651-655

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง ระบบโกงสกิล
บทที่ 651ถึง655
สามวันต่อมา

ลู่เซิ่งนั่งขัดสมาธิอยู่กลางค่ายกลที่มีความซับซ้อนและใหญ่โตมโหฬาร

ค่ายกลในครั้งนี้ใหญ่กว่าก่อนหน้านี้มาก

ถ้าหากไม่เกิดอุบัติเหตุขึ้น ความแตกต่างในการไหลของเวลาในครั้งนี้น่าจะเหนือกว่าครั้งใดๆ ที่ผ่านมา

เขาติดตั้งค่ายกลระดับสูงสุดเท่าที่ตนติดตั้งได้ เพื่อค้นหาโลกที่มีความเร็วในการไหลของเวลาแตกต่างกันมากที่สุดโดยไม่สนใจระดับพลัง

เมื่อเป็นแบบนี้ แค่อัตราส่วนน้อยสุด อย่างน้อยก็สามารถไปถึงหนึ่งต่อหนึ่งร้อยได้ ถ้าเยอะกว่าหน่อยก็คือหนึ่งต่อสองสามร้อย ถึงขั้นมากกว่าพัน หรือสองสามพัน

ความแตกต่างของความเร็วในการไหลของเวลาที่มหาศาลเช่นนี้ เพียงพอให้เขาทำความเข้าใจเป็นเวลานานได้แล้ว

พรึ่บ

ลู่เซิ่งค่อยๆ ลบลวดลายค่ายกลสำหรับควบคุมระดับพลังงานทิ้ง แล้วใช้มีดผลึกแกะสลักลวดลายชิ้นใหม่

จากนั้นก็คอยส่งแก่นหยางเข้าไปด้านในเป็นระยะ เพื่อทำให้ลวดลายค่ายกลหลอมรวมเข้ากับค่ายกลทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์

“กลืนสมุทร” เขาเรียกเบาๆ พร้อมกับสัมผัสนิ้วชี้บนพื้นค่ายกล

ซู่...

ก้อนโลหะที่เปลี่ยนเป็นสีดำสนิทโดยสิ้นเชิงก้อนหนึ่งค่อยๆ ปรากฏขึ้นด้านหลังเขา

‘การใช้ไข่มุกกลืนสมุทรที่เสริมความแข็งแกร่งแล้วเป็นแกนค่ายกล สมควรยืดระยะเวลาของช่องแตกออกไปได้ และน่าจะรองรับแรงกดดันทางมิติเวลาได้มากกว่าเดิม ถ้าหากขยายขนาดของช่องแตกบางส่วนได้ก็จะดีกว่าเดิม’ ลู่เซิ่งมีแนวคิดอยู่ส่วนหนึ่งแล้ว ถ้าจะให้ดีที่สุดก็คือใช้ค่ายกลทิ้งป้ายบอกทางที่มั่นคงไว้ในโลกทั้งสองใบได้

เมื่อเป็นแบบนี้ เขาก็จะเข้าสู่โลกที่เคยไปได้ง่ายกว่าเดิม

น่าเสียดายที่ถ้าต้องการทำถึงขั้นนี้ พลังงานที่จำเป็นมหาศาลเกินไปจริงๆ พลังงานส่วนตัวเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ

ป้ายบอกทางต้องการพลังงานที่แข็งแกร่งสุดเปรียบปาน ถึงจะส่งสัญญาณทะลุพายุมิติเวลาและวังวนมิติเวลานับไม่ถ้วนได้อย่างต่อเนื่องไม่ขาดตอน

นี่ต้องการอุปทานพลังงานที่มีอย่างไม่ขาดสาย และกำลังคนที่จะคอยสับหน้าที่กันตลอดเวลา

‘ตอนนี้ทำแบบนี้ไปก่อนก็แล้วกัน’ ลู่เซิ่งเสริมลวดลายค่ายกลจุดสุดท้าย จากนั้นก็ตรวจสอบวัตถุที่มีระดับพลังงานสูงบนร่างตัวเองอีกรอบหนึ่ง

การไปยังโลกที่มีระดับพลังงานต่ำในครั้งนี้ วัตถุระดับพลังงานสูงทั้งหมดล้วนเอาไปด้วยไม่ได้ เพราะจะถูกกั้นไว้ด้านนอกเยื่อกั้นของโลก

เกิดว่าถูกขวางกั้นตอนข้ามมิติเวลา สิ่งของใดๆ ที่ไม่มีการป้องกันจากพลังงานที่มากพอจะถูกฉีกเป็นผุยผงในทันที

ดังนั้นลู่เซิ่งเลยโยนของทั้งหมดไปไว้ในไข่มุกกลืนสมุทร เขาไม่แน่ใจว่าโลกรูปจิตพกของไปจุติด้วยได้หรือไม่ เลยไม่อยากจะเสี่ยง

โอสถบางส่วน อาวุธเทพสองชิ้น มีดวิถีมารที่เพิ่งซื้อมาเพื่อใช้ผ่าตัดเล่มหนึ่ง และยาปลอบประโลมจิตวิญญาณสองขวดที่บรรจุความสามารถเพิ่มพลังจิต

ที่เหลือคือสิ่งของจิปาถะส่วนหนึ่ง ลู่เซิ่งเพียงเก็บพวกเงินทองเพชรพลอย รวมถึงอาหารพลังงานความร้อนสูงอีกเล็กน้อยไว้กับตัว ก่อนจะเปิดค่ายกล แล้วเติมพลังกฎเกณฑ์แก่นอาคมจำนวนมากพอเข้าไป

หลังจัดการทุกอย่างนี้เสร็จ เขาจึงค่อยสงบจิตใจ หลับตาลง และนั่งขัดสมาธิที่เดิม

ซู่...ซู่...

เส้นสีแดงหลายสายสว่างและแผ่ขยายไปตามลวดลายค่ายกล

ไข่มุกกลืนสมุทรซึ่งลอยอยู่กลางอากาศเชื่อมต่อกับเส้นสีแดงหลายเส้นด้านล่างช้าๆ เส้นสีแดงทวีจำนวนและหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ

ฟ้าว!

พริบตานั้นแสงสีดำสายหนึ่งพุ่งผ่าน ช่องแตกสีเทากางออกด้านบนไข่มุกกลืนสมุทรอย่างฉับพลัน

ลู่เซิ่งกระโดดขึ้น ก่อนจะกลายร่างเป็นแสงสีดำพุ่งเข้าไปในช่องแตกเหมือนกับหัวลูกศร

ช่องแตกหุบลงอย่างช้าๆ เหลือแค่จุดจุดหนึ่งที่มีขนาดเท่าเม็ดงาลอยอยู่กลางอากาศ

ฟิ้วๆๆ!

ไข่มุกกลืนสมุทรยิงเส้นสีแดงออกมาหลายสาย ห่อหุ้มสีเทาจุดนี้ไว้อย่างแน่นหนา

รอถึงเวลาจำเป็นครั้งหน้า จะได้ขยายและเปิดใช้งานได้อีกครั้ง

...

ครืด

ผ้าม่านสีขาวถูกดึงเปิดออก

ลู่เซิ่งมองดูเด็กชายผมสีทองที่กำลังปั่นจักรยานเป็นวงกลมบนพื้นหญ้าราบเรียบนอกหน้าต่าง หูได้ยินเสียงทาสีดังครืดๆ จากด้านนอกประตูเบาๆ

เขาก้มหน้ามองเครื่องแต่งกายบนร่างตัวเอง

ร่างสูงหนึ่งร้อยหกสิบเซนติเมตร สวมเสื้อเชิ้ตสีดำและกางเกงยีนส์ สะพายกระเป๋าหนังสือใบเล็กๆ ไว้บนสองไหล่ บนหน้าอกข้างขวามีตราโรงเรียนติดอยู่

‘จัวเจิ้นอวี่ผู้มีอายุสิบห้าปี เรียนโรงเรียนส่วนกลางอันดับสองในเมืองเทียนงาม ความปรารถนาที่ต้องการมากที่สุดคือการทำให้พ่อกลายเป็นสุดยอดจิตรกรของโลกที่ได้รับฉายานามว่าเทพ’

‘รู้สึกผิดปกติตั้งแต่ก่อนจุติแล้ว เป็นอย่างที่คิดเลย...’ ลู่เซิ่งพ่นลมหายใจอย่างหน่ายใจ

เขามองเห็นใบหน้าไร้เดียงสาของตัวเองซึ่งยังสลัดความเป็นเด็กออกไปไม่พ้น ผ่านกระจกสะท้อนได้อย่างชัดเจน

‘ผิวค่อนข้างขาว ผิวของชาวตะวันตกแต่หน้าของคนตะวันออกงั้นเหรอ’

ลู่เซิ่งยังนับว่าพอใจในร่างร่างนี้ โลกนี้เหมือนอย่างที่เขาคาดไว้ เป็นโลกที่ไม่มีพลังเหนือธรรมชาติใดๆ

ความเฉื่อยของพลังงานในอากาศแข็งแกร่งจนน่าตกตะลึง

พลังงานของไฟหยินอันยิ่งใหญ่ที่มีอาณาเขตทำลายล้างเป็นพันกิโลเมตรในโลกมารสวรรค์ กลับไม่พอจะใช้จุดบุหรี่สักมวนด้วยซ้ำเมื่อมาอยู่ที่นี่

ลู่เซิ่งทดลองใช้พลังของร่างหลักตั้งแต่แรก น่าเสียดายที่โครงสร้างวัตถุของที่นี่มีความเสถียรถึงขีดสุด แทบไม่มีพลังงานล่องลอย ใช้ไฟหยินจุดไฟได้ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว

นอกจากสิ่งเหล่านี้แล้ว เรื่องที่ทำให้เขาค่อนข้างสนใจก็คือทิศทางหลักของโลกใบนี้ หรือก็คือจิตรกร

โลกนี้มีประเทศหนึ่งร้อยกว่าประเทศ ทุกๆ ปีจะจัดการแข่งขันจิตรกรระดับโลก โดยตั้งชื่อให้ว่าเนตรแห่งเทพ

ผู้ที่ชิงสามอันดับแรกได้จะได้รับฉายาอันสูงส่งได้แก่ เนตรแห่งเทพ หัตถ์แห่งเทพ และสีสันแห่งเทพ

และบิดาของร่างร่างนี้ก็คือจิตรกรผู้ ‘โดดเด่น’ คนหนึ่งในอดีต

ดูจากความทรงจำของจัวเจิ้นอวี่ จัวซือชิ่งบิดาของเขามีทักษะด้านการวาดภาพที่ ‘เก่งกาจ’ ทั้งยังมั่นใจในด้านทักษะวาดภาพเหมือนของตัวเองมาก แม้จะเข้าร่วมการแข่งขันหลายครั้งแต่ไม่อาจไปถึงระดับเขตได้ก็ตาม

จัวซือชิ่งอ้างว่าเป็นเพราะผู้ตัดสินไม่มีตา คับข้องใจไปเสียทุกครั้ง

แต่สิ่งที่เขาเอือมก็คือ คนคนนี้ชอบอวดโอ่ต่อหน้าจัวเจิ้นอวี่ว่าตนมีความสามารถไม่ธรรมดา ถ้าไม่ใช่เพราะมีลูกติดอย่างเขา ทักษะการวาดภาพคงรุดหน้า และเข้าสู่การแข่งขันในระดับโลกโดยไม่มีปัญหาได้แล้ว

ส่วนผู้เป็นแม่ ตัวเจิ้นอวี่ไม่เคยเจอตั้งแต่ยังเป็นเด็กแล้ว จัวซือชิ่งผู้เป็นทั้งพ่อและแม่ รับผิดชอบงานบ้านทั้งหมด

นอกจากนี้สิ่งที่น่าสนใจที่สุดก็คือ โลกใบนี้มีจิตรกรกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งที่ว่ากันว่าครอบครองความลี้ลับซึ่งมีชื่อว่าวิญญาณภาพ

ภาพที่จิตรกรผู้ครอบครองวิญญาณภาพรังสรรค์ออกมา ถึงขั้นส่งผลต่อคนมีชีวิตทุกคนที่ได้เห็นภาพโดยไร้เงื่อนไขใดๆ และทำให้พวกเขาเกิดความรู้สึกหลอนถึงอารมณ์ต่างๆ มากมายได้

‘จิตรกรธรรมดาไม่มีความสามารถใดๆ เป็นเพียงคนทั่วไปเท่านั้น แต่จิตรกรที่ครอบครองวิญญาณภาพซึ่งเป็นทักษะระดับสูงกลับมีความสามารถพิเศษหลายรูปแบบ โลกนี้จำกัดพลังธรรมชาติมากถึงขนาดนี้ กลับใจกว้างในด้านการวาดภาพ…ดูเหมือนครั้งนี้เราต้องเริ่มเรียนวาดภาพซะแล้ว!’

