521-525

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง ระบบโกงสกิล
บทที่ 521ถึง525

“เสียงอะไร?!”

โรดี้พลันชะงัก กาน้ำที่เตรียมจะยกขึ้นดื่มหยุดอยู่ตรงริมฝีปาก ใบหูสั่นไหวเล็กน้อย เงี่ยหูฟังเสียงเบาๆ ที่ลอยมาจากด้านนอก

“เหมือนกับมีอะไรสั่น” เอสเซียงโลตอบอย่างลังเล

ทั้งสองยืนมองออกไปนอกหน้าต่าง ด้านนอกตึกเล็กไม่มีสิ่งใด รอบๆ เงียบสงบ

“หรือว่าจะเป็นในตึก” โรดี้เป็นห่วงโรแซงเล็กน้อย แม้โรแซงจะแข็งแกร่ง แต่ก็ไม่ได้คุ้นเคยกับการเผชิญหน้าเมืองนี้ ยังสู้เขาที่รู้จุดอ่อนข้อด้อยของสัตว์ประหลาดทุกชนิดไม่ได้ เกิดว่าไปเจอเพชฌฆาตที่ยุ่งยากที่สุดเข้าล่ะก็

และยังเป็นเพชฌฆาตที่เมืองแห่งนี้เพิ่มความแข็งแกร่งให้อีก

โรดี้ตึงเครียด

“ไปดูไหม” เอสเซียงโลเสนอ

โรดี้เงียบงัน “ข้าไปเอง เจ้าอยู่นี่เงียบๆ อย่าลืมใช้สิ่งนี้” เขาล้วงหยิบยาขวดหนึ่งออกมายื่นส่งให้เอสเซียงโล

“ไม่ต้อง ข้ามีนี่แล้ว” เอสเซียงโลยิ้มพร้อมกับยื่นมือขวาออกมา บนหลังมือใช้อะไรบางอย่างวาดลวดลายสีดำไว้อย่างชัดเจน

“ตราประทับเซลลาขั้วตรงข้ามหรือ” โรดี้งุนงง เซลลาเป็นคู่ปรับของเทพเจ้าแห่งลัทธิเจนโซที่เอสเซียงโลนับถือ เป็นมารชั่วร้ายในตำนาน ในเมื่อตราประทับนี้เป็นตราประทับเซลลาขั้วตรงข้าม ก็หมายความว่าเป็นเทพเจ้านั่นเอง

“งั้นก็ขออวยพรให้เจ้าโชคดีก็แล้วกัน” โรดี้เข้าใจความหมายในพริบตา

ความจริงตราประทับเพียงช่วยปลอบประโลมจิตใจเท่านั้น ตัวเอสเซียงโลมีแผนอยู่แล้ว ทั้งไม่ต้องการการช่วยเหลือจากเขา นี่เป็นสาเหตุหลัก

“ข้าไปล่ะนะ” โรดี้หยิบหน้าไม้ออกมา แล้วสวมเสื้อกันลมกับหมวกคลุมทั่วร่าง ก่อนจะเปิดประตูพร้อมกับพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว

เอสเซียงโลยืนอยู่หน้าประตู มองตามจนเขาจากไป จากนั้นก็เหลียวมองห้องที่ว่างเปล่า จิตใจพลันบังเกิดความสำนึกเสียใจจางๆ

“ตาเฒ่าอย่างข้าก็มีประโยชน์กับเขาเช่นกัน...” เขายันตัวนั่งลง ก่อนจะหยิบชอล์กสีแดงแท่งหนึ่งออกมาขีดเขียนบนพื้น

...

เคร้ง

คมดาบของลู่เซิ่งกับโซ่ของเพชฌฆาตปะทะกัน ทั้งสองมีรูปร่างใกล้เคียงกัน ลู่เซิ่งกำยำกว่าเล็กน้อย ส่วนเพชฌฆาตสูงกว่านิดหน่อย แต่พละกำลังกลับคล้ายว่าจะสูสี

ลู่เซิ่งรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ามีพลังงานที่ต่อเนื่องไม่ขาดสายทะลักออกมาจากบนร่างของอีกฝ่าย พลังงานสายนี้ยกระดับขึ้นตามการเพิ่มพลังของเขาอยู่

‘ตามความเร็วของเราได้ทัน ชักสนใจที่นี่ขึ้นเรื่อยๆ ซะแล้วสิ...’ เขานึกไม่ถึงว่าขนาดยกระดับมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็ยังมีสัตว์ประหลาดตามตัวเองทันได้ในสภาพปกติอยู่

“ท่าแทงแห่งธอร์น” เขาสะบัดวาดดาบออก แล้วแทงใส่ช่องว่างของโซ่อย่างหนักหน่วง ทะลุเข้าร่องแยกของเกราะอ่อนตรงคอของเพชฌฆาตอย่างแม่นยำ

ฉึก

เสียงคมดาบแทงเข้าไปในเนื้อดังมา

พรึ่บ เพชฌฆาตพลันหายไปจากที่เดิม

ลู่เซิ่งงุนงง ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ก็สัมผัสได้ว่ามีพละกำลังอันมหาศาลฟาดมาจากด้านหลัง

เปรี้ยง!

เขาพลิกมือดันศอกใส่โซ่ที่อยู่ด้านหลัง เพชฌฆาตไม่ทราบว่าโผล่มาด้านหลังเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ แถมยังฟาดโซ่มาใส่เขาอย่างรุนแรง

ยังไม่รอให้เขาตอบโต้ โซ่อีกเส้นหนึ่งของเพชฌฆาตก็ลอยมาจากอีกทางหนึ่ง แล้วรัดพันเอวเขาไว้อย่างแรง

กึง!

โซ่ถูกพละกำลังมหาศาลดึงจนตึง คล้ายกับต้องการทำให้ลู่เซิ่งเสียสมดุล

เปรี้ยง!

ลู่เซิ่งถูกกระชากลอยไปชนกับประตูห้องด้านข้าง ประตูไหม้พังแหลก ควันสีดำแผ่กระจายอยู่ด้านใน สัตว์ประหลาดที่มีหนวดเหมือนกับทุเรียนวิ่งเตลิดออกมาอย่างหวาดกลัว พริบตาเดียวก็หายเข้าไปในหมอกสีดำ

“ไม่เลว...” ลู่เซิ่งค่อยๆ ยันร่างขึ้นในหมอกที่มีฝุ่นตลบอบอวล “พละกำลังไม่เลว...ดูเหมือน...”

เปรี้ยง!

โซ่เส้นหนึ่งพุ่งออกมาจากความมืด แล้วมัดเอวของเขาอีกครั้ง

ลู่เซิ่งเหมือนถูกฟ้าผ่าใส่ ปลิวหวือออกไปชนกำแพง แล้วทะลุเข้าไปในห้องด้านข้าง

เพชฌฆาตสาวเท้าลากโซ่ไล่ตามไป เพิ่งจะพุ่งถึงกำแพงที่พังทลาย แขนข้างหนึ่งที่ใหญ่เท่ากับศีรษะของมันก็ดีดออกมาจากในความมืดอย่างฉับพลัน ก่อนจะคว้าศีรษะของมันไว้

เปรี้ยง!

เพชฌฆาตร่างเซไปด้านหน้า ถูกพละกำลังมหาศาลลากให้ไปชนกับขอบกำแพงจนพัง

เศษหินกับก้อนโคลนร่วงตกลงมา กระจายทั่วพื้น

ท่ามกลางฝุ่นที่ตลบ ไอหมอกค่อยๆ สลายหายไป เผยให้เห็นร่างมหึมากว้างสามเมตรสูงห้าเมตร

“ในเมื่อสภาพปกติสู้ไม่ได้ อย่างนั้นก็ปลดปล่อยสักหนึ่งในร้อยก็แล้วกัน...” ใบหน้าดุร้ายของลู่เซิ่งที่กล้ามเนื้อเบียดอัดบิดเบี้ยวโผล่ออกมาท่ามกลางไอหมอก ดวงตาฉายแววเย็นชาและเหี้ยมโหด

ร่างกายของเขาในตอนนี้เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อที่เหมือนกับเนื้องอก เหมือนกับสมัยที่ยังอยู่ต้าซ่ง

แต่แตกต่างกันแค่ตรงที่ไม่ทราบว่าด้านหลังเขามีสิ่งของที่เหมือนกับท่อสีเนื้อโผล่มาเชื่อมกับท้ายทอยด้านหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ มีขนาดใหญ่มาก

“ได้ยินว่าสัตว์ประหลาดของที่นี่เป็นอมตะ อย่างนั้นขอลองดูหน่อยเถอะว่าจะเป็นอมตะจริงๆ รึเปล่า...” ลู่เซิ่งจับเพชฌฆาตด้วยมือข้างเดียวพร้อมกับยกมันขึ้นลอยค้างกลางอากาศ

เปรี้ยงๆๆ!

เพชฌฆาตใช้มือกับโซ่ฟาดใส่มือใหญ่ที่จับตนไว้อย่างสุดชีวิต แต่ก็ไม่ประสบผล ลู่เซิ่งที่ปลดปล่อยพลังมีพละกำลังน่ากลัวเกินไป เทียบรูปร่างกันแล้ว ทั้งสองฝ่ายอยู่คนละระดับโดยสิ้นเชิง

ลู่เซิ่งมือหนึ่งจับลำตัวของเพชฌฆาต มือหนึ่งจับศีรษะของมัน จากนั้นก็พลันออกแรง

ฉูด

เลือดหลายสายกระฉูดออกมา ศีรษะของเพชฌฆาตถูกเขาดึงออกจากตัว

เลือดปริมาณมากกระจายไปทั่วพื้นและกำแพง

ลู่เซิ่งสัมผัสได้ว่าน้ำหนักของเพชฌฆาตในมือกำลังลดลงด้วยความเร็วสูงพร้อมกับเลือดที่ทะลักออกมา

‘ดูเหมือนเลือดพวกนี้จะเป็นกุญแจสำคัญสินะ’ ลู่เซิ่งฉุกใจได้

ไม่นาน เขาก็พบว่าศพของเพชฆาตในมือเริ่มระเหยกลายเป็นน้ำสีดำหลายหย่อม ก่อนจะอันตรธานหายไป

รอบๆ ไม่มีศัตรูเหลือแล้ว เขาจึงค่อยๆ หดร่างกลับคืนสู่สภาพปกติก่อนหน้า กล่าวให้ถูกต้องคือ ความจริงสภาพนี้เป็นร่างพิเศษที่เขาใช้วิชาลับในสภาพหยินโชติช่วงบีบอัดเอาไว้จนหดเล็กลง เทียบกับพละกำลังของกายเนื้อของแท้แล้ว สภาพนี้อ่อนแอกว่ามากๆ

เขาเดินเข้าไปนั่งลงตรวจสอบน้ำสีดำที่เกิดจากเพชฌฆาต น้ำสีดำเหล่านี้กำลังจางหายไปด้วยความเร็วสูง

‘ช่างเถอะ อีกสักพักค่อยศึกษาดู ไปกวาดล้างที่อื่นก่อนดีกว่า’ ลู่เซิ่งได้สติกลับมา จากนั้นก็ลุกขึ้นแล้วเดินไปด้านล่างต่อ ไม่นานก็จัดการตึกเล็กทั้งตึกจนเรียบร้อย

“เป็นอย่างไร” เวลานี้โรดี้ตามมาแล้วเช่นกัน เมื่อครู่เขาได้ยินเสียงดัง เลยรีบวิ่งมา แต่ก็ยังช้าไปก้าวหนึ่ง

“เจ้าต่อสู้กับสัตว์ประหลาดตัวไหน” โรดี้พิจารณาลู่เซิ่ง พบว่าเสื้อผ้าลูกชายขาดกะรุ่งกะริ่ง นอกจากเสื้อกันลมตัวโคร่งแล้ว ก็ไม่มีเสื้อไว้สวมใส่อีก

“ไม่มีอะไรขอรับ เมื่อครู่เจอตัวอ้วนตัวหนึ่ง เลยกำจัดทิ้งไปแล้ว” ลู่เซิ่งกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“แล้วสัตว์ประหลาดหญิงสาวที่เจ้าลากมาเมื่อครู่ล่ะ” โรดี้กวาดตามองรอบๆ สุดท้ายก็เห็นสัตว์ประหลาดหญิงสาวที่ถูกมัดอยู่ด้านหลังลู่เซิ่ง โดยที่ขาข้างหนึ่งหายไปแล้ว

โรดี้อดพิจารณาเพิ่มไม่ได้ ก่อนจะหันมามองลู่เซิ่ง

“จัดการเสร็จแล้วก็พักผ่อนหน่อยเถอะ อีกเดี๋ยวพวกเราค่อยไปหาไม้ด้วยกัน เวลาเหลือไม่มากแล้ว ต้องเร่งมือเท่าที่จะทำได้”

“ขอรับ” ลู่เซิ่งพยักหน้า แน่นอนว่าเขาคงไม่ตามโรดี้ไปหาไม้อย่างเดียว เป้าหมายที่เขามาที่นี่ยังคงเป็นการถอนรากถอนโคน ทำลายเมืองแห่งนี้โดยสิ้นเชิง

“เอาแบบนี้ ท่านพ่อกับผู้เฒ่าเอสเซียงโลอยู่ที่นี่ เขาเป็นคนเจ็บจำเป็นต้องมีคนดูแล ข้าจะไปหาไม้เอง วิ่งไปวิ่งมาไม่กี่ครั้งก็เอามาได้แล้ว คลื่อนไหวด้วยกันหลายคนมีแต่จะทำให้ล่าช้าเปล่าๆ” ลู่เซิ่งเสนอ

“แต่ว่า...” โรดี้ยังคิดจะพูดอะไร แต่ลู่เซิ่งกลับยกมือห้ามไว้

“ตกลงตามนี้ ข้าดูออกว่าท่านเหนื่อยมาก ข้าไปเองได้น่า” ลู่เซิ่งยิ้ม “นอกจากนี้...”

