546-550

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง ระบบโกงสกิล
บทที่ 546ถึง550

ความแข็งแกร่งของเผ่าเกล็ดหิมะถึงขั้นทำลายทัพพันธมิตรของมังกรศักดิ์สิทธิ์และมังกรลมที่จับกลุ่มกันมาได้ ข่าวนี้แพร่กระจายไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว

ยังไม่รอให้เผ่าอื่นๆ ยืนยันว่าจริงหรือปลอม ลู่เซิ่งก็มุ่งหน้าไปยังบึงมังกรพิษ เพื่อเริ่มแผนการเก็บเกี่ยวของตัวเองทันที

ใช้พลังอาวรณ์ไปตั้งเยอะ หากไม่เอาทุนคืนเลยจะเป็นไปได้อย่างไร

...

ด้านในบึงชื้นแฉะของป่าที่มืดครึ้มอันไพศาล พื้นที่แห่งนี้เป็นเกาะโดดเดี่ยวหลายแห่ง ต้นไม้สูงระฟ้างอกอยู่บนเกาะ สถานที่อื่นๆ เป็นบึงสีเขียวเข้มที่มีฟองพิษผุดขึ้นตลอดเวลา

ร่างมหึมาของลู่เซิ่งเดินเข้าป่า บึงน้ำที่ฝ่าเท้าเขาเหยียบล้วนจับตัวกันเป็นน้ำแข็ง ทำให้พื้นแข็งขึ้นเพื่อให้เขาเหยียบย่ำ

ตึง

ตึง

เสียงฝีเท้าหนักอึ้งดังไปทั่วบึงแห่งนี้เป็นระยะ

ในป่าไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ในความมืดมีสายตานับไม่ถ้วนแอบมองแขกที่ไม่ได้รับเชิญตัวนี้ แต่กลับไม่กล้าปรากฏตัว

ลู่เซิ่งยื่นมือไปจับต้นไม้ยักษ์หนาห้าหกหมี่ต้นหนึ่ง พร้อมกับกวาดตามองบึงสีเขียวเข้มผืนใหญ่ด้านหน้าด้วยสายตาเย็นชา ฟองพิษขนาดต่างๆ ลอยขึ้นจากก้นบึง จากนั้นก็ขยายตัวแล้วระเบิดออก ก่อนจะปล่อยพิษสีเขียวออกมาอย่างต่อเนื่อง

เสียงระเบิดที่ดังสลับกันทำให้ลู่เซิ่งนึกถึงน้ำอัดลมที่เคยดื่ม

“ผู้นำของบึงมังกรพิษ จงออกมาพบข้า” ครั้งนี้เขาเคลื่อนไหวโดยจุดประสงค์แรกก็คือการเอาเผ่ารอบๆ มาเป็นพวก เพื่อรวบรวมแผนผังให้ได้มากกว่าเดิม

ในป่าเงียบสงัด คล้ายกับมีแค่เขาคนเดียวจริงๆ

“ไม่ออกมาหรือ” ลู่เซิ่งยื่นฝ่ามือขวาออกมา ไอเย็นสีขาวกลุ่มใหญ่บนร่างขยายออกไปอยางบ้าคลั่ง

แกร่กๆ...

ชั้นน้ำแข็งสีขาวขยายใหญ่ไปตามพื้นรอบๆ โดยมีเขาเป็นศูนย์กลาง

อากาศแห้งลงอย่างรวดเร็ว น้ำทั้งหมดถูกแช่แข็งไว้

ชั้นน้ำแข็งขยายใหญ่เร็วขึ้นเรื่อยๆ

“โปรดรอก่อน ฝ่าบาทหมาป่าราตรีเหมันต์ผู้สูงส่ง” ในที่สุดก็มีเสียงชราดังมาจากด้านหลังของลู่เซิ่ง

“ยอมออกมาแล้วหรือ” ลู่เซิ่งหันกลับไปเห็นมังกรพิษมีปีกสีเขียวอ่อนที่เหมือนกับค้างคาวหลายตัวโผล่หัวออกมาจากในบึงด้านหลัง

ผู้ที่เอ่ยปากเป็นมังกรพิษตัวแรกที่อยู่ด้านหน้าสุด มังกรพิษตัวนี้ดูแก่ชรามากแล้ว

ผิวและเกล็ดทั่วร่างของเขาต่างก็เต็มไปด้วยรอยย่นเหมือนกับหลังของคางคก ของเหลวเหนียวหนืดสีดำหลายหยดไหลไปตามสองปีกของเขาแล้วหยดลงด้านล่างเป็นระยะ เหมือนกับน้ำมันเหนียวข้นที่สามารถติดไฟได้

มังกรพิษทั้งหมดยี่สิบกว่าตัวทยอยกันปรากฏตัว

มังกรพิษที่ยืนอยู่ด้านหลังสุดก็คือทูตมังกรพิษที่ไปแสดงบารมีที่หมู่บ้านในตอนนั้น

มังกรพิษสายเลือดบริสุทธ์ของเผ่ามังกรมีจำนวนไม่มากนัก มังกรพิษของที่นี่เป็นพวกที่อยู่ในวัยฉกรรจ์ทั้งหมดของทั้งเผ่าแล้ว

มังกรเฒ่าลากพวกเขาออกมาทั้งหมดเพียงเพื่อเสริมความกล้าเท่านั้น อย่างไรหมาป่าราตรีเหมันต์สูงสิบหมี่กว่าๆ ก็น่าตกใจเกินไปจริงๆ แถมยังมีศีรษะถึงเก้าข้างด้วย

แม้จะไม่เห็นว่าลู่เซิ่งจัดการทัพมังกรศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร แต่มังกรเฒ่ากลับเห็นลู่เซิ่งกินร่างของมังกรลมที่ตายไปแล้ว พวกเขาจึงไม่อยากจะตกเป็นอาหารของลู่เซิ่ง

“นี่คือมังกรพิษทั้งหมดแล้วหรือ” ลู่เซิ่งกวาดตามองรอบหนึ่งก่อนถามเสียงทุ้ม

“ถูกต้อง...” มังกรชราตอบอย่างนอบน้อม

มังกรพิษเหมือนกับไก่ตัวเมียที่ขลาดกลัวเมื่อยืนอยู่ต่อหน้าลู่เซิ่ง พวกเขามีความสูงยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของลู่เซิ่งด้วยซ้ำ

“อย่างนั้น พวกเจ้าควรรู้เจตนาการมาของข้าแล้ว” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างราบเรียบ “ยอมแพ้ หรือไม่ก็ตาย”

“พวกเราเลือกยอมแพ้” ราชามังกรพิษชราหมอบลงกับพื้นอย่างรู้ความ

เหล่ามังกรพิษที่เหลือพากันหมอบลงเช่นกัน

“อย่างนั้น พวกเจ้ามีหมอผีไหม มีแผนผังการสืบทอดหรือไม่” ลู่เซิ่งซักต่อ

“เอ่อ...มีนั้นมี...หมอผีก็คือข้าเอง แผนผังสืบทอดก็มีเช่นกัน เพียงแต่...” มังกรเฒ่าแปลกใจเล็กน้อย

“เพียงแต่อะไร” ลู่เซิ่งเห็นอีกฝ่ายอยากพูดอะไรบางอย่าง เลยรีบถาม

“เพียงแต่ หรือฝ่าบาทจะไม่ทราบว่า ต้องครอบครองสายเลือดโบราณที่ตรงกันเท่านั้น ไม่อย่างนั้นต่อให้จะจำลองแผนผังได้สมบูรณ์แบบขนาดไหน ก็ไม่มีความหมาย” มังกรเฒ่าอธิบาย

“อ้อ? พวกเจ้าให้ข้าพิจารณาดูก่อน” ลู่เซิ่งไม่นำพาแม้แต่น้อย

จากนั้น มังกรพิษตัวหนึ่งก็ดำลงไปในบึง แล้วนำแผนผังการสืบทอดของเผ่ามังกรพิษทั้งหมดมา

มีแผนผังทั้งหมดห้าแผ่น น้อยกว่ามนุษย์หมาป่าแผ่นหนึ่ง

ลู่เซิ่งรับมาตรวจสอบอย่างละเอียด

แผ่นแรกเป็นภาพโครงสร้างร่างกายของพวกมังกรพิษที่ถูกวาดไว้ สิ่งที่แตกต่างก็คือ ตรงกลางแผนผังคือเทวลักษณ์ที่เป็นสัญลักษณ์ของความหมายอื่น

ถัดจากนั้นก็เป็นเหมือนกัน แผนผังซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็แทบมองอะไรไม่เห็นสักอย่าง เห็นแค่จุดสีดำกลุ่มใหญ่กระจายไปทั่วเท่านั้น

คำนวณหยาบๆ มีมากกว่าร้อยจุด

ลู่เซิ่งไม่ได้ดูอย่างละเอียด รับมาใส่ในย่ามหนังงูที่เตรียมไว้ทันที

“ดี พวกเจ้าพักผ่อนต่อเถอะ ข้าจะไปที่อื่นก่อน” เขาตบบ่ามังกรพิษเฒ่า พลังเกล็ดหิมะความเข้มข้นสูงมุดเข้าไปยังขอบหัวใจของอีกฝ่ายเพื่อที่จะให้ทิ่มแทงได้อย่างสะดวกทุกเวลา

“พ่ะย่ะค่ะ...” มังกรพิษเฒ่าไม่กล้าขัดขืน ได้แต่ยอมรับพันธนาการอย่างเชื่อฟัง

เมื่อลู่เซิ่งได้สิ่งที่ต้องการแล้ว ยังได้สั่งให้มังกรพิษนำสมบัติที่มีอายุมากที่สุดในคลังสมบัติส่งไปยังที่อยู่ใหม่ของเผ่าด้วย จากนั้นก็ตรงดิ่งไปยังอีกทางหนึ่ง

ครั้งนี้เป็นเหยี่ยวเหล็กสี่ปีก แต่รอจนเขาไปถึง รังของเหยี่ยวเหล็กสี่ปีกก็ไม่มีใครอยู่แล้ว แสดงให้เห็นว่าพอพวกเขาค้นพบความผิดปกติ ก็หลบหนีทันที

ในฐานะสายพันธุ์บินได้ หากเหยี่ยวเหล็กสี่ปีกคิดจะอพยพ จะมีความเร็วเหนือกว่าสายพันธุ์อื่นๆ มาก

หลังจากค้นหาในรังสักพักแล้วไม่ได้อะไร ลู่เซิ่งก็ได้แต่ออกมาเพื่อไปยังเผ่าถัดไป

คล้ายกับปรึกษากับเหยี่ยวเหล็กสี่ปีกดีแล้ว ฝูงแรดมังกรดินหายตัวไปแล้วเช่นกัน ยังมีเผ่ากิ้งก่ายักษ์อีกเผ่าที่หลบหนีไปแต่แรกแล้วเหมือนกัน

เผ่าใหญ่สี่เผ่าที่อยู่รอบๆ เผ่าเกล็ดหิมะในตอนแรก เหลือแค่บึงมังกรพิษเท่านั้นที่ไม่อาจอพยพได้ อย่างไรสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับต่อการดำรงชีวิตของเผ่ามังกรพิษก็หายากมากแล้ว

หลังจากพลังยกระดับถึงขีดจำกัดจนยกระดับต่อไปไม่ได้ชั่วคราว ลู่เซิ่งก็หันเหความสนใจไปยังเผ่าที่อยู่ไกลกว่า

เขาครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนวิ่งข้ามภูเขาหลายลูกไปยังทิศทางที่มังกรศักดิ์สิทธิ์บินมาเมื่อก่อนหน้า

ไม้พุ่มที่เตี้ยหน่อยถูกเขาใช้มือหักและโยนทิ้ง ส่วนพุ่มหญ้าที่สูงเกินครึ่งเอวคน ก็ไม่ต่างอะไรจากปุยขนบนพื้นที่ตื้นๆ สำหรับเขาเท่านั้น

หลังจากข้ามผ่านภูเขาขนาดย่อมสี่ลูกและหุบเขาหนึ่งแห่ง ตรงหน้าลู่เซิ่งก็เปิดกว้าง ปรากฏทุ่งหญ้าทอดยาวที่มีกลุ่มภูเขาอันไพศาลล้อมรอบ

ยักษ์ตัวสูงใหญ่หลายตนที่แบกต้นไม้ขนาดยักษ์ และทั่วทั้งตัวประกอบขึ้นจากก้อนหินสีเทาเดินอยู่บนทุ่งหญ้า

ยักษ์เหล่านี้ต่างก็สูงใหญ่เกือบเท่ากับลู่เซิ่ง พวกเขาเดินวนอยู่บนทุ่งหญ้าอย่างผ่อนคลาย

‘ที่นี่คือเผ่าอะไรกัน’ ลู่เซิ่งบังเกิดความสนใจ จึงเดินเข้าไปใกล้อีกหน่อยเพื่อดูอย่างละเอียด

แต่ว่ายักษ์เหล่านี้สังเกตเห็นเขาที่มีรูปลักษณะประหลาดแล้ว มียักษ์หลายตนวางต้นไม้ใหญ่บนบ่าลง แล้วสาวเท้าเข้ามาหา

“เจ้าเป็นใครกัน!?” ยักษ์หินตนหนึ่งถามเสียงหยาบ

“ข้าคือราชาเผ่าเกล็ดหิมะ กระดูกดำหมาป่าราตรีเหมันต์” ลู่เซิ่งตอบอย่างช้าๆ “ที่นี่คือที่ไหน แล้วพวกเจ้าคือเผ่าอะไร”

“ที่นี่คือเผ่ายักษ์เนินเขา พวกเราคือยักษ์เนินเขา เจ้าหมาป่าเก้าหัวผู้แปลกประหลาด ที่นี่ไม่ยอมรับเจ้า ถ้าหากเจ้าจะบุกรุก หมาป่าราตรีเหมันต์ก็ดี หมาป่าเก้าหัวก็ดี ยักษ์เนินเขาไม่เกรงกลัวสงคราม” ยักษ์เนินเขาที่มีร่างกายกำยำที่สุดตอบอย่างช้าๆ

