526-530

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง ระบบโกงสกิล
บทที่ 526ถึง530

ลู่เซิ่งหยุดความคิดที่ล่องลอย จากนั้นหัวใจก็แยกออกเป็นช่องเลือดช่องหนึ่ง ร่างหลักกลายเป็นแสงสีดำสายหนึ่งจากด้านในแล้วพุ่งออกมา ก่อนจะขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อร่วงตกพื้น ไม่นานก็กลับคืนสู่ร่างเดิม

จากนั้นกายเนื้อของโรแซงก็หดลงอย่างรวดเร็ว แล้วผนึกรวมกลายเป็นก้อนเลือดเนื้อทรงกลมก้อนหนึ่ง ก่อนจะหายเข้าไปในทรวงอกของร่างหลัก

การกระทำนี้เพิ่งจะจบลง เวลาของการหยุดเวลาก็หมดลง

ทุกสิ่งทุกอย่างในตำหนักวิจัยกลับสู่สภาพปกติในพริบตา

กระดาษที่ปลิวว่อนค่อยๆ ร่วงตกพื้น อุปกรณ์ทดลองกลิ้งหลุนๆ ไปถึงมุมกำแพง แสงของลวดลายอักขระบนพื้นกะพริบต่อไปเหมือนกับจังหวะหายใจ

‘ระบบการเลื่อนระดับกายเนื้อของโลกใบนี้เปราะบางเกินไป แตกต่างกับระบบของต้าอินโดยสิ้นเชิง เมื่ออยู่ที่นี่จึงเป็นการผสมผสานที่ขัดแย้งกันโดยสมบูรณ์ จะพังทลายก็ถือว่าปกติ’ ลู่เซิ่งสัมผัสกายเนื้อของโรแซงในร่างอยางละเอียด

กายเนื้อกำลังพังทลายด้วยความเร็วสูง ทว่าจิตวิญญาณของเขาในตอนนี้ถอยออกมาจากด้านในโดยสมบูรณ์แล้ว ขณะเดียวกันก็ดึงจิตวิญญาณเดิมของโรแซงออกมาด้วย

กรรมถูกสะสางแล้ว จิตวิญญาณอันอ่อนแอของโรแซงจึงค่อยๆ หายเข้าไปในจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ของลู่เซิ่ง

ถึงแม้ถ้าเทียบกับลู่เซิ่งแล้ว จิตวิญญาณของโรแซงจะเล็กกระจ้อยเหมือนกับเม็ดงา แต่เม็ดงาเม็ดนี้กลับมีประโยชน์ต่อลู่เซิ่งเหมือนกับปฏิกิริยาทางเคมี

ลู่เซิ่งนั่งขัดสมาธิ หลับสองตาแน่น เขาสัมผัสได้ว่าจิตที่อ่อนแอถึงขีดสุดอีกจิตหนึ่งในจิตของตัวเองกำลังสลายด้วยความเร็วสูง

พอไม่มีความเสียดายและความอาลัยอาวรณ์เหลืออยู่อีก จิตของโรแซงก็หลอมละลายเข้ากับจิตวิญญาณของตัวเองด้วยความเร็วสูง ลู่เซิ่งเริ่มรู้สึกเหมือนกับว่าในขณะที่ทั่วร่างเย็นเยียบเสียดกระดูก อยู่ๆ ก็มีความอบอุ่นสายหนึ่งไหลออกมาจากด้านในร่างกาย แล้วมอบความอบอุ่นไปทั่วร่างจนรู้สึกสุขสบาย

เขาคล้ายเห็นประตูบานหนึ่งในชั่วขณะที่สติเลือนราง

เป็นประตูใหญ่สีดำที่บนกรอบมีสัตว์ประหลาดน่ากลัวซึ่งเหมือนกับค้างคาวสองตัวเกาะอยู่

ประตูบานนั้นอยู่ในส่วนที่ลึกที่สุดของจิต แก่นสารทั้งหมดที่เขาได้เรียนมาได้นับไม่ถ้วนถูกสลักไว้บนประตู

แก่นสารทั้งหมดของวิชาไร้ขอบเขตล้วนกลายเป็นสัญลักษณ์เรียบง่ายมากมายสลักอยู่บนบานประตู

‘นี่คือขอบเขตเจ้าแห่งอาวุธเหรอ...’ ลู่เซิ่งพลันเข้าใจแล้ว

เขาก้มหน้าจ้องมองสัญลักษณ์ลวดลายบนประตู สัญลักษณ์ทั้งหมดเป็นตัวแทนความสำเร็จและพลังทั้งหมดตั้งแต่เขาเริ่มฝึกฝนมา

ทันใดนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้นมองดูสัตว์ประหลาดสีดำสองตัวที่อยู่บนสุดของประตูใหญ่

สัตว์ประหลาดที่เหมือนกับค้างคาว ท่อนล่างหลอมรวมเป็นหนึ่งกับประตู ในเบ้าตาของพวกมันไม่มีลูกตา หากแต่เป็นไฟหยินสีเขียวที่กำลังลุกไหม้สองกลุ่ม

ลู่เซิ่งจ้องมองสัตว์ประหลาดทั้งสองตัว และเหมือนเห็นเส้นสายอันพิสดารของเทวลักษณ์วารีลี้ลับจากในดวงตาของพวกมัน

ตูม

อยู่ๆ รอบๆ ก็พร่ามัว ลู่เซิ่งได้สติกลับมา พลันพบว่าไม่ทราบว่าตนเองหมดสติล้มอยู่บนพื้นตั้งแต่เมื่อไหร่ และไม่รู้ว่าหมดสติไปนานขนาดไหนแล้ว

‘บัดซบ!’ เขาตะกายลุกขึ้น ถ้าหากศัตรูพบสภาพเมื่อครู่แล้วลอบโจมตี หากเขาไม่ตายก็ต้องได้รับบาดเจ็บสาหัส

เขาลูบกายเนื้อ ก่อนจะพบว่าร่างกายเย็นยะเยือกอยู่บ้าง จากนั้นก็นึกทบทวนกระบวนการทั้งหมดเมื่อครู่อย่างละเอียด

สุดยอดความสามารถด้านพลังจิตวิญญาณของอริยะเจ้าระดับเทวปัญญาที่แข็งแกร่งและน่ากลัวพลันสำแดงออกมาให้เห็น ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ถูกเล่นให้ช้าลงสิบเท่าทีละฉากๆ โดยปรากฏในจิตของลู่เซิ่งอีกรอบ

เขานึกทบทวนไปเรื่อยๆ ไม่นานก็เข้าใจสภาพในตอนนั้นของตัวเอง

‘เป็นการแตะประตูเขตแดนของเจ้าแห่งอาวุธ ดูเหมือนจะคล้ายๆ กับการลอกคราบของจิตวิญญาณ เจ้าแห่งอาวุธ...แล้วเจ้าแห่งอาวุธเป็นตัวตนแบบไหนกันแน่นะ’ ลู่เซิ่งรู้สึกได้ว่าบางทีตนอาจจำเป็นต้องขอให้เจ้าแห่งอาวุธสักคนชี้แนะให้แล้ว

ในข้อมูลทั้งหมดที่เขามีอยู่ ณ เวลานี้ ล้วนไม่มีการบันทึกอย่างละเอียดต่อเจ้าแห่งอาวุธ ต่อให้เป็นคัมภีร์หยกมารสวรรค์ที่จวี้เยี่ยนมอบให้ในโลกพลังวิญญาณ ก็ไม่มีการบันทึกรายละเอียดทางด้านนี้เช่นกัน

จวี้เยี่ยนในตอนนั้นไม่ได้มีเจตนาดีอยู่แล้ว ตอนนี้พอหวนนึกถึงเนื้อหามากมายในคัมภีร์หยกดู ล้วนเป็นฉบับไม่สมประกอบ ไม่มีส่วนช่วยใดๆ ต่อการฝึกฝนแม้แต่น้อย

ผลพลอยได้เพียงหนึ่งเดียวคือเขาใช้ภาษาภัยพิบัติได้

ภาษาพิเศษที่ใช้สื่อสารทางจิตวิญญาณได้ อาศัยเสียงและการสั่นสะเทือนในการสื่อสาร สามารถก้าวข้ามกำแพงทางภาษาของหลากหลายเผ่าพันธุ์ได้

ระหว่างพักผ่อนอยู่ที่เดิมสักพักหนึ่ง ลู่เซิ่งก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าจิตวิญญาณเพิ่มขึ้นกว่าเดิมอย่างน้อยหนึ่งเท่า หลังจากตนดูดซับโรแซงไป

เขาไม่รู้ว่าตัวเองมาถึงระดับไหนแล้ว แต่ถ้าหากดูจากปริมาณจิตวิญญาณ เขามั่นใจว่าตนเองไม่แพ้อริยะเจ้าระดับเทวปัญญาระยะปลายแน่นอน

สิ่งที่น่าเสียดายก็คือ กายเนื้อที่แข็งแกร่งของโรแซงได้พังทลายลงโดยสิ้นเชิงเพราะกฎธรรมชาติ วัตถุห้าส่วนในนี้ถูกร่างหลักดูดซับมาใช้เพิ่มความแข็งแกร่ง ส่วนที่เหลือได้แต่ถูกกำจัดกลายเป็นของเสียไป

จิตวิญญาณกับกายเนื้อแข็งแกร่งขึ้นพร้อมกัน ลู่เซิ่งดูอินเตอร์เฟสของดีปบลู

[วิชาไร้ขอบเขต: ขอบเขตที่ห้า, รวบรวมยอดศัสตราระดับหก—ศัสตราโลหิต (คุณสมบัติพิเศษ: วิถีแปดมารสูงสุด, หยุดเวลา, หลอกธรรมชาติ, จิตวิญญาณแข็งแกร่ง...)]

คุณสมบัติพิเศษมากมายหลากหลายต่อจากนั้น ส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่เพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่ตัวเอง และการยกระดับความต้านทานทุกชนิด เช่น ความต้านทานทางกายภาพ ความต้านทานต่อพลังงาน

ถึงแม้เนื้อหาในกรอบจะไม่เปลี่ยนแปลง แต่เทียบกับก่อนหน้าแล้ว ในคุณสมบัติพิเศษมีความสามารถหยุดเวลาและหลอกธรรมชาติเพิ่มมา แถมจิตวิญญาณยังเพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนหน้าหนึ่งเท่ากว่าๆ ด้วย ถือว่าได้แตะกับเขตแดนของเจ้าแห่งอาวุธแล้ว

‘ยกระดับขึ้นจริงๆ ด้วย มาถึงระดับปลายสุดที่ห่างจากเจ้าแห่งอาวุธเพียงเส้นกั้นบางๆ เท่านั้นแล้ว ครั้งต่อมาคงจะเลื่อนสู่ระดับเจ้าแห่งอาวุธได้ นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติทางธรรมชาติจริงๆ’

ด้วยระดับของลู่เซิ่งในปัจจุบัน ต่อให้ยืนอยู่กับที่พร้อมกับปล่อยให้คนทุบตี อย่างน้อยมีแต่ระดับผู้ถืออาวุธระเบิดพลังทั้งหมดเท่านั้น จึงอาจจะเจาะความต้านทาน แล้วทิ้งร่องรอยไว้บนร่างเขาได้

นี่แค่ทิ้งร่องรอยไว้เท่านั้น หากจะทำร้ายเขาจริงๆ อย่างน้อยต้องโจมตีสุดกำลังด้วยอาวุธเทพที่มีเฉพาะอริยเจ้าดาวหยกก่อน ถึงจะสร้างอาการบาดเจ็บได้

นี่...ยังเป็นแค่สภาพหยินโชติช่วงของเขาเท่านั้น...ต่อจากแปดวิถีมารสูงสุดยังมีสภาพร่างหลัก สภาพหยางโชติช่วง รวมถึงหยินหยางรวมเป็นหนึ่ง หรือสภาพผู้ทำลายล้างที่แข็งแกร่งที่สุด แม้แต่ตัวเขายังไม่รู้ว่า หากตนในตอนนี้ลงมือสุดกำลัง จะบรรลุระดับไหน

‘เราในตอนนี้ เทียบกับตอนที่ต่อสู้กับเซียวจื่อจู๋ในตอนนั้นแล้ว คงจะแข็งแกร่งกว่าสักสิบเท่าได้มั้ง’ ลู่เซิ่งกำหมัด ลุกขึ้นยืน รู้สึกพึงพอใจกับผลลัพธ์ในครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง

ร่างหลักเหยียบอยู่ในเขตแดนของเจ้าแห่งอาวุธแล้ว เพียงจำเป็นต้องก้าวเข้าประตู อีกนิดเดียวก็จะเข้าสู่ระดับใหม่ได้

ตั้งแต่โบราณกาลถึงปัจจุบัน เกรงว่าเจ้าแห่งอาวุธทั้งหมดล้วนไม่มีใครมีความเร็วในการยกระดับสู้เขาได้

‘ไม่พูดถึงอย่างอื่น แค่ความสามารถพิเศษหยุดเวลา ก็สามารถสะกดตัวตนทั้งหมดที่อยู่ต่ำกว่าระดับเทวปัญญาได้แล้ว ถ้าหากเราในตอนนั้นไม่ได้ใช้คันฉ่องแห่งความเจ็บปวดวางแผนเล่นงานเซียวจื่อจู๋อย่างเหนือความคาดหมาย เกรงว่าคนที่แพ้ในตอนสุดท้ายจะเป็นตัวเราเอง ต่อจากนี้ คนที่เราติดต่อได้ง่ายที่สุดก็คืออริยะเจ้าประกายขั้วโลกแห่งสำนักพันอาทิตย์ บางทีอาจคุยกับเขาเพื่อขอคำชี้แนะดูได้’

อริยะเจ้าประกายขั้วโลกมีประวัติที่เข้าใจง่ายที่สุด

ตัวเขาเป็นพี่ชายของเชียนตู้ ทั้งยังเป็นตัวตนที่ยิ่งใหญ่ซึ่งหลับใหลอยู่ในโลกที่เปลี่ยวร้างแห่งหนึ่งในโลกด้านนอกที่ต้าอินติดต่อด้วย ภายหลัง หลังจากเขาถูกพบ เป็นเพราะมีนิสัยเป็นมิตร เจ้าสำนักพันอาทิตย์รุ่นก่อนจึงรับเข้าเป็นศิษย์

อริยะเจ้าประกายขั้วโลกกับเชียนตู้มีความสัมพันธ์อย่างไรกันแน่ เป็นพี่น้องบังเกิดเกล้าหรือว่าคนรู้จัก ข้อนี้ไม่มีใครรู้ ลู่เซิ่งเองก็ไม่ได้สนใจนัก

