536-540
ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง ระบบโกงสกิล
บทที่ 536ถึง540
วิญญาณร้ายในซากศพของสัตว์ประหลาดยักษ์เหมือนถูกหยุดนิ่ง ยังร่วงหล่นอยู่กลางอากาศ และพากันลุกไหม้ขึ้นมา
ไฟหยินสีเขียวอ่อนเผาไหม้ทุกอย่างเป็นทะเลเพลิงในพริบตา ไฟหยินหลายสายลอยวนเวียนอยู่รอบๆ ตัวลู่เซิ่งเหมือนกับสิ่งมีชีวิต
จู่ๆ เขาที่ยืนอยู่กลางทะเลเพลิงก็เหมือนสัมผัสอะไรได้ จึงหันไปมองจุดที่ซากศพของสัตว์ประหลาดยักษ์ร่วงหล่น
มีม่านแสงผืนหนึ่งปรากฏขึ้นอย่างเลือนรางในความบิดเบี้ยวที่พร่ามัวตรงนั้น
ในม่านแสงคือเปลวไฟสีทองเจิดจรัสไร้สิ้นสุด
เงาคนสูงใหญ่สายหนึ่งลอยอยู่กลางเปลวไฟ ดวงตาสีทองสี่ข้างค่อยๆ เปิดขึ้นพร้อมกับมองมาทางนี้
คนผู้นี้มีผมสีทองสว่างไสว ถูกเปลวไฟที่ทะลักไหลขึ้นด้านบนยกขึ้นสู่ฟากฟ้า เค้าโครงกล้ามเนื้อแข็งแกร่งเต่งตึงเหมือนกับรูปสลัก
ดวงตาของลู่เซิ่งคมกริบขึ้นในพริบตา งูมีปีกสีแดงเข้มตรงหว่างคิ้วเจิดจ้ายิ่งขึ้นขณะจ้องมองอีกฝ่าย
“นี่เป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้น...” ริมฝีปากของเงาคนขยับเล็กน้อย มุมปากตวัดเป็นรอยยิ้ม
“มาเถอะ” ลู่เซิ่งยกมือขึ้น ไฟหยินนับไม่ถ้วนเดือดพล่านและร้องคำรามอยู่รอบๆ ตัวเขา
...
“ราชัน!”
“ไร้ความเกรงกลัว! กระทำผิดอย่างกำเริบเสิบสาน! ไร้คู่ต่อกร! มีแต่ตนเองที่ควรค่าแก่การนับถือเพียงผู้เดียว!”
“ปกครองโลกหล้า ชีวิตมลายสิ้น ทุกที่มีแต่การทำลายล้าง ความสิ้นหวัง และความเจ็บปวด นี่คือราชัน”
“ราชัน จำต้องฆ่า!”
“จำต้องแย่งชิง!”
“จำต้องโกรธา!”
“จำต้องบ้าคลั่ง!”
“แล้วในใต้หล้า ณ เวลานี้ มีใครมีคุณสมบัติถูกเรียกว่าราชันได้บ้าง”
อินตู วังรอยจันทรา
จิ่งเทียนเฉิงที่มีอายุแค่เก้าขวบฟุบอยู่บนเข่าของชายชราผมขาวที่สูงเกือบสิบกว่าหมี่ ฟังชายชราสั่งสอนเรื่องเหตุและผล
ชายชรานั่งบนบัลลังก์สีขาวบริสุทธิ์ที่สลักลวดลายปักษาไว้นับไม่ถ้วน สีหน้าเคร่งขรึม เครายาวห้อยตกลงไปตามคาง พาดอยู่ข้างแก้มของจิ่งเทียนเฉิง
“ใต้หล้า ณ เวลานี้ บุตรอริยะแห่งสำนักไตรอริยะมีความสามารถพิเศษ สามารถหยั่งรู้ฟ้าดินและสั่งการสารกาย ไม่ว่าเผชิญเรื่องใดก็ล้วนได้เปรียบ” ชายชรากล่าวอย่างช้าๆ “ปู่ทวดใช้เขากับหยกปีศาจนั่น ถือว่ามีการเตรียมการส่วนหนึ่งต่ออนาคตแล้ว”
“รีบเล่าๆ ท่านปู่ทวด”
ใบหน้าดวงเล็กที่เหมือนสลักเสลาจากหยกของจิ่งเทียนเฉิงฉายแววอยากรู้อยากเห็นทันที
ชายชราเห็นดังนั้นก็ยื่นมือไปลูบศีรษะของเด็กชายเบาๆ
“คลื่นยักษ์ชะล้างทราย สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ แต่ในยุคสมัยปัจจุบันไม่มีวีรบุรุษ ยอดคนรวมตัวกันก็เพื่อชื่อเสียง ผลประโยชน์ และอำนาจเท่านั้น”
“สำหรับข้า ผู้ที่ถูกเรียกว่าราชันได้ ในใต้หล้ามีสี่คนเท่านั้น”
“ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาบอก แต่ว่าภายหลังพระองค์จะได้ยินชื่อเสียงของพวกเขาอย่างรวดเร็ว...” ชายชราลูบผมเด็กชายอย่างแผ่วเบา
...
ต้าอิน ปฏิทินจันทรประกาย ปีที่แปดพันหนึ่งร้อยยี่สิบสอง
อินตูปั่นป่วน ราชวงศ์แตกเป็นเสี่ยงๆ เกิดความวุ่นวายภายใน
วิญญาณร้ายบุกจู่โจม ชนชาวโลกเผชิญอันตราย
แต่ละแคว้นลุกฮือ สำนัก ตระกูลขุนนาง และตระกูลใหญ่ขนาดต่างๆ พากันรวมกลุ่มผนึกกำลัง กลายเป็นกลุ่มก้อนขนาดต่างๆ ในการต้านทานวิญญาณร้าย
สามสำนักจับมือเป็นพันธมิตรกัน กลายเป็นองค์กรอนธการสาดแสง องค์กรต่อต้านวิญญาณร้ายที่ใหญ่ที่สุด
แคว้นนวกระจ่าง สำนักมารกำเนิด
ลู่เซิ่งนั่งสูงอยู่บนตำแหน่งประธาน ก้มมองตัวแทนของสามสำนักกับผู้ปกครองเขตจากนครเขตเบื้องล่าง นอกจากนี้ตระกูลใหญ่และตระกูลขุนนางที่อยู่ใกล้ๆ ก็ได้ส่งตัวแทนมา บ้างก็เป็นประมุขตระกูล บ้างก็เป็นบรรพบุรุษผู้คุ้มครองตระกูล
ทุกคนรวมตัวกันในโถง นั่งแยกเป็นสองแถว
“เจ้าสำนักลู่! ครั้งนี้ถ้าไม่ใช่เพราะท่านมาทัน เกรงว่าเขตจันทราสารทของเราจะต้องถูกวิญญาณร้ายทำลายจนย่อยยับแน่นอน! ข้าเฉินซวินขอเป็นตัวแทนสามสำนัก ขอเป็นตัวแทนทุกๆ คนในเขต กล่าวขอบคุณท่านจากใจจริง!”
ผู้ปกครองเขตเฉินซวินเดินออกมายืนตรงต่อหน้าลู่เซิ่งด้วยสีหน้าเคร่งขรึม จากนั้นก็โค้งตัวอย่างจริงจัง
ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น เจ้าสำนักอีกสามสำนัก กับตัวแทนของตระกูลขุนนางและตระกูลใหญ่ ต่างก็ลุกขึ้นจนแน่นขนัดไปหมดเช่นกัน
แม้จะมีคนเยอะ แต่ตำหนักใหญ่ทั้งตำหนักกลับเงียบสงัดจริงจัง ไม่มีใครพูดแทรก มีแต่เสียงทรงพลังของผู้ปกครองเขตชราเท่านั้นที่ดังสะท้อนไปมาในโถงอย่างต่อเนื่อง
“ใต้เท้าเฉินไม่ต้องมากมารยาทหรอก ข้าคุ้มครองเขตจันทราสารท เพราะที่นี่มีครอบครัวของข้าอยู่เช่นกัน การเอาชนะวิญญาณร้ายเป็นเรื่องที่ข้าควรทำอยู่แล้ว” ลู่เซิ่งยกมือขึ้น พลังอันยิ่งใหญ่สายหนึ่งประคองผู้ปกครองเขตขึ้นทันที
นี่เป็นแค่การใช้สารกายอย่างเดียวเท่านั้น แต่ในสายตาคนธรรมดาที่มองไม่เห็นสภาพของสารกาย นี่มันน่าอัศจรรย์เหมือนกับเวทมนตร์
ต่อจากผู้ปกครองเขตเฉิน ยังมีตระกูลขุนนางกับตระกูลใหญ่อีกหลายตระกูลเข้ามาแสดงความภักดี ด้วยหวังว่าจะฝ่าฟันขวากหนาม และร่วมมือเป็นพันธมิตรกับสำนักมารกำเนิดในการโจมตีวิญญาณร้ายได้
ลู่เซิ่งต่างตอบรับด้วยรอยยิ้ม ขุมกำลังที่เหลืออยู่ของตระกูลขุนนาง ตระกูลใหญ่ และค่ายพรรคทั้งหมดสิบเอ็ดแห่งต่างหลอมรวมเข้ากับทัพพันธมิตรของสำนักมารกำเนิดเพื่อต้านทานวิญญาณร้าย
แต่ก็ยังมีพวกที่ไม่ยินยอมมาเช่นกัน คนจำนวนน้อยถึงขีดสุดเหล่านั้นไม่ได้มาในการรวมตัวครั้งนี้ด้วยซ้ำ หากเลือกหนีไปยังนครแคว้นที่ใหญ่กว่า เทียบกับเขตจันทราสารทที่มีลู่เซิ่งคุ้มครองแล้ว พวกเขาเชื่อมั่นในตัวยอดฝีมือสามสำนักที่มีมากมายทางนครแคว้นมากกว่า
“ภารกิจเร่งด่วนในวันนี้คือการกำจัดต้นตอการปะทุของวิญญาณร้าย พวกมันจุติลงมายังโลกมนุษย์ได้อย่างไรกันแน่ ทั้งๆ ที่จุดรั่วไหลมียอดฝีมือคอยคุ้มครองอยู่แท้ๆ” เฉินจิ้งจือเจ้าสำนักพันอาทิตย์ที่เป็นอดีตยอดฝีมืออันดับหนึ่งลุกขึ้นมากล่าวเสียงกังวาน
“ถูกต้อง ครั้งนี้เจ้าสำนักเฉินเข้าไปในเขตถ่ายทอดความลับทันที แม้ว่าจอมอาวุโสส่วนใหญ่จะออกไปต้านทานวิญญาณร้าย แต่เขาก็ยังพบเบาะแสเกี่ยวกับวิญญาณร้ายส่วนหนึ่ง” เจ้าสำนักซ่อนธาตุที่อยู่ด้านข้างเอ่ยเบาๆ
ทันใดนั้นสายตาของคนทั้งหมดในตำหนักใหญ่ก็พากันรวมอยู่บนร่างของเฉินจิ้งจือ
ลู่เซิ่งหยีตามองไปยังเจ้าสำนักพันอาทิตย์ผู้มากประสบการณ์เช่นกัน
“เจ้าสำนักเฉิน?”
