511-515

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง ระบบโกงสกิล
บทที่ 511ถึง515

หมอกควันสีขาวเทาพลิกม้วนใต้แสงตะเกียงยามราตรี

บนท้องถนนขมุกขมัว เงาร่างกำยำสูงใหญ่กำลังเดินลากโซ่เหล็กเส้นหนาอยู่บนถนนปูหิน

เงาร่างนั้นไม่ได้หายใจ และไม่มีเสียงเต้นของหัวใจ มันสวมเกราะอ่อนสีดำสนิทที่เย็นเยียบไว้ทั่วร่าง ดูไม่ต่างจากอัศวินผู้คลั่งไคล้เกราะทั่วไป เกราะอันหนักอึ้งนั้นสามารถกดทับบุรุษวัยฉกรรจ์ที่ออกกำลังกายเป็นประจำได้อย่างสบายๆ

ทว่าเงาร่างตัวสูงใหญ่ที่สวมเกราะนั้นกลับไม่มีความรู้สึกเชื่องช้าแม้แต่น้อย

“สวรรค์! นั่นเพชฌฆาตนี่!” ในม่านหมอกมีเสียงร้องดังออกมาเบาๆ

“เจ้าโง่! หุบปาก!”

แต่ก็สายไปเสียแล้ว

เงาคนสูงใหญ่ที่ตอนแรกย่างก้าวอย่างเชื่องช้าพลันหยุดชะงัก คล้ายกับกำลังเงี่ยหูฟัง

แก๊ง!

จากนั้นมันพลันกระชากโซ่และก้าวเท้ายาวๆ พุ่งไปทางต้นเสียงทันที

“ไม่!”

“รีบเปิดกับดักเร็ว! อย่าให้มันพุ่งเข้ามาได้!”

“เร็วๆ เข้า!”

“อย่าเข้าไป! ถ่วงเวลามันไว้! เพชฌฆาตเป็นอมตะ พวกเราได้แต่ถ่วงเวลา! อันนาก้มหัวลง!”

เปรี้ยง!

ในม่านหมอกมีเสียงระเบิดที่ทึบหนักดังออกมา

“ทางนี้! ล่อมันมาทางนี้เร็ว!” ชายคนหนึ่งสั่งการด้วยเสียงอันดังและเร่งร้อน

สวบ!

“สยองขวัญ! ไม่! พระเจ้าช่วย!”

“อย่าลนลาน! พวกเราทำสำเร็จแล้ว!”

ตูม!

เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นออกมา

“ในที่สุดก็จบสักที มันจะไม่ออกมาในเร็วๆ นี้ พวกเราต้องรีบไปทันที!”

“แยกย้ายกันไปดีไหม”

“ไม่ได้ ไปไม่ได้ จะไปเจอเพชฌฆาตที่กระจายตัวกันอยู่ พวกเราจะสู้ยากกว่าเดิม มีวิธีเดียวคือถ่วงเวลาไว้ จะหนีไม่ได้ ถ้าอยู่ห่างกัน พวกมันจะติดตามมาทันในพริบตาผ่านหมอกที่หนาทึบ พวกเราหนีไม่พ้นหรอก”

“แต่ว่า...”

“หุบปาก! ถ้าไม่อยากตายก็จงฟังข้า!”

ตูม!

ทันใดนั้นเกิดเสียงระเบิดดังมา

“พระเจ้า! มันออกมาแล้ว! ทำไมเร็วแบบนี้ หนี รีบหนี! เร็วเข้า!”

เสียงร้องเสียดหูดังขึ้น มีเสียงร้องด้วยความตกใจที่อัดอั้นหลายเสียงดังขึ้นตามมา ม่านราตรีตกสู่ความเงียบสงัดอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักหมอกหนาก็เริ่มกระจายหายไป

...

เขตไวท์โอ๊ค

บนท้องถนนที่มีผู้คนคับคั่ง โรดี้สวมเสื้อกันลมสีเทาตัวหนา สะพายดาบตรงที่ห่อด้วยผ้าไว้ด้านหลัง สวมใส่หมวกทรงกลมขนาดใหญ่ขอบกว้าง ดูเหมือนกับช่างฝีมือที่เร่ร่อนอยู่ด้านนอก

เขาเดินไปตามฟุตบาทริมถนน เบียดฝูงชนที่แออัดเล็กน้อยออกไป ไม่นานก็เข้าไปในตรอกลาดชันทางขวา เด็กตัวมอมแมมหลายคนกำลังเตะฟุตบอลในตรอก วิ่งเหยียบน้ำโคลนที่เต็มอยู่ในแอ่งไปมา

โรดี้เดินตัดทะลุตรอกมาถึงข้างกำแพงแห่งหนึ่งที่มีหน้ากระดานข่าวติดอยู่ ก่อนจะเงยหน้ามองป้ายประกาศมากมายหลากหลายด้านบนอย่างละเอียด

แล้วเขาก็เจอข่าวที่ตนเองต้องการตรงมุมหนึ่งอย่างรวดเร็ว

ข่าวนี้ดูเหมือนจะเป็นแค่ประกาศรับสมัครงานธรรมดาๆ แต่โรดี้ย่อมมีวิธีการแก้รหัสของตัวเอง

เขาก้มหน้าหยิบสมุดเล่มเล็กออกมา แล้วถอดรหัสเนื้อหาเบื้องหลังที่แท้จริงตามวิธีการแก้รหัสที่จดบันทึกเอาไว้

‘เพชฌฆาต...ปรากฏตัว...พวกชอร์แมนสี่คนหายสาปสูญ’

หลังจากอ่านเนื้อหาที่ถอดรหัสจบแล้ว โรดี้ก็เงียบงันเล็กน้อย ในดวงตาที่ตอนแรกเคร่งขรึมอยู่บ้างปรากฏความปวดร้าวขึ้น

“แม้แต่ชอร์แมนก็ตายแล้วเหรอเนี่ย” เขาพึมพำเบาๆ

เก็บสมุดเล่มเล็กไว้ เขาเดินออกจากตรอก ก่อนจะมาถึงหน้าโรงเหล้าเล็กๆ ชื่อเหยี่ยวขาวซึ่งตั้งอยู่ในสถานที่เปล่าเปลี่ยวแห่งหนึ่งอย่างรวดเร็ว

ด้านหน้าประตูโรงเหล้ามีป้ายไม้เขียนว่าหยุดปรับปรุงกิจการตั้งอยู่ แต่ด้านในกลับสว่างไสว

โรดี้ผลักประตูไม้เดินเข้าไปอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย

มีคนโต้เถียงกันอยู่ด้านใน เสียงไม่ดังมาก แต่น้ำเสียงแสดงถึงความหวาดกลัวและเจ็บปวด

ชาย หญิง คนชราและเด็กสิบกว่าคนแยกกันนั่งบนเก้าอี้โรงเหล้า เงาร่างแข็งแกร่งของชายหญิงคู่หนึ่งกำลังทะเลาะกันอย่างไม่ยอมลดราวาศอกเหมือนไก่ชนอยู่ตรงกลาง

ผู้ชายกำลังร้องไห้ มือจับคอเสื้อของผู้หญิงร่างแกร่งพลางตวาดด่าด้วยเนื้อตัวที่สั่นเทา

ส่วนผู้หญิงคนนั้น เป็นผู้หญิงร่างแกร่งที่แค่มองดูก็ทำให้คนนึกถึงนักเพาะกาย ตะโกนเสียงดังและคำรามอย่างโมโห พร้อมกับใช้มือบีบคอผู้ชายไว้เช่นกัน

ทั้งสองคนกำลังวัดกำลังกัน เห็นได้ชัดว่านางมีแรงเยอะกว่าชายที่อยู่ด้านหน้ามาก จึงดันจนชนะอีกฝ่ายได้

“ถ้าหากไม่ใช่เพราะคำสั่งของเจ้า! พวกอันนาคงไม่ตาย! ไม่มีทางตาย!” ผู้ชายตะโกน

“คนที่อยู่ที่นี่เป็นคนที่ถูกสาปทั้งนั้น พวกเรามีตราประทับของเซลลา! ไม่ว่าใครก็ต้องตาย! เจ้า! เจ้า! เจ้า! เจ้า! ทุกๆ คน! ล้วนต้องตาย! อย่ามาพูดเรื่องโชคชะตากับข้า! ข้าไม่เชื่อ ข้าเป็นคนออกคำสั่งแล้วยังไงล่ะ!? ข้าให้พวกเขาถอยทันที ผลลัพธ์ล่ะ?!” นางตะโกน “คนอ่อนแอไม่มีสิทธิ์พูดกับข้า ถอยไปซะ!”

นางหิ้วตัวผู้ชายด้วยมือข้างเดียว ก่อนจะเหวี่ยงไปยังสถานที่ที่อยู่ไม่ไกล ผู้ชายเสียสมดุล ล้มลงกับพื้นและร้องไห้น้ำตาไหลพรากเหมือนกับเด็กๆ

“โรดี้ เจ้ามาแล้ว” มีคนทักทายโรดี้

“พวกชอร์แมนตายหมดแล้วค่ะ ดันไปเจอเพชฌฆาตเข้า” เด็กผู้หญิงผมทองคนหนึ่งเข้ามากล่าวด้วยสีหน้าอึมครึม

โรดี้ผุดสีหน้าเรียบเฉย แต่ดวงตาฉายแววรวดร้าว “ข้ารู้แล้ว” เขาพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็เงยหน้ามองเมราหญิงร่างแกร่งที่กำลังพูดอยู่ตรงกลาง

ในกลุ่มเล็กๆ อย่างเหยี่ยวขาว ทุกคนเป็นคนที่ถูกเมืองแห่งนั้นลงตราประทับเอาไว้ เดิมทีพวกเขาควรตายไปเมื่อหลายปีก่อนแล้ว น่าเสียดายที่ความแค้นกับความต้องการมีชีวิตรอดทำให้พวกเขาหาวิธียืดลมหายใจมาได้

พวกเขาเดินทางไปทั่วทุกหนแห่งเพื่อหาวิธีช่วยเหลือตัวเอง แต่ก็ไม่ประสบผล ในทางตรงกันข้าม เป็นเพราะเดินทางไปทั่ว พวกเขาจึงรวบรวมผู้บริสุทธิ์ที่ประสบชะตากรรมเดียวกันได้จากทั่วทุกสารทิศ

พวกเขาเป็นสหายกัน เป็นผู้รอดชีวิตที่กำลังดิ้นรนเป็นเฮือกสุดท้าย พวกเขามีทั้งคนที่มีผมสีทองตาสีเขียว มีผมสีดำตาสีดำ มีผิวสีดำ ขาว และเหลือง

พวกเขาทุกคนมีจุดร่วมเดียวกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือเคยสัมผัสกับเมืองที่น่ากลัวแห่งนั้นมาก่อน

เมรา เป็นคนที่อยู่มานานที่สุด และแข็งแกร่งที่สุดในหมู่พวกเขา

“โรดี้เจ้ามาพอดี เจ้าลองบอกดูหน่อยว่าตอนนั้นเจ้าหนีพ้นจากเพชฌฆาตได้อย่างไร” ตอนนี้เมราเห็นโรดี้แล้วเช่นกัน ทั้งสองเป็นคนเก่าคนแก่ที่มีความอาวุโสมากที่สุด และแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มเหยี่ยวขาว ผ่านการไล่ล่ามาไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง จึงเปี่ยมด้วยประสบการณ์ เวลานี้ให้โรดี้พูดเพื่อเปลี่ยนมุมมองดู อาจจะช่วยคลายความหวาดกลัวในใจทุกคนได้มากกว่าเดิม

โรดี้เดินไปหยุดยืนอยู่ตรงกลาง

เขากวาดตามองรอบๆ จ้องมองคนของเหยี่ยวขาวที่มองมายังเขา จนกระทั่งพวกเขาเงียบเสียงลงโดยสมบูรณ์

ไม่นานนัก โถงใหญ่ที่ตอนแรกอึกทึกก็ค่อยๆ เงียบสงัดลง

“ความจริงไม่มีประสบการณ์อะไรให้เล่าหรอก หากเจอเพชฌฆาตเข้า สิ่งที่พวกเราทำได้เพียงอย่างเดียวคือหนี” โรดี้เอ่ยอย่างราบเรียบ

“ข้าเคยศึกษาเพชฌฆาตมาอย่างละเอียด พวกมันมีพละกำลังแข็งแกร่งจนไม่อาจต้านทาน และมีร่างกายที่ทนทานจนไม่อาจถูกทำลาย ทั้งยังไม่มีจุดอ่อน ไม่รู้จักความเหน็ดเหนื่อย สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ พวกมันเป็นสัตว์ประหลาดที่ฆ่าไม่ตาย พวกเราได้แต่ทำให้พวกมันช้าลง หากจะทำให้ได้ บางทียาลื่นไหลที่ข้าปรุงมาอาจจะมีผล นอกจากนี้ ขอบอกทุกคนเรื่องหนึ่ง คนที่ต้องเผชิญกับเพชฌฆาต ไม่ใช่แค่พวกชอร์แมนเท่านั้น ยังมีข้าอีกคน”

