566-570
ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง ระบบโกงสกิล
บทที่ 566ถึง570
‘อย่างนั้นวิธีการเจาะทะลวงก็คือต้องปรับตัวเข้ากับกฎเกณ์ของที่นี่ด้วยความเร็วสูงสุด เพื่อยืดเวลาออกไปจากนั้นก็หาจุดอ่อนของมิติแห่งนี้แล้วทำลายออกไป! ตัวเจ้าแห่งอาวุธกับจุดเข้าออกของที่นี่น่าจะเป็นจุดอ่อนเพียงหนึ่งเดียวของที่นี่’
ลู่เซิ่งเข้าใจแล้ว โลกมารจิตมีระดับความแข็งแกร่งเหนือโลกธรรมดา ถึงขั้นที่ต้าอินก็ยังไม่แข็งแกร่งเท่าโลกใบน้อยแห่งนี้
การใช้ไม้แข็งไม่มีประโยชน์ วิธีการเพียงหนึ่งเดียวคือปรับตัวเข้ากับที่นี่ จากนั้นค่อยหาจุดเข้าออก
‘พลังสายฟ้าหรือ...’ ลู่เซิ่งเริ่มหวนนึกถึงวิชาและพลังทั้งหมดที่เกี่ยวกับสายฟ้าที่ตนได้ฝึกฝนมาโดยตลอด
ไม่นานวิชาหมัดที่ฝึกฝนการควบคุมสายฟ้าก็ปรากฏขึ้นในใจเขา
‘บังเอิญเรามีความมั่นใจด้านการฝึกฝนวิชาพอดี’ ลู่เซิ่งเลียริมฝีปากพร้อมกับกวาดตามองพลังอาวรณ์จำนวนมากที่ยังเหลืออยู่
‘ดีปบลู!’
เขานึกในใจ
...
โลกมารจิต
ราชาอริยะที่หนึ่งลอยอยู่กลางอากาศ รอบๆ ตัวมีควันสีดำลุ่มใหญ่ลอยวนเวียน พลังสายฟ้าถูกกดข่มโดยสมบูรณ์เมื่ออยู่ที่นี่
‘นึกไม่ถึงว่าเจ้าสำนักมารกำเนิดจะเป็นเจ้าแห่งอาวุธที่บรรลุโลกศัสตราแล้ว ครั้งนี้คำนวณผิดพลาดจริงๆ การเป็นศัตรูกับเจ้าแห่งอาวุธคนหนึ่งส่งผลเสียต่อสถานการณ์ของสำนักอริยะ...ดูเหมือนจะได้แต่ตัดใจฆ่าทิ้งแล้ว’
ราชาอริยะที่หนึ่งผุดสีหน้าเคร่งขรึม
การต่อสู้กันระหว่างเจ้าแห่งอาวุธคือการทำลายโลกศัสตราของกันและกัน ใครที่ทำลายออกมาได้ก่อน ผู้นั้นจะกลายเป็นผู้ชนะ
และวิธีการทะลวงโลกศัสตราก็คือการหาจุดเข้าออกของเจ้าแห่งอาวุธให้เจอโดยเร็วที่สุด แล้วเจาะทะลวงก่อนที่ตนจะถูกกฎเกณฑ์ทำให้อ่อนแอลงและถูกทำลาย
โลกศัสตรากับตัวตนของเจ้าแห่งอาวุธมีความข้องเกี่ยวกันอยู่ เกิดว่าถูกเจาะ ร่างหลักก็จะปรากฏอาการบาดเจ็บที่ค่อนข้างรุนแรงทันที
ราชาอริยะอันดับหนึ่งเดินอยู่กลางอากาศของโลกสีดำสนิทแห่งนี้ พลางก้มมองดูซากปรักหักพังและเศษหินผืนใหญ่เบื้องล่าง
‘เป็นแค่เจ้าแห่งอาวุธที่เพิ่งเลื่อนระดับ กฎเกณฑ์ที่บรรลุย่อมมีน้อย สามสี่กฎเกณฑ์ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว ดูจากร่างหลักของลู่เซิ่ง เขาน่าจะถนัดการต่อสู้ด้วยกายเนื้อที่สุด และน่าจะมีกฎเกณฑ์ปราณมารเช่นกัน กฎเกณฑ์การฝึกฝนร่างกายก็น่าจะมีด้วย...’ ราชาอริยะที่หนึ่งเริ่มหลับตาและลองใช้พลังของตัวเองเลียนแบบกฎเกณฑ์ในสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของที่นี่อย่างตั้งใจ
ความจริงกฎเกณฑ์ของโลกศัสตราที่ว่านั้นเกิดจากกฎเกณฑ์ที่ร่างหลักของอริยะเจ้าบรรลุ
ความจริงโลกศัสตราไม่ใช่โลกที่แท้จริง หากเป็นผลรวมของการบรรลุที่เจ้าแห่งอาวุธแสดงออกมาเอง
เหมือนกับที่ราชาอริยะที่หนึ่งมีความเข้าใจต่อสายฟ้าล้ำลึกถึงขีดสุด ดังนั้นสายฟ้าแค่สายเดียวในโลกศัสตราของเขาจึงแข็งแกร่งสุดเปรียบปาน
นอกจากนั้นเขายังมีความรู้อย่างลึกซึ้งถึงขีดสุดต่อวิชากระบี่และวิชาดาบเช่นกัน แต่ไม่ได้เรียนรู้วิชาหอก
ดังนั้นเขาจึงใช้วิชากระบี่และวิชาดาบได้อย่างเป็นอิสระในโลกศัสตราของตัวเอง แต่ไม่สามารถใช้วิชาหอกที่ค่อนข้างสูงล้ำได้
เกิดว่ามียอดฝีมือวิชาหอกเข้าไป ก็จะถูกพันธนาการความสามารถทั้งหมดเอาไว้
โลกศัสตราเพียงอนุญาตให้ขอบเขตความสามารถที่เกี่ยวข้องกับเจ้าแห่งอาวุธดำรงอยู่เท่านั้น ขอบเขตทั้งหมดที่เจ้าแห่งอาวุธไม่เชี่ยวชาญจะได้รับการสะกดในระดับสูงสุด
นี่จึงเป็นความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเจ้าแห่งอาวุธ
ลากคู่ต่อสู้เข้าสู่ขอบเขตที่ตัวเองเชี่ยวชาญ ทำให้อีกฝ่ายได้แต่ใช้พลังและความสามารถที่เหมือนกับตัวเอง จากนั้นค่อยใช้ประสบการณ์ที่เต็มเปี่ยมของตนเองเอาชนะอีกฝ่าย
นอกจากนั้นทั้งหมดนี้ต้องบวกกับสภาพด้านลบที่น่ากลัวซึ่งสามารถลดทอนพลังชีวิตได้ตลอดเวลาเข้าไปด้วย
ราชาอริยะที่หนึ่งเป็นปีศาจเฒ่าที่อยู่มาสี่พันกว่าปี ขอบเขตที่ถนัดจึงมีอยู่ไม่น้อย กฎเกณฑ์ที่เชี่ยวชาญก็มีมากมายเช่นกัน ไม่นานก็เริ่มเข้าใจปราณมาร และการฝึกฝนร่างกายทางกายเนื้อ
หลังเริ่มเข้ากฎเกณฑ์สองชนิด เขาก็เปลี่ยนแปลงพลังในร่าง โดยจำลองปราณมารออกมาปกคลุมผิว พลันลดการสะกดและลดพลังที่สภาพแวดล้อมส่งผลต่อเขาได้อย่างใหญ่หลวง
‘จากนี้มาดูกันต่อ หลังจากทำความเข้าใจกฎเกณฑ์อื่นๆ ที่เหลืออยู่เรียบร้อย จะเป็นเวลาตายของเจ้า’
ราชาอริยะที่หนึ่งยิ้มพลางยื่นนิ้วชี้ออกมาฉีกความว่างเปล่าด้านหน้าเบาๆ
แคว่ก
เส้นสายกฎเกณฑ์ผืนใหญ่ปรากฏออกมาให้เห็น นี่เป็นวิชาทดสอบพลังชนิดพิเศษที่เขาสร้างขึ้นด้วยตัวเอง สามารถใช้ทดสอบจำนวนกฎเกณฑ์ที่เหลืออยู่ในโลกศัสตราได้
เส้นสายกฎเกณฑ์ของปราณมารสีดำผืนแรกค่อยๆ ปรากฏขึ้น นี่เป็นเส้นสายสีดำจำนวนมากที่เหมือนกับสาหร่าย กำลังแปรปรวนตามจังหวะบางอย่าง
‘ฝึกแปดวิถีมารสูงสุดเป็นหลักหรือ เคยเห็นวิชามารวิชานี้มาสมัยท่องเที่ยวในต้าซ่งเมื่อนานนมมาแล้ว กลับไม่เลวนัก’ ราชาอริยะที่หนึ่งมีสีหน้าผ่อนคลาย ก่อนจะดึงนิ้วชี้ลงด้านล่างต่อ
ถัดจากนั้นก็คือเส้นสายสีเขียวอ่อน
‘นี่น่าจะเป็นกฎของไฟหยิน เป็นการฝึกฝนหลัก ไม่เลว’
ราชาอริยะที่หนึ่งดูต่อไปโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง
พอลากนิ้วเป็นครั้งที่สาม สิ่งที่ปรากฏออกมาก็กลายเป็นเส้นสายสีเนื้อจากการฝึกฝนร่างกายและวิชาแข็งกร้าว
‘ฝึกได้ไม่เลวนี่ หลอมรวมวิชาแข็งกร้าวมากมายเป็นหนึ่ง ทั้งยังสร้างวิชาขึ้นเองจนไม่มีร่องรอยให้สืบสาวอีก ทำให้ข้าที่คลำทางดูเปลืองแรงไม่น้อยทีเดียว’ ราชาอริยะที่หนึ่งเผยสีหน้าชื่นชม
‘ดูต่อไป’
เขาลากนิ้วลงด้านล่างต่อ
‘นี่คือวิชากระบี่ ไม่เลวๆ’
‘นี่คือวิชาดาบ ไม่เลวเหมือนกัน ระดับความรู้ล้ำลึกมาก’
‘เอ๋ นี่คือการคุมน้ำ ยังฝึกสิ่งนี้เป็นหลักด้วยหรือ’
‘ยังมีการปรุงยา...เอ่อ...นึกไม่ถึงว่าจะมีสิ่งที่ข้าไม่ถนัดด้วย’
‘นี่คือพิษ...เขาฝึกฝนกี่วิชากันแน่?!’
‘วิชาฝ่ามือ?’
‘วิชาหมัด?’
‘พลังวิญญาณ นี่คืออะไรกัน’
‘ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าแห่งอาวุธที่เพิ่งเลื่อนระดับขึ้นมาใหม่อย่างเจ้าจะมีกฎเกณฑ์ที่บรรลุมากกว่าข้า!?’
ราชาอริยะที่หนึ่งหน้าเขียวคล้ำอยู่บ้าง กฎเกณฑ์ที่เขาลากออกมา ตนเองเพียงบรรลุไม่กี่ชนิดเท่านั้น แต่กฎเกณฑ์มากมายที่โผล่มากลางอากาศต่อจากนั้น ทำให้เขารู้สึกหวาดกลัว
...
‘สายฟ้า วิชากระบี่ วิชาดาบ พิษ สายน้ำ กฎเกณฑ์หลักทั้งหมดห้าชนิดหรือ’ ลู่เซิ่งใช้คุณสมบัติการเลียนแบบของแก่นหยางหาระบบกฎเกณฑ์หลักของโลกใบนี้ได้แล้ว
‘โลกประหลาดที่เกิดจากการหลอมรวมของกฎเกณฑ์ห้าชนิดนี้ พลังกฎเกณฑ์ของทักษะทั้งหมดที่เหลือล้วนถูกสะกด ที่แท้โลกมารจิตก็ใช้แบบนี้นี่เอง ไม่เลวๆ!’ ลู่เซิ่งปลอดโปร่ง เงยหน้าหัวเราะร่า
ดูจากระดับความสมบูรณ์ของระบบกฎเกณฑ์ในโลกใบนี้ ราชาอริยะที่หนึ่งมีความเข้าใจสูงสุดขีดในขอบเขตห้าขอบเขตนี้ ถึงขั้นไปถึงระดับปฐมพลังเหมือนอย่างไฟหยินของเขาแล้ว
แต่ปฐมพลังของเจ้าแห่งอาวุธมีได้แค่ชนิดเดียวเท่านั้น ปฐมพลังของราชาอริยะที่หนึ่งโดยเปลือกนอกเป็นสายฟ้า ทว่าความจริงพอลู่เซิ่งใช้พลังอาวรณ์สองร้อยหน่วยทำการเรียนรู้ดูก็พบว่า กฎเกณฑ์สายน้ำของที่นี่ต่างหากที่แข็งแกร่งที่สุด
‘เจอแล้ว มันนี่เอง!’ ลู่เซิ่งหัวเราะลั่น ก่อนจะบินไปยังทะเลสาบสีดำขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่อยู่ใจกลางโลก
...
ครึ่งชั่วยามต่อมา...
ราชาอริยะที่หนึ่งทำความเข้าใจเส้นสายกฎเกณฑ์ชนิดที่สิบสองเสร็จด้วยสีหน้าที่เขียวคล้ำ นี่หมายความว่า เขาบรรลุกฎเกณฑ์ส่วนหนึ่งของโลกศัสตราใบนี้แล้ว
กฎเกณฑ์สิบสองชนิด!