ลู่เซิ่งหวนนึกถึงความทรงจำของจัวเจิ้นอวี่ เป็นเพราะชอบออกกำลังกายมาตั้งแต่เด็ก จัวเจิ้นอวี่จึงรังเกียจที่ผู้เป็นพ่อพยายามสอนการวาดภาพให้แก่เขา ทั้งยังไม่สนใจโดยสิ้นเชิง

นี่ทำให้ทักษะพื้นฐานของเขาในตอนนี้ไม่ผ่านเกณฑ์ด้วยซ้ำ ยิ่งอย่าว่าแต่กลายเป็นจิตรกร

ภายหลังแม้ความประทับใจต่อการวาดภาพจะเปลี่ยนแปลงไปเพราะเรื่องบางอย่าง แต่เนื่องจากตอนนี้เพิ่งจะเริ่มไล่ตาม เวลาก็สายไปเสียแล้ว

‘สิ่งที่ลำบากนิดหน่อยก็คือ ไม่มีวิชามรรคายุทธ์ด้านการวาดภาพเลยนี่สิ...คิดจะใช้ประโยชน์จากดีปบลูสร้างความสำเร็จไวๆ เกรงว่าจะทำไม่ได้แล้ว...’ ลู่เซิ่งขมวดคิ้ว พร้อมกับเดินไปถึงด้านหน้าโต๊ะหนังสือและมองหนังสือบนนั้น

ทักษะร่างภาพขั้นพื้นฐาน เรียนวาดภาพจากปรมาจารย์ การระบายและสี ฯลฯ

พลิกดูอย่างขอไปทีอยู่ครู่หนึ่ง ด้านในมีการทำเครื่องหมายไว้อย่างวุ่นวาย พอตัวหนังสือสีดำกับคำอธิบายประกอบสีแดงมาผสมกัน กลับดูมีกลิ่นอายเด็กเรียนอยู่อย่างเข้มข้น

บางจุดที่มีแค่ประโยคเดียวก็ถึงขั้นที่มีคำอธิบายประกอบประโยคอยู่หลายบรรทัด

“เสี่ยวอวี่ เสี่ยวอวี่” จัวซือชิ่งที่อยู่ด้านนอกประตูเรียกชื่อเขาเสียงดัง

ลู่เซิ่งสงบจิตใจและรีบวิ่งออกไป

“เป็นอะไรไปครับ มีเรื่องอะไรเหรอ”

จัวซือชิ่งใส่ชุดสูทสีดำไม่เป็นทางการที่ยับอยู่บ้าง สวมแว่นตา ถือปลาถุงหนึ่งที่ฆ่าแล้วไว้ในมือ

พอได้ยินคำตอบของลู่เซิ่งก็รู้สึกผิดปกติเล็กน้อย ปกติแล้วลูกชายไม่ตอบแบบนี้นี่นา

แต่เขาก็ไม่ได้สนใจนัก ได้สติกลับมา ก่อนจะเปลี่ยนรองเท้าแล้วโยนปลาเข้าไปในอ่างล้างหน้าในห้องครัว

“เป็นไงบ้าง วันนี้ที่โรงเรียบราบรื่นดีไหม” เขาเปิดแอร์ในห้องรับแขก จากนั้นก็ถอดเสื้อนอกออกพร้อมกับนั่งลง

“พอได้ครับ” ลู่เซิ่งนั่งลงตาม

ก่อนหน้านี้เขาลองคำนวณโดยเปรียบเทียบการทำงานของพลังงานในโลกใบนี้ดู พลังงานที่อยู่ที่นี่เบาบางถึงขีดสุด ทั้งยังมีความเฉื่อยมากจนน่าตกใจ

หลังจากใช้สูตรแปลงค่าคำนวณดู เวลาจะแตกต่างกับโลกมารสวรรค์หนึ่งต่อสี่ร้อยกว่าเท่า

หรือหมายความว่า ที่นี่ผ่านไปหนึ่งปี ทางนั้นยังผ่านไปไม่ถึงวันด้วยซ้ำ

สิบปีของที่นี่ เท่ากับที่นั่นสิบวัน

ถึงแม้เวลานี้จะไม่นับว่ามากมายอะไร แต่สำหรับลู่เซิ่งที่ขาดแคลนเวลาอย่างสาหัสในตอนนี้ ถือว่าเป็นการเติมเต็มเพิ่มเติมแล้ว

ครั้งนี้จะเลื่อนสู่ขอบเขตลวงตาได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการทำความเข้าใจของที่นี่แล้ว

ความจริงถ้าหากโลกที่จุติเป็นโลกที่มีระดับความเข้มข้นของพลังงานสูงจะดีที่สุด แต่ว่าของสิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่ลู่เซิ่งจะควบคุมได้

‘ทางที่ดีที่สุดคือ ควรทำความเข้าใจจุดสำคัญในอีกสองสามปีได้’

ลู่เซิ่งถอดกระเป๋านักเรียนออก แล้วยื่นมือออกไปหยิบซาลาเปาถั่วแดงก้อนหนึ่งบนโต๊ะตามสัญชาตญาณ

หมับ

จัวซือชิ่งจับข้อมือของเขาไว้อย่างแม่นยำ

“กินข้าวให้หมดก่อน!”

“ครับ” ลู่เซิ่งพลันควบคุมตัวเอง เมื่อครู่เขาไม่ได้อยากจะกิน ตัวจัวเจิ้นอวี่ต่างหากที่ชอบกิน

“อีกสองสามวันลูกไปกินที่โรงอาหารของโรงเรียนนะ พ่อจะต้องไปเข้าร่วมการแข่งขัน”

พอจัวซือชิ่งพูดถึงการวาดภาพก็หน้าตาเบิกบาน ท่าทางกระปรี้กระเปร่า จนไม่เห็นว่าลู่เซิ่งแอบหยิบซาลาเปาถั่วแดงขึ้นมา

ลู่เซิ่งไม่รีบร้อน อย่างไรการแข่งขันน้อยใหญ่มากมายที่จัวซือชิ่งเข้าร่วมก็มีเยอะถมไป ความปรารถนาของร่างร่างนี้จะสำเร็จหรือไม่เขาล้วนไม่สนใจ เพราะปัจจุบันจิตวิญญาณรองรับถึงขีดจำกัดของร่างกายแล้ว หากหลอมรวมอีกก็เป็นแค่ของสิ้นเปลืองเปล่าๆ

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำความเข้าใจ

ส่วนจะทำความเข้าใจอย่างไรนั้น...

ลู่เซิ่งจดจำเคล็ดโปรยน้ำค้างกลางสวนบูรพาในสารทฤดูไว้ก่อนแล้ว วิชานี้เน้นการฝึกฝนจิตใจเป็นหลัก

สิ่งที่เน้นคือความเป็นธรรมชาติและการปล่อยไปตามสภาวะ

หลังจากกินข้าวกับจัวซือชิ่งที่กำลังโม้เสร็จ เขาก็ถูกไล่กลับไปทำการบ้านในห้อง ส่วนจัวซือชิ่งไปฝึกวาดรูปต่อ

ปัจจุบันบ้านหลังนี้อาศัยเขาขายภาพวาดธรรมดาๆ เพื่อประทังชีวิต

ปลาที่เพิ่มมาในวันนี้ต้องกัดฟันหามาแล้ว เป็นเพราะจัวซือชิ่งเห็นลูกชายสีหน้าไม่ดี เลยออกไปซื้อของมาบำรุงร่างกาย

หลังกินข้าวเย็นเสร็จ ลู่เซิ่งก็มานั่งหน้าโต๊ะหนังสือ

‘ไม่ว่ายังไงก็ต้องฝึกฝนความสามารถป้องกันตัวก่อน’

ต่อให้ไม่มีพลังเหนือธรรมชาติ แต่แก่นหยางก็หล่อเลี้ยงเขาคนเดียวได้มากพอ

หลายวันต่อจากนั้น ลู่เซิ่งปรับตัวเข้ากับสภาพการใช้ชีวิตไปพลาง เริ่มเรียนทักษะการวาดภาพพื้นฐานตั้งแต่เริ่มต้นไปพลาง

จัวซือชิ่งที่เข้าร่วมการแข่งขันกลับมาอย่างรวดเร็ว ภาพวาดของเขาไม่สามารถเข้าสู่การแข่งขันตัดสินประจำเขตได้ด้วยซ้ำ

แต่การรบทุกครั้งแพ้ทุกครั้งก็มีข้อดีอยู่ พอตกบ่ายเขาก็กลับเป็นปกติ ทำกับข้าวให้ลู่เซิ่งต่อ

ไม่นานกับข้าวหนึ่งอย่างน้ำแกงหนึ่งอย่างก็ถูกยกขึ้นโต๊ะอาหาร

“กินเถอะ หลังกินเสร็จค่อยไปฝึกวิชาพื้นฐานต่อ” จัวซือชิ่งโบกมือ

“พ่อครับ ภาพวาดพ่อเป็นยังไงบ้าง เข้ารอบการแข่งขันไหม” ลู่เซิ่งซ้ำแผลโดยไม่ปรานีแม้แต่น้อย

จัวซือชิ่งหนังหน้ากระตุก

“แค่การแข่งขันเอง ต้องเข้าได้อยู่แล้ว เพียงแต่พ่อเห็นแก่คนในกลุ่มเดียวกันที่เดินทางมาตั้งไกล ก็เลยยอมถอยให้เขาเข้ารอบไปแทน”

              ..............................................
“พอแล้วๆ รีบกินซะ จริงสิ ทำไมช่วงนี้ลูกเริ่มวิ่งตอนเช้าล่ะ” จัวซือชิ่งเปลี่ยนหัวข้อ

“รู้สึกไม่ค่อยสบาย เลยอยากออกกำลังกายหน่อยน่ะครับ” ลู่เซิ่งตอบอย่างว่าง่าย

ต่อให้ไม่มีความสามารถเหนือธรรมชาติ แต่ก็ยังคงมีเลือดลม

เขาค้นหาวิชาพิเศษที่ใช้ฝึกฝนความสามารถในการใช้มือและดวงตาโดยเฉพาะสำหรับร่างกายร่างนี้เจอแล้ว มันมีชื่อเฉพาะตัวอยู่ เรียกว่าวิถีมารสีเงิน

เป็นวิชาการฝึกฝนที่จิตรกรระดับประเทศคนหนึ่งสร้างขึ้นมา

ว่ากันว่าเมื่อฝึกถึงขอบเขตสูงสุด จะใช้มือเสกเงาหลงเหลือออกมาได้นับไม่ถ้วน สามารถวาดภาพได้มากกว่าร้อยภาพให้เสร็จได้ในพริบตา แต่ว่าภาพของคนผู้นั้นจะไม่ใช่ภาพธรรมดา

วิชานี้ถูกลู่เซิ่งปรับปรุงเล็กน้อย หลังจากทำให้มันเหมาะสมกับตัวเองมากขึ้นแล้ว เขาจึงค่อยเริ่มฝึกฝน

หลังจากมาถึงที่นี่ก็กลายเป็นวิธีฝึกฝนความคล่องแคล่วของข้อมือไปโดยปริยาย ถึงขั้นที่หลายๆ จุดยังจำเป็นต้องประสานกับสารกายจำนวนมากด้วย ดังนั้นจึงไม่เหมาะสมนัก

เพื่อชดเชยข้อบกพร่อง ลู่เซิ่งละลายด้ายกระตุ้นวิญญาณเส้นหนึ่งให้หลอมรวมเข้ากับร่างกายตัวเอง หล่อเลี้ยงตัวเองอย่างช้าๆ

แม้ด้ายกระตุ้นวิญญาณจะเข้ากับกฎของโลกไม่ได้ แต่ขอแค่ไม่ออกจากตัว ก็จะไม่มีผลกระทบมากเกินไป

“การออกกำลังกายเป็นเรื่องดี แต่อย่าหักโหมเกินไปล่ะ” จัวซือชิ่งเตือน “อีกสักพักพ่อยังต้องไปเข้าร่วมงานเสวนาการวาดภาพ พ่อจะทำกับข้าวไว้ก่อน ลูกกินที่บ้านคนเดียวนะ”

“ครับ” ลู่เซิ่งพยักหน้า

เคล็ดโปรยน้ำค้างกลางสวนบูรพาในสารทฤดูพอจะมีเค้าโครงแล้ว แถมมันยังมีเทวลักษณ์พิเศษที่มีลวดลายแตกต่างกันถึงสิบห้าแผ่นด้วย

วิธีการฝึกฝนจิตใจเป็นการสังเกตและศึกษาลวดลายเหล่านี้ทุกวัน โดยไล่สายตาไปตามเส้นสายทุกเส้นของลวดลาย

ลู่เซิ่งฝึกฝนติดต่อกันหลายครั้ง รู้สึกได้ว่าจิตวิญญาณเกิดความรู้สึกสดชื่นรางๆ ทั้งยังรู้สึกตึงเล็กน้อย เหมือนกับถูกพลังงานอันยิ่งใหญ่กดทับจิตวิญญาณ

ไม่นาน พริบตาเดียวก็ผ่านไปเดือนกว่า

ลู่เซิ่งค่อยๆ ชินกับชีวิตแบบนี้แล้ว เนื่องจากมีพลังจิตวิญญาณที่กล้าแข็งสุดเปรียบปานของเขาคอยควบคุมให้สองมือฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ทักษะการวาดภาพพื้นฐานจึงยกระดับถึงขั้นสูงจนสำเร็จ

การสเก็ตซ์ภาพพื้นฐานเช่นคน สิ่งของ วัตถุ สายน้ำ เริ่มจะพอดูได้บ้างแล้ว

ตอนนี้อยู่ห่างจากการเป็นจิตรกรอย่างเป็นทางการเพียงก้าวเดียวเท่านั้น

สิ่งที่ได้รับเพิ่มเติมก็คือ กายเนื้อของเขาสูงขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายก็บึกบึนขึ้นมากเช่นกัน

กล้ามเนื้อที่ล่ำสันค่อยๆ นูนเด่นบนแขนและขา ร่างที่เดิมสูงหนึ่งร้อยหกสิบเซนติเมตรสูงขึ้นอีกหลายเซนติเมตรภายใต้การหลอมรวมด้ายกระตุ้นวิญญาณ จนตอนนี้สูงถึงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตรกว่าแล้ว