“พวกเจ้าดูแข็งแรงมาก อยากมาเป็นลูกน้องของข้าหรือไม่ ข้าจะเป็นราชาผู้ปกครองเทือกเขาแห่งนี้ หากพวกเจ้าสวามิภักดิ์เสียตอนนี้จะคุ้มค่ามาก” ลู่เซิ่งเกลี้ยกล่อม

“เหลวไหล!” ยักษ์หลายตนหัวเราะลั่น

“ตำหนักมังกรศักดิ์สิทธิ์ได้ยินคงหัวเราะ เจ้าหมาป่าผู้โอหัง เจ้ารีบไปเสียดีกว่า เกิดว่าเหล่ามังกรศักดิ์สิทธิ์ได้ยินคำพูดของเจ้า เช่นนั้นเทือกเขาแห่งนี้จะไม่มีที่ให้เจ้าอยู่อีกต่อไป” ยักษ์เนินเขาที่ดูมีอายุตนหนึ่งเกลี้ยกล่อมเขาด้วยเจตนาดี

ลู่เซิ่งขมวดคิ้ว ขณะกำลังจะเอ่ยปาก อยู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งรบกวนความคิดของเขา

“ยักษ์ทุกท่าน หัวใจแห่งผืนดินในครั้งนี้ได้นำมาส่งแล้ว ขอให้บอกต่อราชาแห่งยักษ์ด้วยว่า พวกเราจะส่งมอบรางวัลที่คู่ควรให้โดยเร็วที่สุด” ด้านในอุโมงค์บนเนินเขาใหญ่แห่งหนึ่งมีนักรบมนุษย์สวมเกราะหนังสีเหลืองอ่อนเดินออกมากลุ่มหนึ่ง

มนุษย์กลุ่มนี้ใส่ชุดเกราะที่เรืองแสงสีขาว สวมหมวกเกราะติดปีกสีเงิน ถือกระบี่หนักสองคมสีทองเข้มไว้หลายเล่ม คงเป็นนักรบกระบี่เกราะหนักในหมู่มนุษย์

พวกเขากำลังพูดกับยักษ์เนินเขาสีเหลืองเข้มตนหนึ่งที่ร่วมทางกันอยู่

ลู่เซิ่งสังเกตเห็นคนกลุ่มนี้ในทันที

“เป็นมนุษย์...” เขาส่งเสียงอย่างมีเลศนัย

ทันใดนั้นยักษ์ทั้งหมดก็พากันหันมามองเขาอย่างระมัดระวัง

ลู่เซิ่งยิ้มๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับทางเดิม

“หยุด! ไม่ใช่อย่างที่เจ้าคิด!” ยักษ์ตนหนึ่งอดส่งเสียงเรียกเขาไม่ได้

ในหุบเขามีข้อห้ามเด็ดขาดมากมาย ข้อหนึ่งในนี้คือห้ามติดต่อค้าขายกับมนุษย์ ตอนนี้ ยักษ์เนินเขากำลังทำผิดข้อห้ามอยู่

กลับถูกลู่เซิ่งพบเห็นพอดี

ลู่เซิ่งทำเป็นไม่ได้ยิน

“ข้าบอกให้หยุด!”

ยักษ์ตนหนึ่งยื่นมือตะปบใส่ศีรษะข้างหนึ่งของลู่เซิ่ง

พริบตานั้นมีประกายวิญญาณสีขาวกระจายออกมา มือของยักษ์ถูกเกล็ดน้ำแข็งสีขาวบริสุทธิ์ปกคลุมในพริบตา ก่อนจะขยับเขยื้อนไม่ได้

“อ๊าก...มือของข้า!”

“เป็นตำนาน! ประกายวิญญาณในตำนาน!”

“รีบแจ้งหัวหน้าเผ่าเร็ว!”

ยักษ์มากมายพลันโกลาหล

ลู่เซิ่งมองนักรบกระบี่เกราะหนักทางด้านนั้นเป็นครั้งสุดท้าย เกราะบนตัวคนที่เป็นผู้นำมีสีทองอยู่ด้วย ร่างกายสูงใหญ่ที่สุด มือถือกระบี่ยักษ์สองคม มีเครื่องประดับเป็นปีกสีเงิน มองดูก็รู้ว่าเป็นคนที่มีตำแหน่งและพลังแข็งแกร่งที่สุด

คนผู้นั้นมองลู่เซิ่งอยู่ห่างๆ สายตาใต้หมวกเกราะฉายแววล้ำลึก

“น่าสนใจ” เขาเห็นเจตนานี้จากสายตาของลู่เซิ่ง

หลังจากเงียบงันเล็กน้อย คนคนนี้ก็ค่อยๆ ส่งเสียง

“ไม่ต้องสนใจมัน สัตว์ประหลาดตัวนี้ไม่ใช่ตัวตนที่พวกเราในตอนนี้จะล่วงเกินได้” ดวงตาของบุรุษใต้หมวกเกราะปิดลงเล็กน้อย ดวงตาสาดแสงสีแดงอ่อน

“ขอรับ” เหล่านักรบกระบี่พากันขานรับ

“ครั้งนี้ได้รับคำเชิญจากราชามังกรศักดิ์สิทธิ์มารับมือสี่เผ่าอาทิตย์แผดเผา ไม่ใช่เรื่องของข้าคนเดียว พลังระดับตำนานในเขตศักดิ์สิทธิ์ยิ่งมีเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น” บุรุษกล่าวอย่างราบเรียบ “ไปเถอะ”

เหล่ามนุษย์ค่อยๆ กลับทางเดิม

ลู่เซิ่งยืนอยู่ไกลออกไป มองตามจนบุรุษผู้นี้จากไป บนใบหน้าเก้าใบฉายสีหน้าที่บรรยายไม่ออก

‘ผู้จุติอีกคนหรือ น่าสนใจจริงๆ...’ เขานึกไม่ถึงว่าโลกใบนี้จะมีมารสวรรค์จุติมาอีกคนหนึ่ง

แม้อีกฝ่ายจะดูรันทดอย่างมาก แต่จิตวิญญาณกลับแข็งแกร่งอย่างร้ายกาจ ถึงขั้นแข็งแกร่งกว่าเขาอีก ทว่าร่างกายกลับอ่อนแอเหมือนกับดินน้ำมันอย่างไรอย่างนั้น

ลู่เซิ่งกลัวว่าหากตนเข้าใกล้เกินไปแล้วเป่าลมใส่โดยไม่ทันระวัง ก็น่าจะขยี้อีกฝ่ายให้ตายได้แล้ว แม้คนผู้นั้นจะเป็นระดับภูตเหมือนกัน แต่ว่าเขาเป็นมหาภูต แถมอีกฝ่ายก็เพิ่งจะเลื่อนสู่ระดับภูตเท่านั้น

‘รีบรวบรวมแผนผังก่อนดีกว่า ขอแค่เขาไม่ขวางทางเราก็พอ ไม่อย่างนั้นจะให้เขาได้รู้ว่า อย่างไรระหว่างคนด้วยกันก็มีความแตกต่างอยู่’ สุดท้ายลู่เซิ่งก็ไม่ได้ลงมือเพราะว่าพบผู้จุติคนนั้น

ผู้จุติที่เป็นเจ้าแห่งอาวุธทั่วไปแตกต่างกับเขา หลังจากผู้จุติเหล่านี้มาถึงโลกใหม่ ก็จำเป็นต้องฝึกฝนพลังใหม่ตั้งแต่ต้นเพราะได้รับอุปสรรคทางกาย แม้จิตวิญญาณกับขอบเขตระดับสูงจะลดทางอ้อมให้แก่พวกเขา และเร่งความเร็วถึงขีดสุดก็ตาม

แต่อย่างน้อยต้องใช้เวลาหลายสิบปี กว่าจะสะสมถึงระดับของลู่เซิ่งในวันนี้ได้

และบุรุษตรงหน้าก็ยังไม่ได้สะสมถึงขั้นนี้

..............................................

บนทุ่งหญ้าสีเหลืองอันไพศาลด้านนอกเทือกเขาทุ่งเขียว พุ่มหญ้าอ่อนหนุ่มเหมือนแผงคอสิงโตพัดตามลมเป็นระยะ

ครืน...

บนทุ่งหญ้าไกลออกไปพลันมีเสียงสั่นสะเทือนดังมาเบาๆ

พร้อมกับที่ระยะห่างยิ่งมายิ่งใกล้ เส้นสีเทากลุ่มใหญ่ปรากฏขึ้นตรงเส้นขอบฟ้า พุ่งตะบึงมาทางเทือกเขาทุ่งเขียว

สัตว์ป่าขนาดยักษ์ที่เหมือนกับแรดสวมเกราะโลหะสีเงินหนา ทุกตัวสูงห้าหมี่ ส่งเสียงคำรามตลอดเวลาที่พุ่งตะบึงมา

มนุษย์เพลิงสีแดงสูงสองหมี่กว่าๆ หลายคนบินอยู่กลางท้องฟ้า พวกเขาพุ่งทะลวงอยู่แนวหน้าพร้อมกับสัตว์สงคราม คอยปล่อยเปลวเพลิงหลายสายใส่พื้นเพื่อเผาอาณาเขตทั้งหมดที่ข้ามผ่าน

บนพื้นบริเวณช่องว่างระหว่างสัตว์สงคราม มีมนุษย์ครึ่งสัตว์สวมเกราะสีเทากลุ่มใหญ่วิ่งอยู่

พวกเขาเผยศีรษะกับกล้ามเนื้ออันกำยำออกมาด้านนอก ผิวที่ไม่ได้ปิดไว้มีลวดลายสีแดงหลายสายเรืองแสงสีแดงอยู่

มนุษย์ครึ่งสัตว์เหล่านั้นมีฟันที่น่ากลัวยื่นออกมาจากริมฝีปีก ผิวเป็นสีเหลืองอมเขียว หยาบกระด้างและมีแต่รอยย่น ส่วนใหญ่ถือโล่กลมกับขวานเหล็กไว้ในมือ มีอยู่ส่วนน้อยที่ถือหอกยาวน้ำหนักมากด้วยมือสองข้าง

โอ้!

มนุษย์ครึ่งสัตว์ร่างสูงใหญ่ใส่เสื้อคลุมสีดำคนหนึ่งเงยหน้าคำรามอยู่บนเนินเขาลูกย่อมๆ เขาสูงกว่ามนุษย์กึ่งสัตว์ทั่วไปไม่น้อย ใส่เกราะสีแดงเข้มที่ทรุดโทรมแล้ว สักลายรูปดวงอาทิตย์สีดำไว้บนแขน

“ข้า ผู้ขับไล่อาทิตย์ อ้ายเปิ่นฮาเกิน! ได้มาตามข้อตกลงแล้ว!” มนุษย์ครึ่งสัตว์คำรามไปทางท้องฟ้าที่ว่างเปล่า

เสียงของเขาเหมือนมีเสียงสายฟ้าแทรกอยู่ ดังสะท้อนกลางอากาศอยู่เนิ่นนาน

ทัพใหญ่พุ่งผ่านข้างตัวเขาไปยังภูเขา แต่ผู้ขับไล่อาทิตย์ยังคงไม่สนใจ เพียงเงยหน้ามองท้องฟ้าเท่านั้น

วูบ...

อยู่ๆ ก็มีจุดสีดำจุดหนึ่งปรากฏกลางท้องฟ้า

ถัดจากนั้นก็ขยายกลายเป็นปานสีดำขนาดเท่าลูกหนัง ปานสีดำพลันขยายใหญ่อีกครั้ง แล้วฉีกออกเป็นร่องแยกที่ทั้งลึกทั้งใหญ่เหมือนกับดวงตาของยักษ์

ร่องแยกขนาดใหญ่โตที่ยาวยี่สิบกว่าหมี่โผล่ขึ้นเหนือทุ่งหญ้าอย่างฉับพลัน พลันดูดกระแสอากาศนับไม่ถ้วนให้ทะลักเข้าไปอย่างบ้าคลั่ง

กระแสลมรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว สัตว์ยักษ์และมนุษย์ครึ่งสัตว์จำนวนไม่น้อยพากันเงยหน้ามองท้องฟ้า

ฟ้าว!

ทันใดนั้นก็มีเงาดำกลุ่มหนึ่งพุ่งออกมาจากร่องแยก ก่อนจะขยายขนาดขึ้นเหนือทุ่งหญ้าอย่างฉับพลัน

พรึ่บ!

ปีกขนาดยักษ์ที่กว้างถึงยี่สิบกว่าหมี่สยายออก ตามมาด้วยควันสีเทาเข้มข้นจำนวนมาก เพียงพริบตาเท่านั้นเงาดำก็ปรากฏร่างขึ้น

นั่นเป็นมังกรสีดำสนิทขนาดยักษ์ตัวหนึ่ง

“ราชาแห่งขี้เถ้า...” ผู้ขับไล่ตะเบ็งเสียง “ข้ามาตามคำสัญญาแล้ว! ถึงรอบท่านแล้ว!”

มังกรดำมีดวงตาสามดวงที่แปลกประหลาด ดวงตาสามข้างฝังอยู่กลางใบหน้าของเขาในลักษณะด้านบนหนึ่งดวงด้านล่างสองดวง เหมือนกับทับทิมที่เจิดจรัสแวววาวสามก้อน

“มาเริ่มกันเลย...เขตศักดิ์สิทธิ์ ควรเปลี่ยนเจ้าของได้แล้ว...” เสียงทุ้มต่ำของเขาแทรกด้วยเสียงคำรามทอดยาว

ซู่ๆ...

ด้านในร่องแยกสีดำด้านหลังเขามีเสียงแทรกเบาๆ ดังมาอย่างต่อเนื่อง

แกว๊ก!