การที่ทำถึงขั้นนี้ได้ในระยะเวลาที่สั้นแบบนี้ ถือว่าน่าตกตะลึงพึงเพริดแล้ว
ถ้าหากเผชิญกับเจ้าแห่งอาวุธทั่วไป อีกฝ่ายอาจจะแพ้ตั้งแต่แรกแล้วก็ได้ เจ้าแห่งอาวุธที่เพิ่งเลื่อนขั้นมา โลกศัสตราจะเรียบง่ายถึงขีดสุด สิ่งที่พอจะเรียกได้ว่ากฎเกณฑ์ก็มีแค่สองสามชนิดเท่านั้น
ตามหลักเหตุผล การทำความเข้าใจกฎเกณฑ์ทั้งสิบสองชนิดสามารถสร้างความเสียหายให้แก่เจ้าแห่งอาวุธที่เพิ่งเลื่อนขั้นได้แล้ว ต่อให้เป็นเจ้าแห่งอาวุธขั้นอาวุโสก็ไม่แน่ว่าจะเทียบได้
แต่ว่าจิตใจของราชาอริยะในตอนนี้ยังคงอึดอัดคับข้องอยู่ดี
เขาพ่นลมหายใจออกยาวๆ เฮือกหนึ่ง ก่อนจะหันไปมองเส้นสายกฎเกณฑ์ยาวสิบกว่าหมี่ทุกชนิดที่ลอยอยู่ด้านข้าง
กฎเกณฑ์ทุกชนิดในนี้ลอยเวียนวนไปมาไม่แน่นอน แค่เส้นอักขระก็มีเส้นสายกฎเกณฑ์เกือบห้าชนิดแล้ว แถมทุกชนิดก็ไม่ได้มาจากการศึกษาแบบผ่านๆ หากแต่มีการศึกษาอย่างล้ำลึกมาก่อน
กฎเกณฑ์เช่นนี้ ต่อให้จะเป็นตัวราชาอริยะที่หนึ่ง ก็ไม่สามารถทำความเข้าใจจนปรุโปร่งได้ในเวลาอันสั้น
‘ในเมื่อเป็นแบบนี้...เช่นนั้นก็...ต้องเผด็จศึก!’ สองมือของราชาอริยะที่หนึ่งพลันกลายเป็นปีกสีน้ำเงินในทันที เขากระพือปีกโปรยเงากลุ่มใหญ่อยู่กลางอากาศ
เงาซ้อนกันกลายเป็นปีกขนาดใหญ่กว่าเดิม
‘ในเมื่อเจาะทะลวงไม่ได้ อย่างนั้นก็มาดูกันว่าพลังของใครแข็งแกร่งกว่า!’
ด้านหลังราชาอริยะที่หนึ่งปรากฏวังวนสายน้ำที่ดำสนิทและลึกล้ำนับไม่ถ้วนขึ้นอย่างฉับพลัน วังวนสีดำหลากหลายขนาดจัดเรียงกันกลายเป็นสามเหลี่ยมขนาดมหึมา
...
อาณาจักรอัสนี
บนผืนดินสีดำเกรียมผืนใหญ่ ปราณมารทั่วร่างของลู่เซิ่งได้กลายเป็นไอน้ำสีขาวหมดแล้ว เขาพาลู่หนิงกับจ่างชิงจื่อพุ่งไปยังทะเลสาบขนาดยักษ์ตรงกลาง
“ลู่เซิ่ง”
อยู่ๆ ตรงกลางทะเลสาบไกลออกไปก็มีเงาคนผอมแห้งสีดำอมน้ำเงินค่อยๆ ลอยขึ้นมา
“ออกมาได้แล้วหรือ” ลู่เซิ่งดวงตาคมกริบขึ้น จ้องมองเงาคนพร้อมกับเลียรีมฝีปาก
“ในฐานะผู้อาวุโส สามกระบวนท่า” ราชาอริยะที่หนึ่งชูนิ้วสามนิ้ว “ต่อให้เจ้าสามกระบวนท่า จากนั้นจะเป็นเวลาตายของเจ้า”
“โอหัง!” ลู่เซิ่งยิ้มอย่างเดือดดาล
“เจ้าไม่เข้าใจเลยว่าพวกเราแตกต่างกันขนาดไหน” ราชาอริยะที่หนึ่งเอ่ยอย่างเย็นชา จากนั้นร่างก็ค่อยๆ หลอมละลายกลายเป็นสายน้ำพร้อมกับหยดลงไปในทะเลสาบ
“แตกต่างหรือ” ลู่เซิ่งส่ายหางยาวด้านหลังไปมาช้าๆ พลางแสยะยิ้ม “เช่นนั้นก็ให้ข้า...ได้ทดลองดูหน่อยว่าแตกต่างกันขนาดไหน!”
เสียงเพิ่งขาดลง เขาก็โผพุ่งออกไปทันที
กลืนสมุทร!
ประกายคลื่นของน้ำทะเลสีฟ้าไหลไปทั่วท้องนภา ก่อนจะกระแทกลง ถัดจากนั้นเงาร่างของลู่เซิ่งก็กดทับไปทางราชาอริยะ
“ขัดขืน!” ราชาอริยะกางแขน สายน้ำจำนวนมากรวมตัวกลายเป็นแขนมหึมาสองข้างกลางทะเลสาบ ก่อนจะชกใส่ท้องฟ้า
ตูม!
เกิดเสียงปะทะกันดังสนั่น น้ำทะเลนับไม่ถ้วนสาดกระเซ็น
ลู่เซิ่งใช้มือสี่ข้างถือดาบไว้แน่นพร้อมกับฟันใส่ร่างของราชาอริยะดุจสายฟ้าแลบ แค่วินาทีเดียวก็ฟันออกไปแล้วมากกว่าพันดาบ ทุกๆ ดาบมีไฟหยิน ปราณมาร แรงกดของน้ำทะเล และผลด้านลบนับไม่ถ้วนแทรกอยู่
ทั้งสองฝ่ายสู้กันด้วยความเร็วสูง พุ่งลงไปในน้ำอย่างสะเทือนเลื่อนลั่น
ตูม!
ทันใดนั้นเสียงแหลมเสียดหูก็ระเบิดขึ้นระหว่างคนทั้งสอง
ดาบมารสี่เล่มของลู่เซิ่งตัดเฉือนเยื่อบางสีฟ้าด้านหน้าราชาอริยะอย่างรวดเร็วจนเกิดเสียงทิ่มแทงแหลมคม
“จะให้เจ้าได้เห็นความแตกต่างระหว่างพวกเราเอง!” ราชาอริยะดวงตาสาดแสงน้ำเงิน หนวดสีน้ำเงินขนาดยักษ์สามเส้นโบกออกมาจากด้านหลังเขา แล้วฟาดไปยังข้างลำตัวของลู่เซิ่งอย่างหนักหน่วง
“ฟาดฟันสายพิณ!”
หนวดสามเส้นกลายเป็นแสงสายฟ้าสีน้ำเงินสามสายในทันที จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นประกายดาบสามสายกลางอากาศอีกรอบ ก่อนจะฟันใส่ลู่เซิ่งพร้อมกับเสียงดังสนั่นที่ทำให้สมองคนลั่นอึงอลจนคลื่นไส้อยู่ด้วย
เคร้ง!
ลู่เซิ่งซ้อนดาบสี่เล่มไว้ด้านหน้า แล้วฟันออกไปหลายพันดาบ ป้องกันชิ้นส่วนหลังจากประกายดาบระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ได้อย่างแม่นยำ
“หยุดเวลา!” ราชาอริยะตะเบ็งเสียง แล้วโผล่ขึ้นด้านหลังลู่เซิ่งเหมือนเคลื่อนย้ายในพริบตา
ทุกสิ่งหยุดลงในชั่วอึดใจ จากนั้นเขาก็ฟันดาบใส่คอของลู่เซิ่ง
“แตกต่างกับผายลม!”
ตูม!
หางใหญ่ที่ทรงพลังฟาดใส่ข้างเอวของเขา จนเขากระเด็นลงจากท้องฟ้าเหมือนกระสุนปืนใหญ่ แล้วกระแทกใส่ทะเลสาบ ทำให้เกิดเสาน้ำสูงหลายสิบหมี่พุ่งขึ้นมา
ลู่เซิ่งรวมสี่ดาบเป็นหนึ่ง มือจับดาบยาวเล่มหนึ่งไว้แน่น ใบหน้าครึ่งหนึ่งกลายเป็นหมาป่าน่ากลัว ใบหน้าอีกครึ่งยังคงเป็นมนุษย์
“จบแล้ว” เขาชูดาบดำขึ้นสูง เงาหมาป่ามารร้อยเศียรขนาดมหึมาซึ่งสูงหลายสิบหมี่ปรากฏขึ้นด้านหลัง
“แล้วข้าจะกลับมา” ราชาอริยะที่หนึ่งนอนหงายอยู่บนผิวทะเลสาบด้วยใบหน้าเยือกเย็น
“ไร้ขอบเขต อานุภาพเทพ!”
ฟ้าดินพลันแยกออกจากกัน
เสาแสงสีดำสนิทต้นหนึ่งพุ่งลงมาจากด้านบน แล้วแยกอาณาจักรอัสนีปฐพีแผดเผาจากหนึ่งเป็นสอง
ลู่เซิ่งตะโกนและคำราม หมาป่ามารร้อยเศียรด้านหลังเงยหน้ากู่ร้อง พลังทั้งหมดรวมตัวอยู่ที่จุดเดียว ก่อนจะฟันลง
ตอนแรกฟ้าดินเงียบสงัด จากนั้นก็ระเบิดเสียงสะเทือนเลื่อนลั่น ปราณมารซึ่งเป็นแสงสีดำหลายสายพุ่งออกมาจากใต้ดิน แล้วทำลายทุกสิ่งที่อยู่ที่นี่จนราบคาบ
..............................................
ฟ้าว!
ฟ้าว!
ฟ้าว!
เสาแสงสีดำหลายต้นพุ่งสู่ท้องฟ้า ใหญ่ถึงสิบกว่าหมี่ สร้างหลุมใหญ่ขึ้นมากมายบนพื้นดิน
ดาบสีดำในมือลู่เซิ่งระเบิดดังตูม กลายเป็นเศษซากปราณมารนับไม่ถ้วน ดาบนี้เป็นดาบดำปราณมารที่เขาสร้างขึ้นหลังจากเข้ามาในอาณาจักรอัสนี มันทนทานไม่ไหวแล้วเช่นกัน
เสาแสงสีดำปล่อยพลังอยู่ชั่วครึ่งก้านธูป ก่อนจะค่อยๆ จางหายไป
รอจนเสาแสงหายไป โลกศัสตราทั้งใบก็แตกเป็นเสี่ยงๆ มิติระเบิดดังเพล้ง กลายเป็นเศษกระจกนับไม่ถ้วน จากนั้นก็ค่อยๆ หายไปในอากาศ
ร่างของลู่เซิ่งอาศัยสภาวะปล่อยปราณมารสีดำออกมา พร้อมกลับคืนสู่ร่างเดิม
เขาสงบจิตใจ มองเห็นทุกที่มีแต่รูพรุน ตอนแรกรอบๆ คือทุ่งราบรกร้างสีเหลืองหม่น ตอนนี้กลายเป็นเนินเขาบุบสลายไปแล้ว
‘เป็นร่างแยกอย่างที่คิดไว้ แต่ร่างแยกถึงกับใช้โลกศัสตราได้ ราชาอริยะที่หนึ่งบุกตะลุยในต้าอินมาหลายปี นับว่าไม่ธรรมดาเหมือนกัน’
“ท่านพ่อ!”
ใกล้ๆ หลุมใหญ่ไกลออกไป ลู่หนิงกระโจนเข้ามาพร้อมกับน้ำหูน้ำตาที่ไหลพราก
ลู่เซิ่งกอดเขาเอาไว้
“บาดเจ็บตรงไหนหรือไม่ ให้พ่อดูหน่อย!”