แต่ว่าที่บอกว่าประกายขั้วโลกมีนิสัยเป็นมิตรและน่าคบหานั้นเป็นความจริง เป็นเพราะว่าจุดนี้ อริยะเจ้าและศัสตราเทพคลั่งทั้งหมดของสำนักพันอาทิตย์ใต้สังกัดของเขาจึงยอมให้เขารับตำแหน่งต่อ

หลังจากตกลงใจเสร็จ ลู่เซิ่งก็ลุกขึ้นเดินไปถึงหน้าประตู ตรงปลายนิ้วมีแก่นหยางสีเงินอมขาวสายหนึ่งลอยขึ้น แล้วแตะใส่เบาๆ ทันใดนั้นแก่นหยางกลายเป็นเส้นเรียวเล็ก เปลี่ยนเป็นลวดลายสีเงินสายหนึ่งโดยอัตโนมัติ ก่อนจะประทับบนประตูใหญ่

แกร๊ก

ประตูเปิดออก

ตวนมู่หว่านนั่งอยู่ข้างประตู เตรียมจะส่งอาหารในมือเข้าช่องอาหาร พอได้ยินเสียง นางก็รีบเงยหน้าขึ้น

“ใต้เท้า! ท่านออกจากการกักตนแล้วหรือ” หน้างามแสดงความยินดี รีบกล่าวอย่างนอบน้อม

ตวนมู่หว่านมีความเคารพเขาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่ออยู่ต่อหน้าลู่เซิ่ง พร้อมกับที่พลังและตำแหน่งของทั้งสองค่อยๆ แตกต่างกันมากขึ้นในเวลาหลายปีมานี้

นอกจากจะแสดงความท้อแท้ห่อเหี่ยวออกมาบ้างในบางครั้งแล้ว ที่เหลือล้วนไม่มีปัญหา นางก็มีพลังธรรมดา แต่ความสามารถในการดูแลกลับยอดเยี่ยมถึงขีดสุด จัดระเบียบสำนักมารกำเนิดในสังกัดของลู่เซิ่งได้อย่างเป็นลำดับขั้นตอน

หลายๆ ครั้งราชาเงามืดกับผู้เฒ่าสือจะมอบเรื่องเล็กที่ไม่ได้สำคัญอะไรนักให้นางจัดการ

ดังนั้นแม้ว่าตอนนี้พลังของตวนมู่หวานจะเป็นแค่ระดับปฐพีกำเนิด แต่เมื่อมีอาวุธเทพชิ้นหนึ่งที่ลู่เซิ่งมอบให้ นาง ก็ถือว่าไปถึงระดับผู้ถืออาวุธแล้ว

เพียงแต่ว่าระดับผู้ถืออาวุธนี้เป็นของปลอม เทียบกับผู้ถืออาวุธที่ได้รับการยอมรับจากอาวุธเทพอย่างแท้จริง อย่างมากสุดนางก็แข็งแกร่งกว่าปฐพีกำเนิดทั่วไปเท่านั้น

“ข้ากักตนนานเท่าไหร่” ลู่เซิ่งถาม

“เรียนใต้เท้า สองเดือนกว่าๆ เจ้าค่ะ” ตวนมู่หว่านตอบอย่างตั้งใจ

“อย่างนั้นหรือ” ลู่เซิ่งคำนวณเทียบเวลา เขาอยู่ในโลกของเมืองนั้นหนึ่งปีกว่าๆ

‘ยังมีความคลาดเคลื่อนอยู่ การไหลของเวลาต่างกันไม่ถึงสิบเท่า...’ เขาส่ายหน้าในใจ ทราบว่า หากไม่ใช่ค่ายกลก็ตรงไหนสักที่ที่เกิดความคลาดเคลื่อน

“ในสำนักกับในคฤหาสน์เกิดเรื่องใหญ่อะไรไหม” ลู่เซิ่งดึงเสื้อคลุมสีดำที่แขวนบนผนังมา และเดินไปยังตำหนักหลักของวังมารพร้อมกับตวนมู่หว่าน

“ในสำนักเรียบร้อยดีเจ้าค่ะ แต่ว่าทางคฤหาสน์ ก่อนหน้านี้ฮูหยินเฒ่าออกไปท่องเที่ยว และได้เก็บเด็กสาวที่หมดสติและไม่รู้ที่มาที่ไปคนหนึ่งกลับมาจากในป่า พวกข้าน้อยกำลังตรวจสอบสถานะที่แท้จริงของนางอยู่” ตวนมู่หว่านกล่าวเบาๆ

“อ้อ เด็กสาวคนนั้นอายุเท่าไหร่ บนตัวมีความผิดปกติหรือไม่” ลู่เซิ่งชะงักฝีเท้าพร้อมกับถามต่อ

ตวนมู่หว่านส่ายหน้า

“ไม่มีความผิดปกติใดๆ แต่นี่จึงเป็นความผิดปกติที่เห็นชัดที่สุด เป็นเพราะตอนที่ฮูหยินเฒ่าออกท่องเที่ยว พวกเราได้ส่งคนไปจัดเส้นทางไว้ก่อนแล้ว ไม่มีทางมีใครเข้ามาในเส้นทางง่ายๆ อย่าว่าแต่คน ต่อให้เป็นพวกแมลง พวกเราก็ต้องคัดเลือกก่อนถึงจะปล่อยเข้าไป”

“นางชื่ออะไร”

“เอ่อ...นางอ้างว่าเสียความทรงจำ ฮูหยินเฒ่าจึงตั้งชื่อให้นางว่าลู่หลัน ใช้แซ่เดียวกับท่าน” ตวนมู่หว่านตอบอย่างระมัดระวัง

“ในสำนัก ทางด้านพันอาทิตย์ ตรวจไปไม่เจอเส้นสนกลในเลยหรือ” ลู่เซิ่งแปลกใจ

“เจ้าค่ะ แต่พวกเฒ่าสือมาดูด้วยตัวเองแล้ว เด็กสาวคนนี้เป็นคนธรรมดา ไม่มีความผิดปกติตรงไหน และไม่มีการคุกคามใด” ตวนมู่หว่านตอบอย่างละเอียด

ลู่เซิ่งหยุดอยู่นิ่ง สีหน้าไตร่ตรอง

ตอนนี้สำนักมารกำเนิดดูเหมือนหยุดการพัฒนา แต่เป็นเพราะเขามีที่พึ่งอย่างดีปบลูอยู่ ดังนั้นในความจริงแล้วจึงกำลังอยู่ในช่วงจำศีล ส่วนเขาก็แค่ปกปิดพลังของสำนักมารกำเนิดไว้

เมื่อเวลามาถึง วันที่เขาทะยานขึ้นสู่เก้าชั้นฟ้า จะเป็นเวลาที่เขาครอบครองต้าอิน กำจัดศัตรูและทำลายแผนการร้ายทั้งหมดทิ้ง

แต่ว่าความลับนี้มีเพียงแค่เขาเท่านั้นที่รู้ แม้แต่ลูกและภรรยาที่ใกล้ชิดที่สุดก็ยังไม่ทราบถึงสภาพของเขาในเวลานี้

คนในโลกภายนอกทั้งหมดคิดว่าเขาต้องใช้เวลาอยู่ในระดับอริยะเจ้าอีกหลายร้อยหลายพันปี

ลู่เซิ่งไม่เชื่อว่าจะมีคนจงใจเลือกเล่นงานตนในเวลานี้ นอกจากนั้นยังเป็นเพราะมีการดำรงอยู่ของหลี่ซุ่นซีอยู่ด้วย ความพิเศษของอาวุธเทพในตัวหลี่ซุ่นซีสามารถหยั่งรู้อนาคตได้ ถ้าหากเขาค้นพบความผิดปกติ จะต้องมาเตือนตนอย่างแน่นอน

นี่เป็นหลักประกันที่ใหญ่มาก

“อีกประเดี๋ยวให้นางมาพบข้า” ลู่เซิ่งทิ้งไว้ประโยคหนึ่ง ก่อนจะสาวเท้าเข้าตำหนักหลัง

เหง่ง...หง่าง...เหง่ง...

ระฆังเรียกประชุมค่อยๆ ดังขึ้น

ระดับสูงของสำนักมารกำเนิดต่างทราบว่า เจ้าสำนักออกจากการกักตนแล้ว และกำลังเรียกทุกคนไปประชุม

..............................................

โถงใหญ่ของวังมารเป็นสีแดงก่ำ พื้นปูพรมสีแดงผืนหนาไว้ชั้นหนึ่ง สามารถเห็นเปลวไฟที่ลุกโหมอยู่ข้างใต้พื้นได้ผ่านขอบพรม

ข้างใต้วังใหญ่อบถ่านไม้ไว้ตลอดเวลาสำหรับเพิ่มความอบอุ่น เพื่อรักษาอุณหภูมิที่เหมาะสมให้แก่วังใหญ่

ลู่เซิ่งนั่งบนบัลลังก์สีดำด้านบนสุด กวาดตามองระดับสูงของสำนักมารกำเนิดที่มารวมตัวกันเบื้องล่าง

ผู้เฒ่าสือ ราชามารเผ่ามารที่ถูกขุดออกมาจากตราประทับศิลาผู้นี้ ตอนนี้กลายเป็นแม่ทัพสำนักมารกำเนิดที่มีชื่อสมกับความจริง เขายืนอยู่ด้านข้างด้วยท่าทางพินอบพิเทา ไม่ทราบว่าเปลี่ยนรูปลักษณ์ตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่หลังค่อมอีกต่อไป ดูจากลักษณะภายนอก ไม่ต่างอะไรกับวณิพกผมขาวที่อ่านหนังสือในเหลาสุราเท่าไหร่

ได้ยินมาว่าช่วงนี้เขาปลอมแปลงสถานะเพื่อไปอ่านหนังสือร้องเพลงในเหลาสุราจริงๆ เช่นกัน

ลู่เซิ่งยากจะจินตนาการนิดหน่อยว่า ด้วยความโมโหร้ายของคนผู้นี้ ถึงกับข่มนิสัยเพื่ออ่านหนังสือให้คนฟังได้จริงๆ หรือ

คนที่นั่งอยู่อีกฝั่งของเฒ่าสือคือราชาเงามืด คนผู้นี้มีผมสีทองตาสีเขียว ดูไม่ต่างจากชาวตะวันตกในโลกใบเดิมเท่าไหร่ พอสัมผัสได้ว่าลู่เซิ่งกำลังมองอยู่ สวี่เฝ่ยลาก็ยิ้มให้แก่เขา

ลู่เซิ่งพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ ราชาเงามืดมีคุณูปการสูงสุดต่อสำนักมารกำเนิด โดยเฉพาะการทำศึกไปทั่วทิศในช่วงขยับขยาย คนผู้นี้สร้างผลงานขึ้นไม่น้อย

ถัดจากนั้นคือตวนมู่หว่านรวมถึงผู้ถืออาวุธอีกหลายคนที่เข้าร่วมในภายหลัง แต่ว่าคนที่ลู่เซิ่งให้ความสนใจมีแค่สามคนนี้ เนื่องจากเขาไม่ได้เชื่อมั่นในตัวผู้ถืออาวุธที่เหลือ มีแค่สามคนนี้เท่านั้นที่กายเนื้ออยู่ในการควบคุมของเขาตลอดเวลา เพราะติดตั้งวิชาลับไว้ ดังนั้นเรื่องส่วนตัวมากมายจึงมอบให้พวกเขาจัดการได้

“เอาล่ะ ในเมื่อมากันครบแล้ว อย่างนั้นก็เริ่มประชุมกันเลย” ลู่เซิ่งเว้นเล็กน้อย “นโยบายอื่นให้คงไว้ไม่ต้องเปลี่ยนแปลง ทางอินตูเป็นอย่างไรบ้าง”

สายตาทั้งหมดของต้าอินในตอนนี้จับจ้องอยู่ที่สองด้าน หนึ่งคืออินตู สองคือประตูเลือดเนื้อที่ใหญ่ที่สุดซึ่งพิภพมารเปิดขึ้น

สองสถานที่นี้เป็นจุดสำคัญที่ส่งผลต่อสถานการณ์ใหญ่ทั้งหมดได้

“ทางด้านอินตูอยู่ในความรับผิดชอบของข้าน้อยมาโดยตลอด ช่วงนี้หยวนกวงย่วนแห่งตระกูลหยวนกวงเสนอเงื่อนไข โดยต้องการให้พวกเราสนับสนุนองครักษ์คุ้มครองอีกครั้ง อาศัยแค่คุณหนูอิงอิงก็เหมือนไม้ท่อนเดียวยากค้ำยัน การต่อสู้ภายในตระกูลหยวนกวงมีความรุนแรงอยู่บ้าง” ราชาเงามืดสวี่เฝ่ยลาเอ่ย

“ต้องสนับสนุนอีกหรือ นางจะเอาอะไรมาแลก” เฒ่าสือถามกลับ

“นางกำลังจะได้รับตำแหน่งรองผู้รับใช้ประจำโลกด้านนอกของอินตูแห่งตระกูลหยวนกวง รอตำแหน่งนางมั่นคงแล้ว จะมีอิทธิพลไปถึงทรัพยากรในโลกด้านนอกทั้งหมดเป็นจำนวนหนึ่งในสามส่วนของตระกูลหยวนกวง หยวนกวงย่วนให้คำมั่นว่ารอหลังจากนางได้นั่งตำแหน่งแล้ว จะอนุญาตให้พวกเราสำนักมารกำเนิดเข้าออกหรือพักอาศัยในโลกด้านนอกทั้งหมดที่นางดูแล นอกจากนี้ยังจะแบ่งทรัพยากรที่นางดูแลมาครึ่งหนึ่ง เพื่อให้สำนักมารกำเนิดเข้าร่วมการเก็บเกี่ยวด้วย” สวี่เฝ่ยลาอธิบาย

การเข้าร่วมเก็บเกี่ยวทรัพยากรอุดมสมบูรณ์จริงๆ แต่ละปีตระกูลหยวนกวงค้นพบโลกด้านนอกเท่าไหร่ การเก็บเกี่ยวแร่ที่พวกเขามอบให้มีความคุ้มค่ามากกว่าดินแดนทั่วไปในต้าอินเสียอีก

“ขุมกำลังทั้งหมดข้างกายหยวนกวงย่วนในตอนนี้ล้วนเป็นพวกเราจัดหาให้ พวกเราไม่กลัวนางจะสำนึกเสียใจ...ทว่า จะลงทุนกับนางคนเดียวไม่ได้” เฒ่าสือกล่าวเสริม

“ต้วนมู่หว่านเจ้ารับผิดชอบเรื่องนี้ สวี่เฝ่ยลา เจ้าให้ความสนใจกับสถานการณ์ทัพมารรอบๆ เป็นหลัก นอกจากนี้การวบรวมข้อมูลของอาวุธเทพเป็นอย่างไรบ้าง” ลู่เซิ่งถามต่อ

