531-535

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง ระบบโกงสกิล
บทที่ 531ถึง535

“เอ่อ...เรื่องนี้...เป็นอุบัติเหตุ อุบัติเหตุ...” หลี่ซุ่นซีค่อนข้างจนปัญญา คิดจะอธิบายอย่างกระอักกระอ่วน แต่ผ่านไปนานสองนานก็คิดคำพูดไม่ออก

“วันแต่งงานกับวันเกิดลูกสาวคือวันเดียวกัน เจ้านี่ร้ายกาจนะ...” ลู่เซิ่งปิดเทียบเชิญพร้อมกับกล่าวอย่างจนใจ

“ข้าเองก็ไม่รู้ว่านางจะแอบข้าคลอดลูกเมื่อก่อนหน้านี้...” หลี่ซุ่นซีกล่าวพลางส่ายหน้า “แต่ในเมื่อเกิดแล้วก็เป็นเมล็ดพันธุ์ของตระกูลหลี่” พูดถึงตรงนี้เขาก็แสดงสีหน้าจริงจังขึ้น

ลู่เซิ่งตบบ่าเขาโดยไม่ได้พูดอะไร

หลังจากทั้งสองนั่งลง หลี่ซุ่นซีก็บอกให้พวกองครักษ์กับหญิงรับใช้ข้างกายถอยไป จากนั้นก็ต้องชักแม่น้ำทั้งห้าถึงลากชายชราสองคนนั้นออกไปเพื่อให้เขาได้พูดคุยกับลู่เซิ่งเป็นการส่วนตัวได้

ในตำหนักใหญ่ ลู่เซิ่งบอกให้คนของสำนักมารกำเนิดถอยไปเช่นกัน ตอนนี้เขานั่งหันหน้าเข้าหาหลี่ซุ่นซี

“พี่ใหญ่ลู่ ช่วงนี้ท่านต้องระวังหน่อย” พอหลี่ซุ่นซีเห็นคนไปแล้ว ก็โบกมือขวาขึ้น รอบๆ มีม่านโปร่งขมุกขมัวสีขาวนวลปรากฏขึ้นมาและอำพรางคนทั้งสองไว้

“อ้อ คำพูดนี้หมายความว่าอย่างไร” ลู่เซิ่งถามด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนแปลงไป

เขารู้ว่าหลี่ซุ่นซีต้องไม่ปล่อยลูกศรโดยไร้เป้าหมายแน่ รอบนี้ที่กางธงใหญ่มา จะต้องพิจารณาหลายๆ ด้านแล้วแน่นอน

ถึงอย่างไรเขาในตอนนี้ก็ไม่ใช่คนพเนจรในยุทธภพที่หัวเดียวกระเทียมลีบอีกแล้ว

หลี่ซุ่นซีผุดสีหน้าจริงจัง สองมือประสานมุทราหลายท่าด้านหน้าดุจสายฟ้าฟาด

ฟิ้ว!

จอภาพโปร่งแสงรูปครึ่งวงกลมที่เหมือนกับแก้วพลันปรากฏขึ้นระหว่างคนทั้งสอง บนจอภาพปรากฏภาพเหมือนมีสีมากมาย

ภาพเหมือนแสดงให้เห็นถึงอาณาเขตสีเทาผืนใหญ่ ด้านบนระบุชื่อพื้นที่ในต้าอินไว้อย่างชัดเจน จุดที่อยู่ใกล้ทางเหนือด้านบนสุดคืออินตู

“พี่ใหญ่โปรดดู” หลี่ซุ่นซีชี้ภาพเหมือน “นี่คือดินแดนของต้าอินในวันนี้” เขาเคาะบนจอเบาๆ ด้านบนพลันมีอาณาเขตเกือบหนึ่งในห้าส่วนค่อยๆ กลายเป็นสีดำ

‘อาณาเขตสีดำเหล่านี้คืออาณาเขตที่หมดวิธีควบคุมแล้ว พร้อมจะถูกโลกแห่งความเจ็บปวดข้ามมิติมาจุติสู่ผืนดินได้ตลอดเวลา’

เขาเคาะจอภาพเบาๆ อีกครั้ง

ไม่นานทางตะวันออกของแผนที่ต้าอินก็ปรากฏอาณาเขตสีแดงที่เตะตาขึ้นมาผืนใหญ่

“ตรงนี้เป็นที่ที่อาจถูกวิญญาณร้ายทำให้ปนเปื้อน สัตว์ประหลาดต่างโลกที่มาจากนอกโลกเหล่านี้กินทุกอย่าง นอกจากนั้นวิธีการแทรกซึมก็มีหลากหลาย ยากขจัดถึงขีดสุด”

ครั้งนี้ลู่เซิ่งเข้าใจแล้ว เขตจันทราสารทของเขาตั้งอยู่ระหว่างรอยต่อของอาณาเขตสองผืนนี้พอดี ด้านซ้าย โลกแห่งความเจ็บปวดสามารถจุติได้ตลอดเวลา ส่วนทางขวา สัตว์ประหลาดวิญญาณร้ายพร้อมจะปะทุได้ตลอดเวลา

“นี่คือเป้าหมายที่ผู้น้องมาในครั้งนี้ พี่ใหญ่ลู่ ความจริงไม่ใช่แค่ท่านเท่านั้น อาณาเขตที่สำนักซ่อนธาตุกับสำนักพันอาทิตย์ควบคุม ก็อยู่ในรอยต่อของอาณาเขตสองผืนใหญ่นี้เช่นกัน เจ้าแห่งอาวุธประกายขั้วโลกมุ่งหน้าไปสะกดวิญญาณร้ายที่ประตูมายาด้วยตัวเองก็เพราะสาเหตุนี้ ไม่อย่างนั้นเขาจะเป็นแนวหน้าคนแรกเพื่ออะไรเล่า” หลี่ซุ่นซีพูดด้วยสีหน้าจริงจัง

ก่อนหน้านี้ลู่เซิ่งแปลกใจเล็กน้อยเช่นกัน จนกระทั่งตอนนี้หลี่ซุ่นซีบอกให้เข้าใจ เขาค่อยเห็นสถานการณ์ทั้งหมดได้ชัด

สถานการณ์ใหญ่ในปัจจุบัน สำนักพันอาทิตย์กับสำนักซ่อนธาตุอาจจะเผชิญสถานการณ์ที่ถูกสองการคุกคามโค่นล้มได้โดยสมบูรณ์ตลอดเวลา

เจ้าแห่งอาวุธประกายขั้วโลกได้รับบาดเจ็บหนักอยู่แล้ว ตอนนี้ยังต้องสะกดความขัดแย้งภายใน และป้องกันการจุติของวิญญาณร้ายรวมถึงโลกแห่งความเจ็บปวดด้วยพลังของตัวเองอีก แรงกดดันมหาศาลจนยากจะจินตนการ

“นอกจากนั้นอริยะเจ้าเชียนตู้อาจารย์ของท่านก็ใช้ร่างหลักสะกดจุดรั่วไหลของวิญญาณร้ายจุดหนึ่งโดยตลอดเช่นกัน ไม่อย่างนั้นสถานการณ์ของสำนักพันอาทิตย์คงจะเลวร้ายกว่านี้อีก” หลี่ซุ่นซีกล่าวอย่างจริงจัง

ลู่เซิ่งไตร่ตรองพร้อมกับจับจอกชาเบาๆ ไม่พูดอะไรอยู่พักใหญ่ๆ

นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาที่อริยะเจ้าหนึ่งหรือสองคนจะแก้ไขได้ หากเกี่ยวพันถึงระดับเจ้าแห่งอาวุธ แถมสถานการณ์ของสำนักพันอาทิตย์ในเวลานี้ ต่อให้เจ้าแห่งอาวุธทั่วทั้งต้าอินไม่มีใครเป็นอะไรแล้วมารวมตัวกันต่อสู้ ก็ไม่แน่ว่าจะต้านทานได้ไหว

นั่งอยู่ครู่หนึ่ง

“อย่างนั้น จุดมุ่งหมายของสำนักไตรอริยะของพวกเจ้าคืออะไร...” ลู่เซิ่งถามเสียงขรึม

หลี่ซุ่นซียิ้มหนักใจ

“อริยะปฐพีสามกำเนิดเก้าหอคอยอาจารย์ของข้าคือหนึ่งในราชาอริยะแห่งสำนักไตรอริยะ คอยทำหน้าที่จับตาดูทิศทางของโลกแห่งความเจ็บปวดมาโดยตลอด ครั้งนี้ที่ข้ามา เดิมเพื่อเป็นตัวแทนอาจารย์ไปเยี่ยมเยือนเจ้าแห่งอาวุธประกายขั้วโลกโดยเฉพาะ เพียงแต่ผ่านทางมาที่นี่พอดี จึงถือโอกาสเตือนพี่ใหญ่ลู่เท่านั้น”

ลู่เซิ่งพลันเข้าใจ

ตอนนี้ระดับของหลี่ซุ่นซีไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ครั้งนี้เขาเทียบได้กับทูตของสำนักไตรอริยะ ภารกิจหลักคือการติดต่อกับเจ้าแห่งอาวุธประกายขั้วโลก ในความเป็นจริงเขาจะไม่มาก็ได้ แต่เขาก็ยังมาเพื่อเตือนลู่เซิ่งโดยเฉพาะในฐานะเพื่อน

“อย่างนั้น...จุดประสงค์ของเจ้าคือ...” ลู่เซิ่งสีหน้าเรียบเฉย

“ถ้าหากทำได้ พี่ใหญ่ลู่ควรจะเปลี่ยนที่อยู่” หลี่ซุ่นซีกล่าวอย่างจริงจัง

“เรื่องนี้ ข้าจะพิจารณาดู” ลู่เซิ่งพยักหน้า ตอนนี้สำนักมารกำเนิดได้หยั่งรากในพื้นที่นี้เรียบร้อยแล้ว การเปลี่ยนสถานที่จึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

“เอาละ คุยเรื่องหลักกันจบแล้ว พี่ใหญ่ลู่อยากจะเจอลูกสาวข้าหรือไม่” พอหลี่ซุ่นซีพูดถึงเรื่องนี้ สีหน้าพลันต่างไปจากเดิม “ตอนนั้นได้ยินว่าลู่หนิงลูกชายของพี่ใหญ่ถือกำเนิด แต่ไม่ได้มาอวยพรในทันที ต้องโทษข้า ข้าว่าเอาอย่างนี้ดีกว่า พวกเราสองบ้านหมั้นกันไว้แต่เด็ก พี่ใหญ่ท่านช่วยข้าพ้นภัยมาหลายครั้ง ผู้น้องซาบซึ้งตื้นตันใจนัก เพื่อไม่ให้เกิดความห่างเหินกันในภายหลัง การดองกันแบบนี้ดีออกไม่ใช่หรือ”

ลู่เซิ่งได้ยินดังนั้นก็หวั่นไหวเล็กน้อย หลี่ซุ่นซีโชคดีมาโดยตลอด สามารถรอดชีวิตจากความตายได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ตอนนี้ในที่สุดก็มีชีวิตมั่นคงแล้ว ศัตรูคู่แค้นและความยากลำบากเมื่อก่อนหน้า เมื่อมาอยู่ต่อหน้าขุมอำนาจที่ยิ่งใหญ่ระดับสำนักไตรอริยะ ล้วนเปราะบางอ่อนแอเหมือนตั๊กแตนใช้ขาขวางรถ

สำนักไตรอริยะสืบทอดมาหลายปี มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ตำแหน่งมั่นคง การดองกับเขาเป็นญาติ ถือเป็นหลักประกันให้แก่ตระกูลลู่

หลังจากพิจารณาดูเล็กน้อย ลู่เซิ่งก็พยักหน้าเบาๆ

“แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน หาเวลาตกลงกันได้เลย”

หลี่ซุ่นซีได้ยินดังนั้นก็ยินดี “อย่างนั้นก็ตกลงตามนี้”

ความจริงเขาไม่ได้บอกกับลู่เซิ่งว่า เดิมทีอาจารย์ของเขาคิดจะให้ลูกสาวของเขาหมั้นหมายกับคนรุ่นหลังของเจ้าแห่งอาวุธอีกคนหนึ่ง

แม้อายุจะแตกต่างกันไปบ้าง แต่ตำแหน่งกลับใกล้เคียงกัน เพียงแต่หลี่ซุ่นซีสู้ด้วยเหตุผล ยืนกรานว่าเรื่องในบ้านตัวเองจะจัดการเอง จึงค่อยรีบมาทางนี้เพื่อตกลงเรื่องหมั้นหมายกับลู่เซิ่ง

สิ่งที่อาจารย์ให้ความสำคัญส่วนใหญ่แล้วเป็นความเท่าเทียมของสถานะในการแลกเปลี่ยน แต่หลี่ซุ่นซีกลับจดจำบุญคุณที่ลู่เซิ่งเคยช่วยชีวิตเขามาแล้วหลายต่อหลายครั้งได้เสมอ ถ้าหากว่ายืนยันความสัมพันธ์ด้านนี้ได้ วันหน้าภายใต้ขุมกำลังยิ่งใหญ่ เขาจะมีความมั่นใจในการเรียกใช้ทรัพยากรของสำนักเพื่อลงมือปกป้องได้ 

เทียบกับลูกหลานของขุมกำลังระดับสุดยอดแห่งอื่นที่อาจารย์หมายตา หลี่ซุ่นซีไม่สนใจการขยับขยายอำนาจในภายหลัง เทียบกับการขยายอิทธิพลแล้ว เขาให้ความสำคัญกับน้ำใจคนยิ่งกว่า