ตอนแรกทุกคนค่อยๆ เยือกเย็นลงตามเสียงของโรดี้ แต่พอเขากล่าวประโยคสุดท้ายออกไป บรรยากาศของโถงใหญ่ทั้งโถงพลันกลายเป็นหวั่นสะพรึงขึ้นมา

“โรดี้เจ้า...” เมรามองเขาอย่างกังวลเล็กน้อย

“ข้าจะจากไปในอีกไม่นาน ไปใช้ชีวิตตามลำพังสักพักหนึ่ง ก่อนที่ข้าจะโผล่กลับมาใหม่ ห้ามพวกเจ้าตามหาข้า” โรดี้กล่าวเสียงราบเรียบ “เวลาจะอยู่ระหว่างสามเดือนถึงห้าเดือน” เขามองไปทางเมราทันที

“รับทราบแล้ว กฎเดิม” เมราพยักหน้า ในเหยี่ยวขาว นางกับโรดี้เคยทำข้อตกลงกันไว้ก่อนแล้วว่า หากใครตายไปแล้วอีกฝ่ายยังอยู่ จะต้องดูแลลูกหลานของอีกฝ่าย

“อย่าตายล่ะ” นางเสริมมาหนึ่งประโยค

โรดี้ตวัดมุมปาก เผยรอยยิ้มแข็งทื่อ “ความจริงตามการคำนวณของข้าต่อแบบแผนของพวกมัน อีกไม่นานจะเป็นรอบของข้าที่ต้องเผชิญกับแดนมรณะแล้ว”

เมราสีหน้าแข็งทื่อ ในฐานะผู้มีตราประทับที่มีศักดิ์อาวุโสเหมือนกัน นางจึงรู้ว่าแดนมรณะหมายถึงสิ่งใด

นั่นคือสภาพจนตรอกที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เป็นท่าไม้ตายที่ไม่มีโอกาสรอดชีวิตเด็ดขาดซึ่งเมืองแห่งนั้นใช้กับคนหลบหนี

“ต้องมีความหวังแน่...ขอแค่พวกเราไม่ยอมแพ้” นางสูดลมหายใจ

“ถูกต้อง...ถึงเวลาข้าจะกลับไป” โรดี้หัวเราะเอื่อยเฉื่อย “ลูกข้าเป็นแค่ผู้ปนเปื้อนตราประทับเท่านั้น ขอแค่หลีกหนีไกลพอ ไม่มีข้าเป็นตัวถ่วง เขาอาจจะมีโอกาสใช้ชีวิตต่อไปได้”

“เขาไม่มีทางยอมรับได้ ถ้าเขารู้ความจริงทั้งหมด” เมราส่ายหน้า

“เขาทำได้แน่” โรดี้กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ถ้าสำเร็จ ข้าจะไม่บอกความจริงกับเขา”

ไม่มีใครเอาชนะสัตว์ประหลาดได้ อย่าว่าแต่เพชฌฆาตที่โหดเหี้ยมยิ่งกว่า ต่อให้เป็นตัวโรดี้เองก็ไม่แน่ใจว่าจะหนีรอดจากเงื้อมมือของพวกมัน ยิ่งอย่าว่าแต่ภายหลังจะมีแดนมรณะที่น่าหวั่นสะพรึงมาถึงอีก

เขาเหลือเวลาไม่มากแล้ว

...

เขตอาทิตย์ตก

‘ยกระดับประสิทธิภาพดูก่อนก็แล้วกัน’ ลู่เซิ่งยืนอยู่บนที่ว่างที่โรดี้ใช้ฝึกดาบในยามปกติ มือถือยาเม็ดเล็กๆ ขวดหนึ่งที่เคยกินก่อนหน้านี้เอาไว้

‘สำนักดาบอะไรนี่ใช้แค่การกินยาเพื่อยกระดับความแข็งแกร่ง หากไม่โดนพิษในยาเม็ดกัดกินร่างกายในยามแก่ตัวก็นับว่าร้ายกาจแล้ว’

ลู่เซิ่งตรวจสอบรอบๆ หลังยืนยันได้ว่าไม่มีใครซ่อนตัวเพื่อจับตาดูตนเอง จึงค่อยเทยาเม็ดสีดำเม็ดหนึ่งออกมา แล้วโยนเข้าปากก่อนจะกลืนลงไป

‘ดีปบลู’ เขาเรียกเครื่องมือปรับเปลี่ยนดีปบูลออกมาตรวจดูการเปลี่ยนแปลงสภาพด้านในกรอบ

หลังจากยาเม็ดลงท้อง จิตวิญญาณปรับปรุงระบบย่อยอาหาร เพื่อย่อยสลายและดูดซับสรรพคุณยา รวมถึงกำจัดพิษและของเสียทิ้งอย่างรวดเร็ว ผ่านไปไม่เกินหนึ่งนาที ฤทธิ์ยาก็เริ่มแสดงให้เห็น ร่างกายเริ่มร้อนขึ้นเล็กน้อย

แต่ว่าลู่เซิ่งไม่ได้หยุด หากแต่กินยาเม็ดแล้วเม็ดเล่า

ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ยาขวดเล็กๆ ก็ถูกเขากินจนหมด นี่เป็นปริมาณให้คนธรรมดาพอกินไปห้าปี

แต่เขากลับกินจนหมดในคราวเดียว

ร่างกายของเขาร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว กล้ามเนื้อเริ่มบวมพอง โครงกระดูกคันมากขึ้น กระเพาะส่งความหิวโหยที่รุนแรงออกมา ยาเม็ดจำนวนมากเริ่มออกฤทธิ์ ยาที่ยากจะย่อยสลายชนิดนี้ทำให้กายเนื้อของลู่เซิ่งทนไม่ไหวอยู่บ้างเพราะกินมากเกินไปในคราวเดียว

ลู่เซิ่งหยิบเนื้อแห้งและคุกกี้ออกมาจากในถุงย่ามบนพื้นด้านข้าง จากนั้นก็กินอาหารอย่างตะกละตะกลามพร้อมกับน้ำในกา

‘เงื่อนไขหลักในการยกระดับสมบูรณ์แล้ว ตอนนี้ถึงเวลาใช้ดีปบลูสักที’

‘การยกระดับใช้สารอาหารระดับพื้นฐานเท่านั้น เดิมทีสามารถใช้แก่นหยางแทนที่ได้ น่าเสียดายที่ยังไม่เข้าใจกฎพื้นฐานของที่นี่ แก่นหยางถึงเลียนแบบสัดส่วนสารอาหารของโลกนี้ไม่ได้...ได้แต่ใช้พลังอาวรณ์ไปก่อนชั่วคราว สิ้นเปลืองจริงๆ’

ลู่เซิ่งจนใจเล็กน้อย สายตาหยุดบนอินเตอร์เฟซเครื่องมือปรับเปลี่ยน จากนั้นสายตาก็จับอยู่ตรงกรอบของวิชาดาบอย่างรวดเร็ว


‘ยกระดับวิชาดาบเจอเรลโล’ ลู่เซิ่งนึกในใจ ขอแค่ไม่ใช่การเรียนรู้ แค่การปรับเปลี่ยนง่ายๆ นั้น ตอนนี้เขาพบแล้วว่าสามารถใช้ความคิดควบคุมได้โดยสมบูรณ์

ดีปบลูสั่นเล็กน้อย กรอบทั้งหมดพร่ามัว ใช้เวลาสิบกว่าอึดใจ อินเตอร์เฟซจึงค่อยกลับมาชัดเหมือนเดิม

วิชาดาบเจอเรลโลอันเป็นจุดสำคัญที่ลู่เซิ่งให้ความสนใจก็บังเกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน

[วิชาดาบเจอเรลโล: คุ้นหัตถ์ (คุณสมบัติพิเศษ: เพิ่มพละกำลังหนึ่งระดับ เพิ่มคุณสมบัติร่างหนึ่งระดับ เพิ่มความเร็วหนึ่งระดับ)]

‘ใช้พลังอาวรณ์แค่นิดเดียว ระดับก็เพิ่มขึ้นแล้ว’ ลู่เซิ่งเห็นอย่างชัดเจนว่าโครงสร้างกล้ามเนื้อบนแขนของตัวเองขยายใหญ่ขึ้นเล็กน้อย พละกำลัง พลังสมาธิ และความเร็วการตอบสนองต่างได้รับการยกระดับที่ชัดเจน

และยังเป็นการยกระดับอย่างใหญ่หลวงด้วย

‘ตอนนี้ควรจะเป็นระดับของคนธรรมดาที่กินยาและฝึกฝนเป็นเวลาหลายปีแล้ว’ ลู่เซิ่งสัมผัสการเปลี่ยนแปลงของกายเนื้ออย่างตั้งใจ การยกระดับแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ยังนับว่าน่าพอใจ

ยาเม็ดที่ก่อนหน้านี้ดูดซับได้ยากและย่อยสลายไม่ดีถูกดีปบลูกระตุ้นให้ร่างกายดูดซับจนหมด

‘ร่างกายต้องปรับตัวหนึ่งวัน หลังจากคุ้นชินแล้ว พรุ่งนี้ก็จะกินได้สองขวด วันมะรืนสมควรไปถึงระดับของโรดี้’ ลู่เซิ่งค่อนข้างพอใจ เขาขยับนิ้วดู พอสัมผัสได้ว่าร่างกายได้รับการยกระดับทุกด้าน ก็อารมณ์ดีขึ้นมาก

ต่อจากนั้นเขาได้ฝึกฝนทักษะกระบวนท่าอันหลากหลายของสำนักวิชาดาบที่ว่าบนลานว่างรอบหนึ่ง ด้วยสายตาและระดับที่ใกล้เคียงกับปรมาจารย์ของเขา การใช้ทักษะเหล่านี้ง่ายดายเหมือนกับการใช้นักศึกษามหาวิทยาลัยมาบวกลบคูณหารตัวเลข กระบวนท่าไม่ใช่ปัญหา สิ่งที่หยุดยั้งเขาไว้ก็คือความแข็งแกร่งทางร่างกาย

หลังจากฝึกจบ ก็ใกล้เป็นเวลาเที่ยงวัน แสงอาทิตย์แสบร้อนเสียจนผู้คนปวดหัวเวียนศีรษะ

ลู่เซิ่งกลับไปอาบน้ำ กินข้าว และนอนกลางวัน พร้อมกับใช้จิตวิญญาณบำรุงร่างกายเพื่อเร่งความเร็วในการฟื้นฟู เวลาช่วงบ่ายผ่านไปอย่างสบายๆ เช่นนี้

ด้านในคฤหาสน์ไม่ได้เกิดเรื่องอะไร เป็นชีวิตที่ปกติธรรมดามากที่สุด

เช้าตรู่วันต่อมา ลู่เซิ่งสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าร่างกายฟื้นฟูพอประมาณแล้ว สมควรปรับตัวเข้ากับปัจจัยต่างๆ ในการยกระดับได้อย่างไม่เลวแล้วเช่นกัน

เขาจึงนำขวดยาสองขวดเดินเข้าไปในที่โล่งกลางป่า ตอนนี้เส้นสายกล้ามเนื้อบนตัวเขาเด่นชัดเป็นอย่างยิ่ง ค่อยๆ เปลี่ยนจากเด็กหนุ่มมีกล้ามเนื้อธรรมดาคนหนึ่งไปสู่คนที่มีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงทรงพลังแล้ว

‘คนทั่วไปได้แต่กินยาทีละเม็ด แต่เรากลับกินได้เป็นขวดๆ มิหนำซ้ำผลการดูดซับฤทธิ์ยายังสู้เราที่มีจิตวิญญาณช่วยเหลือไม่ได้อีก พอเป็นแบบนี้ เมื่อเทียบกับโรดี้แล้ว กายเนื้อร่างนี้จึงพัฒนาศักยภาพได้ดีกว่ามาก’ ลู่เซิ่งค่อยๆ ชินกับวิธีการกินยาเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งนี้ทีละนิดๆ

ลมโชยพัดผ่าน เขายืนอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งเพื่อบังตัวเอง จากนั้นก็วางถุงย่ามบนตัวลงบนคาคบของต้นไม้

จากนั้นก็เริ่มยืดเหยียดร่างกาย

‘ยาที่โรดี้ทิ้งไว้มีทั้งหมดเก้าขวด ดูเหมือนเยอะ แต่ความจริงมีน้อย ไม่รู้ว่าถ้ากินหมดจะไปถึงระดับไหน’

หลังจากยืดเหยียดร่างกายแล้ว ลู่เซิ่งก็นั่งขัดสมาธิลงกับพื้นโดยไม่กลัวสกปรก จากนั้นก็หยิบขวดยาสองขวดออกมา

