร่
เพียงแต่พอเขาหันไปมองลู่เซิ่งที่ด้านหลัง ลู่เซิ่งเหมือนกำลังคุยอะไรบางอย่างกับอวี๋ชาเบาๆ อยู่ และเหมือนสัมผัสสายตาของเขาได้แล้ว
“เข้าห้องก่อนค่อยพูดกัน”
“ได้” ซาเจี๋ยพยักหน้า เขาไม่รู้ว่าจัวหลินอยากจะทำอะไรกันแน่ แต่ดูจากเหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้นในวันนี้ จัวหลินไม่เพียงครอบครองพลังที่แข็งแกร่งเท่านั้น แถมยังบ้าระห่ำชนิดที่ไม่มีกฎเกณฑ์อะไรเลยด้วย
หลังจากทั้งสามเปลี่ยนเสื้อผ้า ลู่เซิ่งก็หาข้ออ้างให้หญิงรับใช้พาอวี๋ชาออกไปพักผ่อนในห้องอื่นๆ ของคฤหาสน์ ส่วนเขากับซาเจี๋ยเข้าไปในบาร์
ตุบ
ประตูบาร์ถูกปิดและล็อกกลอน
“นายคิดจะทำอะไรกันแน่จัวหลิน!” ซาเจี๋ยสีหน้าไร้อารมณ์ แต่หัวใจเต้นกระหน่ำ เขากลัวแล้ว
ภายในวันเดียวกลับสร้างเรื่องใหญ่ขนาดนี้ เขากลัวว่าถ้าตนอยู่กับคนคนนี้ต่อไป วันหน้าอาจจะทำให้เจี๋ยกรุ๊ปโดนลูกหลงไปด้วย
“ไม่รู้สิ” ลู่เซิ่งยิ้ม “นายนี่รวยน่าดูนะซาเจี๋ย”
“นั่นมันเงินพ่อฉัน ไม่ใช่ของฉัน” ซาเจี๋ยอธิบาย
“ให้ฉันเจอพ่อนายหน่อยสิ” ลู่เซิ่งพูดต่อ
“ไม่ได้!”
“ถ้างั้นตอนนี้ฉันจะโทรหาพ่อนาย ให้เขารู้ว่านายอยู่ในกำมือฉัน นายว่าจะเป็นยังไง” ลู่เซิ่งถาม
“เขาก็ไม่มาเหมือนเดิมนั่นแหละ ถ้าฉันไม่มีศักยภาพระดับนักเรียนหัวกะทิของโรงเรียนแพลตินัม เขาคงไม่ให้ห้องนี้กับฉันด้วยซ้ำ” ซาเจี๋ยพูดเสียงเย็น
“ดูน่าสงสารมากเลยนะ” ครั้งนี้ลู่เซิ่งประหลาดใจบ้างแล้ว
“เขาให้ความสำคัญกับพี่ของฉันมากกว่า ตัวฉันน่ะจะมีก็ได้ไม่มีก็ได้”ซาเจี๋ยเยาะเย้ยตัวเอง
“งั้นร่วมมือกับฉันดีไหม” ลู่เซิ่งโพล่งขึ้น “นายมีเงิน ส่วนฉันมีพลัง พวกเราร่วมมือกัน อาศัยช่องทางของเจี๋ยกรุ๊ป สามารถเติบโตได้ง่ายๆ เหมือนปอกกล้วย”
ซาเจี๋ยพลันหุบปาก เขาไม่ใช่คนโง่ ถ้าหากว่าติดกับง่ายขนาดนี้ เขาคงเป็นหัวหน้าห้องในโรงเรียนแพลตินัมไม่ได้
“อะไรกัน ไม่ยอมเหรอ” ลู่เซิ่งนั่งลงบนม้านั่งข้างบาร์ แล้วหมุนม้านั่งรอบหนึ่ง “ความจริงนายไม่มีตัวเลือกไม่ใช่เหรอไง ฉันให้นายอยู่กับฉันตั้งนาน แถมยังให้โคเฮนเผยโฉมไปทั่วอีก เครือข่ายข่าวสารของม่านเหล็กเป็นคนโง่หรือไง”
ใบหน้าของซาเจี๋ยพลันเหยเกกว่าเดิม
“เพราะงั้นถึงสหพันธรัฐจะไม่เอาเรื่องนาย แต่ม่านเหล็กไม่เหมือนกัน” ลู่เซิ่งเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“นายรับประกันความปลอดภัยของฉันได้เหรอ” ซาเจี๋ยหัวใจเต้นกระหน่ำเล็กน้อย
“ตอนนี้นายได้แต่เลือกเชื่อฉันแล้วล่ะ” ลู่เซิ่งยักไหล่ ไม่ได้ตอบคำถาม
สักพักใหญ่ๆ ซาเจี๋ยก็รินเหล้าสีเขียวอ่อนให้พวกตัวเขาเองคนละแก้ว
“ก็ได้ ฉันจะจัดการทางโรงเรียนเอง ต่อจากนี้นายคิดจะทำอะไร” เขาไม่ลังเลแม้แต่น้อย เกิดว่าตนเองปฏิเสธ พรุ่งนี้เช้าจะเดินออกจากห้องนี้ได้ไหมยังเป็นปริศนา
“ฉันต้องการเงิน เงินเยอะๆ ต้องการวัสดุและชิ้นส่วนของเกราะ ต้องการทุกอย่างที่เกี่ยวกับชุดเกราะ” ลู่เซิ่งแบมือสองข้างและกล่าวอย่างจริงจัง “แล้วก็ขอเร็วที่สุดด้วยล่ะ”
ซาเจี๋ยทำหน้าเหยเกอยู่บ้าง
“ฉันไม่ได้มีอำนาจในบริษัทเท่าไหร่”
“งั้นก็ขยายอำนาจของนายซะ อยากจะกลายเป็นผู้รับสืบทอดที่แท้จริงของบริษัทเพียงคนเดียวไหมล่ะ” ลู่เซิ่งล่อลวง
ซาเจี๋ยเงียบงัน กลืนน้ำลาย ไม่ได้พูดอะไร
ครู่ต่อมา เขาจึงค่อยพูดเบาๆ ว่า
“ขอแบบถูกกฎหมายล่ะ!”
