551-555
ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง ระบบโกงสกิล
บทที่ 551ถึง555
น้ำพุเหมันต์นิรันดร์สีฟ้าปล่อยไอเย็นไร้รูปร่างออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่ลู่เซิ่งกลับสัมผัสการดำรงอยู่ของมันไม่ได้แม้แต่นิดเดียว
เหมือนกับน้ำพุเหมันต์นิรันดร์ตรงหน้าเขาเป็นแค่ปรากฏการณ์ลวงตา
เขายื่นมือออกไปหมายจะสัมผัส แต่คาดไม่ถึงโดยสิ้นเชิงว่าจะสัมผัสอะไรไม่ได้เลย เหมือนกับยื่นมือเข้าไปในหมอกหนาที่เย็นเยียบ น้ำพุเหมันต์นิรันดร์ไม่มีส่วนที่จับต้องได้
เขาใคร่ครวญเล็กน้อย ก่อนจะชักมือกลับและหลับตา ค่อยๆ ปล่อยจิตวิญญาณออกมาบนผิวหนังเพื่อสัมผัสกลิ่นอายคลื่นจากโลกภายนอก
ไม่นานนัก ความรู้สึกเย็นเยียบและชื้นแฉะก็ส่งจากผิวหนังเข้ามาในสมอง
‘นี่แหละ’
ลู่เซิ่งคิดเล็กน้อย ในวิชาลับส่วนหนึ่งที่หลอกเอามาจากส้มเมื่อก่อนหน้านี้ มีอันหนึ่งที่สามารถใช้วิชาลับนำพลังงานที่มีวิธีการดำรงอยู่แบบพิเศษส่วนหนึ่งในโลกภายนอกเข้าสู่เทวลักษณ์ได้
เทวลักษณ์สามารถใช้เป็นวิชาอาคมก็ได้ หรือจะใช้เพิ่มพลังก็ได้ แถมยังเชื่อมต่อกับมิติพิเศษส่วนเล็กๆ เพื่อใช้กักเก็บพลังงานได้เช่นกัน
ถ้าไม่ใช่เพราะส้มให้วิธีการใช้พื้นฐานมากมาย ลู่เซิ่งก็ไม่รู้จริงๆ ว่าเทวลักษณ์มีวิธีใช้มากมายแบบนี้
และเขายังได้ทราบจากวิชาลับพวกนี้ด้วยว่า เทวลักษณ์เป็นสิ่งที่มีระดับเช่นกัน
ลู่เซิ่งได้สติกลับมา ก่อนจะยกมือขึ้น จิตวิญญาณสร้างลวดลายเทวลักษณ์เกล็ดหิมะขึ้นกลางฝ่ามือขวาของเขาด้วยความเร็วสูง จากนั้นเขาก็ยื่นมือเข้าไปในน้ำพุเหมันต์นิรันดร์ช้าๆ
ซู่...
สิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายก็คือ สิ่งที่สัมผัสได้ในพริบตาที่ยื่นมือขวาเข้าไปไม่ใช่ความเย็น หากเป็นความร้อนลวก
นับตั้งแต่สำเร็จวิถีแปดมารสูงสุด ลู่เซิ่งก็สัมผัสความเจ็บปวดจากความร้อนไม่ได้อีกต่อไป ครั้งนี้กลับทำให้เขาได้สัมผัสถึงความรู้สึกนี้อย่างเต็มที่อีกครั้ง
ความร้อนแผ่ลามจากฝ่ามือไปถึงแขน จากนั้นก็ขยายไปถึงลำตัว แขนขา และศีรษะทั้งเก้าอย่างรวดเร็ว
โฮก!
ร่างกายมหึมาของลู่เซิ่งค่อยๆ ลอยขึ้น ขนาดของเขายังคงเพิ่มขึ้น เค้าโครงกล้ามเนื้อกำลังขยายด้วยความเร็วสูงเช่นกัน
พรวด!
ปีกเนื้อขนาดยักษ์สีขาวคู่หนึ่งงอกออกมาจากด้านนอกแขนทั้งสองข้าง
แผ่นหลังของเขาเริ่มโค้งงอและโก่งขึ้น ถุงเนื้อโผล่ขึ้นอย่างแน่นขนัด ถุงเนื้อส่วนเกินบิดเบี้ยวและขยายใหญ่ขึ้นเหมือนกับสิ่งมีชีวิต จนใหญ่เท่าศีรษะเก้าข้างของลู่เซิ่งอย่างรวดเร็ว
หมอกสีฟ้าของน้ำพุเหมันต์นิรันดร์ทะลักเข้าไปในร่างลู่เซิ่งอย่างรวดเร็ว หมอกจำนวนมากค่อยๆ เปล่งแสงสีเงินเป็นจุดๆ จากนั้นก็แผ่ลามเข้าไปในลำตัวและแขนขาของเขา
หลังจากไอหมอกทะลักเข้ามา ขนาดของน้ำพุเหมันต์นิรันดร์ก็เริ่มหดเล็กลง
พรวด!
ทันใดนั้น ถุงเนื้อถุงหนึ่งบนแผ่นหลังลู่เซิ่งพลันแยกออก มีศีรษะหมาป่าข้างใหม่งอกออกมาจากด้านใน
จากนั้นถุงเนื้อใบที่สองก็แตกออกเหมือนกัน ศีรษะหมาป่างอกออกมา จากนั้นตามด้วยถุงเนื้อที่สาม ที่สี่ และที่ห้า...
ศีรษะหมาป่าแย่งกันงอกออกมาแน่นขนัด ร่างกายของลู่เซิ่งแข็งแกร่งและใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน ไม่นานก็สูงถึงยี่สิบหมี่
ศีรษะหมาป่าที่แน่นขนัดงอกอยู่ติดกันเหมือนกับองุ่น จำนวนเยอะขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา พื้นที่บนหลังหมดลงอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็เป็นทรวงอก ไหล่ ท้องน้อย และขา...
ผ่านไปราวหนึ่งชั่วยามกว่าๆ น้ำพุเหมันต์นิรันรด์ก็เหลือแค่หนึ่งในห้าส่วน ลู่เซิ่งหยุดการดูดซับไอเย็น ร่างกายหยุดการขยายขนาดที่บ้าคลั่งและวิปริต
บนตัวเขานอกจากปลายขาทั้งสองข้างแล้ว ส่วนอื่นๆ ของร่างกายล้วนมีแต่ศีรษะหมาป่า
เหมือนกับสัตว์ประหลาดที่แบกสัมภาระขนาดใหญ่โต ซึ่งสัมภาระเหล่านี้ก็คือศีรษะที่เขางอกออกมาเยอะเกินไปนั่นเอง
‘รูปร่างแบบนี้ร้ายกาจจริงๆ...’ ลู่เซิ่งชักมือออกจากน้ำพุเหมันต์ ก่อนจะสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่ง
ฟู่ว...
กระแสอากาศที่บ้าคลั่งกลุ่มหนึ่งพัดเข้าหาเขาจากรอบบริเวณ ปากใหญ่อยางน้อยเกือบสามร้อยข้างสูดลมหายใจพร้อมกัน การเคลื่อนไหวของกระแสอากาศที่เกิดขึ้นจึงกลายเป็นพายุ
‘ดีปบลู’ เขาเรียกเครื่องมือปรับเปลี่ยนออกมา จากนั้นก็มองไปยังกรอบด้านล่างสุด
[แผนผังพลังเกล็ดหิมะ: หมาป่ามารร้อยเศียร (กึ่งเทพ) (คุณสมบัติพิเศษ: ร่างกึ่งเทพ, ประกายเทวะน่าเกรงขาม วิชาเลียนเทพ: ราตรีแห่งเหมันต์, เปล่งน้ำแข็ง, ประกายวิญญาณความเย็นเทพเทวะ, อัญเชิญทัพหมาป่าหิมะ,ลมหายใจโลกาวินาศ)]
‘รู้สึกไม่เหมือนเดิมแล้ว’ ลู่เซิ่งยกมือขึ้น ยังคงเห็นตราประทับของเทวลักษณ์วารีลี้ลับได้บนหลังมือ หลังจากมาถึงระดับนี้ เขาก็รู้สึกว่าตัวเองได้บรรลุถึงขีดจำกัดที่โลกใบนี้จะรองรับได้แล้ว
ในความว่างเปล่ารอบๆ มีพลังกีดกันหลายสายทะลักออกมา เหมือนต้องการลากเขาไปยังมิติอื่น
‘ตราผนึกของน้ำพุเหมันต์นิรันดร์สามารถปลดปล่อยได้ แต่ว่าไม่ได้อยู่ที่นี่’ ลู่เซิ่งมองน้ำพุเหมันต์นิรันดร์ที่อยู่กลางอากาศอีกครั้ง
เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า มีวัตถุพิเศษบางอย่างที่อยู่กลางอากาศกำลังเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่จิตวิญญาณของตนในตอนนี้อย่างรวดเร็ว ระดับการเพิ่มความแข็งแกร่งนี้แทบจะเป็นการทบทวีอย่างบ้าคลั่งหลายเท่า
แค่ไม่กี่อึดใจ จิตวิญญาณของร่างหลักก็ขยายขึ้นเป็นสิบเท่าจากของเดิม
แต่ว่าระดับแบบนี้ทำให้เขารู้สึกพร่องเล็กน้อย เหมือนกับพลังจิตวิญญาณส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นแค่ชั่วคราวเท่านั้น
‘นี่น่าจะเป็นการเสริมพลังโดยธรรมชาติ เป็นความได้เปรียบที่มีเฉพาะในคุณสมบัติร่างกายชนิดนี้ ไม่ได้อยู่ในจิตวิญญาณของร่างหลักอย่างแท้จริง’ ลู่เซิ่งตระหนักรู้อย่างเลือนราง
‘ต่อจากนี้ มาปกครองเทือกเขาทั้งหมดก่อน’ การระเบิดตัวตายของส้มได้กวาดล้างอาณาเขตเกือบครึ่งของเทือกเขาแห่งนี้ในพริบตา
ลู่เซิ่งกระโดดลงจากยอดเขา หาในบริเวณรอบๆ อยู่สักพัก ไม่นานก็เจอพวกราชาหมียักษ์ในอาณาเขตที่อยู่ห่างออกไปด้านนอกหลายพันลี้ซึ่งไม่ถูกลูกหลงไปด้วย
พวกเขาถูกทัพใหญ่ราชาแห่งขี้เถ้าบีบไปถึงแนวหน้าสุดเพราะมีจำนวนน้อยเกินไป แต่สุดท้ายกลับรอดมาได้เพราะสาเหตุนี้
พวกผู้นำอย่างราชาหมียักษ์ต่างสั่นกลัวเป็นเจ้าเข้าเมื่อเผชิญหน้าร่างใหม่ที่ชวนสยองของลู่เซิ่ง อย่าว่าแต่หัวมากมายบนตัว แค่ร่างกายที่ใหญ่โตเกือบยี่สิบหมี่ก็ไม่ใช่สิ่งที่สิ่งมีชีวิตทั่วไปจะกล้าท้าทายแล้ว
ไม่มีผู้ต่อต้านใดๆ กองทัพตำหนักมังกรศักดิ์สิทธิ์ล้วนตายหมดสิ้น ทัพราชาแห่งขี้เถ้ากับทัพสี่เผ่าอาทิตย์แผดเผาก็ตายเพราะการระเบิดของผลึกสีม่วงที่น่ากลัวเช่นกัน
เหลือแต่กองทัพเล็กๆ ที่อยู่ห่างออกมาหน่อยเท่านั้น
ลู่เซิ่งคร้านจะสนใจพวกเขา เขาให้ราชาหมียักษ์หาตัวราชามังกรพิษกับราชาแมงป่องสามหาง จากนั้นก็เริ่มกำราบเผ่าพันธุ์ทั้งหมดในเทือกเขา
เมื่อเผชิญหน้ากับลู่เซิ่งที่เป็นกึ่งเทพ เผ่าพันธุ์ที่อย่างมากสุดอยู่แค่ในระดับยอดผู้นำก็ไม่มีเรี่ยวแรงขัดขืนแม้แต่น้อย ใช้เวลาเพียงสองวัน เทือกเขาทุ่งเขียวก็ตกมาอยู่ใต้อาณัติของลู่เซิ่ง
ตำแหน่งของน้ำพุเหมันต์นิรันดร์ นอกจากสิ่งมีชีวิตในตำนานแล้ว สิ่งมีชีวิตที่เหลือจะถูกแช่แข็งโดยอัตโนมัติหากเข้าใกล้ในรัศมีหนึ่งร้อยหมี่ จิตวิญญาณจะค่อยๆ โดนน้ำพุเหมันต์นิรันดร์ กลืนกิน
อาณาเขตทั้งหมดกลายเป็นเขตต้องห้ามไปโดยปริยาย
ลู่เซิ่งส่งกลุ่มลาดตระเวนออกไปดำเนินการป้องกันบริเวณใกล้ๆ อย่างแน่นหนา ส่วนตัวเขาเริ่มจัดเก็บน้ำพุเหมันต์นิรันดร์รอบๆ
พอไม่มีการขัดขวางของตำหนักมังกรศักดิ์สิทธิ์ เทือกเขาทุ่งเขียวทั้งหมดก็กลายเป็นใต้หล้าของเขาโดยสมบูรณ์ การปกครองเทือกเขาสำเร็จลุล่วงแล้ว ไม่มีใครคอยกดดันอีกต่อไป เขาได้กลายเป็นผู้ที่เข้มแข็งที่สุดในเทือกเขาผืนนี้
ผลกรรมทั้งสองสำเร็จลงแล้ว ลู่เซิ่งค่อยๆ สัมผัสได้ถึงการหลอมรวมจากจิตวิญญาณของกระดูกดำ
เขารู้ดีว่า หากหลอมรวมโดยสมบูรณ์เมื่อไหร่ ก็จะเป็นวันที่ควรกลับเสียที
เขาเลยถือโอกาสเริ่มกักตนใกล้ๆ น้ำพุเหมันต์นิรันดร์
...