ทันใดนั้นนกประหลาดสีดำที่มีปีกสี่ข้างตัวหนึ่งพุ่งออกมาจากร่องแยกพร้อมกับร้องเสียงแหลม นกประหลาดตัวนี้ไม่มีดวงตา ส่วนศีรษะมีแค่ฟันเท่านั้นที่ยึดครองตำแหน่งทั้งหมดไป

พอนกสีดำพุ่งออกมา เงาดำนับไม่ถ้วนก็กรูตามออกมาจากร่องแยก

นกประหลาดจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งออกจากร่องแยกอย่างบ้าคลั่ง จากนั้นมุ่งสู่เทือกเขาทุ่งหญ้าตามทัพใหญ่เบื้องล่าง

...

ตำหนักมังกรศักดิ์สิทธิ์

“มาแล้ว” มังกรศักดิ์สิทธิ์สามตาค่อยๆ ลุกขึ้น แล้วมองไปยังท้องฟ้าไกลด้วยสายตาเคร่งขรึม “ข้าได้กลิ่นของเจ้าขี้เถ้าแล้ว”

“ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น ยังมีกลิ่นอายอื่นๆ อยู่ด้วย” มังกรศักดิ์สิทธิ์ตัวหนึ่งที่อยู่เบื้องล่างเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ

“เป็นสี่เผ่าอาทิตย์แผดเผา...” มังกรศักดิ์สิทธิ์สามตาเยือกเย็นลง “ดาวสีเทาเล่า”

“เตรียมตัวเสร็จแล้วขอรับ กำลังจะออกเดินทางแล้ว” มังกรศักดิ์สิทธิ์ตัวหนึ่งตอบ

“ให้เขารอก่อน ทิศทางการบุกของเจ้าขี้เถ้าอยู่ตรงนั้นพอดี ข้าจะถอนการป้องกันอาณาเขตแห่งนั้นออก” มังกรศักดิ์สิทธิ์สามตาสั่ง

“เอ่อ...ขอรับ”

มังกรศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดต่างเดาแผนการของราชาออกแล้ว

ทิศทางการเคลื่อนที่ของทัพขี้เถ้าต้องผ่านสามด่านพอดี สามด่านของเขตศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้แบ่งเป็นหุบเขาอรุณสายัณห์ หุบเขาจันทร์มาร และบึงมังกรพิษ

หรือก็หมายความว่า ที่สุดท้ายเป็นที่อยู่ของปัญหาเมื่อก่อนหน้านั้นพอดี

“ด้วยนิสัยของทัพขี้เถ้า ไม่กลัวพวกเขาจะร่วมมือกันหรือขอรับ” มังกรศักดิ์สิทธิ์ตัวหนึ่งกล่าวอย่างเป็นห่วง

แผนการไล่หมาป่ากินเสือนี้ เกิดว่าอีกฝ่ายฉวยโอกาสจะไม่ดีแล้ว

“ไม่เป็นไร เดิมทีเขตนั้นก็ป้องกันไว้ไม่ได้อยู่แล้ว ตอนนี้แยกทัพไปก็ไม่ทันอยู่ดี” มังกรศักดิ์สิทธิ์อีกตัวกล่าวอย่างเชื่องช้า

...

ใช้เวลาเพียงหนึ่งวัน ลู่เซิ่งก็สยบเผ่าพันธุ์ที่อยู่รอบๆ ได้ทั้งหมด นอกจากเขตที่ยักษ์เนินเขาอยู่ สถานที่อื่นล้วนเข้าสู่การปกครองของเผ่าเกล็ดหิมะแล้ว

เผ่าเกล็ดหิมะกลายเป็นราชันในรัศมีพันลี้อย่างสมศักดิ์ศรีด้วยจำนวนมนุษย์หมาป่าในเผ่าเพียงสิบกว่าตัว

เพียงแต่สิ่งที่ทำให้เขาสงสัยอยู่บ้างก็คือ ก่อนหน้านี้ได้ยินข่าวบอกว่ามีมังกรศักดิ์สิทธิ์บินจากตำหนักมังกรศักดิ์สิทธิ์มาทางเขาเป็นจำนวนมาก แต่รออยู่พักหนึ่งก็ยังไม่เห็นใครเข้ามาใกล้

นี่ทำให้ลู่เซิ่งเกิดความสงสัย

เวลาเที่ยงในวันต่อมา เขารวมผู้นำของเผ่าซึ่งอยู่ใกล้ๆ ทั้งหมดในโถงใหญ่ของที่อยู่แห่งใหม่

ราชามังกรพิษ ราชาหมาป่าทุ่งหญ้า ราชาหมาป่าพงไพร ราชาแมงป่องสามหาง ราชาหมียักษ์ และผู้นำจากเผ่าเล็กๆ อีกส่วนหนึ่ง ถูกพามารวมตัวกัน

ด้านในโถงใหญ่ของโบราณสถานมีเสาหินทรงกลมสีดำสูงใหญ่หลายต้นคอยค้ำยันส่วนบนเอาไว้

ลู่เซิ่งนั่งอยู่กลางเสากลม หัวหน้าเผ่าอื่นๆ แยกกันอยู่สองฟากข้าง นอกจากนี้ยังมีกิ้งก่ายักษ์ตาแดงกับงูเขาเดียวที่เป็นยอดผู้นำด้วย

“นอกจากบึงมังกรพิษแล้ว คนอื่นนำแผนผังมาหมดแล้วกระมัง” ร่างกายมหึมาที่สูงถึงสิบหมี่กว่าๆ ของลู่เซิ่ง ต่อให้นั่งลงแล้วก็ยังสูงถึงหกเจ็ดหมี่อยู่ดี ความสูงนี้ทำให้เขาเหมือนกับผู้ใหญ่อยู่ต่อหน้าเด็กเมื่อหันหน้าเข้าหาหัวหน้าเผ่าตัวอื่นๆ

เหล่าหัวหน้าเผ่านำแผนผังสืบทอดในเผ่าของตัวเองออกมาอย่างว่าง่าย ผ้าขี้ริ้วหลายกองถูกวางลงด้านหน้าลู่เซิ่งอย่างต่อเนื่อง

เขากวาดตามองดู ทั้งหมดล้วนคล้ายๆ กัน คือเป็นระบบที่มีลวดลายโอบล้อมและมีเทวลักษณ์เป็นโครงสร้าง

“ธุลีขาว ตอนนี้มีคนในเผ่ากี่คนแล้วที่บรรลุพลังเกล็ดหิมะ” เขาถาม

ธุลีขาวเดินออกมากล่าวอย่างนอบน้อม “ทูลฝ่าบาท มีคนในเผ่าทั้งหมดสามคนบรรลุพลังเกล็ดหิมะแล้ว ตอนนี้กำลังเชื่อมโยงผลกระทบเพิ่มเติมตามคำสั่งเมื่อก่อนหน้านี้ของฝ่าบาทอยู่”

“อือ” ลู่เซิ่งมองไปยังหัวหน้าเผ่าเผ่าอื่น “ข้าไม่พูดวาจาไร้สาระ ในเมื่อเป็นพวกเดียวกับข้าแล้ว ต่อจากนี้ให้พวกเจ้าทุกเผ่าเลือกหัวกะทิส่วนหนึ่งออกมา ข้าจะสร้างกลุ่มลาดตระเวนเพื่อใช้ลาดตระเวนอาณาเขตทุกวันขึ้น”

หากจะทำให้ความปรารถนาของกระดูกดำเป็นจริง ย่อมต้องสร้างความมั่นคงให้แก่อาณาเขตที่เพิ่งยึดได้ ตอนนี้เขาใช้พลังข่มขวัญและควบคุมพวกหัวหน้าเผ่าไว้หมดแล้วก็จริง แต่เกิดว่ามีพลังจากภายนอกที่แข็งแกร่งกว่าแทรกแซง พวกเขาจะต้องทรยศโดยไม่ลังเลอย่างแน่นอน

ดังนั้นลู่เซิ่งจึงจำเป็นต้องหาวิธีการมาควบคุมเผ่าเหล่านี้

“ฝ่าบาทกระดูกดำที่เคารพ ความหมายของท่านก็คือ ให้พวกเราสร้างกลุ่มลาดตระเวนขึ้นเพื่อลาดตระเวนอาณาเขตรอบๆ กันเองหรือ” หัวหน้าเผ่าหมียักษ์ถามเสียงทุ้ม

“ถูกต้อง ข้าต้องการให้พวกเจ้าสร้างกองทัพอีกทัพหนึ่งเพื่อรับมือทัพมากมายใต้อาณัติของตำหนักมังกรศักดิ์สิทธิ์ ข้าไม่อยากจะให้ด้านหลังมีคนในเผ่าถูกจับมาข่มขู่ในตอนที่ข้ากำลังทำศึกกับตำหนักมังกรศักดิ์สิทธิ์” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างราบเรียบ

ความจริงกลุ่มที่มีพลังสูงสุดใต้อาณัติของเขาในตอนนี้มีอยู่สามเผ่าด้วยกัน ได้แก่ เผ่าหมียักษ์ เผ่าแมงป่องสามหาง รวมถึงเผ่ามังกรพิษ

เมื่อมีทัพพันธมิตรที่ทั้งสามฝ่ายนี้สร้างขึ้น บวกกับมีเขาคอยคุ้มครอง ต่อให้ฝูงมังกรจะบุกมาโจมตีเหมือนในครั้งก่อน เขาก็ไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย

ถึงอย่างไรภารกิจหลักของทัพพันธมิตรเหล่านี้ก็คือการปกป้องมนุษย์หมาป่าในเผ่า

“เรื่องนี้เผ่าเราจะสนับสนุนสุดกำลัง!” หัวหน้าเผ่าแมงป่องส่ายกล้ามยักษ์สีม่วงอ่อนพลางกล่าว “แค้นในครั้งนั้น พวกเราจะต้องทวงคืนให้ได้! แน่นอนว่าถ้าฝ่าบาทพ่ายแพ้ ก็อย่าโทษพวกเราถอยหนีกันเองเล่า”

เผ่าแมงป่องสามหางเป็นเผ่าเดียวที่สวามิภักดิ์กับลู่เซิ่งเอง ความจริงพวกเขาเป็นอาชญากรประกาศจับชื่อเสียงฉาวโฉ่ที่ตำหนักมังกรศักดิ์สิทธิ์ตามล่าตัว

ในอดีตเป็นเพราะไล่ล่าเผ่าพันธุ์รอบๆ หลายครั้ง ถึงขั้นทำให้เผ่าหลายเผ่าสูญพันธุ์ หลังได้รับการแจ้งเตือน ไม่เพียงไม่ทำตัวสงบเสงี่ยม กลับเหิมเกริมยิ่งกว่าเดิม

“นี่ไม่ใช่คำถาม แต่เป็นคำสั่ง” ลู่เซิ่งกวาดตามองราชาแมงป่องสามหาง “จะยอมหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจ้า ข้าไม่ต้องการเสียงอื่นๆ จากบริวาร”

“แม้แต่ราชามังกรศักดิ์สิทธิ์ในตอนนั้น เผ่าข้ายังไม่กลัว ฝ่าบาทนึกว่าตัวเองแข็งแกร่งกว่าราชามังกรหรือ” ราชาแมงป่องสามหางหัวเราะเหอะๆ

เผ่านี้มีจุดเด่นลึกลับสุดขีด แทนที่จะเรียกว่าฝูงแมงป่องสามหาง ควรบอกว่ามีแต่ราชาแมงป่องสามหางตัวเดียวที่ควบคุมเผ่าทั้งเผ่าดีกว่า

ความจริงแล้วเผ่าพันธุ์ทั้งหมดเป็นตัวลูกของราชาแมงป่องสามหาง บวกกับฝูงฝูงนี้เชี่ยวชาญการหลบซ่อนโดยมุดเข้าพื้นดินมากที่สุด ดังนั้นถ้าไม่ฆ่าตัวลูกทั้งหมดทิ้ง ก็ไม่มีใครสามารถสังหารราชาแมงป่องสามหางตัวจริงทิ้งได้

“เจ้าจะลองดูก็ได้” ลู่เซิ่งกวาดตามองราชาแมงป่องสามหางอย่างเรียบเฉย ดวงตาเก้าคู่สาดแสงสีแดงเลือนราง

“เอาเถอะๆ...” ราชาแมงป่องสามหางชูก้ามสองข้างขึ้นสูงทำท่ายอมแพ้ “ตกลงฝ่าบาท ความผิดข้าเอง เผ่าข้าจะทำตามคำสั่งท่านแน่ วางใจได้อย่างเต็มที่”

“อย่างนั้นก็ประเสริฐสุด” ลู่เซิ่งละสายตากลับมาเพื่อเตรียมขั้นตอนต่อไป

อยู่ๆ ก็มีเงาสีเขียวสายหนึ่งบินมาทิ้งตัวลงด้านนอกโถงใหญ่ เป็นมังกรพิษตัวหนึ่ง

“ฝ่าบาท ด้านนอกเทือกเขามีการเคลื่อนไหว เหมือนจะมีทัพใหญ่ที่ไม่รู้จักกำลังเข้ามาใกล้” มังกรพิษตัวนี้รายงานอย่างรวดเร็ว

“มีจำนวนเท่าไหร่” ตอนนี้ลู่เซิ่งปกครองเผ่าใหญ่ๆ หลายเผ่า โดยใช้อานุภาพที่เหี้ยมหาญกดดันแต่ละเผ่า ทั้งยังให้พวกเขาส่งคนในเผ่าออกมา จนเกิดเป็นระบบส่งข้อมูลภายใน ในระยะเวลาสั้นๆ แล้ว

เขาให้มังกรพิษที่เร็วที่สุดเป็นหลัก เพื่อเชื่อมต่อกับผู้ส่งสารในอาณาเขตของเผ่าแต่ละเผ่า

จากนั้นก็ใช้เผ่าพันธุ์ที่ถนัดในการรับแรงสั่นสะเทือนคอยช่วยเหลือ จึงกลายเป็นระบบสืบสวนที่สมบูรณ์แบบที่สามารถส่งข้อมูลการเคลื่อนไหวทั้งหมดรอบๆ ให้แก่ลู่เซิ่งได้ภายในระยะเวลาที่รวดเร็ว

แน่นอนว่า เงื่อนไขคือเผ่าพันธุ์เหล่านี้ต้องร่วมมือกันอย่างสมบูรณ์ แต่ภายใต้แรงกดดันของลู่เซิ่ง ก็ยังคงไม่มีใครกล้าเล่นลูกไม้โง่ๆ

“กองทัพจากภายนอกหรือ” ลู่เซิ่งขมวดคิ้ว ตอนแรกเขาคิดจะบดขยี้ตำหนักมังกรศักดิ์สิทธิ์ให้ราบคาบในคราวเดียว จากนั้นก็ยึดตำแหน่ง จึงถือว่าปกครองทั้งเทือกเขาได้แล้ว นึกไม่ถึงยังไม่ทันลงมือ ก็เกิดเหตุแทรกซ้อนขึ้นก่อน

“ขอรับ คล้ายจะเป็นทัพพันธมิตรระหว่างมนุษย์กึ่งสัตว์กับนกศิลาดำ” มังกรพิษตอบอย่างระมัดระวัง

“ดูเหมือนเจ้าขี้เถ้าศัตรูตัวฉกาจของตำหนักมังกรศักดิ์สิทธิ์จะกลับมาแล้ว” ราชาหมียักษ์ส่งเสียงช้าๆ

“เจ้าขี้เถ้าหรือ” ลู่เซิ่งไม่เคยได้ยินคำคำนี้จากในความทรงจำของกระดูกดำ

“เป็นมังกรศักดิ์สิทธิ์กลายพันธุ์นอกรีตตัวหนึ่ง แตกต่างจากมังกรศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมด เขาเป็นสีดำเพียงตัวเดียว” หมียักษ์เอ่ยเสียงทุ้ม “ข้าเคยเห็นเขาไกลๆ อานุภาพมืดฟ้ามัวดินนั้นถึงขั้นยังเหนือกว่าฝ่าบาทท่านอีก”

..............................................

