541-545

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง ระบบโกงสกิล
บทที่ 541ถึง545

‘หากพิจารณาจากโครงสร้างนี้ เราต้องใช้เวลาสร้างระบบพิเศษของตัวเราเองขึ้นมาใหม่...’ ลู่เซิ่งรู้สึกตื่นเต้น

นี่หมายถึงอะไร ไม่ต้องบอกเป็นคำพูดก็เข้าใจ

ในต้าอิน ผลจากขีดจำกัดด้านคุณสมบัติร่างกับความยากลำบากในการยกระดับ ยากจะบรรยายออกมาได้

ถึงอย่างไรร่างกายมนุษย์ก็มีโครงสร้างอยู่ ต่อให้ฝึกฝนอย่างไร ก็ไม่อาจหลุดพ้นจากเซลล์และยีนพื้นฐานได้ ต่อให้เขามีสายเลือดอาวุธเทพก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม

แต่ถ้าหากทำความเข้าใจความหมายของแผนผังกองนี้ได้ ก็หมายความว่าเขาสามารถสร้างร่างกายที่เหมาะกับตัวเองได้อย่างสมบูรณ์แบบได้

เช่นนั้นจะไม่มีขีดจำกัดสูงสุดอีก

ลู่เซิ่งเก็บแผนผัง ก่อนจะพยักหน้าให้ธุลีขาวอย่างเคร่งขรึม

“ข้าเข้าใจแล้ว ไม่ต้องห่วง ข้าจะรักษามันไว้ให้ดี”

ธุลีขาวพยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึมเหมือนกัน

“ไปเถอะ ข้าสังหรณ์ได้ว่า มีศึกใหญ่ใกล้เข้ามาแล้ว”

ลู่เซิ่งฉุกใจได้ จึงหมุนตัวเดินออกจากบ้านดิน

‘ดูเหมือนเป้าหมายในโลกนี้จะเพิ่มมาอีกอย่างแล้ว รวบรวมเทวลักษณ์’ เขาสาวเท้าเดินไปยังบ้านดินที่ตนเองอยู่

เพียงแต่พอเดินถึงหน้าบ้านดินของตัวเอง เขาพลันชะงักฝีเท้า แล้วหันหน้าเดินไปยังบ้านดินอีกหลังหนึ่ง

ในหมู่บ้านเย็นเยียบ หมาป่าโตเต็มวัยทั้งหมดสิบกว่าตัวยึดครองบ้านดินยี่สิบกว่าหลังนี้ไม่ได้หมด บ้านหลังที่ลู่เซิ่งเลือกมีสภาพดีกว่าและใหญ่กว่าบ้านหลังอื่นๆ

พอเดินไปถึงหน้าประตูใหญ่ ประตูเปิดอ้าอยู่ โล่เหล็กที่มีร่างกำยำนอนกลางวันอยู่ในลาน กรนคร่อกๆ เป็นระยะ

ลู่เซิ่งไม่พูดพร่ำทำเพลง พุ่งเข้าไปจิกขนยาวบนศีรษะอีกฝ่ายขึ้น แล้วจับฟาดกับขอบบ่อน้ำอย่างแรง

เปรี้ยง!

โล่เหล็กถูกฟาดจนเวียนหัวตาลาย เลือดไหลออกมาจากศีรษะ เขาร้องโหยหวนเสียงดัง หมายจะใช้กรงเล็บแทงใส่ทรวงอกของลู่เซิ่ง แต่ก็ถูกปัดออกอย่างง่ายดาย

“บ้าเอ๊ย! เจ้ากระดูกดำ! เจ้านี่เอง! ข้าไม่ได้ยินเจ้าเข้ามา! เจ้าตายแน่! ตายแน่! เจ้ารอได้เลย รอข้ามีแรงกลับมาแล้วข้าจะสังหารเจ้าซะ!” โล่เหล็กถูกจับขนบนศีรษะจับฟาดเข้ากับก้อนหินแข็งข้างบ่อน้ำอีกครั้ง

ถูกฟาดครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ทันไร เสียงด่าของโล่เหล็กก็ดึงดูดมนุษย์หมาป่าตัวเมียกับมนุษย์หมาป่าเด็กจำนวนไม่น้อยมาจากด้านนอก

“พ่อ! ไม่นะ!” มนุษย์หมาป่าเด็กตัวหนึ่งที่สูงแค่ครึ่งตัวคำรามพร้อมพุ่งเข้าใส่ลู่เซิ่ง

“อย่า!” มนุษย์หมาป่าเหลืองอีกตัวรีบกอดเขาไว้ ห้ามไม่ให้เขาเข้าใกล้

หมู่บ้านใหญ่เพียงนิดเดียว เมื่อเกิดเรื่องอะไรขึ้น ทุกคนล้วนสัมผัสได้ พากันมามุงดูลู่เซิ่งกระแทกศีรษะของโล่เหล็กอย่างต่อเนื่อง

นอกจากธุลีขาวผู้เป็นหมอผีแล้ว มนุษย์หมาป่าที่เหลือล้วนมากันครบ

ลู่เซิ่งใช้หางตากวาดมองฝูงหมาป่าฝูงนี้ แต่ละตัวมีรูปร่างประหลาดพิกลเนื่องจากขาดอาหาร ขนห้อยบนร่างอย่างอ่อนแรง ส่วนใหญ่ต่างมีกลิ่นเหม็น ไม่ทราบว่าไม่ได้อาบน้ำมานานเท่าไหร่แล้ว

เห็นได้ว่าปกติแล้วโล่เหล็กเอาแต่ระรานคนอื่น ดังนั้นตอนนี้พอถูกเขาฟาดอย่างหนักหน่วง ถึงกับไม่มีคนออกมาเกลี้ยกล่อมสักคน

อย่างค่อยเป็นค่อยไป เสียงคำรามของโล่เหล็กกลายเป็นเสียงร้องโหยหวนและเสียงวิงวอน น้ำเสียงเริ่มเปลี่ยนจากทรงพลังเป็นยิ่งมายิ่งอ่อนแอ

เปรี้ยง!

เขาฟาดโล่เหล็กกับก้อนหินเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นก็คลายมือ ปล่อยให้อีกฝ่ายไถลล้มลงกับพื้น

“ข้า กระดูกดำ!” เขายกมือขึ้น กรงเล็บปล่อยไอความเย็นสีขาวอ่อนๆ ออกมา “หมาป่าเพียงตัวเดียวในเผ่าไพรแดงที่บรรลุพลังเกล็ดหิมะ! และจะกลายเป็นราชาของพวกเจ้า!”

ในเมื่อเวลากระชั้นชิด เขาจึงตัดความวุ่นวายต่างๆ อย่างแน่วแน่ทันที

ราชาหมาป่ารุ่นก่อนที่ยืนอยู่ในฝูงหมาป่าเป็นมนุษย์หมาป่าสูงใหญ่ที่กำยำเหมือนกับโล่เหล็ก เขาเดินออกมาอย่างเงียบๆ แล้วหยุดยืนอยู่ด้านหน้าลู่เซิ่ง

ตามธรรมเนียม ราชาหมาป่าตัวใหม่จะต้องเอาชนะราชาหมาป่าตัวเก่าก่อน

แต่สำหรับลู่เซิ่งแล้วไม่เป็นปัญหา เป็นเพราะราชาหมาป่าตัวก่อนเป็นมนุษย์หมาป่าร่างกำยำที่เขาต่อยคว่ำไปก่อนหน้านี้นั่นเอง

“ข้าขอยอมรับว่าเจ้าแข็งแกร่งกว่าข้า ตามธรรมเนียม ตอนนี้เจ้าเป็นราชาหมาป่าแล้ว” ราชาหมาป่าตัวก่อนโยนของดำๆ ชิ้นหนึ่งให้ลู่เซิ่ง จากนั้นก็หมุนตัวออกจากหมู่บ้านไปอย่างไม่อาลัยอาวรณ์แม้แต่น้อย ป่าไพรแดงในตอนนี้กำลังใกล้พินาศ ความจริงการอยู่หรือไปล้วนไม่มีความแตกต่าง

มนุษย์หมาป่าตัวอื่นมองภาพทุกอย่างนี้อย่างชินชา มีแต่เจ้าทองซึ่งไม่มีหัวสมองเท่านั้นที่กำลังฉีกยิ้มหัวเราะ

ลู่เซิ่งมองดูเหตุการณ์นี้ แล้วกวาดตามองมนุษย์หมาป่าโตเต็มวัยสิบกว่าตัวที่เหลืออยู่ พอเห็นพวกเขาไม่ได้มีท่าทีต่อต้าน การส่งต่อตำแหน่งครั้งนี้จึงถือว่าจบลงแล้ว

“ตั้งแต่นี้ไป ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ทุกคนกลับไปพักผ่อนต่อ” ลู่เซิ่งสั่งคำสั่งแรกทันที

เหล่ามนุษย์หมาป่าแยกย้ายกลับบ้านของตนเองอย่างเงียบๆ

ลู่เซิ่งจึงค่อยมีเวลาพิจารณาของดำๆ ในมือของตัวเอง

มันคือเหล็กชิ้นหนึ่ง ด้านบนสลักสัญลักษณ์วงแหวนขนาดใหญ่เอาไว้ ข้างใต้วงแหวนมีช่องว่าง ด้านในมีตัวอักษรเล็กๆ ซึ่งพร่ามัวไม่ชัดเจน

‘พลังอาวรณ์หรือ’ พอลู่เซิ่งพิจารณาดู ก็สัมผัสได้ทันทีว่าสิ่งนี้มีพลังอาวรณ์ไม่น้อย มีพลังอาวรณ์อยู่เกือบหลายร้อยหน่วย

เขาสั่งความคิด จากนั้นร่างหลักก็ดึงพลังอาวรณ์เข้าไปผ่านกายเนื้อกายนี้อย่างรวดเร็ว

ต่อมาเขาก็เก็บเหล็กไว้ แล้วหมุนตัวเข้าบ้านดินของตัวเอง ก่อนจะเริ่มวิเคราะห์แผนผังปึกนั้นอยางละเอียด

‘เรียนรู้ตามทิศทางของแผนผังปึกนี้ดูก่อน โครงสร้างที่ใช้พลังเกล็ดหิมะกับเทวลักษณ์ชนิดนี้เหมือนกับสร้างขึ้นมาเพื่อเผ่าหมาป่าโดยเฉพาะ’

ลู่เซิ่งหยิบแผนผังใบที่สองต่อจากมนุษย์หมาป่าหิมะออกมา แล้วลูบลวดลายด้านบนอย่างชื่นชมเล็กน้อย

‘ดีปบลู’

อินเตอร์เฟซสีฟ้าโผล่ออกมา สายตาของลู่เซิ่งรวมอยู่บนวิธีฝึกฝนพลังเกล็ดหิมะ

เป็นอย่างที่คาด ครั้งนี้ปุ่มเรียนรู้ด้านหลังปรากฏออกมาโดยอัตโนมัติ แสดงให้เห็นว่าระบบความรู้ในสมองของเขา ณ เวลานี้มีวัตถุดิบมากพอให้ดีปบลูใช้เรียนรู้ขั้นต่อไปแล้ว

‘มาเริ่มกันเลย’

‘เรียนรู้ครั้งหนึ่งดูก่อน’

ลู่เซิ่งเพ่งความสนใจไว้ที่วิธีฝึกฝนพลังเกล็ดหิมะ ไม่นานเขาก็สัมผัสได้ว่า พลังอาวรณ์สองหน่วยไหลผ่านร่างกาย แล้วหายไปในพริบตา

สายตาหยุดอยู่บนกรอบพักหนึ่ง

ซู่...

กรอบพลันพร่ามัว จากนั้นก็ชัดขึ้นอย่างรวดเร็ว

เนื้อหาในกรอบใหม่เปลี่ยนไปแล้ว

[แผนผังพลังเกล็ดหิมะ: มนุษย์หมาป่าเกล็ดหิมะแข็งแกร่งขึ้นระดับสอง (ผลพิเศษ: เพิ่มความเย็นระดับสอง, กรงเล็บน้ำแข็งระดับสอง)]

‘อ้อ?’ ลู่เซิ่งงุนงง ตอนที่เห็นภาพนี้ เขาเฉลียวใจถึงอะไรบางอย่าง แต่ปรากฏในสมองเพียงแวบเดียว คว้าจับไว้ไม่ทัน

‘ช่างเถอะ ยกระดับพลังก่อนค่อยว่ากัน’

เขาสงบสติอารมณ์ โลกใบนี้เป็นแค่การข้ามฟาก การสะสางผลกรรมให้เร็วที่สุดเป็นกุญแจสำคัญ อย่างอื่นสามารถรอได้

ไม่นานหลังจากร่างกายคุ้นเคยแล้ว ลู่เซิ่งก็มองกรอบทันที

การยกระดับรอบใหม่เริ่มต้นอีกครั้ง

ภายใต้การคุ้มครองของจิตวิญญาณอริยะเจ้า บวกกับเส้นทางที่เดินคือระบบพลังดั้งเดิมของโลกใบนี้ พริบตาเดียวก็ผ่านไปสองวัน

ด้านในบ้านดินของลู่เซิ่งเกลื่อนไปด้วยหิมะและความเย็นยะเยือก บนผนังและพื้นเต็มไปด้วยชั้นน้ำแข็งสีขาวที่จับตัวกัน

ลู่เซิ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ตรงกลาง ร่างกายยังคงเหมือนในตอนแรก เขาเพ่งตามองอินเตอร์เฟซดีปบลูตรงหน้า ดวงตาไม่กะพริบแม้แต่น้อย ลวดลายเกล็ดน้ำแข็งจุดหนึ่งเดี๋ยวหายเดี๋ยวโผล่กลางทรวงอกของเขา

‘นี่คือพลังของราชาหมาป่าเกล็ดหิมะหรือ’ ลู่เซิ่งรู้สึกแปลกใจเป็นพิเศษ

เขาเพิ่งจะเลื่อนเป็นหมาป่าเกล็ดหิมะ ก็มีความรู้สึกแบบนี้แล้ว การเพิ่มความเย็นกับกรงเล็บน้ำแข็งอะไรนั่น เขาไม่ได้ใช้เป็น หากเป็นทักษะที่ปรากฏบนร่างเขาโดยอัตโนมัติอย่างบรรยายไม่ได้

และตอนนี้ หลังจากกลายเป็นราชาหมาป่าเกล็ดหิมะ...