ครั้งนี้เขาไม่ได้กินทีละเม็ดอีก หากแต่ดึงจุกไม้ออก แล้วเทยาทั้งขวดใส่ปากตัวเอง

พอกินหมดไปหนึ่งขวด ก็ตามด้วยขวดที่สอง ไม่นานยาเม็ดทั้งสองขวดก็เข้าไปอยู่ในท้องของเขา จากนั้นเขาก็เริ่มยัดอาหารเพื่อเติมพลังงานอย่างบ้าคลั่ง

‘ดีปบลู’ ลู่เซิ่งเรียกเครื่องมือปรับเปลี่ยนออกมา ก่อนจะมองกรอบของวิชาดาบ

‘ยกระดับวิชาดาบเจอเรลโล’ เขานึกในใจ

ชิ้ง

ทันใดนั้นเครื่องมือปรับเปลี่ยนพลันพร่ามัว

พลังอาวรณ์หายไปสองหน่วย ยังเหลืออีกหนึ่งหมื่นหกพันเก้าร้อยสามสิบสองหน่วย โลกใบก่อนใช้เยอะไปหน่อย แถมยังเติมไม่ทัน ก็เลยเหลือไม่มากแล้ว

เวลาเลื่อนไหล ไม่นานก็ผ่านไปสิบกว่าอึดใจ เครื่องมือปรับเปลี่ยนกลับยังพร่ามัวอยู่ ลู่เซิ่งรู้สึกได้ว่าฤทธิ์ยาในร่างกายหายไปหมดสิ้นแล้ว

‘ฤทธิ์ยาไม่พอ...ดูเหมือนจะยกระดับขึ้นแล้วสินะ ยาที่ใช้ในระดับหัตถ์เดียวเลยเยอะกว่าที่คาดไว้เล็กน้อย’ ลู่เซิ่งรีบหยิบยาอีกขวดที่เตรียมไว้ออกมาจากในถุงย่ามแล้วกินต่อ

ในที่สุด หลังผ่านไปสองสามอึดใจฤทธิ์ยาก็เพียงพอแล้ว เครื่องมือปรับเปลี่ยนจึงค่อยๆ ชัดขึ้น ในกรอบเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

[วิชาดาบเจอเรลโล: หัตถ์เดียว (คุณสมบัติพิเศษ: เชี่ยวชาญดาบสองคม เพิ่มพละกำลังสองระดับ เพิ่มคุณสมบัติร่างกายสองระดับ เพิ่มความเร็วสองระดับ]

‘ในที่สุดก็มาอยู่ในระดับเดียวกันกับพ่อแล้ว’ ลูเซิ่งถอนใจยาว สัมผัสการเปลี่ยนแปลงของร่างกายอย่างละเอียด ‘นี่คือระดับสูงสุดที่โรดี้ฝึกมายี่สิบปีสินะ’

เขาพลันนึกได้ว่าโรดี้เคยบอกว่าร่างกายของตนอยู่ในระดับปรมาจารย์

‘หมายความว่าตอนนี้กายเนื้อร่างนี้อ่อนแอกว่าโรดี้เล็กน้อย ยังไปไม่ถึงระดับปรมาจารย์’ ลู่เซิ่งใคร่ครวญ ‘รอพรุ่งนี้หลังจากไปถึงระดับปรมาจารย์ จะสามารถสัมผัสกระบวนการยกระดับได้พอดี ดูเหมือนการทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าของระดับความแข็งแกร่งจะมีส่วนช่วยเหลือต่อการศึกษากฎพื้นฐานในโลกใบนี้ของตัวเราแฮะ’

การยกระดับร่างกายต้องปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงเสียก่อน เลยไม่สามารถยกระดับต่อได้ในเวลาอันสั้น ลู่เซิ่งฝึกวิชาดาบต่ออีกครั้ง ภายหลังจึงค่อยทดลองปรับแก่นหยาง

จนกระทั่งพลบค่ำเขาจึงค่อยกลับคฤหาสน์และอาบน้ำร้อนอย่างผ่อนคลาย ก่อนจะเตรียมยกระดับเป็นวันที่สาม

...

หมอกหนาแผ่ขยาย

โรดี้แนบตัวติดกำแพงเพียงลำพัง ปากคาบบุหรี่อยู่ แสงไฟสีแดงสว่างวาบเห็นได้อย่างชัดเจนเป็นพิเศษในราตรีที่มืดมิด

ซู้ด

เขาสูดควันเข้าลึก แล้วค่อยๆ พ่นออกมา จากนั้นก็มองดูควันขาวผสมกับหมอกจนแยกแยะไม่ออก

ที่นี่เป็นเมืองเปลี่ยวร้างแห่งหนึ่งที่อยู่ทางใต้ของจักรวรรดิ และเป็นสมรภูมิที่ดีที่สุดที่เขาเลือกใช้เผชิญกับสัตว์ประหลาดที่ไล่ล่า

เขาตั้งใจดูแลที่นี่มาหลายปี ที่สามารถหลบรอดการไล่ล่ามาได้หลายสิบครั้ง เป็นเพราะผลงานที่จัดการที่นี่ไว้

แก๊ง...แก๊ง...แก๊ง...

อยู่ๆ ภายในหมอกหนาก็มีเสียงลากโซ่กับพื้นดังมาไกลๆ

“มาแล้ว” โรดี้ลุกขึ้น ตอนแรกสุดเขากระวนกระวายใจเล็กน้อยเพราะมีหมอกคลุมอยู่ แต่ตอนนี้เขาเยือกเย็นลงแล้ว

โรดี้ดึงบุหรี่ออกจากปากแล้วบี้มันเข้ากับกำแพง ก่อนจะเก็บบุหรี่ที่เหลืออยู่อย่างระมัดระวัง มือหนึ่งยื่นไปยังถุงย่ามด้านหลัง แล้วล้วงหยิบยาที่เป็นน้ำมันสีเหลืองอ่อนออกมาขวดหนึ่ง

ยาบรรจุอยู่ในขวดแก้วที่ทำหยาบๆ เห็นเม็ดสีดำๆ ที่เล็กละเอียดได้เป็นจำนวนมากผ่านแสงอ่อนๆ ของตะเกียงริมถนนในหมอกมัว

เสียงโซ่เสียดสีกับพื้นเข้าใกล้ขึ้นเรื่อยๆ

โรดี้ถือขวดยาไว้แน่น แล้วถอดจุกออก ประสาทสัมผัสทั้งหมดยกระดับอย่างรวดเร็ว เขาเพ่งสมาธิกับทิศทางที่เสียงดังมา จากนั้นก็เดินออกมาจากตรอกเล็ก ก่อนจะหยุดยืนบนที่ว่าง

ในม่านหมอกที่อยู่ไกลออกไปมีเงาคนร่างสูงใหญ่ที่สวมเกราะสีดำเดินมาช้าๆ

คนผู้นี้สวมเกราะโลหะที่ทั้งหนาและหนักไว้ทั่วทั้งตัวไม่เว้นแม้แต่ศีรษะ สิ่งที่น่าประหลาดก็คือ ปกติแล้วเกราะทั่วร่างจะมีรอยแยกเพื่อให้ดวงตาเห็นสภาพภายนอก และให้จมูกหายใจได้

แต่ว่าส่วนใบหน้าของหมวกเกราะบนศีรษะคนผู้นี้กลับปิดตายโดยสิ้นเชิง มีแต่ร่องระบายอากาศตรงศีรษะเท่านั้นที่มีหมอกซึ่งเหมือนกับควันหนาระเหยออกมาจากด้านในเป็นระยะ

มองไกลๆ เหมือนกับมีไฟถูกจุดในหมวกเกราะ

“เพชฌฆาต...เจอกันอีกแล้วนะ” โรดี้ยังมีอารมณ์ยิ้มให้อีกฝ่าย

ฟ้าว!

ทันใดนั้นเกิดเสียงแหวกลมเสียดหู โซ่หยาบใหญ่เส้นหนึ่งกวาดมาในแนวขวาง ถูกฟาดเข้าใส่ส่วนเอวของเขา

โรดี้ก้มศีรษะหมอบลงกับพื้นเหมือนกับการตอบสนองตามสัญชาตญาณ จึงหลบโซ่พ้นพอดี ถัดจากนั้นเขาก็โยนยาในมือออกไป แล้วตีลังกาถอยหลังติดต่อกัน

เปรี้ยง

พื้นบนตำแหน่งเดิมที่เขายืนอยู่ระเบิดขึ้น เศษหินกระจัดกระจาย

โรดี้รีบลุกขึ้น เห็นเพชฌฆาตกระชากโซ่ที่ฟาดมาขึ้นจากพื้นพอดี

“ดูนี่!” เขาพลันพุ่งไปด้านหน้า แล้วเฉียดผ่านด้านข้างเพชฌฆาตอย่างปราดเปรียว

เกิดเสียงดังฉัวะ ไม่ทราบว่าโรดี้ชักดาบออกมาตั้งแต่ตอนไหน จากนั้นเขาก็ฟันใส่หัวเข่าข้างขวาของเพชฌฆาตสุดแรงเกิด

แต่นอกจากสะเก็ดไฟแล้ว การฟันอย่างรุนแรงของเขาที่สามารถฟันผู้ใหญ่คนหนึ่งจนตัวขาดเป็นสองท่อนได้ กลับไม่อาจฟันทะลุเกราะของเพชฌฆาตได้ เพียงแค่เกิดรอยสีขาวจางๆ เท่านั้น

‘คิดไว้ไม่มีผิด’ โรดี้ไม่เสียดาย เพียงเร่งความเร็วพุ่งอ้อมไปถึงด้านหลังของเพชฌฆาต ก่อนจะวิ่งหนีออกไปยังที่ไกลอย่างรวดเร็ว

เพชฌฆาตคิดไล่ตาม แต่ว่าพื้นที่เปื้อนน้ำยาชนิดพิเศษจนลื่นกลับทำให้มันทรงตัวไม่อยู่

ทว่าไม่นาน มันก็สะบัดโซ่ออกไปมัดต้นไม้ใหญ่ริมถนน แล้วใช้แรงกระชากโซ่เพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ร่างกาย จากนั้นจึงเดินออกจากอาณาเขตเรียบลื่นที่เกิดขึ้นเพราะน้ำยาได้สำเร็จอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็สาวเท้าไล่ตามโรดี้ไป

เพิ่งจะเดินไปได้ไม่กี่ก้าว พื้นก็พังทลายลง

เพชฌฆาตพลันตกลงไปในหลุมกับดับที่ลึกเจ็ดแปดเมตร มันเริ่มดิ้นรน ใช้มือและเท้าเพื่อปีนออกจากหลุม แต่ก็ไร้ประโยชน์

โซ่ถูกสะบัดออกไปด้านบนอย่างต่อเนื่องเพื่อมัดสิ่งของรอบๆ ให้มันใช้ดึงตัวขึ้นไป

แต่ตรงนี้เป็นสถานที่พิเศษที่โรดี้เลือกไว้เป็นการเฉพาะ ย่อมไม่มีของที่มันจะใช้มัดได้ แม้แต่ต้นไม้ใหญ่เมื่อก่อนหน้าก็เป็นของสำหรับใช้มัดได้เพียงหนึ่งเดียวที่เขาคำนวณไว้ก่อนแล้ว

โรดี้ถอนใจอย่างหนักหน่วงอยู่ไม่ไกลออกไป

‘ตามวงจรเวลา สามารถพักผ่อนได้ชั่วคราว’ เขาที่อยู่ห่างออกมาสิบกว่าเมตรมองไปยังตำแหน่งของหลุมผ่านม่านหมอก ตรงนั้นเขาได้ยินเสียงเกราะของเพชฌฆาตชนกระแทกไปมาได้เป็นระยะๆ

ผ่านไปราวสองนาที

‘ห้า สี่ สาม สอง หนึ่ง!’ โรดี้เริ่มนับถอยหลัง จากนั้นก็หมอบลงกับพื้นทันที

ฟ้าว!

โซ่หยาบใหญ่เส้นหนึ่งพลันกวาดมาจากในม่านหมอกด้านหลังเขา แต่กลับโดนแค่ความว่างเปล่า

เพชฌฆาตถึงกับพุ่งออกมาจากในม่านหมอกด้านหลังเขา แล้วสาวเท้าเดินมายังตำแหน่งที่โรดี้อยู่

ตูม!

แสงไฟที่เจิดจ้าระเบิดขึ้นใต้เท้าเพชฌฆาต นั่นคือยาระเบิดที่โรดี้ใช้ มันทำให้เพชฌฆาตเสียสมดุล แม้จะไม่ได้รับความเสียหายแม้แต่น้อย แต่ความเร็วในการไล่ตามก็ผ่อนช้าลงจริงๆ

‘ในเวลากลางคืน จำได้ว่าเจ้านี่จะโผล่มาทุกๆ สามนาที หวังว่าทุกอย่างจะราบรื่น’ โรดี้ทิ้งยาระเบิดไปพลาง เปลี่ยนตำแหน่งไปพลาง สมาธิรวมตัวในระดับสูง

...