“พอมีเค้าโครงแล้วขอรับ อาวุธเทพที่ปรากฏในช่วงนี้ ใกล้ๆ สำนักเรากับในเขตมีทั้งหมดสี่ชิ้น ได้จัดวางมือดีเอาไว้แล้ว เกิดว่าเผยร่องรอยเมื่อใด ข้าจะออกเดินทางด้วยตัวเองทันที จะต้องกำจัดอุปสรรคและจับตัวไว้ได้แน่นอน” สวี่เฝ่ยลาตอบ

ลู่เซิ่งใคร่ครวญเล็กน้อย ก่อนจะถามสถานการณ์แต่ละด้านของสามสำนักต่อ อย่างไรสำนักมารกำเนิดก็เป็นเพียงขุมกำลังชายขอบ สภาวะและอำนาจยังสู้สามสำนักกับสามตระกูลใหญ่ที่เป็นพวกมีประสบการณ์ไม่ได้ ทุกๆ การเคลื่อนไหวของสามสำนักล้วนส่งผลต่อกระทบต่อสำนักมารกำเนิดทั้งนั้น

ขณะประชุมอยู่ในวังใหญ่ ไม่นานคนที่ส่งไปคฤหาสน์ลู่ก็กลับมา

ลู่เซิ่งเน้นย้ำมาตรการการรักษากิจการที่กำหนดไว้ก่อนหน้านี้ และถามถึงสถานการณ์การพัฒนาของแต่ละภารกิจ หนึ่งชั่วยามกว่าๆ ให้หลังจึงค่อยให้คนแยกย้าย หลังจากการประชุมจบลง ตวนมู่หว่านก็รั้งอยู่โดยที่ไม่ต้องบอก

“เจ้าสำนัก พาลู่หลันมาแล้วเจ้าค่ะ” ตวนมู่หว่านเข้ามาส่งกระแสเสียงเบาๆ

ลู่เซิ่งพยักหน้าเล็กน้อย

“พานางมา”

สวีเฝ่ยลากับเฒ่าสือค่อยเดินออกจากประตูวัง พวกเขาย่อมได้ยินการส่งกระแสเสียงของทั้งสอง แต่นี่เป็นเรื่องในคฤหาสน์ลู่ พวกเขาไม่สะดวกถาม แต่ว่าทั้งสองให้ความสนใจในตัวลู่หลันเป็นอย่างมาก คนที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถตรวจสอบประวัติได้ จะต้องไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน

ทั้งสองแลกเปลี่ยสายตากัน ไม่ได้หยุดอยู่ต่อ หากกระโจนร่างขึ้นเมฆดำ แล้วเหาะจากไป

บนตำหนักใหญ่ที่ว่างเปล่า ไม่นานศิษย์สำนักมารกำเนิดสามคนก็พาเด็กสาวงดงามตากระจ่างคิ้วสวย ท่าทางเงอะๆ งะๆ คนหนึ่งเดินมาบนพรม

ลู่เซิ่งเพ่งสมาธิพิจารณาเด็กสาวด้านล่าง เหมือนอย่างที่ตวนมู่หว่านว่าไว้จริงๆ สัมผัสอะไรจากตัวนางไม่ได้เลย เป็นสารกายของคนธรรมดาๆ คุณสมบัติร่างของคนธรรมดาๆ และจิตวิญญาณของคนธรรมดาๆ โดยสิ้นเชิง

“เจ้าคือลู่หลันหรือ” เขาถามเบาๆ

เด็กสาวกอดอกไว้ในลักษณะป้องกันตัว ก้มหน้าไม่มองลู่เซิ่ง พอได้ยินเสียง ปฏิกิริยาของนางช้าไปครึ่งจังหวะ ถึงค่อยได้สติกลับมาแล้วพยักหน้า

“...ข้าคือ...”

ในหมู่เด็กสาวที่ลู่เซิ่งเคยพบมา ลู่หลันไม่นับว่างามที่สุด แต่เป็นคนที่อ่อนแอที่สุดอย่างแน่นอน

“เหตุใดเจ้าจึงไปโผล่ในป่าที่ฮูหยินเฒ่าออกท่องเที่ยวได้” เขาถามตรงๆ

ลู่หลันเงียบงันเล็กน้อย

“...จำไม่ได้แล้วเจ้าค่ะ...” นางมีสีหน้าสงบนิ่ง ไม่เหมือนกับกำลังโกหก หากเหมือนกับจำไม่ได้จริงๆ มากกว่า

ลู่เซิ่งขมวดคิ้ว เขาไม่อาจสัมผัสได้ว่าเด็กสาวคนนี้มีปัญหาอะไร แต่นี่จึงเป็นปัญหาที่เห็นได้ชัดที่สุด

สิ่งที่เขาแสดงออกมาให้เห็นในตอนนี้เป็นแค่อริยะเจ้าแห่งสำนักพันอาทิตย์ซึ่งเพิ่งจะเลื่อนระดับขึ้นมาไม่นานเท่านั้น สำนักมารกำเนิดเป็นเพียงขุมกำลังอริยะเจ้าที่มีอายุน้อยถึงขีดสุด ขุมกำลังแบบนี้ไม่ได้มีเยอะนักในต้าอิน แต่ก็มีไม่น้อยเช่นกัน เบื้องหลังอริยะเจ้าทุกคนมีขุมกำลังแบบนี้อยู่ด้วยไม่มากก็น้อย

ลู่เซิ่งคิดว่าในสถานการณ์ที่ไม่เปิดเผยพลังที่แท้จริง เมื่อคนนอกมองเขาก็จะไม่ต่างอะไรจากอริยะเจ้าหรือศัสตราเทพคลั่งของสำนักพันอาทิตย์คนอื่นๆ

สภาพการณ์เช่นนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่น่าจะมีใครวางแผนเล่นงานเขา

“ช่างเถอะ เจ้าไปก่อน จงตั้งใจอยู่เป็นเพื่อนฮูหยินเฒ่าให้ดี ในเมื่อเข้าร่วมคฤหาสน์ลู่แล้ว ก็ถือเป็นคนของตระกูลลู่ จะต้องปฏิบัติตามกฎตระกูลด้วย” ลู่เซิ่งมองไม่เห็นปัญหา จึงได้แต่โบกมือให้นางถอยไป

ลู่หลันถูกคนพาออกจากตำหนักใหญ่อย่างทำอะไรไม่ถูก ก่อนจะถูกคนยัดแหวนผลึกแก้วสีดำที่วิจิตรงดงามวงหนึ่งให้ ถือเป็นของชดเชยที่เรียกตัวนางมาในครั้งนี้

มีคนพานางนั่งเรือที่บินได้ลำหนึ่งสำหรับกลับเขตจันทราสารท

พึ่บผั่บ

ใบเรือสามใบที่พองลมถูกลมตีจนเกิดเสียง

ลู่หลันที่ยืนอยู่บนกราบเรือก้มหน้ามองผืนป่ารอบนอกสำนักมารกำเนิดอันรกร้างกว้างใหญ่ด้านล่าง ในดวงตาสีชมพูฉายแววเย็นชา แตกต่างจากบุคลิกเงอะๆ งะๆ เมื่อครู่โดยสิ้นเชิง

‘พลังฝึกปรือถูกผนึกชั่วคราว นึกไม่ถึงว่าจะมาตกอยู่ในอาณาเขตของสำนักพันอาทิตย์โดยไม่ได้ตั้งใจ อริยะเจ้าที่ชื่อว่าลู่เซิ่งผู้นี้ดูท่าทางจะรอบคอบมาก’ ในห้วงสมองของนางมีเสียงอีกเสียงที่ต่างจากตัวลู่หลันดังขึ้นช้าๆ

‘ที่นี่ถูกสามสำนักและสามตระกูลจับตาน้อยมาก โลกด้านนอกวุ่นวายปั่นป่วน อินตูเกิดการต่อสู้ที่ดุเดือดรุนแรง แต่สถานที่แห่งนี้กลับสงบสุข ด้วยสถานะของคุณหนูท่าน จะยังผ่อนคลายไม่ได้ ต้องระมัดระวังไว้’ เสียงบุรุษแก่ชราอีกเสียงดังขึ้นในหัวของนาง

‘ข้าย่อมรู้ น่าเสียดาย หากว่าอาสามยินดีสนับสนุนข้า...ข้ากับเจียจวิ้นคงไม่ตกต่ำถึงขั้นนี้’ เด็กสาวหลับตาลง เพื่อปกปิดคลื่นอารมณ์ในใจ

‘เรื่องราวมาถึงวันนี้ อย่าคิดมากไปเลย คุณหนูรีบหาองค์รัชทายาทให้เจอโดยเร็วเถอะ อาจจะยังพลิกสถานการณ์ใหญ่ได้ ไม่อย่างนั้นรอคนเหล่านั้นสืบเสาะมาถึง...’ เสียงบุรุษเสียงนั้นถอนใจอย่างจนปัญญา

คนในราชวงศ์โหดเหี้ยมไร้น้ำใจที่สุด แต่ท่านผู้นี้กลับให้ความสำคัญกับน้ำใจที่สุด ทั้งยังกล้ารักกล้าชังที่สุดด้วย

‘ข้ารู้’ ลู่หลันสีหน้าเย็นชา ‘กลั่นสารกายเสร็จแล้วหรือยัง ตามเวลาที่กำหนดไว้ อีกห้าวันข้าจะไปจากที่นี่’

‘ไม่ได้! สภาพของคุณหนูท่านในตอนนี้ไม่สามารถใช้เคลื่อนย้ายในพริบตาหลายครั้งติดต่อกันได้ ไม่อย่างนั้นจะก่อให้เกิดความเสียหายที่ไม่อาจรักษาได้ขึ้นมาแทน!’ เสียงบุรุษพลันตกใจ

‘ข้าจะทำอะไรต้องให้เจ้าสอดปากหรือ’ นางกล่าวเสียงเย็นชา

‘แต่ว่า...’

‘จงทำเสีย’ นางตัดบทเขา

เสียงบุรุษพลันเงียบหาย คล้ายกับไม่กล้าพูดแล้ว

ลู่หลันลืมตาเพ่งมองทิวทัศน์ของผืนแผ่นดินที่พุ่งผ่านด้านล่างอย่างเย็นชา นางมีศักดิ์ฐานะสูงส่งมาตั้งแต่เกิด การตกต่ำถึงขั้นนี้ทำให้นางรู้สึกอัปยศถึงขีดสุดแล้ว

เวลานี้ถูกกดดันให้ปลอมแปลงสถานะ ขอพึ่งพาคฤหาสน์ลู่ แสร้งทำเป็นเสียความทรงจำ ใช้อาวุธเทพสมบัติลับที่มีความพิเศษถึงขีดสุดอำพรางกลิ่นอายและจิตวิญญาณ การกระทำเช่นนี้ถือเป็นความอับอายขั้นสูงสุดสำหรับนาง

ถึงแม้ว่าฮูหยินเฒ่าแห่งคฤหาสน์ลู่จะช่วยเหลือนางด้วยความบังเอิญ แต่ไม่ว่าจะเป็นเพราะความบังเอิญหรือสาเหตุอื่น อย่างไรนางก็ได้รับบุญคุณจากคนอื่นแล้ว

ถ้าหากภายหลังต้องทำให้คนอื่นๆ ลำบากไปด้วย เช่นนั้นจะเป็นการทำคุณบูชาโทษ เรื่องแบบนี้ต่อให้เป็นนางก็รู้สึกรังเกียจเช่นกัน

ดังนั้นตอนที่ได้ยินว่ามีคนไล่ตามมา นางจึงกำหนดเวลาเพื่อเตรียมจากไปอย่างแน่วแน่ทันที

เรือบินกลับถึงเขตจันทราสารท ร่อนลงจอดบนสนามหญ้าว่างเปล่าด้านนอกคฤหาสน์ลู่ ลู่หลันกลับมาแสดงท่าทีอ่อนแออีกครั้ง

ด้านนอกสนามหญ้ามีเด็กสองคนที่รอมานานรีบพุ่งมาหา

“พี่หลันหลัน!” ลู่หนิงทะยานพุ่งเข้าไปในอ้อมอกของลู่หลัน

มู่เจวี๋ยชิ่งที่อยู่ด้านข้างมองภาพนี้อย่างจนปัญญาอยู่บ้าง นับตั้งแต่ลู่หลันมาถึงคฤหาสน์ลู่ ก็ไม่ทราบว่านางสนิทสนิมกับลู่หนิงได้อย่างไร

หรือควรบอกว่า ลู่หนิงชอบลู่หลันฝ่ายเดียว

ระดับความชอบของเขา พอเฉินอวิ๋นซีที่เป็นมารดาของเขารู้เข้าก็ยังอิจฉาเล็กน้อย

ลู่หลันถนัดด้านพิณ หมากล้อม หนังสือ และภาพวาด แถมยังมีพรสวรรค์ด้านการกาพย์กลอนเป็นเลิศ ลู่หนิงที่ตอนแรกไม่ชอบเรียนหนังสือ พอมีนางคอยกำกับดูแล ก็ยอมอดทนอดกลั้นนั่งเรียนหนังสือประวัติศาสตร์และบทกวีอย่างว่าง่าย ทำให้คนในคฤหาสน์ลู่ที่เห็นต้องจุ๊ปากอย่างอัศจรรย์ใจ

“เสี่ยวหนิง ข้าเพียงไปพบบิดาเจ้าเท่านั้น ไม่ใช่ว่าไม่กลับมาเสียหน่อย เจ้าเป็นห่วงอะไรกัน” ลู่หลันกล่าวเสียงอ่อนโยน

“ท่านพ่อ...ก็เพราะไปพบท่านพ่อข้านั่นแหละ ข้าถึงได้เป็นห่วง...” ลู่หนิงอดห่อปากไม่ได้

ลู่หลันสับสนเล็กน้อย แต่ไม่ได้ถามมาก เพียงแค่ถามไถ่ว่าการบ้านของลู่หนิงในวันนี้เป็นอย่างไร

นางมาคฤหาสน์ลู่ได้หนึ่งเดือนกว่าๆ แล้ว ทุกๆ ครั้งที่เห็นลู่หนิงที่ก่อเรื่องทะเลาะวิวาทไปทั่วอย่างคึกคะนอง ก็มักจะนึกถึงเจียเย่เด็กน้อยผู้มีชะตาชีวิตอาภัพผู้นั้น

สมัยเด็กๆ เจียเย่ก็อ้วนและซนแบบนี้เช่นกัน เทียบนิสัยกันแล้ว ทั้งสองคนคล้ายกันอยู่หกเจ็ดส่วน

ทุกๆ ครั้งที่ลู่หลันเห็นลู่หนิง จะอดนึกถึงเด็กน้อยที่จากไปก่อนวัยอันควรผู้นั้นไม่ได้ โดยเฉพาะยามอยู่ตามลำพัง มักเกิดความรู้สึกเหมือนก่อนหน้านี้โดยไม่รู้สึกตัว

“การบ้งการบ้านไม่สำคัญหรอก” ลู่หนิงโบกมือ “เพียงแต่ว่าพี่หลันหลัน ต่อจากนี้ท่านอย่าไปพบท่าพ่อข้าแล้วได้ไหม...ต่อให้ต้องไปก็พยายามอย่าไปบ่อยจะดีกว่า...” เขาพลันผุดสีหน้าร้อนใจขณะกล่าวเสียงเบา

“ทำไมเล่า” ลู่หลันไม่เข้าใจเล็กน้อย

ลู่หนิงทำหน้าเจื่อน “ข้าไม่อยากให้ท่านเกิดเรื่องนี่...” เขาคล้ายนึกถึงอะไร อารมณ์จึงหม่นหมองลง

ลู่หลันงุนงงเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มอย่างอ่อนโยน แล้วยื่นมือไปจับหูอวบของลู่หนิง

“ไม่ต้องห่วง ข้าไม่เป็นไรหรอก” นางเป็นใคร มีสถานะอะไร?! ต่อให้วันนี้ตกต่ำถึงขั้นนี้ อริยะเจ้าธรรมดาๆ คนหนึ่งก็สะกดนางไม่ไหวหรอก!