สิบวันต่อมา
ครืน
เมฆสายฟ้าที่มืดครึ้มปกคลุมท้องฟ้าเหนือเทือกเขาทุ่งเขียว
ลู่เซิ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ข้างน้ำพุเหมันต์นิรันดร์ บนพื้นรอบๆ ตัวสลักลวดลายค่ายกลที่ซับซ้อนไว้แน่นขนัด คริสตัลสีขาวอันเย็นเยียบที่เรืองแสงจำนวนเหลือคณานับถูกฝังอยู่กลางค่ายกลบนพื้นเหมือนเป็นวัสดุสิ้นเปลือง
เทวลักษณ์ที่เข้ากันได้สามชนิดทับซ้อนกันอยู่กลางค่ายกล ได้แก่ เทวลักษณ์วารีลี้ลับ เทวลักษณ์เกล็ดหิมะ รวมถึงเทวลักษณ์พิษรุนแรง
ลู่เซิ่งนั่งอยู่ด้านข้าง คอยเพ่งมองการเคลื่อนไหวของเทวลักษณ์ทั้งสามชนิด
เทวลักษณ์ทั้งสามชนิดเป็นสิ่งที่เขาได้มาจากในแผนผังถ่ายทอดของเผ่าใหญ่ๆ ความจริงแล้วสิ่งที่เขาใช้ได้ อันดับแรกคือเทวลักษณ์วารีลี้ลับ อันดับที่สองคือเทวลักษณ์เกล็ดหิมะ ส่วนเทวลักษณ์พิษรุนแรงเพียงแค่ใช้ทดลองดูเท่านั้น
ค่ายกลนี้เป็นสิ่งที่เขาเรียนรู้ออกมาหลังจากรวมวิชาลับมากมายเข้าด้วยกันแล้วสรุปออกมา ใช้เป็นเครื่องมือที่เอาไว้ช่วยเขาดูดซับพลังของน้ำพุเหมันต์นิรันดร์โดยเฉพาะ ไม่ได้พึ่งพาดีปบลู
ลู่เซิ่งในฐานะเจ้าสำนักมารกำเนิด เป็นปรมาจารย์ด้านการใช้พิษอยู่แล้ว เลยคุ้นเคยต่อเทวลักษณ์พิษรุนแรงเป็นอย่างดี
ดังนั้นเขาเลยคิดจะใช้ค่ายกลดูดซับพลังของน้ำพุเหมันต์นิรันดร์มาเปลี่ยนเป็นพลังแห่งเทวลักษณ์ จากนั้นค่อยหลอมรวมเข้ากับตัวเอง
เป็นเพราะเขาเดินทางข้ามโลก สิ่งที่ติดตามเขาไปด้วยได้เพียงหนึ่งเดียวก็คือพลังแห่งเทวลักษณ์ ถ้าหากว่าเปลี่ยนมันให้กลายเป็นพลังเทวลักษณ์ได้ อย่างนั้นครั้งนี้เขาจะได้กำไรก้อนโตแล้ว
‘พร้อมแล้ว...’ หลังจากตรวจสอบอีกรอบ ลู่เซิ่งก็ยืนยันได้ว่าไม่มีช่องโหว่และความผิดพลาดตรงไหนอีก
เขาตบกรงเล็บไปด้านหน้า
เพียะ
กรงเล็บหมาป่าตบโดนตรงกลางลวดลายค่ายกลอย่างแม่นยำ
หวึ่ง...
ค่ายกลทั้งหมดเรืองแสงสีขาว โซ่อักขระสีฟ้าที่กลมเหมือนกับลายหอยพุ่งขึ้นจากค่ายกล วนเวียนรอบตัวเขาพร้อมทั้งลอยขึ้นด้านบนอย่างต่อเนื่อง หลังจากลอยข้ามหัวลู่เซิ่งแล้ว มันก็ค่อยๆ หายไปกลางอากาศ
ไอเย็นสีฟ้าในน้ำพุเหมันต์นิรันดร์เริ่มถูกดึงเข้าไปในค่ายกลอย่างรวดเร็ว
เทวลักษณ์ทั้งสามชนิดที่อยู่กลางค่ายกลเริ่มสั่นไหวอย่างช้าๆ ท่ามกลางไอเย็นน่าสะพรึงขนาดมหึมา เทวลักษณ์วารีลี้ลับหลอมรวมเข้ากับเทวลักษณ์เกล็ดหิมะอย่างค่อยเป็นค่อยไป ก่อนจะกลายเป็นเทวลักษณ์ประหลาดแบบใหม่ แต่ว่าเทวลักษณ์พิษรุนแรงกลับไม่อาจหลอมรวมเข้ากับเทวลักษณ์แบบใหม่นี้ได้ ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ตาม
กระแสความเย็นกลายเป็นพลังค่ายกล พร้อมกับควบคุมให้เทวลักษณ์พิษรุนแรงปล่อยแสงสีเขียวเข้มออกมาอย่างต่อเนื่อง
แสงสีเขียวของเทวลักษณ์พิษรุนแรงเจิดจ้าและสว่างไสวขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลาที่ผ่านไป
แกร๊ก
อยู่ๆ แสงสีเขียวก็ดับลงอย่างกะทันหัน แสงสีขาวอมเขียวกลับสว่างเจิดจ้าขึ้นมาแทน
กระแสความเย็นของน้ำพุเหมันต์นิรันดร์จำนวนมากทะลักเข้าเทวลักษณ์ประหลาดแบบใหม่อย่างบ้าคลั่งและต่อเนื่อง ราวกับว่าในเทวลักษณ์นี้เชื่อมกับมิติที่ไม่รู้จัก ซึ่งสามารถดูดซับพลังแห่งน้ำพุเหมันต์นิรันดร์ได้อย่างไร้ขีดจำกัด
ครืน...
พอพลังของน้ำพุเหมันต์นิรันดร์รั่วไหลออกมาด้านนอก ขนาดของมันก็หดเล็กลงอย่างรวดเร็ว
ขณะที่หดเล็กลง กลางความว่างเปล่ามีเสียงครวญครางดังสนั่นที่บรรยายไม่ได้ดังขึ้น ราวกับกำลังปลาบปลื้มและรอคอย
ลู่เซิ่งทำเป็นไม่ได้ยิน เพียงจ้องมองน้ำพุเหมันต์นิรันดร์เขม็ง
เวลาผ่านไปทีละนิดๆ
ไม่นาน รอจนน้ำพุเหมันต์นิรันดร์เหลือแค่ขนาดเท่ากำปั้น
เขาพลันปล่อยกรงเล็บหมาป่าที่กดอยู่บนเทวลักษณ์ค่ายกลออก
เปรี้ยง!
โซ่อักขระเหนือค่ายกลแตกออกอย่างกะทันหัน ทางเชื่อมที่ใช้ดูดซับกระแสความเย็นระเบิดออก จากนั้นทุกอย่างก็หยุดลงอย่างฉับพลัน
เหลือเพียงเทวลักษณ์ประหลาดที่สลักอยู่บนพื้นเท่านั้น
ลู่เซิ่งยื่นมือไปกดบนเทวลักษณ์ประหลาดอีกครั้ง
เทวลักษณ์นี้เกาะฝ่ามือของเขาเองเหมือนกับภาพพิมพ์ แล้วเคลื่อนไปถึงบนร่างของเขา
“ฝ่าบาทมังกรโบราณที่เคารพ พลังแห่งน้ำพุเหมันต์นิรันดร์แค่นี้ท่านควรจะทะลวงได้อย่างง่ายๆ แล้ว เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ ข้าน้อยขอตัวลาก่อน”
ตอนนี้ลู่เซิ่งสัมผัสได้อย่างชัดเจนแล้วว่า ด้านในน้ำพุเหมันต์นิรันดร์มีพลังงานที่ยิ่งใหญ่จนทำให้เขาอกสั่นขวัญแขวนกำลังดิ้นรนอย่างบ้าคลั่งอยู่
ความแข็งแกร่งของพลังงานสายนี้ เขาเพิ่งจะเคยเจอเป็นครั้งแรกในชีวิต ต่อให้เป็นพวกประกายขั้วโลกก็แข็งแกร่งไม่เท่าพลังงานสายนี้
ตอนนี้เขาสัมผัสได้แล้วว่าจิตวิญญาณของกระดูกดำกำลังหลอมรวมเข้ากับร่างหลักของตนด้วยความเร็วสูง
‘เพียงพอแล้ว’ ลู่เซิ่งลุกขึ้น น้ำพุเหมันต์นิรันดร์ที่เหลืออยู่นิดเดียวไม่อาจหยุดไม่ให้มังกรโบราณหลุดออกจากพันธนาการได้อีกต่อไป เขาทำให้คำไหว้วานของส้มเป็นจริงได้แล้ว
..............................................
ส่วนที่ว่าส้มได้รับพลังจิตวิญญาณจากผลกรรมได้อย่างไร ลู่เซิ่งเดาว่า เขาคงจะทิ้งส่วนหนึ่งของร่างหลักเอาไว้ที่ไหนสักแห่ง โดยเปลือกนอก ร่างหลักส่วนใหญ่ของเขาได้ออกจากโลกใบนี้ไปแล้ว แต่ยังเหลือร่างกายอีกนิดหน่อยที่รับพลังจิตวิญญาณหลังจากผลกรรมจบลงแทนเขาได้
ลู่เซิ่งมีการคาดเดาในเรื่องนี้หลังจากได้เห็นร่างหลักของส้ม
‘ควรจะไปได้แล้ว’
ลู่เซิ่งเก็บเทวลักษณ์ที่ยังกะพริบอยู่กลางฝ่ามือ ก่อนจะก้มมองเทือกเขาทุ่งเขียวที่รกร้างรอบๆ
บทสรุปสุดท้ายของการมายังโลกใบนี้น่าอัศจรรย์อยู่บ้าง มันไม่ได้ดำเนินการตามแผนเดิมของเขาโดยสิ้นเชิง แต่อย่างไรผลลัพธ์ก็ถือว่าสำเร็จแล้ว แถมยังได้ผูกมิตรกับส้ม ราชามารสวรรค์ลำดับที่ห้าของโลกสรรพวิญญาณด้วย
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ติดต่อกับมารสวรรค์จากโลกใบอื่น มิหนำซ้ำอีกฝ่ายยังเป็นคนน่ากลัวที่เหี้ยมหาญถึงขั้นสร้างความโกลาหลไปทั่วด้วย
ถ้าหากราบรื่น เขาอาจจะแลกเปลี่ยนวิชาลับทุกชนิดกับอีกฝ่ายได้ และบรรลุเป้าหมายที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์
ลู่เซิ่งลุกขึ้นก่อนจะกระโดดเบาๆ ลงจากยอดเขา มาถึงวังเทพทุ่งเขียวที่กำลังก่อสร้างอยู่
นี่คือวังสำหรับพักผ่อนที่เผ่าพันธุ์ทั้งหมดสร้างให้เขาโดยเฉพาะ ธุลีขาวกำลังสั่งให้สิ่งมีชีวิตทั้งหมดทำนู่นทำนี่อยู่
ทั้งขนย้ายหิน ฉาบกำแพงขาว ปูพื้นอิฐ สลักรูปสลักหิน ยุ่งวุ่นวายไปหมด
“ธุลีขาว”
ลู่เซิ่งส่งเสียงเรียกเขา
“ข้าน้อยอยู่ ฝ่าบาทที่เคารพ” ธุลีขาวสะดุ้งโหยง ก่อนจะรีบหันกลับมาคุกเข่าและขานรับ
“ข้าจะจากไปสักพัก หลังจากข้าไป เจ้าจงนำของสิ่งนี้และพาเผ่ากลับบ้านเกิดในอีกสักสองสามปี เทือกเขาแห่งนี้ให้มังกรพิษกับหมียักษ์ดูแล” ลู่เซิ่งงอนิ้วดีดแสงสีขาวจุดหนึ่งให้มันลอยหายเข้าไปในอกของธุลีขาว
“นี่คือ...!?” ธุลีขาวไม่เข้าใจ เพียงรู้สึกว่าแสงสีขาวนี้หายไปในร่างตนในพริบตา จากนั้นร่างกายก็อบอุ่นจนสุขสบายยิ่ง
“นี่คือตราประทับพลังของข้า เจ้าใช้ได้สามครั้ง จากนั้นพลังจะอ่อนลง จงจำไว้ หลังข้าไปแล้ว หากเกิดความวุ่นวาย เจ้าจงออกหน้าสะกดทันที” ลู่เซิ่งส่งกระแสเสียง กึ่งเทพสามารถถ่ายทอดตราประทับพลังที่เหมือนกับวิชาจิตได้ แต่ใช้ได้แค่สามครั้ง และสามครั้งนี้เขามอบให้ธุลีขาวทั้งหมด
ธุลีขาวพลันตกใจ เขาได้ยินความนัยจากน้ำเสียงของลู่เซิ่ง คล้ายกับเป็นไปได้ถึงขีดสุดว่าหัวหน้าเผ่าจะไม่กลับมาอีกแล้วหลังจากจากไป
“ไม่ต้องห่วง ข้าได้เพาะเมล็ดพันธุ์ของพลังเกล็ดหิมะไว้ในร่างคนในเผ่าทุกคนแล้ว ขอแค่พยายามฝึกฝน พยายามทำความเข้าใจความเย็นไปเรื่อยๆ จะต้องมีผลลัพธ์แน่” หลังจากสะสางผลกรรมเสร็จ ลู่เซิ่งก็ไม่คิดจะเสียเวลาอยู่ที่นี่อีกต่อไป
ทางต้าอินอาจเกิดปัญหาได้ตลอดเวลา เขาต้องรีบกลับไปให้เร็วที่สุด
“ข้าเข้าใจแล้ว หัวหน้าเผ่า...” ธุลีขาวเข้าใจแล้วว่าตนเองไม่อาจเปลี่ยนใจหัวหน้าเผ่าได้อีก สีหน้าพลันเข้มแข็งขึ้นมา
“ข้าจะสืบทอดปณิธานแห่งเกล็ดหิมะต่อไป”
“ข้าเชื่อว่าเจ้าทำได้” ลู่เซิ่งงอนิ้วแตะตรงหว่างคิ้วของเขา
จิตวิญญาณส่งวิธีการฝึกฝนตั้งแต่ช่วงพื้นฐานจนถึงระดับภูตตำนาน ยังมีประสบการณ์การฝึกฝนจำนวนมากด้วย แม้สิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่เขาใช้ดีปบลูเรียนรู้ แม้จำเป็นต้องใช้เวลาในการฝึกฝนยาวนาน แต่ก็มีเส้นทางให้เดินได้อย่างแท้จริง
อย่างน้อยอีกหลายพันปีให้หลัง ถ้าเผ่าเกล็ดหิมะโชคดี ก็จะมีโอกาสที่ตำนานภูตสักตนจะปรากฏขึ้นอีกครั้ง
ธุลีขาวตัวสั่นสะท้าน ความตกตะลึงและความซาบซึ้งในดวงตาของเขาฉายชัดขึ้นเรื่อยๆ ตามข้อมูลที่ส่งมา
“หัวหน้าเผ่า...ฝ่าบาท...”