‘แบบนี้อีกแล้วหรือ’

เขายกมือขึ้น ทันใดนั้นหมาป่ายักษ์สีขาวหิมะที่มีขนาดร่างกายยาวถึงสามหมี่สองตัวจนเหมือนกับลูกวัวก็โผล่ขึ้นด้านหน้าเขา

‘อัญเชิญหมาป่าหิมะ เดิมทีเราใช้วิชาอัญเชิญไม่เป็นนี่นา...ไม่รู้ว่าเนื้อหาของวิชานี้จะเป็นยังไงบ้าง’ ลู่เซิ่งขมวดคิ้วนั่งบนที่นั่ง พร้อมกับจ้องมองหมาป่าหิมะสองตัวตรงหน้า ขนสีขาวหิมะของพวกมันกำลังพลิกม้วนน้อยๆ ในไอเย็น ดูอ่อนนุ่มและบริสุทธิ์

ในสองวันมานี้ หลังจากเขาเรียนรู้ระดับมนุษย์หมาป่าเกล็ดหิมะจนได้ผลเพิ่มความแข็งแกร่งระดับที่ห้ามา ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงทางคุณสมบัติ ตัวเขามีการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ โดยขนบนร่างเริ่มกลายเป็นสีขาวอมเทา โดยที่ขนที่งอกออกมาใหม่เป็นสีขาวหิมะแล้ว

คือสภาพในตอนนี้เอง

ลู่เซิ่งขมวดคิ้วมองกรอบวิธีฝึกฝนพลังเกล็ดหิมะในเวลานี้

กรอบในเวลานี้ไม่อาจนับเป็นกรอบพลังเกล็ดหิมะได้อีกแล้ว เนื่องจากคำเรียกเปลี่ยนแปลงไป

[แผนผังพลังเกล็ดหิมะ: ราชาหมาป่าเกล็ดหิมะ (คุณสมบัติพิเศษ: เพิ่มความเย็นสุดขั้วระดับหนึ่ง, อัญเชิญหมาป่าหิมะระดับหนึ่ง, น้ำแข็งคำรามระดับหนึ่ง)]

‘นอกจากนั้นดูเหมือนจำนวนการใช้วิชาของที่นี่จะเป็นสิ่งตายตัวด้วย’ ลู่เซิ่งมองหมาป่าหิมะขนาดยักษ์สองตัว

พอคิดจะปล่อยการอัญเชิญหมาป่าหิมะออกมาอีก กลับทำไม่ได้แล้ว การเชื่อมต่อที่เหมือนมีเหมือนไม่มีเวลาอัญเชิญนั้นได้ขาดสะบั้นลงแล้ว

ผ่านไปครึ่งชั่วโมง หมาป่าหิมะสองตัวก็หายไปเอง

‘มีเวลาจำกัดด้วยหรือ’ ลู่เซิ่งลูบคาง รู้สึกคล้ายว่าเสียพลังกายไปส่วนเล็กๆ ‘สิ่งที่ใช้เป็นความอึดกับพลังกายหรือ’

‘ดูเหมือนมีคนกำหนดให้เป็นแบบนี้เลย โลกใบนี้...ช่าง...’ ลู่เซิ่งเกิดความสนใจขึ้นเรื่อยๆ แล้ว

ตอนนี้ยกระดับร่างกายมากเกินไป จึงจำเป็นต้องปรับตัวและฝึกฝนก่อน เขาเลยเก็บไอความเย็นไว้ชั่วคราว แล้วลุกขึ้นจากในวงน้ำแข็ง ก่อนจะเดินไปด้านนอกบ้าน

คาดไม่ถึงว่าธุลีขาวผู้เป็นหมอผีจะนั่งขัดสมาธิรอเขาอยู่ไม่ไกลออกไป

พอเห็นเขาออกจากบ้าน พริบตาที่เห็นลู่เซิ่ง สีหน้าร้อนรนในตอนแรกของธุลีขาวก็กลายเป็นนิ่งอึ้งไป จากนั้นก็ไม่ขยับเขยื้อนเหมือนถูกอะไรบางอย่างฟาดใส่ แล้วจู่ๆ ก็ลุกขึ้นอย่างตื่นเต้น

“เจ้าทำสำเร็จแล้ว! สวรรค์เอ๋ย! ราชาหมาป่าเกล็ดหิมะ! ข้าเห็นอะไรกันนี่!? ราชาหมาป่าเกล็ดหิมะ!

นั่นคือราชาหมาป่าเกล็ดหิมะ!

ฮ่าๆๆๆ! ในที่สุดเผ่าหมาป่าเกล็ดหิมะของพวกเราก็มีความหวังอีกครั้งแล้ว!”

พอธุลีขาวเห็นแสงเทวลักษณ์บนตัวลู่เซิ่งที่เป็นผู้ควบคุมพลังเกล็ดหิมะเหมือนกัน เขาก็รู้สึกได้ถึงพลังความเย็นอันยิ่งใหญ่ที่เหนือกว่าตนเองจากในร่างของอีกฝ่ายทันที

เขาร่ำไห้ โบกไม้โบกมือ มนุษย์หมาป่าชราในบริเวณรอบๆ ที่อยู่มานานเกินพอ อดตัวสั่นด้วยความตื่นเต้นไม่ได้

มนุษย์หมาป่าส่วนหนึ่งที่ยังหนุ่มไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พอเห็นสภาวะที่ลู่เซิ่งแสดงออกมาแตกต่างจากหมาป่าทั่วไป และบ้านดินที่จับตัวเป็นสีขาวราวเกล็ดน้ำแข็งด้านหลัง แม้จะยังไม่เข้าใจเบื้องหลัง แต่พวกเขาก็ทราบว่า ราชาหมาป่าคนใหม่แข็งแกร่งกว่าเดิมแล้ว

บรู๊ว!

อยู่ๆ หมาป่าตัวเมียตัวหนึ่งก็เงยหน้าขึ้นหอน

จากนั้นมนุษย์หมาป่าตัวอื่นๆ ก็พากันเงยหน้าหอนตามกันเหมือนได้รับผลกระทบ

มนุษย์หมาป่าเงยหน้าหอนอยู่นานสองนาน

หลังจากหายตื่นเต้นแล้ว ไม่นานก็มีกลิ่นอายความเย็นอีกสายหนึ่งมาจากที่ไกลด้วยความเร็วสูง

ด้านนอกหมู่บ้าน เงาสีดำสายหนึ่งที่โฉบลงมาจากท้องฟ้าบินเข้ามาในหมู่บ้าน แล้วลอยวนเวียนรอบๆ ตัวลู่เซิ่ง

“ขออวยพรให้ท่าน ราชาหมาป่าเกล็ดหิมะคนใหม่ ในที่สุดพงไพรที่กว้างใหญ่แห่งนี้ก็มีสหายระดับผู้นำเพิ่มมาอีกตัวแล้ว ข้ารู้สึกปลาบปลื้มเป็นล้นพ้น”

เสียงที่สงบเป็นมิตรดังลงมาจากที่สูง

“ราชาเหยี่ยวเหล็กสี่ปีก!” ลู่เซิ่งจดจำสถานะของอีกฝ่ายได้ทันทีจากความทรงจำของกระดูกดำ

ราชาในหมู่เหยี่ยวเหล็กสี่ปีกตัวนี้ ปกติแล้วคร้านจะสนใจเผ่าหมาป่าไพรแดง ถ้าไม่ใช่เพราะมีการคุกคามจากเผ่ามังกรพิษ เกรงว่าเผ่าเล็กๆ ของพวกเขาคงถูกคนใต้อาณัติของนางล่าจนหมดสิ้นแล้ว

“ที่นี่เป็นอาณาเขตของหมาป่าเกล็ดหิมะ ไม่ต้อนรับเจ้า ราชาเหยี่ยวเหล็ก” ลู่เซิ่งเงยหน้าเอ่ยอย่างเย็นชา

เดิมทีก็เป็นศัตรูทางธรรมชาติกันอยู่แล้ว ในเมื่อเขาต้องการสะสางผลกรรม จึงไม่อาจเห็นแก่หน้าอีกฝ่าย

ราชาเหยี่ยวเหล็กส่งเสียงร้องอย่างไพเราะพร้อมกับหัวเราะเบาๆ ก่อนจะบินออกจากหมู่บ้าน แล้วหายสาบสูญไปอย่างรวดเร็ว

การจากไปของราชาเหยี่ยวเหล็ก ทำให้หมาป่าในหมู่บ้านรวมถึงธุลีขาวโล่งอก

แต่ก็มีเสียงหนึ่งดังมาแต่ไกลทันที

“เผ่าหมาป่าเกล็ดหิมะให้กำเนิดราชาหมาป่าระดับผู้นำอีกแล้วหรือ เจ้าตื่นขึ้นผิดเวลาจริงๆ...แต่ก็ขออวยพรเจ้าด้วย” แรดขนาดยักษ์ที่สูงถึงห้าหมี่กว่าๆ มองมาทางด้านนี้จากในหมอกควันสีเหลือง ก่อนจะหมุนตัวกลับไปยังถิ่นของตัวเอง

“ราชาแรดมังกรดิน...” ธุลีขาวปากสั่น ตัวตนอันแข็งแกร่งที่ยามปกติแม้แต่ทูตมังกรพิษเจอก็ยังได้แต่ตัวสั่นเหล่านี้ ตอนนี้ถึงกับมาอวยพรราชาของตนด้วยตัวเอง

ความกังวล ความเกรงกลัว และความภาคภูมิใจอันยิ่งใหญ่บังเกิดในใจเขาอย่างต่อเนื่อง

..............................................

‘แค่เลื่อนระดับถึงแผนผังที่สอง ก็เป็นระดับผู้นำของที่นี่แล้วเหรอ’ ลู่เซิ่งไตร่ตรอง

การมาของสองผู้นำ ทำให้เขาเข้าใจอย่างชัดเจนว่า ตนอยู่ตรงตำแหน่งไหนในเทือกเขาแห่งนี้

‘ยังไม่พอ...หากจะรวบรวมเทวลักษณ์อย่างเต็มที่โดยไร้ความเกรงกลัว พลังแค่นี้ยังไม่พอ’ แต่เมื่อคำนวณและเลียนแบบอย่างละเอียด ลู่เซิ่งก็พบว่า พลังต่อสู้ของตนในตอนนี้ ถ้าหากระวังตัวหน่อย ก็ไม่ต่ำกว่าปฐพีกำเนิดทั่วไปในต้าอิน แต่ยังอยู่ห่างจากเป้าหมายอีกไกล

‘ยังต้องกักตนต่อไป’ เขากวาดตามองคนในเผ่ารอบๆ แล้วพลันพบว่าตอนนี้คนในเผ่าเหมือนจะผอมกว่าก่อนหน้านี้อีก บวกกับรูปลักษณ์ภายนอกที่ขาดแคลนอาหารอย่างหนักอยู่แล้ว จึงดูเหมือนจะล้มตายได้ตลอดเวลา

‘ไปเตรียมอาหารให้พวกเขาก่อนดีกว่า จากนั้นค่อยกักตนจนยกระดับต่อไปไม่ได้อีก’

เขาคิดเล็กน้อย ก่อนจะเคลื่อนร่าง ใต้ฝ่าเท้าเกิดไอเย็นสายหนึ่ง แล้วพุ่งผ่านพวกธุลีขาวไปด้วยความเร็วที่น่าตกใจ

“ส่งคนมาย้ายของกิน” ลู่เซิ่งทิ้งประโยคสุดท้ายไว้ ก่อนจะพุ่งเข้าป่ารกชัฏทางทิศตะวันออก ที่นี่เป็นทิศทางที่มุ่งหน้าไปยังบึงมังกรพิษ ตลอดทางไม่ต้องให้เขาลงมือ ขอแค่เป็นสิ่งมีชีวิตที่เห็น เพียงแค่ใช้ความคิด ไอเย็นสายหนึ่งก็จะพุ่งไปและแช่แข็งมันได้อย่างง่ายดายทันที

‘พละกำลังและความเร็วของกายเนื้อยกระดับขึ้นเกือบเท่าหนึ่ง แต่สิ่งที่มีประโยชน์มากที่สุดคือพรสวรรค์ที่ควบคุมพลังเกล็ดหิมะได้ตามใจ การควบคุมคุณสมบัติเกล็ดหิมะของกายเนื้อร่างนี้เหนือกว่าผู้ถืออาวุธจำนวนมากไปแล้ว’ ลู่เซิ่งเดินไปเรื่อยๆ อย่างไม่สนใจ ทิ้งก้อนน้ำแข็งสัตว์ป่าขนาดต่างๆ ไว้หลายก้อน

ตอนที่ใกล้จะบรรลุถึงบึงมังกรพิษ เขาค่อยชะงักฝีเท้า

มังกรพิษร่างกำยำหลายตัวกำลังกระพือปีกเนื้อและจับจ้องมองมาทางด้านนี้ตาเป็นมันอยู่บนฟ้าไกลออกไป

แสดงให้เห็นว่าพวกมันได้รับข่าวที่เผ่าหมาป่าเกล็ดหิมะได้ให้กำเนิดราชาหมาป่าเกล็ดหิมะแล้ว

ลู่เซิ่งมองแวบหนึ่ง แล้วหมุนตัวกลับ

เขากำลังแสดงท่าทีอยู่

เป็นอย่างที่คาด ต่อจากนั้นอีกหลายวันมีมังกรพิษตัวหนึ่งมาจากบังมังกรพิษ หลังจากที่ถามไถ่สถานการณ์ของลู่เซิ่งอย่างนอบน้อมแล้ว ก็มอบของขวัญชิ้นหนึ่งให้ นับว่าเป็นการสะสางบุญคุณความแค้นกับเผ่าหมาป่าหิมะ

ความจริงที่เผ่ามังกรพิษกดดันมนุษย์หมาป่า ก็ถือเป็นการปกป้องพวกเขาทางอ้อมเช่นกัน ถ้าไม่ใช่การคุกคามของพวกมัน เหยี่ยวเหล็กสี่ปีกคงกินมนุษย์หมาป่าจนเกลี้ยงป่าไปแล้ว

หลังปรับตัวอยู่หลายวัน ผู้นำหมาป่าเกล็ดหิมะตัวใหม่ก็เข้าสู่การกักตนอีกครั้ง

และข่าวที่เขาเลื่อนระดับอย่างฉับพลันก็ลอยไปถึงหูของตัวตนที่แข็งแกร่งที่อยู่ไกลกว่าด้วย

...

