556-560

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง ระบบโกงสกิล
บทที่ 556ถึง560

สองวันต่อมา

ชายแดนแคว้นนวกระจ่าง เขาเนินโค้ง

บุรุษใบหน้าเย็นชาสวมชุดคลุมสีม่วงคนหนึ่งโบกมือเสกแสงสีม่วงกลุ่มใหญ่ จากนั้นแสงก็กลายเป็นเหยี่ยวตัวเล็กขนาดเท่าฝ่ามือจำนวนนับไม่ถ้วนกลางอากาศ แล้วพุ่งโจมตีวิญญาณร้ายกลุ่มใหญ่ที่อยู่ด้านล่างอย่างคลุ้มคลั่ง

เหล่าวิญญาณร้ายไม่มีเรี่ยวแรงขัดขืนแม้แต่น้อย พริบตาเดียวก็ถูกเหยี่ยวเล็กที่มีแสงม่วงกลืนกินจนดับสูญ ทนได้ไม่เกินสองอึดใจด้วยซ้ำ

ผู้นำของเหล่านักพรตกลุ่มหนึ่งที่หายใจรวยริน ร่างอาบเลือดบนพื้นดิน เป็นชายชราผมขาว ตอนนี้รีบสงบจิตใจและประสานมือไปทางฟากฟ้า

“ขอบคุณที่อริยะเจ้าทงลิ่งลงมือช่วยเหลือ ครั้งนี้คนของสำนักซ่อนธาตุมาทันเวลา ไม่อย่างนั้นเกรงว่าพวกเราคงบาดเจ็บล้มตายสาหัส”

บุรุษชุดคลุมสีม่วงพยักหน้าอย่างเรียบเฉย “ทุกท่านไม่ต้องเกรงใจ ที่นี่อยู่ใกล้รังของวิญญาณร้ายมากเกินไป พวกท่านควรออกไปในทันที”

ชายชราพยักหน้า “พวกเราจะไปในทันที” หลังจากเขาขานรับแล้ว ก็พาคนที่เหลือล่าถอยไปยังเทือกเขาอย่างรวดเร็ว

บุรุษชุมคลุมสีม่วงเห็นดังนั้น ขณะกำลังจะบินต่อไปยังอีกที่เพื่อเตรียมจะช่วยเหลือผู้รอดชีวิตกลุ่มถัดไป

เพียงแต่เขาเพิ่งจะหมุนตัวไป กลับตกใจในทันที

ไม่ทราบว่าด้านหลังเขามียักษ์สีเหลืองอ่อนที่สูงสามสิบหมี่กว่าๆ โผล่มาตั้งแต่เมื่อไหร่

ยักษ์กับเขาอยู่ใกล้กันมากๆ อีกนิดเดียวปลายจมูกก็จะชนใส่ตัวเขาแล้ว

“เจ้าแตะตัวข้าแล้ว” ยักษ์กล่าวอย่างจริงจัง

“วิญญาณร้ายหรือ” อริยะเจ้าทงลิ่งถอยอย่างรวดเร็วด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนแปลงไป เขาสัมผัสไม่ได้แม้แต่น้อยว่าอีกฝ่ายโผล่มาตอนไหน

“ความจริงข้าเป็นคนรักสงบ” ยักษ์ถอนใจด้วยดวงตาจนปัญญา “น่าเสียดายที่เจ้าแตะตัวข้าเข้าแล้ว”

“ไปตายซะ!” ตราประทับสามเหลี่ยมกลางหว่างคิ้วของอริยะเจ้าทงลิ่งเปล่งแสงสีฟ้า รอบตัวเขาปรากฏเส้นขนสีฟ้าที่เหมือนกับกระแสน้ำผืนใหญ่ในทันที

เส้นขนนับไม่ถ้วนไหลเวียนวน พร้อมกับสานกันเป็นปีกสีฟ้าของเหยี่ยวยักษ์ที่ยาวถึงสิบกว่าหมี่สองข้างอย่างรวดเร็ว

ปีกกระพือพัดกระแสอากาศบ้าคลั่งจำนวนมากขึ้นมา กลายเป็นพายุเป่าใส่ยักษ์

พายุกระแสอากาศนี้ไม่ใช่พายุธรรมดา ในนี้ยังแทรกประสิทธิผลด้านลบต่างๆ เช่น พิษรุนแรง ความอ่อนแอ ความเชื่องช้า และประสาทหลอนเอาไว้

“ด้วยโลหิตของข้า พายุเอ๋ย จงฟังคำสั่ง พายุม้วน...พรวด!”

ฝ่ามือสีเหลืองอ่อนขนาดยักษ์กดเขาไว้กับพื้น

เปรี้ยง!

หลังจากเสียงกระแทกทึบหนัก

มือใหญ่ค่อยๆ เลื่อนจากพื้น บนพื้นปรากฏเนื้อบดสีแดงเข้มหย่อมหนึ่ง

“เมื่อเจอข้า ก็อาจจะทำร้ายข้าได้ ตอนแรกข้าไม่คิดลงมือเลย...”

“เหตุใดต้องบังคับข้าด้วย” จั่วลาชักมือกลับ ดวงตาฉายแววเศร้าโศก

“เจ้า!?” ไกลออกไปมีแสงสีแดงบินมา เป็นอริยะเจ้าอีกคนจากสำนักพันอาทิตย์ที่มาช่วยเหลือ เป็นเด็กที่สวมอาภรณ์แดงคิ้วตากระจ่างคนหนึ่ง

เขาเพิ่งมาถึงไม่นาน จึงเห็นเหตุการณ์ที่จั่วลาใช้ฝ่ามือฟาดอริยะเจ้าทงลิ่งจนตายพอดี

ความสามารถคืนชีพระดับอริยะเจ้าไม่มีผลแม้แต่น้อย เพียงแค่ฝ่ามือเดียว เลือดเนื้อก็พังทลาย วิญญาณดับสูญ พลังชีวิตมลายหายไปในทันที

เด็กอาภรณ์แดงผุดสีหน้าแตกตื่นหวาดกลัว ต้าอินมีอริยะเจ้าอยู่เท่าไหร่ อีกฝ่ายถึงกับฟาดตายในหนึ่งฝ่ามือ ฆ่าทิ้งอย่าง่ายดาย

“ไม่ต้องกลัว” จั่วลาได้สติกลับมา มองไปที่เด็ก “ความจริงข้าเป็นคนรักสงบ ขอแค่เจ้าไม่ลงมือกับข้า ข้าก็จะไม่ทำร้ายเจ้า”

“เหอะ...เหอะๆ...อยางนั้นหรือ” เด็กน้อยสีหน้าเหยเก ค่อยๆ ถอยหลัง “อย่างนั้น ท่านพักผ่อนก่อน ถือเสียว่าไม่ได้เห็นข้า ข้าขอตัว...กลับก่อน”

“ไปเถอะ ไม่ต้องห่วง ข้าจะไม่ทำร้ายเจ้า ขอแค่เจ้าไม่ทำอะไรข้าก่อน” จั่วลาเอ่ยเสียงเป็นมิตร

“ขอบ...ขอบคุณ...” เด็กอาภรณ์แดงหัวเราะแหยๆ จากนั้นหลังจากถอยหลังมาเป็นระยะทางหนึ่ง ก็พลันหมุนตัว แล้วบินกลับทางที่มา

เปรี้ยง!

เขาชนใส่แก้มสีเหลืองอ่อนขนาดยักษ์เข้า

จั่วลาโผล่ขึ้นด้านหลังเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ พริบตาที่เด็กน้อยบินด้วยความเร็วสูงสุด ก็ชนเข้ากับแก้มซ้ายของจั่วลาโดยที่เปลี่ยนทิศทางไม่ทัน

“เจ้าแตะตัวข้าแล้ว!” จั่วลาพลันลืมตาโต

“ไม่” เด็กน้อยผุดสีหน้าหวาดกลัว แล้วหมุนตัวจะบินไปยังที่อื่น

เปรี้ยง!

แต่ก็ไม่ทันการณ์แล้ว มือใหญ่อันน่าสะพรึงข้างหนึ่งไล่ตามเขามาจากด้านหลังในพริบตา จากนั้นก็ฟาดใส่เขาอย่างรุนแรงเหมือนกับตบแมลงวัน

“ทำไม...ทำไมต้องบีบบังคับข้าด้วย!?” จั่วลาแสดงสีหน้าเจ็บปวด “ข้าปล่อยเจ้าไปแล้วแท้ๆ ทำไมเจ้าต้องทำร้ายข้าอีก...”

เขาเลื่อนมือออก บนพื้นมีเนื้อบดสีแดงฉานเพิ่มมาอีกหย่อมหนึ่ง อาวุธเทพก็ดี ศพก็ดี ทุกสิ่งผสมปะปนกัน ไม่นานก็ถูกรากไม้เล็กๆ ปักเข้าใส่แล้วดูดซับพลังสารกายด้านในไป

“ฝ่าบาท...จั่วลาไม่อยากทำร้ายชีวิตใดๆ แต่เหตุใดทุกชีวิตจะต้องจงใจทำร้ายจั่วลาด้วย” ยักษ์กางสองมือและส่งเสียงตะโกนที่ทั้งจนใจและเจ็บปวด

...

ตูม!

ลู่เซิ่งกดวิญญาณร้ายร่างมนุษย์ตรงหน้าเข้ากับหน้าผาด้านหลังอย่างรุนแรง

“จงดิ้นรนเถอะ ให้ข้าได้เห็นหน่อยว่าเจ้าเคลื่อนไหวได้นานเท่าไหร่หลังจากไม่มีหัวแล้ว”

“ข้าคือวิญญาณร้ายมีชื่อ ข้าคือ...วิญญาณร้ายธาตุราตรีข่านตี่! อย่ามาดูถูกข้า!” แม้วิญญาณร้ายร่างมนุษย์จะไม่มีศีรษะเหลือแล้ว แต่ก็ยังปลดปล่อยเปลวไฟสีขาวอมเทาจำนวนมากออกมาจนร่างลุกไหม้ได้อยู่ดี

ผืนดินกำลังสั่นสะเทือน อากาศกำลังร้องโหยหวน มิติรอบๆ ถูกมันเผาจนบิดเบี้ยวและปรากฏรอยแตกสีดำอมเทาหลายสาย

“บังอาจยั่วโมโหข้า! เจ้าสิ่งมีชีวิต! เงามรณะสะกดวิญญาณ! อ๊าก!” วิญญาณร้ายร่างมนุษย์คำราม

พรวด!

เสียงเงียบลงอย่างกะทันหัน

ลู่เซิ่งยัดขาซ้ายของวิญญาณร้ายเข้าปาก ศีรษะหมาป่าขนาดใหญ่สะบัดไปมา เริ่มกินอย่างตะกละตะกลาม

กองทัพวิญญาณร้ายในบริเวณรอบๆ ที่ตอนแรกมีจำนวนมากกว่าหมื่น ตอนนี้เหลือแค่ไม่กี่สิบตัวที่กำลังเตลิดหนีไปทั่วเท่านั้น

‘ตัวที่สิบสามแล้ว มีเยอะมากจริงๆ ยิ่งวิญญาณร้ายรวมตัวกันมาก วิญญาณร้ายมีชื่อก็จะมีเยอะตามไปด้วย หรือว่าวิญญาณร้ายมีชื่อนี้จะเป็นร่างวิวัฒนาการของวิญญาณร้ายที่เกิดขึ้นมาเองจากการกลืนกินสารกายเป็นจำนวนมาก’ ลู่เซิ่งกินไปพลางไต่ตรองไปพลาง

เขากวาดตามองมนุษย์ตัวเล็กๆ เหมือนกับมดที่กำลังตัวสั่นงันงกบนพื้นไกลออกไป คนพวกนี้เป็นชาวบ้านธรรมดาๆ ที่ถูกวิญญาณร้ายกลุ้มรุมในตอนแรก

จากนั้นลู่เซิ่งก็สาวเท้าเร่งรุดไปอีกทิศทางหนึ่งตามสัมผัสโดยไม่ได้อธิบายอะไร

‘เอาตามตรง รสชาติของวิญญาณร้ายไม่ได้ดีเท่าไหร่ นอกจากนี้ เรายังไม่ค่อยชอบกินหัวด้วย’ ลู่เซิ่งบ่นในใจ

ร่างหมาป่ายักษ์ร้อยเศียรขนาดมหึมาของเขารวดเร็วถึงขีดสุด แม้ตัวจะหดลงไม่น้อยเมื่ออยู่ในต้าอิน แต่หมาป่ายักษ์ก็ยังคงสูงสิบกว่าหมี่อยู่ดี แถมพละกำลังเองก็เป็นหนึ่งในสามเท่าของสภาพที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างร่างหลักของเขาด้วย

ข้ามผ่านเขตเนินเขากลุ่มหนึ่ง ตรงหน้าเปิดโล่ง เป็นทุ่งราบสีเทาผืนใหญ่

บนทุ่งราบเต็มไปด้วยวิญญาณร้ายจำนวนเหลือคณนา ในนี้มีเงาร่างขนาดยักษ์ที่สูงใหญ่อยู่ถึงสิบกวาสาย เป็นวิญญาณร้ายมีชื่อนั่นเอง

“มนุษย์หมาป่า!”

“กลิ่นอายของสิ่งมีชีวิต!”

“เลือดเนื้อ! ข้าได้กลิ่นของเลือดเนื้อ!”

