561-565

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง ระบบโกงสกิล
บทที่ 561ถึง565

แคว้นนวกระจ่าง เขตกระสาขาว

ลู่หนิงที่สวมชุดคลุมสีดำทั้งตัวเดินไปตามริมแม่น้ำที่โล่งกว้าง ลัดเลาะผ่านต้นหลิวหลายต้น ไม่นานก็หยุดยืนหน้าประตูคฤหาสน์เก่าแก่ที่แขวนป้ายอันประณีตไว้

ชุดคลุมสีดำบนตัวเขามีขนาดใหญ่กว่าคนทั่วไปมาก ทั้งๆ ที่ลู่หนิงอายุเพียงเจ็ดขวบเท่านั้น แต่ชุดคลุมสีดำกลับเหมือนมีอะไรดันอยู่ ทำให้ร่างของเขาสูงถึงระดับผู้ใหญ่ กอปรกับใส่หน้ากากสีขาวอีกใบ จึงกลายเป็นลักษณะของคนลึกลับที่ท่องเที่ยวไปทั่ว

“จัตุรัสสูงกระจ่าง ที่นี่นี่แหละ” ในห้วงสมองของลู่หนิงมีเสียงชายชราดังมา

“ท่านอาจารย์ ต่อจากนี้พวกเราจะทำอะไร” ลู่หนิงถามอย่างใสซื่อ

“ต่อจากนี้เจ้าไม่ต้องทำอะไรเลย ทั้งหมดให้ข้าจัดการ เหมือนกับเมื่อก่อนหน้านี้”

“ขอรับ”

ลู่หนิงเงยหน้ามองอาคารทั้งหมด ลักษณะของอาคารดูเหมือนกังหันลมที่วางราบอยู่บนพื้น

เขาค่อยๆ ผลักประตูเดินเข้าไป พนักงานของร้านสองคนรีบเข้ามาต้อนรับ ก่อนจะชักนำเขาไปตรวจสอบยาพอกและผงยาหลากหลายชนิดด้านในร้าน

“มีปัญหาอะไรหรือไม่ จงหรูหั่วผู้นี้ดูเหมือนกับหมอยาธรรมดาทั่วไป ไม่ได้มีความพิเศษตรงไหน”

ทางขวามือของร้านยาเป็นเหลาสุราสูงสามชั้นที่มีพื้นที่ค่อนข้างเล็กแห่งหนึ่ง บนชั้นที่สาม บุรษสตรีสวมชุดทะมัดทะแมงสีขาวหลายคนกำลังยืนอยู่ด้านหน้าคันฉ่องบานใหญ่ที่สูงจากเพดานจรดพ้น กำลังมองดูเหตุการณ์ทุกอย่างในคันฉ่องอยู่

“นี่คือจงหรูหั่วหรือ เพื่อยืนยันว่าเขาเป็นลู่หนิง พวกเราจะต้องทดสอบพฤติกรรมดูก่อน” บุรุษสูงใหญ่ผู้หนึ่งที่ใส่หน้ากากสีเงินครึ่งใบกล่าวเสียงทุ้ม

“วิธีการทดสอบเล่า อีกฝ่ายเป็นคุณชายเล็กของสำนักมารกำเนิด ต้องระวังผลกระทบด้วย” สตรีอีกคนถามเสียงหวาน

“ใช้พิษเหมันต์เป็นอย่างไร”

“พิษแห่งจิตวิญญาณหรือ ก็ได้ ปล่อยตัวทดสอบเถอะ”

“ตกลง ลองใช้สักสองคนดูก่อน”

ไม่นานลู่หนิงก็เดินออกจากอาคาร คล้ายกับได้กำไรอู้ฟู่นัก หลังจากเขาออกจากร้านแล้วก็ตรงดิ่งไปยังนอกเมืองทันที

แต่ว่าอยู่ๆ ระหว่างทางก็มีเด็กสาวน่าสงสารโผล่มาแล้วล้มลงหมดสติอย่างกะทันหัน จนดึงดูดความสนใจของคนไม่น้อยที่อยู่รอบๆ

ลู่หนิงสังเกตเห็นสถานการณ์นี้เช่นกัน เขาชะงักฝีเท้า สุดท้ายก็เข้าไปตรวจสอบสถานการณ์ด้วย

แล้วเขาก็จดจำชนิดของพิษที่อยู่บนร่างของเด็กสาวฝาแฝดได้อย่างรวดเร็ว

“เหตุใดพิษชนิดนี้ถึงได้มาโผล่ในสถานที่แห่งนี้กัน” ในห้วงสมองของลู่หนิงมีเสียงสงสัยของชายชราดังมา

“เป็นอย่างไร ต้องช่วยไหม” ลู่หนิงเป็นคนที่มีจิตใจดีงาม พอเห็นเด็กสาวอายุรุ่นราวคราวเดียวกันทนทรมาน ก็อดส่งเสียงถามไม่ได้

“เจ้าอยากช่วยพวกนางหรือไม่เล่า เด็กสาวสองคนนี้เป็นคุณสมบัติร่างไร้ขอบเขตที่หายาก เข้ากับวิชาที่เจ้าฝึกฝนได้ดี ถ้าหากชุบเลี้ยงได้ จะมีส่วนช่วยที่ไม่เลวต่อพัฒนาการในอนาคตของเจ้า” ชายชรากล่าวอย่างราบเรียบ

“เช่นนั้นก็ช่วยพวกนางเถอะ” ลู่หนิงตัดสินใจ

เขาเดินไปถึงด้านข้างเด็กสาวฝาแฝดด้วยความเร็วที่ว่องไวถึงขีดสุด หลังสอบถามดูแล้ว รอบๆ ไม่มีคนในครอบครัว พอรู้ว่าพวกนางไม่มีครอบครัว ก็มองเสื้อผ้าเก่าขาดบนร่างเด็กสาว พลันทราบว่าเด็กสาวสองคนนี้เป็นเด็กข้างถนนธรรมดาๆ ที่อยู่ในละแวกนี้

การอาละวาดของวิญญาณร้ายได้ทำให้ครอบครัวมากมายบ้านแตกสาแหรกขาดและพัดพรากจากกัน สถานการณ์เหมือนเด็กสาวสองคนนี้เกิดขึ้นทั่วไป

“กินยาสิ” ลู่หนิงยื่นนิ้วที่สวมแหวนสีดำออกมาจากใต้ชุดคลุมดำ ก่อนจะดีดนิ้วเบาๆ จากนั้นเม็ดยาสีแดงเม็ดเล็กๆ สองเม็ดก็พุ่งออกมาแล้วดีดเข้าไปในปากของเด็กสาวทั้งสองคนอย่างแม่นยำ

กล่าวไปก็ประหลาด หลังจากยาเม็ดเข้าไปในปาก เด็กสาวทั้งสองคนก็ฟื้นคืนสติกลับมาในเวลาเพียงแค่สิบอึดใจเท่านั้น

“ขอบคุณคุณชายที่ลงมือช่วยเหลือ”

หลังจากขอบคุณเป็นพันครั้ง เด็กสาวทั้งสองคนก็ติดตามอยู่ด้านหลังลู่หนิง ปะปนอยู่ข้างกายเขาได้อย่างราบรื่น

“สำเร็จแล้ว”

คนสวมอาภรณ์ขาวหลายคนบนชั้นสามของเหลาสุรายิ้มจาง

...

ลู่หนิงกลับคืนสู่ลักษณะเดิม เพิ่งกลับมาถึงบ้าน ก็มีคนมาเรียกทันที

“คุณชายหนิง นายท่านเรียกพบเจ้าค่ะ”

“ท่านพ่อกลับมาแล้วหรือ” ลู่เซิ่งพลันยินดี รีบวิ่งออกจากห้องนอนตุเลงๆ หลังจากตัดผ่านสวนหย่อม ไม่นานก็เจอลู่เซิ่งที่กำลังวางหมากกับคนอื่นอยู่ในศาลาวางหมากด้านในคฤหาสน์ลู่

“ท่านพ่อ” ลู่หนิงร้องเรียกพร้อมกับพุ่งเข้าใส่อ้อมอกของลู่เซิ่ง

“เด็กดี” ลู่เซิ่งยิ้มพลางกอดบุตรชายไว้ จากนั้นก็บุ้ยใบ้ให้มือวางหมากที่อยู่อีกด้านออกไปก่อน พร้อมกับส่งสัญญาณให้ข้ารับใช้ที่อยู่รอบๆ แยกย้าย ไม่นานในรัศมีหลายร้อยหมี่รอบๆ ก็เหลือแค่สองพ่อลูกเท่านั้น

“หนิงหนิง พ่อมีเรื่องจะถามเจ้า เจ้าจะต้องตอบตามจริง เข้าใจไหม” ลู่เซิ่งดันลู่หนิงออกจากอ้อมอกอย่างสงบนิ่ง ก่อนถามเสียงจริงจัง

“ท่านพ่อท่านถามเถอะ หนิงหนิงจะตั้งใจตอบ” ลู่หนิงรีบพยักหน้า

ลู่เซิ่งมองดูบุตรชายที่อ้วนกลมเหมือนลูกหนัง ก่อนจะนิ่งไปเล็กน้อย ครู่ต่อมาจึงค่อยหยิบกระดาษหนังสีเหลืองม้วนหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ แล้วกางออกเบาๆ

“หนิงหนิง เจ้ารู้จักสิ่งนี้ไหม” ลู่เซิ่งวางกระดาษหนังลงด้านหน้าลู่หนิง คอยสังเกตปฏิกิริยาของอีกฝ่ายไปด้วย

ลู่หนิงอ่านเนื้อหาบนกระดาษอย่างงุนงง

[โอสถหยกม่วงหทัยลี้ลับ: ตำรายาได้รับการปรับปรุงดังนี้ นมโลหิตสองตำลึง, หนอนเส้นแดงสิบตำลึง, เห็ดฟูเหลืองสามชั่งแปดตำลึง, แมงร่างกล่วงสามตัว, แมลงปอทานตะวันสี่ตัว...]

นี่เป็นตำรายาที่ดูเหมือนมีราคาสูงมาก ลู่หนิงกวาดตาดูอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ส่ายหน้า

“หนิงหนิงไม่รู้จัก นี่คืออะไรหรือท่านพ่อ”

“นี่เป็นตำรับยา” ลู่เซิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เจ้าแน่ใจหรือ ลองดูดีๆ อีกทีสิ ไม่รู้จักจริงๆ หรือ”

“ไม่รู้จักขอรับ” ลู่หนิงส่ายหน้าด้วยใบหน้าตาน่าเอ็นดู

“ดี” ลู่เซิ่งเก็บตำรายาแล้วลูบผมของลู่หนิง “ช่วงนี้เจ้าเข้าไปในเขตแถวๆ นี้หรือไม่”

“ไม่ได้ไปขอรับ ที่ที่หนิงหนิงไปล้วนมีพวกพี่ใหญ่อาใหญ่ในคฤหาสน์จัดการไว้ให้ จะไปไหนท่านพ่อก็รู้หมดไม่ใช่หรือ” ลู่หนิงเอ่ยอย่างไร้เดียงสา

“จริงๆ หรือ” ลู่เซิ่งมองดวงตาของบุตรชาย

“จริงขอรับ หนิงหนิงไม่กล้าหลอกท่านพ่อหรอก” ลู่หนิงพูดอย่างน้อยใจเล็กน้อย

เขาไม่รู้จริงๆ ว่าตำรายาตำรับนั้นเป็นชายชราควบคุมร่างกายของเขาเพื่อปรับปรุง เขายังมาไม่ถึงขอบเขตขั้นนี้ ย่อมไม่รู้อะไรเลย

ส่วนการไปด้านนอก เขาก็ไม่มีความคิดระดับพื้นฐานเลย สถานที่ด้านนอกกับพื้นที่ความจริงไม่มีข้อแตกต่างสำหรับเขา แต่ภายใต้การควบคุมของชายชราและเพราะความเร็วที่ว่องไวจนน่าทึ่ง ตอนเช้าเขาสามารถอยู่ในเขตจันทราสารท และตอนบ่ายสามารถไปถึงเขตที่อยู่ไกลมากกว่าหมื่นลี้ได้

ลู่หนิงไม่ทราบถึงความสุดยอดนี้ เพียงรู้สึกว่าตัวเองเหมือนไม่ได้เดินไปไหนไกล เพียงครู่เดียวก็ไปไกลหมื่นลี้แล้ว แถมระหว่างสองสถานที่ก็ไม่ได้มีความแตกต่างอะไรนัก นี่ทำให้เขานึกว่าตัวเองไม่ได้ไปไหนเลย

“หนิงหนิง เรื่องนี้สำคัญมาก อย่าหลอกพ่อเด็ดขาดนะ” ลู่เซิ่งกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง

ลู่หนิงพยักหน้า “อย่างมากสุดก็แค่ไปที่อื่นตอนบ่ายเท่านั้น แต่ไม่ได้ไปไกลนะขอรับ” เขาเสริมอย่างลังเลเล็กน้อย

“ดี” ลู่เซิ่งไม่แสดงสีหน้า แต่ในใจมีคำตอบแล้ว ต่อจากนั้นก็เล่นเป็นเพื่อนลู่หนิง หรือไม่ก็ควบคุมไฟหยินให้เปลี่ยนเป็นรูปลักษณ์ต่างๆ เพื่อแสดงให้ลู่หนิงดู

รอลู่หนิงเล่นจนเบื่อแล้ว ลู่เซิ่งค่อยปล่อยเขาให้กลับไปอาบน้ำพักผ่อน

จนกระทั่งเจ้าอ้วนน้อยวิ่งหายไป ลู่เซิ่งยังคงนั่งรอคอยอะไรบางอย่างอยู่ในศาลาตามลำพัง

ไม่นานนัก เงาคนสวมชุดทะมัดทะแมงสีขาว ตรงหน้าอกปักคำว่าอริยะไว้ตัวเล็กๆ ก็เร่งฝีเท้าเข้ามาในศาลาวางหมาก