ความแน่ใจที่นางแสดงออกมาในประโยคนี้พลันทำให้ลู่หนิงคลายใจเล็กน้อย

พวกนางสองคนคุยกันเบามากๆ รอบๆ เองก็มีลมแรง ต่อให้เป็นมู่เจวี๋ยชิ่งที่อยู่ห่างออกไปสิบกว่าหมี่ก็ได้ยินแค่นิดหน่อยเท่านั้น

“จริงสิ...วิชาหายใจที่ข้าถ่ายทอดให้เจ้า เจ้ายังจำได้ไหม” ลู่หลันพลันถามเบาๆ

“อื้อ!” ลู่หนิงรีบพยักหน้า “ยังจำได้ หลังฝึกแล้วรู้สึกว่าร่างกายอุ่นๆ รู้สึกดีมากเลย”

ลู่หลันยิ้มๆ

“ตั้งใจฝึกนะหนิงหนิง อย่าให้ใครรู้เล่า ต่อให้บิดาเจ้าถาม ก็อย่าบอก ทราบหรือไม่ นี่เป็นความลับเล็กๆ ระหว่างพวกเรา เข้าใจไหม”

“ไม่ต้องห่วง ข้าลู่หนิงชายชาติอาชาไนย ในเมื่อพูดแล้วย่อมไม่คืนคำ!” ลู่หนิงตบอกที่มีแต่ไขมันของตัวเอง

ขณะมองลู่หนิงน้อยที่สัตย์ซื่อน่ารัก สีหน้าของลู่หลันก็ฉายแววตกใจแวบหนึ่ง นางยื่นมือไปลูบศีรษะของเด็กชายเบาๆ

ช่างเหมือนจริงๆ...

ดวงตานางพร่ามัวเล็กน้อย หากว่าเจียเย่ยังอยู่ บางที...

ลู่หนิงมองนางอย่างไม่เข้าใจเล็กน้อย พอเห็นลู่หลันไม่ตอบอะไรคล้ายกับกำลังเหม่อ ก็ซุกหัวเข้าไปในอ้อมอกนาง และถูไถกับทรวงอกตั้งตระหง่าน ใบหน้าจ้ำม่ำเต็มไปด้วยความเพลิดเพลิน

“นุ่มกว่าท่านแม่เยอะเลย!” เขาถูไถไปพลางรำพึงไปพลาง

คิก

ลู่หลันอดหัวเราะไม่ได้ ก่อนจะดีดนิ้วใส่หน้าผากเขาอย่างแรง

..............................................

ถึงลู่หนิงจะยังเด็ก แต่ก็เข้าใจเรื่องราวไม่น้อย เขาแตกต่างจากคนอื่นๆ ลู่หลันอยู่กับเขามานาน เด็กน้อยจึงสัมผัสได้ว่าลู่หลันเป็นคนที่มีนิสัยแข็งกร้าวถึงขีดสุด ความอ่อนแอเป็นแค่เปลือกนอกเท่านั้น

ส่วนลู่เซิ่งผู้เป็นบิดาก็เป็นคนที่มีนิสัยแข็งกร้าววางอำนาจเช่นกัน แม้เขาจะไม่ค่อยเข้าใจว่าหากคนแข็งกร้าวสองคนมาเจอกันอาจจะกลายเป็นศัตรูกัน แต่โดยสัญชาตญาณเขาก็ไม่อยากให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น

ดังนั้นเขาจึงขอให้ลู่หลันอย่าไปเจอกับลู่เซิ่งอีก

บางทีลู่หลันอาจนึกไม่ถึงว่า การปลอมแปลงตัวตนที่นึกเอาเองมาโดยตลอดว่าสมบูรณ์แบบจะปรากฏช่องโหว่ต่อหน้าลู่หนิงอย่างไม่รู้ตัว

ทุกคนนั่งรถม้ากลับคฤหาสน์ลู่ แต่ขณะอยู่กลางทาง ลู่หลันในตัวรถพลันตัวสั่นเล็กน้อย คล้ายสัมผัสบางอย่างได้

เร็วขนาดนี้เชียว...!?

ใบหน้านางปรากฏความจนใจและความเหนื่อยล้า

“หนิงหนิง จำคำของข้าก่อนหน้านี้ได้ไหม” อยู่ๆ นางก็เอ่ยถาม

ลู่หนิงไม่เข้าใจ

“ถ้าหากเจ้ามีโอกาส จะลองตามหาข้าดูก็ได้ แต่จงจำไว้ว่า ห้ามบอกวิชาหายใจที่ข้าถ่ายทอดให้เจ้ากับใครเด็ดขาด” ลู่หลันกำชับอีกรอบ ครั้งนี้ใช้การส่งกระแสเสียงทางจิต

ลู่หนิงพยักหน้าอย่างว่าง่าย

ลู่หลันที่นั่งอยู่ในตัวรถยกศีรษะของลู่หนิงขึ้นจากอ้อมอกเบาๆ

“โชคชะตาของพวกเราเป็นสิ่งที่ฟ้ากำหนด อนาคตจะเป็นอย่างไร ไม่มีใครบอกได้ แต่ขอแค่เจ้าพยายาม พี่หลันหลันจะอยู่ข้างเจ้า คอยมองดูเจ้าตลอดไป และจะรอเจ้าอยู่ที่ปลายทางความสำเร็จ...”

ลู่หนิงมองลู่หลันที่อยู่ด้านหน้าตาปริบๆ อย่างคล้ายเข้าใจคล้ายไม่เข้าใจ

“คุณหนู ควรไปได้แล้ว” เสียงบุรุษเริ่มสะท้อนในห้วงสมองของลู่หลัน

ลู่หลันชะงักเล็กน้อย พลันโน้มตัวไปด้านหน้าแล้วจุมพิตหน้าผากของลู่หนิงเบาๆ

“พี่หลันหลัน ท่านจะไปแล้วหรือ” ลู่หนิงพลันเข้าใจสิ่งใด “เพราะมีคนเลวเล่นงานท่านใช่หรือไม่ วางใจเถอะ หนิงหนิงจะปกป้องท่านเอง!” เขายกกำปั้นเล็กขึ้นพลางกล่าวเสียงกังวาน

“ได้สิ...” ดวงตาของลู่หลันฉายแววอ่อนโยน “เช่นนั้นข้าจะรอเสี่ยวหนิงหนิงมาปกป้องหลังจากโตแล้วนะ”

“เอาล่ะ...ลาก่อน...”

นางยื่นมือออกมาหยิกแก้มลู่หนิงเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นร่างก็ค่อยๆ จางลง แล้วหายไปจากตัวรถโดยสิ้นเชิง

ลู่หนิงอึ้งไปสักพัก ก่อนจะร้องไห้ แล้วลุกขึ้นพุ่งออกจากตัวรถ

“พี่หลันหลัน! พี่หลันหลันท่านอยู่ที่ไหน!?”

เขาร่ำไห้

พวกมู่เจวี๋ยชิ่งที่นั่งอยู่ในรถอีกคันเห็นดังนั้นก็งุนงง ไม่เข้าใจโดยสิ้นเชิงว่าเกิดอะไรขึ้น

...

วังมาร สำนักมารกำเนิด

ฟ้าว...

ปราณมารที่ร้อนเร่าและหนักอึ้งพลิกม้วนอยู่ในตำหนักข้างเป็นระยะ

ลู่เซิ่งนั่งอยู่บนบัลลังก์ของวัง พร้อมกับมองคนรายงานข่าวด้านล่างด้วยสีหน้าเย็นชา

“หมายความว่า ลู่หลันเพิ่งจะออกไปจากที่นี่ไม่นาน อยู่ๆ ก็หายตัวไประหว่างทางขากลับ เหมือนกับตอนที่นางปรากฏตัวหรือ”

ศิษย์ที่อยู่ด้านล่างซึ่งทำหน้าที่รายงานก้มหน้าไม่กล้าระบายลมหายใจ

“ขอ...ขอรับ...”

“หว่านเอ๋อร์ เจ้ารู้ไหมว่านี่หมายถึงอะไร” ลู่เซิ่งมองร่างของตวนมู่หว่านที่อยู่ด้านข้าง

ตวนมู่หว่านผุดสีหน้าย่ำแย่ นางย่อมทราบว่านี่หมายถึงอะไร

“คนของพวกเราไม่สามารถตามรอยลู่หลันได้ นอกจากค้นพบความผิดปกติของคลื่นสารกายเล็กๆ ในตัวรถแล้ว ที่เหลือล้วนไม่เจออะไร หากดูจากความเห็นของเหล่ามือดีที่ตามรอยหลังจากคาดเดาร่องรอยแล้ว น่าจะมีคนอีกกลุ่มมาถึงอย่างกะทันหัน แล้วกดดันให้ลู่หลันจำเป็นต้องหายตัวไป”

“ลู่หลันไม่มีทางหายตัวไปอยางไร้สาเหตุ จะต้องมีเหตุผลแน่” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างเย็นชา “สืบต่อไป เรื่องนี้ข้าต้องการคำอธิบายที่สมบูรณ์ ตอนนั้นลู่หนิงลูกชายข้าก็อยู่ในตัวรถด้วย อย่างนั้นการที่ลู่หลันหายตัวไปจากรถอย่างไร้สุ้มไร้เสียงได้ ก็หมายความว่านางมีโอกาสมากที่สุดที่จะหายตัวไปพร้อมกับลู่หนิงได้เช่นกัน ข้ายอมรับการคุกคามและอันตรายแบบนี้ไม่ได้”

“ขอรับ!” พวกระดับสูงแผนกรายงานข้อมูลด้านล่างพากันโค้งเอวขานตอบ

“แยกย้าย” ลู่เซิ่งโบกมือ

พวกระดับสูงค่อยเหมือนปลดภาระหนักอึ้งออกได้ รีบพากันล่าถอยไป

รอคนจากไปและประตูตำหนักปิดลง ลู่เซิ่งก็มองตวนมู่หว่าน

“วังมารต้องถูกคนแทรกซึมแล้วแน่ ที่นี่มีค่ายกลใหญ่ล้อมรอบ การเข้าออกและการแลกเปลี่ยนอากาศล้วนมีเวลาที่แน่นอน นอกจากจะใช้ทักษะที่เหนือกว่าพวกเรามากเกินไป ไม่อย่างนั้นไม่อาจส่งข่าวผ่านค่ายกลออกไปได้” ตวนมู่หว่านกล่าวด้วยสีหน้าไม่สู้ดี “แต่ความเป็นไปได้นี้มีต่ำมาก ค่ายกลใหญ่เป็นทักษะการวิจัยล่าสุดของสำนักพันอาทิตย์ หนำซ้ำเพิ่งสร้างขึ้นมาได้ไม่นาน ทักษะค่ายกลชนิดนี้ยังไม่ได้แพร่หลายนัก การจะเจาะตั้งแต่ด้านนอกถึงด้านในแทบเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นหากหากยืนยันได้ว่าลู่หลันไม่ได้จากไปเอง ก็ต้องเป็นเพราะด้านในวังมารมีคนเปิดเผยข้อมูล หรือก็หมายความว่ามีไส้ศึก!”

“ตรวจสอบเสีย” มือของลู่เซิ่งซึ่งจับที่วางแขนกำแน่นเล็กน้อย “สำนักมารกำเนิดขยายเร็วเกินไป สมาชิกจึงผสมปนเป จะมีไส้ศึกบ้างก็ไม่แปลก ข้าขอไปหาลู่หนิงก่อน”

“เจ้าค่ะ” ตวนมู่หว่านพยักหน้าอย่างจริงจัง

ลู่เซิ่งลุกขึ้นเดินออกจากตำหนักใหญ่ ศิษย์ที่อยู่สองด้านของประตูพากันโค้งตัว

เขาทอดตามองไป ด้านนอกตำหนักมีศิษย์หัวกะทิหลายสิบคนกระจายกำลังกันอยู่ ทั้งยังเห็นอักขระสีแดงกระพริบบนกำแพงระหว่างหอตำหนักพลับพลาศาลาได้ลางๆ

‘ไม่ได้เคลื่อนไหวมานาน นึกว่าข้าจะยอมจำศีล ปล่อยให้คนข่มเหงจริงๆ หรือ อยากจะเห็นเหมือนกันว่าพวกเจ้าเอาชีวิตคนมาทิ้งได้เท่าไหร่’ ลู่เซิ่งเค้นเสียงคำหนึ่ง จากนั้นก็มีเมฆขาวระเหยขึ้นใต้เท้า ก่อนจะทยานขึ้นฟ้าแล้วบินไปยังเขตจันทราสารท

...

คฤหาสน์ลู่

บรรยากาศในคฤหาสน์หนักอึ้ง หลังจากข้ารับใช้และหญิงรับใช้แทบทั้งหมดได้ทราบข่าวการกลับมาของนายท่านใหญ่ ต่างก็ไม่กล้าระบายลมหายใจออกแรง

นายท่านใหญ่ก็คือลู่เซิ่ง ตอนนี้คือประมุขตระกูลลู่ และเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในเขตจันทราสารทหรือในแคว้นทั้งแคว้น

นั่นคือผู้ยิ่งใหญ่ที่สามารถพูดคุยกับระดับสูงของสามสำนักอย่างสนุกสนาน ทุกคำพูดและทุกการกระทำล้วนส่งผลต่อความเป็นความตายของคนนับไม่ถ้วน

ไม่อนุญาตให้ใครพลั้งเผลอ

ในห้องหนังสือ ณ เวลานี้

“ท่านพ่อ ท่านช่วยพี่หลันหลัน ช่วยพี่หลันหลันด้วย! นางเป็นคนดี ขอร้องล่ะขอรับ!”