“อ้อ?” ลู่เซิ่งเกิดความสนใจเข้าแล้ว ราชาหมียักษ์ไม่อยากให้เผ่าได้รับความเสียหายมากเกินไป จึงยินยอมเข้ามาอยู่ใต้อาณัติของตนด้วยตัวเอง ความจริงเขาคือผู้เข้มแข็งระดับยอดผู้นำที่ตัวจริงเสียงจริง ห่างจากระดับตำนานเพียงก้าวเดียวเท่านั้น

ความสามารถในการแยกแยะของเขาสมควรไม่ผิด

“หมายความว่า อย่างน้อยท่านผู้นี้ก็เป็นสิ่งมีชีวิตระดับตำนานขั้นสูงอย่างมหาภูตเหมือนกันใช่ไหม” ลู่เซิ่งเอ่ยปากอย่างช้าๆ

“เป็นไปได้ถึงขีดสุดขอรับ” ราชาหมีขาวกล่าวอย่างรวบรัด

ระดับตำนานขั้นสูง...

หัวหน้าเผ่าแต่ละเผ่ามองหน้ากัน อย่าว่าแต่ระดับตำนานขั้นสูง แค่เป็นระดับตำนานธรรมดา ผู้ที่ใกล้เคียงในที่นี้มีราชาหมียักษ์กับแมงป่องสามหาง แมงป่องสามหางเป็นระดับภูต หรือก็คือสิ่งมีชีวิตระดับตำนานตัวจริงเสียงจริง ส่วนราชาหมียักษ์พร้อมจะก้าวเท้าก้าวนั้นได้ตลอดเวลา อาศัยความต้านทานแต่กำเนิดที่แข็งแกร่งเหี้ยมหาญ ไม่ถือว่าอ่อนแอเกินไป

หัวหน้าเผ่าตัวอื่นๆ กระอักกระอ่วน ผู้ที่อ่อนแอที่สุดอยู่ในระดับผู้นำ

ลู่เซิ่งไตร่ตรอง

“ทัพใหญ่ของเจ้าขี้เถ้ากำลังมุ่งหน้ามาทางเราหรือ” เขาถามมังกรพิษตัวนั้นอีกครั้ง

“ขอรับฝ่าบาท ทิศทางมุ่งมาทางพวกเรา” มังกรพิษรีบตอบอย่างนอบน้อม

“ไปดูด้วยกันเถอะ” ลู่เซิ่งลุกขึ้นแล้วเร่งฝีเท้าออกจากโถงใหญ่

หัวหน้าเผ่าที่เหลือพากันติดตามไป

หลังจากสัตว์ประหลาดทั้งหมดข้ามเนินเขาหลายลูกด้วยการนำทางของมังกรพิษ ไม่นานก็เห็นทัพใหญ่สีเทาที่กำลังเข้าใกล้ทุ่งหญ้าสีเหลืองนอกเทือกเขา

กองทัพสีเทาที่เหมือนไร้สิ้นสุดพร้อมจะกรูเข้าเทือกเขาทุกเวลา

หัวหน้าเผ่าทั้งหมดต่างผุดสีหน้าตึงเครียด โดยเฉพาะหลังจากเห็นนกศิลาหินที่บินวนเวียนอยู่กลางท้องฟ้าแล้ว แม้แต่ราชาแมงป่องสามหางก็ยังเผยสีหน้าเคร่งขรึม

แม้ในทางทฤษฎีแล้ว ผู้เข้มแข็งระดับตำนานจะไม่มีทางถูกคนจำนวนมหาศาลใช้ยุทธการล้อมจนตายได้ แถมยังมีพลังที่น่ากลัวในการทำศึกด้วย แต่ต้องดูด้วยว่ากองทัพที่อยู่อีกฝั่งเป็นอย่างไร

“นี่ไม่ใช่นกศิลาดำธรรมดา แต่เป็นนกศิลายักษ์!” แมงป่องสามหางกล่าวอย่างร้อนใจอยู่บ้าง “พวกมันเป็นร่างวิวัฒนาการของนกศิลาดำ ทุกตัวมีคุณสมบัติร่างกายใกล้เคียงกับระดับผู้นำ สู้ยากถึงขีดสุด”

พวกหัวหน้าเผ่าทั้งหมดต่างสูดหายใจเย็น ทุกตัวต่างใกล้เคียงกับระดับผู้นำ เมื่อมองดูจำนวนบนท้องฟ้าอีกที แค่ตรงหน้าอย่างน้อยก็มีมากกว่าร้อยแล้ว มิน่าราชาแมงป่องสามหางถึงได้รู้สึกตึงมือ

“ฝ่าบาท ศัตรูของศัตรูก็คือมิตร พวกเราสามารถส่งทูตไปแจ้งต่อทัพขี้เถ้าได้ว่า พวกเราสามารถประสานในนอก และร่วมมือกับพวกเขาโจมตีตำหนักมังกรศักดิ์สิทธิ์ แบบนี้พวกเขาจะได้ไม่โจมตีเรา” ราชามังกรพิษสมกับที่สวามิภักดิ์จนชินแล้ว พออ้าปากก็จะยอมแพ้ทันที

ร่วมมือกับเจ้าขี้เถ้าเพื่อโจมตีตำหนักมังกรศักดิ์สิทธิ์ แล้วหลังจากกำจัดมังกรศักดิ์สิทธิ์แล้วเล่า ในสถานการณ์แบบนี้หรือว่าเผ่าพันธุ์ของพวกเขาจะหนีไม่ได้ สุดท้ายยังแนะนำอ้อมๆ ให้ลู่เซิ่งสวามิภักดิ์กับเจ้าขี้เถ้าอีก

หัวหน้าเผ่าตัวอื่นๆ ล้วนมีความคิดเดียวกัน เมื่อเผชิญหน้ากับทัพที่มีขนาดมหึมาแบบนี้ ก็ไม่มีใครคิดพิสูจน์ด้วยการต่อต้าน พวกเขาเดิมทียอมแพ้เพราะอำนาจของลู่เซิ่งเป็นการชั่วคราวเท่านั้น ไม่ได้มีความภักดีอะไรอยู่แล้ว จะหันไปสวามิภักดิ์กับเจ้านายคนใหม่ก็ไม่มีอะไรแตกต่าง

ร่างกายที่สูงใหญ่ของลู่เซิ่งมองทัพใหญ่บนทุ่งหญ้าพลางใคร่ครวญ

ผู้เข้มแข็งขั้นสุดยอดในระดับมหาภูต แถมยังพาทัพจำนวนมากมาด้วย จะต้องมีแผนการใหญ่อย่างแน่นอน ในฐานะตำนานขั้นสูงระดับมหาภูตเหมือนกัน เขาสัมผัสได้ว่าในทัพใหญ่ตรงหน้ายังมีตัวตนอันเหี้ยมหาญที่มีกลิ่นอายในระดับเดียวกันอยู่อีกสี่สาย

ทัพเหล่านี้ไม่ถือว่าหนักหนาอะไรนักสำหรับมหาภูต สิ่งที่ร้ายกาจจริงๆ ก็คือผู้เข้มแข็งระดับเดียวกันที่อยู่ตรงหน้า

ในตอนที่ลู่เซิ่งสำรวจทัพใหญ่ ราชาแห่งขี้เถ้ากับผู้ขับไล่อาทิตย์ก็สัมผัสกลิ่นอายอันยิ่งใหญ่ที่ปรากฏกลางภูเขาได้แล้วเช่นกัน

ร่างกายอันมหึมาของราชาแห่งขี้เถ้าซ่อนอยู่กลางอากาศ วิชาซ่อนตัวขั้นสูงทำให้เขาอำพรางร่างกายขนาดมโหฬารของตนเองได้อย่างง่ายดาย

ผู้ขับไล่อาทิตย์ขี่สิงโตยักษ์สีดำตัวหนึ่งบนทุ่งหญ้าด้วยความเร็วสูง

ไม่ไกลออกไปยังมีสัตว์ประหลาดที่ท่อนบนเป็นมนุษย์สวมเกราะ ท่อนร่างเป็นเปลวเพลิงสีแดงอยู่ด้วยอีกตัว

ยังมีมนุษย์ตัวใหญ่สองคนที่มีเขามังกรสีแดง สองคนนี้แบ่งเป็นหนึ่งชายหนึ่งหญิง รูปร่างสูงใหญ่ โครงกระดูกแข็งแกร่ง ถือคทาสั้นสีดำอันประณีตไว้ในมือ และสวมเสื้อคลุมสีดำผืนหนาหนัก

ผู้ขับไล่อาทิตย์ ผู้แผดเผา ราชามารชั่วร้ายแองเจอลิธ มนุษย์ตีระฆังซีลี นี่คือสี่ราชาแห่งสี่เผ่าอาทิตย์แผดเผา เป็นผู้เข้มแข็งระดับสุดยอดหรือมหาภูติที่เทียบเคียงได้กับเจ้าขี้เถ้าเมื่อร่วมมือกัน

พวกเขาคือตำนานขั้นสุดยอดที่โด่งดังมามากกว่าพันปี ทุกๆ ตัวต่างเคยมีอดีตที่เจิดจรัส

สัตว์ประหลาดตัวใดปรากฏในโลกมนุษย์ ต่างก็ถล่มเมืองทำลายประเทศ เรียกตัวเองว่าเป็นภัยพิบัติฟ้าได้อย่างง่ายดายทั้งนั้น

แต่ว่าราชาสี่ตัวนี้ ตอนนี้รวมตัวกันโดยมิได้นัดหมาย ติดตามราชาแห่งเถ้าที่เป็นมังกรศักดิ์สิทธิ์สีดำในตำนานเพื่อโจมตีตำหนักมังกรศักดิ์สิทธิ์บนเทือกเขาทุ่งเขียว ตัวตนที่สูงส่งที่สุด ศักดิ์สิทธิ์และยิ่งใหญ่ที่สุดบนทวีปใหญ่

“หมาป่าขาวที่มีหลายหัวอย่างนั้นหรือ รูปร่างภายนอกเหมือนกับหมาป่าราตรีเหมันต์ในตำนาน แต่ตามที่ข้ารู้ หมาป่าราตรีเหมันต์เหมือนกับมีแค่สองหัวไม่ใช่หรือ” ราชามารชั่วร้ายแองเจอลิธคือบุรุษสูงใหญ่ที่มีเขามังกรสีแดงคนนั้น เขายิ้มอย่างสง่างามอ่อนโยน

“บางทีอาจจะเป็นพวกกลายพันธุ์ แต่หมาป่าราตรีเหมันต์ควรค่าให้พวกเราสนใจแล้ว อย่างไรนี่ก็เป็นสิ่งมีชีวิตเทพนิยายในตำนาน” คนตีระฆังซีลีโบกคทาสีดำในมือ

“สนใจไปทำไม โจมตีเข้าไป ฆ่าให้หมด เผาให้สิ้น ชิงให้เกลี้ยง!” ผู้แผดเผาคำรามเสียงทุ้มต่ำ มันคือมนุษย์ร่างสูงใหญ่ที่สวมเกราะสีแดง ท่อนล่างเป็นเปลวไฟ

“ไม่ต้องรีบ...” ราชาแห่งขี้เถ้าส่งเสียงมาจากความมืด “ข้าสัมผัสประกายวิญญาณมังกรศักดิ์สิทธิ์จากร่างมันไม่ได้ ดูเหมือนมันจะเป็นกลาง หรือเป็นศัตรูของตำหนักมังกรศักดิ์สิทธิ์ก็ได้”

“ขอข้าคุยด้วยดูก่อน...” ราชาแห่งขี้เถ้าไม่มีทางเชื่อใจราชามังกรศักดิ์สิทธิ์ที่มีน้ำพุเหมันต์นิรันดร์คอยสนับสนุน แม้เขาจะเลื่อนเป็นกึ่งเทพแล้ว แต่ก็ยังคงกังวลใจอยู่ ดังนั้นเขาจึงต้องการดึงขุมกำลังที่หาได้เป็นพวกทั้งหมด

...