หลังจากตกลงกันแล้ว ลู่เซิ่งก็พาหลี่ซุ่นซีไปเจอลู่หนิงที่เป็นลูกชายด้วยกัน หลังจากหลี่ซุ่นซีมอบหยกล้ำค่าชิ้นหนึ่งให้แก่ลู่หนิงต่อหน้าทุกคนแล้ว ลู่เซิ่งก็ได้มอบหยกม่วงชิ้นหนึ่งให้แก่หลี่หานจูลูกสาวของหลี่ซุ่นซีเช่นกัน

ทั้งสองฝ่ายกลายเป็นเครือญาติกันโดยมีอริยะเจ้าทงเซิงเป็นสักขีพยาน

เรื่องนี้แพร่หลายไปทั่วเขตจันทราสารทอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็กระจายไปรอบๆ ด้วย ขุมกำลังใหญ่ต่างก็ได้รับข้อมูลเรื่องนี้ในทันที

สำนักไตรอริยะเป็นกองกำลังยิ่งใหญ่อย่างสมศักดิ์ศรีซึ่งแตกต่างจากขุมกำลังอย่างสำนักมารกำเนิด แข็งแกร่งกว่าสามสำนักและสามตระกูล ขุมกำลังยิ่งใหญ่ที่ซ่อนเร้นมาโดยตลอด ทั้งยังซ่อนตัวอยู่ในเงามืดกลุ่มนี้ แม้หลายปีมานี้จะค่อยๆ เผยหนวดออกมาแล้ว แต่ก็ไม่เคยมีครั้งไหนที่ปรากฏตัวท่ามกลางสายตาของทุกๆ คนอย่างเปิดเผยเช่นนี้

มีมือมืดหลังฉากจำนวนไม่น้อยรอเคลื่อนไหว แต่ว่าในวันเวลาสองสามวันสั้นๆ หลังจากหลี่ซุ่นซีไปถึงสำนักมารกำเนิด อาณาเขตใกล้ๆ เขตจันทราสารทก็มีกระแสสั่นสะเทือนส่งมาเป็นระยะ หนวดที่มีเจตนาร้ายทั้งหมดซึ่งถูกส่งไปโดนยอดฝีมือลึกลับสังหารหมดสิ้นในเวลาไม่กี่วัน

ในนี้ยังรวมถึงสายลับที่หกสำนักส่งไปด้วย เหล่ามือมืดต่างตื่นตระหนก และสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงความแข็งกร้าวเกรี้ยวกราดของสำนักไตรอริยะ

สำนักไตรอริยะ หากจะพูดให้ถูกต้อง มันไม่ใช่ขุมกำลังของต้าอิน แต่เป็นขุมกำลังยิ่งใหญ่ที่พาดผ่านทวีปและยืดขยายไม่ทราบเท่าไหร่ เวลาในการดำรงอยู่ของมันเกรงว่าจะยาวนานยิ่งกว่าอาณาจักรต้าอินเสียอีก

หลังจากจัดการภารกิจต่างๆ เสร็จ ลู่เซิ่งก็ส่งพวกหลี่ซุ่นซีที่รีบเร่งไป พอการคุกคามได้รับการแก้ไข ทงเซิงก็ขอตัวเช่นกัน เขตจันทราสารทจึงกลับมาสงบดั่งเช่นในวันวานอีกครั้ง

ลู่เซิ่งได้รวบรวมข้อมูลของสำนักไตรอริยะในเวลาหลายปีมานี้ และสรุปสถานการณ์ที่ได้ทราบจากการแลกเปลี่ยนกับหลี่ซุ่นซีในครั้งนี้ พร้อมกับยืนยันทีละเรื่อง

กลิ่นกำยานลอยขึ้นสูงถึงหนึ่งหมี่ก่อนจะสลายหายไปตามธรรมชาติ

ลู่เซิ่งคุกเข่าอยู่ในห้องหนังสือ ด้านหน้ามีม้วนกระดาษเอกสารขนาดต่างๆ วางกองอยู่

‘จากข้อมูลที่หลี่ซุ่นซีบอก สำนักไตรอริยะหลุดพ้นจากวัตถุทางโลก ปกติจะไม่ติดต่อกับโลกด้านนอกอย่างเป็นทางการ อย่างมากสุดก็แค่โน้มนำและเข้าร่วมอย่างลับๆ เท่านั้น ตอนที่สำนักไตรอริยะออกหน้าอย่างแท้จริง จะเป็นเวลาที่มหาภัยพิบัติมาถึง’

‘เพียงแต่ตอนนี้เจ้าแห่งอาวุธแห่งต้าอินได้รับบาดเจ็บสาหัส ทั้งๆ ที่พิภพมารมีจักรพรรดิมารอยู่หลายคน แต่ก็ยังคงสะกดทัพไว้ไม่เคลื่อนพล ปล่อยให้เหวยลาวุ่นวายไปทั่ว สถานการณ์ค่อนข้างแปลกประหลาด’

‘ตอนนี้สำนักไตรอริยะเผยโฉมแล้ว’ สำนักไตรอริยะมีความลึกลับถึงที่สุด สามารถรักษาตำแหน่งสุดยอดในต้าอินได้ จะต้องมีเจ้าแห่งอาวุธอยู่ด้วยแน่นอน แต่หากแยกแยะจากน้ำเสียงของหลี่ซุ่นซีแล้ว เหมือนกับว่าเจ้าแห่งอาวุธแห่งสำนักไตรอริยะไม่มีทางยืนสู้อยู่ข้างเดียวกับโลกมนุษย์หรือพิภพมารเด็ดขาด

‘ดูเหมือนองค์กรนี้จะเกิดขึ้นเพื่อสู้กับโลกแห่งความเจ็บปวดโดยเฉพาะ’ ลู่เซิ่งฉุกใจได้

สถานะครึ่งหนึ่งในปัจจุบันของเขาคือสมาชิกในเขตลัทธิของโลกแห่งความเจ็บปวด หากว่าโลกแห่งความเจ็บปวดจุติจริงๆ อย่างนั้นเขาก็มีสองทางเลือก

ข้อแรกคือหันไปเข้ากับโลกแห่งความเจ็บปวดอย่างสมบูรณ์

ข้อสองคือหันมาเข้ากับโลกมนุษย์โดยสมบูรณ์

แต่ไม่ว่าจะเป็นทางด้านไหน ก็มีความเสี่ยงมากทั้งนั้น เขามีสถานะและตำแหน่งในโลกแห่งความเจ็บปวดต่ำเกินไป ส่วนขุมกำลังโดยรวมในโลกมนุษย์เองก็อ่อนแอเกินไปเช่นกัน คิดจะปกป้องครอบครัวกับสำนักมารกำเนิด ระดับชั้นของเขาในตอนนี้ยังไม่พอ

‘ดูเหมือนต้องรีบเลื่อนสู่ระดับเจ้าแห่งอาวุธ แล้วผลักประตูที่อยู่ในส่วนลึกของจิตใจบานนั้นออกให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ซะแล้ว’ ถึงแม้การเลื่อนระดับของตนเองจะเร็วพอแล้ว แต่ตอนที่แรงกดดันมาถึงจริงๆ ลู่เซิ่งก็ยังรู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอไปหน่อยอยู่ดี

‘ไปหาเจ้าสำนักประกายขั้วโลกก่อนดีกว่า จากนั้นค่อยรีบอพยพ แล้วดำเนินการจุติครั้งต่อไป’

ลู่เซิ่งตัดสินแผนการในใจ

ถ้าหากยึดตามการแบ่งระดับของสือจื้อซิง อย่างนั้นตอนนี้เขาก็เป็นยอดฝีมือระดับปฐมภพอย่างแท้จริงแล้ว ต่อให้อยู่ในโลกแห่งความเจ็บปวดก็ไม่นับว่าอ่อนแอ แต่เป็นเพราไม่มีอาจารย์คอยชี้แนะ ทิศทางและเส้นทางในภายหลังจึงได้แต่คลำทางเอาเอง เป็นเหตุให้ลำบากอย่างมาก

พอคิดได้ก็ทำทันที ลู่เซิ่งรีบลุกขึ้น

“ส่งคนมา!”

ศิษย์หัวกะทิคนหนึ่งในสำนักมารกำเนิดมาถึงในชั่วอึดใจ

“อยู่”

“แจ้งสาขาหลัก อีกไม่นานข้าจะไปทะเลบูรพาเพื่อพบเจ้าสำนักประกายขั้วโลก”

“ขอรับ!”

ลู่เซิ่งโบกแขนเสื้อม้วนข้อมูลของสำนักไตรอริยะบนโต๊ะเบาๆ พริบตาเดียวพวกมันก็ลอยกระจัดกระจายและเสียบกลับไปบนชั้นหนังสือที่ว่างเปล่าในตอนแรกโดยอัตโนมัติ

เขาเรียกดีปบลูออกมาดูอีกครั้ง พลังอาวรณ์เพิ่มมากขึ้นแปดหมื่นกว่าหน่วยเพราะก่อนหน้านี้กินอาวุธเทพดาวหยกไปสามชิ้น ตอนนี้มีเก้าหมื่นกว่า เกือบหนึ่งแสนหน่วย

..............................................

แต่หากคิดจะเรียนรู้และยกระดับขอบเขตต่อไปของวิชาไร้ขอบเขต แค่นี้ยังขาดอีกมาก ตอนนั้นเขาลงทุนไปหลายแสนหน่วยเพื่อยกระดับไฟหยินเป็นอัคคีอนธการ ยิ่งอย่าว่าแต่ต้องทำเงื่อนไขคุณสมบัติพิเศษให้สมบูรณ์ด้วย

ความสามารถหลักของดีปบลูเหมือนกับเครื่องมือเร่งความเร็วมากกว่า ส่วนความสามารถด้านการเรียนรู้ถูกพัฒนาขึ้นจากความรู้ของตัวลู่เซิ่งเอง

บวกกับตอนนี้ขอบเขตเพิ่มสูงขึ้น ทำให้มีการผลาญพลังมากขึ้นเรื่อยๆ พลังอาวรณ์จึงยิ่งมายิ่งไม่พอใช้เช่นกัน

พลังอาวรณ์เกือบแสนหน่วยนี้ สำหรับระดับของวิชาไร้ขอบเขตในตอนนี้ หากใส่ลงไปกลับไม่ค่อยมีประโยชน์มากนัก

‘วิธีการยกระดับเพียงหนึ่งเดียวในตอนนี้ อย่างที่หนึ่งคือหาพลังอาวรณ์จำนวนมาก อย่างที่สองคือการยกระดับอย่างใหญ่หลวงจากการหลอมรวมจิตวิญญาณผ่านการจุติของมารสวรรค์

‘หวังว่าครั้งนี้จะได้อะไรมาบ้าง’

ลู่เซิ่งหวนนึกถึงเหตุการณ์ที่ได้พบเจ้าแห่งอาวุธประกายขั้วโลกในตอนนั้น ในใจรู้สึกซับซ้อนอยู่บ้าง

...

ทะเลบูรพา ประตูมายา

เรือบินสีขาวทรงกระสวยลำหนึ่งพุ่งเข้ามาเหนือเกาะที่มีไอหมอกแผ่ตลบอบอวล

รอบๆ เรือบินมีอักขระสีทองจำนวนมากกะพริบอยู่ มันแล่นอย่างว่องไวอยู่กลางหมอก ไม่นานก็ทะลุไอหมอก แล้วร่อนลงด้านหน้าอารามสีขาวบริสุทธิ์แห่งหนึ่งทางตะวันออกของเกาะเล็ก

ด้านหน้าอารามมีเต่าสีดำขนาดยักษ์สูงมากกว่าร้อยหมี่ ยาวเกือบพันหมี่ตัวหนึ่งหมอบอยู่ เต่ายักษ์เงยหน้ามองเรือบิน ดวงตาสาดอักขระสีทองนับไม่ถ้วน หลังจากยืนยันว่าไม่มีการคุกคาม จึงค่อยๆ ก้มศีรษะลง

หลังจากเรือบินหยุดนิ่ง ก็มีองครักษ์ประจำอารามมาเปิดประตูตรงกราบเรือ

บุรุษหัวล้านร่างสูงใหญ่กำยำ หว่างคิ้วมีสัญลักษณ์สามเหลี่ยมสีแดงติดอยู่พาคนมาต้อนรับ

“อริยะเจ้าอู๋ซินอาทิตย์โลหิตมาด้วยตัวเอง ผู้แซ่ลู่รู้สึกเป็นเกียรติยิ่งนัก” ลู่เซิ่งสวมชุดเข้ารูปสีแดงเข้ม กลางอกปักคำว่ากำเนิดขนาดใหญ่ สาวเท้าเดินลงจากเรือบิน ผู้มาเป็นอริยะเจ้าอู๋ซินที่ครั้งก่อนเคยพบกับลู่เซิ่งพร้อมกับเจ้าแห่งอาวุธประกายขั้วโลก คนคนนี้ไม่ใช่มนุษย์ หากเป็นศัสตราเทพคลั่ง ในฐานะหนึ่งในสามอริยะเจ้าแห่งหน่วยอาทิตย์โลหิต พลังและอำนาจล้วนอยู่ในชั้นแนวหน้าของสำนักพันอาทิตย์ เพียงแต่ไม่ทราบว่าเขาก้าวสู่ระดับเทวปัญญาหรือยังเท่านั้น

“สหายลู่ เทียบกับก่อนหน้านี้ไม่นาน ท่านกลับพัฒนาขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ เรียกข้าว่าอู๋ซินก็พอ เจ้าสำนักกำลังรอท่านอยู่ เข้าไปก่อนเถอะ” อริยะเจ้าอู๋ซินเค้นยิ้มพลางกล่าวอย่างนอบน้อม

“ได้” ลู่เซิ่งไม่พิรี้พิไร

เขาติดตามอริยะเจ้าอู๋ซินพร้อมกับพิจารณาเกาะที่ตนเคยคุ้มครองแห่งนี้ เห็นบริเวณรอบๆ ได้อย่างชัดเจนว่า ทุกที่ต่างสลักค่ายกลอักขระสีทอง มีคลื่นพลังที่กระเพื่อมอยู่ในที่ซ่อนบางส่วน ต่อให้เป็นเขาก็ยังรู้สึกตกใจเล็กน้อย