ในคฤหาสน์ลู่ ลู่หนิงกอดขากางเกงของลู่เซิ่งพร้อมกับร้องคร่ำครวญเสียดัง

ลู่เซิ่งมองพวกมู่เจวี๋ยชิ่งในคฤหาสน์ และเฉินอวิ๋นซีที่รีบรุดมา รวมถึงพวกมารดาอวี้ที่ทันแค่สวมใส่เสื้อตัวบางเท่านั้น ก่อนจะค่อยกระจ่างในใจ

การหายตัวไปของลู่หลัน นอกจากจะสร้างความตกใจให้แก่คนในคฤหาสน์ลู่เล็กน้อยแล้ว ก็ไม่มีปัญหาอะไรอีก

“ถึงแม้ว่าจะอยู่กับเด็กน้อยหลันหลันไม่นาน แต่ข้ามองออกว่านางมีจิตใจดี แบ่งแยกบุญคุณความแค้นชัดเจน ถ้าหากเจ้าเซิ่งทำได้โดยไม่ส่งผลต่อสถานการณ์รอบๆ ตัว ก็ช่วยนางสักครั้งหนึ่งเถอะ”

มารดาอวี้ช่วยลู่หนิงกล่าว

“นางเป็นคนที่มีชะตาอาภัพคนหนึ่ง” นางกล่าวอย่างเสียดายเล็กน้อย

“ความเห็นของสตรี!” ลู่เฉวียนอันกลับแค่นเสียง “เจ้าเซิ่งมีการตัดสินใจของตัวเอง พวกเจ้าจะออกความเห็นไปทำไม สตรีนางนั้นจู่ๆ ก็หายตัวไปอย่างกะทันหัน จะต้องมีเลศนัยอยู่เบื้องหลังแน่ คงไม่ตื้นเขินเหมือนอย่างที่เห็นภายนอกหรอก”

ลู่เฉวียนอันยืนอยู่ข้างลู่เซิ่งยามอยู่ในตระกูลเสมอ พอเขาออกปาก คนที่เหลือก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก

กลับเป็นลู่อันผิงท่านลุงใหญ่ที่ลูบหนวดเคราพลางส่ายหน้าน้อยๆ คนแก่มากประสบการณ์อย่างเขา แค่ดูท่าทางของลู่เซิ่งก็รู้แล้วว่าหลานผู้นี้กำหนดแผนการไว้แล้ว ความเห็นของคนนอกยากจะเปลี่ยนแปลง ดังนั้นจึงไม่พูดอะไร

“สตรีนางนั้นมีความเป็นมาไม่ชัดเจน เบื้องลึกเบื้องหลังไม่ตื้นเขิน ไม่ได้รวบรัดอย่างที่เห็นหรอก” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างราบเรียบ

พอกล่าวคำพูดนี้ออกไป เขาก็เห็นสีหน้าของลู่หนิงผู้เป็นลูกชายหม่นหมองในพริบตา

ลู่หนิงเฉลียวฉลาดแต่เด็ก ย่อมเข้าใจเจตนาในคำพูดนี้ออก

“แต่ในเมื่อหนิงเอ๋อร์ออกปากขอให้ข้าช่วยด้วยตัวเอง ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเห็นแก่หน้าเหมือนกัน” ลู่เซิ่งเปลี่ยนไปพูดอีกอย่าง พลันทำให้ลู่หนิงยิ้มหน้าบาน

“เจ้าเซิ่ง...คงไม่ทำลายแผนการใหญ่ของเจ้ากระมัง” ลู่เฉวียนอันถามอย่างกระสับกระส่ายเล็กน้อย

“ไม่เป็นไรขอรับ คนที่ทำลายแผนการของข้าได้ในโลกใบนี้ มีอยู่ไม่เยอะแล้ว” ลู่เซิ่งตอบด้วยรอยยิ้ม

ครั้นกล่าวคำพูดนี้ออกไป ทุกคนล้วนอึ้งไปเล็กน้อย ความนัยส่วนหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในวาจานี้ของประมุขตระกูลทำให้คนอดนึกเชื่อมโยงไปยังเรื่องอื่นๆ ไม่ได้

ลู่เซิ่งลูบตราประทับสีแดงอ่อนบนหน้าผากของลู่หนิงเบาๆ ขณะที่พูด ตราประทับนั้นคล้ายเป็นรอยจุมพิต และคล้ายกับรอยแยก

ถ้าหากเป็นอริยะเจ้าทั่วไป คงสัมผัสความน่าอัศจรรย์ในร่องรอยนี้ไม่ได้จริงๆ แต่เขานั้นแตกต่าง จิตวิญญาณของเขาไปถึงระดับเทวปัญญาแล้ว ทั้งยังเป็นระดับสูงสุดในหมู่เทวปัญญาด้วย

ด้วยความปราดเปรียวของเขา เหตุใดจะสัมผัสปัญหาไม่ได้ แถมยังมีกลิ่นอายพิสดารเล็กๆ ที่แผ่กระจายในร่างของลู่หนิงด้วย

กลิ่นอายนี้แตกต่างจากวิชาใดๆ ที่เขาเคยเห็นมาโดยสิ้นเชิง

...

“ทลายปฐพี!”

ดาบฟันฟืนขนาดยักษ์สีเหลืองอ่อนหลายสายทับซ้อนกันเป็นชั้นๆ สุดท้ายกลายเป็นหนึ่งในพริบตาเดียว แล้วฟันใส่ป่าและภูเขาที่เชื่อมต่อกันเป็นลูกคลื่น

ตูม!

เกิดเสียงดังสนั่น ป่าและภูเขาถูกฟันเป็นรอยดาบที่น่าสะพรึงกลัวยาวหลายร้อยหมี่ ลึกสิบกว่าหมี่ทั้งอย่างนั้น

รอยดาบห่างจากรองเท้ายาวของลู่หลันเพียงแค่สิบกว่าหลีหมี่เท่านั้น

ขาดอีกก้าวเดียว ขอแค่นางก้าวไปด้านหน้าอีกก้าวเดียว ก็จะถูกฟันกลายเป็นเนื้อสับนับไม่ถ้วนเหมือนกับรอยดาบบนหุบเหวนี้ในพริบตา

ลู่หลันหน้าเขียวคล้ำ ด้านหลังมีชายชราเคราขาวมัดผ้าโพกหัวสีดำคนหนึ่งไล่ตาม สองฝ่ายจับจ้องมองเขม็งไปยังเงาคนสูงใหญ่สายหนึ่งที่เดินออกมาจากด้านหน้าไม่ไกลออกไป

“ไม่เจอกันนาน ฝ่าบาทหวงเฝยสบายดีหรือไม่ ฮ่าๆๆๆ!” เงาร่างกำยำสายหนึ่งค่อยๆ เดินออกมาจากละอองทราย คนผู้นี้สวมเกราะสีเหลืองอ่อน เผยร่างกายออกมาด้านนอกครึ่งหนึ่ง ทำให้เห็นเค้าโครงกล้ามเนื้อที่บิดเบี้ยวน่ากลัว มือขวาถือดาบฟันฟืนขนาดยักษ์ที่มีอักขระสีเหลืองกะพริบอยู่เล่มหนึ่ง

เขาเป็นคนฟันดาบเมื่อครู่ออกมา

“เต๋อหลิน...เจ้าเร็วขนาดนี้ได้อย่างไร?!” ชายชราด้านหลังลู่หลันผุดสีหน้าเหยเก “ร่องรอยของหวงเฟยเป็นสิ่งที่ถูกรักษาเป็นความลับ ทำไมเจ้าถึงได้...”

“เจ้าแก่แล้ว ติงอู่เซิง” ชายกำยำเต๋อหลินหัวเราะลั่น “ใต้หล้านี้ไม่มีร่องรอยของใครที่รักษาเป็นความลับได้หรอก”

เสียงเพิ่งขาดลง ด้านหลังลู่หลันก็มีเงาคนสูงชะลูดสองสายเดินออกมาอีก คนหนึ่งสวมหน้ากากสีขาวตัดดำเหมือนกับที่ใช้ในการแสดงงิ้วปักกิ่ง

อีกคนมีศีรษะเป็นเสือร่างเป็นมนุษย์ สวมเกราะงามสีดำ เป็นมหาปีศาจเผ่าปีศาจ

“ลู่เฟิงโฉว...หู่จิ้น...!” ตางามของลู่หลันฉายแววดุร้าย “สามารถขอให้ผู้สักการะทั้งสามมุ่งหน้ามาได้ ต้องชื่นชมตระกูลไอจริงๆ”

โลกใบนี้มีอริยะเจ้าอยู่แค่ไม่กี่คน ลู่หลันย่อมจดจำอริยะเจ้าที่อยู่ในราชวงศ์ได้หมด

สามารถเข้าร่วมกับราชวงศ์ กลายเป็นผู้สักการะได้ พลังและไพ่ตายย่อมเหนือกว่าคนอื่นๆ เท่าหนึ่ง ทั้งยังถือเป็นยอดฝีมือในหมู่อริยะเจ้าเช่นกัน

ผู้ที่แข็งแกร่งเช่นนี้กลับได้รับการเกลี้ยกล่อมให้มาปิดล้อมนางพร้อมกันถึงสามคน เห็นได้ว่าคนผู้นั้นต้องการฆ่านางให้นางตายแน่นอน

“หากพระองค์ไม่ตาย ใต้เท้าก็ยากสงบใจ ต้องขอประทานอภัยด้วย” หู่จิ้นมนุษย์เสือกล่าวเสียงขรึม

ดวงตาของลู่หลันฉายแววสิ้นหวัง อาวุธเทพเคลื่อนย้ายในพริบตายังอยู่ในช่วงฟื้นฟู จึงใช้ไม่ได้ ส่วนความสามารถรักษาชีวิตที่เหลือ ภายใต้การรุมโจมตีของอริยะเจ้าสักการะสามคน ก็ได้แต่เป็นตั๊กแตนขวางรถเท่านั้น

ตัวนางอาศัยวิชาลับและสมบัติลับ อย่างมากสุดก็ฝืนฟื้นฟูพลังได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็ยังไร้ประโยชน์อยู่ดี

“พวกเจ้าอย่าลืมว่าที่นี่เป็นอาณาเขตของสำนักพันอาทิตย์!” 

“คนของสำนักพันอาทิตย์ยอมประนีประนอมแล้ว คนรู้หน้าที่คือยอดคน ฝ่าบาท ท่านควรจะ...” เต๋อหลินกล่าวพลางส่ายหน้า

สวบ!

ทันใดนั้นเต๋อหลินสีหน้าเปลี่ยนแปลง ยกมือกุมอก เหงื่อกาฬไหลหลั่งออกมาจากหน้าผาก เกือบจะทรงตัวไม่อยู่

ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น หู่จิ้นกับลู่เฟิงโฉวก็กุมอก สีหน้ากลายเป็นซีดขาวในเวลาแทบพร้อมกันเช่นกัน

“ผู้ใด!?” เต๋อหลินมองไปยังส่วนลึกของทะเลป่าที่อยู่ไกลออกไปอย่างฉับพลัน

ความหวาดกลัวเมื่อครู่...ส่งมาจากด้านนั้น

ไกลออกไป ทั้งสามมองไปยังทิศทางนั้น แต่ว่าตรงนั้นนอกจากสีเขียวเข้มแล้ว ก็มองไม่เห็นอะไรอีก

“คนในราชวงศ์จากอินตูคิดทำอะไร ก่อนที่ใต้เท้าจะสอดมือ ต้องพิจารณาผลลัพธ์ให้ดี”

“ในเมื่อข้าตัดสินใจคิดลงมือ ย่อมไม่เหลือผลลัพธ์อะไรไว้”

เสียงบุรุษที่เย็นชาเสียงหนึ่งดังมาช้าๆ

พวกลู่หลันได้ยินดังนั้น ม่านตาพลันหดตัว

“เสียงนี้มัน...”

..............................................

ท่ามกลางสายลมเย็นเยียบมีควันดำแทรกอยู่หลายสาย

ป่าเขาทั้งผืนเหมือนกับมีละอองน้ำลอยขึ้นจากพื้น หมอกสีดำกับไอน้ำสีขาวผสมกันจนขมุกขมัว คล้ายว่าแม้แต่อุณหภูมิก็สูงขึ้นด้วย

ลู่หลันถอยหลังไปก้าวหนึ่ง มือคล้ายถือสิ่งใดเอาไว้ ดวงตากลับมองไปยังป่าเขาที่อยู่เลยไปด้านหลัง

ไม่ใช่แค่นางเท่านั้น หู่จิ้น ลู่เฟิงโฉว และเต๋อหลินต่างก็จ้องมองทิศทางเดียวกันนี้ด้วยสายตาอึมครึมเช่นกัน

“ดูเหมือนจะเป็นลู่เซิ่งเจ้าสำนักลู่!” ชายชราด้านหลังลู่หลันอดบอกสถานะของผู้มาไม่ได้

“ไป!”

ทันใดนั้นลู่หลันเขวี้ยงแสงสีน้ำเงินจุดหนึ่งออกไป จากนั้นแสงก็ระเบิดออก

แสงสีน้ำเงินพุ่งกระจายออกไป ปล่อยเส้นสีน้ำเงินนับไม่ถ้วนออกมา พริบตาเดียวก็ยึดครองพื้นที่รัศมีหลายสิบหมี่เอาไว้

เส้นสีน้ำเงินคงอยู่พริบตาเดียว ก่อนจะจางหาย แล้วสลายไป

รอจนเส้นสีน้ำเงินสลาย พวกลู่หลันก็หายไปแล้ว

“หนีไม่รอดหรอก!” เต๋อหลินหัวเราะเสียงเย็นพร้อมกับสะบัดแขนเสื้อ มีคันฉ่องหยกทรงรีที่งดงามใบหนึ่งกลิ้งออกมา ด้านบนแสดงจุดสองจุดอย่างชัดเจน จุดหนึ่งเป็นตำแหน่งของพวกเขา อีกจุดเป็นตำแหน่งของลู่หลัน

“ห่างไปทางเหนือสิบลี้! ตาม!” เต๋อหลินตวาด ทะยานร่างขึ้น แล้วหมุนตัวบินไปยังทิศเหนือ

อีกสองคนที่เหลือไม่ทันคิดมากความ ทะยานร่างบินตามเขาไปถึงกลางอากาศเช่นกัน ทั้งสามคนกลายเป็นจุดแสงสามสายข้ามผ่านระยะทางหลายร้อยหมี่ในพริบตาเดียว

ลู่เซิ่งยืนเอามือไพล่หลังอยู่กลางป่าเขา มองดูอริยะเจ้าสามคนที่ออกห่างไปไกล

เขายื่นมือขวาออกมาช้าๆ ก้อนน้ำแวววาวสีน้ำเงินเข้มสามกลุ่มลอยฉวัดเฉวียนไปมากลางฝ่ามือ

“ในเมื่อมาแล้ว ก็จงอยู่นี่ให้หมดเถอะ”

พรึ่บ!

