571-575

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง ระบบโกงสกิล
บทที่ 571ถึง575

หลังจากคุยกับเซี่ยเฉิงสองสามประโยค ลู่เซิ่งก็บอกลาทั้งสอง แล้วเข้าไปในห้องสมุดโดยที่มีเสียงหยอกเอินของเพื่อนเซี่ยเฉิงดังมา

ห้องสมุดเป็นรูปโค้งเกือกม้า มีทั้งหมดหกชั้น อยู่ใต้ดินสามชั้น อยู่บนดินสามชั้น เป็นสีเทาเงิน มีดอกอินไป๋หกกลีบขนาดใหญ่ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของโรงเรียนแพลตินัมแขวนอยู่ด้านบนสุด

ดอกไม้ชนิดนี้เหมือนกับดาวหกแฉก มีกลีบดอกเรียวเล็กและตั้งตรง นอกจากเกสรดอกทรงรีที่เพิ่มมาตรงกลางแล้ว ลู่เซิ่งก็แยกแยะมันกับดาวหกแฉกไม่ออกจริงๆ

ตอนนี้เป็นเวลาเรียน จึงมีนักเรียนมาใช้ห้องสมุดไม่มากนัก ส่วนใหญ่ก้าวเท้าอย่างรีบเร่ง มีแต่นักเรียนที่ยังไม่ได้รับสื่อการสอนอย่างลู่เซิ่งเนื่องจากเพิ่งเปิดเทอมเท่านั้น ถึงจะหาเวลาที่ไม่มีคาบเรียนมาตรวจสอบข้อมูลในห้องสมุดได้

ลู่เซิ่งเข้าไปในโถงใหญ่ของห้องสมุด และขอบัตรยืมหนังสือจากชายชราที่เป็นเจ้าหน้าที่ดูแล จากนั้นก็เดินไปถึงด้านหน้าแผนที่แบ่งชั้น เพื่อหาว่าข้อมูลที่ตนต้องการอยู่ชั้นไหน

จากความทรงจำของจัวหลิน เขาได้เข้ามาในห้องสมุดเพื่อตรวจสอบเบาะแสคดีระเบิดเมื่อหลายเดือนก่อน

ตอนนั้นเขาใช้เวลาอยู่ที่ชั้นสามที่อยู่ใต้ดินของที่นี่ครึ่งเดือน แม้ว่าเบาะแสที่เจอจะมีไม่มาก แต่ก็ได้ทราบถึงต้นสายปลายเหตุทั้งหมดของคดีในครั้งนั้นเป็นอย่างดี

โรงเรียนแพลตนิมได้จัดให้คดีระเบิดครั้งนั้นเป็นกรณีศึกษาของสายข้อมูลและสายลอบสังหาร

ตอนนั้นบุคคลใหญ่โตถูกลอบสังหารสำเร็จ แต่จนกระทั่งถึงตอนนี้ก็ยังหาตัวฆาตกรไม่ได้ เรียกได้ว่าเป็นคดีลอบสังหารของสหพันธรัฐที่ประสบความสำเร็จที่สุดสิบครั้งตั้งแต่ประวัติศาสตร์เคยมีมา

ไม่นานลู่เซิ่งก็เจอว่าชั้นที่เก็บหนังสือเกี่ยวกับพลังผสานอยู่ที่ห้อง A10 ในชั้นสามที่อยู่บนดิน

โครม

อยู่ๆ ก็มีคนชนหลังเขาเบาๆ โดยไม่ได้ตั้งใจ

“ขอโทษครับๆ”

ผู้ชายดูดีที่สวมแว่นตาคนหนึ่งขอโทษขอโพยในขณะที่ทรวงอกสะท้อนเล็กน้อย

“วิ่งเร็วไปหน่อยเลยเบรกไม่ทัน”

“ไม่เป็นไร” ลู่เซิ่งเอ่ย “ครั้งหน้าระวังหน่อยก็แล้วกัน”

“แน่นอนครับ” ชายสวมแว่นรีบพยักหน้าขานตอบ พร้อมกับวิ่งไปดูแผนที่แบ่งชั้น แล้วผลุนผลันพุ่งเข้าไปในลิฟท์ที่เพิ่งเปิดซึ่งอยู่ไม่ไกลออกไป

ประตูลิฟท์ปิดลง ลู่เซิ่งยืนคิดอะไรสักอย่างอยู่ที่เดิม พลางยื่นมือไปลูบในกระเป๋าเสื้อ แล้วเจอกระดาษสีขาวแผ่นหนึ่ง

‘น่าสนใจ’ เขาเลิกคิ้ว ไม่ได้หยิบกระดาษออกมา หากแต่เดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสอง

เมื่ออยู่บนบันไดที่ว่างเปล่า เขาจึงค่อยแอบหยิบกระดาษออกมากวาดตาดู

ด้านบนเพียงเขียนตัวหนังสือตัวเล็กๆ เอาไว้ว่า ‘ระวังตัวด้วย’

‘ลายมือนี้อีกแล้ว...’ ลู่เซิ่งขมวดคิ้วน้อยๆ ที่ครั้งก่อนจัวหลินมาตรวจเอกสารคดีระเบิดในตอนนั้น เป็นเพราะได้รับการบอกใบ้จากกระดาษลึกลับ

ครั้งนี้กระดาษแผ่นนี้กลับมาอีกแล้ว

มิหนำซ้ำชายสวมแว่นตาคนเมื่อครู่ยังเป็นคนละคนกลับคนในครั้งก่อนด้วย

‘มีเลศนัยจริงๆ...ต้องระวังตัวแล้ว ดูเหมือนการตรวจสอบของจัวหลินในรอบที่แล้วจะสร้างปัญหาขึ้น การจุติในครั้งนี้ของเราอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นเพราะอุบัติเหตุก็ได้’ เขาคาดเดาในใจ การที่จัวหลินถูกสะเก็ดไฟกระเด็นใส่จนหมดสติ ไม่ใช่สิ่งที่เขาจงใจทำ

จากนั้นก็ขึ้นไปถึงชั้นสองโดยไม่รีบร้อน ในชั้นนี้มีคนไม่มากเท่าไหร่ มีคู่รักหลายคู่นั่งกอดกันอยู่บนเก้าอี้ทางเดิน คู่หนึ่งในนี้กำลังจูบกันเหมือนกับรอบข้างไม่มีผู้คน

ลู่เซิ่งเจอห้องหนังสือ A10 อยู่ด้านข้างคู่รักคู่หนึ่ง แล้วผลักประตูเดินเข้าไป

ผู้ดูแลห้องหนังสือเป็นนักเรียนหญิงอายุน้อยที่กำลังนั่งพลิกอ่านหนังสือประเภทบันทึกความทรงจำอยู่บนโต๊ะใกล้ประตู

ลู่เซิ่งส่งบัตรยืมหนังสือให้เธอตรวจสอบ เธอรับไปกวาดตาดูคร่าวๆ แล้วส่งคืนให้เขา

ลู่เซิ่งรับบัตรมาแล้วเหลียวมองดู ในห้องหนังสือมีคนแค่ไม่กี่คนเท่านั้น

“ประเภททักษะการต่อสู้อยู่ทางซ้าย ส่วนประเภทพลังผสานกับส่วนประกอบของเครื่องจักรอยู่ทางขวา หาเองนะ” ผู้ดูแลที่เกียจคร้านจนหัวยังไม่เงยขึ้น เพียงบอกส่งๆ แล้วอ่านหนังสือของตัวเองต่อ

ลู่เซิ่งก็ไม่ได้สนใจเช่นกัน

พลังผสานไม่ได้มีมากนักเพราะความแตกต่างทางคุณสมบัติของคนแต่ละคน บวกกับวิธีการฝึกมีความเรียบง่าย จึงไม่ได้รับความนิยมเท่าไหร่

วิธีการฝึกฝนพลังผสานของแต่ละสาขา ความจริงแล้วเหมือนกันเป็นส่วนใหญ่ เพียงแต่วิธีที่เลือกใช้แตกต่างกันเท่านั้น

ของสิ่งนี้ขึ้นอยู่กับพรสวรรค์เป็นหลัก หนำซ้ำความแตกต่างสุดท้ายของคนที่มีพรสวรรค์ดีที่สุดและย่ำแย่สุดก็ไม่ได้ห่างกันมาก ดังนั้นการที่ไม่ได้รับความนิยมจึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผล

ลู่เซิ่งเดินผ่านนักเรียนหญิงที่นั่งตรวจสอบข้อมูลบนพื้น แล้วเจอชั้นหนังสือพลังผสานอย่างรวดเร็ว

‘การแนะนำพลังผสาน’ ‘เส้นทางแห่งพลังผสาน’ ‘การทดลองผสานขั้นเริ่มต้น’ ‘การปลดปล่อยจิตใจ’ ‘ในแง่ของพลังงานที่เติมใส่’ ‘สามร้อยหกสิบห้าวันที่ฉันหลงรักพลังผสาน’...

ชื่อหนังสือมากมายทำให้ลู่เซิ่งสูญเสียความสนใจในการคัดเลือกเป็นส่วนใหญ่

เขากวาดตามองดูรอบหนึ่ง ไม่นานก็เลือกหนังสือที่เรียบง่ายที่สุดเล่มหนึ่ง ‘สามสำนักพลังผสานกระแสหลัก’

หลังจากหยิบหนังสือออกมาพลิกดู ลู่เซิ่งก็เข้าใจอย่างรวดเร็วว่าพลังผสานที่ว่านี่คือสิ่งใด ในหนังสือบันทึกไว้แบบนี้

‘...ธรรมชาติของพลังผสาน มีการถกเถียงกันมาหลายสิบปีแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ผลลัพธ์แบบเดียวกัน มีบางคนบอกว่านี่เป็นการสะท้อนการเปลี่ยนแปลงทางคุณสมบัติของจิตใจจากสมอง มีบางคนบอกว่านี่เป็นปรากฏการณ์ของพลังสมาธิและพลังการสัมผัส ถึงขั้นมีคนบอกว่านี่เป็นพลังป้องกันตัวชนิดหนึ่งที่ทวยเทพมอบให้มนุษย์ พลังงานชนิดนี้เสถียรจนน่ากลัว แม้จะไม่โดดเด่น เทียบกับทักษะทางจิตของแต่ละสายไม่ได้ แต่กลับเป็นสิ่งสำคัญที่เกราะรบและยุทโธปกรณ์ขาดไปไม่ได้ เหล่านักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบจากการวิจัยว่า กุญแจสำคัญ ผลกระทบ และปัจจัยของพลังผสานเกิดจากสมรรถภาพทางกายและการปรับปรุงจิตใจเป็นหลัก วิธีการฝึกฝนพลังผสานกระแสหลักของสังคมในปัจจุบันมีทั้งหมดสามชนิด ชนิดแรกคือครอสยิมนาสติกชุดที่ห้า ชุดที่สองคือการนวดตัวเองเจ็ดสิบเจ็ดแบบ ชุดที่สามคือ มนุษย์เหล็กสามระดับ’

รูปแบบและทิศทางของการฝึกฝนพลังผสานทั้งสามชนิดล้วนไม่เหมือนกัน

แต่ประสิทธิผลโดยรวมมีความแตกต่างกันน้อยมาก ล้วนพัฒนาขึ้นมาจากความสามารถทางร่างกายของมนุษย์ แม้วิธีการจะไม่เหมือนกัน แต่ประสิทธิผลกลับคล้ายกัน อาจบอกในเบื้องต้นได้ว่า วิธีการฝึกฝนในปัจจุบันไปถึงระดับการพัฒนาที่เป็นขีดจำกัดสูงสุดแล้ว

ลู่เซิ่งวิเคราะห์ดูเล็กน้อย เป็นเพราะประสิทธิผลไม่ต่างกันมาก ดังนั้นเขาจึงเลือกมนุษย์เหล็กสามระดับที่มีผลข้างเคียงน้อยที่สุดและมีความคุ้มค่าสูงสุด

เทียบกับวิธีการฝึกฝนอีกสองวิธีที่เหลือ มนุษย์เหล็กสามระดับนี้มีความโดดเด่นชัดเจนมาก แต่จุดอ่อนก็คือเหนื่อยมาก และไม่ได้มีขอบเขตการใช้ที่กว้างมากนัก

‘เลือกมันนี่แหละ ไหนขอดูวิธีฝึกฝนหน่อย’

วิธีการฝึกฝนมนุษย์เหล็กสามระดับเรียบง่ายมาก แบ่งเป็นสามระดับ เมื่อฝึกระดับที่สามสำเร็จ ก็จะพัฒนาพลังผสานทั้งหมดของร่างกายมนุษย์โดยพื้นฐานได้

คำนวณตามปกติ เวลาที่ใช้คือสามปี

ลู่เซิ่งจดจำขั้นตอนการฝึกฝนของระดับทั้งสามระดับไว้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็นท่าทางการเคลื่อนไหวที่เหมือนกับโยคะและยิมนาสติก อย่างมากสุดก็แค่มีการเพิ่มน้ำหนักเข้ามาเท่านั้น ดังนั้นจึงมีตัวหนังสือไม่เยอะ สำหรับลู่เซิ่งที่อยู่ในระดับเจ้าแห่งอาวุธ เนื้อหาทั้งหมดราวสี่พันคำกับการอธิบายด้วยรูปภาพ ใช้เวลาแค่สองนาทีเท่านั้น

