516-520
ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง ระบบโกงสกิล
บทที่ 516ถึง520
ฟู่ว...
โรดี้พ่นควันสีขาวออกมาช้าๆ พร้อมกับเงยหน้ามองร้านค้าเก่าแก่สีเหลืองอ่อนด้านหน้า มือกุมแขนขวาขณะค่อยๆ เดินเข้าไป
ในร้านมืดมนไร้แสง มีชามใส่เส้นที่เหลือแค่น้ำซุปวางอยู่บนโต๊ะยาว ตะเกียบถูกโยนไว้ด้านข้าง ทิ้งคราบน้ำสองสายไว้บนโต๊ะ
นาฬิกาแขวนบนผนังส่งเสียงดังติ๊กต่อก เข็มสั้นถูกโลหะเสียดสีจนส่งเสียงเป็นระยะ
“ครั้งนี้รบกวนเจ้าอีกแล้วมาร์ต” โรดี้เอ่ยเบาๆ
ร่างกายของเขาที่เดิมทีกำยำสูงใหญ่ เวลานี้ผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก เคราบนแก้มไม่ได้ตัดมานานแล้ว เบ้าตาจมลึก แสดงให้เห็นว่าอิดโรยอย่างยิ่ง
ชายวัยกลางคนที่ดวงตาเป็นประกายคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นด้านหลังโต๊ะยาวช้าๆ ชายคนนี้ดูเหมือนจะผอมยิ่งกว่าโรดี้ในตอนนี้เสียอีก
“ไม่เป็นไร...กฎเดิม ราคาเดิม แต่เจ้าใกล้จะเจอแดนมรณะแล้วสินะ” เสียงของเขาแหลมเหมือนกับเป็ด
“อือ ใกล้แล้ว...” โรดี้พยักหน้า
“ผ่านมาหลายปี...ถ้าหากเจ้าตายไปอีกคน ข้าคงเหลือสหายไม่กี่คนแล้ว” อีกฝ่ายเอ่ยอย่างเสียดาย “ดังนั้น ห้ามตายล่ะ”
โรดี้เค้นยิ้มเหยเก “ข้า...จะพยายาม”
...
หนึ่งเดือนให้หลัง...
ปุดๆๆ...
หม้อใหญ่ใบหนึ่งกำลังต้มของเหลวสีเขียวอ่อนปริมาณมากที่มีความเหนียวถึงขีดสุด ลู่เซิ่งยืนอยู่ด้านข้าง ใช้พายไม้คนเพื่อปรับความร้อนอย่างต่อเนื่อง
‘นี่เป็นหม้อสุดท้ายแล้ว...น่าจะเพียงพอไปได้สักระยะ’
หลังจากกลับมา เขาก็จ่ายเงินจ้างคนให้ปรุงยาปริมาณมหาศาล พร้อมกับซื้อวัตถุดิบที่หาซื้อได้จากบริเวณรอบๆ จนครบ
สูตรยาบนรายการนั้นมีทั้งหมดหนึ่งร้อยสิบห้าชนิด
เขาต้มยาแต่ละชนิดเป็นปริมาณอย่างน้อยให้คนหนึ่งร้อยคนพอกินไปห้าสิบปี แถมความเข้มข้นยังสูงจนน่ากลัวด้วย
ไม่นานนัก หลังจากที่ของเหลวในหม้อข้นขึ้นเรื่อยๆ เวลาที่ลู่เซิ่งคำนวณไว้ก็มาถึงแล้ว
ในอากาศเริ่มมีกลิ่นเหม็นที่ให้ความรู้สึกเหนียวเนื้อเหนียวตัวแผ่กระจาย
‘เรียบร้อย’ เขาโยนพายไม้ทิ้ง ก่อนจะใช้มือข้างหนึ่งยกหม้อใหญ่ขึ้น แล้วเงยหน้ากระดกดื่มลงไปโดยไม่สนใจเลยว่ามันกำลังเดือดอยู่
อึกๆๆๆๆ...
ดีที่รอบๆ ไม่มีคน ไม่อย่างนั้นหากเห็นภาพนี้เข้า เกรงว่าจะต้องตกใจจนเป็นลมแน่ คนที่ยกยาที่เพิ่งต้มเดือดขึ้นกรอกใส่ปากไม่อาจนับเป็นมนุษย์ได้อีกแล้ว
‘ดีปบลู!’
พอดื่มจนหมด หนังท้องของลู่เซิ่งก็นูนสูงขึ้น
เขาเรียกเครื่องมือปรับเปลี่ยนออกมาทันที ก่อนจะเพ่งมองกรอบ
“วิชาดาบเจอเรลโล!”
ซู่ว...
กรอบพลันพร่ามัว
ผิวหนังทั่วร่างลู่เซิ่งกลายเป็นสีแดงและพองขยายด้วยความเร็วสูง ขนาดร่างกายที่ตอนแรกสูงเพียงหนึ่งจุดแปดเมตรค่อยๆ เริ่มสูงใหญ่ขึ้นอีก
นี่เป็นการขยายใหญ่ที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติหลังจากร่างกายแข็งแกร่งถึงระดับหนึ่ง
โครงกระดูกได้รับการเสริมความแข็งแกร่งจนหนาและแข็งขึ้น กล้ามเนื้อใหญ่โตและยืดหยุ่นขึ้นกว่าเดิม พละกำลังเพิ่มขึ้น ความเร็วสูงขึ้น ทั้งหมดนี้จำเป็นต้องรวบรวมพลังงานปริมาณมาก
ในกรณีที่ไม่มีวิธีการบีบอัดพลังงานชนิดพิเศษ การที่กายเนื้อขยายใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับกล้ามเนื้อที่เพิ่มมามากกว่าเดิมเป็นเรื่องสมเหตุสมผล
หลายวินาทีต่อมา กรอบก็ชัดเจนขึ้นอีกครั้ง
[วิชาดาบเจอเรลโล: ปรมาจารย์ (ผลพิเศษ: วิชาดาบสมบูรณ์ พละกำลังเพิ่มขึ้นหนึ่งร้อยสามระดับ คุณสมบัติร่างกายยกระดับขึ้นหนึ่งร้อยสามระดับ ความเร็วยกระดับขึ้นหนึ่งร้อยสามระดับ)]
‘ยกระดับขึ้นหนึ่งขั้น พอใช้ได้’ ลู่เซิ่งพยักหน้าเล็กน้อย “เพียงแต่แบบนี้ก็ยังช้าเกินไปอยู่ดี...” เขาขมวดคิ้ว
‘นอกจากนี้เรายังหาทักษะฝึกฝนกายเนื้อที่ใช้กันแพร่หลายในโลกใบนี้ส่วนหนึ่งเจอจากสิ่งที่ได้เรียนรู้ก่อนหน้าด้วย พลังอาวรณ์ยกระดับมาตั้งมากมายแต่กลับเสียไปนิดเดียว น่าจะมีเหลือใช้ในภายหลัง’
เขาวางหม้อใหญ่ลง ก่อนจะหมุนตัวออกจากห้องครัว แล้วเข้าไปในคลังเก็บของ
บนชั้นเหล็กหลายแถวในคลังเก็บของจัดวางขวดโหลใส่ยาหลากหลายชนิดไว้จนเต็มไปหมด ขวดโหลทุกขวดคือยาความเข้มข้นสูงที่พอให้คนมากกว่าร้อยคนกินเป็นเวลาห้าสิบปี พวกมันล้วนเป็นไขมันที่ใกล้จะแข็งตัวเต็มที
‘ความแข็งแกร่งของร่างกายในตอนนี้สามารถต้านทานการกระตุ้นจากยาพิษได้แล้ว อย่างนั้น ถ้าหากเราผสมยาพิษแต่ละชนิดเข้าด้วยกันล่ะ’ ลู่เซิ่งพลันเกิดความคิดพิสดาร
ถึงอย่างไรเขาก็มีดีปบลูอยู่ จึงไม่สนใจว่าจะเป็นยาพิษชนิดไหน เพียงใช้พลังอาวรณ์เรียนรู้ ก็จะสร้างวิธีการฝึกฝนที่สามารถขจัดยาพิษได้ทันที จึงเปลี่ยนฤทธิ์ยาที่มีความเป็นพิษรุนแรงให้กลายเป็นความแข็งแกร่งขึ้นได้โดยตรง
‘แต่ก่อนหน้านั้น ต้องเรียนรู้สภาพหยินโชติช่วงให้ได้ก่อน ไม่อย่างนั้นเกิดแข็งแกร่งขึ้นจนกลายเป็นสภาพประหลาด แล้วโดนโรดี้เข้าใจผิดว่าเป็นสัตว์ประหลาดคงจะแย่แน่...’ ลู่เซิ่งยังจำสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอนฝึกฝนวิชาแข็งกร้าวของตัวเองได้ หนังหน้าจึงกระตุกเล็กน้อย
เขาหยิบโหลยาที่ยากลายเป็นไขอยู่ข้างในโหลหนึ่งขึ้นมาเปิดออกแล้วเทยาใส่ปาก จากนั้นก็กินพลางกลับห้องนอนไปพลาง เพื่อเตรียมจะพักผ่อน
“นาย...นายท่าน...มีแขกมาขอพบขอรับ...” อยู่ๆ ด้านนอกประตูเรือนก็มีเสียงสั่นเครือดังมา เป็นข้ารับใช้ในคฤหาสน์นั่นเอง
นับตั้งแต่ลู่เซิ่งบีบข้ารับใช้ที่อู้งานแอบลดวัสดุในตอนไปซื้อยาเมื่อก่อนหน้าตายคามือไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ก็ไม่มีใครกล้าคุยกับเขาซึ่งหน้าอีก
เรื่องแบบนี้เห็นได้บ่อยมากในสถานที่ที่อยู่ใกล้ชายแดน กฎหมายมาไม่ถึงที่นี่ จึงไม่มีใครรักษากฎตรงนี้
หลังจากลู่เซิ่งฆ่าคนที่มาหาเพื่อต้องการหลอกเอาเงินติดต่อกัน ก็ไม่มีใครกล้าพูดเรื่องนี้กับเขาต่อหน้าอีก
“มีคนมาหรือ หาใคร ข้าหรือ” ลู่เซิ่งถามเสียงทุ้ม
“ขอรับ...” ข้ารับใช้ตอบเสียงสั่น
“อือ...ให้เขารอครู่หนึ่ง” ลู่เซิ่งหมุนตัวเดินไปหาตู้เสื้อผ้า เตรียมจะหาชุดที่ใส่ได้
...
บนสะพานหินที่โค้งเล็กน้อยข้างโรงโม่ในคฤหาสน์ คนสวมชุดสีดำที่ใส่เสื้อคลุมทับไว้กำลังยืนรอคอยอย่างสงบอยู่หน้าประตูใหญ่ของตัวเรือน
ข้างใต้เสื้อคลุมคือใบหน้าที่เย็นชาไม่มีสีเลือดโดยสิ้นเชิง
เขามีชื่อว่าโซโลมอน มาเพื่อมอบคำพูดที่โรดี้ฝากส่งให้โรแซงผู้เป็นลูกชาย
เขากับโรดี้เป็นเพื่อนสนิทกันมาหลายปี สามารถตายแทนกันได้ ตอนนี้พวกโรดี้มุ่งหน้าไปยังสถานที่แห่งนั้นเพื่อเผชิญกับการมาถึงของแดนมรณะแล้ว
แต่เขากลับได้รับคำไหว้วานให้นำคำโหกที่แต่งไว้แล้วมาหลอกให้โรแซงไปจากที่นี่ ไปยังอีกสถานที่หนึ่งเพื่อรับสืบทอดทรัพย์สมบัติมหาศาล
“ไร้ความหมายสิ้นดี” โซโลมอนพึมพำเบาๆ เขาเคยพบโรแซงมาก่อน เด็กน้อยที่ขี้ขลาดคนนั้นไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามองเขาด้วยซ้ำ
ในขณะที่กำลังรอให้ประตูเปิดเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ เขาตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ทำตามคำขอของเพื่อนสนิท หากตัดสินใจบอกความจริงกับโรแซง
แล้วให้อีกฝ่ายตัดสินใจเองว่าจะทำอย่างไร
“นี่ถึงค่อยเป็นตัวเลือกที่ยุติธรรม” โซโลมอนถอนใจเบาๆ
แอ๊ด
ประตูใหญ่เปิดออก เรือนด้านในคฤหาสน์เป็นสถานที่เพียงแห่งเดียวที่ใช้ฝึกฝนดาบ
ประตูเพิ่งจะเปิดออก โซโลมอนก็สำลักเพราะควันหนาที่ทะลักออกมาจากด้านในทันที แถมสองตายังพร่ามัวจนมองไม่เห็นอะไรสักอย่าง
“โรแซงอยู่ไหม” เขายังคงยืนนิ่งโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง
“ท่านคือ?” เสียงที่ฟังดูกระจ่างใสมากดังมาจากด้านในควันหนา
“ข้าคือโซโลมอน มาเพื่อบอกข่าวร้ายกับเจ้า” โซโลมอนไม่ถนัดการพูดคุย เลยตัดสินใจบอกตรงๆ
“พ่อเจ้ากำลังจะตายแล้ว”
“...”
เกิดความเงียบอันน่ากระอักกระอ่วนขึ้น
“...ขอโทษ เมื่อครู่นี้ท่านว่าอะไรนะ พูดอีกรอบที” หมอกค่อยๆ สลายไป โซโลมอนค่อยเห็นเงาคนที่ยืนอยู่ด้านหลังประตูได้อย่างชัดเจน
นั่นเป็นชายร่างยักษ์ที่สูงกว่าเขาช่วงตัวหนึ่ง แขนของอีกฝ่ายสามารถยกม้าขึ้นได้ทั้งตัว ทรวงอกแข็งแกร่งเหมือนกับศิลาและเหล็กกล้า กล้ามเนื้อทั่วร่างนูนเหมือนกับเขาลูกย่อมๆ กำลังยืนก้มมองเขาอยู่ตรงปากประตูใหญ่
โซโลมอนจึงค่อยพบว่า หมอกหนาเมื่อครู่เป็นลมหายใจที่ชายร่างยักษ์ผู้นี้พ่นออกมา...