เฉินจิ้งจือมีเบื้องหลังยิ่งใหญ่ คล้ายกับมีความเกี่ยวโยงกับระดับสูงในหน่วยอาทิตย์โลหิต จึงแตกต่างจากสายนอกอย่างพวกลู่เซิ่ง
เขาเองก็ไม่ปฏิเสธ หากประสานมือไปทางลู่เซิ่ง
“เช่นนั้นผู้แซ่เฉินขอบอกเล่าง่ายๆ” เขากระแอม รอจนทุกคนเตรียมตัวแล้ว จึงเริ่มบอกเล่าถึงข้อมูลเกี่ยวกับวิญญาณร้าย
“ตามข้อมูลของหน่วยอาทิตย์โลหิต การปะทุของวิญญาณร้ายในครั้งนี้เกิดขึ้นทั่วอาณาจักร แคว้นส่วนใหญ่ในต้าอินเกิดการปะทุแทบจะพร้อมกัน คล้ายกับเบื้องหลังได้วางแผนมาไม่ทราบนานขนาดไหนแล้ว ไม่เหมือนกับการรวมตัวบุกโจมตีอย่างกะทันหัน มิหนำซ้ำมีจุดสำคัญหลายจุดที่ตอนนี้กำลังเผชิญการกลุ้มรุมจากวิญญาณร้าย เต็มไปด้วยอันตราย อาจถูกตีแตกได้ตลอดเวลา สถานการณ์คับขันเป็นอย่างยิ่ง”
เฉินจิ้งจือเว้นเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อ “หากดูจากข้อมูลของหน่วยอาทิตย์โลหิต วิญญาณร้ายมีทั้งหมดสามระดับใหญ่”
“สามระดับใหญ่หรือ” ลู่เซิ่งไม่เคยได้ยินมาก่อน ตอนที่เขาเฝ้าประตูมายา ความจริงสิ่งที่ได้เจอเป็นวิญญาณร้ายธรรมดากับมือสีดำที่แข็งแกร่งจนวิปริตข้างนั้นเท่านั้น ไม่มีสิ่งอื่นอีก
“นี่เป็นข้อมูลล่าสุด เป็นข้อมูลที่ได้จากการเสี่ยงตายตรวจสอบของยอดฝีมือประจำสามสำนัก เดิมทีไม่ควรประกาศโต้งๆ เช่นนี้ แต่ตอนนี้สถานการณ์ไม่เหมือนเดิมแล้ว เบื้องบนมีคำสั่งลงมาว่า ให้คนรู้ข้อมูลเท่าที่จะทำได้ แบบนี้จะสามารถรับมือได้อย่างเหมาะสมเมื่อเผชิญกับคู่ต่อสู้ที่สู้ไม่ได้” เฉินจิ้งจือกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“สามสำนักมีคุณธรรมสูงส่ง”
“สมกับเป็นสามสำนักใหญ่ที่ยึดถือคุณธรรมของใต้หล้า”
ตระกูลขุนนางขนาดเล็กกับตระกูลใหญ่ๆ พากันส่งเสียงชื่นชม
เฉินจิ้งจือประสานมือไปรอบๆ แล้วเล่าต่อ
“ตามการจัดแบ่งของหน่วยอาทิตย์โลหิต วิญญาณร้ายแบ่งออกเป็นทั้งหมดสามระดับ จากอ่อนแอถึงแข็งแกร่ง จากล่างถึงบน อันดับแรกเป็นวิญญาณร้ายธรรมดา”
“วิญญาณร้ายธรรมดา ตัวที่อ่อนแอที่สุดเป็นสัตว์ประหลาดกึ่งโปร่งแสงที่มีแค่หัวไม่มีร่างกายเหมือนกับกระแสอากาศ มีจำนวนมากที่สุด”
ทุกคนกระจ่างแจ้ง ต่างเข้าใจว่าเขาพูดถึงอะไร
“ระดับที่สอง คือวิญญาณร้ายมีชื่อ” เฉินจิ้งจือกล่าวอย่างเคร่งขรึม “วิญญาณร้ายมีชื่อสามารถสั่งวิญญาณร้ายธรรมดาได้ มิหนำซ้ำยังสามารถกลืนกินวิญญาณร้ายเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่ตัวเองเป็นการชั่วคราวได้ พวกมันมีพลังแข็งแกร่งถึงขีดสุด แถมยังมีช่วงที่กว้างมาก มีตั้งแต่ระดับผู้ถืออาวุธถึงระดับอริยะเจ้า เป็นกำลังหลักสำหรับบุกโจมตีโลกใบอื่นๆ ในหมู่วิญญาณร้าย มีลักษณะแตกต่างกันไป แต่แทบทั้งหมดเป็นสัตว์ประหลาดไม่ใช่มนุษย์”
“คิดว่าทุกคนที่อยู่ที่นี่คงจะนึกถึงสัตว์ประหลาดร่างยักษ์ที่โดนเจ้าสำนักลู่ฆ่าตายไปก่อนหน้านี้ นั่นก็คือวิญญาณร้ายมีชื่อ” เฉินจิ้งจือเอ่ยเสียงขรึม
“ในหมู่วิญญาณร้ายมีชื่อ มีการแบ่งระดับความแข็งแกร่งตามชื่อ ข้อนี้พวกเรายังไม่แน่ใจ แต่วิญญาณร้ายชนิดนี้แยกแยะได้ง่าย ร่างกายปกติของพวกมันล้วนมีขนาดใหญ่ ถ้าไม่มีลักษณะพิลึกกึกกือ ก็ไม่ต่างอะไรจากวิญญาณร้ายธรรมดา”
พูดถึงตรงนี้ ทุกคนที่อยู่รอบๆ ก็จดจำสัตว์ประหลาดขนทองขนาดยักษ์ที่แทบจะทำลายเขตทั้งเขตด้วยพลังของตัวเองได้ทันที
“มันเรียกตัวเองว่าอันตูลา แถมยังตะโกนฝ่าบาทๆ อะไรสักอย่าง หรือว่าเบื้องหลังพวกมันจะยังมีราชาวิญญาณร้ายที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าอยู่อีก”
ครั้นลิ่วซานจื่อที่ฟังเงียบๆ มาโดยตลอดได้ยินถึงตรงนี้ ก็รู้สึกขนลุกขนพองเล็กน้อย
อาศัยแค่วิญญาณร้ายมีชื่อตัวเดียว ก็เกือบทำลายล้างพวกเขาทั้งหมดได้แล้ว ถ้าไม่ใช่ลู่เซิ่งมาทันเวลา เกรงว่าตอนนี้เขตจันทราสารทกับวังมารของสำนักมารกำเนิดคงจะกลายเป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว
ตอนนี้เฉินจิ้งจือถึงกับบอกว่า อันตูลาเป็นระดับกลางในหมู่วิญญาณร้ายเท่านั้น
นี่สร้างความขนลุกขนพองให้ผู้คนจริงๆ
“ไม่แปลกเท่าไหร่ สามตระกูลกับสามสำนักมียอดฝีมือแยกตัวอย่างโดดเดี่ยวเพื่อสะกดจุดรั่วไหลของวิญญาณร้าย สัตว์ประหลาดชนิดนี้กินสารกายกับแก่นชีวิต แม้แต่แผ่นดินก็ไม่ยอมละเว้น กลืนกินกลิ่นอายชีวิตทั้งหมด จึงเป็นศัตรูโดยธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตแทบทั้งหมด” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างช้าๆ “อาจารย์ไม่ต้องกังวล ให้เจ้าสำนักเฉินพูดต่อก่อน”
เฉินจิ้งจือพยักหน้า ก่อนจะประสานมือคำนับลู่เซิ่ง
“สิ่งที่อริยะเจ้าลู่กล่าวเป็นความจริง ระดับชั้นที่สามของวิญญาณร้ายคือระดับทำลายวิชาที่น่ากลัวที่สุด”
“ระดับทำลายวิชาหรือ” ลู่เซิ่งหยีตา “เหตุใดจึงทำลายวิชา ทำลายวิชาอะไร”
สีหน้าของเฉินจิ้งจือพลันเคร่งขรึม
“ทำลายวิชาคือทำลายวิชาอาคมลับทั้งหมด ว่ากันว่าระดับทำลายวิชามีความสามารถที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่ใช่พลังของตัวเองหมดประสิทธิผลได้”
“นี่หมายถึงอะไรกัน” ราชาเงามืดสวี่เฝ่ยลาอดถามไม่ได้
“พูดง่ายๆ ก็คือ ขวางกั้นทุกวัตถุ ได้แต่อาศัยพลังของตัวเองเท่านั้น เช่นหากท่านมีอาวุธเทพ แต่นั่นไม่ใช่พลังของตัวท่าน ดังนั้นมันทำให้อาวุธเทพของท่านถูกขวางกั้นได้ในพริบตา แล้วดึงท่านเข้ามาต่อสู้ในสภาพแวดล้อมที่ถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง หรืออย่างเช่น ท่านมีวิชาอาคมที่ใช้สารกายควบคุมเปลวไฟได้ แต่หากเจอตัวทำลายวิชา สารกายของท่านจะสูญเสียประสิทธิผลทันที ไม่อาจจะควบคุมเปลวไฟใดๆ ได้อีก”
“หรือก็คือ เป็นการขัดขวางไม่ให้ยืมวัตถุภายนอกทั้งหมดมาใช้เพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่พลังของตัวเอง” ลู่เซิ่งสรุปอย่างรวบรัด
“ถูกต้อง” เฉินจิ้งจือพยักหน้า “สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ ตัวทำลายวิชาทุกตัวต่างแข็งแกร่งจนสุดจินตนาการ พวกมันเป็นผู้สนับสนุนและเสาค้ำยันที่แข็งแกร่งที่สุดของเผ่าวิญญาณร้าย”
ลู่เซิ่งพยักหน้าเบาๆ นับว่าเข้าใจแล้ว ตอนนี้เขานึกถึงมือสีดำที่ได้เจอตอนคุ้มครองประตูมายาบนทะเลบูรพาในครั้งนั้น
เขาเข้าใจแล้วว่า ระดับทำลายวิชาคงเป็นระดับเจ้าแห่งอาวุธในหมู่วิญญาณร้าย
คำถามอีกคำถามก็คือ วิญญาณร้ายที่พุ่งออกมาในตอนคุ้มครองประตูมายาล้วนเป็นระดับอริยะเจ้า แค่วิญญาณร้ายที่ได้เจอในครั้งนี้ กลับเหมือนจะไม่ได้แข็งแกร่งขนาดนั้น
..............................................
วิญญาณร้าย...
ลู่เซิ่งพลันนึกถึงความสามารถแตกตัวของวิญญาณร้าย ซึ่งแตกตัวออกมาหลังจากสืบพันธุ์กับตัวเอง เกรงว่าพลังการแตกตัวของความสามารถนี้จะไม่อาจรักษาให้อยู่ในระดับอริยะเจ้าได้ตลอดเวลา
‘เมื่อเป็นแบบนี้ บางทีอาจอธิบายได้ว่าทำไมวิญญาณร้ายพวกนี้ถึงได้มีพลังอ่อนด้อยนัก คาดว่าจำนวนวิญญาณร้ายที่รั่วไหลคงมีน้อยมาก วิญญาณร้ายนับไม่ถ้วนพวกนี้คงจะแตกตัวออกมาเป็นจำนวนมากจากวิญญาณร้ายระดับอริยะเจ้าจำนวนน้อยนิดนั้น’ ลู่เซิ่งเข้าใจแล้ว
เขานึกถึงบุรุษผมทองลอยอยู่ในเปลวไฟสีทองที่ได้เห็นเมื่อก่อนหน้า อีกฝ่ายจะต้องเป็นยอดฝีมือระดับสุดยอดในหมู่วิญญาณร้ายอย่างแน่นอน เป็นไปได้ถึงขีดสุดว่าจะเป็นระดับทำลายวิชา
ดูจากสีหน้าของคนผู้นั้น ตนกำจัดแนวหน้าของเขาไปแล้ว เกรงว่าเขาจะไม่ยอมเลิกราง่ายๆ เช่นนี้ เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะหมายหัวตนเข้าแล้ว
‘เป็นไปได้ถึงขีดสุดที่ระดับทำลายวิชาจะเป็นระดับเจ้าแห่งอาวุธ ดูเหมือนเราจะต้องรีบแล้ว...’ ลู่เซิ่งเกิดความร้อนใจขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้
เขาไม่ได้เกิดความรู้สึกแบบนี้มานานเท่าไหร่แล้วก็ไม่ทราบ ครั้งล่าสุดที่เกิดความคิดเร่งยกระดับพลังเช่นนี้ เป็นตอนที่ยังไม่กลายเป็นอริยะเจ้าด้วยซ้ำ
ปัจจุบันพลังฝึกปรือของตนติดอยู่ตรงธรณีประตูของเจ้าแห่งอาวุธ เนื่องจากยังไม่มีการกำหนดตำแหน่งและความรู้ความเข้าใจต่อพลังที่แท้จริงของเจ้าแห่งอาวุธโดยสมบูรณ์
‘ถึงเวลาไปจุติอีกรอบแล้ว’ ลู่เซิ่งกำหนดแผนการในใจ
หลังจากที่ปรึกษาแผนการอย่างเป็นรูปธรรมในภายหลังกับขุมกำลังทั้งหมดจบ กองกำลังทั้งหมดก็จับมือกันชั่วคราว โดยให้สำนักมารกำเนิดเป็นผู้นำในการดูแลสถานการณ์ทั้งหมดของแคว้นนวกระจ่าง ส่วนกลุ่มแยกย่อยให้สามสำนักคอยประสานกับตวนมู่หว่าน
ลู่เซิ่งตรงดิ่งไปยังตำหนักหลัง เพื่อเยี่ยมคนของคฤหาสน์ลู่ที่ได้รับความตกใจ