ทั้งสองทยอยกันเดินเข้าอาราม แล้วลัดเลาะไปตามระเบียงอารามที่แคบยาวและเย็นเยียบ

“จะว่าไป ครั้งก่อนหลังจากท่านไป ประตูมายาก็เกิดการระเบิดอีกสองครั้ง แต่ถูกเจ้าสำนักสะกดไว้แล้ว” อริยะเจ้าอู๋ซินบอกเล่าอย่างเรียบง่าย

“ในสำนักมีการบาดเจ็บล้มตายหรือไม่”

“มี หน่วยอาทิตย์โลหิตเสียผู้ถืออาวุธระดับสุดยอดไปสองคน ปรมาจารย์ค่ายกลระดับปฐพีกำเนิดมากกว่าร้อยคน สถานการณ์ไม่ค่อยน่าดูชมนัก” อริยะเจ้าอู๋ซินพ่นลมหายใจ “ได้ยินมาว่าลูกชายท่านหมั้นหมายกับลูกสาวของบุตรอริยะแห่งสำนักไตรอริยะแล้วหรือ”

“เพิ่งหมั้นหมายกันไม่นาน” ลู่เซิ่งพยักหน้าเล็กน้อย

“สำนักไตรอริยะเป็นกลางมาโดยตลอด ท่านควรจะไตร่ตรองให้ดี อย่าได้คิดพึ่งพาพวกเขา” อริยะเจ้าอู๋ซินเตือนประโยคหนึ่ง

“ผู้แซ่ลู่ย่อมต้องระวัง” ลู่เซิ่งกล่าวด้วยรอยยิ้ม

ทั้งสองคนตัดทะลุลานเรือนสวนดอกไม้ที่มีดอกไม้ขึ้นบานสะพรั่ง จากนั้นก็เห็นเจ้าแห่งอาวุธประกายขั้วโลกกำลังเดินหมากกับคนอีกคนหนึ่งอยู่ในห้องวางหมากที่อยู่ด้านในสุด

ผมยาวสีน้ำเงินของเจ้าแห่งอาวุธประกายขั้วโลกปล่อยสยาย หนวดเรียวที่ไว้บนริมฝีปากเอียงเล็กน้อยอย่างน่าอัศจรรย์ คล้ายกำลังใคร่ครวญอยู่

คนที่กำลังวางหมากกับเขาเป็นสตรีลึกลับเย็นชาไร้อารมณ์ในอาภรณ์สีขาวซึ่งลู่เซิ่งเคยพบมาก่อนคนนั้น

“ลู่เซิ่งมาแล้วหรือ” พอเห็นคนพามาถึง เจ้าแห่งอาวุธประกายขั้วโลกก็ปัดกระดานหมากทิ้งพร้อมกับลุกขึ้นด้วยรอยยิ้ม

“มาพอดีทีเดียว น่าเสียดาย ข้าเกือบจะชนะอยู่แล้วเชียว หยุดเล่นก่อนก็แล้วกัน”

สตรีลึกลับไม่แสดงสีหน้า เพียงแต่ดวงตาฉายแววระอาเท่านั้น

“มานั่งสิ อู๋ซิน เสี่ยวชิว พวกเจ้าออกไปก่อน ข้าจะคุยกับอริยะเจ้าลู่สักประเดี๋ยว” เขาสั่ง

อริยะเจ้าอู๋ซินพยักหน้า ลุกขึ้นพร้อมกับสตรีอาภรณ์ขาวนางนั้น แล้วออกจากห้องวางหมากไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะปิดประตู รอบๆ จึงตกสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง

“ดื่มชาไหม” เจ้าแห่งอาวุธประกายขั้วโลกนั่งลง มีกระดานหมากกั้นอยู่ระหว่างเขากับลู่เซิ่ง เขายกขาขึ้นซ้อนกันเหมือนอย่างคนธรรมดา ไม่วางมาดแม้แต่น้อย

“ไม่ต้องขอรับ” ลู่เซิ่งเพิ่งเคยเห็นเจ้าแห่งอาวุธที่เข้าหาง่ายและไม่วางท่าโดยสิ้นเชิงแบบนี้เป็นครั้งแรก “เจ้าสำนัก ที่ข้าน้อยมาในครั้งนี้ เป้าหมายหลักก็คือ...”

“ข้ารู้จุดประสงค์ของเจ้า เจ้าไม่ใช่สายตรงของสำนักพันอาทิตย์ เลยไม่อาจได้รับการถ่ายทอดขั้นสูงของสำนักพันอาทิตย์ทั้งหมด และไม่มีทางได้เห็นทิศทางการฝึกฝนในอนาคต นี่ย่อมสมเหตุสมผล” เจ้าแห่งอาวุธประกายขั้วโลกยิ้มพลางพยักหน้า

ลู่เซิ่งเห็นดังนั้นก็ทราบว่าเจ้าแห่งอาวุธประกายขั้วโลกรู้ความต้องการของเขาแล้ว แม้เขาจะสัมผัสประตูของเจ้าแห่งอาวุธบานนั้นแล้ว และขอแค่ผลักออกก็จะเป็นโลกอีกใบ แต่หลังจากนั้นเล่า พลังอาวรณ์จะเสียไปมากขึ้นเรื่อยๆ มิหนำซ้ำการนำมาใช้เรียนรู้วิชาเพียงอย่างเดียวก็สิ้นเปลืองเกินไป เทียบกับการเรียนรู้แล้ว จะคุ้มมากกว่าหากเขาใช้พลังอาวรณ์ไปกับการเพิ่มพลังอย่างรวดเร็วหลังจากจุติ

แต่หลังจากนั้นเล่า จะจุติต่อไปเรื่อยๆ แบบนี้หรือ หลังจากจิตวิญญาณไปถึงระดับหนึ่ง จะเจอกับปัญหาอะไร ทิศทางในการพัฒนาในภายหลังมีการแยกย่อยมากเท่าไหร่ จะสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างไร เขาล้วนไม่รู้เรื่องเหล่านี้

ปัญหามากมายเหล่านี้ ต้องการการชี้แนะจากคนรุ่นก่อน

แม้ลู่เซิ่งจะเรียนรู้ได้เอง แต่เขาก็อยากจะลดความสิ้นเปลืองและลดทางอ้อม เพื่อไม่ให้เดินสู่ทางตันมากกว่า

“ความจริง หลังจากมาถึงระดับของพวกเรา เจ้าควรจะสัมผัสถึงขอบเขตของปฐมพลังและควบคุมปฐมพลังได้แล้ว จากนั้นจึงค่อยๆ เพิ่มระดับและคุณภาพของสิ่งที่ใช้ นี่เป็นปัญหาหลักในขั้นนี้” เจ้าแห่งอาวุธประกายขั้วโลกกล่าวอย่างราบเรียบ “สำนักพันอาทิตย์ย่อมมีการสืบทอดในภายหลังที่เจ้าต้องการ เพียงแต่ เจ้าเตรียมจะจ่ายค่าตอบแทนหรือยัง”

เขาสบตาลู่เซิ่งอย่างจริงจัง

ลู่เซิ่งเงียบงัน หากอริยะเจ้าต้องการเข้าเป็นสายหลัก สิ่งที่ต้องจ่ายไม่ใช่แค่ความซื่อสัตย์โดยเปลือกนอกเท่านั้น ความจริงยังมีจุดอ่อนในความเป็นจริงด้วย

การสืบทอดของเจ้าแห่งอาวุธไม่ใช่เรื่องล้อเล่น จำเป็นต้องมีความภักดีต่อสำนักพันอาทิตย์อยางเด็ดขาด ถึงจะได้รับการถ่ายทอด

พอเจ้าแห่งอาวุธประกายขั้วโลกเห็นท่าทางของลู่เซิ่งก็ทราบว่า ความจริงแล้วอีกฝ่ายไม่อยากจะถูกวิธีการพิเศษของสายตรงควบคุม เขามีนิสัยอ่อนโยน จึงไม่ฝืนใจ

“แต่ว่าตอนนี้เป็นเวลาใช้คน ลู่เซิ่งเจ้ากำลังติดข้อจำกัด ข้าจึงขอมอบตำราเล่มนี้ให้เจ้าก่อน อย่าเอาให้ผู้ใดเล่า” เจ้าแห่งอาวุธประกายขั้วโลกเข้าใจเช่นกันว่า ถ้าหากไม่มีแต้มต่อดึงอริยะเจ้ากลับชาติมาเกิดที่ไม่ได้พึ่งพาสำนักในการเติบโตอย่างลู่เซิ่งเข้ามาเป็นพวก ไม่ช้าก็เร็วอีกฝ่ายจะต้องเกิดความคิดเป็นอื่นแน่ ดังนั้นเขาจึงนำของเล็กๆ ชิ้นหนึ่งออกมา เพื่อเป็นค่าตอบแทนให้แก่ลู่เซิ่งที่อีกฝ่ายมาในครั้งนี้

ลู่เซิ่งรับตำรามา แล้วตอบคำถามของเจ้าแห่งอาวุธประกายขั้วโลกอีกสองสามคำถาม ก่อนจะถอยออกมาเอง

หลังออกจากห้องวางหมาก อริยะเจ้าอู๋ซินก็พาเขาออกจากอารามอีกรอบ

ลู่เซิ่งพลิกตำราเล็กๆ เล่มนั้นไปตลอดทาง สิ่งที่บันทึกเอาไว้เป็นทักษะอย่างหนึ่ง ใช้ทำให้จิตวิญญาณกับอาวุธเทพหลอมรวมกันได้ดีกว่าเดิม เพื่อให้เข้าใจปฐมพลังได้ง่ายกว่าเดิม

สำหรับอริยะเจ้าที่ไม่เข้าใจปฐมพลัง ถือว่าไม่เลวและมีประโยชน์มากจริงๆ แต่กลับไร้ประโยชน์สำหรับเขา

ไม่นานลู่เซิ่งก็เดินออกจากประตูอาราม เรือบินยังคงจอดอยู่ที่เดิม ลู่เซิ่งที่ผิดหวังเล็กน้อยกำลังจะขึ้นเรือ

“สหายลู่”

อยู่ๆ อริยะเจ้าอู๋ซินก็ส่งเสียงเรียก

ลู่เซิ่งชะงักฝีเท้า ก่อนจะหันไปมองคนผู้นี้

“อริยะเจ้าอู๋ซินมีคำชี้แนะใดหรือ”

“เมื่อก่อนหน้านี้อริยะเจ้าสามคนของราชวงศ์หายตัวไปจากพื้นที่ของท่านกระมัง” อริยะเจ้าอู๋ซินถามอย่างสงบ

ลู่เซิ่งเงียบงันแล้วยิ้มขึ้น

“ถูกต้อง”

“บุตรอริยะหลี่ซุ่นซีคนนั้นมีความสัมพันธ์กับท่านเป็นอย่างไร” อู๋ซินถามอีก

“พอใช้ได้” ลู่เซิ่งคิดเล็กน้อย ก่อนตอบอย่างจริงจัง

“อย่างนั้นขอมอบสิ่งนี้ให้ท่าน” อู๋ซินพลันพลิกมือโยนหยกที่เหมือนกับก้อนหินสีดำอมม่วงชิ้นหนึ่งให้

ลู่เซิ่งรีบรับไว้

“เจ้าสำนักเป็นประมุขของสำนัก จึงไม่สะดวกมอบให้ท่านเอง นี่เป็นความเข้าใจของตัวเองที่เขามอบให้ท่านอย่างเป็นการส่วนตัว จงอย่าบอกคนอื่น” อู๋ซินกำชับ

ลู่เซิ่งจับหยกเอาไว้ ในใจรู้สึกเหมือนได้เจอฟ้าหลังฝน

“ได้” เมื่อครู่เขากวาดตามองดูคร่าวๆ ก็จดจำจากกลิ่นอายในระดับชั้นเบาบางได้ว่า นี่เป็นวัตถุดิบล้ำค่าสำหรับฝึกฝนต่อจากระดับอริยะเจ้า

แสดงให้เห็นชัดว่า ในสถานการณ์ที่ขัดกฎสำนักไม่ได้ เจ้าแห่งอาวุธประกายขั้วโลกได้ใช้ทางอ้อมในการชี้แนะเขาอย่างเป็นการส่วนตัว จึงไม่ถือว่าขัดต่อกฎสำนัก

“เดินทางปลอดภัย” อู๋ซินกล่าวเป็นครั้งสุดท้าย

“อือ” ลู่เซิ่งพยักหน้า ก่อนจะหมุนตัวก้าวเข้าเรือบิน

เรือบินลอยขึ้นพร้อมกับพุ่งไปยังที่ไกล พริบตาเดียวก็หายไปในค่ายกลไอหมอก

ลู่เซิ่งเพิ่งจะไป ศิษย์ด้านหน้าอารามก็พากันโค้งตัว เจ้าแห่งอาวุธประกายขั้วโลกเดินออกมามองดูทิศทางที่ลู่เซิ่งจากไป

“น่าเสียดาย...ที่ไม่ได้พบเด็กน้อยผู้นี้ตั้งแต่แรก” เจ้าแห่งอาวุธประกายขั้วโลกกล่าวอย่างเสียดาย

“เหตุใดเจ้าสำนักกล่าวเช่นนี้ แม้อริยะเจ้าลู่จะมีพรสวรรค์ล้ำเลิศ แต่อย่างไรก็เป็นคนที่กลับชาติมาเกิด ย่อมไม่ธรรมดาอยู่แล้ว” อู๋ซินกล่าวพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย

“ช่างเถอะ ไม่พูดถึงแล้ว เตรียมค่ายกลเก้าสิบเก้าทะยานข้ามภพไว้อีกสิบชุด เดือนนี้ข้าจะลองดูว่าสามารถติดต่อกับเจ้าสำนักคนเก่าได้หรือไม่” เจ้าแห่งอาวุธประกายขั้วโลกก้มหน้า ใบหน้าซีดขาวแวบหนึ่ง “มหาภัยพิบัติกำลังจะมาถึง การผลาญชีวิตและเลือดเนื้อเป็นเพียงแผนการระยะสั้น สิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริงคือผลแพ้ชนะในระดับปฐมภพ...”