แม่เจ้า
เขาตกตะลึง นึกกับตัวเองว่าใช่มาผิดที่หรือไม่
เขาสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่ง ก่อนตัดสินใจจะทวนอีกรอบ
“ข้าบอกว่า...พ่อของเจ้ากำลังจะตายแล้ว”
พอเสียงขาดลง โซโลมอนก็เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าชายร่างยักษ์ตรงหน้าแข็งทื่อ
ตูม!
พริบตานั้นเขารู้สึกเหมือนตัวเองได้เห็นเทพเจ้า ร่างกายซึ่งห่อหุ้มด้วยหมอกลอยไปยังสถานที่สักแห่งไกลออกไปด้านหลัง แรงกระแทกอันมหาศาลทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นเครื่องจักรที่ชิ้นส่วนกำลังหลุดออกจากกัน
กระดูกร้องระงม ศีรษะกำลังกลิ้ง ส่วนกระเพาะเหมือนกับถูกมือยักษ์กระชากออกไปอย่างแรง
ซ่า!
เขาตกลงไปในแม่น้ำสายน้อยเหมือนกับกระสุนปืนใหญ่ แล้วกระแทกใส่ก้นแม่น้ำ ก่อนจะกระเด้งขึ้นมา
พรวด
เขากระอักเลือดออกมาอย่างไม่อาจควบคุม ขณะนอนลอยคออยู่บนผิวน้ำ
“ยังรอดอยู่...ดีจริง...” เขาเห็นแสงอาทิตย์งดงามสว่างไสวส่องผิวของตัวเอง พยายามสงบจิตใจอย่างเต็มที่
“ไอ้หนู...” แต่ทันใดนั้นก็มีมือยักษ์ข้างหนึ่งบดบังสายตาของเขา แล้วยื่นลงมาจับศีรษะของเขาชนิดบดบังฟ้าดิน
เสียงน้ำกระเพื่อมดังซ่าๆ
ลู่เซิ่งยกโซโลมอนขึ้นมาไว้กลางอากาศด้านหน้าตัวเอง
“เจ้าควรรู้ว่า คำพูดบางคำจะพูดส่งเดชไม่ได้”
“ข้า...” โซโลมอนยังคิดจะพูดบางอย่าง แต่ก็กระอักเลือดออกมาอีกครั้ง เขารู้สึกว่าตัวเองใกล้ตายแล้ว แต่ไม่ใช่ตายเพราะสถานที่ผีสางนั่น หากตายด้วยมือของชายร่างยักษผู้แปลกประหลาด
เขารู้สึกบรรยายไม่ถูกเล็กน้อย
“ว่ามา ตอนนี้โรดี้พ่อข้าเป็นอย่างไร ใครส่งเจ้ามา อย่าให้ข้าเห็นคำโกหกในดวงตาของเจ้าล่ะ ความอดทนข้ามีจำกัด” ลู่เซิ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงขึงขัง
โซโลมอนเงียบงันสักพัก หลังรู้สึกว่าร่างกายดีขึ้นเล็กน้อย ก็ผ่อนลมหายใจ ก่อนจะค่อยๆ เอ่ย
“เจ้า...คือโรแซงเหรอ ข้าคือโซโลมอน ข้าเคยเห็นเจ้าตอนยังเด็ก พ่อเจ้าใช้ข้ามาส่งคำพูดให้เจ้า”
“แน่ใจหรือ” ลู่เซิ่งจ้องมองสองตาของเขา
“แน่ใจ”
“ไม่ใช่ว่ามาหลอกข้าหรอกนะ”
“ไม่มีทาง!” โซโลมอนรู้สึกว่าตัวเองได้รับความอยุติธรรมเกินไปแล้ว...เขาขึ้นชื่อเรื่องความตรงไปตรงมาและปากร้ายมาโดยตลอด แต่วินาทีนี้ เขาไม่เคยเสียใจกับความตรงไปตรงมาและความปากร้ายของตัวเองเท่าตอนนี้มาก่อน
“ไม่มีใครหลอกข้าได้ เพราะคนที่หลอกข้าตายไปหมดแล้ว” ลู่เซิ่งต่อยใส่พื้น
ตูม!
พื้นดินสั่นสะเทือน ก่อนจะระเบิดเป็นหลุมดินขนาดเท่าอ่างอาบน้ำ
ดินโคลนจำนวนมากกระเด็นใส่เต็มหน้าโซโลมอน
“เหอะ...เหอะๆ...ข้าดูออกแล้ว...” โซโลมอนเค้นยิ้ม
...
สิบนาทีต่อมา...
ลู่เซิ่งกับโซโลมอนนั่งหันหน้าเข้าหากัน
บนโต๊ะไม้ระหว่างคนทั้งสองจัดวางกับข้าว เหล้า และผลไม้เอาไว้อย่างอุดมสมบูรณ์
“ข้าเข้าใจท่านผิดไป แถมยังทำร้ายท่านโดยไม่รู้จักหนักเบาด้วย ขออภัยจริงๆ” ลู่เซิ่งก้มหน้ายอมรับผิดกับโซโลมอนอย่างจริงจัง
“ถ้าหากการด่าข้าตบตีข้าทำให้ท่านรู้สีกดีขึ้น ท่านทำได้ตามใจชอบเลย” เขากล่าวอย่างจริงจัง การแก้ไขเมื่อผิดพลั้งเป็นคุณธรรมของเขามาโดยตลอด เขาไม่ใช่คนประเภทที่เป็นตายก็ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง เขาเพียงแค่ยึดถือแนวทางในใจเท่านั้น ไม่ยึดถือแนวทางกับคุณธรรมที่โลกภายนอกมีร่วมกัน
“เอ่อ...” โซโลมอนไม่ทราบว่าควรพูดอะไรดี
ตอนนี้มีข้ารับใช้สองคนที่อยู่ด้านข้างยกกระบองเหล็กและไม้พลองหนาเท่าแขนหลายท่อนมาให้อย่างคล่องแคล่วแล้ว
“ไม่เป็นไร ท่านไม่ต้องเกรงใจ” ลู่เซิ่งหยิบท่อนเหล็กหนาเท่าแขนเด็กออกมาท่อนหนึ่ง “เช่นแบบนี้”
เปรี้ยง!
ท่อนเหล็กฟาดใส่ศีรษะเขาอย่างแรง ก่อนจะโค้งงอตามรูปร่างศีรษะอย่างเห็นได้ชัด
“แล้วก็แบบนี้”
ลู่เซิ่งเปลี่ยนเป็นไม้พลองแข็ง
เปรี้ยง!
ไม้พลองฟาดใส่ข้างลำคออย่างหนักหน่วง แล้วหักออกเป็นสองท่อน
เขาวางของทั้งสองอย่างลงโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง จากนั้นก็ชี้ไปที่กรอบไม้ที่อยู่ด้านข้างตัวเอง
“เชิญ”
โซโลมอนมองท่อนเหล็กบนพื้น ก่อนจะมองศีรษะกับคอที่ไม่เป็นอะไรแม้แต่น้อยของลู่เซิ่งอีกรอบ
“ในเมื่อเป็นความเข้าใจผิด แถมข้ายังไม่ตาย พวกเรามาคุยเรื่องของพ่อเจ้าก่อนดีกว่า” เขาตัดสินใจให้อภัยเด็กน้อยที่เสียมารยาทตรงหน้า ถึงอย่างไรก็ไม่เจอกันมาหลายปีเลยจำกันไม่ได้เท่านั้น ใครๆ ก็มีสิทธิ์ทำผิดได้
“ข้าเข้าใจแล้ว” ลู่เซิ่งพยักหน้า
ความจริงอาการบาดเจ็บของโซโลมอนไม่ได้หนักหนาอย่างที่เห็นภายนอก เพียงแค่กระดูกหักไปบางส่วนเท่านั้น ไม่อันตรายถึงชีวิต ลู่เซิ่งยังควบคุมแรงได้อย่างแม่นยำอยู่
จากนั้นโซโลมอนก็บอกเล่าเรื่องของโรดี้ให้ลู่เซิ่งฟังอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
เวลาค่อยๆ ผ่านไป สีหน้าที่จริงจังในตอนแรกของลู่เซิ่งค่อยๆ ฉายแววเคร่งขรึมและหนักใจ แต่เขาไม่ได้เอ่ยแทรก เพียงรอให้โซโลมอนเล่าทุกอย่างจนจบเท่านั้น
หลังจากเล่าจบแล้ว ทั้งสองก็เงียบงันกันอยู่ชั่วขณะ
ผานไปประมาณสิบกว่านาที โซโลมอนก็ค่อยๆ กล่าวต่อว่า
“อย่างนั้น การตัดสินใจของเจ้าคืออะไร”
ลู่เซิ่งไม่ได้ตอบทันที หากลุกขึ้น “แดนมรณะยังเหลือเวลาอีกเท่าไหร่หรือขอรับ”
“หากคำนวณตามแบบแผน ยังเหลืออีกราวสิบวัน” โซโลมอนตอบ
“แล้วท่านยังจำเส้นทางไปที่นั้นได้อยู่ไหมขอรับ” ลู่เซิ่งถามอีก
“นั่นเป็นจุดหมายที่ข้ามาที่นี่” โซโลมอนได้ยินดังนั้นก็พลันยิ้ม “แต่เจ้าไม่กลัวตายหรือ”
“ตายเหรอ” ลู่เซิ่งยิ้มอย่างแปลกประหลาด “ไม่มีทาง”
เขาขยับไหล่ ทั่วร่างส่งเสียงกระดูกหักติดต่อกันเหมือนเสียงประทัด
“ทุกสิ่งบนโลกนี้เปราะบางเกินไป ข้าขาดกระสอบทรายสองสามถุงอยู่พอดี”
“เจ้าแข็งแกร่งมาก” โซโลมอนเอ่ยอยางจริงจัง “แต่สัตว์ประหลาดพวกนั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ พวกมันเป็นอมตะ โรแซง เจ้าจะต้องระวังตัว...ในอดีตเคยมีปรมาจารย์ที่แข็งแกร่งมากลองสู้กับพวกมันดูแล้ว น่าเสียดายที่พ่ายแพ้โดยไม่มีข้อยกเว้นเหมือนกัน ห้ามประมาทล่ะ”
“ข้าแตกต่าง...ท่านเพียงแค่ต้องพาข้าไปก็พอแล้ว” ลู่เซิ่งหัวเราะ
...
กลางเนินเขาที่ทอดยาวสูงต่ำ ใต้ท้องฟ้าอึมครึม ฝนตกปรอยๆ
เมืองเล็กๆ ที่เก่าแก่ทรุดโทรมแห่งหนึ่งซุกอยู่บนยอดเนินอย่างสงบนิ่ง ไม่ว่าจะเป็นพื้นหรืออาคารบ้านเรือน ทุกที่ในเมืองเล็กนี้เต็มไปด้วยรอยเปื้อนสีขาวเทาประปราย
ทอดตามองไกล เหมือนกับทุกสิ่งทุกอย่างก่อขึ้นจากหินก้อนเล็กๆ สีขาว
ครืน
สายฟ้าวาดผ่านท้องฟ้าส่องสว่างเมืองทั้งเมือง ขับเน้นให้เงามืดในมุมบางมุมชัดเจนขึ้นกว่าเดิม
อูรุสสวมชุดทหาร เหรียญรางวัลกับแถมติดเครื่องยศที่เขาภาคภูมิใจแขวนอยู่บนบ่ากับหน้าอกของเครื่องแบบ
ด้านหลังเขามีทหารหัวกะทิหน่วยพิเศษสองกลุ่มจำนวนยี่สิบกว่าคนติดตามอยู่
ไกลออกไปคือกองทหารปืนใหญ่ที่กระจายตัวกันอยู่ ครั้งนี้เขานำกองทหารปืนใหญ่มาห้ากองด้วยกัน ในกองหนึ่งวางปืนใหญ่ไว้ห้ากระบอก มีปืนใหญ่ทั้งหมดยี่สิบห้ากระบอก เขาไม่เชื่อว่าจะทำลายเมืองประหลาดแห่งนี้ไม่ได้!
“ท่านนายพล ทำแบบนี้ไปก็รังแต่จะเพิ่มการบาดเจ็บล้มตายโดยไม่ได้อะไรเปล่าๆ ทหารเหล่านี้เป็นผู้บริสุทธิ์” คนสวมเสื้อคลุมสีดำที่อยู่ด้านข้างเตือนอย่างจนปัญญา
“พวกเราเป็นคนที่กำลังจะเผชิญกับแดนมรณะ อย่างไรก็ต้องตายอยู่แล้ว ยังกังวลเรื่องพวกนี้อีกหรือ ไม่แน่ว่าจะสำเร็จก็ได้นี่ สัตว์ประหลาดเป็นอมตะ แต่ไม่ได้หมายความว่าเมืองเมืองนี้จะเป็นอมตะด้วย” อูรุสยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม
“เรื่องที่ท่านทำไม่ใช่ว่าไม่มีใครเคยลอง...” คนสวมเสื้อคลุมเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ
“ข้ารู้ ข้าเลยเตรียมของใหญ่ไว้ด้วย” ใบหน้าของอูรุสบิดเบี้ยวกว่าเดิม
“ท่าน...” คนสวมเสื้อคลุมคล้ายนึกอะไรออก จากนั้นก็หุบปากไม่พูดอะไรอีก เขานึกถึงภารกิจที่ภรรยาของนายพลผู้นี้แบกรับ บางที...บางทีแบบนั้นก็เป็นการทดลองอย่างหนึ่งก็ได้
...