...
คืนนั้นพวกเขาพักผ่อนเต็มที่ ซาเจี๋ยลาโรงเรียนให้ลู่เซิ่ง จากนั้นทั้งสองก็มุ่งหน้าไปยังสำนักงานใหญ่ของเจี๋ยกรุ๊ปซึ่งตั้งอยู่ในชั้นสิบห้าใจกลางตึกระฟ้าที่ใหญ่ที่สุดของเมืองแพลตินัมโดยไม่สนใจการสอบใหญ่
ทั้งสองยืนอยู่ในลิฟท์ ไม่พูดอะไรกันอยู่ชั่วขณะ
ลู่เซิ่งเปลี่ยนมาสวมใส่เสื้อยืดพิมพ์ลายกับกางเกงขายาวสีเทาธรรมดาๆ ซึ่งเป็นชุดลำลองที่ดูเป็นผู้ใหญ่เล็กน้อย แตกต่างจากชุดทางการที่ดูเป็นผู้ใหญ่ของซาเจี๋ยโดยสิ้นเชิง
ติ๊ง
ประตูลิฟท์ค่อยๆ เปิดออก ชั้นที่สิบห้ามีพนักงานชายหญิงเดินไปเดินมาอย่างเร่งรีบ
ระเบียงปูด้วยพรมลายตารางสีขาวดำผืนหนา แทบไม่ได้ยินเสียงฝีเท้า
ซาเจี๋ยพาลู่เซิ่งเดินเข้าไปด้านใน ตัดผ่านระเบียง แล้วอ้อมผ่านห้องประชุมที่เหมือนกับโถงจัดคอนเสิร์ต ไม่นานก็มาถึงด้านหน้าประตูไม้สีแดงบานหนึ่ง
ด้านหน้าประตูมีชายวัยกลางคนสวมหมวกทรงกลมสีแดงเฝ้าอยู่ เขาเหน็บซองปืนไว้ที่เอว สวมเสื้อกั๊กหนังสีน้ำตาลแนบเนื้อ กำลังพิงประตูพร้อมกับสูบบุหรี่อย่างเกียจคร้าน
“สวัสดีครับอาหัว” ซาเจี๋ยส่งเสียงอย่างว่าง่าย
“เสี่ยวเจี๋ยนี่เอง พ่อเธอเพิ่งประชุมเสร็จ เลยเหนื่อยนิดหน่อย ระวังน้ำเสียงด้วยล่ะ อ้อ แล้วเพื่อนเธอเข้าไปไม่ได้นะ” ชายวัยกลางคนกวาดตามองลู่เซิ่งที่อยู่ด้านข้าง
ซาเจี๋ยหันกลับไปมองลู่เซิ่ง
ลู่เซิ่งยิ้มๆ “ไม่เป็นไร ฉันจะรอนายตรงระเบียง”
“ได้ ฉันจะเข้าไปก่อน แล้วจะรีบออกมา” ซาเจี๋ยพยักหน้าแล้วยื่นมือไปผลักประตู
ผัวะ
อยู่ๆ ด้านหลังก็มีเสียงดังขึ้นเบาๆ เขาหันไปมอง อาหัวพิงอยู่บนกำแพงด้านข้าง หมวกหย่อนลงมาปิดตา ไม่ขยับเขยื้อนคล้ายกับหลับไปแล้ว
‘เขาคงจะเหนื่อยเกินไป เลยยืนหลับตาทำสมาธิ’
ถ้าซาเจี๋ยไม่เห็นมือของลู่เซิ่งที่เพิ่งชักกลับมาจากท้ายทอยของลุงหัว เขาคงจะต้องคิดแบบนี้แน่
“ไม่ได้ฆ่าเขาหรอก ไปเถอะ” ลู่เซิ่งยิ้มให้กับเขา
ซาเจี๋ยพยักหน้า ในใจกริ่งเกรงลู่เซิ่งยิ่งกว่าเดิม เขารู้จักพลังของอาหัวดี อาหัวคือมือดีขั้นสุดยอดที่เคยได้อันดับที่ยี่สิบเอ็ดในการแข่งต่อสู้จากทั่วทั้งสหพันธรัฐ
นึกไม่ถึงว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าจัวหลิน ยังไม่ทันได้โต้ตอบก็ถูกจัดการเสียแล้ว
ทั้งสองทยอยเดินเข้าประตูไม้
หลังประตูคือห้องทำงานที่ติดกระจกบานเลื่อนขนาดใหญ่
บนเก้าอี้หนังหน้าโต๊ะทำงานไม่มีใคร แต่บนโซฟาทรงกลมที่อยู่ด้านข้างกลับมีชายชราหน้าตาเคร่งขรึมและมีผมหงอกคนหนึ่งนั่งอยู่
ชายชราได้ยินเสียง กำลังจะเก็บนิ้วที่ใช้นวดขมับเบาๆ ลง
“เสี่ยวเจี๋ย แกมาหาฉันมีธุระอะไร บอกไปแล้วไม่ใช่เหรอว่าให้ผ่านสอบใหญ่ก่อนค่อยมาสำนักงาน”
ซาเจี๋ยไม่ได้ตอบ หากมองไปยังลู่เซิ่ง
“ซาลัวน่าใช่หรือไม่” ลู่เซิ่งเดินเข้าไป ค่อยๆ เข้าใกล้ทีละน้อย
“เธอเป็นใคร?!” ชายชราผุดลุกขึ้น หันไปมองลู่เซิ่ง ดวงตาคมกริบเหมือนเหยี่ยวที่กำลังหาอาหาร
“เรียกผมว่าเซิ่งก็ได้” ลู่เซิ่งตั้งชื่อมั่วๆ
“เจ้าหนุ่ม เธอมีเป้าหมายอะไร” ซาลัวน่าสมกับเป็นยอดคนแห่งยุค และเป็นคนที่ปีนป่ายขึ้นมาจากสงครามการค้านับไม่ถ้วนได้ พริบตาเดียวก็วิเคราะห์สถานการณ์ออก อีกฝ่ายสามารถผ่านเข้ามาภายใต้การคุ้มกันของอาหัวซึ่งเป็นบอดี้การ์ดผู้มีประสิทธิภาพที่เขาภาคภูมิใจได้ เห็นได้ว่ามีพลังที่ไม่อาจดูแคลน