“ไม่...ข้าไม่เป็นไร แต่อาจารย์ข้า...ท่านอาจารย์...” ลู่หนิงน้ำตาไหลทะลัก
ลู่เซิ่งหยีตา ในการช่วยเหลือครั้งนี้ ทันทีที่เขาช่วยลูกชาย เขาก็สัมผัสถึงตาเฒ่าที่จิตวิญญาณเป็นแสงเจ็ดสีได้ทันที
กลิ่นอายนั้นแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับกลิ่นอายจิตวิญญาณในต้าอิน เป็นคลื่นที่ทั้งประหลาดทั้งอบอุ่นเป็นอย่างมาก
“อาจารย์เจ้า” เขาถาม “เจ้าเอาอาจารย์มาจากไหน”
ลู่หนิงจุกในลำคอ เขาก้มหน้าลงอย่างหวาดกลัวอยู่บ้าง แต่ไม่นานก็เงยหน้าขึ้นอีกครั้ง อาจารย์ใกล้จะตายอยู่แล้ว เขากลัวว่าจะถูกท่านพ่อลงโทษจนเป็นเหตุให้การช่วยเหลือล่าช้าออกไป หากเป็นแบบนั้นลู่หนิงจะไม่มีวันให้อภัยตัวเองเด็ดขาด
เขาตัดสินใจเด็ดขาด เล่าเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ได้วิธีการโคจรลึกลับนั้นมาได้อย่างไร ไปถึงการกระตุ้นจิตวิญญาณของจ่างชิงจื่ออย่างอธิบายไม่ได้ในภายหลัง
“จ่างชิงจื่อหรือ” ลู่เซิ่งใคร่ครวญเล็กน้อย “ไม่ต้องรีบร้อน ให้ข้าตรวจสอบก่อน”
เขากวาดจิตวิญญาณออกไปในรัศมีหลายร้อยลี้รอบๆ ไม่นานก็รวมอยู่ที่สถานที่สามแห่ง
สถานที่แรกคือสถานที่ที่ร่างแยกของราชาอริยะที่หนึ่งถูกทำลาย หรือก็คือจุดที่โลกศัสตราแตกเป็นเสี่ยงๆ ตรงนั้นเป็นหลุมใหญ่ที่ลึกถึงร้อยหมี่ ด้านในไม่มีอะไรสักอย่างเดียว การพังทลายของโลกศัสตราเหมือนจะนำเอาสิ่งที่หลงเหลือทั้งหมดไป จนเหลือแค่หลุมใหญ่เท่านั้น
ลู่เซิ่งกวาดจิตวิญญาณอยู่สิบกว่ารอบ พอไม่พบสินสงครามใดๆ จึงรู้สึกเสียดายเล็กน้อย
จากนั้นเขาก็เจอบุรุษตาสีน้ำเงินกับบุรุษปีกสีดำที่ถูกเขาพาตัวเข้าไปในโลกมารจิต
ทั้งสองนอนอยู่บนพื้นด้วยสีหน้าตกตะลึง แสดงให้เห็นว่าจิตวิญญาณถูกโลกมารจิตดูดซับไปแล้ว พวกเขาเลยเสียชีวิต หลงเหลือไว้แต่ร่างกายเท่านั้น
ลู่เซิ่งโบกมือยกตัวลู่หนิงขึ้น แล้วลอยตัวเข้าไปเก็บร่างสองร่างขึ้นมา จากนั้นก็เจอกลุ่มแสงหลากสีที่จ่างชิงจื่อผู้นั้นทิ้งเอาไว้อีกด้านหนึ่ง
ลู่เซิ่งได้ทราบเหตุการณ์จากปากลู่หนิงแล้ว จึงค่อนข้างรู้สึกดีต่อจ่างชิงจื่อผู้นี้ แม้ปัญหาจะเกิดขึ้นเพราะเขา แต่คนผู้นี้มีความรับผิดชอบ สุดท้ายยังคุ้มครองลูกชายของตนอย่างสุดชีวิตอีก นิสัยไม่เลว
เขาตรวจสอบคร่าวๆ เพียงใส่ยาหอมที่ใช้ช่วยฟื้นฟูจิตวิญญาณเข้าไปก็พอแล้ว อาการบาดเจ็บไม่ได้รุนแรงนัก
“ไม่ต้องห่วง อาจารย์เจ้าไม่เป็นไรแล้ว แต่ในเมื่อข้าเจอตัวเข้าแล้ว อาจารย์จอมเอาแต่ใจของเจ้ามีความสามารถอะไรมาเป็นอาจารย์ให้เจ้า พ่อขอพิจารณาอย่างละเอียดก่อน” ลู่เซิ่งยิ้มพร้อมกล่าวเบาๆ
“ข้าอยากให้เขาเป็นอาจารย์ให้ข้า!” ลู่หนิงร้อง
“นั่นไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจ้า” ลู่เซิ่งโบกมือโปรยปราณมารกลุ่มหนึ่งออกมาห่อหุ้มกลุ่มแสงหลากสีเพื่อเก็บขึ้นมา
“เอาล่ะ กลับไปเถอะ ต่อจากนี้ควรไปจัดการธุระหลักอีกอย่างหนึ่ง” ลู่เซิ่งเงยหน้า แล้วมองไปยังชายแดนอันเป็นทิศทางของแคว้นนวกระจ่าง
การเป็นศัตรูกับสำนักอริยะที่หนึ่งในครั้งนี้ เขาจะต้องแจ้งต่อหลี่ซุ่นซีก่อน ตัวเขาไม่กลัวราชาอริยะที่หนึ่ง แต่ครั้งนี้อีกฝ่ายใช้แค่ร่างแยกก็แทบกดดันให้เขาลงมือสุดกำลังได้แล้ว ถ้าหากร่างหลักมา เกรงว่าโลกศัสตราจะแข็งแกร่งยิ่งกว่า พลังอันเด็ดขาดที่ต้องการก็น่าจะแข็งแกร่งกว่าเดิมเช่นกัน
‘ดูเหมือนต้องยกระดับพลังต่ออีกแล้ว’
ลู่เซิ่งหวนนึกถึงการต่อสู้กับราชาอริยะที่หนึ่งเมื่อก่อนหน้านี้ คนที่เขาสู้ด้วยน่าจะเป็นจิตวิญญาณแกนหลักที่ตั้งอยู่ในอาณาจักรอัสนีปฐพีแผดเผาเหมือนกับร่างของเขาในโลกมารจิต
คิดจะเจาะทะลวงโลกศัสตรา การตามหาและแก้ไขช่องโหว่เป็นวิธีการที่ดี่ที่สุด ส่วนช่องโหว่ที่เจอก็ไม่ใช่วัตถุสิ่งของ หากเป็นของอันตรายที่พวกเจ้าแห่งอาวุธติดตั้งไว้
ถ้าไม่มีพลังมากพอ ก็ถือว่าตาย
หลังจัดการเรื่องที่ลู่หนิงหายตัวไปสำเร็จ ลู่เซิ่งกำลังจะพาคนกลับวังมาร ในที่สุดมารหยินทั้งเก้าก็ค้นพบความผิดปกติ มีทัพที่ไม่ใช่ของแคว้นนวกระจ่างกำลังบุกโจมตีบริเวณใกล้เคียงเป็นจำนวนมาก
หลังจากลู่เซิ่งทราบเรื่อง ก็ให้กระทิงปวดร้าวซึ่งเป็นหนึ่งในมารหยินใต้อาณัติของตนเองออกโรงแก้ไขวิกฤตการณ์
หลังจากที่พวกร่างแยกของราชาอริยะที่หนึ่งพ่ายศึก ทัพใหญ่ของสำนักไตรอริยะก็ถอยทัพ ก่อนจะประจัญหน้ากับมารหยินอยู่ที่เดิม
มารหยินทั้งเก้าของลู่เซิ่ง แต่ละตัวมีขนาดมหึมา ตัวที่น่าตกใจมากที่สุดในนี้คือกระทิงปวดร้าว แค่โครงสร้างกล้ามเนื้ออันแข็งแกร่งของมันก็สามารถพรรณนาระดับพลังของพวกมารหยินในปัจจุบันให้เห็นได้คร่าวๆ แล้ว
ทัพสำนักไตรอริยะใช้คาถาอาคมโจมตีร่างของกระทิงปวดร้าว แต่กลับไม่ได้ผลแม้แต่น้อย
ทัพต้นไม้ใหญ่กับกระทิงยักษ์สีดำประจันหน้ากันอยู่บนพื้นดินพักหนึ่ง หลังทราบว่าพวกบุรุษตาสีน้ำเงินที่เป็นแนวหน้าถูกฆ่าแล้ว ทัพต้นไม้ใหญ่ไม่เพียงไม่ถอยเท่านั้น กลับเริ่มเพิ่มกำลังพล
กองทัพจำนวนมากยึดครองแนวชายแดนของแคว้นนวกระจ่างมากกว่าครึ่ง โดยทวีจำนวนขึ้นเรื่อยๆ
หลังลู่เซิ่งตรวจสอบจำนวนที่แน่ชัดได้แล้ว ก็ส่งมารหยินทั้งเก้าไปรอบๆ เพื่อใช้อานุภาพสะกดชายแดน ป้องกันไม่ให้กองทัพของสำนักอริยะที่หนึ่งบุกจู่โจม
ส่วนตัวเขานำลู่หนิงกับจ่างชิงจือกลับสำนักมารกำเนิด
อาณาเขตที่ใช้สู้กับร่างแยกของราชาอริยะที่หนึ่งเมื่อก่อนหน้านี้เป็นส่วนที่ค่อนข้างรกร้างของแคว้นนวกระจ่าง เห็นได้ชัดว่าราชาอริยะที่หนึ่งได้พิจารณาถึงความเป็นไปได้ที่อาจทำร้ายผู้บริสุทธิ์ไว้แล้ว ดังนั้นจึงเลือกอาณาเขตที่มีภูมิประเทศโล่งกว้าง
น่าเสียดายที่สุดท้ายก็ยังพ่ายแพ้ให้แก่ลู่เซิ่งอยู่ดี
...
สำนักไตรอริยะ ในถ้ำบนภูเขาลึกลับแห่งหนึ่ง
มังกรสีขาวน้ำนมตัวหนึ่งส่ายหางอย่างช้าๆ อยู่ที่ส่วนลึกด้านในถ้ำ มังกรยาวร้อยหมี่ กว้างสิบกว่าหมี่ เห็นเขาโค้งหกข้างบนศีรษะของมันได้อย่างเลือนรางผ่านม่านน้ำ
ชายชราผอมแห้งที่สวมชุดขนสัตว์สีฟ้าคนหนึ่งนั่งอยู่บนผิวบึง
ชายชรามีแผลเป็นสีแดงฉานในแนวตั้งสองสายอยู่กลางหว่างคิ้ว ซึ่งลากตั้งแต่สันจมูกไปจรดแนวตีนผม เหมือนกับถูกมีดสองเล่มเฉือน
“สำนักมารกำเนิด...ลู่เซิ่ง” เสียงถอนหายใจดังออกจากปากชายชรา เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น
“นึกไม่ถึงว่าโลกนี้จะมีสหายร่วมเส้นทางโผล่มาอีกคนอย่างไร้สุ้มเสียง”
“องค์ราชา จู่ๆ ทางแคว้นนวกระจ่างก็มีลู่เซิ่งโผล่มา เกรงว่าจะเป็นอุปสรรคต่อแผนการใหญ่”
ตอนนี้มีบุรุษสตรีวัยกลางคนหลายคนที่สวมเกราะดำยืนอยู่ริมบึงลึก บุรุษเครายาวคนหนึ่งในนี้ลูบเคราพลางพูดพึมพำ
“เพียงแต่ไม่ทราบว่าองค์ราชาทรงคิดจะเผด็จศึกเจ้าสำนักมารกำเนิดผู้นั้นหรือไม่”
ราชาอริยะที่หนึ่งที่นั่งอยู่บนผิวบึงส่ายหน้าน้อยๆ
“ความอันตรายของการสู้กันด้วยโลกศัสตราไม่อาจดูแคลนได้ ระดับต่ำกว่าเจ้าแห่งอาวุธล้วนเป็นได้แค่มดปลวก ต่อให้มีคนมาก ก็ถูกดึงเข้าโลกศัสตราได้ในพริบตา รังแต่จะเพิ่มวิญญาณตายโหงเปล่าๆ นี่เป็นสาเหตุหลักที่ข้าไม่ได้ออกคำสั่งให้โจมตีแคว้นนวกระจ่างอย่างเป็นทางการ”
“องค์ราชาตรัสถูกต้องแล้ว ถ้าหากลู่เซิ่งนั่นร่วมมือกับประกายขั้วโลก ก็เป็นไปได้ถึงขีดสุดว่าแคว้นนวกระจ่างอาจกลายเป็นโรงบดเนื้อ ต่อให้มีกองทัพเท่าไหร่ก็ไม่พอถม” สตรีวัยกลางคนกล่าวเห็นด้วยเสียงทุ้ม
“เช่นนั้นเจ้ามีวิธีการอะไร” บุรุษวัยกลางคนคนก่อนหน้าขมวดคิ้วกล่าว
“วิธีการ...มีแต่ต้องร่วมมือกับสำนักอริยะที่เหลือเท่านั้น อาศัยสำนักอริยะที่หนึ่งของพวกเรามีพลังไม่เพียงพอ” นางส่ายหน้าพลางกล่าวอย่างช้าๆ
“ตามที่ข้ารู้ สำนักมารกำเนิดกับบุตรอริยะแห่งสำนักอริยะที่สามเคยร่วมเป็นร่วมตายกัน การปฏิบัติการของพวกเราทำให้เกิดความขัดแย้งกับลู่เซิ่ง เกรงว่าจะสร้างความไม่พอใจให้แก่สำนักอริยะที่สาม...” บุรุษเตือน
“กล่าวถึงที่สุด เป็นเพราะขุมกำลังของแคว้นนวกระจ่างอยู่เหนือความคาดหมายของเรา ข้าว่า พวกเราเปลี่ยนเป้าหมายดีกว่า”
มีคนโพล่งขึ้น พอกล่าวคำพูดนี้ออกไป ทุกคนก็คล้ายฉุกใจได้
ราชาอริยะที่หนึ่งสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง นั่งเงียบๆ อยู่บนบึงน้ำ
ทุกคนปรึกษากันสักพักหนึ่ง จากนั้นก็มองดูราชาอริยะเป็นระยะ
“ได้ยินมาว่าองค์ราชาเคยทรงคิดส่งร่างแยกไปยังแคว้นนวกระจ่าง บางทีอาจสั่งให้ร่างแยกออกหน้าสะกดสถานการณ์ได้” มีคนกล่าว
ราชาอริยะที่หนึ่งสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง พอนึกถึงร่างแยกที่ตายอย่างอนาถ ใจก็กระตุกทีหนึ่ง
“ร่างแยกมีธุระสำคัญ ยังไม่สะดวกเคลื่อนไหว”
“อย่างนั้นหรือ ถ้าเช่นนั้นก็น่าเสียดาย ถ้าหากองค์ราชาแบ่งร่างแยกไปจัดการได้ ทางแคว้นนวกระจ่างคงไม่ตกสู่สภาพยื้อยันกันแบบนี้” คนเสนอค่อนข้างเสียดาย
“ถูกต้องแล้ว ในฐานะเจ้าแห่งอาวุธเหมือนกัน ด้วยพลังขององค์ราชา แค่เจ้าแห่งอาวุธที่เพิ่งเลื่อนขั้น จะต้องจับตัวไว้ได้แน่” อีกคนพยักหน้าเห็นด้วย
“ทุกคนโปรดรอก่อน ดูว่าองค์ราชาจะตัดสินใจอย่างไร”
ฉับพลันนั้นระดับสูงของสำนักอริยะทั้งหมดต่างมองไปยังราชาอริยะที่หนึ่งที่นั่งอยู่
สักพักใหญ่ๆ แม้ราชาอริยะจะทำหน้าไร้อารมณ์ แต่ในใจกลับจนปัญญาและกระอักกระอ่วน
เขาได้ลอบส่งร่างแยกไปช่วยเหลือพวกบุรุษตาสีน้ำเงินเพื่อจัดการสำนักมารกำเนิดซึ่งเป็นเภทภัยที่อันตรายที่สุดในแคว้นนวกระจ่างแล้ว กลับนึกไม่ถึงว่าจะถูกลู่เซิ่งกำจัดทิ้ง ร่างแยกโดนทำลาย ตอนนี้การศึกติดอยู่ในสภาพติดพัน
เขาไม่เข้าใจเลยว่าร่างแยกถูกทำลายได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ต่อให้ลู่เซิ่งจะเลื่อนเป็นระดับเจ้าแห่งอาวุธแล้ว แต่ก็เป็นแค่ระดับธรรมดาเท่านั้น
แม้ร่างแยกจะมีพลังแค่หนึ่งในสามส่วนของร่างหลัก ก็ไม่มีทางแพ้อย่างราบคาบแบบนี้
หลังจากลังเลสักพัก เขาก็เอ่ยขึ้นช้าๆ
“สภาพการณ์ยังไม่ชัดเจน คอยสังเกตไปก่อนสักสองสามวัน เรื่องเปลี่ยนเป้าหมายเร่งรีบเกินไป ไม่จำเป็นต้องพูดถึง”
“ตามพระประสงค์องค์ราชา!”