สองนาทีต่อมา เขาก็จดจำวิธีการฝึกฝนได้ทั้งหมด จากนั้นก็ทดลองหาการบรรยายกับคำอธิบายของมนุษย์เหล็กสามระดับจากหนังสือเล่มอื่น

หลังจากพลิกหนังสือดูไปหลายสิบเล่ม ลู่เซิ่งก็ได้จัดระเบียบเนื้อหาทั้งหมด และสรุปฉบับมาตรฐานที่มีความถูกต้องและลดโอกาสผิดพลาดมากที่สุดออกมาได้

‘จากนี้เป็นการฝึกระดับแรก พอกลับไปก็ดำเนินการได้ทันที วิธีการฝึกฝนนี้ดีตรงที่ไม่ได้มีเงื่อนไขทางสภาพแวดล้อมสูงเท่าไหร่’

ลู่เซิ่งเก็บหนังสือในมือ แล้วเดินออกจากช่องว่างระหว่างชั้นหนังสือ

“จัวหลิน” ตรงช่องว่างด้านนอกชั้นหนังสือมีนักเรียนชายผมยาวร่างสูงใหญ่คนหนึ่งยืนอยู่ อีกฝ่ายมองเขาด้วยความแปลกใจ คล้ายจะประหลาดใจเล็กน้อย

“นายก็มาที่นี่ด้วยเหรอ”

“นายนี่เองซาเจี๋ย” ลู่เซิ่งประหลาดใจเช่นกัน เขาแตกต่างจากจัวหลินที่ไร้เดียงสา รู้สึกว่าการที่หัวหน้าห้องอย่างซาเจี๋ยมาปรากฏตัวที่นี่ออกจะบังเอิญไปบ้าง

“ฉันมาตรวจสอบข้อมูลบางอย่าง จัวหลินนายหายดีแล้วเหรอ อุบัติเหตุเมื่อก่อนหน้านี้ดูหนักเอาการนะ” ซาเจี๋ยทำท่ามีน้ำใจ

“ขอบคุณมากที่เป็นห่วง ดีขึ้นเยอะแล้ว” ลู่เซิ่งตอบ

“งั้นก็ดีแล้ว...” ซาเจี๋ยดวงตาฉายแววงุนงง แต่ก็อำพรางเก็บไว้

“นายตามสบายนะ ฉันขอกลับก่อน” ลู่เซิ่งเสริมหนึ่งประโยค

“ได้” ซาเจี๋ยพยักหน้าน้อยๆ

ซาเจี๋ยมองตามจนลู่เซิ่งออกจากห้องหนังสือ จากนั้นสีหน้าก็ค่อยๆ เยือกเย็นลง

‘โดนขนาดนั้นยังไม่ตายอีก โชคดีจริงๆ’

จากนั้นเขาก็หมุนตัวไปหยิบหนังสือ แล้วออกไปจากห้องหนังสือโดยไม่สนใจสิ่งอื่นอีก

ไม่นานนัก ร่างของลู่เซิ่งก็โผล่ขึ้นด้านในห้องหนังสือ เขาเหลียวมองรอบๆ พอไม่พบร่างของซาเจี๋ย ในใจก็มีคำตอบแล้ว

...

กลับมาถึงหอในตอนบ่ายโมง

ลู่เซิ่งเริ่มการฝึกฝนระดับที่หนึ่งของมนุษย์เหล็กสามระดับทันที การฝึกฝระดับที่หนึ่งไม่ต้องใช้น้ำหนักเพิ่มเติม เลยฝึกในห้องของตัวเองได้

‘ใช้จิตจินตนาการว่ามีของเหลวเหนียวๆ ปกคลุมร่างกาย ห่อหุ้มผิวหนังทุกส่วน จากนั้นรักษาสภาพไว้ และทำท่าตามผังรูปภาพ’

ลู่เซิ่งฝึกมรรคายุทธ์มาเป็นเวลานาน โดยศึกษาทักษะวิชาลับมากมาย ย่อมเชี่ยวชาญการฝึกฝนที่เหมือนกับวิชาภายนอกขั้นพื้นฐานแบบนี้เหลือประมาณ

เพียงแต่ร่างกายของจัวหลินอ่อนแอเกินไป แบกรับภาระไม่ได้มากเท่าไหร่ การเคลื่อนไหวในระดับแรก หลังจากลู่เซิ่งทำสำเร็จไปครึ่งหนึ่งอย่างราบรื่น ก็รู้สึกว่าร่างกายเจ็บปวดเหมือนฉีกขาด กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นจำนวนไม่น้อยถูกรั้งห่างออกจากกัน

‘ใช้ได้แล้ว แค่ได้ระดับเบื้องต้นก็พอ’ ลู่เซิ่งนั่งลงพักผ่อน เทน้ำให้ตัวเองแก้วหนึ่ง แล้วดื่มรวดเดียวหมดโดยไม่เสียเวลา

‘ดีปบลู’

เขานึกในใจ

กรอบสีฟ้าปรากฏขึ้น จากนั้นลู่เซิ่งก็มองไปที่กรอบสุดท้ายทันที

[พลังผสานเกราะรบ: ระดับอ่อนแอ ขั้น 2 (มนุษย์เหล็กสามระดับ: ยังไม่ได้เรียนรู้) (คุณสมบัติพิเศษ: ควบคุมเกราะรบให้ห่างตัวได้ในอาณาเขตสิบเอ็ดเซนติเมตร)]

‘แสดงผลแล้วจริงๆ ด้วย’ ลู่เซิ่งกดปุ่มปรับเปลี่ยนด้านล่างเครื่องมือปรับเปลี่ยนโดยไม่รอช้า จากนั้นก็จ้องมองกรอบของพลังผสานเกราะรบ

‘ยกระดับมนุษย์เหล็กสามระดับขึ้นหนึ่งขั้น’

พลังอาวรณ์ลดลงแค่เล็กน้อย ไม่ถึงหนึ่งหน่วยด้วยซ้ำ

ลู่เซิ่งเห็นกรอบสั่นไหวน้อยๆ ทันที มันพร่ามัวแล้วก็กลับมาชัดเจนในชั่วอึดใจ กรอบใหม่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว

[มนุษย์เหล็กสามระดับ: ระดับแรกขั้นแรก (พลังผสานเกราะรบ: ระดับอ่อนแอขั้น 3)]

ลู่เซิ่งรู้สึกได้ว่าพลังไร้รูปร่างสายหนึ่งเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความรู้สึกนี้น่าอัศจรรย์ยิ่ง เหมือนกับตัวเองควบคุมและสังเกตเห็นสิ่งของในอาณาเขตเล็กๆ รอบๆ ตัวได้ดีกว่าเดิม

‘เพิ่มขึ้นหนึ่งขั้นแล้วเหรอ’ ลู่เซิ่งอ่านหนังสือ ทราบว่าระดับของพลังผสานมีทั้งหมดสามระดับ

ระดับอ่อนแอ ระดับกลาง ระดับโดดเด่น

ทุกๆ ระดับแบ่งเป็นห้าขั้น สามระดับรวมกันเท่ากับสิบห้าขั้น หากคนทั่วไปฝึกฝนอย่างต่อเนื่องตามวิธีการฝึกฝน จะค่อยๆ ยกระดับพลังผสานตามเวลาที่ผ่านไปได้ ขีดจำกัดของคนธรรมดาอยู่ในขอบเขตต่ำกว่าระดับกลางขั้น 2 และขั้น 3

วิธีการฝึกฝนของมนุษย์เหล็กสามระดับตรงกับการแบ่งออกเป็นสิบห้าระดับนี้พอดี ตั้งแต่ระดับหนึ่ง ระดับสอง และระดับสามเท่ากับการแบ่งสามระดับซึ่งก็คือระดับอ่อนแอ ระดับกลาง และระดับโดดเด่น

‘มาต่อกันเลย’

..............................................
“สามสิบห้าหยวน” ด้านหลังบาร์เครื่องดื่มที่ทรุดโทรมสีเหลือง สาวเสิร์ฟจมูกเหยี่ยวคนหนึ่งซึ่งสวมเสื้อเชิ้ตติดกระโปรงสีขาว กำลังเขย่ากระบอกผสมเหล้า จากนั้นก็เทเหล้าออกมาใส่แก้วที่อยู่ด้านหน้าเบาๆ

ด้านในมีเหล้าสีแดงอ่อนพร้อมกับตะกอนสีแดงเล็กๆ กระเพื่อมอย่างต่อเนื่อง ทำให้คนที่เห็นนึกถึงพลาสมาของเลือดที่กึ่งแข็งตัว

ด้านหน้าบาร์เครื่องดื่ม ชายหนุ่มสวมเสื้อกันลมสีเทาคนหนึ่งเกาผมสั้นสีทองที่ยุ่งเหยิง พร้อมกับกดเงินไว้บนโต๊ะแล้วผลักออกไป จากนั้นก็ยกเหล้าขึ้นดื่มช้าๆ อยู่หลายคำ

“เบื้องบนต้องการอะไร โรงเรียนแพลตินัมมีกล้องอยู่หลายตัว พอลงมือแล้วพลาดค่อยมาหาฉัน งานยากจะตายชัก ค่าตอบแทนไม่พอหรอก...”

“ค่าตอบแทนเพิ่มได้ ในโรงเรียนมีสายอยู่ด้านใน ลงมือได้อย่างเต็มที่” สาวเสิร์ฟตอบอย่างราบเรียบ “แน่นอนว่าหากความยากลดลง ค่าตอบแทนของนายก็จะต้องแบ่งส่วนหนึ่งให้สายด้านในด้วย ไม่มีปัญหาสินะ”

“สายด้านในหรือ ก็ยังดี งั้นฉันรับ” ชายหนุ่มผมทองนวดจมูกพร้อมกับสูดน้ำมูกที่เกือบจะไหลออกมากลับไป จากนั้นก็ดื่มเหล้ารวดเดียวหมด คว่ำแก้วลงบนบาร์เครื่องดื่ม ก่อนจะหมุนตัวจากไป

“เด็กน้อยที่ยังไม่มีแม้แต่ชุดเกราะรับรอง ต้องให้นักท่องราตรีระดับเกราะขุนพลคนหนึ่งออกโรงเลยเหรอเนี่ย” สาวเสิร์ฟรำพึง

“นักท่องราตรีขาดอีกนิดเดียวก็จะเก็บทรัพยากรได้ครบแล้ว หลังปรับเปลี่ยนจะสามารถไปถึงระดับขุนพลเกราะมีฉายาได้แล้วใช่ไหม” สาวเสิร์ฟอีกคนเดินเข้ามาถามเบาๆ

“ใกล้เคียง เมืองแห่งนี้มีขุนพลเกราะมีฉายาอยู่ไม่กี่คน มีน้อยเกินไป หลังจากครั้งนี้ คาดว่าเบื้องบนจะเรียกขุนพลเกราะที่อยู่ในระดับแนวหน้ามา ถึงเวลานั้นคงยุ่งแน่” บริกรชายกล่าวพลางยักไหล่ “เพลิดเพลินกับช่วงเวลาว่างในตอนนี้ให้ดีเถอะ”

ความจริงขุนพลเกราะเป็นคำเรียกของผู้ที่มีพลังต่อสู้แข็งแกร่งซึ่งทำชุดเกราะตามแบบของตัวเอง

มนุษย์จำพวกนี้ฝึกฝนและเติบโตจากเกราะทหารและเกราะขุนพลแบบที่กำหนดไว้ มนุษย์ประเภทนี้จะค่อยๆ พบจุดเด่นและจุดอ่อนของตัวเองในการฝึกฝนอันยาวนาน จากนั้นก็จะออกแบบชุดเกราะระดับขุนพลที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุด

เกราะขุนพลแตกต่างจากเกราะทหาร ตรงที่ต้องมอบให้ระดับนายทหารขั้นสัญญาบัตร ทั้งยังมีมาตรฐานที่ไม่เลวในด้านการออกแบบวัสดุ

เกราะขุนพลทุกชนิดที่ปรับปรุงโดยใช้สิ่งนี้เป็นพื้นฐานจึงแสดงอานุภาพได้ไม่น้อย เพราะมีจุดเด่นที่เข้ากับขุนพลเกราะได้ดีถึงขีดสุด

หากมนุษย์ใช้มันได้ดี ก็จะกลายเป็นขุนพลที่สู้หนึ่งต่อสิบ หรือถึงขั้นรับหน้าที่เป็นคนที่สำคัญที่สุดในยุทธการทางการรบที่สำคัญได้ เนื่องจากมีพลังเหี้ยมหาญ จึงเทียบได้กับทหารหน่วยรบพิเศษในหมู่มนุษย์

ในสหพันธรัฐอัลเลน ขุนพลเกราะได้รับฉายามากมาย ดังนั้นจึงถูกเรียกว่าขุนพลเกราะมีฉายา

นักท่องราตรีซื้อบุหรี่ซองหนึ่งในร้านชำตรงมุมโค้งแห่งหนึ่งหลังออกจากบาร์ แล้วหยิบบุหรี่ออกมาสูบ

‘ใกล้จะถึงการสอบใหญ่ของโรงเรียนแพลตินัมแล้ว เลือกวันหลังจากการสอบใหญ่ก็แล้วกัน ความผ่อนคลายหลังความตึงเครียดจะเป็นช่องโหว่ที่หาได้ง่ายที่สุด’ เขาหยิบม้วนกระดาษม้วนเล็กๆ ออกจากแขนเสื้อ แล้วนำมากางออก ด้านบนเป็นภาพวาดขาวดำภาพหนึ่งกับลายมือแนะนำคร่าวๆ ส่วนหนึ่ง

ภาพเหมือนบนภาพวาดคือจัวหลินในฝ่ายยานเกราะของโรงเรียนแพลตินัม

...