ผู้นำเป็นบุรุษหล่อเหลาที่มีสายตาคมกริบ สตรีที่ติดตามเขาอยู่มีรูปร่างยั่วยวน แต่กลับตัดผมจนโล้นเหมือนกับแม่ชี

“จือเหิงจื่อกับหงเหมยจื่อแห่งหน่วยตรวจสอบคารวะอริยะเจ้าลู่” ครั้นทั้งสองคนมาถึงด้านหน้าลู่เซิ่ง ก็โค้งตัวเล็กน้อยเพื่อแสดงความเคารพ

“ข้อมูลของท่านได้ส่งมาแล้ว นอกจากนี้สถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับคุณชาย ไม่ทราบว่าอริยะเจ้าลู่สัมผัสอะไรได้บ้าง” แม้บุรุษจะดูเคารพ แต่ก็กล่าวด้วยท่าทีเยาะเย้ยอยู่บ้าง

“พวกเจ้าจะตรวจสอบก็ได้ แต่จงอย่าสร้างผลกระทบทางลบให้แก่ลูกชายข้า นี่เป็นข้อตกลงที่พวกเราได้คุยกันไว้แล้ว ไม่มีปัญหากระมัง” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างราบเรียบ

“ย่อมได้” จือเหิงจื่อพยักหน้า

“นอกจากนี้ ข้าขอฉบับคัดลอกของผลลัพธ์หลังจากการตรวจสอบด้วย นี่ไม่มีปัญหากระมัง” ลู่เซิ่งถามอีก

“ได้แน่นอน” จือเหิงจื่อยิ้ม

ลู่เซิ่งพยักหน้า “สรุปข้าจะพยายามให้บริวารของสำนักและคฤหาสน์ร่วมมือกับพวกเจ้าเท่าที่จะทำได้”

“ขอขอบคุณอริยะเจ้าที่อนุญาต พวกเราซาบซึ้งใจมาก” จือเหิงจื่อค่อนข้างพอใจ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราไม่รบกวนการพักผ่อนของอริยะเจ้าแล้ว ขอตัวก่อน”

“ตามสบาย” ลู่เซิ่งค่อยๆ ยกจอกชาตรงหน้าขึ้นจิบเบาๆ

...

หลังจากหน่วยตรวจสอบของราชาอริยะองค์ที่หนึ่งเข้าพักในเขตจันทราสรท ก็ใช้เวลาทั้งหมดสองเดือนกว่าๆ

พวกเขาดำเนินการตรวจสอบและจับตาดูชีวิตทุกด้านของลู่หนิงอย่างละเอียดยิบ และพวกเขาก็ค้นพบเบาะแสร่องรอยไม่น้อยจริงๆ

ลู่เซิ่งไม่ได้ก้าวก่ายการปฏิบัติการใดๆ ของพวกเขา เขาได้คุยกับจือเหิงจื่อนั่นมาหลายครั้งแล้ว จนพบว่าสถานะของอีกฝ่ายแปลกประหลาดเล็กน้อย ไม่ได้เหมือนผู้เข้มแข็งในต้าอิน หากเหมือนกับผู้ใช้วิชาชั่วร้ายในโลกแห่งความเจ็บปวดมากกว่า แต่ก็อ่อนแอกว่าผู้ใช้วิชาชั่วร้าย

กระนั้นเมื่อพิจารณาว่าสำนักไตรอริยะควบคุมพลังของประตูพิภพสามบาน การที่ชักนำผู้ใช้วิชาชั่วร้ายให้เข้าร่วมได้ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

เขาเทียบสถานการณ์ของตัวเองตามเนื้อหาส่วนหนึ่งในข้อมูลไปพลาง คอยสังเกตท่าทีของหน่วยตรวจสอบเช่นจือเหิงจื่อไปพลาง ความจริงแล้วเขาเองก็สงสัยในสถานการณ์บางอย่างของลู่หนิงเช่นกัน

ข้อมูลเป็นเพียงการบรรยายทั่วๆ ไปเท่านั้น แทบไม่มีส่วนช่วยต่อลู่เซิ่ง มันบันทึกไว้ว่าคล้ายขอแค่ก้าวสู่ระดับเจ้าแห่งอาวุธได้ ก็จะเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงพิเศษโดยธรรมชาติเอง

ลู่เซิ่งไม่พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงทางคุณสมบัติเกิดขึ้นบนร่าง สิ่งที่เขารู้สึกได้เพียงอย่างเดียวก็คือจิตวิญญาณ

ก่อนที่จะได้ข้อมูลมา ลู่เซิ่งเกิดความรู้สึกแต่แรกแล้วว่า จิตวิญญาณคล้ายเริ่มเกิดปรากฏการหลอมรวมเข้ากับไฟหยินส่วนหนึ่งแล้ว ในระหว่างที่ให้ความร่วมมือกับหน่วยตรวจสอบในการตรวจสอบลู่หนิง ความเร็วของการหลอมรวมนี้ก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

ก่อนหน้านี้ไม่ทราบว่าการหลอมรวมนี้จะนำอะไรมา แต่จากบันทึกในข้อมูลทำให้เขาคาดเดาว่า บางทีการเปลี่ยนแปลงทางคุณสมบัติที่แท้จริงของเจ้าแห่งอาวุธอาจจะเพิ่งเริ่มต้นตั้งแต่ตอนนี้ก็ได้

การหลอมรวมจิตวิญญาณกับไฟหยินใช้เวลาทั้งหมดสามเดือน จากนั้นจิตวิญญาณก็จะหลอมรวมเข้ากับร่างกายอีกครั้ง ใช้เวลาแค่สองวันก็เรียบร้อยแล้ว

หลังการหลอมรวมลู่เซิ่งไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงใดๆ จึงรวบรวมสมาธิหลักไว้ที่หน่วยตรวจสอบ เขาสงสัยมากกว่าว่า หน่วยตรวจสอบของราชาอริยะองค์ที่หนึ่งแห่งสำนักไตรอริยะจะตรวจเจอสิ่งใดจากตัวลู่หนิง

ในตอนที่ลู่เซิ่งรอจนเริ่มหงุดหงิด หน่วยตรวจสอบก็มาหาเขาอีกครั้ง หวังว่าจะดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียดในระดับที่ลึกกว่าเดิมต่อลู่หนิงได้

“การทดสอบคุณสมบัติร่างกาย” ในโถงรับแขก ลู่เซิ่งนั่งบนที่นั่งประธาน ก้มมองพวกจือเหิงจื่อที่อยู่ด้านล่าง ไฟสีฟ้าที่เย็นเยียบลุกไหม้บนผนังสองฟากข้างอย่างไร้เสียง และปล่อยเส้นแสงที่เย็นยะเยือกออกมา

“ถูกต้อง ดำเนินการตรวจสอบทุกด้าน ถือเป็นการรับประกันระดับลึกต่อคุณชายหนิงเช่นกัน” จือเหิงจื่อยังคงยิ้มกริ่มอย่างเคย

“ข้าไม่อนุญาต” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างราบเรียบ

“เหตุใดอริยะเจ้าไม่ลองพิจารณาดูอีกครั้ง เกิดว่าในร่างกายของคุณชายหนิงมีสิ่งไม่ดีซุกซ่อนอยู่ล่ะก็...”

“ข้าไม่อยากยอมรับความเสี่ยงเพิ่มเติม เรื่องนี้ขอให้จบเท่านี้” ลู่เซิ่งนิ่วหน้า ช่วงนี้จิตวิญญาณของเขาปรากฏคลื่นพิเศษขึ้น เขาที่ความรู้สึกรับรู้ไม่นับว่าแข็งแกร่งอยู่แล้ว ตอนนี้ระดับยิ่งตกต่ำลงไปไม่น้อย ดังนั้นจึงไม่อยากให้เกิดเหตุแทรกซ้อน หากมีปัญหาอะไรขึ้นมาจะไม่เป็นผลดีแล้ว

“...ก็ได้ ในเมื่ออริยะเจ้ายืนกราน อย่างนั้นพวกเราก็ได้แต่รายงานระดับบนตามจริงแล้ว” จือเหิงจื่อยักไหล่อย่างจนใจ

“ตามใจพวกเจ้าเถอะ สำนักเราให้ความร่วมมือกับพวกเจ้าในการตรวจสอบมานานขนาดนี้ กลับไม่มีผลลัพธ์อะไรแม้แต่น้อย นี่เป็นเพราะพวกเจ้าไม่มีความสามารถเอง โทษใครไม่ได้หรอก” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างราบเรียบ

“อริยะเจ้าสั่งสอนได้ถูกต้อง” จือเหิงจื่อเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ไม่ได้โกรธเคือง “อย่างนั้นพวกเราขอตัวก่อน”

“ไปเถอะ ฝากทักทายฝ่าบาทราชาอริยะแทนข้าด้วย” ลู่เซิ่งค่อยๆ หลับตาลง การเปลี่ยนแปลงของจิตวิญญาณทำให้ช่วงนี้เขาเหนื่อยง่ายมาก

“แน่นอน” จือเหิงจื่อพาหงเหมยจื่อออกจากโถงประชุมและลานเรือน ก่อนจะหันไปมองโถงใหญ่

ตอนนี้เขายิ้มกว้างยิ่งกว่าเดิม

“ทุกอย่างราบรื่นดี” จือเหิงจื่อยื่นมือไปตบบ่าหงเหมยจื่อเบาๆ “ไปเถอะ ถึงเวลาพวกเราเก็บเกี่ยวผลประโยชน์แล้ว”

“ตอนนี้สับตัวคนเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ใช้คือจิตวิญญาณของคนอายุเท่ากันที่มีความคล้ายกันเก้าสิบห้าส่วนจากร้อยส่วน นอกจากนี้ความทรงจำปลอมก็ได้ปลูกถ่ายสำเร็จแล้วเช่นกัน” หงเหมยจื่อส่งกระแสเสียงด้วยใบหน้าเย็นชา

“ถูกต้อง นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าเจ้าหนูนั่นจะมีสมบัติที่ล้ำค่าแบบนี้อยู่ในตัว นี่เหมือนกับสุภาษิตที่ว่ามีความผิดเพราะครอบครองหยกจริงๆ” จือเหิงจื่อหัวเราะ แล้วเหินร่างขึ้นเพื่อบินไปยังที่ไกลพร้อมกับหงเหมยจื่อ

...

‘ที่นี่...คือที่ไหน’ ลู่หนิงจ้องมองห้องที่ทรุดโทรมรอบๆ อย่างระมัดระวัง

เขาอยู่ระหว่างทางกลับคฤหาสน์ลู่แท้ๆ เพียงแต่แค่พริบตาที่ก้าวเข้าคฤหาสน์ลู่ ทุกสิ่งตรงหน้าก็เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง

..............................................

 “ผิดปกติอยู่บ้าง ระวังตัวด้วยหนิงหนิง!” เสียงชายชราดังขึ้นในสมองเขา “เหมือนจะเป็นฝีมือของคนที่จับตาดูเราเมื่อก่อนหน้า นึกไม่ถึงว่าพวกเขาจะลงมือใกล้ๆ คฤหาสน์ลู่ได้!”

แม้ลู่หนิงจะเพิ่งอายุไม่กี่ขวบ แต่ก็มีพรสวรรค์แข็งแกร่งที่สุด ทั้งยังมีความเป็นผู้ใหญ่ กอปรกับการเดินทางในหลายเดือนมานี้ นิสัยจึงโตขึ้นมา เทียบได้กับเด็กอายุสิบกว่าขวบแล้ว

พอได้ยินดังนั้น เขาก็ปรับท่วงท่าและปล่อยใจให้ว่างอย่างรวดเร็ว เพื่อให้อาจารย์ออกหน้าควบคุมร่างกาย

“สามารถลงมือใกล้ๆ คฤหาสน์ลู่ได้ ระดับของคนพวกนี้...ร้ายกาจมาก!” ชายชราน้ำเสียงย่ำแย่เล็กน้อย

“ร้ายกาจกว่าท่านพ่ออีกหรือ” ลู่หนิงอดถามไม่ได้

“แน่นอน เบื้องหลังพวกเขามีขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่ไพศาล แข็งแกร่งกว่าสำนักมารกำเนิดและตระกูลลู่ของเจ้ามาก” ชายชรารีบตอบ

ลู่หนิงกัดริมฝีปาก “ท่านอาจารย์มีวิธีสลัดหลุดจากพวกเขาไหม ข้าไม่อยากให้ตระกูลโดนลูกหลงไปด้วย”

“ดูตรงนี้ ดูตรงนี้เร็วลู่หนิงน้อยผู้น่ารัก” ด้านในลานเรือนที่ชำรุดชุดโทรม อยู่ๆ ก็มีคนเรียกชื่อเขาจากด้านหลังอย่างสนิทสนม

ร่างกายของลู่หนิงถูกอาจารย์ควบคุมอยู่ เขาค่อยๆ หมุนตัวไป เห็นบุรุษที่สวมอาภรณ์สีขาวกำลังยิ้มแฉ่งมองตน ด้วยสายตาฉายแววละโมบ

“ท่านเป็นใครกัน” ตอนนี้ลู่หนิงอยู่ในร่างธรรมดา ไม่ได้ปลอมแปลง เป็นเด็กอ้วนคนหนึ่ง

“ข้าหรือ ข้ามาช่วยเจ้า” บุรุษตอบด้วยรอยยิ้ม “เจ้าจะเรียกข้าว่าจือเหิงจื่อก็ได้ ข้ามาแก้ไขสภาพผิดปกติในร่างของเจ้า”

ตุบ

ลู่หนิงได้ยินเสียงดังมาจากด้านหลัง เขาหันไปมอง ด้านหน้ามีสตรีอาภรณ์ขาวคนหนึ่งค่อยๆ ทิ้งตัวลงจากฟากฟ้า และขวางเส้นทางของเขาเอาไว้

“พวกท่าน...” ใบหน้าอ้วนจ้ำม่ำของลู่หนิงฉายแววเคร่งเครียด “พวกท่านอย่าเข้ามานะ ไม่งั้นข้าร้องแน่!”