ทุกคนพลันพากันก้มหน้าลงเพื่อเคารพอย่างนอบน้อม
...
แคว้นนวกระจ่าง เขตจันทราสารท
ด้านในสวนดอกไม้ด้านหลังวังมาร ลู่เซิ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะกลมด้านในศาลา อีกด้านหนึ่งมีเงาคนที่เรืองแสงเจ็ดสีนั่งขัดสมาธิอยู่เช่นกัน เงาคนผมขาวโพลน ท่าทางแก่หง่อม เป็นจ่างชิงจื่ออาจารย์จอมเอาแต่ใจที่ลู่หนิงแอบกราบเอง
“ขอถามว่าสหายร่วมเส้นทางจ่างชิงจื่อมาจากที่ใด มาที่แคว้นนวกระจ่างของข้าเพราะจุดประสงค์ใด” ลู่เซิ่งถาม “ผู้แซ่ลู่ไม่ชอบทำอะไรอ้อมค้อม ขอให้ตอบตามตรงด้วย”
จ่างชิงจื่อยิ้มหนักใจ ตอนแรกนึกว่าตนเองเจอเมล็ดพันธุ์ที่ดี สามารถช่วยให้อีกฝ่ายเติบโตขึ้นได้ทีละก้าวๆ จากนั้นก็กลับคืนสู่ความเจิดจรัสในตอนแรก กลับนึกไม่ถึงว่าบิดาของเมล็ดพันธุ์จะแข็งแกร่งว่าตนไม่รู้กี่เท่า
“เจ้าสำนักลู่ตรงไปตรงมาจริงๆ” จ่างชิงจื่อส่ายหน้าน้อยๆ “ขอไม่ปิดบัง ข้ามาจากนอกดวงดาว ไม่ใช่คนในดาวปรภพแห่งนี้ เพียงแต่ถูกลากเข้ามาที่นี่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะอุบัติเหตุ”
“อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้หรือ”
“ถูกต้อง” จ่างชิงจื่อพยักหน้า “เจ้าสำนักลู่เคยได้ยินกฎเกณฑ์ตาข่ายดำมาก่อนหรือไม่”
“กฎเกณฑ์ตาข่ายดำหรือ” ลู่เซิ่งประหลาดใจเล็กน้อย “มันคืออะไร ผู้แซ่ลู่ไม่เคยได้ยินมาก่อน”
จ่างชิงจื่อลูบเครา “กฎเกณฑ์ตาข่ายดำเป็นม่านฟ้าป้องกันที่มารดาแห่งความเจ็บปวด เจ้าของดาวปรภพติดตั้งเอาไว้ มีความสามารถพิเศษในการป้องกันสิ่งที่มีอันตราย และดึงดูดสิ่งพิเศษ ขอไม่ปิดบัง วิชาที่ข้าฝึกฝนมีความพิเศษ กฎเกณฑ์ตาข่ายดำจึงเข้าใจผิดว่าเป็นสิ่งที่มีชีวิต แล้วดึงตัวข้าเข้ามาที่นี่”
“มารดาแห่งความเจ็บปวดหรือ” ลู่เซิ่งจิตใจเคร่งขรึมเล็กน้อย แม้จ่างชิงจื่อจะมีพลังไม่เท่าไหร่ แต่ความรู้กลับเหนือกว่าใครในต้าอิน เห็นได้ว่ามาจากอารยธรรมนอกดวงดาวที่เจริญยิ่งกว่า
..............................................
“มารดาแห่งความเจ็บปวดปกครองดาวเคราะห์หลายดวงที่อยู่รอบๆ ในดาวปรภพมีดาวเคราะห์สามดวงที่เป็นของมารดาแห่งความเจ็บปวด ข้าสังกัดสำนักที่อยู่ใกล้ที่สุดในเขตดวงดาวใกล้ๆ นี้ ชื่อว่าสำนักนทีคราม
ข้าได้ตายอยู่ด้านนอกสำนักด้วยอุบัติเหตุครั้งหนึ่ง จิตวิญญาณได้ออกจากร่างอย่างไร้ทิศทาง แล้วมาถึงต้าอินโดยไม่ได้ตั้งใจ ต่อจากนั้นก็เป็นส่วนที่เจ้าสำนักลู่รู้แล้ว” จ่างชิงจื่อถอนใจยาว “ข้าทิ้งร่องรอยและวิชาไว้ไม่น้อย ก็เพื่อล่อสิ่งมีชีวิตมาฝึกฝนวิชา จากนั้นก็หาตัวตนที่เหมาะกับการสิงร่างของตัวเอง”
“ดังนั้นท่านจึงใช้ตัวหวงเฟย จากนั้นจึงเป็นลูกชายข้าหรือ” ลู่เซิ่งถามอย่างเรียบเฉย
“เป็นเช่นที่ว่า” จ่างชิงจื่อพยักหน้า แล้วกล่าวอย่างละอายใจเล็กน้อยว่า “พูดตามจริง ข้าเคยมีความรู้สึกคล้ายๆ บนร่างของคนอื่น แต่ไม่ได้รุนแรงเท่าร่างของลู่หนิง การเลือกเขาเป็นผลลัพธ์ที่ข้าได้ตรึกตรองใคร่ครวญมานานแล้ว”
ลู่เซิ่งลังเลเล็กน้อย ก่อนจะถามอีก “ไม่ทราบว่าสำนักที่ท่านอยู่มีการแบ่งระดับคล้ายเจ้าแห่งอาวุธหรือไม่”
จ่างชิงจื่อพยักหน้าพร้อมกับเอ่ยว่า “ย่อมมี เพียงแต่พวกเราไม่ได้เรียกเจ้าแห่งอาวุธว่าเจ้าแห่งอาวุธ หากเรียกว่าชูศัสตรา เป็นระดับที่เหนือกว่าแปลงศัสตรา ระดับแปลงศัสตราตรงกับระดับเจ้าแห่งอาวุธของพวกท่าน”
“สำนักของพวกท่านมีระดับที่แข็งแกร่งกว่าชูศัสตราหรือไม่” ลู่เซิ่งถามคำถามสำคัญ
“ย่อมมี” จ่างชิงจื่อยืนยัน “สำนักนทีครามของข้ากับมารดาแห่งความเจ็บปวดอยู่ในระดับเดียวกัน เป็นราชาในเขตดวงดาวใกล้ๆ ย่อมไม่ได้อาศัยแค่ระดับชูศัสตรา แต่คนที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริงคือผู้เข้มแข็งระดับมายาพิศวงที่เหนือกว่า”
‘เป็นมายาพิศวงอย่างที่คิดไว้’ ลู่เซิ่งจิตใจสั่นไหว เรื่องนี้ตรงกับข้อมูลที่เขาได้รับ ผู้เข้มแข็งระดับมายาพิศวงเป็นระดับที่หายากที่สุดจริงๆ
“ตามที่ข้ารู้ เจ้าสำนักของสำนักนทีครามของข้าและมารดาแห่งความเจ็บปวดเป็นผู้ยิ่งใหญ่ระดับมายาพิศวง
ผู้ยิ่งใหญ่ระดับนี้ได้ไปถึงขีดจำกัดของโลกใบนี้แล้ว ทุกการเคลื่อนไหวจะก่อให้เกิดการสั่นสะเทือนของคลื่นยักษ์ จึงไม่อาจขยับตัวได้ตลอดเวลา” จ่างชิงจื่อกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“แล้วถ้าหากข้าคิดจะออกจากดาวปรภพไปยังดาวเคราะห์ดวงอื่น ควรจะทำอย่างไรดี” ลู่เซิ่งถามต่อ
“หาค่ายกลส่งตัวให้เจอก็ออกไปได้แล้ว” จ่างชิงจื่อให้คำตอบ
ลู่เซิ่งถามสถานการณ์การจัดแบ่งภายในของสำนักนทีครามอย่างละเอียด หลังจากได้รู้ว่าสำนักนี้มีศิษย์ทั้งหมดหลายพันล้านคน เขาก็ตกตะลึงพึงเพริดถึงขีดสุด
ต้าอินมีประชากรได้ขนาดนี้ก็นับว่าไม่เลวแล้ว
ต่อมาเขาก็บันทึกความรู้ทั่วไปอย่างเช่นจะเปิดค่ายกลส่งตัวอย่างไร และต้องใช้สิ่งใดเป็นเชื้อเพลิงไว้อย่างละเอียด
ครั้งนี้ลู่เซิ่งเปิดเผยพลังเอง แม้จะช่วยลูกเอาไว้ได้ แต่เขาก็อยู่ในจุดสุ่มเสี่ยง
ในฐานะเจ้าแห่งอาวุธที่เพิ่งเลื่อนระดับ การที่เขาก้าวเข้าสู่ระดับเจ้าแห่งอาวุธได้ในระยะเวลาที่สั้นขนาดนี้ จะต้องสร้างความสนใจให้แก่ผู้ยิ่งใหญ่คนอื่นแน่นอน
ก่อนจะส่งจ่างชิงจื่อไป ลู่เซิ่งอนุญาตให้เขาสอนลู่หนิงผู้เป็นบุตรชายต่อ วิชาของเขาไม่เหมาะให้คนอื่นๆ ฝึก ในเมื่อลู่หนิงมีวาสนาเป็นของตัวเอง เช่นนั้นก็ให้เขาจัดการเอาเองก็แล้วกัน
‘ตอนนี้ต้องแก้ไขขุมกำลังฝั่งสำนักไตรอริยะก่อน’ ราชาอริยะที่หนึ่งถูกเขาฆ่าร่างแยกทิ้ง ถือว่าผูกความแค้นกันแล้ว ตอนนี้มีทัพจำนวนมากตั้งอยู่ที่ชายแดน จะต้องจัดการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นหากผู้คนเกิดความหวาดกลัว เกรงว่าจะเกิดเหตุเปลี่ยนแปลงขึ้น
ลู่เซิ่งลุกขึ้น ขณะกำลังจะออกจากสวนดอกไม้ด้านหลังเพื่อมุ่งหน้าไปตรวจสอบข้อมูลล่าสุดที่ตำหนักหลักนั่นเอง
อยู่ๆ บนตัวเขาก็มีของสิ่งหนึ่งสั่นไหวเบาๆ
ลู่เซิ่งสีหน้าเปลี่ยนแปลง หยิบรูปสลักอีกาสีดำสนิทที่มีรอยแตกตัวหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ
เสียงที่คุ้นเคยค่อยๆ ดังจากอากาศรอบๆ แล้วมุดเข้าหูเขา
“ลู่เซิ่ง มุขนายกประจำเขตต้องการพบเจ้า ความขัดแย้งของเจ้ากับราชาอริยะที่หนึ่งถูกพบแล้ว เตรียมตัวสำหรับผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดไว้ด้วย” เป็นเสียงแหบพร่าของสือจื้อซิงนั่นเอง
น้ำเสียงเอาจริงเอาจังมาก แสดงให้เห็นว่าสือจื้อซิงไม่ได้เห็นดีกับการเข้าพบมุขนายกของลู่เซิ่งในครั้งนี้
“ข้าจะช่วยพูดให้เจ้าเท่าที่จะทำได้ แต่อย่างไรก็ต้องเข้าพบ ในคืนจันทร์เต็มดวงอีกครึ่งเดือนให้หลัง มุขนายกประจำเขตจะกลับมาจากโลกด้านนอก เจ้าจะต้องรอคอยอยู่ที่นั่น ไม่อย่างนั้นตราประทับพันธนาการจะพันธนาการเจ้า เจ้าไม่มีวันหนีรอด” สือจื้อซิงอธิบาย
นี่คือน้ำใจ
ลู่เซิ่งไม่ได้ส่งเสียง เพียงแค่สีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมา การที่สือจื้อซิงยินยอมบอกข้อมูลก่อน และไม่เลือกจับตัวเขาไว้หลังจากเขาเข้าไปในโลกแห่งความเจ็บปวดครั้งต่อไป นี่คือการลงทุน
ถ้าไม่ใช่เพราะสือจื้อซิงขัดแย้งกับมุขนายกประจำเขตคนนั้น เขาก็คิดว่าตัวเองควรค่าให้ลงเดิมพัน
‘ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็ติดค้างท่านสองครั้งแล้ว’ ลู่เซิ่งถอนใจยาว ตั้งแต่เลื่อนถึงระดับเจ้าแห่งอาวุธและเปิดเผยพลังออกมา เขาก็ได้เตรียมใจต่อสถานการณ์แบบนี้ไว้แล้ว เพียงแต่นึกไม่ถึงว่าทุกอย่างจะมาเร็วขนาดนี้ มิหนำซ้ำทางโลกแห่งความเจ็บปวดยังมาก่อนด้วย
‘อีกครึ่งเดือนให้หลัง...ดูเหมือนเวลาครึ่งเดือนต่อจากนี้เราต้องยกระดับตัวเองให้เร็วที่สุดแล้ว...ต่อจากเจ้าแห่งอาวุธจะเน้นหนักที่การยกระดับจิตวิญญาณ ตอนนี้เรามีพลังงานเหลือเฟือ แก่นหยางของวิชาไร้ขอบเขตก็สามารถเลียนแบบพลังงานและความสามารถส่วนใหญ่ได้ ดังนั้น เราต้องดำเนินการจุติสำเร็จเป็นจำนวนมากพอในเวลาที่สั้นที่สุด ทางที่ดีควรใช้จำนวนชดเชยคุณสมบัติ’
ลู่เซิ่งเข้าใจดี หลังจากจัดการวิญญาณร้ายแล้ว ยังไปหาเรื่องสำนักไตรอริยะเข้า ตอนนี้แม้แต่โลกแห่งความเจ็บปวดก็โผล่มาแล้ว บางทีศัตรูแฝงที่ดำรงอยู่อาจจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
‘เรื่องราวไม่อาจรอช้า อาศัยจังหวะที่พวกลู่หนิงกำลังพักฟื้น ไปดำเนินการจุติอีกครั้งให้สำเร็จได้พอดี ขอแค่พยายามเลือกโลกที่มีความแตกต่างทางเวลามากที่สุด ก็จะสั่งสมจิตวิญญาณและแก้ไขความปรารถนารวมถึงผลกรรมได้ในระยะเวลาที่สั้นที่สุด ถึงแม้การทำแบบนี้จะรวบรวมระบบกับสมบัติที่ดีกว่าเดิมไม่ได้ แต่การยกระดับจิตวิญญาณจะต้องเร็วที่สุดแน่นอน’
หลังตัดสินใจแล้ว ลู่เซิ่งก็กำชับบริวารว่าตนจะกักตนเป็นเวลาสั้นๆ ให้คนอื่นๆ ในตระกูลไม่ต้องกังวล
นอกจากนี้เขายังได้เขียนจดหมายฉบับหนึ่ง แล้วมอบให้เจ้าสำนักประกายขั้วโลกแห่งสำนักพันอาทิตย์ เพื่ออธิบายต้นสายปลายเหตุและหยั่งเชิงท่าทีของอีกฝ่ายด้วย
เจ้าแห่งอาวุธประกายขั้วโลกมีพลังเหี้ยมหาญ สำนักพันอาทิตย์มีเบื้องหลังล้ำลึก ถ้าหากว่าพวกเขาสนับสนุนสุดกำลัง ต่อให้การจุติยกระดับพลังไม่ได้มากเท่าไหร่ ลู่เซิ่งก็มีความมั่นใจในการรับมือโลกแห่งความเจ็บปวดกับสำนักไตรอริยะที่หนึ่งได้
จากนั้นก็เขียนจดหมายอีกฉบับให้หลี่ซุ่นซี
หลังจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ลู่เซิ่งก็เหินร่างเข้าไปในตำหนักวิจัย ปิดประตูเข้าออก แล้วกระตุ้นการป้องกันของค่ายกลรอบๆ
...