“ผมต้องการเงิน เงินจำนวนมาก และต้องการทรัพยากร ทรัพยากรด้านชุดเกราะ” ลู่เซิ่งบอกตามตรง “ตอนแรกผมคิดจะร่วมมือกับลูกชายคุณ แต่แวบแรกที่เห็นคุณ ผมก็รู้ทันทีว่าคุณอาจเป็นผู้ร่วมมือที่เหมาะสมกว่า” คำพูดนี้ทำให้สีหน้าของซาเจี๋ยที่อยู่ด้านหลังเปลี่ยนแปลงไปต่างๆ นาๆ ทันที
ลู่เซิ่งกลับไม่สนใจว่าเขาจะมีสีหน้าแบบไหน เขาเพียงต้องการแค่ประสิทธิภาพเท่านั้น
“เธอจะเอาอะไรให้ฉันล่ะ” ซาลัวน่าสมกับเป็นยอดคน ในสถานการณ์จนตรอกแบบนี้ยังถามถึงผลประโยชน์ของตนโดยไม่ยอมถอยได้อีก
“ขอบอกก่อนนะว่าตระกูลซามีบริษัทรักษาความปลอดภัยกับทีมมืออาชีพเป็นของตัวเอง และมีเส้นสายมากมายกับกองทัพ ครั้งนี้ฉันแค่ประมาทไป แต่ไม่ได้หมายความว่าตระกูลซาของฉันจะอ่อนแอ” ซาลัวน่าเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง
“ผมต้องรู้อยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่มาร่วมมือกับคุณซาหรอก” ลู่เซิ่งเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ส่วนที่ว่าคุณจะได้อะไร มันขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการอะไร”
“อ้อ?” ซาลัวน่าดวงตาคมกริบมากขึ้น
ทั้งสองคุยกันในห้องทำงานอยู่นาน หนึ่งชั่วโมงต่อมา ซาเจี๋ยก็ถูกแต่งตั้งให้เป็นคนส่งข่าวระหว่างลู่เซิ่งกับซากรุ๊ป ส่วนทางลู่เซิ่งกับซาลัวน่าบรรลุข้อตกลงปากเปล่ากันแล้ว
ตอนแรกซาลัวน่ายืนหยัดในเงื่อนไขทางผลประโยชน์ของตัวเองหัวชนฝา ทว่าหลังจากลู่เซิ่งมอบข้อเสนอที่เขาปฏิเสธไม่ได้ให้ ในที่สุดเขาก็ทนการเย้ายวนไม่ไหว ตัดสินใจทำข้อตกลงทันที
ไม่ใช่แค่ซาลัวน่าเท่านั้น แม้แต่ซาเจี๋ย หลังจากทราบถึงเงื่อนไขที่ลู่เซิ่งเสนอให้ ก็อดหวั่นไหวไม่ได้เช่นเดียวกัน
ทั้งสองเปลี่ยนจากถูกบีบบังคับในตอนแรกเป็นยินยอมพร้อมใจในภายหลัง ความเปลี่ยนแปลงชัดเจนเสียจนทำให้คนจินตนาการไม่ออก
สิบโมงยี่สิบนาที ลู่เซิ่งออกจากสำนักงานใหญ่ของซากรุ๊ป ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังอีกเขตของเมืองแพลตินัม
เมืองแพลตินัมเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของสหพันธรัฐ คนส่วนใหญ่ลืมชื่อเดิมของมันไปแล้ว เพราะใช้โรงเรียนแพลตินัมที่โด่งดังไปทั่วโลกเป็นสัญลักษณ์ จึงเรียกมันว่าเมืองแพลตินัม
เมืองทั้งเมืองแบ่งออกเป็นห้าเขตใหญ่ เขตที่โรงเรียนแพลตินัมอยู่เป็นย่านที่เจริญที่สุด ส่วนเขตเชอร์รี่เป็นย่านโสมมที่วุ่นวายที่สุดของเมืองแพลตินัม มีมาเฟียคุมถิ่น และเห็นการค้าประเวณี การพนัน และยาเสพติดได้ทั่วไป
ลู่เซิ่งก้าวเข้าเส้นแบ่งถนนที่เป็นสัญลักษณ์ของเขตเชอร์รี่ตามลำพัง ข้างทางมีป้ายขนาดใหญ่ตั้งอยู่ป้ายหนึ่งซึ่งวาดรูปเชอร์รี่สีแดงสดขนาดใหญ่ไว้พวงหนึ่ง ด้านล่างคือคำด่าหยาบคาย มีสัญลักษณ์แสดงท่าทางลามกอนาจารอีกมากมาย
ลู่เซิ่งเดินเข้าเขตถนน เห็นแอ่งน้ำสกปรกแอ่งเล็กๆ กับรอยเลือดสีดำที่แห้งกรังได้ทั่วพื้น
หมาจรจัดส่งเสียงเห่าอยู่รอบๆ ถังขยะ
ร้านค้าที่สกปรกบางแห่งเปิดอยู่ มีอยู่ไม่น้อยที่มีร่องรอยถูกทุบทำลาย
ลู่เซิ่งมองหาแก๊งที่ใหญ่ที่สุดในเมืองแพลตินัมที่มีชื่อว่ากำปั้นเหล็กตามความทรงจำของจัวหลิน
ขุมกำลังของกำปั้นเหล็กไม่ได้อยู่ที่เมืองแพลตินัมเท่านั้น สิบกว่าเมืองรอบๆ ล้วนเป็นถิ่นของพวกเขา แก๊งอื่นๆ ได้แต่ฝืนต่อลมหายใจภายใต้การสะกดของพวกเขาเท่านั้น
คิดจะหาสมาชิกของกำปั้นเหล็กให้เจอนั้นง่ายดายมาก สมาชิกหลักแทบทั้งหมดของพวกเขาต่างก็เพิ่มกล้ามแขนเพื่อสักสัญลักษณ์รูปกำปั้นที่กำแน่นไว้
..............................................