พวกวิญญาณร้ายมีชื่อหันขวับไปมองลู่เซิ่งพร้อมกัน

เป็นเพราะมีวิญญาณร้ายมากเกินไป พื้นของทุ่งราบจึงเห็นเป็นเพียงสีเทา

“ฆ่ามัน!”

วิญญาณร้ายมีชื่อตัวหนึ่งตะโกน

ฟ้าว! ฟ้าวๆๆๆๆ!

วิญญาณร้ายจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งใส่ลู่เซิ่งอย่างบ้าคลั่งทันที

พริบตานั้นในคลองจักษุเห็นแค่วิญญาณร้ายเต็มไปหมด เงาสีเทานับไม่ถ้วนหลั่งไหลมาอย่างมืดฟ้ามัวดิน

ลู่เซิ่งนึกเฉลียวใจ วิญญาณร้ายมากมายขนาดนี้ ไม่ใช่โอกาสที่ดีที่สุดในการทดสอบโลกมารจิตหรอกหรือ

เขาใช้ความคิด จากนั้นจิตวิญญาณก็ปกคลุมอาณาเขตหลายพันหมี่รอบๆ ในพริบตา

ฟ้าว!

วิญญาณร้ายนับไม่ถ้วนหายไปทันที วัตถุพิเศษกึ่งจริงกึ่งลวงชนิดนี้สามารถถูกโลกมารจิตดึงเข้าไปยังหนึ่งในพื้นที่ได้

เพียงแค่พริบตาเดียว วิญญาณร้ายบนทุ่งราบก็หายไปมากกว่าครึ่ง

หนึ่งอึดใจ...

สองอึดใจ...

สามอึดใจ...

ลู่เซิ่งขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึกได้ว่าในร่างกายมีพลังจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ถึงขีดสุดสายเล็กๆ พรั่งพรูออกมาอย่างฉับพลัน พลังจิตวิญญาณสายนี้หลอมรวมเข้ากับจิตวิญญาณร่างหลักของเขา แล้วทำให้แหล่งกำเนิดของจิตวิญญาณใหญ่ขึ้นเล็กน้อยเหมือนกับน้ำผสมเข้ากับนม

‘โลกมารจิต...ที่แท้ก็ใช้แบบนี้’ ลู่เซิ่งพลันเข้าใจแล้ว ก่อนหน้านี้เป็นเพราะว่าจิตวิญญาณที่กลืนกินไปมีน้อยเกินไป ด้วยปริมาณจิตวิญญาณที่มหาศาลจนน่ากลัวของเขาในปัจจุบัน จึงสัมผัสไม่ได้แม้แต่น้อยว่าแข็งแกร่งขึ้นหรือไม่

แต่พลังที่เพิ่มขึ้นหลังจากกินวิญญาณร้ายหลายหมื่นตนในคราวเดียวครั้งนี้ กลับเห็นได้ชัดเป็นพิเศษ

“เกิดอะไรขึ้นกัน?!” วิญญาณร้ายมีชื่อตนหนึ่งตกใจระคนโมโห ร่างกายที่เหมือนกับงูยักษ์ของมันถอยหลังอย่างบ้าคลั่ง

“มีบางอย่างกินทัพสิบเอ็ดไป” วิญญาณร้ายอีกตนตะโกน

“ฆ่ามัน! ฆ่าสิ่งมีชีวิตตัวนั้น!”

วิญญาณร้ายกรูใส่ลู่เซิ่ง พวกมันแน่ใจว่าเป็นฝีมือของลู่เซิ่งแน่ วิญญาณร้ายจำนวนมหาศาลพุ่งใส่ลู่เซิ่งเพื่อที่จะขย้ำเขาอย่างบ้าคลั่ง

ทว่าพอวิญญาณร้ายจำนวนนับไม่ถ้วนเข้าไปในอาณาเขตร้อยหมี่ของลู่เซิ่ง ก็หายวับไปในพริบตา เหมือนกับพุ่งหายเข้าไปในอีกมิติหนึ่ง

ลู่เซิ่งสัมผัสได้อย่างชัดเจนตามการหลั่งไหลเข้ามาอย่างบ้าคลั่งของวิญญาณร้ายว่า โลกมารจิตเหมือนกับกำลังขยายตัวขึ้น

แต่ว่าเหล่าวิญญาณไม่ท้อถอยแม้แต่น้อย ไกลออกไปยังมีวิญญาณร้ายที่ไร้ขอบเขตกำลังพุ่งมาทางนี้เช่นกัน

วิญญาณร้ายมีชื่อจำนวนมากสาวเท้ากระโจนใส่ลู่เซิ่งพร้อมกับตะโกนด้วยดวงตาแดงก่ำ

ชั่วขณะนั้นหน้า หลัง ซ้าย ขวา บน ล่าง โลกทั้งใบเหลือแค่วิญญาณร้ายดำรงอยู่เท่านั้น

ลู่เซิ่งมองวิญญาณร้ายจำนวนนับไม่ถ้วนที่ไร้ขอบเขตซึ่งอยู่ไกลออกไป พร้อมกับยกมือขึ้นคว้าใส่อากาศ

“พอดีเลย ให้ข้าดู...ขีดจำกัดของเจ้าหน่อยเถอะ”

พลังสีเทาหลายสายแผ่ตลบอบอวลออกมาจากบนร่างเขา ก่อนจะขยายออกไปรอบๆ

จากนั้นตราประทับงูสีเทาก็ปรากฏขึ้นกลางหว่างคิ้วของเขา สัมผัสที่ลี้ลับน่าอัศจรรย์ชนิดหนึ่งหลั่งไหลจากโลกมารจิตเข้าสู่ห้วงสมองของลู่เซิ่ง

“เป็นตายยอมสยบ!”

ซู่ว! ไอสีเทากลุ่มหนึ่งพลันกระจายออกไปมากกว่าร้อยลี้โดยมีลู่เซิ่งเป็นศูนย์กลาง

ทันใดนั้นวิญญาณร้ายในรัศมีร้อยลี้พลันหยุดนิ่งไม่ขยับเขยื้อนเหมือนถูกแช่แข็งในพริบตา จากนั้นร่างกายก็ค่อยๆ สลายจากล่างขึ้นบน

วิญญาณร้ายมีชื่อก็ดี วิญญาณร้ายธรรมดาก็ดี ชีวิตทั้งหมดถูกพลังงานประหลาดที่ไม่อาจต้านทานบางชนิดลากเข้าไปในความว่างเปล่าโดยไม่แบ่งแยกมิตรหรือศัตรู และไม่อาจขืดขืนได้แม้แต่น้อย

สามอึดใจต่อมา ในรัศมีร้อยลี้เหลือแค่ลู่เซิ่งคนเดียว

...

บนพื้นดินแห้งแล้ง จั่วลาเงยหน้าขึ้นมองไปที่ไกล

“ข้าได้ยินแล้ว...”

เขากำลังเคี้ยวกระดูกของสัตว์ยักษ์ที่วิญญาณร้ายหามาให้อย่างมูมมาม ตอนนี้เหมือนจะสัมผัสอะไรได้บางอย่าง จึงค่อยๆ ปล่อยซากในมือทิ้ง

“ทำไมกัน...ข้าพยายามหลีกเลี่ยงเต็มที่แล้วแท้ๆ ทำไมจะต้องทำร้ายข้าด้วย...ทำไมกัน!” จั่วลาหลับตาด้วยความเจ็บปวด พร้อมกับเดินไปยังทางนั้น

เขาข้ามทุ่งราบผืนใหญ่ ข้ามภูเขาลูกเล็กๆ หลายลูก ไม่นานก็เห็นหมาป่ายักษ์ที่ยืนอยู่กลางพื้นที่ที่เงียบสงัดผืนนั้น

ทว่าสภาพประหลาดที่มีศีรษะมากกว่าร้อยข้างของหมาป่ายักษ์กลับสร้างความงุนงงให้แก่จั่วลาจนต้องหยุดฝีเท้าลง

“ข้า...ไม่อยากทำร้ายเจ้า ข้าเป็นคนรักสงบ ถ้าหากทำได้ เจ้าทำสิ่งที่เจ้าต้องทำ ข้าทำสิ่งที่ข้าต้องทำ พวกเราไม่ยุ่งเกี่ยวกันดีหรือไม่” จั่วลากล่าวอย่างจนใจเล็กน้อย

ลู่เซิ่งงุนงงเช่นกัน พอมองไปยังรากไม้นับไม่ถ้วนที่เป็นท่อนล่างของจั่วลา ดวงตาหมาป่าหลายคู่ก็กะพริบปริบๆ

“ย่อมได้ ความจริงเจ้าไม่ต้องกังวล ข้าเองก็เป็นคนรักสงบเหมือนกัน” ศีรษะสามร้อยกว่าข้างเค้นยิ้มอย่างเป็นมิตร

“จริงหรือ” จั่วลางงงัน

“จริงแท้แน่นอน!” น้ำเสียงของลู่เซิ่งเป็นมิตรขึ้น ไอ้ตัวตรงหน้าไม่ถูกลากเข้าโลกมารจิต ถ้าหากกินได้ คงจะได้สารอาหารที่ไม่เลวแน่...

..............................................
“ดูเหมือน...พวกเราจะเป็นคนประเภทเดียวกัน...” จั่วลามองไปยังลู่เซิ่ง กะพริบตาปริบๆ ก่อนโพล่งออกมา

“เจ้าอยากจะพูดอะไร” ลู่เซิ่งสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง “ประเภทเดียวกันแบบไหน”

“คนที่ฝ่าบาทต้องการให้ข้าตามหาคือเจ้ากระมัง” จั่วลาพลันฉุกใจนึกอะไรได้ สีหน้าฉายแววนึกย้อน

“บอกข้าได้หรือไม่ว่า วิญญาณร้ายเช่นพวกเจ้ามาที่นี่เพราะมีเป้าหมายอะไร เพียงแค่แย่งชิงทรัพยากรเท่านั้นหรือ” ลู่เซิ่งอุตส่าห์เจอพวกที่คุยด้วยได้ จึงไม่รีบร้อนลงมือ

จั่วลาแบมือ “ตอนแรกพวกเราไม่คิดจะยุ่งกับพวกเจ้าหรอก แต่เพราะอุบัติเหตุครั้งหนึ่งก่อนหน้านี้ ทำให้โลกของพวกเราเกิดความขัดแย้งกันในตอนที่บุกโลกด้านนอกใบหนึ่ง เมื่อมีความขัดแย้ง ย่อมเกิดการปะทะกัน ความจริงหลายๆ ครั้งเหตุผลก็ง่ายๆ แบบนี้เอง”

“เจ้าหมายความว่า ในอดีตพวกเจ้าถึงขั้นเคยร่วมมือกับพวกเราหรือ” ลู่เซิ่งจับประเด็นสำคัญในคำพูดของจั่วลาได้อย่างรวดเร็ว

“เจ้าจะคิดแบบนั้นก็ได้” จั่วลาพยักหน้า “เอาตามตรง ถ้าหากทำได้ ข้าไม่อยากจะลงมือกับเจ้า บนตัวเจ้ามีความรู้สึกที่สร้างความไม่สบายใจให้กับข้า แม้ข้าคิดว่า หากจะฆ่าเจ้าคงไม่เปลืองแรงเท่าไหร่ แต่ข้าเห็นความสำคัญของสันติสุขเสมอมา”

“จริงๆ ข้าก็ไม่อยากจะลงมือเช่นกัน” ลู่เซิ่งพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ก่อนหน้านี้ฆ่าวิญญาณร้ายไปตั้งมากมาย เป็นเพราะพวกมันลงมือก่อน ข้าก็แค่ป้องกันตัวเท่านั้น

“พลังนั้นมีไว้ใช้ป้องกันตัว ไม่ควรเอามาใช้ตามใจชอบ”

“เจ้าก็คิดแบบนี้เหมือนกันหรือ” จั่วลาตาเป็นประกาย ก่อนจะกล่าวอยางแปลกใจเล็กน้อย “พูดได้ถูกแล้ว เมื่อใดที่แข็งแกร่งขึ้น ก็จะสูญเสียจิตใจเพราะความยั่วยวนจากพลัง” เขาถอนใจ “ได้แต่ต้องข่มตัวเองไว้เท่านั้น ถึงจะแข็งแกร่งได้กว่าเดิมอย่างแท้จริง”

“ดูเหมือนเจ้าจะเกิดการบรรลุอย่างลึกล้ำแล้ว” ลู่เซิ่งเอ่ยเสียงขรึม

“ใช่แล้ว แต่แม้ว่าเราจะพยายามข่มใจตัวเองมากเท่าไหร่ ก็มักมีคนจงใจทำร้ายเราเพราะเหตุผลมากมายอยู่ดี” จั่วลาแสดงสีหน้าเศร้าสร้อย

“ข้าเองก็เหมือนกัน” ลู่เซิ่งทอดถอนใจเช่นกัน “หลายๆ ครั้งที่ข้าลงมือ ความจริงก็เพียงเพื่อทำให้ความต้องการในชีวิตทั่วไปสมบูรณ์เท่านั้น นอกจากนี้แล้ว ข้าไม่เคยจงใจทำร้ายใครมาก่อน”

“ข้านับถือเจ้า” จั่วลายิ้มบาง

“เจ้าเองก็ไม่เลว” ลู่เซิ่งยิ้มแย้ม

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราถือเสียว่าไม่เคยเจอกันมาก่อนดีไหม” จั่วลายืนยันให้แน่ใจอีกครั้ง

“ย่อมได้ บางทีวันหน้าพวกเราอาจมีโอกาสเจอกันอีก” ลู่เซิ่งเอ่ยเห็นด้วย

ทั้งสองยิ้มให้แก่กัน แล้วค่อยๆ เดินเฉียดกันเพื่อจากไปยังทิศทางที่อีกฝ่ายมาอย่างรวดเร็ว

ฟิ้ว!