วู้ม!
ลวดลายค่ายกลที่มีสีแดงเข้มเหมือนกับเลือดหลายสายสว่างขึ้นอย่างช้าๆ ผลึกหลายก้อนตรงกลางเปล่งแสงเจิดจ้าอย่างต่อเนื่อง
ประกายแสงสีแดงเลือดจำนวนมากไหลมารวมตัวกัน และหดกลายเป็นจุดเดียว ก่อนจะพุ่งขึ้นด้านบน แล้วหายไปเหนือค่ายกล
ฟ้าว!
อากาศถูกฉีกเป็นช่องสีเทาเหมือนกับผ้าที่ถูกฉีก เผยให้เห็นร่องแยกรูปดวงตาที่เหมือนม่านตาในแนวตั้ง
หลังจากลู่เซิ่งยืนยันว่าลวดลายค่ายกลรอบๆ ไม่มีข้อผิดพลาดแล้ว เขาก็จัดระเบียบอุปกรณ์มาตรฐานในการจุติที่พกติดตัว จากนั้นก็พุ่งไปด้านหน้า มุดเข้าไปในร่องแยกสีเทา แล้วหายไปในชั่วพริบตา
‘รอบนี้รีบจัดการให้จบเร็วๆ!’
...
เคร้ง!
เคร้ง!
เคร้ง!
“ฟื้นสิ! รีบฟื้นสิ!” แรงเขย่ากระชากลู่เซิ่งออกมาจากความสับสน
ลู่เซิ่งมองรอบด้านอย่างมึนงง ตนคล้ายอยู่ในโรงงานที่เหมือนกับโรงงานเหล็กแห่งหนึ่ง
ไม่ไกลออกไปมีค้อนเหล็กขนาดยักษ์กำลังทุบแผ่นโลหะสีแดงจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง
สะเก็ดไฟสีแดงกระเด็นไปทั่ว
รอบๆ มีชายหญิงวัยเยาว์สวมเครื่องแบบที่มีลวดลายสีขาวอมฟ้าอยู่จำนวนไม่น้อย คล้ายจะเป็นเครื่องแบบของโรงเรียนสักแห่ง
“ไม่เป็นไรใช่ไหม”
“ร่างกายอ่อนแอหรือว่าอะไร”
“เมื่อครู่เหมือนมีสะเก็ดไฟกระเด็นมาโดนเขาเข้า ฉันเห็น”
“งั้นเหรอ ครั้งนี้ศาสตราจารย์นำกลุ่ม การป้องกันในโรงเรียนก็ครอบคลุมดี ทำไมถึงปล่อยให้สะเก็ดไฟกระเด็นโดนนักเรียนได้”
“ไม่แน่ใจ แต่ดูเหมือนระบบแม่แรงยกเกราะหนักจะเอียง อาจจะเป็นปัญหาด้านคนควบคุมก็ได้”
เสียงมากมายซึ่งใช้ภาษาที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนมุดเข้าหูของลู่เซิ่ง
เขาแกล้งทำเป็นหลับตา แต่จิตวิญญาณกลับทำการหลอมรวมกับทุกอย่างของร่างกายนี้ด้วยความเร็วสูง
สหพันธรัฐอัลเลน?
โรงเรียนการทหารแพลตินัม?
ไม่นานนัก ลู่เซิ่งก็เข้าใจระดับคร่าวๆ ของโลกใหม่ใบนี้ผ่านร่างกายที่ตนจุติลงมา
นี่เป็นโลกที่ใช้เกราะรบต่อสู้ เกราะรบเหมือนกับเกราะจักรกล ทุกๆ ประเทศดำเนินการแข่งขันทางการทหารอย่างบ้าคลั่งเพื่อวิจัยเกราะรบที่ใหม่ที่สุดและแข็งแกร่งที่สุด
เกราะรบของที่นี่เป็นอาวุธต่อสู้เพียงอย่างเดียว เป็นเพราะว่าพึ่งพาเกราะรบมากเกินไป ดังนั้นจึงไม่มีวีรบุรุษที่แข็งแกร่งเกินไป แม้ระหว่างคนด้วยกันจะมีความแตกต่างทางทักษะ แต่พลังต่อสู้ในความเป็นจริงกลับไม่ต่างกันมาก
ทหารทั่วไปจะสวมเกราะรบตามที่ได้กำหนดไว้ ถ้าหากมีทักษะการต่อสู้แข็งแกร่ง ก็มีโอกาสเอาชนะนายพลที่สวมเกราะรบที่มีทักษะใหม่ล่าสุดได้
ทหารทุกคนของที่นี่ได้แต่อาศัยเกราะรบในการต่อสู้ หากมีเกราะรบของตัวเองเมื่อไหร่ ต่อให้ตัวทหารจะอ่อนแอไม่เอาอ่าว แต่ก็จะได้รับการป้องกันตามธรรมชาติเป็นหนึ่งในสิบส่วนจากการป้องกันของเกราะรบทันที
‘เป็นโลกที่ประหลาดจริงๆ...โลกที่อาศัยแต่วัตถุภายนอกหรือ โลกที่นอกจากทักษะการต่อสู้แล้ว ก็ไม่ได้มีการฝึกฝนเพื่อยกระดับตัวเองอีก มิน่าการไหลของเวลาถึงแตกต่างกันถึงสี่สิบเท่า...’
ลู่เซิ่งหลับตาจัดระเบียบทุกอย่างในสมอง
ความแตกต่างทางเวลาสี่สิบเท่าคือ สี่สิบวันของที่นี่เท่ากับหนึ่งวันของต้าอิน มากพอให้เขาสะสางผลกรรมของที่นี่ จากนั้นก็ดูดซับจิตวิญญาณแล้วจากไปได้อย่างรวดเร็ว
‘มิน่า เกราะรบของที่นี่ไม่ว่าจะยกระดับ เพิ่มความแข็งแกร่ง หรือปรับปรุงอย่างไร ก็ง่ายดายกว่าการฝึกฝนตัวเองมาก
คนธรรมดาคนหนึ่งขอแค่รับการฝึกทางทหารเป็นเวลาครึ่งปี เมื่อใส่เกราะรบแล้ว ก็จะได้รับพลังทำลายล้างในระดับปฐพีกำเนิดทันที มิน่าถึงไม่มีใครเสียเวลาฝึกฝนกายเนื้อ’ ลู่เซิ่งใคร่ครวญ ขณะเดียวกันก็ลืมตาขึ้นโดยแสร้งทำเป็นอ่อนแรง
“ในที่สุดก็ฟื้นแล้วเหรอจัวหลิน!” หญิงสาวที่ไว้ผมหางม้าสีแดงและมีรูปร่างสะโอดสะองคนหนึ่งกล่าวขึ้นอย่างดีใจ
ลู่เซิ่งจึงค่อยพบว่าตนกำลังนอนอยู่บนตักของหญิงสาวคนนี้
เธอสวมเครื่องแบบโรงเรียนที่มีลวดลายสีฟ้าพื้นขาว เพียงแต่เธอใส่ถุงน่องและกระโปรงยาวถึงเข่าตามมาตรฐาน
“เธอคือ...อวี๋ชาหรือ” ลู่เซิ่งทำท่ามึนงง ค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้น พร้อมกับส่ายหน้าไปมา
“ไม่ใช่ว่าหัวโดนอะไรกระแทกเข้าจนมีปัญหามั้ง” หญิงสาวกล่าวอย่างค่อนข้างเป็นห่วง “อาทิตย์หน้าจะเป็นการสอบใหญ่ของโรงเรียนแล้วนะ ระวังตัวหน่อยสิ” เธอยื่นแขนมานวดจุดสองจุดตรงท้ายทอยของลู่เซิ่ง เพื่อช่วยให้เขาได้สติมากกว่าเดิม
ลู่เซิ่งทำตาสลึมสลือ ไม่นานก็จัดระเบียบสถานะและสถานการณ์ของร่างกายร่างนี้เสร็จ
จัวหลิน ชาย อายุสิบเก้า เด็กกำพร้า สอบติดโรงเรียนทหารแพลตินัมตอนอายุสิบแปด ต่อมาผลงานอยู่ในระดับกลาง ไม่ดีไม่แย่ เป็นนักเรียนชั้นปีที่สองสาขายานเกราะของโรงเรียน
อวี๋ชาเป็นแฟนสาวที่เขาคบหามาหนึ่งปี ทั้งสองใกล้ชิดกันมาก นอกจากขั้นสุดท้ายแล้ว สิ่งที่ทำได้ก็ทำมาหมด ได้ตกลงกันแล้วว่าหลังจากจัวหลินเรียนจบจะจดทะเบียนแต่งงานด้วยกัน
‘ครั้งนี้ดีจริงแม้แต่เมียก็ไม่ต้องหาแล้ว...’ ลู่เซิ่งหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ อวี๋ชาในความทรงจำไม่ได้ดีต่อจัวหลินธรรมดาๆ เท่านั้น
จั่วหลินหน้าตาหล่อเหลา ร่างกายสูงชะลูด เพียงแต่มีนิสัยเย็นชา ไม่ชอบสุงสิงกับคนอื่นๆ
ทางอวี๋ชาพอนับได้ว่าเป็นคนสวย รูปร่างค่อนข้างดี แต่เพราะหัวสมองไม่ดี เลยหยุดเรียนและออกไปทำงาน เงินเดือนทุกเดือนใช้เป็นทุนการศึกษาให้แก่จัวหลิน เรียกได้ว่าอุทิศทั้งใจให้แก่จัวหลิน
..............................................