ซ่า
ยาที่เป็นไขแล้วปริมาณมากถูกเทลงอ่างอาบน้ำ
ลู่เซิ่งนั่งอยู่ด้านใน ใส่กางเกงขาสั้นเพียงตัวเดียว ปล่อยให้ข้ารับใช้ที่อยู่รอบๆ เทยาลงอ่างอย่างต่อเนื่อง
เขาได้จัดให้โซโลมอนพักในเรือนอีกแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในคฤหาสน์ไม่ไกลออกไปแล้ว ยังเหลือเวลาอีกสิบวัน เขาจำเป็นต้องยกระดับกายเนื้อให้ถึงขีดจำกัดเท่าที่จะทำได้ในเวลาสิบวันนี้
อาศัยแค่การกินอาหารไม่ทันอีกแล้ว เขาจึงตัดสินใจใช้วิธีการแช่ตัว เพื่อดูดซับสัดส่วนปริมาณมากในครั้งเดียว
ซ่า
ยาหลายถังถูกเทลงถังไม้อย่างต่อเนื่อง ไม่นานยาห้าสิบถังก็ถูกเทลงไปจนหมด
ยาท่วมถึงคางของลู่เซิ่งแล้ว
ฟู่ว...
“พวกเจ้าออกไปให้หมด” เขาสั่ง
“ขอรับ” ข้ารับใช้หลายคนค่อยๆ ถอยออกจากห้อง ก่อนจะปิดประตู
พอลู่เซิ่งเห็นคนออกไปหมดแล้ว ก็จุ่มศีรษะลงไปในยา
ยาปริมาณมากถูกเขาดูดซับเข้าไปในร่างกายอย่างบ้าคลั่ง โดยซึมผ่านรูขุมขุนบนผิวหนัง ในช่วงเวลานี้ เขาปรับพลังของร่างหลักได้ในระดับหนึ่งแล้ว และตอนนี้ก็ถึงเวลาใช้ร่างหลักเสียที
เพียงใช้ในปริมาณน้อยๆ ไม่มากเกินไป ก็ไม่มีปัญหาอะไร
ควันขาวหลายสายลอยออกมาจากศีรษะของเขาเป็นระยะ ยาในอ่างไม้สูญเสียสีสันไปอย่างรวดเร็ว ของเหลวที่เป็นน้ำใสกึ่งโปร่งแสงค่อยๆ ไหลซึมออกจากผิวของลู่เซิ่ง
จิตวิญญาณระดับอริยะเจ้าควบคุมให้ร่างกายดูดซับอยางประณีต ทำการกลืนกินสรรพคุณยาจำนวนมากอย่างคลุ้มคลั่ง
‘ดีปบลู’
อินเตอร์เฟซเครื่องมือปรับเปลี่ยนโผล่มาอีกครั้ง
‘เริ่มกันเลย...แบบนี้แค่พักเดียวก็ดูดซับได้หมดแล้ว’ ลู่เซิ่งเพ่งสมาธิกลั้นลมหายใจ สายตารวมอยู่บนกรอบล่างสุดอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกดปุ่มปรับเปลี่ยนโดยรวม แล้วกดปุ่มเรียนรู้ตามลำดับ
อินเตอร์เฟซของดีปบลูพลันพร่ามัว
...
เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า
โซโลมอนทำตามข้อตกลงโดยการมายังเรือนที่ลู่เซิ่งพักอยู่ เพื่อเรียกเขาให้เตรียมตัวออกเดินทาง
สิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายของเขาก็คือ ไม่เจอกันเจ็ดวัน ลักษณะของโรแซงในตอนนี้กลับผอมลงกว่าก่อนหน้าเล็กน้อย
ในลานมีกลิ่นยาลอยกระจัดกระจายไปทั่วจนทำให้เขาแทบหายใจไม่ออก
โรแซงสวมเสื้อเชิ้ตขาวกางเกงดำ ร่างกายหดเล็กลงไม่น้อย เหมือนกับคนธรรมดายิ่งกว่าเดิม เขาห่อของเรียบง่ายส่วนหนึ่งไว้ในมือ ออกเดินทางโดยเอาของไปไม่กี่อย่าง
“ไปเถอะ ไปหาพวกท่านพ่อกัน”
โซโลมอนพิจารณาลู่เซิ่งอย่างค่อนข้างแปลกใจ
“เจ้า...สบายดีไหม”
“สบายดี ท่านไม่ต้องห่วงหรอก” ลู่เซิ่งฉีกยิ้ม “สิ่งเดียวที่ข้าเป็นห่วงในตอนนี้ก็คือ ไม่ทราบว่าเหลือแค่สามวัน จะตามทันไหม”
“สองวันก็ถมเถแล้ว ที่นั่น...พวกเราใช้ทางลัดไปได้” โซโลมอนกล่าวอย่างสงบ “เคยนั่งรถไฟไหม นั่นเป็นของที่ใช้ได้ทีเดียว”
“ทำยังไงดี พวกเราต้องทำอย่างไรถึงจะหลีกเลี่ยงการตายด้านในนี้ได้”
กลางหุบเขาแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างจากเมืองเล็กราวสามกิโลเมตร เงาคนที่มีไอความตายคละคลุ้งกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันที่นี่
ชายฉกรรจ์หัวล้านคนหนึ่งในนี้กุมศีรษะพลางกล่าวเบาๆ “สัตว์ประหลาดพวกนั้น...ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์จะสู้ได้...ข้าไม่ควรมาที่นี่เพราะเชื่อพวกเจ้าเลย..บางทีถ้าหนีไปยังสุดขอบโลกอาจจะยังมีทางรอดก็ได้...”
ไม่มีใครตอบเขา
คนที่เหลือบ้างก็เป็นชายชราผมขาว บ้างก็เป็นเด็กไร้เดียงสา บ้างก็เป็นแม่บ้าน บ้างก็เป็นพ่อค้าสวมเสื้อผ้าไหม ทุกคนมาที่นี่เพื่อรับมือกับแดนมรณะ
โรดี้ก็อยู่ในนี้เช่นกัน
เขามองทุกคนที่อยู่รอบๆ อย่างเงียบขรึม
“ดูเหมือนครั้งนี้ข้าจะมีประสบการณ์มากที่สุด” เขาฝืนยิ้ม “ให้ข้านำกลุ่มดีไหม บางทีทุกคนอาจจะมีความหวังเพิ่มก็ได้”
ความจริงคนทุกคนที่อยู่ที่นี่ต่างก็ทราบว่า พวกเขาแค่กำลังดิ้นรนเป็นครั้งสุดท้ายเท่านั้น
หากไม่อยากดิ้นรนคงไม่มา เพียงรอความตาย เพลิดเพลินเป็นครั้งสุดท้ายก็พอ แถมยังได้อยู่ในบ้านของตัวเอง คนที่ต้องการค้นหาความหวังอย่างแท้จริง ความจริงมีแต่พวกเขาซึ่งมีจำนวนไม่ถึงยี่สิบคนเท่านั้น
“ตามบันทึกในเอกสาร ตั้งแต่โบราณกาลถึงตอนนี้ ในประวัติศาสตร์มีคนมากมายทนทุกข์กับการโจมตีและการทรมานจากสถานที่แห่งนั้น มนุษย์เฝ้าตามหาวิธีการที่จะสลัดหลุดจากมันมาโดยตลอด แต่จนกระทั่งถึงตอนนี้ ข้ายังไม่เห็นคนที่โค่นมันได้สักคนเดียว” ชายชราผมขาวท่าทางเหมือนนักวิชาการคนหนึ่งเอ่ยเบาๆ “คนที่ทำสำเร็จมีแต่พวกผู้หลบหนี ดังนั้นพวกเราควรพยายามทางด้านนี้ ไม่ใช่เอาแต่ดูแม่ทัพอูรุสเรียกคนมาระเบิดมันทิ้ง”
“พูดแบบนี้ก็ไม่ผิดเหมือนกัน แต่ก่อนหน้านี้ความรุนแรงยังไม่พอ ทว่าตอนนี้ต่างออกไปแล้ว ยุคสมัยกำลังก้าวหน้า” หญิงสาวผมทองคนหนึ่งไม่เห็นด้วยกับคำพูดนั้น
“ข้ามาที่นี่เพื่อชมดูสถานที่ชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกหนีได้ในเรื่องเล่า” นางตบมีดสั้นสองเล่มที่มัดติดกับขาอ่อนด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
โรดี้มองคนทุกคน ที่นี่มีคนอยู่ทุกประเภท แต่ต่างมารวมตัวกันเพราะเหตุผลข้อหนึ่ง
“ยังเหลือวันพรุ่งนี้อีกวัน บางทีพวกเราอาจจะเข้าไปดูสถานการณ์ด้านในได้” เขาเสนอ “หวาดกลัวมาทั้งชีวิตแล้ว ความจริงเมื่อถึงเวลาพวกเรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่เราหวาดกลัวคืออะไร นี่มันน่าขำออกไม่ใช่หรือ”
ทุกคนต่างเงียบงันลง
โรดี้เป็นคนเก่าคนแก่ที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงในหมู่ผู้มีตราประทับเช่นพวกเขา ตอนนี้แม้แต่เขาก็ยังบอกไม่ได้ว่าจะสู้กับเมืองแห่งนั้นอย่างไร คนอื่นๆ คง...
สักพักใหญ่ๆ นักวิชาการชราคนนั้นจึงค่อยออกปากสนับสนุน
“โรดี้พูดถูกแล้ว ต่อให้พวกเราต้องตาย ก็ต้องรู้ความจริงให้ได้”
“ใครเห็นด้วยก็ตามข้ามาก็แล้วกัน” โรดี้ถอนใจ ก่อนจะหยิบบุหรี่มวนหนึ่งออกมาจากในกระเป๋าเสื้อ แล้วใช้คบเพลิงจุดสูบ จากนั้นก็หมุนตัวเดินไปยังเมืองแห่งนั้น
แผนการตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ทัน อย่างไรเขาก็ไม่มีเวลากลับไปแล้ว ดีที่เตรียมตัวไว้แต่เนิ่นๆ ที่บ้านเป็นเพียงป้องกันไว้ส่วนหนึ่ง จุดสำคัญที่แท้จริงอยู่ด้านนอก ครั้งนี้ได้นำมาด้วยแล้ว
ความตาย เขาไม่กลัว สิ่งที่เขากลัวคือการตายอย่างไร้ความหมาย ตายโดยยังเหลือความเสียดายมากมาย
แต่ดีที่เขาได้ให้เพื่อนสนิทดูแลโรแซงลูกชายของตัวเองแล้ว อย่างไรในอนาคตก็ยังมีความหวังอยู่
เขาสูบบุหรี่และมองท้องฟ้าสีหม่น อดหัวเราะขึ้นไม่ได้
อ๊าก!
อยู่ๆ หุบเขาด้านหลังไกลออกไปก็มีเสียงโหยหวนดังมา
“มาแล้ว!”
“พวกนักล่า! พวกเราเข้ามาใกล้เกินไปหรือ?!
“อย่าลนลาน!”
ทุกคนแตกตื่นหวาดกลัว
ในนี้มีคนส่วนหนึ่งตรวจสอบอุปกรณ์ของตัวเองอย่างละเอียด เทียบกับเพชฌฆาตแล้ว นักล่ารับมือได้ง่ายกว่าเล็กน้อย
โรดี้พลิกมือชักหน้าไม้สั้นคันหนึ่งออกมาจากเอวด้านหลัง แล้วกระชากเสื้อตัวโคร่งออกจากด้านหลัง เผยให้เห็นซองใส่ลูกธนูที่สะพายไว้
ฮี่ๆ...
อยู่ๆ ก็มีเสียงหัวเราะเบาๆ ลอยมาจากที่ไกล กลิ่นหอมโชยมาตามลม
“แย่แล้ว ไม่ใช่แค่นักล่าเท่านั้น! ยังมีนักฆ่ารัดคอด้วย!” โรดี้สีหน้าเปลี่ยนแปลง ก่อนจะหมอบลงและแนบหูกับพื้น
“นักล่าสองตัว นักฆ่ารัดคอมี...สามตัว...ไม่สิ ห้าตัว!”
สีหน้าเขาซีดขาวอย่างรวดเร็ว
นักล่าสองตัวก็รับมือยากเท่ากับเพชฌฆาตแล้ว ยิ่งอย่าว่าแต่ยังมีนักฆ่ารัดคออีกห้าตัว!
“หนี! แยกย้ายกัน!” เขาตะโกน จากนั้นตนเองก็วิ่งออกห่างจากเมืองแห่งนั้น
คนอื่นๆ วิ่งตามไปเหมือนกับผึ้งแตกรัง
แม้จะหวาดกลัว แต่เหตุการณ์แบบนี้ก็ไม่ใช่ว่าประสบพบเจอเป็นครั้งแรก ผู้มีตราประทับแทบทุกคนเคยมีประสบการณ์หนีตายมาหลายครั้งแล้ว แต่ละคนจึงมีวิธีรับมือเป็นของตัวเอง
แม้จะร้อนรน แต่ไม่ปั่นป่วน
...
เวลาพลบค่ำ
ลู่เซิ่งกับโซโลมอนนั่งรถไฟ แล้วเปลี่ยนเป็นรถม้าระหว่างทาง จากนั้นก็โดยสารรถเทียมวัว ในที่สุดก็ก้าวเข้าสู่พื้นที่ของเมืองเล็ก
“ใช้เวลาแค่สองวันเท่านั้น ยังทันอยู่” โซโลมอนกระแอมสองครั้ง “ข้าได้แต่ส่งเจ้าถึงที่นี่แล้ว ไปด้านหน้าอีกราวสองกิโลเมตรก็จะเป็นสถานที่แห่งนั้น จะจัดการอย่างไร ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าเองแล้ว”
เขาหยุดไม่ไปต่อแล้ว
ลู่เซิ่งหันกลับไปมองเขา
“ขอบคุณมาก ท่านกลับไปเถอะ”
โซโลมอนพยักหน้า แล้วหมุนตัวจากไปอย่างไม่เสียดายแม้แต่น้อย
“จริงสิ” เขาหยุดอย่างกะทันหัน “โรดี้เป็นคนของเหยี่ยวขาว พวกเขาประกาศคำเชิญรวมพลในนามของเหยี่ยวขาว ข้าไม่รู้สถานที่ที่ชัดเจน แต่ว่า พวกเมรามาแล้ว เจ้าไปหาเมราที่จุดรวมพลของเหยี่ยวขาวดู บางทีนางอาจบอกเบาะแสกับเจ้าก็ได้ นางเป็นผู้นำของเหยี่ยวขาว”
“จุดรวมพลของเหยี่ยวขาวอยู่ไหน”
“ห่างจากเมืองนั่นไปทางเหนือห้าร้อยเมตรจะมีสถานที่ที่มีต้นโอ๊คขาวที่ใหญ่ที่สุดอยู่”
“เข้าใจแล้ว” ลู่เซิ่งไม่ถามว่าทำไมเมราจึงมาในเวลานี้ การที่โซโลมอนพาเขามาที่นี่ ก็ถือว่าแสดงน้ำใจอย่างเต็มเปี่ยมแล้ว
มองตามจนเงาร่างของโซโลมอนค่อยๆ ห่างออกไป จากนั้นเขาก็หมุนตัวไปมองเมืองเล็ก
ความจริงสิ่งที่เขาไม่ได้บอกโซโลมอนก็คือ โรแซงตามหาสถานที่ที่เมืองนั่นอยู่ได้จากความทรงจำ เพราะเมืองแห่งนั้นปรากฏในห้วงฝันของเขาทุกวินาที มันลึกลับ อึมครึม และเงียบสงัด
‘ขอดูหน่อยเถอะว่าแกเป็นอะไร...’ ดวงตาของลู่เซิ่งเคร่งขรึมลงขณะเขาสาวเท้าเดินไปยังเมืองเล็ก
...