อู๋ซินก้มหน้าไม่กล่าววาจา

“เจ้าใช่โทษข้าว่าเอาแต่ใจเกินไปหรือไม่ ที่เปิดเผยความลับนี้ให้อริยะเจ้าที่ไม่ใช่สายตรงได้รู้” เจ้าแห่งอาวุธประกายขั้วโลกยิ้มเล็กน้อย

“อู๋ซินมิกล้า”

“ภายหลังเจ้าจะเข้าใจเอง...ถือเสียว่าเป็นการผูกมิตรก็แล้วกัน” เจ้าแห่งอาวุธประกายขั้วโลกถอนใจเบาๆ แล้วไม่พูดอะไรอีก

...

ในเรือบิน

ลู่เซิ่งค่อยๆ ใส่จิตวิญญาณเข้าไปในหยก

ไม่นานก็อ้อมผ่านกลิ่นอายระดับชั้นผิว จากนั้นม้วนภาพสีน้ำที่มีพื้นสีขาวและใช้ตัวหนังสือสีดำก็ค่อยๆ คลี่ออกด้านหน้าเขา

‘ภาพแบ่งเขตของค่ายกลส่งตัวในดาวเคราะห์ดวงที่เจ็ดสิบสองแห่งดวงดาวปรภพในเก้าพิภพชั้นเอก’

‘ค่ายกลส่งตัว!? เก้าพิภพชั้นเอก? ดาวปรภพ!’ คำชุดหนึ่งทำให้ลู่เซิ่งตกใจในพริบตา

‘หรือว่า...’ เขายืดขยายจิตวิญญาณเข้าไปด้านในต่อ

ภาพบนหยกพลันกะพริบแสง แล้วปรากฏฉากถัดไป

ดาวเคราะห์สีเหลืองอ่อนดวงหนึ่งกำลังโคจรในอวกาศสีดำสนิทอย่างช้าๆ รอบๆ มีวงแหวนสีเหลืองอ่อนเหมือนกัน ยังมีดาวบริวารขนาดต่างๆ อีกหลายดวงโคจรรอบๆ ตัวมัน

บนผิวดาวเคราะห์มีการทำจุดแสงสีขาวไว้สี่จุด จุดแสงสีแดงสองจุด

‘สีขาวสามารถใช้ข้ามได้ สีแดงคือถูกทำลายแล้ว’ ด้านล่างสุดเขียนตัวหนังสือของต้าอินเอาไว้แถวหนึ่ง

ลู่เซิ่งเติมจิตวิญญาณเข้าไปเพิ่มพร้อมกับใช้ความคิด อยู่ๆ ดาวเคราะห์ก็ขยายใหญ่ด้วยความเร็วสูง เข้าใกล้จุดสีขาวจุดหนึ่ง

เหมือนข้ามผ่านระยะห่างนับไม่ถ้วนเพียงชั่วขณะสั้นๆ วิสัยทัศน์เปลี่ยนจากดาวเคราะห์เป็นป่าดึกดำบรรพ์แห่งหนึ่งที่มีต้นไม้สูงระฟ้าโอบล้อมในพริบตาเดียว

ท่ามกลางทัศนวิสัย ค่ายกลหินทรงกลมที่เหมือนกับแท่นบูชาถูกพุ่มหญ้าห้อมล้อมเอาไว้ก็ปรากฏในสายตาของลู่เซิ่ง

ลู่เซิ่งตกใจเล็กน้อย จากนั้นก็เข้าใจเรื่องหนึ่งอย่างรวดเร็ว

‘ตอนที่เจอจวี้เยี่ยนเป็นครั้งแรก เขาเคยบอกว่าตัวเองเคยเห็นความสามารถของมารสวรรค์คนอื่นๆ มาก่อน แถมยังได้วิธีการฝึกฝนของพวกนั้นมา แสดงว่าโลกของมารสวรรค์คงไม่ได้มีแค่ดาวเคราะห์ของต้าอินกับต้าซ่งดวงนี้ ตอนนี้เป็นเพียงการพิสูจน์เรื่องนี้เท่านั้น เพียงแต่เจ้าแห่งอาวุธประกายขั้วโลกมอบของสิ่งนี้ให้เรา เกรงว่าสำนักพันอาทิตย์คงจะ...’

ลู่เซิ่งมีการคาดเดาส่วนหนึ่งในใจแล้ว

เขามองภาพวาดอีกครั้ง เห็นตัวอักษรแถวหนึ่งที่เขียนไว้ด้านล่างภาพวาดระบุว่า ‘ทางใต้ของต้าซ่ง ใกล้กับตำบลนางแอ่นพิรุณ’ สุดท้ายเป็นวันที่ สิ่งที่แสดงให้เห็นคือเวลาที่เปลี่ยนแปลงใหม่ของสถานที่ตั้ง

‘ต้าซ่งอย่างนั้นหรือ...’

..............................................

สายฟ้าสีฟ้าวาดผ่านท้องฟ้ายามราตรีสีดำสนิทอย่างฉับพลัน ครืน เสียงสายฟ้าช้าไปหนึ่งจังหวะจึงค่อยส่งถึงพื้นดิน

ผืนดินมืดครึ้ม ไม่มีแสงจันทร์ ต้นไม้แห้งแยกเขี้ยวกางเล็บตั้งอยู่บนพื้นดินที่แห้งแล้ง ลมเย็นม้วนเอาใบไม้กับเศษซากบนพื้นให้พลิกม้วนและส่งเสียงตลอดเวลา

ชายฉกรรจ์หลายคนที่สวมชุดผ้าหยาบสีเทาอมดำ บ้างสูงบ้างเตี้ย บ้างผอมบ้างอ้วน กำลังเดินโขยกเขยกอยู่บนพื้นดินที่แห้งแล้งอย่างยากลำบาก

“อยู่ด้านหน้าไม่ไกลแล้ว ทุกคนพยายามหน่อย!” ชายร่างผอมที่เป็นผู้นำกลุ่มหันมาหอบหายใจ พร้อมกับปลดเอากาน้ำตรงเอวขึ้นมาเงยหน้ากรอกใส่ปากหลายคำ

“ให้ตาย อากาศผีสางมารดามัน ทั้งฟ้าร้องทั้งพายุ แต่ฝนกลับไม่ตก” ชายร่างผอมสบถด่า

“อาจิน ท่านแน่ใจนะว่าเป็นที่นี่ เหตุใดข้ารู้สึกว่าที่นี่ผิดปกติอยู่บ้าง” เฉินลี่ชายฉกรรจ์ที่เคยเป็นมือปราบของทางการมาก่อน มองดูผืนดินประหลาดตรงหน้าด้วยความลังเลเล็กน้อย

ความจริงคนที่เหลือก็กังวลแบบนี้เหมือนกัน เพียงแต่อดทนมาโดยตลอดจนกระทั่งมีคนเอ่ยปากส่งเสียง

อาจินที่เป็นชายร่างผอมหัวเราะฮ่าๆ หลายครั้ง

“พวกเจ้าอย่าเพิ่งพูด เริ่มแรกตอนที่ข้าหลงทางมาถึงนี่ ยังตกใจแทบตาย ภายหลังมาบ่อยๆ เข้า กลับไม่เป็นไรสักอย่างเดียว จงรู้ไว้เสียว่าโอกาสรวยมาถึงแล้ว”

“หลังจากภัยพิบัติมาร พื้นที่แทบทั้งหมดใกล้ๆ นี้มีความอุดมสมบูรณ์ขึ้นไม่น้อย สถานที่แห่งนี้กลับไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่นิดเดียว หรือว่าจะมีของไม่ดีหรือไม่ เกิดเจอเข้า พวกเราไหนเลยไม่ใช่โดน...” ในกลุ่มมีชายหนุ่มหน้าซีดเผือดคนหนึ่งอดกล่าวเบาๆ ไม่ได้

“ผายลมสุนัขมารดาเจ้า! ข้ามาที่นี่ไม่ต่ำกว่าสิบรอบแล้ว! ถ้ายังปากเสียอีกข้าจะฆ่าเจ้าให้ตายซะ!” พออาจินเห็นว่าแม้แต่เด็กน้อยผู้นี้ก็กล้าตั้งคำถามกับตนเอง แถมยังปากไม่ดีบอกว่าทุกคนอาจเกิดเรื่องอีก ก็พลันโมโห

คนอื่นๆ ต่างจ้องมองคนผู้นี้ด้วยสีหน้าไม่เป็นมิตร คำพูดดีๆ มีไม่พูด นี่มันกล่าววาจาอัปมงคลชัดๆ

คนหนุ่มผู้นั้นรู้เช่นกันว่าตนเองปากไม่ดี จึงรีบก้มหน้าไม่กล้าส่งเสียงอีก

“พอแล้ว เดินทางต่อ” อาจินสาวเท้านำทางไปด้านหน้าโดยมีคนอื่นๆ ติดตามอยู่ด้านหลัง

คนทั้งขบวนเดินลัดเลาะไปตามผืนดินแห้งผากราวครึ่งชั่วยาม ในที่สุด อาจินก็เจอร่องแยกที่ใหญ่ที่สุดในบริเวณรอบๆ อยู่ด้านหน้า แล้วเอาหัวมุดเข้าไปดูข้างใน

ร่องแยกกว้างหนึ่งหมี่กว่าๆ มืดสนิท ลึกจนไม่เห็นก้น

เพียงแต่บนผนังหินของร่องแยกมีท่อนไม้ที่ใช้ตะปูหยาบตอกเอาไว้ฝังตัวอยู่ในดิน ท่อนไม้แต่ละท่อนยืดขยายลงไปด้านล่างเหมือนเป็นบันไดที่จัดวางตำแหน่งไว้เรียบร้อย

“รีบมา! เข้ามาพร้อมกัน! เร็วๆ เข้า!” อาจินหย่อนร่างลงไปครึ่งหนึ่ง พร้อมกับรีบร้องเรียกคนที่เหลือ

“ทิ้งคนหนึ่งไว้เฝ้าข้างนอก คนอื่นๆ ตามข้ามา!” เขาสั่ง “จะรวยไม่รวยขึ้นอยู่กับตอนนี้นี่แหละ!”

คนที่เหลือถูกบีบคั้นจนอับจนหนทาง ถึงได้ยินยอมมาแสวงโชคด้วยกัน พอได้ยินคำพูดนี้ ดวงตาพลันปรากฏเส้นเลือด ต่างถูหมัดถูมือ รออาจินลงไปเสร็จ พวกเขาก็ต่อแถวมุดเข้าร่องแยกต่อ

“เจ้ารออยู่ที่นี่ รอพวกพี่ชายขุดของกันเสร็จเรียบร้อย จะเอาออกมาแบ่งให้เจ้า!” คนร่างอ้วนคนหนึ่งตบบ่าของคนหนุ่มขี้ขลาดเมื่อก่อนหน้านี้ แล้วทิ้งเขาไว้บนพื้นดินคนเดียว

“ข้า...” คนหนุ่มอยากพูดอะไรสักอย่าง แต่พอเห็นสีหน้าอดรนทนไม่ไหวของคนอื่นๆ ก็ไม่กล้าพูด ได้แต่พยักหน้าอย่างจนปัญญา

ไม่นานคนทั้งขบวนก็ลงร่องแยกไป อาจินถือตะเกียงยืนอยู่บนที่วางเท้าในร่องแยกแล้ว

ร่องแยกนี้สูงร้อยกว่าหมี่ ข้างใต้เชื่อมต่อกับทางเชื่อมใต้ดินสีสำริด ทางขวาของทางเชื่อมเป็นประตูศิลาที่สูงและใหญ่มากบานหนึ่ง

ประตูศิลาสูงเจ็ดแปดหมี่ แสงตะเกียงของตะเกียงน้ำมันสีเหลืองอ่อนส่องสะท้อนลวดลายอันงดงามนับไม่ถ้วนที่มีความเก่าแก่และวิจิตร

ลวดลายเหล่านี้เลื้อยไต่อย่างต่อเนื่องราวกับมีชีวิตภายใต้การสั่นไหวจากแสงไฟ

“ไม่ต้องดูลวดลายพวกนั้น ดูด้านล่างสุด!” อาจินรีบสั่ง

ทุกคนพลันหันสายตาไปมองพื้นดินตามทิศทางที่อาจินบอก

เห็นร่องแยกสีดำกว้างเท่านิ้วมือหลายนิ้วอยู่ข้างใต้ประตูศิลา ขอบของร่องแยกมีรอยแตกจำนวนมากแผ่ขยายออกไปรอบๆ เหมือนใยแมงมุม

อาจินผิวปากหวือ ก่อนจะรีบพุ่งลงไป แล้วใช้นิ้วแหย่เข้าไปร่องแยก พร้อมกับเหนี่ยวตัวไปทางด้านนอก

ตุบ อยู่ๆ ก้อนหินก้อนหนึ่งก็ถูกเขาดึงลงมาจากบนประตู แล้วกลิ้งลงมา ด้านหลังคือสีทองอร่าม

“ทอง!” ความขลาดกลัวเมื่อก่อนหน้าของคนทั้งกลุ่มหายวับไปในทันทีเพราะความยั่วยวนของทองคำ ต่างคนต่างก็พุ่งเข้าไปด้วยดวงตาสีแดงก่ำ

แต่ละคนหยิบกันคนละชิ้น ทุกคนต่างดึงก้อนหินลงมาจากบนประตูศิลา ด้านหลังก้อนหินแต่ละก้อนคือทองคำหนาครึ่งหนึ่ง

“รวยแล้วโว้ย! ฮ่าๆๆ!”