จือเหิงจื่อเดินเข้าใกล้ลู่หนิงทีละก้าวๆ โดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง

ฟุ่บ

มีดสั้นสีแดงฉานเล่มหนึ่งที่กำลังหมุนดีดออกมาจากในมือของเขา รอบๆ มีดสั้นมีลวดลายงูตัวเล็กสีดำสองตัวรัดพันกันอยู่

“นึกไม่ถึงว่าบนตัวเจ้าจะมีสมบัติระดับนั้น เจ้าจะมอบออกมาเอง หรือให้พวกเราเอามาด้วยตัวเอง” จือเหิงจื่อย่างสามขุมเข้าหาอย่างสงบนิ่ง

“พวกท่านพูดอะไรไม่รู้เรื่อง”

ลู่หนิงหมุนตัวไปอีกทิศทางหนึ่งเพื่อจะออกไปนอกประตู

ฟ้าว!

“มีดมังกรทะยาน!”

ประกายมีดสีแดงเลือดที่เหมือนกับเส้นด้ายฟาดฟันใส่เขาในทันที

ลู่หนิงหลบหลีกเหมือนตอบสนองตามสัญชาตญาณ แล้วใช้มือดีดใส่ประกายมีดอย่างแม่นยำ

เคร้ง!

ตัวมีดของจือเหิงจื่อเปลี่ยนทิศทาง เปลี่ยนมุมไปสามครั้งในพริบตาเดียว แต่ล้วนถูกลู่หนิงดีดกระเด็นออกไปอย่างแม่นยำ

“ไป!” เสียงของชายชราดังขึ้นในหูของลู่หนิง

“แต่ว่าท่านอาจารย์!” ลู่หนิงตอบสนองไม่ทัน รู้สึกได้ว่าสองเข่าพลันย่อลง หลบพ้นการโจมตีจากดาบคู่ของสตรีที่อยู่ด้านหลังได้อย่างพอดิบพอดี

ชายชราควบคุมร่างกายของลู่หนิงพุ่งออกจากระหว่างคนทั้งสอง แล้วลอยตัวไปยังที่ไกลเหมือนกับนกกระจอก

“คิดหนีหรือ” จือเหิงจื่อใช้มือขวาประสานมุทราดุจสายฟ้าแลบ ตรงทรวงอกด้านซ้ายของลู่หนิงพลันเรืองแสงสีม่วงอ่อนๆ

“อยู่บนตัวเจ้าจริงๆ ด้วย ตาม!”

พวกจือเหิงจื่อกระโจนเข้าใส่ลู่หนิง ประกายมีดส่องแสงระยิบระยับ พวกเขาฟันใส่จุดอ่อนของลู่หนิงโดยไม่สนใจเลยว่าอาจจะสังหารเด็กน้อยได้

เปรี้ยง!

ในตอนที่ลู่หนิงกำลังจะหลบ พละกำลังอันมหาศาลไร้รูปร่างก็กระแทกใส่ตัวเขาอย่างรุนแรง ทำให้เขากระเด็นออกไปชนใส่กำแพงที่อยู่ไม่ไกล ร่างฝังลึกเข้าไป

“ระดับดวงดาว...” เสียงของชายชราดังสะท้อนอยู่ในหูของลู่หนิงอย่างเคร่งเครียดถึงขีดสุด

“ท่านพ่อ...” น้ำตาของลู่หนิงทะลักออกมาอย่างผิดหวัง

“ลู่หนิง เจ้าฟังให้ดี ศัตรูที่เจ้าเผชิญในตอนนี้แข็งแกร่งจนยากจินตนาการ อีกประเดี๋ยวอาจารย์จะสร้างทางรอดให้เจ้า เจ้าคว้าโอกาสหนีไปทางที่พวกเราเคยคุยกันมาก่อน ห้ามลังเล ใช้วิชากระจอกธารา จงอย่าลังเล จงอย่าหันหน้ากลับมา”

ชายชราพูดทีละคำด้วยเสียงทุ้มต่ำ

“ข้าอยากเจอท่านพ่อ...! ท่านแม่!” ลู่หนิงร้องไห้

“พอได้แล้ว! คิดทำร้ายครอบครัวเจ้าจนตายหรืออย่างไร!? เตรียมตัวซะ” ชายชราตำหนิเสียงเฉียบขาด

ตุบ...ตุบ...ตุบ...

เสียงฝีเท้าใสกระจ่างค่อยๆ ดังมาจากด้านนอกประตู

บุรุษร่างสูงใหญ่สวมหน้ากากและพันผ้าพันศีรษะสีขาวค่อยๆ ทิ้งตัวลงจากท้องฟ้า เขาเหน็บดาบใหญ่สีขาวอมเทาที่สร้างอย่างหยาบกระด้างไว้ตรงเอว

ลู่หนิงถูกตำหนิจนต้องหยุดน้ำตา ก่อนจะฝืนยันตัวขึ้นจากในกำแพง

“ท่าน...ท่านเป็นใคร!?” เขาถามอย่างขลาดกลัว

ดวงตาสีน้ำเงินคู่หนึ่งที่อยู่ใต้ผ้าพันศีรษะของบุรุษมองดูเขาอย่างสงบนิ่ง

“วิญญาณดวงดาวรึ เป็นวัตถุดิบที่ไม่เลวนี่ ดึงออกมาซะ” เขายื่นมือออกมาคว้าใส่ลู่หนิง

“ใต้เท้า...บิดาของอีกฝ่ายคือ...” จือเหิงจื่อที่อยู่ใกล้ๆ รีบรายงานด้วยเสียงนอบน้อม

“ไม่เป็นไร ถ้าหากถูกพบ ก็ให้กวาดล้างสำนักมารกำเนิดไปด้วยเลย” บุรุษดวงตาสีน้ำเงินเอ่ยอย่างเรียบเฉย

“ทว่า...องค์ราชา...” จือเหิงจื่อส่ายหน้า

“ข้านำโองการล่าสุดขององค์ราชามาแล้ว” บุรุษดวงตาสีน้ำเงินสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง “รีบจัดการวิญญาณดวงดาวให้เร็วที่สุด เพื่อเตรียมเปิดศึกเต็มพิกัด ถ้าหากสำนักมารกำเนิดขัดขวาง ให้ฆ่าทิ้งไม่มีละเว้น”

“นี่!?” จือเหิงจื่อกับหงเหมยจื่อสีหน้าผกผัน ตอนแรกทั้งสองหาเด็กตัวตายตัวแทนมาปลอมตัวเป็นลู่หนิงชั่วคราวเพื่อปิดบังสายตาพวกลู่เซิ่ง และจะส่งเด็กกลับไปหลังดึงวิญญาณแล้ว

แต่ตอนนี้...

บรรยากาศหนักอึ้งเล็กน้อย

“ไป!”

อยู่ๆ ลู่หนิงก็ทำลายกำแพงด้านขวาแล้วบินไปยังที่ไกลเหมือนสายฟ้า

พริบตานี้ความเร็วที่เขาระเบิดออกมาเหนือกว่าจินตนาการของคนทุกคน บุรุษดวงตาสีน้ำเงินสีหน้าแปรผันเล็กน้อย ก่อนจะระเบิดร่างกลายเป็นแถบผ้าสีขาวนับไม่ถ้วน แล้วหายไปจากที่เดิม

...

ในป่ารกร้าง

ลู่หนิงวิ่งหนีสุดชีวิต รอบๆ ล้วนเป็นป่าสีเทา แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับเขตจันทราสารทที่เขาเคยเห็นในยามปกติ

“ที่นี่ไม่ใช่เขตจันทราสารท พวกเราถูกเคลื่อนย้ายมาไกลโดยไม่รู้ตัว! เพียงแต่ไม่รู้ว่าถูกเคลื่อนย้ายมาที่ไหน”

เสียงของชายชราทั้งเร่งร้อนและอ่อนแรง

พวกเขาเร็วเกินไป จนทำให้เกิดกระแสลมสีขาวลากเป็นทางยาวขึ้นด้านหลัง หนำซ้ำยังทำลายกำแพงเสียง ส่งเสียงดังลั่นจนแก้วหูแทบฉีกขาดด้วย

“เจ้าคิดไปไหน!”

ทันใดนั้นมีแถบผ้านับไม่ถ้วนพุ่งเข้ามาจากด้านหน้า แล้วกระแทกใส่ใบหน้าของลู่หนิงพอดี

เปรี้ยง!

แสงเจ็ดสีกลุ่มหนึ่งระเบิดออกจากร่างของลู่หนิงขวางกั้นแถบผ้าไว้ ชายชราแค่นเสียงพร้อมกับควบคุมให้ลู่หนิงหลบการโจมตีจากแถบผ้าที่ตามมา

“พันปักษาโบยบิน!” มีเสียงทุ้มต่ำดังมาแต่ไกล

ฉึบๆๆๆ!

แถบผ้าสีขาวนับไม่ถ้วนปรากฏรอบๆ ตัวลู่หนิงในทันใด แล้วห่อหุ้มเขาไว้หลายชั้น

“วิชาทำลายแก่น!” ชายชราตะโกน แสงเจ็ดสีรวมตัวแล้วระเบิดหลุมใหญ่หลุมหนึ่งออกมา ลู่หนิงพุ่งออกมาจากด้านใน แล้วโถมตัวไปยังที่ไกล

“ไป!” มนุษย์แสงเจ็ดสีแยกออกมาจากร่างลู่หนิง ก่อนจะพุ่งใส่บุรุษดวงตาสีน้ำเงิน

“อย่าหันหลัง”

น้ำตาของลู่หนิงทะลักออกมาโดยไม่รู้ตัว เขาจุกในลำคอหากแต่ไม่กล้าหันกลับ เพียงพุ่งไปยังที่ไกลด้วยความเร็วสูง

อ๊าก!

ทันใดนั้นด้านหลังมีเสียงคำรามที่น่ากลัวดังมา

ลู่หนิงอดหันกลับไปดูไม่ได้ ก่อนจะเห็นชายชราถูกบุรุษดวงตาสีน้ำเงินใช้มือบีบคอและยกตัวลอยขึ้นกลางอากาศพอดี ทั่วทั้งร่างปล่อยแถบผ้าสีขาวจำนวนมากออกมา

“ท่านอาจารย์!” ลู่หนิงพลันหลับตา แล้วตะเบ็งเสียงอย่างบ้าคลั่ง

ตอนนี้วินาทีนี้เขาปรารถนาพลังที่แข็งแกร่ง

อาจารย์สอนตนอย่างตั้งใจมาโดยตลอด แม้จะขี้บ่น มักห้ามนู่นห้ามนี่ แต่เขาก็รู้ว่านั่นเป็นเพราะอีกฝ่ายหวังดีกับเขา

“อย่าหันกลับมา! เจ้าเป็นความหวังสุดท้ายของข้าจ่างชิงจื่อ เป็นตายแล้วแต่ชะตา ก่อนตายข้าได้มีศิษย์อย่างเจ้า ก็ไม่มีอะไรให้เสียดายแล้ว!” ชายชราปล่อยแสงเจิดจ้าออกมาขวางกั้นการห่อหุ้มของแถบผ้าสีขาวสุดกำลัง

“อ้อ? เป็นคุณสมบัติของร่างร่องรอยดวงดาวที่หายากนี่เอง...มิน่าเจ้าถึงได้ร้อนใจนัก” บุรุษดวงตาสีน้ำเงินมองลู่หนิง อยู่ๆ ก็เหมือนนึกอะไรออก

“เป็นแค่ระดับดวงดาวปลอมแท้ๆ!” จ่างชิงจื่อกัดฟันพร้อมกับตั้งฝ่ามือขวาขึ้น กลางฝ่ามือมีกลุ่มแสงสีดำสนิทที่บิดเบี้ยว พลังวิญญาณจำนวนมากทะลักเข้าสู่แสงสีดำ คลื่นทำลายล้างที่เกิดขึ้นแข็งแกร่งและน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ

“หือ...นี่คือ?!” ในที่สุดดวงตาที่เย็นชามาโดยตลอดของบุรุษดวงตาสีน้ำเงินก็เปลี่ยนแปลงเป็นครั้งแรก

“ตายด้วยกันเถอะ!”

ตูม!

แสงสีดำระเบิดเป็นชิ้นๆ

“อาจารย์!” ลู่หนิงหลับตาตะโกนอย่างเจ็บปวด นี่เป็นคนแรก คนแรกที่ดีกับเขา แต่เขากลับได้แต่มองดูอีกฝ่าย

“เจ้าจะหนีไปไหน”

ทันใดนั้นด้านหน้ามีเสียงบุรุษที่ทุ้มต่ำและเคร่งขรึมดังมา

บุรุษร่างสูงใหญ่ที่มีปีกเนื้อสีดำสนิทงอกบนหลังกำลังยืนขวางทางอยู่ตรงหน้าลู่หนิงอย่างสงบนิ่ง

ลู่หนิงรีบชะงักฝีเท้าด้วยความรีบร้อน ขณะกำลังจะหันไปอีกทาง ก็ถูกพลังงานไร้รูปร่างสายหนึ่งดึงตัวกลับมา

“เจ้ากล้าหนีต่อหน้าข้าข่งเลี่ยหรือ” บุรุษกระพือสองปีกและก้าวเข้าไปใกล้ “วิญญาณดวงดาวไม่อนุญาตให้รั่วไหล ต้องถอนรากถอนโคน ตายเสียเถอะ!”