“กลิ่นอายนี้...” ลู่เซิ่งกำลังจะเข้าใกล้เพื่อสังเกตการณ์ อยู่ๆ จิตวิญญาณก็พลันปั่นป่วน คล้ายมีสิ่งที่ก่อให้เกิดการคุกคามต่อร่างหลักของเขากำลังเข้ามาใกล้อย่างช้าๆ

ในโลกใบนี้...มีการดำรงอยู่แบบนี้ด้วยหรือ

เขาทำทุกอย่างสำเร็จอย่างราบรื่นมาโดยตลอด จู่ๆ พอสัมผัสได้ว่านอกจากกลิ่นอายสี่สายนี้ยังมีกลิ่นอายที่แข็งแกร่งกว่าอยู่อีกสายหนึ่ง ทั้งยังเป็นผู้ที่สร้างการคุกคามให้แก่เขาได้อย่างแท้จริง ก็พลันระวังตัวขึ้นมา

‘แค่สัมผัสกลิ่นอายนี้อย่างคร่าวๆ ก็รู้แล้วว่าเป็นระดับเดียวกับร่างหลัก แถมยังแกร่งกว่าร่างหลักของเราเสียอีก เหมือนจะมีคุณสมบัติของปราณมารอยู่ด้วย แต่ด้านในมีความรู้สึกถึงการทำลายล้างซ่อนอยู่...ดูเหมือนแผนการก่อนหน้านี้จะต้องประเมินโลกใบนี้ต่อไปอีกหน่อย...’

ลู่เซิ่งเข้าใจดีว่า ผู้ที่ทำให้ร่างหลักเกิดความระวังตัวโดยสัญชาตญาณได้ จะต้องเป็นตัวตนเหี้ยมหาญที่สามารถสร้างการคุกคามต่อสภาพสมบูรณ์แบบหลังจากร่างหลักแปลงร่างได้เช่นกัน

‘แต่...ไม่ใช่สิ กลิ่นอาย...ไม่ใช่ร่างแท้จริงที่นำการคุกคามมา’ เขาพลันรู้สึกตัว ‘คล้ายกับแปดเปื้อนจากสิ่งของบางอย่าง หรือจะพกพาสมบัติอย่างอาวุธเทพติดตัวมา’

ไม่นานกลิ่นอายที่น่าสงสัยว่าเป็นปราณมารอยู่ด้วยสายนั้นก็เข้าใกล้เขาด้วยตัวเอง

“ข้าคือราชาแห่งขี้เถ้า มังกรศักดิ์สิทธิ์ทมิฬผู้ยิ่งใหญ่ที่จารึกชื่อในเทือกเขาทุ่งเขียวชั่วนิรันดร์ เจ้าจะเรียกข้าว่าซาทัวร์ก็ได้ ราชาหมาป่าขาวผู้แข็งแกร่งเอ๋ย เจ้าจะมาขวางพวกเรา หรือจะมาเข้าร่วมมื้ออาหารอันโอชะของพวกเรา จงแสดงความตั้งใจออกมาเถอะ” เสียงที่แฝงความลื่นไหลในความอึมครึมสายหนึ่งลอยเข้าห้วงสมองของลู่เซิ่งอย่างช้าๆ

ลู่เซิ่งกะพริบตา อีกฝ่ายมีพลังแข็งแกร่งกว่าร่างกายร่างนี้ของเขา จนทำให้เขาสัมผัสการดำรงอยู่ของอีกฝ่ายไม่ได้

ในเมื่อยังสู้ไม่ได้ อย่างนั้นก็ร่วมมือทำลายตำหนักมังกรศักดิ์สิทธิ์ก่อนค่อยว่ากัน จากนั้นค่อยดูปัญหาอื่น

“ข้าคือกระดูกดำ ราชาแห่งเผ่าเกล็ดหิมะ หมาป่าราตรีเหมันต์ที่มีสายเลือดโบราณที่สุด กำลังต่อสู้กับตำหนักมังกรศักดิ์สิทธิ์อยู่ ท่านแน่ใจหรือว่าพวกท่านมาโจมตีมังกรศักดิ์สิทธิ์”

หัวมังกรที่ซ่อนอยู่ของซาทัวร์พลันยิ้มอย่างพึงใจ

“แน่นอน เป้าหมายของพวกเราก็คือนังแพศยาราชามังกรศักดิ์สิทธิ์!”

“ท่านคิดว่าพวกท่านมีโอกาสชนะหรือ” ลู่เซิ่งถามโดยไม่แสดงสีหน้า “ตำหนักมังกรศักดิ์สิทธิ์อยู่มานานเหลือเกิน อาศัยแค่ตำนานขั้นสูงอย่างพวกท่านไม่กี่คนน่ะหรือ ข้าไม่คิดว่าพวกท่านจะทำสำเร็จ”

“แน่นอน ราชาหมาป่าผู้ยังเยาว์เอ๋ย เคยได้ยินถึงหอกมังกรตราประทับโลหิตซึ่งเป็นอาวุธกึ่งเทพมาก่อนหรือไม่ หอกมารน่ากลัวที่เคยฆ่ามังกรยักษ์มาอย่างน้อยมากกว่าพันตัวนี้ จะกินเลือดของราชามังกร และทำลายเทือกเขาเทวะ ทำลายตำหนักมังกรศักดิ์สิทธิ์เทวะทิ้ง!” ราชาแห่งขี้เถ้าพูดไปพูดมาก็กัดฟันกรอด

“อาวุธกึ่งเทพ...” ลู่เซิ่งพลันเดาออกแล้วว่าต้นกำเนิดที่คุกคามตนเองสายนั้นมาจากอะไร

ราชาแห่งขี้เถ้าตรงหน้าแข็งแกร่งกว่าหมาป่าราตรีเหมันต์เก้าเศียรระดับหนึ่ง แข็งแกร่งยิ่งกว่าตำนานขั้นสูง อย่างนั้นคงเป็นกึ่งเทพในตำนานแล้ว

นอกจากกลิ่นอายที่คุกคามสายนั้น ราชาแห่งขี้เถ้าก็อยู่ในระดับเดียวกับตัวเอง

ลู่เซิ่งคำนวณเทียบดู หมายความว่า กึ่งเทพของโลกใบนี้เทียบเท่ากับเทวปัญญา

“เป็นอย่างไร ราชาหมาป่าขาวผู้แข็งแกร่ง คำตอบของเจ้าคืออะไร”

ลู่เซิ่งเงียบงันเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้น

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าขอเข้าร่วมกับพวกท่านเพื่อทำลายตำหนักมังกรศักดิ์สิทธิ์!” ศีรษะทั้งเก้าข้างของเขายิ้มอย่างน่ากลัว

“ฮ่าๆๆๆ!” ราชาแห่งขี้เถ้าพลันหัวเราะลั่น

ลู่เซิ่งยืนเงียบๆ ท่ามกลางเสียงหัวเราะ พร้อมกับคำนวณว่าจะสัมผัสกับอาวุธกึ่งเทพชิ้นนั้นได้หรือไม่ อาวุธที่แข็งแกร่งแบบนี้มีความเชื่อ ความรู้สึก และผลกรรมของสิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนวนเวียนอยู่ จะต้องมีพลังอาวรณ์ที่ยิ่งใหญ่ไพศาลแน่นอน

...

ทัพใหญ่สีเทาอันเกรียงไกรเคลื่อนตัวเข้าภูเขา ต้นไม้ใบหญ้าที่เคลื่อนผ่านพากันลุกไหม้กลายเป็นตอตะโก

ลู่เซิ่งยืนอยู่ระหว่างผู้แผดเผาและผู้ขับไล่อาทิตย์ ทอดตามองทัพใหญ่ที่เหมือนกับห้วงสมุทรกรูเข้าเทือกเขาอยู่ไกลๆ

ราชาแห่งขี้เถ้าไม่ได้ปรากฏตัว เขายืนอยู่กับหัวหน้าของสี่เผ่าอาทิตย์แผดเผา

ในฐานะผู้เข้มแข็งระดับมหาภูตเหมือนกัน หัวหน้าเผ่าทั้งสี่ไม่ได้กีดกันการเข้าร่วมของเขา แต่ก็ไม่ได้ทำตัวสนิทสนมเช่นกัน

มีแต่ผู้แผดเผาเท่านั้นที่แสดงท่าทีรังเกียจเมื่อเห็นทัพอันน้อยนิดเช่นพวกมังกรพิษและหมียักษ์ใต้อาณัติของลู่เซิ่ง ส่วนอีกสามตัวที่เหลือไม่ได้แสดงออกอะไร

“เทือกเขาแถบนี้ถูกทำลาย ราชาหมาป่าไม่มีความเห็นอะไรหรือ” ราชามารร้ายแองเจอลิธเหมือนถามเล่นๆ

“มีแต่หลังจากทำลาย ถึงจะเกิดใหม่ได้ดีกว่าเดิม” ลู่เซิ่งตอบอย่างเรียบเฉย

“หือ?” ราชามารร้ายนึกไม่ถึงว่าหมาป่าเก้าหัวแสนประหลาดตัวนี้จะพูดความเห็นที่ไม่เลวแบบนี้ออกมาได้ด้วย

ลู่เซิ่งมองเผ่าดั้งเดิมในภูเขา เผ่าเหล่านี้รวมถึงยักษ์เนินเขาไร้เรี่ยวแรงขัดขืนเมื่อเผชิญการบดขยี้จากทัพใหญ่

“ดูจากท่าทางของท่าน คงจะเป็นเพราะน้ำพุเหมันต์นิรันดร์เหมือนกันใช่หรือไม่” ราชามารร้ายหัวเราะเบาๆ “ถึงอย่างไรนั่นก็เป็นของศักดิ์สิทธิ์ที่ทำให้สิ่งมีชีวิตสายความเย็นทั้งหมดวิวัฒนาการอีกขั้นได้”

ลู่เซิ่งมองเขาแต่ไม่ได้พูดอะไร

“แต่จะว่าไป ของศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยให้สิ่งมีชีวิตสายความเย็นวิวัฒนาการได้อีกขั้น ข้าก็มีอยู่ในมือเช่นกัน” ราชามารร้ายจงใจกล่าวอย่างเป็นนัย

..............................................

 “ท่านมีเงื่อนไขอะไร” ลู่เซิ่งคิดเพียงแวบเดียว จากนั้นก็กล่าวถามความต้องการของอีกฝ่าย

“ต้องการให้ท่านช่วยข้าในตอนที่ท่านต้องช่วยข้า” ราชามารร้ายไม่ขยับริมฝีปาก แต่เสียงถ่ายทอดเข้าหูของลู่เซิ่ง

“เหตุใดข้าต้องเชื่อท่าน และเหตุใดท่านต้องเชื่อข้า” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างราบเรียบ

“แน่นอนว่าต้องมีสัญญา”

อาศัยจังหวะที่ตำนานขั้นสูงตัวอื่นๆ ด้านหน้าพากันขยับตัวเข้าหุบเขา ราชามารร้ายไม่เข้าไป หากหมุนตัวมาเบาๆ แล้วบุ้ยใบ้ให้ลู่เซิ่งตามเขาไป

ทั้งสองอยู่รั้งท้ายทัพใหญ่เล็กน้อย ไม่นานก็มาถึงบนเรือลอยฟ้าสีดำที่เชื่อมต่อกันด้านหลังสุด

ราชามารร้ายพาลู่เซิ่งขึ้นเรือลอยฟ้าที่ไม่สะดุดตาลำหนึ่งอย่างรวดเร็ว

แปะๆๆ

ราชามารร้ายปรบมือเบาๆ บนดาดฟ้าเรือพลันปรากฏค่ายกลอย่างช้าๆ บนค่ายกลมีมนุษย์สวมเกราะสองคนโผล่มา

“ฝ่าบาทราชามารร้ายที่เคารพ แม้ข้าจะลงมือช่วยเหลือท่านในเวลาสำคัญตามสัญญาของพวกเรา แต่ข้าไม่มีหน้าที่ต้องมาฟังคำสั่งของท่านตลอดเวลา”

คนหนึ่งในนี้ไม่พอใจเล็กน้อย คนผู้นี้เป็นสตรีงามที่ไว้ผมยาวเป็นลอนสีแดง และสวมกระโปรงยาวสีแดงสด

อีกคนหนึ่งไม่พูดอะไรเลย ติดตามอยู่ด้านหลังสตรี คล้ายกับเป็นเพียงผู้ติดตาม

“เขาคือใคร” ราชามารร้ายมองบุรุษด้านหลังสตรีอย่างสนอกสนใจ

“หนึ่งในศิษย์ของข้า ไม่ต้องสนใจหรอก” นางสางผมยาวพลางกล่าวอย่างไม่นำพา

คนผู้นั้นเงยหน้าขึ้น ใบหน้าที่สวมหมวกเกราะสีเงินทับอยู่ เผยให้เห็นสองตาที่สว่างไสวจนเจิดจ้าอยู่บ้าง

“ในเมื่อมาถึงแล้ว อย่างนั้นก็นั่งเถอะ ข้าขอแนะนำผู้ร่วมงานคนใหม่” ราชามารร้ายยิ้ม ก่อนจะเบี่ยงตัวเพื่อให้ลู่เซิ่งที่ร่างสูงใหญ่ด้านหลังเดินเข้าใกล้

ลู่เซิ่งที่มีศีรษะเก้าข้างสบตากับดวงตาของบุรุษผู้นั้นทันที

“เขาหรือ”

ม่านตาของบุรุษผู้นั้นหดตัว แสดงให้เห็นว่ารู้สึกตึงเครียด

“ใจเย็นๆ ก่อน...ความจริงข้าเป็นคนรักสงบคนหนึ่ง” ลู่เซิ่งแสดงสีหน้าเป็นมิตร

สตรีนางนั้นเลิกคิ้ว ก่อนจะเงยหน้าพิจารณาร่างที่สูงถึงสิบหมี่ของลู่เซิง ยามเดินบนเรือลอยฟ้า รู้สึกได้ว่าตัวเรือสั่นสะเทือนเล็กน้อย