ลู่เฉวียนอันได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ส่วนคนอื่นๆ ยังสบายดี เพียงแต่เสียข้ารับใช้ไปครึ่งหนึ่ง ดีที่ในคฤหาสน์ลู่ติดตั้งที่ซ่อนตัวไว้ไม่น้อย แถมยังมีค่ายกลตัดขาดคลื่นกลิ่นอาย ทำให้รอดพ้นจากการเข่นฆ่าของพวกวิญญาณร้ายได้
ลู่ชิงชิงที่สติปัญญายังไม่ฟื้นกลับมาโดยสมบูรณ์ได้รับบาดเจ็บที่แขนเพราะจิตใจยังไม่ฟื้นฟูกลับมาเต็มร้อย นอกจากนี้ลู่เซิ่งก็ทราบถึงสถานการณ์หวาดเสียวของเฉินอวิ๋นซีแล้วเช่นกัน
“วิญญาณร้ายแตะโดนตัวเจ้าหรือ” พอลู่เซิ่งได้ยินว่าเฉินอวิ๋นซีถูกวิญญาณร้ายชนใส่ สีหน้าก็พลันตึงเครียด
“ไม่...รู้สึกว่ามันไปผิดทาง หักเลี้ยวออกไป เลยไม่โดนกระแทกใส่” เฉินอวิ๋นซีก็สงสัยเล็กน้อยเหมือนกัน นางจำได้อย่างชัดเจนว่า ตอนที่วิญญาณร้ายตัวนั้นใกล้กระทบตัวนาง ทิศทางไม่ได้เอียงไปทางไหน แต่สุดท้ายอยู่ๆ ก็เฉออกไปเอง
“หนิงหนิงเล่า” ลู่เซิ่งมองลู่หนิงที่อยู่ไม่ไกลออกไป เด็กน้อยผู้นี้กำลังนอนหลับปุ๋ยอยู่ในอ้อมอกของมารดาอวี้โดยมีมู่เจวี๋ยชิ่งอยู่เป็นเพื่อน
“ครั้งนี้ชิ่งชิ่งเจ้าสร้างผลงานใหญ่ กลับไปอาจารย์จะมอบรางวัลให้เจ้า!” ลู่เซิ่งยิ้มพร้อมกับยื่นมือไปลูบผมของมู่เจวี๋ยชิ่ง
“ข้าไม่ได้ต้องการรางวัลเสียหน่อย ขอแค่ท่านสอนข้าสองสามวันก็ขอบคุณฟ้าขอบคุณดินแล้ว” มู่เจวี๋ยชิ่งเบะปาก
ลู่เซิ่งจนปัญญาเช่นกัน เขามีภารกิจติดพันมากเกินไป จึงไม่มีเวลาสอนศิษย์จอมเอาแต่ใจคนนี้
“นอกจากนี้ อีกสักพักข้าจะพาเจ้ากลับไปดูสถานการณ์ที่บ้านเจ้าด้วย”
“อื้อ ขอบคุณเจ้าค่ะอาจารย์” แม้จะไม่รู้สึกว่าทางบ้านตนจะเกิดเรื่องอะไร แต่มู่เจวี๋ยชิ่งก็ยังพยักหน้าอย่างรู้ความ
ลู่เซิ่งตรวจสอบอาการบาดเจ็บของลู่เฉวียนอันผู้เป็นบิดากับคนอื่นๆ หลังใช้แก่นหยางจัดการเล็กน้อยแล้ว สุดท้ายก็มาถึงด้านหน้าลู่หนิง
จากนั้นก็ยื่นมือไปกดบนหน้าผากเขา แล้วยื่นแก่นหยางออกไปโคจรในร่างกายของเด็กน้อยรอบหนึ่ง
“กลิ่นอายนั้นเหมือนกับอ่อนแอลงมาก...” ลู่เซิ่งสังเกตเห็นบางอย่าง
“เป็นอะไรไป หนิงหนิงได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือ” เฉินอวิ๋นซีเห็นเขาไม่ได้ตอบสนองทันที ก็รีบเข้ามาถามไถ่
“ไม่มีอะไร แค่ตกใจเท่านั้น จิตใจเลยเหนื่อยล้าอยู่บ้าง พักผ่อนสักหน่อยก็พอ” ลู่เซิ่งตอบ
“ช่วงนี้พวกเจ้าอยู่ที่วังมารไปก่อน ที่นี่มีค่ายกลเสริมความแข็งแกร่ง ไม่ถูกตีแตกง่ายๆ ชั่วคราว ไม่มีปัญหาเรื่องความปลอดภัย บวกกับเก็บอาหารหลากหลายประเภทไว้เป็นจำนวนมากโดยใช้ความเย็นถนอมเอาไว้ เลยสามารถรักษาความสดได้ในระดับสูงสุด”
“อื้อ เข้าใจแล้ว” เฉินอวิ๋นซีรีบพยักหน้า “ท่านเล่า ท่านจะออกไปอีกแล้วหรือ” นางเป็นห่วงเล็กน้อย
“ไม่ ข้าไม่ไปไหนหรอก ข้าจะกักตนเพื่อเตรียมรับมือกับการโจมตีของวิญญาณร้ายที่จะมาในภายหลัง ทุกอย่างด้านนอกให้ตวนมู่หว่านกับผู้ถืออาวุธอีกสามคนปรึกษาร่วมกัน นอกจากนั้นให้ลิ่วซานจื่ออาจารย์ของข้าส่งผลการต่อรองไปที่ช่องลับในห้องกักตนของข้า ข้าจะหาเวลาจัดการเอง” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างรวบรัด
“ไม่ไปได้หรือไม่” มารดาอวี้ยังคงตัดใจไม่ได้ หนำซ้ำความจริงแล้วคนทั้งหมดของคฤหาสน์ลู่ที่อยู่ที่นี่ล้วนไม่อยากให้ลู่เซิ่งไปไหน ตอนนี้วิญญาณร้ายรุกคืบเข้าใกล้ แคว้นนวกระจ่างที่เดิมทีสงบสุขกลับตกสู่สภาพที่แทบสิ้นหวังในพริบตา
การมีอานุภาพที่แข็งกล้าเด็ดขาดในสภาพการณ์เช่นนี้ เป็นหลักประกันที่ดีที่สุดที่จะทำให้ทุกอย่างปลอดภัย
“ทำไม่ได้ สภาพการณ์บีบคั้น แต่ข้าจะจัดการการคุกคามจากวิญญาณร้ายรอบๆ และรักษาความปลอดภัยของที่นี่ไว้ชั่วคราวก่อนกักตน พวกท่านไม่ต้องห่วง” ลู่เซิ่งกล่าวเสริม
“อย่าประมาท! ต้องระวังตัวทุกเรื่องนะ!” ลู่เฉวียนอันก้าวเข้ามาตบบ่าลู่เซิ่ง
“ไม่ต้องห่วงหรอกขอรับ” ลู่เซิ่งพยักหน้าอย่างแรง สุดท้ายก็มองลู่หนิง ก่อนจะหมุนตัวสาวเท้าจากมา
ลู่เซิ่งแจ้งคนจากสามสำนักกับนครเขตที่เข้าร่วมอย่างรวดเร็ว แล้วสั่งให้กลุ่มข้ารับใช้ในสำนักมารกำเนิดประสานงานกับตัวเอง ส่วนตัวเขาออกจากวังมารมาหยุดอยู่หน้าประตูใหญ่ จากนั้นก็มีปราณมารสีดำนับไม่ถ้วนแผ่กระจายออกมาโอบล้อมตัวเขาลอยขึ้นท้องฟ้า ก่อนจะบินไปยังทิศตะวันออก
ลู่เซิ่งตัดผ่านนครเขต ควันหนาผืนใหญ่ลอยออกมาจากเมืองด้านล่าง กลายเป็นเสาควันสีดำหลายสาย น้ำทะเลที่ลู่เซิ่งดึงมาก่อนหน้านี้ยังคงหลงเหลือในซากปรักหักพัง กลายเป็นภาพอันน่าอัศจรรย์ของสิ่งก่อสร้างที่ยังคงลุกไหม้บนผิวน้ำ
บางครั้งก็ยังคงเห็นผู้รอดชีวิตหลายคนฟุบอยู่บนวัตถุลอยน้ำพร้อมกับตะโกนร่ำไห้เสียงดัง
ยังมีคนใช้แผ่นไม้ที่แตกกระจัดกระจายมาทำเป็นแพ แล้วใช้มือพายเพื่อออกจากนครเขต
ลู่เซิ่งตัดผ่านเขตเมือง ข้ามผ่านที่ตั้งของสามสำนัก นอกจากพื้นที่ไม่กี่แห่งแล้ว ที่เหลือล้วนเป็นห้วงน้ำกับเปลวเพลิง
น้ำที่เขาปล่อยออกมามีไม่มากนัก แต่ปริมาณน้ำที่เขาดึงมาในเวลาเดียวกันกลับมีมากมาย
หลังตัดทะลุเขตจันทราสารทที่เผชิญอุทกกภัย ก็เป็นผืนดินแห้งผาก ในดินสีเหลืองแห้งแล้งไม่มีน้ำ ไม่มีพืชพรรณ มีแค่สีเหลืองเข้มเท่านั้น
พื้นแห้งแล้งและมีแต่รอยแตก มองไม่เห็นกลิ่นอายชีวิตแม้แต่น้อย
ลู่เซิ่งควบคุมควันสีดำให้ค่อยๆ ลดระดับลงจากความสูงหลายพันหมี่ ไปถึงความสูงราวร้อยหมี่ จากนั้นก็ก้มมองดู
สิ่งที่เห็นมีแต่สีเหลืองเข้ม
‘ถึงก่อนหน้านี้อันตูลานั่นจะดูดซับวิญญาณร้ายจำนวนมากจากบริเวณรอบๆ แต่จะต้องมีปลาหลุดรอดร่างแหที่มาไม่ทันแน่’ ลู่เซิ่งทราบดี จึงคอยกวาดตามองรอบๆ ตลอดเวลา
ไม่นานนัก ประกายกระบี่สีขาวดุจสายฟ้าแลบก็เผยร่องรอยตรงที่เดิม
ประกายกระบี่นั้นทุกๆ ครั้งที่ฟาดฟัน จะสร้างสายฟ้าสีขาวสายหนึ่ง เกิดเสียงครืนครันดังมา และทิ้งรอยแตกที่เหมือนกับใยแมงมุมสีขาวไว้กลางอากาศ
ครู่ต่อมารอยแตกถึงค่อยๆ สลายหายไป
รอบๆ ประกายกระบี่มีวิญญาณร้ายเกือบหลายสิบตนกำลังรุมจู่โจมอย่างบ้าคลั่ง แม้รอยกระบี่ใยแมงมุมนั้นจะกดดันพวกมันได้ แต่ก็ไม่อาจสังหารได้โดยสมบูรณ์ ได้แต่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงเท่านั้น
เนื่องจากว่ามีสารกายจากผืนดินมอบให้ วิญญาณร้ายเหล่านี้จึงไม่สนใจโดยสิ้นเชิงว่าจะถูกเล่นงานจนบาดเจ็บหรือไม่ ขอแค่ไม่ใช่การทำลายในพริบตา ก็จะกลับคืนสู่สภาพสมบูรณ์ได้อีกครั้งอย่างรวดเร็ว
ดวงตาของลู่เซิ่งฉายแววเด็ดเดี่ยว เขาพลันเร่งความเร็ว ปราณมารในมือรวมตัวกลายเป็นดาบสีดำเล่มหนึ่ง ก่อนจะฟันลงด้านล่างอย่างฉับพลัน
ฟ้าว!
ดาบดำกลายเป็นประกายสีดำแล้วดีดไปมาระหว่างวิญญาณร้ายหลายสิบตัวในพริบตาเหมือนกับลำแสงความร้อนสูง เพียงแค่ชั่วขณะเดียว วิญญาณร้ายทั้งหมดพลันตัวแข็งทื่อ จากนั้นก็ระเบิดโปรยปรายกลายเป็นชิ้นส่วนนับไม่ถ้วน
ชิ้นส่วนกึ่งโปร่งแสงทั้งหมดล่องลอยอยู่กลางอากาส ผ่านไปไม่กี่อึดใจก็พากันลุกไหม้ขึ้นมา
ไฟหยินสีเขียวอ่อนทำให้ท้องฟ้าเหมือนบันดาลฝนเพลิงให้ตกลงมา
ประกายกระบี่สีขาวนั้นค่อยได้พักหายใจ หยุดนิ่งลง เผยรูปลักษณ์ออกมา ด้านในเป็นชายชราผมขาวถือหอกยาวคนหนึ่ง
“แถวนี้ตรงไหนมีวิญญาณร้ายมากที่สุด” ลู่เซิ่งถามตรงๆ ไม่พร่ำวาจาไร้สาระแม้แต่น้อย
“ตรงนั้น...ขอบคุณเจ้าสำนัก...ลู่มาก...” ชายชราคนนี้จำลู่เซิ่งได้ ยังพูดไม่ทันจบ เงาคนตรงหน้าก็หายไปแล้ว
...
หลังจากเข่นฆ่าเป็นเวลาสามวัน วิญญาณร้ายรอบๆ เขตจันทราสารทและสำนักมารกำเนิดก็ถูกลู่เซิ่งสังหารจนหมดสิ้น
เขตปลอดภัยที่เขากวาดล้างทำให้คนที่ได้รับการช่วยเหลือจำนวนมากได้พักหายใจและรวมกลุ่มกัน หลังทราบว่าลู่เซิ่งเป็นคนช่วยเหลือ พวกเขาก็ปรึกษากัน ก่อนจะมุ่งหน้าไปขออาศัยที่สำนักมารกำเนิด
คนที่รอดชีวิตมาได้ในตอนที่วิญญาณร้ายบุกจู่โจมเหล่านี้ต่างเป็นยอดฝีมือขั้นสุดยอดทั้งนั้น อย่างต่ำสุดอยู่ในระดับปัญจลักษณ์ขึ้นไป
ถึงจำนวนคนจะไม่มาก แต่ก็เป็นหัวกะทิทุกคน
สามวันต่อมา ตอนที่ลู่เซิ่งกลับวังมาร จำนวนยอดฝีมือที่มาขออาศัยสำนักมารกำเนิดก็มีเกินหนึ่งร้อยคนแล้ว
ในนี้ไม่ได้มีแค่มนุษย์เท่านั้น มีอีกหลายคนที่เป็นเผ่าปีศาจ พวกที่อยู่ในระดับสูงสุดยังมียอดฝีมือระดับผู้ถืออาวุธอีกสองสามคน ล้วนเป็นยอดฝีมือที่ผ่านทางมาแถวนี้ชั่วคราว และถูกวิญญาณร้ายลอบจู่โจม สิ่งนี้ทำให้สำนักมารกำเนิดรับมือการลอบจู่โจมของวิญญาณร้ายกลุ่มย่อยได้ดีกว่าเดิม
และหลังจากจัดการภารกิจของสำนักมารกำเนิดเสร็จสิ้น ลู่เซิ่งก็กลับตำหนักวิจัยทันที ก่อนจะเตรียมการจุติรอบต่อไป
...
ลู่เซิ่งนั่งขัดสมาธิอยู่กลางลวดลายค่ายกลบนพื้นตำหนักวิจัย พร้อมกับดันผลึกแก้วสีดำชิ้นหนึ่งใส่ในช่องลายกระเบื้องที่ยื่นออกมาจากพื้น
แกร๊ก
ผลึกแก้วตั้งตรง
ซู่ว...