‘ร่างกายปรับตัวได้พอสมควรแล้ว’ ลู่เซิ่งวางยาแต่ละขวดไว้ด้านหน้าตนเองอย่างเป็นระเบียบ มีทั้งหมดห้าขวด นี่เป็นจำนวนทั้งหมดที่เหลืออยู่

ฟ้ายังคงมืดครึ้มเล็กน้อย แสงอรุณยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า ป่ายังคงชื้นและเย็น

ลู่เซิ่งกลับยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นหญ้าโดยไม่สนใจแม้แต่น้อย ดาบสองคมที่ใช้ในการฝึกปักอยู่ข้างๆ ตัว

‘หากกินยาพวกนี้ น่าจะไปถึงขีดจำกัดสูงสุดของสำนักดาบได้’ ลู่เซิ่งดื่มน้ำกลั้วคอก่อน จากนั้นก็เพ่งสมาธิปรับลมหายใจ แล้วหยิบยาขวดแรกขึ้นมาเปิดจุกออก

‘เริ่มกันเลย’ เขาเล็งปากขวดไว้ที่ปาก แล้วเงยหน้าขึ้น

เม็ดยากลิ้งเข้าไปในคอเขา ก่อนจะถูกกลืนลงไปโดยไม่เคี้ยว

หลังเทยาไปจนหมด ในปากก็แห้งเล็กน้อย ลู่เซิ่งจึงดื่มน้ำตาม จากนั้นก็กินขวดที่สอง ขวดที่สาม ขวดที่สี่ และขวดที่ห้า

ยาทั้งหมดเข้าไปอยู่ในท้องของลู่เซิ่งแล้ว

เขาจึงค่อยหลับตา

‘ดีปบลู’

อินเตอร์เฟซสีฟ้าของดีปบลูพลันโผล่ขึ้นมาตรงหน้าลู่เซิ่ง

‘ยกระดับวิชาดาบเจอเรลโล’

ชิ้ง

ฉับพลันนั้นอินเตอร์เฟซพลันพร่ามัวลง

ลู่เซิ่งปรับลมหายใจให้สงบ แสดงให้เห็นว่าฤทธิ์ยาจำนวนมากกำลังเดือดพล่านอย่างรุนแรง ผิวเริ่มร้อนขึ้น รูขุมขนเหมือนกับมีหนามแหลมเล็กๆ จำนวนมากทิ่มแทงอวัยวะภายในผ่านผิวหนังด้านนอก

หนามแหลมเหล่านี้ค่อยๆ มุดเข้าไปหาอวัยวะภายในและหัวใจของเขาเหมือนกับหนวด จนกระทั่งถูกร่างหลักที่ขดตัวอยู่ป้องกันเอาไว้ มันจึงค่อยๆ หยุดลง

‘อือ...ยาชนิดนี้...น่าสนใจอยู่บ้าง...’ ลู่เซิ่งยกแขนขึ้นมาดู

ผิวบนแขนเริ่มมีเลือดสีแดงเล็กๆ จำนวนมากหยดออกมา กล้ามเนื้อกำลังบวมและบิดเบี้ยวเหมือนกับถูกมือใหญ่สองข้างบิดไปบิดมา

ลู่เซิ่งมองดูแขนของตัวเองค่อยๆ ขยายขึ้นจากขนาดเท่าคนธรรมดาในตอนแรก ฤทธิ์ยาจำนวนมากกลายเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเปิดสวิตช์ในร่างกายต่อ อีกส่วนหนึ่งซึมเข้าไปในเซลล์กล้ามเนื้อด้วยความเร็วสูง เพื่อหล่อเลี้ยงและเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่โครงสร้างภายใน

ลู่เซิ่งใช้จิตวิญญาณควบคุมการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดของร่างกาย ไม่นานก็เข้าใจว่า เหตุใดโรดี้ถึงได้บอกว่าการยกระดับด้วยการกินยามีขีดจำกัด

‘ยาพวกนี้ใช้กระตุ้นร่างกายให้แข็งแกร่งขึ้นเป็นส่วนใหญ่ ไม่มีผลต่ออวัยวะภายในมากนัก ขณะที่ปัจจัยด้านพละกำลังของร่างกายดีขึ้น อวัยวะภายในกลับไม่ได้รับการยกระดับตามไปด้วย เลยมอบพลังงานให้ไม่ทัน บวกกับมีการสั่งสมพิษจากยา ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานมากกว่าเดิม มิน่าถึงได้มีขีดจำกัด...’

ตอนนี้อินเตอร์เฟซของเครื่องมือปรับเปลี่ยนโผล่มาอีกครั้ง

ลู่เซิ่งเพ่งตามองไป

[วิชาดาบเจอเรลโล: ปรมาจารย์ (คุณสมบัติร่างกาย: วิชาดาบสมบูรณ์ เพิ่มพละกำลังขึ้นสามระดับ เพิ่มคุณสมบัติร่างกายขึ้นสามระดับ เพิ่มความเร็วขึ้นสามระดับ)]

‘สรรพคุณของยายังเหลืออีกนิดหน่อย แต่ไม่มากพอให้ใช้ยกระดับต่อไปได้แล้ว’ ลู่เซิ่งสัมผัสคุณสมบัติของยาในร่างกายอย่างละเอียด

เขาลุกขึ้นจากพื้นแล้วยืดเหยียดร่างกายเล็กน้อย โครงสร้างร่างกายกลายเป็นคนหนุ่มร่างล่ำสันเรียบร้อยแล้ว

‘พละกำลังยกระดับขึ้นจริงๆ ถ้าหากดูจากพละกำลังคนธรรมดาของโรแซงเมื่อก่อนหน้า ก็เทียบได้กับผู้ใหญ่สองถึงสามคนแล้ว คุณสมบัติร่างกายเหมือนกับสวมเกราะหนักหนา เวลาเกร็งกล้ามเนื้อจะต้านทานการใช้อาวุธเย็นฟันด้วยพละกำลังเบาๆ ได้ แต่การแทงยังคงไม่ไหว ส่วนความเร็ว...’

ลู่เซิ่งต่อยไปด้านหน้า

เปรี้ยง!

กิ่งไม้แห้งด้านหน้ากลุ่มหนึ่งถูกหมัดเขาต่อยกลายเป็นเศษผงกระจัดกระจาย

‘มีราวๆ สามเท่าของขีดจำกัดของผู้ใหญ่ทั่วไป’

กล่าวตามจริง ลู่เซิ่งยังไม่พอใจกับขีดจำกัดแบบนี้มากนัก

‘ดูเหมือนต้องตั้งใจหาวิธีการซะแล้ว...’ ลู่เซิ่งเก็บกวาดรอบๆ แล้วรีบกลับคฤหาสน์ เขาไม่ได้ไปไหน หากตรงดิ่งไปยังสถานที่สองสามแห่งที่โรดี้ใช้ทำกิจกรรมในยามปกติ

ห้องนอน ห้องสมุด และลานฝึกฝน

ลานฝึกฝนไม่มีอะไรน่าดู เพียงแค่จัดวางเครื่องป้องกันกับอาวุธพื้นฐานไว้ส่วนหนึ่งเท่านั้น ส่วนในห้องนอน ลู่เซิ่งค้นหาอยู่พักหนึ่ง กลับไม่พบอะไรที่ตนต้องการ จึงไปห้องสมุดต่อ

หลังตั้งใจหาสักพัก ไม่นานเขาก็เจอช่องลับที่ซ่อนไว้ดีมากช่องหนึ่งบนกำแพงใต้โต๊ะหนังสือ

ในช่องลับมีจดหมายฉบับหนึ่งและขวดยาสีแดงเข้มขวดหนึ่งวางอยู่

ลู่เซิ่งอ่านเนื้อหาในจดหมายที่พบใหม่คร่าวๆ เป็นสิ่งที่โรดี้เขียนให้โรแซง เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายเดาออกอยู่แล้วว่าโรแซงจะหาที่นี่เจอ และยังพูดถึงตลาดกับสถานที่พิเศษสองสามแห่งในจดหมายด้วย

เนื้อหาหลักบนจดหมายบอกว่า ถ้าหากเขาจากไปอย่างคาดไม่ถึง แล้วโรแซงเจอช่องลับนี้ หากต้องการแก้แค้น อย่างนั้นก็ให้ไปหาสหายของเขาจากสถานที่เหล่านี้ พวกเขาจะจัดการทุกอย่างให้เอง

แน่นอนว่าความนัยอีกอย่างก็คือ ถ้าหากโรแซงไม่มีใจจะแก้แค้น เช่นนั่นก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเจอช่องลับนี้ บนจดหมายมีเนื้อหาส่วนหนึ่งที่เตรียมให้กับคนนอกที่ไม่ใช่โรแซง เพื่อป้องกันไม่ให้จดหมายถูกคนอื่นๆ เอาไปหลังโรแซงยอมแพ้

ลู่เซิ่งตัดการจัดการในส่วนหลังที่ไร้สาระทิ้งไป แล้วหยิบส่วนที่มีประโยชน์ต่อตัวเองออกมาเท่านั้น

อย่างเช่นวิธีใช้ ปริมาณการใช้ รวมถึงวิธีการปรุงและสัดส่วนของยา

เขาได้รู้จักยาที่ตนกินไปก่อนหน้านี้ผ่านจดหมาย มันมีชื่อว่าเข็มดำ เป็นยามาตรฐานที่สำนักวิชาดาบเจอเรลโลสืบทอดมาหลายปี สมาชิกแทบทุกคนสามารถใช้ยาชนิดนี้ยกระดับความแข็งแกร่งของตัวเองได้

ลู่เซิ่งกังวลว่าจะไม่เจอยาใหม่ๆ จึงบันทึกตำรับยาชนิดนี้เอาไว้อย่างละเอียด

ในช่องลับยังมีของอีกอย่างหนึ่ง เป็นขวดยาสีแดงเข้มขวดนั้น

โรดี้พูดถึงในจดหมายว่า ยาขวดนี้เป็นน้ำยาเข็มดำที่มีความเข้มข้นสูงสุดขีด มีความเข้มข้นกับความเป็นพิษมากกว่าร้อยเท่าของยาเม็ดเมื่อก่อนหน้า เป็นตัวยาตั้งต้นที่ใช้ตอนปรุงยาเม็ด ใช้แค่หยดเดียวจะปรุงออกมาได้ขวดหนึ่ง

‘งั้นเราก็ไม่ต้องปรุงยาเองแล้ว สามารถใช้ตรงนี้ก่อนได้ จากนั้นค่อยทดลองปรุงยาดู แม้ปริมาณยาตรงนี้จะมีมาก แต่ไม่แน่ว่าจะทำให้เราแข็งแกร่งได้มากพอ’

ลู่เซิ่งคิดคำนวณในใจ

สิ่งสำคัญที่จำกัดการยกระดับตัวเองของสมาชิกสำนักวิชาดาบเจอเรลโลคือ อวัยวะภายในทนรับพิษหลงเหลือจากตัวยาที่สั่งสมมาแรมเดือนแรมปีไม่ได้ ต่อให้เป็นวิธีการฝึกฝนที่ถ่ายทอดมา ก็เกิดผลแค่ส่วนเดียวเท่านั้น

แต่สำหรับลู่เซิ่ง เขาสามารถแก้ไขปัญหาพิษหลงเหลือจากสรรพคุณยาได้โดยสิ้นเชิงผ่านการพัฒนาวิธีการฝึกฝน

‘วิธีการฝึกฝนเป็นกระบวนการที่ใช้การฝึกฝนอย่างต่อเนื่องเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย ขอแค่ไปถึงเป้าหมายได้ ก็จะขจัดพิษได้โดยสมบูรณ์’ ลู่เซิ่งนึกทบทวนทักษะไปพลาง หมุนดูขวดยาไปพลาง เห็นด้านในมีแต่ของเหลวที่ข้นเหมือนกับเลือดเต็มไปหมด กลิ่นที่ฉุนจมูกเหมือนกับน้ำยาฆ่าเชื้อฟุ้งออกมาจนทำให้เขาอดหยีตาไม่ได้

‘แทนที่จะบอกว่าวิธีฝึกฝนเป็นวิธีการ ควรบอกว่าวิธีการฝึกฝนในแต่ละช่วงเป็นวิชาอย่างหนึ่งมากกว่า ขอแค่ฝึกฝนวิชานี้สำเร็จ ก็จะขจัดพิษได้โดยสมบูรณ์ ถึงอย่างไรวิธีการฝึกฝนในแต่ละระดับก็แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงอยู่แล้ว หากคนปกติอยากจะฝึกฝนวิชาให้สำเร็จเพื่อขจัดพิษ อย่างน้อยต้องพยายามฝึกฝนโดยใช้เวลาหนึ่งปีเป็นอย่างน้อย ถึงขั้นแม้แต่ฝึกฝนจนได้ระดับปรมาจารย์แล้ว ก็ไม่อาจทำให้เป้าหมายสำเร็จลงได้ทั้งหมด เพียงทำสำเร็จได้แค่ห้าส่วนหกส่วนเท่านั้น แต่ว่าพลังอาวรณ์ของเราลดกระบวนการฝึกฝนได้อย่างใหญ่หลวง และทำให้วิธีการฝึกฝนสำเร็จได้โดยสมบูรณ์’

ลู่เซิ่งเงยหน้า จิบน้ำยาเข้าไปเล็กน้อย

ตอนที่ดมมีกลิ่นที่แย่มาก แต่ตอนดื่มเข้าไปรสชาติกลับไม่เลวยิ่ง เหมือนกับน้ำมินท์ที่มีรสสตอเบอร์รี่ ความเย็นชุ่มฉ่ำสายหนึ่งค่อยๆ ไหลจากลำคอไปถึงส่วนกระเพาะ

ปริมาณที่มีมากกว่าตัวยาก่อนหน้านี้หลายเท่ากระเพื่อมในร่างกายลู่เซิ่งอย่างต่อเนื่อง

‘ดีปบลู’ เขาเรียกเครื่องมือปรับเปลี่ยนออกมา

‘ยกระดับวิชาดาบเจอเรลโล’

ซู่ว...