“จงอย่าได้ลืม ในอนาคตอีกไม่นาน เทือกเขาแห่งนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ต้องวางแผนไว้แต่เนิ่นๆ” ลู่เซิ่งคาดว่าน้ำพุเหมันต์นิรันดร์คงจะทนได้อีกสักสามถึงห้าปี มากพอให้ธุลีขาวสำเร็จการฝึกฝน กอปรกับตราประทับพลังที่เขามอบให้ ธุลีขาวจึงสร้างภาพลวงตาว่าเขายังอยู่ได้
พลังเหล่านี้ทำให้เผ่าเกล็ดหิมะอพยพไปอยู่ที่อื่นได้อย่างปลอดภัย
ส่วนพวกราชาหมียักษ์กับราชามังกรพิษมีการควบคุมจากพลังเกล็ดหิมะขั้นสูงในตัว ขอแค่ธุลีขาวใช้พลังตราประทับ จะสามารถควบคุมความสามารถของพลังเกล็ดหิมะให้เพิ่มความแข็งแกร่งได้อย่างใหญ่หลวง สามารถจัดการหัวหน้าเผ่าทั้งหลายได้อย่างง่ายดายเหมือนกัน ดังนั้นจึงไม่มีอะไรให้ต้องกังวล
ครั้นจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว สุดท้ายลู่เซิ่งก็มาถึงส่วนลึกของวังเทพที่ยังสร้างไม่เสร็จ
กลางค่ายกลที่กะพริบแสงสีฟ้าด้านในตำหนักใหญ่ที่อยู่ด้านในสุด หอกยาวสีแดงเข้มเล่มหนึ่งปักอยู่บนพื้น
สองด้านของหอกยาวเล่มนี้ปรากฏลวดลายอักขระสีแดงที่เหมือนกับม่านโปร่ง ตัวหอกหนาหนึ่งหมี่กว่าๆ ยาวเกือบสิบกว่าหมี่ ถือว่าพอดีสำหรับลู่เซิ่ง แต่สำหรับคนทั่วไปกลับไม่อาจใช้หอกมังกรตราโลหิตเล่มนี้ได้
แค่น้ำหนึกที่หนักถึงสามสิบกว่าตันก็ทำให้สิ่งมีชีวิตทั่วไปได้แต่มองดูแต่ไม่อาจสัมผัสได้แล้ว
‘จบที่นี่ก็แล้วกัน’ ลู่เซิ่งก้าวเท้าเข้าค่ายกลช้าๆ
หมอกสีแดงอมดำปรากฏบนร่างเขา หมอกจำนวนมากเพิ่งหลุดออกจากร่างของเขา ก็ค่อยๆ ลุกไหม้กลางอากาศทันที
ฟ้าว!
ชั่วขณะนั้นตรงทรวงอกของลู่เซิ่งมีเงาสายหนึ่งพุ่งออกมาแล้วลอยเข้าหาหอกมังกร
ร่างกายอันมหึมาของหมาป่ามารร้อยเศียรหดเล็กลงอย่างแปลกประหลาด ก่อนจะกลายเป็นแสงสีขาวจุดหนึ่งพุ่งเข้าไปในเงา
คล้ายกับสัมผัสได้ถึงการคุกคาม หอกมังกรตราโลหิตเลยสั่นไหวอย่างรุนแรงและส่งเสียงคำราม
โฮก!
นั่นคือเสียงคำรามที่เหมือนกับมังกรยักษ์อย่างแท้จริง ปลายหอกยาวถอนออกจากพื้นด้วยความเร็วสูง แต่ถูกค่ายกลรอบๆ ฉุดรั้งถ่วงดึงเอาไว้พริบตาหนึ่ง
และในพริบตานี้ เงาสีดำก็ฉวยจังหวะพุ่งเข้าใส่
ตูม!
เงาสีดำระเบิด ตำหนักใหญ่ถูกกลบท่วมอยู่ใต้เปลวไฟสีดำในพริบตา
หลังจากนั้นหลายวินาที ไฟสีดำก็หายไป ในตำหนักใหญ่ว่างเปล่า หอกมังกรพร้อมกับลวดลายค่ายกลบนพื้นอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย
...
ต้าอิน
โฮก!
ท่ามกลางเสียงร้องของมังกรที่ทุ้มต่ำ ลู่เซิ่งโซเซพุ่งออกจากร่องแยกสีขาวที่เปิดออก แล้วกระแทกเข้ากับพื้นอย่างแรง
พื้นระเบิดเป็นช่องแตกขนาดใหญ่
แม้เขาจะพยายามลดแรงกระแทกอย่างเต็มที่แล้ว แต่ก็ยังสร้างความเสียหายให้แก่ค่ายกลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่ดี
แค่กๆๆ
เขาไออย่างรุนแรง ก่อนจะตะกายร่างออกมาจากกองหิน
ลู่เซิ่งในตอนนี้ท่อนบนเปลือยเปล่า ด้านหลังมีรอยสักรูปหมาป่ายักษ์สีขาวขนาดใหญ่เพิ่มมา แตกต่างจากขาไป
สิ่งที่แตกต่างจากหมาป่ายักษ์ตัวอื่นก็คือ ท่อนบนของหมาป่ายักษ์ตัวนี้เต็มไปด้วยศีรษะ ศีรษะหมาป่าแน่นขนัดเบียดอัดกันบนร่างที่แคบเล็กเหมือนกับเห็ด แค่มองดูก็ทำให้คนหนังศีรษะชาเล็กน้อยแล้ว
ลู่เซิ่งส่ายหน้า พร้อมกับยกมือขวาขึ้นดูกลางฝ่ามือ
เทวลักษณ์ประสานที่แปลกประหลาดกลางฝ่ามือยังคงอยู่ เขาจึงโล่งใจ
‘ทำได้จริงๆ ด้วย! พลังของน้ำพุเหมันต์นิรันดร์ถูกเราเปลี่ยนเป็นพลังเทวลักษณ์และนำกลับมาแล้ว! เสียหายไม่มากเท่าไหร่!’
ลู่เซิ่งลุกขึ้นแล้วกวาดตามองในตำหนักใหญ่ จากนั้นก็โบกมือ เศษหินทั้งหมดกระจายออกจากรอบๆ ตัวเขาโดยอัตโนมัติ พื้นกลับมาสะอาดเอี่ยมเหมือนเดิม เศษหินจำนวนมากซ้อนกันเป็นกองเดียวเพื่อรอการจัดเก็บ
‘เราอยู่ในเผ่าทางนั้นหนึ่งเดือน ทางนี้น่าจะเป็นเวลาแค่สองสามวัน ดูสถานการณ์ก่อนดีกว่า’
ลู่เซิ่งปลดปล่อยจิตวิญญาณออกไป จากนั้นจิตวิญญาณก็กระจัดกระจายไปรอบๆ โดยมีตำหนักใหญ่เป็นศูนย์กลาง
พอใช้จิตวิญญาณ เขาก็ค้นพบความผิดปกติทันที จิตวิญญาณไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างน่าสะพรึงเหมือนตอนเป็นหมาป่ามาร แต่กลับแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมเหลือประมาณ
พลังจิตวิญญาณของเขาแข็งแกร่งขึ้นเกือบหกเท่าเมื่อเทียบกับก่อนจุติ
หลังจิตวิญญาณกระจายออกไป ลู่เซิ่งก็เห็นสถานการณ์ทุกอย่างในวังมารทันที
ศิษย์และบริวารหลายกลุ่มกำลังลาดตระเวน เหล่าผู้ถืออาวุธและผู้อาวุโสกำลังประชุมถกมาตรการกันในตำหนักประชุม ศิษย์จำนวนไม่น้อยกำลังดำเนินการเสริมกำลังที่ตำหนักธุรการ ทางตำหนักคุณูปการมีศิษย์กำลังบันทึกความสำเร็จจากการล่าวิญญาณร้าย
จากนั้นก็เป็นด้านนอกวังมาร มีวิญญาณร้ายสีเทาเร่ร่อนหลายตัวพุ่งผ่านอย่างรวดเร็วเป็นบางครั้ง แต่ว่าระดับความแข็งแกร่งอยู่ในขั้นเอกลักษณ์ธรรมดาๆ เท่านั้น แสดงให้เห็นว่าเป็นตัวลูกที่ร่างวิญญาณร้ายซึ่งเหลืออยู่ก่อนหน้านี้ให้กำเนิดออกมาใหม่ หลังจากเกิดมาจึงหล่นจากระดับปฐพีกำเนิดจนถึงขั้นนี้
ลู่เซิ่งหักเลี้ยวจิตวิญญาณ แล้วเห็นคนของคฤหาสน์ลู่ในเขตอยู่อาศัยด้านหลังวังมารทันที
ลู่หนิงตื่นขึ้นมาแล้ว กำลังคุยกับเฉินอวิ๋นซีอยู่ ลู่เฉวียนอันผู้เป็นบิดากำลังรำพึงรำพันกับลุงใหญ่ เหมือนกำลังตัดพ้อถึงความลำบากของสถานการณ์ในปัจจุบัน
ส่วนลุงใหญ่ก็ทอดถอนใจว่าทุกที่มีแต่ความยากลำบาก แต่ละปีเกิดภัยพิบัติฟ้า ตั้งแต่ต้าซ่งถึงต้าอินเหมือนกับนรก จำนวนของคนธรรมดาเริ่มลดลงอย่างรุนแรง
ขยับจิตวิญญาณอีกครั้ง ด้านในวังทางตะวันออก ลู่ชิงชิงผู้เป็นลูกผู้น้องกับลู่อีอีกำลัง...เอ่อ...เหมือนกำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่ หญิงสาวทั้งสองตางามพร่ามัว ใช้ร่างหนีบแท่งหรรษาสองหัวไว้ เสียงครวญครางดังกระเส่าเป็นระยะ
ลู่เซิ่งใช้ความคิด เก็บจิตวิญญาณกลับมา
ลู่ชิงชิงยังพอว่า แม้หัวสมองจะรักษาจนหายดีแล้ว แต่ก็ยังจำเรื่องราวมากมายไม่ได้ ทว่าอีอีเป็นคนเรียบร้อยมาโดยตลอดไม่ใช่หรือ
‘อีกประเดี๋ยวค่อยถามดู ขออย่ามีปัญหาอะไรก็พอ’
ลู่เซิ่งสงบจิตใจ ‘ดูจากเวลา เราน่าจะออกไปไม่กี่วัน พอดีเลย ในเมื่อจิตวิญญาณยังยกระดับขึ้นอีก ก็น่าจะทะลวงประตูของเจ้าแห่งอาวุธได้แล้ว’
เจ้าแห่งอาวุธ เขาใฝ่ฝันถึงระดับนี้มานานนมแล้ว
เจ้าแห่งอาวุธครอบครองพลังแบบไหนกันแน่ เหตุใดจึงอยู่เหนือสรรพสัตว์ อยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่างได้ สาเหตุคืออะไรกัน
เขาทั้งคาดหวังทั้งกระวนกระวาย แต่ส่วนใหญ่เป็นความอยากรู้อยากเห็นมากกว่า
‘จัดระเบียบสิ่งที่ได้มาในครั้งนี้ก่อนดีกว่า’
‘หอกมังกรตราโลหิตถูกเรากินไปแล้ว มาดูกันว่าได้พลังอาวรณ์เท่าไหร่’
ลู่เซิ่งเรียกดีบลูออกมา เพียงแต่กวาดตามองข้อมูลบนกรอบอย่างคร่าวๆ เท่านั้น หลังจากเขาควบคุมและมีอิทธิพลต่อดีปบลูมากกว่าเดิม พลังอาวรณ์ก็แสดงจำนวนได้อย่างแม่นยำแล้ว
[วิชาไร้ขอบเขต: ขอบเขตที่ห้า, รวบรวมยอดศัสตราระดับหก—ศัสตราโลหิต (คุณสมบัติพิเศษ: วิถีแปดมารสูงสุด, หยุดเวลา, หลอกธรรมชาติ, จิตวิญญาณแข็งแกร่ง...)]