ด้านในบ้านต้นไม้บนต้นโอ๊คพันปี
เมรากอดอกมองเมืองเล็กที่อยู่ไกลออกไป นางเห็นการเคลื่อนไหวของอูรุสแล้ว แต่ว่าไม่ได้คาดหวังอะไร
เคยมีคนทำแบบนี้เมื่อนานมาแล้ว คนที่นางเป็นห่วงคือโรดี้
“โรดี้กำลังจะตายแล้ว...รายต่อไป อาจจะเป็นข้า...” ดวงตาของเมราฉายแววจนปัญญาและเจ็บปวด ผ่านมาหลายปี เอาตัวรอดมาหลายปี แต่ก็ไม่เจอความหวังที่จะใช้สู้กับสถานที่แห่งนั้น
“ได้ยินว่าโซโลมอนไปหาลูกของโรดี้แล้วสินะ” ชายผอมแห้งที่อยู่ด้านข้างสวมเสื้อกันลมสีดำ ถามเบาๆ
“แต่สองสามวันก่อนโซโลมอนส่งจดหมายมาบอกว่า ลูกของโรดี้รู้ความจริงแล้ว กำลังตามหาพ่อของเขาอยู่”
“แผนของโรดี้ไม่ใช่แบบนี้นี่” เมราขมวดคิ้ว “ต่อให้เจอแล้วจะทำอะไรได้ รังแต่จะสังเวยชีวิตอย่างเปล่าประโยชน์เท่านั้น ข้าจำได้ว่าลูกของโรดี้ไม่ใช่ผู้มีตราประทับที่สมบูรณ์ แต่ถ้าหากเข้าใกล้เมืองนั่นมากเกินไป ก็จะกลายเป็นผู้มีตราประทับสมบูรณ์ แล้วตกสู่สภาพเดียวกับพวกเรา”
“แล้วจะอย่างไรล่ะ พวกกึ่งตราประทับก็ถูกไล่ล่าเหมือนกันนี่ ต่อให้รอดไปได้ เมื่อไม่มีโรดี้แล้ว เขาจะอยู่ได้นานขนาดไหนกันเชียว” ชายคนนั้นไม่เห็นด้วย
“หาก็หาไปเถอะ” ผู้หญิงที่สูงมากอีกคนใช้ดาบโค้งตัดเล็บของตัวเองอย่างระมัดระวัง “ข้าจำเจ้าหนูนั่นได้ ตอนที่ข้าจะขึ้นเตียงกับโรดี้ ยังตะโกนใส่ข้าอยู่เลย ไม่น่ารักแม้แต่นิดเดียว ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นข้าซื้อลูกกวาดให้เขาบ่อยๆ แท้ๆ”
“ช่างเถอะ หลังกลับไปข้าจะดูแลเขาเอง” เมราเอ่ยอย่างสงบ “ข้าจำได้ว่าโรแซงป่วยอยู่ แถมยังขี้ขลาดอยู่บ้าง
กลับไปให้เขาหาเมียมีลูก ถ้าหากทำได้ การให้กำเนิดหลานสาวหลายชาย และใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไปชั่วชีวิตเพื่อโรดี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน”
“ท่านพี่น้ำใจงามจริงๆ นะ” ทุกคนเจอเรื่องแบบนี้มากมายเกินไป คนตายแล้ว ครอบครัวมาหา แต่ผลลัพธ์สุดท้ายจะทำอย่างไรได้
ไม่ว่าจะโกรธเคืองหรือเจ็บปวด เมื่อเผชิญกับสถานที่แห่งนั้น ก็ได้แต่ยอมแพ้อย่างสิ้นหวังเท่านั้น
“...มีแค่บางครั้ง...” เมรายิ้ม
อยู่ๆ ด้านนอกบ้านไม้ก็มีเสียงของสมาชิกดังมา
“ท่านพี่ มีคนที่เรียกตัวเองว่าโรแซงมาหา เขาบอกว่ากำลังตามหาท่านโรดี้อยู่!”
เสียงผู้หญิงที่ลังเลเล็กน้อยดังเข้ามา
เมรางุนงง ก่อนจะได้สติ
“ให้เขาเข้ามาเถอะ” นางตอบอย่างสงบ
“ค่ะ”
“พูดถึงก็มาเลย บังเอิญแท้” ผู้หญิงร่างสูงหัวเราะ “ตอนนี้ท้องฟ้ายังไม่มืด พวกเราควรกลับไปได้แล้ว ถือโอกาสพาเขากลับไปด้วย”
นางก้าวสั้นๆ ไปถึงปากประตู แล้วจับหูจับประตูเบาๆ
“ไม่รู้ว่าเขากับพ่อเขาใครจะหล่อกว่ากัน! ข้าอาจจะได้ลิ้มลองหนุ่มบริสุทธิ์......ก็ได้...” ตอนนี้หญิงร่างสูงเปิดประตูแล้ว และกำลังเงยหน้ามองชายที่ร่างกำยำจนทำให้คนขนหัวลุกอย่างอึ้งงัน
“...นะ...” นางพูดคำสุดท้ายออกมาได้
“ขอโทษที พวกท่านมีใครรู้ไหมว่าโรดี้อยู่ไหน” ลู่เซิ่งกวาดตามองคนสามคนในบ้านไม้ด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
ดวงตาของเขาฉายแววคุกคามอย่างรุนแรง ยามมองดูคนทั้งสามเหมือนกับมองกับข้าวสามอย่าง
นิโค ฟรานกะพริบตา เห็นเงาของเด็กชายน้ำมูกย้อยคนนั้นได้จากใบหน้าของชายตรงหน้า
“เจ้าคือ...โรแซงหรือ”
ไม่ใช่แค่นางเท่านั้น พอเมรากับชายผอมแห้งอีกคนในบ้านไม้เห็นก็ตกตะลึงอยู่บ้างเช่นกัน
“สัตว์...สัตว์ประหลาด?!” ชายคนนั้นอ้าปากค้าง เขาเพิ่งเคยเห็นชายที่มีรูปร่างน่ากลัวยิ่งกว่าสัตว์ประหลาดพวกนั้นเป็นครั้งแรกในชีวิต
“ท่านนี่เอง ฟรานใช่หรือไม่ ข้ามารับโรดี้กลับบ้าน” ลู่เซิ่งฉีกยิ้ม
นิโค ฟรานเงยหน้ามองร่างอันกำยำสูงใหญ่ของลู่เซิ่ง แก้มแดงเรื่อขึ้นเล็กน้อยอย่างควบคุมไม่ได้
“หุๆ...ล่ำสันจริงเชียว...ไม่รู้รสชาติจะเป็นยังไงบ้าง”
“พอแล้ว พี่ฟรานท่านหลีกทางหน่อย ข้ามาหาเมรา คนไหนคือเมราหรือ” ลู่เซิ่งจับไหล่ฟรานแล้วผลักนางไปด้านข้างเหมือนของเล่น
เมราค่อยได้สติกลับมาพิจารณาลู่เซิ่งอย่างละเอียด
ความแข็งแกร่งของโรแซงอยู่เหนือความคาดหมายของนาง ความรู้สึกถึงพลังที่แน่นหนา รูปร่างที่มีเค้าโครงล่ำสันใหญ่เท่ากับสัตว์ประหลาด
ทำให้นางรู้ว่านี่ไม่ใช่กล้ามเนื้อไร้ประโยชน์ที่พวกเพาะกายสร้างขึ้น แต่เป็นโครงสร้างอันแข็งแกร่งที่ทรงพลังและมีความเร็ว
แถมยังเหนือกว่าพละกำลังที่นางฝึกฝนมาหลายร้อยหลายพันครั้งหลายเท่าตัวแล้ว
“ข้าเอง ข้าคือเมรา ผู้นำเหยี่ยวขาว” นางเดินเข้าไปกล่าวด้วยความจริงจัง “ถ้าเจ้าต้องการตามหาโรดี้ เขาไปยังหุบเขารวมพลแล้ว ตอนนี้น่าจะรวมตัวกับคนอื่นๆ อยู่”
ลู่เซิ่งขมวดคิ้วเล็กน้อย
“บอกสถานที่กับข้าชัดๆ ได้ไหม”
“เจ้าไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก” เมราส่ายหน้า “นอกจากนี้ เจ้ายังไม่ควรมา ข้าเห็นสองมือของเจ้า น่าจะฝึกวิชาดาบเจอเรลโลของพ่อเจ้าสินะ ทว่าแม้แต่ตัวโรดี้ก็ยังไม่มั่นใจ เจ้ามาก็รังแต่จะตายเปล่าเพิ่มอีกคน”
“ท่านบอกตำแหน่งกับข้าก็พอ” ลู่เซิ่งยกนิ้วขึ้นนิ้วหนึ่งพร้อมกับกล่าวอย่างตั้งใจ
เมราเงียบงันครู่หนึ่ง สุดท้ายก็บอกสถานที่กับเขา
หลังจากลู่เซิ่งถามไถ่อย่างละเอียดแล้วว่าจะไปได้อย่างไร ก็ค่อยหมุนตัวเร่งฝีเท้าจากไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากเขาไปแล้ว ในบ้านไม้ก็ยังเงียบงันอยู่นานสองนาน
“นั่นคือโรแซงหรือ...โรดี้มีลูกชายที่แข็งแกร่งแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” ชายผอมแห้งอดรำพึงไม่ได้
“พวกเราควรไปได้แล้ว หากรอจนมืดจะไปไม่ได้แล้ว” เมราเอ่ยเบาๆ
นางสังหรณ์ว่า การมาถึงของโรแซงที่เหมือนกับสัตว์ประหลาดอาจจะนำการเปลี่ยนแปลงที่คาดไม่ถึงมาส่วนหนึ่งก็ได้ ถึงแม้นางจะไม่แน่ใจว่าโรดี้จะรอดมาได้ แต่บางทีโรแซงอาจจะมีโอกาสรอดชีวิต
พุ่มไม้ต่ำเตี้ยถอยไปด้านหลังอย่างต่อเนื่อง
โรดี้กระโดดข้ามก้อนหินสูงเท่าครึ่งคนก้อนหนึ่งอย่างแผ่วเบา ก่อนจะร่วงลงไปในร่องดินเล็กๆ ด้านหลัง จากนั้นก็ตีลังกาไปทางขวา
เปรี้ยง!
ก้อนหินด้านหลังระเบิด สัตว์ประหลาดสีดำซึ่งเหมือนพืชที่ถูกขยายส่วนขึ้นหลายเท่าตัวกำลังบิดและสะบัดกิ่งหนามแหลมที่มีของเหลวเหนียวหนืดสีดำหยดออกมาเป็นจำนวนมาก พร้อมกับไล่ตามโรดี้ไปอย่างรวดเร็ว
ก้อนหินถูกแส้หนามแหลมเส้นหนึ่งของมันฟาดจนแหลกเป็นชิ้นๆ
สิ่งที่ทำให้คนแปลกใจก็คือ ท่ามกลางกิ่งของพืชประหลาดชนิดนี้มีศีรษะมนุษย์ที่โชกเลือดและผิวเป็นสีแดงเรื่อติดอยู่ตรงปลายสุด เหมือนกับเบ็ดที่หย่อนเหยื่อไว้ ศีรษะมนุษย์สามข้างบ้างก็ยิ้ม บ้างก็แสดงความงุนงงอยู่ในหมอกหนา ทำให้คนที่มองไกลๆ นึกว่าเป็นมนุษย์จริงๆ
โรดี้หันกลับไปมองศีรษะมนุษย์ทั้งสามข้างนี้ขณะกำลังวิ่งอยู่ ความจริงทั้งสามคนเป็นเพื่อนร่วมกลุ่มแดนมรณะที่เมื่อครู่ยังพูดคุยกับเขาอยู่ น่าเสียดายที่ถูกนักล่าฉวยโอกาสฆ่าทิ้งหมดสิ้น
เปรี้ยง!
พื้นดินไกลออกเปิดเกิดการสั่นสะเทือน เป็นเสียงปืนใหญ่ อูรุสลงมือแล้ว
ท้องฟ้ามืดลง หมอกลอยขึ้น เป็นเวลาที่พวกสัตว์ประหลาดในเมืองจะเคลื่อนไหวเช่นกัน
ตูม!
เสียงปืนใหญ่จำนวนมากเชื่อมกันเป็นแผ่นผืน พื้นดินสั่นไหวเป็นระยะ
ฮี่ๆ...
พืชประหลาดชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วไล่ล่าโรดี้ต่อโดยไม่สนใจเสียงปืนใหญ่แม้แต่น้อย
ไม่นานเสียงยิงปืนใหญ่ก็หยุดลง แล้วมีเสียงร้องโหยหวนลอยมาจากไกลๆ
โรดี้ถอนใจเงียบๆ ทราบว่าอูรุสล้มเหลวโดยสมบูรณ์แล้ว พลังของกองทัพ นอกจากจะยั่วยุเมืองแห่งนั้นแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์อะไรอีก เหมือนกับคนคนนั้นในอดีต
เขาพลิกตัวพุ่งเข้าไปในไม้พุ่มแห่งหนึ่ง ก่อนจะโยนขวดเล็กๆ ออกมา จากนั้นก็แนบตัวติดพื้น อยู่นิ่งๆ ไม่ขยับเขยื้อน
ขวดเล็กๆ ใบนั้นแตกออกหลังหล่นลงพื้น พลันมีหมอกควันสีเขียวกลุ่มใหญ่ลอยออกมา
พืชประหลาดพลันลังเล การเคลื่อนไหวจึงเชื่องช้าลง มันส่ายไปมา คล้ายกับหาโรดี้ไม่เจอแล้ว
โรดี้ไม่กล้าระบายลมหายใจแรง เพียงแค่ซ่อนอยู่ในไม้พุ่มเงียบๆ เท่านั้น
กิ่งสีดำของพืชค้นหาไปทั่ว หลายครั้งที่เกือบกวาดโดนโรดี้ แต่อีกฝ่ายก็เคลื่อนร่างหลบได้อย่างหวุดหวิด
ผ่านไปสิบกว่านาที ในที่สุดพืชก็เริ่มตัดสินใจถอยเข้าไปในม่านหมอกด้านหลังอย่างเชื่องช้า ไม่นานก็หายสาบสูญไปในหมอกหนา
ทว่าโรดี้ยังคงไม่กล้าส่งเสียง เวลานี้มันยังไม่ไปไหนไกล เกิดว่ามีเสียงดัง อีกฝ่ายจะกลับมาทันที
เวลาค่อยๆ ผ่านไป ขณะเขากำลังจะยืนขื้นเพื่อระบายลมหายใจนั้นเอง
“โรดี้! ท่านอยู่ไหน โรดี้! ท่านอยู่ตรงไหน”
เสียงตะโกนสะเทือนแก้วหูพลันดังมาจากใกล้ๆ โดยอยู่ห่างออกไปสิบกว่าเมตร
โรดี้สีหน้าเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ก่อนจะหันกลับไป
เห็นแค่พืชประหลาดสามต้นกำลังปรากฏตัวในหมอกหนาด้านหลังอย่างช้าๆ กำลังจับจ้องเขาตาเป็นมัน
“ครั้งนี้...ลำบากแล้ว...” โรดี้อดส่งเสียงครางออกมาไม่ได้
“อยู่ตรงนี้นี่เอง!” เสียงของโรแซงพลันดังมาจากด้านข้าง โรดี้หันไปมอง เห็นโรแซงเดินออกมาจากหมอก และกำลังมองตนด้วยสีหน้าประหลาดใจพอดี
“เจ้า...!?” โรดี้จำโรแซงในตอนนี้ไม่ได้ เทียบกับตอนที่ตนออกจากบ้านแล้ว โรแซงที่อยู่ด้านหน้า นอกจากใบหน้าแล้ว ส่วนอื่นๆ ไม่มีจุดไหนเลยที่เหมือนกับลูกชายของตน
“ข้าฝึกวิชาดาบที่ท่านทิ้งไว้ จากนั้นก็เริ่มกินยา ประสิทธิผลเห็นได้ชัดมาก” ลู่เซิ่งเบ่งกล้ามแขน “จากนั้นก็มีคนบอกว่าท่านจะมาที่นี่ ข้าก็เลยมาตามหาท่าน”
“เจ้า...” โรดี้อ้าปากมองหน้ายิ้มแย้มอันแสนบริสุทธิ์ของลูกชาย พลางสะอึกสะอื้นเล็กน้อย
“เจ้าไม่ควรมา...ที่นี่อันตรายมาก...”
ฉัวะ ฉัวะ ชิ้ง!
พริบตานั้นประกายดาบสามสายที่เหมือนกับจันทร์เพ็ญพลันสาดขึ้น เหมือนกับมีแหล่งกำเนิดแสงสามแหล่งโผล่ขึ้นกลางหมอกมัว ไม่ทราบว่าโรแซงโผล่มาด้านหลังเขาตั้งแต่ตอนไหน พร้อมกับค่อยๆ เก็บดาบ
พืชทั้งสามต้นล้มลงบนพื้นแล้วกลายเป็นน้ำสีดำหย่อมหนึ่งอย่างรวดเร็ว โรแซงฉีกกิ่งกิ่งหนึ่งบนมือออกเป็นชิ้นๆ
“อันตรายอะไรกัน ท่านเจอปัญหาอะไรเข้าหรือ” เขาหันกลับมาถามด้วยสีหน้าแปลกใจ
โรดี้หยุดสะอื้นอย่างฉับพลัน เขามองดาบในมือลู่เซิ่ง ก่อนจะมองพืชประหลาดที่เน่าเปื่อยกลายเป็นน้ำสีดำบนพื้น
“เมื่อครู่...สิ่งที่เจ้าใช้คือ...วิชาดาบของสำนักหรือ” เขามีสีหน้าแปลกพิกลเล็กน้อย
“ใช่แล้ว” ลู่เซิ่งยิ้ม “กระบวนท่านี้มีประโยชน์มาก ตอนมาข้าเห็นกิ่งพวกนี้หนามาก เลยตัดมาส่วนหนึ่ง แต่เป็นเพราะพืชพวกนี้มันสู้กลับได้ ข้ากลัวว่าหากตัดเยอะไปจะส่งผลต่อระบบนิเวศของที่นี่ ก็เลยไม่ได้ฟันมาเยอะนัก” เขาพูดพร้อมกับปลดกิ่งไม้มัดหนึ่งลงมาจากหลัง
“พวกนี้นี่แหละ”
โรดี้ที่มองเห็นเกือบจะเป็นลม
กิ่งไม้มัดนี้มีทั้งหมดยี่สิบกว่ากิ่ง หมายความว่า มีพืชประหลาดทั้งหมดยี่สิบกว่าต้นถูกโรแซงฟันกลายเป็นน้ำสีดำ
มุมปากของเขากระตุก ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี ถึงสัตว์ประหลาดพวกนี้จะไม่ตาย ยังสามารถคืนชีพได้ แต่มนุษย์ที่โค่นสัตว์ประหลาดซึ่งหน้าได้ เขาเพิ่งจะเคยเจอเป็นครั้งแรก
“ท่านพ่อท่านมาเที่ยวที่นี่ไม่ยอมบอกข้า ข้าเอาแต่ฝึกดาบอยู่ที่บ้านจนยาหมด ก็เลยตามหาคนที่ท่านพูดถึงในจดหมายเพื่อหายามากินด้วยความจนปัญญา ต่อจากนั้นเหมือนเจอข้อจำกัดเข้า เผอิญได้ยินคนที่ชื่อโซโลมอนบอกว่าท่านมาที่นี่พอดี ข้าจึงมาตามหาท่าน”
ลู่เซิ่งเลียริมฝีปาก
“โซโลมอนบอกว่าท่านใกล้ตายแล้ว แต่ข้าไม่เชื่อ ท่านพ่อท่านบอกข้าเถอะ ใครต้องการฆ่าท่าน ข้าจะช่วยท่านฆ่ามันเอง”
โรดี้จินตนาการไม่ออก
“เจ้าฝึกฝนวิชาดาบของสำนักมาโดยตลอดหรือ ไม่ได้ฝึกฝนอย่างอื่นใช่ไหม” เขามองลูกชายที่สูงกว่าตนช่วงตัวหนึ่งอย่างสับสน “แค่ฝึกวิชาดาบกินยาก็เป็นแบบนี้ได้หรือ”
“ใช่แล้ว ฝึกจบหมดแล้วขอรับ ข้ารู้สึกว่าฝึกต่อไปก็ไม่มีความก้าวหน้าอีก” ลู่เซิ่งพยักหน้า
โรดี้ผุดสีหน้าประหลาดใจ เขาพลันสงสัยว่าวิชาดาบที่ตนฝึกฝนมาหลายปีเป็นของปลอมหรือไม่
“เมื่อครู่ข้าเห็นคนไม่น้อยยิงปืนใหญ่ใส่เมืองเล็กๆ เมืองนั้น แต่พวกตัวเองดันตายไปไม่น้อย เมืองนั่นเป็นจุดหมายของท่านในครั้งนี้รึเปล่า” ลู่เซิ่งถาม เขากำลังแสดงเป็นโรแซงที่ไม่มีประสบการณ์อะไร และไม่รู้ว่าตัวเองมีพลังระดับไหน นี่เป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการปกปิดช่องโหว่
“ใช่...” โรดี้พยักหน้า เขาเดินไปตรวจสอบพื้นดินที่พืชสามต้นล้มลง
เมื่อครู่ดูเหมือนผ่อนคลายอย่างรวดเร็ว สัตว์ประหลาดสามตัวถูกฟันล้มในพริบตาเดียว แต่พอเข้าไปดู จึงค่อยพบว่า บนพื้นมีรอยดาบลึกที่ชัดถึงขีดสุดหลงเหลืออยู่
รอยดาบที่ลึกเท่าฝ่ามือสามสายหลงเหลืออยู่บนพื้นด้านหลังพืชประหลาด เหมือนกับใช้เสียมขุดออกมา
โรดี้ยืนตรวจสอบอยู่ที่เดิมสักพักใหญ่ๆ ผลลัพธ์ที่ได้ในตอนสุดท้ายคือกระบวนท่าที่ลู่เซิ่งใช้ล้วนเป็นสิ่งที่เขาถ่ายทอดให้ในตอนนั้น
‘หรือว่าลูกเราจะเป็นอัจฉริยะ’ เขาเกิดความคิดนี้ในใจ
นี่เป็นผลลัพธ์ที่ลู่เซิ่งต้องการ ไม่ว่าใคร กล่าวได้ว่าไม่ว่าใคร ล้วนไม่อาจขจัดความกลัวและความเดียงสาออกไปจนกลายเป็นผู้ใหญ่ได้ในเวลาไม่กี่เดือน ระดับความแข็งแกร่งของกายเนื้อยังบอกได้ว่ามีพรสวรรค์ร้ายกาจ แต่นิสัยกลับไม่มีข้ออ้างแล้ว
ดังนั้นเขาจึงคิดวิธีนี้ขึ้นเพื่อชดเชย นิสัยนั้นเปลี่ยนได้ แต่ต้องใช้เวลา
ความจริงแม้โรดี้จะจนปัญญา แต่ก็รู้สึกดีใจ ถ้าหากเมื่อครู่นี้ลูกชายมาสายไปก้าวหนึ่ง ครั้งนี้เขาคงโชคร้ายมากกว่าโชคดี
“ตอนนี้...ข้ายังต้องไปจัดการธุระในเมืองนั้น เจ้าจงไป...” เขาคิดจะบอกให้ลูกชายจากไป แต่พอนึกถึงอีกที ในเมื่อโรแซงมาหาถึงที่นี่แล้ว หากมีครั้งที่หนึ่งก็ต้องมีครั้งที่สอง ครั้งนี้มีตนอยู่ด้วย บางทีอาจมีโอกาสทำให้เขารอดและได้ทำความรู้จักความน่ากลัวของที่นี่จนภายหลังไม่กล้ามาอีกก็ได้
ไม่อย่างนั้นเกิดว่าภายหลังเขาพบว่าตนหายไป แล้วมาหาที่นี่เพียงลำพังอีก...นั่นจะยิ่งอันตรายกว่าเดิมแล้ว
หลังจากจัดระเบียบความคิดเรียบร้อย โรดี้ก็ตัดสินใจพาโรแซงไปด้วยกันเป็นเวลาหนึ่งวันก่อนจะเข้าสู่แดนมรณะ เพื่อทำให้เขาได้รู้จักความน่าสะพรึงกลัวของที่นี่แล้วยอมถอยไปเอง
‘มีเวลาแค่หนึ่งวัน หวังว่า...’ โรดี้ถอนใจเงียบๆ
“ไปเถอะ พวกเราจะไปที่นั่น” จากนั้นโรดี้ก็ชี้ไปทางเมืองเล็ก ในเมื่อมาแล้ว เช่นนั้นก็ให้ลูกชายเห็นถึงที่สุดก็แล้วกัน
“ได้” ดวงตาลู่เซิ่งฉายแววสนอกสนใจ
ทั้งสองคนทยอยเร่งฝีเท้าเดินเข้าไปในเมืองเล็กกลางหมอกหนา
ในหมอกหนาเงียบสงัด เสียงปืนใหญ่ที่ดังตูมตามเมื่อครู่ ตอนนี้หายไปหมดแล้ว
แสงมืดสลัวลงเรื่อยๆ ท้องฟ้าใกล้มืดแล้ว
เดินไปราวสิบกว่านาที หมอกหนาค่อยๆ สลายหายไป ตรงหน้าปรากฏบ้านเล็กๆ สีขาวอมเทาที่ยึดครองพื้นที่กว้างขวาง
กำแพงหยาบสีขาวที่เป็นเอกลักษณ์ของบ้านหลังเล็กแสดงให้เห็นว่า นี่คือสิ่งก่อสร้างของเมืองแห่งนี้ พวกเขาเข้าใกล้เมืองแห่งนั้นแล้ว
“โรดี้!” ไม่ไกลออกไป คนที่ร่างเปรอะไปด้วยรอยเลือดหลายคนร้องเรียกมาทางด้านนี้
“เอสเซียงโล!” โรดี้เห็นดังนั้นก็ตกใจ รีบวิ่งเข้าไปหา
ลู่เซิ่งตามไปติดๆ เพื่อจะได้ปกป้องคนได้ทุกเวลา
พอทั้งสองคนเข้าไปใกล้ จึงค่อยเห็นว่าคนที่เรียกพวกเขาเป็นชายชราอายุมากสามคน ชายชราคนหนึ่งในนี้เป็นนักวิชาการที่เป็นคนพูดเมื่อก่อนหน้า ขาของเขาถูกตะปูแทงทะลุ และคล้ายกับอักเสบแล้ว
“คนคนนี้คือใคร...” พอโรดี้เข้ามาใกล้ ทุกคนต่างก็แสดงความหวาดระแวงต่อโรแซงที่อยู่ด้านหลังโรดี้อย่างชัดเจน
“โรแซง ลูกชายข้าเอง” โรดี้รีบอธิบาย ตัวเขานับว่าแข็งแกร่ง แต่เทียบกับลูกชายแล้ว เหมือนกับผัดถั่วงอกไม่มีผิด
และเมื่อเทียบระหว่างลูกชายกับชายชราอ่อนแอสามคนตรงหน้า นั่นคือการดำรงอยู่อันน่ากลัวที่เหมือนกับสัตว์ประหลาดจริงๆ
“ลูกชาย...ของเจ้าหรือ” คนทั้งสามมองหน้ากัน ยังคงตึงเครียดเล็กน้อย
ในความขมุกขมัวของหมอก ความรู้สึกยามดวงตาของโรแซงมองมาทางพวกเขา กลับไม่ต่างอะไรจากสัตว์ประหลาดที่ได้พบเหล่านั้นเลย
“ไม่ว่าจะยังไง พวกเราออกไปก่อนค่อยว่ากันเถอะ ที่นี่อยู่ใกล้เมืองเกินไป” นักวิชาการชราแนะนำเบาๆ
“ได้” โรดี้พยักหน้าตอบรับ จากนั้นก็รีบประคองนักวิชาการชราขึ้น พร้อมกับหันไปกล่าวกับลู่เซิ่ง “โรแซง พวกเรา...!”