เคล็ดโปรยน้ำค้างกลางสวนบูรพาในสารทฤดูมีทั้งหมดเก้าระดับ ภายใต้การช่วยเหลือจากจิตวิญญาณในระดับสูงสุดของขอบเขตชูศัสตรา วิชานี้ก็เลื่อนจากระดับหนึ่งถึงระดับสองอย่างรวดเร็ว ตอนนี้เริ่มศึกษาภาพอีกภาพหนึ่งแล้ว

ชีวิตดำเนินไปเช่นนี้ช้าๆ

ไม่นาน ก็ถึงเวลาที่จัวซือชิ่งจะเข้าร่วมการแข่งขันจิตรกรระดับประเทศรอบใหม่

เดิมก็มีความปรารถนาอยากทำให้จัวซือชิ่งสมหวังอยู่แล้ว ลู่เซิ่งที่อยู่ว่างๆ เลยตามไปด้วย

การแข่งขันระดับประเทศรอบแรกจะดำเนินการคัดเลือกจิตรกรในระดับเขตก่อน จากนั้นสามอันดับแรกในระดับเขตจะมีสิทธิ์ไปยังเมืองศูนย์กลาง

การแข่งขันของที่นี่จะแข่งไปทีละระดับตั้งแต่เมือง เขต เมืองศูนย์กลาง ประเทศ และนานาชาติ

การแข่งขันมีอยู่หลายประเภทเช่นกัน การแข่งขันหนึ่งที่มีความยิ่งใหญ่มากที่สุดในนี้ คือการแข่งขันเนตรแห่งเทพระดับโลก

ลู่เซิ่งที่คิดว่าไหนๆ ก็ว่างอยู่แล้ว เอาแต่ศึกษาเทวลักษณ์ทุกวันก็ใช่ที่ ได้ติดตามจัวซือชิ่งไปยังจุดรับสมัครในเขตด้วย

“จัวซือชิ่งมาอีกแล้วเหรอ! ปีนี้จะไหวไหมเนี่ย” ชายชราที่ทำหน้าที่รับสมัครถามพลางหัวเราะเหอะๆ

“ไร้สาระ ไหวอยู่แล้ว!” จัวซือชิ่งโบกมือกล่าวอย่างไม่เกรงใจ

“ใจสู้ดีจริงๆ”

ชายชราปั๊มตราประทับลงไป ส่งแบบฟอร์มการสมัครที่เขียนไว้แล้วให้จัวซือชิ่ง จากนั้นก็มองจัวเจิ้นอวี่ที่อยู่ด้านหลัง

“ล่ำสันจริงๆ นะ” เขาอดถอนใจชมเชยไม่ได้

“ล่ำไปก็ทำอะไรไม่ได้” จัวซือชิ่งเอ่ยอย่างจนใจ

“แบบนี้ยังไม่ดีอีก” ชายชราหัวเราะฮ่ะๆ “เอาละ เข้าไปซะๆ เอาภาพนายไปที่เดิม เดี๋ยวจะมีคนให้คะแนนเอง นอกจากนี้ยังมีช่วงโหวตด้วย คะแนนรวมห้าสิบคะแนน สามอันดับแรกได้เข้ารอบ ไม่มีปัญหาใช่ไหม”

“ไม่มี!” จัวซือชิ่งพยักหน้า

“ผมเข้าไปได้ไหม” ลู่เซิ่งถามแทรก

“ได้สิๆ แต่เธอไม่มีสิทธิ์โหวตนะ” ชายชราเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

“ไม่เป็นไรครับ” ลู่เซิ่งโบกมือ พอชายชราเห็นฝ่ามือขนาดใหญ่เท่าพัดก็หนังตากระตุก “ผมแค่ดูคนอื่นโหวตเฉยๆ”

ถ้าจัวซือชิ่งเข้ารอบได้ก็ดี ถ้าเข้าไม่ได้ เขามีหน้าที่ต้องช่วยเหลือเสียหน่อย

ส่วนจะช่วยอย่างไร ช่วงโหวตสาธารณะอะไรนั่น แม้เขาจะวาดภาพไม่เป็น แต่ถ้าเขาลงมือน่าจะได้คะแนนมากกว่าสี่สิบกว่าคะแนนขึ้นไป

เขาคิดไว้ดีแล้วว่า เขาจะไปเดินเตร็ดเตร่ใกล้ๆ ผลงานที่ดีกว่าภาพของจัวซือชิ่งโดยเฉพาะ

สองพ่อลูกเข้าไปในทางเข้าของนิทรรศการ

“ก่อนหน้านี้ยังไม่เห็นล่ำสันขนาดนี้เลย เด็กๆ นี่ยิ่งโตยิ่งเปลี่ยนแปลงจริงๆ...” ชายชราพึมพำอยู่ด้านหลัง

ลู่เซิ่งตามเข้าไปในโถงจัดนิทรรศการ ด้านในทาพื้นแดงผนังขาว เต็มไปด้วยภาพวาดหลากหลายรูปแบบแขวนอยู่บนผนัง

ชายร่างอ้วนสวมแว่นตาที่ดูท่าทางเหมือนพ่อค้าคนหนึ่งยืนอยู่ตรงระเบียงทางเข้า คอยตรวจสอบสถานะของคนเข้ามา

จัวซือชิ่งพาลู่เซิ่งเข้าไปหา แล้วส่งบัตรสมาชิกของสมาคมวาดภาพและบัตรประชาชนของตัวเองให้อย่างระมัดระวัง

“จัวซือชิ่ง? คุณมาอีกแล้วหรือ” พอพ่อค้าร่างอ้วนเห็นสองพ่อลูกก็จนใจอยู่บ้าง

“ผมบอกหลายครั้งแล้วนี่ว่า ระดับของคุณไม่เพียงพอจริงๆ เข้าร่วมกี่ครั้งก็ไม่มีประโยชน์หรอก”

“เน้นมีส่วนร่วมครับ” ครั้งนี้จัวซือชิ่งไม่กล้าพูดจาเหลวไหลอีกแล้ว เพียงแต่มีเหงื่อซึมออกมาจากหน้าผากขณะส่งเอกสารของตัวเองให้

“เอาเถอะๆ รีบเข้าไปซะ” พ่อค้าร่างอ้วนพูด พลางมองลู่เซิ่งที่อยู่ด้านหลัง

รู้สึกได้ถึงความรู้สึกกดดันอันรุนแรงจากด้านหน้า ทำให้เขาหายใจติดขัดอย่างไม่อาจควบคุม

ในที่สุดสองพ่อลูกก็เข้าสู่โถงจัดนิทรรศการ

จัวซือชิ่งโล่งใจเช่นกัน ก่อนจะหันไปพูดกับลู่เซิ่งว่า

“ความจริงเมื่อครู่พ่อแค่ซ่อนความสามารถเท่านั้น คนร่างอ้วนเมื่อครู่ไม่ได้รู้ถึงความลับของพ่อ เป็นเพราะลูกของเขาคือหนึ่งในผู้เข้าแข่งขันเหมือนกัน ดังนั้นพ่อก็เลยทำให้คู่แข่งตายใจ”

ลู่เซิ่งไร้คำพูดโต้ตอบ คิดว่าเขาเป็นคนโง่หรือไง ชัดเจนขนาดนี้ยังจะมองไม่ออกอีกเหรอ

“ไม่ต้องห่วง พ่อน่ะเก่งมาก แถมยังมีเพื่อนๆ กลุ่มเดียวกันอีกสองคนที่ถึงจะไม่ได้เก่งเท่าพ่อ แต่ก็ฝีมือดีมากเหมือนกัน โดยทั่วไปแล้ว สามคนจะได้หัวข้อเดียวกันในการสร้างภาพวาด พ่อจะพาลูกไปทำความรู้จักเอง”

จัวซือชิ่งไม่สังกตเห็นสีหน้าเอือมระอาของผู้เป็นลูกชายแม้แต่น้อย

โถงนิทรรศการด้านในสุดแบ่งเป็นหลายช่อง แต่ละช่องแขวนภาพวาดที่มีองค์ประกอบต่างกันเอาไว้

ไม่นานจัวซือชิ่งก็พาลู่เซิ่งไปถึงในช่องช่องหนึ่งทางซ้ายมือ

“รุ่ยสยง ไอรีน! รีบมาเจอลูกฉันเร็ว!”

จัวซือชิ่งร้องเรียกพลางลากลู่เซิ่งเข้าไป คนสองคนที่กำลังนั่งสัปหงกอยู่ตกใจจนเกือบล้มหงายหลัง

“อาจัว! เสียงดังเกินไปแล้วนะคะ!” หญิงสาวคนนั้นตบโต๊ะอย่างโมโห พร้อมกับลุกขึ้นตะโกนใส่

ชายหนุ่มที่อยู่ด้านข้างกุมหน้าอกด้วยสีหน้าเหยเก

“ฉัน...ฉัน...”

“เป็นอะไรไปเสี่ยวสยง! อย่าทำให้ฉันตกใจสิ!” หญิงสาวรีบพุ่งเข้าไปประคองเขาไว้

“ซาลา...ซาลา...ซาลา...” ชายหนุ่มพยายามพูด แต่ว่าหายใจรัวเร็วจนพูดอะไรไม่ออก

ผัวะ!

ลู่เซิ่งเดินเข้าไปตบหลังชายหนุ่มอย่างแรง

อ่อก!

ชายหนุ่มคายซาลาเปาออกมา สีหน้ากลับเป็นปกติอย่างรวดเร็ว

“ซาลาเปาติดคอ! ขอบใจๆ” เขารีบขอบคุณลู่เซิ่ง

จัวซือชิ่งทราบเหมือนกันว่าตนเองทำให้ทั้งสองตกใจแล้ว แต่เขากลับหัวเราะร่าอย่างได้ใจโดยไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย แถมยังนึกสนุกอีกต่างหาก

ไอรีนเห็นชายหนุ่มไม่เป็นไรจึงค่อยโล่งอก

“ฉันชื่อรุ่ยสยง เธอชื่อไอรีน พวกเราเป็นสมาชิกสมาคมวาดภาพ ครั้งนี้มาเข้าร่วมการแข่งขันวาดภาพอย่างเป็นทางการ” ชายหนุ่มลุกขึ้นและยื่นมือออกไปให้ลู่เซิ่ง “เธอคือเสี่ยวอวี่ที่คุณอาจัวเคยพูดถึงสินะ”

“ครับ” ลู่เซิ่งพยักหน้าพร้อมกับยื่นมือออกไปจับเบาๆ “พ่อผมสร้างความลำบากให้พวกคุณแล้ว”

“ไม่เป็นไรๆ ฉันกับไอรีนอายุสิบแปดเท่ากัน ต่อจากนี้เธอเรียกฉันว่าพี่รุ่ยก็แล้วกัน ชื่อสยงไม่ใช่คำว่าสยงที่แปลว่าหมีนะ แต่เป็นคำว่าสยงที่แปลว่ายิ่งใหญ่!” รุ่ยสยงพูดกับลู่เซิ่งอย่างจริงจัง

“ครับ”

“ฉันชื่อไอรีน เรียกฉันว่าพี่ไอรีนก็ได้” หญิงสาวที่อยู่ด้านข้างแนะนำตัวเองอย่างกระตือรือร้น

“พวกคุณเข้าร่วมการแข่งขันทุกคนเลยเหรอครับ” ลู่เซิ่งถามอย่างสงสัย

“ใช่ ความจริงฉันไม่อยากจะเข้าร่วมเร็วขนาดนี้ แต่อาจัวรบเร้าจะให้ฉันมาให้ได้ เลยบังคับฉันมา” รุ่ยสยงกล่าวอย่างจนใจ

“เน้นเข้าร่วมๆ! การเข้าร่วมการแข่งขันแบบนี้เยอะๆ จะส่งผลดีต่อคนหนุ่มสาวอย่างพวกเธอนะ” จัวซือชิ่งหัวเราะอย่างไม่รู้สึกนึก

“ครับๆๆ...ในเมื่ออาจัวมาแล้ว อย่างนั้นพวกเรามาปรึกษากันหน่อย เอาภาพวาดที่นัดกันไว้ออกมาเถอะ” รุ่ยสยงเสนอ

“ฉันก่อนๆ” ไอรีนขันอาสาและอุ้มกรอบรูปภาพขนาดใหญ่ที่สูงเท่าหนึ่งคนครึ่งออกมาจากด้านหลัง บนกรอบภาพยังมีผ้าคลุมสีขาวคลุมอยู่

“ดูภาพฉันนี่! หัวข้อหลักในครั้งนี้คือผลพลอยได้ ฉันเลยใช้การเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงวาดภาพออกมา”

ควับ

เธอเปิดผ้าคลุมภาพออก

ซู่...แสงสีทองหลายจุดกระจายออกมาจากกรอบรูปภาพ

ม่านตาของลู่เซิ่งหดตัว เขาเหมือนกับได้ยินเสียงซ่าๆ ของคลื่นข้าวสาลีนับไม่ถ้วน

กลิ่นหอมจางๆ สายหนึ่งฟุ้งในอากาศ เหมือนกับตอนนี้เขาอยู่ในวงล้อมของคลื่นข้าวสาลีสีทองนับไม่ถ้วน

ดวงอาทิตย์อบอุ่น ยามสาดส่องบนร่าง เหมือนกับทำให้เกิดความรู้สึกเกียจคร้านขึ้นมา

“นี่คือ...นี่คือภาพอะไร” ลู่เซิ่งได้สติอย่างรวดเร็ว มองดูกรอบรูปภาพอีกรอบ ด้านบนวาดทุ่งข้าวสาลีที่เหมือนกับคลื่นทะเลไว้หลายกลุ่ม ไม่มีอะไรนอกจากนี้อีก

ทว่าความรู้สึกมหัศจรรย์เมื่อครู่ เหมือนกับได้เข้าไปในทุ่งข้าวสาลีกลุ่มใหญ่ และสัมผัสภาพอันน่าอัศจรรย์ที่สว่างไสวนั้นจริงๆ

ประสาทสัมผัสของเขาเหมือนถูกหลอกให้เข้าสู่สภาพแวดล้อมนั้นในชั่วพริบตา

“ร้ายกาจ! ทักษะการวาดของเธอดีขึ้นอีกแล้ว” รุ่ยสยงชูนิ้วโป้งพลางกล่าวชมเชย

ทั้งๆ ที่เขาก็ไม่ได้กำยำ มีร่างกายธรรมดา แต่กลับได้สติเป็นคนที่สองต่อจากลู่เซิ่ง

“เอาของนายมาดูเร็ว! เร็วๆ เลย” ไอรีนเร่งรุ่ยสยง

รุ่ยสยงรีบอุ้มภาพวาดของตัวเองออกมาด้วยความจนปัญญา

ควับ!