“สายเลือดไม่อาจถูกกระตุ้นถึงระดับนี้โดยไร้สาเหตุ”

ภายในถ้ำสีแดงเข้มแห่งหนึ่ง กิ้งก่ายักษ์ที่มีดวงตาสองข้างเป็นสีแดงฉานตัวหนึ่งใช้น้ำเสียงมั่นใจที่เชื่องช้าและทุ้มต่ำพูดภาษาที่ใช้กันอย่างแพร่หลายบนเทือกเขา

“ดังนั้นมนุษย์หมาป่าน้อยตัวนั้นจะต้องมีสมบัติอะไรสักอย่างที่ทำให้เขาวิวัฒนาการและเกิดการเปลี่ยนแปลงทางคุณสมบัติเร็วแบบนี้อย่างแน่นอน” งูหลามที่มีตาสีเงินเพียงข้างเดียวซึ่งอยู่อีกมุมหนึ่งของถ้ำ ใช้เสียงสตรีที่ฟังดูหม่นหมองตอบ

“จะไปไหม พวกเราร่วมมือกัน พอแย่งของได้ก็หนีทันทีขอแค่เร็วพอ โองการของมังกรศักดิ์สิทธิ์ก็ทำอะไรพวกเราไม่ได้หรอก” กิ้งก่าแลบลิ้นสีแดงพลางกล่าวอย่างเย็นเยียบ

“ไปดูกัน อย่างไรก็ไม่เป็นไรอยู่แล้ว พวกเราติดอยู่ในช่วงลอกคราบมานานเกินไป...ไม่ได้กินเลือดเนื้อระดับผู้นำมานานพอดี” งูยักษ์แลบลิ้นพลางกล่าว

...

ฮือ...ลมเย็นเยียบลอยวนเวียนอยู่รอบๆ หมู่บ้านไพรแดง

ตอนนี้ในหมู่บ้านมีสภาพดีกว่าก่อนหน้านี้มาก เผ่าหมาป่าทุ่งหญ้าที่ใกล้สูญพันธุ์ หลังได้ทราบข่าวการถือกำเนิดของราชาหมาป่าเกล็ดหิมะ ก็มุ่งหน้ามาขอสวามิภักดิ์

เผ่าหมาป่าทุ่งหญ้าเผ่านี้มีจำนวนราวสามสิบตัว แม้ส่วนใหญ่จะผอมจนกระดูกงองุ้ม แต่ว่าเหมือนเป็นการส่งถ่านกลางหิมะสำหรับหมู่บ้านไพรแดงที่ประชากรขาดแคลนพอดี

ไม่ใช่แค่นี้นั้น เผ่าหมาป่าพงไพรจำนวนไม่น้อยที่ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากถึงขีดสุดก็พากันมาขอพึ่งพาเช่นกัน

ลู่เซิ่งกลายเป็นผู้นำของเผ่าหมาป่าในเทือกเขาใกล้ๆ นี้อย่างน่าเกรงขาม

หมู่บ้านได้รับการจัดระเบียบจนสะอาด ธุลีขาวรับหน้าที่เป็นผู้นำใหญ่ สั่งเหล่าหมาป่าให้จัดการนู่นนี่ เหมือนกับหนุ่มขึ้นสิบกว่าปี

ด้านในบ้านดินของราชาหมาป่า

ลู่เซิ่งหมอบอยู่ตรงกลางเหมือนกับหมาป่าจริงๆ สองตาปิดแน่น ขนทั่วร่างเป็นสีขาวบริสุทธิ์

เขากำลังใช้จิตวิญญาณเร่งความเร็วในการปรับตัวของร่างกาย ตอนนี้ผ่านไปหลายวัน สมควรถึงเวลายกระดับอีกครั้งแล้ว

อินเตอร์เฟซดีปบลูลอยอยู่ด้านหน้าเขา

[แผนผังพลังเกล็ดหิมะ: ราชาหมาป่าเกล็ดหิมะ (คุณสมบัติพิเศษ: เพิ่มความเย็นสุดขั้วระดับหนึ่ง, อัญเชิญหมาป่าหิมะระดับหนึ่ง, น้ำแข็งคำรามระดับหนึ่ง)]

‘เริ่มกันเลย’ ลู่เซิ่งไม่อยากอยู่ในโลกประหลาดใบนี้นาน ยิ่งอยู่นี่นานเท่าไหร่ ต้าอินก็ยิ่งเกิดวิกฤติมากเท่านั้น

พลังอาวรณ์หลั่งไหลออกจากร่างหลัก จากนั้นก็ซึมเข้าทุกส่วนของร่างกายด้วยการควบคุมของดีปบลู

ลู่เซิ่งอาบร่างอยู่ในแสงสีน้ำเงินเข้ม พลังอาวรณ์จำนวนมากกลายเป็นสนามพลังลึกลับชนิดหนึ่ง กระตุ้นให้พลังเกล็ดหิมะของร่างกายนี้เริ่มจัดวางภาพโครงสร้างเครือข่ายสามมิติแบบใหม่ที่แตกต่างจากก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง

แผนผังใหม่นี้ไม่มีชื่อ ลู่เซิ่งจำได้จากลำดับกระบวนการอันซับซ้อนว่า นี่คือแผนผังที่ค่อนข้างเรียบง่ายหากแต่ไม่มีชื่อในกองแผนผังนิรนามกองนั้น

ด้วยการควบคุมของดีปบลู โครงสร้างหยาบๆ ของพลังเกล็ดหิมะก็ถูกกางออกอย่างง่ายๆ ในร่างกายของลู่เซิ่ง จากนั้นก็มีการสร้างโครงสร้างลวดลายใหม่ๆ อีกหลายใบ แล้วคลุมทับลงไปเหมือนกับวางซ้อนกัน

พลังเกล็ดหิมะเหล่านี้บ้างก็เคลื่อนที่ไปตามเส้นเลือดและเส้นชีพจร บ้างก็ทะลุผ่านเส้นเลือดและโครงกระดูกอย่างหยาบๆ กลายเป็นโครงสร้างที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับขนาดร่างกาย

ไม่นาน หลังจากจัดวางเสร็จสิ้น เทวลักษณ์ที่ชัดเจนลายหนึ่งก็ค่อยๆ ปรากฏตรงกลาง

กระบวนการที่ราชาหมาป่าเกล็ดหิมะทั่วไปต้องฝึกฝนเป็นเวลาสิบกว่าปี ถูกหดให้สั้นลงจนเหลือแค่ไม่กี่อึดใจ

กรอบพร่ามัวอีกรอบ แต่แค่ไม่กี่อึดใจให้หลังก็ชัดเจนขึ้นใหม่

[แผนผังพลังเกล็ดหิมะ: ราชาหมาป่าเกล็ดหิมะแข็งแกร่งขึ้นระดับสอง (คุณสมบัติพิเศษ: เพิ่มความเย็นสุดขั้วระดับสอง, อัญเชิญหมาป่าหิมะระดับสอง, น้ำแข็งคำรามระดับสอง)]

‘เสียพลังอาวรณ์ไปสี่หน่วย ร่างกายยังอยู่ในขอบเขตที่ทนได้ ต่อเลย...’

ลู่เซิ่งค่อยๆ หลับตาลง กรอบของแผนผังพลังเกล็ดหิมะพร่ามัวและชัดเจนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยกระดับไปเรื่อยๆ ด้วยความเร็วและความถี่ที่สูงถึงขีดสุด

ไม่นานก็เป็นระดับสาม...

จากนั้นก็ระดับสี่...

ระดับห้า...

ระดับหก...

ลู่เซิ่งพลันตัวสั่น ขนาดร่างกายเริ่มขยายใหญ่ขึ้นด้วยความเร็วที่ตาเนื้อเห็นได้

ระดับเจ็ด...

ระดับแปด...

ระดับเก้า

ขนาดร่างกายของเขาขยายจากสูงหนึ่งจุดเจ็ดแปดหมี่ในตอนแรก กลายเป็นสองหมี่กว่าๆ เกือบสามหมี่

แสงสีขาวอมเทาหลายกลุ่มขยายออกมาอย่างช้าๆ จากใต้เท้าของเขา จากนั้นก็แผ่ขยายตามเส้นทางลี้ลับที่ไม่รู้จักไปยังที่ไกล

ทั่วทั้งหมู่บ้านไพรแดงตกสู่ความหนาวที่เย็นเยือกกว่าเดิมอย่างรวดเร็ว เผ่าหมาป่าเกล็ดหิมะในตอนแรกได้อพยพย้ายหมู่บ้าน หาที่อยู่บางส่วนด้านนอกเหมือนกับเผ่าพันธุ์อื่นๆ แต่แรกแล้ว เนื่องจากไม่มีผู้ใดทนรับความเย็นของที่นี่ได้ไหว

อาณาเขตทรงกลมเส้นผ่าศูนย์กลางร้อยหมี่กลางหมู่บ้านมีแสงสีขาวอมเทาอ่อนๆ กำลังกะพริบ

...

ด้านในบึงน้ำแห่งหนึ่งนอกหมู่บ้าน

งูยักษ์ตาเดียวตัวหนึ่งม้วนพันอยู่บนต้นไม้ใหญ่ มองดูปรากฏการณ์พิเศษในหมู่บ้านอยู่ไกลๆ ม่านตาในแนวตั้งฉายแววโหดเหี้ยมและละโมบ

อีกด้านหนึ่ง กิ้งก่ายักษ์ที่สองตาเรืองแสงสีเลือดตัวหนึ่งเกาะอยู่บนต้นไม้ ห้อยร่างมองไปยังที่ไกล

“เป็นกลิ่นอายที่เข้มข้นมาก...เพิ่งจะเลื่อนระดับได้ไม่นาน มันกลับสร้างความมั่นคงให้แก่ระดับผู้นำถึงขั้นนี้ได้แล้ว สมบัติชิ้นนี้ช่าง...” งูยักษ์อดรนทนไม่ไหวบ้างแล้ว

“จะประมาทไม่ได้ พวกเราอ้อมดูสักรอบก่อน อาจจะมีหลุมพรางหรือไม่ก็ภาพลวงก็ได้” กิ้งก่าตาแดงเอ่ยอย่างเคร่งขรึม

“ถูกต้อง...ต่อให้จะเลื่อนระดับอีก ผู้นำแค่คนเดียวก็หนีไม่รอดจากการควบคุมของพวกเราหรอก” งูยักษ์ลังเลเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า

...

ระดับเก้า...

ระดับสิบ...

ระดับสิบเอ็ด...

ระดับสิบสอง...

ระดับสิบสาม...

แกร๊ก!

ลู่เซิ่งพลันลืมตาขึ้น แล้วก็เห็นชั้นน้ำแข็งหนาที่กระจายไปทั่วร่างกายตนเอง ผิวของชั้นน้ำแข็งเหล่านี้เต็มไปด้วยรอยแตกเล็กละเอียด

‘สำเร็จแล้วหรือ’ เขารีบมองไปยังกรอบ

[แผนผังพลังเกล็ดหิมะ: ยอดผู้นำเกล็ดน้ำแข็ง (คุณสมบัติพิเศษ: เกราะเย็นสุดขั้วระดับหนึ่ง, นรกแช่แข็งระดับหนึ่ง, ไอเย็นน่าพรั่นพรึงระดับหนึ่ง เพิ่มความเย็นสุดขั้วขั้นสูงระดับหนึ่ง)]

‘ยอดผู้นำเกล็ดน้ำแข็งหรือ เหนือกว่าผู้นำคือยอดผู้นำหรือ’ ลู่เซิ่งนึกเฉลียวใจ ‘แต่ดูเหมือนการเพิ่มความแข็งแกร่งทางกายเนื้อจะไม่นับว่าดีนัก หลักๆ ไปอยู่ที่ทักษะความสามารถมากกว่า ทักษะความสามารถขึ้นอยู่กับพลังจิตวิญญาณ หรือก็คือพลังจิตเป็นหลัก นี่ไม่ส่งผลด้านลบต่อเราแม้แต่น้อย แถมร่างกายก็ยังรับได้อีก ต่อเลย ดูซิว่าจะไปถึงขีดจำกัดตอนไหน’

ลู่เซิ่งเว้นเล็กน้อย แล้วเพ่งมองกรอบพร้อมกับกดปุ่มเรียนรู้ต่อ

กรอบพร่ามัวและชัดขึ้นอีกครั้ง ชัดและพร่ามัวอีกครั้ง...

ยอดผู้นำระดับหนึ่ง...

ยอดผู้นำระดับสอง...

ยอดผู้นำระดับสาม...

ยอดผู้นำระดับสี่...

...