“รวยแล้ว!”

“ฟื้นตัวได้แล้ว! ในที่สุดก็ฟื้นตัวได้แล้ว!”

ทุกคนรวมถึงอาจินดึงก้อนหินลงมาอย่างบ้าคลั่ง ร่องแยกของประตูศิลาค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และยืดขยายไปยาวขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับการเคลื่อนไหวของพวกเขา

“ที่นี่...หรือว่าพวกเราจะมาเจอซากโบราณสถานของสัตว์ประหลาดที่ถูกผนึก” อยู่ๆ คนร่างอ้วนคนนั้นก็ได้สติ ครั้นเห็นลวดลายลี้ลับบนก้อนหินในมือ ก็กล่าวอย่างใจไม่ดี

“เจ้าคิดมากไปแล้ว ซากโบราณสถานผนึกอะไรนั่นมีค่ายกลคุ้มครองอยู่ตั้งหลายชั้น ถ้าหากว่าใช้ผนึกที่คนธรรมดาอย่างเราๆ ทำลายได้แบบนี้ล่ะก็ สัตว์ประหลาดพวกนั้นคงโผล่มาตั้งแต่แรกแล้ว” อาจินกล่าวอย่างไม่สนใจ

“พูดถูกแล้ว”

ทุกคนข่มความกระวนกระวาย ก่อนจะดึงก้อนหินลงมาอย่างบ้าคลั่งต่อไป

ด้านหลังประตูหิน

ร่องแยกใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับที่ก้อนหินถูกดึงลงมา ท่ามกลางความมืดมิด ไอหมอกสีเทาที่ลอยอยู่กลางอากาศกลุ่มหนึ่งค่อยๆ พลิกตัวด้วยความถี่ที่มากขึ้นเรื่อยๆ

...

อินตู

บ้านเรือนและหอสีแดงอ่อนที่เชื่อมต่อกันอย่างไร้ที่สิ้นสุดในอินตู ยิ่งใหญ่รุ่งเรือง อลังการและงดงามราวกับภาพวาดที่ให้ความรู้สึกสงบและสมบูรณ์แบบใต้แสงอาทิตย์ยามสายัณห์

เขตที่อยู่อาศัยของสามตระกูลใหญ่รวมถึงพระราชวังตัดกันเป็นสี่เหลี่ยมอย่างชัดเจน โดยที่พระราชวังอยู่มุมบนขวาของสี่เหลี่ยม

ลำแสงสีขาวขนาดเท่ามดหลายสายพุ่งขึ้นจากอินตูอย่างต่อเนื่อง วาดเป็นเส้นโค้งมากมาย แล้วมุ่งหน้าไปยังที่ไกล

มีแต่ตอนนี้เท่านั้นที่เกราะคุ้มกันค่ายกลสีเหลืองอ่อนซึ่งยิ่งใหญ่ไพศาลเหนืออินตูถึงจะค่อยๆ เผยเค้าโครงในชั่วพริบตาหนึ่ง

ในพริบตาที่ลำแสงพุ่งจากไป จะปรากฏอาณาเขตทรงโค้งเล็กๆ ขึ้น

หวงเฟยแห่งราชวงศ์เผชิญการลอบสังหารแล้วหายตัวไปได้หนึ่งเดือนกว่าๆ แล้ว

ความขัดแย้งภายใน ณ เวลานี้ของสามตระกูลใหญ่ที่เป็นตัวแทนของราชวงศ์ไปถึงขั้นที่ไม่อาจไม่ปะทุได้อีกแล้ว

เขตหอมหมื่นลี้ ถนนสายที่เจ็ด

บนถนนสายที่เจ็ดที่อัดแน่นด้วยเหลาสุรากับโรงสุรา มีผู้คนเดินขวักไขว่และมีรถม้าคอยรับส่ง ที่นี่อยู่ติดกับเขตหอนางโลมที่มีสีสันและเต็มไปด้วยหญิงคณิกา สุราและเมถุนไม่เคยอยู่แยกกันอยู่แล้ว

ติ้งๆๆ...

ขณะที่รถม้ามากมายเคลื่อนที่ไปมา รถม้าคันเล็กสีดำลายเสือขาวคันหนึ่งก็ค่อยๆ หยุดลงด้านหน้าโรงสุราฝันเมามายที่ใหญ่ที่สุดและหรูหราที่สุดบนถนนเส้นนี้

เด็กรับใช้ของโรงสุรารีบเข้ามาเปิดประตู บุรุษผมยาวในชุดเนื้อบางสีดำ มัดผ้าคาดศีรษะสีม่วงเข้มคนหนึ่ง ค่อยๆ เดินลงจากตัวรถ

“นายท่านได้นัดไว้ไหมขอรับ” เด็กรับใช้ยิ้มพลางถามเบาๆ

“ใต้เท้าซือถูกับใต้เท้าหวังแห่งหอฝูงกระเรียนอยู่ที่นี่หรือไม่” บุรุษผู้นี้กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ข้ากับพวกเขานัดกันมาเจอที่นี่”

“อยู่ขอรับๆ ใต้เท้าสองคนดื่มสุราอยู่ที่นี่พอดี ใต้เท้าจะแจ้งนามของท่านเอง...หรือจะให้ข้าน้อยแจ้งแทน” เด็กรับใช้ถามหยั่งเชิงอย่างนอบน้อม

“อยู่หรือ พอดีทีเดียว” บุรุษฉีกยิ้ม

ควับๆๆ!

ชั่วพริบตานั้นมีเงากระบี่สีเงินผืนใหญ่ปรากฏขึ้นด้านหลังเขา คมกระบี่นับไม่ถ้วนซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ เหมือนกับปีก แล้วยืดขยายออกไปสองด้านเป็นระยะทางหลายร้อยหมี่

จากนั้นก็ฟันไปด้านหน้า

เด็กรับใช้ถูกฟันขาดเป็นสองท่อนทันที

โรงสุราถูกผ่าเป็นผุยผงเหมือนกับกระดาษในชั่วอึดใจ

อ๊าก!

เสียงร้องโหยหวน เสียงร้องตกใจ และเสียงตะโกนโกรธเกรี้ยวดังกระจายออกไปรอบๆ พร้อมกับฝูงชนที่ตกใจขวัญหาย พวกที่มีวิทยายุทธ์หนีกระจัดกระจายอย่างรวดเร็ว เหลือแต่พวกที่ไม่มีวรยุทธ์ติดตัวแข้งขาอ่อนระทวยล้มพับกับพื้น บ้างก็ซ่อนเข้าไปในมุมเพื่อหลบอันตราย แต่ส่วนใหญ่กลับพุ่งออกมาพร้อมกับคำรามอย่างโกรธแค้น

“บังอาจ!”

ขณะที่เศษอิฐกับแผ่นไม้ของโรงสุรากระจายเวียนว่อน ลำแสงหลากสีสิบสายทะยานร่างขึ้น พร้อมกับพุ่งใส่บุรุษเสื้อเนื้อบาง

ด้านในซากปรักหักพังด้านล่างมีคนชมดู พร้อมจะลงมือตลอดเวลา

“มู่จิ่นชุน วันนี้เป็นวันตายของเจ้า!” บุรุษสวมชุดเนื้อบางสีดำไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย หากพลิกมือชักกระบี่ยาวสีดำออกมาจากด้านหลัง แล้วพุ่งเข้าใส่ลำแสง

ตูม!

แทบจะเป็นในเวลาเดียวกัน หอคอยสูงใหญ่แห่งหนึ่งที่อยู่ไกลออกไปก็ถล่มลงอย่างสะเทือนเลือนลั่นเพราะการระเบิดของเปลวไฟสีทองนับไม่ถ้วน

เงาคนสีทองอร่ามสองสายคำรามพร้อมกับเข่นฆ่ากัน ทะยานร่างขึ้นกลางอากาศ ยิ่งสู้ยิ่งออกห่าง

สถานที่สิบกว่าแห่งที่เหลือในอินตูก็เกิดการต่อสู้ฆ่าฟันเช่นกัน

อินตูแห่งต้าอินตกสู่ความสับสนอลหม่านในเวลาเพียงครึ่งชั่วยามสั้นๆ

เนื่องจากเรื่องที่หวงเฟยประสบการลอบสังหาร บวกกับไม่มีบรรพบุรุษเจ้าแห่งอาวุธคอยสะกด ในที่สุดสามตระกูลใหญ่ก็ฉีกหน้ากันโดยสมบูรณ์

เงาคนสีทองคำขาวสองสายของตระกูลหยวนกวงพุ่งร่างขึ้นฟ้า เข้าปะทะกับเงาแสงสีแดงเจิดจรัสสิบกว่าสายที่พุ่งมาแต่ไกล

หยวนกวงย่วนกัดฟัน ยืนเงยหน้ามองดูการต่อสู้ฆ่าฟันกลางอากาศอยู่ในลานเรือนของตัวเอง รู้สึกได้ว่าสถานการณ์ผิดปกติ

...

แคว้นนวกระจ่าง เขตจันทราสราท

แก๊งๆๆ!

เสียงระฆังยักษ์ถูกตีขึ้นอย่างหนักหน่วงอันหมายถึงการเตือนภัย 

ตัวแทนของสามสำนักและตัวแทนจากกรมต่างๆ รวมตัวกันอยู่ในจวนผู้ปกครองเขตด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ทัพหยินหยางและทัพอักขระมืดพากันสวมเกราะเพื่อเตรียมจู่โจม

เฉินซวินผู้ปกครองเขตคนใหม่อายุเจ็ดสิบเก้าปีแล้ว เดิมทีตอนที่ได้รับการย้ายมารับตำแหน่งที่เขตจันทราสารทก็เพื่อใช้ชีวิตยามบั้นปลายอย่างสุขสบาย แต่กลับนึกไม่ถึงว่าตอนแรกที่มาจะเจอภัยพิบัติมารอุบัติ ต่อมามีสถานการณ์หนักหนาอย่างในตอนนี้ ผมของเขาที่ตอนแรกเป็นสีขาวก็ซีดขาวมากขึ้นเพราะสถานการณ์เลวร้ายในช่วงนี้

อย่างไรเขาก็เป็นแค่คนธรรมดา เป็นเพียงคนธรรมดาที่มีสายเลือดตระกูลขุนนางนิดหน่อยเท่านั้น

“เขตตำบลสิบเก้าตำบลใกล้ๆ หมู่บ้านมัจฉาครามส่งรายงานเตือนภัยมาในยามกลางจื่อเมื่อคืนอย่างกะทันหัน จนถึงตอนนี้ได้ขาดการติดต่อไปแล้ว กลุ่มสำรวจที่ข้าส่งไปก็ไม่มีข่าวคราวเช่นกัน ตามข้อมูลการจับตาดูของกรมสังข์เขียว ทุกชีวิตบนผืนนาในอาณาเขตใหญ่ใกล้ๆ หมู่บ้านมัจฉาครามเหมือนหายไปทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ ปีศาจ แมลง หรือสัตว์ธรรมดา” เฉินซวินกล่าวด้วยสีหน้าเหน็ดเหนื่อย เขากวาดตามองรอบๆ อีกครั้ง

“ตอนนี้อริยะเจ้าลู่ไม่อยู่ ตัวแทนของสำนักมารกำเนิดมาแล้วหรือยัง เป็นท่านใดให้เกียรติมา”

“คนของสำนักมารกำเนิดไม่ได้มา...” ผู้อาวุโสซึ่งเป็นตัวแทนของสำนักพันอาทิตย์กล่าวอย่างจนใจ “เมื่อครู่นี้ใกล้ๆ วังมารของสำนักมารกำเนิดเกิดสถานการณ์อันตราย มีศิษย์หลายสิบคนหายไปเสียเฉยๆ สำนักมารกำเนิดได้ส่งคนไปตรวจสอบแล้ว อีกไม่นานคงจะได้ความ”

“หายไปหรือ”

“แม้แต่สำนักมารกำเนิดก็เกิดเรื่องเหมือนกันหรือ”

“จะกล้าเกินไปแล้วกระมัง ใครกันที่โอหังขนาดนี้”

สีหน้าของผู้อาวุโสที่เป็นตัวแทนของสำนักอื่นๆ เช่นสำนักซ่อนธาตุก็เปลี่ยนไปเช่นกัน

ตอนนี้สำนักมารกำเนิดเป็นราชันอันดับหนึ่งอย่างสมศักดิ์ศรีในแคว้นนวกระจ่าง หากพวกเขาบอกที่หนึ่งก็ไม่มีใครกล้าบอกว่าที่หนึ่ง

แม้แต่วังมารซึ่งเป็นรังของสำนักมารกำเนิดยังกล้าแตะต้อง นี่มันเป็นการขุดดินบนหัวเทพเจ้าโดยแท้

..............................................

“รายงาน!”

ขณะที่ทุกคนกำลังกระวนกระวายใจ ก็มีสายสืบคนหนึ่งตะโกนเข้ามา

“ทางสำนักมารกำเนิดมีสถานการณ์การต่อสู้เร่งด่วนส่งมา!”

“เอามาดู!” เฉินซวินหน้าเปลี่ยนสี รีบตวาด

สายสืบมอบจดหมายให้แก่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ หลังจากตรวจแล้วว่าไม่มีพิษ ก็มอบให้เฉินซวินทันที

เฉินซวินแกะจดหมาย เพียงอ่านตัวหนังสือด้านหน้าสองสามแถว สีหน้าก็ผกผันทันที

“เฒ่าสือแห่งวังมารได้รับบาดเจ็บหนักใกล้ตาย เตรียมเปิดใช้ค่ายกลคุ้มครองวัง!”

“อะไรนะ!”