ผ้าคุลมภาพถูกเปิดออก

กลิ่นหอมหวนของผลไม้กระจายออกมาอย่างเข้มข้น

ลู่เซิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองหดเล็กลงหลายเท่าตัว กำลังยืนสำรวจอยู่กลางช่องว่างระหว่างผลไม้นับไม่ถ้วน

ในรูจมูกมีแต่กลิ่นหอมของผลไหม้เข้มข้น ช่องปากสัมผัสได้ถึงน้ำผลไหม้ที่หอมหวาน

พอได้สติกลับมา แล้วมองดูอีกครั้ง กลับพบว่าในกรอบรูปภาพ วาดตะกร้าผลไม้ไว้ใบเดียว

”ถึงรอบฉันแล้ว!” จัวซือชิ่งรีบอุ้มภาพวาดของตัวเองออกมา สิ่งที่แตกต่างก็คือ เขายังกอดกรอบรูปภาพอีกใบไว้ “จะให้พวกเธอได้ดูภาพวาดของลูกฉันด้วย”

ไม่รอให้ลู่เซิ่งตอบสนอง ก็เห็นเขาเลิกผ้าคลุมภาพออก เผยให้เห็นภาพสองภาพข้างใต้

ภาพของลู่เซิ่งเป็นการสเก็ตซ์ภาพตามมาตรฐาน ถือว่าใช้ได้

แต่ว่าภาพวาดของจัวซือชิ่งเองกลับวาดคนไว้สามคน คนทั้งสามคนจูงมือกันพร้อมกับเงยหน้ามองเงาคนอยู่กลางท้องฟ้าที่พร่างพราวด้วยหมู่ดาว

ลมทะเลพัดผ่าน เห็นเค้าโครงพร่ามัว เหมือนกับคนสามคนที่เขาวาดคือเขา ไอรีน และรุ่ยสยง

แค่มองภาพวาดก็ให้ความรู้สึกถึงมิตรภาพอันล้ำลึกแล้ว สามคนมีใบหน้างมงาย เหมือนหลอมรวมเข้ากับท้องฟ้าดวงดาวซึ่งสว่างไสว

เพียงแต่สิ่งที่น่าอุจาดตาก็คือ...

คนทั้งสามคนเปลือยร่าง ไม่ได้สวมเสื้อผ้า โดยเฉพาะไอรีนซึ่งวาดจุดซ่อนเร้นสามจุดอย่างชัดเจนเป็นพิเศษ

ทั้งช่องพลันเงียบสงัดลง

              ..............................................
“พระเจ้าช่วย...!” รุ่ยสยงเอามือปิดหน้า ทนดูไม่ได้อีกต่อไป วาดร่างเปลือยของหญิงสาวยังพอว่า แต่เขาเป็นผู้ชายนะ แม้แต่จุดสำคัญของเขาก็วาดซะชัดแจ๋วเชียว...

ลู่เซิ่งเองก็เบือนหน้าหนีเพราะมองตรงๆ ไม่ไหวเช่นกัน

เหลือแต่ไอรีนที่หน้าแดงก่ำและคอร้อนผะผ่าว เธอเอื้อมมือหาเก้าอี้ไม้ที่อยู่ด้านข้าง คิดว่าวินาทีถัดไปจะฟาดใส่หัวของจัวซือชิ่ง

ความขัดแย้งเกิดขึ้นโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไอรีนจะฟาดเก้าอี้ใส่จัวซือชิ่งให้ตาย แต่รุ่ยสยงห้ามไว้ก่อน

ลู่เซิ่งหมดคำพูดเล็กน้อย

สำหรับเขาแล้ว การแข่งขันนิทรรศการภาพวาดนี้เป็นแค่เกมเล็กๆ เหมือนเล่นพ่อแม่ลูกเท่านั้น

ตอนนี้ แม้จะมีสถานที่บางแห่งที่สามารถหาประโยชน์ได้ แต่โดยรวมแล้วยังถือว่าใช้เวลาอย่างเปล่าประโยชน์อยู่ดี

เขามาที่นี่เพื่อใช้เวลาทำความเข้าใจและยกระดับขอบเขต

หลังจากรุ่ยสยงพยายามเกลี้ยกล่อมและจัวซือชิ่งขอโทษขอโพย ในที่สุดไอรีนก็ล้มเลิกความคิดจะเสี่ยงชีวิตกับจัวซือชิ่ง เพียงแต่เมื่อเป็นแบบนี้ ภาพวาดนี้ก็ไม่อาจเข้าร่วมการแข่งขันได้อีกแล้ว

ไม่ว่าเขาจะวาดภาพได้ดีหรือไม่ แค่หัวข้อนี้ก็ทำให้กรรมการแทบทุกคนหักคะแนนได้แล้ว ที่ไม่ถูกไล่ออกจากนิทรรศการเป็นเพราะเขาโชคดีและมีเพื่อนเยอะก็เท่านั้น

ครืดๆ

ลู่เซิ่งเดินเข้าไปละเลงภาพวาดของจัวซือชิ่ง ภาพบนผืนผ้าแคนวาสพลันลายหูลายตา อย่างน้อยก็มองไม่เห็นรายละเอียดร่างเปลือยของทั้งสามคนแล้ว

“เฮ้ยๆๆ! เจ้าลูกคนนี้!” จัวซือชิ่งร้อนใจ พุ่งเข้าไปคิดห้ามปราบ แต่ลู่เซิ่งใช้แขนหนึ่งกันไว้ด้านนอกจนขยับเขยื้อนไม่ได้

“ความพยายามของฉัน!” จัวซือชิ่งร้องเสียงดัง

ลู่เซิ่งวางภาพที่ละเลงเสร็จแล้วไว้ที่เดิม เขาที่เดิมทีสนใจเรื่องวาดภาพอยู่บ้าง ตอนนี้พอเห็นปรากฏการณ์อันน่าอัศจรรย์เมื่อครู่ ก็พลันเกิดความฉงนฉงายต่อภาพของพวกจิตรกรที่เก่งกว่าไม่น้อย

อีกไม่นานนิทรรศการภาพวาดจะเริ่มขึ้นแล้ว ผลงานของกลุ่มทั้งสามคนถูกแขวนไว้บนผนังฝั่งตรงข้าม กรรมการกับคนทั่วไปจะลงคะแนนโหวต

ลู่เซิ่งไม่สนใจพวกรุ่ยสยง แต่อาศัยจังหวะที่ทั้งสามกำลังคุยกันเรื่องผลงานออกไปชมนิทรรศการ

ภาพซึ่งมีการใช้ทักษะฝีมือสูงส่งมีอยู่ไม่น้อย แต่ว่าภาพที่สร้างความรู้สึกสั่นสะเทือนให้แก่เขาอย่างแท้จริงมีทั้งหมดสามกลุ่ม

พวกรุ่ยสยงถือเป็นกลุ่มหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีอีกสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งมีคนหนุ่มร่าเริงผู้มีผมสั้นสีเขียวเป็นหัวหน้า

อีกกลุ่มหนึ่งมีคุณชายที่มีดวงตาลึกล้ำเป็นหัวหน้า

คนหนึ่งใช้หยาดเหงื่อแรงกายเป็นภาพหลัก อีกคนหนึ่งใช้นักเรียนที่ได้รับคำสั่งสอนจากอาจารย์จนประสบความสำเร็จเป็นหัวข้อหลัก

ลู่เซิ่งพิจารณาภาพวาดของทั้งสองฝั่งอย่างละเอียด ภาพที่ทำให้เกิดความรู้สึกสั่นสะเทือนจริงๆ มีอยู่ไม่กี่ภาพ

ขณะที่กำลังเหม่อ ลู่เซิ่งรู้สึกได้ว่าตอนตนกำลังชมภาพวาดที่ให้ความรู้สึกพิเศษเหล่านี้ เหมือนด้านในตัวเองเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง มีความเข้าใจต่อวัตถุสิ่งของบางส่วนล้ำลึกขึ้นกว่าเดิม

นิทรรศการภาพจบลงอย่างรวดเร็ว ส่วนผลโหวตในการแข่งขัน ต่อให้ลู่เซิ่งจะลงมือเอง แต่ก็ยังแตกต่างกันมหาศาล จัวซือชิ่งได้อันดับสี่

ความจริงมีแต่สามอันดับแรกเท่านั้นที่มีประโยชน์ อันดับสี่กับอันดับห้าต่อจากนั้นไม่มีคุณค่าอะไร ดังนั้นนี่จึงนับเป็นรางวัลปลอบใจเท่านั้น

ถึงแม้ว่าจะได้แค่อันดับสี่ แต่จัวซือชิ่งก็ยังกลับบ้านอย่างดีอกดีใจทั้งยังคิดจะจัดงานเลี้ยงใหญ่ราวกับได้เข้ารอบ แต่ก็ถูกลู่เซิ่งห้ามไว้เสียก่อน ผ่านไปหลายวันก็ยังคงไม่หายตื่นเต้น

หลังจากกลับมาจากนิทรรศการภาพวาด ลู่เซิ่งก็ยังจำความรู้สึกอันน่าอัศจรรย์ที่ภาพวาดกระทบกระเทือนจิตวิญญาณชนิดนั้นได้ไม่ลืมเลือน

แม้โลกใบนี้จะเป็นแค่ทางผ่าน เพียงแต่ถูกใจความแตกต่างของความเร็วการไหลของเวลาที่มากมายมหาศาล แต่ถ้าหากขุดค้นสิ่งที่จะมีประโยชน์ต่อตนได้มากกว่าเดิม ลู่เซิ่งเองก็ไม่ยอมปล่อยผ่านเช่นกัน

หลังกลับจากนิทรรศการภาพวาด เขาก็เกิดความสนใจต่อพวกจิตรกรที่วาดภาพได้อย่างยอดเยี่ยมจนส่งผลต่อจิตวิญญาณได้เป็นพิเศษ

หลังจากอ้างกับจัวซือชิ่งว่าจะออกไปเที่ยว ลู่เซิ่งก็แอบไปยังโถงนิทรรศการอีกครั้ง แล้วนำชื่อกับที่อยู่ของจิตรกรสามอันดับแรกมา

เขาเตรียมจะไปเยี่ยมเยือนด้วยตัวเองเสียหน่อย

จิตรกรที่รังสรรค์ภาพวาดเหล่านี้ได้ จะต้องมีความพิเศษเหนือคนธรรมดาในด้านจิตใจอย่างแน่นอน

...

ชานเมืองเมืองดวงพักตร์ คฤหาสน์ไพรขาว

ลมสารทฤดูเย็นฉ่ำ ในป่าสีเหลืองอมเขียว ชายหนุ่มผมสั้นสีทองคนหนึ่งถือพู่กันไว้หลายแท่ง บนพื้นรอบๆ มีถาดสีขนาดต่างๆ วางอยู่

ภาพกวางปักกิ่งสีรุ้งซึ่งกำลังวิ่งตะบึงอยู่กลางป่ามืดสลัวที่อยู่ตรงหน้าเขา ได้วาดเนื้อหาออกมามากกว่าเก้าส่วนแล้ว

แค่กๆๆ...