เขาตะปบมือใส่ลู่หนิง พลังอันมหาศาลกดทับอากาศ กลายเป็นกรงเล็บโปรงแสง กรีดใส่ลู่หนิงที่ได้แต่มองดูตาปริบๆ

“ท่านพ่อ...” ลู่หนิงมองดูความตายกดดันเข้ามาใกล้อย่างงุงง คิดถึงเรื่องมากมายอยู่ชั่วขณะ

ตูม!

กรงเล็บยักษ์ไร้รูปร่างกระแทกทรวงอกของลู่หนิงอย่างแรง

ร่างเล็กของเขาลอยขึ้นสูง แล้วหมุนคว้างไปยังที่ไกล ในเวลาเดียวกันกลับมีเปลวไฟสีเขียวกลุ่มหนึ่งลุกไหม้ขึ้นรอบๆ ตัวเขา

...

เพล้ง

ด้านในวังมาร

ลู่เซิ่งบีบจอกชาจนแตกคามือ ปราณมารนับไม่ถ้วนลุกไหม้ขึ้นบนร่าง

‘ผู้ใดแตะต้องผนึกกัน...’ เขาค่อยๆ ยืนขึ้น แล้วเดินออกจากตัววัง ก่อนจะเงยหน้ามองท้องฟ้า

เมฆดำจำนวนมากรวมตัวกันกลางอากาศ เสียงสายฟ้าดังครืนครัน ดวงตาสีน้ำเงินขนาดยักษ์เปิดขึ้นกลางชั้นเมฆพร้อมกับเพ่งมองเขา

“พวกเจ้ากล้าทำลายข้อตกลง...” ในดวงตาอึมครึมของลู่เซิ่งเหมือนกำลังบ่มเพาะความโกรธเกรี้ยวอยู่

“ลู่เซิ่ง เจ้าจะต่อต้านหรือ” เสียงดังสนั่นพุ่งเข้าหาวังมาร ทำให้เครื่องเรือนนับไม่ถ้วนสั่นสะเทือนดังครึ่กๆ

“ต่อต้านหรือ” ลู่เซิ่งยิ้มเหี้ยมเกรียม “กล้าแตะต้องลูกชายข้า ดูเหมือนพวกเจ้าจะเบื่อที่มีชีวิตมายาวนานเกินไปแล้ว...”

“เจ้า...”

ตูม!

ดวงตาสีน้ำเงินยังพูดไม่ทันจบก็ระเบิดกลายเป็นเมฆดำนับไม่ถ้วน

ลู่เซิ่งชักนิ้วชี้กลับ ปราณมารทั่วร่างแผ่ขยายไปรอบๆ อย่างบ้าคลั่งเหมือนกระแสน้ำ

วินาทีนั้นปราณมารที่ยิ่งใหญ่จนน่ากลัวปกคลุมสิ่งก่อสร้างทั้งหมด ข้ามผ่านวังมาร ข้ามผ่านเนินเขา ลอยผ่านทุ่งราบ และลอยผ่านป่าเขา

อาณาเขตทั้งหมดในรัศมีหลายพันลี้ถูกปราณมารสีดำกลบท่วม

“หาตัวจือเหิงจื่อ คนของสำนักอริยะที่หนึ่ง ให้ฆ่าไม่มีละเว้น!”

..............................................

กลางทะเลป่าบริเวณชายแดนของแคว้นนวกระจ่าง

ด้านในป่าที่เขียวชอุ่มเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ตอนนี้สัตว์ป่า แมลง และนกฝูงใหญ่กำลังหนีไปรอบๆ ด้วยความแตกตื่นหวาดกลัว

คันฉ่องทรงโค้งขนาดมหึมาที่สูงถึงสามหมี่ตั้งสงบนิ่งอยู่บนพื้นโคลนกลางป่าระหว่างต้นไม้ใหญ่สูงเทียมฟ้า

“สำนักมารกำเนิดกล้าต่อต้าน” เสียงในอากาศค่อยๆ ดังขึ้น

“อย่างนั้นก็เริ่มกันเลย คันฉ่องแห่งสงคราม ทางสำนักพันอาทิตย์ได้ส่งทัพอาภรณ์แดงไปแล้ว” สตรีอีกคนเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ

“ดีเหมือนกัน ช่วงนี้สามสำนักเคลื่อนไหวเอิกเกริกและกำเริบเสิบสานขึ้นเรื่อยๆ ขนาดเจ้าสำนักกักตนเพราะได้รับบาดเจ็บหนัก ก็ยังไม่ยอมทำตัวสงบเสงี่ยม ถือว่ามอบคำเตือนให้แก่สำนักพันอาทิตย์ก็แล้วกัน”

“อือ”

ซู่ว...

แสงสีเทาเล็กละเอียดเริ่มรวมตัวและแผ่กระจายในผิวคันฉ่อง

พรึ่บ แขนสีเทาข้างหนึ่งยื่นออกมาจากในคันฉ่องอย่างช้าๆ ก่อนที่ร่างกายเปลือยเปล่าสีเทาจะตามออกมา

บุรุษร่างสูงใหญ่ที่ท่อนบนเป็นมนุษย์ ท่อนล่างเป็นหางงูสามหางค่อยๆ คลานออกมาจากในคันฉ่อง

บุรุษสวมกวนหยกสีขาวอมเทา ตาเป็นประกายกลอกกลิ้งและเย็นเยียบ

หลังจากเขาออกมาจากผิวคันฉ่องแล้ว ก็รีบหลีกทาง ไม่นานนักสตรีผมดำงดงามที่ผมยาวถึงเอวก็เดินออกมาจากด้านหลังอีกคน

เพียงแต่ปลายผมของสตรีนางนี้เหมือนเหยียดยื่นเข้าไปในความว่างเปล่า เป็นสภาพประหลาดกึ่งโปร่งแสงเหมือนมีเหมือนไม่มี

“ไม่นึกเลยว่าครั้งนี้จะเป็นการร่วมมือกับท่าน ช่างเป็นเกียรติยิ่งนัก อริยะเจ้าถูหลัน” บุรุษผู้มีหางงูสามหางเผยรอยยิ้มน่าลุ่มหลง

“นับตั้งแต่เลื่อนเป็นเทวปัญญาเมื่อพันปีก่อน พวกเราก็ไม่ได้เจอกันมาเก้าร้อยปีแล้วกระมัง” ถูหลันเอ่ยด้วยรอยยิ้มเช่นกัน “ดูเหมือนอริยะเจ้าจ้าวอวี้จะเข้าสู่ระดับสามหางอย่างเป็นทางการแล้ว ช่างน่ายินดียิ่งนัก”

“อริยะเจ้าถูหลันก็เข้าสู่ระดับเกศาลวงเหมือนกันไม่ใช่หรือ”

ทั้งสองยกยอกันเอง

“ครั้งนี้ที่มาเพราะพบวิญญาณระดับดวงดาวในต้าอิน

จะว่าไป ระดับดวงดาวในระบบของต้าอินน่าจะตรงกับจิตวิญญาณระดับดาวหยกถึงเทวปัญญากระมัง วิญญาณดวงดาวนอกโลกระดับนี้มีคุณค่าให้ศึกษาสูงมาก” ถูหลันเลียรีมฝีปากจิ้มลิ้ม กล่าวอย่างปรารถนา

“ระบบแตกต่างกัน แต่ถ้าเทียบด้านการต่อสู้แล้ว ระดับดวงดาวอย่างมากสุดจะเท่ากับระดับเทวปัญญาจริงๆ สำหรับดวงดาวด้านนอก ขอแค่ดำรงกายเนื้อและจิตวิญญาณในนภาดาวของโลกภายนอกได้ ก็สามารถเรียกว่าระดับดวงดาวได้ทั้งนั้น” อริยะเจ้าจ้าวอวี้บุรุษสามหางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

“เอาล่ะ ในเมื่อผู้รับผิดชอบอย่างพวกเราสองคนมาถึงแล้ว อย่างนั้นก็เริ่มเถอะ”

“ก็ดี”

ทั้งสองล้วงหยิบกุญแจสีดำดอกเล็กออกมาจากอก จากนั้นก็ประกบกุญแจเข้าด้วยกันเบาๆ รอยฟันบนกุญแจถึงกับเข้ากันได้พอดี

แกร๊ก

กุญแจที่ประกบเข้าหากันส่งเสียงดังกังวาน

ชั่วขณะนั้น ต้นไม้ยักษ์จำนวนมหาศาลที่อยู่รอบๆ ค่อยๆ สั่นไหว

ครืน...

ต้นไม้ยักษ์ที่อยู่ใกล้ที่สุดต้นหนึ่งถอนรากออกจากพื้นอย่างช้าๆ บนลำต้นมีดวงตาสีเขียวเข้มขนาดยักษ์คู่หนึ่งเปิดขึ้น

“หัวหน้าทัพ อันตี๋ลาตัว น้อมรับคำสั่งของอริยะเจ้าทั้งสองท่าน”

“เตรียมเคลื่อนพล” อริยะเจ้าถูหลันโยนกุญแจไปยังท้องฟ้าเบาๆ

เปรี้ยง!

จากนั้นกุญแจก็ระเบิดออก โปรยปรายเป็นจุดแสงสีดำนับไม่ถ้วน

“เข้าใจแล้ว...” มนุษย์ต้นไม้พยักหน้าน้อยๆ

คลื่นไร้รูปร่างขยายไปรอบๆ อย่างไร้สุ้มเสียงโดยมีเขาเป็นศูนย์กลาง

ชั่วขณะนั้น ป่าไม้พุ่มหญ้าทั้งหมดที่อยู่ในรัศมีพันลี้ต่างก็ขยับขยุกขยิก พากันถอนรากออกจากพื้น บนลำต้นมีใบหน้ามนุษย์ปรากฏขึ้น ต่างจัดเรียงแถวกันอย่างเป็นระเบียบ

ใช้เวลาแค่ครู่เดียว ป่าดึกดำบรรพ์ที่มีอายุหลายพันปีแห่งนี้ก็กลายเป็นทัพพฤกษาอันน่ากลัวที่มีจำนวนต้นไม้ขนาดยักษ์มากกว่าหลายสิบหมื่น

“ไปเถอะ จงฆ่าสิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่พบเห็น” อริยะเจ้าจ้าวอวี้ชี้ไปยังทางเขตจันทราสารท

ตูม!

ทัพต้นไม้นับไม่ถ้วนพากันถอนร่างจากพื้น แล้วก้าวไปยังทิศทางของเขตจันทราสารทในทันที

ดวงตาสีน้ำเงินขนาดยักษ์ข้างหนึ่งค่อยๆ ปรากฏบนพื้นดินที่ทัพใหญ่เคลื่อนผ่าน จับจ้องการเดินหน้าอย่างรวดเร็วของทัพใหญ่

...

วังมาร สำนักมารกำเนิด

ลิ่วซานจื่อเร่งรุดมาถึงตำหนักหลักของวังมารหลังจากได้ยินเสียงตะโกนของลู่เซิ่ง

ไม่เพียงแค่เขาเท่านั้น ผู้ถืออาวุธอีกสิบกว่าคนก็มากันพร้อมหน้าเช่นกัน ในนี้มีอยู่ไม่น้อยที่เป็นคนที่เข้าร่วมกับสำนักมารกำเนิดในช่วงที่วิญญาณร้ายออกอาละวาด จึงไม่ทราบว่าท่าทีของเจ้าสำนักหมายถึงสิ่งใด

มีแต่จอมอาวุโสในตอนแรกสุดอย่างเฒ่าสือกับสวี่เฝ่ยลาเท่านั้นที่รู้ว่า ความโกรธเกรี้ยวแบบนี้ของลู่เซิ่งเป็นครั้งแรกที่ไม่เคยมีมาก่อน

จอมอาวุธสิบกว่าคนรวมตัวกันที่ตำหนักหลัก เจ้าสำนักลู่เซิ่งยังมาไม่ถึง แต่ทุกคนล้วนกระสับกระส่าย

พวกเขาเห็นดวงตาสีน้ำเงินขนาดยักษ์ที่แผ่ไปทั่วม่านฟ้าเมื่อก่อนหน้าแล้วเช่นกัน แม้ว่าจะถูกเจ้าสำนักของตนทำลายในการโจมตีครั้งเดียว แต่แยกแยะได้จากเสียงถ่ายทอดคำสั่งเมื่อครู่ว่า เป็นไปได้ถึงขีดสุดที่ดวงตาข้างนั้นจะเป็นผู้แข็งแกร่งแห่งสำนักอริยะที่หนึ่งของสำนักไตรอริยะ

คำสั่งให้ตามหาและฆ่าไม่ละเว้นของลู่เซิ่งก็แสดงให้เห็นว่า คิดจะทำให้สำนักมารกำเนิดแตกหักกับสำนักอริยะที่หนึ่งแล้ว

“ยังไม่เอ่ยถึงว่าเป้าหมายที่พวกเราจะลงมือไล่ล่ามีพลังระดับใด ถ้าหากสำนักไตรอริยะสืบสาวเอาความหลังจบเรื่อง ควรจะทำอย่างไร” จอมอาวุโสผู้ถืออาวุธผมหงอกคนหนึ่งกล่าวพลางขมวดคิ้ว

“เฒ่าสวีกล่าวไม่ผิด สำนักมารกำเนิดของพวกเราแตกต่างกับสำนักอริยะที่หนึ่งมาก การฉีกหน้ากับสำนักไตรอริยะเช่นนี้ ต่อให้พวกเรามีสำนักพันอาทิตย์คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ก็... ”

ผู้ถืออาวุธอีกคนกล่าวเสียงขรึมเช่นกัน ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยความกังวล

“เจ้าสำนักไม่ฉลาดจริงๆ ต่อให้ออกคำสั่งไล่ล่า ก็ไม่ควรระบุขุมกำลังและสถานะของอีกฝ่ายออกมาตรงๆ ชื่อของสำนักไตรอริยะยิ่งใหญ่เกินไป การระบุแบบนี้ ต่อให้เบื้องล่างทำตามคำสั่งจริงๆ จะมีใครกล้ายืนกรานอย่างแน่วแน่บ้าง”

“การซ่อนตัวรังแต่จะยุ่งยากกว่าเดิม นั่นไม่เท่ากับทำร้ายคนหรือ”

“พวกท่านว่า การกระทำนี้ของเจ้าสำนักคือการทดสอบบริวารทางอ้อมหรือไม่”

“เป็นไปไม่ได้ ยังไม่พูดถึงว่าประสิทธิผลเป็นอย่างไร เกิดว่ากลายเป็นศัตรูกับสำนักอริยะที่หนึ่งจริงๆ นั่นจะยิ่งได้ไม่คุ้มเสียกว่าเดิม...”