แสงสีแดงเหมือนเลือดหลายสายแผ่ขยายตามลวดลายค่ายกลออกไปรอบทิศ พวกมันหลั่งไหลไปรอบๆ เหมือนกับเลือด ไม่นานก็กระจายไปทั่วตำหนักทั้งตำหนัก
‘หลังจากปรับปรุงค่ายกลใหญ่แล้ว ครั้งนี้น่าจะควบคุมเวลาได้ราวสิบเท่า ต้าอินหนึ่งวัน เท่ากับโลกด้านนอกอย่างน้อยสิบวัน ถ้าโชคดี อาจจะเพิ่มได้สูงสุดถึงห้าสิบวัน เมื่อเป็นแบบนี้จะมีเวลาให้พอใช้แล้ว’ ลู่เซิ่งตั้งสมาธิกลั้นลมหายใจขณะมองดูพื้นกลางค่ายกล
ตรงนั้นเจาะหลุมทรงรีไว้หลุมหนึ่ง ตอนนี้มีของเหลวสีแดงเข้มถูกเติมเข้าไปในหลุมอย่างช้าๆ
กลางของเหลวสีแดงค่อยๆ มีร่องแยกรูปดวงตาสีเทาเปิดขึ้นพร้อมกับการเปิดใช้ค่ายกล
‘พลังงานค่ายกลใกล้ถูกใช้จนถึงขีดจำกัดแล้ว จำเป็นต้องเร่งมือ ไม่อย่างนั้นจะทำให้เสียพลังงานย้อนกลับตอนกลับมาก่อนเวลา’ ลู่เซิ่งใช้หางตากวาดมองผลึกแก้วลายกระเบื้องส่วนหนึ่งที่อยู่ตามขอบค่ายกล ผลึกแก้วเหล่านี้กำลังแตกเป็นผุยผง
ผลึกแก้วทั้งหมดมีเก้าชิ้น เวลานี้มีสามชิ้นที่กำลังแตกออก
รอยแตกสีเทาขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ผลึกแก้วชิ้นที่สี่กำลังจะเริ่มแตกแล้ว
‘เพียงพอแล้ว!’ ลู่เซิ่งกระโดดไปด้านหน้า จากนั้นร่างกายก็กลายเป็นแสงสีดำด้วยความเร็วสูง แล้วพุ่งเข้าไปในร่องแยกสีเทาที่มีขนาดเท่าแขนท่อนปลายร่องนั้น
ฟ้าว!
เขาเพิ่งจะมุดเข้าไปด้านใน ร่องแยกก็ปิดลงในพริบตา ค่ายกลยังคงส่องแสงสีแดงเข้ม เพียงแต่มืดลงกว่าก่อนหน้ามาก
ลวดลายลี้ลับจำนวนมากปรากฏบนผนังรอบๆ ตำหนักทั้งตำหนัก คลื่นอันน่ากลัวที่สามารถต้านทานการโจมตีของอริยะเจ้าได้ค่อยๆ ถูกปล่อยออกมาจากผนังรอบๆ
ลู่เซิ่งได้กักเก็บปฐมพลังส่วนหนึ่งของตัวเองไว้ในอาวุธเทพชุดหนึ่ง แล้วฝังไว้ตามผนัง เพื่อสร้างภาพลวงว่าเขากำลังกักตนอยู่
..............................................
ส่วนลึกของเทือกเขาทุ่งเขียว
กิ่งสีดำของต้นไม้ยักษ์กลุ่มใหญ่ย้อยตกลงเหมือนกับกิ่งหลิว บนพื้นมีเถาวัลย์กับหนามสีม่วงเข้มและสีเขียวเข้มขึ้นเต็มไปหมด
ด้านในหมู่บ้านที่บ้านเรือนทำจากดินซึ่งทั้งไม่เป็นระเบียบและสกปรก สัตว์ประหลาดที่มีศีรษะเป็นหมาป่าตัวเป็นมนุษย์กำลังเดินอยู่ในหมู่บ้านอย่างเชื่องช้า
พวกมันกำลังพึมพำคำที่จับใจความไม่ได้ บางจุดบนร่างมีขนยาวสีเหลืองและสีดำงอกอยู่ บางจุดก็สวมเกราะหนังที่หยาบถึงขีดสุด ดูไม่เข้ากันเป็นอย่างมาก คล้ายเป็นขยะที่เก็บมา
ด้านในบ้านดินสีเหลืองเข้มหลังหนึ่ง มนุษย์หมาป่าสีดำที่ร่างกายสมส่วนตัวหนึ่งกำลังกึ่งพิงบนผนังด้วยสติที่เลือนราง เลือดไหลลงตามศีรษะของเขาช้าๆ
เขาสวมเกราะหนังผุพังและหยาบกระด้างสีเทาที่ได้แต่กำบังอก มือเป็นกรงเล็บที่มีขนขึ้นปุกปุย สองขาเหมือนกับมนุษย์ แต่ยังไม่วิวัฒนาการเป็นขาโดยสิ้นเชิง ยังคงบิดงอเหมือนกับสัตว์
หว่างคิ้วของหัวหมาป่าสีดำมีขนสีขาวติดอยู่หย่อมหนึ่ง จึงเตะตาเป็นอย่างมาก
“กระดูกดำ เจ้ายังไหวกระมัง” ตรงประตูบ้านดินมีมนุษย์หมาป่าสีเหลืองตนหนึ่งพุ่งเข้ามา เขามีปากและแขนที่ยาวมาก ถึงขั้นที่ไม่สมส่วนเล็กน้อย
“ไม่เป็นไร...ข้าไม่เป็นไร...เจ้าออกไปเถอะ ข้าต้องพักผ่อน พักผ่อนก่อน” มนุษย์หมาป่าดำโบกมือให้อีกฝ่ายออกไป
“ตกลง ตกลงสหาย...” มนุษย์หมาป่าสีเหลืองหมุนตัวออกไปอย่างจนปัญญา “ถ้าหากไม่ไหวจริงๆ เจ้าควรไปหาหมอผี เขาจะรักษาอาการบาดเจ็บให้แก่เจ้าเอง!” อีกฝ่ายพึมพำเป็นครั้งสุดท้าย
มนุษย์หมาป่าดำไม่ได้ตอบ เพียงแต่ยังคงนั่งพิงผนังอยู่ที่เดิม
ตอนนี้ลู่เซิ่งปวดหัวถึงขีดสุด
ถ้าหากเขาจุติมายังร่างของมนุษย์ธรรมดายังพอว่า แต่ครั้งนี้ไม่เพียงเขาไม่มีร่างกายมนุษย์เท่านั้น ถึงขั้นจุติลงมาในร่างมนุษย์หมาป่าที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนอีกด้วย
มนุษย์หมาป่านี้แตกต่างจากมนุษย์หมาป่าในตำนาน มนุษย์หมาป่าในโลกใบนี้ เป็นมนุษย์หมาป่าที่วิวัฒนาการมาจากหมาป่าอย่างแท้จริง กล่าวให้ถูกต้องก็คือ เป็นเผ่าหมาป่าที่เคลื่อนไหวได้เหมือนมนุษย์
สิ่งที่วิวัฒนาการในขั้นต้นของพวกเขา นอกจากภาษา การแพทย์ ที่อยู่อาศัยแล้ว ยังมีความละอายที่เรียบง่ายเท่านั้น
แต่เนื่องจากล้าหลังถึงขีดสุด ดังนั้นเผ่ามนุษย์หมาป่าของที่นี่จึงยังอยู่ในช่วงชนเผ่าดึกดำบรรพ์ เพียงอาศัยคุณสมบัติร่างกายโดยกำเนิดต่อสู้ ล่าเหยื่อ และทำศึกเท่านั้น
ที่นี่ ในเทือกเขาที่ยิ่งใหญ่ไพศาลแห่งนี้ มนุษย์หมาป่าที่ลู่เซิ่งจุติลงมาในครั้งนี้มีชื่อว่ากระดูกดำ เป็นสมาชิกในเผ่าเล็กๆ ที่มีชื่อว่าไพรแดง
เผ่าหมาป่าไพรแดงมีมนุษย์หมาป่าทั้งหมดแค่ยี่สิบกว่าตน หมาป่าวัยฉกรรจ์มีแค่สิบสี่ตน ที่เหลือเป็นพวกแก่ชราและอมโรค
‘ไม่มีระบบการฝึกฝน ไม่มีตัวหนังสือ ไม่มีการสืบทอด ไม่มีความสามารถพิเศษ หมอผีที่ว่าก็เป็นแค่มนุษย์หมาป่าเฒ่าที่หาสมุนไพรมารักษาได้เท่านั้น สัตว์ป่าฝูงนี้ถึงขั้นไม่มีความรู้ที่ชัดเจนต่อสภาพแวดล้อมรอบๆ ด้วยซ้ำ’ ลู่เซิ่งคลึงศีรษะตรงตำแหน่งที่น่าจะเป็นขมับด้วยความปวดหัวถึงขีดสุด
ศีรษะเหมือนถูกคนฟาดใส่ ไม่สิ ความจริงแล้วเขาถูกฟาดใส่จริงๆ สิบนาทีก่อนหน้านี้ ก่อนที่ลู่เซิ่งจะจุติลงมาในร่างร่างนี้ ศิลายักษ์มนุษย์หมาป่าดำที่กำยำได้แย่งชิงเอาเนื้อแห้งของมนุษย์ไปจากเขา ทั้งยังฟาดหัวเขาอย่างแรง
ด้วยเหตุนี้ลู่เซิ่งเลยยึดครองร่างนี้ได้อย่างง่ายดาย
‘เจ้ากระดูกดำ ขอดูหน่อยซิว่าความปรารถนาในตัวแกคืออะไร...’ ไม่ว่าอย่างไร ในเมื่อมาถึงที่แบบนี้แล้ว ลู่เซิ่งก็เตรียมตัวทันที ด้วยการตรวจสอบความปรารถนาในตัวมนุษย์หมาป่าดำตนนี้
ความทรงจำของกระดูกดำเลื่อนไหลในห้วงสมองของลู่เซิ่งอย่างรวดเร็ว ความปรารถนาที่พร่ามัวค่อยๆ ปรากฏออกมา
‘ไม่ยอมถูกกดดันต่อไป กลายเป็นหัวหน้าเผ่า เป็นหัวหน้าที่แข็งแกร่งที่สุดของทั้งเทือกเขาหรือ ขย้ำผู้ที่ไม่ยินยอม!’
‘อือ...เป็นความปรารถนาที่เรียบง่ายมาก’ พอดูถึงตรงนี้ลู่เซิ่งก็อารมณ์ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนความปรารถนาสองอย่างนี้จะธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้จุดเริ่มต้นในครั้งนี้จะต่ำไป แต่ความยากในการบรรลุผลมีไม่มาก น่าจะจัดการได้เร็ว
เขาทดลองขยับร่างหลักในหัวใจดู เป็นอย่างที่คาด ยังคงต้องปรับตัวเข้ากับกฎธรรมชาติรอบๆ จำเป็นต้องใช้เวลาไม่น้อย อย่างน้อยก็อย่าคิดหวังพึ่งร่างหลักในเวลาสองสามเดือน
‘ขอดูหน่อยซิว่าเผ่าไพรแดงอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบไหน’
ลู่เซิ่งยื่นมือไปลูบแผล แม้ร่างหลักจะใช้พลังรบกวนโลกภายนอกไม่ได้ แต่แค่รักษาอาการบาดเจ็บเล็กๆ ง่ายๆ หรือใช้ในอาณาเขตเล็กๆ ยังไม่เป็นปัญหา
อาการบาดเจ็บบนศีรษะสมานตัวอย่างช้าๆ ด้วยพลังเหนือธรรมชาติ เพียงแต่ช้าจนน่าตกใจ
‘แม้แต่ผลการรักษาพื้นฐาน กฎก็ยังย่ำแย่ขนาดนี้...’ ลู่เซิ่งเอือมระอาเล็กน้อย หมายความว่า หลักการในการรักษาของที่นี่มีส่วนคล้ายกับโลกใบอื่นๆ เล็กน้อยเท่านั้น แตกต่างจากที่อื่นโดยสิ้นเชิง นี่ทำให้ประสิทธิผลลดลงอย่างใหญ่หลวง
หลังจากทรมานเป็นเวลาหนึ่งชั่วยามกว่าๆ จนรักษาอาการบาดเจ็บบนหัวได้ ลู่เซิ่งก็ฝืนลุกขึ้นยืน
‘ตามความทรงจำของกระดูกดำ เผ่าไพรแดงถือเป็นเผ่าเล็กๆ ที่ธรรมดาถึงขีดสุดในละแวกนี้ หลักๆ อาศัยการล่าสัตว์ต่างๆ เช่นกระต่ายป่า จิ้งจอก ฝูงควาย และฝูงกวางประทังชีวิต เก็บอาหารไม่เป็น เลี้ยงปศุสัตว์ไม่ได้ ไม่รู้จักการปลูกพืช นอกจากการแลกเปลี่ยนง่ายๆ แล้ว ก็ทำอะไรอย่างอื่นไม่เป็นอีก...อืม...เหมือนจะมีเผ่าระดับสูงอีกหนึ่งเผ่า เป็นฝูงมังกรพิษที่มีมังกรพิษสองปีกสามตัวเป็นผู้นำ...เวลาลำบากยังต้องถูกจับไปเป็นทัพหน้าทะลวงข้าศึกอีก...มังกรพิษ? มีตัวแบบนี้ด้วยหรือ’ ลู่เซิ่งพลันรู้สึกไม่ดีอยู่บ้าง
‘ฝูงมังกรพิษอยู่ที่บึงมังกรพิษ เป็นบึงทางตะวันออก ส่วนทางตะวันตกมีทะเลสาบจระเข้ยักษ์ เป็นที่อยู่อาศัยของจระเข้ยักษ์ที่มีขนาดยาวมากกว่าสิบเมตร
ทางใต้มีฝูงแรดมังกรดิน...สัตว์ยักษ์ที่เทียบเท่ากับมนุษย์หมาป่าสิบตัวพวกนี้ แม้แต่ฝูงมังกรพิษก็ยังไม่กล้าหาเรื่อง
ทางเหนือมีเหยี่ยวเงินสี่ปีก เหยี่ยวเงินเหล่านี้มีขนที่มีพิษ มีกระดูกเงินผิวทองแดง เป็นตัวการหลักที่ทำให้เผ่าไพรแดงเหลือประชากรอยู่ไม่มาก’
พอจัดระเบียบสถานการณ์โดยรวมเสร็จ ลู่เซิ่งพลันรู้สึกว่าสถานการณ์ดูเหมือนจะคับขันกว่าต้าอินเสียอีก หากไม่ระวัง เกรงว่าชีวิตน้อยๆ ของกระดูกดำจะรักษาไว้ไม่ได้
เขายืดเหยียดร่างกาย สิ่งปลอบใจเพียงหนึ่งเดียวคือ ดูเหมือนร่างกายนี้จะไม่เลวเท่าไหร่
‘เส้นลมปราณ หลอดเลือด กล้ามเนื้อแตกต่างจากมนุษย์โดยสิ้นเชิง แถมยังใช้วิธีฝึกเหมือนโลกใบอื่นไม่ได้อีก ยุ่งยากจริงๆ ต้องคลำทางใหม่หมด’
ดีที่ร่างหลักของเขาเป็นอริยะเจ้าระดับเทวปัญญาอย่างสมศักดิ์ศรีแล้ว แม้จิตวิญญาณอริยะเจ้าที่ยิ่งใหญ่ไพศาลจะไม่อาจโผล่มาบิดเบือนความเป็นจริงได้ แต่ก็ยังปรับปรุงและควบคุมร่างกายร่างนี้ได้โดยไม่มีปัญหา
“ธุลีขาว! ไสหัวออกมาธุลีขาว!”