เขายังพูดไม่ทันจบ ทั้งสองก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเบาๆ คล้ายกับมีคนหลายคนเดินย่องเข้ามาจากประตูตึก

“ชู่ว์...เบาๆ หน่อย...” มีคนเอ่ยขึ้นเบาๆ

ตอนนี้ลู่เซิ่งกับโรดี้ยืนอยู่ตรงมุมโค้งของบันไดในชั้นที่หนึ่ง จึงได้ยินอย่างชัดเจน

“เสียงนี้ ฟรานนี้นา” โรดี้พลันยินดี ก่อนจะหยุดลู่เซิ่งที่กำลังจะส่งเสียงไว้ แล้วขยับไปด้านข้างอย่างเงียบๆ เพื่อมองจากบันไดไปด้านนอก

ในความมืดมิด เงาร่างที่คุ้นเคยหลายสายกำลังอาศัยแสงจันทร์เดินเข้าโถงใหญ่ของตึกเล็ก คนสุดท้ายที่เข้ามาก็คือเมราที่มีร่างสูงใหญ่กำยำนั่นเอง

โรดี้กับเมรารู้จักกันดีมาก เพียงมองดูโครงร่างคร่าวๆ ก็จดจำได้ทันที

“ทำไมพวกเขามาที่นี่ ที่นี่...ไม่ใช่ที่ที่จะเข้ามาได้มั่วซั่ว” โรดี้นึกอีกที ก่อนจะเข้าใจทันที คงเป็นเพราะน้ำเมื่อก่อนหน้ากดดันให้เข้ามาแน่

“พวกนั้นนี่นา” ลู่เซิ่งจดจำพวกเมราได้เช่นกัน

“เมรา?” โรดี้เดินไปส่งเสียงเรียก

“โรดี้? พวกเจ้าก็อยู่เหมือนกันหรือนี่?!” ฝ่ายเมราไม่ได้พูดอะไร ฟรานกลับส่งเสียงร้องอย่างตกใจ รีบพุ่งเข้าไปหมายจะแอบอิงอ้อมอกของโรดี้ จากนั้นก็ถูกเขาผลักออก

“โรดี้ โรแซง...” เมรากลับหยีตามองลู่เซิ่งที่อยู่ด้านหลังเป็นคนแรก

“ท่านพ่อ พวกท่านฟื้นความหลังกันไปก่อน ส่วนข้าจะไปเอาไม้” ลู่เซิ่งไม่มีเวลามาพูดคุย หลังจากได้รับคำอนุญาตจากโรดี้ ก็เร่งฝีเท้าเดินออกจากตึกเล็กทันที

ในประตูด้านหลังมีเสียงพูดคุยของคนหลายคนดังมา ลู่เซิ่งเร่งฝีเท้า หลังจากสังหารเพชฌฆาตไป เขาก็รู้สึกได้ว่า เมืองแห่งนี้เหมือนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงพิสดารบางอย่าง

อะไรบางอย่างพลิกม้วนในม่านหมอก เหมือนมีสายตาคอยจ้องมองเขาอยู่ตลอด

ขณะเดินบนถนนที่เย็นเยียบ ด้านในตรอกทางขวามือพลันมีเงาคนร่างสูงใหญ่ที่สวมเสื้อคลุมสีดำเดินออกมาช้าๆ

“หือ”

ลู่เซิ่งเงยหน้าพิจารณาอีกฝ่ายอย่างละเอียด

เงาคนนั้นเชื่องช้ามาก ทั้งยังโขยกเขยก ร่างกายหนักอึ้ง ถ้าหากไม่ใช่ลู่เซิ่งหยุดฝีเท้ารอเขา เกรงว่าอีกฝ่ายคงได้แต่ตามอยู่ด้านหลังช้าๆ เท่านั้น

“ซ่าๆ...ซ่าๆ...”

เสื้อกันลมเปิดออก สัตว์ประหลาดอันแสนพิสดารที่เอาศพสีม่วงอมเขียวสามศพมาผสมกันเหมือนเถาวัลย์ปรากฏด้านหน้าลู่เซิ่ง

ฟ้าว!

ร่างสูงสามเมตรกว่าๆ ของสัตว์ประหลาดพุ่งเข้าใส่ลู่เซิ่งอย่างฉับพลัน

...

หนึ่งนาทีต่อมา

ลู่เซิ่งกระชับเสื้อกันลม แล้วทิ้งผ้าขี้ริ้วที่เพิ่งเปลี่ยนไป ก่อนจะเดินหน้าต่อ

ยิ่งเดินไปบนถนนที่ดำทะมึนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีหมอกมากเท่านั้น เสียงฝีเท้าดังตุบๆ บนถนนที่ว่างเปล่าอย่างต่อเนื่อง

ลู่เซิ่งคิดจะเดินที่นี่ให้ทั่วก่อน

ด้วยระดับฝีเท้าของเขา แค่เมืองเล็กๆ เมืองเดียว ใช้เวลาสิบกว่านาทีก็เดินได้ทั่วแล้ว

เมืองมีสิ่งก่อสร้างทั้งหมดยี่สิบเอ็ดแห่ง โรงเรียนหนึ่งแห่ง โบสถ์หนึ่งแห่ง ร้านค้าสองแห่ง และยุ้งฉางหนึ่งแห่ง ที่เหลือเป็นบ้านของชาวเมือง

ลู่เซิ่งเตร็ดเตร่ในโบสถ์รอบหนึ่ง หากไม่พบความผิดปกติใดๆ จากนั้นก็ไปยังร้านค้า สิ่งที่น่าประหลาดก็คือ ไม่พบความผิดปกติอะไรเช่นกัน

ดังนั้นเขาจึงตรวจสอบบ้านของผู้อยู่อาศัย เจอแค่ตัวตนที่เหมือนกับมนุษย์ผู้หญิงไม่มีผิวหน้าเหมือนเมื่อก่อนหน้านี้ ต่อมาก็ค้นไม่พบอะไรอีก

ทั้งหมดใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบนาทีด้วยซ้ำ ขณะกลับ ลู่เซิ่งหาไม้เจอสิบกว่าท่อน ซึ่งเขาใช้เชือกมัดไว้แล้วจึงลากกลับไป

ลู่เซิ่งโยนไม้ไว้ที่ชั้นที่หนึ่งของตึกเรียน ก่อนจะได้ยินว่ามีคนลงมาจากชั้นบน

ขณะเขากำลังจะไปรับ หางตากลับพลันเหลือบเห็นว่าเหมือนจะมีแสงสว่างกะพริบอยู่ในห้องเรียนดำทะมึนซึ่งอยู่ส่วนลึกของทางเดินชั้นหนึ่งพอดี

เขาหรี่ตาพร้อมกับเดินย่องเข้าไป

พอเดินไปถึงด้านหน้าของหน้าต่างห้องเรียน เขาก็เห็นเด็กผู้ชายโดดเดี่ยวคนหนึ่งหันหลังให้เขา กำลังดูโทรทัศน์ขาวดำตัวหนึ่งที่วางอยู่ในห้องเรียน

โทรทัศน์กำลังฉายรายกายขาวดำพร่ามัว ไม่ทราบว่ามีเนื้อหาอะไร เห็นแค่เงาคนเคลื่อนไหวไปมาเท่านั้น

เด็กชายไว้ผมสั้นดกดำ นั่งบนม้านั่ง คล้ายกำลังรับชมอย่างตั้งใจมาก

..............................................

ลู่เซิ่งมองดูอยู่พักหนึ่ง

“โรแซง เจ้ามาทำอะไรอยู่ตรงนี้กัน” อยู่ๆ เสียงของโรดี้ก็ดังขึ้นด้านหลังเขา

เสียงดังขึ้นอย่างกะทันหัน แม้แต่ลู่เซิ่งก็สัมผัสไม่ได้

เขาพลันตกใจ หันกลับไปเห็นโรดี้กำลังตบบ่าของตัวเองอยู่

“ข้าเห็นห้องเรียนห้องนี้มีอะไรบางอย่าง ก็เลยมาดู” ลู่เซิ่งตอบพร้อมกับชี้ไปที่ห้องเรียนด้านหน้า

แต่เสียงเพิ่งขาดลง พอเขาหันกลับไปดู ในห้องเรียนตรงหน้ากลับดำมืดว่างเปล่า ไม่มีเด็กชาย ไม่มีโทรทัศน์ ถึงขั้นที่โต๊ะเก้าอี้ที่เป็นระเบียบแต่เก่าผุพังเมื่อก่อนหน้ากลับวางกระจัดกระจาย ฝุ่นหนาสีดำจับอยู่บนพื้น

โรดี้มองสถานการณ์ด้านในอย่างสงสัย “เจ้าแน่ใจว่าเจ้าเห็นเด็กผู้ชายหรือ” เขาไม่เชื่อว่าลูกชายของตนจะตาฝาด สายตาของยอดฝีมือที่ฝึกฝนวิชาดาบเจอเรลโลไม่น่าจะมีปัญหา

“แน่ใจขอรับ” ลู่เซิ่งพยักหน้า เขาชี้โต๊ะเก้าอี้ในห้องเรียน “ที่ข้าเห็นเมื่อครู่ โต๊ะเก้าอี้พวกนี้เป็นระเบียบเรียบร้อยดี”

โรดี้สีหน้าเคร่งขรึม คล้ายฉุกใจถึงบางอย่าง

“ไปกันเถอะ ไปต่อแพกันก่อน” เขาตบบ่าของลู่เซิ่ง

ลู่เซิ่งพยักหน้า

เขาเหมือนจะเข้าใจกุญแจสำคัญของเมืองเมืองนี้แล้ว บางทีกุญแจสำคัญอาจจะเป็นตึกเล็กตึกนี้หรือโรงเรียนแห่งนี้พอดี

‘ไม่...บางทีที่โรดี้เลือกมาที่นี่ตั้งแต่ต้น อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญก็ได้...’

ลู่เซิ่งมองห้องเรียนเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะตามโรดี้ขึ้นไปชั้นสอง

ชั้นสองมีห้องเรียนห้องหนึ่ง คนกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันอยู่ พอเห็นลู่เซิ่งกลับมา ฟรานที่กำลังสัปหงกก็ผุดลุกขึ้นทันที

เมรามองลู่เซิ่งเช่นกัน ยังมีชายผอมแห้งอีกคนก็มองมายังลู่เซิ่งด้วย

แสดงให้เห็นว่าทุกคนทราบผลงานอันเจิดจรัสของลู่เซิ่งเมื่อก่อนหน้านี้แล้ว

“เอาไม้มาแล้วสินะ พวกเราต้องช่วยกันต่อแพและออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด” เอสเซียงโลเตือน

“ข้าจะรับผิดชอบเฝ้าระวังเอง” ลู่เซิ่งยกมือขึ้นกล่าว

“เชือกไปเอามาจากไหน”

“ข้าเจอบางส่วนในลิ้นชักของโรงเรียน ดูเหมือนจะเหนียวมาก” ฟรานเอ่ยเสียงดัง

จากนั้นพวกเขาก็เริ่มปฏิบัติการอย่างรวดเร็ว ไม้ถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบ จุดไหนที่นูนขึ้นมาก็ใช้มีดตัดจนเรียบ ดีที่ผิวไม้ค่อนข้างผุเปื่อย จึงตัดได้ง่าย

ตอนที่พวกเขากำลังต่อแพกันอยู่นั้น ลู่เซิ่งก็เริ่มเดินในตึกอีกครั้ง

จากชั้นสี่ไปถึงชั้นสาม

จากชั้นสามไปถึงชั้นสอง

จนกระทั่งถึงชั้นที่หนึ่ง พอเดินเตร่ในโรงอาหารและโรงอาบน้ำเสร็จ ในที่สุดลู่เซิ่งก็กลับมายังบริเวณที่ใช้เรียนหนังสืออีกครั้ง

ลมพัดเข้ามาจากหน้าต่างผุพังอย่างต่อเนื่อง ในตึกเล็กเกิดเสียงฮือๆ ดังไปทั่ว

ฝุ่บ

ลู่เซิ่งผลักประตูห้องเรียน ฝุ่นสีดำหนาร่วงลงมาจากกรอบประตู ยังดีที่เขาหยุดก่อน จึงไม่ได้ร่วงใส่ศีรษะตัวเอง

ห้องเรียนกว้างมาก บนกำแพงใช้ชอล์กดำวาดเป็นลวดลายที่ไม่ทราบความหมายเต็มไปหมด บนพื้นคือเศษไม้ผุๆ ของโต๊ะเก้าอี้ แท่นบรรยายสีเทาที่เหมือนกับใช้ไม่ได้แล้วตั้งตระหง่านอยู่หน้ากระดานดำ

‘มีความรู้สึกแปลกประหลาด...เมื่อครู่ตอนมายังไม่มี...’ ลู่เซิ่งหยีตาพร้อมกับเดินเข้าประตู

ลมพัดครางพัดให้ประตูห้องเรียนงับปิดลงช้าๆ

ลู่เซิ่งเดินไปถึงกลางห้องเรียนและตรวจสอบรอบๆ

ตุบ

ทันใดนั้นมีเสียงหนึ่งดังมาจากนอกห้องเรียน เขาพลันเงยหน้ามองไปยังต้นเสียง

พรึ่บ!