ทุกคนถกเถียงกันอยู่ชั่วขณะ ต่างมีการคาดเดาของใครของมัน

สวี่เฝ่ยลากับเฒ่าสือก้มหน้าไม่ขยับเขยื้อน ไม่พูดไม่จา ทุกอย่างต้องรอเจ้าสำนักลู่เซิ่งปรากฏตัวก่อน จึงค่อยให้ข้อสรุปสุดท้ายได้

หัวหน้าคิดอย่างไร ลูกน้องเดาไปก็ไม่มีประโยชน์

เวลาผ่านไปทีละนิดๆ ปราณมารยังคงหลั่งไหลบนพื้น ปราณมารจำนวนมากเมื่อก่อนหน้านี้พลิกตัวปกคลุมอาณาเขตพันลี้รอบๆ เหมือนกับห้วงสมุทร

ทุกคนเดาว่าคงเป็นวิธีการที่เจ้าสำนักใช้ตรวจสอบอาณาเขตเช่นนี้ เป็นไปได้ถึงขีดสุดว่าจะอาศัยค่ายกลส่วนหนึ่งของวังมาร ใช้การปลดปล่อยศิลามารจำนวนมาก

เพียงแต่ทุกคนถกเถียงกันในตำหนักหลักอยู่นานสองนาน ก็ยังไม่เห็นเจ้าสำนักมาถึง

จากนั้นก็มีคนเริ่มสงสัย

“เจ้าสำนักเรียกพวกเรามารวมตัวกัน แต่ไม่โผล่หน้ามา นี่คือเหตุผลอะไรกัน”

“ถูกต้อง การกระทำของเจ้าสำนักไม่ทราบว่ามีแผนการอะไรอยู่”

“เรียกระดมคนมา แต่ตัวเองไม่ปรากฏตัว ไม่สมเหตุสมผลเลย”

สวี่เฝ่ยลามองดูผู้ถืออาวุธจำนวนมากในตำหนักหลักที่ต่างก็กระสับกระส่าย จากนั้นก็มองลิ่วซานจื่อที่ยืนอยู่อย่างสงบนิ่งอยู่ด้านข้าง ในใจด่าว่าจิ้งจอกเฒ่า

เพียงแต่ดูทิศทางยิ่งมายิ่งแย่ลง เขาในฐานะรองเจ้าสำนักที่รับผิดชอบภารกิจในช่วงนี้จึงต้องลุกขึ้นพูด

“จะว่าไป เจ้าสำนักดูเหมือนจะไม่ได้ออกคำสั่งเรียกรวมตัวกระมัง คำสั่งสังหารก็คือคำสั่งสังหาร แต่ตั้งแต่ต้นจนจบเจ้าสำนักไม่ได้ส่งคำสั่งเรียกรวมตัวมาหาพวกเรา”

คำพูดของเขาพลันทำให้ทุกคนในตำหนักหลักงุนงง

เป็นเช่นที่ว่าจริงๆ หลังจากลู่เซิ่งเริ่มออกคำสั่งสังหาร ก็ไม่ได้แจ้งอะไรต่ออีก และไม่ได้ให้พวกเขามารวมตัวกัน

เพียงแต่พวกเขามารวมตัวกันเองเพื่อทำความเข้าใจจิตใจของเจ้าสำนัก

“ความจริง...ข้าเคยเห็นจือเหิงจื่อที่ท่านเจ้าสำนักพูดถึงมาก่อน” เฒ่าสือเอ่ยอย่างเชื่องช้า

“อ้อ เฒ่าสืออยากพูดอะไร โปรดอธิบายด้วย” มีคนรีบถาม

เฒ่าสือยิ้มพร้อมค่อยๆ กล่าวว่า “จือเหิงจื่อเป็นสมาชิกของหน่วยตรวจสอบจากสำนักอริยะที่หนึ่ง ส่วนตรวจสอบอะไร ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่พลังของคนผู้นี้อย่างน้อยก็อยู่ในระดับผู้ถืออาวุธ ขอกล่าวประโยคไม่น่าฟังสักหน่อย ในหมู่ทุกท่านที่นั่งอยู่นี่ คนที่เทียบกับเขาได้ มีไม่เกินสามคนเท่านั้น”

พอเขากล่าวประโยคนี้ออกไป ทุกคนก็งุนงง

“เฒ่าสือ วาจานี้ของท่านหมายความว่าอะไร” มีคนเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่พอใจเล็กน้อย

เฒ่าสือหยีตาและยิ้มบาง

“ไม่ได้หมายความว่าอย่างไรหรอก เพียงอยากให้พวกท่านเข้าใจว่า การที่เจ้าสำนักออกคำสั่งสังหาร แต่ไม่ได้เรียกพวกเรามารวมตัวกัน แถมจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ปรากฏตัว ความนัยในนี้หมายถึงอะไร ทุกท่านยังคิดไม่ออกอีกหรือ”

จิตใจของทุกคนพลันเย็นเยียบ ต่างนึกถึงความเป็นไปได้อีกอย่างได้ในพริบตา ในตำหนักใหญ่เงียบสงัดลง

สักพักใหญ่ๆ...

“หรือว่า...” สวี่เฝ่ยลากล่าวเสียงขรึมด้วยสีหน้าที่แปรเปลี่ยนไป

ซ่าๆ...

เวลานี้ด้านนอกตำหนักใหญ่ไกลออกไปเงียบลง ทุกคนเพิ่งได้ยินเสียงแทรกเบาๆ ที่ดังมาจากด้านนอก

“ด้านนอกมีการเคลื่อนไหว!”

ผู้ถืออาวุธคนหนึ่งมองไปด้านนอกหน้าต่าง

“นั่นคืออะไร!?”

ทุกคนรู้สึกได้ว่าจิตวิญญาณเกิดความผิดปกติ พากันพุ่งร่างออกจากตำหนักใหญ่ เพิ่งจะไปถึงหน้าประตูตำหนักใหญ่ ทุกคนก็รีบชะงักฝีเท้าทันที

เปลวไฟสีดำแกมเขียวจำนวนนับไม่ถ้วนลุกไหม้บนพื้นของวังมารตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ

ลานกว้างว่างเปล่าด้านหน้าตำหนักใหญ่กลายเป็นทะเลเพลิงโดยสมบูรณ์

เปรี้ยง

ฝ่ามือแกร่งสีดำที่ใหญ่ถึงสองหมี่กว่าๆ ค่อยๆ ยื่นออกมาจากข้างตำหนักหลัก

“นั่นคือ...!?”

พวกเฒ่าสือกับสวี่เฝ่ยลาที่ติดตามลู่เซิ่งมาตั้งแต่ตอนแรกสุดจำได้ทันทีว่าสิ่งที่โผล่มานี้คืออะไร

ร่างกายขนาดมหึมา โครงร่างที่แข็งแกร่ง แผงคอที่ลุกไหม้ เขี้ยวโค้งกับดวงตาขนาดใหญ่ที่น่ากลัวทรงพลัง ร่างอันมหึมาที่สูงถึงสิบกว่าหมี่

โฮก!

เสียงสิงโตคำรามที่รุนแรงกลายเป็นคลื่นสีดำที่จับต้องได้ในพริบตา ก่อนจะกระจายไปรอบๆ

“ราชสีห์โทสะ!”

ผู้ถืออาวุธทุกคนต่างโซเซเพราะเสียงคำราม

“ผู้อ่อนแอ สุดท้ายก็จะถูกเผาไหม้กลายเป็นขี้เถ้า” ราชสีห์โทสะกวาดตามองทุกคนอย่างรังเกียจ ฝ่ามือยักษ์ทาบลงบนพื้น ฝ่ามือห่อหุ้มด้วยไฟมารนับไม่ถ้วน ก่อนจะทะยานขึ้น แล้วบินไปยังที่ไกล

“อานุภาพนี้...แข็งแกร่งกว่าราชสีห์โทสะในความทรงจำเกินไปแล้ว...” ลิ่วซานจื่อดวงตาฉายแววตื่นตระหนก

เขาสัมผัสได้ว่า หากราชสีห์โทสะตัวนั้นลงมือจริงๆ ขอแค่เสียงคำรามเมื่อครู่ ก็สามารถสั่นสะเทือนจิตวิญญาณของทุกๆ คนให้แตกกระเจิงได้อย่างง่ายดายแล้ว

เทียบกับราชสีห์โทสะของตัวเอง มันมีพลังแข็งแกร่งกว่าไม่ต่ำกว่าร้อยเท่า!

“เดิมที...เจ้าสำนักไม่ได้เรียกรวมตัวพวกเรา...และไม่ได้ออกคำสั่งต่อพวกเรา...”

ทุกคนผุดสีหน้าผิดหวังและตกตะลึงสุดบรรยาย

ผิดหวังเพราะพวกเขาไม่ใช่เสาหลักที่แท้จริงของสำนัก ตกตะลึงเพราะเจ้าสำนักยังซุกซ่อนขุมกำลังที่แข็งแกร่งขนาดนี้เอาไว้ นี่น่าเหลือเชื่อจริงๆ

..............................................

 ด้านนอกเขตจันทราสารท ในส่วนลึกของป่ารกชัฏแห่งหนึ่ง

พื้นนุ่มที่ใบไม้แห้งสีเหลืองหล่นลงมาจนกลาดเกลื่อนสั่นไหวอย่างช้าๆ

งูหลามยักษ์ขนาดมหึมาที่มีความยาวถึงยี่สิบหมี่ ค่อยๆ มุดออกมาจากใต้ดิน เผยหลังสีดำอมเทากึ่งโปร่งแสง

ลำตัวของงูหลามยักษ์ยาวเท่าต้นไม้ยักษ์สิบกว่าต้น มีขนาดเท่ากับถังน้ำ ส่วนหัวเป็นใบหน้าของมนุษย์ ปากแดงฉานส่งเสียงซู่ๆ

“ในที่สุด...ในที่สุดก็ไม่ต้องอยู่ในสถานที่ผีสางที่ไม่มีความบันเทิงแม้แต่น้อยแบบนี้อีกแล้ว...”

ปราณมารสีดำอมเทาจำนวนมากทะลักเข้ามาจากด้านนอกป่าอย่างต่อเนื่อง วนเวียนไหลเชี่ยวอยู่รอบๆ ตัวงูหลาม

มันสะบัดร่างกายมหึมาอย่างรุนแรง ขนาดร่างที่อย่างน้อยก็หนักถึงหลายพันชั่งพุ่งขึ้นท้องฟ้า หลังวนอยู่กลางอากาศรอบหนึ่ง งูใบหน้าคนก็ส่งเสียงหัวเราะแหลมสูงออกมา

“ไม่รู้ว่าครั้งนี้จะจับวิญญาณที่น่าสนุกแบบไหนได้...”

เสียงหัวเราะดังสะท้อน งูหลามบินขึ้นฟ้า ก่อนจะพุ่งไปยังทิศทางหนึ่ง

...

ในทะเลสาบวิญญาณที่ใหญ่ที่สุดในแคว้นนวกระจ่าง

เงายักษ์สีดำสนิทสายหนึ่งคลานไปตามน้ำในทะเลสาบแล้วขึ้นฝั่งอย่างไร้สุ้มไร้เสียง ก่อนจะหายตัวไปยังที่ไกลด้วยความเร็วสูง

ด้านในเหวลึกสีดำสนิทแห่งหนึ่ง

กวางยักษ์ที่สูงถึงสิบกว่าหมี่และหลอมรวมกับก้อนหินเป็นหนึ่งเดียวค่อยๆ สะบัดร่างออกจากผนังหิน ดวงตาสีเขียวมรกตเหมือนกับอัญมณีฉายแววระแวง

แทบจะเป็นในวลาเดียวกัน ทุกทิศทางและทุกอาณาเขตในแคว้นนวกระจ่าง สัตว์ยักษ์น่ากลัวหลายตัวค่อยๆ ออกจากที่ซ่อน

กลิ่นอายอันเหี้ยมหาญหลายสายทะลักไปรอบๆ อย่างมืดฟ้ามัวดิน ไม่นานก็คลุมทั่วทั้งแคว้นนวกระจ่าง

แคว้นทั้งแคว้นถูกปราณมารสีดำที่ไหลเชี่ยวปกคลุมชนิดไร้จุดบอด

...

เปลวไฟสีเขียวค่อยๆ ลุกไหม้รอบๆ ตัวลู่หนิง เขาพลิกตัวไปมาเพื่อจะดับไฟที่ติดบนร่าง แต่กลับไม่มีผลแม้แต่น้อย

สิ่งที่สร้างความแปลกใจให้แก่ลู่หนิงก็คือ ดูเหมือนเปลวไฟสีเขียวนี้เหมือนจะมีผลปกป้องตัวเขา

“นี่คืออะไร...”

พอบุรุษที่มีปีกสีดำเห็นเปลวไฟสีเขียวนี้แต่ไกล และเห็นลู่หนิงที่ไม่เป็นอะไรเลย คิ้วก็ขมวดมุ่น

“ทรายน้ำแข็ง” เขายื่นมือตะปบใส่ลู่หนิง

ผงสีขาวจำนวนมากแผ่ขยายและทะลักออกมาจากแขนของเขาเหมือนกับเม็ดทราย ก่อนจะพุ่งไปยังทิศทางตรงข้าม เพียงวินาทีเดียว ทั่วร่างของลู่หนิงก็ถูกทรายน้ำแข็งสีขาวห่อหุ้มไว้ทั้งหมด

“ไม่ว่าเจ้าเป็นสิ่งใด ล้วนต้องกลายเป็นฝุ่นผงเพราะการกลืนกินจากทรายน้ำแข็ง” บุรุษที่มีปีกสีดำกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา

ครืนๆ...