เปรี้ยง!
วัตถุขนาดยักษ์โฉบลงมาบนที่ว่างของหมู่บ้านด้านนอกอย่างรวดเร็ว
มังกรสีเขียวอ่อนที่มีปีกสองข้าง คอเป็นงู ร่างยาวและทรงพลังพุ่งลงมาบนพื้น มังกรมีปีกตัวนี้เหมือนกับมังกรทางฝั่งตะวันตกที่ลู่เซิ่งเคยเห็นมาบนโลกใบเก่าไม่มีผิด มันมีคอที่ยาว ทั้งมีฟันแหลมกับสองเขาที่ดูน่ากลัว แถมยังม่านตาแนวตั้งที่เย็นเยียบนั่นอีก
มังกรมีปีกนี้แค่ขนาดร่างกายก็ใหญ่ถึงเจ็ดแปดเมตรแล้ว ยามกระพือปีกจะพัดพายุขึ้นมาหลายกลุ่ม จนทำให้มนุษย์หมาป่าที่เข้าใกล้ล้มลง และหมอบกับพื้นด้วยร่างที่สั่นเทา
มนุษย์หมาป่าชราที่มีขนสีขาวตนหนึ่งรีบวิ่งออกมาจากในหมู่บ้าน แล้วหมอบคลานด้านหน้ามังกรมีปีกอย่างเคารพ
“ท่านทูตมังกรพิษที่เคารพ ธุลีขาวมาแล้ว อยู่ที่นี่” เขาชูสองมือขึ้นและโขกศีรษะกับพื้นอย่างแรง
“ใกล้ๆ นี้มีมังกรเงาเขาเดียวมาถึงตัวหนึ่ง จงไปตามหาตำแหน่งของมัน จากนั้นให้นำมาบอกข้า!” ทูตมังกรพิษคำรามเสียงดัง ภาษาที่ใช้เหมือนกับพวกมนุษย์หมาป่า
“แต่ว่าท่านทูตมังกรพิษที่เคารพ นั่นคือมังกรเงา พวกเรา...”
เปรี้ยง!
มังกรพิษกระพือปีกฟาดมนุษย์หมาป่าชราจนล้มลงกับพื้น
“ธุลีขาว!” มนุษย์หมาป่าเหลืองที่กำยำตัวหนึ่งพุ่งออกไปด้วยความโกรธแค้น แต่กลับถูกมังกรพิษใช้กรงเล็บคว้าเอวไว้ขณะลอยอยู่กลางอากาศ
คว่าก!
มนุษย์หมาป่าเหลืองถูกฉีกเป็นชิ้นๆ แล้วกระจัดกระจายลงบนพื้นรอบๆ
“ข้าไม่ต้องการการต่อต้าน ถ้าพวกเจ้าไม่ทำตาม ก็จงตายเสีย!” มังกรพิษคำรามเสียงต่ำอย่างโหดเหี้ยม
มนุษย์หมาป่าทั้งหมดรวมถึงธุลีขาวก้มหน้าอย่างตกใจหวาดกลัว
มังกรพิษกระพือปีกบินขึ้นช้าๆ แล้วจากไปยังท้องฟ้าไกล เหลือเพียงเลือดและเศษเนื้อกระจายเต็มพื้น มนุษย์หมาป่าตนอื่นๆ เก็บซากศพของมนุษย์หมาป่าที่เหลืออยู่ขึ้นมา ก่อนจะนำไปวางไว้ในบ้านดินหลังหนึ่ง จากนั้นก็ใช้ดินโคลนกลบเลือดและเศษเนื้อ
ลู่เซิ่งยืนมองเหตุการณ์นี้จนจบอยู่หน้าประตูบ้านดิน เกิดความเข้าใจเล็กน้อยต่อพลังของมังกรพิษแล้ว
สัตว์ประหลาดร่างยักษ์ชนิดนี้ กายเนื้อของเขาในตอนนี้ไม่สามารถสู้ไหวจริงๆ
‘ยังมีภาษาร่วมกันอีก ดูเหมือนที่นี่จะไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่คิดไว้’
พอกลับถึงบ้านดิน ลู่เซิ่งก็เริ่มไตร่ตรองว่าครั้งนี้ตนควรใช้วิธีอะไรในการเลื่อนระดับพลังดี
‘พลังวิญญาณ สารกาย พลังวิญญาณชีวิต มีทิศทางสามทิศทางที่เราใช้ฝึกได้’
เขาลองใช้แก่นหยางเลียนแบบและทดลองเพื่อดูว่ากฎเกณฑ์ของที่นี่เหมาะกับพลังชนิดไหนมากกว่ากัน ไม่นาน พลังวิญญาณชีวิตที่มาจากโลกของจวี้เยี่ยนก็ถูกกีดกันในระดับต่ำสุด
ลู่เซิ่งตัดวิธีการฝึกฝนในนี้ออกเป็นส่วนใหญ่ เพียงเหลือส่วนน้อยที่ไม่ถูกกีดกันเอาไว้ และเรียบเรียงจนมันกลายเป็นวิชาเรียบง่ายชุดหนึ่ง
วิชานี้ยังต้องปรับปรุงเพิ่มเติมหลังจากตรวจสอบร่างกายร่างนี้ผ่านจิตวิญญาณอีก ถึงจะเปลี่ยนวิชาที่มนุษย์ใช้ฝึกฝนเป็นคัมภีร์ให้มนุษย์หมาป่าฝึกฝนได้
ลู่เซิ่งยุ่งอยู่พักหนึ่ง จนกระทั่งถึงเวลาพลบค่ำ จึงค่อยแก้ไขวิธีการฝึกฝนพลังชีวิตชุดนี้เสร็จสมบูรณ์
‘มีแต่การนำพลังชีวิตจากอาหารมาผสมกับการฝึกฝน สองกระบวนการเท่านั้น ไม่มีการสกัดแก่นสารเปลี่ยนรูปร่าง ไม่มีเส้นทางซับซ้อนที่สอดประสานกับดวงดาว เป็นแค่การสะสมวิญญาณอย่างหยาบๆ และเรียบง่ายเพื่อกระตุ้นพลังชีวิต รวมถึงขุดศักยภาพขีดจำกัดพลังทางสายเลือดของตัวเองออกมาเท่านั้นเอาแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน ตั้งชื่อชั่วคราวว่าวิชาแก่นพลัง’
เขาคิดจะใช้มันเป็นพื้นฐาน แล้วใช้ดีปบลูเรียนรู้
วิชาแก่นพลังวิชานี้เป็นเมล็ดพันธุ์ระดับพื้นฐานสุดของเขาในโลกใบนี้ โดยตัดส่วนที่กฎเกณฑ์ไม่อนุญาตทิ้ง เมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการอนุญาตเล็กๆ นี้จะแข็งแกร่งและยกระดับขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยวิธีการมาตรฐานของโลกใบนี้ผ่านการเรียนรู้ของดีปบลู
นี่เป็นวิธีที่ลู่เซิ่งคิดขึ้นเพื่อเอาไว้ใช้แก้ไขสภาพจนตรอกในตอนจุติลงมายังโลกที่ไม่มีระบบวิชาแบบนี้โดยเฉพาะ
ลู่เซิ่งกลับถึงบ้านดิน ก่อนจะนั่งขัดสมาธิลงโดยหันหลังให้กับผนังดิน
‘คิดจะสะสางผลกรรมความปรารถนาของกระดูกดำ ต้องกลายเป็นหัวหน้าเผ่าก่อน จากนั้นก็จัดการปัญหาการดำรงอยู่ของเผ่า รักษาอาหารและจัดการการคุกคาม หากใช้เวลาสั้นๆ คงจะยากมาก...ต้องการเวลา’
จิตวิญญาณของลู่เซิ่งกระเพื่อมในร่างกายอย่างต่อเนื่อง เพราะกำลังระบุจุดที่แตกต่างจากร่างมนุษย์ออกมา
แก่นหยางปรับตัวตามกฎเกณฑ์ หลังจากเปลี่ยนแปลงเป็นรูปแบบพลังงานจำนวนนับไม่ถ้วนแล้ว แม้จะเจอสภาพที่สามารถรักษาการดำรงอยู่ของตัวเองได้ดีที่สุด แต่ว่าพลังงานก็เหลือเพียงแค่ความสามารถในการรักษาและความสามารถเร่งการไหลเวียนโลหิตที่อ่อนแอเท่านั้น
‘เอาล่ะ รีบเริ่มให้เร็วที่สุดดีกว่า ดีปบลู’ ลู่เซิ่งหลับตานึกในใจ
ฟุ่บ
อินเตอร์เฟสสีฟ้าค่อยๆ ปรากฏออกมา
กรอบแรกเป็นวิชาไร้ขอบเขต แต่สิ่งที่ทำให้ลู่เซิ่งนึกไม่ถึงก็คือ ในกรอบที่สองเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า [เทวลักษณ์วารีลี้ลับ]
เขามองดูกรอบอย่างละเอียด
[เทวลักษณ์วารีลี้ลับ: ดวงตาแห่งเก๋อซังน่า, ควบคุมน้ำ]
ความสามารถเรียบง่ายสองอย่างถูกระบุไว้ด้านใน
‘น่าสนใจ...ดูเหมือนเทวลักษณ์วารีลี้ลับจะมีความวิเศษบางอย่างที่เราไม่รู้อยู่ด้วย’
ลู่เซิ่งบังเกิดความสนใจ แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาสนใจสิ่งเหล่านี้ หากแต่ต้องยกระดับวิชาแก่นพลังก่อน
เขามองพลังอาวรณ์ที่เหลืออยู่ ตอนนี้ดีปบลูได้พัฒนาความสามารถการคำนวณหน่วยของพลังอาวรณ์อย่างแม่นยำตามการรับรู้ของเขาออกมาแล้ว
ด้านบนระบุว่ายังเหลือ 97,306 หน่วย
‘ลองดูว่าจะเก็บเกี่ยวพลังอาวรณ์ในโลกใบนี้มาเติมได้หรือไม่ จำนวนแค่นี้ไม่พอใช้แล้ว...’ ลู่เซิ่งทอดถอนใจ
..............................................
“กระดูกดำ! กระดูกดำ! รีบออกมา พวกเราควรไปตรวจสอบมังกรเงาเขาเดียวได้แล้ว!” อยู่ๆ ด้านนอกก็มีเสียงร้องของมนุษย์หมาป่าเหลืองดังมา
ลู่เซิ่งซึ่งกำลังจะลงมือเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตัวเองถูกขัดขวางอย่างกะทันหัน จึงได้แต่ลุกขึ้นอย่างจนปัญญา
‘ดูเหมือนต้องรับมือไปก่อนค่อยว่ากัน จะได้ดูเส้นสนกลในของโลกใบนี้ด้วย’
“เป็นอะไรไปเจ้าทอง”
ชื่อของหมาป่าเหลืองตนนี้คือเจ้าทอง ว่ากันว่าเป็นเพราะเขารู้ว่ามนุษย์กับหลายๆ เผ่าต่างชอบทอง เลยรู้สึกว่าไม่เลว หวังว่าเพศเมียทั้งหมดจะชอบตัวเองบ้าง จึงตั้งชื่อว่าทอง
เจ้าทองพุ่งกระหืดกระหอบเข้ามา
“ธุลีขาวให้พวกเรารีบรวมตัว อย่าเสียเวลา เมื่อครู่เจ้าก็เห็นแล้ว ทูตมังกรพิษนั่นอยากให้พวกเราไปหามังกรเงาอะไรสักอย่าง” เขาทำท่าเรื่อยเฉื่อย เหมือนกับไม่กลัวอะไรสักอย่าง ก่อนจะลากลู่เซิ่งวิ่งไปด้านนอก
มนุษย์หมาป่าตนนี้ก่อนหน้านี้ยังสัมผัสไม่ได้ ตอนนี้พอถูกดึง ลู่เซิ่งพลันรู้สึกว่าเจ้าทองมีแรงเยอะกว่าร่างกายของตัวเองไม่น้อย
ถูกเขาลากออกจากบ้านดิน ไม่นานก็ตัดทะลุหมู่บ้านมาถึงด้านหน้าบ้านดินหลังหนึ่งที่ใหญ่ที่สุด
บ้านดินหลังนี้แตกต่างจากบ้านดินหลังอื่น ตรงขอบมีหนามแห้งสีดำที่เป็นสัญลักษณ์ของการป้องกันวางกองอยู่ หนามแห้งเหล่านี้ล้อมบ้านดินเอาไว้ ดูเหมือนให้ความรู้สึกเป็นพิธีการ
ประตูใหญ่ของบ้านเปิดออก ธุลีขาวซึ่งเป็นมนุษย์หมาป่าชราเมื่อก่อนหน้านั่งอยู่ข้างประตู
“คำพูดเมื่อครู่ของท่านทูต พวกเจ้าได้ยินหมดแล้วใช่ไหม”
“ถูกต้องท่านหมอผี”
“จะส่งพวกเราไปตายชัดๆ!”
