506-510

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง ระบบโกงสกิล
บทที่ 506ถึง510

เรือเล็กเหมือนกับกระสวย ลากร่องรอยสีขาวอันยืดยาวบนผิวแม่น้ำสีเขียวมรกต ร่องรอยกระเพื่อมกระจาย ไม่นานก็สลายหายไป

ลู่เซิ่งยืนเอามือไพล่หลังอยู่บนเรือที่กำลังแล่นต้านลม ท้องเรือด้านล่างเท้าไม่มีคนพาย แต่ยังคงแล่นด้วยความเร็วที่ไม่ลดลง

หากจะบอกกล่าวให้ถูกต้อง ผาดวงดาวตั้งอยู่ในอาณาเขตที่อยู่นอกต้าอิน ใกล้กับแดนรกร้าง

เทือกเขาไพศาลเป็นภูเขาที่มีความประหลาดถึงขีดสุด หญ้าเขียวต้นไม้ยักษ์ขึ้นเขียวชอุ่มด้านใน แต่กลับไม่มีปีศาจหรือมารมารวมตัวกันที่นี่ แม้แต่ความประหลาดลี้ลับก็ไม่มีสักตัวเดียวเช่นกัน

มีแต่สำนักผู้บำเพ็ญอิสระที่ตั้งอยู่กระจัดกระจายส่วนหนึ่งรอบนอกเทือกเขาเท่านั้น

ถ้ำมังกรทองเป็นหนึ่งในนี้ ชิงไป๋อู่เจ้าพันมังกรทอง ถูกผู้คนเรียกว่าประมุขถ้ำมังกรทอง ครอบครองสายเลือดมังกรทองในตำนาน เป็นผู้พิชิตอริยะเจ้าที่ไม่ใช่คนของทางการในใต้หล้าจำนวนไม่กี่คน

กล่าวได้ว่าเขาเฉือนแบ่งดินแดน และใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรี

เพียงแต่ตอนนี้กลับลงมือกักขังซูย่วนย่วนผู้เป็นลูกสาวของซูหนิงเฟย เพราะอาวุธเทพหมื่นแปรผัน

‘ว่ากันว่าเจ้าพันมังกรทองผู้นี้มีความสามารถเหนือธรรมดา แถมอายุยังมากกว่าอริยะเจ้าเชียนตู้ จะว่าไปความเป็นมาของเขามีความคล้ายกับซูหนิงเฟยเช่นกัน คือสมัยยังหนุ่มฆ่าสัตว์ตัดชีวิตนับไม่ถ้วน สุดท้ายมีพระนิรนามรูปหนึ่งที่ผ่านทางมาโน้มน้าวให้กลับเนื้อกลับตัว เขาจึงค่อยเร้นกายในเขาลึก และสร้างสายถ้ำมังกรทองขึ้นมา ไม่รู้ว่าจริงรึเปล่า’

ลู่เซิ่งมาเพียงลำพังเพราะคิดจะรีบเผด็จศึก หลังจากจัดการเรื่องหยุมหยิมนี้เสร็จ เขาจะรีบกลับไปวางภารกิจในอนาคตให้แก่เฮยจิน นอกจากนี้เรื่องจุติก็ต้องเร่งให้เร็วที่สุดเช่นกัน

เขาไม่มีเวลาให้เสียอีกแล้ว ถ้าหากว่าเฮยจินไม่ได้หลอกเขา อย่างนั้นก็อธิบายได้อย่างชัดเจนว่า เหตุใดหลายปีมานี้ต้าซ่งกับต้าอินจึงต่อสู้กับพิภพมารถี่มาก ทั้งยังเกิดภัยพิบัติมารอย่างต่อเนื่อง

คงเป็นเพราะพิภพมารต้องการชะลอมหาภัยพิบัติออกไป จึงก่อสงครามไปทั่ว

เพียงแต่ไม่ทราบว่าทำไมเฮยจินถึงได้ใช้น้ำเสียงมั่นใจในตอนที่ยืนยันว่า มหาภัยพิบัติจะมาในอีกสิบสองปีให้หลัง