ไกลออกไปมีเสียงสั่นสะเทือนดังมา

“เสียงอะไรกัน” บุรุษเงยหน้าขึ้นมองไปยังต้นเสียง

สิ่งที่เห็นคือควันสีดำกลุ่มใหญ่ ควันสีดำที่ตลบอบอวลไปทั่วป่าทั่วเขาแผ่ขยายมาจากที่ไกลอย่างบ้าคลั่งเหมือนกับสิ่งมีชีวิต

ไม่นานควันสีดำก็มาถึงเท้าของเขา และกลบสองเท้าของเขาไว้

“อะไรกัน” บุรุษอาภรณ์ดำระเบิดทรายน้ำแข็งออกมาจากทั่วร่างเพื่อกระแทกควันดำออกไป แต่เพิ่งจะกระแทกออกไปได้เล็กน้อย ก็มีควันสีดำไร้สิ้นสุดทะลักเข้ามาใหม่

“แย่แล้ว ดูเหมือนจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่สักคนใช้วิชา!” บุรุษอาภรณ์ดำมองบุรุษตาสีน้ำเงินที่เป็นผู้นำกลุ่มในครั้งนี้

“ใต้เท้าหวง ต่อจากนี้ควรทำอย่างไร”

เงาคนขาวผ่องสายหนึ่งค่อยๆ ลอยขึ้นมาจากหลุมใหญ่กว้างขวาง เป็นคนในอาภรณ์ขาวที่ร่างระเบิดพร้อมกับจ่างชิงจื่อเมื่อครู่

การระเบิดที่รุนแรงระดับนั้นได้ทิ้งปากแผลขนาดใหญ่ที่ลึกจนเห็นกระดูกสองสายได้บนร่างของเขา

เขากำลังปิดปากแผล เห็นสีแดงเข้มผ่านร่องนิ้วได้อย่างเลือนราง

“นึกไม่ถึงว่าวิญญาณดวงดาวจะตัดสินใจเด็ดขาดแบบนี้ แต่ยังดีที่ข้านำเอาโซ่จองจำวิญญาณที่องค์ราชาประทานให้มาด้วย เลยผนึกมันไว้ได้ในพริบตาที่มันระเบิดตัวเองตาย ไม่ถึงกับมาเสียเที่ยว”

พอเขาได้ยินบริวารถาม ก็ขมวดคิ้วและมองลู่หนิงที่ถูกห่อหุ้มไว้ด้านข้าง จากนั้นก็มองกระแสคลื่นควันสีดำที่ไร้สิ้นสุดข้างใต้เท้ารอบๆ

“มีตัวตนที่แข็งแกร่งมากกำลังค้นหาในพื้นที่ใหญ่อยู่ พวกเราพยายามหลบเลี่ยง อย่าให้เกิดเหตุแทรกซ้อน” เขากล่าวเสียงขรึม

พวกจือเหิงจื่อที่อยู่ไม่ไกลออกไปเร่งรุดมาถึงแล้ว เพิ่งจะเข้าสู่อาณาเขตที่ถูกควันดำกลบท่วมพอดี ครั้นได้ยินคำพูดของบุรุษตาสีน้ำเงิน จือเหิงจื่อก็พลันนึกอะไรได้ สองตาเบิกโพลงในทันที

“กลิ่นอายนี้...เหตุใดรู้สึกเหมือนลู่เซิ่งเจ้าสำนักมารกำเนิดขนาดนี้” เขาแยกแยะควันดำที่พลิกตัวบนพื้นอย่างละเอียด ยิ่งตรวจสอบ ก็ยิ่งรู้สึกคลับคล้ายคลับคลา

“อะไร จือเหิงจื่อ เจ้าคิดกล่าววาจาใด” บุรุษตาสีน้ำเงินสังเกตเห็นว่าบริวารกำลังอ้ำๆ อึ้งๆ

“ข้า...” จือเหิงจื่ออ้าปากคิดพูด

สวบ!

ทันใดนั้นหนามแหลมสีดำแท่งหนึ่งก็เจาะทะลุหน้าอกของเขาจากด้านหลัง

“ฮ่าๆๆๆ เจอตัวแล้วๆ! ข้าเป็นคนแรก คนแรกโว้ย!”

หนอนที่เหมือนกับตัวอ่อนขนาดยักษ์ซึ่งยาวถึงสิบกว่าหมี่กำลังขยับร่างกายอวบอ้วนที่ทับซ้อนกันเป็นชั้นๆ ขยุกขยิก พร้อมกับถอนเท้าข้างหนึ่งออกจากร่างของจือเหิงจื่อ

“เหยื่อตัวแรกเป็นผู้ถืออาวุธผู้สูงส่งหรือนี่ ไม่เลวจริงๆ! ข้าชอบรสชาตินี้”

“ข้า...” จื่อเหิงจื่อตาพร่ามัวทันที เขารู้สึกได้ว่าร่างกายเริ่มร้อนผ่าว ความรู้สึกชาดิกแผ่กระจายจากตรงทรวงอก ความชานี้ไปยังที่ใด ความรู้สึกรับรู้ทั้งหมดตรงนั้นก็หายไปโดยสิ้นเชิง

“”ตัวบัดซบอะไรกัน!? มันฆ่าจือเหิงจื่อไปแล้ว!

บุรุษที่มีปีกสีดำกางสองแขน สร้างทรายน้ำแข็งสีขาวขนาดยักษ์กลุ่มหนึ่งออกมา แล้วปล่อยใส่ร่างของหนอนยักษ์

หนอนที่ยาวถึงสิบกว่าหมี่ยิ้มแสยะ ปากมหึมาที่เหมือนกับแมงมุมอ้าหุบเป็นระยะ จับจือเหิงจื่อไว้แล้วยัดเข้าปากในคำเดียว เคี้ยวสองสามคำก็กินร่างกายของเขาเสร็จแล้ว

สำหรับมันแล้ว ทรายน้ำแข็งที่บุรุษปีกสีดำปล่อยใส่ร่างมันทั้งไม่เจ็บและไม่คัน มันยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมโดยไม่ได้รับความเสียหายแม้แต่น้อย

“ไม่ใช่สัตว์มารทั่วไป! อย่างน้อยก็เป็นระดับราชามาร! รีบถอย” บุรุษตาสีน้ำเงินผุดสีหน้าเย็นชา ลวดลายอักขระสีขาวเปล่งแสงขึ้นกลางอากาศด้านหน้า หน้าผากของเขามีลวดลายอักขระสามเหลี่ยมเรืองแสงขึ้นในเวลาเดียวกัน

“พันภูษา” เขาชี้ไปทางหนอน

ฟ้าวๆๆๆ!

แถบผ้าสีขาวนับไม่ถ้วนพุ่งออกมาจากในลวดลายอักขระ แล้วรัดพันหนอนไว้เป็นชั้นๆ

“เมื่อโดนพันธนาการพันภูษาของข้ารัดพัน ต่อให้เป็นเจ้าแห่งมารทั่วไปก็ดิ้นไม่หลุด ยิ่งอย่าว่าแต่หนอนตัวเดียว...”

สวบ!

เสียงยังไม่ทันขาดลง หนามแหลมสีดำสองแท่งก็แทงทะลุผ้าไหมออกมา แล้วฉีกผ้าไหมสีขาวผืนใหญ่เป็นชิ้นๆ

“ขยะเบาโหวงพรรค์นี้คิดหยุดข้าหรือ หาที่ตาย!” หนอนยักษ์หัวเราะร่า บิดร่างยักษ์พร้อมกับพุ่งใส่บุรุษตาสีน้ำเงินเหมือนสายฟ้าแลบ

“เป็นไปได้อย่างไร!?” บุรุษตาสีน้ำเงินดวงตาฉายแววเหลือเชื่อ “เป็นระดับจ้าวแห่งมารขั้นสุดยอดหรือนี่! เป็นไปไม่ได้ ตามบันทึกในข้อมูล จ้าวแห่งมารมีแค่ไม่กี่ตนเท่านั้น เหตุใดจึงมีจ้าวแห่งมารที่ข้าไม่รู้จักโผล่มาได้เล่า!?”

เขาถอยไปพลาง หยิบกระปุกเล็กๆ ออกมาจากถุงย่ามข้างเอวไปพลาง จากนั้นก็หยิบโอสถสีแดงเม็ดหนึ่งออกมา ก่อนจะโยนไปบนท้องฟ้า

“จะต้องแจ้งหน่วยสนับสนุนทันที สัตว์มารระดับจ้าวแห่งมารขั้นสูงสุด ไม่มีทางเป็นความบัง...”

เปรี้ยง!

โอสถสีแดงเพิ่งลอยถึงท้องฟ้า ยังไม่ทันระเบิด ก็ถูกเหยี่ยวยักษ์สีเหลืองอมเทาคว้าเอาไว้ โคลนจำนวนมากที่ส่งกลิ่นเหม็นอย่างร้ายกาจไหลออกมาจากร่างยักษ์ของมัน ก่อนจะห่อหุ้มโอสถเอาไว้และหลอมละลายทิ้งอย่างรวดเร็ว

“กระจายออกไปเถอะ...กลิ่นตัวของข้า...กลิ่นเท้าของข้า...กลิ่นรักแร้ของข้า...” เสียงครางที่ทอดยาวของเหยี่ยวยักษ์ดังสะท้อนกลางอากาศอย่างต่อเนื่อง

“ไอ้เหยี่ยวบัดซบ นี่เป็นเหยื่อของข้า! ของข้า! นอกจากเจ้านายแล้ว ผู้ใดก็อย่าคิดแย่งชิงของกินกับข้า!” หนอนยักษ์ตะโกนไปในอากาศ

“อ๊าก ข้าเพียงแค่มาเผยแพร่สัจธรรมเท่านั้น เมื่อไม่มีความขยะแขยงก็ไม่มีความเจ็บปวด เมื่อไม่มีความขยะแขยงก็ไม่มีความบันเทิง ข้าเป็นผู้นำความบันเทิงมาให้พวกเจ้า” เหยี่ยวยักษ์บินวน บนร่างมีน้ำเน่าจำนวนมากที่ส่งกลิ่นเหม็นราวเนื้อเน่าหยดลงมาอย่างต่อเนื่อง

บุรุษตาสีน้ำเงินสีหน้าผกผัน

“สัตว์มารระดับจ้าวแห่งมารขั้นสูงสุดสองตัว! ถอย! รีบถอย!”

เขาพาบริวารด้านข้างกับลู่หนิงที่ถูกทรายน้ำแข็งห่อหุ้มไว้บินไปยังที่ไกลอย่างรวดเร็ว

สัตว์มารทั้งสองตัวกลับไม่มีทีท่าจะไล่ตาม พวกมันทะเลาะเบาะแว้งกันแทน จากนั้นก็กลายเป็นเสียงคำรามและคำสบถด่าทอ

คนกลุ่มหนึ่งบินไปยังที่ไกลด้วยความเร็วสูง กลายเป็นลำแสงที่มีโซ่ลงอักขระสีขาววนเวียน ว่องไวจนน่าตกใจ

บุรุษตาสีน้ำเงินก้มมองจากกลางท้องฟ้า สิ่งที่เห็นคือปราณมารสีดำสนิทผืนหนึ่ง

“ฝีมือระดับนี้...ไม่ใช่ระดับอริยะเจ้าธรรมดาๆ แล้ว...” เขาตกตะลึง สัตว์มารระดับจ้าวแห่งมารสองตัวที่โผล่มาเมื่อครู่ทำให้เขาสังหรณ์ใจไม่ดีเล็กน้อย

“ใครมาบินข้ามหัวข้า...” อยู่ๆ ก็มีเสียงร้องที่เหมือนกับเสียงของนักกวีดังมาจากเบื้องล่าง

พวกเขามองลงไป เห็นยักษ์ที่ศีรษะเป็นแกะตัวเป็นมนุษย์ซึ่งสูงถึงสิบห้าหมี่ตัวหนึ่งนั่งอย่างเดียวดายอยู่บนหินก้อนมหึมา เงยหน้ามองท้องฟ้า กำลังมองพวกเขาอยู่

“ชีวิตของข้า เต็มไปด้วยความเดียวดาย ไม่มีใครเป็นเพื่อน ไม่มีใครให้ระบายความในใจ พวกท่าน ฟ้าส่งพวกท่านมาให้ข้าได้ระบายความในใจหรือ”

ยักษ์ที่มีศีรษะเป็นแกะตัวเป็นมนุษย์ดวงตาฉายแววปวดร้าวและเศร้าโศกอันไร้สิ้นสุด

“ตัวบ้าอะไรกัน เป็นสัตว์มารระดับจ้าวแห่งมารอีกแล้วหรือ!?” พอบุรุษตาสีน้ำเงินสัมผัสกับสายตาของอีกฝ่าย ก็รู้สึกว่าจิตวิญญาณสั่นไหว จิตใจแยกแยะออกในพริบตาว่า สัตว์ประหลาดที่มีศีรษะเป็นแกะตัวเป็นมนุษย์นี้อยู่ในระดับเดียวกับสองตัวก่อนหน้า

“แย่แล้ว! ใต้เท้า! เหตุใดพวกเรากำลังบินกลับเล่า!?” อยู่ๆ บุรุษปีกสีดำก็ร้องเตือนเสียงดัง

บุรุษตาสีน้ำเงินพลันตื่นตัว จิตวิญญาณโคจรวิชาลับเพื่อแก้ไขวิชาลวงตา ทันใดนั้นตรงหน้าก็เหมือนมีเยื่อบางๆ ชั้นหนึ่งฉีกออก เขาค้นพบว่าตัวเองกำลังบินกลับทางเดิมด้วยความเร็วสูง

“เป็นวิชาลวงตาของมนุษย์แกะยักษ์ตัวนั้น! ความรู้สึกหลอนช่างร้ายกาจนัก! แม้แต่พวกเราก็โดนไปด้วย! หนีเร็ว!”