“ข้าภูผาเหล็กไม่ยอม พวกเราไม่สมควรกระทำเรื่องนี้”
“พวกมันบ้าไปแล้วหรือ มังกรเงาเขาเดียวทุกตัวต่างแข็งแกร่งจนน่ากลัว พวกเราสู้ไม่ได้หรอก”
มนุษย์หมาป่าทั้งฝูงคำรามอย่างโกรธแค้น แต่คำพูดที่ตะโกนออกมากลับมีความหมายค่อนข้างเรียบง่าย แสดงให้เห็นว่าส่วนใหญ่เป็นพวกพัฒนาแต่แขนขา สมองยังคงเหมือนเดิม
ธุลีขาวผู้เป็นหมอผีหรี่ตา ดวงตาฉายแววจนใจและเศร้าโศก เขาอายุเจ็ดสิบหกปีแล้ว ถือเป็นอายุที่ยากจะจินตนาการถึงสำหรับหมาป่าดำตัวหนึ่ง เขาได้เป็นสักขีพยานให้แก่ความรุ่งเรืองตกต่ำของเผ่ามาแล้วหลายครั้ง
เผ่าไพรแดงในตอนนี้เคยเป็นเผ่าใหญ่ที่มีหมาป่ามากกว่าพันตัว ทว่าตอนนี้
เขามองสหายร่วมเผ่าสิบกว่าตนสุดท้ายที่เหลืออยู่ ไม่รู้ว่าควรพูดอะไรอยู่ชั่วขณะ
เงียบงันอยู่พักหนึ่ง เขาจึงค่อยๆ เอ่ยว่า “ครั้งนี้ต้องเดินทางให้หมด ไม่อย่างนั้นหากหมาป่าเต็มวัยอย่างพวกเราจากไป หมู่บ้านเหลือแต่พวกแก่ๆ กับพวกอ่อนแอ จะต้องถูกสัตว์ร้ายตัวอื่นโจมตีแน่”
ทุกคนต่างเข้าใจความหมาย บางครั้งจะมีการเคลื่อนไหวทั้งฝูงเหมือนกัน ความเคยชินของเผ่าหมาป่าคือจะไม่อยู่ที่ไหนนานๆ แต่จะออกล่าเหยื่อไปทั่ว
ถ้าหากไม่ใช่เพราะพื้นที่อยู่อาศัยถูกจำกัดอย่างรุนแรง เลยได้แต่อยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ที่มนุษย์ละทิ้งแห่งนี้ คาดว่าพวกเขาคงไปยังหมู่บ้านอื่นเพื่อหนีจากสถานที่อันตรายแบบนี้แต่แรกแล้ว
“ก่อนออกเดินทาง คนไหนได้รับบาดเจ็บ ให้มาหาข้า” ธุลีขาวพูดเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหมุนตัวเข้าไปในบ้านดิน ประตูยังคงอ้าอยู่ แต่ไม่มีเสียงอะไรดังออกมาอีก
“ข้าเอง!” อยู่ๆ ก็มีมนุษย์หมาป่าขนทองร่างกำยำตัวหนึ่งสาวเท้าเดินไปยังบ้านดินอย่างทระนง
เขามีชื่อว่าโล่เหล็ก เป็นมนุษย์หมาป่าที่มีเรื่องกับกระดูกดำตอนที่ลู่เซิ่งจุติลงมาเมื่อก่อนหน้า
โล่เหล็กเดินเข้าไปหลายก้าว แล้วยกมือขึ้นโบกไปมา แขนขวาของเขาได้รับบาดเจ็บ ผิวที่ไม่ใหญ่มากหลุดออกไปชั้นหนึ่ง โชกเลือดจนดูเหมือนร้ายแรง แต่กลับเป็นแค่อาการบาดเจ็บเล็กน้อยของมนุษย์หมาป่าเท่านั้น
ลู่เซิ่งยืนอยู่ด้านนอกสุดของฝูงมนุษย์หมาป่า ในใจเกิดเพลิงโทสะอย่างอธิบายไม่ได้ขึ้นในตอนที่เห็นโล่เหล็กออกมา
‘ความโกรธหลงเหลือในร่างเหรอ ไม่ต้องห่วง อีกไม่นานก็จัดการได้แล้ว’
เขาคิด รอจนมนุษย์หมาป่าหลายตนเดินเข้าบ้านดินแล้วเดินออกมา เขาก็เบียดตามเข้าไปในบ้านดินด้วย
ในบ้านดินมืดครึ้มอยู่บ้าง ยังมีกลิ่นอับจางๆ จากสมุนไพรแห้งจำนวนไม่น้อย
ธุลีขาวซึ่งเป็นมนุษย์หมาป่าชรางอเอว กำลังพลิกหาอะไรบางอย่างด้านหน้าตู้พังๆ
พอเห็นลู่เซิ่งเข้ามา เขาก็กวาดตามองแผลบนศีรษะของอีกฝ่าย เห็นช่องว่างขนาดเท่าฝ่ามือผ่านขนสีดำ แม้เลือดจะไม่ไหลแล้ว และมีร่องรอยการสมานตัว แต่ขนาดของแผลก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงในเวลาอันสั้น
“ใจเหี้ยมจริงๆ กระดูกดำ ต่อจากนี้เจ้าอย่ามีเรื่องกับโล่เหล็กเลย เขามีแรงเยอะกว่าเจ้ามาก” หมอผีชราพึมพำ “แผลใหญ่ขนาดนี้ เกรงว่าสมุนไพรข้าใกล้จะหมดแล้ว”
“ครั้งหน้าจะไม่ทำแล้ว” ลู่เซิ่งตอบเบาๆ ด้วยเสียงทุ้มต่ำเล็กน้อย ดูเคร่งขรึมเป็นพิเศษในบ้านดินที่มืดสลัว
ธุลีขาวงุนงง แต่ไม่ได้สงสัยอะไร จากนั้นก็เทสิ่งที่มีสีเหลืองและเหนียวเหมือนอุจจาระออกมาจากชามหินแตกๆ อย่างคุ้นเคย ก่อนจะใช้อุ้งมือควักขึ้นมาแล้วกดลงบนศีรษะลู่เซิ่ง
ลู่เซิ่งข่มความคิดหลบเลี่ยง ปล่อยให้อีกฝ่ายทาแผลของตัวเอง
กลิ่นเหม็นฉุนๆ มุดเข้าจมูกเขาเป็นระยะ
แต่ในทางเดียวกัน ความรู้สึกเย็นฉ่ำอ่อนๆ ก็แผ่ขยายไปตามปากแผลจนทำให้เขาเกิดความรู้สึกสุขสบายถึงขีดสุดเช่นกัน
เดิมทีลู่เซิ่งจะมาดูว่าหมอผีมีความสามารถขนาดไหน ถือว่าเป็นการสืบเส้นสนกลในของระบบในโลกใบนี้ เพื่อที่ตัวเองจะได้ปรับตามทิศทางการพัฒนา
ดูจากตอนนี้ เขาไม่ได้มาเสียเที่ยวจริงๆ สมุทรไพรใช้ภายนอกใดๆ ล้วนไม่อาจเห็นผลได้เร็วขนาดนี้ แสดงว่านี่จะต้องมีลูกเล่นแน่
ลู่เซิ่งลืมตาแล้วเห็นว่ากลางฝ่ามือของธุลีขาวมีแสงสีขาวอมเทาจุดหนึ่งกำลังกะพริบอยู่ แต่เพราะมีขนบังไว้จึงเห็นไม่ชัด
“ธุลีขาว อะไรกำลังสว่างกลางฝ่ามือท่านกันนั่น”
“เจ้าเห็นหรือ” ธุลีขาวงุนงง ดวงตาฉายแววแปลกใจและเหลือเชื่อ
“อื้ม...แสงสีขาว กำลังกะพริบอยู่” ลู่เซิ่งตอบตามจริง
ธุลีขาวหยุดทายา
สักครู่ใหญ่ๆ เขาค่อยถอนใจยาว
“นี่เป็นพลังเกล็ดหิมะ สัญลักษณ์ของเผ่าพวกเรา เป็นความเจิดจรัสเมื่อนานมาแล้ว” เขาลดมือลง แล้วแบมือข้างขวาของตนเองออก บนอุ้งเนื้อมีร่องรอยที่เหมือนรูปจันทร์เสี้ยวกำลังกะพริบอยู่
ร่องรอยนี้เป็นสีขาวอมเทา กำลังปล่อยความเย็นอ่อนๆ ออกมา รอบๆ มีควันขาวเล็กละเอียดแผ่กระจายอย่างต่อเนื่อง
“เมื่อครั้งอดีต ทุกๆ หนึ่งร้อยคนในเผ่า จะมีคนหนึ่งที่ปลุกพลังเกล็ดหิมะให้ตื่นได้ แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว เผ่าไม่มีผู้ที่ปลุกพลังมานานแล้ว” หมอผีชราส่ายหน้าน้อยๆ “แต่ต่อให้ปลุกพลังได้ แล้วจะอย่างไรต่อ แม้จะกลายเป็นหมาป่าเกล็ดหิมะ แต่ก็สู้บึงมังกรพิษไม่ได้อยู่ดี”
เขาจัดขนบนศีรษะลู่เซิ่งต่ออีกครู่หนึ่ง
“เรียบร้อย ออกไปเตรียมตัวเถอะกระดูกดำ”
“ขอถามได้ไหม พลังเกล็ดหิมะปลุกให้ตื่นได้อย่างไรหรือ” ลู่เซิ่งลุกขึ้นแล้วถามเป็นครั้งสุดท้าย
ครั้งนี้ไม่ได้มาเสียเที่ยวจริงๆ กระดูกดำก่อนหน้านี้ติดที่มีพลังอ่อนแอเกินไป เลยไม่ค้นพบความน่าอัศจรรย์ของหมอผีชรา
แต่เขานั้นแตกต่าง
ธุลีขาวขมวดคิ้ว
“มีแต่ตอนที่เจ้าต้องเผชิญการคัดเลือกจากความเป็นความตายเท่านั้น ศักยภาพของเจ้าถึงจะเปิดออก และมีโอกาสปลุกพลังให้ตื่นขึ้นได้”
พูดแบบนี้เท่ากับไม่พูด
ลู่เซิ่งมองแสงขาวที่กลางฝ่ามือของธุลีขาว แล้วลุกขึ้นเตรียมจะจากไป
“รอเดี๋ยว กระดูกดำ” ธุลีขาวครุ่นคิด ยังคงอธิบายถึงต้นกำเนิด “ถ้าหากเจ้าอยากจะปลุกพลังจริงๆ อย่างนั้นก็จงไปขัดเกลาความตั้งใจในการต่อสู้เป็นตายเพื่อให้ร่างกายอยู่ในขีดจำกัดดู ขอมอบสิ่งนี้ให้เจ้า”
เขาโยนผ้าขี้ริ้วผืนหนึ่งให้ลู่เซิ่ง
ลู่เซิ่งรับมาดู ด้านบนเป็นลายเส้นพิลึกหงิกๆ หงอๆ ส่วนหนึ่ง กลางลวดลายที่แน่นขนัดคือสัญลักษณ์พิเศษส่วนหนึ่งที่เหมือนกับกีบเท้าของกวาง
ตอนลู่เซิ่งมองดูก็รู้สึกลางๆ ว่า สัญลักษณ์นี้ทับซ้อนกันอยู่บ้าง เหมือนกับขีดเขียนใส่ที่เดิมนับครั้งไม่ถ้วน
“ลองเอาไปทำความเข้าใจดู ถ้าหากเจ้าจินตนาการออก เช่นนั้นก็หมายความว่าเจ้าได้ครอบครองพลังเกล็ดหิมะแล้ว ถ้าหากไม่ได้ ของสิ่งนี้จะหายไปในอีกสามวันให้หลัง” ธุลีขาวเอ่ยอย่างราบเรียบ “จริงสิ นี่เป็นของเล็กๆ น้อยๆ ที่ข้าทำขึ้นชั่วคราว อย่าเอาไปแลกอาหารกับเผ่าอื่นล่ะ”
ลู่เซิ่งจับผ้าเอาไว้และลูบสัญลักษณ์ด้านบนเบาๆ พลันรู้สึกได้ว่ามีความเย็นสายหนึ่งกระจายขึ้นมาจากปลายอุ้งมือ
ความเย็นไม่ได้รุนแรงมาก ใกล้เคียงกับก้อนน้ำแข็งก้อนเล็กๆ เท่านั้น
เขาถือผ้าขี้ริ้วไว้ แล้วหมุนตัวสาวเท้าจากไป
“ความจริงตอนที่พวกเจ้ายังเด็กมาก ข้าเคยทดลองดูทีละคนแล้ว...” เสียงของธุลีขาวดังไล่หลังเขามา
ลู่เซิ่งชะงักเล็กน้อย
‘ดูเหมือนโลกใบนี้จะไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่จินตนาการไว้’ ตอนแรกหลังจากเขาทำความเข้าใจโลกจากความทรงจำของกระดูกดำ ก็นึกว่าเป็นแค่โลกทั่วไปที่มีความพิเศษเล็กน้อยเท่านั้น
แต่ดูจากตอนนี้ เผ่าหมาป่าถึงกับยังมีของน่าอัศจรรย์แบบนี้อยู่ด้วย ดูเหมือนที่นี่จะไม่ได้รวบรัดเหมือนที่เขาคิดไว้
หลังออกมาจากบ้านดิน เขาก็เห็นเจ้าทองหมาป่าขนเหลืองกำลังรออยู่ไม่ไกลออกไปทันที เพียงแต่ข้างๆ มีมนุษย์หมาป่าขนเหลืองร่างกำยำอีกตัวหนึ่งยืนอยู่ด้วย เป็นโล่เหล็กที่ก่อนหน้านี้ทำร้ายเขานั่นเอง
“ข้าต้องการอาหาร!” โล่เหล็กเหมือนกำลังขู่เข็ญเจ้าทองอยู่
“ไม่มีแล้ว ให้เจ้าไปหมดแล้ว” เจ้าทองก้มหน้าอย่างจนปัญญา
“ยังไม่พอ” โล่เหล็กมองลู่เซิ่งแวบหนึ่ง
แผล่บ!