ลู่เซิ่งเตร็ดเตร่อยู่บนถนนสักพัก ไม่นานก็เจอสมาชิกกำปั้นเหล็กที่กำลังดื่มเหล้าและคุยโวสองคน เขาเดินตามสองคนนี้ครู่หนึ่ง ก่อนจะเจอสาขาของกำปั้นเหล็กในเขตนี้อย่างรวดเร็ว
เทียบกับการร่วมมือกับตระกูลซาแล้ว การสยบสาขาของแก๊งกำปั้นเหล็กง่ายดายกว่ามาก ลู่เซิ่งฆ่าสมาชิกที่ขัดขืนสามคน และหลังจากทำลายอาวุธขนาดเล็กอย่างปืนพกและปืนกลมือสิบกว่ากระบอก ก็ทำให้แอนดี้กำปั้นแดงซึ่งเป็นหัวหน้าของที่นี่ ‘ยอมรับ’ ได้
จากนั้นก็ฆ่าจอมปัญหาที่ไม่เชื่อฟังหลายคน ก่อนจะแสดงความเกี่ยวข้องกับซากรุ๊ป
ด้วยพลังที่แข็งแกร่ง รวมถึงเงินและฉากหลัง ลู่เซิ่งจึงกลายเป็นลูกพี่ของชายฉกรรจ์กลุ่มนี้อย่างถูกต้องเหมาะสมทันที
ต่อจากนั้นเขาก็ส่งคนไปรับอวี๋ชามา พร้อมกับมองหาร้านที่ใช้ซื้อและประกอบชุดเกราะได้จากทั่วทั้งเมือง
แต่สิ่งที่น่าเสียดายก็คือ มีการควบคุมเข้มงวดเกินไป ขุมกำลังธรรมดาอย่างสาขาของแก๊งกำปั้นเหล็กจึงไม่มีช่องทางในการหาอาวุธควบคุมอย่างชุดเกราะมากเท่าไหร่
สำหรับลู่เซิ่งแล้ว ทรัพยากรชุดเกราะเพียงน้อยนิดเหมือนกับตักน้ำแก้วหนึ่งไปดับไฟที่กำลังไหม้รถอยู่
แม้ในโรงเรียนแพลตินัมจะได้ชุดเกราะคนละชุด แต่นั่นเป็นสถานที่ที่รัฐบาบใช้บ่มเพาะคนมีความสามารถ จึงแตกต่างจากภายนอกโดยสิ้นเชิง
ขุมกำลังภายนอกจำนวนไม่น้อยมีชุดเกราะซ่อนไว้อย่างแน่นอน เพียงแต่ไม่สามารถเทียบกับรัฐบาลได้ก็เท่านั้น
ดังนั้นลู่เซิ่งจึงได้เทอคอยน์มามากมายในตอนที่วางชุดเกราะสำหรับนักเรียนเป็นหลักประกัน
สาเหตุส่วนใหญ่เป็นเพราะการจำกัดทักษะของรัฐบาล
ในสถานการณ์ที่หาไม่ได้จริงๆ ลู่เซิ่งได้แต่พึ่งพาซากรุ๊ปในการรวบรวมวัสดุและชิ้นส่วนประกอบจำนวนมาก
ซากรุ๊ปสมกับเป็นบริษัทใหญ่ระดับสุดยอด ใช้เวลาแค่สองวันก็รวบรวมชิ้นส่วนและทรัพยากรทุกรูปแบบที่เพียงพอให้คนมากกว่าร้อยคนติดอาวุธและชุดเกราะเต็มยศได้แล้ว
ลู่เซิ่งเริ่มดำเนินการเพิ่มความแข็งแกร่งเป็นครั้งที่สองให้แก่ชุดเกราะรับรองของตัวเอง
แม้ชุดเกราะรับรองจะเป็นเหมือนกระดานว่างเปล่าที่ไม่มีอะไรสักอย่าง แต่ในฐานะชุดเกราะพื้นฐาน มันถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในเกราะทหาร
ถึงอย่างไรก็กำลังรีบอยู่ ลู่เซิ่งจึงคร้านจะเปลี่ยน เขาให้คนของกำปั้นเหล็กคุ้มครองอวี๋ชา จากนั้นตนก็ตั้งสมาธิทั้งหมดไว้ที่การประกอบชุดเกราะ