ครั้งนี้สาขาที่จัวหลินอยู่มาชมโรงงานสร้างเกราะเบาแห่งหนึ่ง เขาจึงถือโอกาสยืมเครื่องแบบนักเรียนหญิงมาให้อวี๋ซา เพื่อพาเธอมาเปิดหูเปิดตา แต่นึกไม่ถึงว่าจะประสบอุบัติเหตุกลางทาง
สะเก็ดไฟกลุ่มหนึ่งพุ่งออกมากระแทกใส่ท้ายทอยของจัวหลินอย่างอธิบายไม่ได้ จากนั้นจัวหลินก็สลบไปทันที
ลู่เซิ่งนวดท้ายทอย ทำท่าเจ็บปวดทรมาน
พอนักเรียนที่อยู่รอบๆ เห็นเขาไม่เป็นอะไร นักเรียนที่ตอนแรกคิดจะไปหาอาจารย์ก็หยุดการเคลื่อนไหว
“ไปที่ห้องพยาบาลดีกว่านะ เดี๋ยวจะเป็นหนักกว่านี้” ซาเจี๋ยหัวหน้าห้องและหัวหน้ากลุ่มกล่าวพลางขมวดคิ้ว
“อีกเดี๋ยวฉันจะไปเอง” ลู่เซิ่งลุกขึ้นแล้วพยักหน้า
ครั้นคนอื่นๆ เห็นว่าเขายังยืนได้อยู่ ก็ไม่รุมล้อมเข้ามาอีก พากันจัดระเบียบกลุ่มใหม่ หัวหน้าห้องซาเจี๋ยพาทุกคนนำกลุ่มรับชมโรงงานต่อ
ชั้นเรียนก็เป็นแบบนี้ ดูเหมือนจะเป็นนักเรียนห้องเดียวกัน แต่ความจริงแล้วหากผ่านมหาวิทยาลัยสี่ปีไปเมื่อไหร่ ถ้าไม่ใช่มีนักเรียนที่โดดเด่นโผล่มา นักเรียนส่วนใหญ่ก็ไม่มีความผูกพันอะไรกันนัก
มีแต่ลูกหลานตระกูลกับกลุ่มลูกคนรวยเพียงหยิบมือเท่านั้นที่จะรวมตัวกันเพื่อเส้นสาย คนอื่นๆ แค่พยายามทุกวันเพื่อเรียนให้จบก็ถือว่าไม่เลวแล้ว จึงไม่มีเวลาไปดูแลกันเอง
ยิ่งอย่าว่าในชั้นเรียนชั้นหนึ่งจะมีนักเรียนจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่จบได้ ทุกคนต่างก็แย่งชิงโควตานี้จนหัวร้างข้างแตก
ลู่เซิ่งปล่อยให้อวี๋ซาประคองอยู่ด้านหลังกลุ่ม พร้อมกับทบทวนความปรารถนาและผลกรรมของจัวหลินไปด้วย
‘โลกใบนี้น่าสนใจนิดหน่อย มนุษย์ใช้ร่างกายที่อ่อนแอเปราะบางควบคุมเกราะรบที่แข็งแกร่งถึงขีดสุด ถึงแม้จะมีปืนเหมือนกัน แต่ก็อ่อนด้อยกว่าเกราะรบมาก ทว่าความแข็งแกร่งมากเกินไปของเกราะรบก็ทำให้ความแตกต่างระหว่างคนด้วยกันหดสั้นถึงขีดสุดด้วย หากผู้ใหญ่คนหนึ่งกับเด็กคนหนึ่งควบคุมเกราะรบระดับเดียวกันมาสู้กัน ขอแค่มีทักษะดีพอ เด็กก็สามารถฆ่าผู้ใหญ่ได้เหมือนกัน’
ลู่เซิ่งเลียริมฝีปาก เริ่มทบทวนผลกรรมความปรารถนาของจัวหลิน
‘ขอดู...ความปรารถนาหน่อยนะ...สืบหาความจริง ล้างแค้น!? ความจริงหรือ’
เมืองเซลลีนเมื่อสิบหกปีก่อนเกิดการระเบิดครั้งใหญ่ ว่ากันว่าการระเบิดครั้งนั้นเป็นฝีมือของผู้ก่อการร้ายที่มีการวางแผนล่วงหน้า ไม่ทราบว่ามีเป้าหมายอะไร แต่คล้ายเพื่อลอบสังหารบุคคลสำคัญคนหนึ่ง
การระเบิดส่งผลต่อสิ่งก่อสร้างจำนวนไม่น้อยในบริเวณใกล้ๆ ก่อให้เกิดผลลัพธ์สะเทือนขวัญที่มีคนตายราวหกสิบกว่าคน มีคนได้รับบาดเจ็บมากกว่าร้อยคน
และสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าที่จัวหลินอยู่ก็มีคนที่ตายไปเพราะการระเบิดสามสิบกว่าคน ส่วนใหญ่เป็นเด็กกำพร้าในนั้น
เพื่อนสนิทของจัวหลินตายในการสังหารหมู่ครั้งนั้นจนหมด
ดังนั้นความปรารถนาของเขาจึงเป็นการตามหาฆาตกรตัวจริงเพื่อแก้แค้น!
‘สังคมที่ใช้แค่เกราะรบแบบนี้ ความแตกต่างของเกราะรบจะตัดสินทุกอย่าง ไหวพริบส่วนตัวมีความสำคัญกว่าเดิม ยุ่งยากจริงๆ...’ ลู่เซิ่งอึดอัดใจเล็กน้อย เริ่มลองหยั่งเชิงกฎในโลกด้านนอกของที่นี่ดู
แต่ข้อมูลที่แก่นหยางป้อนกลับมากลับไม่ค่อยดีนัก
กฎเกณฑ์ของที่นี่แข็งแกร่งและแปลกประหลาดถึงขีดสุด พลังงานผิดธรรมซาติทั้งหมดจะถูกลดทอนและจำกัดถึงขั้นเหลือเชื่อ อย่าว่าแต่กำลังภายในหรือสารกาย ต่อให้เป็นเลือดลมขั้นพื้นฐาน ก็ถูกจำกัดสภาพเอาไว้จนคงสภาพไว้ไม่ได้
‘ยังดีที่การไหลของเวลาไม่เลว มีแต่การไหลของเวลาในโลกแบบนี้เท่านั้นที่เร็วที่สุดจริงๆ ด้วย หนึ่งวันของต้าอินเท่ากับสี่สิบกว่าวันของที่นี่ ใช้ได้ๆ’ ลู่เซิ่งเดินตามกลุ่มไปพลาง ใคร่ครวญหาวิธีแก้ไขสถานการณ์ไปพลาง
หากคิดจะทำลายการจำกัดของกฎเกณฑ์และปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของที่นี่ เพื่อให้ร่างหลักปรากฏตัวได้อย่างสมบูรณ์ ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองปี
แน่นอนว่าถ้าเป็นเพียงแค่แก้ไขการจำกัดทีละนิดๆ ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร
‘ในเมื่อมาที่นี่แล้ว ก็ใช้กฎเกณฑ์ของที่นี่แก้ไขปัญหาเอาก็แล้วกัน’ ลู่เซิ่งใช้จิตวิญญาณกวาดไปทั่วร่างกายร่างนี้ทั้งด้านในด้านนอก และเริ่มปรับแต่งอาการบาดเจ็บภายในรวมถึงปัญหาต่างๆ ของกายเนื้อร่างนี้อย่างละเอียด
อวี๋ซาคอยประคองเขาอยู่ด้านข้าง ใบหน้ายังฉายแววเป็นห่วงเล็กน้อย
ระหว่างที่กำลังชมดูโรงงาน นักเรียนส่วนใหญ่หยิบกระดาษกับปากกาออกมาจดความเข้าใจและข้อมูล ข้อมูลและวิธีการสร้างเกราะรบของที่นี่เป็นความเข้าใจขั้นสูงที่ไม่เลวสำหรับนักเรียนที่ใช้เกราะรบในการต่อสู้จริง ซึ่งอาจจะช่วยเร่งการเติบโตให้แก่การควบคุมเกราะรบในวันหน้าของพวกเขาก็ได้
ลู่เซิ่งกวาดตามองสองสามครั้ง ก็เข้าใจวิธีการสร้างเกราะรบของที่นี่คร่าวๆ แล้ว
ส่วนใหญ่แล้วไม่ต่างจากเกราะจักรกลเท่าไหร่ ความจริงส่วนหลักสุดคือวัตถุดิบและแกนหลักสำหรับควบคุม
สองสิ่งนี้ไม่อาจแยกจากกัน ส่วนที่เหลือไม่ต่างจากโรงงานระบบสายพานบนโลกใบเก่าเท่าไหร่
“เอาล่ะ การรับชมในวันนี้จบลงแค่นี้ ทุกคนแยกย้ายกันกลับหอพักก่อน จากนั้นให้ทุกคนส่งความรู้สึกหลังเข้าชมมากกว่าสามพันตัวอักษรให้อาจารย์หลุยส์ด้วย
แยกย้ายได้” หัวหน้าห้องชาเจี๋ยโบกมือ จากนั้นก็หมุนตัวขึ้นรถยนต์สีดำคันหนึ่งหลังจากมอบหมายการบ้านที่อาจารย์ฝากไว้เสร็จ
นักเรียนคนอื่นๆ มีอยู่ไม่น้อยที่มีรถมารอรับส่งด้านนอกโรงงาน
นักเรียนที่เหลืออีกราวครึ่งหนึ่งรวมถึงลู่เซิ่ง ล้วนเป็นแค่คนธรรมดาและลูกหลานจากครอบครัวทั่วไป ต่างแยกย้ายไปทางใครทางมัน
ลู่เซิ่งซึ่งถูกอวี๋ชาประคองอยู่พิจารณาถนนหนทางและร้านรวงของที่นี่
สองฟากข้างของถนนสีเทาอมน้ำเงินคือร้านขายเครื่องมือช่างที่บ้างก็ปิดบ้างก็เปิด มีร้านขายขนมร้านหนึ่งแทรกอยู่ หน้าร้านมีคนต่อแถวยาว ครึกครื้นเป็นพิเศษ
ไฟริมถนนเป็นตะเกียงเจ้าพายุแบบยุโรปยุคกลาง ด้านนอกเป็นสีดำ ส่วนบนเป็นที่ครอบกระจกสี่ด้าน ด้านในเปิดแสงไฟไว้
ถนนสะอาดและเป็นระเบียบ รถที่ผ่านไปมาคล้ายๆ กับยุโรปในช่วงปฏิวัติอุสาหกรรม เสียงเครื่องยนต์ดังมาก ความเร็วไม่ได้สูงนัก ยังมีรถม้าจำนวนไม่น้อยแทรกตัวอยู่เป็นระยะ ด้านข้างแขวนป้ายที่ระบุว่ารถว่างเอาไว้
‘เป็นโลกที่ประหลาดจริงๆ’ ลู่เซิ่งส่ายหน้า ก่อนจะโบกรถม้าคันหนึ่งพร้อมกับอวี๋ซา แล้วก้าวขึ้นไป
“ไม่ต้องหรอกหลินหลิน รถม้าแพงมาก พวกเราเดินกลับก็ได้” อวี๋ซาคิดจะห้าม แต่ก็ไม่ทันการณ์แล้ว ลู่เซิ่งฉุดนางขึ้นไปบนรถม้า
ทั้งสองนั่งอยู่แถวหลังของรถม้าสี่ที่นั่ง หันหน้าเข้าหาลม ผมจึงถูกพัดจนตั้ง
“ก็ได้ๆ นั่งรถก็ได้ ขอโทษด้วยนะหลินหลิน ฉันลืมไปว่าเธอเพิ่งเป็นลม ร่างกายยังไม่ไหว...” อวี๋ซาพลันได้สติ กล่าวอย่างค่อนข้างรู้สึกผิด
“ไม่เป็นไร” ลู่เซิ่งเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ปีนี้ฉันอายุยี่สิบแล้ว ควรจะคิดวิธีหาเงินสักที จะปล่อยให้เธอเลี้ยงตลอดไปไม่ได้หรอก”
“แต่ว่า...” อวี๋ชานิ่งไปเล็กน้อย จากนั้นก็ลืมตาโต เธอดีใจอยู่บ้าง แต่ไม่นานก็เกิดความกลัวขึ้น
หลินหลินเป็นนักเรียนดีเด่นของโรงเรียนแพลตินัม หน้าตาหล่อเหลา ทั้งยังหุ่นดี หากว่าเขาหาเงินเองได้ อย่างนั้นเธอก็ไม่มีประโยชน์สำหรับเขาแล้วสิ
แล้ววันหน้า ถ้าไม่มีความสัมพันธ์ระดับนี้ หลินหลินจะยังคบกับเธออยู่อีกไหม
อวี๋ซายิ่งคิดยิ่งกลัว ยิ่งคิดยิ่งกังวล
เทียบกันแล้ว เธอไม่มีอะไรเลย หน้าตาก็งั้นๆ ถึงรูปร่างจะพอใช้ได้ แต่ว่านักเรียนหญิงที่รูปร่างดีในโรงเรียนก็มีมากมายเหลือเกิน การออกกำลังกายเป็นเวลานานทำให้ร่างกายของพวกนักเรียนเรียกได้ว่างดงาม ส่วนเธอ...