บุรุษตาสีน้ำเงินร้อนใจกว่าเดิม ตอนนี้ไม่เข้าใจโดยสิ้นเชิงว่า พวกตนถูกพบได้อย่างไร

ตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงตอนนี้ พวกเขาเจอเหล่าสัตว์ประหลาดมาหลายตัวแล้ว แถมยังเป็นระดับจ้าวแห่งมารทั้งหมดด้วย!

นี่ไม่สมเหตุสมผลเลย!

หลังจากศึกวิญญาณร้าย ต้าอินกับพิภพมารก็ไม่เคยปรากฏจ้าวแห่งมารมากมายขนาดนี้มาก่อน

เขามองไปยังปราณมารด้านล่างอย่างตั้งใจ พลันเห็นอย่างเลือนรางว่า ด้านในปราณมารเหมือนมีสัตว์ตัวเล็กๆ กำลังวิ่งตะบึงอยู่

“นั่นคือ...”

พลังอริยะสายหนึ่งไหลเข้าสู่สองตา ดวงตาของบุรุษตาสีน้ำเงินเปล่งแสงสีน้ำเงิน พริบตาเดียวก็เห็นสิ่งที่วิ่งตะบึงอยู่ในปราณมารชัด

นั่นคือสุนัขสีดำจำนวนนับไม่ถ้วน!

ทอดตามองไป ด้านล่างมีสุนัขสีดำที่สูงหนึ่งหมี่กว่าๆ หลายพันตัว กำลังวิ่งไล่ตามลำแสงซึ่งเป็นวิชาเหาะเหินของพวกเขาอย่าบ้าคลั่ง

บุรุษตาสีน้ำเงินรู้สึกได้ว่าการออกมาช่วยเหลือของตนในครั้งนี้เป็นความผิดพลาด เดิมทีเขาไม่ได้รับผิดชอบหน้าที่นำวิญญาณดวงดาวกลับไป เพียงแต่ผ่านทางมาโดยบังเอิญ ก็เลยลงมือช่วยเหลือคนรุ่นหลังของตน เพื่อแก้ไขเรื่องนี้ให้เสร็จเร็วๆ เพราะอารมณ์ดีเท่านั้น

แต่สิ่งที่คิดไม่ถึงก็คือ...

ขณะที่มองสุนัขสีดำที่กระจายตัวไปทั่วป่าทั่วเขาเบื้องล่าง บุรุษตาสีน้ำเงินรู้สึกชาไปทั้งตัว สังหรณ์จากระดับอริยะเจ้าแจ้งเตือนเขาอย่างต่อเนื่องว่า เป็นไปได้ถึงขีดสุดที่ปัญหาในครั้งนี้จะส่งผลคุกคามต่อชีวิตของเขา

“เจ้า...สัมผัสความเจ็บปวดของข้าได้ไหม” อยู่ๆ กลางท้องฟ้าก็มีเสียงทุ้มต่ำลอยมาไกลๆ

บุรุษตาสีน้ำเงินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่สีหน้าจะผกผันครั้งใหญ่ มือประสานมุทราด้วยความเร็วสูงเพื่อหลบหลีก แต่กลับไม่ทันการณ์แล้ว...

“จงรับรู้ความเจ็บปวดเถอะ...”

กลางอากาศด้านหน้า กระทิงสีดำขนาดยักษ์ที่สูงถึงร้อยหมี่ตัวหนึ่ง สองตากำลังเรืองแสงสีแดงฉานอันน่ากลัว สายฟ้าสีเลือดขนาดยักษ์กำลังรวมตัวและขยายใหญ่อยู่ด้านหน้ามัน

ตูม!

ก้อนสายฟ้าระเบิดออก แสงสีแดงสาดกระจาย

โล่กลมลงอักขระปรากฏขึ้นด้านหน้าบุรุษตาสีน้ำเงิน จากนั้นก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆ ส่วนตัวเขาถูกแสงสีแดงกลบกลืน

แขนสีน้ำเงินพร่ามัวข้างหนึ่งยื่นออกมาจากด้านหลังของเขาแล้วคว้าเข้าหาแสงสีแดง

ทันใดนั้นฟ้าดินเหมือนกับเริ่มบิดเบี้ยว กระแสไฟฟ้าสีน้ำเงินนับไม่ถวนเริ่มแผ่กระจายไปทั่วท้องฟ้า ราวกับว่าฟ้าดินกลายเป็นสีน้ำเงินในพริบตาเดียว

“หัตถ์วิญญาณเก้าอริยะหรือ เป็นองค์ราชา!” บุรุษตาสีน้ำเงินลิงโลด

“รอเจ้ามานานแล้ว...”

ห่างออกไปร้อยลี้ กลางปากบนศีรษะหลายร้อยข้างของหมาป่าสีขาวขนาดยักษ์ตัวหนึ่งกำลังเปล่งแสงสีขาว

..............................................

 ศีรษะหมาป่าหลายข้างเรืองแสงอย่างต่อเนื่อง ไอความเย็นขนาดใหญ่หลายสายรวมตัวกันและหมุนวนด้วยความเร็วสูง

ดวงตาหลายร้อยคู่ของลู่เซิ่งปรากฏอักขระงูมีปีกสีขาวอมเทาที่เหมือนกันขึ้น

“ตายซะเถอะ! ราตรีเหมันต์คำราม!”

ตูม!

ทันใดนั้นแสงสีขาวเจิดจ้าสว่างกลางท้องฟ้า แสงสีขาวหลายร้อยสายกลายเป็นเสาแสงสูงเทียมฟ้า ข้ามผ่านท้องนภา ก่อนจะหายไปในความว่างเปล่า

แสงสีขาวที่ถูกเชื่อมกันเป็นแผ่นผืนกลางท้องฟ้าแยกออกเป็นสองส่วน จากนั้นก็ริบหรี่ลงด้วยความเร็วสูง

บังเกิดพายุโหม อุณหูมิลดลงอย่างรวดเร็ว ท้องฟ้าเปลี่ยนจากยามกลางวันกลายเป็นยามราตรีในชั่วพริบตา

ชั้นเมฆรวมตัวกันเป็นจำนวนมาก ก่อนจะปกคลุมแสงสว่างทั้งหมดไว้ เกล็ดหิมะขาวโพลนกลุ่มใหญ่ค่อยๆ แผ่ขยายไปทั่วพื้นดิน

เสียงครืนครันสะท้อนกลางท้องฟ้า ราตรีเหมันต์มาเยือนแล้ว

เงาสีน้ำเงินค่อยๆ หลุดออกจากร่างของบุรุษตาสีน้ำเงิน ทั่วทั้งร่างเริ่มค่อยๆ มีน้ำแข็งบางๆ ชั้นหนึ่งปกคลุม พลังชีวิตจำนวนมากถูกไอความเย็นดึงออกมาจากร่าง และดูดซับเข้าไปในอากาศรอบๆ

“ความสามารถนี้...เป็นวิชาที่ไม่เลว” บนใบหน้าเงาคนปรากฏดวงตาข้างเดียวสีน้ำเงินขนาดใหญ่ในแนวตั้ง ในดวงตามีรอยเนื้อย่นทับกันเป็นชั้นๆ สามารถยืดหดได้อย่างเป็นอิสระเหมือนกับกล้องส่องทางไกลที่มีเปลือกไม้แก่ห่อหุ้มไว้

“แต่เจ้าไม่เข้าใจความแตกต่างด้านระดับ” เกล็ดหิมะบนร่างเงาคนหยุดการแผ่ขยายในพริบตา ม่านตาบนใบหน้าของเขาสั่นไหวทีหนึ่ง

“หยุดเวลา”

แกร๊ก ทันใดนั้นฟ้าดินในโลกหยุดนิ่ง ความสามารถที่มีเฉพาะในอริยะเจ้าเทวปัญญาถูกเงาคนใช้ออกมาแล้ว

“ให้ข้าได้สั่งสอนเจ้าเถอะว่าอะไรคือความแตกต่าง...” เงาคนยื่นมืออกไปตะปบใส่ลู่เซิ่งที่อยู่ไกลแสนไกลในสภาพหยุดเวลา

เงาสีน้ำเงินผืนใหญ่ทะลักและแผ่ขยายจากบนแขนของเขา แล้วกลายเป็นเงาสีน้ำเงินนับไม่ถ้วน พุ่งตามพื้นเข้าหาลู่เซิ่งอย่างรวดเร็ว

“ไร้ความหมายสิ้นดี” กระทิงแห่งความเจ็บปวดบิดร่างยักษ์ ขวางเงาสีน้ำเงินไว้อย่างดุดัน มันเป็นจ้าวแห่งมารขั้นสูงสุดเหมือนกัน จึงเปิดใช้การหยุดเวลาในเวลาเดียวกัน สองฝ่ายผลาญพลังกันเอง

ควับ!

เงาสีน้ำเงินกลุ่มใหญ่ถูกร่างของกระทิงดำตัวเขื่องกลืนกินและขวางกั้นไว้ได้ในพริบตา

“หลุดจากการหยุดเวลาของข้าได้หรือนี่...” เงาสีน้ำเงินแปลกใจเล็กน้อย “อย่างนั้น ถ้าแบบนี้เล่า...”

ตูม

เงาสีขาวสายหนึ่งกระแทกใส่มันอย่างหนักหน่วงกลางอากาศ

เงาคนกระอักเลือดสีน้ำเงินออกมา ส่ายหน้าพลางคืบคลานร่างขึ้นจากพื้น ร่างกายถูกชนจนโปร่งแสงและกระจัดกระจาย ตอนนี้ถูกแกนหลักในร่างกายรวบรวมขึ้นมาใหม่

“แค่สัตว์มารแท้ๆ...เพียงแค่การหยุดเวลาระดับเทวปัญญา กลับเจาะการป้องกันของเราได้ ช่างร้ายกาจจริงๆ”

การหยุดเวลาถูกทะลวง ทุกอย่างจึงกลับคืนเป็นปกติอย่างรวดเร็ว เงาคนตอบสนองไม่ทัน อานุภาพอันแข็งแกร่งของเหมันต์ราตรีคำรามก็ได้ปรากฏประจักษ์ออกมาแล้ว

เกล็ดหิมะสีขาวกลุ่มใหญ่ไม่เพียงปกคลุมเงาสีน้ำเงินเท่านั้น ขณะเดียวกันยังครอบคลุมบุรุษตาสีน้ำเงินที่อยู่ด้านหลังมันอย่างรวดเร็วด้วย

“หนี!” เงาคนเห็นท่าไม่ดี จึงยื่นมือออกมาโบก พลันยกตัวบุรุษตาสีน้ำเงินกับอีกสองคนที่เหลือขึ้น แล้วโยนออกไปเป็นระยะทางหลายพันลี้

เปรี้ยง!

บุรุษตาสีน้ำเงินกับก้อนทรายน้ำแข็งที่ห่อหุ้มลู่หนิงไว้หล่นลงบนพื้นอันแห้งแล้งอย่างหนักหน่วง ก่อนจะกลิ้งตัวไปหลายตลบ ครู่หนึ่งจึงค่อยลุกขึ้นได้อย่างเป็นปกติ

“แค่กๆๆ...” บุรุษปีกสีดำไอเอาทรายออกมาอย่างรุนแรง ใช้มือยันร่างและมองไปยังอีกทางหนึ่ง

ด้วยพลังอันมหาศาล ทรายน้ำแข็งที่ห่อหุ้มลู่หนิงไว้ถูกกระแทกจนสลายไป แกนของวิญญาณดวงดาวที่เก็บมาเมื่อก่อนหน้านี้ลอยอยู่กลางอากาศตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ กำลังถูกสุนัขสีดำสนิทที่ไม่มีสีอื่นแทรกอยู่คาบเอาไว้เบาๆ

“ยังขยับได้ไหม” บุรุษตาสีน้ำเงินถามเสียงทุ้ม ไม่สนใจแกนวิญญาณดวงดาว เขาที่ลุกขึ้นได้แล้วมองไปยังสุนัขดำหลายสิบตัวที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าในทันที

“ลำบากอยู่บ้าง” บุรุษปีกสีดำถูกเกล็ดหิมะสีขาวปกคลุมทั่วร่าง แม้เกล็ดน้ำแข็งมฤตยูที่น่ากลัวจะถูกขจัดได้ทันเวลา แต่ก็กลืนกินพลังชีวิตของเขาไปมากกว่าครึ่ง

“ไม่ต้องเป็นห่วง ในเมื่อองค์ราชาทรงลงมือแล้ว ทุกอย่างต้องไม่มีปัญหาแน่” บุรุษตาสีน้ำเงินเหมือนสงบใจลงได้แล้ว

“ข้าจะขวางสุนัขดำเหล่านี้ไว้เอง เจ้าตรียมพาวิญญาณดวงดาวจากไป! ต่อจากนั้นจะมีทัพใหญ่รับตัวไป”

“ขอรับ!” บุรุษปีกสีดำพยักหน้าอย่างแรง ก่อนจะรีบวิ่งไปถึงข้างกายลู่หนิง แล้วยื่นมือไปจับผิวของก้อนทรายน้ำแข็ง แต่ขณะกำลังจะควบคุมเพื่อนำไปด้วยนั้นเอง

อยู่ๆ แสงเย็นเยียบสีเทาสามจุดก็พุ่งออกมาจากในก้อนทรายน้ำแข็งสีขาว แล้วแทงเข้าไปในร่างของบุรุษปีกสีดำ