...
โรงงานปรับเปลี่ยนของซากรุ๊ป
ยักษ์ที่สูงถึงสิบกว่าเมตรตั้งตระหง่านอยู่ที่ส่วนลึกสุดของโรงงานอย่างเงียบสงบ
ลู่เซิ่งกับซาเจี๋ยยืนมองดูชุดเกราะยักษ์ชุดนี้อยู่ในห้องมอนิเตอร์โดยไม่พูดอะไรสักอย่างเดียว
“การประกอบเกราะกันกระสุนชุดที่ 1022 สำเร็จแล้ว ขอให้หมายเลขสิบสองรีบประจำตำแหน่งเพื่อเริ่มการประกอบเกราะชุดต่อไป”
เสียงอิเล็กทรอนิกส์สะท้อนในโรงงานเป็นระยะ
ซาเจี๋ยละสายตาสงสัยกลับมากวาดมองลู่เซิ่งที่อยู่ด้านข้าง
“สร้างชุดเกราะแบบนี้ไปจะมีความหมายอะไร ในโลกใบนี้ไม่มีใครสวมได้หรอก มิหนำซ้ำแม้ว่าเกราะกันกระสุนทั่วไปจะไม่ได้มีการจำกัดการนำเข้าส่งออก แต่ถ้ามีเยอะเกินไป ก็จะดึงดูดคามสนใจอยู่ดี” ในที่สุดซาเจี๋ยก็อดเอ่ยถามไม่ได้
“ช่วยไม่ได้ ช่วงหลังๆ วัสดุที่ใช้ทำเกราะกันกระสุนทั่วไปเพิ่มเป็นสิบกว่าเท่าของตอนแรกแล้ว ฉันเลยได้แต่ขอให้ซากรุ๊ปของพวกนายมาทำรายการนี้ให้เสร็จ” ลู่เซิ่งไม่ได้ตอบคำถามของเขา
“กำปั้นเหล็กก็มีโรงงานทำชุดเกราะง่ายๆ เหมือนกันนี่” ซาเจี๋ยเตือน
“ที่นั่นเล็กเกินไป เล็กกว่าโรงเรียนเสียอีก ใช้ไม่ได้หรอก” ลู่เซิ่งส่ายหน้า “จริงสิ เงินทุนในขั้นต่อจากนี้มาถึงหรือยัง”
“พ่อโอนมาแล้ว” ซาเจี๋ยพยักหน้า ในใจอดฮึกเหิมไม่ได้เมื่อหวนนึกถึงประสิทธิผลดุจปาฏิหาริย์ของลู่เซิ่งในตอนนั้น
ไม่มีใครไม่อยากเติบโต เขาซาเจี๋ยก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นเช่นกัน ดังนั้นตอนที่ลู่เซิ่งทำให้ผมหงอกของซาลัวน่ากลายเป็นผมสั้นสีดำสนิท ใจของเขาก็ตึงขมวดเหมือนกับรอยย่นที่หายไปของซาลัวน่า
“อีกสักสองสามวันฉันจะออกไปด้านนอกสักครั้ง” ลู่เซิ่งโพล่งขึ้น
“ด้านนอกหรือ”
“ช่วงนี้ได้ข้อมูลข่าวสารมาส่วนหนึ่ง มีบางจุดที่ค่อนข้างน่าสนใจ เลยคิดจะไปจัดการด้วยตัวเองสักหน่อย”
ลู่เซิ่งได้ดำเนินการทำสถิติในเมืองสิบกว่าเมืองที่อยู่ใกล้ๆ เมืองแพลตินัม โดยทำรายชื่อของคนที่มีส่วนช่วยเหลือต่อตัวเองได้มากที่สุดออกมา
เขาออกไปในครั้งนี้เพื่อ ‘โน้มน้าว’ ให้คนเหล่านี้เลือกทำงานให้เขา
ในหมู่คนเหล่านี้ บางคนมีสถานะพิเศษอยู่บ้าง ทำให้เขาต้องไปเชิญด้วยตัวเอง
“ถ้านายไปแล้วชุดเกราะนี้จะทำยังไงล่ะ” ซาเจี๋ยพลันตาค้าง