“ท่านเป็นผู้ร่วมงานคนใหม่หรือ”

“ยังไม่ได้ตอบรับ...” ราชามารร้ายยักไหล่

“ไม่ ตอนนี้ข้าตอบรับแล้ว” ลู่เซิ่งตัดบท

สตรีเผยสีหน้าซับซ้อน

“ถึงแม้พวกเราจะตกลงกันปากเปล่า แต่ท่านก็ทำตามใจชอบเกินไปกระมัง ราชามารร้าย”

ราชามารร้ายไม่ได้ตอบ เพียงแค่ดีดนิ้วเบาๆ ด้านหลังคนสามคนค่อยๆ ปรากฏที่นั่งขึ้น

ที่นั่งด้านหลังลู่เซิ่งเล็กเกินไป เขาจึงไม่ได้ใช้ หากถือโอกาสนั่งลงขัดสมาธิบนดาดฟ้าเรือ

“พวกเราสามคนล้วนต้องการน้ำพุเหมันต์นิรันดร์ ตามที่ข้ารู้ มีแค่ห้าคนเท่านั้นที่ใช้น้ำพุเหมันต์นิรันดร์ได้ ราชามังกรศักดิ์สิทธิ์ยึดครองไปแล้วหนึ่งตำแหน่ง สี่เผ่าพันธุ์อาทิตย์แผดเผาของพวกเราวางแผนไว้ว่าทุกๆ คนจะได้สิทธิ์ แต่...มีใครบางคนคิดจะฮุบน้ำพุไว้คนเดียวเพราะความโง่งั่งของตัวเอง” ราชามารร้ายอธิบาย “ดังนั้นข้าจึงขอให้ทั้งสองลงมือร่วมกัน”

“ราชาแห่งขี้เถ้ามีอาวุธกึ่งเทพ เขาจะต่อสู้กับราชามังกรศักดิ์สิทธิ์ พวกเราเพียงแค่ต้องรับมือมังกรศักดิ์สิทธิ์ตัวอื่นก็พอ แผนเดิมง่ายมาก แต่ข้าคิดว่าราชาแห่งขี้เถ้าไม่มีทางปล่อยให้พวกเราได้น้ำพุเหมันต์นิรันดร์ไปง่ายๆ แบบนี้” สตรีผมแดงกล่าวด้วยรอยยิ้มเย็นชา “ดังนั้นศิษย์ข้าจึงได้ใช้สถานะพิเศษของตำหนักมังกรศักดิ์สิทธิ์ เข้าออกตำหนักมังกรศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างเป็นอิสระชั่วคราวตามมาตรการลับ เพื่อรอเปิดทางลัดตรงประตูข้างให้พวกเรา”

“นี่เป็นแผนที่ดี” ราชามารร้ายปรบมือ “พวกเราสามารถล้อมจุดนี้ได้ ปรึกษากันอีกรอบดีกว่า... ”

ลู่เซิ่งที่นั่งอยู่ด้านข้างคอยฟังราชามารร้ายกับสตรีนางนี้ปรึกษามาตรการกัน แต่สายตากลับหยุดอยู่บนร่างบุรุษผู้นั้น

ในฐานะผู้จุติเหมือนกัน เขาสงสัยใคร่รู้ว่าผลกรรมของอีกฝ่ายเป็นแบบไหน

“คุยกันไหม” อยู่ๆ จิตวิญญาณสายหนึ่งก็แอบติดต่อกับเขา โดยใช้จิตวิญญาณสื่อสารข้อมูลกันโดยตรง

“ได้” ลู่เซิ่งตอบ”

“ผลกรรมของข้าคือการสังหารราชามังกรศักดิ์สิทธิ์ และปลดปล่อยมังกรโบราณนิรันดร์ในน้ำพุเหมันต์นิรันดร์” อีกฝ่ายพูดตรงๆ

ลู่เซิ่งงุนงง จากนั้นก็อมยิ้ม

“ผลกรรมของข้าคือการปกครองเทือกเขาแห่งนี้ และกลายเป็นหัวหน้า” เขาบอกตรงๆ เช่นกัน ความจริงโอกาสที่ผลกรรมในขอบเขตของเขาจะเกิดความขัดแย้งกับอีกฝ่ายมีอยู่น้อยมาก ก็เลยบอกกล่าวตามตรงได้ อย่างไรต่อให้กินอีกฝ่าย ก็ไม่ได้ประโยชน์เป็นชิ้นเป็นอัน เกิดว่าบีบให้ร่างหลักของอีกฝ่ายออกมา ก็ไม่แน่ว่าจะสู้ได้ด้วย

หลังจากเจ้าแห่งอาวุธจุติ ครั้นปรับตัวเข้ากับกฎได้แล้ว แม้ร่างจุติจะตายลง ร่างหลักก็จะไม่ได้รับความเสียหายอะไร หากจะถูกปล่อยออกมาอยู่ในโลกที่จุติได้ระยะหนึ่ง

มีแต่ตอนที่ยังไม่สามารถปรับตัวเข้ากับกฎได้ตอนที่เพิ่งจุติเท่านั้นที่ถ้าหากโดนฆ่า ร่างหลักจะโดนบีบให้ปรากฏตัว จากนั้นก็จะพังทลายลงในพริบตาเพราะเกิดความขัดแย้งกับกฎเกณฑ์ ไม่ต้องให้ศัตรูภายนอกลงมือ ก็จะเกิดการพังทลาย จิตวิญญาณดับสูญไปเอง

ลู่เซิ่งไม่แน่ใจเหมือนกันว่าการปรับตัวเข้ากับกฎของเจ้าแห่งอาวุธทั่วไปใช้เวลาเท่าไหร่ หากให้เขาแยกแยะเอง เขาต้องใช้เวลาราวสองปีถึงจะปรับตัวเข้ากับกฎของที่นี่ได้โดยสมบูรณ์

ดูจากพลังของบุรุษผู้นี้ คงจะใช้เวลามาสองปีแล้ว

“อย่างนั้นพวกเราก็ไม่ได้ขัดแย้งกัน ร่วมมือกันไหม” บุรุษส่งกระแสเสียงต่อ

“ได้ แต่ท่านมีอะไรให้ข้างบ้างเล่า” ลู่เซิ่งถามกลับ

บุรุษเงียบงัน

“ร่างหลักของข้าคือราชามารสวรรค์อันดับที่ห้าแห่งโลกสรรพวิญญาณเรียกข้าว่าส้มก็ได้ วิชาลับการสืบทอดของโลกข้า มารสวรรค์ส่วนใหญ่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ข้าสามารถใช้วิชาลับแลกกับการร่วมมือของท่านได้”

“วิชาลับหรือ” ลู่เซิ่งพลันเกิดความสนใจ

“อือ ข้าเห็นแล้วว่าท่านมีเทวลักษณ์ร่างหลัก ข้าสามารถบอกวิธีการหลอมรวมกับเทวลักษณ์ให้ท่านได้ มันจะทำให้ท่านหลอมรวมเทวลักษณ์เข้ากับวิชาที่ท่านฝึกฝนเป็นหลัก และยกระดับอานุภาพได้” ส้มกล่าวอย่างช้าๆ

“ตกลง!” ลู่เซิ่งตอบรับอย่างรวดเร็ว อย่างไรเขาก็ไม่ได้เสียหายอะไร การสังหารราชามังกรศักดิ์สิทธิ์ไม่ขัดกับการปลดปล่อยน้ำพุเหมันต์นิรันดร์อยู่แล้ว

“ดี นี่คือโครงหลักของวิชาลับ ‘ปลดเทวลักษณ์ขั้นต้น’ ส้มกล่าวอย่างน่าเชื่อถือ จิตวิญญาณส่งวิชาลับพิเศษที่คลุมเครือแปลกประหลาด และใช้ภาษาภัยพิบัติเขียนขึ้นเข้ามาอย่างรวดเร็ว

ลู่เซิ่งรีบจดจำไว้

‘ดีปบลู’

เขานึกในใจทันที จากนั้นก็กวาดตามองกรอบ

ด้านบนปรากฏวิชาใหม่

[ปลดเทวลักษณ์ขั้นต้น: ยังไม่ได้เรียนรู้]

จากนั้นลู่เซิ่งก็เห็นทันทีว่าด้านหลังกรอบมีปุ่มเรียนรู้ได้ที่ชัดเจน สามารถใช้พลังอาวรณ์เรียนรู้และปรับปรุงได้โดยสมบูรณ์!

เขาดีใจเงียบๆ แต่สีหน้ากลับฉายแววลังเล

“โครงหลักนี้...ดูเหมือนไม่ถูกต้อง ไม่ใช่แบบที่ข้าต้องการ เปลี่ยนได้หรือไม่”

“ได้” ส้มไม่ว่าอะไร “เปลี่ยนเป็นกฎการหลอมละลายเทวลักษณ์ความเย็นที่ท่านใช้ได้ก็แล้วกัน”

เขาถ่ายทอดโครงหลักของกฎชุดนี้ให้อีกรอบ

“ท่านดูว่านี่เข้ากับเงื่อนไขหรือไม่”

โครงหลักของวิชาลับแทบจะเป็นแนวคิดหลักของสาระสำคัญ ด้วยการสั่งสมของลู่เซิ่ง เขาเห็นปุ่มเรียนรู้โผล่ขึ้นด้านหลังกรอบของดีปบลูได้แทบจะในพริบตา

“เปลี่ยนเถอะ นี่ไม่เหมาะเท่าไหร่” เขาทำหน้าไร้อารมณ์ ในใจลอบยินดี เปลือกนอกกลับส่ายหน้าน้อยๆ

“อย่างนั้นอันนี้ น้ำแข็งแห่งอัคคีวารี วิชาลับที่อธิบายว่าจะหลอมรวมเทวลักษณ์ที่ขัดแย้งกันให้เป็นหนึ่งเดียวได้อย่างไร...”

“เปลี่ยนอีก”

“นี่ ปริศนาแห่งกฎของชีวิต”

“เปลี่ยนอีก”

“หัวใจแห่งเกล็ดหิมะ...”

“เปลี่ยน!”

หลังจากเปลี่ยนทีเดียวไปสิบกว่าชุด ลูเซิ่งรู้สึกผิดอยู่บ้าง สุดท้ายจึงหยุดลง

“เอานี่ก็แล้วกัน”

ส้มเอือมระอา ในที่สุดก็บรรลุข้อตกลงแล้ว

ตอนนี้ลู่เซิ่งเจอวิธีการใช้แบบใหม่ของดีปบลูแล้วเช่นกัน คือการใช้แนวคิดโครงหลักในการเรียนรู้รายละเอียดทั้งหมดต่อจากนั้น

วิธีการควบคุม ดำเนินการ และใช้งานกฎ เดิมทีสิ่งเหล่านี้ต้องใช้เวลาศึกษาหลายสิบปีถึงอาจจะมีโอกาสเป็นจริง แต่พอมาอยู่ในดีปบลู แค่พลังอาวรณ์นิดเดียวก็สามารถแก้ไขได้แล้ว มีความคุ้มค่าไม่เลวเป็นอย่างยิ่ง

เขาใช้ดีปบลูเรียนรู้และฝึกฝนวิชาลับมากมายจนสำเร็จ วิชาลับหลากหลายรูปแบบจำนวนสิบกว่าชนิดล้วนเป็นสิ่งที่ใช้โคจรเทวลักษณ์

เทวลักษณ์เป็นหัวใจของการเคลื่อนที่เหมือนกับมอเตอร์ สามารถทำให้สิ่งของมากมายแสดงความสามารพิเศษที่ยากจินตนาการออกมาได้

ทั้งสองรออยู่สักครู่หนึ่งหลังจากบรรลุข้อตกลง ราชามารร้ายกับสตรีนางนั้นจึงค่อยปรึกษากันเสร็จ

“พวกเราควรไปได้แล้ว ราชาแห่งขี้เถ้าแจ้งข้าว่าใกล้จะปะทะกับมังกรศักดิ์สิทธิ์แห่งตำหนักมังกรศักดิ์สิทธิ์แล้ว พวกเราควรรีบไปถึงโดยเร็วที่สุด” ราชามารร้ายลุกขึ้นพร้อมกับพูด

“อืม ทางข้าก็ต้องเตรียมตัวเช่นกัน” สตรีผมแดงพยักหน้า “ข้าขอตัว”

“ได้”

ลวดลายค่ายกลค่อยๆ สว่างขึ้น สตรีนางนั้นกับส้มหายเข้าไปในค่ายกลพร้อมกัน

“ราชาหมาป่า ข้าต้องการให้ท่านลงมือพร้อมกันกับข้า...เพื่อจัดการ...” หลังจากทั้งสองจากไป รอยยิ้มของราชามารร้ายก็ค่อยๆ สลายไป หันมาปรึกษากับลู่เซิ่งเบาๆ

ลู่เซิ่งฟังเงียบๆ แต่ดวงตาของเขาสงบนิ่งเรื่อยๆ พร้อมกับเนื้อหาที่ได้ฟัง

สิบนาทีต่อมา เขาถือคริสตัลสีขาวอันเย็นเยียบที่เต้นเหมือนกับหัวใจไว้ในมือ พร้อมกับทะยานร่างกระโดดลงจากเรือลอยฟ้า แล้วพุ่งไปยังเทือกเขาทุ่งเขียว

...