อวี๋ชาก้มหน้า ขาสองข้างถูกัน พลันรู้สึกทุกข์ใจเล็กน้อย
“เป็นอะไรไปน่ะ” ลู่เซิ่งประหลาดใจอยู่บ้าง แต่พอนึกอีกที หากดูจากความสัมพันธ์ของจัวหลินกับอวี๋ซา เขาก็ทราบถึงความผิดหวังในใจเธอทันที
“ไม่เป็นไรหรอกน่า” เขายื่นมือไปหยิกแก้มของอวี๋ซา “เธอกลัวฉันจะไปถูกใจนักเรียนหญิงคนอื่นในโรงเรียนใช่ไหมล่ะ ไม่ต้องห่วง เทียบกับการผูกมิตรเพื่อผลประโยชน์ที่ไม่ยั่งยืนแบบนั้นแล้ว ความรักระหว่างพวกเราเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด”
แม้อวี๋ซาจะยังคงกังวลเล็กน้อย แต่เมื่อได้ยินคำพูดนี้ อารมณ์ก็ดีขึ้นบ้าง เธอยื่นมือไปกุมมือลู่เซิ่ง แล้วนำมาวางไว้บนขาอ่อนของตัวเองเบาๆ
“ถ้าเธอต้องการ...ฉัน...ฉันให้ได้นะ...” เหมือนเธอจะตัดสินใจอะไรบางอย่าง จึงก้มหน้าที่แดงก่ำลงพร้อมกล่าวอย่างอายๆ
“ไม่เป็นไร พวกเราทำตามที่ตกลงกันเถอะ” ลู่เซิ่งยิ้มแล้วโอบกอดเธอไว้
ขณะนั่งรถม้า ลู่เซิ่งคอยตรวจสอบทิวทัศน์ของเมืองเมืองนี้ไปด้วย
โรงเรียนแพลตินัมตั้งอยู่ในเมืองสวิตแมน เมืองอันดับสองของสหพันธรัฐอัลเลน ที่นี่มีโรงงานแปรรูปโลหะชนิดพิเศษที่ใหญ่ที่สุด และมีเหมืองแร่อัลลอยที่ใหญ่ที่สุดด้วย
ไม่เพียงแต่โรงเรียนแพลตินัมเท่านั้น ยังมีโรงเรียนทหารขนาดกลางอีกสองแห่งที่ลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่เช่นกัน
ความรู้สึกที่เมืองสวิตแมนมอบให้กับลู่เซิ่งเหมือนกับลอนดอนในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ใต้ชั้นเมฆที่มีหมอกหนาเต็มไปด้วยฝุ่นละอองที่ลอยตลบอบอวล สภาพพื้นดูเหมือนสะอาดเป็นระเบียบ แต่ถ้าสังเกตเห็นดี จะพบว่ามีฝุ่นสีดำไม่น้อยปกคลุมผิวถนนบางๆ
ทุกคนสวมใส่ชุดอย่างเหมาะสม แต่ไม่ว่าจะยากดีมีจนก็ล้วนใส่ชุดที่สะอาดและเรียบร้อย โดยใช้สีดำอมเทาเป็นหลัก คนจรจัดมีอยู่น้อยมาก
หลังจากที่รถม้าเคลื่อนไปยังโรงเรียน อวี๋ชาก็ลงรถกลางทางแล้วกลับไปที่ห้องเช่าของเธอ เธอหางานทำใกล้ๆ โรงเรียนเพื่อจัวหลิน โดยมอบเงินเดือนเกือบทั้งหมดให้จัวหลินใช้จ่ายในโรงเรียน แต่ตัวเองกลับใช้ชีวิตอย่างกระเบียดกระเสียร
ลู่เซิ่งไม่ได้ลงรถตาม หลังมองตามจนอวี๋ซาจากไป เขาก็รอจนกระทั่งถึงประตูโรงเรียน จึงค่อยๆ ลงจากรถ
ประตูของโรงเรียนแพลตินัมเป็นรูปสลักโลหะรูปคนสีดำขนาดใหญ่สองตัว ซึ่งกลายเป็นเสาค้ำประตู ประตูเหล็กขนาดยักษ์ตรงกลางรูปสลักเป็นประตูเข้าออก
ตอนนี้ประตูเหล็กเปิดอ้าอยู่ หลังลู่เซิ่งจ่ายเงินแล้ว ก็เดินเข้าโรงเรียนพร้อมกับนักเรียนที่เข้าๆ ออกๆ อย่างคุ้นเคย
ตึกเรียนและตึกทดลองหลายแห่งมีฐานเป็นสีขาวหลังคาเป็นสีดำ ไม่ต่างจากมหาวิทยาลัยทั่วไปเท่าไหร่
นักเรียนในโรงเรียน ผู้ชายจะสวมเสื้อเชิ้ตตัดเข้ารูป กางเกงขายาว และเนคไท ส่วนผู้หญิงจะสวมเชิ้ต กระโปรง และถุงน่อง
มองดูคร่าวๆ ไม่เหมือนเข้ามาในโรงเรียนทหาร แต่เหมือนเข้ามาในโรงเรียนของพวกดารามากกว่า
ลู่เซิ่งเดินกลับหอพักผ่านถนนหลักอย่างคุ้นเคย ไม่นานก็เจอห้องของตัวเอง ก่อนจะเข้าไปแล้วล็อคประตูห้อง
จุดดีเพียงหนึ่งเดียวในโรงเรียนก็คือ นักเรียนทุกคนจะอยู่หอคนเดียว ไม่มีข้อยกเว้น
ทันทีที่เข้ามาในห้อง สายตาของเขาก็มองไปยังเกราะรบติดตั้งภายนอกที่เป็นโลหะสีขาวขนาดบางที่แขวนตรงมุมผนังทันที
นอกจากเกราะชุดนี้แล้ว ห้องก็เปิดโล่งและสว่าง ไม่แตกต่างจากหอในมหาวิทยาลัยทั่วไป
ห้องนอน ห้องเรียน ห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ สิ่งใดควรมีก็มีครบครัน เพียงแค่ไม่มีห้องรับแขกเหมือนกับที่พักอาศัยทั่วไปเท่านั้น
ลู่เซิ่งเดินไปหยุดอยู่ด้านหน้าเกราะรบ แล้วยื่นมือไปสัมผัสผิวของมันเบาๆ
เย็นเยียบและเรียบเนียนราวกับผ้าไหม
เขาพลิกส่วนไหล่ของเกราะดู ด้านใต้มีคำเล็กๆ สลักเอาไว้
‘รูปแบบบางเบาสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน—หมายเลขเกราะรบ X17—ให้นักเรียนใช้สำหรับฝึกฝน ’
‘นี่คือเกราะรบของโลกใบนี้เหรอ’ ลู่เซิ่งพลิกดูอย่างละเอียดด้วยความสนใจ และปลดมันลงจากผนัง
เกราะรบมีน้ำหนักประมาณสิบกว่ากรัม ส่วนหัวเป็นหมวกเกราะโลหะที่เรียบง่าย เป็นทรงกลมเหมือนกับหมวกกันน็อก
ส่วนตัวเหมือนกับชุดรัดรูป ใช้โลหะสีขาวห่อหุ้มร่างกายไว้ง่ายๆ ตรงข้อต่อและจุดอ่อนมีตัวป้องกันสีขาวชนิดพิเศษนูนขึ้น
โครงสร้างทั้งหมดเรียบง่ายถึงขีดสุด
‘ขอดูความลับที่แท้จริงของโลกใบนี้หน่อยเถอะ’ ลู่เซิ่งยื่นมือไปกดตรงหว่างคิ้วของเกราะรบ
..............................................
ติ๊ง
เกิดหนึ่งดังขึ้น เกราะรบพลันแยกออก เผยให้เห็นช่องว่างด้านในที่พอให้คนคนหนึ่งเดินเข้าไปได้พอดี
เกราะรบสูงหนึ่งจุดเก้าเมตร ร่างกายร่างนี้ของลู่เซิ่งสูงหนึ่งจุดเจ็ดเมตรกว่าๆ เขาเดินถอยหลังเข้าไปด้านในเกราะรบ
แกร๊ก
ไหล่ของเกราะทั้งสองข้างลดลงแล้วเกาะเข้ากับบ่าของเขา
จากนั้นก็เป็นอก เอว ขา สุดท้ายค่อยเป็นส่วนคอ รวมถึงส่วนหัวที่สำคัญที่สุด
หลังจากใส่เรียบร้อย ลู่เซิ่งก็รู้สึกได้ทันทีว่าเกราะรบชุดนี้เกิดการเชื่อมต่อพิเศษบางอย่างกับร่างกายของตัวเอง
‘นี่คือพลังผสานเหรอ’
ในความรู้และความทรงจำของจัวหลิน โลกใบนี้เรียกพลังงานชนิดนี้ว่าพลังผสาน
ในวัสดุของเกราะรบมีวัสดุที่ลึกลับและพิเศษถึงขีดสุดอยู่ชนิดหนึ่งที่ทำให้เกราะรบเกิดการผสานกับร่างกายของมนุษย์ได้เป็นการชั่วคราว
พลังผสานทำให้พวกผู้สวมใส่ควบคุมและขับเคลื่อนความสามารถทั้งหมดบนเกราะรบได้ตามใจนึก
นี่ได้มาแทนที่ของเล่นอย่างไมโครคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์เชิงแสง หรือปัญญาประดิษฐ์ไปแล้ว สามารถทำให้ควบคุมเกราะรบได้เหมือนแขนขา สะดวกสบายถึงขีดสุด
‘ยิ่งพลังผสานแข็งแกร่งเท่าไหร่ รูปแบบของเกราะรบที่ใส่ได้ก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น ไม่ค่อยมีผลอะไรมากนัก’ ลู่เซิ่งสัมผัสความรู้สึกของการใส่เกราะรบต่อ ขณะเดียวกันก็ยืนยันความทรงจำในสมองของจัวหลินทีละเรื่องๆ ด้วย
ผ่านไปไม่เกินสิบกว่านาที เขาก็ทำความเข้าใจเกราะรบรุ่นเบาบางชุดนี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
เกราะรบชุดนี้มีผลป้องกันที่อ่อนด้อยต่อร่างกายมนุษย์ เทียบเท่ากับสวมเกราะเหล็กชั้นเดียว สามารป้องกันปืนลำกล้องเล็กทั่วไปได้
ส่วนขามีอุปกรณ์ระเบิดในระยะสั้นๆ ที่เหลือไม่มีความสามารถอะไรอีกแล้ว
‘ตอนนี้ควรศึกษาสักทีว่าเราจะยกระดับพลังและแก้ไขผลกรรมให้เร็วที่สุดยังไง’ ลู่เซิ่งเก็บเกราะ แล้วนอนหงายลงบนเตียง ก่อนจะเริ่มใคร่ครวญว่าครั้งนี้ควรเดินบนเส้นทางไหน
‘วิธีที่สะดวกสบายที่สุดก็คือรอให้เวลาผ่านไปสักหนึ่งถึงสองเดือน เพื่อให้ร่างหลักฟื้นฟูความสามารถเดิมมาส่วนหนึ่งก่อน จากนั้นก็หาตัวฆาตกร แล้วบุกไปฆ่าทิ้ง จากนั้นต่อให้ถูกบังคับให้ย้อนกลับ ก็นับว่าสะสางผลกรรม ทำให้การจุติครั้งนี้สำเร็จได้แล้ว แต่แบบนี้อย่าว่าแต่ช้าเกินไป การตรวจสอบยังมีโอกาสเกิดอันตรายมากที่สุดด้วย เสี่ยงมากเกินไป ร่างนี้ไม่ได้มีพลังของตัวเอง เป็นไปได้ถึงขีดสุดว่าจะมีอันตราย ดังนั้นพยายามยกระดับพลังของกายเนื้อร่างนี้ให้เร็วที่สุดดีกว่า ‘ตามบันทึกจากระบบของเกราะรบ เกราะรบที่รับรองการผสานแล้วจะมอบความสามารถด้านการป้องกันของเกราะรบหนึ่งในสิบส่วนให้แก่ผู้ควบคุม ความสามารถป้องกันที่ว่านี้ทำให้ผู้ควบคุมมีพลังป้องกันตัวในระดับหนึ่งในตอนที่เกราะรบไม่อยู่ข้างๆ ตัว ไม่ถึงกับตายก่อนวัยอันควร บางทีอาจจะเริ่มจากจุดนี้ได้...’
ลู่เซิ่งลูบคาง
‘พลังผสานของเกราะรบสามารถรับประกันได้ว่าทำให้ควบคุมได้อย่างใจนึก แต่สิ่งที่จำกัดอานุภาพในการสวมเกราะของพวกผู้ควบคุมคืออานุภาพของตัวเกราะรบเอง’
ลู่เซิ่งไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง
เกราะรบระดับสูงอยู่ในมือของกองกำลังใหญ่ๆ เกราะรบที่เขาสัมผัสได้ในตอนนี้มีแค่เกราะทหารธรรมดา หรือก็คือเกราะรบที่ทหารสวมใส่เท่านั้น
เกราะรบชนิดนี้ไม่มีระบบช่วยเคลื่อนไหว ได้แต่อาศัยพลังกายและความอดทนของตัวทหารแบกรับน้ำหนักทั้งหมดของเกราะรบเท่านั้น ดังนั้นปกติแล้วจึงเคลื่อนย้ายได้ง่าย
‘พลังของตัวเองถูกจำกัดไว้...โลกใบนี้ยุ่งยากมากจริงๆ...’ ลู่เซิ่งถอนใจ แล้วกลับมาคิดหาทางอย่างละเอียดอีกรอบ
‘ดูเหมือนได้แต่เดินบนเส้นทางเกราะรบอย่างเดียวแล้ว’ ลู่เซิ่งใคร่ครวญ ไม่นานก็ให้ความสนใจพลังผสานซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดระหว่างเกราะรบและผู้ควบคุม
พลังผสานเป็นสิ่งที่จะตัดสินว่าเกราะรบกับผู้ควบคุมเข้ากันได้หรือไม่ แทนที่จะบอกว่าพลังผสานเป็นพลังชนิดหนึ่งควรบอกว่าเป็นขอบเขตการควบคุมอย่างหนึ่งมากกว่า
หลังจากพลังผสานของนักเรียนธรรมดาถูกกระตุ้น อย่างมากสุดจะควบคุมเกราะรบที่หนาถึงสิบเซนติเมตรได้ ส่วนน้ำหนักตัวนักเรียนจะเป็นคนแบกเอง
แต่ว่านักเรียนที่มีพลังผสานโดดเด่นไม่เพียงควบคุมเกราะรบที่มีความหนามากกว่าได้เท่านั้น มิหนำซ้ำยังลดน้ำหนักของเกราะรบได้ในระดับหนึ่ง ในขณะเดียวกันยังเพิ่มดัชนีอื่น อย่างความคล่องตัวและความเร็วของเกราะรบได้อีกด้วย
‘ดีปบลู’
ลู่เซิ่งเรียกเครื่องมือปรับเปลี่ยนออกมา
‘ดูเหมือนครั้งนี้จะมามัวประหยัดไม่ได้แล้ว มีพลังอาวรณ์อยู่หนึ่งแสนเก้าหมื่นหน่วย รีบแก้ปัญหาให้เร็วที่สุดดีกว่า’
เขามองไปยังกรอบบนอินเตอร์เฟซของดีปบลูทันที
เป็นอย่างที่คาดไว้ กรอบใหม่ไม่ทราบว่าโผล่มาด้านล่างกรอบของวิชาไร้ขอบเขตตั้งแต่เมื่อไหร่
[พลังผสานเกราะรบ: ระดับอ่อนแอ ขั้น 2 (คุณสมบัติพิเศษ: ควบคุมเกราะรบอยู่ห่างตัวสิบเอ็ดเซนติเมตร)]
ลู่เซิ่งค้นหาปุ่มเรียนรู้ปรับเปลี่ยน แต่สิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายก็คือ รอบๆ ไม่มีปุ่มเรียนรู้โผล่มา หลังกดปุ่มปรับเปลี่ยนด้านล่างเครื่องมือปรับเปลี่ยน เขาก็ทดลองปรับเปลี่ยนพลังผสานดู แต่ก็ไม่ได้อะไรกลับมา
เขาทบทวนดู ในหัวสมองขาวโพลน ความทรงจำของจัวหลินบอกว่า เพิ่งจะมีการส่งเกราะรบให้นักเรียนใช้เท่านั้น ห้องเรียนสอนพลังผสานยังไม่เริ่มอย่างเป็นทางการ พวกเขาเพียงแค่เพิ่งกระตุ้นพลังผสานขึ้นได้เท่านั้น
‘ดูเหมือนจะขาดข้อมูลด้านการยกระดับพลังผสานไป ขอลองนึกดูก่อน...ว่าหาข้อมูลแบบนี้จากที่ไหนได้บ้าง ห้องสมุดต้องมีแน่...แต่ตอนนี้คงจะยังไม่มีสิทธิ์เข้าไป
จากนั้นก็คือห้องเรียนอย่างเป็นทางการ ซึ่งสื่อการสอนจะบอกวิธีการยกระดับพลังผสานไปทีละขั้นๆ นี่ไม่ใช่ทักษะวิชาลับ สิ่งที่ทุกคนใช้คือวิธีเดียวกัน สิ่งที่ใช้ตัดสินความแข็งแกร่งอ่อนแอของพลังผสานอยู่ที่คุณสมบัติเพียงอย่างเดียว’
ลู่เซิ่งทำความคุ้นเคยสถานการณ์ดู แล้วก็พบทางตันทันที
‘สื่อการสอนๆ...’ เขารีบวิ่งไปยังห้องหนังสือเพื่อหาสื่อการสอนที่เกี่ยวข้องกับพลังผสาน แต่ว่าในห้องหนังสือไม่มีสื่อการสอนใดๆ หนังสือทั้งหมดไม่ได้ถูกนำกลับมาจากตึกเรียน
‘ยุ่งยากจริง!’