‘ไหนดูหน่อยว่ารางกายร่างนี้ปรับตัวเข้ากับการยกระดับได้เร็วขนาดไหน’ ลู่เซิ่งนั่งลงบนเตียงพลางมองกรอบของดีปบลู

‘มนุษย์เหล็กสามระดับยกระดับหนึ่งขั้น’

กรอบพร่ามัวพร้อมกับที่เขาเพ่งความคิด แล้วชัดเจนทันที

[มนุษย์เหล็กสามระดับ: ระดับหนึ่งขั้นสอง (พลังผสานชุดเกราะ: ระดับอ่อนแอขั้น 4)]

การเปลี่ยนแปลงที่ละเอียดถึงขีดสุดปรากฏบนผิวอีกครั้ง ลู่เซิ่งขมวดคิ้วน้อยๆ รู้สึกว่าการยกระดับน้อยกว่าครั้งก่อนแล้ว

‘เอาอีก’

เขาเพ่งความคิดอีกรอบ กรอบชัดขึ้นอีกครั้งหลังจากพร่ามัว

[มนุษย์เหล็กสามระดับ: ระดับหนึ่งขั้นสาม(พลังผสานชุดเกราะ: ระดับอ่อนแอขั้น 4)]

‘การยกระดับครั้งนี้ลดลงแล้ว ไม่สามารถทำให้พลังผสานยกระดับขึ้นได้...เป็นปัญหาของวิธีการฝึกฝน หรือเพราะร่างนี้มีศักยภาพไม่พอกันแน่’ ลู่เซิ่งนิ่วหน้า

‘ต่อดีกว่า ดูว่าจะยกระดับได้มากสุดเท่าไหร่’

พอตกลงใจได้ ลู่เซิ่งก็เพิ่มระดับต่อ เมื่อมีสื่อการสอนและขั้นตอนอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ความจริงเครื่องมือปรับเปลี่ยนกำลังลดระยะเวลาการฝึกฝนของวิธีฝึกฝนอย่างใหญ่หลวงอยู่ โดยทำให้การฝึกฝนที่ต้องใช้เวลาหนึ่งถึงสองปีถึงจะฝึกฝนจนยกระดับได้ไปถึงสภาพสมบูรณ์ในเวลาที่สั้นสุดขีด

เป็นเพราะไม่ใช่การเรียนรู้ จึงเปลืองพลังงานน้อยมาก

[มนุษย์เหล็กสามระดับ: ระดับหนึ่งขั้นสี่ (พลังผสานชุดเกราะ: ระดับอ่อนแอขั้น 4)]

ไม่นานระดับการฝึกฝนและระดับพลังผสานของลู่เซิ่งก็อยู่ในระดับเดียวกัน ซึ่งก็คือขั้นสี่

การยกระดับในครั้งนี้ลดลงกว่าเดิม

ลู่เซิ่งสัมผัสการเปลี่ยนแปลงของร่างกายดู คล้ายกับร่างกายยังรับไหว จึงปรับเปลี่ยนและยกระดับต่อไป

‘ยกระดับมนุษย์เหล็กสามระดับ’

ชิ้ง! กรอบพร่ามัวแล้วชัดขึ้นใหม่

[มนุษย์เหล็กสามระดับ: ระดับหนึ่งขั้นห้า(พลังผสานชุดเกราะ: ระดับอ่อนแอขั้น 5)]

ในที่สุดพลังผสานก็ยกระดับขึ้นหนึ่งขั้น

ลู่เซิ่งกลับไม่ได้ดีใจแต่อย่างไร หากปรับเปลี่ยนต่อไปอย่างอดทน

เขาเริ่มรู้สึกได้ถึงข้อจำกัดของร่างกายแล้ว ในทางเดียวกัน พลังอาวรณ์ที่เสียไปก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

หลังมาถึงขั้นห้า ก็ใช้พลังอาวรณ์ถึงหนึ่งหน่วยแล้ว

‘ยกระดับมนุษย์เหล็กสามระดับต่อ’

ไม่นานนัก พลังผสานก็ได้ทะลวงจากระดับอ่อนแอขั้นห้าถึงระดับกลางขั้นหนึ่ง ระดับกลางขั้นสอง และระดับกลางขั้นสาม

จากนั้นก็หยุดชะงัก

‘นี่คือขีดจำกัดของร่างกายร่างนี้’ ตอนนี้ลู่เซิ่งยกระดับติดต่อกันอย่างรวดเร็ว และเข้าใจคร่าวๆ แล้วว่าพลังผสานนี้เป็นสิ่งใด

มันเป็นสนามพลังรวม เป็นสนามพลังประหลาดที่ร่างกาย วิญญาณ และจิตมารรวมตัวกัน และสร้างขึ้นตามธรรมชาติด้วยสัดส่วนที่แน่นอน

สนามพลังชนิดนี้สามารถเสริมความแข็งแกร่งให้แก่พลังสัมผัสและพลังควบคุมต่อวัตถุรอบๆ ตัวได้ในระดับสูงสุดผ่านการใช้พลังจิตและพลังกาย

การยกระดับขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งของมนุษย์เหล็กสามระดับทำให้โครงสร้างกล้ามเนื้อบนตัวเขานูนขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น รูปร่างสมส่วนธรรมดาก็ขยายขึ้นเป็นนักเรียนร่างกำยำที่มีกล้ามเนื้ออยู่บ้าง

‘ร่างกายเริ่มปรับตัวตามไม่ไหวแล้ว ความเร็วของกระบวนการเผาผลาญสารอาหารเพิ่มขึ้นเป็นห้าเท่าจากเดิม ไม่อาจไปต่อได้อีกแล้ว ต้องใช้เวลาตกตะกอนและปรับตัวก่อน’ ลู่เซิ่งพ่นลมหายใจออกยาวๆ จากนั้นก็ลุกขึ้นแล้วเทน้ำให้ตัวเองอีกแก้วหนึ่ง

เพราะผลข้างเคียงของการยกระดับมนุษย์เหล็กสามระดับ แม้พละกำลังและความอดทนของรางกายร่างนี้จะเพิ่มขึ้นไม่น้อย แต่ก็ยังอยู่ในขอบเขตของคนออกกำลัง

ดีที่จัวหลินไม่ได้มีงานสังคมเพิ่มเติม สองสามวันต่อมา อวี๋ชาก็มาที่โรงเรียนเพื่อนำเครื่องแบบที่ซักสะอาดแล้วมาคืนให้ ลู่เซิ่งจึงอาศัยข้ออ้างนี้ไปคืนเครื่องแบบให้เซี่ยเฉิง

นอกจากนี้ก็ไม่มีเรื่องราวอื่นๆ อีก ทุกๆ วันนอกจากไปกินข้าวอย่างมูมมามที่โรงอาหาร เขาก็พักผ่อนอยู่ในหอพัก ไม่ได้สนทนากับใคร

บางทีอาจเป็นเพราะยกระดับขึ้นไม่มาก บวกกับมีแก่นหยางคอยซ่อมแซมด้านในร่างกายและปรับปรุงคุณสมบัติร่างกายให้ วันที่สี่ลู่เซิ่งก็ฟื้นความเร็วของกระบวนการเผาผลาญสารอาหารกลับมาที่เดิม

จากนั้นก็เริ่มการยกระดับรอบใหม่

กลางดึก เขาตื่นขึ้นมาเพราะนอนไม่หลับ ก่อนจะเทน้ำแก้วหนึ่งเพื่อดื่ม พอรู้สึกว่าร่างกายฟื้นฟูมาพอประมาณแล้ว ก็ถือโอกาสขึ้นไปบนชั้นดาดฟ้า

ความมืดก่อนฟ้าสางในเวลาตีสี่ ท้องฟ้ามืดสนิท ไม่มีแสงจันทร์

ลู่เซิ่งหามุมหนึ่งแล้วทรุดนั่งลง

‘บางครั้งเวลาไม่มีเรื่องอะไร การจุติลงมายังโลกด้านนอกเพื่อผ่อนคลายจิตใจก็นับว่าไม่เลวเหมือนกัน’ เขาฉีกถุงคุกกี้ออก บีบอัดแล้วยัดเข้าปาก

‘ดีปบลู’

ลู่เซิ่งนึกในใจ ด้านหน้าปรากฏกรอบดีปบลูทันที

ขณะกำลังจะยกระดับพลังผสานต่อ อยู่ๆ ลู่เซิ่งก็ได้กลิ่นคาวเลือดที่ลอยมาตามลม

‘ในโรงเรียนเอากลิ่นคาวเลือดมาจากไหน’ เขาพลันระวังตัวขึ้นมา

ตุบ...ตุบ...

เสียงฝีเท้าเผ่วเบาดังมาจากขอบดาดฟ้าที่อยู่ไกลออกไป

ลู่เซิ่งหดตัวอยู่ตรงมุมหนึ่ง ดังนั้นอีกฝ่ายจึงไม่เห็น

“เอาของมาหรือยัง”

“อือ เอามาหมดแล้ว”

ผู้ชายน้ำเสียงเย็นชาสองคนคุยกันเบาๆ

“มือหนึ่งจ่ายเงินอีกมือมอบของ”

“ยินดีที่ได้ร่วมงาน”

“ยินดีที่ได้ร่วมงาน...หือ?! แก!”

อยู่ๆ ผู้ชายคนหนึ่งก็ส่งเสียงกระอัก พูดยังไม่ทันจบ เสียงก็หายไปอย่างรวดเร็ว

ลู่เซิ่งหยีตา ได้ยินเสียงร่างมนุษย์ล้มลง กับเสียงของมีคมถูกดึงออกจากร่างกาย เขาลุกขึ้นมาด้วยความตกใจเล็กน้อย แต่ไม่ได้ขยับเขยื้อน

ไม่นานนักตรงดาดฟ้าก็มีเสียงแล่เนื้อดังครืดๆๆ ไม่ถึงสิบนาที ทุกอย่างก็จบลง

จากนั้นเสียงฝีเท้าก็ค่อยๆ ออกห่าง ลงบันไดไป คล้ายว่าจากไปแล้ว

ลู่เซิ่งค่อยๆ เดินออกมาด้วยสีหน้าที่ยังเหมือนเดิม เหลียวมองดูรอบๆ นอกจากกลิ่นคาวเลือดจางๆ ในอากาศแล้ว ที่นี่ก็ไม่เหลือร่องรอยใดๆ อีก

‘น่าสนใจ’ เขาฉีกยิ้มพร้อมกับลงบันได ก่อนจะเจอเถียถ่าที่กำลังเดินขึ้นมาพอดี

เพื่อนบ้านที่อยู่ห้องฝั่งตรงข้ามของเขาคนนี้ถือกระบองเหล็กขนาดเท่าแขนท่อนปลายไว้ในมือ กำลังขึ้นบันไดมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

ลู่เซิ่งยิ้มให้เขา ก่อนจะลงบันไดเฉียดผ่านด้านข้างเขา

“หยุดก่อน!” เถียถ่าพลันเรียกเขาด้วยเสียงเฉียบขาด

“มีอะไร” ลู่เซิ่งหันไปอย่างสงสัย

“นายใช่ไหม” เถียถ่าจ้องมองลู่เซิ่งสักพัก ก่อนกล่าวเสียงเย็น “เมื่อครู่ฉันเห็นบิลลี่ขึ้นไปบนชั้นดาดฟ้าด้วยตาตัวเอง ตอนนี้เซนเซอร์ของเขาหายไปแล้ว”

“บิลลี่หรือ ใครกัน” ลู่เซิ่งไม่รู้จัก แต่ก็แสดงออกอย่างผ่อนคลายมาก

ถ้าหากเป็นก่อนหน้า หากจัวหลินที่เย็นชาเผชิญกับเถียถ่าที่มีพลังผสานในระดับกลางขั้นสี่ จะต้องนึกกลัวโดยไม่รู้ตัวแน่

เถียถ่าไม่ใช่แค่มีพลังผสานมากกว่าเขาเท่านั้น รูปร่าง พละกำลัง และทักษะการต่อสู้ล้วนอยู่คนละระดับกับเขา

อีกฝ่ายเป็นหัวกะทิที่ถูกจัดอยู่ในระดับสูงของทุกชั้นปี เบื้องหลังยังมีอำนาจของตระกูล ส่วนเขาจัวหลิน เป็นแค่หนึ่งในนักเรียนธรรมดาที่ไม่โดดเด่นแม้แต่น้อยเท่านั้น

“ไม่รู้จักเหรอ” เถียถ่าสีหน้าอึมครึมลง “หวังว่านายจะพูดความจริง ฉันจะตรวจสอบทุกอย่างจนรู้เรื่องแน่ อีกเดี๋ยวไปบอกเฉวียนสือฮุยซะว่า ไม่ช้าก็เร็ว ฉันจะจับจุดอ่อนของหล่อน จากนั้น...จะฆ่าหล่อนทิ้งให้ได้!”