ทันใดนั้น จั่วลาวูบไหวร่าง แล้วโผล่ขึ้นด้านหน้าลู่เซิ่งอย่างกะทันหัน ขวางเส้นทางของเขาเอาไว้

“ทำไมกัน...ทำไมกัน...แม้แต่เจ้าก็ยังแตะตัวข้า...” จั่วลาไม่ทราบว่าโผล่ขึ้นด้านหน้าลู่เซิ่งตั้งแต่ตอนไหน แถมยังทำตาเศร้าสร้อยอีก

“เมื่อแตะตัวข้า ก็ต้องทำร้ายข้า คนที่ทำร้ายข้าล้วน...” อยู่ๆ เสียงของจั่วลาก็ขาดหายไป เนื่องจากตัวเขาพบว่าด้านหน้าตนเองว่างเปล่า ไม่เห็นเงาร่างของลู่เซิ่ง

เขารีบเงยหน้าขึ้น กลับเห็นลู่เซิ่งโผล่ขึ้นบนตำแหน่งของเขาเมื่อก่อนหน้านี้อย่างงุนงง หัวหมาป่าหลายสิบข้างเคี้ยวเศษหินและโคลนจนหน้าเปื้อน

“ข้าไม่ได้ตั้งใจนะ...ข้าแค่...หิวเล็กน้อย...” ลู่เซิ่งคายของในปากออกมาอย่างกระอักกระอ่วนระคนเสียดาย

ดูจากการเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย ถ้าหากเมื่อครู่จั่วลาไม่หายไปอย่างกะทันหัน เกรงว่าตอนนี้คงถูกปากใหญ่หลายสิบข้างของเขาฉีกเป็นชิ้นๆ ไปแล้ว

ทั้งสองพลันนิ่งเงียบ

“ดูเหมือนข้าจะเข้าใจเจ้าผิดไปแล้ว” จั่วลาตบโคลนสีเหลืองบนตัว

“ข้าแค่หน้ามืดไปชั่วขณะ ความจริงข้าประทับใจในตัวเจ้ามาก” ลู่เซิ่งคายโคลนออกมาพลางกล่าวอย่างจริงจัง

คนทั้งสองมองกันไปมา ไม่รู้ควรพูดอะไรอยู่ชั่วขณะ

“เจ้า..ชอบกินหรือ” อยู่ๆ จั่วลาก็เอ่ยขึ้น

“เจ้าไม่ชอบให้คนอื่นแตะโดนตัวเจ้าหรือ” ลู่เซิ่งส่งเสียงถามในเวลาแทบจะพร้อมกัน

เสียงทั้งสองรวมกัน กลับเข้ากันเป็นอย่างดี

นิ่งกันอยู่สักพัก จั่วลาก็ยิ้มขึ้นพร้อมกับตอบก่อน

“ข้าพยายามจะไม่แตะต้องตัวคนอื่น”

ลู่เซิ่งก็ยิ้มแย้มเช่นกัน

“ความจริงข้าแค่กินเยอะไปหน่อยเท่านั้น”

ทั้งสองเงียบงันกันอีกสักพัก ไม่นานก็พบว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดล้วนเป็นคำพูดไร้สาระ

“เอาเป็นว่า ไว้เจอกัน” จั่วลากล่าวลองเชิง

“ลาก่อน” ลู่เซิ่งพยักหน้า

ทั้งสองหมุนตัวเดินไปยังทิศทางที่ตัวเองต้องการจะไปอีกรอบ

ครั้งนี้ไม่ได้ลงมือแล้วจริงๆ แม้จะทำเป็นไม่มีความตั้งใจจะต่อสู้กับอีกฝ่าย แต่ความจริงเป็นเพราะทั้งสองรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายรับมือยาก

จนกระทั่งร่างของลู่เซิ่งหายไปจากเส้นขอบฟ้าโดยสิ้นเชิง จั่วลาจึงค่อยๆ ผ่อนฝีเท้าลง

‘นึกไม่ถึงว่าคนที่ฝ่าบาทสั่งให้เราลงมือจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่พิเศษแบบนี้ เรารู้สึกดีต่อมันจริงๆ...แต่โองการของฝ่าบาทไม่อาจขัดขืน เฮ้อ...ทำไมกัน ทำไมต้องบีบบังคับข้าด้วย’ จั่วลายืนอยู่ที่เดิมด้วยความหดหู่ พร้อมทั้งตกสู่ความสับสน

ดีที่เขาเป็นราชาวิญญาณร้ายกลายเป็นจักรพรรดิรัตติกาลที่มีศักยภาพมากที่สุดในโลกวิญญาณร้าย มีอำนาจและตำแหน่งสูงที่สุด ครั้งนี้ที่จุติมายังโลกใบนี้เร็ว และอยู่ในอาณาเขตที่เล็กกระจ้อยขนาดนี้ เป็นเพราะต้องการสร้างผลงานทางลัด

ดังนั้น ต่อให้ขัดต่อโองการของจักรพรรดิรัตติกาลแห่งวิญญาณร้าย ขอแค่ปิดบังได้ดี ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร

‘หวังว่าจะมีวันที่ได้เจอกันอีก’ จั่วลามองทิศทางที่ลู่เซิ่งจากไป ก่อนจะหมุนตัวเดินไปไกลเช่นกัน นอกจากหมาป่ามารตัวนี้แล้ว เขายังมีอีกภารกิจหนึ่งที่ต้องทำให้เสร็จ

...

ลู่เซิ่งค่อยๆ หยุดเดิน

‘ยักษ์รากไม้ตัวเมื่อครู่มีร่างคล้ายๆ อาจารย์เลย...หรือว่าสองคนนั้นมีความเกี่ยวข้องกัน มิหนำซ้ำโลกมารจิตยังลากมันเข้าไปไม่ได้ด้วย ดูเหมือนจะมีขีดจำกัดอย่างที่คิดไว้’ เขานั่งลงพักผ่อนบนหินยักษ์ก้อนหนึ่ง

‘ไอ้ยักษ์ตัวนั้นเคลื่อนไหวเร็วสุดขีด หากลงมือจริงๆ ชนะนั้นไม่มีปัญหา แต่หากมันเอาแต่หนีท่าเดียว อย่างนั้นก็ขวางมันไว้ไม่ได้แล้ว’

ความสามารถของโลกมารจิตระดับเจ้าแห่งอาวุธจำเป็นต้องพัฒนาอีก ลู่เซิ่งรู้สึกได้อย่างเลือนรางว่าตนเองยังไม่ได้ค้นพบวิธีการใช้โลกมารจิตที่แท้จริง

จากนั้นเขาก็ใช้ความคิดเพื่อเข้าไปในโลกมารจิตอีกรอบ

ในตึกอันมืดมิด วิญญาณร้ายจำนวนมากที่เข้ามาได้หายไปแล้ว

ลู่เซิ่งสงสัยอยู่บ้าง จึงวูบไหวร่างเพื่อตามหาสักพักหนึ่ง แต่ยังคงไม่เจอ

สุดท้ายเขาก็ยืนอยู่บนระเบียงห้องห้องหนึ่งบนตึก มองดูร่างสองร่างในตู้เสื้อผ้าพลางใคร่ครวญ

‘ไม่ใช่ร่างทั้งหมดที่ถูกเราฆ่าจะโผล่มาหรือ อย่างนั้นการเลือกสรรนี้ใช้อะไรเป็นเกณฑ์ล่ะ’

จากนั้นลู่เซิ่งก็ออกจากโลกมารจิต แล้วเริ่มบินไปยังทิศทางของสำนักมารกำเนิด วิญญาณร้ายที่อยู่รอบๆ ส่วนใหญ่ถูกกวาดล้างจนสะอาดเอี่ยมแล้ว ยักษ์รากไม้ตัวเมื่อครู่ออกจากชายแดนของแคว้นนวกระจ่างไปแล้ว จึงไม่อยู่ในอาณาเขตการดูแลของสำนักมารกำเนิดอีก

เขาได้ทดลองดูแล้ว ในเมื่อยังกินไม่ได้ เช่นนั้นก็ปล่อยไปก่อน

หลังจากคืนร่างหลัก ลู่เซิ่งก็กลับถึงสำนักโดยไม่หยุดพัก แต่เพิ่งจะเข้าห้องหนังสือก็ได้รับข่าวด่วนที่สำนักพันอาทิตย์ส่งมาทันที

‘จดหมายของเจ้าสำนักประกายขั้วโลก’

จดหมายคือนกเค้าแมวสีดำที่พูดไม่ได้ตัวหนึ่ง หลังจากมันทิ้งจดหมายไว้บนโต๊ะเสร็จ ก็ระเบิดกลายเป็นหมอกดำนับไม่ถ้วนแล้วสลายไปในพริบตา

ลู่เซิ่งหยิบจดหมายขึ้นมา กระดาษจดหมายสีดำขอบเงินดูลี้ลับชวนอัศจรรย์ใจ ตรงขอบเป็นลวดลายที่ประณีตงดงาม

ลู่เซิ่งอ่านเนื้อหาด้านในอย่างรวดเร็ว จดหมายของเจ้าแห่งอาวุธประกายขั้วโลกบอกว่า ช่วงนี้ใกล้ๆ แคว้นนวกระจ่างปรากฏราชาวิญญาณร้ายที่เคลื่อนไหวอย่างแปลกประหลาด แถมยังมีพลังแข็งแกร่งถึงขีดสุดตนหนึ่ง

อริยะเจ้าอู๋ซินกับอริยะเจ้าอาภรณ์แดงในหน่วยอาทิตย์โลหิตต่างหายตัวไปอย่างฉับพลัน อาจจะโชคไม่ดี เจ้าแห่งอาวุธประกายขั้วโลกบอกนามของราชาวิญญาณร้ายตนนี้แล้ว

‘จอมเสแสร้งจั่วลา ราชาวิญญาณร้ายระดับอริยะเจ้าขั้นสูงสุดที่ได้รับการจัดอยู่ในสิบอันดับแรกของโลกวิญญาณร้าย จนกระทั่งถึงตอนนี้ได้ฆ่าอริยะเจ้าไปแล้วมากกว่าห้าคน สร้างความเสียหายอย่างรุนแรง’

หลังอ่านจดหมายจบ ลู่เซิ่งก็พับจดหมายแล้วเผาทิ้ง

‘ตามการบรรยายในจดหมาย ไอ้ตัวเมื่อครู่น่าจะเป็นจอมเสแสร้งที่จดหมายพูดถึง ไอ้ตัวนั้นดูเหมือนจะลงมือกับเป้าหมายระดับสูงๆ เท่านั้น ไม่ได้มีความสนใจต่อคนธรรมดา แต่ถึงขนาดที่อริยะเจ้าของหน่วยอาทิตย์โลหิตยังตายเพราะมัน...เป็นตัวอันตรายจริงๆ’

หลังจากได้รับการแจ้งเตือนแล้ว ลู่เซิ่งก็เรียกขุมกำลังของแคว้นนวกระจ่างกลับมา จากนั้นก็กำจัดวิญญาณร้ายที่หลงเหลือทั้งหมดทีละตัวๆ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือปีศาจ จะต้องรับประกันว่าจะไม่ปล่อยให้วิญญาณร้ายที่อยู่ในระดับสูงกว่าปฐพีกำเนิดเหลืออยู่

ส่วนเขตอื่นๆ ก็มีการเปลี่ยนแปลงมากมายตามไปด้วยอย่างเร่งด่วน อริยะเจ้าเชียนตู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นอริยะเจ้าที่แข็งแกร่งที่สุดของสำนักพันอาทิตย์ และเป็นอาจารย์ของลู่เซิ่ง สะกดราชาวิญญาณร้ายในแคว้นใหญ่ๆ จำนวนไม่น้อยได้ตามลำพัง

ระดับพลังของราชาวิญญาณร้ายได้ปรากฏต่อหน้าสามสำนักอย่างชัดเจน วิญญาณร้ายระดับนี้สูงสุดใกล้เคียงกับเจ้าแห่งอาวุธ ต่ำสุดคือระดับเทวปัญญา พูดง่ายๆ ก็คือเทียบเท่ากับอริยะเจ้าระดับเทวปัญญา

ครั้งนี้วิญญาณร้ายปะทุอย่างปัจจุบันทันด่วน หลังจากรับมือเรียบร้อยแล้ว สามสำนักกับตระกูลขุนนางแต่ละตระกูลก็ตอบสนอง ด้วยการทำลายวิญญาณร้ายอย่างกระตือรือร้น

ต้าอินมีขุมกำลังน่าสะพรึงกลัวสุดเปรียบปาน หลังจากใช้พลังทั้งหมดที่มี ไม่นานก็ทำลายวิญญาณร้ายได้เกือบหมด

เพียงแต่ราชาวิญญาณร้ายที่โผล่มาอย่างกะทันหันทำให้พวกอริยะเจ้ากับผู้ถืออาวุธเสียหายอย่างสาหัส พวกเจ้าแห่งอาวุธต้องออกจากการกักตนเพื่อลงมือด้วยตัวเองด้วยความจนปัญญา จึงค่อยหยุดไว้ได้

เจ้าแห่งอาวุธประกายขั้วโลกต้องกลับมาจากทะเลบูรพาเพื่อสะกดทัพวิญญาณร้ายที่ลุกลามไปทั่วแคว้นใหญ่ๆ

ในเวลาแค่สองเดือนสั้นๆ วิญญาณร้ายก็หายสาบสูญไปเหมือนกับไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน บางทีอาจกำลังซ่องสุมกำลังอยู่ หรือไม่ก็เป็นแค่การหยั่งเชิงเท่านั้น แต่สุดท้ายปัญหาทั้งหมดก็สงบลงแล้ว

ขุมกำลังทั้งหมดของต้าอินได้พักหายใจหายคอ

สิ่งที่โชคดีก็คือ ว่ากันว่าครั้งนี้พิภพมารได้รับความเสียหายไม่น้อยเช่นกัน ทว่ายังไม่รอให้ขุมกำลังทั้งหมดได้สติ ข่าวที่ชวนหวาดผวายิ่งกว่าก็กระจายมา

จักรพรรดิมารองค์ที่สองซึ่งเป็นหนึ่งในสี่เสาหลักปรากฏตัวขึ้นแล้ว โดยปรากฏตัวบนผืนแผ่นดินของต้าอิน

...