[ปฐมพลัง—ไฟหยิน]
[เทวลักษณ์—วารีลี้ลับ, เกล็ดหิมะ]
[พลังอาวรณ์: 198,872 หน่วย]
‘...ร้ายกาจ!’ ลู่เซิ่งรู้สึกยินดี แค่หอกมังกรตราโลหิตเล่มเดียวกลับมอบพลังอาวรณ์ให้เขาเกือบเก้าหมื่นกว่าหน่วย นี่เยอะกว่าอาวุธเทพระดับดาวหยกขั้นสุดยอดจำนวนมากในต้าอินเสียอีก
‘นอกจากนี้ร่างของหมาป่ามารร้อยเศียรยังได้หลอมรวมเข้ากับร่างหลักของเราแล้วด้วย’ ลู่เซิ่งตรวจสอบร่างกายตัวเอง พลังจำนวนมากที่ไม่เหมาะจะใช้ที่นี้ซึ่งได้จากการหลอมรวมกับหมาป่ามารร้อยเศียร ได้กลายเป็นสารเจือปนและถูกย่อยสลายทิ้งไปแล้ว
พลังเหลืออยู่ไม่มากนัก เป็นแค่หนึ่งในสามส่วนของหมาป่ามารร้อยเศียรเท่านั้น หนำซ้ำยังเป็นพลังเกล็ดหิมะที่ร่างหลักควบคุมไม่ได้ด้วย
พลังเกล็ดหิมะสายนี้ยังไหลอยู่ในร่างกายอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่ถูกจิตวิญญาณห่อหุ้มเอาไว้เพื่อไม่ให้สร้างความวุ่นวายชั่วคราวเท่านั้น
‘ส่วนที่เหลืออยู่...’ ลู่เซิ่งค่อยๆ สัมผัสจิตวิญญาณกับพลังสายนี้ ไม่นานก็เข้าใจว่าส่วนนี้หมายถึงสิ่งใด
‘คุณสมบัติร่างกึ่งเทพหายไปแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่คือ...ลมหายโลกาวินาศ?!’
ลมหายใจโลกาวินาศ คือเหมันต์คำรามฉบับยกระดับ อานุภาพแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม แต่ลู่เซิ่งเข้าใจว่า ที่มันแข็งแกร่งในโลกที่จุติถึงขนาดนั้น เป็นเพราะว่าตัวหมาป่ามารที่ควบคุมพลังเกล็ดน้ำแข็งที่นั่นมีตำแหน่งความสามารถที่ส่งผลต่อกฎธรรมชาติฟ้าดินได้ ดังนั้นพลังที่ใช้ออกมาย่อมขยายจนมีพลังถึงสิบกว่าสายโดยอัตโนมัติ
แต่ว่าที่นี่ เป็นเพราะกฎธรรมชาติแตกต่างถึงขั้นขัดแย้งกัน การที่สามารถปลดปล่อยพลังงานออกมาได้แบบเดิมโดยที่ไม่มีอะไรลดลงก็นับว่าไม่เลวแล้ว
ต่อให้เป็นแบบนี้ เขาก็พอใจมากแล้ว
อานุภาพของลมหายใจโลกาวินาศที่ใช้ออกมาด้วยพลังหนึ่งในสามของหมาป่ามารร้อยเศียรที่เป็นกึ่งเทพ จะต้องมีระดับความแข็งแกร่งเท่ากับตอนที่ร่างหลักของเขาลงมือสุดกำลังอย่างแน่นอน
สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ นี่เป็นพลังงานพิเศษ ไม่เปลืองพลังของร่างหลัก
เขาสามารถใช้ออกมาอย่างฉับพลัน ในขณะที่ร่างหลักของเขาลงมืออย่างสุดกำลังขณะที่ทำการต่อสู้ได้โดยสมบูรณ์ นี่เทียบเท่ากับมีพลังทำลายล้างเพิ่มขึ้นมาหนึ่งเท่าตัว!
..............................................
‘สุดท้าย ควรเปิดประตูได้แล้ว’
ลู่เซิ่งจัดระเบียบสิ่งที่ได้มาเสร็จ จากนั้นไตร่ตรองเล็กน้อย ก่อนจะเพ่งสมาธิกลั้นลมหายใจ
จิตค่อยๆ หายเข้าไปในอาณาเขตที่เหมือนมีเหมือนไม่มี
ไม่นานนัก เขาก็เห็นประตูเขตแดนบานนั้นอีกครั้ง
ประตูใหญ่สีดำ บนกรอบประตูมีสัตว์ประหลาดน่ากลัวที่เหมือนกับค้างคาวสองตัวเกาะอยู่
ประตูบานนั้นอยู่ในส่วนลึกสุดของจิต บนประตูสลักแก่นสารทั้งหมดของสิ่งที่เขาเรียนรู้มาไว้นับไม่ถ้วน
แก่นสารทั้งหมดของวิชาไร้ขอบเขตกลายเป็นสัญลักษณ์เรียบง่ายมากมาย แล้วสลักอยู่บนกรอบประตู
ท่อนล่างของสัตว์ประหลาดสองตัวที่เหมือนกับค้างคาวหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับประตูใหญ่ ดวงตาของพวกมันไม่มีนัยน์ตา หากแต่เป็นไฟหยินสีเขียวที่กำลังลุกไหม้สองกลุ่ม
พวกมันหมอบอยู่ด้านบนสุดของประตู ท่อนล่างรวมเป็นหนึ่งกับประตู คล้ายเป็นผู้อารักขาที่นี่
ลู่เซิ่งค่อยๆ เข้าไปใกล้ แล้วยกมือขึ้นเพื่อยื่นมือไปสัมผัสกับบานประตู
กี๊ซ!
สัตว์ประหลาดสีดำสองตัวที่เหมือนกับค้างคาวพลันร้องคำรามใส่เขา พร้อมทั้งเผยเขี้ยวแหลมคม
‘ต้องทำให้เงื่อนไขสมบูรณ์ก่อนหรือ’ ลู่เซิ่งสงสัย
ไม่มีใครชี้แนะเส้นทางให้แก่เขา ดังนั้นเมื่อมาถึงเวลานี้ เขาจึงไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี
“พวกเราคืออุปสรรคในใจเจ้า” ในตอนนี้เอง ค้างคาวตัวซ้ายค่อยๆ ส่งเสียงกล่าว
“พวกเราเป็นส่วนหนึ่งของเจ้า สะกดไปก็ไร้ความหายอยู่ดี เจ้าต้องใช้ใจของเจ้าทำให้พวกเรายอมรับ” ค้างคาวตัวขวากล่าวต่อ
“ทำให้พวกเจ้ายอมรับหรือ” ลู่เซิ่งงุนงง การยกระดับของเจ้าแห่งอาวุธยังมีธรณีประตูแบบนี้อยู่อีก ใช้พลังข้ามผ่านไปดื้อๆ เลยไม่ได้เหรอ
“แล้วจะทำให้พวกเจ้ายอมรับเพื่อปล่อยข้าไปอย่างไร” ลู่เซิ่งถามกลับ
“ข้าคือด้านอสูรของเจ้า” ค้างคาวตัวซ้ายกล่าวเสียงแหลม
“ข้าคือด้านมารของเจ้า” ค้างคาวตัวขวาเอ่ยเสียงสูงเช่นกัน
“พวกเรารวมกันเป็นตัวเจ้า!” ค้างคาวสองตัวพูดขึ้นเป็นเสียงเดียว
ลู่เซิ่ง “...”
“แล้วด้านมนุษย์ของข้าเล่า...” เขาพลันนึกสนุก “เมื่อทุกส่วนของข้ารวมกันมีแค่อสูรกับมารหรือ”
“เจ้าคิดว่าเจ้ายังมีความเป็นมนุษย์เหลืออยู่อีกหรือ ยอมแพ้เถอะ เจ้าเป็นสัตว์มารตัวหนึ่งมานานแล้ว” ค้างคาวด้านมารกล่าวเยาะเย้ย
“เป็นไปไม่ได้” ลู่เซิ่งส่ายหน้าเล็กน้อย “ข้ารู้สึกได้ถึงการดำรงอยู่ของมันในส่วนลึกของจิตใจ ข้ายังคงเป็นมนุษย์ ไม่ว่าข้าจะมีร่างมากมายขนาดไหน อย่างไรข้าก็เป็นสมาชิกของมนุษยชาติคนหนึ่ง”
“อย่างนั้นนิยามของมนุษย์ในใจเจ้าคืออะไร เป็นร่างมนุษย์ หรือใจของมนุษย์” ค้างคาวตัวแทนอสูรเอ่ยเสียงแหลม “ถ้าหากดูแค่จิตใจ อย่างนั้นมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตมีสติปัญญาชนิดอื่นๆ แตกต่างกันตรงไหน เจ้ากินมารไปมากมาย กินพวกกลายพันธุ์ไปมากมาย ซึ่งในอีกความหมายหนึ่ง มีส่วนแตกต่างอะไรกับมนุษย์เล่า เจ้าแน่ใจหรือว่าสิ่งที่เจ้ากินไม่ใช่มนุษย์”
เมื่อเผชิญคำถามนี้ ลู่เซิ่งเงียบไป ความจริงเขารู้สึกว่า ค้างคาวสองตัวนี้ไม่ได้พูดผิด ความจริงแล้วพวกมันก็คือเขา เปลี่ยนมาจากส่วนหนึ่งของเขา แทนที่จะบอกว่าเขาถูกขวางไว้ตรงนี้ ควรบอกว่าเขาขวางตัวเองไว้ดีกว่า ไม่ได้ทำให้ตัวเองยอมรับโดยสมบูรณ์ หรือเผชิญหน้ากับความคิดของตัวเอง
“ถ้าหากเจ้าเพียงแค่มองจากรูปลักษณ์ภายนอก อยางนั้นร่างหลักของเจ้าในตอนนี้ก็ไม่ใช่มนุษย์มานานแล้ว เจ้านับว่าเป็นมนุษย์จริงๆ หรือ” ค้างคาวตัวแทนมารกล่าวเสริม
“แก่นสารของชีวิตไม่ใช่กิเลสหรอกหรือ จงไปปลดปล่อยเถอะ ทั่วทั้งแคว้นนวกระจ่าง มนุษย์และปีศาจนับไม่ถ้วนที่เจ้าให้การคุ้มครองอยู่ ขอแค่เจ้าต้องตาล้วนนำมาเล่นได้ตามใจ
เจ้าสามารถเล่นลู่ชิงชิงกับลู่อีอีเหล่าพวกลูกผู้น้องของคฤหาสน์ลู่ ศิษย์ของเจ้า และเพศตรงข้ามทั้งหมดในเขตจันทราสารทได้ตามใจ หลังเล่นจนเบื่อ ยังสามารถกินเพื่อนำมาบำรุงร่างกายได้อีก ไม่มีความสิ้นเปลืองแม้แต่น้อย”
“เจ้าเป็นนายของที่นี่ อยากทำอะไรก็ทำเถอะ ไม่มีคนหยุดเจ้าได้ ปลดปล่อยพันธนาการในใจเจ้าเถอะ จงทำตามความปรารถนาแรกสุดของร่างกายเถอะ”
เสียงของค้างคาวสองตัวทุ้มต่ำและเย้ายวนขึ้นเรื่อยๆ
“หากเจอความปรารถนาในใจ แล้วระบายมัน ทำให้มันพอใจ...เจ้าจะพบว่า ที่แท้โลกนี้เป็นอาหารที่อยู่ตรงหน้าของเจ้า หากทิ้งภารกิจ สติปัญญา จริยะธรรมเมื่อใด ทุกสิ่งทุกอยางก็จะงดงาม...”
ลู่เซิ่งสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่ง ดวงตาค่อยๆ พร่ามัว
“ใช่แล้ว...พลังของเจ้าแข็งแกร่งเหลือประมาณ เพียงแค่ทำให้ตัวเองพอใจเล็กน้อยยังมีอะไรต้องกลัวอีกเล่า คนอ่อนแอควรยอมสยบต่อคนที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว...ข้าคือผู้ปกครองทุกสิ่ง...”
“ใช่แล้ว...จงไปเถอะ...เจ้าข่มตัวเองต่อไปก็ไร้ความหมาย ไปหาทุกสิ่งที่เจ้าต้องการที่สุดเถอะ...” ค้างคาวสองตัวกล่าวเบาๆ ชวนคล้อยตาม “ไปเสพสุข...ไปทำลายล้าง...”