“ประกอบวัสดุเกราะที่ประกอบได้ลงไปให้หมด แล้วเชื่อมด้วยความร้อนสูง จากนั้นให้รอฉันกลับมา” ลู่เซิ่งชี้แนะอย่างเรียบง่าย
“ตกลง” ซาเจี๋ยพยักหน้า
ลู่เซิ่งมองชุดเกราะยักษ์ที่สูงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เป็นครั้งสุดท้าย ความสูงสิบกว่าเมตร ใกล้เคียงกับเกราะจักรกลในความทรงจำแล้ว
แต่สำหรับพลังผสานที่สูงถึงพันเมตรของลู่เซิ่ง การควบคุมแค่นี้ไม่ต่างจากการวางกระดาษสิบกว่าแผ่นลงบนตัว
หลังจากทดสอบความยาวและความแข็งแกร่งของชุดเกราะชุดนี้เสร็จ ลู่เซิ่งก็ยืนยันอีกครั้งเป็นรอบสุดท้าย แล้วโยนชุดเกราะชุดนี้ลงไปในก้นทะเลสาบนอกชานเมืองหลังประกอบเสร็จ
จากนั้นเขาก็ส่งคนไปติดเกราะชั้นนอกลงบนชุดเกราะชุดนี้ต่อที่ใต้น้ำ
พวกช่างมือดีที่ได้รับคำสั่งต่างนึกว่าเขาบ้าไปแล้ว หนักขนาดนี้แล้วยังจะเติมเข้าไปอีก แต่คำขอของลู่เซิ่งก็คือคำขอของซากรุ๊ป เลยไม่มีใครไม่กล้าทำตาม เหล่าพนักงานต่างก็ทำงานล่วงเวลา
“สู้ๆ ล่ะ ฉันหวังพึ่งนายนะ” ลู่เซิ่งตบบ่าซาเจี๋ย ก่อนจะหมุนตัวจากไป
ซาเจี๋ยทำหน้าไร้อารมณ์ ในใจไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ขณะจ้องมองชุดเกราะยักษ์ในโรงงาน
ลู่เซิ่งออกจากโรงงาน กลับไปถึงเขตเชอร์รี่ จากนั้นก็ผ่านร้านขายหนังสือร้านหนึ่งในตอนไปถึงสาขาของกำปั้นเหล็ก
ในตู้โชว์ของร้านขายหนังสือมีหนังสือหลากหลายประเภทที่สำหรับโชว์วางอยู่
ลู่เซิ่งเพียงกวาดตามองดูเท่านั้น แต่กลับเห็นหนังสือเล่มหนาทำจากหนังสีเหลืองเล่มหนึ่งเข้าทันที
‘ว่าด้วยต้นกำเนิดและสำนักของวิชาจิตบำบัด’
‘วิชาจิตบำบัด...นี่มันเป็นการสะกดจิตเพื่อรักษานี่นา’ ลู่เซิ่งนึกเฉลียวใจ
เขาหมุนตัวแล้วผลักประตูเข้าร้านขายหนังสือร้านนี้
ตอนที่ออกมาอีกครั้ง ในมือก็มีหนังสือเล่มหนาเล่มนี้เพิ่มมา
ลู่เซิ่งเดินกลับพลางพลิกอ่านเนื้อหาในหนังสือไปด้วย เขาข้ามอารัมภบทและคำนำที่เหมือนกับคำพูดไร้สาระส่วนใหญ่ ไปอ่านเนื้อหาที่บอกว่าจะโน้มนำให้ผู้ป่วยเข้าสู่สภาพรักษาทางจิตใจได้อย่างไร
หนังสือหนามาก ด้านในยกตัวอย่างวิธีการไว้หลายวิธี โดยใช้เสียง สี สัญลักษณ์ การเคลื่อนไหว และท่วงท่าเพื่อสร้างการหวั่นไหวทางใจแต่ละรูปแบบได้
การคว้าโอกาสไว้ในพริบตาที่จิตหวั่นไหวและสูญเสียความมั่นคง จะทำให้ผู้ป่วยเข้าสู่สภาพนี้ได้อย่างง่ายดาย...