ทุกคนพลันตกใจ

...

ฟ้าวๆๆ...

เงาในสภาพหมอกควันกึ่งโปร่งแสงกลุ่มใหญ่แผ่ตลบอบอวลอยู่กลางอากาศ ผืนดินมีหมอกสีขาวเทาระเหยขึ้นช้าๆ และกำลังเปลี่ยนจากอุดมสมบูรณ์เป็นแห้งแล้งแตกร้าวด้วยความเร็วที่ตาเนื้อมองเห็นได้

รอยแตกหลายสายปรากฏขึ้นอย่างเชื่องช้า สีเทาชั้นหนึ่งค่อยๆ ปกคลุมท้องฟ้ารอบๆ วังมารที่ยิ่งใหญ่ของสำนักมารกำเนิด ต้นไหม้แห้งโกร๋น พุ่มหญ้ากลายเป็นผงดำแล้วกระจัดกระจายไป

“ฆ่า!”

นักรบสวมเกราะหนัก สลักอักขระแสงสีขาวไว้ทั่วร่างพุ่งออกจากวังมาร พร้อมทั้งควงกระบี่ยักษ์หมายจะฝ่าวงล้อม

บนท้องฟ้าพลันมีเงาสีเทาหลายสายพุ่งลงมา กระแทกใส่ร่างนักรบสวมเกราะอย่างรุนแรง

เปรี้ยงๆๆ!

นักรบสวมเกราะส่วนใหญ่ปลิวออกไป ราวกับถูกรถบรรทุกชนใส่ กระอักเลือดบาดเจ็บสาหัสใกล้ตาย มีนักรบสวมเกราะจำนวนน้อยเท่านั้นที่ระเบิดสารกายออกมาจากทั่วร่างเพื่อต้านทานแรงกระแทก พร้อมทั้งควงกระบี่เข้าเข่นฆ่ากับเงาสีเทาอย่างดุร้าย

ค่ายกลที่เหมือนกับคลื่นหลายกลุ่มปรากฏขึ้นรอบวังมาร ขานรับกับม่านแสงของค่ายกลที่ปรากฏขึ้นโดยรอบ นครเขตที่อยู่ไกลออกไป ป้องกันการโจมตีของเงาสีเทาสุดชีวิตเช่นกัน

“ถอย!” เงาสีดำสายหนึ่งทิ้งตัวลงมาจากฟ้า ปราณมารสีดำรอบๆ พลิกม้วนทะลักไหล กวาดทำลายเงาเทาสิบกว่าสายให้หมดไปในทันที

ราชาเงามืดสวี่เฝ่ยลาสีหน้าเขียวคล้ำ โบกมือปล่อยปราณมารออกมาม้วนศิษย์ที่ได้รับบาดเจ็บของสำนักมารกำเนิดเพื่อส่งกลับเข้าวังมารเป็นระยะ ขณะเดียวกันก็มีผู้อาวุโสและลูกศิษย์จำนวนมากกว่าเดิมออกจากค่ายกลมาต่อสู้อย่างดุเดือด

“นี่มันเป็นตัวอะไรกันแน่!?” จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่รู้ว่า พวกนี้เป็นสิ่งใดกันแน่

เงาสีเทาที่อ่อนแอที่สุดมีอานุภาพระดับปฐพีกำเนิด อาศัยแค่การพุ่งชนง่ายๆ ก็สร้างความเสียหายอย่างสาหัสให้แก่ศิษย์หัวกะทิของสำนักได้แล้ว

สู้ไม่ได้โดยสิ้นเชิง

แม้แต่เขาที่เป็นราชามารก็ได้แต่ต้านรับการพุ่งชนของเงาสีเทาสิบกว่าตัวเท่านั้น

“นี่คือวิญญาณร้าย!”

เงาสีดำสองสายพุ่งออกมาจากด้านหลัง แล้วทิ้งตัวลงด้านข้างราชาเงามืดอย่างแผ่วเบา ด้านข้างมีอาวุธเทพสองชิ้นร่ายรำอยู่ พวกเขาพลิกมือปล่อยประกายกระบี่สีดำกับกระแสอากาศสีขาวออกมาต้านทานเงาสีเทาที่พุ่งมาจากสองทิศทางที่เหลือ เป็นผู้ถืออาวุธและผู้สักการะสองคนของสำนักมารกำเนิด

“ถอยกลับไปก่อนค่อยว่ากัน! ไป!”

ทั้งสองจับตัวราชาเงามืดไว้ แล้วหมุนตัวโผบินเข้าไปในอาณาเขตของค่ายกล

ฟู่ว...

อยู่ๆ ไกลออกไปก็มีเสียงสูดลมหายใจลึกดังมา เสียงสูดลมนั้นดังสนั่นอย่างน่าอัศจรรย์ พริบตาเดียวก็ดึงดูดความสนใจของคนรอบๆ ได้แล้ว

“นั่นคือ...!?” ผู้ถืออาวุธสามคนเพิ่งจะตั้งหลักได้ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่มีจังหวะจะโคนดังมาจากในหมอกสีเทาไกลออกไป

ตึง!

ตึง!

ตึง!

สัตว์ประหลาดยักษ์ตัวใหญ่สุดเปรียบปรานที่สูงมากกว่าร้อยหมี่ค่อยๆ ปรากฏร่างในหมอกไกลออกไป เงาสีเทานับไม่ถ้วนกำลังมุดเข้าร่างมันอย่างบ้าคลั่ง ทำให้ร่างกายของมันขยายขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง

สัตว์ประหลาดตัวนี้อยู่ห่างจากวังมารเกือบหลายพันหมี่ แต่ทั้งๆ ที่อยู่ไกลขนาดนี้ ทุกคนกลับเห็นขนาดอันน่ากลัวและคลื่นกลิ่นอายอันเหี้ยมหาญของมันได้อย่างชัดเจน

สัตว์ประหลาดยักษ์ตัวนี้มีปากยาวเหมือนกับวาฬ บนตัวมีขนสีทองปกคลุม แขนขาใหญ่โต ลำตัวบวมป่อง ร่างกายอยู่ในลักษณะกึ่งโปร่งแสง เห็นได้ว่าด้านในมีเงาสีดำจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังบินวนอยู่

“มันคืออะไรกันแน่!?” สวี่เฝ่ยลาใกล้จะเสียสติแล้ว ต่อให้เป็นร่างจริงของราชามารอย่างเขา ก็ยังไม่อลังการขนาดนี้ มิหนำซ้ำดูจากจำนวนเงาสีดำในร่างกาย เกรงว่าสัตว์ประหลาดตัวนี้จะมีพลังเหนือกว่าตนเสียอีก

“วิญญาณร้าย...กลับปะทุไวขนาดนี้...”

ลิ่วซานจื่อผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักมารกำเนิดเดินนำคนออกมาจากในวังมาร แล้วมองดูเงาสีเทาผืนใหญ่ที่อยู่ไกลออกไป

เงาเหล่านี้โอบล้อมม่านแสงค่ายกล คอยบินว่อนและฉีกขย้ำอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ม่านแสงสั่นไหวเป็นระยะ เหมือนกับพร้อมจะพังทลายได้ตลอดเวลา

“เสี่ยวเซิ่งเคยเตือนข้าถึงสิ่งนี้ นึกไม่ถึงว่าจะได้เห็นที่นี่...” ดวงตาของลิ่วซานจื่อฉายแววตึงเครียด

“สัตว์ประหลาดชนิดนี้มีพลังน่ากลัว ยอดฝีมือธรรมดาสู้ไม่ได้แน่ พวกเราต้องรีบแจ้งเสี่ยวเซิ่งให้เร็วที่สุด!”

“ดูเหมือนมันกำลังรวมร่างอยู่!?” มีคนตะโกนบอก

“แย่แล้ว! มันกำลังไปยังนครเขต! คฤหาสน์ลู่กับคุณชายน้อยอยู่ตรงนั้น!” ราชาเงามืดพลันร้องอย่างตกใจ

“หยุดมันไว้!”

ลิ่วซานจื่อตวาดด้วยสีหน้าที่แปรเปลี่ยน ด้านหลังมีเปลวไฟสีดำนับไม่ถ้วนทะลักออกไป สิงโตไฟสีดำตัวหนึ่งกระโจนออกมาจากในเปลวไฟ เขาพลิกตัวขึ้นขี่สิงโต ก่อนจะทะยานร่างพุ่งออกจากเกราะคุ้มกันค่ายกล เพื่อมุ่งหน้าเข้าหาสัตว์ประหลาดยักษ์!

ผู้ถืออาวุธคนอื่นๆ พากันลงมือ บินออกจากค่ายกล ควบคุมอาวุธเทพพลางเหินเข้าหาสัตว์ประหลาดยักษ์เช่นกัน

วิชาลับและความสามารถพิเศษของอาวุธเทพจำนวนมากเช่นเปลวไฟร้อนลวกที่สามารถหลอมทองละลายเงินได้ ลมสีขาวมีพิษร้ายที่สามารถกัดกร่อนกระดูก และปราณมารกำเนิดที่เน่าเหม็นมีพิษร้าย พากันระเบิดบนร่างสัตว์ประหลาดยักษ์อย่างรุนแรง

ทว่าการระเบิดเหล่านี้กลับเหมือนฝนตกปรอยๆ แม้แต่ผิวของสัตว์ประหลาดก็ยังทำลายไม่ได้ ได้แต่ถอนขนสีทองชั้นนอกของมันส่วนหนึ่งจนเผยให้เห็นผิวหนังกึ่งโปรงแสงสีขาวอมเทาข้างใต้เท่านั้น

“เจ้าพวกแมลงโง่เง่า!” สัตว์ประหลาดยักษ์หัวเราะลั่น เสียงเหมือนกับอัสนีบาตกระแทกวังมารจนสั่นไหว

เปรี้ยง!

มันใช้มือฟาดลิ่วซานจื่อที่นำหน้าจนชายชราลอยกลับไปถึงวังมาร แล้วกระแทกเข้ากับหอคอยอย่างรุนแรง เป็นเหตุให้หอคอยหักลง

“ต่อหน้าใต้เท้าอันตูลาผู้ยิ่งใหญ่ พวกเจ้าเป็นแค่แมลงไร้ความเกรงกลัวเท่านั้น! ฮ่าๆๆๆ!” สัตว์ประหลาดยักษ์หัวเราะอย่างคลุ้มคลั่ง

ผู้ถืออาวุธกับราชามารทั้งหมดสี่คนพยายามจะขัดขวางการรุกคืบของมัน แต่ก็ไร้ประโยชน์ สัตว์ประหลาดยักษ์วิญญาณร้ายยังคงเข้าใกล้นครเขตจันทราสารททีละก้าวๆ

เทียบกับกระดองเต่าที่ทนทานอย่างวังมารของสำนักมารกำเนิดแล้ว นครเขตจันทราสารทไม่เพียงแค่มีการป้องกันต่ำกว่ามากเท่านั้น แม้แต่กลิ่นอายชีวิตด้านในก็เข้มข้นมากเช่นกัน

มากพอให้มันได้ละเลียดกินหนึ่งมื้อ

“แค่มนุษย์เท่านั้น! ไม่ต้องให้ฝ่าบาทมาด้วยพระองค์เองหรอก แค่ข้าอันตูลาก็สามารถบดขยี้พวกเจ้าได้ทั้งหมดแล้ว! ฮ่าๆๆๆ!” สัตว์ประหลาดยักษ์คำราม ภาษาที่ใช้ถึงกับเป็นภาษาภัยพิบัติ ไม่จำเป็นต้องแปลก็ทำให้สิ่งมีชีวิตเข้าใจความหมายที่สื่อสารผ่านคลื่นเสียงได้

เกราะคุ้มกันนครเขตขนาดยักษ์เป็นสีขาวอ่อน เหมือนกับชามใบใหม่ที่คว่ำปิดปากแผลของเมืองทั้งเมือง

สัตว์ประหลาดยักษ์อันตูลาสาวเท้าถึงด้านหน้าเกราะป้องกันนครเขตอย่างรวดเร็ว แล้วคว้ามือใส่เกราะป้องกันอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย

เปรี้ยง!

เกิดเสียงดังสนั่น เกราะป้องกันที่อ่อนแอเหมือนกับกระดาษ ถูกเจาะทะลุได้อย่างง่ายดาย วิญญาณร้ายจำนวนมากหัวเราะแหลมอย่างลิงโลด แล้วบินเข้าหาคนธรรมดาในนครเขตเหมือนกับหยดฝนสีเทา

“ฮ่าๆๆๆ!” อันตูลาหัวเราะชอบใจพร้อมกับก้าวเข้านครเขต

ผู้คนเงียบสงัดลงพริบตาหนึ่ง จากนั้นเสียงกรีดร้องจำนวนมากก็ดังขึ้น ผืนดินเริ่มมีหมอกสีขาวนับไม่ถ้วนแผ่ตลบอบอวล

“เป็นกลิ่นอายชีวิตที่เข้มข้นเสียจริง...” อันตูลาเหยียบย่ำบ้านเรือนทุกครั้งที่ก้าวเท้า พร้อมกับสูดอากาศอย่างเคลิบเคลิ้ม “เทียบกับโลกใบอื่นแล้ว ที่นี่เป็นสวรรค์ของเผ่าวิญญาณร้ายเช่นพวกเราชัดๆ!”

พวกมันกลืนกินชีวิต ร่างชีวิตทุกชนิดที่ฝึกฝนการรวมตัวและยกระดับสารกายของชีวิตที่อยู่ที่นี่ เป็นอาหารอันโอชะแท้ๆ!