พิภพมาร เสาผลึกเชื่อมฟ้า

ตอนนี้มีเงาคนสีดำหนึ่งสูงหนึ่งเตี้ยยืนอยู่ด้านหน้าเสาผลึกสีดำขนาดมหึมาที่สูงจรดฟ้า

เงาสูงคือบุรุษวัยกลางคนสวมชุดทางการสีดำ ตรงหน้าอกมีลวดลายสีทอง เขาน่าจะอายุห้าสิบปีเป็นอย่างน้อย จอนสองข้างมีเส้นผมที่กลายเป็นหงอกขาวแล้ว หน้าผากกับหางตามีรอยย่นจางๆ

“อันซา เจี๋ยเต๋อม่าน” บุรุษวัยกลางคนละสายตากลับมาจากเสาผลึก แล้วมองไปยังเด็กผู้หญิงตัวเล็กที่อยู่ด้านข้าง “เจ้ามีเป้าหมายอะไรกันแน่”

เด็กผู้หญิงสวมชุดตัวใหญ่สีดำ สวมหมวก ปล่อยผมยาวสีดำให้ตกลงมาจากหมวก เผยให้เห็นใบหน้าที่งดงามและซีดขาว

นางดูเหมือนกับเด็กสาวบริสุทธิ์ที่เพิ่งหายจากอาการป่วยมาไม่นาน ราวกับดอกไม้ดอกเล็กๆ ที่เสียหายเพราะลมฝน และเหมือนกับว่าแค่ลมหอบหนึ่งก็พัดให้นางล้มลงได้แล้ว

..............................................

 

“เป้าหมายหรือ” เด็กสาวมองเสาผลึกอย่างงุนงง “ข้าเพียงแค่มาเดินเล่นเท่านั้น เสาผลึกแห่งพิภพมาร สถานที่ที่เคยมอบความเจ็บปวดให้แก่ข้า...ข้าเพียงแค่มาระลึกความหลังเท่านั้น”

บุรุษวัยกลางคนขมวดคิ้ว เขาย่อมไม่เชื่อคำพูดผีสางของอีกฝ่าย

“ในฐานะสี่เสา การโจมตีของวิญญาณร้ายในครั้งนี้ ดูจากเบาะแสแล้ว เจ้าคงมีเอี่ยวด้วยกระมัง เจ้าคิดอะไรอยู่กันแน่ จักรพรรดิรัตติกาลของวิญญาณร้ายไม่ใช่ตัวตนที่จะยุ่งเกี่ยวได้”

อันซาไม่ได้ตอบ เพียงแค่เดินเข้าใกล้เสาผลึกแล้วยื่นมือน้อยๆ ไปแนบกับผิวเสาเบาๆ เท่านั้น

“ตอบข้ามา ไม่งั้นครั้งนี้ข้าจะไม่ช่วยเจ้า” บุรุษวัยกลางคนกล่าวเสียงเฉียบขาดเล็กน้อย

คิกๆ

อันซาพลันหัวเราะ นางใช้นิ้วไล้ผิวผลึกเบาๆ ก่อนจะหันไปมองบุรุษวัยกลางคน

“เทียบกับจักรพรรดิรัตติกาลแล้ว มารดาแห่งความเจ็บปวดที่ควบคุมทุกสิ่งในสามโลกควรจะระวังมากกว่ากระมัง”

“มารดาแห่งความเจ็บปวดอยู่เหนือกว่าผู้ใด ประทับอยู่ที่โลกเดิม แค่โบสถ์ข้างกายก็มีตัวตนแข็งแกร่งที่รับมือพวกเราได้แล้ว” บุรุษวัยกลางคนกล่าวพลางส่ายหน้า “โลกมนุษย์และพิภพมารในตอนนี้ไม่มีใครที่ต่อกรโลกเดิมได้”

“เรื่องบางอย่างก็ไม่มีใครบอกได้แน่ชัด...ถ้าไม่ลองดู ก็จะไม่เข้าใจตลอดกาลว่าอาจเกิดอะไรขึ้น” อันซาหุบยิ้มและกล่าวเบาๆ “หรือเจ้าคิดจะอยู่ในวัฏจักรแบบนี้ตลอดไป”

“ย่อมไม่” บุรุษวัยกลางคนแค่นเสียง “พวกเรากำลังสร้างประตูดาวเคราะห์อยู่ ขอแค่ออกจากที่นี่ หลุดจากอาณาเขตของโลกเดิมได้สำเร็จ...”

“เจ้าคิดว่านางจะไม่รู้หรือ” อันซาตัดบท

บุรุษวัยกลางคนนิ่งไป

“ดูตอนนี้สิ ใกล้จะถึงช่วงเก็บเกี่ยวครั้งใหญ่อีกรอบแล้ว แทนที่จะปล่อยให้โลกเดิมเก็บเกี่ยว ข้าพาผู้วางหมากคนใหม่มาลงสนามดีกว่า พวกเรามีแค่ไม่กี่คน ตัวแปรน้อยเกินไป” อันซาพูดเรียบๆ

“รุ่นก่อนอย่างเหวยลาตายอย่างไร เจ้าลืมแล้วหรือ อย่าคิดทำเรื่องเสี่ยงอันตรายเลย” บุรุษวัยกลางคนส่งเสียงเตือน

“ข้ารู้ตัวดีว่ากำลังทำอะไรอยู่” อันซายิ้ม แล้วหมุนตัวมามองบุรุษวัยกลางคน “ความจริงไม่ใช่แค่พวกเราเท่านั้น โลกมนุษย์ก็กำลังพยายามอยู่เหมือนกันไม่ใช่หรือ ดูเหมือนเจ้าคนของสำนักพันอาทิตย์จะทำสำเร็จแล้ว แต่ความจริงเล่า เจ้ารู้สึกว่าแบบนั้นถือว่าสำเร็จหรือ”

“...”

“ดังนั้น ขอข้าลงไปดูหน่อย” อันซาหันกลับไปมองเสาผลึกขนาดยักษ์ที่มองไม่เห็นจุดสิ้นสุดอีกรอบ

บุรุษวัยกลางคนเงียบงันลง เขาไม่รู้ว่าควรเกลี้ยกล่อมอันซาอย่างไรดี

เขาไม่อยากสูญเสียสหายไปอีกแล้ว มีสหายเก่าที่ตายไปมากพอแล้ว ตอนนี้เหลือแค่ไม่กี่คนสุดท้ายเท่านั้น

แต่เขาก็ไม่มีวิธีเกลี้ยกล่อมอันซา

ผ่านไปสักพักใหญ่ๆ...

“เจ้า...อยากให้ข้าช่วยอย่างไร”

เด็กสาวได้ยินดังนั้น ก็พลันยิ้มอย่างอ่อนหวาน

...

สำนักไตรอริยะ ตำหนักอริยะ

ผิวคันฉ่องขนาดยักษ์นับไม่ถ้วนกองรวมกันเป็นตำหนักมหึมารูปร่างประหลาดพิลึกแห่งหนึ่ง

ตำหนักตั้งอยู่ในส่วนลึกของถ้ำใต้ดิน ดูเหมือนกับมนุษย์ใกล้ตายที่นอนตะเกียกตะกายบนพื้นดิน

หลี่ซุ่นซีกับข่งเฉิงเดินตามอุโมงค์มาถึงหน้าประตูตำหนักศักดิ์สิทธิ์โดยที่ไม่พูดไม่จากันตลอดทาง ก่อนจะเงยหน้ามองประตูคันฉ่องที่สูงถึงสิบกว่าหมี่

“เจ้าอยากรู้มาโดยตลอดไม่ใช่หรือว่าความหมายในการดำรงอยู่ของสำนักไตรอริยะคืออะไรกันแน่” ข่งเฉิงกล่าวเสียงเย็น

หลี่ซุ่นซีกวาดตามองรอบๆ กลืนน้ำลายเอื๊อกหนึ่ง

“ศิษย์พี่โปรดชี้แนะด้วย”

“เข้าไปในนี้ ข้าจะบอกทุกสิ่งทุกอย่างกับเจ้าอย่างไม่ขาดตกบกพร่องตามคำสั่งของตาเฒ่า” ข่งเฉิงเอ่ยอย่างเย็นชา “แต่เงื่อนไขก็คือ เจ้าต้องผ่านการทดสอบของตำหนักศักดิ์สิทธิ์ก่อน”

เขาสาวเท้าไปด้านหน้า พริบตาเดียวก็พุ่งหายเข้าไปในคันฉ่องที่เป็นประตูใหญ่

หลี่ซุ่นซีสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่ง ก่อนจะเดินตามเข้าไป

วูบเกิดเสียงทึบหนัก เขาหายเข้าไปในผิวคันฉ่องเช่นกัน เหมือนกับจมหายเข้าไปในผิวน้ำกระจ่างใส

...

“เก้าพิภพชั้นเอก ดาวดวงที่เจ็ดสิบสองแห่งปรภพ...” ด้านในสำนักมารกำเนิด ลู่เซิ่งชมการฝึกกระบี่ของลู่หนิงผู้เป็นลูกชาย แต่ในใจกลับใคร่ครวญถึงข้อมูลจากค่ายกลส่งตัวในต้าซ่งที่ได้จากเจ้าแห่งอาวุธประกายขั้วโลกเมื่อก่อนหน้า

‘ในเมื่อมีค่ายกลส่งตัว แล้วทำไมเจ้าแห่งอาวุธประกายขั้วโลกถึงไม่เลือกส่งตัวเองหนีไปกัน แต่กลับเอาแต่ยึดติดอยู่ที่นี่ หรือว่าวิญญาณร้ายจะมีอยู่ในดาวเคราะห์ดวงอื่นเช่นกัน’

ความเป็นไปได้นี้มีสูงมาก

“กระจอกเหลืองอยู่หลัง!” ตอนนี้ลู่หนิงกระโดดขึ้นแล้วแทงกระบี่ครั้งหนึ่ง

เจ้าก้อนเนื้อที่ร่างกายมีแต่ไขมันเพิ่งจะอายุไม่กี่ขวบ ก็สามารถฝึกกระบี่พื้นฐานที่ลู่เซิ่งสอนให้เขาได้อยางช่ำชองแล้ว

มิน่าตอนนั้นตระกูลหยวนกวงจึงอยากพาตัวเขากลับตระกูล

“หยุดสภาวะ”

ลู่หนิงทิ้งตัวลงพื้น แล้วเก็บกระบี่สั้นเข้าฝัก

“วิชากระบี่นี้สนุกดีจริงๆ ท่านพ่อ” เขาหันไปมองลู่เซิ่ง “ท่านพ่อสอนอีกเยอะๆ เลยสิ แม้วิชากระบี่พวกนี้จะสนุกดี แต่ก็เรียบง่ายเกินไป ไม่มีความท้าทายเลย”

“อย่างนั้นหรือ” ลู่เซิ่งรู้สึกตัว ก่อนจะยิ้มอย่างอ่อนโยน “ครั้งหน้า ครั้งหน้าจะหาวิชากระบี่ที่สนุกแต่ก็ไม่ง่ายให้เจ้าแน่ แต่ว่าทักษะเป็นแค่พื้นผิวเท่านั้น จุดสำคัญที่แท้จริงคือการฝึกฝนสารกาย การฝึกฝนสารกายของเจ้าในตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว”

“เอ่อ...”