ลู่เซิ่งเงียบ เขาไม่รู้ว่าเฉวียนสือฮุยเป็นใคร แต่ดูจากท่าทางแค้นนักแค้นหนาของเถียถ่า แสดงว่าน่าจะเป็นคนที่อันตรายถึงขีดสุดในโรงเรียน

“ถ้าฉันบอกว่าที่ฉันมาโผล่แถวนี้เป็นเรื่องบังเอิญล้วนๆ นายจะเชื่อไหม” ลู่เซิ่งยังคิดจะเถียงให้ตัวเอง

“นายว่ายังไงล่ะ” เถียถ่าผุดสีหน้าเยาะเย้ย จากนั้นก็ขึ้นไปบนดาดฟ้าต่อโดยไม่สนใจลู่เซิ่งอีก

ลู่เซิ่งคร้านจะพูดมาก เห็นได้ชัดว่าเขาโดนลากเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่อธิบายไม่ได้เข้าให้แล้ว

หลังจากแยกกับเถียถ่า เขาก็ลงบันไดต่อ ตอนเดินไปถึงลิฟท์ ประตูลิฟท์กำลังอ้าอยู่ นักเรียนหญิงผอมสูงคนหนึ่งยืนอยู่ในลิฟท์โดยกดปุ่มเปิดประตูค้างไว้

สิ่งที่ประหลาดก็คือ เธอกำลังหลับตาพริ้มเหมือนงีบหลับ

ลู่เซิ่งหยุดฝีเท้าห่างจากนอกประตูลิฟท์หลายเมตรขณะมองดูนักเรียนหญิงคนนั้น

คนคนนี้ไว้ผมยาวสีดำถึงไหล่ ใบหน้านวลเนียนงดงาม ดวงตาข้างหนึ่งปิดผ้าปิดตาสีม่วง มุมปากเหมือนกับอมยิ้มตลอดเวลา

สิ่งที่ประหลาดที่สุดก็คือ เธอสวมเสื้อกันลมสีเทาตัวหนึ่งทับด้านนอกเครื่องแบบ

“ไม่เข้ามาหรือไง” อีกฝ่ายค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองลู่เซิ่งที่ยืนอยู่ด้านนอกลิฟท์

“คนที่เถียถ่ากำลังตามหาคือเธอเหรอ” ลู่เซิ่งขมวดคิ้วพลางคาดเดา

..............................................
“คนที่เถียถ่ากำลังตามหาคือเธอเหรอ” ลู่เซิ่งขมวดคิ้วพลางคาดเดา

“ไม่รู้สิ” เธอพูดอย่างไม่สนใจ ใช้มือข้างที่ว่างจับผม จากนั้นก็เสียบมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ

“ถ้าไม่เข้ามาจะปิดแล้วนะ” เธอถอนนิ้วที่กดปุ่มเปิดประตูออก

“ปิดเถอะ” ลู่เซิ่งพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา

ประตูลิฟท์ค่อยๆ ปิดลง

เธอเงยหน้าพิงอยู่บนแผ่นโลหะ เหมือนกำลังพักผ่อน

ลู่เซิ่งมองเห็นแหวนสีทองเข้มวงหนึ่งกะพริบแสงอยู่ระหว่างนิ้วของเธอผ่านร่องแยกของประตูลิฟท์ เหมือนจะเป็นแหวนแกนหลักที่ใช้ควบคุมชุดเกราะ

แหวนชนิดนี้ควบคุมชุดเกราะให้อยู่ใกล้ๆ ตัวได้ ปกติมีแต่คนที่มีชุดเกราะรับรองเท่านั้นถึงจะสวมใส่ได้

เห็นได้ชัดมากว่าผู้หญิงคนนี้พกชุดเกราะของจริงไว้ใกล้ๆ ตัว

เมื่อครู่เขาคิดจะเข้าไปในลิฟท์ แต่กลับได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่เหมือนกับกลิ่นคาวเลือดบนดาดฟ้าตึกเมื่อก่อนหน้านี้ในขณะที่เตรียมจะก้าวเท้าพอดี

มิหนำซ้ำบนร่างอีกฝ่ายก็ปล่อยความรู้สึกพิสดารและอันตรายออกมาอย่างเลือนรางด้วย

‘โลกใบนี้อันตรายเหมือนกัน’ ลู่เซิ่งยืนอยู่นอกลิฟท์ ตัดสินใจว่าจะต้องหาชุดเกราะรับรองให้เร็วที่สุด

ไม่อย่างนั้นก็ยากจะมีพลังป้องกันตัวที่มากพอ เขาไม่อยากถูกบีบให้เอาร่างหลักออกมา จากนั้นก็ถูกกฎเกณฑ์ของโลกบังคับย้อนกลับโดยที่เพิ่งจุติมาไม่นาน

‘คืนนี้ต้องยกระดับพลังผสานถึงขีดจำกัด จากนั้นค่อยคิดวิธีหาเงินเพื่อซื้อชุดเกราะของตัวเอง’

ไม่ว่าจะเป็นเถียถ่าหรือผู้หญิงตาเดียวคนนั้น ความรู้สึกถึงพลังผสานบนร่างล้วนแข็งแกร่งกว่าเขาในตอนนี้ เถียถ่าเพียงแข็งแกร่งกว่าเล็กน้อย แต่ผู้หญิงคนนั้นไม่รู้ว่าแข็งแกร่งกว่าเท่าไหร่

สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ เมื่อไม่มีชุดเกราะรับรอง เขาก็ได้แต่ใช้กายเนื้อลงมือ ซึ่งไม่มีความคุ้มค่าเลยแม้แต่น้อย

ลู่เซิ่งยืนรออยู่หน้าลิฟท์สักพัก ค่อยหมุนตัวเดินลงบันไดไป

ตอนที่ลงบันไดกลับมาถึงห้องของตัวเอง ขณะกำลังจะปิดประตูก็ได้ยินเสียงของเถียถ่าเข้าไปในห้องพอดี

เสียงปิดประตูอย่างรุนแรงแสดงให้เห็นถึงความโกรธของเถียถ่าในเวลานี้อย่างชัดเจน

ลู่เซิ่งถอดเสื้อนอกออก เข้าไปอาบน้ำในห้องอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า จากนั้นก็นอนหงายลงบนเตียงเพื่อผ่อนคลายร่างกาย

‘ดีปบลู’

กรอบสีฟ้าโผล่แวบขึ้นมา ก่อนจะลอยค้างอยู่ด้านหน้าเขา

ลู่เซิ่งกดปุ่มปรับเปลี่ยนอย่างคุ้นเคย

‘ยกระดับมนุษย์เหล็กสามระดับ’

กรอบกะพริบแล้วพร่ามัวลงอย่างรวดเร็ว

หลังจากปรับแต่งมาหลายวัน จิตวิญญาณระดับเจ้าแห่งอาวุธของลู่เซิ่งก็ได้ซ่อมแซมอาการบาดเจ็บภายในทั้งหมดของร่างกายร่างนี้แล้ว แถมแก่นหยางที่ปลดความสามารถฟื้นฟูขั้นต้นก็เสริมข้อด้อยทุกประเภทให้แก่กายเนื้อแล้วเช่นกัน

คุณสมบัติร่างกายของเขาในวันนี้ไม่ได้อ่อนแอเท่าสี่วันก่อนอีกแล้ว

การฝึกฝนเป็นเวลาหลายวันได้สร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสุดเปรียบปานให้แก่กายเนื้อร่างนี้เรียบร้อยแล้ว

สาเหตุที่ลู่เซิ่งปล่อยเวลาให้ผ่านมาตั้งหลายวัน แล้วค่อยเริ่มการยกระดับต่อ ก็เพื่อป้องกันไม่ให้พื้นฐานไม่แข็งแรง

ถึงแม้ว่าพลังผสานจะยกระดับถึงระดับสูงๆ ได้ในระยะเวลาที่สั้นสุดขีด แต่ว่านี่ไม่สอดคล้องกับแผนการเดิมของเขา

สิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่แค่การยกระดับอย่างหยาบๆ หากแต่เป็นการก้าวเดินทีละก้าวๆ อย่างมั่นคง

พลังผสานกระโดดจากระดับกลางขั้นสามไปถึงระดับกลางขั้นสี่อย่างรวดเร็ว มนุษย์เหล็กสามระดับยกระดับถึงระดับสองขั้นสี่เช่นเดียวกัน

ลู่เซิ่งสัมผัสดู ครั้งนี้ร่างกายสัมผัสความรู้สึกแบกรับภาระใดๆ ไม่ได้เลย แสดงให้เห็นว่าเป็นเพราะปัจจัยร่างกายของจัวหลินเมื่อก่อนหน้านี้ย่ำแย่เกินไป จนกลายเป็นตัวถ่วง

แต่แม้จะรู้สึกผ่อนคลายถึงขีดสุด ทว่าเขาก็ยังคงเลือกยกระดับทีละขั้นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายปรับตัวไม่ได้เนื่องจากพัฒนาเร็วเกินไป

ความจริงเวลานี้เขาเลือกยกระดับขึ้นทีละสองถึงสามขั้นในทีเดียวได้ แต่เพราะนิสัยที่ชอบความมั่นคง ทำให้ลู่เซิ่งเลือกจุดเริ่มต้นที่มั่นคงกว่า

‘จะรีบร้อนเกินไปไม่ได้ เริ่มจากทีละก้าวๆ ก่อนดีกว่า’ ลู่เซิ่งจ้องมองกรอบที่พร่ามัวอีกครั้ง

ไม่นานกรอบก็ชัดขึ้นใหม่

[มนุษย์เหล็กสามระดับ: ระดับสองขั้นห้า] พลังผสานของชุดเกราะได้รับการยกระดับถึงระดับกลางขั้นห้าแล้ว

จากนั้นก็เป็นการยกระดับอย่างผ่อนคลายจนถึงระดับสามขั้นหนึ่ง พลังผสานบรรลุถึงระดับโดดเด่นขั้นหนึ่งเช่นกัน

การเข้าสู่ระดับโดดเด่นเป็นขีดจำกัดที่เหล่าอัจฉริยะสามารถบรรลุถึงได้ ในการทดสอบทั่วไป พลังผสานที่เข้าสู่ระดับโดดเด่นได้ล้วนเรียกว่าขีดจำกัดของร่างกายมนุษย์

แค่เพียงเรื่องนี้เรื่องเดียว ลู่เซิ่งก็ได้ก้าวข้ามนักเรียนเกือบทั้งหมดในโรงเรียน และไปถึงระดับสูงสุดในด้านพลังผสานเรียบร้อยแล้ว

พลังผสานของนักเรียนหญิงที่เขาเจอในลิฟท์เมื่อก่อนหน้านี้น่าจะอยู่ในระดับโดดเด่นขั้นหนึ่ง

ระดับโดดเด่นขั้นหนึ่งขั้นสองเป็นขีดจำกัดของร่างกายมนุษย์แล้ว ขั้นสามถึงขั้นห้าต่อจากนั้นเป็นระดับที่มีแค่ในทางทฤษฎีเท่านั้น

ทว่าพลังผสานมาถึงระดับนี้ก็มากพอแล้ว ต่อให้แข็งแกร่งกว่านี้ มีพลังผสานสูงกว่านี้ สามารถสวมเกราะที่หนากว่านี้ได้ แต่มนุษย์ก็มีพละกำลังจำกัด ไม่สามารถแบกรับน้ำหนักมากเกินไปได้ ดังนั้นระดับโดดเด่นขั้นหนึ่งจึงเป็นตำแหน่งที่สมเหตุสมผลที่สุดในเส้นโค้งด้านประสิทธิภาพต่อค่าใช้จ่าย

ลู่เซิ่งสัมผัสสภาพในตอนนี้ ร่างกายดีขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เปี่ยมไปด้วยกำลังวังชา พละกำลังยกระดับขึ้นอย่างมั่นคงเช่นกัน

‘ดูเหมือนร่างกายจะปรับตัวได้ไม่เลว ต่อเลย’

[มนุษย์เหล็กสามระดับ: ระดับสามขั้นสอง]

[มนุษย์เหล็กสามระดับ: ระดับสามขั้นสาม]

[มนุษย์เหล็กสามระดับ: ระดับสามขั้นสี่]

...