ทันใดนั้นเขาพลันตัวแข็ง ก่อนจะหันกลับไปมองชั้นสองของบ้านเล็กๆ ด้านหลัง
หน้าต่างบานหนึ่งตรงนั้นมีหญิงผมยาวสวมกระโปรงสีขาว เบ้าตาเป็นสีดำอ่อน ยืนยิ้มให้แก่เขาในความมืด
“พวกเจ้า...จะต้อง...”
ตูม!
หญิงสาว หน้าต่าง ห้อง บวกกับหลังคาครึ่งหนึ่งของห้องกลายเป็นช่องว่างในพริบตา พวกมันหายไปอย่างไร้ร่องรอย คล้ายกับถูกบางอย่างกระแทกจนแหลกไปมุมหนึ่ง
บ้านเล็กสั่นสะเทือนอยู่ครู่หนึ่ง สิ่งของกองหนึ่งร่วงกราวลงมา ผ่านไปนานโขกว่าจะสงบลง
แปะๆๆ
ลู่เซิ่งปัดฝุ่นบนมือ กำแพงรอบๆ หายไปสี่เมตรกว่าๆ
“นึกว่ายืนอยู่ไกลแล้วข้าจะโจมตีไม่ได้เหรอ ไร้เดียงสาจริง” เขาหัวเราะเหอะๆ เสียงเย็นชา พลันหันไปเห็นสีหน้าตกตะลึงของพวกโรดี้พอดี
“เห็นรึยังท่านพ่อ ไม่ต้องให้ท่านลงมือ ไอ้ของพรรค์นี้ก็ต้านข้าได้ไม่เกินหนึ่งกระบวนท่าหรอก” ลู่เซิ่งว่า
โรดี้หางตากระตุก ไม่รู้ว่าควรตอบลูกชายที่สามัญสำนึกบกพร่องอย่างร้ายแรงอย่างไรดี
กร๊อบ
กิ่งไม้เล็กบางถูกเหยียบหัก รองเท้าหนังสีน้ำตาลเข้มค่อยๆ เหยียบย่ำลงด้านหน้าแอ่งเลือดที่ใกล้จะแห้ง
จากนั้นก็หยุดนิ่ง
เมืองในม่านหมอกยังคงเงียบสงัด เมราเงยหน้ามองท้องฟ้า
“ควรกลับได้แล้วนะท่านพี่ ถ้าไม่ไปอีกจะไม่ทันการณ์แล้ว พวกเราเข้ามาใกล้เกินไป พรุ่งนี้ค่อยมาสังเกตการณ์ต่อเถอะ” ฟรานที่อยู่ด้านหลังเตือน
ผู้ชายอีกคนกำลังนำคนตรวจสอบศพของพวกทหารที่อูรุสพามา ดูว่าจะหาเบาะแสสำคัญๆ เจอหรือไม่
“รู้แล้ว” เมราตอบ แต่สายตากลับยังคงมองไปยังเมืองที่อยู่ไม่ไกล
“โรดี้ ขอให้เจ้าโชคดี...” นางถอนใจ ก่อนจะหมุนตัวเร่งฝีเท้าเดินไปหาฟราน
ทันใดนั้นก็เกิดเสียงดังตูมตามดังมาจากเส้นขอบฟ้าไกลออกไป
“เสียงอะไรกัน” เมราชะงัก แล้วหันไปมองต้นเสียง
“น้ำ! น้ำเยอะมาก!” มีสมาชิกเหยี่ยวขาวตะโกนขึ้นด้วยสีหน้าหวาดกลัวและเสียงสั่นเครือ
ทันใดนั้นห้วงสมองของเมรานึกถึงความเป็นไปได้หนึ่งออกมาเหมือนสายฟ้าแลบ
“หรือว่า...” นางสีหน้าเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ พร้อมกับพุ่งเข้าหาฟราน
หลังจากวิ่งออกไปเป็นระยะทางหนึ่ง หมอกก็จางลงเล็กน้อย นางเห็นสายน้ำอันไร้สิ้นสุดนับไม่ถ้วนใต้แสงจันทร์ไกลออกไป กำลังม้วนพัดกิ่งไม้ ดินโคลน ก้อนหินมาทางด้านนี้ โดยที่ท่วมกลบเนินเขา พื้นราบและป่าไม้จนหมด
เมรารีบกวาดตามองแม่น้ำด้วยความตื่นตระหนก นางเห็นแค่น้ำไร้สิ้นสุดในทัศนวิสัยเท่านั้น
“บ้าเอ๊ย! ทำนบ! ” ไอ้จอมตอแหลอูรุสระเบิดทำลายทำนบเหยี่ยวหิมะตรงต้นน้ำทิ้งแล้ว!
เมราต่อยหมัดใส่ต้นไม้ด้านข้าง
“ต้องหลบขึ้นที่สูง...” ฟรานพูดเสียงดัง
“ไม่มีประโยชน์ ใกล้ๆ นี้ไม่มีที่สูงที่ใช้หลบน้ำได้!” ชายผอมแห้งขยับเข้ามา พาสมาชิกเหยี่ยวขาวมาด้วยห้าคน
“น้ำของนำนบแห่งนี้ขอแค่ต้านระลอกแรกได้ แรงกระแทกต่อจากนั้นจะลดลง พวกเราต้องคิดหาวิธี ไม่อย่างนั้นได้ตายแน่!” เมราพูดเสียงเฉียบขาด
“วิธีอะไรล่ะ พระเจ้า ไอ้ชั่วอูรุสเอ๊ย! พวกเราเจอปัญหาแบบนี้ได้ยังไงกัน! พระเจ้าช่วย!” ฟรานกุมหัวกรีดร้อง “ข้าอุตส่าห์รอดจากสัตว์ประหลาด แต่ต้องมาจมน้ำตายทั้งเป็นเนี่ยนะ!”
สมาชิกที่เหลือมีสีหน้าเหยเกเช่นกัน แต่เพราะความเคยชินที่คุ้นเคยมานานเลยทำให้พวกเขาไม่ร้องแรกแหกกระเชอ หากมองไปยังเมราที่เป็นผู้บัญชาการแทน
ไม่ว่าจะเจอสถานการณ์จนตรอกกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เมราก็พาพวกเขาทะลวงมาด้วยกัน นี่เป็นกุญแจสำคัญที่เหยี่ยวขาวรวมตัวกันได้
“วิธีการเพียงวิธีเดียวในตอนนี้...” เมรามองไปยังตัวเมือง
“เป้าหมายของอูรุสคือการทำลายเมือง แต่พลังของเมืองนั่นไม่มีทางถูกทำลายได้ง่ายๆ แบบนี้ พวกเรา...”
ตูม!
ยังพูดไม่ทันจบ ไกลออกไปก็มีเสียงกึกก้องดังมาอย่างฉับพลัน
มีเสียงระเบิดดังมาจากกระแสน้ำสีเทาหลายครั้ง ละอองน้ำมากมายกระเซ็นขึ้นสูง การระเบิดเกิดขึ้นหลังจากคลื่นน้ำผ่านไป เพิ่มแรงกระแทกกับความเร็วของคลื่นน้ำมากกว่าเดิม
“บ้าเอ๊ย! เป็นระเบิดตั้งเวลา!” เมราไม่อาจใจเย็นได้อีกต่อไป
เนินเขาที่ต่ำเตี้ยหลายแห่งถูกน้ำกระแทกถล่ม ตอนนี้เหลือเวลาอีกไม่นานน้ำจะพุ่งมาถึงด้านนี้แล้ว
“ไป! เข้าไปในเมือง!” เมราเอ่ยเสียงเฉียบขาด
“แต่ว่า!”
“ไม่มีแต่! ถ้าไม่เข้าไปพวกเราตายแน่ ถ้าเข้าไปยังมีโอกาสรอดชีวิต” เมรากล่าวอย่างแน่วแน่
“ท่านพี่พูดถูก ตายเป็นตาย!” ฟรานลุกขึ้นแล้วตามเมราไปยังเมืองแห่งนั้น
“พวกท่านบ้าไปแล้ว!” ชายผอมแห้งร้อนรน แต่พอมองดูน้ำที่กดดันเข้าใกล้เรื่อยๆ อีกที ก็ขนลุกขนพอง จึงได้แต่รีบติดตามไป
“ตามแบบแผนแล้ว หลังจากคลื่นลูกแรกกระแทกผ่านไป อย่างน้อยจะมีเวลาปลอดภัยสามชั่วโมง ดังนั้นพวกเราได้แต่อยู่ในเมืองนั่นสามชั่วโมง ต่อจากนั้นต้องออกมา ไม่ว่าด้านนอกจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม” เมราเดินไปพลางอธิบายไปพลาง
“นอกจากนี้ พวกเราควรรวมตัวกับพวกโรดี้”
“ทำไมกัน!?” ฟรานไม่เข้าใจ
“เพราะสัตว์ประหลาดไม่สนว่าเจ้ามีคนเท่าไหร่ ถ้ามีคนเยอะก็จะมีโอกาสถ่วงเวลา ถึงอย่างไรต่างคนต่างก็มีความสามารถ แต่ถ้าพวกเราไม่กี่คนเจอสัตว์ประหลาดฝูงใหญ่เข้า...” เมรากล่าวอย่างใจเย็น “ถึงแม้จะเห็นแก่ตัวไปบ้าง แต่ว่าคนที่จะพึ่งพาได้ในตอนนี้มีแค่พวกโรดี้เท่านั้น พวกเขาจะต้องเตรียมตัวไว้เยอะเพราะต้องรับมือแดนมรณะในวันพรุ่งนี้แน่”
พวกเขาพลันเข้าใจ จึงเร่งฝีเท้าอย่างไม่รู้ตัว คำพูดของเมราทำให้พวกเขาเห็นความหวังจริงๆ
...
ตูม!
“เสียงอะไรกัน!?”
พวกโรดี้กำลังเดินออกห่างจากเมือง พลันรู้สึกได้ว่าแผ่นดินสั่นสะเทือน จึงหยุดลงอย่างสงสัย
เอสเซียงโลที่เป็นนักวิชาการชราสวมแว่นตากำลังประคองขาวางลงบนแคร่ที่ใช้กิ่งไม้มัดไว้อย่างเรียบง่าย ตอนนี้เขามีสีหน้าเคร่งขรึม เริ่มฟังเสียงตูมตามที่ดังเบาๆ ตามมาอย่างตั้งใจ
“การลงมือของอูรุสเมื่อก่อนหน้านี้ปรากฏออกมาแล้ว เขาส่งคนไปยังทำนบใหญ่ตรงต้นน้ำ...เสียงเมื่อครู่ หากแยกแยะตามระยะห่าง น่าจะเป็นตำแหน่งเดียวกับทำนบ เกรงว่าสถานการณ์จะไม่ดีนัก...”
“แย่แล้ว...ไม่ใช่ไม่ดี...ดูนั่นสิ...” อยู่ๆ โรดี้ก็ชี้ไปยังที่ไกลทางซ้ายมือของเมืองแห่งนั้น
ทุกคนพากันมองไปยังทิศทางนั้น ไม่นานก็เห็นผ่านหมอกว่า กลุ่มสีเทาผืนหนึ่งกำลังเข้าใกล้ที่นี่ด้วยความเร็วสูงเหมือนกับพายุกลืนกินผืนดิน
เนินเขา ป่า พื้นดิน แม่น้ำ ทุกสิ่งทุกอย่างถูกสีเทาอันมหึมาปกคลุม
“พระเจ้า...”
“พระเจ้าช่วย...”