อินเตอร์เฟซพลันพร่ามัว

ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปจะเป็นเวลาก้าวข้ามขีดจำกัดอย่างแท้จริง สำหรับลู่เซิ่ง การขจัดพิษยาเป็นกุญแจสำคัญ ส่วนความแข็งแกร่งของอวัยวะภายใน เขามีวิธีการยกระดับอยู่แล้ว

...

เวลาเลื่อนไหล พริบตาเดียวก็ผ่านไปสองเดือนกว่าๆ

เวลาหนึ่งวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ท้องฟ้าเปลี่ยนจากแสงอาทิตย์เจิดจ้าในยามเที่ยง เป็นอาทิตย์อัสดงตกดิน และจันทร์เสี้ยวลอยขึ้นมา

ภายในคฤหาสน์ใต้ม่านวิกาลอันเงียบสงบ

หลังจากเหล่าป้าๆ ในคฤหาสน์ทำงานประจำวันของตัวเองจบลง ก็กลับไปพักผ่อนที่บ้าน พวกข้ารับใช้เริ่มทำความสะอาดและเช็ดถูเครื่องเรือน

ใต้ซุ้มองุ่นมีข้ารับใช้ของคฤหาสน์กำลังตัดแต่งกิ่งใบอย่างตั้งใจ

ซ่า

น้ำเย็นถังหนึ่งชโลมศีรษะถึงเท้าของลู่เซิ่งจนเปียกโชก

เขาวางถังน้ำลง แล้วยืนสะบัดผมอยู่ในตัวลาน

หลังฝึกฝนเป็นเวลาสองเดือนกว่าๆ โรแซงในเวลานี้ได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงแล้ว

กล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งปานสิงโตเกร็งเล็กน้อย ผมสั้นสีดำยาวขึ้นค่อนข้างมาก แนบติดศีรษะอย่างยุ่งเหยิง

เทียบกับโรแซงเมื่อก่อนหน้านี้แล้ว แขนข้างหนึ่งของเขาในเวลานี้หนาเท่ากับขาของตัวเองเมื่อก่อนหน้า

แผงอกหนาสีดำขยับไหวตามลม ถูกเขาขยี้เล็กน้อยแล้วตักน้ำราดใส่

‘กินยาหมดเรียบร้อยแล้ว’ ในเวลาสองเดือนนี้ลู่เซิ่งจัดการยาความเข้มข้นสูงที่โรดี้ทิ้งไว้ให้จนหมดแล้ว

ตอนนี้สายตาเขาอยู่บนอินเตอร์เฟซสีฟ้าด้านหน้า

‘ระดับยังไม่เปลี่ยนแปลง...ขนาดกินยาไปตั้งเยอะนะเนี่ย’

[วิชาดาบเจอเรลโล: ปรมาจารย์ (คุณสมบัติร่างกาย: วิชาดาบสมบูรณ์ เพิ่มพละกำลังขึ้นเก้าสิบเก้าระดับ เพิ่มคุณสมบัติร่างกายขึ้นเก้าสิบเก้าระดับ เพิ่มความเร็วขึ้นเก้าสิบเก้าระดับ)]

‘แต่ว่ายาก็กระตุ้นร่างกายถึงขีดจำกัดแล้วจริงๆ’ เพียงแต่ไม่รู้ว่าเทียบกับยอดฝีมือของโลกใบนี้แล้วจะเป็นระดับไหน ลู่เซิ่งก้มลงโยนถังน้ำเข้าไปในบ่อน้ำ ก่อนจะเหยียบใส่คันชักรอก

เปรี้ยง

ครืดๆๆ

คันชักรอกหมุนติ้วๆ เหมือนกับคนเป็นโรคประสาท ถังน้ำที่เพิ่งโยนลงไปถูกดึงกลับขึ้นมาใหม่ในหนึ่งวินาที

ลู่เซิ่งยกถังน้ำขึ้นมาเทใส่ศีรษะของตัวเองอีกรอบ

การอาบน้ำแบบนี้หลังจากการฝึกฝนกลางอากาศร้อนๆ เป็นเวลาหนึ่งวันถือว่าไม่เลว

หลังจากอาบน้ำไปหลายถัง ลู่เซิ่งที่กำลังเปลือยเปล่า ใช้แค่ผ้าขนหนูผืนหนึ่งปิดท่อนล่าง จากนั้นก็เดินเข้าไปในห้องนอน

ภายในห้องมีคลื่นความร้อนแผ่กระจาย ข้ารับใช้สองคนกำลังต้มน้ำถังใหญ่ที่กำลังเดือดพล่านด้วยเหงื่อที่แตกเต็มศีรษะ

ถังทำจากเหล็ก ก้นถังถูกเผาจนกลายเป็นสีดำ น้ำด้านในส่งควันหนาออกมา

“พอแล้ว พวกเจ้าออกไปเถอะ”

ลู่เซิ่งสั่ง

ข้ารับใช้ทั้งสองคนเป็นชายฉกรรจ์ทั้งคู่ มีรูปร่างอย่างผู้ใหญ่ทั่วไป สูงราวหนึ่งจุดเจ็ดเมตร บนร่างกายมีกล้ามเนื้อเล็กน้อย

แต่ว่าเทียบกับลู่เซิ่งในเวลานี้แล้ว กลับอ่อนแอไม่ต่างจากเด็กที่ยืนอยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่

“ขอรับนายท่าน” ทั้งสองคนรีบลุกขึ้นออกจากห้องเหมือนได้รับอภัยโทษ

ในวันเวลาเมื่อไม่นานมานี้ คนเก่าแก่ในคฤหาสน์อย่างพวกเขาได้เห็นนายน้อยโรแซงฝึกฝนอย่างสุดชีวิต จนเปลี่ยนจากคนหนุ่มธรรมดาๆ ถึงขั้นอ่อนแอเป็นชายฉกรรจ์ร่างยักษ์ตรงหน้า

แถมนิสัยของนายน้อยก็เปลี่ยนจากขี้ขลาดกลายเป็นเด็ดเดี่ยวเยือกเย็น และมีความน่าเกรงขาม

รอข้ารับใช้สองคนออกจากห้องแล้ว ลู่เซิ่งค่อยปิดประตู ดับไฟ จากนั้นก็พลิกตัวกระโดดเข้าไปในถังน้ำ อาศัยความร้อนชำระล้างร่างกายอย่างผ่อนคลาย

หลังจากใช้ยาเข็มดำ ปัจจุบันเขาก็แข็งแกร่งถึงขั้นที่ไม่อาจแข็งแกร่งไปมากกว่านี้ได้อีก ยาเข็มดำไม่มีประโยชน์อีกแล้วเพราะร่างกายเกิดสภาพดื้อยา เขาเลยจำเป็นต้องหาวิธีการเพิ่มความแข็งแกร่งที่ดีกว่าเดิม

“หมายความว่าเราควรออกเดินทางสักที...การอยู่ที่นี่ตลอดไปไม่ส่งผลดีต่อการพัฒนาต่อจากนี้ของเรา ระบบพลังของโลกใบอื่นๆ มีผลแค่ครึ่งเดียว หลังทดลองแล้วยังไม่คุ้มเท่าการกินยา ดูเหมือนกระแสหลักของโลกใบนี้จะเป็นการกินยาสินะ นอกจากนี้ สถานที่ที่โรดี้พูดถึงในจดหมายอาจจะใช้เป็นที่หายาใหม่ๆ ได้ด้วย” ลู่เซิ่งอาบน้ำไปพลาง ใคร่ครวญไปพลาง

หลังอาบน้ำเสร็จ เขาก็เดินออกจากอ่างอาบน้ำ ทั่วร่างร้อนลวก ไม่จำเป็นต้องใช้ผ้าเช็ดตัว เพียงสะบัดตัวเล็กน้อย อุณหภูมิร้อนลวกบนร่างก็ทำให้น้ำระเหยหายไปหมดได้อย่างรวดเร็ว

ลู่เซิ่งสวมใส่ชุดใหม่ เปลี่ยนเป็นเสื้อติดหูกระต่าย บวกกับกางเกงยาวสั่งตัดสีดำ และรองเท้าหนังแบบสั้นสีน้ำตาล

พอหวีผมอีกเล็กน้อย พริบตาเดียวเขาก็กลายเป็นชายหนุ่มสูงศักดิ์ร่างแข็งแกร่งที่ค่อนข้างมีมาดคนหนึ่ง


ชักช้าไม่ได้ ออกเดินทางพรุ่งนี้เลย จะได้ดูด้วยว่าโลกใบนี้มีสถานการณ์แบบไหนกันแน่’ ลู่เซิ่งตกลงใจ

เย็นวันนั้นเขากำชับให้ข้ารับใช้เตรียมอาหารระหว่างเดินทางให้แก่เขา จากนั้นก็จัดเก็บสัมภาระ และเข้านอนแต่หัววัน

เช้าวันต่อมา เจอลีนมาเยี่ยม หลังทราบว่าลู่เซิ่งคิดออกเดินทาง นางก็อยากจะติดตามไปด้วย

ช่วงนี้ลู่เซิ่งฝึกฝนกายเนื้อ เนื่องจากอยู่ใกล้ เจอลีนจึงมักมาช่วยดูแลเขาเสมอ ในคฤหาสน์มีภารกิจและสิ่งของมากมายที่นางเป็นคนจัดการดูแล ถือว่าจัดระเบียบได้อย่างเรียบร้อย

สถานที่แรกที่ลู่เซิ่งจะไปเป็นเมืองเล็กๆ ที่มีชื่อว่าเมืองเวตาสในเขตอาทิตย์อัสดง

จดหมายของโรดี้บอกไว้ว่า ที่นั่นมีผู้ชายคนหนึ่งชื่อว่าเวรอน เป็นยอดฝีมือที่ร่ำเรียนมาจากสำนักการต่อสู้อิสระอินดี้ แม้ว่าจดหมายจะพูดถึงแค่ไม่กี่ประโยค แต่ลู่เซิ่งกลับจดจำไว้ในใจ

เป็นเพราะว่ากันว่าสำนักของเวรอนผู้นี้เป็นสำนักใหญ่ที่มีชื่อเสียงเทียบได้กับสำนักวิชาดาบเจอเรลโล

คงจะมีตัวยาคล้ายๆ กันอยู่

ตัวยาชนิดอื่นๆ เป็นเป้าหมายของเขาในครั้งนี้

ตามคำพูดของโรดี้ คนที่ฝึกฝนวิชาดาบมีช่วงทดลองประสิทธิผลของตัวยาที่แตกต่างกันกับตัวเอง ถ้าหากว่าเขาไม่ถูกกับยาเข็มดำ บังเกิดผลไม่มากนัก อย่างนั้นก็ลองใช้ยาหนามแดงในมือเวรอนได้

เขาเคยช่วยเหลือเวรอนมาครั้งหนึ่ง จึงให้ข้อเสนอที่ไม่มีทางถูกปฏิเสธกับอีกฝ่ายได้อย่างแน่นอน

ร่างกายของลู่เซิ่งปรับตัวเข้ากับการกระตุ้นจากเข็มดำได้พอดี การเปลี่ยนไปใช้ตัวยาอีกชนิดอาจจะทำให้เกิดการยกระดับขึ้นก็ได้

...