ร่างของลู่เซิ่งค่อยๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงตามเสียงที่สะท้อนไปมา
เขาแหลมสีแดงเข้มที่มีรอยเกลียวหกข้างงอกบนศีรษะ ลวดลายเปลวไฟน่ากลัวและแปลกประหลาดมากมายเรืองแสงขึ้นบนร่างท่อนบนของเขา
ซู้ม!
ปีกสีดำคู่หนึ่งดันออกมาจากด้านนอกแขนของเขา จากนั้นหางสีดำหยาบใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยหนามก็งอกออกมาจากด้านหลังของเขาอย่างรวดเร็ว
“ฮ่าๆๆ!” เหล่าค้างคาวหัวเราะเสียงแหลม
“เห็นหรือยัง นี่คือเจ้าที่แท้จริง! เจ้าตัวจริง...อ๊าก!
เปรี้ยง!
ค้างคาวสองตัวถูกมือใหญ่สองข้างอุดปากเอาไว้
แคว่ก
ทั้งคู่ถูกกระชากลงมาจากบานประตูพร้อมกับเลือด แล้วโดนยัดเข้าปากใหญ่ของลู่เซิ่งที่อ้าอยู่ ก่อนจะถูกเขากินในทีเดียว
“หนวกหู”
ลู่เซิ่งดูดนิ้ว จากนั้นก็มองประตูใหญ่ด้านหน้าอีกครั้ง
‘รู้สึกเหมือนกินอะไรบางอย่างที่สุดยอดลงไปเลย...’ เขารู้สึกว่าส่วนลึกของจิตใจเกิดความเจ็บปวดเล็กน้อยเหมือนมีบางอย่างถูกฉีกออก
‘ช่างเถอะ คิดมากไปทำไม ไม่ใช่อยากให้เราทำตามความปรารถนาในส่วนลึกหรอกหรือไง ตอนนี้สิ่งที่เราต้องการมากที่สุดคือการยกระดับ พวกเจ้ากล้ามาขวางข้า นั่นคือการรนหาที่ตาย’
จากนั้นเขาก็เดินไปถึงหน้าประตู แล้วยื่นมือไปผลัก แต่ประตูใหญ่ไม่ขยับแม้แต่น้อยนิด
ไม่นานเขาก็เห็นอักษรภาษาภัยพิบัติแถวหนึ่งปรากฏบนประตู
‘ใช้ใจของเจ้า สามารถเปิดทุกสิ่งได้’
‘ใจของเรา...’ ลู่เซิ่งเหมือนบรรลุอะไรบางอย่างแล้ว
เขายกสองมือขึ้นมามองสิบนิ้วที่แหลมคมเหมือนกับใบมีดของตัวเอง ยังมีเกล็ดสีดำสนิทที่แข็งแกร่งซึ่งกำลังสะท้อนทุกอย่างรอบๆ เหมือนกับกระจกนั้นอีก
‘ใจของเรา...’
เขาค่อยๆ หลับตาลง
นับตั้งแต่ทะลุมิติมายังโลกใบนี้ อดีตทั้งหมด ทุกสิ่งที่พบเจอ และทุกๆ การดิ้นรนที่เกิดขึ้น
ความลังเล ความไม่แน่ใจ ความสงสัย ความเจ็บปวด
การดิ้นรน ความบิดเบี้ยว ความบ้าคลั่ง ความโกรธ และ...การทำลายล้าง
ตั้งแต่เมืองเก้าเชื่อมถึงเขตจันทราสารทในตอนนี้ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทางเล่นย้อนกลับในหัวสมองของเขาเหมือนกับภาพยนต์
‘ที่แท้เราก็...ไม่เคยลืมเลย...’ เขาน้ำตาอาบแก้มโดยที่ไม่รู้ตัว
พอลืมตาขึ้นอีกครั้ง ประตูใหญ่ตรงหน้าก็ถูกเขากินจนเหลือแค่ชิ้นส่วนสองชิ้นในมือเท่านั้น
‘เรา...’ ลู่เซิ่งกำชิ้นส่วนสีดำสองชิ้นสุดท้าย น้ำตาบดบังสายตา ‘เรา...แม่งกินไปตอนไหนวะเนี่ย!?’
ครั้งนี้จบเห่แล้ว ยังไม่ทันเลื่อนระดับเลย! ประตูเขตแดนก็ถูกเขาเผลอกินหมดไปแล้ว!
แถมรสชาติก็ไม่เลวด้วย!?
เปรี้ยง!
ชิ้นส่วนสองชิ้นสุดท้ายที่เหมือนกับขนมเปี๊ยะระเบิดหายไปโดยสมบูรณ์
‘ประตูรสสาหร่าย...เฮ้ยไม่ใช่แล้ว! เราทำตามความปรารถนาลึกสุดแล้วไง คราวนี้ประตูไม่เหลือแล้วจะทำยังไงดี!’ ลู่เซิ่งไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี การเลื่อนระดับสู่เจ้าแห่งอาวุธที่รอคอยมานานกลับถูกตัวเองทำลายทิ้งโดยไม่ได้ตั้งใจ
อยู่ๆ เขาก็รู้สึกว่ารอบๆ เหมือนจะผิดปกติเล็กน้อย
‘เราควรจะถอยออกจากส่วนลึกของจิตวิญญาณสิ ประตูเขตแดนหายไปแล้วชัดๆ’ พอได้สติกลับมา ลู่เซิงก็เงยหน้าขึ้นกวาดตามองรอบๆ
รอบๆ ยังคงมืดมิดแต่ว่าในความมืดเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังล่องลอยกระจัดกระจายอยู่
ลู่เซิ่งสูดหายใจลึก สงบสติอารมณ์ แล้วเริ่มสำรวจช่องว่างในใจของตัวเอง
ในความมืดเหมือนมีอะไรบางอย่างยันเท้าของเขาเอาไว้
ตุบ...ตุบ...ตุบ...
เสียงฝีเท้าที่กระจ่างชัดสะท้อนไปมาในที่ว่างแห่งนี้
ไม่ทราบเดินอยู่นานเท่าไหร่
ตรงหน้าลู่เซิ่งพลันสว่างไสว
เขาเหมือนกับเดินออกมาจากในตรอกเล็กดำมืดแห่งหนึ่ง ด้านหน้าคือถนนอันเงียบสงัดที่ที่มีไฟริมทางสาดส่อง
ลู่เซิ่งหยุดฝีเท้า จากนั้นก็หันไปมองด้านหลัง ส่วนลึกสีดำสนิทของตรอกแห่งนั้นคือสถานที่ที่เขามา
สิ่งที่อยู่ด้านหน้าเขาคือไฟส่องทางต้นหนึ่งที่สูงสามหมี่กว่าๆ ไฟสีเหลืองอ่อนสาดส่องถนนสายหนึ่งที่เงียบสงบ และมีหญ้าขึ้นสองฟากข้าง
ถนนเป็นสีขาวอมเทา ด้านข้างมีเศษหินและเศษหญ้าส่วนหนึ่งกระจัดกระจายกันอยู่
‘ที่นี่คือ...’ ลู่เซิ่งผุดสีหน้างุนงง ก่อนที่ม่านตาจะหดตัว
‘ถนนแถวๆ...บ้านเรานี่นา...’ ลู่เซิ่งยืนอยู่ในความมืด เขาช้อนตาขึ้นมองข้ามไฟริมถนน แล้วมองไปยังที่ที่อยู่ไกลออกไป
ตรงนั้นปรากฏตึกอยู่อาศัยแบบทันสมัยที่มีหลังคาสีแดงและกำแพงสีขาวแถวหนึ่ง ตึกที่สูงแปดชั้นเก่าเล็กน้อย ผิวผนังด้านข้างมีบางจุดที่กะเทาะหลุดร่อน เผยให้เห็นปูนสีเทาข้างใต้
เขานิ่งไปเล็กน้อย จากนั้นก็เดินออกจากความมืด ตัดผ่านไฟริมถนน พร้อมกับเดินไปยังตึกที่ซึ่งตนเคยอยู่
‘ตึกที่สิบเจ็ด...หมายเลขห้าศูนย์สาม...’ ความทรงจำที่ผ่านมานานแวบขึ้นในจิตใจ
ลู่เซิ่งเดินเข้าเขตเล็กๆ ตามความคุ้นเคยที่อยู่ในส่วนลึกของความทรงจำ โดยเลาะไปตามเส้นทางที่ไร้ผู้คน ก่อนจะค่อยๆ มาถึงตึกที่ตนเคยอยู่
ในเขตเล็กๆ นอกจากไฟข้างถนนแล้ว บ้านเรือนหลังอื่นล้วนมืดสนิท ไม่มีไฟและเสียงใดๆ นอกจากเสียงฝีเท้าที่ว่างเปล่าของเขาแล้ว ที่เหลือล้วนไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ
ลู่เซิ่งหดขนาดร่างจนเหลือขนาดเท่ามนุษย์ทั่วไปด้วยความเร็วสูง จากนั้นก็เดินไปตามทางเดินบนตึกที่มืดสนิท ไม่นานก็ไปถึงชั้นที่ห้า
ทางเดินในตึกที่มืดสนิทว่างเปล่าเงียบงัน ด้านบนด้านล่างเหมือนเป็นบันไดที่เดินได้ไม่จบตลอดกาล
ลู่เซิ่งหยุดยืนอยู่ด้านหน้าประตูรักษาความปลอดภัย แล้วยื่นมือไปวางบนประตูที่เย็นเฉียบเบาๆ
ทุกอย่างสมจริงเกินไป เหมือนเขากลับมาถึงโลกใบเก่า กลับมาก่อนที่ตนจะทะลุมิติอย่างแท้จริง ถ้าไม่ใช่เพราะความผิดปกติของสภาพแวดล้อมรอบๆ เกรงว่าลู่เซิ่งจะนึกว่าตนกลับไปยังโลกใบเก่าจริงๆ
แกร๊ก
ประตูเปิดออก สำหรับลู่เซิ่งในตอนนี้ แค่ใช้ปราณมารแตะเบาๆ ก็เปิดสลักได้แล้ว
แต่ว่าเบื้องหลังประตูกลับไม่ใช่บ้านที่ว่างเปล่าเหมือนที่เขาจินตนาการ บุรุษหนุ่มร่างสูงใหญ่ มีใบหน้าเหลี่ยม และมีรอยยิ้มอ่อนโยนประดับบนใบหน้ากำลังยืนมองเขาอยู่ที่หน้าประตู ขณะเดียวกันก็ขวางประตูใหญ่ที่ใช้เข้าออกไว้ด้วย
ลู่เซิ่งจ้องมองคนผู้นี้อย่างเงียบๆ อยู่ในความมืด ใบหน้าที่คุ้นเคยของอีกฝ่ายเคยเป็นใบหน้าที่เขาเห็นมาตลอดสามสิบกว่าปีทั้งกลางวันและกลางคืน
นอกจากจะซีดขาวไปนิดหน่อยแล้ว ก็เป็นเสื้อผ้าชุดสุดท้ายที่เหมือนกับหลังจากเลิกงานในวันก่อนที่จะทะลุมิติตามความทรงจำอย่างแท้จริง
‘หมายความว่าอะไรกันแน่’ ลู่เซิ่งยื่นมือออกไปเพื่อจะสัมผัสใบหน้าของอีกฝ่าย
ไม่นานนัก ปลายนิ้วของเขาก็แตะกับผิวของชายหนุ่ม แต่สิ่งที่ตอบสนองกลับมากลับเป็นสัมผัสที่เย็นและแข็ง
เขารีบอังจมูกอีกฝ่าย
..............................................
‘ไม่หายใจ...’