ก้อนน้ำสามกลุ่มลืมตาสามข้างขึ้นพร้อมกัน

...

เต๋อหลินรู้สึกร่างกายหยุดชะงัก ตอนแรกเขานึกว่าถูกคนลึกลับเมื่อครู่ชิงสภาวะ ทำให้ร่างกายและเส้นประสาทเป็นอัมพาตชั่วคราว แต่ไม่นานเขาก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ

เพราะไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น พวกหู่จิ้นที่อยู่ด้านข้างก็หยุดนิ่งกลางอากาศในพริบตาเหมือนกัน

“พลังนี้...!?” เต๋อหลินคิดตะโกน แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ส่งเสียงไม่ออก

พลังงานที่ยิ่งใหญ่หากแต่สงบนิ่ง ค่อยๆ ห่อหุ้มพวกเขาสามคนเอาไว้ แล้วกระชากดึงลงไปบนพื้น

เต๋อหลินเห็นพวกหู่จิ้นแสดงสีหน้าแตกตื่นและร้อนรนออกมาในเวลาเดียวกัน

การบินด้วยความเร็วสูงของทั้งสามคนถูกหยุดเอาไว้ พึงทราบไว้ว่าพวกเขาสามคนเป็นอริยะเจ้าระดับดาวหยก ต่อให้เป็นอริยะเจ้าเทวปัญญา ก็ไม่มีทางหยุดพวกเขาได้นานขนาดนี้

ไม่นาน พอทั้งสามตกถึงพื้น บุรุษร่างสูงใหญ่กำยำคนหนึ่งก็ค่อยๆ เข้าสู่ทัศนวิสัยของพวกเขา

“ลู่เซิ่ง!? เจ้านี่เอง...เป็นไปได้อย่างไรกัน!?” เต๋อหลินพลันส่งเสียง

ก่อนที่จะมาพวกเขาได้ตรวจสอบสถานการณ์ของที่นี่แล้ว สำนักพันอาทิตย์มีแค่อริยะเจ้าคนเดียวคอยดูแลที่นี่ หรือก็คือลู่เซิ่งที่เพิ่งเลื่อนเป็นอริยะเจ้าได้ไม่นาน แต่ว่าคนผู้นี้เพิ่งเลื่อนระดับมา การวินิจฉัยช่วงแรกอย่างมากสุดก็เป็นระดับใบไม้ทองคำ ไม่มีทางมาถึงระดับในตอนนี้ได้

อีกสองคนแสดงสีหน้าประหลาดใจเช่นกัน มาถึงเวลานี้ ความจริงพวกเขาสังหรณ์ไม่ดีบ้างแล้ว คล้ายกับครั้งนี้ดันมาเหยียบใส่กับระเบิดเข้าจริงๆ

ทันใดนั้นหู่จิ้นก็สังเกตเห็นตราประทับเทวลักษณ์วารีลี้ลับที่เปล่งแสงบนหลังมือ กับก้อนน้ำพิสดารสามก้อนที่ลอยอยู่กลางฝ่ามือของลู่เซิ่ง

“นั่นมัน...!?”

“ไป!” เต๋อหลินตวาด แล้วดิ้นหลุดจากพันธนาการไร้รูปร่าง แสงสีแดงห่อหุ้มทั่วตัว ก่อนจะพุ่งไปยังที่ไกลทันที

ทางหู่จิ้นก็พลิกมือโยนกระบี่ลงอักขระออกไป ปล่อยให้มันระเบิดตัวเองกลายเป็นกระบี่ลงอักขระสีขาวอมเทาเหมือนกับกระแสน้ำพุ่งใส่ลู่เซิ่ง

ส่วนลู่เฟิงโฉวท่องคาถา แล้วสลัดพันธนาการอย่างแรง พร้อมกับหยิบมีดออกมาเฉือนข้อมือของตัวเอง

เลือดสาดกระจาย ตัวเขาค่อยๆ กลายเป็นเงาเลือด ก่อนจะจางหายไป

อริยะเจ้าดาวหยกสามคนย่อมไม่เสียชื่อ ต่างใช้ความสามารถและไพ่ตายในพริบตา เพื่อระเบิดพลังทำลายล้างและความสามารถในการหลบหนี แค่ดูปริมาณจิตวิญญาณที่เสียไปก็เหนือกว่าระดับดาวหยกไปมากโขจนสูงถึงระดับเทวปัญญาแล้ว

ความสามารถของทั้งสามคนที่ใช้ในพริบตานี้เร็วกว่าผู้ถืออาวุธธรรมดาไม่ทราบกี่เท่า จากความลังเลละล้าละลังในตอนแรก จนตัดสินได้ว่าสถานการณ์เลวร้ายมาก สุดท้ายก็หมุนตัวหลบหนี ใช้เวลาทั้งหมดไม่เกินหนึ่งวินาที

ความเร็วตอบสนองเช่นนี้สุดที่ยอดฝีมือทั่วไปจะไล่ตามทัน

น่าเสียดายที่ลู่เซิ่งไม่ใช่ยอดฝีมือธรรมดาเช่นกัน

ตูม ตูม ตูม!

ดวงตาแห่งเก๋อซังน่าสามดวงระเบิดออกพร้อมกัน

แทบจะในเวลาเดียวกัน หลังจากเกิดเสียงระเบิดเงาคนสามสายร่วงตกจากกลางอากาศลงมาบนพื้น ต่างก็กระอักเลือด สีหน้าซีดขาวในบัดดล

ลู่เซิ่งสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า จิตวิญญาณของทั้งสามกำลังปั่นป่วนอย่างรุนแรง ก่อนจะอ่อนแรงลงอย่างรวดเร็ว

แสดงให้เห็นชัดว่าดวงตาแห่งเก๋อซังน่ามีผลลัพธ์พิเศษในต้าอิน วิชาลับที่ส่งผลแค่จิตวิญญาณชนิดนี้เหมือนกับมีอยู่เพื่อเขา ด้วยปริมาณจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ของเขา แค่แบ่งออกมาโจมตีส่วนหนึ่งเป็นการหยั่งเชิง ก็ทำให้อริยะเจ้าดาวหยกสามคนได้รับบาดเจ็บสาหัสในพริบตาได้แล้ว

ถ้าหากว่าใช้อานุภาพระดับนี้กับผู้ถืออาวุธทั่วไป หรือยอดฝีมือปฐพีกำเนิดธรรมดา เกรงว่าจะมีอานุภาพน่ากลัวยิ่งกว่า

“มังกรทะยานคุมพิรุณ!”

แม้จะได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่เต๋อหลินยังคงไม่ยอมแพ้ อ้าปากแลบลิ้นออกมา ลิ้นของเขาขยายใหญ่ด้วยความเร็วสูง ก่อนจะเปลี่ยนรูปร่างกลายเป็นมังกรสีแดงชาดตัวหนึ่ง ส่งเสียงคำรามและขย้ำเข้าหาลู่เซิ่งอย่างดุร้าย

“วงแหวนหยก! ไป!” หู่จิ้นใช้อาวุธเทพของตัวเอง วงแหวนสีเหลืองเข้มปรากฏขึ้นด้านหน้า มันหมุนติ้วๆ กลางอากาศรอบหนึ่ง รอบๆ มีแสงสีขาวสว่างขึ้น ก่อนจะพุ่งใส่ลู่เซิ่งเช่นกัน

สุดท้ายลู่เฟิงโฉวกลับระเบิดร่างกลายเป็นแสงสีดำ แล้วพุ่งไปยังที่ไกล ถึงกับยังคิดจะหนีจากเงื้อมมือของลู่เซิ่งอยู่อีก

ในฐานะอริยะเจ้า ไม่ใช่แค่มีจิตวิญญาณยิ่งใหญ่ถึงขีดสุดเท่านั้น แม้แต่กายเนื้อก็ได้รับการฝึกฝนมานับพันนับร้อยครั้งเช่นกัน ถึงจะน่ากลัวไม่เท่าลู่เซิ่ง แต่คุณสมบัติกับความสามารถในการคืนชีพของผู้ถืออาวุธทั่วไป ได้ไปถึงขั้นเหนือจินตนาการแล้ว

อริยะเจ้าดาวหยกสามคนสามารถเป็นตัวทดลองผลลัพธ์ของสิ่งที่ลู่เซิ่งเพิ่งได้มาเมื่อไม่นานมานี้ได้พอดิบพอดี

ลู่เซิ่งยื่นมือซ้ายออกไปแตะใส่ศีรษะมังกรสีแดงของเต๋อหลินเบาๆ ขณะเดียวกันก็ปัดวงแหวนหยกสีเหลืองเข้มที่บินมาด้านข้างอย่างแผ่วเบาเช่นกัน

เปรี้ยง!

ทั้งสองสิ่งถูกพละกำลังทางกายเนื้ออันน่าสะพรึงกลัวของลู่เซิ่งกดดันกลับไป

เขาจึงค่อยสังเกตเห็นว่า อาวุธเทพของเต๋อหลินเป็นหมุดชิ้นหนึ่งที่เจาะอยู่บนลิ้น ส่วนอาวุธเทพของหู่จิ้นเป็นวงแหวนหยกที่ถูกเขากระแทกลอยไป

เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าวงแหวนได้ระเบิดพลังที่ยิ่งใหญ่เป็นสามเท่ากว่าๆ ของก่อนหน้าออกมาในทันทีที่แตะกับฝ่ามือของเขา

บางทีอริยะเจ้าทั่วไปอาจถูกมันที่เพิ่มพลังอย่างกะทันหันเล่นงานจนมือไม้ปั่นป่วน แต่กลับไร้ความหมายต่อลู่เซิ่งโดยสิ้นเชิง

แค่พละกำลังทางกายเนื้อ เขาก็เหนือกว่าทุกคนในสามคนนี้หลายสิบเท่าแล้ว นี่เป็นความแตกต่างของผู้ใหญ่กับเด็กชัดๆ

และแม้ว่าอาวุธเทพของทั้งสามจะต่างมีความสามารถพิเศษ แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่ใช้พึ่งพาเวลาต่อสู้ นอกจากกายเนื้อแล้ว ก็คือจิตวิญญาณและทักษะ

ความสามารถในอาวุธเทพของเต๋อหลินคือการควบคุมกายเนื้อของตัวเอง เขาทำให้กายเนื้อของตัวเองเปลี่ยนไปเป็นแบบไหนก็ได้ และยังควบคุมเลือดในตัวคู่ต่อสู้ได้ในพริบตาที่สัมผัสอีกฝ่ายด้วย

แต่เนื่องจากความแตกต่างอันมหาศาลด้านจิตวิญญาณ อย่างมากสุดเขาจึงได้แต่ส่งผลกระทบต่อระบบไหลเวียนโลหิตของลู่เซิ่งแค่เล็กน้อยเท่านั้น

ลู่เฟิงโฉวหมุนตัวหลบหนี แต่ไม่นานก็กลับมาเข้าร่วมการรุมโจมตีลู่เซิ่งใหม่ อาวุธเทพของเขาคือกระบี่ที่มีเปลวไฟลุกไหม้ ซึ่งแม้มองดูธรรมดามาก แต่ในเปลวไฟนั้นมีสีทองจุดหนึ่งโดดออกมา มันมีผลกดข่มปราณมารและความมืด สิ่งที่เขาฝึกฝนเป็นหลักคือทักษะกระบี่ หรือก็คือการใช้วิชากระบี่ออกอย่างต่อเนื่อง

ส่วนของหู่จิ้นคือวิชาหมัด วงแหวนหยกอาวุธเทพของเขาเป็นเหมือนกับผู้ช่วย คอยช่วยเหลืออยู่ด้านข้าง เหมือนกับสหายสองคนลงมือพร้อมกัน

ลู่เซิ่งรักษาสภาพกายเนื้อไว้ แม้ถูกสามคนรุมโจมตีก็ไม่สับสนแม้แต่น้อย

วรยุทธ์ของอริยะเจ้าสามคนไปถึงขั้นใช้งานได้จริงที่ไม่อาจเพิ่มหรือลดได้อีกแล้ว แถมยังไม่มีลูกเล่นแพรวพราว ทุกสิ่งทุกอย่างมีหน้าที่สังหารศัตรูเท่านั้น

ลู่เซิ่งสัมผัสวิธีการ พลัง และความเร็วที่ทั้งสามใช้ลงมืออย่างละเอียด

เมื่อมาถึงระดับอริยะเจ้า โดยเฉพาะอริยะเจ้าระดับดาวหยก สถานการณ์ก็จะแตกต่างจากผู้ถืออาวุธที่อาศัยอาวุธเทพเป็นหลัก ทั้งสามคนเหมือนกับใช้อาวุธเทพเป็นอาวุธธรรมดามากกว่า แต่จะใช้พลังของตนเองเป็นหลัก แล้วใช้อาวุธเทพเพิ่มพลัง ขณะเดียวกันก็ใช้กฎเกณฑ์หลักหรือความสามารถของอาวุธเทพเป็นตัวสนับสนุน

ความสามารถฟื้นคืนชีพอันน่าสะพรึง คุณสมบัติกายเนื้อที่แข็งแกร่งกว่าผู้ถืออาวุธ การควบคุมความสามารถของอาวุธเทพอย่างสมบูรณ์แบบ วรยุทธ์อันสมบูรณ์ที่ผ่านการฝึกฝนมานับร้อยนับพันครั้ง และวิชาลับอันเหี้ยมหาญน่าอัศจรรย์หลากหลายที่รับสืบทอดมาหลายปีอีก

ความแข็งแกร่งของอริยะเจ้าดาวหยกทำให้ลู่เซิ่งได้เปิดโลก

เขาไม่ได้สู้กับอริยะเจ้าบ่อยนัก ครั้งนี้กลับได้สู้พร้อมกันถึงสามคน สามารถชดเชยความเข้าใจต่อวิธีการต่อสู้ในระดับอริยะเจ้าของเขาได้อย่างใหญ่หลวงพอดี

ขอแค่ไม่ใช่วิชาลับอย่างการทำลายจิตวิญญาณ ต่อให้อริยะเจ้าสามคนถูกทุบศีรษะจนแหลก ก็ยังลงมืออย่างบ้าคลั่งได้ต่อไปเหมือนไม่เป็นอะไร