“ผีแดง เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่าไอเย็นในหมู่บ้านแข็งแกร่งกว่าเมื่อครู่นิดหน่อย” ในป่ารกชัฏด้านนอกหมู่บ้าน งูยักษ์ตาเดียวเอ่ยอย่างกังขาเล็กน้อย

“งั้นหรือ หรือว่าด้านในจะติดตั้งกับดักที่ไม่มีใครรู้ไว้ชนิดหนึ่งเพื่อเล่นงานยอดผู้นำอย่างพวกเรา” กิ้งก่าตาแดงใคร่ครวญ

เขาเคยเจอความทรมานจากกับดักของมนุษย์มาก่อน ดังนั้นจึงระวังตัวในด้านนี้ถึงขีดสุด

“พวกเราวนอีกสักรอบเถอะ การเลื่อนระดับของมนุษย์หมาป่าน้อยนี่ต้องหยุดลงในไม่ช้าก็เร็ว เมื่อถึงเวลา จะเป็นทีของพวกเราแล้ว...”

เขาอดหัวเราะเสียงแหลมไม่ได้

งูยักษ์ก็แสดงสีหน้าโลภออกมาเช่นกัน

...

ยอดผู้นำระดับสิบเอ็ด...

ยอดผู้นำระดับสิบสอง...

ยอดผู้นำระดับสิบสาม...

ยอดผู้นำระดับสิบสี่...

เปรี้ยง

เกิดเสียงแตกดังขึ้น ก้อนน้ำแข็งในรัศมีหลายหมี่รอบๆ ตัวลู่เซิ่งระเบิดออก ทั่วทั้งร่างเขาปรากฏลักษณ์มารสีน้ำเงินเข้มหลายสายอย่างช้าๆ

พลังอาวรณ์ไหลเวียนอย่างรวดเร็วข้างใต้ผิวหนังของเขา อินเตอร์เฟซตรงหน้าชัดขึ้นเป็นครั้งสุดท้ายอยู่นานมาก ในที่สุดจึงค่อยพร่ามัวลง

ความรู้สึกสุขสบายที่ไม่เคยสัมผัสได้มาก่อนพรั่งพรูออกมาจากส่วนลึกของจิตใจ ลู่เซิ่งขดร่างเหมือนกับทารกแรกเกิด

แต่ว่าเลือดเนื้อตรงบ่าซ้ายของเขากลับพลิกตัวอย่างรุนแรง เหมือนกับมีอะไรบางอย่างคิดจะเบียดออกมาจากในกล้ามเนื้อ

เส้นสายพลังอาวรณ์นับไม่ถ้วนแยกกันไหลออกจากรอบๆ ผิวหนังมายังที่นี่

ไม่ทราบผ่านไปนานเท่าไหร่

ลู่เซิ่งค่อยๆ ยืดร่างกาย ร่างอันมหึมาที่สูงถึงห้าหมี่ทำให้บ้านดินดูคับแคบเป็นพิเศษ

พรวด!

หัวหมาป่าหัวที่สองงอกออกมาจากบนบ่าซ้ายของเขา

‘เลื่อนระดับอีกแล้ว...’

ลู่เซิ่งลูบศีรษะข้างใหม่บนบ่า

‘ในที่สุดก็มาถึง...ระดับภูตแล้ว ต่อจากนี้ก็คือระดับมหาภูต...’

...

ด้านนอกหมู่บ้าน

“ดูสิ! ไอความเย็นหายไปแล้ว โอกาสดี พวกเราบุก!” กิ้งก่าตาแดงพลันตะโกน

“สมบัติเป็นของข้า!” งูยักษ์ตาเดียวหัวเราะ ก่อนจะเร่งความเร็วพุ่งเข้าหาหมู่บ้าน

..............................................

ฟ้ามืดครึ้ม ลมพัดหวีดหวิว

งูยักษ์กับกิ้งก่าพุ่งเข้าหาหมู่บ้าน

ลู่เซิ่งเพิ่งหยุดการเลื่อนระดับ ก็ได้ยินด้านนอกมีเสียงร้องปานอัสนีบาตดังมา จึงผลักหน้าต่างไม้ออกไปดู ก่อนจะอดยิ้มไม่ได้

‘ดูเหมือนจะมียอดผู้นำมาอวยพรให้การยกระดับของเราอีกแล้ว’ เขาเบียดร่างออกไปจากประตูไม้ แต่เพราะร่างกายที่ใหญ่โตเกินไป จึงทำให้ประตูไม้พังลงโดยสมบูรณ์ในพริบตาที่เบียดออกไป

“เนื้อเป็นของข้าเช่นกัน! ฮ่าๆๆ!” งูยักษ์อ้าปากพุ่งใส่บ้านไม้เหมือนกับโผบิน

เผอิญกับที่ไปประจัญหน้ากับลู่เซิ่งที่เบียดประตูไม้ออกมาพอดี

เปรี้ยง

ลู่เซิ่งดึงแขนออกจากช่องประตูอย่างยากลำบาก แล้วใช้อีกมือยันบนพื้น จากนั้นก็พยายามลากท่อนล่างออกมา

แต่เนื่องจากร่างกายหลังเลื่อนระดับของเขาสูงเกินหกหมี่และกว้างสามหมี่กว่าๆ บ้านไม้หลังเล็กๆ จึงทนไม่ไหว เพียงแต่ออกแรงเล็กน้อยเท่านั้น

แกร๊กๆ...

บ้านไม้ส่งเสียงโหยหวนอย่างเจ็บปวด จากนั้นก็ถล่มครืนลงโดยสมบูรณ์

“แขกผู้มาจากแดนไกล เข้ามานั่งก่อนเถอะ” ลู่เซิ่งตบพื้นด้านข้าง พร้อมกับสะบัดหัวหมาป่าสองข้างและร่างกายเพื่อสลัดฝุ่นออก

“ช่างน่าขายหน้าจริงๆ เพิ่งเลื่อนระดับ เลยปรับสถานที่ไม่ทัน” ลู่เซิ่งกล่าวด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร

ความเร็วของงูยักษ์ตาเดียวกับกิ้งก่าตาแดงช้าลงอยางไม่รู้ตัว สุดท้ายก็หยุดลงโดยอยู่ห่างจากด้านหน้าลู่เซิ่งไม่ถึงสิบหมี่

ความหนาวเย็นเสียดกระดูกทำให้พวกมันรู้สึกเหน็บหนาว แต่ก็ยังคงไม่หนาวเท่ากับลมเย็นที่ครางหวีดหวิวอยู่ในใจของพวกมัน

แสงสีขาวที่กำลังขยายใหญ่บนพื้นอย่างต่อเนื่องได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ผู้ที่อยู่ตรงหน้าเป็นยอดผู้นำตัวจริงเสียงจริง แถมแสงสีทองที่ขยายจากด้านในไปยังด้านนอกยิ่งแสดงให้เห็นว่า เป็นไปได้ถึงขีดสุดที่ผู้ที่อยู่ตรงหน้าจะเลื่อนสู่ระดับภูติแล้ว

ระดับภูตเชียวนะ!

นั่นคือราชันแห่งอาณาเขตใหญ่ที่มีจำนวนไม่มากในภูเขาทั้งเขา ถ้าหากผู้นำคือหัวหน้าเผ่าเล็กๆ อย่างนั้นยอดผู้นำก็เป็นผู้ปกครองที่ยึดครองสถานที่แถบหนึ่ง ส่วนระดับภูติก็คือผู้แข็งแกร่งระดับสุดยอดที่พวกมังกรศักดิ์สิทธิ์ไม่อาจผูกมัดได้อีกต่อไป ต่อให้อยู่ในตำหนักมังกรศักดิ์สิทธิ์ ก็เป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดที่เป็นรองเพียงมเหสีมังกรและราชามังกรเจ็ดสีเท่านั้น

เป็นผู้แข็งแกร่งที่สามารถกำหนดผลแพ้ชนะของกองทัพได้

สัตว์ประหลาดระดับภูติ มีภูติคุ้มกันต่อวิชาทางสายเลือดของผู้นำทั่วไป ส่วนวิชาทางสายเลือดของผู้เข้มแข็งระดับภูติสามารถเปลี่ยนแปลงการรบ และทำลายภูมิประเทศบริเวณหนึ่งได้

‘ท่านภูติที่เคารพ พวกเราบุกสถานที่ของท่านโดยไม่ได้ตั้งใจ ได้โปรดให้อภัยด้วย ข้าผีแดงกับเขาเดียว เป็นยอดผู้นำที่มาจากป่าฟีนา สัมผัสได้ว่าที่นี่มีตัวตนกำลังเลื่อนระดับ จึงรีบรุดมากราบกราน ต้องขออภัยที่บุกรุกด้วย!” กิ้งก่าตาแดงปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ด้วยความเร็วสูง ตอบด้วยใบหน้าเป็นมิตรมีมารยาททันที

ลู่เซิ่งในตอนนี้ออกมาจากบ้านไม้ได้แล้ว ร่างมหึมาที่สูงถึงหกหมี่กว่าๆ หัวหมาป่าสีขาวหิมะสองหัวที่อยู่บนบ่า ขนหนาพลิกม้วนตามลม ทุกๆ ย่างก้าวล้วนส่งเสียงทึบหนัก และทำให้พื้นรอบๆ สั่นไหวไม่หยุด

เหล่ามนุษย์หมาป่าในบ้านไม้หลังอื่นพากันมุดออกมา และมองดูลู่เซิ่งที่สูงใหญ่แข็งแกร่งด้วยสายตาตกใจหวาดกลัว

“ท่าน...คือกระดูกดำรึ!?” ธุลีขาวมุดออกมาจากในบ้าน พอเห็นขาสีขาวหิมะที่ทรงพลัง เขาก็ขยี้ตาเพราะนึกว่าตัวเองตาฝาดไป

แต่ครั้นเขาออกมาจากบ้าน แล้วเห็นรูปร่างของลู่เซิ่งอย่างแท้จริง จึงค่อยพบว่าตนไม่ได้ตาฝาด

แผงอกที่คุ้นเคย ปากยาวที่น่ากลัว และขนสีขาวหิมะหย่อมหนึ่งกลางหน้าผาก ล้วนพิสูจน์ว่า สัตว์ยักษ์ตรงหน้าก็คือกระดูกดำที่ประกาศกักตนก่อนหน้านี้นั่นเอง

“แน่นอนสิ ธุลีขาว ท่านจงไปประกาศให้ทีว่า ข้าต้องการให้เผ่าหมาป่าหิมะให้กำเนิดลูกเท่าที่จะทำได้ ห้าเดือนให้หลัง ข้าต้องเห็นลูกหมาป่าอย่างน้อยหนึ่งร้อยตัววางอยู่ต่อหน้าข้า” ลู่เซิ่งหันมาพูดเสียงเข้ม

ผลกรรมของกระดูกดำคือการนำพาเผ่าปกครองเทือกเขา ไม่มีการกดทับบนศีรษะอีกต่อไป ถ้าหากเป็นเขาคนเดียวยังพอว่า แต่ต้องรวมกับเผ่าทั้งเผ่าด้วย จึงต้องลำบากวางแผนสักหน่อย

เขาจำเป็นต้องเพิ่มขุมกำลังของเผ่าเท่าที่จะทำได้ เรื่องนี้อาศัยแค่มนุษย์หมาป่าในเผ่าแค่สิบกว่าตัวคงทำไม่ได้ เขาไม่สามารถควบคุมอาณาเขตที่ใหญ่เกินไป ถึงอย่างไรการสะสางผลกรรมก็ไม่ควรจะมีเรื่องให้ห่วงหน้าพะวงหลัง

“สำหรับรางวัล ผู้ที่ให้กำเนิดลูกเยอะที่สุด ข้าจะช่วยให้คนผู้นั้นทำความเข้าใจพลังเกล็ดหิมะเอง” ด้วยการควบคุมพลังของเขาในตอนนี้ สามารถลดพลังเกล็ดหิมะลงเพื่อให้มันไหลเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์หมาป่าในเผ่าอย่างละเอียดอ่อน โดยไม่ทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บได้

เมื่อเป็นแบบนี้ ยิ่งผ่านไปนานเท่าไหร่ ขอแค่เป็นผู้มีสายเลือดด้านนี้ ต่อให้เป็นหมูก็สามารถปลุกพลังเกล็ดหิมะให้ตื่นตามกาลเวลาได้

ครั้งนี้ไม่เพียงแค่ธุลีขาวเท่านั้น ยังมีหมาป่าเกล็ดหิมะตัวอื่นๆ ที่ออกมาเช่นกัน หลังจากลังเลเล็กน้อย พวกเขาก็ค่อยๆ หายหวาดกลัว สิ่งที่มาแทนที่คือความลิงโลดที่ควบคุมไม่ได้

บรู๊ว

บรู๊ว

บรู๊ว

เสียงหอนพุ่งสู่ฟากฟ้า ดังเบาสลับกัน   

เผ่าหมาป่าทุ่งหญ้าและหมาป่าพงไพรมองเผ่าหมาป่าเกล็ดหิมะด้วยความอิจฉา การผงาดขึ้นของผู้เข้มแข็งระดับสุดยอดสามารถนำพาความรุ่งเรืองมาให้เผ่าทั้งเผ่าได้อย่างแท้จริง

งูยักษ์ตาเดียวกับกิ้งก่าตาแดงหัวเราะแห้งตาม เออออไปตามบรรยากาศ

ตามปกติ หากเข้าอาณาเขตของผู้เข้มแข้งระดับภูติคนหนึ่ง จะต้องส่งของขวัญให้ก่อน จากนั้นค่อยขออนุญาตเข้าพบอยู่ไกลๆ ต่อมาหลังจากได้รับอนุญาตแล้ว จึงค่อยเข้าไปใกล้ในรัศมีพันหมี่ได้ ถัดมาจึงรอให้คนเชิญเข้าไปพบ ไหนเลยจะทะเล่อทะล่าพุ่งเข้ามาอย่างดุร้ายเหมือนกับพวกมันกัน

ผู้ที่อยู่ตรงหน้าจะไม่เอาความก็ได้ แต่ถ้าหากเวลานี้พวกมันรีบร้อนจากไป แล้วดันไปยั่วยุผู้เข้มแข็งท่านนี้เข้าล่ะก็...