ลู่เซิ่งสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่งก่อนจะถอยหลัง
ชายหนุ่มเหมือนล้มหงายกระแทกลงบนกระเบื้องปูพื้นในห้องรับแขกจนมีเสียงดังโครม
ลู่เซิ่งนิ่งไปครู่หนึ่ง หลังจากสงบสติอารมณ์แล้ว จึงค่อยก้าวเท้าเข้าประตู
เครื่องเรือนในบ้านยังคงเหมือนกับในความทรงจำ เพียงแค่บนพื้นมีร่างของตัวเองโผล่มาเท่านั้น
ลู่เซิ่งนั่งลงบนโซฟาในห้องรับแขก เขาเหมือนจะจับจุดสำคัญได้บ้างแล้ว
หลังจากเพ่งมองร่างของตัวเองสักพัก เขาพลันใช้ความคิด
ร่างค่อยๆ หลอมละลายหายเข้าไปในกระเบื้องปูพื้น
‘เป็นแบบนี้จริงๆ ด้วย...’ ลู่เซิ่งลุกขึ้นแล้วเดินไปถึงระเบียง พร้อมกับมองไปด้านนอกผ่านหน้าต่าง
บ้านเรือนทั้งหมดที่อยู่ตรงข้ามกับตึกที่พักอาศัยเป็นสีดำสนิท ปราณมารลอยขึ้นข้างใต้ฝ่าเท้าเขาแล้วพาเขาข้ามผ่านระยะห่างสิบกว่าเมตรไปหยุดลงบนระเบียงของที่พักอาศัยแห่งหนึ่ง
ครืด
เขาเปิดประตูบานเลื่อนบนระเบียงออก จากนั้นก็เห็นร่างเย็นเฉียบที่คุ้นเคยสองร่างนอนอยู่บนพื้นในห้องรับแขก
เขาจำสองคนนี้ได้ เป็นโจรสองคนที่เคยถูกเขาฆ่าทิ้งในเมืองเก้าเชื่อม เป็นคนที่ลักพาตัวลู่ชิงชิง
‘เป็นอย่างที่คิดเลย...ที่นี่เป็นโลกแห่งจิตในใจของเรา พูดให้ถูกต้องก็คือ อาจจะเป็นโลกมายาและโลกจริงแห่งหนึ่งที่เกิดขึ้นหลังจากจิตวิญญาณของเราเกิดความเปลี่ยนแปลงทางคุณสมบัติ’ ลู่เซิ่งพลันเข้าใจความลี้ลับของโลกใบนี้แล้ว
และเข้าใจจุดที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริงของเจ้าแห่งอาวุธแล้วเช่นกัน
เขาเดินไปนั่งลงบนโซฟา แม้สายตาจะมองดูร่างของโจรสองคนที่อยู่บนพื้น หากจิตใจกลับกำลังดำดิ่งสู่การทำความเข้าใจและเรียนรู้ของตัวเอง
‘หากบอกว่านี่เป็นความสามารถของเจ้าแห่งอาวุธ...อย่างนั้น...’ ลู่เซิ่งหลับตาลงอย่างฉับพลัน
จากนั้นพอลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาก็กลับมาถึงด้านในตำหนักวิจัยที่ปิดสนิทของตนแล้ว
‘เป็นอย่างที่คิด...เราเข้าออกโลกใบนั้นได้ตามใจ’ เขาหลับตาลงแล้วลืมตาขึ้นใหม่
ลู่เซิ่งกลับมาถึงด้านในห้องรับแขกในตึกที่อยู่อาศัยอีกรอบอย่างรวดเร็ว
รอบๆ เงียบสงัด ไม่เพียงไม่มีเสียงของสิ่งมีชีวิตเท่านั้น แม้แต่เสียงลมจากกระแสอากาศก็ไม่มีเช่นกัน
ลู่เซิ่งลุกขึ้นพร้อมกับใช้ความคิด ร่างกายพลันปรากฏในห้องอีกห้องหนึ่ง
บนเก้าอี้ตัวหนึ่งในห้องครัวของห้องห้องนี้มีสตรีผิวซีดที่งดงามสวมกระโปรงสีขาวนอนอยู่
นางหลับตาพริ้ม ใบหน้ายังประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ
ลู่เซิ่งเดินไปถึงด้านหน้านาง ก่อนจะจดจำได้ว่านี่คือผีสตรีที่เขาฆ่าบนเรือแดง
เขายื่นมือไปลูบศีรษะของนาง แล้วเจอบาดแผลที่เขาใช้ดาบฟันในตอนนั้นบนกะโหลกอย่างที่คาดไว้
‘...อย่างที่คิดไว้เลย’
จากนั้นเขาก็ชักมือกลับ แล้วหมุนตัวออกจากห้องครัว
พอออกจากห้องครัวมาก็เป็นทางเดินสั้นๆ ทางซ้ายมือเป็นห้องนอน ทางขวามือเป็นห้องน้ำ
เขาชะงักเล็กน้อย ก่อนจะผลักประตูห้องน้ำด้านขวา
กลางอ่างอาบน้ำในห้องน้ำเติมน้ำไว้จนเต็ม เด็กสาวมัดผมเปียคนหนึ่งแช่อยู่ในอ่างอาบน้ำ โดยพิงหลังกับผนัง ดวงตาหลับอยู่
ด้านในห้องน้ำเย็นจัด น้ำหยดลงมาตามขอบอ่างทีละหยดๆ
ลู่เซิ่งหยุดยืนอยู่ด้านหน้าอ่างอาบน้ำ แล้วเห็นใบหน้าของเด็กสาว บนใบหน้านางมีรอยแผลมากมายที่เย็บปิดไว้ เหมือนถูกคนใช้เรี่ยวแรงมหาศาลฟาดใส่
ลู่เซิ่งจดจำได้ว่า เด็กสาวคนนี้เป็นคนที่เขาเคยฆ่าด้วยมือตัวเองสมัยที่ยังอยู่ต้าซ่ง
‘เข้าใจแล้ว...’ ลู่เซิ่งค่อยๆ พ่นลมหายใจออก แล้วหลับตาลง ครั้นลืมตาขึ้นอีกครั้ง ก็กลับมาถึงตำหนักวิจัยแล้ว
เขาลุกขึ้นยืน เข้าใจการเปลี่ยนแปลงทางคุณสมบัติหลังจากเจ้าแห่งอาวุธผลักประตูออกแล้ว
‘ดีปบลู’ เขานึกในใจ
อินเทอร์เฟซสีฟ้าโผล่ออกมาในทันที
กรอบแรกด้านบนแสดงให้เห็นถึงระดับของเขาในตอนนี้อย่างชัดเจน
[วิชาไร้ขอบเขต: ขอบเขตที่หก—ย้อนต้นกำเนิด ย้อนต้นกำเนิดรูปจิตระดับหนึ่ง (คุณสมบัติพิเศษ: โลกมารจิต, วิถีแปดมารสูงสุด, หยุดเวลา, เพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่จิตวิญญาณ...)]
‘เหมือนที่คิดไว้เลย เราไม่ได้ทายผิด ถึงเราจะกินประตูไปแล้ว แต่ก็เลื่อนระดับแล้วจริงๆ เป็นระดับเจ้าแห่งอาวุธแล้ว’
ลู่เซิ่งกระตุ้นจิตวิญญาณ เริ่มสำรวจภายในตัวเอง เทียบกับก่อนเลื่อนระดับแล้ว เขาไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเป็นพิเศษ
สิ่งที่แตกต่างเพียงหนึ่งเดียวก็คือมีสัญลักษณ์งูมีปีกสีเทาจุดหนึ่งโผล่ขึ้นในส่วนลึกของจิตวิญญาณ
ขอแค่เขาใช้จิตแตะสัญลักษณ์นี้ดู ก็จะเข้าสู่โลกที่เงียบสงัดแห่งนั้นได้ภายในพริบตา
‘น่าอัศจรรย์จริงๆ เราสัมผัสได้ถึงการดำรงอยู่ของโลกใบนั้น รู้ว่านั่นเป็นดินแดนพิเศษที่เกิดขึ้นเพราะตัวเราเอง แต่นอกจากการเข้าออกได้อย่างตามใจกับการเคลื่อนย้ายในระยะห่างสั้นๆ เมื่ออยู่ด้านในแล้ว เรากลับไม่อาจควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างด้านในได้เลย’ ลู่เซิ่งเกิดความสงสัย ‘เอ้อ จริงด้วย เหมือนจะควบคุมได้อยู่ นั่นก็คือร่างของตัวเอง หมายความว่าแม้โลกใบนี้จะเกิดขึ้นเพราะเรา แต่ก็ไม่ใช่ภาพลวงตาที่จิตวิญญาณของเราสร้างขึ้นมา ในทางกลับกัน เป็นไปได้ถึงขีดสุดที่จะเป็นโลกวัตถุที่ดำรงอยู่จริงๆ อย่างนั้น หลังจากเลื่อนเป็นระดับเจ้าแห่งอาวุธแล้ว การมีโลกวัตถุใบหนึ่งโผล่มาเอามาใช้อะไรได้ล่ะ’ เขาไตร่ตรองดู
เขาทดลองนำวัตถุสิ่งของรอบๆ ตัว เข้าไปวางไว้ในโลกใบนั้นดู แต่กลับล้มเหลวโดยไม่มีข้อยกเว้น
มิหนำซ้ำเขายังเจอความสัมพันธ์อย่างหนึ่งด้วย นั่นก็คือ สิ่งที่เขาใช้เข้าไปในโลกใบนั้นไม่ใช่ร่างหลักที่แท้จริงของเขา
‘น่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ ซะแล้วสิ...’
ลู่เซิ่งยื่นมือไปหยิบผลึกสีดำชิ้นหนึ่งมา หลังจากคลึงเล่นกลางฝ่ามือสักพัก เขาก็บีบผลึกไว้เบาๆ ก่อนจะยกมันลอยขึ้นกลางอากาศ แล้วคลายนิ้ว
ผลึกสีดำพลันตกลงไปสู่พื้นเอง
‘เข้าไป’ ลู่เซิ่งพลันหลับตา
ด้านหน้าปรากฏห้องน้ำที่มืดครึ้มและแปลกประหลาดอีกครั้ง เด็กสาวที่หัวโดนทุบยังคงนอนหงายในอ่างอาบน้ำ ในอากาศมีกลิ่นเหม็นเน่าโชยอยู่จางๆ
ลู่เซิ่งออกจากห้องน้ำ แล้วใช้ความคิด ด้านหน้าพลันพร่ามัว เขามาโผล่ในสถานที่อีกแห่งหนึ่ง
รอบๆ คือด้านข้างสวนดอกไม้แห่งหนึ่งรอบตึกที่อยู่อาศัย
เงาของตึกปกคลุมบริเวณนี้ไว้ในความมืด บดบังแสงของไฟริมทางที่อยู่ไกลออกไปจนหมด
ลู่เซิ่งนั่งลงบนก้อนหินที่เย็นเฉียบข้างสวนดอกไม้ รอให้เวลาผ่านไปอย่างสงบ
จากนั้นโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว พอเขานับถึงจังหวะหัวใจเต้นครั้งที่สองร้อย จึงค่อยลุกขึ้นยืน
เขาใช้ความคิด ด้านหน้าพลันพร่ามัว ก่อนจะกลับมาถึงตำหนักวิจัยอีกรอบ
กิ๊ง
เวลานี้ข้างใต้เท้ามีเสียงดังขึ้น
ลู่เซิ่งก้มลงเห็นผลึกสีดำก้อนหนึ่งที่กำลังกลิ้งรอบๆ เท้าของตัวเอง
‘เป็นอย่างที่คาดไว้เลย เวลาของโลกใบนี้แทบจะใกล้เคียงกับหยุดนิ่ง สมควรบอกว่า เชื่องช้าถึงขีดสุด’
จากนั้นลู่เซิ่งก็ทำการทดลองหลายอย่างเพื่อแยกแยะคุณสมบัติพิเศษของโลกใบนั้น ไม่นานนัก เขาก็ค้นพบอย่างเหนือความคาดหมายว่า ต่อให้เขาใช้พลังทั้งหมดในโลกใบนั้น ก็ไม่อาจขยับมิติเพื่อสร้างการสั่นสะเทือนเล็กๆ ได้
แต่ว่าหากใช้ค่ายกลหรือการสั่งสมพลังทั้งหมดไว้โดยไม่ปล่อยออกในต้าอิน จะสามารถสร้างการสั่นสะเทือนของมิติได้อย่างง่ายดาย
ในโลกใบนั้น ความแข็งแกร่งของมิติไม่อาจบรรยายได้ แถมเหนือกว่าต้าอินไม่รู้กี่เท่า
‘ต่อจากนี้ ควรไปหาสิ่งมีชีวิตทดลองดู’ ลู่เซิ่งรู้สึกว่าตัวเองสัมผัสได้ถึงริมขอบความลับของพลังที่แท้จริงของเจ้าแห่งอาวุธแล้ว
เขาลุกขึ้นเดินไปถึงหน้าประตูตำหนักใหญ่ ก่อนจะเคาะเบาๆ
ประตูตำหนักส่งเสียงทึบหนัก จากนั้นก็ค่อยๆ เลื่อนไปทางขวา
“ท่านเจ้าสำนัก! ท่านออกจากการกักตนแล้วหรือขอรับ!?” ศิษย์ผู้เฝ้าประตูกล่าวอย่างยินดี
“ไปบอกพวกสวี่เฝ่ยลาที”
ลู่เซิ่งพยักหน้าเล็กน้อย “ข้าจะไปจัดการธุระเล็กๆ น้อยๆ แถวนี้ จากนั้นจะกลับมา ถ้าหากพวกเขามาหาข้า เจ้าจงบอกให้ไปรอที่ตำหนักหลัก”
“ขอรับ!” ศิษย์ผู้นี้รีบก้มหน้าขานรับ
ลู่เซิ่งเดินออกมานอกประตูพร้อมกับเงยหน้ามองท้องฟ้า เป็นเวลาเที่ยงตรง ดวงอาทิตย์สาดแสงที่กระจ่างใสผ่านเมฆหนาสีเทา
พรึ่บ!