“จงฆ่า! จงกลืนกิน! จงบ้าคลั่ง! จงกรีดร้อง! ฮ่าๆๆ! แมลงอ่อนแอเอ๋ย! จงสั่นกลัวใต้ฝ่าเท้าของอันตูลาผู้ยิ่งใหญ่เถอะ!” สัตว์ประหลาดยักษ์กางแขนและเงยหน้าหัวเราะลั่นอย่างเคลิบเคลิ้ม

ฝูงชนร่ำไห้พร้อมหนีเตลิด บนถนนเต็มไปด้วยเลือด คนที่ถูกเหยียบตายขณะเบียดกันมีอยู่ไม่น้อย

ทหารของทัพหยินหยางและทัพอักขระมืดกำลังตั้งทัพอยู่ แต่วิชาลับสารกายที่รวมกัน ได้แต่ขับไล่วิญญาณร้ายไปได้ไม่กี่ตัวเท่านั้น

ไม่นานกองทัพก็แตกพ่าย ถูกเข่นฆ่าโดยสิ้นเชิง

มีแต่เหล่ายอดฝีมือระดับปฐพีกำเนิดของสามสำนักเท่านั้นที่ยังคงต้านไหว โดยถอยไปยังมุมกำแพง อาศัยชัยภูมิป้องกัน

“ท่านแม่!”

เด็กผู้ชายอายุสองสามขวบคนหนึ่งหล่นลงจากอ้อมอกของผู้เป็นมารดาท่ามกลางการเบียดเสียด เขาคลานขึ้นมาและร้องไห้อยู่ท่ามกลางเท้ามากมาย โดยที่ถือกลองเล็กๆ ที่เพิ่งซื้อมาเมื่อครู่เอาไว้

“ท่านพ่อ...!” เด็กชายร้องไห้ แต่ไม่มีคนสนใจ วิญญาณร้ายหัวเราะเสียแหลม ฝูงชนกรีดร้องอย่างหวาดกลัว ทุกคนต่างก็กำลังหนีเอาชีวิตรอด

“เด็กน้อย...เจ้าหาแม่ไม่เจอหรือ...” ในฝูงชนที่แออัดยัดเยียด มีสตรีใบหน้าเปี่ยมเมตตาคนหนึ่งเดินมาถึงด้านหน้าเด็กชายด้วยสีหน้าเป็นทุกข์

“...อื้อ...” เด็กชายค่อยๆ หยุดร้องไห้เพราะความเมตาตาของสตรี ก่อนจะพยักหน้าแรงๆ

“เด็กน่าสงสาร...” สตรีก้มเอวลงกอดเด็กชายเบาๆ “ข้าช่วยเจ้าตามหาแม่เจ้านะ”

“เด็กน่าสงสาร...”

นางกอดเด็กชายไว้แน่น น้ำตาแวววาวสองสายค่อยๆ ไหลลงมาจากใบหน้า แมลงสีเนื้อนับไม่ถ้วนกรูกันออกมาจากในเสื้อของนางอย่างไร้สุ้มเสียง แล้วมุดเข้าอ้อมอกของนาง พุ่งไปหาเด็กชายในอ้อมอกอย่างบ้าคลั่ง

อื้อ...!

เด็กชายดิ้นรน แต่ก็ไร้ประโยชน์ นางกอดเขาไว้แน่น เลือดค่อยๆ หยดลงจากร่างกาย

“ท่าน...แม่...!” เสียงตะโกนที่อ่อนแรงดังมาจากในอ้อมอกของนาง

แขนเล็กๆ ขาวผ่องข้างหนึ่งยื่นออกมาจากร่องแยกในอ้อมอก บนแขนเต็มไปด้วยคราบเลือด

ตุบ

แขนเล็กพลันงอแล้วหักสะบั้น ก่อนจะหล่นลงบนพื้น เหลือแค่แขนข้างหนึ่งกลิ้งอยู่

ฟู่ว

เงาคนสวมเสื้อคลุมสีดำค่อยๆ นั่งคุกเข่าข้างหนึ่งลงหน้าแขน มองแขนเล็กๆ บนพื้นอย่างเงียบงัน

เขายื่นมือออกมาแตะผิวเนียนบนแขนเบาๆ

“พวกเจ้า...ทำให้ข้าโกรธแล้ว...”

เสื้อคลุมกระพือขึ้น เผยให้เห็นร่างกำยำที่สูงใหญ่และล่ำสันของลู่เซิ่ง

เขาเพียงแค่มาสายไปนิดเดียวเท่านั้น วิญญาณร้ายฉวยโอกาสที่เขาไม่อยู่ปะทุขึ้น ถึงขั้นสร้างโศกนาฏกรรมตรงหน้าขึ้นด้วย

นครเขตถูกทำลายล้าง คนนับไม่ถ้วนตกตาย วิญญาณร้ายอาละวาด เข่นฆ่าทุกชีวิตที่เห็น

ท้องฟ้ากลายเป็นสีเทา ผืนดินถูกกลืนกินพลังชีวิต

สำนักมารกำเนิดกับสามสำนัก นอกจากป้องกันตัว ก็ทำอะไรไม่ได้อีก

“ข้าจะให้พวกเจ้ารู้เองว่า อะไรคือความหวาดกลัว!”

ลู่เซิ่งคำรามพร้อมกับต่อยหมัดใส่ศีรษะของสตรีตรงหน้าจนแหลก ก่อนจะทะยานร่างขึ้น และกลายเป็นลำแสงสีแดงเข้ม

ฟ้าว!

ลำแสงกรีดผ่านท้องนภา พริบตาเดียวก็เจาะเป็นช่องว่างสายหนึ่งกลางวิญญาณร้ายสีเทานับไม่ถ้วน

ครืน!

คลื่นสีฟ้านับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นด้านหลังเขา

“เทวลักษณ์!” ลู่เซิ่งชูมือขวาขึ้นสูง เทวลักษณ์วารีลี้ลับส่องแสงบนหลังมือ ก้อนโลหะสีฟ้าอมทองขนาดใหญ่ลอยขึ้นด้านหลังเขา คลื่นแสงสีฟ้าอมทองกระเพื่อม หมุนวน และทะลักไหลอย่างบ้าคลั่ง

เขาลืมตาขึ้นในฉับพลัน

“กลืนสมุทร!”

ครืน!

ประกายน้ำสีฟ้านับไม่ถ้วนกลบกลืนนครเขตทั้งหมดในทันที

..............................................

คฤหาสน์ลู่

วิญญาณร้ายจำนวนมากโผบินเข้าไปในร่างเหล่าข้ารับใช้ แล้วฉีกพวกเขาเป็นเศษเนื้อและเลือดนับไม่ถ้วนในพริบตาเดียว

เสียงกรีดร้องดังระงม ไม่นานก็เงียบสงัดลง

เฉินอวิ๋นซีถอยหลังติดต่อกันโดยมียอดฝีมือของสำนักมารกำเนิดหลายคนคุ้มครอง รักษาพื้นที่ในมุมมุมหนึ่งโดยขยับเขยื้อนไม่ได้ คนที่อยู่กับนางยังมีพวกลู่เฉวียนอันกับมารดาอวี้

วิญญาณร้ายหัวเราะเสียงแหลมพลางโผพุ่งเข้าใส่ด้วยร่างกึ่งโปร่งแสง เหล่ายอดฝีมือเหงื่อแตกเต็มศีรษะ ได้แต่ฝืนต้านทานไว้เท่านั้น

“อาเต๋อ พวกท่านพาหนิงหนิง ท่านพ่อ กับท่านแม่ไปก่อน มีคนเยอะเกินไป พวกเราไปไม่ได้แม้แต่คนเดียว ข้าจะอยู่นี่เอง พี่เซิ่งต้องแก้แค้นให้ข้าแน่”

เฉินอวิ๋นซีกล่าวเสียงเร่งร้อนด้วยสีหน้าเย็นชา แม้นางจะไม่ได้มีพลังยุทธ์แข็งแกร่ง แต่กล้าตามลู่เซิ่งออกจากต้าซ่งมาถึงที่นี่ ก็มีความกล้าและความแน่วแน่ที่ไม่ธรรมดาเช่นกัน

“ไม่ได้! ถ้าจะตายก็ตายด้วยกัน!” ลู่เฉวียนอันประคองมารดาอวี้กับอนุอีกสองสามคนที่ขาอ่อน พลางกล่าวด้วยเสียงโมโห “ยิ่งไปกว่านั้นยังมีพวกชิงชิงด้วย ถ้าหากพวกเราไป ไม่ว่าเซิ่งเอ๋อร์จะคิดอย่างไร ข้าไม่มีทางให้อภัยตัวเองตลอดชีวิตแน่!

ไม่ต้องห่วง อีกไม่นานหรอก! อีกไม่นานจะต้องมีคนมาช่วยพวกเราอย่างแน่นอน!”

ตอนนี้หยกแขวนชิ้นหนึ่งบนตัวลู่หนิงกำลังปล่อยควันสีดำออกมา ควันสีดำนี้ปกคลุมอาณาเขตสิบกว่าหมี่รอบๆ ทุกคนเอาไว้ ทำให้วิญญาณร้ายที่บินฉวัดเฉวียนอยู่เกิดความกลิ่งเกรงจนไม่กล้ารุมโจมตี

เพียงแต่สีดำบนหยกแขวนค่อยๆ หายไป กลายเป็นโปร่งแสงขึ้นเรื่อยๆ ตามควันดำที่ปล่อยออกไป

“ท่านแม่...” ลู่หนิงจับมือเฉินอวิ๋นซีแน่นขณะมองวิญญาณร้ายทั่วท้องฟ้า ดวงตาไม่ทราบว่าสาดประกายสีเงินออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่

“อาเหวิน ทางนี้” อยู่ๆ ก็มีเงาร่างสูงชะลูดพุ่งมาจากที่ไกล เงาสายนั้นออกกระบี่เบาๆ ก็ทำลายวิญญาณร้ายสิบกว่าสายลงได้ ก่อนจะทิ้งตัวลงยืนอยู่ด้านข้างทุกคนไม่ไกล

เงาคนสายนี้คือนักศึกษาวัยกลางคนสีหน้าซีดขาว เขากอดมู่เจวี๋ยชิ่งไว้ในอ้อมอก และถือกระบี่ยาวสีขาวที่เหมือนกับจันทร์เสี้ยวด้วยมือข้างหนึ่ง

“รีบไปเร็ว! อาเหวินมีของวิเศษที่สามารถพาคนไปได้ห้าคน!” มู่เจวี๋ยชิ่งเพิ่งทิ้งตัวลงก็ตะเบ็งเสียงทันที

“หนิงหนิงรีบตามศิษย์พี่ไป!” ลู่เฉวียนอันดึงตัวลู่หนิงมา แล้วชูเด็กชายขึ้น จากนั้นนักศึกษาวัยกลางคนผู้นั้นก็สะบัดมือ แถบแสงสีม่วงสายหนึ่งพลันลอยออกมาม้วนตัวลู่หนิงไว้อย่างแผ่วเบา ก่อนจะดึงไปถึงข้างตัวเอง

รอบตัวเขาเป็นเขตปลอดภัยเขตเล็กๆ เหมือนมีของอะไรบางอย่างขวางกั้นวิญญาณร้ายเอาไว้ สามารถรองรับคนห้าคนได้อย่างเหลือเฟือ

“อาจารย์แม่ ท่านตาเฉวียนอัน พวกท่านรีบมา!” มู่เจวี๋ยชิ่งกอดลู่หนิงด้วยแขนข้างหนึ่งพร้อมกับตะโกน

เฉินอวิ๋นซีดึงลู่เฉวียนอันไว้ พร้อมกับไขว้เท้า ใช้ท่าเท้าแล้วกระโดดขึ้นสุดแรง

ในตอนนี้เองอยู่ๆ กลางอากาศก็มีเสียงหัวเราะแหลมดังมา วิญญาณร้ายเกือบหลายสิบตัวเล็งเวลานี้เอาไว้ จึงพุ่งมาจากสองด้าน

นักศึกษาวัยกลางคนสะบัดยิงแถบแสงสีม่วงออกมากระแทกวิญญาณร้ายออกไปมากกว่าครึ่ง แต่วิญญาณร้ายตัวหนึ่งในนี้คล้ายแตกต่างจากสหายตัวอื่น ร่างกายของมันเป็นสีขาว ถึงกับดิ้นหลุดจากแถบแสงสีม่วง ทำลายพันธนาการ จนหลุด และพุ่งเข้าหาเฉินอวิ๋นซี

“ไม่นะ!”

“อวิ๋นซี!!”

ทุกคนต่างเบิกตาแทบถลน แต่ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาวัยกลางคน หรือสองยอดฝีมือของคฤหาสน์ลู่ ก็ตอบสนองไม่ทันแล้ว ทุกสิ่งเกิดขึ้นอย่างกะทันหันเกินไป

ม่านตาของเฉินอวิ๋นซีหดตัว สมองของนางลั่นอึงอล ได้แต่มองดูวิญญาณร้ายตัวนั้นแสยะยิ้มเผยใบหน้ามนุษย์ขณะพุ่งเข้าหาตนเองอยู่เฉยๆ เท่านั้น

“ท่านแม่!”

ตอนนี้เสียงร้องไห้ของลู่หนิงค่อยลอยเข้าหู

แต่ทุกอย่างกลับสายไปเสียแล้ว

ร่างใหญ่โตของวิญญาณร้ายชนกับทรวงอกของเฉินอวิ๋นซีอย่างแรง จากนั้น...กลับไถลออกไป

“เอ๋?!” เฉินอวิ๋นซีไม่ทันคิดมากความ เพียงรู้สึกว่าวิญญาณร้ายคล้ายชนผิด ทิศทางจึงเฉออก เพียงเฉียดโดนเสื้อผ้าตรงทรวงอกของตนเท่านั้น

ทุกคนเห็นดังนั้นก็พากันโล่งอก มีแต่ใบหน้าน้อยๆ ของลู่หนิงเท่านั้นที่ซีดขาว ประกายสีเงินในดวงตามืดหม่นลงด้วยความเร็วสูง คล้ายกับเสียพลังไปมหาศาล

เหล่าวิญญาณร้ายคล้ายสัมผัสอะไรบางอย่างได้ เลยไม่กล้าพุ่งเข้าใส่อีก ได้แต่บินวนอยู่รอบๆ

นักศึกษาวัยกลางคนถอนใจยาวเฮือกหนึ่ง ยังดีที่ไม่เกิดอะไรขึ้น ไม่อย่างนั้น..