เมืองเวตาส

ดวงอาทิตย์ร้อนแรงปลดปล่อยแสงและความร้อนอย่างแรงกล้ากลางท้องฟ้าสีครามที่ไร้เมฆ

อากาศภายในเมืองเหมือนกำลังบิดเบี้ยว ไอร้อนพร่ามัวระเหยขึ้นจากพื้น ลมพัดใส่ตา หู จมูก ปากจนเกิดความรู้สึกแห้งผากแสบร้อน

ลู่เซิ่งกับเจอลีนพันผ้าสีขาวไว้ทั่วร่างเพื่อใช้สะท้อนแสง

มีข้ารับใช้ติดตามอยู่ด้านหลังคนทั้งสอง หลังจากเข้าเมืองมา พวกเขาก็คอยเฝ้าดูเมืองพิเศษแห่งนี้มาโดยตลอด

ต่อให้อากาศจะร้อน แต่บนถนนหนทางสองฟากฝั่งยังมีคนเดินทางมาๆ ไปๆ ไม่น้อย ผิวถนนตรงกลางเต็มไปด้วยมูลของม้าเทียมรถและวัวเทียมรถที่ผ่านทาง พอถูกดวงอาทิตย์สาดแสงใส่ กลิ่นเหม็นก็ลอยคละคลุ้ง

เจอลีนตัวเล็ก แต่หน้าอกหน้าใจกลับใหญ่โต กระเด้งกระดอนยามเดิน ดึงดูดสายตาถึงขีดสุด ชายจำนวนไม่น้อยที่ดูเหมือนจะเป็นทหาร อดที่จะกวาดสายตาอย่างคล้ายตั้งใจคล้ายไม่ตั้งใจผ่านตัวนางไม่ได้

มีคนคิดจะเข้ามาเกี้ยวพา แต่หลังจากเห็นลู่เซิ่งที่ร่างสูงใหญ่กำยำอยู่ด้านข้าง ก็พากันถอยกลับไปเอง

“ข้าไม่เคยเห็นสถานที่ที่น่าสนุกแบบนี้มาก่อนเลย” เจอลีนลืมตาโตพลางมองไปทั่วอย่างใคร่รู้

ลู่เซิ่งเดินอยู่ด้านหลังนางด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“ความจริงมีพื้นที่กว้างนิดหน่อย คนก็เยอะเล็กน้อย มีบ้านมากกว่าบางส่วน ไม่ได้แตกต่างอะไรมากนัก”

“ต่างกันตั้งเยอะ ยังจะมาบอกว่าไม่ต่างอะไรมากนักอีก” เจอลีนกล่าวอย่างหมดคำพูด พอเห็นว่ามีร้านขายเครื่องประดับทำจากเงินและทอง ก็รีบเข้าไปเลือก

ทั้งสองเป็นคนจากคฤหาสน์ จึงไม่ขัดสนเงินทอง เจ้าของคฤหาสน์ที่ลงหลักปักฐานในสถานที่แบบนี้ได้ไม่มีใครที่เป็นตะเกียงประหยัดน้ำมัน

โดยเฉพาะโรดี้ยังเป็นนักรบห้าวหาญที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ไปแล้วด้วย

ลู่เซิ่งกวาดตามองรอบๆ ในขณะที่เจอลีนกำลังเลือกเครื่องประดับ เขาพาเจอลีนมาถึงที่นี่ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว หลังจากจัดการเรื่องที่พักเสร็จ เขาก็พาคนไปตามหาชายคนที่ชื่อเวรอนคนนั้นทันที

เขาจำได้ว่าคนผู้นั้นเปิดร้านในถนนเขตนี้

“หลีกไป!”

“อย่าขวางทาง!”

“หลีกทางซะ! เจ้าพวกหมูผิวขาวน่าขยะแขยง!”

อยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงสบถด่าดังมาไกลๆ ชายฉกรรจ์ผิวเหลืองสวมเสื้อสีขาวและกางเกงสีเหลืองเข้มกลุ่มหนึ่งผลักฝูงชนเดินมาทางนี้พร้อมกับตะโกนด่า

“เป็นไอ้พวกผิวเหลืองตัวเตี้ยจากทางตะวันออก!”

“รีบไปไกลๆ เถอะ! อย่าไปถูกตัวพวกมัน!”

“น่ารำคาญจริง! ไม่มีใครไปจัดการพวกมันเลยหรือ?!”

ลู่เซิ่งได้ยินคนรอบๆ กระซิบกระซาบ

ลู่เซิ่งมองไปยังคนกลุ่มนั้น คนเหล่านี้มีร่างกายแข็งแกร่ง แต่ตัวเตี้ยเล็กน้อย ผิวเป็นสีเหลืองอ่อน ใบหน้าเหมือนชาวตะวันออก สะพายดาบสั้นหลายเล่มไว้ด้านหลัง

พอเห็นคนที่มีสีผิวเหมือนกับร่างหลักของตัวเอง ลู่เซิ่งก็เกิดความรู้สึกใกล้ชิดเล็กน้อย แต่พอเห็นว่าคนกลุ่มนี้วางอำนาจบาตรใหญ่ ไม่มีใครบนถนนกล้าหาเรื่อง เขาก็รู้สึกจนใจอย่างอดไม่ได้

“โรแซง...” เจอลีนเหมือนจะตกใจ จึงกลับมาที่ข้างกายเขาพร้อมกับจับมือเขาเบาๆ

“ไม่เป็นไร ไม่ต้องกลัว” ลู่เซิ่งเอ่ยเบาๆ แล้วลากนางเดินไปยังร้านแกะสลักไม้ร้านหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ

คนสวมชุดสีขาวซึ่งมีผิวสีเหลืองกลุ่มนั้นผ่านหน้าร้านไปอย่างรวดเร็ว โดยเดินไปพลางด่าไปพลาง

หลังจากพวกลู่เซิ่งเข้าไปในร้านแล้ว ก็พบเจ้าของร้านที่นั่งสัปหงกอยู่ตรงปากประตูทันที

“เจ้าคือ...โรแซงหรือ” เจ้าของร้านเป็นชายคนหนึ่ง ร่างกายนับว่าล่ำสันสมส่วน ให้ความรู้สึกทรงพลังแบบเพรียวลม

แต่ว่าก็ยังตัวเล็กกว่าลู่เซิ่งอยู่ดี

เจ้าของร้านตื่นขึ้นมา แล้วยืนขึ้นด้วยสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย

“มองแวบแรกก็จำเจ้าได้ทันที เจ้าเหมือนกับพ่อเจ้าสมัยหนุ่มๆ ไม่มีผิด! เจ้าคนกล้ามโตเอ๊ย!” เขาตบแขนลู่เซิ่งอย่างแรง

“ลุงเวรอนหรือขอรับ” ลู่เซิ่งถามด้วยรอยยิ้ม

“ใช่แล้ว ข้าเองเวรอน พ่อเจ้าบอกกับข้าไว้แล้ว เจ้ามาลองยาใช่ไหม ข้าเตรียมไว้ให้เจ้าแล้วล่ะ” เวรอนหัวเราะลั่น “ตามข้ามาสิ!”

เขาไม่แสดงความห่างเหินแม้แต่น้อย จัดให้ข้ารับใช้กับเจอลีนพักผ่อนในร้านก่อน จากนั้นก็พาลู่ซิ่งออกไปทางหลังร้าน แล้วพามาถึงคลังเก็บสินค้าที่เต็มไปด้วยรูปแกะสลักไม้

“ดูเหมือนเจ้าเลือกที่จะไม่หนีสินะ” เวรอนมองลู่เซิ่งพลางกล่าวอย่างสะท้อนใจ

“การหนีไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา” ลู่เซิ่งพยักหน้า

“ใช่แล้ว เหมือนกับข้า...ตอนนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อเจ้า...” เวรอนส่ายหน้า ไม่ได้พูดอะไรมากอีก

เขาผลักถังกลมที่ทำจากไม้ใบหนึ่งออกมา ก่อนจะเปิดฝาถัง แล้วหยิบขวดสีดำขวดหนึ่งออกมาจากด้านใน

ขวดใหญ่เท่าปากชาม เขาเปิดฝาให้ลู่เซิ่งดู สิ่งที่บรรจุอยู่ด้านในเป็นของเหลวเหนียวๆ สีดำสนิท ซึ่งส่งกลิ่นเหม็นเหมือนถ้วยพลาสติกไหม้

“นี่เป็นส่วนที่ข้าทำขึ้นมาเมื่อก่อนหน้าแต่ไม่ได้ใช้ เจ้าเอาไปให้หมดเลย พอให้คนสิบกว่าคนใช้เป็นเวลาสิบกว่าปี...ตอนนั้นข้าเตรียมไว้เพื่อใช้เปิดสำนักรับศิษย์ น่าเสียดาย...” เวรอนแสดงสีหน้าจนปัญญา

“นี่คือหนามแดงนี่เอง...” ลู่เซิ่งรับขวดยามาเขย่า สัมผัสได้ถึงความหนักอึ้งด้านใน

“เอาไปเถอะ เอาไปให้หมดเลย อย่างไรตอนนี้ข้าก็ไม่ได้ใช้แล้ว” เวรอนยิ้มอย่างโดดเดี่ยว

เขาก้มหน้าลงหยิบบุหรี่ออกมาจากในกระเป๋าเสื้อ ไม่ได้จุดไฟ เพียงแต่คาบไว้ในปากแล้วสูดลมลึกๆ เฮือกหนึ่ง

“สุดท้ายนะโรแซง ในฐานะคนแก่ที่เกือบตายเพราะไม่ฟังคำเตือนของพ่อเจ้า ข้าขอพูดตรงๆ กับเจ้าสักเรื่อง”

“เชิญขอรับ” ลู่เซิ่งพยักหน้าน้อยๆ เอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง

เวรอนเงียบงันเล็กน้อย ก่อนที่จะสูดลมสูบบุหรี่ไปอีกหลายฟอด แล้วเอ่ยว่า

“อย่าไปสู้กับสัตว์ประหลาดตรงๆ เด็ดขาด อย่าได้หลงลำพองในพลังของตัวเอง เจ้าจงจำไว้ว่า ไม่ว่าจะเป็นตอนไหน ก็ห้ามสู้กับสัตว์ประหลาดซึ่งหน้า ทักษะที่พวกเราฝึกฝนเอาไว้ใช้กับมนุษย์ สาเหตุที่สัตว์ประหลาดถูกเรียกว่าสัตว์ประหลาด เป็นเพราะพวกมันฆ่าไม่ตาย”

เขาดึงขาซ้ายของตัวเองขึ้นมาเบาๆ ตรงนั้นเป็นขาปลอม

“ดูซะ นี่เป็นราคาที่ข้าต้องจ่าย”

“ข้าจะจำไว้” ลู่เซิ่งพยักหน้าเหมือนมีความคิดใด

“นอกจากนี้ ถ้าหากเจ้าดูดซับยาได้ไม่เลว แล้วคิดจะทดลองยามากกว่านี้ สามารถไปยังสถานศึกษาแบมบาในเมืองชะมดต้นได้ เคอเค่ออันด้าที่เป็นศาสตราจารย์ด้านยาในสถานศึกษาช่วยเจ้าได้ เจ้าบอกเขาว่าข้าเป็นคนให้เจ้าไปก็พอ เขาเป็นเพื่อนสนิทของข้าเอง เขาจะต้องช่วยเจ้าแน่” เวรอนกล่าวเสริม

“ขอรับ ขอบคุณมาก คุณเวรอน” ลู่เซิ่งขอบคุณด้วยความจริงใจ

“เรียกลุงสิโว้ยไอ้เด็กบ้า” เวรอนด่าด้วยรอยยิ้ม

...

หลังจากออกมาจากร้านแกะสลักไม้ เวรอนยังได้จัดให้ผู้ร่วมงานคนหนึ่งมาดูแลพวกลู่เซิ่งด้วย

พวกเขาคิดจะเที่ยวเล่นในเมืองสักสองสามวัน สำหรับลู่เซิ่งแล้ว เขาจึงใช้เวลาสองสามวันนี้ทดลองโอกาสที่ยาหนามแดงจะเกิดผลกับตัวเองได้พอดี

เป็นเพราะอยู่ด้านนอกและมีเจอลีนอยู่ใกล้ๆ ลู่เซิ่งจึงกินยาจำนวนมากไม่ได้ ได้แต่ทดลองแค่เล็กน้อย

ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ ยาชนิดใหม่นี้มีผลจริงๆ

แต่ว่าเวรอนให้มาน้อยเกินไป แม้จะเพียงพอสำหรับคนธรรมดา แต่ยังขาดอีกมากสำหรับลู่เซิ่ง

ภายหลังลู่เซิ่งไปสอบถามอีกครั้ง เวรอนกลับมอบสูตรยาให้เขาอย่างไม่หวงของ

ความจริงแล้วตัวยาไม่ใช่สิ่งที่มีค่าที่สุด สิ่งที่มีค่าที่สุดคือวิธีการฝึกฝนที่ช่วยขจัดพิษต่างหาก หากกินยาโดยไม่มีวิธีการฝึกฝน นั่นก็เท่ากับเป็นการฆ่าตัวตายอย่างช้าๆ

สิ่งที่ทำให้ลู่เซิ่งซาบซึ้งก็คือ เวรอนได้ส่งวิธีการฝึกฝนที่เข้าชุดกันให้เขาด้วย

ในคำสั่งของเขาก็คือ ไม่ถ่ายทอดให้คนอื่นก็เป็นอันใช้ได้

ถึงอย่างไรพ่อของโรแซงก็คือโรดี้ เป็นคนในกลุ่มเดียวกันอยู่แล้ว จึงรู้ไส้พุงกันดี บวกกับโรดี้เคยช่วยชีวิตเขาไว้ด้วย

เวรอนบอกว่าของแค่นี้เป็นแค่น้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ของตนเท่านั้น ภายหลังหากต้องการอะไรอีก สามารถมาให้เขาช่วยได้ตลอดเวลา

หลังจากได้รับสูตรยาแล้ว ลู่เซิ่งยังไม่ได้กลับทันที หากมุ่งหน้าไปยังสถานศึกษาแบมบาที่เวรอนพูดถึง

เขาให้ข้ารับใช้ส่งเจอลีนกลับบ้าน ตนก็ขอติดตามไปกับกลุ่มพ่อค้าที่มุ่งหน้าไปยังเมืองชะมดต้นเพียงลำพัง

ในเมื่อต้องการตามหาแล้ว เช่นนั้นหาสูตรยาและตัวยาให้เยอะๆ ในทีเดียว แล้วก่อนค่อยว่ากันดีกว่า

...

ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจักรวรรดิอีสพีซ ป่าไอเออร์มา

ในป่ารกสีเขียวขี้เข้มซึ่งเต็มไปด้วยชีวิตชีวา รอบๆ แอ่งที่ขึ้นเต็มไปด้วยหญ้าสีขาวแห่งหนึ่ง ทหารที่ถือหอกยาว ดาบสั้น และโล่กลุ่มหนึ่งกำลังกระจายตัวกันอยู่กลางป่าอย่างระมัดระวัง

ชายร่างสูงใหญ่สวมเกราะหนังของทหารประจำจักรวรรดิเดินไปหาเงาคนที่สวมเสื้อคลุมคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างแอ่ง

ตรงหางตาเขามีรอยกรีดที่น่ากลัว ลำคอที่เผยออกมามีรอยแผลเป็นสีแดงเข้มมากมาย

“ทางนั้นเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว...พวกมันฆ่าคนของเหยี่ยวขาวไปสี่คน...” เขาตัวสั่นเล็กน้อย คล้ายกับตื่นเต้นและหวาดกลัวอยู่บ้าง เขาสังเกตเห็นว่าคนสวมเสื้อคลุมร่างสั่นสะท้านหลังจากได้ยินข่าวนี้ ดังนั้นจึงบอกต่อ

“มีคนบอกว่า เจ้าเคยรอดจากแดนมรณะหรือ”

ทั้งป่าเงียบลงทันที

ชายผู้มีรอยกรีด รอคอยคำตอบของอีกฝ่ายอย่างอดทน แต่ว่าหลังมือที่สั่นอย่างต่อเนื่องกลับเผยถึงอารมณ์ของเขาในเวลานี้

“ท่านแม่ทัพอูรุส ท่านกำลังจะเจอแดนมรณะแล้วหรือ” คนสวมเสื้อคลุมส่งเสียงที่แหบพร่าฟังยาก

ชายผู้มีรอยกรีดเม้มปากแน่น ไม่ได้ตอบกลับ

สักพักใหญ่ๆ คนสวมเสื้อคลุมก็ค่อยๆ เอ่ยปาก

“ครั้งนี้ คนที่ต้องเผชิญแดนมรณะมีไม่น้อย ด้วยพลังของพวกท่าน ไม่มีทางหาวิธีการสำคัญที่ใช้หลบเลี่ยงแดนมรณะเจอ ยิ่งอย่าว่าแต่ข้า ท่านฆ่าข้าไป ข้าก็ช่วยให้ท่านหลุดพ้นไม่ได้อยู่ดี... พลังของสถานที่แห่งนั้นไม่อาจต่อต้านได้...”

อูรุสข่มโทสะไว้

“แม้แต่หมอเอ็ดเวิร์ดผู้ได้ฉายาว่าแสงสว่างแห่งอีสพีซก็ตายไปแล้ว...หลายปีมานี้...หลายปีมานี้...ข้าระวังตัวอยู่ทุกวินาทีเพื่อป้องกันสัตว์ประหลาดที่อาจมาสังหารข้าได้ตลอดเวลา ต่อให้หลบรอดการไล่ล่าได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งยังอกสั่นขวัญแขวนตลอดเวลา แต่ตอนนี้ไม่เหมือนกัน! นี่คือแดนมรณะ เป็นแดนมรณะเชียวนะ!”

คนสวมเสื้อคลุมเงียบงัน

“ตอนที่ข้ารอดจากแดนมรณะ เพียงแต่อาศัยโชคช่วยเท่านั้น สิ่งที่ข้าบอกท่านได้เพียงอย่างเดียวคือ จงอย่าหลบหนี”

“จงอย่าหลบหนี...หรือ” แม่ทัพอูรุสทวนคำหนึ่งรอบ


ฟู่ว...

ลู่เซิ่งนั่งอยู่ในกองฟางหลังรถม้า เงยหน้าพ่นลมหายใจยาวๆ เฮือกหนึ่ง

อากาศเปลี่ยนแปลงไปมาเหมือนใบหน้าของเด็ก ก่อนหน้านี้ยังเป็นสีครามสดใส มาตอนนี้กลับอึมครึมมืดมัว

ครืนๆ...

ท้องฟ้าเกิดเสียงฟ้าร้อง คล้ายกับฝนใกล้จะตกแล้ว

‘ถึงเวลากินยาแล้ว’

ลู่เซิ่งลุกขึ้นพร้อมกับถอนใจ

เขาเบื่อรสสตอเบอร์รี่แล้ว

ลู่เซิ่งหยิบขวดโลหะเล็กๆ สีดำใบหนึ่งออกมาจากในกระเป๋าอย่างคุ้นเคย แล้วเปิดฝาถอดจุกไม้ออก ก่อนจะเงยหน้าดื่มอึกๆ ลงไปทั้งหมด

หลังจากได้สูตรยามาจากเวรอน เขาก็ได้โดยสารรถม้าที่มุ่งหน้าไปยังเมืองชะมดต้นมาเป็นวันที่สามแล้ว

ลู่เซิ่งวางขวดลง แล้วเรอออกมาครั้งหนึ่ง ตอนนี้ร่างกายเขาแข็งแกร่งพอแล้ว การยกระดับครั้งหนึ่งจำเป็นต้องดื่มหลายขวด นอกเสียจากเขาเพิ่มความเข้มข้นถึงระดับที่มากพอ

เขาพลันคิดถึงยาขวดที่เวรอนส่งให้เขาเมื่อไม่นานมานี้ ดื่มแค่คำเดียวก็ยกระดับขึ้นสองระดับทันที มีประสิทธิผลมาก

ไหนเลยจะเหมือนกับน้ำยาที่เขาปรุงเอง ความเข้มข้นย่ำแย่เกินไป อย่างน้อยต้องดื่มสามสิบขวดในครั้งเดียวถึงจะเลื่อนระดับได้ นี่เป็นขั้นตอนที่ทุกข์ทรมานสำหรับลู่เซิ่งอย่างไม่ต้องสงสัย

‘ดูเหมือนว่าหลังจากได้สูตรยามา จะต้องกลับไปต้มยาเพื่อเพิ่มความเข้มข้นก่อนถึงจะใช้ได้ คราวนี้ทำปริมาณสำหรับคนหลายร้อยคนดื่มในทีเดียวเลย ยกระดับไม่ได้ก็ให้มันรู้ไป แถมยังต้องเปลี่ยนรสชาติด้วย’ จากนั้นลู่เซิ่งก็โยนขวดเปล่าในมือทิ้งอย่างรังเกียจ เขาเอียนกับรสสตอเบอร์รี่เต็มทน

โลกนี้ค่อนข้างน่าเบื่อสำหรับเขา ยาพวกนี้ไม่มีคุณค่าสำหรับการพิจารณา แถมศาสตร์เรื่องยาก็ไม่ใช่ขอบเขตที่เขาถนัดอีก

ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้เขาเชี่ยวชาญด้านยา กฎพื้นฐานของโลกแต่ละใบก็แตกต่างกัน หากเอาของของที่นี่ไปไว้ที่ต้าอินหรือโลกแห่งความเจ็บปวด คงจะใช้ไม่ได้โดยสิ้นเชิง การยกไปทั้งดุ้นก็ยากลำบากเช่นกัน

ดังนั้นเขาจึงคิดจะทำให้ความปรารถนาของโรแซงเป็นจริง เพื่อให้การจุติครั้งนี้สำเร็จโดยเร็ว

‘หลับอีกสักงีบก็แล้วกัน การหลับเป็นวิธีการฆ่าเวลาที่ดีที่สุด’ ลู่เซิ่งเงยหน้าทิ้งตัวเข้าไปในกองฟางอีกครั้ง กองฟางที่ตากแสงอาทิตย์จนแห้งให้ความรู้สึกสุขสบายยามนอน ร่างเขาจมลงไปจนเกิดเสียงแซ่กๆ กองฟางถูกกดจนบุ๋มเป็นหลุมใหญ่

“ไม่ต้องนอนแล้วเจ้าหนุ่ม ใกล้จะถึงแล้ว อีกเดี๋ยวก็จะถึงเมืองชะมดต้นแล้ว” ชายชราไว้เคราสั้นซึ่งเป็นสารถีของขบวนรถที่ขับรถอยู่ด้านหลังกล่าวกับลู่เซิ่งด้วยรอยยิ้ม

“เห็นเขาลูกเล็กด้านหน้านั้นไหม ผ่านเขาลูกนั้นไปก็จะเป็นอาณาเขตของเมืองชะมดต้นแล้ว ชะมดต้นที่ขึ้นทั่วป่าทั่วเขา งดงามมากเลยล่ะ”

“อย่างนั้นหรือ จะถึงแล้วเหรอเนี่ย” ลู่เซิ่งลุกขึ้นแล้วหันไปมองด้านหน้ารถม้า

เป็นอย่างที่คาด ผิวถนนด้านหน้าที่ไม่ราบเรียบเท่าไหร่หักเลี้ยวไปทางซ้าย หลังผ่านทางโค้งไประยะหนึ่ง ก็ค่อยๆ ปรากฏเขาลูกเล็กขนาดเท่าเนินเขาที่ไม่ใหญ่มาก

ขบวนรถไต่ขึ้นเนินเขาอย่างเชื่องช้าแต่มั่นคง ใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่ ก็เข้าไปอยู่ในกลางดงพืชพรรณสีเขียวอมเหลืองกลุ่มใหญ่

รอบๆ มีแค่สีเขียวอมเหลือง เหมือนกับมหาสมุทรสีเขียว

พืชพรรณชนิดนี้ดูเหมือนกับข้าวสาลี แต่ส่วนยอดมีดอกไม้ดอกเล็กๆ สีเหลืองอ่อน เห็นพวกมันขยับไหวตามสายลมได้จากที่ไกลๆ

ฮัดชิ้ว!

ในขบวนรถมีคนจามออกมาอย่างอดไม่ได้ สายลมของที่นี่มีเกสรดอกไม้กระจายอยู่เป็นจำนวนมาก

ขบวนรถลดความเร็วลงขณะเคลื่อนที่ไปด้านหน้า ไม่นานป้อมปราการขนาดใหญ่ที่เหมือนกับปลายสามง่ามก็โผล่ขึ้นด้านหน้าอย่างรวดเร็ว

รอบๆ ป้อมปราการสีเทาไม่มีสิ่งก่อสร้างกับเขตถนนสำหรับระวังป้องกัน รอบนอกเป็นที่นาผืนใหญ่ ทุกสิ่งทุกอย่างนี้ถูกต้นชะมดต้นที่เหมือนกับท้องทะเลโอบล้อมไว้ตรงกลาง

“ที่นี่สวยจริงๆ” ในขบวนรถมีเสียงผู้หญิงพึมพำเบาๆ

ลู่เซิ่งกลับสังเกตเห็นคนชราที่เหมือนกับนักวิชาการส่วนหนึ่งกับนักเรียนหลายคนกำลังเก็บอะไรบางอย่างอยู่ในภูมิประเทศที่เป็นต้นชะมดต้น

‘หวังว่าครั้งนี้จะได้อะไรดีๆ กลับมาบ้าง’ เขาเกิดความคาดหวังส่วนหนึ่งที่อธิบายไม่ได้ในใจ

ขบวนรถเข้าไปในเขตรอบนอกของเมือง ก่อนจะหยุดลงเพราะมีทหารยามหลายคนเข้ามาตรวจสอบ

หลังจากได้รับการตรวจสอบ ลู่เซิ่งก็เข้าไปในเมืองชะมดต้น ไม่จำเป็นต้องตามหา เขาก็เห็นสถานศึกษาแบมบาซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างทรงหอคอยสูงสามต้นอย่างรวดเร็ว

สิ่งที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองชะมดต้นคือสถานศึกษาแบมบา ความจริงสถานศึกษาแห่งนี้เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดเมืองชะมดต้นขึ้นมา

เนื่องจากว่าต้นชะมดต้นที่เหมือนกับท้องทะเลเหล่านี้เป็นสิ่งที่สถานศึกษาแบมบาเพาะปลูก ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