[มนุษย์เหล็กสามระดับ: ระดับหนึ่งพันสามร้อยยี่สิบหกขั้นสอง]

[มนุษย์เหล็กสามระดับ: ระดับหนึ่งพันสามร้อยยี่สิบหกขั้นสาม]

ลู่เซิ่งที่นอนอยู่บนเตียงสัมผัสได้ว่าอาณาเขตการขยายของพลังผสานได้ขยายไปเกือบพันเมตรแล้ว

‘น่าจะใช้ได้แล้ว’เขาหยุดลงทุนในพลังผสาน ระดับหลังๆ เป็นการเรียนรู้และเพิ่มความแข็งแกร่งตามวิธีของมนุษย์เหล็กสามระดับ เสียพลังอาวรณ์ไปมากกว่าพันหน่วย ผลลัพธ์ที่ได้ถือว่าไม่เลว

แต่ว่าการยกระดับพลังผสานเป็นแค่การยกระดับและกลั่นกรองความสามารถในการควบคุมสัมผัสชุดเกราะที่อยู่รอบๆ เท่านั้น ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงทางคุณสมบัติอย่างอื่น นี่สร้างความผิดหวังให้แก่ลู่เซิ่งที่เฝ้ารอมาโดยตลอดอยู่บ้าง

‘ต่อจากนี้ควรไปหาชุดเกราะที่เหมาะกับตัวเองสักที’ เขาลุกขึ้นจากเตียงพลางมองไปยังท้องฟ้า

ขอบเขตพลังผสานที่แข็งแกร่งทำให้เขามีความว่องไวต่อการเคลื่อนไหวในอาณาเขตมากกว่าพันเมตรรอบๆ ตัวถึงขีดสุด เสียงแมลงร้อง เสียงลม เสียงกรนและเสียงพลิกตัวของนักเรียน การไหลของน้ำในท่อ แม้แต่เสียงกระพือปีกของของยุงที่อยู่กลางอากาศไกลออกไป ก็สามารถสัมผัสได้

‘พลังผสานนี้เหมือนกับพลังสัมผัสอยู่บ้าง เพียงแค่เพิ่มความเร็วของปฏิกิริยาทางประสาทมากกว่าพลังสัมผัสเท่านั้น เลยทำให้คนเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วกว่าเดิม เอาล่ะ ต้องคิดวิธีหาชุดเกราะรับรองดีๆ แล้ว’ ลู่เซิ่งนั่งขัดสมาธิลงบนเตียง พลังผสานที่ยิ่งใหญ่จนน่าเหลือเชื่อกระเพื่อมไปในอาณาเขตรัศมีพันเมตรรอบๆ โดยมีเขาเป็นศูนย์กลางเหมือนกับหนวดไร้รูปร่าง

ทุกการเคลื่อนไหวในอาณาเขตนี้สะท้อนในใจของเขา

หลังจากนอนหงายอยู่สักพัก สีหน้าเขาก็เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ก่อนจะลุกจากเตียงเงียบๆ

เขาที่มีมรรคายุทธ์เป็นพื้นฐานทำท่านี้อย่างง่ายดายถึงขีดสุด แต่ว่าอิริยาบถกลับติดขัดไม่เข้ากันอยู่บ้าง

‘ร่างกายนี้ตามการควบคุมของจิตไม่ทัน เพราะเวลาฝึกฝนสั้นเกินไป ต้องหาวิชาการต่อสู้สักสองวิชามาฝึกฝนดู’

ลู่เซิ่งพลิกหาในความทรงจำอยู่สักพักหนึ่ง ไม่นานก็เจอวิชาต่อสู้ที่เหมาะกับเขาที่สุด

‘หัตถ์พลิกเมฆาสร้างพิรุณพันแปดกระบวนหักเหมย’

เขารวบรวมวิชาภายนอกนี้มาจากคลังยุทธ์ของพรรควาฬแดง

แต่เป็นเพราะมันเป็นวิชาสายทักษะ แถมยังเป็นวิชาภายนอกซึ่งไม่ใช่แนวของลู่เซิ่ง เขาก็เลยดูดซับจดจำมันไว้เพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งในการขยายคลังความรู้ด้านมรรคายุทธ์ของตัวเองเท่านั้น

นึกไม่ถึงว่าจะมีประโยชน์ในเวลานี้

ลู่เซิ่งใช้ความคิด ก่อนจะเห็นกรอบใหม่โผล่ขึ้นบนอินเตอร์เฟสของดีปบลูทันที

[หัตถ์พลิกเมฆาสร้างพิรุณพันแปดกระบวนหักเหมย: ยังไม่ได้เรียนรู้ (ทั้งหมดห้าระดับ)]

‘ด้วยร่างกายของเราในตอนนี้ น่าจะฝึกฝนให้สำเร็จได้ในคราวเดียว’ ลู่เซิ่งไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจ้องมองกรอบของวิชาภายนอกวิชานี้

‘ยกระดับหัตถ์พลิกเมฆาสร้างพิรุณพันแปดกระบวนหักเหมยห้าระดับ’

กรอบพร่ามัวลงแล้วชัดเจนขึ้นอีกครั้งหลังผ่านไปสองสามวินาที เป็นเช่นนี้ซ้ำกันห้ารอบ

ลู่เซิ่งรู้สึกได้ว่าพลังอาวรณ์สองหน่วยหายไปจากร่างหลัก แล้วหลอมละลายเข้ากับร่างนี้แทน

จากนั้นมือ บ่า หน้าอก และหลังเอวของเขาก็ร้อนขึ้นเล็กน้อย แถมอุณหภูมิยังสูงขึ้นเรื่อยๆ ด้วย

เขารีบใส่แก่นหยางเข้าไปในบริเวณเหล่านี้เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บส่วนที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากยกระดับเร็วเกินไป

ความรู้สึกนี้คงอยู่สิบกว่านาทีจึงค่อยๆ หยุดลง

ลู่เซิ่งอาศัยแสงไฟในห้อง ยกมือสองข้างขึ้น แล้วฉีกผิวกึ่งโปร่งแสงบางๆ ออกจากมือทั้งสองข้าง

สองมือหลังจากลอกคราบแวววาวราวกับหยก ผิวเนียนละมุนจนมองไม่เห็นเส้นใยกล้ามเนื้อแม้แต่น้อย สมบูรณ์แบบยิ่งกว่ามือของผู้หญิงเสียอีก

‘ไม่เลว’ ลู่เซิ่งกำหมัดอย่างพอใจ รู้สึกได้ว่าร่างกายตามการควบคุมของพลังผสานทันแล้ว

เขาลุกขึ้นมาสวมใส่เสื้อตัวนอก ก่อนจะผลักประตูออกไป

ด้านในระเบียงของหอพักในเวลากลางดึกว่างเปล่าไร้ผู้คน อากาศเย็นเยียบ ลมเย็นพัดอยู่เบาๆ

ลู่เซิ่งหลับตา ใช้พลังผสานล็อกตำแหน่งเป้าหมาย จากนั้นก็เดินลงตึกไป

เขาเข้าไปในลิฟท์ ก่อนจะเดินออกจากหอพักผ่านมุมอับเพื่อหลีกเลี่ยงกล้องวงจรปิด

ลมนอกหอพักเย็นเสียดกระดูก เงาต้นไม้ถูกพัดจนส่ายไหวและส่งเสียง

เขาเดินไปตามเงามืดระหว่างตึก เสียงเปรี๊ยะๆ ของกระแสไฟฟ้าที่อยู่ในกล้องปรากฏในการรับรู้ของพลังผสาน ทำให้ลู่เซิ่งหลบหลีกกล้องวงจรปิดทั้งหมดได้อย่างง่ายดาย

เขาที่ยกระดับพลังผสานถึงขั้นน่าเหลือเชื่อเป็นสัตว์ประหลาดของโลกใบนี้ได้อย่างสมศักดิ์ศรีแล้ว

หลังจากข้ามเขตหอพักและเขตโรงอาหารของโรงเรียน ไม่นานตอนที่กำลังเข้าใกล้สนามบาสเล็กๆ ของเขตโรงเรียน เขาก็เห็นผู้ชายวัยกลางคนผมสั้นสีขาวคนหนึ่งที่กำลังเกาะช่องรั้วตาข่ายเหล็กแล้วมองไปยังด้านใน

เขาเหยียบเด็กสาวผมสีน้ำตาลคนหนึ่งเอาไว้ เด็กสาวเอามือกุมที่หน้าอก เลือดไหลออกมาจากปากอย่างต่อเนื่อง

ทั้งสองเหมือนกำลังคุยอะไรกันอยู่ เพียงแต่ใช้ภาษาถิ่นของที่ไหนสักแห่ง ลู่เซิ่งจึงฟังไม่เข้าใจ

ลู่เซิ่งยืนอยู่ในความมืด มองดูเด็กสาวคนนั้นดิ้นพล่าน คล้ายจะพูดประโยคสุดท้าย ในที่สุดก็ค่อยๆ หยุดนิ่งและเสียชีวิตไป

ชายผมขาวเบือนหน้าไปมองเด็กสาว ไม่ขยับตัวอยู่สักพักใหญ่ๆ

นี่เป็นลูกสาวคนโตของเขาและเป็นลูกสาวผู้น่าสงสารที่สาบานว่าจะฆ่าเขาทิ้งให้จงได้ เขามีลูกสาวทั้งหมดห้าสิบคน เดิมทีเขาคาดหวังในตัวลูกสาวคนโตคนนี้มากที่สุด น่าเสียดายที่สุดท้ายเธอก็ยังคงทำให้เขาผิดหวังอยู่ดี

“พ่ายแพ้ให้กับความรัก พ่ายแพ้ให้กับมิตรภาพ เวลาแค่สามปี ลูกกลับตกต่ำถึงขั้นนี้ ช่างน่าสงสารจริงๆ...” เขายื่นมือไปลูบผมยาวของลูกสาวคนโต

“ลูกคงลืมไปแล้วว่าความรักเป็นอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ในตระกูลของพวกเขา เมื่อใดที่มีความรัก มีดของลูกก็จะไม่คมอีกต่อไป...”

ในฐานะเป็นผู้ที่ถูกจัดอยู่ในอันดับสามของตระกูลไป๋ซึ่งเป็นตระกูลนักฆ่า และนักฆ่าดาวจรัสขั้นสุดยอดของโลก หลังจากไป๋ซือค้นพบว่าลูกสาวมีความรัก เขาก็ตัดสินใจมาดำเนินการทำการประหารตามกฎของตระกูลอย่างเด็ดขาด

“นักฆ่า เป็นผู้ที่ไม่ควรมีความรัก...พวกเราต้องละทิ้งทุกสิ่ง ถึงจะได้สุดยอดทักษะมาครอง ถึงจะ...ไม่ถูกความมืดนิรันดร์กลืนกิน...” ดวงตาของไป๋ซือฉายแววเศร้าโศกอย่างล้ำลึก

..............................................
“ตอนนี้ ควรไปตามล่าเพื่อนสองคนของลูกที่อยู่ที่นี่แล้ว...” ไป๋ซือลุกขึ้น เดินไปยังความมืดที่อยู่ไกลออกไป

จนกระทั่งชายวัยกลางคนหายลับไปในความมืด ขณะลู่เซิ่งกำลังจะออกไปเก็บกวาดร่องรอย ก็สัมผัสการดำรงอยู่ของชุดเกราะได้จากตัวของเด็กสาวที่ตายไปคนนั้น เขาเอามาสวมได้พอดี ต่อให้ใส่ไม่ได้ก็สามารถขายเพื่อหาเงินได้

แต่ว่าตอนที่เขาเตรียมจะปรากฏตัว ในเงามืดก็มีเงาคนใส่ชุดคลุมสีดำและสวมหน้ากากสีขาวสองสายเดินออกมา พวกเขาหยุดยืนอยู่ด้านหน้าศพ แล้วเริ่มจัดการศพของเด็กสาวอย่างช่ำชอง

ตอนแรกลู่เซิ่งคิดจะเคลื่อนไหว ทว่าพอเห็นเหตุการณ์นี้ ก็พลันล้มเลิกความคิด

โรงเรียนแห่งนี้ไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่เห็นจากภายนอก ในโรงเรียนมีคนตายได้เหมือนกัน ตั้งแต่เมื่อครู่จนถึงตอนนี้ เขาได้เห็นคดีฆาตกรรมถึงสองคดีแล้ว

ดูวิธีการจัดการของคนชุดดำพวกนี้ แสดงให้เห็นว่าไม่ได้เพิ่งทำแบบนี้เป็นครั้งแรก เป็นไปได้ถึงขีดสุดที่จะเกิดขึ้นบ่อยๆ

สามารถเคลื่อนไหวในโรงเรียนได้ตามใจแบบนี้ เป็นไปได้ถึงขีดสุดที่จะเป็นขุมกำลังของโรงเรียนเอง

‘ตอนนี้เรามีแค่พลังผสาน ยังไม่สามารถสู้กับชุดเกราะตรงๆ ได้ น่าเสียดายแฮะ...’ เดิมทีลู่เซิ่งคิดจะเก็บศพ นึกไม่ถึงว่าจะถูกคนชุดดำของโรงเรียนตัดหน้าไปก่อน

เขาดูคนชุดดำจัดการศพตั้งแต่ต้นจนจบ คิ้วขมวดมุ่นมากกว่าเดิม

‘ต้องคิดวิธีหาเงิน การซื้อชุดเกราะกับส่วนประกอบต่างๆ นั้นใช้เงินจำนวนมหาศาล’ ลู่เซิ่งใช้ประโยชน์จากความรู้อันน้อยนิดของจัวหลินเพื่อหาเส้นทางอื่นๆ นอกจากการแย่งชิงและการเก็บศพ

ฟ้าค่อยๆ สว่าง เขายืนอยู่ในความมืดอยู่นาน แล้วเดินกลับหอพักของตัวเอง

อยู่ๆ ตอนที่ผ่านเสาไฟฟ้าต้นหนึ่ง เขาก็เห็นป้ายโฆษณาแผ่นหนึ่งที่ติดอยู่บนนั้น

ป้ายโฆษณาแปะไว้แอบๆ ถูกบังอยู่ใต้โปสเตอร์ของโฆษณาชุดชั้นใน

พริบตาที่เห็นป้ายประกาศนี้ ลู่เซิ่งก็ตาเป็นประกายทันที

‘มันนี่แหละ!’ เขาตัดสินใจอย่างแน่วแน่

...