“ระเบิด!” เสียงชราเสียงหนึ่งดังขึ้น

บุรุษปีกสีดำร้องครางอย่างเจ็บปวด ก่อนจะพลิกตัวกลิ้งลงบนพื้น

ลู่หนิงกลิ้งตัวออกมาจากในก้อนทรายน้ำแข็ง แล้วล้มลงกับพื้นพลางหอบหายใจคำโต เงาของชายชราหลากสีสันกึ่งโปร่งแสงลอยมาอยู่ข้างตัวเขา โดยกดแขนไว้บนร่างเขา เหมือนกลับส่งแสงหลากสีจำนวนมากเข้าไปอยู่

“ดีที่ข้าซ่อนไพ่ตายไว้ไม่น้อย ไม่อย่างนั้นครั้งนี้จะเกิดปัญหามากมายจริงๆ แล้ว”

เวลานี้จ่างชิงจื่อยังตกใจไม่คลาย

“ตอนนี้เกิดอะไรขึ้นกัน เหตุใดพวกเขาจึงทุลักทุเลขนาดนี้” จ่างชิงจื่อถูกปิดกั้นไว้ในผนึก จึงไม่ทราบสถานการณ์ของโลกภายนอก ตอนนี้พอเห็นพวกบุรุษตาสีน้ำเงินที่อยู่ด้านนอกก่อนหน้านี้แข็งแกร่งเหลือประมาณ ตอนนี้มีสภาพทุลักทุเล แม้แต่การลอบโจมตีของตนก็ยังรับไว้ไม่ได้ ในใจก็แตกตื่นเป็นอย่างยิ่ง

“ไม่ทราบ...เมื่อครู่สลบไปครู่เดียวก็กลายเป็นแบบนี้แล้ว...” เวลานี้ลู่หนิงค่อยๆ ฟื้นสติกลับมา กำลังกัดฟันและยันตัวขึ้น

“ไม่ต้องสนใจอย่างอื่น ฉวยโอกาสหนีกันเถอะ!” จ่างชิงจื่อฉวยโอกาสที่พวกบุรุษตาสีน้ำเงินถูกลอบโจมตี ยังไม่ได้สติกลับมา คว้าไหล่ของลู่หนิง เตรียมจะบินไปยังท้องฟ้าไกลด้วยความเร็วสูง

“ย้อนกลับ อาณาจักรแห่งอัสนี” อยู่ๆ ก็มีเสียงครางดังมาแต่ไกล

“แย่แล้ว! นี่คือ!?” จ่างชิงจื่อใบหน้าผกผันครั้งใหญ่ เตรียมจะเผาไหม้วิญญาณเพื่อพาลู่หนิงหนีอีกครั้ง

แต่ทุกอย่างก็สายเกินการณ์แล้ว

“อยู่นี่เถอะ เจ้าวิญญาณดวงดาวจากต่างโลก” เงาสีน้ำเงินสายหนึ่งโผล่ขึ้นข้างทั้งสองอย่างกะทันหัน แล้วยื่นมือตะปบใส่จ่างชิงจื่อด้วยความเร็วสูง

เคร้ง!

ทันใดนั้นสะเก็ดไฟสีขาวสายหนึ่งก็กระเด็นออกมาจากข้างใต้กรงเล็บของเงาสีน้ำเงินนั้น

“ราชาอริยะที่หนึ่ง ท่านมาแต่ไกล ไม่ให้ผู้แซ่ลู่ต้อนรับขับสู้ก็รีบไปแล้ว เป็นผู้มาเยือนภาษาอะไรกัน”

บุรุษร่างสูงใหญ่ซึ่งสวมชุดคลุมสีดำ และมีงูมีปีกสีเทากลางหว่างคิ้วกำลังเปล่งแสงระยิบระยับที่อยู่ไกลออกไป กำลังเหยียบอากาศลอยตัวมาทางนี้

“นั่นคือ!?” จ่างชิงจื่อเบิกตาโพลง จำสถานะของผู้มาได้ทันที

ลู่หนิงหัวสมองขาวโพลน จากนั้นพริบตาเดียวก็เกิดความร้อนรุ่มใจ “ท่านพ่อรีบหนีเร็ว!” เขาพลันร้องเสียงดัง

“ลู่เซิ่ง ดูเหมือนเจ้ายืนกรานจะหาที่ตายให้ตัวเองสินะ” ดวงตาข้างเดียวสีน้ำเงินมองไปยังลู่เซิ่ง

ตอนนี้ทุกคนจึงค่อยพบว่า ผืนฟ้าและผืนดินรอบๆ กลายเป็นทุ่งราบดำเกรียมตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่ทราบ ผืนฟ้ามีสายฟ้าสีม่วงหลายสายกะพริบไม่หยุด ผืนดินมีควันดำและควันสีขาวลอยขึ้น ในอากาศปรากฏกลิ่นเหม็นไหม้ฉุนจมูก

“ท่านพ่อรีบหนีเร็ว!” ลู่หนิงพลันร้องเสียงแหบพร่า

“หนิงหนิง ตอนแรกก็ไม่คิดจะให้เจ้ารู้ทุกอย่างในตอนนี้หรอก แต่ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว มัวแต่บิดบังไปก็ไร้ความหมาย”

ลู่เซิ่งมองบุตรชายของตัวเองอย่างปลอบใจ

“จะให้เจ้าได้เห็น พลังที่แท้จริงของท่านพ่อของเจ้าเอง...”

ตูม!

เกิดเสียงดังกึกก้อง ควันดำกับปราณมารนับไม่ถ้วนระเบิดออกแล้วปกคลุมรอบๆ ตัวลู่เซิ่งในอาณาเขตหลายสิบหมี่ทันที

อึดใจเดียวควันดำก็สลายไป ลู่เซิ่งค่อยๆ เดินออกมา ผิวหนังและกล้ามเนื้อบิดเบี้ยวและขยายใหญ่ ร่างสูงขึ้นด้วยความเร็วสูง

พริบตาเดียวก็สูงขึ้นจากหนึ่งหมี่กว่าๆ เป็นสามหมี่กว่าๆ

แคว่ก!

แขนคู่ใหม่งอกออกมาจากด้านหลังเขา ส่วนปากของลู่เซิ่งที่ตอนแรกธรรมดาก็ฉีกออกและขยายใหญ่อย่างรวดเร็ว ทั้งยังมีฟันแหลมคมสามแถวงอกออกมาเต็มไปหมด

หางใหญ่ที่ใหญ่ราวกับเครื่องตีเมืองงอกออกมาจากด้านหลังของเขา สองขาของลู่เซิ่งค่อยๆ ใหญ่และหนาขึ้น แข็งแกร่งสุดเปรียบปานเหมือนกับขาช้าง

“สายเลือดพิภพมารหรือ” ตาสีน้ำเงินกล่าวอย่างราบเรียบ “เป็นการหลอมรวมที่ไม่เลว อือ...ข้าได้กลิ่นมารโบราณด้วย...ไม่เลวจริงๆ...ไม่เคยเจอตัวตนที่มีศักยภาพเท่าเจ้ามานานแล้ว...”

“ท่านพ่อ...” ลู่หนิงที่อยู่ใกล้ๆ ตาค้าง สิ่งที่เขาเห็นมีแต่ร่างมนุษย์ของลู่เซิ่งที่อ่อนโยนน่าเข้าหามาโดยตลอด เป็นครั้งแรก นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นการเปลี่ยนร่างของท่านพ่อ นี่สร้างความกระทบกระเทือนทางใจให้แก่โลกทัศน์ของเขาอย่างรุนแรง

“บิดาของเจ้า...แข็งแกร่งมาก” ตอนนี้จ่างชิงจื่ออดกล่าวอย่างตกตะลึงไม่ได้เช่นกัน “ข้ามผ่านระดับดวงดาวไปแล้ว...นี่คือมายาพิศวง...ต้องเป็นระดับมายาพิศวงแน่! เพียงแต่ต่อให้เป็นแบบนี้ก็เถอะ ไม่มีทางเผชิญกับคู่มือแบบนั้นได้หรอก คนผู้นั้นคือคนที่ตำนานเล่าไว้ว่า...”

เปรี้ยง!

เสียงดังสนั่นซึ่งตามมาด้วยคลื่นกระแทกสีขาวตัดบทจ่างชิงจื่อ

เงาคนที่เป็นเงามายาสีน้ำเงินถูกพละกำลังอันมหาศาลกระแทกใส่เต็มหน้า เป็นเหตุให้กระเด็นออกไป แล้วหล่นลงพื้นอย่างหนักหน่วง

ดินเกรียมจำนวนมากลอยขึ้นเหมือนกับถูกระเบิด ในนี้มีชิ้นเนื้อแทรกอยู่ไม่น้อย

“จะมีประโยชน์หรือ หากในหนึ่งชั่วยามเจ้าหาทางออกไม่เจอ เจ้าก็ดี บุตรชายของเจ้าและวิญญาณดวงดาวตัวนั้นก็ดี ผลลัพธ์เพียงหนึ่งเดียวคือได้แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของผืนดินไหม้เกรียมแห่งนี้” ร่างของเงาคนที่มีดวงตาสีน้ำเงินข้างเดียวค่อยๆ สลายหายไปจากหลุมใหญ่ จากนั้นก็รวมตัวขึ้นด้านหลังลู่เซิ่งอีกรอบ

“อย่างนั้นหรือ” ควันสีดำจำนวนมากลอยขึ้นบนร่างลู่เซิ่ง “ในทางเดียวกัน ข้าก็อยากพูดวาจานี้เหมือนกัน ถ้าหากในหนึ่งชั่วยามท่านหาทางออกจากที่นี่ไม่เจอ ก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของข้าไปชั่วนิรันดร์...”

เขาค่อยๆ แสยะยิ้ม

เงาที่มีดวงตาสีน้ำเงินข้างเดียวงุนงง ขณะกำลังจะเอ่ยปาก ด้านหน้ากลับพร่ามัว เขาไม่ได้อยู่ในอาณาจักรอสนีปฐพีแผดเผาแล้ว หากแต่ยืนอยู่ในซากหินกองหนึ่ง

ท้องฟ้าเป็นสีดำสนิท พื้นเกลื่อนไปด้วยซากปรักหักพังและเศษหินของอาคารสีขาวอมเทา ควันสีดำนับไม่ถ้วนลอยขึ้นมาจากร่องแยกอย่างต่อเนื่อง ในนี้มีเปลวไฟสีเขียวแทรกตัวอยู่หลายสาย

แหล่งของแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในสถานที่แห่งนี้มีแค่ไฟริมถนนที่มีลักษณะแปลกๆ ซึ่งอยู่ไกลออกไปเท่านั้น

“นี่คือ...” เงาที่มีดวงตาข้างเดียวสีหน้าเปลี่ยนแปลงทันที “โลกศัสตรา?!”

“คำนวณพลาดไปแล้ว...นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะเข้าสู่ระดับนี้แล้ว...”

ครั้งนี้ลำบากอยู่บ้าง...

...

ในอาณาจักรอัสนีปฐพีแผดเผา

ลู่เซิ่งฟาดทำลายสายฟ้าสีม่วงที่ผ่าลงมา และปราณมารกลุ่มหนึ่งก็ห่อหุ้มลู่หนิงและจ่างชิงจื่อเอาไว้

จากนั้นก็เริ่มเคลื่อนย้ายในอาณาจักรอัสนีแห่งนี้ด้วยความเร็วสูง

สายฟ้าสีม่วงจำนวนมากกลายเป็นเสาแสงแล้วพุ่งลงมาตลอดเวลา พร้อมทั้งโน้มนำสายฟ้าของที่นี่อย่างต่อเนื่องเหมือนกับแม่เหล็ก ราวกับว่าระหว่างฟ้าดินมีแค่สิ่งมีชีวิตสามชนิดอย่างพวกเขาเท่านั้น

‘นี่น่าจะเป็นโลกศัสตราของราชาอริยะองค์แรก จะต้องหาวิธีทะลวงออกจากที่นี่ให้เจอ’ ลู่เซิ่งรู้สึกได้ว่าในอากาศของที่นี่มีความรู้สึกร้อนแรงสุดบรรยายกำลังโจมตีร่างของตนอย่างต่อเนื่องอยู่

‘นี่คือหลักการพื้นฐานของที่นี่! ที่แท้ก็เป็นแบบนี้ เจ้าแห่งอาวุธจะได้รับโลกศัสตรา นี่เป็นทุกอย่างที่ตนเองบรรลุ เป็นโลกใบเล็กที่ถือกำเนิดขึ้นจากพื้นฐาน ไม่ว่าจะใช้กฎเกณฑ์ใดๆ ก็สอดคล้องกับตัวเจ้าแห่งอาวุธโดยสมบูรณ์ และถ้าหากว่าตัวตนที่ไม่สอดคล้องกับเจ้าแห่งอาวุธก้าวเข้ามาที่นี่ ก็จะรับรู้ได้ถึงการสะกดและการทำลายจากพลังกฎเกณฑ์อันยิ่งใหญ่ นี่เป็นความขัดแย้งกันของกฎเกณฑ์พื้นฐาน ความจริงเหมือนกับสถานการณ์ของเราที่จุติไปต่างโลก เพียงแต่ที่นี่ถูกคนเร่งความเร็วขึ้นไม่รู้กี่เท่าจนอันตรายขึ้นหลายเท่าตัว!’

ใช้กฎเกณฑ์สะกดหรือถึงขั้นสังหารคู่ต่อสู้ที่ขัดแย้งกับตัวเอง เวลานี้ลู่เซิ่งเข้าใจความแข็งแกร่งที่แท้จริงระหว่างเจ้าแห่งอาวุธแล้ว

เขาสัมผัสได้ว่า ในสภาพแวดล้อมของที่นี่มีกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับปราณมารน้อยถึงขีดสุด ทำให้พลังของเขาถูกที่นี่สะกดอย่างรุนแรงถึงขีดสุดเช่นกัน

..............................................

 

ความคิดเห็น