นอกหน้าต่างห้องเรียนไม่ทราบว่ามีคนกลุ่มใหญ่ยืนเรียงกันตั้งแต่ตอนไหน

คนเหล่านี้แต่งตัวเหมือนกับคุณครูและนักเรียน พวกเขาหน้าซีดขาว ดวงตาจับจ้องลู่เซิ่ง ทั้งเงียบสงัดและแปลกพิกล

พอลู่เซิ่งกะพริบตาครั้งหนึ่ง ด้านนอกห้องเรียนก็กลับคืนสู่สภาพมืดสนิทไม่มีใครเลยเหมือนเดิม

แกร่ก...

มีเสียงเบาๆ ดังมาจากด้านหลัง

ลู่เซิ่งหันไปเห็นหญิงคนหนึ่ง ปล่อยผมยาวปกปิดใบหน้ายืนอยู่บนแท่นบรรยาย

ผมดำของนางยาวและหนาเหมือนกับน้ำตก นางยืนอยู่ด้านหน้าแท่นบรรยาย คล้ายกับกำลังมองลู่เซิ่งผ่านเส้นผมอยู่

“พวกเจ้าอยากแสดงอะไรให้เห็น จำนวนคนหรือไง” ลู่เซิ่งสีหน้าไร้อารมณ์

ด้านหน้าพลันพร่ามัว หญิงสาวผมยาวหายสาบสูญไป เหมือนกับเป็นเพียงภาพหลอนมาตั้งแต่ต้น

แต่ลู่เซิ่งทราบดีว่าตนมีร่างหลักในหัวใจคอยสนับสนุน ในฐานะมารสวรรค์ตนเป็นผู้เข้มแข็งระดับสุดยอดด้านจิตวิญญาณอยู่แล้ว ไม่มีทางที่จะมีคนทำให้ตัวเขารู้สึกหลอนโดยที่ตัวเองสัมผัสไม่ได้อยู่เด็ดขาด

ลู่เซิ่งเดินวนในห้องเรียนอีกรอบหนึ่ง

แต่ก็ยังคงไม่พบสิ่งใด

“อิสตันติง! อิสตันติง! ชิฟเฟอร์เลย์ คามาน!”

อยู่ๆ นอกหน้าต่างก็มีเสียงตะโกนที่พร้อมเพรียงกันและชัดเจนดังขึ้น คล้ายกับมีผู้ชายที่มีพลังปอดยอดเยี่ยมจำนวนมากตะโกนพร้อมกัน

ลู่เซิ่งพุ่งไปถึงหน้าต่างเพื่อมองไปด้านนอกทันที แต่วิ่งได้แค่ครึ่งเดียว เท้าก็พลันลอยขึ้น

เปรี้ยง!

ด้านหน้าเขาพร่ามัว ตนไม่ได้อยู่ในห้องเรียน หากแต่นอนหงายอยู่ในหลุมกับดักสีดำสนิทที่ลึกมาก

อือ...

ลู่เซิ่งลุกขึ้น รู้สึกมึนๆ เล็กน้อย พร้อมกับคลำพื้นรอบๆ ตนเอง

รอบๆ พื้นที่เย็นเยียบคือของแหลมเล็กละเอียดส่วนหนึ่ง เขายื่นมือคลำดูถึงรู้ว่าเป็นหนามแหลมหลายแท่ง

เขาอาศัยแสงจันทร์ที่ส่องลงมาจากเบื้องบน จึงเห็นชัดว่ารอบๆ เป็นอะไร

หนามแหลมจากโลหะที่คมกริบตั้งอยู่รอบๆ ตัวเขาอย่างแน่นขนัดเหมือนกับป่า

ลู่เซิ่งค่อยๆ ลุกขึ้น ด้านล่างเป็นหลุมกับดักหนามที่ถูกเขากดทับจนหัก

‘อือ...ยังมีของเล่นแบบนี้อยู่ด้วยหรือนี่ ความสามารถนี้ไม่ใช่ภาพหลอน แล้วเป็นอะไรล่ะ’ เขาพลันสนใจ

เห็นได้ชัดว่าเมื่อครู่เขาหล่นลงมาในหลุมกับดัก แต่เป็นเพราะกายเนื้อแข็งแกร่งเกินไป หลุมกับดักจึงถูกเขากระแทกจนพังไป

เขาลูบคลำไปทั่วเพื่อดูว่าจะเจอเบาะแสอะไรจากตรงนี้หรือไม่

แต่ว่าสิ่งที่ทำให้เขาผิดหวังก็คือ ในหลุมกับดักนี้ นอกจากโครงกระดูกที่เปื่อยจนกลายเป็นผงสองสามโครงแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดอยู่อีก

ลู่เซิ่งหยิบหนามแหลมแท่งหนึ่งขึ้นมา แล้วกระทืบเท้าใส่พื้น

เปรี้ยง!

เขาทะยานร่างขึ้นเหมือนกับจรวด เพื่อจะโดดออกจากหลุมกับดัก

ฟ้าว...!

ด้านขวามีก้อนเหล็กติดหนามแหลมเส้นผ่าศูนย์กลางหนึ่งเมตรกว่าๆ พุ่งเข้ามาหา

ตูม!

ก้อนเหล็กถูกลู่เซิ่งฟาดฝ่ามือใส่กระเด็นออกไปชนใส่กำแพงพร้อมกับส่งเสียงดังทึบหนักออกมา

ลู่เซิ่งอาศัยแรงสะท้อน ทิ้งตัวลงด้านข้างหลุมกับดักอย่างแผ่วเบา

เขาค่อยสังเกตเห็นว่า ตนเองไม่ได้อยู่ในห้องเรียนเมื่อครู่ แต่อยู่ในห้องที่เหมือนกับห้องลับ

ห้องลับห้องนี้เป็นสีดำสนิท ด้านบนติดช่องหน้าต่าง กำแพงรอบๆ มีแต่ด้านหน้าที่มีประตูบานเดียว

เด็กผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ตรงประตูซึ่งอยู่ในเงามืดของแสงจันทร์ กำลังมองมาทางด้านนี้

จากนั้นก็หมุนตัวหนีคล้ายกับรู้ว่าตนเองถูกลู่เซิ่งพบแล้ว

ลู่เซิ่งรีบไล่ตามไป

พุ่งออกจากประตูใหญ่ ด้านนอกคือช่องแตกเป็นหน้าผาสีดำสนิทที่มองไม่เห็นก้น

ลู่เซิ่งกำลังจะหยุดยั้งฝีเท้าลง พลันมีแรงอันมหาศาลส่งมาจากด้านหลัง ผลักเขาพุ่งไปด้านหน้า

ฟ้าว...

เนื่องจากไม่มีที่ให้ผ่อนแรง ลู่เซิ่งจึงเสียหลักตกลงไป

ผนังหินของหน้าผาผ่านด้านหน้าไปอย่างรวดเร็ว รอบๆ คือเสียงลมครางหวีดหวิว กระแสลมที่เย็นเยียบเสียดกระดูกพัดเข้ามาจากช่องว่างระหว่างเสื้อผ้าอย่างต่อเนื่อง

ไม่ทราบร่วงตกลงไปกี่เมตร

ตูม!

ในที่สุด ร่างกายของลู่เซิ่งก็ตกลงถึงพื้นอย่างหนักหน่วง กระแทกใส่ก้อนหินแข็งทรงกลมก้อนหนึ่ง

ก้อนหินเหมือนกับถูกแรงอัดอันมหาศาลตกใส่ พลันระเบิดออก เศษหินกลิ้งไปรอบๆ

ลู่เซิ่งกลิ้งตัวครั้งหนึ่ง หน้าผาที่ถ้าเป็นคนธรรมดาคงร่างป่นกระดูกหักไปตั้งแต่แรก เขาที่ตกลงมากลับไม่เป็นอะไรเลย

ลู่เซิ่งคลานขึ้นจากพื้น แล้วเงยหน้ามองด้านบน บนหน้าผาไม่มีสิ่งใดทั้งสิ้น เมื่อครู่ไม่รู้ว่าตกลงมาจากตรงไหน

‘ที่นี่...’ ลู่เซิ่งกวาดตามองรอบๆ ไม่ทราบว่าตัวเองมาถึงที่ไหนแล้ว

ด้านหลังคือท้องทะเลสีเทาไร้ขอบเขต พื้นเพียงแห่งเดียวก็คือหน้าผาตรงหน้า

รอบๆ เป็นเสียงลมเย็นเยียบเสียดกระดูก

‘กลับไปก่อนค่อยว่ากัน’ สองมือจับก้อนหินที่นูนออกมาบนหน้าผาด้านหน้า ก่อนจะเริ่มปีนป่ายขึ้นไปอย่างรวดเร็ว

ใช้เวลาอยู่หลายนาที ลู่เซิ่งก็กลับมายืนอยู่บนยอดหน้าผา เขาจึงค่อยเห็นประตูไม้บานหนึ่งที่อยู่อีกด้านบนหน้าผา

ประตูไม้เปิดออกอยู่ ภาพที่ปรากฏด้านในเป็นห้องเรียนที่เขาอยู่เมื่อสักครู่

เร่งฝีเท้าเดินไปถึงประตูห้องเรียน ครั้งนี้ลู่เซิ่งระวังตัวขึ้นมา เพียงยืนพิจารณาด้านในอยู่ตรงปากประตูเท่านั้น

“พวกเจ้าเป็นคนที่ได้รับบุญคุณจากทวยเทพ ต่างเป็นคนที่มีคุณสมบัติ พิธีกรรมใช้เพิ่มประกายแสงให้แก่เจ้า เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้พวกเจ้าได้ขึ้นสวรรค์หลังจากตายไป” เสียงอ่อนโยนของผู้หญิงดังออกมาจากในห้องเรียน

“มา...แค่เฉือนมีดเบาๆ ที่คอเอง ไม่ต้องกลัว เหมือนกับการนอนหลับนั่นแหละ นี่เป็นผลงานที่พวกเราควรทำให้กับเทพเจ้า...”

...

“เด็กๆ มานี่สิ เห็นเทวรูปแล้วหรือยัง มองที่มือของมัน มองที่ตาของมัน มองที่...เลน! ตาเจ้ามองอะไรอยู่!?”

เสียงอ่อนโยนของผู้หยิงกรีดแหลมอย่างฉับพลัน

“เลน เจ้ากล้าลบหลู่เทพ ทหาร! จงควักดวงตาของมันซะ!”

“ไม่! ข้าไม่กล้าแล้ว! นายหญิง ข้าไม่กล้าแล้ว!” เสียงร้องไห้ของเด็กผู้ชายดังขึ้นพร้อมกับเสียงหอบหายใจด้วยความหวาดกลัวของเด็กคนอื่นๆ จนกระทั่งเสียงร้องแหลมหยุดลงอย่างกะทันหัน

ด้านหน้าลู่เซิ่งพร่ามัวอีกครั้ง เขากลับมาอยู่ในห้องเรียนในตอนแรกสุดแล้ว

เด็กผู้ชายผมดำคนนั้นยืนอยู่ด้านหน้าเขาไม่ไกลออกไป

ตูม

จู่ๆ ด้านในและด้านนอกห้องเรียนก็ลุกไหม้ เพลิงโหมปรากฏขึ้น เผาไหม้ชั้นทั้งชั้นของตึกเล็ก

ลู่เซิ่งได้ยินเสียงฝีเท้าของพวกโรดี้ที่กำลังลงจากตึกกำลังร้องอย่างตกใจอยู่

แต่เขาไม่ได้สนใจ หากยังยืนมองเด็กผู้ชายที่อยู่ด้านหน้าอยู่ที่เดิมอย่างเงียบๆ

ไฟลามมาเผาขากางเกงและรองเท้าของเขา เริ่มเผาไหม้สองขาของเขา ไม่นานทั่วร่างของลู่เซิ่งก็ลุกไหม้กลายเป็นมนุษย์เพลิงคนหนึ่ง

“ฮาวา...อีทอล...มีน...” เด็กชายเอ่ยปากช้าๆ พูดภาษาที่ไม่รู้จัก

เขาค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ พร้อมกับส่งเสียง จนกระทั่งถึงด้านหน้าลู่เซิ่ง

จากนั้นก็ยกมือขวาขึ้น นิ้วมือกลายเป็นหนามแหลมสีดำคมกริบห้าแท่ง

ฉึก!