ชายหนุ่มพลันก้มหน้าส่งเสียงไอ เขาคือเกอเลียน หรืออันดับหนึ่งประจำเขตในนิทรรศการครั้งนี้

เขาเป็นสุดยอดจิตรกรที่ถูกเรียกว่าอัจฉริยะอย่างแท้จริง น่าเสียดายที่เป็นโรคร้ายโดยอธิบายไม่ได้ในตอนที่กำลังจะจัดแสดงภาพยิ่งใหญ่ในวงการภาพวาด ตัดขาดอนาคตและเส้นทางในภายภาคหน้าของเขา

เขาในตอนนี้ แค่จับพู่กันก็ยังมือสั่น

ดังนั้นเขาจึงต้องบีบพู่กันโดยใช้แรงเยอะมาก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการสั่นจนทำให้เส้นที่ตนเองวาดออกมาสูญเสียเจตนาเดิมไป

“นี่เป็นภาพที่นายวาดเหรอ”

อยู่ๆ เสียงหนึ่งก็ดังมาจากส่วนลึกของป่า

ชายที่มีร่างสูงใหญ่กำยำจนยากจินตนาการคนหนึ่งเดินออกมาหยุดยืนอยู่ใกล้ๆ เกอเลียน

“นึกไม่ถึงว่าเกอเลียน เดอรี่ที่ถูกเรียกว่าผู้นำแห่งภูตจะยินยอมมาอยู่ในเมืองเล็กๆ ห่างไกลผู้คนแบบนี้ น่าขำจริงๆ”

“นายเป็นใคร”

เกอเลียนผุดสีหน้างุนงง พอเห็นผู้มา ใบหน้าก็ฉายแววระวังตัวเล็กน้อย

“ฉันเหรอ ก็แค่คนชอบภาพวาดคนหนึ่ง” ลู่เซิ่งเอ่ยเสียงราบเรียบ

สำหรับข้อมูลทั้งหมดของอัจฉริยะตรงหน้า เขาได้ใช้วิชาจิตโน้มน้าวทำความเข้าใจมาพอประมาณแล้ว

โลกใบนี้ใช้อะไรไม่ได้เลย แต่วิชาจิตโน้มนำยังเป็นสิ่งที่ยังใช้ได้ แม้จะอ่อนแอลงบางส่วนเพราะกฎเกณฑ์ แต่ความสามารถส่วนใหญ่ไม่มีปัญหา

“คนรักภาพวาดเหรอ นายมีจุดประสงค์อะไร” เกอเลียนกลับเป็นปกติ เขาเป็นคนใกล้ตายคนหนึ่ง ไม่ว่าจะเผชิญอันตรายอะไร ก็รักษาความเยือกเย็นไว้ได้

ลู่เซิ่งเพ่งมองจิตวิญญาณอันแวววาวของคนตรงหน้า เขาแทบจินตนาการไม่ออกเลยว่า โลกที่มีระดับต่ำแบบนี้สร้างอัจฉริยะที่มีจิตวิญญาณแข็งแกร่งและบริสุทธิ์แบบนี้ขึ้นมาได้อย่างไร

หากคนตรงหน้านี้ไปยังต้าอิน หรือไปยังโลกบำเพ็ญใบอื่น จะต้องเป็นอัจฉริยะระดับชั้นนำจากหนึ่งในล้านคนอย่างแน่นอน

ขนาดอยู่ในโลกระดับต่ำแบบนี้ ก็อาศัยเพียงการคลำทางของตัวเองฝึกฝนจิตวิญญาณจนถึงระดับผู้ถืออาวุธได้แล้ว

ถ้าหากพาดบันไดให้เขา ไม่ทราบว่าจะพัฒนาถึงระดับไหนได้

“ฉันรู้สึกเสียดายแทนนาย” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างเชื่องช้า “ความอัจฉริยะของนาย ต่อให้จะเป็นการแข่งขันตัดสินเนตรแห่งเทพ ก็มีไม่กี่คนเท่านั้นที่พอจะเทียบได้ แต่กลับเป็นเพราะสาเหตุทางกาย เลยได้แต่ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ที่นี่”

“ถ้าไม่มีเรื่องอื่นแล้ว นายไปที่อื่นได้ไหม ฉันอยากพักผ่อนแล้ว” เกอเลียนตัดบทลู่เซิ่งอย่างตรงไปตรงมา

“ฉันรักษานายได้นะ” ลู่เซิ่งกล่าวเข้าประเด็น

เกอเลียนงุนงงเล็กน้อย จากนั้นก็หัวเราะ “นายรู้ไหมว่าฉันเป็นโรคอะไร”

“โรคกล้ามเนื้อสลายถาวร” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างราบเรียบ นี่เป็นโรคที่รักษาไม่ได้ในโลกใบนี้

“แล้วนายยังจะ...” เกอเลียนสับสน

“เป็นเพราะฉันต้องการพลังของนาย” ในเมื่อลู่เซิ่งมายังโลกใบนี้แล้ว ก็ไม่มีทางยอมเสียเวลาไปตามขั้นตอนง่ายๆ เด็ดขาด

เขาต้องการวางรากฐานให้เร็วที่สุด จากนั้นค่อยดูดซับแก่นสารทั้งหมดของโลกใบนี้เพื่อนำมายกระดับให้แก่ตัวเอง

เกอเลียนกัดฟัน เขาอยากจะโต้แย้ง แต่อีกฝ่ายมีความน่านับถือที่ไม่ให้เขาโต้แย้งอยู่บนร่างอย่างเลือนราง ความรู้สึกที่บรรยายไม่ได้นี้บวกกับความกดดันอันเหี้ยมหาญทำให้เขาจำเป็นต้องเชื่อ

“นายต้องการให้ฉันช่วยอะไรล่ะ ถ้านายรักษาฉันได้จริงๆ พลังของฉันก็จะเป็นพลังของนาย” เกอเลียนสัญญาอย่างจริงจัง

“ง่ายดายมาก ฉันต้องการให้นายช่วยฉันแก้ไขภาพภาพหนึ่ง”

ลู่เซิ่งยิ้ม

...

หลายเดือนต่อมา

ในตอนที่จัวซือชิ่งยังคงเข้าร่วมการแข่งขันนิทรรศการภาพวาดไปทั่วอย่างกระตือรือร้น องค์กรลึกลับชื่อหัตถ์สีเงินก็เริ่มมีชื่อเสียงไปทั่ววงการภาพวาดใต้ดินอย่างไม่รู้ตัว

พลังและขุมอำนาจขององค์กรนี้แผ่ขยายอย่างรวดเร็ว นครศูนย์กลางในเขตเมืองใหญ่ๆ มากมายถูกสมาชิกขององค์กรนี้โจมตีจนแตกพ่าย

จิตรกรชั่วร้ายในอดีตที่เคยได้ชื่อว่าอันตรายที่สุดในวงการภาพวาดของโลก เป็นเหมือนเด็กทารกไร้เดียงสาเมื่ออยู่ต่อหน้าพวกเขาเท่านั้น

สมาชิกทุกคนของหัตถ์สีเงินต่างก็เป็นจิตรกรที่อันตรายและแข็งแกร่งที่สุดในวงการภาพวาดใต้ดินทั้งสิ้น

ภาพวาดของพวกเขา บ้างก็สร้างภัยพิบัติในระดับต่างๆ บ้างก็ส่งผลกระทบต่ออารมณ์ความรู้สึกจนควบคุมจิตใจคนได้ส่วนหนึ่ง

บ้างก็สามารถกระตุ้นโรคภัยทางชีววิทยาในร่างกายของคนและทำให้คนตายได้

เดิมพวกเขาก็มีพลังแข็งแกร่งถึงขีดสุดอยู่แล้ว แต่หลังจากเข้าร่วมกับหัตถ์สีเงิน พลังของพวกเขาก็ยกระดับขึ้นหลายเท่าตัวจนบรรลุถึงระดับน่ากลัวซึ่งแทบไม่มีใครสู้ได้เพียงชั่วข้ามคืน

ทวีปใหญ่ๆ ในสหพันธรัฐพ่ายแพ้แก่เกอเลียน สมาชิกของหัตถ์สีเงินเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อให้พวกเขามีคนที่แข็งแกร่งที่สุด แต่ถึงตอนสุดท้าย ทั่วทั้งสหพันธรัฐก็มีอาณาเขตมากกว่าครึ่งที่ถูกสมาชิกของหัตถ์สีเงินยึดครองอยู่ดี

ข้าราชการและทหารระดับสูงคิดจะสะกดความชั่วร้ายนี้ แต่ก็ไร้ประโยชน์

สมาชิกฉายาจิตรกรสีเงินในหัตถ์สีเงินแข็งแกร่งเกินไป คนและวัตถุทั้งหมดที่ขวางพวกเขาต่างถูกความสามารถควบคุมจิตใจของพวกเขาบดขยี้เป็นผุยผง

ในเวลานี้เอง ก็เริ่มมีข่าวลือข่าวหนึ่งกระจายออกมาจากตลาดมืด

ว่ากันว่าหัตถ์สีเงินผงาดขึ้นได้เพราะภาพภาพหนึ่ง เป็นภาพที่ลี้ลับพิสดารและมีความสามารถร้ายกาจ

ตอนแรกภาพภาพนี้ไม่สมบูรณ์ แต่ว่าผู้นำจากหัตถ์สีเงินซ่อมแซมมันส่วนหนึ่ง แล้วได้รับพลังสั่นสะท้านจิตใจที่แข็งแกร่งสุดเปรียบปานมา

ทั้งยังมีข่าวลือบอกว่า ถ้าหากซ่อมแซมภาพภาพนี้จนสมบูรณ์ได้ ก็จะครอบครองพลังที่แข็งแกร่งเหนือกว่าหัตถ์สีเงิน ถึงขั้นชิงพลังมหาศาลที่พวกเขาครอบครองอยู่มาได้

ข่าวลือนี้ยิ่งลือยิ่งจริง ไม่นานนัก ในที่สุดข่าวลือก็ไปถึงหูระดับสูงขององค์กรเนตรแห่งเทพ

...

ทะเลมากคารวะ ในคฤหาสน์ใจกลางเกาะร้าง

“นี่คือภาพวาดมารที่ว่ากันว่าทำให้หัตถ์สีเงินผงาดขึ้นมาอย่างนั้นเหรอ”

ใบหน้าที่เหมือนสลักเสลาขึ้นมาของโอซีลิสดูเคร่งขรึมหล่อเหลากว่าเดิม ให้ความรู้สึกจริงจังที่ไม่อาจบรรยายเมื่ออยู่ใต้แสงอาทิตย์

เขาเป็นอดีตเนตรแห่งเทพสามสมัยซ้อน และเป็นผู้กุมหางเสือเบื้องหลังเนตรแห่งเทพ หรือจิตรกรที่แข็งแกร่งที่สุดของโลก

ระดับสีของเขาได้รับการยกย่องเป็นสีราชันท้องฟ้า ในการแข่งเนตรแห่งเทพทุกครั้ง เขาจะเป็นบุคลระดับตัดสินซึ่งเข้าร่วมในฐานะกรรมการหลัก

ตอนนี้ตรงหน้าเขามีภาพวาดสีเทาที่ดูสับสนวุ่นวายอยู่บ้างวางอยู่

บนภาพวาดคือโครงล้อขนาดยักษ์ เส้นทุกเส้นของโครงล้อมีช่องว่างอยู่ผืนใหญ่ ต้องการให้คนเติมเนื้อหาเข้าไปเพิ่มเอง

“ว่ากันว่าจำเป็นต้องซ่อมแซมภาพนี้ให้สมบูรณ์ แล้ววางมันไว้บนสถานที่พิเศษแห่งหนึ่ง ถึงจะได้รับพลังที่ยากจินตนาการ” ผู้หญิงผมยาวสีแพลตตินัมซึ่งสวมสูทสีขาวตัดเข้าตัวคนหนึ่งยืนอยู่ในห้องเช่นกัน

              ..............................................
“ตรวจสอบที่มาแล้วเหรอ” โอซีลิสถามด้วยเสียงทุ้มต่ำ

“ไม่ทราบค่ะ ว่ากันว่าสมาชิกหัตถ์สีเงินคนแรกสุดคือเกอเลียนผู้นำแห่งภูต ที่เหลือตรวจสอบอะไรไม่เจอเลย” หญิงสาวตอบกลับเสียงแผ่ว

“เป็นขุมกำลังที่น่ากลัวจริงๆ...” โอซีลิสมองดูภาพที่วางอยู่บนพื้นเงียบๆ บนภาพมีความว่างเปล่าไม่น้อยที่ยังไม่ถูกเติมเต็ม

แต่ว่าความว่างเปล่าเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่จะเติมเต็มได้ง่ายๆ เพราะต้องการแบบแผนอย่างหนึ่งเพื่อทำให้ล้อกลมกลายเป็นวัฏจักรที่สมบูรณ์

“เธอเคยลองหรือยัง” โอซีลิสโพล่งถาม

หญิงสาวผมสีแพลตินัมชะงักไปด้วยความลังเลเล็กน้อย

“เคยค่ะ...เติมไปแค่นิดหน่อย แต่รวมๆ แล้วก็ยังน้อยไปอยู่ดี ถ้าหากเป็นคุณล่ะก็...”

“ฉันเติมเต็มมันไม่ได้หรอก เห็นได้ชัดมากว่านี่เป็นแผนร้ายยิ่งใหญ่ ถึงฉันจะไม่รู้ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังมีแผนการอะไร แต่ฉันจะไม่ปล่อยให้เขาสมหวัง” โอซีลิสเอ่ยด้วยสีหน้าราบเรียบ

“ค่ะ” หญิงสาวก้มหน้าขานตอบ

...