เวลานี้มีความหมายใดกันแน่ ลู่เซิ่งไม่แน่ใจ

ได้สติกลับมา ลู่เซิ่งหยิบแผนที่ลงสีที่ละเอียดซับซ้อนแผ่นหนึ่งออกมาดูและเทียบเคียงตำแหน่งที่ตนอยู่

‘ผาดวงดาวน่าจะเป็นที่นี่’ เขากวาดตามองรอบๆ ฝั่งสองฝั่งล้วนเป็นผาหินสีเทา ท้องฟ้าเหนือศีรษะมืดครึ้ม แม่น้ำไหลนิ่งไร้เสียง ทั้งๆ ที่ที่นี่น่าจะเป็นจุดหมายแท้ๆ แต่ลู่เซิ่งกลับสัมผัสคลื่นอาวุธเทพหรือสารกายไม่ได้แม้แต่น้อย

“นึกไม่ถึงว่าคนผู้นั้นจะพูดถูก เจ้าสำนักลู่มาด้วยตัวเองจริงๆ” ในตอนที่เขากำลังสงสัย อยู่ๆ บนแม่น้ำด้านหน้าก็มีบุรุษหนุ่มสวมชุดคลุมยาวสีเขียวคนหนึ่งค่อยๆ โผล่มา

“ข้าน้อยประมุขถ้ำมังกร...”

สวบ!

ลู่เซิ่งชักมือออกจากทรวงอกของบุรุษอย่างช้าๆ ร่างของคนตรงหน้าพลันกลายเป็นฝุ่นดำโปรยปราย ไม่ทราบว่าแวบมาโผล่อยู่บนน้ำตรงหน้าผู้นี้ตั้งแต่ตอนไหน

เขาเคลื่อนสายตา จิตวิญญาณกระจายออก พลันมองไปยังถ้ำบนหน้าผาริมแม่น้ำไม่ไกลออกไป

‘เจอแล้ว’

ลู่เซิ่งวูบไหวท่าร่างพุ่งเข้าถ้ำบนเขาดุจสายฟ้าจนเหลือแต่เงา ระยะห่างหลายร้อยหมี่เหมือนกับไม่คงอยู่อย่างไรอย่างนั้น

ด้านในถ้ำมีคนสองคนนั่งขัดสมาธิอยู่ คนหนึ่งผมยุ่งเหยิง ฟันหน้าไม่มี มีดาบใหญ่สีแดงชาดเล่มหนึ่งลอยอยู่ด้านหลัง

อีกคนหน้าซีดขาว หน้าตาเหมือนกับบุรุษที่เพิ่งโผล่ขึ้นตรงหน้าลู่เซิ่งเมื่อครู่ เป็นชิงไป๋อู่ประมุขถ้ำมังกรทองที่มีท่าทางโอหังเมื่อก่อนหน้านี้ ตอนนี้เขาหน้าซีดเซียว พอเห็นลู่เซิ่งเข้ามาก็เบิกตาโต

“อริยะเจ้าลู่รอประเดี๋ยว! ท่านไม่อยากทราบ...” ตูม!

เสียงยังไม่ทันขาด ร่างของชิงไป๋อู่ก็กะพริบแสงสีทอง พร้อมกับกระเด็นเข้าไปในส่วนลึกของถ้ำเหมือนกับถูกช้างชนใส่

“รอประเดี๋ยวก่อน! อริยะเจ้าลู่จงอย่าได้บีบคั้นให้พวกเราลงมือกับซูย่วน!” ชายชราผมยุ่งอีกคนแตกตื่น ดาบใหญ่ด้านหลังวาดรอยดาบสีแดงชาดมากกว่าพันสายด้านหน้าตัวเอง รอยดาบนับไม่ถ้วนผาไหม้เป็นดอกไม้สีแดงหลายดอกกลางอากาศเหมือนกับเถาวัลย์ พริบตาเดียวก็สานกันเป็นตาข่ายกึ่งโปร่งแสง