พวกเขารู้แล้วว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น จึงตะลึงงัน
“น้ำ...กระแสน้ำที่สูงอย่างน้อยสิบสองเมตร...!” เอสเซียงโลหน้าซีด เสียงแฝงความสิ้นหวัง
“เนินเขาที่สูงที่สุดของที่นี่สูงแค่เจ็ดแปดเมตร พวกเราไม่มีทางหาสถานที่ที่ใช้หลบกระแสน้ำกลุ่มนี้ได้แน่ จบสิ้นแล้ว...พวกเราจบสิ้นแล้ว...”เอสเซียงโลตัวสั่น ร่างกายโยกไหวเหมือนกับกระชอน
โรดี้สีหน้าเยือกเย็นลงอย่างรวดเร็ว เขาเจอสภาพเป็นตายแบบนี้มาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว พอเผชิญกับวิกฤติการณ์ สมองก็คิดหามาตรการที่เป็นไปได้ด้วยความเร็วสูง
แต่ไม่ว่าจะคิดอย่างไร วิธีการเพียงหนึ่งเดียวในตอนนี้มีแค่วิธีเดียวเท่านั้น
เขามองไปยังเมืองที่อยู่ด้านหลังไม่ไกล
“ไป” เขานำกลุ่มคนพุ่งเข้าหาเมืองแห่งนั้น
ลู่เซิ่งไม่ลังเลแม้แต่น้อยเช่นกัน ใช้มือหนึ่งอุ้มเอสเซียงโลไว้บนบ่า ก่อนจะสาวเท้าตามไปติดๆ
สองคนที่เหลืองุนงง
“เข้าไปตอนนี้ก็มีแต่ตายนะโรดี้!” คนคนหนึ่งตะโกน
“จะต้องมีที่อื่นที่ใช้หลบได้แน่ พวกเราไปหาถ้ำได้นะ!” อีกคนตะโกนอย่างหวาดกลัว
พวกเขารู้แล้วว่าโรดี้คิดจะอาศัยพลังงานลึกลับของเมืองในการต้านทานน้ำ ถึงอย่างไรเป้าหมายของอูรุสก็คือการทำลายเมือง พวกเขาแค่โดนลูกหลงไปด้วยอย่างคาดไม่ถึงเท่านั้น
แต่รู้ส่วนรู้ พวกเขาไม่คิดจะเข้าไปในเมืองเร็วขนาดนี้
ก่อนหน้านี้พวกเขากำลังอ้อมอยู่รอบนอกเพื่อลองตรวจสอบภูมิประเทศและสถานการณ์ แต่ตอนนี้พวกเขาจะต้องเข้าไปยังใจกลางเมืองเพื่อหลบกระแสน้ำ
สำหรับพวกเขาแล้วนี่เป็นการหาที่ตายชัดๆ!
โรดี้ไม่เหลือบแลพวกเขา เพียงโบกมือ แล้วเร่งฝีเท้าพุ่งไปยังเมือง
“โรแซง ตามมา!”
คลื่นน้ำขนาดยักษ์เหมือนกับผ้าม่านสีเทาผืนใหญ่ ค่อยๆ กลบกลืนผืนดิน และแผ่ขยายไปยังเมือง
มองไกลๆ พวกโรดี้เหมือนกับมดที่กำลังเข้าใกล้เมืองอย่างช้าๆ แต่ก็ยังช้ากว่าความเร็วของกระแสน้ำเล็กน้อย
“จำเป็นต้องเร่งความเร็ว” โรดี้สังเกตเห็นจุดนี้เช่นกัน
“ไม่เป็นไร ดูข้านี่” ลู่เซิ่งอยู่ห่างไปจากด้านหลังเขาเล็กน้อย ได้ยินดังนั้นก็ยิ้มร่า พร้อมกับกระทืบเท้าไปด้านหลัง
เปรี้ยง!
เกิดเสียงทึบหนัก ลู่เซิ่งใช้มือหนึ่งจับโรดี้ มือหนึ่งจับเอสเซียงโล ส่วนตัวเองอาศัยแรงสะท้อนของการระเบิดลอยขึ้นกลางอากาศ ออกห่างจากพื้นดินสิบกว่าเซนติเมตร
เพียงแค่วินาทีเดียว
พวกโรดี้รู้สึกว่าร่างตนทะยานขึ้น ด้านหน้าพร่ามัวแวบหนึ่ง แล้วมาถึงกลางถนนที่เปื้อนรอยสีขาวด้านในเมืองทันที
“เร็ว...เร็วมาก!” เอสเซี่ยงโลอ้าปากค้าง ผมถูกพัดจนตั้งเหมือนกับถูกไฟฟ้าช็อต
ความตกตะลึงในใจโรดี้ไม่ด้อยกว่าเอสเซียงโลเลย ดาบเจอเรลโลที่โรแซงฝึกฝนไปถึงขั้นที่ตัวเขาไม่อาจเข้าใจอีกแล้ว
ทั้งๆ ที่หากจัดเรียงกระบวนท่าเดี่ยวๆ แล้ว เขาต่างก็รู้จักทั้งนั้น แต่ยามโรแซงใช้ออกมา เขากลับไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่...
“ถึงแล้ว” ลู่เซิ่งวางทั้งสองคนลงเบาๆ ก่อนจะกวาดตามองรอบข้าง “ที่นี่สภาพแวดล้อมไม่ได้ดูดีนัก”
“ตอนนี้พวกเราไม่ได้มีตัวเลือกอื่น” โรดี้ถอนใจพร้อมกับกล่าวอยางสงบนิ่ง
ในตอนนี้เอง เสียงดังกึกก้องที่ไม่อาจบรรยายได้ก็ดังมาจากรอบนอกกำแพงเมือง
พื้นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น บ้านเรือนรอบๆ เริ่มสั่นไหวตามไปด้วย คล้ายกับรับแรงกระแทกที่หนักอึ้งสุดขีด มิหนำซ้ำยังเป็นแรงกระแทกที่ต่อเนื่องเสียด้วย
“ดูนั่น!” เอสเซียงโลชี้ไปที่หลังคาบ้านที่ถูกลู่เซิ่งทำลายไปเมื่อก่อนหน้า ตรงนั้นกำลังกลับคืนสู่สภาพเดิมด้วยความเร็วสูง
ลู่เซิ่งกับโรดี้เห็นแล้วเช่นกัน โรดี้ไม่แสดงสีหน้า ลู่เซิ่งกลับรู้สึกคุ้นเคยเล็กน้อย
“ตอนนี้จะทำยังไงดี” ลู่เซิ่งมองโรดี้ “ที่นี่ดูเหมือนไม่น่าเป็นมิตรเท่าไหร่”
“ไม่เป็นไร พวกเราเพียงแค่เข้ามาหลบภัยชั่วคราวเท่านั้น อีกประเดี๋ยวก็ไปแล้ว” โรดี้เค้นยิ้ม
“หาบ้านสักหลังดีไหมขอรับ เอาแต่อยู่ด้านนอกแบบนี้ก็ใช่เรื่องนะ” ลู่เซิ่งเสนอ
“ได้สิ หาที่ที่สูงหน่อยก็แล้วกัน” โรดี้คิดว่าเกิดว่าต้านน้ำไม่ไหวขึ้นมา บ้านที่อยู่สูงหน่อยอาจจะลอยบนกระแสน้ำได้
ทั้งสามคนเดินตามถนนเข้าไปด้านใน หาอยู่ในหมอกสักพัก ไม่นานก็เจอสถานที่คล้ายกับโรงเรียนที่มีสี่ชั้น
ลู่เซิ่งต่อยทำลายสลักประตู ก่อนจะผลักประตูเหล็กเดินเข้าไป
โรดี้ประคองเอสเซียงโลติดตามมาด้านหลัง
“ระวังหน่อยโรแซง เมืองนี้อันตรายมาก” เขามองลู่เซิ่งที่ทำหน้าไม่ยี่หระ ในใจเป็นกังวล จึงอดเตือนไม่ได้
“ขอรับ ไม่ต้องห่วง ข้าจะระวัง” ลู่เซิ่งเดินเข้าประตูใหญ่ของตึกเล็กอย่างผ่าเผย ทั้งสามคนตัดทะลุโถงใหญ่ผุพัง ขึ้นชั้นสอง ชั้นสาม ไปจนถึงชั้นสี่อย่างรวดเร็ว
สองฟากข้างของบันไดชั้นสี่เป็นระเบียงมืดทะมึน
“หาสักที่ตรงนี้เถอะ” ลู่เซิ่งเสนอ
“ได้...” โรดี้ระวังตัวแจขึ้นมา มือหนึ่งประคองเอสเซียงโล มือหนึ่งยกหน้าไม้สั้นของตัวเองขึ้น เตรียมพร้อมลงมือตลอดเวลา
“ที่นี่ก็แล้วกัน” ลู่เซิ่งเจอห้องห้องหนึ่งอย่างรวดเร็ว “ที่นี่ติดหน้าต่าง วิวน่าจะไม่เลว”
เขาเปิดประตู
ฟ้าว!
หนวดสีดำสนิทหนาเท่าแขนข้างหนึ่งพุ่งออกมาใส่ใบหน้าเขาจากด้านหลังประตู
“ที่นี่ก็แล้วกัน” ลู่เซิ่งเจอห้องห้องหนึ่งอย่างรวดเร็ว “ที่นี่ติดหน้าต่าง วิวน่าจะไม่เลว”
เขาผลักประตูเปิด
ฟ้าว!
หนวดสีดำสนิทหนาเท่าแขนข้างหนึ่งพุ่งออกจากหลังประตูมาใส่ใบหน้าของเขา
ฟ้าว!
ลู่เซิ่งจับหนวดไว้ด้วยแขนข้างหนึ่ง แล้วกระชากออกไปด้านนอก ลากสัตว์ประหลาดสีม่วงอมดำที่เหมือนกับสัปปะรดและทุเรียนออกมา
เปรี้ยง!
เขากดคอของสัตว์ประหลาดไว้ แต่ว่าสัตว์ประหลาดมีหนวดมากมายที่กำลังปัดป่ายไปมาอย่างต่อเนื่อง
“ท่านพ่อ ช่วยจับขามันไว้ที! คืนนี้พวกเราจะกินไอ้ตัวนี้กัน!” ลู่เซิ่งที่นั่งบนตัวสัตว์ประหลาดระดมหมัดใส่ศีรษะของมัน
โรดี้เพิ่งจะเข้าใกล้ ก็เห็นหนวดเส้นหนึ่งฟาดใส่โคมไฟติดผนังเหล็กที่อยู่ห่างไปด้านหน้าสองสามก้าว
โคมเหล็กขนาดเท่าข้อมือถูกฟาดจนงอและจมลึกเข้าไปในผนัง
เขาพลันชะงักฝีเท้าอย่างอึ้งงัน
เปรี้ยงๆๆ!
ลู่เซิ่งต่อยหมัดใส่อย่างหนักหน่วงจนสัตว์ประหลาดกรีดร้อง ไม่นานนัก เลือดสีม่วงที่ไหลออกมาจากตัวสัตว์ประหลาดก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลาที่ผ่านไป จากนั้นหนวดมันก็ชี้ขึ้นฟ้า แล้วร่วงตกลงมาดังตูมก่อนจะหยุดเคลื่อนไหว
ลู่เซิ่งพลิกตัวลงมา ใบหน้าอาบเลือด เขาอุ้มสัตว์ประหลาดขึ้นแล้วออกแรงกระชาก ฉีกผิวบนตัวสัตว์ประหลาดออกมา เหลือก้อนเนื้อสีม่วงเข้มหล่นอยู่บนพื้น
“ไอ้นี้แรงเยอะจริงๆ ถ้าเอามาย่างจะต้องกรอบเด้งแน่” เขาโบกสิ่งที่ตนได้มาในมือไปทางพวกโรดี้
“ข้าเอายี่หร่า พริก กับพริกไทยขาวมาด้วย เอามาย่างบนแผ่นเหล็กกันเถอะ!” ลู่เซิ่งฉีกยิ้มเผยให้เห็นฟันขาวเจิดจรัส
“โรแซง...” โรดี้อึดอัดใจเล็กน้อยขณะมองใบหน้าดีใจของลูกชาย เขาพลันรู้สึกว่าตนทนลำบากมาหลายปีอย่างเสียเปล่าแท้ๆ
“ถ้าสัตว์ประหลาดพวกนี้ตายจะกลายเป็นน้ำสีดำ...น่าจะกินไม่ได้...” เอสเซียงโลที่อยู่ด้านข้างเอ่ยแทรกด้วยสีหน้าแปลกพิกลอย่างอดไม่ได้
“น้ำสีดำหรือ อย่างนั้นประเดี๋ยวมาลองว่าจะต้มซุปได้ไหม” ลู่เซิ่งวางผิวสัตว์ประหลาดลงอย่างเสียดายเล็กน้อย ก่อนจะก้มหน้ามองศพของสัตว์ประหลาดบนพื้น มันค่อยๆ หลอมละลายแล้วจริงๆ
“เสียดาย...แต่ทำไมหนวดที่ข้าตัดออกมาถึงไม่หลอมละลายเล่า” ลู่เซิ่งพลันถาม
“เป็นเพราะ...” เอสเซียงโลค่อยสังเกตเห็นหนวดบนตัวลู่เซิ่ง พลันผุดสีหน้างุนงง
“ช่างเถอะๆ ไม่ว่าจะอย่างไร เข้าไปพักผ่อนก่อนดีกว่า” ลู่เซิ่งโบกมือ แล้วหมุนตัวเข้าห้องไปก่อน
โรดี้กับเอสเซียงโลจึงตามเข้าไปด้วย
ห้องไม่ใหญ่นัก มีผิวผนังหลุดล่อนเป็นจำนวนมาก บวกกับจุดขาวที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว โดยรวมแล้วดูรกร้าง ทรุดโทรม และมืดมน เหมือนกับว่าถูกทิ้งร้างมาหลายปีแล้ว
ม่านหน้าต่างหนาหนักปิดหน้าต่างไว้มากกว่าครึ่ง เผยให้เห็นเพียงแสงจันทร์จากด้านนอกเล็กน้อยเท่านั้น
สิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายก็คือ ในห้องเงียบสงบมาก ไม่ได้ยินเสียงน้ำด้านนอกเลย
ตรงกลางมีเตียงครึ่งวงกลมขนาดใหญ่วางอยู่ตัวหนึ่ง ใกล้ๆ คือโต๊ะเครื่องแป้งและตู้เสื้อผ้า ส่องสิ่งเชื่อมต่อกัน
ลู่เซิ่งเดินเข้าไปตรวจสอบ
“ถึงของจะเก่าไปหน่อย แต่ยังพอใช้ได้” เขาตบเตียง ผ้าม่านบังเตียงที่ย้อยลงมาเปิดออก เผยให้เห็นสตรีสวมกระโปรงสีขาว ทั้งยังมีผิวหน้าเน่าเปื่อยและซีดขาวอยู่ด้านใน
นางอุ้มหมอนนั่งอยู่บนเตียง ดวงตาขยับตามมือที่ลู่เซิ่งโบกไปโบกมา
พอโรดี้กับเอสเซียงโลเห็นร่างของสตรีนางนั้น ก็พลันตัวแข็ง แสดงสีหน้าเคร่งขรึมออกมา
ลู่เซิ่งนั่งลงบนขอบเตียง แล้วออกแรงกดเตียงใหญ่เพื่อดูความยืดหยุ่น
“ท่านพ่อ พวกท่านจะนอนที่นี่ไหม”
“โรแซง...” โรดี้เค้นยิ้มพร้อมกับชี้ไปด้านหลังลู่เซิ่ง
ลู่เซิ่งหันไปมองหญิงสาว พลันยิ้มขึ้นมา
“อะไร ถ้าข้าจะอยู่ที่นี่ เจ้ามีปัญหาหรือไง”
หญิงสาวคนนั้นมองเขาอย่างอึ้งๆ
หมับ!