ชั่วพริบตานั้น หนามแหลมแทงใส่ทรวงอกของลู่เซิ่งอย่างหนักหน่วง ส่วนปลายที่คมกริบสั่นไหวอย่างรุนแรง มีการเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวของจุดสีดำเล็กๆ นับไม่ถ้วน

อากาศกำลังสั่นไหว เปลวไฟรอบๆ พากันหลบหลีกเพราะการโจมตีของหนามแหลมเหมือนกับเกรงกลัว

เงาดำน่ากลัวมหึมาที่พร่ามัวโผล่ขึ้นด้านหลังเด็กชาย แล้วทิ่มแทงไปด้านหน้าอย่างฉับพลันตามการเคลื่อนไหวของเขา

เปรี้ยง!

หนามแหลมประทับบนทรวงอกของลู่เซิ่ง

และไม่อาจเข้าไปต่อได้อีก

เด็กชายเงยหน้าขึ้นอย่างงุนงง กลับเห็นสองตาของมนุษย์เพลิงที่กำลังมองเขาอยู่

“เจ้าเด็กที่น่าสงสาร เจ้าไม่รู้ว่าสิ่งใดคือพลัง...”

เปรี้ยง!

เกิดเสียงดังสนั่น ทรวงอกของเด็กชายยุบลงไป ร่างเล็กปลิวออกไปเหมือนกระสุนปืนใหญ่ แล้วชนทะลุรั้วรอบนอก ลอยออกจากโรงเรียน ก่อนจะปะทะเข้ากับบ้านหลายหลัง สุดท้ายก็กระเด็นเข้าไปในกองของเสียสีดำที่เหมือนกับขยะ พร้อมกับกลิ้งตัวจนเกิดเป็นร่องลึกบนพื้น

..............................................
เปรี๊ยะๆ

ลู่เซิ่งเดินออกมาจากเปลวเพลิง ทิ้งรอยเท้าสีดำเกรียมไว้ทีละก้าวๆ พร้อมกับเดินไปหาเด็กผู้ชายในซากปรักหักพังที่อยู่ไกลออกไป

“การโกรธแค้นทุกอย่างเพราะความเจ็บปวด เป็นการแสดงออกของคนอ่อนแอ

ฟ้าว!

เงาสีแดงสายหนึ่งพลันตัดทะลุบ้านเรือนหลายหลัง แล้วปรากฏตัวด้านหน้าเด็กชาย

มือของลู่เซิ่งที่กำลังปล่อยความร้อนพลันจับตัวเด็กชายที่นอนกองอยู่กับพื้นอย่างฉับพลัน

อ๊าก!

เด็กชายอ้าปากกรีดร้อง แมลงสีดำสนิทที่บินได้จำนวนนับไม่ถ้วนไหลออกมาจากดวงตาสองข้าง แล้วบินเข้าหาลู่เซิ่ง

“โง่เง่า!” ลู่เซิ่งปล่อยให้แมลงชนใส่ร่างตัวเอง แมลงเหล่านี้ไม่กลัวไฟ แต่กลับกัดผิวของลู่เซิ่งไม่เข้า ถูกการสะท้อนกลับอันรุนแรงดีดออก แล้วลุกไหม้กลายเป็นเถ้าดำกลางอากาศ

เขายกเด็กชายขึ้นด้วยมือข้างเดียว

“ในใจเจ้าเหลือแต่ความโกรธแค้นกับความสิ้นหวังแล้วหรือ” ลู่เซิ่งมองไปยังรูเลือดอันเป็นเบ้าตาที่ไม่มีลูกตาของเด็กชาย

เด็กชายดิ้นรนสุดชีวิต

ในม่านหมอกรอบๆ ค่อยๆ ปรากฏเสียงโซ่ที่รวมตัวกันอย่างต่อเนื่อง คล้ายกลับว่าเพชฌฆาตที่ลู่เซิ่งเพิ่งเจอไปเมื่อก่อนหน้านี้กำลังเร่งรุดมาทางด้านนี้เป็นจำนวนมาก

โรดี้ดึงเมราไว้ด้วยมือหนึ่ง พร้อมกับเอียงร่างหลบพ้นดาบฟันฟืนขนาดใหญ่สีดำที่ฟันลงมาจากด้านหน้า

“ด้านนี้!” เขาตีลังกาหลบพ้นการรัดพันเหวี่ยงฟาดของหนวดสัตว์ประหลาดสองเส้น ก่อนจะลุกขึ้นแล้วตะโกนไปยังฟราน

ฟรานกำลังพัวพันกับเพชฌฆาตตัวหนึ่งอยู่ไม่ไกลออกไป นางเคลื่อนที่อย่างคล่องแคล่วปราดเปรียว เร็วจนน่าตกใจ ดูเหมือนกับหลบทุกๆ การโจมตีของเพชฌฆาตได้อย่างสบายๆ

แต่มีแค่ตัวนางเองเท่านั้นที่รู้ว่า หากโดนจังๆ เข้าเมื่อไหร่ ทุกอย่างจะเป็นอันจบสิ้นในพริบตา

พอได้ยินเสียงเรียกของโรดี้ นางก็กระโจนหลบลูกตุ้มเหล็กที่ฟาดมาจากด้านข้าง แล้วมารวมตัวกับพวกโรดี้และเมราได้พอดี

ตอนนี้ทั้งสามคนยืนหันหลังชนกันอยู่ด้านหน้าประตูเหล็กด้านนอกตึกเล็ก พวกเขาเพิ่งจะออกจากโรงเรียน ก็เจอการลอบโจมตีจากสัตว์ประหลาดจำนวนมากทันที ยังดีที่มีตัวล่อพิเศษที่พกติดตัวคอยสร้างเสียงและแสง ล่อสัตว์ประหลาดจำนวนมากออกไป มีแต่พวกที่เคลื่อนไหวเชื่องช้าไม่กี่ตัวเท่านั้นที่ยังอยู่

รอจนพวกเขาออกมา สิ่งที่ต้องเผชิญก็คือสัตว์ประหลาดห้าตัวที่เหลืออยู่

ต้นไม้หนวดที่ล่อเหยื่อด้วยศีรษะคนสี่ตัว รวมถึงคนอ้วนที่อวัยวะภายในออกมาอยู่บนผิวภายนอกคนหนึ่ง

คนอ้วนถือลูกตุ้มเหล็กและดาบฟันฟืนซึ่งเปื้อนรอยเลือด ไม่ทราบว่าฆ่าคนไปเท่าไหร่แล้ว

“โรแซงอยู่ไหน”

“ไม่รู้!” โรดี้รีบตอบ

“ออกไปก่อนค่อยว่ากัน โรแซงปลอดภัยกว่าพวกเราแน่!” เมราเอ่ยเสียงขรึม

ทั้งสามหลบการโจมตีของสัตว์ประหลาด พร้อมกับพุ่งไปยังประตูใหญ่ของโรงเรียนอย่างรวดเร็ว

เปรี้ยง!

ทันใดนั้นมีเงาดำสายหนึ่งกระเด็นออกไปจากห้องห้องหนึ่งบนชั้นสามของโรงเรียน หลังจากกระแทกบ้านเรือนไปหลายหลัง มันก็ตกลงกลางซากปรักหักพังสีดำ

“นั่นคือ...อะไร” ทั้งสามตกตะลึงเล็นน้อย จากนั้นก็เห็นสัตว์ประหลาดตรงหน้าหยุดลงพร้อมกัน ก่อนจะหมุนตัวพุ่งไปยังทิศทางของซากปรักหักพังสีดำพร้อมกับส่งเสียงคำราม

ไม่รอให้ทั้งหมดได้สติกลับมา เปลวไฟบนตึกโรงเรียนก็กระจายออกมา สะท้อนตึกทั้งตึกเป็นสีแดง

ความร้อนกดดันให้พวกเขาถอยออกห่างออกไประยะหนึ่ง

“ตอนนี้ควรทำอย่างไรดี” ฟรานมองโรดี้ ก่อนจะมองเมรา

“ข้าจะไปหาโรแซง” โรดี้เอ่ยอย่างเยือกเย็น เขาไม่สนใจความเป็นความตายของตัวเองมานานแล้ว แต่จะปล่อยให้โรแซงเกิดเรื่องไม่ได้เด็ดขาด ลูกชายยังหนุ่ม ยังมีหวัง ยังมีเวลามากมายรออยู่ข้างหน้า

“ไม่มีแพแล้ว ถูกทำลายไปตอนทำเสร็จได้แค่ครึ่งเดียว ไม่มีวิธีออกจากที่นี่แล้วล่ะ” เมราเอ่ยอย่างจนใจ “ข้าจะไปรับเอสเซียงโลก่อน จากนั้นจะไปดูว่าทางด้านนั้นเกิดอะไรขึ้น” นางมองไปยังซากสีดำ

...

ภายในโบสถ์

อูรุสที่สวมรองเท้ากองทัพสีดำเดินไปมาบนพื้น เสียงฝีเท้าดังอย่างชัดเจน

ยังมีพวกทหารคนสนิทจำนวนสิบเอ็ดคนกระจายกันอยู่ตามมุมต่างๆ ของโบสถ์ คอยเฝ้าระวังพื้นที่รอบๆ

“เจ้าแอบตามข้ามาทำไมกัน! รู้ไหมว่าถ้าเข้ามาที่นี่แล้วจะไม่มีวันออกไปได้อีก!?” อูรุสหยุดฝีเท้าลง แล้วตวาดใส่เด็กสาวผมทองคนหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลอย่างดุร้ายเหมือนกับสิงโต

เด็กสาวผมยาวถึงเอว ใบหน้างดงามเหมือนกับตุ๊กตา สวมชุดยาวรัดเอวสีแดงอมดำ เมื่อรวมกับถุงน่องขาวเรียวเล็กและรองเท้าหนังใบเล็กสีแดง จึงทำให้นางมีบุคลิกบริสุทธิ์และน่ารักน่าดึงดูด

“ถ้าท่านตายข้าก็ไม่ขออยู่” ดวงตาสีฟ้าที่งดงามของเด็กสาวจ้องมองอูรุสอย่างสงบนิ่ง

“เจ้าบ้าไปแล้ว! ตระกูลต้องการเจ้า! ตายที่นี่ก็ไม่มีความหมาย! ข้าถูกกำหนดให้ตายที่นี่อยู่แล้ว แต่เจ้าไม่เหมือนกัน บนตัวเจ้ามีอนาคตของตระกูลอยู่นะ!” อูรุสแผดเสียงอย่าบ้าคลั่ง แล้วนั่งลงกับพื้น พลางใช้สองมือทึ้งผมของตัวเอง

“ข้าจะต้องหาวิธีส่งเจ้าออกไปให้ได้ ต้องทำให้ได้! จะต้องมีวิธีแน่...” เขาพึมพำด้วยสองตาที่ไร้ประกาย

“ท่านพ่อ” เด็กสาวเดินมาถึงด้านหลังเขา แล้วโอบแขนเล็กที่เรียวยาวขาวผ่องกอดชายที่มีร่างกำยำเหมือนสิงโตผู้นี้ไว้เบาๆ

“ข้าไม่อยากให้ท่านตาย”

“โยย่า...” อูรุสกุมมือลูกสาวไว้ “ข้าสาบานกับแม่ของเจ้าแล้วว่าจะให้เจ้าใช้ชีวิตต่อไปอย่างสงบสุข”

“ไม่เป็นไร ท่านได้พยายามแล้ว” โยย่ามองอูรุสอย่างอ่อนโยน

“ไม่! จะต้องมีความหวังอยู่แน่!” อูรุสพลันตะโกนขึ้นอีกครั้ง แล้วผลักโยย่าออกไป ก่อนจะลุกขึ้นเดินพล่านไปมาอย่างกระสับกระส่าย

“ท่านนายพล! ตรงนั้นเกิดเพลิงไหม้!” อยู่ๆ ทหารยามคนหนึ่งก็รายงานเสียงดัง ในฐานะกองทหารใกล้ชิด ทหารคนอื่นๆ ต่างเสียสติและหนีเตลิดจนถูกสัตว์ประหลาดสังหารหมดสิ้นแล้ว แต่พวกเขากลับแตกต่าง ไม่ว่าอูรุสจะทำอะไร พวกเขาจะก็จะติดตามอย่างแน่วแน่ไม่สั่นคลอน รวมถึงสู้ไปจนกว่าจะถึงเลือดหยดสุดท้าย

นี่เป็นปณิธานของพวกเขา และเป็นความหมายที่พวกเขามีชีวิตอยู่

อูรุสอาศัยการสนับสนุนของทหารใกล้ชิดกลุ่มนี้ จึงกล้าพาคนจำนวนมากมาทำลายเมือง

แต่เขาก็ล้มเหลวโดยไม่มีอะไรต้องสงสัยเลย

“เพลิงไหม้หรือ”

อูรุสวิ่งไปถึงหน้าต่าง ก่อนจะเห็นแสงสีแดงที่สะท้อนฟากฟ้าไปครึ่งหนึ่ง

‘คนที่จุดเพลิงในเมืองได้ น่าจะมีแค่พวกเหยี่ยวขาวเท่านั้น...’ อูรุสจัดระเบียบความคิดอย่างรวดเร็ว ความผิดปกติของเมืองได้สร้างความหวังสุดท้ายขึ้นในใจเขา

“ไป พวกเราไปดูกัน! บางทีอาจจะมีโอกาสพลิกสถานการณ์ก็ได้” โยย่าพลันเอ่ยแทรก

นางจับมือของอูรุสอย่างอ่อนโยน

“คนที่ตายในคืนนี้มีมากพอแล้ว” นางนึกถึงเหล่าทหารที่ท่านพ่อพามาตายเมื่อก่อนหน้า ในใจพลันเศร้าเสียใจ

“ได้” อูรุสคิดทำแบบนี้อยู่แล้ว ได้ยินดังนั้นก็โบกมือใหญ่ทันที

“ทุกคน เก็บอุปกรณ์ซะ พวกเราจะเข้าใกล้ทิศทางของไฟ!”