“เอาล่ะ ข้ากับแขกสองคนจะคุยกันอย่างละเอียดสักหน่อย ที่นี่เล็กเกินไป ออกไปก่อนก็แล้วกัน” ลู่เซิ่งหัวเราะ ก่อนใช้มือหนึ่งจับงูยักษ์ อีกมือหนึ่งขวางกิ้งก่ายักษ์ไว้ แล้วสาวเท้าเดินไปยังที่ไกล

ถ้าหากบอกว่าก่อนหน้านี้เขาเข้าใจว่าสัตว์ประหลาดสองตัวนี้มาอวยพรจริงๆ อย่างนั้นตอนนี้หากเห็นร่องรอยมากมายที่ทั้งสองตัวนี้จงใจอำพราง แล้วเขายังมองไม่ออกอีกว่าอีกฝ่ายมีเจตนาร้าย เขาก็คงใช้เวลาเป็นเจ้าสำนักมาหลายปีอย่างเสียเปล่าแล้ว

“มาๆๆ ทางนี้มีแม่น้ำ พวกเราไปดื่มชากัน” ลู่เซิ่งใช้มือจับพวกมันทั้งสองไว้คนละข้าง จากนั้นสัตว์ยักษ์ทั้งสองก็ถูกเขาลากตัวไปยังที่ไกล

หลังจากเดินตึงๆๆ ออกไปสิบกว่าก้าวเข้าสู่ป่าแล้ว เขาก็ใช้มือจับคออีกฝ่ายไว้ข้างละตัว แล้วยกร่างลอยขึ้น

“เอาล่ะ พวกเจ้าจงบอกมาตามตรงว่ามาทำอะไรกันแน่” ตอนนี้บนร่างลู่เซิ่งมีเกราะแข็งสีขาวบริสุทธิ์คลุมขึ้นมาชั้นหนึ่งด้วยความเร็วสูง เกราะอ่อนเป็นเกราะทั้งตัว เพียงเผยขนตรงฝ่ามือกับส่วนใบหน้าเล็กน้อยเท่านั้น ที่เหลือล้วนดูหนักอึ้งและหยาบกระด้างถึงขีดสุด

ส่วนศอกของเกราะมีลวดลายปีกที่งดงามสลักไว้ กลางหลังมีแท่งน้ำแข็งหยาบใหญ่ยื่นขึ้นสูงเหมือนกระบี่

งูยักษ์กับกิ้งก่ายักษ์คิดขัดขืนโดยสัญชาตญาณ แต่พอรู้สึกได้ถึงแรงอันมหาศาลที่เหนือกว่าตนเองบริเวณคอ และพลังเกล็ดหิมะอันน่ากลัวที่ลอยอยู่รอบๆ พวกมันก็เลือกยอมแพ้พร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

“พวกเรา...พวกเราเพียงแค่มาดูว่าจะมีโอกาสหาของกินหรือไม่...” กิ้งก่ายักษ์กำลังจะหาข้ออ้าง งูยักษ์ก็บอกความจริงออกมาก่อน

“พวกเรารู้สึกได้ว่ามีคลื่นแผ่กระจายอยู่ ก็เลยคิดว่ามีสมบัติปรากฏขึ้น ดังนั้น...” งูยักษ์บอกเล่าความจริงอย่างซื่อสัตย์อย่างยิ่ง

“ดังนั้นจึงมาดูว่ามีโอกาสหรือไม่ใช่ไหม” ลู่เซิ่งเข้าใจในพริบตาว่าเจ้าสองตัวนี้มาทำอะไร

“ถูกต้อง...”

พอเห็นทั้งสองให้ความร่วมมือดีอย่างนี้ ลู่เซิ่งก็ไม่อยากลงมืออย่างอำมหิตอีก พอดีที่เผ่าอ่อนแอมากเกินไป จึงสามารถใช้สวะสองตัวนี้ให้เกิดประโยชน์ได้พอดี

“ข้าไม่สร้างความลำบากให้พวกเจ้าก็ได้ แต่พวกเจ้าต้องส่งสมบัติทุกอย่างที่ซ่อนไว้มา ข้าขอพวกที่มีอายุเยอะๆ นอกจากนี้ ให้หาเหยื่อส่วนหนึ่งมาให้เผ่าข้าด้วย” ลู่เซิ่งไม่อยากออกไปหาเหยื่อเองทั้งวัน

“ได้ขอรับๆ!” งูยักษ์กับกิ้งก่ายักษ์รีบพยักหน้า

ล้อเล่นหรือไง การล่วงเกินต่อภูตตนหนึ่งแล้วถูกกินล้วนเป็นเรื่องที่รวบรัดผ่อนคลาย ท่านที่อยู่ตรงหน้าใจกว้างเหลือล้น ถือว่าให้ความเมตาเป็นพิเศษแล้ว

“ตกลงตามนี้ พวกเจ้าไปซะ อย่าคิดหนี ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เตือน” ลู่เซิ่งหัวเราะเสียงเย็น ก่อนจะปล่อยมือ

พลังเกล็ดหิมะที่มีความเข้มข้นสูงสองสายแอบเข้าไปในขอบหัวใจของเจ้าสองตัวนี้ พร้อมจะจุดปะทุได้ตลอดเวลา

พอมาถึงระดับของเขา การควบคุมพลังเกล็ดหิมะนอกร่าง ก็กลายเป็นเรื่องเล็กๆ ที่ง่ายดายเหมือนกินข้าวดื่มน้ำแล้ว

พลังเกล็ดหิมะสองสายนี้มีตราประทับระดับภูติของเขาอยู่ด้วย นอกจากยอดฝีมือระดับเดียวกันลงมือ ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีใครแก้ไขได้

“ทราบแล้วๆๆ!” หลังสัตว์ประหลาดสองตัวถูกปล่อย ก็รีบวิ่งเข้าป่ารกชัฏแบบไม่เลือกทิศทางทันที

ลู่เซิ่งไม่ขัดขวาง พลังเกล็ดหิมะความเข้มข้นสูงสองสายนั้นจะเคลื่อนไหวหนึ่งครั้งทุกๆ หนึ่งวัน ถ้าหากพวกมันไม่กลับมา มันจะระเบิดและทิ่มแทงหัวใจของพวกมันในวันที่สองทันที จากนั้นกระแสความเย็นความเข้มข้นสูงจะไหลตามหัวใจไปทั่วร่างอย่างรวดเร็ว และแทงทะลุทั่วร่างของพวกมันจนเหมือนเม่น

ลู่เซิ่งมองตามจนสัตว์ประหลาดสองตัวหายเข้าป่าไป จึงค่อยหมุนตัวกลับไปถึงหมู่บ้าน

มนุษย์หมาป่าในเผ่าหมาป่าเกล็ดหิมะอย่างพวกธุลีขาวจะต้องสงสัยมากแน่ว่า เขามาถึงระดับนี้ได้อย่างไร อาศัยแค่แผนผังโดยไม่มีทรัพยากร ไม่มีทางที่จะมีใครอยู่เฉยๆ แล้วเลื่อนมาถึงระดับนี้ได้

พวกเขาจะต้องมีการคาดเดา แต่ลู่เซิ่งไม่สนใจว่าพวกเขาจะเดาอย่างไร เขาแค่สะสางผลกรรมก็พอ ประวัติศาสตร์ย่อมมอบคำอธิบายที่สมเหตุสมผลให้แก่เขาเอง

หลายๆ ครั้ง เทียบกับตำนานเทพนิยายแล้ว ผู้คนเชื่อในหลักตรรกะและความสมเหตุสมผลมากกว่า ต่อให้เทพนิยายของจริงมาวางต่อหน้าพวกเขา ก็จะไม่มีคนเชื่ออยู่ดี

ลู่เซิ่งกลับมาถึงหมู่บ้าน ตอนนี้บ้านดินถูกทำลายไปแล้ว เขาจึงจำเป็นต้องหาที่กักตนที่ใหญ่กว่าเดิม พอมาถึงระดับนี้ เขาเลยกวาดตามองอินเตอร์เฟซดีปบลู

[แผนผังพลังเกล็ดหิมะ: หมาป่าแห่งเหมันต์(ภูติ) (คุณสมบัติพิเศษ: ร่างตำนานระดับหนึ่ง, วิชาตำนานระดับหนึ่ง: ควบคุมความเย็น, วิชาเกราะน้ำแข็ง, เหมันต์คำราม, ประกายวิญญาณเย็นสุดขั้ว)]

‘นี่มันเป็นสิ่งมีชีวิตระดับตำนานในเรื่องเล่านวนิยายกับตำนานเทพนิยายทางตะวันตกที่เราเคยได้ยินมาในโลกเก่านี่นา’ ลู่เซิ่งพลันนึกถึงความทรงจำที่ผ่านมานานแล้ว ก่อนจะเข้าใจในทันที

เขาดูพลังอาวรณ์ จนกระทั่งถึงตอนนี้ได้ใช้ไปแล้วสามพันกว่าหน่อย ยังเหลืออีกเก้าหมื่นกว่า ถือว่าสิ้นเปลืองแล้ว แต่ดีที่ยังพอใช้อยู่

‘ก่อนหน้านี้ตอนที่เราเลื่อนเป็นผู้นำ มีผู้นำมาแสดงความยินดี ตอนนี้เรากลายเป็นภูตแล้ว น่าจะมีผู้เข้มแข็งระดับเดียวกันมาหา’ ลู่เซิ่งคาดเดา วางแผนจะรอดูสถานการณ์ก่อน

เขาถือโอกาสเรียกธุลีขาวมาซักถามสถานการณ์ของเผ่ารอบๆ

ธุลีขาวอายุเจ็ดสิบกว่าปีแล้ว ถือเป็นมนุษย์หมาป่าชราวัยวุฒิสูงสุดของเผ่าหมาป่าเกล็ดหิมะ จึงมีความรู้กว้างขวาง

“ใกล้ๆ นี้มีเผ่าพิเศษอะไรบ้าง เอาเป็นเผ่าใหญ่ๆ ที่แข็งแกร่งกว่าพวกเหยี่ยวเหล็กสี่ปีกก็แล้วกัน” ลู่เซิ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นที่ว่างด้านข้างหมู่บ้าน พร้อมกับซักถามมนุษย์หมาป่าชราที่สูงไม่ถึงหัวเข่าของเขา

..............................................

“กราบทูลฝ่าบาท พวกเราเคยได้ยินทูตของมังกรพิษบอกว่า ไม่ว่าจะเป็นบึงมังกรพิษ หรือเหยี่ยวเหล็กสี่ปีก ก็ล้วนอยู่ในการดูแลของขุมกำลังยิ่งใหญ่ที่มีชื่อว่าตำหนักมังกรศักดิ์สิทธิ์ ขุมกำลังนี้แข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง ขุมกำลังแทบทั้งหมดรอบๆ ที่เรารู้จักล้วนอยู่ในการควบคุมของพวกมัน” ธุลีขาวตอบอย่างละเอียดและตั้งใจ

“ตำหนักมังกรศักดิ์สิทธิ์หรือ” ลู่เซิ่งจดจดจำชื่อนี้เอาไว้

“ฝ่าบาท ถ้าหากว่าตำหนักมังกรศักดิ์สิทธิ์เป็นมังกรศักดิ์สิทธิ์ก่อตั้งขึ้นจริงๆ อย่างนั้นก็จำเป็นต้องระวังตัวเป็นพิเศษด้วย ข้าเคยได้ยินมาว่า เผ่ามังกรชนิดนี้เป็นราชาในหมู่มังกร พวกมันมีภูมิคุ้มกันต่อพลังงานและวิชาส่วนใหญ่โดยกำเนิด พลังการต่อสู้ทางกายก็เหี้ยมหาญจนไร้คู่ต่อกรเช่นกัน พอถือกำเนิดมาก็กลายเป็นสิ่งมีชีวิตระดับตำนาน หรือเป็นภูตโดยกำเนิดทันที ถ้าหากเป็นตำหนักมังกรศักดิ์สิทธิ์จริงๆ...ข้าแนะนำว่าให้ฝ่าบาทพยายามวางแผนการออกจากที่นี่โดยเร็วที่สุดจะดีกว่า” ตอนนี้ธุลีขาวไม่รู้ว่าลู่เซิ่งอยู่ในระดับอะไร แต่อย่างไรก็คงสู้มังกรศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้อยู่ดี ดังนั้นเขาจึงเกลี้ยกล่อมให้ลู่เซิ่งพาทุกคนไปจากที่นี่

“ร้ายกาจขนาดนี้เชียว” ลู่เซิ่งค่อนข้างสนใจ

“ขอรับ แม้แต่มังกรอัญมณีที่ได้ชื่อว่าอาวุธสังหารก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกมัน” ธุลีขาวกล่าวพลางพยักหน้า “ตอนนี้เผ่าเรามีคนไม่เยอะพอดี สามารถอพยพได้สะดวก ถ้าหากว่ามีคนเยอะ กลับจะลำบากมากกว่าเดิม”

“พูดมีเหตุผล แต่ข้าขอพิจารณาดูก่อน” ลู่เซิ่งพยักหน้าบอกว่าเข้าใจ

จากนั้นเขาก็โบกมือให้ธุลีขาวจากไป ส่วนตัวเองลุกเดินไปนั่งขัดสมาธิในป่ารกที่อยู่ใกล้ๆ

‘ดีปบลู’

พอใช้ความคิด อินเตอร์เฟซของดีปบลูก็พลันปรากฏตรงหน้า

‘ดูเหมือนจะยกระดับได้อีกหน่อย’ ลู่เซิ่งตรวจสอบปุ่มด้านหลังกรอบ ปุ่มเรียนรู้ยังคงอยู่

แผนผังในครั้งนี้สามารถใช้ได้นาน เขาลองนับดู มีแผนผังทั้งหมดหกแผ่น เขาเพิ่งใช้ถึงแผนที่สาม หรือก็คือระดับผู้นำหมาป่าเกล็ดหิมะ แต่กลับเลื่อนขั้นมาโดยตลอดจนถึงระดับภูตหรือระดับตำนานในสภาพนี้

‘ฉวยจังหวะรอคนมา ยกระดับขึ้นอีกดีกว่า’ เพื่อประหยัดเวลา ลู่เซิ่งจึงเพ่งสมาธิสงบลมหายใจพร้อมกับกดปุ่มเรียนรู้ต่อ

กรอบพลันพร่ามัว

...