มีครั้งหนึ่งลู่เซิ่งทดลองใช้พลังอันมหาศาลสับร่างครึ่งท่อนของหู่จิ้นเป็นหมูบะช่อ

แต่เพราะการสนับสนุนจากจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ ทั้งยังมีอาวุธเทพคอยป้อนสารกายให้เพื่อฟื้นฟูกายเนื้อ หู่จิ้นใช้เวลาสามอึดใจก็รักษาอาการบาดเจ็บได้ทั้งหมดแล้ว แถมความเร็วในการคืนชีพ แม้แต่ลู่เซิ่งก็ยังรู้ตัวว่าสู้ไม่ได้อีก

หลังจากมาถึงขอบเขตอริยะเจ้าระดับดาวหยก นอกจากการทำลายจิตวิญญาณ หรือการทำลายกายเนื้อทิ้งทั้งหมดแล้ว การดำรงอยู่ระดับนี้สามารถคืนชีพกายเนื้อได้อย่างง่ายดาย พวกเขาไปถึงขอบเขตอมตะอันแปลกพิสดารในความหมายหนึ่งเรียบร้อยแล้ว

ลู่เซิ่งเข้าใจบ้างแล้วว่า ทำไมในประวัติศาสตร์จึงมีการบันทึกว่าหากอริยะเจ้าสู้กัน ฟ้าจะถล่มดินจะทลาย แถมยังกินเวลานาน เวลาแค่หลายวันหลายคืนเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ ยังมีระยะเวลาหลายเดือนหลายปีด้วย

เมื่อมาถึงขั้นนี้ ถ้าหากไม่มีความสามารถทำลายจิตวิญญาณกับอาวุธเทพที่ทรงอานุภาพและมีความพิเศษ วิธีการเพียงหนึ่งเดียวคือการผลาญพลังกันและกัน

การทำลายจิตวิญญาณทั่วไป สำหรับอริยะเจ้าระดับดาวหยก ไม่ถือว่าเป็นอาการบาดเจ็บหนักหนาอะไรอีกแล้ว

มิหนำซ้ำสามคนนี้ยังแข็งแกร่งยิ่งกว่าสวีฉีที่ลู่เซิ่งเคยสู้ด้วยเมื่อตอนนั้นเสียอีก พวกเขามีวิชาพิสดารมากมายนับไม่ถ้วน มีหลายครั้งที่การโจมตีถูกลดอานุภาพลงไม่น้อยเหมือนกับปลาไหลที่ลื่นจนจับไม่อยู่

แถมบนตัวยังมีสมบัติลับไม่น้อยที่ป้องกันจุดตายและเปลี่ยนสภาวะการโจมตีได้ ทำให้สู้ยากถึงขีดสุด

การต่อสู้ของทั้งสี่คนกลับไม่ได้รุนแรงเท่าตอนที่เต๋อหลินฟันดาบลงเมื่อก่อนหน้านี้ ทุกคนต่างก็รวมเอาอานุภาพทั้งหมดไว้ในอาณาเขตเล็กๆ ระหว่างพลังกับพลังนอกจากจะถูกเบี่ยงเบนจนเฉออกไปเป็นบางครั้งแล้ว ก็แทบเหมือนกับยอดฝีมือสี่คนในยุทธภพกำลังเข่นฆ่ากันอยู่โดยสิ้นเชิง

ลู่เซิ่งใช้ฝ่ามือสองข้างป้องกันสภาวะโจมตีดุจกระแสน้ำที่มาจากสามทิศทางดุจสายฟ้าแลบ เขาวูบไหวร่างไปบนล่างซ้ายขวา ราวกับเคลื่อนที่ในพริบตาในอาณาเขตเล็กๆ ทุกการโจมตีล้วนเร็วสุดขีด พละกำลังก็เหนือกว่าจินตนาการของทั้งสามคนเช่นกัน

ต่อให้ทั้งสามคนร่วมมือกัน ก็ถูกลู่เซิ่งโจมตีจนแตกพ่ายอยู่หลายครั้ง ทั้งสามค่อยๆ เรียนรู้แล้วว่า ได้แต่ลงมือจากด้านข้าง ไม่อาจปะทะซึ่งหน้ากับลู่เซิ่ง

“เจ้าสำนักลู่มีพลังเหี้ยมหาญ ข้าผู้แซ่เต๋อเลื่อมใส! แต่พวกเราสามคนได้รับหน้าที่สำคัญจากราชวงศ์ เดินทางมาจากอินตู แม้เจ้าสำนักลู่จะมีพลังแข็งแกร่ง แต่ก็ต้องคิดด้วยว่าสามารถรับเพลิงโทสะของเจ้าแห่งอาวุธหยินสุดขั้วได้หรือไม่” เต๋อหลินเคลื่อนร่างดุจสายฟ้า ใช้วิชาดาบยาวบนมือที่ประณีตซับซ้อนอย่างต่อเนื่องเพื่อต้านพละกำลังอันน่ากลัวที่ลู่เซิ่งส่งมาอย่างชาญฉลาด

ขณะเดียวกันเขาก็เริ่มร้อนใจเช่นกัน ถูกลู่เซิ่งถ่วงเวลาขนาดนี้ เกิดว่าหวงเฟยหนีไปได้ ภารกิจครั้งนี้จะลำบากอย่างแท้จริงแล้ว

..............................................

“เจ้าแห่งอาวุธหยินสุดขั้วหรือ” ลู่เซิ่งกระแทกฝ่ามือใส่ลู่เฟิงโฉวออกไป ก่อนจะพลิกมือจี้นิ้วใส่หมัดขวาของหู่จิ้นที่ต่อยมา

เปรี้ยงๆ! คลื่นสีขาวสองสายระเบิดออก ทั้งสองถูกกระแทกปลิวออกไปพร้อมกัน

“ข้าย่อมเคยได้ยินนามอันยิ่งใหญ่ของเจ้าแห่งอาวุธหยินสุดขั้วแห่งอินตูมาก่อน แต่ข้าในฐานะอริยะเจ้าสำนักพันอาทิตย์ ท่านเอาเจ้าแห่งอาวุธหยินสุดขั้วมาข่มข้า แล้วเอาเจ้าแห่งอาวุธประกายขั้วโลกซึ่งเป็นเจ้าสำนักพันอาทิตย์ไปไว้ที่ใด” ลู่เซิ่งกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“กฎเกณฑ์หลักของพวกท่านแบ่งเป็นควบคุมเลือด พละกำลังมหาศาล และไฟศักดิ์สิทธิ์ อาวุธเทพที่หลอมรวมด้วยก็เป็นแค่ระดับดาวหยก ไม่มีความหวังเป็นเทวปัญญาในอนาคต น่าเสียดายจริงๆ...” ลู่เซิ่งเปลี่ยนหัวข้อ ก่อนกล่าวต่อ “เส้นทางการฝึกฝนถูกอาวุธเทพจำกัดไว้ พวกท่านยินยอมพร้อมใจหรือ”

“เจ้าสำนักลู่ไฉนกล่าวเช่นนี้ คนที่หลอมรวมกับอาวุธเทพเทวปัญญาได้ล้วนเป็นอัจฉริยะสะท้านฟ้า มีโชคลาภวาสนา แถมเบื้องหลังยังล้ำลึกสุดขีดทั้งนั้น จริงอยู่ ด้วยคุณสมบัติของเจ้าสำนักลู่ ระดับของอาวุธเทพที่หลอมรวมด้วยในตอนแรกจะต้องมีขีดจำกัดแน่ แถมยังสะกดการเติบโตด้วย ดังนั้นยินยอมพร้อมใจหรือไม่เล่า” หู่จิ้นทิ้งตัวลงพื้น หลังจากกระเด็นออกไป แล้วตั้งหลักทรงตัวใหม่ “มิสู้เข้าร่วมกับอินตูดีกว่า แม้สำนักพันอาทิตย์จะแข็งแกร่ง แต่ก็อ่อนแอกว่าราชวงศ์แห่งอินตูไม่ต่ำกว่าหนึ่งเท่า อินตูมีอริยะเจ้าเทวปัญญาสองคนคอยคุ้มครอง แถมยังมีอาวุธเทพเทวปัญญาอีกหลายชิ้น ด้วยอายุของเจ้าสำนักที่ยังหนุ่มแน่นมาก สามารถกำจัดอาวุธเทพ และหันมาฝึกฝนอาวุธเทพอีกชิ้นหนึ่งได้ทันอยู่”

“อินตูมีอาวุธเทพระดับเทวปัญญาหรือ เหมือนจะมีเยอะด้วยใช่หรือไม่” ลู่เซิ่งตาเป็นประกาย คล้ายนึกอะไรได้

“นี่ย่อมแน่นอน เจ้าแห่งอาวุธหยินสุดขั้วท่องทั่วใต้หล้า มีพลังเหนือธรรมดา ผลพลอยได้ย่อมดีกว่าสามสำนักมาก ยิ่งอย่าว่าแต่สามสำนักมีเจ้าแห่งอาวุธแค่สองคน อาวุธเทพระดับเทวปัญญาที่พวกเขารวบรวมได้ยังต้องแบ่งให้แก่สามสำนัก ย่อมสู้ราชวงศ์ไม่ได้” หู่จิ้นเห็นน้ำเสียงลู่เซิ่งผ่อนคลายลง พลันฮึกเหิมและรีบเกลี้ยกล่อม

สามคนสู้มาถึงตอนนี้ ความจริงต่างตื่นตระหนก ยิ่งสู้ยิ่งหมดกำลังใจ

ลู่เซิ่งขวางพวกเขาด้วยตัวคนเดียว สู้มานานยังผ่อนคลายสุดขีด เสมือนเคลื่อนคมมีดยังเหลือที่ว่างได้ แสดงให้เห็นว่ายังเหลือแรงเก็บเอาไว้

พลังระดับนี้หากบอกว่าเป็นเทวปัญญา คงไม่มีใครเชื่อแล้ว

ถ้าหากเกลี้ยกล่อมให้ลู่เซิ่งเข้าร่วมกับราชวงศ์ได้ล่ะก็ จะต้องมีส่วนช่วยเหลืออย่างใหญ่หลวงต่ออินตูที่ปั่นป่วนในตอนนี้ และช่วยเหลือศึกรวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่นของท่านผู้นั้นได้แน่

การเคลื่อนไหวของทั้งสามค่อยๆ ผ่อนจังหวะลงอยู่ชั่วขณะ

ลู่เซิ่งที่ยืนอยู่ตรงกลางก็รู้สึกได้ถึงความแตกต่างทันที แต่เขาไม่ใส่ใจ กลับตวัดมุมปากเป็นรอยยิ้ม

เขาเข้าใจวิธีการกับความสามารถของทั้งสามพอประมาณแล้ว ถึงเวลาจบเรื่องตลกเรื่องนี้ได้สักที

“อินตู ข้าจะไปแน่ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ เอาล่ะ การละเล่นจบแล้ว”

“ท่านหมายความว่าอย่างไร” เต๋อหลินเห็นท่าไม่ดีโดยสัญชาตญาณ ถอยหลังไปหนึ่งก้าว เสียงเย็นชาลงอย่างรวดเร็ว

ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น หู่จิ้นก็เก็บวงแหวนหยกให้กลับมาลอยอยู่ข้างกายเช่นกัน

ลู่เฟิงโฉ่วกระแทกตัวดาบ เปลวไฟสีทองคำขาวกลุ่มหนึ่งลอยออกมาเริงระบำอยู่รอบๆ ตัวเขา

“ความหมายก็คือ...พวกเจ้าหมดประโยชน์แล้ว” ลู่เซิ่งโยนเศษดาบยาวในมือทิ้ง ก่อนจะหมุนตัวจากไป

ทั้งสามสบตากัน ไม่เข้าใจโดยสิ้นเชิงว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

ทว่าเต๋อหลินเข้าใจความหมายของลู่เซิ่งอย่างรวดเร็ว

แกร๊ง ดาบในมือเขาตกลงบนพื้นโดยไม่อาจควบคุม ความเหนื่อยล้าและความง่วงที่รุนแรงถึงขีดสุดถาโถมสู่จิตใจ มีความเจ็บปวดปานถูกฉีกทึ้งอันน่าสะพรึงกลัวส่งมาจากส่วนลึกของจิตวิญญาณ แต่ก็ต้านทานความง่วงที่รุนแรงจนไม่อาจต้านทานในตอนนี้ไม่ได้

ก่อนจะหลับ เขาเห็นหู่จิ้นกับลู่เฟิงโฉวสองตาเสียประกาย และล้มพับลงกับพื้นเหมือนกับเขา

สายตาเปลี่ยนเป็นสีเขียวตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ

อากาศเหมือนกับปรากฏสีเขียวอ่อน ลมสีเขียวอ่อนกลุ่มหนึ่งพัดผ่านข้างตัวไป

“สีเขียวใช่หรือไม่” อยู่ๆ เต๋อหลินพลันเข้าใจอะไรบางอย่าง

ลมจะเป็นสีเขียวได้อย่างไร...

ในที่สุดเขาก็รู้แล้วว่าเหตุใดตนจึงเกิดความหวาดกลัวจนคิดหลบหนีตั้งแต่แรก

ที่แท้ผลแพ้ชนะก็ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่แรกแล้ว ปฐมพลังที่ซ่อนอยู่ในสายลมนี้ยากจะสัมผัสได้

“เห็น...ยากจริงๆ...” บางทีการตายด้วยฝีมือของอริยะเจ้าเทวปัญญาที่ครอบครองปฐมพลัง อาจไม่นับว่าเป็นเรื่องน่าขายหน้านักก็ได้

ลู่เซิ่งเดินออกจากป่า ผงสีเขียวกลุ่มใหญ่รวมตัวกันเป็นไฟหยินก้อนยักษ์ด้านหลัง ประคองอาวุธเทพดาวหยกสามชิ้นพร้อมกับลอยออกมาจากด้านหลัง

ไฟหยินวางอาวุธเทพลง ส่วนตัวเองสลายกลายเป็นผง ก่อนจะหายไปกลางหลังลู่เซิ่ง

‘นี่คือปฐมพลังกฎเกณฑ์หลักของตัวเรา’ ลู่เซิ่งกำวงแหวนหยกพร้อมกับพิจารณาดู จากนั้นก็ส่งเข้าปากแล้วเคี้ยวเบาๆ

อาวุธเทพที่แข็งสุดเปรียบปรานเหมือนกับขนมเปี๊ยะกรุบกรอบใต้ฟันแหลมของเขา เพียงเคี้ยวเบาๆ ก็แตกออกแล้ว

อาวุธเทพสามชิ้นจะปล่อยไว้ไม่ได้ ในฐานะอาวุธเทพคู่ชชีวิตของอริยะเจ้าในราชวงศ์ จะต้องมีชื่อเสียงและโด่งดังไม่เบาอย่างแน่นอน

สำนักมารกำเนิดในตอนนี้ยังปะทะกับราชวงศ์ไม่ได้

สำหรับราชวงศ์ การเสียอริยะเจ้าไปสามคนเป็นความเสียหายร้ายแรงแล้ว

‘น่าหัวเราะ อีกสิบสองปีจะเกิดมหาภัยพิบัติล้างโลกแล้ว แต่กลับมีคนรู้จักแค่แย่งชิงอำนาจผลประโยชน์’ ลู่เซิ่งแสดงสีหน้ายิ้มเยาะ

ตอนนี้เจ้าแห่งอาวุธไม่ออกมา เทวปัญญาจึงแข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า ยังต้องกลัวใครมาหาเรื่องเขาอีกหรือ

อริยะเจ้าสามคนตายลงที่นี่พร้อมกัน ถือเป็นการเตือนอย่างรุนแรงต่อขุมกำลังบางส่วนว่า หากเอื้อมมือมาหาเขา ในเมื่อไม่กลัวตาย เช่นนั้นก็จงเอาชีวิตมาทิ้งเสีย

กลียุคในตอนนี้ หากเอาแต่หลีกทางและทำตัวสงบเสงี่ยม คนอื่นๆ จะไม่ให้ความสำคัญ มีแต่ต้องเผยเขี้ยวเล็บ จึงจะทำให้คนหวาดกลัวและยำเกรง

...