อยู่ๆ ใต้ฝ่าเท้าของเขาก็มีควันสีดำลอยขึ้นมา ปราณมารยกตัวเขาขึ้นและบินไปยังที่ไกลอย่างรวดเร็ว
เขาลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ สิ่งก่อสร้างกลุ่มใหญ่ของวังมารถดถอยไปด้านหลังด้วยความเร็วสูง จากนั้นก็เป็นผืนดินสีเหลืองซึ่งมีแต่รอยแตกและไร้ชีวิตชีวา
ลู่เซิ่งบินด้วยความเร็วสูง ไม่นานก็พบเป้าหมายที่ต้องการ
‘ผู้คนกล่าวว่า ไม่เคยเห็นเจ้าแห่งอาวุธลงมือมาก่อน อาจไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่มีโอกาสเจอ แต่เป็นเพราะ...พวกเขามองไม่เห็นมากกว่า’
ลู่เซิ่งกดเมฆปราณมารลง แล้วทิ้งตัวลงบนเนินเล็กๆ แห่งหนึ่ง พร้อมกับก้มมองเผ่าปีศาจที่กำลังต่อสู้กับวิญญาณร้ายเบื้องล่าง
ปีศาจกลุ่มนี้มีเขากวางบนศีรษะ แสดงว่าเป็นเผ่าพันธุ์กวางที่อยู่ใกล้ๆ
เพียงแต่สิ่งที่แตกต่างจากเผ่าปีศาจเผ่าอื่นก็คือ ปีศาจกวางฝูงนี้เหมือนจะมีความแตกแยกภายนอกอยู่บ้าง ขณะที่ต่อสู้กับวิญญาณร้ายอย่างฮึกเหิม คนในเผ่าก็กำลังทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่
จำนวนของวิญญาณร้ายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่ละตัวจะเป็นแค่ระดับเอกลักษณ์เท่านั้น แต่พอจำนวนมากเข้า เผ่าปีศาจที่อยู่รอบๆ ก็เริ่มต้านทานไม่ไหวบ้างแล้ว
ไม่นานนัก ปีศาจกวางสาวร่างสูงใหญ่ตนหนึ่งด้านหลังกลุ่มปีศาจกวางก็เห็นท่าไม่ดี จึงหมุนตัวหนีไปด้านหลังอย่างเงียบๆ นางถึงกับทิ้งให้สหายต้านทานวิญญาณร้ายอยู่ด้านหน้า ส่วนตัวเองวิ่งหนีโดยไม่แยแสแม้แต่น้อย
‘ใช้นางก็แล้วกัน’ ลู่เซิ่งสะกิดปลายเท้า ไล่ตามปีศาจกวางสาวร่างสูงใหญ่ตนนี้เหมือนกับภูตพราย
ปีศาจกวางสาวไม่เลือกเส้นทาง หลังจากวิ่งตะบึงเป็นระยะทางหนึ่ง จนกระทั่งไม่เห็นเงาของวิญญาณร้ายแล้ว จึงค่อยๆ ลดความเร็วลง
“ทิ้งสหายของตัวเองเพียงเพื่อเอาตัวรอด เจ้าจะใช้ชีวิตที่ได้มาแบบนี้อย่างมีความสุขหรือ” ลู่เซิ่งค่อยๆ ปรากฏตัวขึ้นด้านหลังนาง แล้วกล่าวเสียงขรึม
“ผู้ใด!?” ปีศาจกวางสาวร้องอย่างตกใจ ก่อนจะหันไปมองลู่เซิ่ง
ทว่าสิ่งที่นางเห็นกลับเป็นความมืดสีดำสนิท ตนเองยืนอยู่ในตรอกสีดำสนิท ส่วนด้านหน้าเป็นไฟริมทางที่เรืองแสงอ่อนๆ...
ลวดลายงูมีปีกสีเทาเปล่งแสงขึ้นกลางหว่างคิ้วลู่เซิ่ง แต่คงอยู่แค่พริบตาเดียว ก็หายไปอีกครั้ง
เขามองปีศาจกวางสาวตรงหน้าที่สูญเสียวิญญาณไป เข้าใจแล้วว่าโลกมารจิตที่ดีปบลูระบุไว้ในอินเทอร์เฟซคือสิ่งใด
ในพริบตาเมื่อครู่นี้ ตอนที่สบสายตากัน เขาได้ดึงจิตและวิญญาณของปีศาจกวางสาวเข้าสู่โลกอันเงียบสงัดใบนั้น
จากนั้นเพียงแค่ไม่กี่อึดใจ ปีศาจกวางสาวก็หมดลมหายใจ ชีพจรหยุดเต้น เสียชีวิตไป
‘หลังจากวิญญาณหลุดออกไป ก็ตายในโลกมารจิตโดยสมบูรณ์หรือ’ ลู่เซิ่งนิ่วหน้า พริบตาเมื่อครู่เขาตามปีศาจกวางสาวเข้าไปในโลกใบนั้นเช่นกัน
ในโลกมารจิต เขาเห็นปีศาจกวางสาวหาทางออกไปทั่ว แต่ก็ไร้ประโยชน์ ต่อจากนั้นหลังจากวิ่งพล่านเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงกว่าๆ จิตวิญญาณของปีศาจกวางสาวก็โซเซ พุ่งล้มลงกับพื้น ก่อนจะค่อยๆ สูญเสียจิตไป
‘โลกมารจิตเอาไว้ดูดซับพลังชีวิตนี่เอง...’ ลู่เซิ่งมองร่างของปีศาจกวางสาวที่อยู่ตรงนั้น พร้อมกับฉุกคิดได้
จากนั้นเขาก็ออกจากตรงนี้ แล้วหาเหยื่อทดลองรายใหม่
ในเวลาราวหนึ่งชั่วโมงกว่าๆ เขาใช้วิญญาณร้ายและคนเป็นตัวทดลองสิบกว่าครั้ง มีทุกๆ ระดับพลังฝึกปรือ
เขาค้นพบว่าการดูดซับพลังชีวิตเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงของโลกมารจิตเทียบเท่ากับสามอึดใจของโลกด้านนอก นี่เป็นเวลาที่ตายตัว
หมายความว่า เหมือนระดับพลังจะไม่ส่งผลต่อความสั้นยาวของเวลาที่ตาย ทว่าตัวทดลองที่เขาเสาะหา อย่างมากสุดก็อยู่ในระดับปฐพีกำเนิดเท่านั้น ยังต้องมีการทดสอบในภายหลังอีก
นอกจากนี้ ลู่เซิ่งยังพบด้วยว่าแม้เขาจะเข้าออกโลกมารจิตได้อย่างอิสระ แต่ก็ไม่อาจฆ่าสิ่งใดในนั้นได้โดยตรง
ได้แต่อาศัยพลังของโลกมารจิตดูดซับพลังชีวิตของสิ่งมีชีวิตเท่านั้น
กระนั้นถึงเขาจะไม่สามารถฆ่าสิ่งมีชีวิตในโลกมารจิตได้ แต่ขณะที่ดึงอีกฝ่ายเข้ามาในโลกมารจิต เขาก็สามารถลงมือกำจัดกายเนื้ออีกฝ่ายในต้าอินได้โดยสมบูรณ์
แบบนี้ก็ยังเกิดข้อเท็จจริงที่อีกฝ่ายตายลงอยู่ดี
..............................................
‘แต่แค่นี้ โลกมารจิตยังไม่ถือว่าเป็นการเพิ่มพลังที่มากมายอะไรนัก เจ้าแห่งอาวุธไม่ได้มีความแตกต่างชนิดตัดสินชี้ขาดกับพวกอริยะเจ้า’
ยิ่งลู่เซิ่งทดลองเท่าไหร่ ก็ยิงรู้สึกได้ว่าโลกมารจิตเหมือนจะเป็นแค่โลกวัตถุที่แข็งแกร่งและลี้ลับซึ่งโผล่ขึ้นมาเท่านั้น ไม่ได้มีการเพิ่มพลังพิเศษใดๆ ต่ออริยะเจ้า
เขาพกพาความสงสัยกลับวังมารก่อน หลังจากถามเวลาที่ชัดเจนจากพวกสวี่เฝ่ยลาแล้ว เขาก็ค้นพบว่า ตนเองเข้าไปในโลกมนุษย์หมาป่าทั้งหมดสามวัน
ในสามวันนี้ วิญญาณร้ายไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงพิเศษอะไร เหมือนกำลังซ่องสุมรอคอยอยู่
เขาเลยฉวยช่องว่างศึกษาโลกมารจิตอย่างละเอียดในขณะฆ่าวิญญาณร้ายไปด้วย
เวลาค่อยๆ ผ่านไป...
วิญญาณร้ายถูกกวาดล้างเป็นจำนวนมาก พริบตาเดียวก็เข้าสู่ฤดูหนาว เกิดหิมะตกหนักสี่วันติดกัน รอบๆ เขตจันทราสารทขาวโพลน ปกปิดทัศนียภาพโหดร้ายตรงหน้าจนหมดสิ้น
ตอนนี้ลู่เซิ่งทราบถึงขนาดของโลกมารจิตอย่างคร่าวๆ แล้ว
โลกมารจิตของเขามีตึกอยู่อาศัยสี่ตึก บวกกับถนนในอาณาเขตเล็กๆ เป็นขอบเขตวงกลม หากมุ่งหน้าออกไปต่อ จะเป็นความมืดสีดำสนิท
เขาเคยทดลองเดินไปในความมืด แต่ขณะที่เดินในความมืดอยู่หลายชั่วโมง ตรงหน้าก็มีแต่ความมืด ไม่มีอะไรเลยอยู่ดี
มิหนำซ้ำ ไม่ว่าจะเดินไปในความมืดนานเท่าไหร่ หากกลับไปยังตึกอยู่อาศัย จะใช้เวลาแค่สิบกว่าอึดใจเท่านั้น
โลกมารจิตใหญ่เท่าสนามลูกหนัง ห้องทุกห้องด้านในมีร่างที่เขาเคยฆ่าทิ้งอยู่ บ้างก็เป็นมนุษย์ บ้างก็เป็นปีศาจ ทั้งยังมีภูตผีอีกจำนวนมาก
พวกเขาไม่ขยับเขยื้อน รักษาอิริยาบทสุดท้ายก่อนตายเอาไว้
ในช่วงเวลานี้ ลู่เซิ่งเริ่มสังหารพวกวิญญาณร้าย และลองลากพวกมันเข้ามาในโลกมารจิต แต่ผลลัพธ์ก็คือ วิญญาณร้ายแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ ลากเข้าไปได้สามอึดใจก็สูญเสียพลังชีวิตโดยสมบูรณ์
ลู่เซิ่งเหมือนจะเข้าใจความแข็งแกร่งของเจ้าแห่งอาวุธขึ้นบ้างแล้ว...
...