วิธีการและทฤษฎีมากมายกับเนื้อหาด้านสถานที่ สภาพแวดล้อม และเหตุการณ์ที่ต่างกัน ทำให้ลู่เซิ่งได้เปิดโลก
ที่ต้าอิน ความสามารถสะกดจิตแทบทั้งหมดรวมถึงอสรพิษริษยาของเขาส่งผลโดยตรงต่อจิตวิญญาณของคน ซึ่งจะกระตุ้นให้อีกฝ่ายเข้าสู่สภาพสะกดจิตได้เองผ่านสภาพแวดล้อมโดยไม่เหลือร่องรอยไว้เหมือนกับหนังสือเล่มนี้
แม้จะไม่ได้ร้ายกาจและมีประสิทธิภาพเท่าวิชาลับของต้าอิน แต่ก็ดีตรงที่ไร้ร่องรอย
‘เป็นทักษะที่ไม่เลวนี่ ดีปบลู’
ลู่เซิ่งเรียกเครื่องมือปรับเปลี่ยนทันที
พอใช้ความคิด ด้านบนอินเตอร์เฟสก็ค่อยๆ มีกรอบเล็กๆ โผล่มา
[วิชาจิตบำบัด: ยังไม่ได้เรียนรู้]
‘ตามคำแนะนำในหนังสือ มีขอบเขตทั้งหมดสี่ชนิด ซึ่งสามารถบรรลุได้ผ่านการฝึกฝนหลายๆ ครั้งกับการเตรียมตัวไว้ก่อน’
ในตอนที่บรรลุขอบเขตที่สี่ซึ่งเป็นขอบเขตสุดท้าย จะใช้ความสามารถหลากหลายเพื่อทำให้ผู้ป่วยเข้าสู่สภาวะที่กินเวลายาวนานได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ เอาไว้ใช้กับการฝึกฝนเพื่อฟื้นฟูได้พอดี’
ลู่เซิ่งพลิกหนังสือไปเรื่อยๆ
‘เพียงแต่ต่อให้เป็นปรมาจารย์ในการโน้มนำจิตใจระดับสูงสุด ก็ต้องใช้การประสานความสามารถมากกว่าสองชนิดขึ้นไปถึงจะสะกดจิตคนได้เร็วที่สุด ทั้งยังต้องเริ่มจากประสาทสัมผัสต่างๆ เช่นเสียง การเคลื่อนไหว สัญลักษณ์ ความรู้สึกสัมผัส และการดมกลิ่น มิหนำซ้ำโอกาสสำเร็จยังไม่สูงด้วย บางครั้งต้องสะกดจิตหลายๆ ครั้งถึงจะทำได้’
ลู่เซิ่งใคร่ครวญ คิดจะลองยกระดับทักษะนี้ดู
‘ยกระดับวิชาจิตบำบัดถึงระดับสูงสุด’ เขาใช้ดีปบลูปรับเปลี่ยนทันที
ไม่นานพลังอาวรณ์เกือบสองหน่วยก็หายไปอย่างรวดเร็ว สิ่งที่มาแทนที่คือทักษะการสะกดจิตหลากหลายรูปแบบที่ลู่เซิ่งไม่เคยนึกถึงมาก่อน
ลู่เซิ่งดีดนิ้วอย่างคล่องแคล่วเพื่อสร้างเสียงทึบหนักที่ทำให้คนง่วงนอนโดยสัญชาตญาณ
‘ช่วงคลื่นเปิดปิดที่ร่างกายมนุษย์ถูกรบกวนจิตใจได้ง่ายที่สุดอย่างนั้นหรือ เป็นระบบที่น่าสนใจดี...ทว่าถึงจะเป็นระดับสูงสุด ก็ยังสะกดจิตคนที่เกิดความระแวงต่อผู้ใช้ไม่ได้อยู่ดี...ถึงขั้นที่ถ้าเจอพวกที่มีพลังต้านทานแข็งแกร่งสักหน่อย ก็จะสำเร็จยากแล้ว’ ลู่เซิ่งมองดูวิชาจิตบำบัดที่ชัดเจนขึ้นหลังพร่ามัวไปชั่วพริบตาหนึ่งอีกครั้ง
‘ยังต้องยกระดับอีก’
ลู่เซิ่งมองด้านหลังกรอบ แล้วเห็นปุ่มเรียนรู้ทันที
จากนั้นก็กดลงไปโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ชิ้ง!