ลู่เซิ่งจับผมหญิงสาวแล้วยกนางขึ้น
กรี๊ด!
หญิงสาวอ้าปากกว้างขึ้นเรื่อยๆ และดำมืดขึ้นเรื่อยๆ ไม่นานใบหน้าของนางก็เหลือแค่ปากใหญ่สีดำสนิทเท่านั้น
เสียงกรีดร้องอันน่าเวทนาระเบิดขึ้นในห้อง
“หุบปาก!” ลู่เซิ่งพลันโมโห
สิบนาทีต่อมา...
ในปากของหญิงสาวมีของที่เหมือนกับขาโต๊ะคู่หนึ่งยัดอยู่จนเต็ม นางถูกมัดไว้ด้วยหนวดที่ลู่เซิ่งฟันขาดก่อนหน้านี้ ห้อยต่องแต่งอยู่ตรงมุมหนึ่งของกำแพง ร่างกายได้แต่หมุนไปหมุนมาเท่านั้น
“เอาล่ะ คราวนี้สงบแล้ว” ลู่เซิ่งลากม้านั่งตัวหนึ่งที่หาได้จากห้องอื่นมานั่งลง แล้วหยิบอาหารแห้งที่พกไว้ออกมากัดกิน
โรดี้กับเอสเซียงโลคอยเหลือบมองหญิงประหลาดคนนั้นอยู่ตลอดเหมือนกับนั่งบนพรมที่ทำจากเข็ม
“ข้างนอกสถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง” โรดี้ลุกเดินไปถึงหน้าต่าง ก่อนจะดึงผ้าม่านออกและมองไปด้านนอก แต่พอมองดูเขาก็เงียบขรึม
“เกิดอะไรขึ้น” เอสเซียงโลเดินโขยกเขยกเข้าไป แล้วมองไปนอกหน้าต่างเช่นกัน
ความสูงของตึกสี่ชั้นทำให้เขามองเห็นสภาพของเมืองในตอนนี้ได้อย่างชัดเจน
น้ำนับไม่ถ้วน
น้ำสีเทาห้อมล้อมเมืองทั้งเมืองไว้เหมือนกับมหาสมุทร เห็นแค่สถานที่ที่อยู่ห่างจากเมืองหลายสิบเมตรเท่านั้น ห่างไปมากกว่านั้นถูกหมอกหนาบดบังไว้หมดแล้ว
เหมือนกับเมืองกลายเป็นเกาะโดดเดี่ยวที่ลอยอยู่กลางทะเลในชั่วข้ามคืน
พวกโรดี้ต่างเงียบงัน
ลู่เซิ่งกัดกินขาไก่อยู่ด้านหลัง พร้อมกับเดินมาดู
“ร้ายกาจ มีแต่น้ำ พรุ่งนี้เช้าไม่รู้ว่าจะหายไปหรือไม่”
“พวกเราได้แต่อยู่ที่นี่สามชั่วโมง” โรดี้กล่าวอย่างฉับพลัน
“ทำไมกัน” ลู่เซิ่งถามกลับ “แม้ที่นี่จะเก่าและสกปรกไปบ้าง แต่ข้าวของก็ยังใช้ได้ แถมยังซ่อมแซมตัวเองได้ด้วย อยู่ไปสักคืนก็ไม่เห็นเป็นไร”
“โรแซง ถ้าหากไอ้ตัวเมื่อครู่มาเยอะๆ ในคราวเดียว แถมยังแกร่งกว่าและน่ากลัวกว่า เจ้าจะสู้ได้ไหม” โรดี้พลันถาม
“ไม่รู้สิขอรับ” ลู่เซิ่งส่ายหน้า เขาไม่รู้จริงๆ ว่าเมืองแห่งนี้ลึกลับและร้ายกาจขนาดไหน เขายังไม่ได้สัมผัสด้วยตัวเองจริงๆ เลยยังไม่เข้าใจ
“อีกสามชั่วโมง พวกเราอาจจะเจออันตรายแบบที่ว่า” โรดี้เอ่ยอย่างสงบ
“ถ้าเป็นแบบนั้นก็มีปัญหานิดหน่อยจริงๆ” ลู่เซิ่งลูบคางของตัวเอง
“ดังนั้นพวกเราต้องคิดหาวิธีออกไป” เอสเซียงโลพลันชี้ไปยังบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ไกลออกไป “เห็นบ้านหลังนั้นไหม”
“ทำไมหรือ” ลู่เซิ่งมองไปตามนิ้วมือของเขา พลันเห็นบ้านสีน้ำตาลหลังคาสามเหลี่ยมหลังหนึ่ง รอบๆ ประตูหน้าต่างด้านนอกบ้านมีแปลงดอกไม้ที่แห้งแล้งสีดำอยู่ด้วย
“บ้านหลังนั้นทำจากไม้ พวกเราจะใช้มันต่อแพง่ายๆ ได้” เอสเซียงโลแนะนำ
“ตกลง...” ลู่เซิ่งกับโรดี้ล้วนเข้าใจความหมายของเขา
“แต่ก่อนหน้านั้น พวกเราจำเป็นต้องพักสักครู่” โรดี้ถอนใจและกล่าวอย่างเหน็ดเหนื่อย
การเปลี่ยนแปลงมากมายสร้างความตึงเครียดให้เขามาโดยตลอด หลังจากรักษาความระวังอย่างสุดกำลังมาเป็นเวลานาน บวกกับก่อนหน้านี้ยังต้องคอยรับมือสัตว์ประหลาดอย่างยากเย็น ต่อให้เป็นเขา เวลานี้ก็ยังอิดโรยอยู่บ้าง
พอลู่เซิ่งเห็นว่าบาดแผลของเอสเซียงโลเริ่มมีเลือดซึม ก็พยักหน้าเช่นกัน
“ข้าขอไปลาดตระเวนในตึกหลังนี้ หากมีปัญหาอะไรจะได้จัดการไว้เนิ่นๆ”
“ตกลง ระวังตัวด้วย” โรดี้พยักหน้า
“ไม่ต้องห่วง” ลู่เซิ่งลุกขึ้น แล้วดึงตัวหญิงสาวที่แขวนอยู่ตรงมุมกำแพงลงมา ก่อนจะลากนางเดินออกจากห้องไป
“ถือโอกาสจัดการไอ้ตัวนี้ด้วย อีกประเดี๋ยวจะกลับมา” เขาโบกมือโดยไม่หันหน้ามา
ตึง
ประตูปิดลงแล้ว
ในห้องเงียบสงัด
โรดี้กับเอสเซียงโลอดถอนใจยาวไม่ได้
“บางทีครั้งนี้พวกเราอาจจะรอดออกไปก็ได้...” โรดี้เอ่ยเบาๆ
“บางที...” ตอนแรกเอสเซียงโลสิ้นหวังไปแล้ว แต่พอตอนนี้นึกถึงโรแซง กลับฮึกเหิมขึ้นเล็กน้อย
“ถ้าข้าไม่ได้ดูผิดล่ะก็ สัตว์ประหลาดที่มีหนวดมากมายตัวนั้นคือผู้ปลอมแปลง พลังเป็นรองเพชฌฆาต ขอแค่ครั้งนี้พวกเราไม่เจอเพชฌฆาตโดยตรง ก็น่าจะมีโอกาสรอดชีวิตเยอะอยู่” เอสเซียงโลเอ่ยอย่างจริงจัง
เพชฌฆาตเป็นสิ่งที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่สัตว์ประหลาด จนกระทั่งถึงตอนนี้ในสัตว์ประหลาดที่ผู้คนรู้จัก เพชฌฆาตมีพลังที่ไม่อาจเทียบเคียงได้ มีร่างกายที่ไม่อาจทำลาย ทั้งยังเป็นอมตะ และไร้ความเกรงกลัว นอกจากจะช้าไปบ้าง แต่ก็มีความพิเศษที่สามารถปรากฏตัวขึ้นในทุกๆ ระยะเวลาสั้นๆ ได้
ถ้าหากเตรียมตัวได้ดีพอ โรดี้มั่นใจว่าสามารถรับมือการไล่ล่าของเพชฌฆาตในอาณาเขตกว้างๆ ได้ถึงระดับหนึ่ง
แต่ในเมืองเมืองนี้ เพชฌฆาตไม่ได้มีแค่ตัวเดียวแน่นอน
“มิหนำซ้ำดูจากผู้ปลอมแปลงเมื่อครู่ ไม่ว่าจะเป็นขนาดหรืออานุภาพ ล้วนแข็งแกร่งกว่าผู้ปลอมแปลงในโลกภายนอกมากมายนัก...ข้าสงสัยว่าที่นี่น่าจะเพิ่มพลังให้สัตว์ประหลาดได้...” เอสเซียงโลกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ดังนั้น...จำเป็นต้องระวังตัวไว้ด้วย”
โรดี้พยักหน้าอย่างเอาจริงเอาจัง
แค่เพชฌฆาตตัวเดียว เขาก็ต้องใช้ความสามารถทั้งหมดรับมือแล้ว เกิดว่ามีสัตว์ประหลาดตัวอื่นมาเพิ่มอีก ผลลัพธ์สุดท้ายมีแค่อย่างเดียว
...
ลู่เซิ่งเดินอยู่ในตึกเล็ก ค้นห้องแต่ละห้องดูอย่างละเอียด
ไม่นานเขาก็ตรวจสอบห้องอื่นๆ จนหมด
มีสัตว์ประหลาดซ่อนอยู่ทั้งหมดสามตัว และถูกเขาจับตัวออกมาเชือดหมดแล้ว
แต่แค่นี้เขายังไม่พอใจ
เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อแสดงละครเท่านั้น แต่ต้องการตามหากุญแจสำคัญที่ใช้ทำลายเมืองแห่งนี้ด้วย
สถานที่แห่งนี้มีพลังคืนชีพที่แข็งแกร่งมาก การทำลายสิ่งก่อสร้างเหมือนจะไม่มีผลต่อที่นี่ อย่างนั้นก็ต้องหาทางอื่นแล้ว
พอลงมาถึงชั้นสาม เขาก็ฉีกหนวดด้านหลังออกมา ก่อนจะหันไปมองหญิงสาวที่ถูกมัดไว้
“คุยกันได้ไหม” เขาถาม
“กรี๊ด!”
หญิงสาวกรีดร้อง ยังคงพยายามดิ้นรนอยู่
ลู่เซิ่งส่ายหน้า แล้วเงยหน้าขึ้นมองเพดานระเบียง
หญิงชราผมขาวที่ท่อนล่างเป็นแมงมุมคนหนึ่งกำลังเกาะตัวกลับหัวอยู่บนเพดาน ในตำแหน่งที่ตรงข้ามกับเขา
ฮี่ๆ...
หญิงชราหัวเราะเสียงแหลมใส่เขา
ท้องของนางเหมือนกับลูกท้อสุก ทำให้คนนึกภาพว่ามีน้ำเหนียวๆ ที่อิ่มเอิบอยู่ด้านใน คล้ายกับแค่กระทุ้งใส่ก็จะแตก ในรอยย่นบนหน้าผากและหางตาคือสิ่งของที่เหมือนกับโคลนสีดำ
“หัวเราะอัปลักษณ์แบบนี้ เจ้ากำลังเยาะเย้ยข้าหรือไง” ลู่เซิ่งสีหน้าอารมณ์
อา
ทันใดนั้นหญิงร่างแมงมุมพลันอ้าปากเผยช่องปากที่เต็มไปด้วยฟันเลื่อยแหลมคมหลายชั้นไปทางลู่เซิ่ง
ฟ้าว...
นางพุ่งมาหาลู่เซิ่ง ชั้นอาคารทั้งชั้นสั่นไหวตามการพุ่งของนาง
แทบจะเป็นในเวลาเดียวกัน พรมบนพื้นในบริเวณรอบๆ นูนขึ้นด้วยความเร็วสูง แล้วกลายเป็นผงสีดำอมเทา ก่อนจะรวมตัวกันกลายเป็นมนุษย์ผงที่เหมือนกับปีศาจ จากนั้นก็กระโจนใส่ด้านหลังลู่เซิ่ง
ฟ้าว!
ครืน!
สายฟ้าวาดผ่านท้องฟ้า ส่องสว่างเหตุการณ์ของที่นี่จากหน้าต่างในชั่วพริบตา
เงาดำบนกำแพงฉายภาพในเวลานี้
ดาบในมือเงาของคนแทงใส่สัตว์ประหลาดที่เหมือนกับแมงมุมอยู่ติดกำแพง จากนั้นก็ฟันลงด้านล่างอย่างโหดเหี้ยม ผ่าท้องของมันออกเป็นสองส่วน
เงาคนหลายสายด้านหลังกลายเป็นฝุ่นผงมากมายแล้วโปรยปรายลงมาโดยอัตโนมัติ
ลู่เซิ่งถือดาบด้วยมือหนึ่งพร้อมกับสะบัดของเหลวสีดำที่ติดอยู่บนดาบทิ้ง
“ขยะที่เคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณ ไม่มีค่าพอเป็นอาหารของข้าด้วยซ้ำ”
“ออกมาเสีย ไอ้พวกชอบทำตัวลับๆ ล่อๆ” เขาชี้ปลายดาบไปยังหมอกอันขมุกขมัวบนระเบียงด้านหลัง
แก๊งๆ
เสียงโซ่พลันดังไปทั่วทั้งชั้น
เงาร่างแข็งแกร่งสูงใหญ่ของเพชฌฆาตเดินออกมาจากในม่านหมอก
..............................................
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น