“อย่างนั้นพวกเจ้าก็ลงมือสิ” ลู่เซิ่งผุดสีหน้าเรียบเฉยพร้อมกับโถมตัวไปด้านหน้า

“ท่าน!?” ชายชรางุนงง ตรงหน้าพลันพร่ามัว เขายังไม่ทันรู้ตัว ร่างท่อนบนพลันรู้สึกเจ็บปวด เห็นแต่สีดำ จากนั้นก็ไม่ทราบอะไรอีก

ลู่เซิ่งบี้ศีรษะของชายชราจนแหลก ไฟหยินสีเขียวมรกตแผ่ขยายออกมาห่อหุ้มและเผาร่างของชายชราทิ้งไป

เปรี้ยง!

ศพชายชราระเบิดออก ดาบใหญ่สีแดงด้านในแตกออกเป็นเสี่ยงๆ แล้วพุ่งออกไปรอบๆ

“คิดจะหนีต่อหน้าข้าหรือ” ลู่เซิ่งคว้ามือจับ น้ำทะเลสีน้ำเงินด้านหลังกระเพื่อมและลอยขึ้น เดี๋ยวโอบล้อมเดี๋ยวห่อหุ้ม เก็บชิ้นส่วนอาวุธเทพห้าชิ้นเข้าไปจนหมด

“เจ้าสำนักลู่โปรดไว้ชีวิตด้วย!” ด้านในน้ำทะเลมีเสียงวิงวอนจากจิตวิญญาณระดับอริยะเจ้าของชายชราดังมาเลือนราง

“อ้อ? ที่แท้เป็นสายเลือดตระกูลจิ่งหรือนี่” ตอนนี้ลู่เซิ่งแยกแยะอย่างละเอียด พลันพบความลับที่แท้จริงของชายชราผู้นี้

“ใช่แล้ว เจ้าสำนักได้โปรดเมตตาปล่อยข้าไปสักครั้งเถอะ!” ชายชราตะโกนเสียงคร่ำครวญ

“เหตุใดตระกูลจิ่งจึงมีสายตระกูลด้านข้างที่ระหกระเหินอยู่ด้านหน้าอย่างเจ้าได้ ต้องดูผิดแน่” ดวงตาลู่เซิ่งสาดประกายสีฟ้า น้ำทะเลสีน้ำเงินด้านหลังพลันส่งเสียงเบาๆ เหมือนกับมีอะไรระเบิด

แค่อริยะเจ้าใบไม้ทองคำคนเดียว ต้าอินมีอริยะเจ้าอยู่น้อย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมยามเผชิญหน้ากับเขา ลู่เซิ่ง

หากกล่าวถึงที่สุดแล้ว อริยะเจ้าใบไม้ทองคำก็ไม่แตกต่างจากผู้บำเพ็ญระดับทารกจิตช่วงต้นเท่าไหร่ ในโลกก่อนเขาฆ่ามามากมายนัก

ถึงแม้ถ้าเทียบกับผู้บำเพ็ญระดับทารกจิตในโลกของมู่อวิ๋นแล้ว อริยะเจ้าของที่นี่ถนัดเส้นทางการฆ่ามากกว่า แต่ก็ไม่นับว่าเป็นอะไรสำหรับลู่เซิ่งอยู่ดี

เขายังไม่ได้ใช้จิตวิญญาณเทวปัญญาของตัวเองด้วยซ้ำ เพียงใช้อานุภาพส่วนหนึ่งของไข่มุกกลืนสมุทรที่หลงเหลือมาจากโลกก่อน

ก็กำจัดคนพวกนี้ได้ง่ายๆ แล้ว

แม้เขาจะไม่สามารถนำพลังอาคมอันน่าสะพรึงบนโลกใบก่อนกลับมาด้วยได้ ได้แต่หลอมรวมส่วนหนึ่งเข้ากับกายเนื้อ ก็ถือว่ายกระดับความแข็งแกร่งของกายเนื้อแล้ว