ณ โลกรูปจิต

ลู่เซิ่งค่อยๆ ทิ้งตัวลงบนพื้นกระเบื้องซึ่งเกลื่อนไปด้วยกรวดหิน

โลกรูปจิตขยายใหญ่กว่าก่อนหน้านี้หลายเท่าตัวแล้ว

เขาโบกมือ ล้อกลมสีแดงชาดวงหนึ่งโผล่ขึ้นด้านหน้าอย่างฉับพลัน ขอบล้อกลมมีแค่ตราประทับสีเงินสามอัน มองไปเหมือนกับงูมีปีกหางยาวสีแดงก่ำสามตัวซึ่งกำลังขดตัวอยู่

นี่คือจานประกายโรจน์ที่เขาสร้างขึ้นโดยใช้เคล็ดโปรยน้ำค้างกลางสวนบูรพาในสารทฤดู เอามาใช้ทำให้จำนวนกฎการทำความเข้าใจของโลกรูปจิตเป็นรูปธรรมขึ้นมา

ตราประทับสีเงินสามตราที่อยู่ด้านบนหมายถึงกฎสามกฎที่ทำงานอย่างสมบูรณ์ในโลกรูปจิต

หรือก็คือกฎสามกฎที่ลู่เซิ่งหลอมรวมกับโลกรูปจิตหลังจากบรรลุแล้ว

‘พิษ ไฟหยิน วารีลี้ลับ’

ตราสามตราหมายถึงพลังสามชนิดที่ลู่เซิ่งครอบครองอยู่ ร่างพิษของร่างหลัก ปฐมพลังไฟหยินที่ครอบครอง รวมถึงความเข้าใจและความรู้เกี่ยวกับวารีลี้ลับในสายน้ำ

‘โลกรูปจิตเป็นสิ่งที่เอาไว้บรรจุจิตวิญญาณของสิ่งมีชีวิต กึ่งจริงกึ่งลวง ไม่ใช่โลกสมบูรณ์ที่แท้จริง’ ลู่เซิ่งเกิดความเข้าใจ “ต้องใช้ตราประทับที่แตกต่างกันเก้าชนิด ถึงจะวางโครงสร้างระบบวัฏจักรของโลกระดับพื้นฐานสุดได้ แม้กฎที่เราครอบครองจะมีเยอะ แต่กฎที่รวมเป็นตราประทับได้มีแค่สามชนิดนี้เท่านั้น”

ครั้งนี้เขาสร้างองค์กรหัตถ์สีเงินขึ้น แล้วใช้ด้ายกระตุ้นวิญญาณเป็นรางวัลในการเสริมความแข็งแกร่งให้แก่กำลังวังชาของจิตรกรใต้อาณัติ

เมื่อเต็มไปด้วยกำลังวังชา จิตใจก็จะกระปรี้กระเปร่า พวกจิตรกรต่างจะมีสารกาย ปราณ และจิตเต็มเปี่ยมอย่างน่าประหลาด แรงบันดาลใจจะพรั่งพรู มือที่ใช้วาดภาพจะมั่นคงกว่าเดิม พลังย่อมยกระดับอย่างใหญ่หลวง

ลู่เซิ่งเติมพิษร้ายที่มีเฉพาะในร่างหลักเข้าไปในตัวจิตรกรผ่านด้ายกระตุ้นวิญญาณ บรรลุผลการควบคุมอย่างเด็ดขาด

ร่างหลักมีพิษหลายชนิด แม้ส่วนใหญ่จะใช้ไม่ได้เพราะกฎในโลกแตกต่างกันก็ตาม แต่บางส่วนก็ยังใช้ได้อยู่

ลู่เซิ่งใช้กฎเหล่านี้สร้างพิษผสมส่วนหนึ่งขึ้นมาอย่างระมัดระวังเพื่อใช้เป็นความสามารถในการควบคุมผู้เข้มแข็ง

หัตถ์สีเงินมีความสามารถน่าอัศจรรย์ที่เอาไว้ใช้ยกระดับพลัง ทั้งยังมียอดฝีมือที่ถูกควบคุมด้วยพิษร้ายอย่างเข้มงวด ย่อมรวมขุมกำลังของจิตรกรทั้งหมดเป็นกลุ่มก้อนได้อย่างราบรื่น

‘ครั้งนี้เปลี่ยนโครงสร้างพลังงานของโลกรูปจิตเป็นภาพวาดมารแล้วปล่อยออกไป หวังว่าจะมีคนช่วยเราเสริมระบบวัฏจักรให้สมบูรณ์แบบกว่าเดิมเพื่อนำมาใช้เป็นรากฐานของโลกรูปจิตในอนาคตได้’

ลู่เซิ่งปล่อยจุดสำคัญในภาพวาดมารออกไปเพื่อยืมแรงคนอื่นในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของโลกรูปจิตให้ดีขึ้น

เขาใส่กฎที่แตกต่างกันหลายสิบชนิดที่ครอบครองอยู่ไว้ในวิธีการเติมเต็มภาพวาดมาร

กฎเหล่านี้ต่างก็กลายเป็นสีสัน เส้นสาย และรูปภาพที่ไม่เหมือนกัน เพื่อให้เหล่าจิตรกรใช้เป็นเครื่องมือในการเติมเต็มช่องว่าง

เขาอยากจะได้ส่วนประกอบที่สมบูรณ์กว่าเดิม ในความเป็นจริงส่วนประกอบของดีปบลูมีแค่ทิศทางเดียวเท่านั้น นั่นก็คือการเรียนรู้และปรับปรุงตามองค์ประกอบในปัจจุบัน

แต่ว่านี่จะทำให้ทิศทางการพัฒนาในอนาคตของเขาติดขัด

‘หวังว่าจะสำเร็จนะ...’ ลู่เซิ่งโบกมืออีกครั้ง จานประกายโรจน์หายไป เส้นสายหลายเส้นที่เป็นตัวแทนกฎปรากฏออกมา นับตั้งแต่ใช้กระบวนท่านี้ในระดับอริยะเจ้าเป็นครั้งแรก เขาก็ขัดเกลามันมาโดยตลอด ในที่สุดกระบวนท่านี้ก็กลายเป็นรูปธรรมแล้ว

อย่างไรนี่ก็ไม่นับว่าเป็นทักษะซับซ้อนอะไร

อันดับแรกคือเส้นสายสีดำที่เป็นตัวแทนปราณมาร มันลอยอยู่กลางอากาศเป็นกลุ่มใหญ่ แต่ว่าเส้นสายชนิดนี้มีแค่จำนวนเท่านั้นที่เยอะ ยังไม่ได้เข้าใจธรรมชาติของมันอย่างลึกซึ้ง จึงไม่แสดงบนจานประกายโรจน์

รองลงมาคือเส้นสายสีเขียวอ่อนของไฟหยิน ยังมีเส้นสายสีเนื้ออันเป็นตัวแทนวิชาแข็งกร้าว และเส้นสายสีน้ำเงินอมดำที่เป็นตัวแทนวารีลี้ลับ

“ไม่ว่าจะยังไง ก็ควรจะเอากฎของวิชาแพทย์เข้าไปในจานประกายโรจน์ก่อน” ลู่เซิ่งฉุกใจนึกได้

‘ดีปบลู’

อินเตอร์เฟซสีฟ้าเด้งออกมาอย่างฉับพลัน

‘เริ่มตั้งแต่วิชารักษาที่มีแบบแผน...’

ลู่เซิ่งที่นั่งขัดสมาธิอยู่กลางอากาศค่อยๆ หลับตาลงและเริ่มฝึกฝน เขาไม่ได้ใช้พลังอาวรณ์เรียนรู้ หากทดลองทำเองก่อน

จานประกายโรจน์ต้องทำให้กฎเกณฑ์เก้าชนิดบรรลุถึงระดับมาตรฐาน ตอนนี้เพิ่งมีแค่สามชนิด ยังเหลืออีกหกชนิด ต่อจากนี้ยังมีที่ให้ต้องใช้พลังอาวรณ์อีก

ถึงแม้จำนวนห้าล้านหน่วยจะเพียงพอแล้ว แต่ลู่เซิ่งไม่แน่ใจว่าต่อจากนี้ยังต้องใช้อีกเท่าไหร่

ครั้งก่อนยกระดับแค่ครั้งเดียวก็ใช้หมดไปครึ่งหนึ่งแล้ว

ครั้งนี้เป้าหมายในการมายังโลกใบนี้ของเขาก็คือ ต้องการเวลามาทำความเข้าใจและฝึกฝน

ความเร็วในการไหลของเวลาในโลกใบนี้เป็นหนึ่งในสี่ร้อยเท่าของโลกมารสวรรค์ กอปรกับโลกรูปจิตมีผลลดความเร็วในการไหลของเวลาให้ช้าลงเช่นกัน

เมื่อสองอย่างมารวมกัน ความแตกต่างของเวลาก็ไปถึงขั้นอลังการยิ่งอย่างรวดเร็ว

ในโลกจิตรกร กาลเวลาไหลผ่านอย่างรวดเร็ว

พริบตาเดียวก็ผ่านไปห้าปีกว่าๆ

ขุมกำลังของหัตถ์สีเงินแผ่ปกคลุมทั่วทั้งโลก กลายเป็นขุมกำลังลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดซึ่งเป็นปฏิปักษ์กับเนตรแห่งเทพ

พวกเขาควบคุมทรัย์สินและอำนาจที่ยิ่งใหญ่สุดเปรียบปาน ทั้งยังมีอิทธิพลที่น่ากลัวถึงขีดสุดในระดับประเทศเช่นกัน

พวกเขามีอำนาจอยู่ในทุกชนชั้น ระดับบนไปถึงพวกเจ้าขุนมูลนาย ระดับล่างไปถึงประชาชนคนธรรมดา เครือข่ายของหัตถ์สีเงินนับว่าเป็นแหฟ้าตาข่ายดินได้อย่างแท้จริง

เนตรแห่งเทพถึงขั้นตกเป็นรองขณะขับเคี่ยวด้วย ต่อให้เป็นแบบนี้ พวกเขาก็ยังรู้สึกว่าหัตถ์สีเงินยังออมแรงในการต่อสู้กับพวกเขา

ในเวลาห้าปี ลู่เซิ่งเติบโตจากเด็กไปเรียนหนังสือธรรมดาเป็นชายหนุ่มร่างกำยำอย่างรวดเร็ว

เขาอาศัยข้ออ้างเข้ามหาวิทยาลัยออกจากบ้าน ไปยังที่ลับเพื่อควบคุมหัตถ์สีเงิน

โดยเปลือกนอกแล้วทุกคนต่างนึกว่าหัตถ์สีเงินถูกควบคุมโดยห้าจิตรกรระดับตำหนัก

แต่ความจริงลู่เซิ่งต่างหากที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังทุกสิ่ง

จิตรกรระดับตำหนักเป็นคำเรียกแสดงความเคารพต่อจิตรกรระดับสูงสุดที่ควบคุมแก่นภาพและวิญญาณภาพได้แล้ว

ผลงานที่จิตรกรพวกนี้วาดออกมาจะกระตุ้นจิตใจ ความรู้สึก และประสาทสัมผัสทั้งห้าได้อย่างง่ายดาย

มีผลใช้ความลวงปั่นป่วนความจริง

อานุภาพของจิตรกรระดับตำหนักที่ผ่านการเสริมความแข็งแกร่งด้วยด้ายกระตุ้นวิญญาณจากลู่เซิ่งแล้วจะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว

เกอเลียนหัวหน้าแห่งภูตที่แข็งแกร่งที่สุด ถึงขั้นตกเป็นรองเนตรแห่งเทพรุ่นปัจจุบันในการปะทะกันซึ่งหน้าครั้งก่อนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ในพลังระดับสูงสุด หัตถ์สีเงินยังคงเป็นรองเนตรแห่งเทพ แต่ว่าระดับกลางกลับเหนือกว่าเนตรแห่งเทพไปแล้ว

ด้ายกระตุ้นวิญญาณของลู่เซิ่งกระจัดกระจายออกไปอย่างเต็มที่ ใช้ไปทั้งสิ้นหลายแสนเส้น สร้างความสำเร็จให้แก่จิตรกรหลายแสนคน

จิตรกรระดับกลางจำนวนหลายแสนคนได้ครอบครองวิญญาณภาพเป็นส่วนใหญ่ ทั้งยังฝึกฝนจิตวิญญาณจนถึงระดับที่ใกล้เคียงกับผู้ถืออาวุธแล้ว

พวกเขาจึงเป็นแกนกลางที่แท้จริงของหัตถ์สีเงิน

ในเวลาห้าปี ลู่เซิ่งได้ใช้ประโยชน์จากจิตรกรพวกนี้ในการจัดการแข่งขันใหญ่อย่างต่อเนื่อง

พร้อมกับโยนปัญญาที่ตัวเองเผชิญออกไปให้พวกจิตรกรเรียนรู้แก้ไข

พลังจินตนาการและความสามารถด้านการสร้างสรรค์ที่แข็งแกร่งของจิตรกรนับไม่ถ้วน ได้ช่วยปรับปรุงโลกรูปจิตอันรกร้างของลู่เซิ่งอย่างรวดเร็ว

กฎพื้นฐานเก้ากฎย่อมเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด แต่ว่าการเติมเต็มกฎเกณฑ์ในทุกๆ ด้านก็เป็นสิ่งที่ลู่เซิ่งอยากจะทำให้สำเร็จเช่นกัน

หลังจากใช้ประโยชน์จากภาพของจิตรกรเหล่านี้ เขาก็ดูดซับความเข้าใจและความรู้ต่อธรรมชาติกับกฎเกณฑ์ของพวกเขาได้ในเวลาที่สั้นที่สุด

กฎเดียวกัน หลังจากประกาศหัวข้อไป เหล่าจิตรกรรวบรวม ใคร่ครวญ ทำความเข้าใจ และเกิดแรงบันดาลใจได้จากทุกแง่มุมและทุกระดับชั้น

ในเวลาแค่ห้าปีสั้นๆ ตอนแรกลู่เซิ่งมีกฎสามกฎเท่านั้นที่ใกล้เคียงกับระดับรวมตัวเป็นสัญญะ

ทว่าห้าปีให้หลัง อย่างน้อยเขาก็มีมากกว่าร้อยกฎที่ใกล้เคียงกับระดับรวมตัวเป็นสัญญะ

นี่คือความพยายามร่วมกันของจิตรกรนับไม่ถ้วน

จิตรกรเหล่านี้ไม่ได้ฝึกฝนกายเนื้อ หากใช้ความตั้งใจทั้งหมดไปกับการฝึกฝนจิตวิญญาณ นี่เทียบเท่ากับใช้ดีปบลูในเวอร์ชันที่อ่อนแอลงหรือกลุ่มมันสมองที่มีจำนวนมหาศาลแบบฟรีๆ

ตอนแรกลู่เซิ่งนึกว่า เวลาจะดำเนินต่อไปแบบนี้อย่างสงบสุข เขาทำความเข้าใจกฎต่อไป หัตถ์สีเงินและเนตรแห่งเทพจัดการแข่งขันใหญ่ๆ ต่อไป

ทว่าโทรศัพท์ที่มาจากจัวซือชิ่งผู้เป็นพ่อก็ได้ทำลายจังหวะการใช้ชีวิตที่สบายๆ ผ่อนคลายแบบนี้ลงโดยสมบูรณ์

หลังรับโทรศัพท์ ลู่เซิ่งรีบกลับบ้านเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน

...