สองชั่วโมงต่อมา

ด้านในห้องเช่าเก่าๆ นอกโรงเรียนแห่งหนึ่ง

“คุณจะกู้เท่าไหร่” ชายที่สวมแว่นกันแดด ใส่หมวกทรงกลม และสวมชุดตัวโคร่งสีดำเข้ม ใช้น้ำเสียงที่ทุ้มต่ำและอันตรายถามลู่เซิ่งที่ยืนอยู่ด้านหน้า

“ผมกู้ได้มากสุดเท่าไหร่” ลู่เซิ่งถามด้วยสีหน้าจริงจัง

“อือ...คุณเป็นนักเรียนจากโรงเรียนแพลตินัม สถานะนักเรียนบวกกับบัตรประชาชน โดยทฤษฎีแล้วสามารถกู้ได้สูงสุดสองพันเทอคอยน์”

“สองพันเทอคอยน์หรือ ขออีกหน่อยได้ไหม” ลู่เซิ่งถามพลางขมวดคิ้ว “ขออัตราส่วนสูงสุดก็ได้ ไม่ต้องห่วง ผมยืมไปหมุนเฉยๆ เดือนหนึ่งก็คืนแล้ว”

“ถ้าอัตราส่วนสูงสุด...อัตราส่วนเจ็ดเท่า คุณยืมได้หนึ่งหมื่นเทอคอยน์ นี่เต็มที่แล้ว เยอะกว่านี้ไม่ได้แล้วครับ นอกเสียจากคุณจะวางหลักประกันชั่วคราว” ชายสวมแว่นตอบอย่างจริงจัง

“หนึ่งหมื่นเทอคอยน์...” แรงซื้อของหนึ่งเทอคอยน์เท่ากับหนึ่งร้อยหยวนสมัยยังอยู่ในโลกเดิม ลู่เซิ่งคำนวณเทียบกับสิ่งของที่เงินหนึ่งหมื่นเทอคอยน์ซื้อได้ เทียบเท่ากับหนึ่งล้านหยวน ไม่น้อยจริงๆ

“มากกว่านี้ไม่ได้แล้วจริงๆ เหรอครับ” เขาถามอีกรอบ

“มากกว่านี้ไม่ได้แล้วจริงๆ ถึงอย่างไรคุณก็มีสถานะแค่นักเรียนของโรงเรียนแพลตินัม พวกเรารับประกันไม่ได้ว่าคุณจะคืนเงินทันเวลาจริงๆ” ชายสวมแว่นส่ายหน้าอย่างเคร่งขรึม “ต้องแจ้งว่าห้าร้อยเทอคอยน์ทำให้ครอบครัวขนาดสามคนทั่วไปใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายได้ถึงหนึ่งปี”

“ตกลง...” ลู่เซิ่งหยิบบัตรนักเรียนกับบัตรประชาชนของตัวเองออกมาให้อีกฝ่ายลงทะเบียน

“ถ้าหากผมใช้ชุดเกราะของโรงเรียนเป็นหลักประกันล่ะ” เขาพลันถามอีก

“อือ...ชุดเกราะสำหรับนักเรียนใช้วัสดุธรรมดาๆ แต่ว่าทักษะส่วนหนึ่งในนั้นก็คุ้มค่าแก่การพิจารณา คุณอยู่ฝ่ายไหนล่ะ” ชายสวมแว่นตกใจ ความจริงแล้วชุดเกราะสำหรับนักเรียนเป็นเกราะสำหรับฝึกฝน แม้จะอ่อนแอ แต่การออกแบบกับระบบแรงขับเคลื่อนก็สุดยอดเป็นอย่างมาก ต่อให้อยู่ด้านนอกก็มีราคาไม่ต่ำ

เพียงแต่ว่าหากเกิดถูกพบว่าทำการแลกเปลี่ยนชุดเกราะสำหรับนักเรียนเป็นการส่วนตัว นักเรียนคนนั้นจะถูกไล่ออกจากโรงเรียนทันที ภายหลังยังจะมีเจ้าหน้าที่ศาลมาหาอีก

“คุณแน่ใจเหรอ” ชายสวมแว่นกันแดดถามเสียงทุ้ม

“แน่ใจ” ลู่เซิ่งพยักหน้า

ชายสวมแว่นคำนวณอยางละเอียด ก่อนจะเอ่ยว่า “อย่างนั้นคุณจะกู้ได้สูงสุดสามหมื่นเทอคอยน์”

สามล้านหยวนหรือ ไม่เลวๆ

ลู่เซิ่งพึงพอใจ ถึงแม้ดอกเบี้ยอัตราสูงแบบนี้จะอันตราย แต่ข้อดีก็คือสามารถยืมเงินทุนได้มากพอ ส่วนเรื่องคืนเงินหรือ กำลังฝันอยู่หรือไง

เงินที่เขาลู่เซิ่งอาศัยความสามารถยืมมา ใครกล้าบอกให้เขาคืน อย่างนั้นก็หาที่ตาย!

ลู่เซิ่งเดินออกมาจากห้องเช่า ในมือมีบัตรแม่เหล็กเพิ่มมาใบหนึ่ง มีเงินทุนสามหมื่นเทอคอยน์ถูกโอนเข้ามาในบัตรแล้ว

ระยะเวลาคืนเงินคือหนึ่งเดือน ผ่านไปหนึ่งเดือนต้องคืนดอกเบี้ยเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ของยอดเงินกู้

ถัดจากนั้นลู่เซิ่งก็หาโฆษณาเงินกู้อัตราสูงไปทั่ว แล้วยืมเงินทั้งหมดได้หนึ่งล้านเทอคอยน์จากบริษัทสี่แห่ง

เขาประทับรอยนิ้วมือและเซ็นลายเซ็นจน ‘ยืม’ ทุนสำหรับหมุนเวียนได้สำเร็จ โดยใช้เอกสารและวางชุดเกราะโรงเรียนเป็นหลักประกันสำหรับทำสัญญา

จากนั้นเขาก็กลับมาถึงโรงเรียน ตอนบ่ายมีห้องเรียนทดลองของฝ่ายยานเกราะ

วันมะรืนจะเป็นการสอบใหญ่ของปลายภาคเรียน แล้วจึงเป็นช่วงปิดภาคเรียนหนึ่งอาทิตย์ จากนั้นจะเป็นการแจกสื่อการสอน ถึงภาคเรียนตอนปลายของปีสอง

เวลาถูกจัดไว้อย่างกระชั้นชิด ทว่าแม้นักเรียนจะเลือกห้องเรียนได้ แต่การทดสอบตอนบ่ายไม่ใช่การทดสอบทั่วไป หากเป็นการเตรียมตัวสำหรับหลักสูตรชุดเกราะในปลายภาคเรียน

ตามกระดาษแจ้งเตือนของโรงเรียน เป็นไปได้ถึงขีดสุดว่าจะมีการแจกชุดเกราะทหารที่ผ่านการรับรองของจริง แม้จะเป็นแค่เกราะทหารพื้นฐานก็ตาม

ตอนแรกลู่เซิ่งไม่ได้สนใจเรื่องนี้ อย่างไรเกราะทหารระดับพื้นฐานก็ไม่ได้มีองค์ประกอบเพิ่มเติม ระบบแรงขับส่วนหนึ่งยังเทียบกับเกราะฝึกฝนของนักเรียนไม่ได้ด้วยซ้ำ

แต่ตอนนี้ไม่มีวิธีอื่นแล้ว แม้เขาจะมีเงิน ทว่าก็ไม่มีลู่ทางในการซื้อชุดเกราะ ประเทศและกลุ่มองค์กรใหญ่เป็นผู้ครอบครองอาวุธชนิดนี้อยู่ในมือ คนธรรมดาไม่มีทางหาช่องทางซื้อเจอ

ไม่ต่างจากการควบคุมอาวุธปืนในประเทศสมัยอยู่บนโลกเดิมเท่าไหร่

หลังจากกินข้าวเที่ยงคนเดียวในโรงอาหารเสร็จ ลู่เซิ่งก็ไปถึงข้างสนามเรียนของห้องเรียนก่อนเวลา ก่อนจะนั่งลงบนม้านั่งยาวข้างสนามหญ้าเพื่อรอเวลาอย่างสงบ

รออยู่ราวหนึ่งชั่วโมงกว่าๆ จนใกล้จะถึงเวลาเรียน เวลาบ่ายโมงสี่สิบ ครูผู้ชายที่ภายนอกดูหนุ่มเหมือนกับนักเรียนคนหนึ่งก็เร่งฝีเท้าเข้ามาในสนาม

เพื่อนร่วมชั้นกลุ่มหนึ่งทยอยตามกันมาจากด้านหลังเพื่อเข้าสนาม

ลู่เซิ่งเห็นเซี่ยเฉิงยิ้มให้ตัวเองจากในฝูงชน เขาจึงยิ้มตอบไป

ซาเจี๋ยที่เป็นหัวหน้าห้องเข้าสนามมาเป็นคนสุดท้าย ไม่นานทุกคนก็มากันจนครบ ลู่เซิ่งลุกขึ้นไปยืนจัดแถวกับนักเรียนคนอื่นๆ ด้านหน้าคุณครู

“ใกล้จะสอบใหญ่แล้ว ที่เรียกทุกคนมาคงจะมีคนส่วนหนึ่งรู้แล้วว่าจะทำอะไรกัน ถูกต้องแล้ว ความจริงครูประจำชั้นของพวกเธอวานให้ฉันมาแจกชุดเกราะที่ผ่านการรับรองให้กับพวกเธอ” ครูคนนี้ปรบมือกล่าวเสียงดัง ดึงดูดความสนใจของทุกคนมาไว้ที่ตัวเอง

“ไม่ว่าพวกเธอจะมีชุดเกราะสั่งทำพิเศษเป็นของตัวเองไหม แต่การสอบใหญ่จะต้องใช้ชุดเกราะที่โรงเรียนกำหนดให้เท่านั้น เรื่องนี้ไม่อนุญาตให้ฝ่าฝืน”

นักเรียนหลายคนรู้ข่าวมาแต่แรก จึงหายตื่นเต้นแล้ว นักเรียนที่ครอบครัวมีทั้งเงินทั้งอำนาจและครอบครองชุดเกราะ ย่อมไม่สนใจชุดเกราะทั่วไป

ไม่นานก็มีเจ้าหน้าที่สวมเครื่องแบบสีดำขับรถบรรทุกเข้ามา แล้วย้ายเกราะทหารที่สูงกว่าคนธรรมดาเท่าหนึ่งหลายชุดออกมาจากตู้รถ

ในหมู่นักเรียนมีมากกว่าครึ่งที่มีฉากหลังเป็นคนธรรมดา ตอนนี้ต่างก็ตื่นเต้นเป็นพิเศษ พยายามข่มใจไม่เข้าไปลูบคลำและสวมใส่เกราะทหาร

นักเรียนจากตระกูลอื่นๆ และนักเรียนจากตระกูลขุนนางที่มีทั้งเงินทั้งอำนาจสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง แสดงให้เห็นว่ามีชุดเกราะที่ดีกว่าชุดเกราะพื้นขาวแบบนี้อยู่แล้ว

ซาเจี๋ยมีสีหน้าเรียบเฉยพลางใช้หางตากวาดมองคนธรรมดาๆ ในฐานะผู้รับช่วงต่อซากรุ๊ป เขาย่อมมีเกราะทหารของตัวเองมานานแล้ว

เกราะขุนพลต้องมีทักษะทางใจกับความสามารถที่สูงกว่านี้ ซึ่งจะได้รับสิทธิ์สวมใส่ก็ต่อเมื่อผ่านการทดสอบ ดังนั้นตอนนี้เขาจึงยังใช้ได้แค่เกราะทหารเท่านั้น

แต่ว่าเกราะทหารที่สร้างขึ้นเพื่อเขานี้ก็เหนือกว่าชุดเกราะธรรมดาๆ ไปไกลโขแล้ว

“ต่อจากนี้ ฉันจะอธิบายกระบวนการตรวจสอบชุดเกราะให้ฟัง” ครูเริ่มบรรยายอย่างเป็นทางการด้วยเสียงอันดัง

ลู่เซิ่งได้รับการแจกเกราะทหารพื้นฐานมาชุดหนึ่ง เกราะทหารชุดใหม่มีเขาสีขาวข้างหนึ่งติดอยู่บนศีรษะ ตรงหน้าอกมีเกราะป้องกันจุดอ่อนเพิ่มมา ส่วนที่เหลือมีลักษณะคล้ายกับชุดรัดรูป ไม่ค่อยแตกต่างจากชุดฝึกซ้อมเมื่อก่อนหน้านี้เท่าไหร่นัก

ลู่เซิ่งตั้งใจเรียน ขณะเดียวกันก็ใช้พลังผสานตรวจสอบด้านในด้านนอกเกราะทหารชุดนี้ ครั้นยืนยันได้ว่าไม่มีลูกเล่นอะไรติดไว้ เขาจึงค่อยเดินเข้าไปและกดนิ้วลงบนหน้าผากของชุดเกราะตามวิธีการตรวจสอบที่ครูสอน

ชิ้ง! ชิ้งๆ!