“เอ๋? เหตุใดอยู่ๆ ท้องฟ้ากลายเป็นสีฟ้าเล่า” อยู่ๆ เขาก็ผุดสีหน้างุนงงเมื่อเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า

“นั่นคือ!?” ม่านตาของเขาหดตัวในทันใด

“นายท่าน!”

“เจ้าเซิ่งนั่นเอง!

“ท่านพ่อ!!”

ทุกคนเห็นสภาพผิดปกติของท้องฟ้าและเงาคนเหี้ยมหาญที่ลอยอยู่สายนั้นทันที

วู้ม...!

เวลานี้วิญญาณร้ายทั้งหมดพุ่งเข้าหาสีฟ้าอันยิ่งใหญ่ที่อยู่กลางท้องฟ้าอย่างบ้าคลั่งเหมือนกับได้รับคำสั่งบางอย่าง วิญญาณร้ายจำนวนเหลือคณานับบินสู่ฟากฟ้าเหมือนกับน้ำตกที่ไหลย้อนทวน

...

สำนักมารกำเนิด

ลิ่วซานจื่อถูกคนประคองไว้ มุมปากมีเลือดไหลซึม นอกจากนั้นผู้ถืออาวุธคนอื่นๆ ต่างได้รับบาดเจ็บ ศิษย์สำนักมารกำเนิดที่เหลือบาดเจ็บล้มตายสาหัสกว่า แต่ดีที่วังมารไม่ได้โดนทำลาย

“เป็นอย่างไรบ้าง ผู้อาวุโสใหญ่ไม่เป็นไรกระมัง” ผู้เฒ่าสือพันผ้าพันแผลไว้ทั่วทั้งตัว นั่งบนเก้าอี้เข็นสลักจากหยกสีดำคันหนึ่ง ถูกคนผลักเข้ามา

“ไม่ตายหรอก” ลิ่วซานจื่อกล่าวด้วยรอยยิ้มหนักใจ “ตอนแรกนึกว่าสังขารนี้จะได้สู้เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว นึกไม่ถึงว่าจะใช้ไม่ได้โดยสิ้นเชิง แค่เจอหน้าก็โดนฟาดกระเด็นแล้ว”

“ตอนนี้จะทำอย่างไร” ราชาเงามืดสวี่เฝ่ยลาถามเสียงขรึม

ตอนนี้เจ้าสำนักไม่อยู่ อาศัยพวกเขาผู้รับผิดชอบสูงสุดสามคนรับผิดชอบบัญชาการ ลิ่วซานจื่อเป็นอาจารย์ของลู่เซิ่ง หากให้เขาออกหน้า ต่อให้เกิดข้อผิดพลาด ก็ไม่มีทางโดนลงโทษ

“จะต้องหาวิธีส่งคนไปยังนครเขตเพื่อช่วยคุณชายน้อยออกมาให้ได้!” ลิ่วซานจื่อกล่าวพลางเพ่งสมาธิมองไปยังทิศทางของนครเขต ที่นั่นเกิดไฟไหม้และมีควันลอยคละคลุ้ง คล้ายมีคนวางเพลิงเพื่อต้านทานการโจมตีจากวิญญาณร้าย

แต่ว่าเหล่าวิญญาณร้ายกลับทะลุไปทะลุมาในกองไฟโดยไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย ในทางตรงกันข้ามเหล่าชาวเมืองต่างถูกเปลวไฟกลืนกินเผาตายไปเป็นจำนวนมาก

“ภัยพิบัติชัดๆ...” ลิ่วซานจื่อถอนใจกล่าว

“น่ากลัวยิ่งกว่าภัยพิบัติมารเสียอีก อย่างน้อยมารอย่างพวกเราก็ไม่ได้หิวโหยชนิดกินทุกสิ่งทุกอย่างแบบนี้ สัตว์ประหลาดพวกนี้แม้แต่สารกายของผืนดินก็ยังไม่ละเว้น” สวีเฝ่ยลากล่าวด้วยสีหน้าเหยเก

ในความเป็นจริง มารและมนุษย์สู้กันก็เพื่อแย่งชิงทรัพยากร แต่การต่อสู้ระหว่างวิญญาณร้ายกับมนุษย์ เป็นการต่อสู้ระหว่างวิญญาณร้ายกับสิ่งมีชีวิต สิ่งที่พวกมันหมายตาไม่ใช่มนุษย์ หากเป็นสิ่งมีชีวิตทั้งหมด รวมถึงเผ่ามาร

วิญญาณร้ายโหดเหี้ยมและแข็งแกร่งยิ่งกว่าเผ่ามาร

“ส่งสัญญาณเตือนภัยออกไปหรือยัง ใช้ค่ายกลแจ้งข่าวระยะไกลเสีย!” ตอนนี้ตวนมู่หว่านเร่งรุดมาถึงเช่นกัน ก่อนจะถามศิษย์ที่อยู่ด้านข้างด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

“ส่งออกไปแล้วขอรับ! เพียงแต่เจ้าสำนักยังไม่ได้ตอบกลับ” ศิษย์คนนั้นแขนหายไปข้างหนึ่ง ตอนนี้ริมฝีปากแห้งผากเพราะเสียเลือดมากเกินไป จะเห็นได้ว่าจากการที่ทำให้ศิษย์หัวกะทิที่มีเยื่อดำเสียเลือดเป็นปริมาณมากจนไม่อาจฟื้นฟูได้ พลังทำลายล้างของวิญญาณร้ายน่ากลัวอย่างแท้จริง 

“เอ๋? วิญญาณร้ายพวกนี้เป็นอะไรไป” อยู่ๆ เฒ่าสือก็ส่งเสียงร้องเอ๋ พลางชี้ไปยังวิญญาณร้ายจำนวนมากที่อยู่กลางอากาศ

ทุกคนมองตามไป เพียงเห็นวิญญาณร้ายจำนวนเหลือคณานับบินฉวัดเฉวียนเวียนวน พร้อมกับพุ่งไปทางนครเขตอย่างรวดเร็ว

“ไม่ถูกต้อง! ทางนั้นคืออะไรกัน!?” สวี่เฝ่ยลามีสายตาดีที่สุด ตอนนี้เห็นแสงสีฟ้าจุดหนึ่งเหนือท้องฟ้าบนนครเขตแล้ว

“นั่นคือ...” ลิ่วซานจื่องุนงงเช่นกัน

“กลืนสมุทร!”

เสียงตะโกนดุจอัสนีบาตดังไปทั่วนครเขตอย่างฉับพลัน

ท้องฟ้ากลายเป็นสีฟ้าในทันที

...

นครเขต

สัตว์ประหลาดยักษ์วิญญาณร้ายขนาดมหึมากลืนกินวิญญาณร้ายจำนวนนับไม่ถ้วนอย่างบ้าคลั่ง วิญญาณร้ายจำนวนมหาศาลบ้างก็มุดเข้าไปในท้องของมัน บ้างก็มุดเข้าไปในตาหูจมูกปากของมัน มันขยายร่างขึ้นเรื่อยๆ จนมีขนาดเกินสองร้อยกว่าหมี่ และกำลังไต่ทะยานสู่ความสูงระดับสามร้อยหมี่แล้ว

โฮก!

มันพลันเงยหน้าคำรามใส่ลู่เซิ่งบนท้องฟ้า คลื่นเสียงอันน่ากลัวกลายเป็นเสาพายุสีขาวอมเทาที่จับต้องได้ พัดกระพือเสื้อผ้าของลู่เซิ่งไปด้านหลังอย่างแรง

ลู่เซิ่งชูมือขึ้นสูง เทวลักษณ์วารีลี้ลับบนหลังมือกะพริบแสงสีน้ำเงิน ไข่มุกกลืนสมุทรสีฟ้าอมทองที่อยู่ด้านหลังหมุนด้วยความเร็วสูงพร้อมกับปล่อยแสงสีฟ้าอมทองออกมา

ตูม!

น้ำทะเลอันน่ากลัวที่เหมือนกับเสาน้ำถล่มลง นี่เป็นน้ำทะเลมากกว่าแสนล้านตันที่ลู่เซิ่งเก็บมาจากทะเลบูรพา ขณะเดียวกันก็ดึงเอาไอน้ำทั้งหมดในรัศมีหลายร้อยลี้รอบๆ ขึ้นมาด้วย ตอนนี้เขากระแทกมันลงไปซึ่งหน้า

เสาน้ำสีฟ้าเหมือนกับยึดครองที่ว่างทั้งหมดระหว่างฟ้าดินในพริบตา รอบๆ ลู่เซิ่งกับสัตว์ประหลาดยักษ์กลายเป็นก้นน้ำมหาสมุทร

แรงกดดันอันน่าสะพรึงกดทับสัตว์ประหลาดยักษ์กับพื้น

ตูม!

สัตว์ประหลาดยักษ์พยายามดิ้นรนเพื่อลุกขึ้น แต่น้ำทะเลมหาศาลที่มีไม่หมดไม่สิ้นกับถล่มลงมาเป็นระยะจนมันโงหัวไม่ขึ้น

ผิวของมันถูกน้ำหนักอันยิ่งใหญ่ฉีกทึ้งและกระแทกทำลาย วิญญาณร้ายจำนวนมากด้านในแทบจะไม่ทันตอบสนอง ก็ถูกบีบอัดเป็นเศษซากไป

“ข้า! อันตูลา ตี๋ย่าเค่อซัง วิญญาณร้ายฉลามยักษ์ผู้ยิ่งใหญ่! ไม่เคยเกรงกลัว!” สัตว์ประหลาดยักษ์ดิ้นรนและคำรามอย่างบ้าคลั่ง มันคุกเข่าลงข้างหนึ่ง มือสองข้างจับสิ่งก่อสร้างรอบๆ เพื่อลุกขึ้นยืน แต่แรงกดดันจากน้ำทะเลที่น่ากลัวยังคงกดทับจนเข่าของมันส่งเสียงดังกร๊อบๆ ไม่อาจยันร่างขึ้นได้โดยสิ้นเชิง

น้ำทะเลถล่มสิ่งก่อสร้างจำนวนไม่น้อยอย่างมืดฟ้ามัวดิน แต่เป็นเพราะการควบคุมพลังจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่จนน่าสะพรึงของลู่เซิ่ง จึงหลบเลี่ยงแหล่งรวมกลิ่นอายชีวิตในอาณาเขตใหญ่ได้อย่างแม่นยำ เพียงถล่มใส่อาณาเขตที่ไม่มีความสำคัญส่วนหนึ่งเท่านั้น

“เพื่อฝ่าบาท! โอ้วววว!” สัตว์ประหลาดยักษ์คำราม ปากแผลนับไม่ถ้วนปริขึ้นทั่วร่าง แต่ยังคงพยายามยืนขึ้นอย่างไม่ยอมลดละ

ในที่สุด แรงกระแทกที่รุนแรงที่สุดของกลืนสมุทรก็ผ่านไป แรงกดดันของน้ำทะเลหลายแสนล้านตันรุนแรงที่สุดในพริบตาแรก ต่อจากนั้นก็อ่อนแอลงเล็กน้อย สัตว์ประหลาดยักษ์จึงต้านได้ไหว

“ดิ้นรนไปก็ไร้ความหมาย!” เอ็นเขียวปูดโปนขึ้นรอบๆ ดวงตาของลู่เซิ่ง ลวดลายงูสีแดงเข้มสว่างขึ้นกลางหว่างคิ้ว

ปราณมารนับไม่ถ้วนรวมกันกลายเป็นดาบยาวสีดำสี่เล่มด้านหลังเขา ด้านหลังเขาพลันมีแขนสองข้างยื่นออกมาจับดาบดำเอาไว้

ปราณมารสีดำที่ยิ่งใหญ่แผ่ตลบอบอวลรอบๆ ตัวเขา วินาทีนี้เขาไม่คิดจะซ่อนพลังอีกต่อไปแล้ว รังถูกคนบุก ยังซ่อนพลังไว้อีก จะซ่อนไว้ให้สุนัขดูหรือ!?

“ไร้ขอบเขต คร่าวิญญาณ!”

ลู่เซิ่งส่งเสียงตะโกน ทั่วร่างกลายเป็นสายฟ้าสีดำในพริบตา จากนั้นก็พุ่งลงด้านล่างเบื้องหน้าสัตว์ประหลาดยักษ์

สัตว์ประหลาดยักษ์ร่างแข็งทื่อ หยุดนิ่งไม่ขยับเขยื้อน

“ฝ่าบาท...ทรงพระเจริญ...!” อันตูลาผุดสีหน้างงงวย

ฉัวะ!

ร่างกายมโหฬารที่ใหญ่เกือบสามร้อยหมี่ของมันค่อยๆ ปรากฏรอยสีดำในแนวตั้ง แนวขวาง และแนวทแยงซ้ายขวาขึ้นตรงกลาง

รอยดาบสีดำกระจายไปทั่วร่าง แล้วแยกร่างของมันออกเป็นแปดส่วน

ลู่เซิ่งค่อยๆ ทิ้งตัวลง ดาบดำด้านหลังหายไป แขนสี่ข้างกลับเป็นสองแขนเหมือนคนปกติ

ครืน

อันตูลาสัตว์ประหลาดยักษ์วิญญาณร้ายแตกเป็นชิ้นๆ กายเนื้อขนาดมหึมาของมันแยกออกเป็นแปดส่วนแล้วหล่นลงมา

..............................................

ความคิดเห็น