ส่วนลึกของเทือกเขา ยอดเขามังกรศักดิ์สิทธิ์

แสงสายฟ้ากะพริบในชั้นเมฆสีแดงเข้ม

มังกรยักษ์น่ากลัวขนาดมหึมาสองตัวกำลังต่อสู้กันอย่างบ้าคลั่ง

ราชามังกรศักดิ์สิทธิ์กับราชาแห่งขี้เถ้าเข้าปะทะกันแล้ว มังกรสามตาสองตัวหนึ่งดำหนึ่งฟ้าราวกับออกมาจากพิมพ์เดียวกัน

สิ่งที่แตกต่างกันเพียงหนึ่งเดียวก็คือ ราชาแห่งขี้เถ้าตัวใหญ่กว่าราชามังกรศักดิ์สิทธิ์ไซส์หนึ่ง

ลวดลายคลื่นอากาศสีเทาหลายกลุ่มกระเพื่อมขึ้นกลางอากาศตามการปะทะขย้ำและตะโกนของสองมังกรอย่างต่อเนื่อง

ลมหายใจมังกรสีดำกับลมหายใจมังกรสีขาวปะทะกันเอง แค่อานุภาพหลงเหลือที่กระเด็นออกมาจากการปะทะ ก็หลอมละลายยอดเขาและก้อนหินรอบๆ ที่โดนกระทบจนไม่เหลือซากในชั่วพริบตาได้แล้ว

เบื้องล่างมังกรยักษ์สองตัว มังกรศักดิ์สิทธิ์ตัวอื่นที่มีขนาดเล็กกว่ามากกำลังรุมโจมตีหัวหน้าเผ่าสามเผ่าอย่างบ้าคลั่ง

แต่การโจมตีของพวกเขาไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง หัวหน้าเผ่าสามเผ่าใช้วิชาเปลวเพลิงระเบิดทิ้งได้อย่างง่ายดาย อานุภาพมังกรอันเป็นพรสวรรค์ของเหล่ามังกรศักดิ์สิทธิ์ไม่มีผลต่อพวกเขาแม้แต่น้อย ได้แต่พุ่งเข้าใส่อย่างเปล่าประโยชน์เท่านั้น

สองฝ่ายต่างชะงักงัน

ทุกคนกำลังรอให้ราชามังกรศักดิ์สิทธิ์กับราชาแห่งขี้เถ้าที่อยู่ด้านบนสุดตัดสินผลแพ้ชนะอยู่ นั่นจึงเป็นศึกตัดสินแพ้ชนะที่สำคัญที่สุด

ลู่เซิ่งกับราชามารร้ายเข้ามาใกล้ตำหนักมังกรศักดิ์สิทธิ์จากด้านหลังอย่างเงียบๆ

วังมังกรศักดิ์สิทธิ์สีขาวแกมฟ้าลอยอยู่กลางอากาศบนยอดเขา รอบๆ มีมังกรศักดิ์สิทธิ์ตำแหน่งสูงอย่างดาวสีเทาคอยอารักขา

พวกราชามารร้ายเพิ่งเข้ามาใกล้ มังกรศักดิ์สิทธิ์ผู้นำกลุ่มอย่างดาวสีเทาก็ค้นพบทันที

“ราชามารรร้าย! ฆ่า!” ดวงตาของดาวสีเทาเกิดความคิดต่อสู้ กระพือปีกทะยานสู่อากาศทันที จากนั้นร่างกายที่สูงสิบกว่าหมี่ก็โฉบลงใส่พวกราชามารร้ายที่อยู่ตรงสันเขา

“เคียวยักษ์!” เคียวขนาดยักษ์สีแดงเข้มโผล่ขึ้นในมือของราชามารร้าย แล้วถูกฟันออกไปด้านหน้าอย่างรุนแรง

มิติแยกออก ลากร่องแยกสีเทานับไม่ถ้วนออกมาแล้วแผ่ขยายไปยังดาวสีเทา แต่อีกฝ่ายหลบได้

“วิญญาณดูดกลืน!” ราชามารร้ายแสยะยิ้ม ดวงตาพลันยิงเสาแสงสีเขียวเข้มออกมาสองสาย

เสาแสงนี้หมุนวนและพุ่งใส่ดวงตาทั้งสองข้างของดาวสีเทาอย่างแม่นยำ

“ด้วยการต้านทานมารของข้า อย่างมากสุดเวทวิญญาณดูดกลืนก็ได้แต่หยุดร่างเท่านั้น ข้าขยับไม่ได้ เจ้าก็ขยับไม่ได้เหมือนกัน ไร้ความหมายสิ้นดี! ราชามารร้าย มาเถอะ มาเข่นฆ่ากัน!” ดาวสีเทาคำรามอย่างโกรธแค้น

“ราชาหมาป่า จงช่วยเหลือตามข้อตกลงในสัญญาต้นไม้โบราณเถอะ” ราชามารร้ายขยับตัวไม่ได้เช่นกัน แต่มุมปากกลับเผยรอยยิ้มซับซ้อน

ลู่เซิ่งกำลังสู้กับมังกรศักดิ์สิทธิ์ตัวอื่นอยู่ ได้ยินดังนั้นก็ถอยหลังเป็นระยะทางหนึ่ง แล้วใช้กรงเล็บกระแทกมังกรศักดิ์สิทธิ์ตัวหนึ่งที่พุ่งเข้ามาให้ออกไป

“ได้!” เขาพุ่งเข้าไปอ้าปากเข้าหาดาวสีเทา จากนั้นปากทั้งเก้าก็กัดขย้ำเป็นพัลวัน

ดาวสีเทาผู้น่าสงสารที่ถูกเวทวิญญาณดูดกลืนหยุดไว้ จึงไร้ความสามารถในการป้องกันตนเอง

ปากห้าปากแยกกันขย้ำคอ ทรวงอก ปีกสองข้าง และลำตัวของเขา ก่อนจะฉีกไปทางซ้ายทางขวา

กรรซ์!

เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดพลันดังขึ้น

เกล็ดมังกรสีน้ำเงินไร้ความสามารถต้านทานต่อปากใหญ่ของลู่เซิ่งโดยสิ้นเชิง ถูกฉีกเป็นชิ้นๆ อย่างง่ายดาย ทรวงอกทั้งหมดของดาวสีเทาเปิดออกกลางอากาศ

ลู่เซิ่งกลืนกินเลือดมังกรอย่างตะกละตะกลาม หมอบอยู่บนร่างของดาวสีเทาและกินเลือดเนื้อของอีกฝ่ายอย่างคลุ้มคลั่ง

“ผู้นำ! รีบช่วยเร็ว!”

พวกมังกรศักดิ์สิทธิ์เห็นท่าไม่ดี จึงพุ่งเข้าไปเพื่อจะกระแทกลู่เซิ่งให้กระเด็น แต่ก็ถูกหางใหญ่ของลู่เซิ่งสะบัดใส่จนลอยกระจัดกระจายออกไป

มังกรศักดิ์สิทธิ์พวกนี้มีระดับภูตอยู่แค่ไม่กี่ตัว จึงไม่ใช่คู่มือของลู่เซิ่ง

เขาเพียงแค่แบ่งหัวหนึ่งออกมาปล่อยลมหายใจน้ำแข็งสองสามกลุ่ม ก็ป้องกันพวกเขาให้อยู่ด้านนอกได้แล้ว

แคว่ก

ขาหลังข้างหนึ่งของดาวสีเทาถูกฉีกกระชากออก แล้วโดนขย้ำกินจนเกลี้ยง

..............................................

ลักษณะการกินที่ชวนน่ากลัวของลู่เซิ่ง แม้แต่ราชามารร้ายก็ยังตกใจเล็กน้อย นี่คือมังกรศักดิ์สิทธิ์ มังกรศักดิ์สิทธิ์ตำแหน่งสูงเชียวนะ ไม่ใช่หมาแมวที่ไหนเสียหน่อย

สามารถเจาะเกล็ดมังกรของมังกรศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงได้ง่ายดายแบบนี้ หากไปเจอการดำรงอยู่อื่น คงทำลายได้อย่างง่ายดายยิ่งกว่า

กร้วม

หางของดาวสีเทาถูกขย้ำจนไม่เหลือ ศีรษะเก้าข้างขย้ำเร็วปานลมกรด เพียงแค่ครู่เดียว ก็เคี้ยวมังกรศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงที่สูงสิบกว่าหมี่ ยาวยี่สิบกว่าหมี่จนเหลือร่างกายแค่หนึ่งในสามส่วนเท่านั้น

“พอแล้วๆ!” ราชามารร้ายจิตใจเย็นเยียบเล็กน้อย รีบบอกให้ลู่เซิ่งหยุด

ลู่เซิ่งกลับไม่สนใจ หลังจากฉีกดาวสีเทาเป็นชิ้นๆ แล้วกินลงท้องเสร็จแล้ว จึงค่อยๆ หยุดลง

ตอนนี้ท้องของเขาป่องเหมือนกับลูกหนังขนาดยักษ์ แต่ขนาดของลูกหนังกลับลดลงด้วยความเร็วที่น่าตกตะลึง

ตั้งแต่เริ่มเคี้ยวจนกินหมด ใช้เวลาไม่เกินสิบอึดใจ ความเร็วในการกินที่น่าสะพรึงนี้ ไม่เพียงแค่พวกมังกรศักดิ์สิทธิ์ที่แตกตื่นเท่านั้น แม้แต่ตัวลู่เซิ่งก็ตกใจนิดหน่อยด้วยเช่นกัน

“ไปเถอะ” ราชามารร้ายมองลู่เซิ่งอย่างล้ำลึก ก่อนจะจิ้มคทาในมือไปด้านหน้า พลันมีคลื่นสีแดงกลุ่มหนึ่งปรากฏ ประตูใหญ่สีแดงบานหนึ่งโผล่ขึ้นกลางอากาศอย่างช้าๆ

จากนั้นเขาก็พุ่งตรงเข้าไป

ลู่เซิงตามไปติดๆ

หลังทะลุประตูสีแดง ตรงหน้าก็เป็นวังน้ำแข็งอันอึมครึมสีน้ำเงินเข้ม

เสาน้ำแข็งขนาดมหึมาสีฟ้า พื้นเรียบลื่นสีขาวที่เหมือนกับผิวกระจก ไฟติดผนังสีน้ำเงินเข้มที่แขวนไว้บนผนังรอบๆ เพื่อส่องแสง

“ยินดีด้วยที่ทั้งสองท่านมาถึงอย่างปลอดภัย” ส้มยืนอยู่ข้างประตู กล่าวพลางโค้งคำนับ

“บัวแดงอาจารย์ของเจ้าเล่า” ราชามารร้ายกวาดตามองรอบๆ อย่างแปลกใจ นอกจากส้มแล้ว ในวังก็ไม่มีสิ่งมีชีวิตชนิดที่สองอีก

“อาจารย์ยังติดธุระอยู่ จึงไปยังสถานที่อื่นในวังแล้ว ฝ่าบาทราชามารร้าย ด้านหน้าคือน้ำพุเหมันต์นิรันดร์ หากท่านต้องการก็ตามสบายเลยขอรับ” ส้มยื่นมือไปชี้ส่วนที่อยู่ลึกที่สุดของวัง

ตรงนั้นมีบัลลังก์หยกสีฟ้าที่สูงถึงยี่สิบกว่าหมี่ตั้งตระหง่านอยู่เงียบๆ ตัวตนที่สูงเท่าบัลลังก์ในวังขนาดมโหฬารแห่งนี้มีเพียงผู้เดียว นั่นก็คือราชามังกรศักดิ์สิทธิ์

“น้ำพุเหมันต์นิรันดร์อยู่ใต้บัลลังก์หยกตัวนั้น” ส้มกล่าวอย่างราบเรียบ

บนที่วางแขนของบัลลังก์หยกสลักหัวมังกรสองหัวที่ทำท่าจะกลืนกิน ด้านหลังมีหินแท่งน้ำแข็งแหลมคมหลายแท่งแทงเฉียงๆ ออกมาเหมือนกับปีกน้ำแข็ง

ตรงผนังด้านบนสุดเยื้องไปทางซ้ายมีวงแหวนขนาดใหญ่ที่เปล่งแสงสีน้ำเงินเข้มฝังอยู่

ซู่...

คล้ายกับสัมผัสได้ถึงการคุกคาม ส่วนลึกของวังจึงมีหมอกหนาสีขาวแผ่ตลบอบอวลออกมาอย่างช้าๆ งูน้ำแข็งสีขาวที่หนาถึงสี่ห้าหมี่หลายตัวโผล่ส่วนหัวออกมาจากในหมอกหนา พร้อมกับส่งเสียงขู่ฟ่อๆ ไปยังคนทั้งสาม

“น้ำพุเหมันต์นิรันดร์...ช่างงดงามจริงๆ...” ราชามารร้ายสาวเท้าเดินไปยังบัลลังก์หยก

เคียวยักษ์ปรากฏในมืออีกครั้ง เขาชูมันไปทางบัลลังก์หยก

ฟิ้ว!

เคร้ง!

โล่สีเงินอมขาวใบหนึ่งปรากฏขึ้นด้านหน้าส้มอย่างฉับพลัน บนโล่สลักหัวสิงโตอ้าปากทำท่าคำรามเอาไว้ ป้องกันการฟาดฟันจากเคียวยักษ์ไว้ได้

“เห็นเจ้าผิดปกติแต่แรกแล้ว! ฆ่าอาจารย์ตัวเอง ยังกล้าปิดบังต่อหน้าข้าอีกหรือ ตาย!” ราชามารร้ายส่งเสียงร้อง เคียวยักษ์ปล่อยแสงสีแดงหลายสิบสายออกมา แล้วฟันใส่ส้มอย่างมืดฟ้ามัวดิน

“ลงมือ!” เลือดกระจายออกมาจากทั่วรางส้ม ก่อนที่เขาจะกระเด็นออกไปพร้อมเสียงร้อง

โฮก!

ลู่เซิ่งโถมตัวออกไปทันที แต่ไม่ได้โจมตีใส่ราชามารร้าย กลับพุ่งเข้าหาน้ำพุเหมันต์นิรันดร์แทน

“ไสหัวไป!” ราชามารร้ายควงเคียวยักษ์ แสงสีแดงกลุ่มหนึ่งระเบิดขึ้นกลางคมเคียว เขาหายตัวไปในพริบตา ก่อนจะปรากฏตัวขึ้นด้านหน้าลู่เซิ่ง แล้วฟันเคียวใส่

ขณะเดียวกันของวิเศษที่เป็นน้ำแข็งบนตัวลู่เซิ่งกลับระเบิดอย่างฉับพลัน แสงสีขาวกลุ่มใหญ่ระเบิดจนร่างกายของเขาเซเอียง

“ฟาดฟันพริบตา!” เคียวของราชามารร้ายหายไปทันที

ฟิ้ว!