ลู่เซิ่งรีบสวมเสื้อนอก แล้วผลักประตูออกเพื่อไปเอาสื่อการสอนที่ตึกเรียนมายกระดับ
แอ๊ด
เพิ่งจะเปิดประตู เขาก็เห็นชายฉกรรจ์คนหนึ่งพิงประตูอยู่ กำลังคุยกับหญิงงามที่มีเค้าหน้าหมดจดคนหนึ่งเบาๆ
ชายฉกรรจ์คนนี้มีชื่อว่าเถียถ่า เป็นนักเรียนชั้นปีที่สามที่อยู่ห้องตรงข้ามกับจัวหลิน ปกติไม่ได้สุงสิงอะไรกับเขานักเพราะนิสัยรักสันโดษของชายหนุ่ม
เทอร์ราครูประจำชั้นเรียนของเถียถ่ายืนอยู่ด้านข้างเขา
เทอร์ราสวมชุดครูผู้สอน เผยสองขาเรียบเนียนเรียวยาว ถือสมุดข้อมูลนักเรียนในหอพักชุดใหม่ล่าสุด
ครั้งนี้เธอมาเพราะต้องการคุยกับเถียถ่า ในฐานะนักเรียนหัวกะทิที่ถูกจัดอยู่ในอันดับสี่ของชั้นเรียน เถียถ่ามีพลังผสานที่โดนเด่นในระดับกลางขั้นสี่ รวมถึงทักษะการต่อสู้ที่ไม่เลว และพละกำลังกับความอดทนที่ดีเยี่ยม
ทั้งยังได้รับการจัดอยู่ในสามสิบอันดับแรกของชั้นปีด้วย
ตอนแรกเธอฝากความหวังไว้ที่ตัวเถียถ่า หวังว่าเขาจะสำเร็จทักษะทางจิตของโรงเรียน ต่อให้ไม่ได้ประสบความสำเร็จมากมาย แต่ถ้าหากไปถึงระดับทองแดงได้ ในอนาคตก็จะกลายเป็นบัณฑิตที่โดดเด่น
แต่กลับนึกไม่ถึงว่า เถียถ่าจะได้รับการประเมินทักษะทางจิตเพียงระดับเหล็กดำเท่านั้น
นี่ทำให้เทอร์ราเสียดายอย่างมาก ดังนั้นเธอจึงมาทำความเข้าใจกับเถียถ่า เพื่อหาต้นตอของปัญหา
ในสหพันธรัฐอัลเลน หรือในโลกของผู้ควบคุมเกราะรบ การควบคุมทักษะทางจิตเป็นส่วนหลักที่ล้ำค่าที่สุด
สหพันธรัฐอัลเลนมีโรงเรียนสามแห่งที่ถ่ายทอดทักษะทางจิตได้ หนึ่งในนี้ก็คือโรงเรียนแพลตินัม
ระดับตัวทำละลายทักษะทางจิตแพลตตินัมของโรงเรียนแพลตินัมทำให้แสดงพลังของเกราะรบออกมาได้อย่างเต็มที่ ตั้งแต่ระดับเหล็กดำ สำริดคราม เงินขาว ทองเหลือง จนกระทั่งถึงระดับแพลตนัมซึ่งเป็นระดับสูงสุด
ทุกๆ ระดับจะทำให้ผู้ควบคุมแสดงพลังของเกราะรบออกมาได้อย่างใหญ่หลวง
เกราะรบชุดหนึ่ง หากให้นักเรียนธรรมดาควบคุมจะแสดงพละกำลังได้หนึ่งพันกรัม อย่างนั้นนักเรียนที่ฝึกจนได้ทักษะทางจิตระดับเหล็กดำจะสามารถแสดงพละกำลังได้หนึ่งพันห้าร้อยกรัม
นี่ไม่ใช่พละกำลังที่ตัวนักเรียนจะยกระดับได้เลย หากเป็นศักยภาพทางวัสดุที่ตัวเกราะรบมีอยู่แล้ว
เพียงแต่นักเรียนทั่วไปไม่อาจใช้ได้เท่านั้น
“เถียถ่า เธอต้องเข้าใจนะว่านักเรียนธรรมดาอย่างมากสุดได้แค่ใช้พละกำลังสามสิบเปอร์เซ็นต์ของเกราะรบเท่านั้น ส่วนนักเรียนที่มีทักษะทางจิตสูงส่งกว่าสามารถใช้ได้ถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ หรือมากกว่านี้เสียอีก นี่เป็นความแตกต่างเกือบเท่าตัวเชียวนะ! ถ้าหากการประเมินทักษะทางจิตของเธอต่ำไปล่ะก็...”
“ผมรู้ครับ” เถียถ่าผุดสีหน้าที่ค่อนข้างจนปัญญา “แต่ทักษะทางจิตนั่นต้องเกาะติดกับเกราะรบอย่างละเอียดอ่อน และการฟังเสียงหัวใจของวัสดุอะไรก็ไม่รู้ ผมไม่เข้าใจอะไรเลยสักอย่าง! จะให้ทำยังไงล่ะครับ!”
ลู่เซิ่งได้ยินบทสนทนาของคนทั้งสองพอดีในตอนที่ออกมา
ตัวทำละลายทักษะทางจิตแพลตตินัมเป็นหัวใจหลักของโรงเรียนแพลตินัม เรื่องนี้เขาได้ทราบจากความทรงจำของจัวหลินแล้ว
แต่เขาไม่ได้ใส่ใจ
ความจริงทักษะทางจิตของที่นี่เป็นการทำความเข้าใจเกราะรบ จากนั้นก็ปรับปรุงตัวเอง เพื่อแสดงพละกำลังในระดับที่คนธรรมดาไม่อาจไปถึงได้ออกมา
ความจริงไม่ต่างจากระดับจันทราในน้ำในนิยายกำลังภายในเท่าไหร่ โดยผลของมันคือการขุดค้นศักยภาพและอานุภาพของเกราะรบออกมาในระดับสูงสุด
ก่อนหน้านี้ลู่เซิ่งคิดจะใช้มันเป็นจุดทะลวง แต่ภายหลังกลับตัดทิ้งไป
ลู่เซิ่งเดินผ่านคนทั้งสอง เนื่องจากยังเดินห่างออกมาไม่ไกล เขาเลยได้ยินคำพูดกระท่อนกระแท่นของเถียถ่าที่อยู่ด้านหลัง
“...ผมชอบทักษะทางจิตแบบปักษาโบยบินลื่นไหลของโรงเรียนกราวน์โอเวอร์มากกว่า...พ่อผมเป็นทหารโล่ ตาของผมเป็นทหารโล่ มาถึงรุ่นผม ผมไม่อยากจะเป็นทหารโล่อีกแล้ว...”
“แต่เธอคือสายทหารโล่ตั้งแต่เกิดนะ!”
ลู่เซิ่งเดินออกจากหอพักอย่างระอา ไม่ฟังต่ออีก
เดินไปทางซ้ายมือของหอพัก ตัดทะลุสระน้ำแห่งหนึ่งและลานกว้างขนาดเล็กแห่งหนึ่ง ด้านหน้าคือร้านขายหนังสือที่ขายสื่อการสอนเพิ่มเติมในโรงเรียน
ร้านขายหนังสือตั้งอยู่ใต้ร่มไม้แน่นขนัด บางครั้งก็มีนักเรียนออกมาจากด้านใน โดยถือสื่อการสอนที่เป็นหนังสือเล่มหนาไว้ด้วย
“จัวหลินใช่ไหม บังเอิญจริงเชียว นายก็มาเตรียมหนังสือไว้ก่อนเหมือนกันเหรอ”
อยู่ๆ ก็มีเสียงผู้หญิงที่กระจ่างใสลอยมาจากด้านข้าง
ลู่เซิ่งกำลังจะเดินเข้าร้านหนังสือ พอได้ยินเสียงก็ได้แต่มองอีกฝ่ายอย่างจนปัญญา
นักเรียนหญิงสองคนที่ถือไอศกรีมไว้ในมือ กำลังเดินทอดน่องมาบนเส้นทางใต้ร่มไม้ทางซ้ายมือ
คนหนึ่งในนี้มีร่างสูงชะลูด ผมยาวสีม่วงระไหล่ ดวงตาคู่โตเหมือนกับยิ้มตลอดเวลา แค่ดวงตาคู่นี้ก็ทำให้คนมองข้ามใบหน้าที่ธรรมดาสามัญ และผิวพรรณที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นักของเธอไปโดยไม่รู้ตัว
“เซี่ยเฉิงหรือ บังเอิญจริง เธอมาหาหนังสืออ่านเหมือนกันเหรอ” ลู่เซิ่งเดินเข้าไปทักทายอย่างคุ้นเคยโดยเลียนแบบน้ำเสียงของจัวหลิน
ในห้องเรียนมีคนทั้งหมดห้าสิบคน คนที่สนิทกับเขาเพียงคนเดียวก็มีแต่เซี่ยเฉิง หญิงสาวที่ดูเหมือนยิ้มอยู่ตลอดเวลาคนนี้
“เครื่องแบบฉันล่ะ นายยืมไปให้แฟนใส่นี่ อย่าลืมเอามาคืนด้วยล่ะ ฉันมีแค่สามชุด สลับกันซักอีกสองวันก็ไม่พอแล้ว” เซี่ยเฉิงเตือน
“ไม่ต้องห่วง พรุ่งนี้จะซักมาคืนให้เธอเอง” ลู่เซิ่งเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“หือ...นายยิ้มเป็นกับเขาด้วยนี่...” เซี่ยเฉิงเหมือนจะแปลกใจเล็กน้อย “เท่าที่จำได้นายยิ้มน้อยมาก ดูเหมือนเมื่อวานจะมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นสินะ”
“จะว่างั้นก็ได้”
“มีปัญหาจริงๆ...ความอ่อนโยนจากความรักหรือไง ไม่เลวจริงๆ! แต่พอดูดีๆ แล้ว เวลานายยิ้มนี่หล่อเอาเรื่องเลยนะ” เซี่ยเฉิงอดแซวไม่ได้
จำเป็นต้องบอกจริงๆ ว่าจัวหลินมีเงื่อนไขภายนอกไม่เลวมาก แม้ว่าการเรียนจะธรรมดา แต่ถ้าไม่ใช่เพราะเอาแต่ทำหน้าบูดบึ้งทั้งวัน และมีนิสัยรักสันโดษ เกรงว่าสาวๆ ในห้องคงจะมาติดตรึม
“งั้นเหรอ” ลู่เซิ่งไม่ตอบรับไม่ปฏิเสธ จากมุมมองของเขา ตัวเขามองออกว่าผู้หญิงคนนี้คล้ายจะสนใจในตัวเขานิดหน่อย
แต่ในเมื่อจัวหลินมีอวี๋ซาแล้ว เธอก็ไม่ได้ดึงดันอีก
“จริงสิ นายยังคิดจะสมัครเป็นทหารโล่อยู่อีกไหม” เซี่ยเฉิงถามอย่างกะทันหัน
“ทหารโล่เหรอ” ลู่เซิ่งงุนงง จากนั้นก็นึกถึงความปรารถนาในใจจัวหลิน ปกป้อง
ความจริงเกราะรบที่ทหารโล่สวมใส่มีความสามารปกป้องเป็นหลัก ไม่มีความสามารถระยะไกล
“ใช่แล้ว...ทหารโล่...เป็นความฝันของฉันมาโดยตลอด” เขาลังเลเล็กน้อย จากนั้นก็ยิ้มขึ้น
ทหารโล่...อยู่ๆ เขาก็นึกวิธีดีๆ ออกแล้ว
..............................................
ถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น