ต้าอินฝึกฝนปราณภายในหรือก็คือสารกาย ตอนนั้นลู่เซิ่งก้าวเดินอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ฝึกฝนวิชาอาทิตย์เวโรจน์จนกระทั่งถึงแก่นหยางอย่างมั่นคงและไม่มีอุปสรรคแม้แต่น้อย

เทียบกันแล้ว ลู่หนิงผู้เป็นลูกชายมีความเป็นอัจฉริยะมากกว่า แม้ไม่มีการช่วยเหลือจากดีปบลู แต่ลู่หนิงใช้เวลาเพียงสองเดือนก็ฝึกฝนวิชากระบี่ขับไล่อาทิตย์ได้อย่างช่ำชองแล้ว

ต้องบอกก่อนว่าวิชากระบี่วิชานี้ไม่ใช่วิชากระบี่ธรรมดาในสำนักพันอาทิตย์เช่นกัน แต่เมื่ออยู่ในมือลู่หนิง พยายามแค่สองเดือน ก็บรรลุมาตรฐานที่คนอื่นๆ ต้องใช้เวลาสิบกว่าปีถึงจะมาถึงได้ไปแล้ว

ไม่ใช่แค่นี้เท่านั้น ในด้านการฝึกฝนทักษะ เพียงยกตัวอย่างข้อเดียว ลู่หนิงก็สามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้เป็นสิบอย่าง ไม่ว่าสิ่งใดก็ไม่ยากสำหรับเขา

แน่นอนว่าถ้าหากมีเท่านี้ ลู่เซิ่งคงจะไม่ต้องกังวล เพียงแต่สิ่งที่เป็นปัญหาที่สุดของลู่หนิงก็คือ เขาไม่สามารถฝึกฝนวิธีการฝึกฝนสารกายหรือปราณภายในใดๆ ได้เลย

ไม่ว่าจะเป็นวิชาพื้นฐานของสำนักพันอาทิตย์ หรือว่าของสำนักอื่นๆ เช่นสำนักซ่อนธารตุ หรือแม้กระทั่งตระกูลหยวนกวง เขาก็ฝึกฝนไม่ได้

ไม่ใช่ว่าฝึกฝนไม่ได้โดยสิ้นเชิง หากแต่สุดท้ายได้แต่หยุดอยู่ในระดับพื้นฐานเท่านั้น

หลังจากกลับจากโลกมนุษย์หมาป่า ลู่เซิ่งก็ศึกษาโลกมารจิตไปพลาง เริ่มสรรหาวิธีการแก้ไขที่พอเป็นไปได้หลายวิธีให้แก่ลู่หนิงไปพลาง

ในโลกที่อันตรายใบนั้น การมีแต่ทักษะวรยุทธ์เป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ หากไม่มีปราณภายในที่เหี้ยมหาญมากพอคอยสนับสนุน ต่อให้ฝึกฝนทักษะจนสูงส่งขนาดไหน หากเจอเยื่อดำระดับเอกลักษณ์ก็ยังยากเอาชนะ แค่เยื่อดำระดับระดับนั้น หากไม่มีสารกายก็อย่าคิดทะลวงเลย

พวกเขายืนอยู่ที่เดิมปล่อยให้ท่านฟันได้สบายๆ

เพื่อแก้ไขปัญหาข้อนี้ ลู่เซิ่งได้ใช้ดีปบลูเรียนรู้เคล็ดวิชาหลายสิบชนิด แล้วให้ลู่หนิงทดลองฝึกฝนดู แต่ก็ยังคงไร้ผล

จากนั้น เรื่องของลู่หนิงก็ค่อยๆ แพร่กระจายออกไป เหมือนกระดาษที่ใช้ห่อไฟไม่ได้

ภายในสำนักมารกำเนิดยังดีอยู่ แต่สามสำนักกับพวกตระกูลขุนนางที่เหลือกลับลือกันไปเอง ทางด้านตระกูลหยวนกวงก็ลือกันว่าโชคดี โชคดีแล้วที่ตอนนั้นไม่ได้รับลู่หนิงเป็นคนในตระกูลจริงๆ

ลู่เซิ่งไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ ต่อข่าวลือ ทั้งไม่สะกดไว้ และไม่ยุยงส่งเสริม เพียงคอยมองอย่างสงบเท่านั้น

“ท่านพ่อ ท่านพ่อ?” เสียงของลู่หนิงดังขึ้นข้างหูเขา กระชากสติของลู่เซิ่งกลับมาใหม่

“ไม่ต้องห่วง ต่อให้เจ้าฝึกพลังภายในไม่ได้ อย่างมากสุดพ่อก็เพียงปกป้องเจ้าไปตลอดชีวิตเท่านั้น” ลู่เซิ่งยื่นมือไปขยี้ผมของลู่หนิงอย่างอ่อนโยน

“ไม่เอา! ข้าลู่หนิง ในอนาคตจะกลายเป็นบุรุษที่แข็งแกร่งกว่าท่านพ่อ!” ลู่หนิงเบ้ปากกล่าวอย่างไม่พอใจ “ถึงตอนนั้นถ้าท่านตีก้นข้า...ไม่ช้าก็เร็วข้าจะตีคืน!” เขาบ่น แสดงให้เห็นว่าไม่พอใจที่ลู่เซิ่งตีเขาเมื่อหลายวันก่อนหน้านี้

“ฮ่าๆ” ลู่เซิ่งบีบแก้มของเจ้าอ้วนน้อย “เอาล่ะ ไปเล่นกับแม่เจ้าเถอะ”

“อื้อ...” ลู่หนิงรับคำอย่างเชื่อฟัง ก่อนจะหมุนตัววิ่งออกจากตัวลาน เพื่อไปยังเรือนของเฉินอวิ๋นซีผู้เป็นมารดา

หลังวิ่งออกมาได้ระยะหนึ่ง เขาก็พลันหันไปมองทางบิดา ไม่เห็นร่างของลู่เซิ่งอย่างที่คาดไว้

“ไปอีกแล้ว...” ลู่หนิงเตะใส่ก้อนหินด้านหน้าอย่างผิดหวังเล็กน้อย ดวงตากลายเป็นสีเงินแวบหนึ่ง

“ไม่ต้องห่วง บิดาเจ้าไม่รู้สถานการณ์ที่แท้จริงของเจ้าหรอก” เสียงชราเสียงหนึ่งค่อยๆ ลอยเข้าหูเขา

“ข้ารู้” ลู่หนิงตอบในใจ “ข้าแค่อึดอัด อารมณ์ไม่ดีก็เท่านั้น ทุกทีท่านพ่ออยู่เป็นเพื่อนข้าครู่เดียวก็ไปแล้ว เป็นแบบนี้ทุกที!”

“บิดาเจ้ามีเรื่องของตัวเองต้องจัดการ” เสียงชราตอบอย่างเป็นมิตร “ถ้าหากวันหน้าเจ้าอยากจะตีก้นพ่อเจ้า จะต้องแข็งแกร่งกว่าเขาให้ได้”

“ข้าจะแข็งแกร่งกว่าบิดาได้จริงๆ หรือ” ครั้งนี้ลู่หนิงสงสัยอยู่บ้าง “พ่อข้าเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในแคว้น คำพูดของเขาประโยคเดียวสามารถกำหนดความเป็นความตายของคนจำนวนนับไม่ถ้วนได้”

“ไม่ต้องห่วง หากเรื่องแค่นี้ข้ายังทำไม่ได้ ข้าจะกล้ามีหน้ามาเป็นอาจารย์ให้เจ้าหรือ” น้ำเสียงของชายชราแฝงความทะนงตน “หากใช้สารกายระดับต่ำของที่นี่เพื่อฝึกวิชา เจ้าคิดไล่ตามพ่อเจ้าให้ทัน เกรงว่ายังอีกนาน วิธีการเดียวคือเร่งความก้าวหน้าของวิชาที่ข้ามอบให้เจ้า”

“ข้าเข้าใจแล้ว...” ลู่หนิงพยักหน้าอย่างจริงจัง เขาหันไปมองตำแหน่งที่ท่านพ่อนั่งอยู่ในตอนแรกเป็นครั้งสุดท้ายด้วยใบหน้าดวงเล็กที่ฉายแววแน่วแน่

หลังจากที่ได้ช่วยครอบครัวโดยไม่ได้ตั้งใจเมื่อครั้งนั้น ในหัวสมองของลู่หนิงก็มีชายชราที่แข็งแกร่งและปากดีจนน่ากลัวโผล่มาเพราะวิชาลี้ลับชุดนั้น

ชายชราคนนี้แตกต่างตรงที่ ก็คือทราบหลักการฟ้าดินทั้งหมด

ในตอนแรกเริ่ม ลู่หนิงเพียงโคจรวงจรของพลังประหลาดสายนั้นในร่างกายตามวิธีการโคจรที่น่าอัศจรรย์ชุดนั้นเท่านั้น

แต่ว่าต่อมา วันหนึ่งจู่ๆ เขาก็พบว่าหลังจากที่ช่วยเหลือครอบครัวในวันนั้น ตนเองมีพลังความคิดที่พิเศษถึงขีดสุดบางอย่าง ต่อจากนั้นชายชราก็ปรากฏตัวขึ้น

“ข้าเข้ามาในโลกใบนี้โดยไม่ได้ตั้งใจ แต่นึกไม่ถึงว่าจะเจอหน่ออ่อนชั้นดีที่ไม่เคยมีมาก่อนอย่างเจ้าเข้า ไม่ต้องห่วง อนาคตของเจ้าต้องก้าวข้ามบิดาเจ้า และบรรลุถึงอนาคตอันเจิดจรัสที่ไม่เคยมีมาก่อนได้แน่” ชายชรากล่าวอย่างเชื่องช้า “ถึงเวลานั้น เจ้าจะนำพาครอบครัวของเจ้าไปจากที่นี่ด้วยกัน เพื่อไปยังดาวเคราะห์ที่สงบสุขยิ่งกว่าสมบูรณ์ยิ่งกว่า”

“ดาวเคราะห์คืออะไร” ลู่หนิงงุนงงเล็กน้อย เขาไม่เคยได้ยินคำว่าดาวเคราะห์มาก่อน แต่ว่าจากคำพูดของอาจารย์ เขาแยกแยะได้ว่านั่นคงจะเป็นสถานที่ที่ไม่เลวยิ่ง

“สถานที่ที่ดี”

“ก็ได้...ข้าจะพยายามฝึกฝน จากนั้นก็พาครอบครัวออกจากที่นี่เพื่อไปดาวเคราะห์ดวงอื่นหลังจากแข็งแกร่งขึ้น”

ชายชราไม่พูดอะไรต่ออีก ด้วยตำแหน่งและพลังในอดีตของเขา คิดจะสั่งสอนให้ลูกศิษย์ที่คุณสมบัติทะลวงไปถึงระดับดวงดาวไม่ถือว่ายากเกินไป เพียงแต่เป็นปัญหาเรื่องเวลาเท่านั้น

ที่นี่เป็นโลกที่อันตรายและยุ่งยากที่สุดเพราะความพิเศษของสภาพแวดล้อม ซึ่งกดดันให้เขาต้องเร่งความเร็ว ไม่อย่างนั้นหากเปลี่ยนเป็นดาวเคราะห์ที่สงบสุข เขาสามารถสิงร่างของผู้บำเพ็ญศักยภาพสูงสักคนเพื่อซ่อนตัวเอง แล้วอาศัยเพียงเวลา ใช้เวลาสักสองสามหมื่นปีก็สามารถทะลวงระดับดวงดาวและออกจากโลกอย่างปลอดภัยได้แล้ว

แต่ที่นี่แตกต่างออกไป...ต้องเร่งเท่าที่จะทำได้

ลู่หนิงกลับห้องหนังสือของตัวเอง เพื่อเตรียมการฝึกฝนรอบต่อไปอย่างอารมณ์ดีหลังจากได้รับการรับประกัน

เพียงแต่เขากลับไม่รู้ว่า เวลานี้ชายชราที่สิงอยู่ในร่างตนกำลังเปลืองสมองกับสภาพแวดล้อมอันเลวร้ายของต้าอิน โดยใคร่ครวญถึงวิธีการเลื่อนระดับและวิธีการออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดอยู่

..............................................

 หลังออกจากวังมาร ลู่เซิ่งก็ลาดตระเวนดูสภาพแวดล้อมรอบๆ สักพัก ด้วยความเร็วของเขาในปัจจุบัน การลาดตระเวนเขตจันทราสารทใช้เวลาเพียงชั่วก้านธูปเท่านั้น แถมการยืนยันระดับการคุกคามของวิญญาณร้ายของทั่วทั้งแคว้นนวกระจ่าง ก็ใช้เวลาแค่ครึ่งวันเท่านั้น

ใช้จิตวิญญาณสัมผัสดูเล็กน้อย เพียงพริบตาเดียวก็ไปไกลเป็นพันลี้แล้ว พวกวิญญาณร้ายเหมือนกับหิ่งห้อยในราตรีมืดมิด ไม่ต้องสัมผัสอย่างแม่นยำหรือละเอียด ขอแค่สัมผัสอย่างผ่านๆ ก็สามารถยืนยันตำแหน่งและจำนวนของพวกมันได้แล้ว

หลังจากกวาดตามองแคว้นนวกระจ่างเสร็จ ลู่เซิ่งยังคงไม่มีแนวคิดที่เป็นรูปธรรมต่อความแข็งแกร่งของเจ้าแห่งอาวุธ ในสถานการณ์ที่ตามหาเป็นเวลานานแต่ยังไม่ประสบผล เขาได้ตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังอินตู

อินตูเป็นสถานที่ที่สำคัญที่สุดในสามสำนักและสามตระกูล นอกจากรังของเจ้าแห่งอาวุธสองคนจะอยู่ที่นี่แล้ว สาขาหลักของสามสำนักกับสามตระกูลก็กระจายกันอยู่ใกล้ๆ อินตูเช่นกัน

เป้าหมายของลู่เซิ่งคือการไปหาข้อมูลอย่างเป็นรูปธรรมของระดับเจ้าแห่งอาวุธที่ตระกูลใหญ่ๆ อย่างตระกูลหยวนกวง

เขตจันทราสารทในแคว้นนวกระจ่างอยู่ห่างจากอินตูเก้าแสนกว่าลี้ แต่ว่าในสภาพที่ลู่เซิ่งเร่งเดินทางด้วยความเร็วสูงสุด เพียงใช้เวลาแค่หนึ่งวันก็ไปถึงเขตชายแดนของมันอย่างแม่นยำได้แล้ว

...