เขาแลบลิ้นออกมาเลียปากอย่างน่ากลัวเพื่อขู่
“แล้วก็เจ้า! ครั้งหน้าข้าจะมาอีก ถ้าหากยังไม่มีพวกเจ้าก็อย่าคิดจะอยู่อย่างเป็นสุขเลย!”
พูดจบก็หมุนตัวจากไป
ลู่เซิ่งมองตามจนเขาหายไปจากข้างกำแพงดินของหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว คล้ายเตรียมจะออกไปค้นหาแล้ว คำพูดของหมอผีไม่อาจขัดขืนได้ ไม่อย่างนั้นจะถูกตัดสิทธิ์รักษาและสิทธิ์พักอาศัย
ในป่าที่อันตรายแบบนี้ ผลลัพธ์ของการไม่มีที่อยู่กับไม่มีความสามารถรักษาก็คือการเน่าตายมีหนอนไชในมุมใดมุมหนึ่งที่ไม่รู้จัก
“พวกเราก็ไปกันเถอะ” ลู่เซิ่งตบบ่าของเจ้าทอง เขาย่อมไม่โกรธการคุกคามที่อ่อนด้อยสติปัญญาแบบนี้ ภารกิจเร่งด่วนในตอนนี้คือการทดลองดูความน่าอัศจรรย์ของผ้าขี้ริ้วผืนนี้
วิธีก็คือ เดินทางไปพลางทดลองไปพลาง
“เนื้อของข้า...ไม่ช้าก็เร็วข้าจะต้องฆ่ามันให้ได้!” เจ้าทองระบายอย่างอัปยศ
“รู้แล้วๆ” ลู่เซิ่งพยักหน้า ไม่ได้เห็นด้วยและไม่ได้พูดขัด ทางหนึ่งถือผ้าขี้ริ้วผืนนั้น ทางหนึ่งสัมผัสความเย็นของผ้าอย่างละเอียด
ยิ่งสัมผัส เขาก็ยิ่งรู้สึกคุ้นกับมัน
อยู่ๆ สายฟ้าสายหนึ่งก็แวบผ่านหัวใจของเขา นี่มันเหมือนรูปเทวลักษณ์วารีลี้ลับของเขาเลยไม่ใช่หรือ
‘อย่างนี้นี่เอง...’ ลู่เซิ่งเกิดความสนใจขึ้นกว่าเดิมแล้ว
เขากับเจ้าทองแตกต่างจากมนุษย์หมาป่าตัวอื่น พวกเขาไม่มีครอบครัวให้ต้องดูแล หลังจากปรึกษาเส้นทางกันแล้ว ก็พากันออกจากหมู่บ้าน แล้ววิ่งตะบึงไปทางตะวันตกเฉียงเหนือเพียงสองตัวเท่านั้น
เผ่ามังกรพิษสั่งให้ตามหามังกรเงาเขาเดียว แต่มังกรเขาเดียวหาตัวง่ายเสียที่ไหน มิหนำซ้ำด้วยพลังของมนุษย์หมาป่า ต่อให้เจอก็เหมือนเอาตัวไปส่งเป็นอาหารเท่านั้น
ดังนั้นการอู้งานจึงสมเหตุสมผล
ทั้งสองเหยียบย่ำพื้นนุ่มที่มีใบไหม้กองอยู่กลางป่า เพียงถือว่าทำภารกิจลาดตระเวนเท่านั้น
“พวกเราเคลื่อนไหวช้าๆ แบบนี้จะใช้ได้หรือ” เจ้าทองถามระหว่างทางไม่หยุด
“ไม่เป็นไรๆ” ลู่เซิ่งตอบซ้ำไปซ้ำมา “ฟังข้าแล้วจะดีเอง เจ้าไม่ต้องสนใจอะไรหรอก”
“อ้อ...”
ลู่เซิ่งเดินทอดน่องเหมือนกับเดินเล่น พร้อมกับใช้จิตวิญญาณวิเคราะห์สัญลักษณ์ความเย็นบนผ้าขี้ริ้วผืนนั้นไปด้วย
‘ถ้าหากใช้อักษรโบราณมาวิเคราะห์โครงสร้าง ทุกอย่างก็จะอธิบายได้แล้ว สัญลักษณ์นี้...หมายถึงความเย็นในตัวอักษรโบราณ’ ลู่เซิ่งเข้าใจความหมายของมันอย่างรวดเร็ว
“น่าสนใจ เราได้เทวลักษณ์วารีลี้ลับมาโดยอัตโนมัติหลังเลื่อนสู่ระดับทารกจิต จากนั้นก็ได้เทวลักษณ์ความเย็นมาจากที่นี่ตั้งแต่แรก
เทวลักษณ์ประเภทนี้ ดูเหมือนจะทั้งหาได้ง่ายและหาได้ยาก’
ด้านในป่ารกชัฏที่มืดครึ้มและชื้นแฉะ ลู่เซิ่งหยีตา ใช้กรงเล็บฟันงูต้นไม้ที่พุ่งใส่ตัวเองจนขาด
จากนั้นก็ส่งงูให้แก่เจ้าทอง แล้วทำท่ากินภายใต้สายตางุนงงของอีกฝ่าย
เจ้าทองรับเนื้องูไปอย่างดีใจ ก่อนจะเริ่มกินอย่างตะกละตะกลาม โดยหลีกเลี่ยงฟันพิษกับต่อมพิษ เนื้องูเป็นของดีที่อร่อยเป็นอย่างยิ่ง
..............................................
มาเริ่มเรียนรู้พลังงานนี้กัน ดูว่าจะเกิดปฏิกิริยาแบบไหน’ ลู่เซิ่งเริ่มปรับจังหวะการหายใจและการเต้นของหัวใจ ทำให้ตัวเองอยู่ในสภาพสมดุล
เขามองกรอบใหม่ด้านในอินเตอร์เฟซดีปบลู
[วิธีการฝึกฝนพลังเกล็ดหิมะ: ยังไม่ครอบครอง]
ด้านในมีแค่คำอธิบายสั้นๆ
ลู่เซิ่งกดปุ่มเรียนรู้อย่างคุ้นเคย จากนั้นก็หันเหความสนใจไปที่ด้านหน้ากรอบ แต่สิ่งที่น่าเสียดายก็คือ เขาไม่เห็นคำว่าเรียนรู้ได้ที่ด้านหลังกรอบ
‘งั้นก็ได้แต่ใช้สิ่งนี้แล้ว มาลองดูก่อนก็แล้วกัน’
ลู่เซิ่งเพ่งสายตาอยู่บนวิธีฝึกฝนพลังเกล็ดหิมะ
พรึ่บ
พลังอาวรณ์หน่วยหนึ่งหายไป กลายเป็นความเย็นสายหนึ่งไหลจากทรวงอกของลู่เซิ่งไปยังแขนขา
ลู่เซิ่งชะงักฝีเท้ากะทันหัน จากนั้นก็ทำท่าเป็นปกติต่อ
ส่วนรากของขนทั่วร่างเขาเริ่มปรากฏสีขาวอมเทาอยางช้าๆ เป็นสีขาวชนิดพิเศษเหมือนกับธุลีขาว กลิ่นอายความเย็นหลายสายค่อยๆ แผ่กระจายออกมาจากใต้ฝ่าเท้า
เจ้าทองที่อยู่ด้านข้างตัวสั่นอย่างไม่อาจควบคุม
“อยู่ๆ ก็หนาว...”
ลู่เซิ่งรีบเก็บไอความเย็น ด้วยจิตวิญญาณอริยะเจ้าของเขา เพียงชั่วพริบตาสั้นๆ ก็เข้าใจแล้วว่าจะพัฒนาพลังเกล็ดหิมะได้อย่างไร
ตอนนี้พอมองดูกรอบอีกครั้ง เนื้อหาด้านในก็ปรากฏการเปลี่ยนแปลงแล้ว
[วิธีกรฝึกฝนพลังเกล็ดหิมะ: ครอบครองแล้ว (คุณสมบัติพิเศษ: เพิ่มพลังความเย็น, กรงเล็บน้ำแข็ง)]
‘เพิ่มพลังความเย็นหรือ’ ลู่เซิ่งตรวจสอบร่างกายอย่างละเอียด โครงสร้างเนื้อเยื่อ กล้ามเนื้อ โครงกระดูก และอวัยวะภายในต่างก็เกิดการเปลี่ยนแปลงพิเศษชนิดหนึ่งอย่างช้าๆ ขณะที่พลังเกล็ดหิมะลอยเวียนวน
ส่วนหนึ่งถูกแช่แข็งจนฝ่อลีบ อีกส่วนแข็งแกร่งมากขึ้นและได้รับการกระตุ้น กายเนื้อเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่เอนเอียง
‘พละกำลังแข็งแกร่งขึ้นสามเท่า ความเร็วเพิ่มขึ้นหนึ่งเท่า ขน ผิว และกล้ามเนื้อแข็งแกร่งขึ้นราวหนึ่งเท่า นี่คือการเพิ่มพลังความเย็นหรือ’ ลู่เซิ่งพลันยกมือขึ้นโบกดู
รู้สึกตัวเบาขึ้นมาก แถมร่างกายก็ไม่ได้รู้สึกถึงความเย็นด้วย
พละกำลังปลอดโปร่งขึ้น รู้สึกว่าขนทั่วร่างอ่อนนุ่มกว่าเดิม
‘ยังมีกรงเล็บน้ำแข็งอีก...’ ลู่เซิ่งมองดูปลายอุ้งมือที่มีกรงเล็บแหลมคมงอกขึ้นมาอย่างตั้งใจ มันกำลังปล่อยไอเย็นที่หนาวเหน็บออกมาบางๆ ใช้อุ้งมือลูบๆ ดู รู้สึกว่ายังเย็นยิ่งกว่าไอเย็นบนร่างเสียอีก น่าจะเป็นส่วนที่เย็นที่สุดจากทั่วทั้งร่างแล้ว
‘เป็นการโจมตีด้วยความเย็นสินะ แต่ว่าถ้าเจอปากแผลฉีกขาดเข้า กลับมีส่วนช่วยต่อการห้ามเลือดของศัตรู ไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่’ ลู่เซิ่งส่ายหน้า
พลังเกล็ดหิมะนี้ทำให้ร่างกายร่างนี้แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมหนึ่งเท่า สามารถเป็นจ่าฝูงในเผ่าได้แล้ว แต่หากออกไปเจอสายพันธุ์อื่น ก็ยังคงถูกเล่นงานได้อยู่ดี
‘ยังดีที่เรามีวิชาแก่นพลัง’ ลู่เซิ่งใช้ความคิด กรอบสี่เหลี่ยมกรอบใหม่พลันโผล่ขึ้นบนอินเตอร์เฟซ
[วิชาแก่นพลัง: ยังไม่ได้เรียนรู้]
‘ยกระดับวิชาแก่นพลังดูก่อนแล้วค่อยว่ากัน ดูว่าจะยกระดับได้ทีเดียวถึงขั้นไหน’
...
ด้านในวังบนยอดเขาที่เย็นยะเยือก
มังกรน้ำแข็งมีปีกสีฟ้าขนาดมหึมาตัวหนึ่งลืมตาสามข้างที่เหมือนกับผลึกแก้วสีฟ้าขึ้น ดวงตาเรียวยาวเหมือนกับรอยดาบสามรอยที่คมกริบ ติดอยู่กลางศีรษะขนาดมโหฬารทรงสามเหลี่ยมของมัน
“เจ้าขี้เถ้ามาแล้ว” เสียงของมังกรน้ำแข็งแหลมและยิ่งใหญ่เหมือนกับมนุษย์เพศหญิง
“ฝูงมังกรเงาเขาเดียวเป็นแค่หน่วยลาดตระเวนของมันเท่านั้น มันยังคงไม่ยอมตัดใจจากน้ำพุเหมันต์นิรันดร์ของเรา”
มังกรน้ำแข็งสีน้ำเงินเข้มที่มีขนาดร่างกายเล็กกว่า สูงราวสิบกว่าหมี่อีกตัวหนึ่ง ค่อยๆ เดินออกมาจากถ้ำด้านข้างตัววัง
“สองพันปีก่อนหน้านี้ มันเคยมาครั้งหนึ่ง แต่ก็พ่ายแพ้ไป หกร้อยปีก่อนหน้านี้ มันมาเป็นครั้งที่สอง ก็ยังคงพ่ายแพ้กลับไป ร้อยปีก่อน มันมาเป็นครั้งที่สาม แต่ก็ยังคงพ่ายแพ้ท่านอยู่ดี ไม่มีอะไรต้องเป็นกังวล พลังของเจ้าขี้เถ้าไปถึงจุดสูงสุดแล้ว แต่ก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของท่านอยู่ดี” มังกรน้ำแข็งสีน้ำเงินกล่าวอย่างนอบน้อม
“ไม่...สิ่งที่ข้ากังวลไม่ใช่มัน แต่เป็นสี่เผ่าอาทิตย์แผดเผาที่อยู่เบื้องหลังมันต่างหาก” มังกรน้ำแข็งสามตากล่าวอย่างช้าๆ “ข้ารู้จักเจ้าขี้เถ้าดี ข้ารู้จักมันตั้งแต่ตอนที่เรายังเป็นแค่มังกรวัยเด็กอายุไม่กี่ขวบด้วยซ้ำมันไม่ใช่มังกรที่ยินยอมล้มเหลวซ้ำๆ แน่”
“อย่างนั้นพวกเราลองดึงฝูงสัตว์ฝูงอื่นที่อยู่ในเทือกเขาเป็นพวก เพื่อลองเชิงพวกมันดูก่อนก็ได้” มังกรน้ำแข็งสีน้ำเงินเข้มกล่าวช้าๆ “สายพันธุ์มังกรมากมายอย่างมังกรตะวันตก มังกรเขาเดียว และมังกรพิษ ล้วนเป็นตัวเลือกที่ไม่เลว”
“อือ ไปเถอะ เราจะรอข่าวจากเจ้า” มังกรน้ำแข็งสามตาหลับตาลงอย่างช้าๆ
“รับทราบ องค์ราชาที่เคารพ”
...