ด้านในตำหนักมังกรศักดิ์สิทธิ์บนยอดเขา

มังกรศักดิ์สิทธิ์สามตาค่อยๆ ตื่นจากการหลับใหล นางถูกไอความเย็นที่บ้าคลั่งไร้ความกลัวเกรงปลุกให้ตื่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน ตอนแรกไอความเย็นใหญ่แค่นิดเดียว แต่มันกลับขยายใหญ่เร็วขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา

มาถึงตอนนี้ ไอเย็นได้กลายเป็นกลิ่นอายที่จับต้องได้กลุ่มก้อนใหญ่ที่นางไม่อาจไม่ให้ความสำคัญได้อีกแล้ว

นางไม่กล้าลุกขึ้นจากไป เพราะจำเป็นต้องคุ้มครองน้ำพุเหมันต์นิรันดร์ไว้ตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นหากมันปะทุขึ้นมา ผลลัพธ์นั้นคงเลวร้ายจนไม่อาจนึกถึง

“มะลิ”

วังวนกลุ่มหนึ่งปรากฏในบริเวณที่มืดมิด มังกรศักดิ์สิทธิ์สีน้ำเงินที่มีขนาดเล็กตัวหนึ่งเลื้อยออกมาจากด้านใน

“ฝ่าบาทที่เคารพ มะลิฟังคำบัญชาของท่าน” มังกรศักดิ์สิทธิ์ตัวนี้มีเค้าโครงร่างกายเรียวเล็กและงดงาม แต่กรงเล็บกลับคมกริบเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมเผ่า นางเป็นสมาชิกที่เร็วที่สุด และมีกรงเล็บแหลมที่สุดในเผ่า

มังกรศักดิ์สิทธิ์สามตามองอีกฝ่ายแวบหนึ่ง

“ไปยังบึงมังกรพิษ หาต้นกำเนิดของไอเย็นที่ผิดปกติ และทำให้มันยอมแพ้ซะ ถ้าหากมันขัดขืน จงจัดการทันที”

“เพคะ”

...

[แผนผังพลังเกล็ดหิมะ: หมาป่าแห่งเหมันต์+9 (ภูติ) (คุณสมบัติพิเศษ: ร่างตำนานระดับเก้า, วิชาตำนานระดับเก้า: ควบคุมความเย็น, วิชาเกราะน้ำแข็ง, เหมันต์คำราม, ประกายวิญญาณเย็นสุดขั้ว)]

‘ทำไมยังไม่เลื่อนระดับสักที’ ลู่เซิ่งมองพลังอาวรณ์ที่หายไปหนึ่งหมื่นกว่าหน่วยของตนอย่างเสียดาย ครั้งนี้ขาดทุนอยู่บ้าง ถ้าหากครั้งนี้ไม่สามารถหาอะไรในโลกนี้มาชดเชยได้ เขาจะขาดทุนหนักจริงๆ แล้ว

แต่เขานึกอีกที ถ้าหากว่าครั้งนี้สำเร็จ ก็น่าจะเลื่อนสู่ระดับเจ้าแห่งอาวุธได้เมื่อกลับไป ถ้าหากเลื่อนเป็นเจ้าแห่งอาวุธได้ ต่อให้ใช้พลังอาวรณ์เหล่านี้จนหมดเกลี้ยงก็ไม่เป็นไร

ปุ่มเรียนรู้สีฟ้าในกรอบของดีปบลูกำลังทิ่มแทงจิตใจของลู่เซิ่งเหมือนกับเข็ม

พลังอาวรณ์สูญเสียเยอะขึ้นเรื่อยๆ แล้ว

‘เอาอีก!’

เขาตัดสินใจอย่างเด็ดขาด พร้อมกับกดปุ่มเรียนรู้อย่างจริงจัง

‘มาถึงระดับเก้าแล้ว นี่คือตัวเลขสูงสุด น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ต่างไปจากเดิมสิ’

พลังอาวรณ์หายไปอย่างบ้าคลั่งเหมือนกับน้ำตก ลู่เซิ่งรู้สึกได้ว่า มีวัตถุที่น่าอัศจรรย์อย่างหนึ่งซึ่งเป็นสิ่งของที่เบาเหมือนกับแก๊สมุดเข้ารูขุมขนทั่วร่าง และหลอมละลายเข้ากับพลังอาวรณ์ที่ไหลเชี่ยว ก่อนจะแผ่กระจายไปยังผิวทุกส่วน และมุมทุกมุมบนร่างอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ความเจ็บปวดเบาบางกลุ่มหนึ่งส่งมาจากบนบ่าของเขาอีกครั้ง

พรวด!

หัวหมาป่าอีกข้างหนึ่งงอกออกมาจากบนบ่าอีกด้าน

‘ครั้งนี้กลายเป็นหมาเฝ้านรกสามหัวจริงๆ แล้วสิ...’ ลู่เซิ่งเอือมระอา นึกไม่ถึงว่าตนจะกลายเป็นสัตว์ประหลาดในตำนานชนิดนี้

พรวด!

หัวอีกข้างงอกออกมาจากทรวงอกของเขา ตัดบทความคิดของเขา

ลู่เซิ่งจ้องมองทรวงอกอย่างงุนงงเล็กน้อย

พรวด พรวด พรวดๆๆ!

ไม่นานก็มีหัวหมาป่าหลายข้างงอกออกมาจากบนบ่าและกลางหลังติดต่อกัน พวกมันกองอยู่บนร่างท่อนบนของเขาเหมือนกับเพาะเห็ด

กรอบชัดเจนขึ้นจากความพร่ามัว

[แผนผังพลังเกล็ดหิมะ: หมาป่าราตรีเหมันต์เก้าเศียร (มหาภูติ) (คุณสมบัติพิเศษ: ร่างตำนานระดับสูง วิชาในตำนานขั้นสูงระดับหนึ่ง: ควบคุมความเย็น, แปลงเป็นหิมะ, ราตรีเหมันต์คำราม, ประกายวิญญาณหนาวยะเยือก, อัญเชิญธารน้ำแข็ง)]

ร่างกายของลู่เซิ่งใหญ่ขึ้นโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวเหมือนกับถูกเติมลม กล้ามเนื้อและเส้นขนขยายใหญ่ขึ้นอย่างบ้าคลั่ง

เจ็ดหมี่...

แปดหมี่...

เก้าหมี่...

สิบหมี่...!

หมาป่ายักษ์สีขาวหิมะสูงสิบหมี่ปล่อยไอความเย็นสีขาวออกมาจากทั่วร่างเหมือนกับควัน พื้นและป่ารอบๆ ถูกไอเย็นสีขาวปกคลุมอย่างบ้าคลั่ง แล้วโดนแช่แข็งเป็นรูปสลักน้ำแข็งในพริบตา

ไอเย็นขยายตัวอย่างต่อเนื่องจนปกคลุมหมู่บ้าน โดยปกคลุมอาณาเขตมากกว่าร้อยหมี่รอบๆ ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างถูกคลุมอยู่ในเกล็ดหิมะสีขาว

มีไอสีขาวหมุนวนอยู่ในซอกหลืบแคบๆ ทั้งยังเกิดอนุภาคที่เหมือนกับผลึกน้ำแข็งขนาดเล็กขึ้นมา

ลู่เซิ่งใช้จิตวิญญาณกวาดดู แล้วเข้าใจจากสายเลือดโดยสัญชาตญาณว่า นั่นคือการให้กำเนิดวิญญาณน้ำแข็งเกล็ดหิมะ

วิญญาณน้ำแข็งเกล็ดหิมะ ชีวิตพิเศษที่ถือกำเนิดมาจากประกายวิญญาณเย็นยะเยือก พวกมันไม่มีร่างกายเหมือนกับวิญญาณ สามารถทะลวงผ่านร่างกายของสิ่งมีชีวิตเพื่อมอบความหนาวเหน็บและความเจ็บปวดให้แก่พวกมันได้

นี่คือวิญญาณอันน่ากลัวที่เกิดขึ้นมาเพื่อทรมานสิ่งมีชีวิต เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับหมาป่าราตรีเหมันต์

‘เก้าหัวเหรอ...’ ลู่เซิ่งอ้าปากพ่นลมหายใจ ศีรษะทั้งเก้าพ่นลมหายใจพร้อมกัน คล้ายกับขยับตามทุกๆ การเคลื่อนไหวของเขา แม้จะมีศีรษะเก้าข้าง แต่กลับมีจิตแค่จิตเดียว

เขายกมือขึ้นเพื่อทดลองความสามารถทั้งหมดหลังจากการยกระดับ แต่ว่ากลิ่นอายอันแข็งแกร่งซึ่งกำลังมาจากที่ไกลด้วยความเร็วสูงก็รบกวนความคิดของเขา

โฮก!

เสียงคำรามที่เย็นเยียบและดังสนั่นดังมาจากที่ไกล

ลู่เซิ่งเงยหน้าขึ้น ศีรษะทั้งเก้ามองไปยังต้นเสียงพร้อมกัน

ตูม!

ชั่วพริบตานั้นพายุบ้าคลั่งสายหนึ่งก็กดทับลงมา ลู่เซิ่งที่ตั้งตัวไม่ทันร่างสั่นน้อยๆ ต้นไม้รอบๆ ถูกพัดเอียงจนหักโค่น พุ่มไม้ใบหญ้าโดนพัดจนลู่ไปด้านหลัง

‘นี่คืออะไร แสดงความน่าเกรงขามหรือ’ ลู่เซิ่งพลันไม่พอใจ แม้ร่างกายร่างนี้จะไม่ได้แข็งแกร่งเท่าร่างหลักของเขา แต่ก็มีความแข็งแกร่งราวครึ่งหนึ่งของร่างหลัก

เขาเกิดความคิด เหมันต์ราตรีคำรามอันเป็นวิชาในสายเลือดโดยพรสวรรค์เริ่มสะสมพลังทันที

ศีรษะหมาป่าตรงกลางเงยหน้าอ้าปาก กลุ่มแสงสีขาวบริสุทธิ์หมุนวนกลางปากโดยที่มีความเร็วสูงขึ้นเรื่อยๆ

จนกระทั่งท้ายสุด ตรงกลางกลุ่มแสงสีขาวถึงขั้นค่อยๆ ปรากฏสีดำที่เหมือนกับการพังทลายขึ้นมา

โฮก!

เสียงหมาป่าคำรามสนั่น

เสาแสงสีขาวบริสุทธิ์สายหนึ่งถูกยิงออกจากปากของลู่เซิ่ง เสาแสงที่ใหญ่ถึงสองหมี่ตั้งตรงเหมือนกับแสงเลเซอร์ พุ่งไปทางต้นเสียงอย่างสะเทือนเลื่อนลั่น

...

มะลิกำลังกระพือปีกขนาดยักษ์ ร่างกายอันงดงามขนาดสิบหมี่กว่าๆ กำลังร่อนลงใต้ชั้นเมฆ ด้านหลังมีมังกรลมสีเขียวที่ตัวเล็กกว่านางครึ่งหนึ่งติดตามอยู่เป็นจำนวนสิบกว่าตัว มังกรสีเขียวพวกนี้ถนัดการควบคุมอากาศมากที่สุด เมื่อมีพวกมันอยู่ด้วย ก็สามารถมอบของขวัญพบหน้าให้แก่เด็กน้อยที่เพิ่งเลื่อนระดับได้แล้ว

“ท่านมังกรศักดิ์สิทธิ์ผู้สูงส่ง พวกเราโจมตีด้วยแรงกดดันลมแล้ว ต่อจากนี้ต้องทำอะไรอีกหรือไม่” ผู้นำของมังกรสีเขียวเข้ามาถามเบาๆ

“แรงกดดันลมขนาดยักษ์ที่มังกรลมสิบห้าตัวผนึกกำลังใช้ออกมา เทียบได้กับวิชาในตำนานขั้นสูงแล้ว ต่อให้เป็นข้าก็ไม่กล้าปะทะซึ่งหน้า ต้องรบกวนผู้อาวุโสทุกท่านแล้ว” มะลิปฏิบัติต่อมังกรลมเหล่านี้อย่างเกรงใจเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรพวกเขาก็เป็นมังกรเฒ่าระดับผู้อาวุโสจากเผ่ามังกรลม ทุกๆ ตัวล้วนเป็นยอดฝีมือที่อยู่เหนือกว่าระดับยอดผู้นำขึ้นไป ผู้นำมังกรลมยิ่งเป็นตำนานในระดับภูตเหมือนกัน

ต่อให้นางจะอยู่ในระดับภูต ก็ทำได้แค่สู้กับมังกรลมระดับยอดผู้นำสิบตัวในครั้งเดียวเท่านั้น หากมากกว่านี้ก็จะไม่ใช่คู่มือแล้ว

“ท่านมังกรศักดิ์สิทธิ์เกรงใจแล้ว นี่เป็นสิ่งที่เราในฐานะราษฎรควรกระทำ” ผู้นำมังกรลมรีบตอบ

ครืน...

เสียงระเบิดเบาๆ พลันลอยมาจากพื้นดิน

มะลิงุนงง วิชาแรงกดดันลมไม่น่าจะสร้างเสียงแบบนี้ได้ คงไม่ได้ฆ่าเด็กน้อยตัวนั้นไปแล้วหรอกนะ

นางรีบก้มหน้าดู

ฟิ้ว!