...

ฟ้าว!

เพชฌฆาตสองตัวปรากฏแวบขึ้นด้านข้างลู่เซิ่ง แล้วฟาดโซ่มาใส่จากทางซ้ายและทางขวา ยังไม่ทันโจมตีโดน ก็ถูกประกายสีเงินที่สาดขึ้นกลางอากาศแบ่งเป็นสองส่วน

ลู่เซิ่งเพิ่งจะเก็บดาบ ก็มีหนวดหลายสิบเส้นของสัตว์ประหลาดฟาดมาใส่เขาอย่างมืดฟ้ามัวดินจากในความมืดทันที

บนพื้นมีแขนสีดำหลายข้างมุดออกมาจับขาของเขาเอาไว้

เด็กชายกรีดร้อง คลื่นเสียงไร้รูปร่างกระจายออกไปรอบๆ สัตว์ประหลาดมารวมตัวกันมากขึ้นเรื่อยๆ

ตอนแรกลู่เซิ่งยังรับมือไหว แต่พร้อมกับที่สัตว์ประหลาดเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดเขาก็ถูกสัตว์ประหลาดที่มีร่างกายแข็งแกร่งกว่าเพชฌฆาตทั่วไปพุ่งมากดเขาลงกับพื้นจากด้านหลังโดยไม่ทันได้ตั้งตัว

จากนั้นสัตว์ประหลาดกลุ่มใหญ่ก็พากันพุ่งเข้ามาเหมือนกับนักแสดงต่อตัว

พริบตาเดียว ตำแหน่งที่ลู่เซิ่งอยู่ก็กลายเป็นภูเขาสีดำทะมึนลูกย่อมๆ ที่น่ากลัวและแปลกประหลาด

เด็กชายเดินเข้ามาใกล้ภูเขาทีละก้าวๆ เขาต้องการสังหารบุรุษแข็งแกร่งซึ่งมาล้อเล่นกับเขาและเหยียบย่ำเขาด้วยตัวเอง

“โรแซง!” ทันใดนั้นก็มีเสียงร้องเรียกดึงดูดความสนใจของเขาไว้

พวกโรดี้กับเมรามาถึงอย่างเร่งรีบ ยืนอยู่ไกลออกไป และเห็นฉากสุดท้ายที่ลู่เซิ่งถูกสัตว์ประหลาดฝูงใหญ่ทับกลบพอดี

“ไม่! โรแซง!” โรดี้ตาแดงก่ำ ทั้งยังตัวสั่นโดยไม่อาจควบคุม

เมราจ้องมองเด็กชายรวมถึงสัตว์ประหลาดฝูงใหญ่ที่รวมตัวกันรอบๆ ด้วยสีหน้าเคร่งขรึมทันที

ฟรานเห็นท่าไม่ดี เริ่มถอยหลังเงียบๆ วางแผนว่าหากเกิดความผิดปกติจะหนีทันที แม้แต่โรแซงที่แข็งแกร่งขนาดนั้นยังถูกสัตว์ประหลาดทับจนตายทั้งเป็น ยิ่งอย่าว่าแต่คนธรรมดาอย่างพวกนาง

เด็กชายเตรียมจะออกคำสั่งสังหารพวกเขา อีกด้านหนึ่งก็มีคนกลุ่มหนึ่งเดินมาช้าๆ พอดี

“เด็กผู้ชายคนนั้น! จะต้องเป็นกุญแจสำคัญแน่! สัตว์ประหลาดทั้งหมดรวมตัวอยู่รอบๆ ตัวมัน ขอแค่ฆ่ามันได้จะต้องแก้ไขสภาพเลวร้ายของที่นี่ได้แน่” พออูรุสมาถึงก็เห็นเด็กผู้ชายที่ยืนกลางดงสัตว์ประหลาดทันที เขาพลันดีใจ

เปรี้ยงๆๆ!

เขายิงปืนใส่เด็กชายเป็นคนแรกโดยแทบไม่ต้องคิด

กระสุนระเบิดเป็นรูหลายรูบนศีรษะของเด็กชายในชั่วพริบตา แต่ว่ารูกระสุนก็กลับคืนสู่สภาพเดิมโดยอัตโนมัติ หลังจากละลายไปเหมือนกับเทียนไข ปากแผลก็เคลื่อนไหวและฟื้นฟูเอง

พออูรุสเปิดฉากยิง เหล่าองครักษ์ด้านหลังเขาก็กราดยิงใส่พวกสัตว์ประหลาดสุดกำลัง

สัตว์ประหลาดส่วนหนึ่งที่อ่อนแอหน่อยถูกยิงตัดหนวดกลายเป็นน้ำดำ แต่มีสัตว์ประหลาดจำนวนมากกว่าพุ่งเข้าไป หมายจะเข้าใกล้ด้วยความเร็วสูง

ปากกระบอกปืนมีสีส้ม เดี๋ยวสว่างเดี๋ยวดับกลางหมอกดำ พอกระสุนโลหะยิงโดนสัตว์ประหลาดสีดำที่มากมายเหมือนห้วงทะเล ก็เพียงมีละอองน้ำกระเพื่อมขึ้นจางๆ เท่านั้น ก่อนจะหายไปในทันที

อ๊าก

มีทหารคนแรกถูกโจมตี พวกเขาเป็นองครักษ์ใกล้ชิด ขณะเดียวกันก็เป็นนักรบที่เก่งกาจที่สุดในสังกัดของอูรุสด้วย หลังจากที่คุ้นชินกับร่างสัตว์ประหลาดของศัตรูแล้ว พวกเขาก็ไม่เกรงกลัวอีก แถมยังจุดระเบิดบนตัวก่อนตายด้วย

ตูม!

ดวงเพลิงหลายกลุ่มระเบิดติดต่อกัน

อูรุสกัดฟันตะโกนพลางแผดเสียงพลาง ขณะมององครักษ์ใกล้ชิดหลายคนที่บังอยู่ด้านหน้าตัวเองถูกสัตว์ประหลาดฉีกทึ้งอย่างต่อเนื่อง เขาก็ตัวสั่น เหล่านี้คือความพยายามและการสั่งสมในหลายปีมานี้ของเขา

โยย่ายืนอยู่ด้านหลังเขา หน้างามซีดเผือด แต่กลับไม่ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว

ครืน

สาดฟ้าวาดผ่าน สัตว์ประหลาดจำนวนมากเริ่มรวมตัวกันด้วยความเร็วสูง พวกมันกองทับกันในขณะที่ก้อนเนื้อบิดไปมา ก่อนจะค่อยๆ กลายเป็นสัตว์ประหลาดร่างมนุษย์ที่มีเขาเป็นแพะและมีขนาดเท่าตึกสองชั้นตัวหนึ่ง 

โฮก!

มันก้มหน้าลงคำรามใส่พวกอูรุส

“พระเจ้าช่วย...” เวลานี้อูรุสตกตะลึงเพราะเสียงคำราม สีหน้าอึ้งงัน เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าสิ่งที่ตนต้องเผชิญจะเป็นตัวตนที่ยิ่งใหญ่ระดับนี้

ทางเมราก็ตกใจเช่นกัน กลิ่นอายเย็นเยียบที่ต่างจากก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิงแผ่ตลบไปรอบๆ อาณาเขตหลายร้อยเมตรในพริบตาเหมือนกับวงแหวน

กลิ่นอายนี้แช่แข็งสองขาของคนทุกคน ทำให้พวกเขาขยับเขยื้อนร่างกายไม่ได้

..............................................
แต่ไม่นานทุกคนก็ค้นพบว่า จุดที่สัตว์ประหลาดกำลังมอง ไม่ใช่คนธรรมดาอย่างพวกเขา หากเป็นตำแหน่งหนึ่งที่อยู่บนพื้นของตัวเมือง

“ใช่แล้ว ถ้าพวกมันจะสู้กับพวกเรา คงไม่ต้องใช้ทัพใหญ่ขนาดนี้หรอก...” เมราสีหน้าเปลี่ยนแปลง คล้ายนึกอะไรได้ พลันเบือนสายตาไป

ดวงตาของโรดี้ที่แดงก่ำมองไปยังตำแหน่งเดียวกันอย่างคาดหวังรอคอย

“หรือว่า...!?”

เอสเซียงโลกับฟรานต่างก็หยุดถอยหลัง แล้วมองไปยังตำแหน่งที่ทั้งสองมองไป

พื้นดินเริ่มสั่นไหวน้อยๆ

ครืน...

สัตว์ประหลาดเขาแพะสีดำก้มตัวลง ตาข้างเดียวที่มีสีแดงฉานขนาดมหึมาเบิกโพลงอย่างโกรธแค้น

โฮก!

มันคำรามใส่พื้นดินตรงหน้า

แต่สิ่งที่มันเผชิญกลับเป็นแสงสีเงินเล็กละเอียดสายหนึ่ง แสงนั้นมีขนาดแค่เท่าฝ่ามือในตอนที่สว่างขึ้น เดี๋ยวสูญหายเดี๋ยวปรากฏในดงสัตว์ประหลาด

ถัดจากนั้น

ฟ้าว!

ชั่วพริบตานั้นประกายดาบสีเงินเชื่อมฟ้าเชื่อมดินก็กลายเป็นเงาสายหนึ่ง แล้วพุ่งทะลวงออกมาจากกลางฝูงสัตว์ประหลาด จากนั้นก็วาดผ่านสัตว์ประหลาดเขาแพะ วาดผ่านเด็กชายที่ยืนอยู่บนศีรษะของมัน วาดผ่านสิ่งก่อสร้างของเมืองหลายสิบแห่งที่ยังนับว่าอยู่ในสภาพดีด้านหลัง

ทุกสิ่งทุกอย่างเงียบสงัดในชั่วพริบตา

การเคลื่อนไหวของพวกสัตว์ประหลาดหยุดชะงัก เหมือนกับเครื่องบันทึกเสียงที่ถูกกดปุ่มหยุด สัตว์ประหลาดสีดำนับไม่ถ้วน รวมถึงสัตว์ประหลาดเขาแพะที่สูงที่สุดแข็งทื่อในพริบตา

รอยแตกที่เห็นได้ชัดค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนตัวสัตว์ประหลาดกับเด็กผู้ชาย

ตูม!

สัตว์ประหลาดทุกตัวระเบิดแทบจะพร้อมกัน ก่อนกลายเป็นน้ำสีดำกระเซ็นซ่านไปทั่ว ร่างกายมหึมาของสัตว์ประหลาดเขาแพะตาเดียวถูกแบ่งจากหนึ่งเป็นสอง

สิ่งที่ถูกผ่าเปิดออกพร้อมกันยังมีพื้นของเมืองที่ใหญ่ถึงหลายร้อยเมตรด้านหลังด้วย

เมืองทั้งเมืองถูกดาบแบ่งจากหนึ่งเป็นสอง ถูกฟันทำลายไป

ซู่...