แต่ไข่มุกกลืนสมุทรกลับนำกลับมาได้อย่างสมบูรณ์ แม้ว่ากฎทางต้าอินจะมีการจำกัดรุนแรงมากจนทำให้ไข่มุกกลืนสมุทรเหลือแค่อานุภาพครึ่งเดียวของในตอนแรกเท่านั้นก็ตาม แต่ก็ใช้รับมืออริยะเจ้าใบไม้ทองคำทั่วไปได้

‘ก็พอใช้ได้ อย่างไรอากาศของที่นี่ก็ไม่ได้มีปราณวิญญาณฟ้าดินแผ่กระจายอยู่ เมื่อไม่มีปราณวิญญาณ ก็ไม่อาจเพิ่มอานุภาพได้

มีอานุภาพเหลือเท่าไหร่ ก็มีได้แค่เท่านั้น ดีที่กฎเกณฑ์ด้านอื่นไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก อนุภาพของของวิเศษเลยยังหลงเหลืออยู่ครึ่งหนึ่ง’

ลู่เซิ่งนับว่าพอใจ เขาเก็บน้ำทะเลด้านหลังไข่มุกกลืนสมุทร ก่อนจะมุ่งหน้าต่อไป

ลู่เซิ่งพุ่งไปตามถ้ำด้วยความเร็วสูง พริบตาเดียวก็ข้ามระยะห่างหลายพันหมี่ ไม่นานก็ไล่ทันประมุขถ้ำมังกรทองที่ทั่วร่างเป็นสีทอง กำลังเหาะเหินหลบหนีอยู่

“เจ้าสำนักลู่!มีวาจาก็คุยกันดีๆ เถอะ หากว่าสังหารข้าทิ้ง ท่านไม่มีทางหาเจอว่าซูย่วนย่วนอยู่ที่ไหนแน่!” เวลานี้ประมุขถ้ำมังกรทองเหงื่อกาฬไหลหลั่ง ดีที่ก่อนหน้านี้ฟังคำเตือนของหญิงสาวนางนั้น ไม่ได้พกถ้ำมังกรทองติดตัว ไม่อย่างนั้นรอบนี้จะเสียท่าจริงๆ แล้ว

พลังของลู่เซิ่งไม่ใช่เพิ่งเลื่อนระดับแน่ แค่ความรู้สึกที่ส่งกลับมาในพริบตาที่ร่างแยกถูกฆ่าเมื่อก่อนหน้านี้ก็ทำให้เขาเข้าใจแล้วว่า อย่างน้อยคนตรงหน้านี้ต้องเป็นผู้เหี้ยมหาญในระดับดาวหยก

คนส่วนใหญ่ในหมู่อริยะเจ้าอยู่แค่ในระดับใบไม้ทองคำ คนที่บรรลุระดับดาวหยกได้ถือเป็นผู้โดดเด่น ถ้าหากเขามีพลังฝึกปรือแบบนี้ คงไม่ต้องเปลี่ยนสถานะออกจากตระกูลและมายังแดนรกร้างแห่งนี้หรอก

“ถ้ำมังกรทองเป็นอาวุธเทพชิ้นหนึ่ง ตอนนี้ไม่อยู่บนตัวข้า ข้าให้คนอื่นนำไปวางไว้ในสถานที่ที่ซ่อนเร้นที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ สถานที่นั้นมีแต่ข้าที่ทราบ...”

เคร้ง!

ยังพูดไม่ทันจบ ลู่เซิ่งก็ใช้มือข้างหนึ่งสะบัดไปโดนหน้าผากด้านหน้าชิงไป๋อู๋ แต่โดนเยื่อบางสีทองอ่อนชั้นหนึ่งป้องกันเอาไว้

แต่ว่าเยื่อบางสีทองป้องกันได้แค่พริบตาเดียว ก็แตกออกดังแกร๊กภายใต้การเผาไหม้จากเปลวไฟสีเขียวที่แผ่ออกมาข้างใต้มือลู่เซิ่งทันที