ลู่เซิ่งรู้สึกเหมือนร่างกายจะระเบิด
กล้ามเนื้อพองขยายอย่างรุนแรง โครงกระดูกกำลังสั่นไหว หัวใจเต้นวินาทีละสิบห้าครั้ง ยังดีที่มีขนหนาดำคอยอำพราง บวกกับเจ้าทองโง่ทึ่มอยู่แล้ว เลยไม่พบสภาพผิดปกติของเขาในตอนนี้
ด้านในอินเตอร์เฟซของดีปบลู
[วิชาแก่นพลัง: ขั้นหนึ่ง]
เป็นแค่ขั้นที่หนึ่งเท่านั้น จึงเสียพลังอาวรณ์ไปเพียงหน่วยเดียว แก่นพลังที่เปลี่ยนมาจากพลังอาวรณ์ทะลักไปทั่วร่างลู่เซิ่งในชั่วพริบตา
ผลลัพธ์ก็เหมือนอย่างตอนนี้ เพียงแค่พลังอาวรณ์หนึ่งหน่วย ก็ทำให้ร่างกายของเขาอยู่ในสภาพขีดจำกัดที่สามารถระเบิดได้ตลอดเวลาแล้ว
ดีที่จิตวิญญาณอริยะเจ้าใช้พลังอย่างต่อเนื่องเพื่อสะกดอวัยวะภายในและเนื้อเยื่อของร่างกายที่กำลังสั่นไหวเอาไว้
ภายใต้การควบคุมของดีปบลู แก่นพลังจำนวนมากได้ปรับปรุงระบบการย่อยอาหารหลักของเขาอย่างรวดเร็ว นี่เป็นวิธีการพิเศษที่ลู่เซิ่งสร้างขึ้นมาเพื่อร่างกายร่างนี้โดยเฉพาะ
สามารถใช้การกินอาหารเพื่อนำเอาแก่นพลังมาเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ร่างกายได้ ภายใต้การควบคุมจิตวิญญาณระดับอริยะเจ้า วิธีการนี้ขอแค่อยู่ไม่เกินขีดจำกัดการควบคุมของอริยะเจ้าเทวปัญญา ก็จะไม่มีอันตรายใดๆ
สภาพนี้คงอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดลู่เซิ่งก็รู้สึกได้ว่าความเจ็บปวดทุเลาลง
“เกือบไป...ระบบพลังที่ไม่ใช่ของที่นี่เกือบจะทำให้กายเนื้อพังซะแล้ว...ตอนสร้างวิชาเมื่อก่อนหน้านี้ยังไม่รู้สึกถึงอันตราย คิดว่าสมบูรณ์แบบแล้ว แต่ตอนนี้พอใช้จริงๆ ถึงได้พบว่ามีช่องโหว่มากมายขนาดนี้...ดีที่กายเนื้อกายนี้อ่อนแอเกินไป ก็เลยสะกดไว้ได้”
ลู่เซิ่งรู้สึกผวา ครั้งนี้ยกระดับวิชาแก่นพลังแค่ขั้นเดียวเท่านั้น แต่เกือบจะทำลายการจุติครั้งนี้ไปแล้ว
ครั้งหน้าเขาวางแผนไว้ว่า จะไม่วู่วามลงมือสร้างวิชาเองแบบนี้อีก...
‘ดีที่วิชาแก่นพลังสำเร็จแล้ว แม้จะเป็นแค่ระดับเดียวก็เถอะ แต่แค่เข้าสู่ระดับเบื้องต้นได้ก็พอ’
วิชานี้ได้แรงบันดาลใจมาจากกลืนสมุทร วิชาแก่นพลังจะนำแก่นพลังจำนวนมากออกมาจากอาหารแล้วกักเก็บไว้ในร่างกาย ในเวลาที่จำเป็นสามารถใช้แทนแรงกายและความอึดได้
ยิ่งมีแก่นพลังมากเท่าไหร่ พลังงานก็ยิ่งเต็มเปี่ยมมากเท่านั้น แถมความอึดก็มีไม่สิ้นสุด นอกจากนั้นยังฟื้นฟูความเสียหายของร่างกายได้อย่างรวดเร็ว เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ และยกระดับภูมิคุ้มกันได้อีกต่างหาก
‘วิชาแก่นพลังระดับแรกสามารถเก็บพลังกายได้ราวครึ่งหนึ่ง ถือว่าไม่เลว’
เมื่อการลาดตระเวนจบลง ลู่เซิ่งก็พาเจ้าทองกลับหมู่บ้าน
หลังจากทั้งสองแยกย้ายกัน เขาก็ไปหาธุลีขาวผู้เป็นหมอผีทันที
“หลังจากได้พลังเกล็ดหิมะมาแล้ว ให้ทำอย่างไรต่อ”
ครั้งนี้ลู่เซิ่งคิดจะจบงานให้ไว ทางต้าอินยังรอเขากลับไปสังหารวิญญาณร้ายอยู่ ดังนั้นจะเสียเวลาที่นี่ไม่ได้
เขาเลยเลือกบอกความก้าวหน้าของตนเองอย่างตรงไปตรงมา
ธุลีขาวกำลังใช้ช้อนไม้สีดำใบหนึ่งตักของเหลวสีดำชนิดหนึ่งเพื่อเทลงในหม้อ ต้องตกใจเพราะลู่เซิ่งที่พุ่งเข้าประตูใหญ่มาอย่างกะทันหัน เป็นเหตุให้มือสั่น ของเหลวสีดำจึงหล่นกระจายลงบนโต๊ะ
“อือ...ใครกัน...หรือจะไม่รู้จักข้า...”
เขาหมุนตัวไป ยังพูดไม่ทันจบ ก็เห็นกระดูกดำที่ยืนอยู่ตรงประตู สองกรงเล็บแหลมคมกำลังปล่อยไอความเย็นสีขาวออกมาอ่อนๆ
“ธุลีขาว บอกข้ามาสิว่าต่อจากนี้ต้องทำอย่างไร” ลู่เซิ่งเดินเข้าบ้านดิน มนุษย์หมาป่าสูงใหญ่ด้านหลังเหมือนเห็นความผิดปกติ
“ห้ามเสียมารยาทต่อท่านหมอผี!” มนุษย์หมาป่าตนนั้นคำรามเบาๆ ก่อนจะเข้าไปใช้กรงเล็บตะปบใส่ลู่เซิ่งโดยมองไม่เห็นไอความเย็นสีขาวจางๆ
ตูม
เขาถูกลู่เซิ่งต่อยหมัดใส่ชายโครง ร่างกายพลันแข็งทื่อ แล้วล้มลงกับพื้นด้านข้าง
“กระดูกดำ...นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะทำได้...” ธุลีขาวผุดสีหน้างุนงงอยู่บ้าง คล้ายนึกไม่ถึงโดยสิ้นเชิงว่าลู่เซิ่งจะใช้พลังเกล็ดหิมะได้จริงๆ
“ข้าใช้พลังเกล็ดหิมะได้แล้ว” ลู่เซิ่งโบกกรงเล็บด้านหน้าเขา
“ข้าทราบ...ตอนนี้เจ้าเป็นมนุษย์หมาป่าเกล็ดหิมะแล้ว” ธุลีขาวพลันได้สติกลับมา “แต่ตอนนี้พวกเราไปจากที่นี่ไม่ได้ น่าเสียดาย...ถ้าหากเจ้าตื่นกว่านี้เร็วสักหน่อยล่ะก็...พวกเราอาจจะมีโอกาสก็ได้”
“ไม่มีอะไรต้องเสียดาย ต่อจากนั้นเล่า” ลู่เซิ่งซัก
ธุลีขาวเดินถึงมุมหนึ่งอย่างเงียบๆ แล้วแกะช่องลับช่องหนึ่งบนกำแพงออกมา ก่อนจะหยิบของกองหนึ่งออกมาจากด้านในอย่างระมัดระวัง
“ถึงอย่างไรไพรแดงก็ใกล้จะสูญพันธุ์แล้ว ในเมื่อเจ้าปลุกพลังเกล็ดหิมะให้ตื่นได้ เช่นนั้นขอมอบของพวกนี้ให้แก่เจ้า” ธุลีขาวยิ้มอย่างขื่นขมขณะยื่นส่งสิ่งของให้ลู่เซิ่ง
ลู่เซิ่งรับมาดู
ด้านบนเป็นลวดลายเส้นสายที่คล้ายก่อนหน้าหลายแผ่น ทุกๆ ลวดลายละเอียดซับซ้อนเหมือนกับเขาวงกตขนาดใหญ่
“นี่คือสิ่งที่เจ้าใช้เมื่อก่อนหน้า แผ่นแรก ลวดลายพลังเกล็ดหิมะของมนุษย์หมาป่าเกล็ดหิมะ” ธุลีขาวใช้มือที่ผอมบางชี้ลวดลายแรก
ลู่เซิ่งมองตามไป เป็นอย่างที่คาด ลวดลายนั้นเหมือนกับลวดลายบนผ้าขี้ริ้วที่เขาได้มาเมื่อก่อนหน้านี้
“นี่คือแผ่นที่สอง ลวดลายราชาหมาป่าเกล็ดหิมะ” ธุลีขาวชี้แผ่นที่สองจากในลวดลายกองนั้น “ที่เหลือคืออะไร ข้าไม่รู้แล้ว บางทีอาจจะสาบสูญไปแล้ว หรือไม่ก็เป็นทิศทางอื่น ไม่มีใครบอกได้ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร สิ่งพวกนี้ก็เป็นตัวเลือกในอนาคตของเจ้า” เขากล่าวด้วยถ้อยคำจากใจจริง
ลู่เซิ่งก้มหน้าตรวจสอบลวดลายนั้นอย่างละเอียด
เขาพลันตกใจ ลวดลายนี้ถึงกับเหมือนสภาพโครงข่ายที่เขาเห็นตอนใช้จิตวิญญาณควบคุมการไหลเวียนพลังเกล็ดหิมะในร่างเมื่อก่อนหน้านี้ไม่มีผิด!
‘หรือว่า...’
เขาพลันแบ่งลวดลาย แล้วนำมาพลิกดูทีละแผ่น ยิ่งเป็นลวดลายลำดับหลังๆ ก็ยิ่งซับซ้อน ในลวดลายทุกลวดลายจะมีลวดลายเกล็ดหิมะแทรกอยู่ด้วย ยิ่งลวดลายซับซ้อนเท่าไหร่ ลวดลายเกล็ดหิมะก็จะซับซ้อนขึ้นเท่านั้น แถมโครงสร้างก็หนาขึ้นเรื่อยๆ ด้วย
‘นี่...นี่มันคือภาพวิวัฒนาการของแผนผังชีวิตชัดๆ!’ ลู่เซิ่งพลันเข้าใจ
“พวกเราสูญเสียสายเลือดของบรรพบุรุษไปแล้ว การปลุกพลังเกล็ดหิมะให้ตื่นขึ้นมาได้ถือเป็นขีดจำกัด ดังนั้นสิ่งเหล่านี้ เจ้าดูไปก็ไม่เป็นไร อย่างไรก็เป็นสิ่งที่บรรพบุรุษตกทอดมาให้...” หมอผีให้คำแนะนำอย่างจริงใจ
ลู่เซิ่งไม่พูดอะไรสักคำ เพียงพลิกกระดาษไปเรื่อยๆ
ตุบๆ
หัวใจของเขากำลังเต้นแรง แผนผังทุกแผนผังเป็นตัวแทนสภาพสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งชนิดหนึ่ง
สภาพทุกชนิดตรงนี้เป็นตัวแทนการพัฒนาและการใช้พลังเกล็ดหิมะในระดับที่สูงยิ่งกว่า
‘เทวลักษณ์วารีลี้ลับใช้ในต้าอินได้เหมือนกัน อย่างนั้นก็หมายความว่า เทวลักษณ์เกล็ดหิมะก็สามารถใช้ในต้าอินได้ด้วยสินะ’ ลู่เซิ่งพลันฉุกใจนึกได้
‘รู้แล้วว่าควรทำอะไร...’
เขาเงียบงันเล็กน้อย แล้วมองดูกรอบในอินเตอร์เฟซของดีปบลู
สายตารวมอยู่บนวิธีการฝึกฝนพลังเกล็ดหิมะ หลังจากได้วิธีการและเส้นทางการใช้พลังเกล็ดหิมะทุกรูปแบบจากแผนผัง เขาก็สามารถสร้างแผนผังที่แข็งแกร่งเฉพาะของตัวเองหลังจากหลอมรวมพวกมันเข้าด้วยกันได้แล้ว
..............................................
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น