ปราการอนธการสาดส่อง แนวป้องกันพุ่มปะการัง

กำแพงเมืองทอดยาวที่สูงตระหง่านทอดตัวข้ามแนวเขาที่สูงต่ำสลับกันเหมือนกับงูสีดำ

รอบๆ กำแพงเป็นสีดำ ติดตั้งหนามแหลมน่ากลัวไว้เต็มไปหมด ทุกๆ ช่วงจะมีสัญลักษณ์สีทองเรืองแสง กลางท้องฟ้ามีผู้บำเพ็ญลาดตระเวนหลายหน่วยบินผ่านตลอดเวลา

ข้างใต้กำแพงเมืององครักษ์ร่างสูงใหญ่สองกลุ่มที่แต่งตัวเต็มยศ ใส่เกราะสีดำ ถือหอกยาวแหลมคม กำลังจ้องมองคนเดินทางที่ผ่านไปมาอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษอยู่ตรงประตูเมือง

รถม้าและเกวียนเทียมวัวของขบวนพ่อค้า ชาวนาและกรรมกรที่รีบเร่งออกเดินทาง เข้าๆ ออกๆ ประตูเมืองอย่างไม่ขาดสาย

“หยุด! พวกเจ้ามาจากที่ไหน” องครักษ์กลุ่มหนึ่งขวางเกวียนเทียมวัวหลายคันเอาไว้ ผู้นำในกลุ่มถามเสียงเฉียบขาด สายตาที่ดุดันกวาดผ่านร่างของคนขับเกวียนบนเกวียนด้านหน้าอย่างรวดเร็ว

คนขับเกวียนเทียมวัวเป็นบุรุษวัยฉกรรจ์อายุไม่มากคนหนึ่ง เขาสวมชุดผ้าป่านสีดำอมเหลืองซึ่งมีรอยปะชุน หน้าเหลี่ยมทื่อด้าน ดวงตาไม่ค่อยมีชีวิตชีวานัก

“เรียนนายท่าน พวกเรามาจากทางเขตเขาขาด ถูกตรวจสอบระหว่างทางมาหลายครั้งแล้ว”

“ใบผ่านทางเล่า” องรักษ์โบกมือ

บุรุษหนุ่มรีบล้วงเอากระดาษหนังสีเหลืองอ่อนชุดหนึ่งออกมาจากในอกเสื้อ ก่อนจะคลี่ออกพร้อมส่งให้องครักษ์

ด้านหลังขบวนรถ ลู่เซิ่งห่อตัวอยู่ในชุดคลุมสีดำ เดินอยู่ด้านหลังด้วยสายตาสงบนิ่ง เขาแตกต่างจากคนขับเกวียนในขบวน ชุดที่ปักสัญลักษณ์สำนักพันอาทิตย์ทำให้องครักษ์หลายคนแสดงสีหน้ายำเกรง และปล่อยเขาเข้าไปโดยไม่พูดอะไรในตอนที่เขาเข้าประตูเมือง

หลังตัดผ่านประตูเมือง ด้านหลังก็คือผืนทุ่งนาข้าวสาลีสีเขียวที่กำลังพลิกตัวตามกันไป

ฤดูหนาวผ่านไปแล้ว ภัยพิบัติวิญญาณร้ายก็ผ่านไปแล้วเช่นกัน พวกคนธรรมดาที่รอดชีวิตเริ่มหว่านไถเพาะปลูกอีกครั้ง

ลู่เซิ่งไม่มีความคิดจะรบกวนขุมกำลังในท้องที่ ครั้งนี้เขามาเพื่อขอข้อมูลของเจ้าแห่งอาวุธ ซึ่งไม่มีทางได้มาแน่นอน นอกจากเขาจะยินยอมแสดงพลังระดับเจ้าแห่งอาวุธของตัวเอง แต่การทำแบบนี้จะอึกทึกครึกโครมเกินไป

ต้องบอกก่อนว่าตั้งแต่ที่เขายิ่งใหญ่ขึ้นจนถึงวันนี้ ใช้เวลาแค่สามสิบปีเท่านั้น เวลาสามสิบปีจากคนธรรมดาทะลวงสู่ระดับเจ้าแห่งอาวุธ อย่างไรก็ไม่เคยมีผู้ใดทำได้มาก่อน ถึงขั้นเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะสร้างความตื่นตัวให้แก่ผู้ยิ่งใหญ่ในโลกแห่งความเจ็บปวดแล้วกระตุ้นพวกเขามาตรวจสอบ

ดังนั้นลู่เซิ่งจึงวางแผนว่า หากไม่ถึงที่สุดจริงๆ ก็จะไม่เผยพลังของตัวเอง

การตามหาข้อมูลในครั้งนี้ควรจะใช้วิธีซ่อนเร้น

ลู่เซิ่งตัดผ่านผืนนาด้วยความเร็วของคนธรรมดา ใช้ตาเนื้อสำรวจเมืองหลวงที่แข็งแกร่งและรุ่งเรืองที่สุดในอินตูแห่งนี้ตลอดทาง

หลังผ่านผืนนามาแล้ว ด้านหน้าก็เป็นข่ายป้องกันสองชั้นที่เกิดจากหอบนกำแพงที่โอบล้อมเป็นวงกลม

หอกำแพงสีขาวอมเทาเป็นหอคอยสูงหลายแห่ง รอบๆ มีแสงสีเทาที่เหมือนกับปีกกำลังลอยอยู่ช้าๆ แสดงให้เห็นว่ามีผลที่ไม่มีใครล่วงรู้

ลู่เซิ่งได้ใช้จิตวิญญาณกวาดสำรวจหอกำแพงตอนเดินผ่าน กลับพบว่าสิ่งก่อสร้างเหล่านี้มีผลขวางกั้นการตรวจสอบจากจิตวิญญาณ

มอ!

ด้านในพื้นที่ว่างเปล่าด้านขวาของถนนสร้างพื้นที่ที่กว้างใหญ่ที่เหมือนกับสนามม้าเอาไว้ ตอนลู่เซิ่งเดินผ่าน มนุษย์และปีศาจจำนวนไม่น้อยในนั้นกำลังลากวัวสีดำตาเดียวขนาดยักษ์ที่สูงห้าหมี่กว่าๆ ตัวหนึ่งอยู่

พวกเขาพยายามใช้โซ่ลงอักขระที่มีรอยตราอาคมมัดวัวดำเอาไว้ แต่มันก็หลุดไปได้ทุกครั้ง

ลู่เซิ่งหยุดดูอยู่ครู่หนึ่ง

“วัวเนตรนิลอีกแล้ว ช่วงนี้คนของตระกูลจิ่งรับซื้ออสูรร้ายชนิดนี้อย่างบ้าคลั่งไปทำไมกันนะ” ริมถนนหลวงมีคนไม่น้อยหยุดดูเหมือนกับลู่เซิ่ง

มีคนกระซิบกระซาบ แม้จะใช้การส่งกระแสเสียง แต่สำหรับจิตวิญญาณและการสัมผัสที่แข็งแกร่งสุดเปรียบปานของลู่เซิ่งแล้ว การส่งกระแสเสียงในระยะห่างแค่นี้แทบจะเหมือนกับใช้ลำโพงตะโกนอยู่ข้างหู

“ได้ยินว่ากำลังจะเซ่นสรวงเลือดอะไรสักอย่าง ครั้งก่อนผู้จัดการเรื่องราวภายนอกของตระกูลจิ่งได้รับซื้อผลนิลมากกว่าพันชั่ง ดีเลวไม่รู้ แต่สวนผลไม้ใหญ่ๆ หลายแห่งนอกเมืองได้กำไรเป็นกอบเป็นกำทีเดียว”

“ตอนนี้พวกเขาต้องการผลนิลอีกหรือไม่ อีกประเดี๋ยวข้าไปปลูกด้วยดีกว่า”

“ตอนนี้ต้องการอย่างอื่นแล้ว...”

ลู่เซิ่งกวาดตามองวัวเนตรนิลคร่าวๆ เขาไม่เคยพบเห็นสิ่งมีชีวิตชนิดนี้มาก่อน ดูแค่พละกำลังก็ใกล้เคียงกับจตุลักษณ์ถึงเบญจลักษณ์แล้ว ถือว่าแข็งแกร่งมากสำหรับคนธรรมดา

เขาหยุดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเร่งความเร็วเดินทางต่อ และในที่สุดก็ได้เข้าเขตเมืองหลักของอินตูก่อนอาทิตย์จะตกดิน

อินตูเหมือนกับจะใช้ไม้บรรทัดมาตรฐานวัด และใช้มีดตัดอย่างแม่นยำ

บ้านเรือนทุกหลังสูงไม่เกินสิบหมี่ หอคอยสูงทุกแห่งเป็นแบบเดียวกันหมด หอทุกแห่งก่อหลังคาสี่ด้านตามมาตรฐาน และไม่มีลวดลายอะไรแม้แต่น้อย

ลู่เซิ่งรวมตัวกับฝูงชนจำนวนมหาศาล เดินเข้าสู่ตลาดด้านหน้าของอินตู ตัดผ่านซุ้มประตูสีขาวอมเทาซุ้มหนึ่ง สองฟากทางคือร้านรวงที่ขายวัตถุโบราณและของเซ่นในสุสาน

คนของที่นี่ไม่มีความหวาดกลัวที่เกิดจากการอาละวาดของวิญญาณร้ายแม้แต่น้อยนิด ราวกับว่าทุกสิ่งยังอยู่ในช่วงบ้านเมืองสงบสุข

ท่ามกลางเสียงเอะอะเอ็ดตะโร หากไม่ใช่คุยกันถึงเหลาสุราที่เปิดใหม่ล่าสุด เรื่องประหลาดที่แพร่หลายในเมือง ก็คุยกันว่าคุณหนูของหอคณิกาที่ไหนกำลังจะเปิดร้ายขายดอกไม้หรืองานเต้นรำอะไร

ชั่วขณะนั้นลู่เซิ่งเหมือนกลับไปอยู่ในยุคโบราณของประเทศจีนยุคกลางในโลกใบเดิม ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นปีศาจรูปร่างพิลึกกึกกือส่วนหนึ่งเดินผ่านด้านข้างไปเป็นระยะ เขาอาจนึกจริงๆ ว่าตนทะลุมิติกลับมายังโลกใบเดิมแล้ว

โครม

อยู่ๆ ก็มีร่างเล็กชนใส่ไหล่ขวาของลู่เซิ่ง

“ขอโทษเจ้าค่ะๆ ข้าไม่ได้ตั้งใจ!” เด็กสาวท่าทางงดงามคนหนึ่งรีบขอโทษขอโพยเขาอย่างทำอะไรไม่ถูก

นางสวมชุดกระโปรงสีเขียวอ่อนที่บริสุทธิ์ ผ้ารัดเอวสีดำอมเทาขับเอวกิ่วของนางอย่างเหมาะเจาะ ผมยาวสีดำระอยู่บนไหล่ ริมฝีปากแดงเรื่อ สีผิวขาวผ่อง มองดูเหมือนกับคุณหนูใหญ่ในตระกูลระดับสูง

“ไม่เป็นไร ครั้งหน้าระวังหน่อย” ลู่เซิ่งพยักหน้าน้อยๆ

เด็กสาวยิ้มให้อย่างรู้สึกผิด ก่อนจะก้มหัวคารวะลู่เซิ่งอีกรอบ แล้วเร่งฝีเท้าเดินผ่านด้านข้างไป

นางซอยเท้าไปตามถนน ไม่นานก็พุ่งเข้าตรอกเล็กแห่งหนึ่ง ด้านในมีหญิงสาวสวมอาภรณ์สีเทาที่ด้านหลังปักคำว่ารังอยู่สามคน สองคนในนี้กำลังสูบยาสูบและพ่นควันออกมาคำโต

“เป็นอย่างไรบ้างซิ่วเอ๋อร์” สตรีนางหนึ่งที่ยืนใกล้ปากตรอกรีบถามเบาๆ แล้วอัดยาสูบในมืออย่างหนักหน่วง ก่อนจะโยนไปเหยียบบนพื้น

“จะเป็นอย่างไรได้เล่า ข้าออกโรงทั้งที ยังจะล้มเหลวอีกหรือ” เด็กสาวกระโปรงเขียวเงยหน้ากล่าวด้วยรอยยิ้ม “ได้มาแล้ว คนผู้นั้นเป็นคนต่างถิ่น พอเข้าเมืองมาก็มองนั่นมองนี่เหมือนคนบ้านนอกไม่มีผิด แถมดูจากชุดแล้วไม่น่าจะเป็นคนจนเหมือนกัน เพียงแค่ประสบการณ์ด้อยไปหน่อยเท่านั้น ล่อหน่อยเดียวก็มองไม่วางตาแล้ว

เหยื่อรายแรกของข้าในวันนี้ก็คือเขา”

นางล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ แล้วหยิบถุงเงินถุงเล็กๆ สีดำออกมาทันที

นางส่ายถุงเงินเบาๆ ด้านในพลันมีเสียงดังกริ๊งกรั๊ง

“ฟังดูไม่น้อยทีเดียว”

“เปิดดูหน่อย นี่เป็นรายที่สามของพวกเราในวันนี้ นึกไม่ถึงว่าจะเจอแพะอ้วนเข้าแล้ว”

“ข้าว่าน่าจะมีสักเจ็ดแปดร้อย!”