ชั่วพริบตานั้นมีแสงสีขาวสายหนึ่งเฉียดผ่านหน้านางไป เกิดประกายเลือดขึ้นสายหนึ่ง

แสงสีขาวพุ่งผ่านด้านข้างนาง แล้วหายไปในชั้นเมฆบนท้องฟ้าไกลออกไป

ท้องฟ้าที่ตอนแรกขาวกระจ่างมืดลงอย่างรวดเร็ว

“นี่...หรือว่าจะเป็น!?” มะลิงงงัน ม่านตาหดตัว ก่อนจะหันไปมองท้องฟ้า

“แย่แล้ว รีบถอยเร็ว!” นางย้อนนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในความทรงจำเมื่อครั้งอดีต แล้วตะโกนไปทางฝูงมังกรลม

แต่ไม่ทันการณ์แล้ว

เกล็ดน้ำแข็งสีขาวบริสุทธิ์นับไม่ถ้วนเริ่มแผ่ขยายบนผิวของฝูงมังกรลม เมฆดำกดทับ การเคลื่อนไหวของมังกรลมทั้งหมดเริ่มเชื่องช้าลง ทุกๆ การกระพือปีกต้องใช้แรงมากกว่าก่อนหน้านี้สิบเท่ากว่าๆ

“รีบหนี! นี่เป็นราตรีเหมันต์คำรามในตำนาน! สวรรค์! เหตุใดสัตว์ประหลาดอย่างหมาป่าราตรีเหมันต์ถึงได้มาปรากฏตัวในอาณาเขตผืนนี้ได้! รีบหนีๆๆ!” มะลิกระพือปีกและตะโกนอย่างหวาดกลัว ถ้าหากหัวกะทิทั้งหมดในเผ่ามังกรลมตายลงที่นี่ นางไม่กล้าจินตนาการเลยว่าฝ่าบาทจะทรงพิโรธขนาดไหน!

เหล่าฝูงมังกรลมรีบหมุนตัวหนีเตลิดไปทั่วทิศ ไม่ต้องให้มะลิเตือน พวกเขาก็สัมผัสได้ว่าการคุกคามที่อันตรายถึงชีวิตกำลังจะมาแล้ว

หากถูกน้ำแข็งชนิดนี้แช่แข็ง พลังชีวิตทั้งหมดจะถูกกระชากทันที

มะลิเป็นมังกรศักดิ์สิทธิ์ จึงไม่เกรงกลัววิชาขนาดใหญ่นี้เท่าไหร่ ตอนนี้นางกัดฟันจ้องมองเบื้องล่าง แล้วเห็นเงาร่างขนาดยักษ์สีขาวหิมะกลุ่มหนึ่งกำลังเงยหน้ามองมาทางด้านนี้เช่นกัน

“บ้าเอ๊ย! เจ้าตายแน่! ข้า! แมรี่แอน ซียาลีนา อันเดลี...โอ้! มารดาของข้า...” มะลิพุ่งลงได้ครึ่งหนึ่ง พริบตาที่เห็นหมาป่ายักษ์ตัวนั้นชัด ขนทั่วร่างนางก็ลุกขึ้นเหมือนกับเข็ม การคุกคามที่อันตรายถึงชีวิตหลั่งไหลไปทั่วร่าง

หมาป่ายักษ์ตัวนั้นมีเก้าหัว มิหนำซ้ำหัวทั้งเก้ายังกำลังเงยหน้า สะสมก้อนแสงสีขาวบริสุทธิ์ที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ไว้กลางปากด้วย

หากตัดเสาแสงเมื่อครู่ทิ้ง ยังเหลืออีกแปดสาย...

ครืน!

แสงสีขาวทั่วฟ้าปกคลุมดวงตาของนาง ทุกอย่างกลายเป็นน้ำแข็ง

...

ลู่เซิ่งทยอยเงยหน้าขึ้น ก้อนแสงหลายกลุ่มที่มีอานุภาพน่าสะพรึงกำลังสะสมพลังในปากของเขา

เสาแสงสายแรกถูกยิงไปแล้ว

จากนั้นหัวหมาป่าข้างที่สองก็เงยหน้าขึ้นปล่อยเสาแสงสายที่สองออกไป

ฟ้าว!

จากนั้นก็เป็นสายที่สาม...

สายที่สี่...

สายที่ห้า...

เสาแสงหลายสายหายไปในท้องฟ้า ท้องฟ้ามืดครึ้มลงโดยสมบูรณ์ ครั้งนี้ลู่เซิ่งรู้แล้วว่า เหตุใดสายเลือดในแผนผังหลังวิวัฒนาการถึงได้ชื่อว่าหมาป่าราตรีเหมันต์ ที่แท้เขาสร้างราตรีเหมันต์ได้จริงๆ

แน่นอนว่าถ้าหากมะลิอยู่ตรงนี้ อาจจะแก้ตัวให้เขาอย่างไร้เรี่ยวแรงว่า ความจริงหมาป่าราตรีเหมันต์ไม่ได้มีเก้าหัว และอย่างมากสุดก็ทำให้ท้องฟ้ามืดครึ้มได้ครู่หนึ่งเท่านั้น

ระดับยื่นมือออกไปไม่เห็นห้านิ้วอย่างเขานี้ คาดว่าไม่เคยมีหมาป่าราตรีเหมันต์ตัวไหนในเทพนิยายเคยทำได้มาก่อน

..............................................

เสียงวัตถุขนาดยักษ์มากมายสั่นสะเทือนพื้นดิน มะลิก็ดี มังกรลมก็ดี ทุกสิ่งทุกอย่างต่างก็ถูกวิชาในตำนานระดับสูงนี้จัดการโดยสมบูรณ์

มหาภูตเป็นระดับที่ดำรงอยู่แค่ในตำนานและภาพลวงตาเท่านั้น ผู้ที่ใช้วิชาทางสายเลือดต่างเป็นผู้เข้มแข็งที่สร้างภัยพิบัติฟ้าขึ้นได้แทบทั้งสิ้น

ยิ่งอย่าว่าแต่สัตว์ประหลาดที่พัฒนาสภาพที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุดผ่านการวิวัฒนาการแผนผังอย่างลู่เซิ่ง

เขาที่ครอบครองจิตวิญญาณระดับเจ้าแห่งอาวุธขั้นเทวปัญญามีความได้เปรียบที่สัตว์ประหลาดระดับตำนานขั้นสูงตัวอื่นๆ ไม่อาจเลียนแบบได้ นั่นก็คือเขามีการช่วยเหลือจากจิตวิญญาณที่เต็มเปี่ยมตอนอยู่ในระดับต่ำ กอปรกับเครื่องมือปรับเปลี่ยนดีปบลูเติมพลังอาวรณ์ให้อย่างเต็มที่ เมื่อมาถึงระดับนี้จึงค่อยเกิดการเลื่อนขั้นขึ้นเนื่องจากรองรับการยกระดับพลังไม่ไหวอีกต่อไป

ความได้เปรียบในการยกระดับรูปแบบนี้แสดงออกมาให้เห็นอย่างเต็มที่ผ่านศีรษะเก้าข้างของลู่เซิ่ง

ไม่พูดถึงอย่างอื่น ต่อให้เป็นสัตว์ประหลาดระดับตำนานขั้นสูงในเรื่องเล่าขานก็ไม่ได้รอจนกระทั่งถึงขั้นเก้าของระดับตำนานจึงค่อยเลื่อนสู่ขั้นสูง ปกติแล้วต่างก็ต้องรีบยกระดับขึ้นเพราะขีดจำกัดทางอายุขัยในตอนอยู่ในขั้นสี่และขั้นสามทั้งนั้น

ถ้าหากเวลานี้ยังยกระดับไม่ได้ เช่นนั้นภายหลังก็จะตายไปเพราะขีดจำกัดทางอายุขัย

หากอนุมานตามเหตุผลและหลักการ ระดับตำนานก็คือระดับหนึ่ง ซึ่งสามารถไปถึงขอบเขตสมบูรณ์ที่ไม่อาจยกระดับไปมากกว่านี้ได้อีก

แต่นี่ต้องฝึกฝนเป็นเวลายาวนาน นอกเสียจากว่าจะมีสิ่งมีชีวิตที่อยู่ได้ถึงหนึ่งหมื่นปี ทุกๆ ขั้นของเก้าขั้นในระดับตำนานจะต้องดูดซับธาตุตามธรรมชาติมาเติมเต็มตัวเองอย่างน้อยหนึ่งพันปี หมายความว่าเก้าขั้นต้องใช้เวลาเก้าพันปี

และสิ่งมีชีวิตที่อยู่ได้ถึงหมื่นปีก็ต้องทุ่มเทสมาธิทั้งหมดไปกับการดูดพลังธาตุตลอดเวลาโดยไม่แบ่งแยกสมาธิด้วย

ซึ่งไม่มีทางที่จะมีใครทำได้

สิ่งมีชีวิตที่อยู่ได้ถึงหนึ่งหมื่นปีไม่สามารถทุ่มเทสมาธิและเวลาทั้งหมดไปกับเรื่องนี้ได้

ดังนั้นลู่เซิ่งเลยบรรลุถึงจุดสูงสุดของสิ่งมีชีวิตระดับตำนานขั้นสูงโดยไม่รู้ตัว

‘จบแล้วเหรอ’ ลู่เซิ่งมองทิศทางของต้นเสียง เขาเพิ่งจะใช้วิชาทางพรสวรรค์วิชาเดียว วิชาทางพรสวรรค์นี้ใช้ได้วันละครั้ง โดยเสียพลังกายราวๆ สองส่วน

แต่ก็ไม่เป็นไร ต่อให้ไม่มีเหมันต์ราตรีคำราม ก็ยังมีวิชาอื่นอยู่อีก หากยังไม่พออีก แค่เขากัดขย้ำก็สามารถสร้างความเสียหายเป็นแปดเท่าของหมาป่าราตรีเหมันต์ทั่วไปได้แล้ว

‘หรือว่าจะจงใจแกล้งตายเพื่อวางกับดัก’ ลู่เซิ่งรู้สึกว่าสุดยอดผู้เข้มแข็งบนโลกใบนี้ ไม่ว่าอยางไรก็ไม่น่าจะไร้พลังขนาดนี้

เขารอที่เดิมสักพัก พอเห็นว่าไม่มีการเคลื่อนไหวอะไรแม้แต่น้อยจริงๆ จึงค่อยเข้าไปใกล้จุดตกอย่างช้าๆ

เสียงวัตถุหนักที่หนาแน่นเมื่อครู่ทำให้เขาแยกแยะออกอย่างง่ายดายว่าเจ้าพวกนี้ตกตรงไหน

หลังจากเดินเป็นระยะทางราวสองสามพันหมี่ ลู่เซิ่งก็เห็นป่าสีขาวหิมะที่ถูกกระแทกเป็นหลุมมากมายอย่างรวดเร็ว

ป่าทั้งป่ามีเกล็ดหิมะสีขาวผืนหนาปกคลุมจนทั่ว แถมยังมีหลุมดาวตกขนาดต่างๆ กระจัดกระจายเต็มไปหมด ด้านในหลุมมีมังกรยักษ์สีเขียวหลายตัวที่ร่างแข็งจนขยับเขยื้อนไม่ได้นอนอยู่

มังกรยักษ์สีฟ้าซึ่งยาวสิบกว่าหมี่ตัวหนึ่งที่อยู่ตรงกลางสุด ดึงดูดความสนใจของลู่เซิ่งในพริบตา

มังกรตัวนี้มีเกล็ดเป็นสีฟ้าครามเหมือนท้องฟ้า สะอาดบริสุทธิ์ ตั้งแต่หัวจรดเท้า ไปจนถึงปีกและเขา ทั้งหมดล้วนเป็นสีฟ้าเหมือนกันหมด

ร่างที่ยาวสิบกว่าหมี่ของมันนอนแผ่อยู่บนพื้น ต้นไม้ใหญ่เกือบหกต้นหักโค่นลงกับพื้น

มันลืมตาโต ทำให้เห็นลวดลายสีฟ้าที่แตกซ่านได้จากในม่านตาสีฟ้าของมันอยู่บ้าง

ลู่เซิ่งเข้าไปใกล้เล็กน้อย พร้อมเหลียวมองมังกรเขียวที่นอนระเกะระกะโดยไร้ลมหายใจอยู่รอบๆ มังกรเขียวที่ใหญ่แค่ครึ่งหนึ่งของเขาเหล่านี้ไม่สามารถทำให้เขาสนใจได้ ในทางกลับกันมังกรฟ้าที่อยู่ตรงกลางตัวนั้นกลับทำให้เขาประหลาดใจอย่างยิ่ง

ไม่ใช่เพราะสิ่งใดอื่น หากเป็นเพราะ สายตาของเขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า มังกรฟ้าตัวนี้ยังไม่ตาย

‘หรือว่ามังกรศักดิ์สิทธิ์ที่ธุลีขาวพูดถึงจะเป็นเจ้าตัวนี้’ ลู่เซิ่งรู้สึกว่ามังกรตัวนี้มีคุณสมบัติต้านทานเหนือธรรมดา ขนาดตัวเขาก็ยังรู้สึกคาดไม่ถึงกับอานุภาพของราตรีเหมันต์คำราม แต่มังกรตัวนี้กลับยังไม่ตาย

แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของพลังชีวิตและคุณสมบัติต้านทาน

ลู่เซิ่งแบกศีรษะหมาป่าทั้งเก้าเดินวนรอบมังกรศักดิ์สิทธิ์ วิชาแก่นพลังที่เขาสร้างขาดแก่นพลังสำรองอยู่พอดี ร่างพวกนี้ใช้แก้ปัญหาเล็กๆ นี้ได้แล้ว