ชุดเกราะของโรงเรียนหลายตัวพากันเปิดช่องด้านใน เหล่านักเรียนเดินเข้าไป แล้วเริ่มการตรวจสอบการสวมใส่ครั้งแรก

ลู่เซิ่งหย่อนร่างนอนลงไปเช่นกัน

หนวดเล็กๆ จำนวนนับไม่ถ้วนลอยขึ้นมาจากด้านในชุดเกราะด้วยการชักนำจากพลังผสาน พวกมันเพิ่งจะแตะกับพลังผสานของลู่เซิ่ง ก็เชื่อมต่อสำเร็จทันที

‘เป็นกระบวนการตรวจสอบที่ง่ายมาก’ ลู่เซิ่งสัมผัสได้ว่ารูปทรงของหนวดเหล่านี้กำลังค่อยๆ เกิดการเปลี่ยนแปลง และเข้าใกล้ตนมากขึ้น เหมือนกับมีชีวิต

‘ชุดเกราะนี้ ไม่เห็นเหมือนตอนที่ผลิตด้วยเครื่องจักรเลย...’ เขาเกิดความสงสัยขึ้น

ไม่นานครูระดับชั้นเรียนก็เริ่มอธิบายรายละเอียด

“เอาล่ะ ตอนนี้ทุกคนทำการตรวจสอบสำเร็จแล้ว อย่างนั้นฉันจะอธิบายถึงปัญหาด้านความปลอดภัยเลยก็แล้วกัน”

ครูคนนี้ชื่อเฉิงชู่อิ่น เป็นคุณครูที่รับผิดชอบห้องเรียนทดสอบชุดเกราะของฝ่ายยานเกราะ มีรูปแบบการสอนที่ละเอียดสุดๆ ชอบทบทวนรายละเอียดหลายครั้ง เอาใจใส่นักเรียนทั่วไปดี

“ตอนนี้การตรวจสอบสำเร็จแล้ว หลังจากทุกคนปลดเกราะออก จะเกิดสนามพลังป้องกันชั้นหนึ่งตามธรรมชาติขึ้นรอบๆ ตัว พวกเธอสามารถควบคุมด้วยการเก็บและปล่อยสนามพลังชั้นนี้ได้ตามใจ โดยจะมีพลังป้องกันเทียบเท่ากับหนึ่งในสิบของชุดเกราะรับรอง เป็นความสามารถคุ้มครองผู้ควบคุมเมื่อพวกเธอไม่สามารถกลับมาถึงชุดเกราะของตัวเองได้ชั่วขณะ”

‘หนึ่งในสิบ...’ ลู่เซิ่งสัมผัสชุดเกราะอีกรอบพร้อมกับเดินออกมาจากช่องด้านใน ก่อนจะสัมผัสได้ทันทีว่าสนามพลังพิเศษสายหนึ่งจากชุดเกราะได้หลอมรวมเข้ากับพลังผสานของตัวเองเรียบร้อยแล้ว เขาควบคุมสนามพลังนี้ได้โดยสมบูรณ์ ทั้งยังใช้งานสะดวกเป็นอย่างยิ่ง

‘ฉลาดจริงๆ’ เขาสะท้อนใจ ถ้าหากทางต้าอินมีทักษะแบบนี้ คงไม่ต้องกลัวโลกแห่งความเจ็บปวดอีกต่อไป

ชุดเกราะชนิดนี้สามารถสร้างพลังต่อสู้ได้เร็วมาก ใครก็สามารถเป็นทหารได้

ต่อจากนั้นคุณครูเฉิงชู่อิ่นก็อธิบายวิธีการใช้ เช่นวิธีการดูแลชุดเกราะและวิธีติดชิ้นส่วนเพิ่มต่อ

ลู่เซิ่งตั้งใจจำไว้ ไม่นานการบรรยายก็จบลง

“ตอนนี้ทุกคนไปเลือกชิ้นส่วนที่อยากจะติดเพิ่มได้ที่หน่วยธุรการ ทุกคนมีสิทธิ์ได้รับฟรีจากที่โรงเรียนแจกให้จำนวนหนึ่ง อย่าใช้เปลืองล่ะ” เฉิงชู่อิ่นยิ้มพลางเตือนทุกคน

‘นี่แหละ’ ลู่เซิ่งไม่สามารถหาช่องทางซื้อชุดเกราะรับรองได้ แต่กลับใช้เงินทุนที่มีอยู่ในมือเปลี่ยนแปลงชุดเกราะแบบควบคุมของตัวเองได้

..............................................
“ไปหน่วยธุรการด้วยกันไหม” เซี่ยเฉิงเดินเข้ามาถามเบาๆ

ลู่เซิ่งมองเธอ แต่ใช้หางตากวาดมองเห็นซาเจี๋ยกำลังคุยอะไรบางอย่างเบาๆ กับผู้หญิงไว้ผมหางม้าสีม่วงอยู่

“ไม่ล่ะ ฉันยังไม่เปลี่ยน ไว้ว่ากันทีหลัง” เขากล่าวอย่างราบเรียบ

การปรับเปลี่ยนที่เขาต้องการแตกต่างจากคนอื่นๆ ดังนั้นจึงพยายามไม่ให้คนอื่นๆ สังเกตเห็น

“ตกลง มีเวลาไปพายเรือด้วยกันไหม ช่วงนี้ทางแม่น้ำที่เขาตูลันมีเรือปั่นอยู่ด้วย น่าสนุกดีนะ” เซี่ยเฉิงชวนอย่างเปิดเผย “ถึงตอนนั้นจะมีคนไปด้วยสี่ห้าคน”

ลู่เซิ่งรู้ว่าเซี่ยเฉิงกำลังช่วยเขาอยู่ ตัวจัวหลินโดดเดี่ยวเกินไป แต่ว่าในสหพันธรัฐอัลเลน ต่อให้เขามาจากโรงเรียนที่ดีที่สุด ถ้าหากไม่มีเครือข่ายเส้นสายมากพอ อย่างไรวันหน้าก็มีแต่จะเสียเปรียบ ไม่ได้รับการดูแลเมื่อเข้ากองทัพหรือไปแนวหน้า

เซี่ยเฉิงกำลังรวบรวมเส้นสายในแวดวงเล็กๆ ของตัวเองอย่างกระตือรือร้น การที่ตอนนี้มาชวนเขาด้วยตัวเอง เพราะคิดดึงเขาเข้ากลุ่มของตัวเองเพื่อช่วยเหลือนั่นเอง

แต่ว่า แม้ความปรารถนาดีของเซี่ยเฉิงจะไม่เลว ทว่าลู่เซิ่งก็ต้องทำให้เธอผิดหวังแล้ว

เส้นทางในอนาคตของจัวหลินหลังจากลู่เซิ่งจุติจะถูกกำหนดไว้แล้วว่าต้องแตกต่างกับคนอื่นๆ

“น่าเสียดาย...ช่วงนี้ฉันยุ่งมาก มีธุระเยอะ พวกเธอไปเที่ยวเถอะ ระวังอากาศด้วยล่ะ เกิดฝนตกคงเซ็งแย่” ลู่เซิ่งตอบปฏิเสธตามมารยาท

เซี่ยเฉิงเลิกคิ้ว “ก็ได้ งานสำคัญกว่าอยู่แล้ว แต่ว่าเปลี่ยนความคิดก่อนวันพฤหัสฯ หน้ายังทันนะ อย่าลืมบอกฉันล่ะ”

“ได้” ลู่เซิ่งมองเซี่ยเฉิงหมุนตัวจากไป พวกเพื่อนสนิทของเซี่ยเฉิงที่อยู่ไม่ไกลออกไปได้ยินบทสนทนาของพวกเขาเช่นกัน จึงทำสีหน้าไม่พอใจใส่ลู่เซิ่ง

แสดงให้เห็นว่าหงุดหงิดเพราะเขาไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี

ต้องบอกก่อนว่าไม่ใช่ทุกคนอยากให้กลุ่มของตัวเองมีผู้ชายธรรมดาๆ ที่ไม่รู้จักพลิกแพลง และไม่รู้จักสื่อสารเพิ่มมา คนแบบนี้มีแต่จะทำลายบรรยากาศในกลุ่มเปล่าๆ ไม่มีประโยชน์อะไร

การที่เซี่ยเฉิงชวนลู่เซิ่ง มีความเสี่ยงที่จะสร้างความไม่พอใจให้แก่นักเรียนในกลุ่มด้วย

เธออธิบายให้เพื่อนๆ ฟัง ทั้งยังยิ้มอย่างรู้สึกผิด ไม่นานทุกคนก็ให้อภัย

ลู่เซิ่งไม่แสดงสีหน้า แต่ในใจจดจำความปรารถนาดีของเซี่ยเฉิงเอาไว้ อีกฝ่ายดีกับจัวหลินมาโดยตลอด เรื่องนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดเป็นครั้งแรก

‘ถ้าหากมีโอกาส สามารถแอบส่งเสริมผู้หญิงคนนี้ได้’

เขาสวมชุดเกราะอีกครั้งเพื่อทดลองขยับตัวและคาดคะเนตัวแปรของชุดเกราะเหมือนกับนักเรียนคนอื่นๆ ที่อยู่รอบๆ

‘พละกำลังไม่เพิ่มขึ้น พลังระเบิดไม่เพิ่มขึ้น มีระบบกันกระแทก สามารถลดการสิ้นเปลืองพลังกาย และเพิ่มความอดทนได้ ส่วนที่เหลือ...ไม่แตกต่างจากชุดเกราะที่ให้นักเรียนฝึกซ้อมเท่าไหร่’ ลู่เซิ่งสรุปค่าต่างๆ อย่างรวดเร็ว

เขาสวมชุดเกราะกลับหอพัก จากนั้นก็รออยู่ครู่หนึ่ง ปล่อยให้นักเรียนคนอื่นๆ ไปปรับเปลี่ยนชุดก่อน เขาจึงค่อยไปที่หน่วยธุรการ

หน่วยธุรการอยู่ด้านหลังสุดของโรงเรียน ติดกับสิ่งก่อสร้างที่เป็นโกดังสีขาวเงินขนาดใหญ่สามแห่งที่เหมือนกับดอกเห็ด

ยังคงมีนักเรียนจำนวนไม่น้อยเพิ่งออกจากประตูใหญ่ตอนที่ลู่เซิ่งมาถึง เขาไม่ค่อยมีตัวตนในชั้นเรียนเท่าไหร่นัก แถมไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ นอกจากเวลาเรียน ปกติก็แทบไม่เห็นเงาของเขา นี่ทำให้นักเรียนเกือบทั้งหมดในชั้นเรียนแทบจะไม่รู้จักเขา

เขาเดินสวนกระแสผู้คนเข้าประตูหน่วยธุรการ ตรงหน้าเป็นโถงใหญ่สีขาวที่โอ่โถงและสะอาดสะอ้าน โคมแชนเดอเลียสีทองอ่อนที่เหมือนในโรงแรมใหญ่สว่างไสวงดงาม ทำให้ที่นี่ดูเหมือนกับโรงแรมหรู ไม่ใช่หน่วยธุรการที่เอาไว้เก็บอุปกรณ์

ลู่เซิ่งถามพนักงานที่เคาน์เตอร์ตรงจุดสอบถาม ก่อนจะหักเลี้ยวขวา เดินเข้าลิฟท์ แล้วกดไปทีชั้นห้าใต้ดิน

ขณะลิฟท์กำลังลงด้านล่าง เสียงอิเล็กทรอนิกส์ที่อ่อนหวานก็ค่อยๆ ดังขึ้น

“ยินดีต้อนรับสู่จุดปรับเปลี่ยนชุดเกราะของหน่วยธุรการค่ะ จุดปรับเปลี่ยน แบ่งเป็นทั้งหมดสามเขตใหญ่ เขตปรับเปลี่ยนชุด เขตทดสอบ และเขตพักผ่อน ที่นี่คุณสามารถหาทักษะชุดเกราะล่าสุดเกือบทั้งหมดในตลาด และชิ้นส่วนชุดเกราะทุกสายของสหพันธรัฐได้ในราคาแค่แปดสิบเปอร์เซ็นต์ของราคาตลาดเท่านั้น “และเพื่อความปลอดภัย การปรับเปลี่ยนชุดของที่นี่จะถูกปิดเป็นความลับ โดยมีพนักงานแนะนำกับอุปกรณ์อัตโนมัติทำการปรับเปลี่ยนอย่างละเอียด สามารถทำให้คำขอปรับเปลี่ยนชุดระดับขุนพลเกราะส่วนใหญ่เป็นไปอย่างน่าพอใจได้แน่นอนค่ะ”

เสียงผู้หญิงแนะนำความสามารถและจุดเด่นของที่นี่อย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันก็แจ้งข้อจำกัดเพียงหนึ่งเดียวของที่นี่ด้วย

ไม่อนุญาตให้เอาอะไหล่ชิ้นใดออกไป การประกอบต้องทำกับเกราะของตัวเองเท่านั้น ถ้าหากอยากจะซื้อชิ้นส่วนแล้วค่อยมาครั้งหน้า แบบนั้นจะทำไม่ได้แล้ว