บนโซฟาในห้องรับแขกอันกว้างขวาง ชายชราร่างบึกบึนที่มีผมหงอกและยันไม้เท้าไว้อันหนึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามจัวซือชิ่ง

ใบหน้าของชายชรามีส่วนคล้ายจัวซือชิ่งอยู่เจ็ดแปดส่วน เหมือนกับเป็นเวอร์ชันชราของจัวซือชิ่ง

ชายฉกรรจ์ใส่แว่นดำสี่ห้าคนที่สวมเกราะกันกระสุนสีดำและสะพายกระเป๋าไว้เต็มเอวและหลัง ล้อมอยู่รอบๆ คนทั้งสอง เหมือนจะเป็นบอดี้การ์ดของชายชรา

“จัวซือชิ่ง เรื่องราวมาถึงขั้นนี้แล้ว แกยังจะหนีอยู่อีกเหรอ” ชายชราจับจ้องมองบุตรชายที่ผุดสีหน้าเคร่งขรึมบนโซฟาด้วยดวงตาคมกริบ

“แกหนีมาหลายปีแล้ว นึกว่าจะหลุดจากอำนาจของตระกูล และใช้ชีวิตสุขสบายโดยไม่ต้องสนใจอะไรก็ได้จริงๆ งั้นเหรอ หรือควรบอกว่า แกคิดว่าตัวเองกับลูกนอกสมรสนั่นแค่ปลอมชื่อเปลี่ยนแซ่แล้ว ก็จะหลบเลี่ยงหน้าที่และสายเลือดของตระกูลได้งั้นเหรอ?!”

“ฝันไปเถอะ!” เสียงของชายชราเฉียบขาดมีพลัง สั่นสะเทือนห้องรับแขกจนสั่นไหว

“แล้วพ่ออยากให้พวกเราทำอะไร” จัวซือชิ่งไม่เคยเอาจริงเอาจังเท่าตอนนี้มาก่อน

ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขามองโลกในแง่ดี ไม่ค่อยเอาจริงเอาจัง ทำตัวตลกโปกฮา และทำให้คนอื่นปวดหัวเสมอ จุดไหนที่คนอื่นๆ อับอายที่สุด เขาจะชอบวาดจุดนั้นมากที่สุด

ดังนั้นแม้ภาพของเขาจะไม่เลวจริงๆ แต่ก็ยังเอาชนะในระดับเขตไม่ได้

ชายชรามองจัวซือชิ่ง น้ำเสียงค่อยๆ อ่อนโยนลง

“พี่แกป่วยตายไปแล้ว กลับมาเถอะ พ่อต้องการแก ตระกูลต้องการแก”

“ผมยังมีเสี่ยวอวี่...”

“แล้วซีซีล่ะ ซีซีก็เป็นลูกสาวของแกไม่ใช่เหรอไง” ชายชราเอ่ยด้วยเสียงเย็นชาอีกครั้ง “ตอนนั้นแกไม่พอใจงานแต่งงานที่ตระกูลกำหนดให้ แกก็เลยหนีไป แต่แกเคยคิดบ้างไหมว่าลูกกำพร้าที่ทิ้งไว้จะใช้ชีวิตยังไง แกพาลูกนอกสมรสตะลอนไปทั่ว แล้วลูกสาวแกจะทำยังไง ไม่มีพ่อตั้งแต่เด็ก ถูกคนในบ้านสั่งสอนฉอดๆๆ...”

“พอได้แล้ว!” จัวซือชิ่งตะโกน “เสี่ยวอวี่เป็นลูกผม ผมไม่มีทางทิ้งเขา! ถ้าจะให้ผมกลับไป เขาจะต้องกลับไปด้วย!”

ชายชรานิ่งไป

“ถ้าแกยังยืนกราน ก็ได้ ฉันตอบรับแก แต่ว่าจัวเจิ้นอวี่จะต้องสละสิทธิ์สืบทอดทั้งหมดของตระกูลจัว แกจะมองมันเป็นลูกก็ได้ แต่ว่าจะต้องตัดความสัมพันธ์เครือญาติกับตระกูลจัวในทางกฎหมายทิ้ง! ไม่อย่างนั้น แกรู้จักฉันดี ถ้าฉันจะให้พวกแกพ่อลูกทนทรมาน ยังไงก็มีวิธี นอกจากนั้น ยังไงก็เป็นแค่ลูกนอกสมรส ต่อให้ตายที่ไหนก็ไม่มีใครรู้อยู่แล้ว”

จัวซือชิ่งก้มหน้าหลับตา ใช้สองมือปิดหน้า

“ได้ ผมรับปากพ่อ เสี่ยวอวี่จะไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ กับตระกูลจัว แต่เขาจะเป็นลูกผมตลอดไป”

              ..............................................
ตอนที่ลู่เซิ่งกลับถึงบ้าน ในบ้านก็ว่างเปล่าแล้ว เหลือแต่จัวซือชิ่งที่นั่งสูบบุหรี่มวนแล้วมวนเล่าอยู่บนโซฟาเพียงลำพัง

เขาได้ยินเสียงปิดประตูตอนที่ลู่เซิ่งกลับถึงบ้าน แต่ไม่ได้สนใจ

“รีบร้อนเรียกผมกลับมามีอะไรเหรอ” ลู่เซิ่งเดินไปนั่งลงบนโซฟา

จัวซือชิ่งมองเขาแวบหนึ่ง

“ไม่มีอะไร แค่อยู่ๆ ก็อยากเจอแกแค่นั่นแหละ”

“เหอะๆ งั้นผมกลับละนะ” ลู่เซิ่งลุกขึ้นและกล่าวอย่างเอือมระอา

“เรื่องนี้แกไม่ต้องรู้เยอะเกินไปหรอก พ่อจะจัดการเอง แกตั้งใจเรียนไปเถอะ” จัวซือชิ่งเอ่ยเสริม

“ครับ ผมรู้แล้ว ปีนี้มหาวิทยาลัยไห่หยางเปิดรับสมัครนักเรียนใหม่ รับสมัครเกือบสองเท่าแน่ะ มหาวิทยาลัยก็แบบนี้แหละ ไม่ได้คุ้มค่าเท่าไหร่” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างไม่นำพา

“ไม่เป็นไร แค่ตั้งใจเรียนก็พอ” จัวซือชิ่งไม่พูดอะไรมากอีก แต่ก็ไม่ได้สูบบุหรี่เช่นกัน ลุกขึ้นและดับก้นบุหรี่ “พ่อจะทำอะไรให้แกกินสักหน่อย แกเดินทางมาเหนื่อยๆ กลับบ้านยังไม่ทันพักผ่อนเลย”

“ก็ได้ ผมเอาแกงปลาผักเปรี้ยวก็แล้วกัน” ลู่เซิ่งเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

พอเห็นจัวซือชิ่งลุกขึ้นเข้าครัว ลู่เซิ่งที่พิงโซฟาก็เปลี่ยนเป็นท่วงท่าสบายๆ หยิบโทรศัพท์ออกมากดปุ่มหลายปุ่ม ก่อนจะนำมาจ่อกับหู

ไม่นาน ในโทรศัพท์ก็มีเสียงผู้หญิงที่ไพเราะดังมา

“ตรวจสอบเรียบร้อยแล้วค่ะ สถานการณ์อย่างเป็นรูปธรรมคือครอบครัวตระกูลจัวต้องการรับจัวซือชิ่งไปรับสืบทอดกิจการของตระกูลต่อ เพิ่งไปถึงบ้านของคุณเมื่อก่อนหน้านี้สักพักค่ะ”

ลู่เซิ่งถามคำถามที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องอีกสองสามประโยคอย่างอดทน ไม่นานก็เลิกสนใจ

ตระกูลจัวนี้มีอำนาจพอใช้ได้ คิดจะรับจัวซือชิ่งที่เป็นพ่อผู้ใช้การไม่ได้ไปเหรอ เขาแทบถวายใส่พานให้เลยล่ะ

เมื่อเป็นแบบนี้เขาก็คร้านจะปิดบังตัวตนอีก บอกเลยดีกว่าว่าตนจะไปเข้ามหาวิทยาลัยนอกเมือง

หลังยุ่งอยู่สักพักหนึ่ง ไม่นานแกงปลาผักเปรี้ยวและกับข้าวอย่างอื่นก็วางอยู่ด้านหน้าลู่เซิ่ง

“กินเถอะ อีกสักพักพ่ออาจจะออกไปด้านนอก ถ้าลูกไม่เจอพ่อให้โทรศัพท์หาเอานะ” จัวซือชิ่งส่งรายการหมายเลขโทรศัพท์แผ่นหนึ่งที่เขียนไว้แล้วให้แก่ลู่เซิ่ง

ลู่เซิ่งคร้านจะสนใจเรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้งอย่างเรื่องครอบครัว ขอแค่ไม่มาขวางเขา เขาก็ไม่สนใจว่าผู้เป็นพ่อจะทำอะไร

ทั้งสองคนกินมื้อเที่ยงอย่างอึมครึม หลังล้างจานชามเสร็จ จัวซือชิ่งก็เข้าไปนอนหลับในห้องเพียงลำพัง

ลู่เซิ่งตรวจสอบพลังฝึกปรือในปัจจุบันของตน เขาฝึกเคล็ดโปรยน้ำค้างกลางสวนบูรพาในสารทฤดูถึงระดับที่สองแล้ว

เมื่อประสานกับตราสัญญะสามชนิดของตัวเอง เคล็ดวิชานี้กำลังก่อให้เกิดผลอันน่าอัศจรรย์จำนวนมากเกี่ยวกับดินและวิญญาณที่อุดมสมบูรณ์ โดยใช้ความอุดมสมบูรณ์เป็นหลัก

ลู่เซิ่งรู้สึกว่าไม่ว่าตนจะทำอะไร มิติรูปจิตในจิตวิญญาณของตนก็จะขยายใหญ่อย่างรวดเร็ว หนำซ้ำเริ่มจะควบคุมสิทธิ์ที่อยู่ด้านในได้แล้วด้วย

สิ่งก่อสร้างจำนวนมากผุดขึ้นจากพื้น ถนนหลายสายพากันตั้งตระหง่าน

ลู่เซิ่งเริ่มดูดซับสัตว์ปีกบางส่วนจากด้านนอกเข้ามา

นอกจากของบางส่วนที่มีน้อยสุดขีดแล้ว มิติรูปจิตได้แต่ดูดซับวัตถุเรื่องราวที่จับต้องไม่ได้ นกเหล่านี้จึงอยู่ในสภาพวิญญาณ

ปัจจุบันลู่เซิ่งออกแบบสิ่งของทั้งหมดในมิติรูปจิตด้วยตัวเอง

นอกจากนั้นหลังจากจานประกายโรจน์สร้างตราสัญญะสามชนิดแล้ว เมื่อโคจรดูจริงๆ ลู่เซิ่งก็ควบคุมโลกรูปจิตได้ดีขึ้นเรื่อยๆ

ก่อนหน้านี้ได้แต่พาศพของตัวเองลอยไปลอยมา มาตอนนี้กลับควบคุมภูมิประเทศในขั้นเบื้องต้นได้แล้ว

แมลงบางส่วนและสัตว์อย่างพวกกระต่ายที่ถูกดูดเข้ามาอย่างต่อเนื่องใช้ชีวิตอย่างสุขสบายอยู่ในโลกรูปจิต ยังไม่มีศัตรูทางธรรมชาติชั่วคราว

ลู่เซิ่งได้สติกลับมา ก่อนจะอ่านข้อมูลและเบื้องลึกเบื้องหลังของตระกูลจัวดู ไม่พบว่ามีปัญหาอะไร หลังกินข้าวเสร็จ เขาก็ออกจากบ้านอีกครั้งในตอนบ่าย

ครั้งนี้หลังจากเนตรแห่งเทพรุมโจมตีหัตถ์สีเงินอย่างรุนแรง ทั้งสองฝ่ายก็สู้กันอย่างดุเดือดเป็นพิเศษ

เขาต้องไปควบคุมสถานการณ์ใหญ่ด้วยตัวเอง

ลู่เซิ่งที่ออกจากเมืองทุ่มสมาธิกับการทำความเข้าใจกฎจำนวนมากต่อ และจัดการแข่งขันนิทรรศการภาพวาดหัวข้อหลักขึ้นใหม่