จอกชาอุ่นเรียบเนียนไร้รอยตำหนิเหมือนกับหยกขาว น้ำชาหอมกรุ่นสีเขียวมรกตกระเพื่อมอยู่ด้านใน ใบชาเส้นยาวหลายใบหันปลายแหลมลงล่าง ลอยอยู่กลางน้ำชาเหมือนกับหนามเล็กๆ ที่ลอยคว่ำอยู่
ลู่เซิ่งนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง มองดูหิมะสีขาวที่มองไปไร้ขอบเขตด้านนอกพร้อมกับถอนใจเบาๆ
‘หลังจากเลื่อนระดับ จนกระทั่งถึงตอนนี้ เราได้ลากสิ่งมีชีวิตเข้าไปมากกว่าร้อยตัวแล้ว วิญญาณร้ายก็ดี เผ่าปีศาจก็ดี หรือแม้แต่เผ่ามาร ฆ่ามาตั้งมากมาย โลกมารจิตก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย...ดูเหมือนต้องลองหาตัวทดลองแล้ว’ เขาคิดคำนวณในใจ
ก๊อกๆๆ
ประตูของห้องหนังสือถูกเคาะ
“ท่านเจ้าสำนัก ผู้อาวุโสใหญ่มาถึงแล้วขอรับ”
“เชิญเขาเข้ามา” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างเรียบเฉย
แกร๊ก
ผู้อาวุโสใหญ่ลิ่วซานจื่อทอดน่องเข้าประตูมา สีหน้าซีดเซียวอยู่บ้าง แสดงให้เห็นว่าอาการบาดเจ็บในวันนั้นยังไม่หายดี
‘ตอนนี้แต่ละที่กำลังดำเนินการกักกันอยู่ เขตจันทราสารทถูกกวาดล้างจนเกือบสะอาดแล้ว แต่ว่าคนธรรมดาตายมากเกินไป เกือบเก้าส่วนโดนวิญญาณร้ายสังหารจนหมดสิ้น ต่อจากนี้เจ้าวางแผนจะทำอย่างไร’
“พวกผู้ปกครองเขตขอให้อาจารย์มาถามข้าหรือ” ลู่เซิ่งยิ้ม
“ผู้ปกครองเขตอะไรนั่นเหลือแต่ชื่อแล้ว” ลิ่วซานจื่อส่ายหน้า “คนธรรมดาตายไปเกือบหมดแล้ว ที่เหลืออยู่ถ้าไม่ใช่ตระกูลขุนนาง ตระกูลใหญ่ๆ ก็เป็นสำนักค่ายพรรคที่มีพลัง โลกใบนี้ ผู้อ่อนแอไม่มีแม้แต่ทางรอด พวกเราเองก็สับสนอยู่บ้าง เกิดว่าต่อจากนี้วิญญาณร้ายจู่โจมครั้งใหญ่ พวกเราจะไปไหนดี เจ้าในฐานะเจ้าสำนัก ควรจะวางแผนได้แล้ว”
“ไปไหนดีหรือ” ลู่เซิ่งไตร่ตรอง “ตอนนี้ใต้หล้าปั่นป่วน ต้าซ่งก็ดี ต้าอินก็ดี แต่ละที่มีแต่ภัยพิบัติมาร วิญญาณร้ายก่อกรรมทำเข็ญ ชาวบ้านชาวช่องเหมือนตกนรกทั้งเป็น ไม่มีใครหลบเลี่ยงไปได้ มีแต่ต้องเผชิญความลำบาก ใช้พลังปกป้องตัวเอง จึงจะมีเส้นทางรอด”
“ดังนั้น?” ลิ่วซานจื่อผุดสีหน้าจริงจัง
“ข้าคิดจะเปิดรับศิษย์” ลู่เซิ่งเอ่ย “มอบโอกาสเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่ทุกคนอย่างเท่าเทียม ขอแค่คุณสมบัติผ่าน ล้วนกราบเข้าสำนักมารกำเนิดของเราได้”
“นี่แตกต่างอะไรกับสามสำนักกัน” ลิ่วซานจื่อไม่เข้าใจ
“แน่นอนว่าแตกต่าง” ลู่เซิ่งยิ้ม “ข้าคิดจะเลือกสถานที่แล้วสร้างที่ที่ปลอดภัยอย่างเด็ดขาดขึ้นมาสักแห่ง ขอแค่เข้าสำนักมารกำเนิดของเราได้ อย่างนั้นคนผู้นี้จะมีสิทธิ์พาคนสามคนเข้าเขตปลอดภัย”
“ระบบเครือข่ายหรือ เป็นแผนการที่ดีเหมือนกัน” ลิ่วซานจื่อพยักหน้า
“แต่ว่า...” ลู่เซิ่งยังพูดไม่ทันจบ ก๊อกๆๆๆ
ประตูถูกเคาะอย่างเร่งร้อน
“ท่านเจ้าสำนัก! รายงานด่วนทางทหารเจ้าค่ะ!” ศิษย์สตรีคนหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงเร่งร้อนอยู่ด้านนอกประตู
“ส่งเข้ามา” ลู่เซิ่งควบคุมสีหน้าพร้อมกับกล่าว
ประตูเปิดออก ศิษย์ที่เป็นหญิงสาวผมดำนัยน์ตาดำคนหนึ่งประคองจดหมายสีทองเข้มฉบับหนึ่งด้วยสองมือ พร้อมกับเดินเข้ามาใกล้ แล้ววางจดหมายลงบนโต๊ะด้านในห้องหนังสือ
ลู่เซิ่งยื่นมือไปคว้า ทำให้จดหมายลอยขึ้นกลางอากาศแล้วลอยเข้ามาในมือเขา
ปราณมารสีดำกระจายออก ผนึกบนผิวนอกของจดหมายพลันหลอมละลาย เผยให้เห็นกระดาษจดหมายข้างใน
‘ปักษาทองจันทราส่องแสง อาทิตย์เจิดจ้าเผาไหม้นภา วิญญาณร้ายรุกจู่โจม ราษฎรใช้ชีวิตอย่างทุกข์เข็ญ ทุกชีวิตสูญสิ้น เพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ ประมุขถ้ำอรุณทอง เฉิงลี่ ขอเชิญสหายร่วมเส้นทางทุกท่านร่วมกระทำการใหญ่’ ต่อจากนั้นลงชื่อไว้ว่า นักพรตแผดเผาฟ้าเฉิงลี่
“นักพรตแผดเผาฟ้า ฉายาโอหังจริงๆ” ลู่เซิ่งเลิกคิ้ว แล้วส่งจดหมายให้ลิ่วซานจื่อต่อ
ลิ่วซานจื่อกวาดตามอง สีหน้าผกผันเล็กน้อย
“นักพรตแผดเผาฟ้าผู้นี้ ข้าเคยได้ยินมาก่อน ก่อนหน้านี้เพิ่งมีข่าวลือกระจายมาว่า เขาสังหารวิญญาณร้ายอย่างน้อยสิบกว่าหมื่นตนด้วยตัวคนเดียว สุดท้ายราชาวิญญาณร้ายต้องลงมือด้วยตัวเอง ถึงจะเอาชนะเขาได้ แต่ก็ทำได้เพียงแค่เอาชนะเท่านั้น”
“ราชาวิญญาณร้ายหรือ ระดับอะไร” ลู่เซิ่งเกิดความสนใจ “ต้าอินนี้เหมือนกับเขาลึก ทัพใหญ่วิญญาณร้ายค่อยๆ บีบบุคคลร้ายกาจที่ซ่อนเร้นในเขาลึกมาหลายปีเหล่านี้ออกมาทีละนิดๆ แล้ว”
“หากสันนิษฐานตามปกติ น่าจะเป็นระดับเดียวกับบุรุษในเปลวเพลิงที่เจ้าได้เจอเมื่อก่อนหน้านี้” ลิ่วซานจื่อเอ่ยอย่างจริงจัง “เสี่ยวเซิ่ง อย่าประมาทนะ”
“อื้อ ข้าเข้าใจ” ลู่เซิ่งพยักหน้า “ถ้าหากเป็นแบบนี้จริงๆ นักพรตแผดเผาฟ้าคนนี้เกรงว่าจะเป็นเจ้าแห่งอาวุธยุคใหม่กระมัง”
“เจ้าแห่งอาวุธไม่ได้เกิดมาง่ายขนาดนั้น คงจะเป็นผู้ที่เข้มแข็งถึงขีดสุดในหมู่อริยะเจ้ามากกว่า” ลิ่วซานจื่อพูดพลางส่ายหน้า
“ใช่แล้ว...” ลู่เซิ่งยิ้มพร้อมกับวางกระดาษจดหมายลงบนโต๊ะ
“เจ้าคิดจะไปไหม” ลิ่วซานจื่อถาม
“แน่นอนว่าไม่ จัดการปัญหานี้ก่อนค่อยว่ากัน เบื้องหลังของวิญญาณร้ายมีชื่อที่ข้าสังหารในเขตจันทราสารทเมื่อครั้งก่อนคือคนที่แข็งแกร่งกว่า” ลู่เซิ่งกล่าวพลางส่ายหน้า
“มีความมั่นใจไหม”
“ความมั่นใจหรือ ผู้ใดจะรู้เล่า” ลู่เซิ่งมองไปนอกหน้าต่าง ดวงตาเหมือนมองข้ามหิมะผืนนี้ ไปยังขอบเขตที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้
...
เปรี้ยง!
หินก้อนเล็กร่วงตกฟาดพื้น จากนั้นก็กลิ้งไปตามเนินหิมะจนถึงขอบหน้าผา แล้วหล่นเบาๆ ลงในมือใหญ่สีเหลืองอ่อนที่หยาบกระด้างข้างหนึ่งบนหน้าผา
ด้านบนหน้าผาที่หิมะปกคลุมไม่ถึง บุรุษร่างกำยำผิวสีเหลืองอ่อนที่ท่อนล่างหลอมรวมกับก้อนหิน เปลือยท่อนบน ชักมือขวากลับมามองดูก้อนหินกลางฝ่ามือ
ร่างกายของเขา แค่ท่อนบนก็สูงเกือบสิบกว่าหมี่แล้ว แขนหยาบกระด้าง แข็งแกร่ง และทนทานเหมือนกับก้อนหินก่อนจะถูกลมกัดเซาะ
บนศีรษะของเขามีเขาโค้งเหมือนแพะภูเขา ม้วนติดอยู่ข้างหูสองข้าง บนร่างกายและใบหน้าของเขาทาโคลนแห้งไว้หนามาก ทุกๆ ครั้งที่เคลื่อนไหวจะมีผงสีเหลืองจำนวนมากโปรยปรายลงมา
“ฉลามยักษ์ตายไปแล้วตัวหนึ่ง”
ท่อนล่างของบุรุษงอกอยู่บนหน้าผาเหมือนกับรูปแกะสลักหัวเรือ เขาช้อนตาขึ้นมองไปยังทิศทางของเขตจันทราสารทที่อยู่ไกลออกไป
“ดูเหมือนที่ฝ่าบาทส่งเรามาก่อน จะไม่ได้ตัดสินใจผิดจริงๆ โลกใบนี้มีศักยภาพดีกว่าโลกใบอื่นไม่น้อย”
เปรี้ยง!
วิญญาณร้ายกลุ่มใหญ่ที่อยู่ไกลออกไปพากันลอยขึ้นมาจากในหิน แล้วบินเตลิดไปทั่วเหมือนกับนกที่ได้รับความตกใจ
“ใต้เท้าจั่วลา กองทัพที่สามแตกพ่ายแล้ว ท่านจะลงมือเมื่อไหร่ พวกเราต้องการการสนับสนุนจากพลังของระดับสูง” วิญญาณร้ายสีขาวบริสุทธิ์ตัวหนึ่งบินเข้ามาใกล้จากท้องฟ้าไกล พร้อมกับร้องเตือนด้วยเสียงแหลมสูง
“บอกรายละเอียดกับสถานที่มา” บุรุษกล่าวเสียงขรึม
วิญญาณร้ายนิ่งไปเล็กน้อย จากนั้นก็มีไอสีขาวที่เหมือนกับด้ายบางๆ เส้นหนึ่งลอยออกจากตัว แล้วมุดเข้าไปกลางฝ่ามือบุรุษอย่างรวดเร็ว
“เข้าใจแล้ว อยางนั้น...เริ่มจากใกล้ๆ ก่อนก็แล้วกัน” บุรุษค่อยๆ ยื่นสองมือออกมาจับหน้าผาหินที่อยู่ข้างตัว จากนั้นก็ถอนร่างกายไปด้านนอก
ครืนๆ...
เสียงสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นดังมาเป็นระยะ ร่างกายท่อนล่างของเขาถูกถอนออกจากผาหิน ท่อนล่างของเขาไม่มีขา ไม่มีเลือดเนื้อ มีแต่รากต้นไม้หยาบใหญ่สีเหลืองอ่อนนับไม่ถ้วนเท่านั้น
รากไม้จำนวนเหลือคณนาขยับขยุกขยิบเหมือนกับหนวดของปลาหมึก
บุรุษปล่อยมือเบาๆ ร่างกายหล่นร่วงลงไป รากไหม้เสียบเข้ากับพื้นหิมะด้านล่างเป็นจำนวนมาก
ซู่ว...
ผืนดินทั้งหมดเริ่มเกิดเสียงดังจู๊ดๆ ราวกับว่าน้ำถูกดูดในพริบตาที่รากไม้แทงเข้าไป
สารกายของพื้นดินถูกรากไม้กินอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายจากส่วนที่อยู่ลึกลงไป
เปรี้ยงๆๆ...
อยู่ๆ พื้นส่วนหนึ่งก็ถล่มลงไป ดินอ่อนแอลงกว่าเดิม ถึงขั้นรับน้ำหนักของหิมะได้ยากลำบากมากขึ้น
บุรุษตั้งหลัก ก่อนจะเงยหน้ามองเขตจันทราสารท ร่างกายเริ่มไต่ไปยังทิศทางนั้นอย่างรวดเร็วเหมือนกับแมงมุม
“ราชาวิญญาณร้ายจั่วลา!”
อยู่ๆ เงาแสงสีแดงสองสายก็พุ่งลงมาจากท้องฟ้า แล้วขวางทางของบุรุษไว้อย่างแม่นยำ โดยทิ้งตัวลงบนหิมะบนพื้นพอดี
ประกายโลหิตหายไป เป็นอริยะเจ้าหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีในหน่วยอาทิตย์โลหิต
บุรุษโกนหัวล้าน ร่างสูงใหญ่ หว่างคิ้วมีตราประทับสามเหลี่ยมสีแดง สตรีมีรูปร่างยั่วยวน ทรวงอกใหญ่โต สะโพกงามงอน สวมกระโปรงสีดำ แต่ใบหน้าถูกเผาทำลายจนกลายเป็นรอยแผลเป็นน่ากลัว
“อู๋ซิน ตัวนี้หรือ” สตรีถามอย่างสงสัย
“ถูกต้อง ดูจากตำแหน่งของกรมสังข์เขียว ไอ้ตัวนี้เป็นราชาวิญญาณร้ายที่แข็งแกร่งที่สุดในละแวกใกล้เคียง” อริยะเจ้าอู๋ซินกล่าวพลางขมวดคิ้ว สีหน้าเคร่งเครียดเล็กน้อย “เจ้าสำนักประกายขั้วโลกให้พวกเรากลับมาก่อนเพื่อสกัดไอ้ตัวนี้ไว้ มันสามารถกลืนกินสารกายในส่วนลึกของแผ่นดินได้ เกิดปล่อยให้มันชิงสารกายของแผ่นดินไปมากเกินไป ผืนดินแห่งนี้จะไม่มีต้นหญ้างอกเงย และกลายเป็นเขตรกร้างในอีกหลายร้อยปีให้หลัง”
“รีบเผด็จศึกพร้อมกันเถอะ” สตรีพยักหน้ากล่าว นางสังหรณ์ไม่ดีอยู่บ้างขณะมองดูร่างกายมหึมาของจั่วลาที่อยู่ด้านหน้า
“ได้”
จั่วลาก้มลงมองคนตัวเล็กสองคนตรงหน้าด้วยสีหน้าที่จนปัญญาอยู่บ้าง
“ความจริงข้าเป็นคนรักสงบ คุยกันก่อนดีหรือไม่ พวกเจ้าฆ่าคนที่พวกเจ้าต้องฆ่า ส่วนข้าทำเรื่องที่ข้าต้องทำ พวกเราไม่ยุ่งเกี่ยวกันดีไหม”
“เจ้าตัวโต นี่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจ้า” อริยะเจ้าอู๋ซินแสดงสีหน้าเย็นชาพร้อมกับยกแขนขวาขึ้นช้าๆ จากนั้นแขนก็ค่อยๆ กลายเป็นบรรทัดยาวสีแดงเข้มเล่มหนึ่ง
..............................................
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น