“ดาบเก้ามังกรเบิกเมฆา!” ชิงไป๋อู่ทราบว่าเวลานี้มาถึงนาทีเป็นตายแล้ว จึงทิ้งแผนการเกลี้ยกล่อมลู่เซิ่ง แล้วโคจรจิตวิญญาณทั่วร่างสุดชีวิต เพื่อกระตุ้นพลังทางสายเลือดและพลังของอาวุธเทพ ก่อนจะใช้สองมือฟันดาบที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่ประวัติศาสตร์เคยมีมาของตัวเอง

ประกายแสงสีทองอร่ามรวมตัวกันกลางมือของเขาประดุจสายน้ำ จากนั้นก็ยืดขยายกลายเป็นดาบโค้งเรียวยาวที่ปล่อยเปลวไฟสีทองออกมาเล่มหนึ่ง

มังกรอสรพิษสีขาวบริสุทธิ์เก้าตัวที่สลักไว้บนใบดาบลอยออกมาล้อมรอบดาบยาวราวกับงู และส่งเสียงคำรามอย่างต่อเนื่อง

“อ๊าก!!” ชิงไป๋อู่ตะโกนอย่างคลุ้มคลั่ง ใส่ทุกอย่างที่มีในดาบนี้ พลังงานทั้งหมดในอาวุธเทพ รวมถึงพลังทางสายเลือดมังกรทองของตัวเอง ไหลเข้าไปในดาบนี้โดยไม่เหลือเก็บไว้แม้แต่น้อย

แสงสีทองสาดส่องในถ้ำ พริบตาเดียวก็ระเบิดออกเหมือนกับดวงอาทิตย์ดวงเล็ก

โฮก!

มังกรอสรพิษสีขาวเก้าตัวลุกไหม้และทะยานขึ้นฟ้า ก่อนจะกลายเป็นมังกรสีทองเก้าตัว จากนั้นก็พุ่งใส่ลู่เซิ่งตามประกายดาบที่สว่างไสวตรงกลาง

“กลืนสมุทร” ลู่เซิ่งชี้ไปด้านหน้าอย่างเรียบเฉย

น้ำทะเลสีน้ำเงินด้านหลังกระเพื่อมปรากฏขึ้น ก้อนโลหะสีทองอมน้ำเงินก้อนหนึ่งลอยขึ้นจากในน้ำ แล้วเข้าไปต้านรับดาบเก้ามังกรสีทองด้วยความเร็วสูง

ตูม!

สองสิ่งปะทะกันซึ่งหน้า เกิดการระเบิดอันน่ากลัวในทันทีทันใด

เขาครึ่งซีกระเบิดอย่างฉับพลัน แสงสีทองหลายสายกับเสาน้ำสีน้ำเงินพุ่งออกมาจากรอยแตก

ไม่ทราบผ่านไปนานเท่าไหร่ แสงสีทองมืดสลัวลง เสาน้ำสีน้ำเงินค่อยๆ สลายไปเช่นกัน

เขาถล่มลงไปครึ่งหนึ่ง ถ้ำกลายเป็นซากปรักหักพังกลางแจ้ง

ชิงไป๋อู่หายใจกระหืดกระหอบ กึ่งคุกเข่าอยู่ในซากปรักหักพัง มือหนึ่งถือดาบยาวสีทอง อาภรณ์บนตัวถูกระเบิดทำลายไปแล้ว เผยให้เห็นเกราะด้านในสีเหลืองทอง

ลู่เซิ่งลอยอยู่กลางอากาศ หันหน้าเข้าหาเขา ตอนนี้โบกมือเล็กน้อย เก็บไข่มุกกลืนสมุทรที่เหลือครึ่งหนึ่งกลับมา

แกร๊ก

เพิ่งจะจับไว้ ผิวของไข่มุกกลืนสมุทรพลันแตกเป็นรอยรอยหนึ่ง

ลู่เซิ่งสีหน้าเคร่งขรึมอย่างฉับพลัน

“ไอ้บัดซบ!”