พวกลู่หลันนายบ่าววิ่งด้วยความเร็วสูง

ต้นไม้สูงใหญ่และพุ่มไม้ต่ำเตี้ยถอยผ่านด้านข้างพวกนางตลอดเวลา

อยู่ๆ ลู่หลันก็หยุดลง ร่างเปลี่ยนจากรวดเร็วกลายเป็นเชื่องช้า ก่อนจะหยุดอยู่กับที่

“เป็นอะไรไปหรือคุณหนู” ติงอู่เซิ่งรีบถามด้วยน้ำเสียงร้อนใจ

“ครั้งนี้นับว่าข้ารับน้ำใจแล้ว...” ลู่หลันแสดงสีหน้าเย็นชาไร้อารมณ์ แต่ว่าเวลานี้ในที่สุดความกระสับกระส่ายที่ซ่อนในดวงตามาโดยตลอดก็หายไปแล้ว

นางทราบเรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นด้านหลังตัวเองแล้ว

“คุณหนู ท่านกำลังจะบอกว่า...?” ติงอู่เซิงไม่ใช่คนโง่ ย่อมเข้าใจสาเหตุที่คุณหนูหยุดนิ่งทันที ใบหน้าจึงตื่นเต้นเล็กน้อย

“ไปเถอะ เส้นทางต่อจากนี้ยังอีกไกล สำนักมารกำเนิดแห่งเขตจันทราสารท...ข้าประเมินค่าต่ำไปแล้ว” ลู่หลันหันหน้ากลับมาพร้อมกลับมุ่งหน้าต่อ แต่ฝีเท้ากลับเร็วกว่าก่อนหน้าเหลือประมาณ

ติงอู่เซิงเห็นดังนั้น ก็ดีใจอย่างล้นเหลือ แล้วรีบติดตามไป

...

อริยะเจ้าสามคนของราชวงศ์หายตัวไปอย่างลึกลับในอาณาเขตของสำนักพันอาทิตย์ ต้าอินสั่นสะเทือน

สถานที่ที่อริยะเจ้าหายไปมีร่องรอยการต่อสู้ในอาณาเขตกว้างใหญ่เหลืออยู่ น่าสงสัยว่าจะมีตัวตนระดับอริยะเจ้าสู้กัน

ร่องรอยทั้งหมดบ่งบอกว่าอริยะเจ้าผู้สักการะสามคนนี้ประสบเคราะห์ร้ายมากกว่าเคราะห์ดีไปแล้ว

แต่ราชวงศ์ยังไม่ยินยอม ตระกูลใหญ่เบื้องหลังพวกเขาก็ไม่ยินยอมเช่นกัน พากันส่งคนมาตรวจสอบอย่างละเอียด แต่สิ่งที่น่าเสียดายก็คือ แม้แต่ศพก็ยังหาไม่เจอ

เจ้าแห่งอาวุธประกายขั้วโลกส่งจดหมายมาถามไถ่ลู่เซิ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะ แต่ถูกลู่เซิ่งปฏิเสธ อย่างไรตอนนี้เขาก็อยู่ในช่วงรักษาอาการบาดเจ็บ ด้วยพลังที่เพิ่งเลื่อนระดับขึ้นของเขา ไม่สามารถต่อสู้หนึ่งต่อสามได้แน่

ดังนั้นหลังจากพบร่องรอยที่น่าจะเป็นปราณมาร ราชวงศ์ก็คิดว่าเรื่องนี้เกิดจากการลอบโจมตีของจ้าวแห่งมารแห่งเผ่ามาร

ลู่เซิ่งถูกผลักไปอยู่ในตำแหน่งล่อแหลมอันตราย อริยะเจ้าระดับเทวปัญญาของราชวงศ์ลอบกดดันด้วยตัวเองเพื่อให้สำนักมารกำเนิดมาสืบเสาะเบาะแส แต่สำนักมารกำเนิดไม่ยอมแสดงความอ่อนแอ เจ้าแห่งอาวุธประกายขั้วโลกส่งอริยะเจ้าทงเซิงในระดับเทวปัญญามาคุ้มครองรอบทิศเพื่อสะกดขุมกำลังทั้งหมด

...

“เชิญ” ลู่เซิ่งชี้ไปที่จอกชาหยกด้านหน้า ด้านในมีชาสีเขียวมรกตพลิกม้วนน้อยๆ ชานี้มีความพิเศษเป็นอย่างยิ่ง หากวางไว้กับที่โดยไม่แตะต้องมัน มันจะกลายเป็นน้ำวนแล้วหมุนตามเข็มนาฬิกาโดยอัตโนมัติ

“สหายร่วมเส้นทางลู่เซิ่ง ไม่เจอกันนาน บุคลิกเหนือกว่าเมื่อก่อนเสียอีก” นักพรตทงเซิงประคองชาขึ้นจิบ เพลิดเพลินกับชาใสและใบชาทั่วปาก

“สหายร่วมเส้นทางทงเซิงดูเหมือนจะเจอทิศทางในภายหลังแล้วหรือ” ลู่เซิ่งเลิกคิ้วพลางถาม

ตอนนี้ทั้งสองนั่งอยู่ในวังมารของสำนักมารกำเนิด ทั่วทั้งสำนักมารกำเนิดต่างก็ให้การต้อนรับอริยะเจ้าทงเซิงซึ่งเคยช่วยเหลือลู่เซิ่งในตอนนั้นเป็นอย่างดี

ลู่เซิ่งใช้ชาเก้าวิเศษระดับสุดยอดที่เก็บรักษาไว้ออกมาต้อนรับทงเซิงโดยเฉพาะ

“ยาก...” ทงเซิงส่ายหน้าเล็กน้อย “เมื่อมาถึงระดับของพวกเรา สิ่งที่จำเป็นก็คือความสามารถในการควบคุมระดับความสอดประสานของการยกระดับและปฐมพลัง บนโลกมีปฐมพลังอยู่นับไม่ถ้วน แต่ละปฐมพลังมีเงื่อนไขแตกต่างกัน..แค่จะหาเงื่อนไขเหล่านี้ให้เจอก็ต้องใช้เวลาไม่น้อยแล้ว” เขาเงยหน้ามองลู่เซิ่ง พลันหัวเราะ “ดูท่าทางสหายร่วมเส้นทางลู่เซิ่งจะเจอเส้นทางที่ตัวเองต้องการเดินแล้วกระมัง”

“อาจจะ พูดตอนนี้ยังเร็วไป” ลู่เซิ่งยิ้มๆ แล้วเปลี่ยนเรื่อง

หลังจากทั้งสองคุยกันถึงสถานการณ์ในเวลาช่วงนี้สักพัก ลู่เซิ่งก็ถามคำถามทั่วไปสองสามข้อ หลังได้รับคำตอบที่สมบูรณ์จากทงเซิง เขาก็ส่งอีกฝ่ายไปพักผ่อนยังที่พักที่ได้จัดไว้ให้แล้ว

ถึงอย่างไรครั้งนี้ทงเซิงก็กางธงใหญ่มาเพื่อสนับสนุนเขา ไม่ว่าจะเป็นเพราะส่วนรวมหรือส่วนตัว เขาล้วนต้อนรับสุดความสามารถ

หลังจากส่งทงเซิงไปแล้ว ลู่เซิ่งก็ต้อนรับแขกคนที่สองอย่างรวดเร็ว

เขาที่ยืนอยู่ในห้องหนังสือหยิบเทียบขอเข้าพบสีทองคำขาวขึ้นมาจากบนโต๊ะ

ด้านบนเขียนตัวอักษรแถวหนึ่งไว้ในแนวตั้งว่า อริยะปฐพีสามกำเนิดเก้าหอคอย ราชาภูติลี้ลับแห่งโลกาผู้สูงส่ง บุตรอริยะแห่งราชาอริยะองค์ที่สาม--รัชทายาทหลี่ซุ่นซีกราบเรียน

แค่ความลื่นไหลจากอักขระที่สลักบนเทียบขอเข้าพบฉบับนี้ก็ทำให้ลู่เซิ่งตกใจแล้ว เทียบขอเข้าพบนี้เทียบได้กับอาวุธเทพระดับใบไม้ทองคำครึ่งชิ้น ความสามารถของสำนักไตรอริยะลี้ลับเหี้ยมหาญอย่างแท้จริง

จะว่าไปเขากับสำนักไตรอริยะเคยมีความขัดแย้งกันมาก่อน ครั้งนี้หลี่ซุ่นซีเป็นตัวแทนสำนักไตรอริยะมา ไม่แน่ว่ากำลังใช้ชื่อของเขาสนับสนุนตนเองอย่างเปิดเผยอยู่

ลู่เซิ่งจัดเสื้อคลุมเล็กน้อย ก่อนจะสาวเท้าเดินออกจากห้องหนังสือ แล้วเดินไปยังตำหนักกลางของวังมาร

ในฐานะตัวแทนของสำนักไตรอริยะ การมาในครั้งนี้ของหลี่ซุ่นซีต้องละทิ้งการติดต่อกันอย่างเป็นการส่วนตัว และต้อนรับการเดินทางของสำนักไตรอริยะอย่างเป็นทางการก่อน

นี่เป็นพิธี

ตัดทะลุระเบียงตำหนักยาว ประตูใหญ่ของตำหนักกลางกำลังอ้าเปิดอยู่ หลี่ซุ่นซีใส่ชุดหรูสีขาว สวมกวนทองหยกขาว แขวนไข่มุกจตุสมบัติไว้ตรงทรวงอก ด้านข้างมีหญิงรับใช้ผู้เลอโฉมติดตาม ซ้ายขวามีองครักษ์ นักวิชาการ ขันที รวมถึงชายชราสองคนที่ดูท่าทางมีสภาวะไม่ธรรมดาประกบอยู่

พอลู่เซิ่งเข้าตำหนักใหญ่ ก็ได้กลิ่นกำยานจางๆ ทันที แสดงให้เห็นว่าเป็นสิ่งที่หลี่ซุ่นซีพกพามาในครั้งนี้

เขากวาดตามองชายชราสองคนนั้น ล้วนเป็นยอดฝีมือในจุดสูงสุดของระดับผู้ถืออาวุธ สามารถเป็นผู้ปกครองในดินแดนเล็กๆ สวนหนึ่งได้ แต่กลับติดตามอยู่ข้างกายหลี่ซุ่นซีเท่านั้น

ครั้นเห็นลู่เซิ่งเข้ามา ใบหน้าของหลี่ซุ่นซีที่ตอนแรกยิ้มอย่างจนปัญญาก็แสดงความยินดี รีบผุดลุกขึ้นทันที

“พี่ใหญ่ลู่! ตรงนี้ๆ!” เขารีบโบกมือไปทางลู่เซิ่ง

ลู่เซิ่งเดินเข้าไป พอเข้าใกล้ กลิ่นหอมจากตัวเด็กน้อยผู้นี้ก็เข้มข้นขึ้นกว่าเดิม หนำซ้ำบนใบหน้าและบนลำคอของเขาคล้ายปะแป้ง มีประสิทธิผลคล้ายกับการแต่งหน้า ทำให้เขาดูเหมือนหนุ่มน้อยยิ่งกว่าเดิม

“ไม่เจอกันมานาน ช่วงนี้พี่ใหญ่ลู่เป็นอย่างไรบ้าง” หลี่ซุ่นซีทำท่าระมัดระวังอย่างผิดปกติ ทั้งๆ ที่อยากทักทายอย่างผ่อนคลาย แต่ว่าคนกลุ่มใหญ่รอบๆ ตัวทำให้เขาเหมือนนั่งอยู่บนพรมที่ทำจากเข็ม จำเป็นต้องรักษาท่วงท่าสง่างามของพระบุตรไว้

“ทุกอย่างดีทีเดียว” ลู่เซิ่งพยักหน้า สามารถออกมาสนับสนุนเขาในเวลานี้ได้ อาศัยแค่เรื่องนี้ การช่วยเหลือหลี่ซุ่นซีในตลอดหลายปีมานี้ของเขาก็ไม่นับว่าสูญเปล่าแล้ว

หลี่ซุ่นซีทำหน้าขื่นขม “ขอพูดความจริงไม่ปิดบัง พี่ใหญ่ลู่ ครั้งนี้ที่ผู้น้องมา...” มีเสียงกระแอมดังมาจากรอบๆ ทันที

เขาพลันหยุดพูด กล่าวอย่างจนปัญญาว่า

“ครั้งนี้ที่ข้าบุตรศักดิ์สิทธิ์มา...เป็นเพราะต้องการส่งเทียบเชิญให้กับพี่ใหญ่ลู่โดยเฉพาะ”

เขาหยิบเทียบเชิญที่งดงามฉบับหนึ่งมาจากในมือของสตรีคนหนึ่งด้านข้างเขา

เป็นวัสดุอย่างเดียวกันกับเทียบขอเข้าพบเมื่อก่อนหน้า มีกลิ่นอายค่อนข้างไม่ธรรมดาเหมือนกัน

ลู่เซิ่งพลิกอ่านดูคร่าวๆ แต่จู่ๆ สีหน้าก็ประหลาดพิกลขึ้นมา

“เจ้าจะหมั้นแล้วหรือ แถมยังมีลูกสาวแล้วด้วย”

..............................................

ความคิดเห็น