ไอความร้อนที่มีอุณหภูมิสูงหลายกลุ่มลอยขึ้นจากพื้น ลู่เซิ่งถือดาบด้วยมือข้างเดียว กล้ามเนื้อบนร่างไม่ใช่กล้ามเนื้อธรรมดาอีกต่อไป หากเหมือนกับเกราะอ่อนมากกว่า

สิ่งที่น่าประหลาดที่สุดก็คือ ตอนนี้ด้านหลังเขามีท่อที่เหมือนกับท่ออ่อนเพิ่มมา ดาบกระดูกสีขาวที่คมกริบสองเล่มงอกขึ้นมาด้านหลัง

“ปลดปล่อยยี่สิบเปอร์เซ็นต์” จนกระทั่งถึงตอนนี้ เสียงของลู่เซิ่งจึงค่อยๆ ทะลุม่านวิกาลและลอยเข้าหูของคนทุกคน

เสียงของเขาซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ ไม่เหมือนมนุษย์อีกต่อไป หากชั่วร้ายและเย็นเยียบเป็นพิเศษ

รอยแตกลึกรอยหนึ่งปรากฏด้านหน้าลู่เซิ่งโดยอยู่ห่างไปด้านหน้าหลายเมตร ทั้งยังแผ่ขยายไปจนถึงปลายสุดของเมือง ผ่าเมืองทั้งเมืองออกเป็นสองส่วน

“โรแซง...” โรดี้มองลูกชายอย่างงงงวย เขามองเห็นร่องรอยของสำนักดาบเจอเรลโลที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นจากร่างสูงใหญ่เกือบห้าเมตรกว่าๆ ร่างนั้นได้ คนที่ร่างกายแข็งแกร่งยิ่งขึ้นหลังจากกินยาจะมีเส้นสายเล็กๆ ที่คนธรรมดาแยกแยะไม่ออกปรากฏบนร่าง

คนธรรมดาไม่สามารถมองเห็นร่องรอยนี้ได้ แต่คนในสำนักกลับเห็นได้อย่างชัดเจน

ตอนแรกโรดี้นึกว่าลูกชายถูกสัตว์ประหลาดฝังร่างปรสิต ถึงอย่างไรอันตรายอะไรก็ปรากฏขึ้นในเมืองนี้ได้ทั้งนั้น แต่จนกระทั่งถึงตอนนี้ หลังจากเห็นร่องรอยของยาในสำนักที่แข็งแกร่งขึ้นบนร่างของลูกชาย โรดี้จึงค่อยกระจ่างแจ้งว่า

โรแซงไม่ได้ถูกสัตว์ประหลาดฝังร่างปรสิต!

เป็นเพราะว่าร่องรอยยาบนร่างโรแซงกระจายไปทั่วร่างอย่างแน่นขนัด มีอยู่มากมายนับไม่ถ้วน มากกว่าพัน มากกว่าหมื่น หรือมากกว่าแสนมากกว่าล้าน

ร่องรอยยาสายหนึ่งหมายถึงเพิ่มความแข็งแกร่งขึ้นสำเร็จครั้งหนึ่ง นี่เป็นร่องรอยที่จะเหลืออยู่หลังเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่กายเนื้อ ตอนนี้ร่องรอยยาบนร่างโรแซงกลับมีเยอะจนนับไม่หวาดไม่ไหว...

“นั่นคือ...รอยยาหรือ...!?” เอสเซียงโลเบิกตาจนหางตาแทบฉีก

“ยาเข็มทมิฬ...หนามแดง...แสงขาว...” เขาพูดชื่อตัวยาแต่ละชื่อออกมา

“สัตว์...สัตว์ประหลาด!” ฟรานตัวสั่นอย่างมิอาจควบคุม

“ไม่! เขาไม่ใช่สัตว์ประหลาด!” เมราตัดบทนาง สูดหายใจลึกเฮือกหนึ่งเพื่อข่มหัวใจที่เต้นเร็วให้ช้าลง

“ถ้าหากข้าทายไม่ผิด โรแซง...เขาคือสภาพที่สมบูรณ์ที่สุดของสำนักทั้งหลายตั้งแต่ประวัติศาสตร์เคยมีมา เป็นอัจฉริยะที่เพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่ตัวยาทั้งหมดจนถึงระดับสูงสุด!”

“พูดได้ว่า เขาในตอนนี้เป็นตัวแทนจุดสูงสุดที่สำนักต่อสู้ของพวกเราจะไปถึงได้”

...

“นี่...คือปาฏิหาริย์!”

อูรุสลืมตาโต ตื่นเต้นจนตัวสั่น เขา โยย่าและทหารใกล้ชิดสามคนสุดท้าย คือพยานสุดท้ายในความวุ่นวายครั้งนี้

ทหารทุกคนที่พามา เหลือแค่สามคนสุดท้ายนี้แล้ว

สัตว์ประหลาดถูกทำลายล้างในชั่วพริบตา ทำให้พวกอูรุสที่อยู่ในสภาพตึงเครียดมาโดยตลอดผ่อนคลายลง ถ้าไม่ใช่ว่ามีปณิธานแรงกล้าคอยประคับประคอง เกรงว่าพวกเขาจะหมดสติไปแล้ว

“คนคนนั้น...” อูรุสทรุดนั่งลงกับพื้น ดวงตายังคงจับจ้องเงาคนยิ่งใหญ่ที่ยืนอยู่กลางน้ำสีดำเขม็ง

“คนคนนั้น...ไม่อาจเรียกว่ามนุษย์ได้อีกแล้ว...”

โยย่าสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง แต่กลับจับแขนของผู้เป็นพ่อไว้แน่น ปากที่เม้มอยู่กับสองขาที่สั่นเล็กน้อยแสดงให้เห็นว่า ความรู้สึกของนางในตอนนี้ไม่ได้น้อยกว่าคนอื่นๆ เลย

“พวกเรา...ต่อจากนี้จะทำอย่างไรดี” นางถามเบาๆ

“ยืนยันก่อนว่าเขาเป็นมนุษย์หรือว่าเป็นสัตว์ประหลาด...” อูรุสกำหมัดแน่น

...

เปรี้ยง

กล้ามเนื้อที่นูนขึ้นบนแก้มของลู่เซิ่งป้องกันส่วนใบหน้าไว้ทั้งหมดเหมือนกับเกราะอ่อน รอบๆ สองขาของเขาเต็มไปด้วยเส้นเลือดและเส้นเอ็นที่ดูน่ากลัว ตอนนี้กลับเดินเข้าหาเด็กชายกับศพของสัตว์ประหลาดที่กำลังถล่มลงทีละก้าวๆ

เปรี้ยง

พื้นดินสั่นไหวท่ามกลางเสียงฝีเท้า แต่ตอนนี้วินาทีนี้กลับไม่มีใครหยุดเขาได้อีกแล้ว

สัตว์ประหลาดทั้งหมดกลายเป็นน้ำสีดำด้วยดาบเมื่อครู่ ดาบของลู่เซิ่งที่ปลดปล่อยพลังยี่สิบเปอร์เซ็นต์ใช้ทักษะของสำนักทำการโจมตีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

แค่กระแสอากาศคมกล้าที่ปล่อยออกไปในพริบตาตอนที่ฟัน ก็แยกเมืองจากหนึ่งเป็นสองได้แล้ว ยิ่งอย่าว่าแต่เด็กชายที่เจอการโจมตีเป็นคนแรก

“การฟันดาบไม่อาจทำให้ข้าสะใจได้อีกแล้ว” ลู่เซิ่งโยนดาบยาวที่มีแต่รูพรุนในมือทิ้ง แล้วไปหยุดอยู่ยืนด้านหน้าศีรษะของเด็กชาย

“ออกมาซะ ข้ารู้สึกได้ถึงการดำรงอยู่ของเจ้า” เขาพลิกมือชักกระดูกท่อนหนึ่งออกมาจากด้านหลัง

แคว่ก ชิ้นส่วนแตกละเอียดสีม่วงอ่อนก้อนหนึ่งที่มีลวดลายดวงตาอันแปลกประหลาดพลันปรากฏขึ้นกลางศพของเด็กชาย

ชิ้นส่วนนี้คล้ายกับเป็นชิ้นส่วนที่ตกลงมาจากแจกันที่แตก ลวดลายสีขาวเหมือนกับกำลังส่งของเหลวอะไรสักอย่าง เพื่อทำให้จุดแสงสีขาวไหลเวียนด้วยความเร็วสูงอยู่

“หากครอบครองข้า เจ้าจะมีพลังสูงสุด...”

“ปกครองโลก สะกดดวงดาว อำนาจ ความร่ำรวย วิชาเทพ วิชาลับ ขอแค่เจ้าต้องการ ล้วนมีได้ทุกอย่าง สมบัติ? วิชาลับ? ทรัพย์สิน? หญิงงาม? ทุกสิ่งที่เจ้าเคยเสียดาย เจ้าจะครอบครองได้ทุกสิ่ง...มาเถอะ...มาเถอะ...แค่ป้ายเลือดหยดเดียว...ลงบนผิวของข้า...”

กร๊วม

ลู่เซิ่งหยิบชิ้นส่วนที่กัดแตกออกมาจากปาก

“ทำไมแข็งจัง” เขาชูมันขึ้นอย่างสงสัย ก่อนจะเตรียมเปลี่ยนฟันเพื่อกัดอีกครั้ง

“ไม่! เจ้าทำแบบนี้ไม่ได้!” เสียงแหลมนั้นกำลังอ่อนแรงด้วยความเร็วสูง คล้ายกำลังจากที่นี่ไปไกล

“ไม่!” ผ่านไปสักพัก ชิ้นส่วนก็เงียบลง

ลู่เซิ่งเขย่าดู ในชิ้นส่วนกลับไม่มีเสียงแล้ว

“พังไปแล้วเหรอ” ลู่เซิ่งงุนงง

ในตอนนี้เอง เขาก็สังเกตเห็นว่า สิ่งก่อสร้างทั้งหมดในเมืองกำลังเริ่มหลอมละลายกลายเป็นน้ำสีดำปริมาณมากอย่างช้าๆ

รั้ว บ้าน โบสถ์ อิฐ ทุกสิ่งทุกอย่างละลายกลายเป็นน้ำสีดำ

ดีที่หลังจากสู้ศึกตะลุมบอนกันเป็นเวลานาน ท้องฟ้าด้านนอกก็สว่างเหมือนท้องปลาแล้ว

กระแสน้ำเหลืออยู่ไม่มากแล้ว ปริมาณน้ำหายไปเป็นจำนวนมาก แทบจะเห็นพื้นของเนินที่สูงหน่อยได้แล้ว

เวลานี้ลู่เซิ่งค่อยๆ กลับคืนร่างเดิม ความผิดปกติบนร่างค่อยๆ หายไปใต้ผิว

ลู่เซิ่งถอดชุดของทหารที่อยู่ด้านข้างออกมาสวม ก่อนจะจัดเข็มขัดหนัง จากนั้นก็เห็นพวกโรดี้วิ่งมาหา

“โรแซง!”

โรดี้กอดเขาไว้ ไม่ทราบว่าควรพูดอะไรอยู่ชั่วขณะ

“ไม่เป็นไร ท่านพ่อ จะไม่มีที่นี่อีกต่อไปแล้ว” ลู่เซิ่งฉีกยิ้ม

โรดี้ปล่อยเขา ค่อยสังเกตเห็นสภาพผิดปกติของสิ่งก่อสร้างรอบๆ สีหน้าพลันซับซ้อนขึ้นมา

เขารู้ว่าลูกชายแข็งแกร่งมาก แต่ไม่นึกว่าจะแข็งแกร่งถึงขั้นนี้

“เจ้า...ต่อจากนี้มีแผนการอย่างไร”

“ไม่รู้สิ แต่ข้ารู้สึกได้ว่า มีสถานที่บางแห่งกำลังเรียกข้าอยู่” ลู่เซิ่งเริ่มแต่งคำโหก เขาเตรียมจะทิ้งตำนานขึ้นสู่สวรรค์ไว้ในโลกไปนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้จะสามารถอธิบายเหตุผลที่เขาจากไปอย่างกะทันหันได้อย่างสมบูรณ์

“เรียกหรือ” โรดี้งงงวย

เวลานี้พวกเมรา ฟราน กับเอสเซียงโลพากันมารวมตัวกันตรงนี้แล้วเช่นกัน

หลังจากน้ำสีดำบนพื้นสลายไปแล้ว ในที่สุดก็เผยให้เห็นพื้นสีดำอมเทาด้านล่าง ทุกคนมองดูลู่เซิ่งอย่างระมัดระวัง ไม่ทราบควรพูดอะไรอยู่ชั่วขณะ

กลับเป็นลู่เซิ่งที่ทราบดีว่า ความจริงเรื่องนี้ยังไม่จบ ชิ้นส่วนในมือเป็นแค่ส่วนหนึ่งของบางสิ่งบางอย่างเท่านั้น

นอกจากนั้น เหตุใดวิธีการนี้ถึงเหมือนกับการที่พวกยอดฝีมือในต้าอินและโลกแห่งความเจ็บปวดทิ้งอาวุธเทพไว้ในโลกมนุษย์ เพื่อให้มันได้รับการหลอมสร้างกันนะ

ชิ้นส่วนในมือเขาจะต้องดึงดูดทูตที่อยู่เบื้องหลังมาแน่ นอกจากนี้สาเหตุที่เขาเก็บชิ้นส่วนนี้ไว้ชั่วคราว เป็นเพราะว่าเขาอยากจะได้ข้อมูลจากปากของมันมากกว่านี้

เห็นได้อย่างชัดเจนมากว่าของสิ่งนี้เป็นสิ่งที่มีสติปัญญา แต่ไม่รู้ว่าตนทำพังไปแล้วหรือยัง

“ที่นี่ไม่มีอะไรแล้ว พวกเรากลับไปก่อนเถอะ ท่านจะไปด้วยกันไหมท่านพ่อ” ลู่เซิ่งถามโรดี้

ถึงแม้อยากจะกลับไปถามลู่เซิ่งมากว่าฝึกฝนถึงขั้นนี้ได้อย่างไร แต่ตอนนี้ยังมีเรื่องที่สำคัญกว่าต้องจัดการ คือต้องยืนยันให้แน่ใจว่าเมืองหายไปโดยสมบูรณ์จริงๆ หรือไม่ สภาพเลวร้ายในวันนี้คือวิธีการทดลองที่ดีที่สุด