ตอนนี้กฎมากกว่าร้อยชนิดของเขาใกล้จะสมบูรณ์แล้ว แต่ในเมื่อมีแรงงานฟรีมากมายขนาดนี้ ลู่เซิ่งก็ไม่มีเหตุผลให้ไม่ใช้

ดังนั้นเขาจึงนำกฎเกณฑ์ทั้งหมดที่ตนนึกออก มาเป็นหัวข้อหลัก เพื่อดูว่าจะหลอมรวมเข้ากับโลกรูปจิตของตัวเองได้หรือไม่

คิดจะเลื่อนสู่ขอบเขตลวงตา ต้องใช้กฎพื้นฐานแค่เก้ากฎเท่านั้น แต่ลู่เซิ่งรวมกฎที่รวมได้ทั้งหมดในคราวเดียว เพื่อดูว่าจะเกิดผลลัพธ์อะไรขึ้น

เวลาผ่านไปอีกครึ่งปีในพริบตาเดียว

ลู่เซิ่งได้ทำความเข้าใจกฎเพิ่มถึงสามร้อยกว่ากฎ เป็นกฎพื้นฐานแทบทั้งหมด

การทำความเข้าใจสาขาวิชาต่างๆ เช่น ฟิสิกส์พื้นฐาน ดาราศาสตร์พื้นฐาน และชีววิทยาพื้นฐานล้วนอยู่ในนี้

โลกรูปจิตทั้งใบมีความเป็นธรรมชาติขึ้นกว่าเดิม

ทางเนตรแห่งเทพสู้กับหัตถ์สีเงินหลายครั้ง ยังไม่อาจชิงความได้เปรียบได้ เลยยอมเป็นน้ำบ่อไม่ก้าวก่ายน้ำคลอง สองฝ่ายต่างจัดการแข่งขันของใครของมัน

ทุกๆ ปีทั่วโลกจะมีจิตรกรจำนวนเหลือคณานับเข้าร่วมการแข่งขันระดับประเทศสองการแข่งขัน เพื่อชิงของรางวัลกับสวัสดิการเหล่านั้น

ทุกสิ่งเดินสู่ครรลองที่ถูกต้อง ลู่เซิ่งทำความเข้าใจกฎเกณฑ์ได้พอสมควรแล้ว กฎเกณฑ์พื้นฐานอาศัยการระดมสมองจนสำเร็จไปมากกว่าครึ่ง จากนั้นเขาก็เริ่มให้คนรวบรวมวัตถุยุคโบราณที่มีความเก่าแก่ทุกชนิดต่อทันที

การฝึกฝนเรียบร้อยดี ส่วนพลังอาวรณ์เป็นสิ่งที่ต้องสั่งสม

เวลาผ่านไปทีละวันๆ อย่างสงบสุขเช่นนี้

...

ฝนตกปรอยๆ ลงมาจากฟากฟ้า กระทบกับร่มน้อยที่ลู่เซิ่งกางอยู่

ลู่เซิ่งยืนอยู่ตรงกลางเมืองที่มีความเก่าแก่โบราณ พร้อมกับมองดูผู้อยู่อาศัยกะปริบกะปรอยที่กำลังหลบฝนอยู่ใต้ชายคา

ที่นี่เป็นมิติรูปจิตของเขา มิติในตอนนี้ใหญ่กว่าก่อนหน้านี้อย่างน้อยหลายร้อยเท่าตัว ลู่เซิ่งรับสิ่งมีชีวิตจำนวนไม่น้อยเข้ามาจากศูนย์

สิ่งมีชีวิตเหล่านี้มีทั้งสัตว์มีทั้งคน หลังจากลู่เซิ่งมีอำนาจควบคุมมิติเพิ่มขึ้น พวกเขาก็ได้ความสามารถที่จะไม่ถูกโลกรูปจิตกลืนกิน

ความจริงคนจำนวนมากในนี้เป็นคนใกล้ตาย บนร่างมีโรคที่รักษาไม่ได้ หรือไม่ก็กายเนื้ออ่อนแอ แต่จิตวิญญาณยังอยู่ได้อีกนาน

เนื่องจากมิติรูปจิตได้แต่ดูดซับสสารจำนวนน้อย ลู่เซิ่งจึงตั้งใจดูดจิตวิญญาณของคนเหล่านี้เข้ามา เป็นเพราะไม่มีอันตราย

มิติรูปจิตคึกครื้นยิ่งกว่าเดิมหลังจากมีคนหลายร้อยคนทยอยเข้ามา

ดูไม่เหมือนกับโลกใบเล็กๆ ที่รกร้างพิสดารอย่างก่อนหน้า หากเหมือนกับถ้ำฟ้าลี้ลับหรือไม่ก็ดินแดนลับแลแห่งหนึ่งมากกว่า

‘เราทำความเข้าใจกฎของแสงและความร้อนพื้นฐานจนปรุโปร่งแล้ว แต่ยังไม่ได้ทำความเข้าใจธรรมชาติของการลุกไหม้ ถ้าทำไม่ได้ ที่นี่ก็ยังบกพร่องหลายสิ่งหลายอย่าง’ ลู่เซิ่งเงยหน้ามองท้องฟ้า ชั้นเมฆหนาเป็นสีเทาเหมือนตะกั่ว

เขาสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงอันน้อยนิดในมิติอย่างเลือนราง

“ภาพนั้นยังเติมเต็มไม่เสร็จอีกเหรอ” เขาถามเสียงเบา “ต้องรีบเร่งมือแล้ว...” ภาพวาดมารเป็นสิ่งที่เขาสร้างขึ้นมาเอง ย่อมสัมผัสถึงสภาพของมันได้อย่างชัดเจน

เขาในตอนนี้ใช้ดีปบลูเรียนรู้ศิลาฐานทั้งเก้าได้ตลอดเวลา เพียงแต่ขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกอะไร หากศิลาฐานเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ก็จะทำให้โลกโคจรตามธรรมชาติอย่างเป็นทางการ ถึงตอนนั้นธรรมชาติของโลกจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

สุดท้ายก็จะกลายเป็นดินแดนแห่งการบ่มเพาะที่ใช้พลังของเขาเป็นแกนกลาง

ขอบเขตลวงตาเกิดขึ้นแบบนี้นี่เอง ในระหว่างการหลับลึกอันยาวนาน ผู้เข้มแข็งระดับชูศัสตราที่อยู่ในดินแดนแห่งการบ่มเพาะจะได้รับการบ่มเพาะอย่างต่อเนื่องจนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางคุณสมบัติและเลื่อนระดับในที่สุด จากนั้นก็จะใช้โลกรูปจิตคืนพลังให้ร่างหลัก นี่คือขั้นตอนสำคัญในการบรรลุขอบเขตลวงตา

‘สร้างวัฏจักรธรรมชาติให้เสร็จก่อน จากนั้นค่อยเร่งการวิวัฒนาการในเวลาที่จำเป็น...’ ลู่เซิ่งใช้ความคิด พลันหลุดออกจากโลกรูปจิต กลับสู่ความเป็นจริง

ในความเป็นจริง เขานั่งอยู่ในคฤหาสน์ที่ซื้อเอาไว้ในเมืองหลวงของสหพันธรัฐ

ในห้องสมุดนอกจากเขาแล้ว ยังมีคนอีกสองคน

สองคนนี้ก้มศีรษะคุกเข่ารออยู่ด้านหน้าอย่างนอบน้อม คนหนึ่งเป็นชายวัยกลางคนผมหงอกขาว แต่งตัวเหมือนกับสุภาพบุรุษชรา

อีกคนมีร่างสูงใหญ่ กล้ามเนื้อบนร่างบึกบึน ไว้ผมสั้นเตียน ดูเหี้ยมเกรียม

“ยังไม่ไปอีกเหรอ” ลู่เซิ่งมองทั้งสองอย่างไม่ใส่ใจ

“ถ้านายท่านไม่สั่ง พวกเราก็ไม่กล้าไปไหนขอรับ”

“ทุกอย่างฟังคำสั่งของนายท่าน ขอรับ”

ทั้งสองกล่าวเบาๆ อย่างเคารพ

ลู่เซิ่งยิ้ม

“ห้าปรมาจารย์จิตรกรระดับตำหนักของหัตถ์สีเงินไม่ใช่ว่าจะหาคนอื่นมาแทนไม่ได้ พวกคุณที่เป็นจอมอาวุโสทำให้ฉันผิดหวังเหลือเกิน”

เหงื่อผุดออกมาจากหน้าผากของทั้งสองอย่างหนาแน่น พวกมันรวมตัวเป็นเส้นเล็กๆ หลายสายแล้วไหลลงมา แต่กลับไม่กล้าปาดเช็ดออก

พวกเขาต่างเป็นหนึ่งในจิตรกรระดับชั้นนำที่แข็งแกร่งที่สุดของโลก พวกเขาที่พลังถือว่าเป็นลำดับที่สองได้อย่างสมศักดิ์ศรี ได้สร้างองค์กรขนาดใหญ่ที่มีชื่อว่าหัตถ์แห่งประกายนิลขึ้นมาด้านนอก

หัตถ์แห่งประกายนิลเป็นองค์กรใต้อาณัติของหัตถ์สีเงิน การคัดเลือกสมาชิกไม่ได้เข้มงวดเท่าหัตถ์สีเงิน แต่กลับเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ที่สุดที่ควบคุมขุมกำลังของโลกในระดับลึกสุด

ผู้รับผิดชอบสองคนนี้มีร่องรอยจงใจยั่วยุให้เนตรแห่งเทพลงมือเพราะเกิดความขัดแย้งกับอีกฝ่ายอย่างรุนแรง

สุดท้ายทำให้องค์กรใหญ่สององค์กรเกิดการต่อสู้ครั้งใหญ่ ทูตอาภรณ์โลหิตซึ่งเป็นสมาชิกสายต่อสู้ที่องค์กรบ่มเพาะขึ้นมานำกลุ่มออกปฏิบัติการณ์ แถมยังมีการใช้กลุ่มยานเกราะของสองกองทัพระหว่างทางจนเกือบจะเกิดศึกใหญ่ระดับประเทศ

พอเรื่องราววุ่นวายขึ้น ลู่เซิ่งจึงต้องรีบลงมือสะกดไว้ สังหารผู้รับผิดชอบระดับสั่งการทิ้งกลุ่มหนึ่ง หลังจากศีรษะคนกลิ้งตกพื้น ก็ไม่มีใครกล้าก่อปัญหาอีก

ขอบอกไว้ก่อนว่าระดับสูงของหัตถ์แห่งประกายนิลในตอนแรกไม่ได้มีแต่สองคนนี้ แต่มีทั้งหมดสิบสามคน

“สังคมต้องการเสถียรภาพ ใจคนต้องการสันติภาพ ถ้าเนตรแห่งเทพไม่ได้เป็นฝ่ายยั่วยุก่อน พวกเราก็ไม่ต้องลงมือ” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างราบเรียบ “ทางสหประชาชาติ พวกคุณรู้ว่าควรทำอะไร บริจาคเงินส่วนหนึ่งให้รัฐบาลของแต่ละประเทศซะ แล้วให้สมาชิกสภาของพวกเราเกลี้ยกล่อม ส่วนความคิดเห็นของสาธารณะอะไรปิดได้ก็จงปิดไว้ อะไรชี้นำได้ก็จงชี้นำ ฉันต้องการให้เรื่องนี้เรียบร้อยภายในสามวัน”

“ขอรับ!” ทั้งสองคนรีบพยักหน้าขานตอบ

ลู่เซิ่งมองดูอย่างขยะแขยง

หลังจากใช้ด้ายกระตุ้นวิญญาณยกระดับคุณสมบัติร่างกายของจิตรกรเหล่านี้แล้ว เขายังได้สร้างทักษะการสังหารขึ้นมาอีกชุด แล้วเอามารวมกับความสามารถการสร้างภาพวาดอันลี้ลับที่มีเฉพาะในหมู่จิตรกร จนกลายเป็นระบบลอบสังหารครบชุดที่แข็งแกร่งถึงขีดสุด

จิตรกรบางคนเริ่มเปลี่ยนภาพวาดที่แข็งแกร่งที่สุดของตัวเองเป็นลวดลายต่างๆ แล้วประทับเข้ากับร่าง เสื้อผ้า หรือไม่ก็อาวุธของตัวเอง

ภาพวาดสามารถกระตุ้นจิตใจคน สามารถล่อลวงประสาทสัมผัสทั้งห้า ทำให้อารมณ์คนปั่นป่วนได้ เมื่อใช้องค์ประกอบเหล่านี้อย่างเต็มที่ พวกจิตรกรใต้ดินก็จะมีเพิ่มขึ้นอย่างมาก

แต่เป็นเพราะสาเหตุนี้ ทำให้โลกจิตรกรใต้ดินเกิดความทะยานอยาก สองสามปีที่ผ่านมา ลู่เซิ่งเริ่มสะกดไม่ไหวบ้างแล้ว

เขาควบคุมเหล่าปรมาจารย์ภาพวาดระดับสูงได้ แต่จัดการระดับกลางถึงต่ำด้วยตัวเองไม่ได้ เนื่องจากจิตรกรระดับกลางถึงต่ำมีจำนวนเยอะเกินไป แถมจิตใจทะเยอทะยานก็ขยายตัวด้วยความเร็วสูง หากถ่ายทอดคำสั่งจากเบื้องบนลงไป ก็มักจะเกิดการแข็งข้อและการต่อต้านอยู่เนืองๆ

              ..............................................
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ

ความคิดเห็น