หากใส่ไม่ได้ เช่นนั้นก็ได้แต่ทิ้งไว้ ไม่มีบริการขายให้คุณก่อน รอมีโอกาสหลังออกไปคุณค่อยใส่ใหม่

ลู่เซิ่งเข้าใจได้

ติ๊ง...ประตูลิฟท์เปิดออก

นักเรียนหญิงนักเรียนชายหลายคนเดินเข้ามาในลิฟท์ ลู่เซิ่งมองเลขชั้น ชั้นสี่—จุดจำลองการต่อสู้

“เมื่อกี้ฉันดูกระดานบันทึกมา...เฉวียนสือฮุยยังเป็นที่หนึ่งอยู่ ปีนี้ที่หนึ่งคงจะเป็นหล่อนอีกแล้ว” นักเรียนชายคนหนึ่งที่ติดตราสัญลักษณ์ของปีสี่ก้มหน้ากล่าวอย่างคับข้องใจ

“ท่านประธานไคลาก็ตามไม่ทันเหรอ” นักเรียนหญิงอีกคนพูดอย่างผิดหวังเช่นกัน

“ไม่ไหว ต่างกันเกินไป เฉวียนสือฮุยผ่านด่านจำลองที่สิบเก้าแล้ว ประธานเพิ่งอยู่ด่านที่สิบสามอยู่เลย เป็นคนละระดับโดยสิ้นเชิง” นักเรียนชายใช้สองมือลูบใบหน้าอย่างคับอกคับใจ

“แข็งแกร่งจริงๆ...” นักเรียนหญิงคนนั้นกล่าวอย่างจนใจ “คงมีแต่ต้องให้พวกรุ่นพี่หัวกะทิที่จบไปแล้วกลับมา ถึงจะหยุดหล่อนได้ ผู้หญิงคนนั้นแข็งแกร่งเกินไปแล้ว”

“บางทีน่ะนะ” นักเรียนชายส่ายหน้าน้อยๆ อาจเป็นเพราะว่าในลิฟท์มีลู่เซิ่งอยู่ด้วย เขาจึงอ้ำๆ อึ้งๆ ไม่ได้พูดอะไร ได้แต่เงียบงันเท่านั้น

ลู่เซิ่งไม่แสดงสีหน้า แต่ในใจได้จำชื่อเฉวียนสือฮุยไว้แล้ว เมื่อก่อนหน้านี้เถียถ่าก็ถามเขาถึงหล่อนเหมือนกัน

ไม่นานก็ถึงชั้นห้าใต้ดิน ประตูลิฟท์เปิดออก สิ่งที่เห็นคือระเบียงสีขาวอมเงินที่ทอดยาวไปด้านหน้า เดินไปได้ไม่กี่ก้าว ทางซ้ายทางขวาของระเบียงก็มีห้องประกอบสองห้องที่อยู่ตรงข้ามกัน

ลู่เซิ่งเดินออกจากลิฟท์ แล้วได้ยินเสียงดังกระหึ่มที่ดังออกมาจากในห้องประกอบอย่างเลือนราง

เขาเดินไปด้านหน้าสองสามก้าว พร้อมกับหันไปหาแผนที่โครงสร้างของชั้นบนผนัง

ไม่นานก็เจอห้องประกอบไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับนักเรียน ซึ่งมีทั้งหมดสิบห้าห้อง

ลู่เซิ่งเดินตามระเบียงไปด้านใน แล้วเจอห้องประกอบไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับนักเรียนใหม่ที่ตั้งอยู่ลึกที่สุดอยางรวดเร็ว

ห้องสิบห้าห้อง จากห้องหนึ่งถึงห้องสิบห้าจัดเรียงเป็นสองแถว ให้ความรู้สึกเหมือนประจัญหน้ากัน

ลู่เซิ่งเดินทอดน่องเข้าประตูห้องประกอบ ที่สามารถดูได้จากบนประตูห้องว่าด้านในมีคนหรือไม่

ถ้าไม่มีคน ดาวหกเหลี่ยมสีขาวตรงกลางประตูจะสว่าง ถ้ามีคนจะเป็นวงแหวนสีแดง

ไม่นานเขาก็เจอห้องประกอบที่ไม่มีคน จึงผลักประตูเข้าไป

“มาลงทะเบียนบัตรนักเรียนและลงทะเบียนเวลาเริ่มต้นการประกอบ” ด้านในมีโลหะมากมายกองอยู่

คุณลุงจมูกแดงคนหนึ่งที่สวมเครื่องแบบสีดำขอบขาว ถือสมุดสำหรับลงทะเบียนไว้ในมือ

ลู่เซิ่งลงทะเบียนเสร็จอย่างรวดเร็ว

“ถอดเกราะออกแล้วตามฉันมาด้านหลัง ฉันจะแสดงการประกอบครั้งแรกให้เธอดู ต่อจากนั้นเธอทำเอง ถ้ามีปัญหาอะไรให้ถาม” คุณลุงคนนี้กล่าว

“ครับ”

ลู่เซิ่งถอดชุดเกราะออกโดยไม่แสดงสีหน้า ก่อนจะติดตามลุงจมูกแดงมาถึงด้านหลังสุดของห้อง บนที่ว่างที่กว้างขวางแห่งหนึ่งมีเส้นสายสีดำที่เหมือนกับสายไฟแขวนระโยงระยาง ผนังรอบๆ ติดตั้งไฟสปอตไลท์ไว้มากกว่าสิบกว่าจุด

“ในฐานะนักเรียนที่จะเข้าสู่สนามรบหลังเรียนจบ แต่ละคนจะทำการปรับเปลี่ยนพิเศษโดยที่วัสดุมีมูลค่าไม่เกินหนึ่งพันเทอคอยน์ได้ครั้งหนึ่ง เธอต้องคิดแผนการประกอบของตัวเองให้ดี อย่าสะเพร่า” คุณลุงคนนี้กำชับ จากนั้นก็ส่งสมุดเล่มหนึ่งให้แก่ลู่เซิ่ง “นี่เป็นรายการชิ้นส่วนประกอบของที่นี่ และมีทักษะการประกอบอยู่ด้วย ถ้าหากเกินราคาจะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม”

ลู่เซิ่งพยักหน้า รับสมุดมากวาดตาอ่าน ด้านบนสุดเป็นค่าใช้จ่ายในการประกอบฟรีสำหรับนักเรียนจำนวนหนึ่งพันเทอคอยน์

สำหรับตระกูลใหญ่ๆ เงินจำนวนแค่นี้ไม่ได้สำคัญอะไร แต่สำหรับนักเรียนที่มีฉากหลังธรรมดา เงินหนึ่งพันเทอคอยน์เทียบเท่ากับกำลังซื้อหนึ่งล้านหยวนในโลกใบเดิม น่าดูชมเป็นอย่างยิ่ง

ลู่เซิ่งพลิกผ่านทักษะการประกอบปรับปรุงระบบแต่ละแบบ ทักษะเหล่านี้เป็นการประกอบแบบองค์รวมตั้งแต่ระบบแรงขับเคลื่อน ระบบเกราะ และระบบเดินทางไกล ล้วนไม่เข้าเงื่อนไขของเขา จึงอ่านผ่านๆ ไปจนถึงรายการชิ้นส่วนประกอบและวัสดุท้ายสุด

ชิ้นส่วนประกอบระดับสูงกับวัตถุดิบราคาแพงต้องจ่ายมากกว่าหมื่นเทอคอยน์ มิหนำซ้ำยังเป็นค่าใช้จ่ายพื้นฐานเท่านั้น ทั้งยังไม่สามารถแสดงความแข็งแกร่งของพลังผสานของลู่เซิ่งออกมาได้ เขาได้ใคร่ครวญเส้นทางของตัวเองไว้ตั้งแต่แรกแล้ว

เขาอ่านไปถึงด้านล่างสุด ก่อนจะเจอส่วนชิ้นส่วนเกราะสำหรับชุดเกราะ จากนั้นก็เจอชุดเกราะประกอบกันกระสุนโลหะผสมแบบตัวต่อที่ถูกที่สุด

‘ชุดเกราะประกอบกันกระสุนโลหะผสมแบบตัวต่อ: ดูดซับน้ำหนักได้หนึ่งพันถึงหนึ่งพันห้าร้อยทาลา มีผลป้องกันการกระแทกระยะใกล้จากกระสุนปากลำกล้องเล็ก และต้านทานการเจาะทะลวงของอาวุธแหลมคมที่มีพลังระดับหนึ่งได้ จุดอ่อนคือมีพลังป้องกันต่อกระสุนเจาะเกราะหนัก กระสุนปืนใหญ่ และระเบิดต่ำมาก ราคา: หนึ่งร้อยเทอคอยน์’

“รบกวนติดเกราะประกอบกันกระสุนหนึ่งชั้นให้ชุดเกราะของผมด้วยครับ” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างเรียบๆ

“ตกลง ไม่มีปัญหา เกราะประกอบหนึ่งชั้นราคาหนึ่งร้อยเทอคอยน์ ต้องการอะไรอีกไหม” คุณลุงที่รับผิดชอบการประกอบถามอย่างผ่อนคลาย

เขาเดินไปที่ห้องควบคุมที่อยู่ด้านข้าง ไม่นานแขนจักรกลสองข้างก็คีบชุดเกราะของลู่เซิ่งไปยึดไว้ตรงกลางที่ว่าง จากนั้นสะเก็ดไฟก็ระเบิดวิบวับและเกิดเสียงดังเปรี๊ยะๆ แผ่นเกราะสีดำหนาเท่าฝ่ามือหลายชิ้นถูกประกอบเข้ากับรอบๆ ชุดเกราะอย่างต่อเนื่อง

การประกอบใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที

ลู่เซิ่งมองเกราะหลังปรับเปลี่ยน นับว่าไม่เลว ตอนนี้ชุดเกราะสีขาวในตอนแรกหนาหนักขึ้นไม่รู้เท่าไหร่ แม้จะยังคงดูเหมือนไม่แตกต่างจากทหารธรรมดาๆ แต่ว่าแผ่นเกราะหนาก็มอบความรู้สึกปลอดภัยได้เป็นอย่างดี

“ติดเกราะประกอบกันกระสุนเพิ่มอีกครับ”

“จะเอาอีกเหรอ แต่ก็ได้แหละ” นักเรียนร่างกำยำส่วนหนึ่งจะมีคำขอแบบนี้อยู่แล้ว เกราะประกอบกันกระสุนสองชั้นมีความสามารถป้องกันที่ไม่เลว ถึงแม้จะลดความเร็วในการเคลื่อนที่ลง แต่ก็เพิ่มพลังป้องกันขึ้นทุกด้าน

คุณลุงผู้ทำหน้าที่ประกอบจุดบุหรี่สูบ แล้วเริ่มการประกอบปรับเปลี่ยนครั้งที่สองอย่างผ่อนคลาย

เกราะประกอบชั้นที่สองถูกประกอบเข้าไปแล้ว ชุดเกราะหนาขึ้น ใหญ่กว่าชุดเกราะในตอนแรกเท่าหนึ่ง

“ประกอบเกราะประกอบกันกระสุนอีกชั้นหนึ่งครับ”

ลู่เซิ่งขอเป็นครั้งที่สาม

ครั้งนี้คุณลุงผู้ทำหน้าที่ประกอบตาค้างแล้ว ก่อนจะมองลู่เซิ่งอย่างตั้งใจ

“ยังอยู่ในสิทธิ์การเบิกได้ฟรีของผมอยู่ใช่ไหมครับ” ลู่เซิ่งเอ่ยด้วยสีหน้าเป็นธรรมชาติ

“ไอ้ใช่มันก็ใช่หรอก” เคยเห็นคนกลัวตายมาแล้ว แต่ไม่เคยเห็นใครที่กลัวตายขนาดนี้มาก่อน

เกราะแผ่นโลหะผสมธรรมดาๆ สามชั้นนี้ ต่อให้เป็นนักเรียนที่มีแรงเยอะที่สุด หรือมีพลังผสานลดทอนน้ำหนัก ก็ต้องใช้แรงทั้งหมดไปกับการแบกรับน้ำหนักอยู่ดี

หากจะต่อสู้กันจริงๆ อย่าว่าแต่หลบเลย ต่อให้วิ่งก็ยังวิ่งไม่ไหว ได้แต่เคลื่อนที่ช้าๆ ทีละก้าวๆ

คุณลุงขบคิดว่ารอถึงสอบใหญ่ไอ้หนูนี่ได้ร้องไห้แน่ แต่ในเมื่อเป็นคำขอของอีกฝ่าย เขาเองก็ไม่พูดเวิ่นเว้อ สูบบุหรี่พร้อมกับควบคุมแขนจักรกลเพื่อประกอบเพิ่มอีกรอบ

เกิดเสียงสะเก็ดไฟดังฉ่าๆ ไม่นานก็ติดเกราะประกอบเข้ากับชุดเกราะอีกชั้น ตอนนี้ชุดเกราะของลู่เซิ่งหนาเกือบครึ่งเมตรแล้ว ดูเหมือนบวมพองผิดปกติ ใหญ่กว่าชุดเกราะของนักเรียนทั่วไปหนึ่งเท่ากว่าๆ

.............................................
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ

ความคิดเห็น