บนร่างลู่เซิ่งปรากฏรอยแยกขนาดใหญ่ทันที เลือดทะลักออกมาเหมือนกับน้ำพุ จากนั้นก็ถูกไอเย็นสีขาวนับไม่ถ้วนแช่แข็งไว้

เขาสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง โคจรวิชาแก่นพลัง ปากแผลบนร่างสมานตัวด้วยความเร็วสูง ใช้เวลาแค่ไม่กี่อึดใจก็เหมือนกับไม่เคยโดนอะไรมาก่อน

“เป็นไปได้อย่างไร!?” ราชามารร้ายตะลึง จึงตอบโต้ช้าไปชั่วพริบตาจนถูกลู่เซิ่งขย้ำอก

แคว่ก!

เนื้อกลุ่มใหญ่ตรงหน้าอกของเขาถูกฉีกลงมา ก่อนจะโดนกลืนกิน

“เคียวยักษ์ของข้ามีพลังแห่งความตาย ควรสะกดความสามารถคืนชีพทั้งหมดได้สิ! เป็นไปได้อย่างไร!?” ราชามารร้ายกุมทรวงอกถอยหลังไปหลายก้าวอย่างเจ็บปวด พร้อมกับใช้สายตาที่เหลือเชื่อมองไปยังลู่เซิ่ง

“น่าสงสารจริงๆ แม้แต่ตำแหน่งของตัวเองก็มองไม่เห็น ราชามารร้าย นึกไม่ถึงสินะว่าเจ้าจะมีวันนี้เช่นกัน”

ตอนนี้ด้านหลังคนทั้งสามมีเงาร่างมหึมากลุ่มหนึ่งค่อยๆ ปรากฏออกมา เป็นราชาแห่งขี้เถ้าที่กำลังเข่นฆ่ากับราชามังกรศักดิ์สิทธิ์อยู่ด้านนอกนั่นเอง

“ก่อนที่เราจะสู้กันจริงๆ ควรจัดการไอ้หนูจอมลับๆ ล่อๆ พวกนี้ก่อน” บนบัลลังก์หยกค่อยๆ มีเสียงสตรีที่ทุ้มต่ำดังมา ร่างมหึมาของราชามังกรศักดิ์สิทธิ์สามตาโผล่ขึ้นเหนือบัลลังก์พร้อมกับก้มมองทุกคน

“พวกเจ้า!” ราชามารร้ายดวงตาฉายแววเหลือเชื่อ

“เผ่าพันธุ์ของพวกเจ้าโดนฆ่าหมดแล้ว เหลือแค่เจ้าคนเดียว จงอย่าดิ้นรน ยอมให้จับแต่โดยดีเถอะ” ราชาแห่งขี้เถ้ามองราชามารร้ายกับลู่เซิ่งที่อยู่ด้านหน้าเขาอย่างเย็นชา

ลู่เซิ่งเห็นท่าไม่ดี นัยน์ตาเปลี่ยนแปลง มองไปยังส้มที่สีหน้าเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยเช่นกัน เห็นได้ว่าเขาเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่าจะเกิดสถานการณ์แบบนี้

เงาของมังกรศักดิ์สิทธิ์หลายสายพากันปรากฏขึ้นรอบๆ แล้วล้อมคนทั้งสามเอาไว้

“เป็นไปได้อย่างไร!?” ราชามารร้ายถอยหลังติดต่อกัน ใบหน้าฉายแววเหลือเชื่อ “พวกเจ้า! ราชาแห่งขี้เถ้า เจ้า!”

ราชาแห่งขี้เถ้าหัวเราะเสียงเย็น

“ความขัดแย้งระหว่างข้า ราชาแห่งขี้เถ้ากับราชามังกร พวกเราย่อมจัดการกันเอง นี่เป็นเรื่องภายในของเผ่ามังกรศักดิ์สิทธิ์ พวกเจ้าก็แค่ตัวเติมสีสันในการต่อสู้ของพวกเราเท่านั้น”

“นอกจากนี้...” เขาเปลี่ยนเรื่อง มุมปากแสดงความเยาะเย้ย “การเริ่มทำงานของน้ำพุเหมันต์นิรันดร์จำเป็นต้องใช้ของเซ่นที่มากพอเสียด้วย...”

ราชามารร้ายม่านตาหดตัว จากนั้นก็เปลี่ยนร่างเป็นเปลวเพลิงแล้วระเบิดออก ก่อนจะหายไปจากที่เดิม

ราชามังกรศักดิ์สิทธิ์กับราชาแห่งขี้เถ้ากลับไม่กังวล หากหันไปมองพวกลู่เซิ่งกับส้ม

“ราชาหมาป่าเก้าหัว มีอะไรอยากพูดไหม! เครื่องเซ่นแค่ฆ่าราชามารร้ายก็พอแล้ว ถ้าหากเจ้ายอมสวามิภักดิ์กับข้า ข้าจะยอมปล่อยเจ้าไปก็ได้”

ลู่เซิ่งไม่ได้ตอบ หากมองไปยังส้ม ดูเหมือนผลกรรมนี้จะแก้ไขไม่ได้แล้ว

“ท่านทนได้นานขนาดไหน”

“สิบอึดใจ” ส้มสีหน้าเยือกเย็นลง “จากนั้นต้องหวังพึ่งท่านแล้ว”

“สั้นขนาดนี้เชียวหรือ” ลู่เซิ่งงุนงง

“ข้ามีพลังแข็งแกร่งเกินไป แถมโลกใบนี้จะตอบสนองทันทีด้วย ไม่มีทางปล่อยให้ข้ารั้งอยู่นานเกินไป” ส้มกล่าวช้าๆ

“เข้าใจแล้ว หลังตายไป ผลกรรมจะถือว่าสำเร็จไหม” ลู่เซิ่งถามอย่างลังเล

“ใช้ลูกเล่นได้นิดหน่อย”

มังกรศักดิ์สิทธิ์สามตากับราชาแห่งขี้เถ้าสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ ลู่เซิ่งกับส้มกำลังคุยกันเองเหมือนรอบๆ ไม่มีใครอยู่ ราวกับไม่เห็นพวกเขาอยู่ในสายตาโดยสมบูรณ์

“อย่างนั้นก็...เริ่มเลย” ส้มยื่นมือจับจี้อันประณีตชิ้นหนึ่งกลางหน้าอก

“ไว้เจอกัน เทวะ...”

ตูม!

พริบตานั้นเขาร่างระเบิด ผลึกสีม่วงเหลือคณานับพรั่งพรูเบียดอัดออกมาโดยมีเขาเป็นศูนย์กลาง

พื้นพังทลาย เสาหินถล่ม เหล่ามังกรศักดิ์สิทธิ์ถูกฝังในพริบตาเดียว ราชาแห่งขี้เถ้าหมุนตัวคิดหลบหนี แต่กลับไม่ทันแล้ว พริบตาเดียวก็ถูกผลึกสีม่วงไร้สิ้นสุดฝังกลบ

ลู่เซิ่งเพียงรู้สึกว่ามีพลังอันมหาศาลที่อบอุ่นกลุ่มหนึ่งห่อหุ้มตัวเองไว้ ด้านหน้ามีแสงสีม่วงสว่างขึ้น พริบตาเดียวเขาก็ไปอยู่บนอากาศที่ห่างจากตำหนักศักดิ์สิทธิ์มากกว่าพันหมี่

ลู่เซิ่งที่ลอยอยู่กลางอากาศสูงพลันได้สติ

“นี่คือ!?”

เขารีบมองไปยังตำหนักศักดิ์สิทธิ์

ตำหนักศักดิ์สิทธิ์หายไปแล้ว สิ่งที่มาแทนที่คือกลุ่มผลึกอันน่าสะพรึงที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางหลายพันหมี่

ไม่เพียงเท่านั้น ตัวผลึกยังพองขยายและแผ่ลามจนเยอะและใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ด้วย

สุดท้าย ก้อนผลึกอันน่าหวั่นสะพรึงที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางมหึมาถึงหกพันหมี่ก็ปรากฏกลางสนามรบ

“ขอฝากด้วย สิบอึดใจ” กลางหินผลึกค่อยๆ มีม่านตาแนวตั้งสีแดงฉานดวงหนึ่งเปิดขึ้น พร้อมกับมองลู่เซิ่ง

“วางใจเถอะ...” ลู่เซิ่งสูดหายใจลึกพร้อมกับพยักหน้าอย่างแรง ครั้งนี้ถ้าไม่ใช่เพราะส้มระเบิดพลัง เขาอาจจะได้แต่ละทิ้งกายเนื้อกายนี้จริงๆ ก็ได้ การถอดร่างไม่ใช่ปัญหา แต่ว่าหากสะสางผลกรรมไม่ได้ เวลาที่ยาวนานนี้ก็สูญเปล่าแล้ว

ส้มหลับตาลงอย่างช้าๆ ก้อนผลึกพลันหดตัว จากนั้นก็พองขยาย

ตูม!

ก้อนผลึกสีม่วงระเบิดออก แสงสีม่วงนับไม่ถ้วนพุ่งผ่านรอบๆ ตัวลู่เซิ่งไป ฟ้ากับดินกลายเป็นสีม่วงในพริบตา

ผืนฟ้าผืนดิน ทุกสิ่งทุกอย่างถูกคลุมด้วยสีม่วง

“ครั้งนี้ข้าติดค้างท่านแล้ว” เสียงของส้มค่อยๆ มุดเข้าหูลู่เซิ่ง

ฟิ้วๆๆๆ!

ก้อนผลึกสีม่วงทะลุร่างกายของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดดุจห่าฝน ไม่ว่าจะเป็นฝั่งตำหนักมังกรศักดิ์สิทธิ์ หรือทัพใหญ่ของราชาแห่งขี้เถ้า ขอแค่ขยับตัว ล้วนถูกก้อนผลึกสีม่วงพุ่งทะลุกลายเป็นตะแกรง

“ชื่อจริงของท่านคือ?” ลู่เซิ่งถามขึ้นอย่างฉับพลัน

“...จวงจิ้ว”

ฟู่ว!

อยู่ๆ ข้างหูก็มีเสียงแทรกดังมาเป็นชั้นๆ ด้านหน้าลู่เซิ่งพร่ามัวอีกครั้ง ผลึกม่วงทั้งหมดหายไปในพริบตา

ถ้าไม่ใช่เพราะตำหนักศักดิ์สิทธิ์ซึ่งถูกทำลายโดยสิ้นเชิง กับพื้นดินที่มีแต่รูพรุนด้านล่าง ลู่เซิ่งคงคิดว่าตัวเองตาลายแล้วจริงๆ

‘นี่คืออานุภาพที่แท้จริงของเจ้าแห่งอาวุธหรือ’ ลู่เซิ่งหัวใจเต้นโครมคราม อานุภาพอันน่าสะพรึงในพริบตาเมื่อครู่นี้ ราชาแห่งขี้เถ้าก็ดี ราชามังกรศักดิ์สิทธิ์ก็ดี ล้วนกลายเป็นตัวประกอบ ถูกทำลายโดยสิ้นเชิงในลมหายใจเดียว

ท้องฟ้าและผืนดินรอบๆ เงียบสงัด แต่จุดหนึ่งที่สร้างความสงสัยเล็กน้อยให้แก่ลู่เซิ่งก็คือ ทั้งๆ ที่เมื่อครู่ที่ก้อนผลึกสีม่วงมีอยู่ตั้งมากมาย ทว่าตอนนี้กลับไม่เจอร่องรอยแม้แต่นิดเดียว

เขากวาดตามองรอบๆ ไม่พบร่องรอยหลงเหลือแม้แต่น้อย ภูเขาและผืนป่ามีแต่ร่างที่ถูกผลึกม่วงฆ่าตายกับเลือดเท่านั้น

อยู่ๆ ตาคมกริบของเขาก็เห็นตำแหน่งเดิมของตำหนักศักดิ์สิทธิ์ มีสีม่วงอ่อนๆ จุดหนึ่งกำลังหายไปอย่างรวดเร็ว

ลู่เซิ่งรีบพุ่งตัวไป พอเคลื่อนไหวเขาถึงค่อยรู้ตัวว่าตนเองอยู่กลางอากาศ และกายเนื้อร่างนี้ก็บินไม่ได้

ร่างกายจึงร่วงหล่นลงไป หลังจากที่กระแทกใส่เนินเขาโล่งเตียนแห่งหนึ่งจนเป็นหลุมใหญ่ เขาจึงค่อยรีบลุกขึ้น แล้วพุ่งไปยังยอดเขา

ตอนนี้ทางยอดเขาถูกหยุดเวลาเอาไว้ เหลือแค่สีม่วงเป็นจุดๆ เท่านั้น

ลู่เซิ่งพุ่งเข้าไปคว้าสีม่วงจุดนั้นไว้

แสงม่วงพลันมุดเข้าไปในร่างเขา เป็นข้อความสั้นๆ ด้านในคือค่ายกลที่เชื่อมไปยังโลกสรรพวิญญาณ

หลังจากได้รับค่ายกล ลู่เซิ่งก็มองตำแหน่งเดิมของตำหนักศักดิ์สิทธิ์อีกรอบ

ตรงนั้นเหลือแค่คลื่นความบิดเบี้ยวสีฟ้ากลุ่มหนึ่งที่ลอยอยู่กลางอากาศ ในคลื่นมีกระแสน้ำสีน้ำเงินหลายสายไหลออกมาช้าๆ หลังจากกระแสน้ำนั้นหลุดออกจากความบิดเบี้ยว ยังไม่ถึงสิบกว่าหมี่ก็หายไปในอากาศโดยอัตโนมัติ

‘นี่ก็คือน้ำพุเหมันต์นิรันดร์!’ ลู่เซิ่งตาเป็นประกาย

..............................................

ความคิดเห็น