ความสนใจของลู่เซิ่งอยู่ที่ชิ้นส่วนในมือ เขาสนใจในตัวชิ้นส่วนนี้มาก สาเหตุส่วนหนึ่งก็คือของสิ่งนี้มีพลังอาวรณ์อยู่มากมาย

“ข้าจะอยู่ที่นี่สักพัก รอตรวจสอบให้แน่ใจแล้วค่อยจากไปก็ยังไม่สาย ข้าต้องรู้ถึงต้นสายปลายเหตุทั้งหมดให้ได้ จากนั้นค่อยเก็บงานช่วงสุดท้ายให้หมด”

“จริงสิ โรแซง ขอถามหน่อยได้ไหมว่าเจ้าแข็งแกร่งถึงขนาดไหน” ฟรานเข้ามาถามอย่างสงสัย

“ไม่รู้สิ...” ลู่เซิ่งยิ้ม

เมราที่อยู่ด้านข้างมองลู่เซิ่งอย่างอิจฉา นางพยายามฝึกฝนมาชั่วชีวิต แต่ยังสู้คนที่ฝึกมาสองสามเดือนไม่ได้ นางได้ทราบสถานการณ์จากทางโรดี้แล้ว

“ถ้าหากทำได้ ท่านโรแซง ช่วยมาร่วมมือกับพวกเราเพื่อทำการตรวจสอบที่สถานศึกษาการ์เดี้ยนได้ไหม” เอสเซียงโลสนใจมากว่าลู่เซิ่งทนพิษมากมายขนาดนี้ได้อย่างไร

ดังนั้นแม้จะยังเกรงๆ ลู่เซิ่งอยู่ แต่ตอนนี้จะมัวแต่กังวลไม่ได้แล้ว บอกกล่าวไว้ก่อนดีกว่า

“จะว่าไป ท่านเองก็สนใจในตราประทับลึกลับนี้เหมือนกันใช่ไหมล่ะ” เอสเซียงโลพลันชี้แขนท่อนปลายของลู่เซิ่ง ตรงนั้นมีลวดลายเทวลักษณ์วารีลี้ลับติดอยู่

“ท่านเคยเห็นตราประทับแบบนี้มาก่อนหรือ” ลู่เซิ่งถามอย่างตื่นเต้น

“เคยเห็น นี่เป็นหนึ่งในอักขระเทวลักษณ์โบราณพื้นฐาน ปกติแล้วจะใช้ในสภาพแวดล้อมหรือเหตุการณ์พิเศษ” เอสเซียงโลอธิบาย

“เทวลักษณ์โบราณ...”

..............................................
‘เทวลักษณ์โบราณ’

ลู่เซิ่งนั่งขัดสมาธิบนหลังคา ลมเย็นยะเยือกพัดผ่านข้างตัวไปเป็นระยะ เขาสวมแค่เสื้อเชิ้ตสีขาวตัวบาง คอเสื้อเผยให้เห็นโครงสร้างกล้ามเนื้ออันกำยำ

เขาออกจากเมืองแห่งนั้นมาได้ครึ่งปีแล้ว

ในครึ่งปีมานี้ เขาติดตามเอสเซียงโลมายังสถานศึกษาการ์เดี้ยน สถานวิจัยที่มีเงินทุนมหาศาลซึ่งก่อตั้งโดยเอกชน ทั้งยังเป็นสถานที่ที่ชุบเลี้ยงและให้การศึกษาแก่อัจฉริยะด้วย

เขาวิจัยปริศนาด้านปัจจัยร่างกายร่วมกับเอสเซียงโลระยะเวลาหนึ่ง ขณะเดียวกันก็ได้เทวลักษณ์โบราณที่เอสเซียงโลมีอยู่ทั้งหมดมาไว้ในมือเช่นกัน

‘ความจริงแล้วเทวลักษณ์โบราณเป็นสัญลักษณ์หรืออักขระพิเศษส่วนหนึ่งที่ใช้ตอนทำพิธีบวงสรวงเทพในยุคโบราณ เดิมทีไม่ได้มีความหมายพิเศษอะไร สัญลักษณ์ตัวหนึ่งมีความหมายได้หลายแบบ เป็นตัวแทนคุณลักษณะกับความหมายที่แตกต่างกัน’

ลู่เซิ่งหวนนึกถึงเทวลักษณ์โบราณที่ตนเองได้ศึกษาในช่วงเวลานี้ มีเทวลักษณ์ฝ่ายดีสองตัว เทวลักษณ์ฝ่ายร้ายสามตัว

รวมเป็นทั้งหมดห้าตัว แต่ละตัวมีระบบโครงสร้างที่ซับซ้อนถึงขีดสุด หากจะวาดอักขระที่เล็กที่สุดออกมาจำเป็นต้องมีพื้นที่กว้างหนึ่งเมตรกว่าๆ ยาวหนึ่งเมตรกว่าๆ

สิ่งที่ทำให้ลู่เซิ่งสนใจก็คือ ชิ้นส่วนประหลาดที่เขาได้มาจากเมืองเมืองนั้น

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ชิ้นส่วนสีม่วงชิ้นนี้ก็ไม่มีการเคลื่อนไหวอะไรอีก การเคลื่อนไหวเพียงหนึ่งเดียวคือจะปรากฏการสั่นไหวน้อยๆ ตอนสลักเทวลักษณ์ฝ่ายร้ายตัวหนึ่งด้านในตัวมัน

สิ่งที่เทวลักษณ์ชั่วร้ายชนิดนี้บวงสรวงคือมีซ่าเทพชั่วร้ายที่เขาเคยเห็นมาจากสถานที่อีกแห่ง เป็นเทพซึ่งควบคุมชายขอบความเป็นความตาย

ลู่เซิ่งพลันนึกถึงดวงตาแห่งเก๋อซังน่าที่โผล่ขึ้นมาอย่างกะทันหันในตอนรวมก้อนน้ำเมื่อก่อนหน้านี้ ดวงตาประหลาดดวงนั้นทำให้เขาตกใจเช่นกัน

สิ่งของที่โจมตีวิญญาณได้โดยตรง ทั้งยังเป็นการโจมตีที่ไม่สร้างความเสียหาย ในสถานการณ์ปกติ การโจมตีวิญญาณจำเป็นต้องใช้จิตวิญญาณของตัวเองเป็นฐานในการลงมือ ดังนั้นจึงสร้างความไม่เสถียรให้แก่จิตวิญญาณของตัวเองไม่มากก็น้อย ทำให้ต้องฟื้นฟูในภายหลัง แต่ดวงตาแห่งเก๋อซังน่ากลับไม่มีปัญหานี้โดยสิ้นเชิง

และตอนนี้...ก็มีการดำรงอยู่พิเศษอย่างมีซ่าเทพชั่วร้ายโผล่มาอีก

นี่ทำให้ลู่เซิ่งจำเป็นต้องสนใจ บางทีในดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ นอกจากต้าอิน ต้าซ่ง อาจจะมีตัวตนอันน่ากลัวที่ตนไม่อาจจินตนาการอยู่ด้วย พวกมันคงมีร่องรอยที่เหลือไว้ในโลกแต่ละใบเช่นกัน

บางทีพวกเขาอาจเป็นผู้อยู่อาศัยดั้งเดิมในโลกเหล่านี้ เพียงแต่ตกสู่การหลับไหลไปชั่วขณะเท่านั้น

ดวงดาวยามราตรีพร่างพราว ลู่เซิ่งหยิบน้ำลูกท้อขวดหนึ่งที่อยู่ด้านข้างขึ้นมาเงยหน้าดื่ม

‘ถ้าหากบอกว่าอริยะเจ้าเป็นผู้มีพลังพิเศษด้านจิตระดับสุดยอดที่ไปถึงขั้นบิดเบือนความเป็นจริงได้หลังจากจิตวิญญาณเกิดการเปลี่ยนแปลง อย่างนั้นระดับที่เหนือกว่าเจ้าแห่งอาวุธอาจจะ...’

เขาพลันเชื่อมโยงถึงเหตุการณ์น่าอัศจรรย์มากมายในเมืองนั้นที่ตนได้เจอเมื่อก่อนหน้านี้ ทั้งๆ ที่คุณสมบัติมารสวรรค์ของตนไม่มีทางทำให้ตนเกิดภาพหลอนได้แท้ๆ แต่ตอนนั้นก็ยังติดภาพหลอนอย่างอธิบายไม่ได้อยู่ดี

‘ชิ้นส่วนชิ้นนี้...’ ลู่เซิ่งหยิบชิ้นส่วนสีม่วงออกมาจากในอกเสื้อ แล้วตกสู่ห้วงความคิดขณะถือมันอยู่ในมือ

“ท่านโรแซง” ขณะกำลังไตร่ตรองอยู่ ก็มีเสียงอ่อนโยนลอยมาจากประตูตึก

“มีอะไรหรือ” ลู่เซิ่งถูกรบกวน จึงหงุดหงิดเล็กน้อย ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“เป็นแค่...เป็นแค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น อยากจะขอให้ท่านช่วยชี้แนะ...ไม่ทราบว่าได้หรือไม่” หญิงสาวผมทองงดงามในกระโปรงรัดเอวสีขาวบริสุทธิ์ และสวมถุงน่องสีดำเนื้อบางผู้เป็นเจ้าของเสียง เข้าใกล้ลู่เซิ่งอย่างเหนียมอายเล็กน้อย

สองขาเรียวยาวของนางย่ำเหยียบเป็นฝีก้าวเล็กๆ อย่างพอเหมาะ กระโปรงขาวถูกลมพัดจนชายด้านซ้ายกระพือขึ้น ทำให้นางรู้สึกหนาวจนสั่นน้อยๆ

หลังจากเรื่องเมืองแห่งนั้นจบลง ก็เหมือนกับว่าในที่สุดเมฆดำที่ปกคลุมโลกทั้งใบก็เริ่มสลายหายไป

ผู้มีตราประทับนับไม่ถ้วนได้รับการปลดปล่อย เหยี่ยวขาวสูญเสียความหมายในการมีอยู่ แต่ก็ไม่ได้สลายตัวโดยสิ้นเชิง หากแต่หลังจากคนที่ไม่สนใจชื่อเสียงผลประโยชน์จากไป ก็มีสมาชิกใหม่ๆ เข้าร่วมมากกว่าเดิม

เหยี่ยวขาวเปลี่ยนจากองค์กรไร้สังกัดเป็นกลุ่มก้อนขนาดมหึมาอย่างแท้จริง อำนาจขยายไปถึงด้านการทหาร การเมือง และการค้า

เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับลู่เซิ่ง โรดี้จึงรับตำแหน่งอันดับสามซึ่งทุกๆ การเคลื่อนไหวของเขามีความสำคัญ 

พลังต่อสู้อันน่ากลัวที่ลู่เซิ่งแสดงออกมาให้เห็นในเมืองแห่งนั้นทำให้พวกเมราตกตะลึงพรึงเพริด แต่ความโหดเหี้ยมไม่เลือกวิธีการที่อูรุสแสดงออกมาทำให้ผู้คนรังเกียจ

หลังจบเรื่อง อูรุสถูกผู้นำประเทศจับเข้าคุก และโดนตัดสินให้จำคุกสามร้อยหกสิบสองปี ชั่วชีวิตนี้ได้แต่แก่ตายในคุก ถ้าไม่ใช่เพราะไม่มีโทษประหาร ความผิดของเขาคือโทษประหารสถานเดียว

ด้วยความจนปัญญา โยย่าซึ่งเป็นลูกสาวของเขาไม่ทราบว่าหมายตาลู่เซิ่งได้อย่างไร

เป้าหมายของนางชัดเจนมาก คนที่มีความสามารถช่วยเหลือบิดาของตน และสามารถติดต่อได้ในตอนนี้ เหลือแค่ลู่เซิ่งเท่านั้น

ความจริงลู่เซิ่งทราบถึงเป้าหมายของนางดี แต่เขาไม่อยากจะทิ้งเมล็ดพันธุ์ไว้ในโลกภายนอก ต่อให้ต้องทิ้ง ก็จะไม่หาผู้หญิงที่มีจุดประสงค์ชัดเจนแบบนี้เด็ดขาด

สาเหตุที่เขาไม่ได้ปฏิเสธการเข้าใกล้ของโยย่าในสถานการณ์แบบนี้ก็เป็นเพราะว่า คุณสมบัติร่างกายของหญิงสาวคนนี้กลับทำให้ชิ้นส่วนสั่นไหวได้

โยย่าลังเลเล็กน้อย ก่อนจะตอบ “ท่านรู้ไหมว่าช่วงนี้มีคนกับองค์กรเล็งเล่นงานท่านอยู่ โดยทำภารกิจลอบสังหารพิเศษ”

ลู่เซิ่งพยักหน้าเล็กน้อย “แล้วอย่างไร”

โยย่าผุดสีหน้าจริงจัง กล่าวอย่างสงบนิ่ง “ตระกูลของข้าสามารถหาคนที่คิดเล่นงานท่านได้”