กรอบพลันพร่ามัว
พลังอาวรณ์หายไปหนึ่งหน่วย
การเรียนรู้ต้องใช้พลังอาวรณ์ต่ำสุดอย่างน้อยหนึ่งหน่วย
หลังผ่านไปหลายวินาที ทุกสิ่งก็ชัดเจนขึ้น ในกรอบปรากฏเนื้อหาที่ต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง
[วิชาจิตบำบัด: ขั้นห้า (คุณสมบัติพิเศษ: การสะกดจิตแข็งแกร่งขึ้นขั้นห้า พลังล่อลวงแข็งแกร่งขึ้นขั้นหนึ่ง)]
‘ไม่เลวๆ พอมีพลังล่อลวงแข็งแกร่งขึ้นขั้นหนึ่งโผล่มา ก็รู้สึกต่างไปจากเดิมแล้ว ดูเหมือนการสะกดจิตที่ใช้ได้จะเร็วขึ้นกว่าเดิม โอกาสสำเร็จก็สูงขึ้นด้วยเหมือนกัน’ ลู่เซิ่งสัมผัสทักษะที่เพิ่งได้รับมาอย่างละเอียดด้วยความรู้สึกที่พอใจยิ่งกว่าเดิม
‘ต่อจากนี้ เรียนรู้วิชาจิตบำบัดเก้าสิบเก้าครั้ง’
...
สองวันต่อมา
เมืองฮัสเคอร์ คุกใต้ดินที่มีน้ำรั่วหยดตลอดเวลา กรงขังขนาดใหญ่หมายเลข 103
ผนังโลหะหนาหนักหลายชั้นด้านในห้องขังใต้ดินที่มืดครึ้มค่อยๆ เปิดออก ลำแสงของไฟฉายสายหนึ่งที่สว่างไสวฉายเข้ามา
ผิวท่อเหล็กขนาดเท่าแขนเด็กด้านในห้องขังหมายเลข 103 ติดตาข่ายไฟฟ้าเอาไว้ เกิดว่าไปแตะโดนก็จะปล่อยกระแสไฟฟ้าแรงสูงออกมาเผาสิ่งมีชีวิตใดๆ ที่กล้าเข้าใกล้เป็นตอตะโกทันที
เงาคนขนาดมหึมาบึกบึนนั่งนิ่งอยู่ตรงมุมหนึ่งของห้องขัง มีโซ่ตรวนหนักอึ้งพันอยู่รอบตัว ปลายด้านหนึ่งของโซ่ฝังติดผนัง
ไฟดวงเล็กๆ ที่มืดสลัวบนเพดานห้องขังส่องแสงลงมา ทำให้เห็นกล้ามเนื้อล่ำสันและรอยแผลเป็นจากกระสุนปืนเป็นจำนวนมากบนร่างของเงาคนได้อย่างเลือนราง
“บั๊ค เฮนรี่ ปี 76 ใช้มีดฆ่าคนไปสามสิบห้าคนในเมืองบีแสวกซ์ ปี 81 ใช้ปืนยิงหน่วยสวาตสิบหกนายที่เมืองคาดิลา บีบให้รัฐบาลต้องส่งทีมยุทธวิธีหน่วยพิเศษออกมา มีมือดีที่เป็นหน่วยพิเศษตายไปสามนาย บาดเจ็บอีกสิบหกนาย ถึงได้จับมารับโทษได้ ปี 84 แหกคุกสำเร็จ ก่อนจะก่อคดีสยดสยองที่ทำให้คนอกสั่นขวัญแขวนขึ้นที่เมืองโฮป แถมยังได้ปลอมแปลงสถานะขณะแหกคุก ในเวลาสองปีได้ทำการสังหารคนเจ็ดสิบกว่าคนก่อนจะกินตับ” ชายหนุ่มที่มีร่างสมส่วน ใบหน้าหล่อเหล่า และบุคลิกเย็นชาคนหนึ่ง เดินมาถึงหน้าห้องขังภายใต้การนำทางของพัศดีสองนาย พร้อมกับบอกเล่าอดีตอันเจิดจรัสในสมัยวัยรุ่นของบั๊คเฒ่าไปด้วย
คนคนนี้ก็คือลู่เซิ่งที่เพิ่งออกจากเมืองแพลตินัมนั่นเอง
..............................................
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น