ภายหลังสถานศึกษาดึงดูดคนมามากมาย บวกกับคุณค่าของมัน ในทางยุทธศาสตร์จึงทำให้มีการสร้างป้อมปราการสำหรับกองทัพขึ้น

ลู่เซิ่งถามทางจากคนสองสามคน ไม่นานก็ไปถึงประตูใหญ่ของสถานศึกษาแบมบาที่มีขนาดเท่ากับเมืองเล็กๆ

หลังจากมอบจดหมายแนะนำของเวรอนให้ยามเฝ้าประตูดู และแจ้งศาสตราจารย์เคอเค่ออันด้าแล้ว เขาก็ได้รับอนุญาตให้เข้าไป

ลู่เซิ่งเจอเคอเค่ออันด้าในสิ่งก่อสร้างสามชั้นทรงหกเหลี่ยมข้างหอคอยสูงแห่งหนึ่ง โดยไม่ได้สังเกตสภาพแวดล้อมและบรรยากาศของสถานศึกษาแห่งนี้มากนัก

ทั้งสองคนเจอกันในห้องเย็นเยียบที่มีอุปกรณ์ทดลองและวัสดุมากมายวางอยู่

“ดีใจเหลือเกินที่เวรอนมีโอกาสมาขอให้ข้าช่วยสักที ข้านึกมาตลอดว่าชั่วชีวิตนี้คงช่วยอะไรเขาไม่ได้แล้ว เขากับข้าเป็นเพื่อนตายที่เติบโตด้วยกันมา ดังนั้นเจ้าเรียกข้าว่าอันด้าก็พอ” เส้นผมของศาสตราจารย์อันด้ากลายเป็นสีขาวแล้ว มองไปอย่างน้อยมีอายุหกเจ็ดสิบปี

นี่ทำให้ลู่เซิ่งนึกถึงเวรอนที่ยังหนุ่มแน่น ทั้งสองเป็นเพื่อนสมัยเด็กที่โตมาด้วยกัน น่าเหลือเชื่ออยู่บ้าง

“เจ้าน่าจะรู้ว่า คนที่ฝึกฝนเป็นประจำจะหนุ่มกว่า นี่คือทฤษฎี” ศาสตราจารย์ชรายักไหล่ “ความจริงเจ้าเวรอนอายุเจ็ดสิบสองปีแล้วล่ะ”

“อย่างนี้นี่เอง...” ลู่เซิ่งยิ้ม

“นั่งสิ ข้าอ่านเนื้อความในจดหมายแล้ว พ่อเจ้าเคยช่วยเหลือเวรอน ดังนั้นเจ้าเสนอเงื่อนไขในขอบเขตที่กว้างที่สุดที่ข้าทำได้มาได้เลย ตราบใดที่ไม่ขัดกับจริยะธรรมและอุดมการณ์ของข้า ข้าจะช่วยเจ้าสุดกำลัง” ศาสตราจารย์อันด้ากล่าวอย่างจริงจัง

“งั้นข้าขอพูดตรงๆ ก็แล้วกัน” ลู่เซิ่งนั่งลง “ข้าต้องการสูตรยาทั้งหมดที่ท่านมีอยู่ ท่านรู้ว่าสิ่งที่ข้าพูดคือสูตรยาอะไร”

“อ้อ สูตรยาเหรอ” ศาสตราจารย์อันด้างุนงง “ได้สิ แต่อภัยด้วยที่ข้าต้องขอพูดตรงๆ ว่า ถ้าหากสูตรยาเหล่านี้ไม่มีวิธีการฝึกฝนที่เข้าคู่กัน ก็จะเป็นได้แค่ยาพิษร้ายแรงเท่านั้น เจ้าแน่ใจเหรอว่าจะเอาสูตรยาทั้งหมดจริงๆ” เขาเว้นเล็กน้อย “ความจริงแล้ว จากการวิจัยเป็นเวลาหลายปีของข้า คุณสมบัติของสูตรยาพวกนี้ไม่มีความพิเศษอะไรเลย ในอดีตพวกมันเป็นแค่ยาพิษธรรมดาๆ เท่านั้น หลักๆ เป็นเพราะการกำเนิดของวิธีการฝึกฝน จึงทำให้พวกมันมีประโยชน์ในด้านการต่อสู้

พูดอีกอย่างก็คือ ไม่ว่าเจ้าจะเจอสูตรยาพิษสูตรไหน ขอแค่สร้างวิธีการฝึกฝนที่เข้าคู่กันได้ ก็จะดื่มได้ตามใจเลย”
“อ้อ” ลู่เซิ่งนึกไม่ถึงว่าจะมาได้ยินคำพูดเช่นนี้ “ท่านหมายความว่า ความจริงแล้วน้ำยาพวกนี้เป็นยาพิษธรรมดาๆ เท่านั้นหรือ” เขาเน้นเสียงที่คำว่าธรรมดาๆ

“ตามการวิจัยของข้า เป็นเช่นที่เจ้าว่า ก่อนที่สำนักกระแสหลักๆ จะผงาดขึ้น ยาพวกนี้เป็นยาลับในราชสำนักที่เอาไว้ฆ่าคนเท่านั้น ภายหลังจึงค่อยๆ พัฒนาจนมีวิธีใช้เหมือนอย่างตอนนี้ ถ้าเจ้าต้องการ ข้าเอารายการตรวจสอบจากการวิจัยล่าสุดให้เจ้าได้นะ ข้าได้สรุปสูตรยาพิษที่มีผลกระตุ้นและเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่ร่างกายเอาไว้หนึ่งร้อยแปดสิบชนิด ขอแค่มีวิธีการฝึกฝน พวกมันจะกลายเป็นพื้นฐานให้กับสำนักแต่ละสำนักได้ทั้งนั้น” ศาสตราจารย์ชรากล่าวอย่างเรียบเฉย

“แต่ว่า...” เขาพลันหยุด เหมือนนึกอะไรออก ดวงตามืดมนและเหนื่อยล้า “ที่เจ้ารู้จักกับเวรอน...หรือจะเป็นเพราะที่แห่งนั้น...”

“สูตรยาพวกนี้ให้ข้าได้หมดเลยหรือ” ลู่เซิ่งอึ้งงัน ก่อนจะยินดี แต่พอได้ยินคำถามต่อมา เขาก็เยือกเย็นลง “ต้องเป็นเพราะเมืองนั้นอยู่แล้ว”

เคอเค่ออันด้าขมวดคิ้ว แล้วลุกขึ้นไปพลิกหาอะไรในลิ้นชักของตู้หลังหนึ่ง ก่อนจะหยิบเอาเอกสารปึกหนาออกมา ด้านในกระเป๋าหนังวัวสีน้ำตาลบรรจุกระดาษต้นฉบับปึกหนาเอาไว้

เขาดึงกระดาษออกมาจากด้านในอย่างตั้งใจ พอหยิบออกมาได้ราวๆ สิบกว่าแผ่นแล้ว ค่อยยื่นส่งให้ลู่เซิ่ง

“เอาไปเถอะ ในนี้นอกจากบางสูตรที่วัตถุดิบบางอย่างหายากแล้ว ส่วนใหญ่สามารถซื้อหาจากร้านขายยาได้ง่ายๆ ไปร้านขายยาที่คนตะวันออกเปิดจะหาได้ครบกว่า”

“ขอบคุณมาก” ลู่เซิ่งรับมาดู มีแต่สูตรยาแน่นขนัดที่เขียนด้วยตัวหนังสือเล็กๆ

“ข้าไม่รู้ว่าเจ้าจะเอาไปทำอะไร อาจจะเป็นเพราะเจ้าคิดจะไปรับมือสัตว์ประหลาดพวกนั้นก็ได้” เคอเค่ออันด้านวดหว่างคิ้ว “ข้าศึกษาสถานที่แห่งนั้นมาสิบปี ทั้งยังสะกดรอยตามสัตว์ประหลาดพวกนั้นอย่างเฉพาะเจาะจงอีกยี่สิบปี จนกระทั่งถึงตอนนี้ ก็ยังไม่เข้าใจเหตุผลในการดำรงอยู่ของพวกมัน ดังนั้นจึงได้แต่อวยพรให้เจ้าโชคดีเท่านั้น”

“ไม่เป็นไร” ลู่เซิ่งฉีกยิ้ม “ท่านให้การช่วยเหลือข้าอย่างมากแล้ว” เขาลุกขึ้น “อย่างนั้นข้าขอตัวก่อน”

“ไปเถอะ ถ้าหากรอดกลับมาได้ ถ้าทำได้ ขอให้มาหาข้าอีกรอบ ข้าหวังว่าจะได้ข้อมูลและรายละเอียดจากด้านใน” เคอเค่ออันด้ากล่าวเสียงขรึม

“ถึงเวลาค่อยว่ากัน” ลู่เซิ่งพยักหน้า ก่อนจะลุกขึ้น แล้วถือกระดาษต้นฉบับเดินไปที่ประตู

ตอนที่ใกล้จะถึงปากประตู หางตาเขาพลันเหลือบเห็นรูปแกะสลักสีดำรูปหนึ่งด้านข้างประตู

“เอ๋ นี่คืออะไรกัน” ลู่เซิ่งชะงักฝีเท้า

รูปแกะสลักสูงเท่าหนึ่งคนครึ่ง ฐานเป็นเสาสีดำ ยอดเสาเป็นฝ่ามือที่กางห้านิ้วในลักษณะกึ่งหงาย สิ่งสำคัญที่ทำให้ลู่เซิ่งหยุดก็คือ บนหลังมือของฝ่ามือมีลวดลายสีแดงเข้มทรงข้าวหลามตัดที่ซับซ้อนติดอยู่

“อ้อ นั่นคือมีซ่า เป็นเทพนอกรีตที่ลัทธิชั่วร้ายเล็กๆ บางส่วนเผยแผ่ ควบคุมเขตแดนความเป็นความตาย รวมถึงความเจ็บปวดและความสุขสม” ศาสตราจารย์เคอเค่ออันด้าอธิบายอย่างรวดเร็ว

“มีซ่าหรือ” ลู่เซิ่งหยีตา จดจำตราประทับบนหลังมือเอาไว้ สิ่งนี้มีโครงสร้างคล้ายคลึงกับเทวลักษณ์วารีลี้ลับของเขาอยู่บ้าง

“ใช่แล้ว มันน่าสนใจมาก ดูเหมือนจะเป็นมือ แต่จริงๆ แล้วเป็นตัวจริงของมัน ตัวจริงของมันเป็นสัตว์ประหลาดที่เหมือนกับมนุษย์มือ” ศาสตราจารย์อันด้าอธิบาย “ข้าเคยอ่านเจอในเอกสารโบราณบางส่วน รู้สึกขลังดี ก็เลยทำเลียนแบบขึ้นมาเพื่อวางแสดงโชว์”

“อืม ไม่เลวจริงๆ” ลู่เซิ่งพยักหน้า “เอาล่ะ ข้าขอตัวก่อน ขอบคุณที่ช่วยเหลือ”

“ไม่ต้องเกรงใจไปหรอก” ศาสตราจารย์อันด้าพูดด้วยรอยยิ้ม

หลังจากเดินออกจากประตูใหญ่และลงบันไดหินแล้ว ลู่เซิ่งอดหันกลับไปมองทิศทางของรูปสลักมีซ่าไม่ได้

‘ดูเหมือนโลกใบนี้จะน่าสนใจนิดหน่อย...’ ลู่เซิ่งเกิดความสนใจ ก่อนจะหมุนตัวสาวเท้าเดินไปยังด้านนอกสถานศึกษา

ต่อจากนี้ เขาจำเป็นต้องกลับไปปรุงน้ำยาปริมาณมากเพื่อกินแล้ว

เงินนั้นมีพอ โรดี้ได้ทิ้งเงินทองให้เขาก่อนจะจากไป ซึ่งมากพอให้เขาใช้ไปสองชั่วอายุคนโดยไม่ต้องต้องกังวลเรื่องเสื้อผ้าอาหารและการใช้ชีวิต

เห็นได้ว่าโรดี้ต้องการให้โรแซงยังมีการรับประกันที่มากพอเพื่อใช้ชีวิตต่อไปในกรณีที่ตนเองตายไป

ครั้งนี้ลู่เซิ่งจดจำเส้นทางไว้แล้ว จึงไม่ได้โดยสารรถ หากแต่ใช้การเดินเท้า สาวเท้าก้าวใหญ่ไปตามเส้นทางเดินรถเพื่อกลับ

ตอนที่มีคน เขายังคงแสร้งสำรวม เพียงวิ่งเหยาะๆ เป็นระยะสามสี่เมตรในหนึ่งวินาที

รอจนรอบๆ ไม่มีคน เขาจะเร่งความเร็วขึ้นทันที โดยวิ่งเป็นระยะทางมากกว่าร้อยเมตรต่อวินาที พุ่งผ่านท้องถนนไปในชั่วอึดใจเดียว

ความคิดเห็น