“อะไรอีก” ลู่เซิ่งไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ

“แล้วก็ท่านโรดี้พ่อของท่าน จะมีความมั่นใจและไพ่ตายที่แข็งแกร่งพอเช่นกัน ตระกูลของข้าจะสนับสนุนท่านโรดี้สุดกำลัง” โยย่ากล่าวอย่างรวดเร็ว

“ไร้ความหมายสิ้นดี” ลู่เซิ่งตอบ “ต่อให้เป็นข้าก็ไม่มีทางพลิกคดีให้พ่อเจ้าได้อยู่ดี อย่าหวังมากเลย”

“แต่ท่านเป็นพยานให้ได้นี่ เป็นพยานว่าพ่อข้าไม่ทราบว่าเมืองแห่งนั้นมีตัวตนที่แข็งแกร่งแบบนี้ เขาพาคนไปทำลายและตรวจสอบเมืองแห่งนั้นในสถานการณ์ที่ไม่รู้เรื่อง” โยย่ากล่าวอย่างรวดเร็ว สิ่งที่พวกนางต้องการก็คือการแสดงท่าทีของลู่เซิ่ง

เมื่อเป็นแบบนี้ จะสามารถใช้แผนการลดโทษให้แก่อูรุสได้ อย่างไรก็ดีกว่าการแก่ตายในคุก

“นอกจากนี้ ท่านอาจจะสนใจสิ่งนี้ก็ได้” นางค่อยๆ หยิบสร้อยเส้นหนึ่งออกมาจากคอเสื้อ บนสร้อยมีแท่งคริสตัลสีม่วงอมดำที่งดงามชิ้นหนึ่งแขวนอยู่

ลู่เซิ่งมองแวบเดียวก็เห็นลวดลายอันประณีตที่สลักบนจี้ทันที การสั่นไหวของชิ้นส่วนในมือชัดเจนขึ้นกว่าเดิม

เขาไม่รู้ว่าหญิงสาวคนนี้รู้ได้อย่างไรว่าตนสนใจสิ่งนี้ แต่ตอนนี้เขาทราบถึงสาเหตุที่ชิ้นส่วนสั่นไหวแล้ว

“ขอแค่ท่านตอบรับ มันจะเป็นของท่านทันที รวมถึงตัวข้าด้วย” โยย่าเอ่ยอย่างราบเรียบ

ลู่เซิ่งไตร่ตรอง เขาอยู่ที่นี่ตลอดไปไม่ได้อยู่แล้ว ดังนั้นจำเป็นต้องจัดการอนาคตของโรดี้ด้วย

และขุมกำลังเบื้องหลังโยย่าก็ทำให้เขาวางใจขึ้นมา หลักประกันที่ใช้ปกป้องโรดี้จะเพิ่มมาอีกชั้นหนึ่ง

“ข้าแสดงออกตรงๆ ไม่ได้ แต่ข้าจะขอให้คนอื่นปฏิบัติอย่างเป็นธรรม” ลู่เซิ่งคิดเล็กน้อยก่อนจะตอบ

วิธีการที่ใช้ลดโทษได้ย่อมเป็นการสร้างคุณูปการ โทษของอูรุสมีระยะเวลานานเกินไป คิดจะสร้างคุณูปการเพื่อลดโทษ ต่อให้เล่นเส้นเล่นสาย ก็ไม่อาจออกมาได้ในเวลาอันสั้น

การได้ออกมาก่อนแก่ตายก็นับว่าไม่เลวมากแล้ว

“ขอบคุณนายท่าน!” โยย่าดีใจ แล้วเข้าใกล้สองก้าว กลิ่นฮอร์โมนที่แผ่กระจายบนร่างมุดเข้าจมูกลู่เซิ่งโดยอัตโนมัติ

เขาเกิดเพลิงราคะเล็กน้อย แต่ก็ยังกดข่มไว้ได้

“นอกจากนี้ ข้าต้องการแค่ของ เจ้าไม่ต้อง”

พูดจบเขาก็ไปจากยอดตึกโดยไม่สนใจโยย่าที่กำลังงงงวย

‘ถึงเวลาไปสักที’

เรื่องของอูรุสเป็นอันจบลง หลังจากลู่เซิ่งจัดการขุมกำลังที่หยั่งเชิงพลังของเขาเสร็จ และคุยอย่างเป็นการลับกับโรดี้แล้ว เขาก็หายไปจากทัศนวิสัยของทุกคน

ตำนานเรื่องเมืองแห่งนั้นกลายเป็นหนังสือเรื่องเล่าเช่นนิยาย พล็อต และบทละครที่ไม่เสื่อมความนิยมอยู่เนิ่นนาน

ตำแหน่งในเหยี่ยวขาวของโรดี้มั่นคงกว่าเดิมเพราะการสนับสนุนจากตระกูลของโยย่า เขากุมอำนาจมากกว่าเดิม จากนั้นก็คบหากับฟราน จัดพิธีแต่งงาน และสร้างครอบครัวใหม่

ส่วนโรแซง ชื่ออันน่าอัศจรรย์นี้ค่อยๆ หายไปตามกาลเวลา

มีแต่โรดี้เท่านั้นที่ลอบส่งคนออกสืบเสาะไปทั่วหลังจากพบความผิดปกติ แต่ก็ล้มเหลวมาโดยตลอด

ทางเอสเซียงโลได้รับรู้ความแข็งแกร่งทางกายเนื้อของโรแซงผ่านการศึกษาว่า แม้จะน่าสะพรึงกลัวถึงขีดสุด แต่กระบวนการเผาผลาญก็มีความเร็วมากกว่าคนปกติ ร้อยเท่า ด้วยความเร็วแบบนี้ กายเนื้อของคนธรรมดาทนได้ไม่กี่ปีก็จะอ่อนเพลียและตายไปอย่างรวดเร็ว

หลังจากโรดี้ทราบผลของการศึกษา ก็คล้ายเข้าใจอะไรบางอย่าง

สองปีต่อมา เขา ฟราน และลูกชายฝาแฝดที่ให้กำเนิดใหม่ก็ได้สร้างหลุมฝังศพให้แก่โรแซงผู้เป็นลูกชาย

คนของเหยี่ยวขาวล้วนพากันมาเคารพศพ

...

เปรี้ยง!

ลวดลายสีแดงอ่อนระเบิดขึ้นในตำหนักวิจัย

ลู่เซิ่งคุกเข่าข้างหนึ่งบนพื้น เสื้อผ้าบนร่างขาดกะรุ่งกะริ่งและลุกไหม้ ไม่นานก็กลายเป็นเถ้าดำหายไป

กายเนื้อของเขาสั่นไหวและบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง คล้ายกับกำลังถูกพลังที่ยิ่งใหญ่ถึงขีดสุดบิดและฉีกทึ้ง

“หยุด!” ลู่เซิ่งตวาดขึ้น

ตำหนักวิจัยสั่นไหวอย่างรุนแรงครั้งหนึ่ง ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะหยุดนิ่งในพริบตา คล้ายกับกดปุ่มหยุดชั่วขณะ

พลังจิตวิญญาณที่จับกันหนาแน่นจนแทบสัมผัสได้ กลายเป็นพายุจิตวิญญาณ พัดอยู่ในตำหนักวิจัยอย่างบ้าคลั่ง

พลังจิตวิญญาณกลายเป็นวงจรลี้ลับในตำหนักใหญ่ตามกฎเกณฑ์และเส้นทางพิเศษของธรรมชาติ

อุปกรณ์ที่ใช้ในการวิจัยกองใหญ่ถูกพัดลอยขึ้น แล้วหยุดอยู่กลางอากาศ

กระดาษที่กระจัดกระจายบ้างก็หมุนม้วน บ้างก็แผ่ราบ เหมือนกับถูกแช่แข็งในพริบตาแรกที่ถูกลมพัดขึ้น

เถ้าดำหลังจากเสื้อผ้าลุกไหม้ ลวดลายอักขระที่สาดแสงสีแดงบนพื้น ดาบกระบี่ที่ส่ายไปมาบนผนัง ทุกสิ่งทุกอย่างถูกพลังจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่และน่าสะพรึงกลัวหยุดเอาไว้

‘อือ...เกือบจะระเบิดแล้วสิ...อันตรายจริง’ ลู่เซิ่งตั้งหลักแล้วค่อยลุกขึ้น

ตอนนี้เขายังคงใช้กายเนื้อของโรแซง การกลับมาในครั้งนี้ เขาไม่ได้ใช้ร่างหลักกลับมา แต่ทดลองใช้ร่างกายของโรแซงกลับมา

ผลลัพธ์ก็คือในพริบตาที่เข้าสู่รอยแตกของมิติ เสื้อผ้าบนร่างเขาได้ทำลายตัวเอง กายเนื้อที่แข็งแกร่งสุดเปรียบปานเริ่มพังทลายด้วยความเร็วสูง ถ้าไม่ใช่เขาตอบสนองทันเวลา ปลดปล่อยจิตวิญญาณระดับอริยะเจ้าขั้นเทวปัญญาออกมาหลอกธรรมชาติเพื่อหยุดทุกสิ่ง ขวางกั้นทุกอย่าง เกรงว่าตอนนี้กายเนื้อของโรแซงคงพังทลายอย่างสิ้นเชิงแล้ว

‘ดูเหมือนจะยังไม่ไหว...เสียพลังจิตวิญญาณเร็วเกินไป การหยุดเวลาเป็นความสามารถพิเศษที่มีแต่อริยะเจ้าระดับเทวปัญญาถึงจะใช้ได้ ตอนนี้เราเองก็ใช้ได้เหมือนกัน แถมยังคงไว้ได้นานกว่าเทวปัญญาในบันทึกเสียอีก เพียงแต่ว่า...’ ลู่เซิ่งลุกขึ้น เลือดไหลออกจากเจ็ดทวาร ดูน่ากลัวเป็นพิเศษ

“เพียงแค่ว่า อย่างไรก็เสียพลังมากเกินไป ต่อให้เป็นสภาพของเราในตอนนี้ พลังจิตวิญญาณก็คงได้อย่างมากสุดหนึ่งนาทีเท่านั้น”

ตามความเข้าใจของลู่เซิ่งจากแต่ละช่องทาง การหยุดเวลาเป็นความสามารถพิเศษที่จะปรากฏออกมาโดยอัตโนมัติหลังจากจิตวิญญาณแข็งแกร่งถึงระดับหนึ่ง เป็นความสามารถอันน่าสะพรึงที่สามารถควบคุมสภาพรอบๆ ได้ชั่วพริบตาหนึ่งซึ่งมีแค่ในหมู่เทวปัญญาเท่านั้น

อริยะเจ้าเทวปัญญาที่เพิ่งเลื่อนระดับทั่วไปใช้การหยุดเวลาได้ราวสิบวินาที ส่วนลู่เซิ่งเป็นเพราะปริมาณพลังวิญญาณเทียบได้กับเทวปัญญามากประสบการณ์จำนวนมาก ดังนั้นจึงไปถึงจุดสูงสุดของระดับนี้ โดยหยุดเวลาได้หนึ่งนาที

‘ตอนนั้นถ้าสือจื้อซิงไม่ช่วยควบคุมเซียวจื่อจู๋เจ้าแห่งมารควบคุมจิตใจไว้ ถ้าหากเป็นร่างหลักมาเอง เราในตอนนั้นคงสู้ไม่ได้ ดีที่ครั้งแรกที่เจอเป็นแค่ร่างหยินของมัน’ ลู่เซิ่งเข้าใจทุกสิ่งเมื่อก่อนหน้าในพริบตา

ต่อมาเขาเล่นงานเซียวจื่อจู๋ในทันทีที่พบหน้า เพิ่งจะเริ่มสู้กัน ก็ใช้ชิ้นส่วนคันฉ่องแห่งความเจ็บปวดลากอีกฝ่ายเข้าไปในโลกแห่งความเจ็บปวดทันที ไม่อาจไม่บอกว่าเสี่ยงอยู่บ้าง

แต่ผลลัพธ์กลับเห็นอย่างเป็นประจักษ์ เขาชนะแล้ว ส่วนเซียวจื่อจู๋ตายแล้ว

จิตวิญญาณไม่ได้มีพลังมากขนาดนี้ในโลกแห่งความเจ็บปวด ที่นั่นเพียงยอมรับพละกำลังกายทางกายภาพของกายเนื้อเท่านั้น ควันเทาในโลกแห่งความเจ็บปวดเป็นการดำรงอยู่ที่จิตวิญญาณไม่อาจหยุดเวลาเพื่อหยุดมันไว้ได้

‘เจ้าคนน่าสงสาร ตายได้อย่างน่าอัปยศจริงๆ’ ตอนนี้พอลู่เซิ่งหวนนึกถึง ก็รู้สึกเสียดายแทนเซียวจื่อจู๋ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งพิภพมาร ยอดฝีมือระดับเทวปัญญา กลับถูกคนวางแผนเล่นงานจนตายในโลกแห่งความเจ็บปวดอย่างอดสู ถึงขั้นหลังจบเรื่องแล้วก็ยังไม่มีใครรู้ว่าฆาตกรเป็นใครอีก

..............................................

ความคิดเห็น