ซิ่วเอ๋อร์ยิ้มอย่างได้ใจ มือเรียวเกี่ยวถุงเงินพร้อมกับเขย่าเบาๆ เชือกมัดปากถุงหลุดออกทันที

ด้านในคือใบไม้ทองคำสีทองอร่ามหลายใบ

“กำไรแล้ว!” ซิ่วเอ๋อร์ผุดสีหน้างุนงง ก่อนจะดีใจ

“หนูน้อย เงินสำคัญสำหรับเจ้ามากหรือ” อยู่ๆ เสียงทุ้มต่ำมีพลังเสียงหนึ่งก็ดังมาจากด้านหลังนาง

ซิ่วเอ๋อร์ใบหน้าแข็งทื่อในฉับพลัน ยังไม่ทันได้ยิ้มกว้าง ก็เห็นพวกพี่น้องที่อยู่ด้านหน้าทำท่าตกตะลึง สีหน้าล้วนค่อยๆ กลายเป็นซีดขาว หน้าผากกับขมับเริ่มมีเหงื่อเป็นเม็ดๆ ไหลลงมา

ลู่เซิ่งยืนมองเหล่าเด็กสาวตรงหน้าอย่างเงียบๆ อยู่ตรงปากตรอก แรงกดดันยิ่งใหญ่สุดบรรยายสายหนึ่งกดทับร่างของพวกนางไว้อย่างแนบแน่น

โดยเฉพาะซิ่วเอ๋อร์ นางรู้สึกได้ว่าหัวใจเต้นแรงขึ้น เหงื่อกาฬแตกพลั่ก

ลู่เซิ่งสนใจในตัวนางมาก เขาเพิ่งมาถึงอินตู ก็ได้เจอความประหลาดใจทันที เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งกลับเข้าใกล้และชนใส่ตัว แถมยังขโมยถุงเงินของเขาไปได้โดยที่เขาไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย

เขาไม่ได้จงใจยอมปล่อยให้ขโมย แต่ถุงเงินกลับถูกฉกไปจริงๆ

อีกฝ่ายไม่ได้อาศัยวิชาหัตถ์ หากเป็นความสามารถพิเศษบางอย่าง ความสามารถน่าอัศจรรย์ที่เหมือนปิดบังให้เทพไม่ทราบภูตผีไม่รู้

“สมกับเป็นอินตูที่มีพยัคฆ์หมอบมังกรซ่อน นึกไม่ถึงว่าจะมีคนขโมยของจากข้าได้” ลู่เซิ่งจ้องมองเงาหลังของซิ่วเอ่อร์พลางรำพึงรำพัน

“ใต้...ใต้เท้า...แค่เงินถุงเล็กๆ ถุงเดียว ซิ่วเอ๋อร์ขอคืนให้ท่าน ใต้เท้ามีเมตตา...” ซิ่วเอ่อร์ค่อยๆ หมุนตัวมาพร้อมกับทำตาน่าสงสาร

“เงินแค่นั้นให้เจ้าก็ได้” ลู่เซิ่งตัดบทนาง “บอกข้ามาว่าเจ้าอาศัยอะไรขโมยของไปจากข้า”

แม้เขาจะไม่ได้สังเกตอย่างละเอียด แต่ว่าคนที่เอาถุงเงินไปจากตัวเขาได้จะต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่

ระหว่างทางที่เดินเข้าอินตู เขาได้เจอนักล้วงถึงสิบกว่าคน แต่ก็ถูกเขาจับได้อย่างง่ายดาย

มีแต่ซิ่วเอ๋อร์เท่านั้นที่เขาสัมผัสไม่ได้แม้แต่น้อย

“เอ่อ...ไม่บอกได้ไหม พี่ชาย ความจริงซิ่วเอ่อร์เป็นคนทุกข์ยาก...” เด็กสาวแสดงสีหน้าขื่นขมและน่าสงสาร

“ย่อมได้ จะพูดหรือไม่ก็แล้วแต่เจ้า” ลู่เซิ่งพยักหน้า “แต่...ในเมื่อเอาเงินข้าไปแล้ว เจ้าจะต้องจ่ายค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อด้วย”

“ค่าตอบแทนอะไร?!” ซิ่วเอ๋อร์เห็นท่าไม่ดี

“อย่างเช่น แบบนี้” ลู่เซิ่งค่อยๆ ยื่นนิ้วชี้ออกมา

ตูม!

พลังอันยิ่งใหญ่ไร้รูปร่างหลายสายคว้าเด็กสาวที่เหลือในตรอกขึ้น ก่อนจะกระแทกพวกนางเข้ากับผนังด้านหลัง

เสียงกระดูกหักดังสลับกัน เด็กสาวทั้งหมดตาเหลือก กระอักเลือด และสลบไสลไป

“อย่า!” ซิ่วเอ๋อร์กรีดร้อง แต่ก็สายไปเสียแล้ว ในหมู่เด็กสาวมีคนหนึ่งที่เลือดสดๆ ทะลักออกมาจนอยู่ในสภาพใกล้ตายรอมร่อ

..............................................

 “ข้าบอกแล้ว! ข้าบอกแล้ว!” ซิ่วเอ๋อร์หน้าซีด ทราบว่าเจอคนจริงเข้าแล้ว จึงยอมแพ้จริงๆ

ครู่ต่อมา ลู่เซิ่งก็เดินออกจากตรอกโดยมีซิ่วเอ๋อร์ตามอยู่ด้านหลัง ทั้งสองเดินตรงไปยังโรงเตี๊ยมชั้นสูงแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ที่สุด

เขาได้ทราบจากปากของซิ่วเอ๋อร์ว่า วิชาลักขโมยที่นางใช้ เป็นความสามารถพิเศษที่มีชื่อว่าขโมยฟ้า ความสามารถนี้มาจากสำนักพิเศษที่มีชื่อว่าสำนักขโมยฟ้า

ทักษะการโจรกรรมนี้ แทนที่จะบอกว่าเป็นวิชาลักขโมย ควรบอกว่าเป็นความสามารถประหลาดที่มีความพิเศษถึงขีดสุดมากกว่า

ลู่เซิ่งให้ซิ่วเอ๋อร์แสดงให้ตนดูสองเที่ยว จากนั้นเขาก็ค้นพบด้วยความตกใจว่า ต่อให้อีกฝ่ายจะใช้วิชาขโมยฟ้าต่อหน้าตัวเอง เขาก็ยังไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย

ซิ่วเอ๋อร์บอกว่า ความจริงวิชาลักขโมยนี้ไม่จำเป็นต้องทำการเคลื่อนไหวใดๆ เพียงท่องคาถาที่กำหนดไว้ ก็สามารถจบกระบวนการได้แล้ว หนึ่งวันใช้ขโมยฟ้าได้สามครั้ง และของที่ขโมยจะต้องไม่มีค่าเกินขีดจำกัดสัดส่วนในกฎของสำนักของตนเองในสำนักขโมยฟ้า

ส่วนค่าตอบแทนก็คือ ทุกๆ เดือนจะต้องเซ่นสรวงเลือดและเส้นผมของตัวเองให้แก่รูปปั้นขโมยฟ้า

กล่าวง่ายๆ ก็คือ วิชาโจรกรรมขโมยฟ้าที่ว่านี้ไม่ได้เป็นของที่หายาก หากเป็นทักษะพิเศษชนิดหนึ่งที่ถ่ายทอดกันในสำนักขโมยฟ้า

หลังจากศึกษาวิชาโจรกรรมขโมยฟ้าอยู่สักพัก ลู่เซิ่งก็พอจะจับต้นชนปลายได้แล้ว

เพียงแต่ก่อนหน้านี้คนของสำนักมารกำเนิดที่อยู่ในราชาธานีอินตูไม่เคยส่งข้อมูลพวกนี้กลับมา แสดงให้เห็นว่าพวกเสือสิงกระทิงแรดของอินตูเริ่มเผยร่องรอยแล้ว

ลู่เซิ่งค้นพบจากการสังเกตว่า วิชาโจรกรรมขโมยฟ้านี้อาศัยสารกายเป็นหลัก โดยใช้การไหลเวียนของสารกายเพื่อสร้างวังวนสารกาย จากนั้นก็แอบเกี่ยวเอาถุงเงินออกมา

เป็นเพราะว่าอินตูมีคนมากเกินไป สารกายจึงสับสนไม่เป็นระเบียบ เป็นเหตุให้ลู่เซิ่งไม่อาจเพ่งจิตกับทุกคนที่เดินผ่านได้ เลยเกิดโอกาสที่สามารถใช้วิชาโจรกรรมขโมยฟ้าขึ้นมา

ทุกๆ คนต่างก็มีสารกาย ขโมยฟ้าเพียงแค่เหนี่ยวนำให้สารกายของมนุษย์กลายเป็นพายุตามธรรมชาติ จากนั้นก็ใช้พลังงานนี้นำสิ่งที่ตนต้องการมาโดยผีไม่ทราบเทพไม่รู้เท่านั้น

แน่นอนว่าขีดจำกัดก็คือ ได้แต่ขโมยสิ่งของที่ไม่ค่อยมีพลังเหนือธรรมชาติเท่าไหร่

หลังจากได้ทราบถึงความลี้ลับของของสิ่งนี้ ลู่เซิ่งก็ยังได้ทราบจากปากของซิ่วเอ๋อร์อีกว่า สำนักขโมยฟ้ายังมีวิชาลักขโมยที่แข็งแกร่งกว่านี้อีก จึงบังเกิดความสนใจ

เขากำลังหาวิธีเอาข้อมูลของเจ้าแห่งอาวุธมาจากสามสำนักพอดี ตอนนี้ได้เจอกับสำนักขโมยฟ้า ไม่แน่ว่าเทียบกับการบุกตะลุยเพื่อแย่งชิงมาโดยตรงซึ่งเป็นแผนเดิมแล้ว จะมีวิธีการที่ดีกว่าในการจัดการปัญหาข้อนี้

ถึงอย่างไรอินตูก็มีเจ้าแห่งอาวุธอย่างน้อยสองคนกักตนอยู่ใกล้ๆ เขาไม่อยากจะสร้างความตกใจให้แก่ผู้อาวุโสเจ้าแห่งอาวุธสองคนนั้น เขาในตอนนี้ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ้าแห่งอาวุธแข็งแกร่งที่ตรงไหน หากต้องปะทะกันจริงๆ จะต้องไม่ใช่คู่มืออย่างแน่นอน

“พอแล้ว เจ้าไปได้” ด้านในห้องรับแขก ลู่เซิ่งมองดูซิ่วเอ่อร์ที่จ้องมองตนอย่างตกใจ พลางกล่าวอย่างเย็นชา

“ผู้อาวุโสจะใจดีปล่อยข้าไปจริงๆ หรือ” ซิ่วเอ๋อร์กล่าวอย่างลังเล

“ข้าอยากพบกับระดับสูงของสำนักขโมยฟ้า เจ้าจัดการให้ได้หรือไม่” ลู่เซิ่งย้อนถาม

“หรือว่าผู้อาวุโสมีของที่อยากขโมย” ซิ่วเอ๋อร์ตางามเป็นประกาย อยู่ๆ ก็เดาออก

“เจ้ามีวิธีหรือ” ลู่เซิ่งกล่าวพลางเลิกคิ้ว เด็กสาวตรงหน้าผิวเนียนเนื้อนุ่ม เป็นไปได้ถึงขีดสุดว่าจะเป็นความจุดเด่นแต่กำเนิด ไม่แปลกหากจะมีความสัมพันธ์กับระดับสูงในสำนักขโมยฟ้า

“ขอแค่มีเงินมากพอ” เด็กสาวยิ้มยิงฟันขาวอย่างเจิดจ้า

ครึ่งชั่วยามต่อมา ซิ่วเอ๋อร์นำพาคุณชายหล่อเหลาที่ใบหน้าเป็นสีเขียวเดินเข้ามาในห้องของลู่เซิ่ง

“หญิงแต่งเป็นชายหรือ เป็นสตรีอีกแล้ว” ลู่เซิ่งนึกเฉลียวใจ “หรือว่าสำนักขโมยฟ้าของเจ้าจะมีแต่สตรี”

“ผู้อาวุโสกล่าวอันใด สตรีแล้วอย่างไร อาศัยความสามารถหากิน บุรุษสตรีเกี่ยวข้องอันใด” สตรีคนใหม่ที่เดินเข้ามาหิ้วห่อสัมภาระสีเหลืองไว้ใบหนึ่ง แล้วนำมาวางไว้บนโต๊ะหลังจากเข้ามา

“ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสต้องการสิ่งใด กฎของสำนักขโมยฟ้าก็คือ เงินจะต้องสัมพันธ์กับคุณค่าของสิ่งของที่ต้องการ ทั่วทั้งใต้หล้า ไม่มีสิ่งใดที่พวกเราไม่กล้าขโมย” สตรีนางนี้มีเค้าหน้างดงาม แม้สีผิวจะไม่ได้ขาวเท่าซิ่วเอ่อร์ แต่ว่าองคาพยพของทั้งสองมีส่วนคล้ายคลึงกัน น่าจะมีความสัมพันธ์กันทางสายเลือด

วาจานี้เขื่องโขถึงขีดสุด พลันทำให้ลู่เซิ่งนึกถึงผู้อาวุโสที่มีนิสัยประหลาดสักคนขึ้นมา...