‘กินมังกรเขียวก็ก่อนแล้วกัน’ ลู่เซิ่งไตร่ตรอง ก่อนจะลากมังกรเขียวมาตัวหนึ่ง พลางขบคิดว่าจะเริ่มกินจากส่วนไหนดี

วิชาแก่นพลังจำเป็นต้องสำรองพลังงานจากอาหาร ดังนั้นอันดับแรกเขาจะต้องเปลี่ยนมังกรเหล่านี้ให้กลายเป็นอาหารก่อน

สิ่งมีชีวิตโบราณหายากอย่างเผ่ามารเขายังกินมาแล้ว ร่างมังกรเขียวเป็นเนื้อแช่แข็งที่ชิ้นใหญ่หน่อยก็เท่านั้น แค่หลับตาเคี้ยวๆ ก็ใช้ได้แล้ว

ลู่เซิ่งนั่งขัดสมาธิลงข้างร่างมังกรเขียว แล้วใช้มือตัดร่างเป็นท่อนๆ พร้อมกับยัดใส่ปากทั้งอย่างนั้น

รสชาติของมังกรเขียวหลังจากแช่แข็งเหมือนกับไอศกรีมรสเค็ม ไม่ได้อร่อยเท่าไหร่ แต่เป็นเพราะถูกแช่แข็งจนเปราะเกินไป ไม่ทันไรก็ถูกปากเก้าข้างของลู่เซิ่งแบ่งกินจนหมด

พอโคจรวิชาแก่นพลัง ความเร็วในการย่อยสลายของเขาก็สูงสุดขีด เพิ่งจะกินลงท้อง ก็ถูกวิชาแก่นพลังย่อยกลายเป็นพลังงานสำรองทันที

เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ลู่เซิ่งนั่งกินอย่างตะกรุมตะกรามอยู่กลางฝูงมังกร แก่นพลังสำรองของวิชาแก่นพลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

มังกรเขียวสิบกว่าตัวถูกเขาแบ่งส่วนเสร็จอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งกลายเป็นพลังงานถูกกินลงท้อง ส่วนที่เหลืออยู่ถูกเก็บเอาไว้ รอภายหลังค่อยกินใหม่

นอกจากนี้พวกชุดเกราะและของเล็กๆ น้อยๆ ที่มังกรเขียวพกติดตัวก็ถูกลู่เซิ่งเก็บไปเช่นกัน ของบางส่วนในนี้มีพลังอาวรณ์จำนวนมากอยู่ด้วย ทำให้เขาได้คืนทุนเล็กน้อย โดยเก็บพลังอาวรณ์ได้ราวหนึ่งพันกว่าหน่วย

หลังจัดการร่างมังกรเขียวจนเสร็จ ลู่เซิ่งค่อยมองมังกรสีฟ้าที่อยู่ตรงกลางเป็นครั้งสุดท้าย

มังกรสีฟ้าตัวนี้ยังมีลมหายใจอยู่แต่เป็นการเต้นของหัวใจที่อ่อนแรง

ลู่เซิ่งครุ่นคิดเล็กน้อย ไม่ได้กินนางในทันที หากแต่แบ่งมังกรเขียวออกเป็นก้อนเนื้อมากมาย จากนั้นก็ฝังไว้ใต้ดิน เมื่อมีประกายวิญญาณเย็นเยียบของเขาอยู่ด้วย ทั้งยังมีวิญญาณร่วมทางชนิดนั้นคอยเฝ้า ปกติต่อให้เป็นสิ่งมีชีวิตระดับผู้นำ ก็ไม่กล้าวู่วามเข้าใกล้ที่นี่เช่นกัน

พอจัดการมังกรเขียวเสร็จ ลู่เซิ่งก็ลากมังกรสีฟ้าไปยังหมู่บ้าน

หลังจากยกระดับมาถึงขั้นนี้ เขาก็รู้สึกได้ว่าบรรลุถึงขั้นสูงสุดแล้ว พลังอาวรณ์พอไม่พอเป็นอีกเรื่อง สำคัญที่เมื่อมาถึงระดับมหาภูต หากจะขึ้นไปอีก การเรียนรู้ตามแผนผังอย่างเดียวเหมือนจะไม่พอใช้แล้ว

คล้ายกับขาดเงื่อนไขสำคัญบางส่วนไป ทำให้เขาไม่อาจยกระดับไปสูงกว่านี้ได้อีก

เขายังไม่รู้ว่าขาดอะไรไปกันแน่ จึงได้แต่กินก้อนเนื้ออย่างต่อเนื่อง เพื่อสำรองมันเป็นแก่นพลังสำหรับรอใช้ในภายหลัง

ตอนที่เขาลากมังกรศักดิ์สิทธิ์มะลิกลับไปใกล้ๆ หมู่บ้าน ทั่วทั้งหมู่บ้านก็เกิดความปั่นป่วนขึ้น ไม่ใช่แค่ธุลีขาวเท่านั้น หมาป่าทั้งหมดต่างก็สัมผัสได้ถึงอานุภาพมังกรอันน่าสะพรึงกลัวและล้ำลึกจากตัวของสิ่งมีชีวิตอันยิ่งใหญ่

ต่อให้มังกรสีฟ้าที่ยาวถึงสิบกว่าหมี่ตัวนี้จะนอนหายใจรวยริน ก็ยังแสดงให้เห็นถึงความสูงส่งรวมถึงการดูแคลนทุกสรรพสิ่งโดยกำเนิด

ส่วนศีรษะเก้าข้างของลู่เซิ่งยิ่งทำให้หมาป่าทั้งหมดถอนใจอย่างน่าทึ่ง และพากันยำเกรงยิ่งกว่าเดิม

ดีที่ธุลีขาวควบคุมฝูงมนุษย์หมาป่าไว้ได้ และหลังจากเข้าไปปรึกษากับลู่เซิ่งอย่างละเอียด สองคนก็ตัดสินใจบุกเบิกที่ว่างแห่งหนึ่งในชั้นนอกหมู่บ้าน เพื่อให้ลู่เซิ่งเข้าไปอยู่อาศัย

ส่วนมังกรสีฟ้าตัวนั้น ลู่เซิ่งยังคิดจะศึกษาดูก่อน เลยไม่ได้กินทันที

เขาลากมังกรสีฟ้ามาถึงป่าเล็กๆ ที่ใช้ฝึกฝนเมื่อก่อนหน้านี้

ราตรีเหมันต์มาถึงหมู่บ้านเช่นกัน เพียงแต่ภายใต้การควบคุมอันแม่นยำ จึงไม่ได้ทำให้หมาป่าธรรมดาเหล่านี้โดนลูกหลงไปด้วย

ทว่าราตรีเหมันต์คำรามที่กินพื้นที่ไพศาลก็ได้สร้างความแตกตื่นให้แก่เผ่าพันธ์ขนาดต่างๆ ที่อยู่รอบๆ

ฝูงแรดมังกรดินมองดูทางนี้อยู่ไกลๆ ก่อนจะจากไปอย่างรวดเร็วภายใต้การนำของราชา เหมือนต้องการหลบภัย

ไม่ว่าอย่างไร ลู่เซิ่งก็ผงาดขึ้นเร็วเกินไปจนไม่อาจทำความเข้าใจได้ เผ่าพันธุ์ในหุบเขาที่หลบหนีอย่างแรดมังกรดินมีอยู่ไม่น้อย ทางบึงมังกรพิษก็มีมังกรพิษจำนวนไม่น้อยเช่นกันที่ตกใจจนบินเตลิดไปสิบกว่าตัวเพราะราตรีเหมันต์คำรามที่มีอานุภาพยิ่งใหญ่

หลังจากทิ้งมังกรศักดิ์สิทธิ์ไว้ใกล้ๆ หมู่บ้านแล้ว ลู่เซิ่งก็ลาดตระเวนรอบๆ เพียงลำพัง ไม่นานนักเขาก็ค้นพบกลุ่มสิ่งก่อสร้างสีดำที่บูรณะเรียบร้อยดีบนหน้าผาข้างเหวลึกแห่งหนึ่งทางใต้ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นซากโบราณสถาน

หลังจากปรึกษากับพวกธุลีขาว ลู่เซิ่งก็สั่งให้ทุกคนย้ายเข้าไปในซากโบราณสถานแห่งนี้

ส่วนข่าวอันสะท้านสะเทือนอย่างการสิ้นสูญของมังกรลมที่มังกรศักดิ์สิทธิ์มะลิเป็นผู้นำ ก็ได้กระจายไปทั่วภูเขาอย่างรวดเร็วเหมือนกับพายุ

...

“มะลิ...” ในตำหนักมังกรศักดิ์สิทธิ์ มังกรศักดิ์สิทธิ์สามตาสัมผัสอย่างงุนงงได้ว่ากลิ่นอายของบริวารหายไปแล้ว ในใจเกิดความผิดหวังที่อธิบายไม่ถูก

“เพราะข้าประมาท...” มังกรศักดิ์สิทธิ์สามตาถอนใจยาว “ที่ประเมินพลังตามความเป็นจริงของกลิ่นอายก้อนนั้นไม่ออก ทำให้คนในเผ่าตายไป นี่เป็นความผิดของข้าเอง”

มังกรศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดเจ็ดตัวพากันหมอบคุดคู้อยู่บนพื้นใต้ตำหนัก บนตัวมังกรศักดิ์สิทธิ์แต่ละตัวปรากฏกลิ่นอายโศกเศร้าอย่างเลือนราง

ฝูงมังกรศักดิ์สิทธิ์มีจำนวนน้อยสุดขีดอยู่แล้ว เมื่อบวกกับราชามังกรที่อยู่ในบริเวณด้วย มังกรศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดแปดตัวก็คือจำนวนทั้งหมดในภูเขาแห่งนี้

ตอนนี้เสียสหายไป นี่ไม่เพียงทำให้มังกรศักดิ์สิทธิ์สามตาโกรธแค้นและเศร้าโศกเป็นพิเศษเท่านั้น มังกรในเผ่าทั้งหมดต่างก็เจ็บปวดใจเช่นกัน

พวกมันต่างก็เป็นมังกรที่อยู่มาอย่างน้อยพันปี จู่ๆ มิตรภาพจากการร่วมทางมากกว่าพันปีก็หายไป ไม่ว่าใครก็รับไม่ได้ทั้งนั้น

ในตำหนักมังกรสีขาวแกมฟ้า มังกรศักดิ์สิทธิ์สามตากวาดตามองมังกรในเผ่าที่หมอบอยู่ด้านล่าง

“นี่คือสงคราม!” เสียงของนางพลันเคร่งขรึมขึ้น

“ผู้เข้มแข็งที่ไม่ทราบว่าแอบเข้ามาในภูเขาตอนไหนผู้นี้ได้ฆ่ามะลิ ฆ่าหนึ่งในแขนซ้ายแขนขวาที่ยอดเยี่ยมที่สุดของข้าในสถานการณ์ที่ปกปิดพลังของตัวเอง!” ราชามังกรศักดิ์สิทธิ์เร่งเสียงขึ้น

นางเจ็บปวดใจเช่นกัน แต่อายุขัยที่ยาวนานเกินไปทำนางไม่อาจดำดิ่งในความเจ็บปวดอย่างล้ำลึกได้

“ข้าต้องคุ้มครองน้ำพุเหมันต์นิรันดร์ ไม่สามารถขยับตัวได้ตามใจ ปัญหานี้จึงต้องการให้ทุกคนจัดการแทน มีใครยินยอมรับภาระนี้หรือไม่” นางใช้ดวงตาขนาดใหญ่กวาดมองด้านล่าง

มังกรศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดแลกสายตากัน มังกรที่แข็งแกร่งและสูงใหญ่ที่สุดในนี้ลุกขึ้นช้าๆ

“ข้า ดวงดาวสีเทา ยินยอมไปจัดการมือสังหาร เพื่อคืนความสงบให้แก่แดนศักดิ์สิทธิ์”

มังกรศักดิ์สิทธิ์ตัวนี้แตกต่างจากมังกรศักดิ์สิทธิ์ตัวอื่น ทรวงอกของมันมีลวดลายสามเหลี่ยมเล็กๆ ติดอยู่ ลวดลายนี้เหมือนกับบาดแผล และเหมือนกับลวดลายที่เกิดขึ้นจากการเติบโตทางธรรมชาติ สามเหลี่ยมซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ จนเล็กลงเรื่อยๆ ตรงกลางสุดเป็นสีดำเล็กๆ จุดหนึ่ง จุดนี้คล้ายกับฝังคริสตัลสีดำเอาไว้

“ดาวสีเทา ฝากเจ้าจัดการได้ ข้าก็วางใจ เจ้าต้องการความช่วยเหลืออะไรในเผ่าของพวกเรา ขอให้บอกมาได้อย่างเต็มที่” มังกรศักดิ์สิทธิ์สามตากล่าวอย่างเคร่งขรึม

“ข้าไม่ต้องการการช่วยเหลือใดๆ ขอนำมังกรภูตในสังกัดไปถอนรากถอนโคนมือสังหาร ขอให้ฝ่าบาทตั้งตาคอยได้เลย” ดาวสีเทากล่าวเสียงกังวานด้วยความจริงจัง

ในฐานะผู้นำ ภายในฝูงมังกรศักดิ์สิทธิ์มีการแบ่งเป็นขุมอำนาจต่างๆ ขุมอำนาจเหล่านี้มีเผ่าหลายเผ่าพึ่งพิง และเผ่าที่พึ่งพิงดาวสีเทาก็คือฝูงมังกรภูตที่มีวิชาเหี้ยมหาญถึงขีดสุด

“ตกลง ถ้าอย่างนั้นข้าจะรอข่าวดีจากเจ้า” มังกรศักดิ์สิทธิ์สามตาเอ่ยเสียงขรึม

นางเชื่อว่าอีกฝ่ายจะไม่ทำให้นางผิดหวัง

..............................................

ความคิดเห็น