“เจ้าสำนักของพวกเจ้ามีความสัมพันธ์ใดกับสำนักไตรอริยะ” จู่ๆ เขาก็โพล่งถาม

พริบตานั้นบรรยากาศในห้องพลันอึมครึมเคร่งเครียด

หว่างคิ้วขอสตรีที่ซิ่วเอ๋อร์พามาเรืองแสงสีขาว ปล่อยแรงกดดันที่ยิ่งใหญ่และมีความพิเศษออกมา

“ดูเหมือนผู้อาวุโสจะทราบเรื่องภายในของสำนักไตรอริยะ...” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาเล็กน้อย

“พอแล้วๆ” ด้านนอกประตูพลันมีเสียงพูดดังมา

สตรีผมสั้นสวมกระโปรงสีม่วงค่อยๆ ผลักประตูเข้ามา แล้วมองลู่เซิ่งที่ยืนอยู่ข้างหน้าต่างด้วยรอยยิ้ม

“ก่อนหน้านี้ได้ทราบข่าวว่ามีคนไม่รู้เรื่อง ไปติดต่อกับเจ้าสำนักลู่เข้า ยังดีที่มาทันเวลา” รอยยิ้มบนใบหน้าสตรีอ่อนหวานอบอุ่น ทำให้คนที่เห็นคลายความระวังได้โดยง่าย

นางไม่ได้มีใบหน้างามนัก แต่กลับมีความน่าสนิทสนมแทน

“เจ้าสำนัก!?”

พวกซิ่วเอ๋อร์พลันอุทาน ใบหน้าฉายแววยำเกรง ด้วยนึกไม่ถึงว่าเจ้าสำนักจะมาด้วยตัวเอง

“เจ้าคือผู้ใด” ลู่เซิ่งหยีตามองคนผู้นี้

“ข้าน้อยบริวารของราชาอริยะองค์แรกแห่งสำนักไตรอริยะ เจ้าสำนักขโมยฟ้าหลิงเซียง” นางตอบด้วยรอยยิ้ม

ราชาอริยะองค์แรก...” ลู่เซิ่งนึกออกแล้ว ราชาอริยะทั้งสามแห่งสำนักไตรอริยะไม่ใช่องค์กร หากเป็นขุมกำลังลับสามกลุ่มที่ยิ่งใหญ่ไพศาล หลี่ซุ่นซีเป็นบุตรอริยะแห่งราชาอริยะองค์ที่สาม แต่ไม่ได้มีการติดต่อกับขุมกำลังอีกสองขุมกำลังที่เหลืออะไรนัก

ตามทฤษฎีแล้ว ราชาอริยะองค์แรกเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดของในสำนักไตรอริยะ และเป็นคนที่ลึกลับมากที่สุดเช่นกัน

เขานึกไม่ถึงว่าเพิ่งจะมาถึงอินตูก็ได้เจอผู้ยิ่งใหญ่แบบนี้เข้าแล้ว หรือควรบอกว่าช่วงนี้สำนักไตรอริยะเริ่มกระจายกำลังในอินตูอย่างแท้จริงแล้ว

“เจ้ารู้หรือว่าข้าต้องการสิ่งใด” ลู่เซิ่งถามเสียงขรึม พลังของอีกฝ่ายไม่ได้แข็งแกร่งนัก อย่างมากสุดก็เป็นเจ้าแห่งอาวุธ แต่กลิ่นอายล่องลอยเลือนรางบนร่างกลับทำให้เขาสัมผัสไม่ได้ ช่างประหลาดดีแท้

เขารู้สึกว่าตนเองกำจัดคนผู้นี้ได้โดยไม่มีปัญหา เพียงแต่ต้องเปลืองมือเปลืองเท้าเสียหน่อย เหมือนว่าร่างจริงของสตรีนางนี้จะไม่ได้อยู่ที่นี่

“ทางเรามีข้อมูลที่ท่านต้องการ ไม่จำเป็นต้องแอบไปขโมยจากสามสำนักสามตระกูลหรอก” หลิงเซียงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ทำรูปปากเป็นคำสองคำโดยไม่ส่งเสียง แบ่งเป็นเจ้าแห่งอาวุธและข้อมูล

“ค่าตอบแทนคืออะไร” ลู่เซิ่งไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายจะช่วยตนเองโดยไม่มีเหตุผล ในฐานะราชาอริยะองค์แรก อำนาจและขุมกำลังต่างก็อยู่เหนือตน เขาไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะใจดีช่วยเหลือโดยไม่อยากได้อะไร

“ช่วงนี้องค์ราชากำลังตรวจสอบเรื่องยุ่งยากเรื่องหนึ่งในละแวกนี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับลู่หนิงบุตรชายของท่านด้วย พวกเราหวังว่าท่านจะให้ความร่วมมือกับเราอย่างเป็นการลับ เพื่อดำเนินการตรวจสอบลู่หนิงอย่างละเอียด” หลิงเซียงอธิบาย

“หนิงเอ๋อร์หรือ” ลู่เซิ่งงุนงง ไม่ว่าอย่างไรเขาก็นึกไม่ถึงว่า เป้าหมายที่แท้จริงของอีกฝ่ายจะเป็นบุตรชายของตัวเอง

ในสายตาของคนนอก เขาคือผู้เข้มแข็งในหมู่อริยะเจ้าอย่างสมศักดิ์ศรี ในต้าอินที่ขาดแคลนอริยะเจ้า ขุมพลังและอิทธิพลของอริยะเจ้าคนหนึ่งแข็งแกร่งกว่าก่อนหน้านี้ไม่น้อย

แม้จะตายไปหลายคนเพราะวิญญาณร้าย แต่อริยะเจ้าที่เหลือได้ช่วยประชาชน ตระกูลใหญ่ ค่ายพรรค และสำนักไว้เป็นจำนวนมาก

เนื่องจากไม่มีอริยะเจ้าถือกำเนิดใหม่ อริยะเจ้าเลยกลายเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในปัจจุบันแทน

ทว่าตอนนี้ ในสายตาของราชาอริยะคนหนึ่ง เขากลับไม่สำคัญเท่าบุตรชายของตัวเองหรือ

เรื่องนี้ทำให้ลู่เซิ่งอึ้งไปเล็กน้อย

“เข้ามาพูดใกล้ๆ กันหน่อยได้หรือไม่” หลิงเซียงทำหน้าจริงจัง

ลู่เซิ่งนิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนจะโบกมือทำท่าโบก ปราณมารกลุ่มใหญ่พลันตัดขาดห้องไว้ทั้งหมด

ซิ่วเอ่อร์ไม่เคยเห็นอานุภาพขนาดนี้มาก่อน จึงตกใจจนหน้าถอดสี แต่เพราะสตรีผมม่วงบีบมือนางไว้ จึงไม่กล้าเคลื่อนไหวมั่วซั่ว ทั้งสองทราบว่าครั้งนี้เกือบก่อหายนะเข้าแล้ว เหงื่อจึงแตกพลั่ก

“ใช้ได้แล้ว ไม่ต้องจัดการพวกนางสองคนหรือ” ลู่เซิ่งมองไปทางพวกซิ่วเอ๋อร์

หลิงเซียงส่ายหน้าเล็กน้อย

“ไม่เป็นไร”

พลุ่บๆ!

นางลงมือดุจสายฟ้าแลบ บีบท้ายทอยของซิ่วเอ๋อร์กับสตรีผมม่วงไว้เบาๆ ด้วยความแม่นยำ

ทั้งสองส่งเสียงดังอึกอักก่อนจะล้มลงกับพื้น

“หากผู้อาวุโสสนใจในตัวซิ่วเอ่อร์ ข้ามอบพวกนางสองคนพี่น้องให้ท่านเล่นได้ พวกเรายังมีบริวารแบบนี้อีกมากมายในสำนัก ล้วนได้รับการสั่งสอนผ่านจิตใต้สำนึกมาก่อน จึงรู้วิธีปรนนิบัติโดยกำเนิด”

“ไม่สนใจ” ลู่เซิ่งหงุดหงิดบ้างแล้ว เขาจะหาสตรีเมื่อไหร่ก็ได้ แค่โบกมือก็มีคนมาขอนอนข้างหมอนยอมปรนนิบัติเขานับไม่ถ้วนแล้ว

คนที่เขาเป็นห่วงจริงๆ คือลู่หนิงบุตรชายของเขา

“ตกลง...” หลิงเซียงยิ้มพลางพยักหน้า “ข้าส่งข้อมูลให้ท่านได้ ส่วนสาเหตุที่พวกเราต้องการให้ท่านร่วมมือกันตรวจสอบลู่หนิง เป็นเพราะองค์ราชาสัมผัสคลื่นจิตวิญญาณที่ไม่เสถียรได้จากตัวบุตรชายของท่าน”

“อ้อ?” ลู่เซิ่งหรี่ตา “หมายความว่าอย่างไรกัน”

หลิงเซียงเว้นเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยช้าๆ “พูดให้ชัดๆ ก็คือ มีความลับยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่บนตัวลู่หนิงบุตรชายของท่าน ความลับนี้องค์ราชายังไม่รู้ว่าคืออะไร แต่เบาะแสกับเรื่องราวส่วนหนึ่งเมื่อก่อนหน้าทำให้เราสังเกตเห็นสหายน้อยลู่หนิงโดยไม่ได้ตั้งใจ”

“เบาะแสและเรื่องราวใด บอกข้าได้หรือไม่” ลู่เซิ่งมีสีหน้าจริงจังกว่าเดิม ตอนแรกเขามาอินตูเพื่อรวบรวมข้อมูลเท่านั้น กลับนึกไม่ถึงว่าจะได้ทราบความลับใหญ่แบบนี้เข้า ถึงขั้นความลับนี้ยังเกาะเกี่ยวกับบุตรชายของตนเองด้วย

“พวกเราแค่ต้องการให้ท่านร่วมมือเท่านั้น รายละเอียดอยู่ตรงนี้แล้ว” หลิงเซียงหยิบกระดาษหนังแกะที่มีความอุ่นออกมา ก่อนจะวางลงบนโต๊ะด้านหน้าลู่เซิ่ง แล้วค่อยๆ ถอยกลับตำแหน่งเดิม

“โปรดอ่าน”

ลู่เซิ่งมองนาง แล้วหยิบกระดาษหนังขึ้นมากวาดตาอ่าน

‘ตำรับยาน้ำเทพคลั่งฉบับปรับปรุง ฤทธิ์ยาเพิ่มขึ้นสามส่วน วัตถุดิบลดลงห้าส่วน สถานที่ขายตำรายา เขตเขาไพร ผู้ปรับรุง: สั่วฟาง’

‘ค่ายกลแสงรุ้งสะกดวิญญาณฉบับปรับปรุง อานุภาพค่ายกลเพิ่มขึ้นหกส่วนครึ่ง วัตถุดิบลดลงหนึ่งส่วน ลวดลายค่ายกลลดลงสามส่วน ประเมินรวมๆ ว่ายกระดับเป็นค่ายกลสีม่วง ผู้ปรับปรุง: สั่วฟาง’

‘ปรับปรุงวิชาอันเชิญเขาขั้นพื้นฐาน วิชาหัตถ์ดีขึ้นถึงเจ็ดส่วน ประสิทธิภาพสูงขึ้นเก้าส่วน เกือบจะสร้างวิธีปรุงโอสถแบบใหม่ได้แล้ว ผู้ปรับปรุง: จงหรูหั่ว’

ด้านล่างยังมีการปรับปรุงที่ร้ายกาจในขอบเขตของค่ายกล อักขระ และเทียบยาอีกมากมาย ต่อให้ลู่เซิ่งอยู่ในระดับมาตรฐานทั่วไป ก็มองความยากอันน่าสะพรึงนี้ออก

สิ่งเหล่านี้แทบจะเป็นการปรับปรุงที่ยอดเยี่ยมชนิดเปลี่ยนยุคสมัยได้ และด้านหลังสุดของกระดาษหนังแกะได้ระบุประโยคหนึ่งไว้อย่างชัดเจนว่า ‘วิเคราะห์เปรียบเทียบจากคลื่นจิตวิญญาณ สั่วฟาง จงหรูหั่ว ลู่หนิง จิตวิญญาณของทั้งสามมีความคล้ายกันมากถึงแปดส่วน น่าสงสัยว่าจะเป็นคนเดียวกัน’

“ความหมายของพวกเจ้าก็คือ ลู่หนิงลูกชายข้าได้วิธีการปรับปรุงมากมายขนาดนี้ในระยะเวลาสั้นๆ หรือแทบทุกการปรับปรุงล้วนเป็นการปรับเปลี่ยนที่เปลี่ยนยุคสมัยได้ด้วย” ลู่เซิ่งขมวดคิ้ว

“ต้องแก้ไขอยู่จุดหนึ่ง การปรับปรุงเหล่านี้ล้วนสร้างขึ้นในแคว้นต่างๆ ในเวลาที่สั้นถึงขีดสุด เรื่องนี้เป็นสิ่งที่พวกเราไม่เข้าใจ แต่ว่าจากหลักฐานต่างๆ ในภายหลัง ได้แสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าจงหรูหั่วหรือสั่วฟาง ล้วนเป็นไปได้ถึงที่สุดว่าจะเป็นการปลอมแปลงของลู่หนิง

ความสูง ขนาดร่างกาย และรูปโฉมล้วนปลอมแปลงได้ มีแต่จิตวิญญาณเท่านั้นที่ปลอมไม่ได้ แม้จิตวิญญาณของอีกฝ่ายมีการเปลี่ยนแปลงมาก่อน แต่ก็ปิดบังสายตาอันกว้างไกลขององค์ราชาไม่ได้อยู่ดี” หลิงเซียงเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง

ลู่เซิ่งไตร่ตรองเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้น

“พวกเจ้าอยากให้ข้าร่วมมืออย่างไร”

..............................................

 

ความคิดเห็น