ทันใดนั้นเขาวูบไหวร่างไปโผล่ตรงหน้าชิงไป๋อู่ แล้วเอื้อมมือไปบีบคอของอีกฝ่ายอย่างรุนแรง

“หยุดซะ!” อยู่ๆ ก็มีเสียงตะโกนดังมาจากท้องฟ้า

ลู่เซิ่งทำเป็นไม่ได้ยิน กรงเล็บคว้าที่ลำคอของชิงไป๋อู่โดยตรง

แต่วินาทีถัดมา แขนที่ขาวเหมือนกับหยกก็โผล่ขึ้นด้านหน้าเขา แล้วขวางกรงเล็บของเขาเอาไว้เหมือนกับเคลื่อนย้ายได้ในพริบตา

เปรี้ยง!

ลู่เซิ่งถูกกระแทกถอยหลังไปหลายหมี่ ก่อนจะแค่นเสียงเย็นชาและพุ่งไปด้านหน้าอีกครั้ง

“คร่าวิญญาณ!” เงากรงเล็บหลายสายระเบิดออกจากสองมือของเขาดุจสายฟ้าแลบ แล้วพุ่งใส่คนผู้นั้นจากสี่ทิศแปดทาง

“ข้าบอกให้หยุดไง!” เจ้าของแขนพลันปรากฏขึ้นกลางอากาศ พร้อมกับรับเงากรงเล็บทั้งหมดของลู่เซิ่งไว้ติดต่อกันเหมือนสายฟ้าฟาด

“ทำลายของวิเศษของข้า สมควรตายหมื่นครั้ง!” ลู่เซิ่งผุดสีหน้าเย็นชา ร่างขยายใหญ่ด้วยความเร็วสูง ปากฉีกไปถึงใบหูอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นฟันเลื่อยคมกริบสามแถว

“ข้าจะชดใช้ให้เอง!” สตรีผู้นั้นพลันตะโกน

ตูม!

ฝ่ามือของลู่เซิ่งปะทะกับสตรีซึ่งหน้า คลื่นโจมตีสีขาวในรูปแบบจานกลมระเบิดขึ้นระหว่างทั้งสองอย่างฉับพลัน ภูเขาที่คลื่นโจมตีสัมผัสถูกตัดแบ่งจนพังทลายในชั่วอึดใจ

“อาจารย์บอกแต่แรกก็จบแล้ว” ลู่เซิ่งหดร่างลงสู่สภาพเดิมอย่างฉับพลัน พร้อมกับมองสตรีกระโปรงดำตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม

ซูหนิงเฟยแสดงสีหน้าพิลึก หอบหายใจพร้อมกับจ้องมองเขา “เจ้ายังรู้ว่าข้าเป็นอาจารย์เจ้า!...ดีที่ข้ามาทัน! ไม่อย่างนั้นถ้าเจ้าฆ่าเขา แล้วข้าจะไปหาย่วนย่วนที่ไหน”

“ข้าไม่สนหรอก” ลู่เซิ่งใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้ม “ลูกสาวของอาจารย์ไม่ใช่ลูกสาวข้า แต่ข้าเชื่อว่าอาจารย์ไม่มีทางปล่อยให้ลูกหลานตัวเองตายง่ายๆ แบบนี้อยู่แล้ว”

ซูหนิงเฟยพลันสะอึก

รอบนี้นางใช้ร่างหลักมาเอง ในการต่อสู้อย่างเร่งรีบเมื่อครู่ นางค้นพบอย่างเลือนรางว่าลู่เซิ่งแข็งแกร่งขึ้นอีกแล้ว แม้จะใช้กายเนื้อสู้กันเท่านั้น แต่สามารถต่อสู้กับร่างหลักของนางได้โดยไม่พ่ายแพ้ในเวลาสั้นๆ

ต่อให้นางจะอยู่ในสภาพร่างมนุษย์ แต่อย่างน้อยก็มีพลังทำลายล้างระดับดาวหยกอยู่ดี




ในต้าอิน แม้ว่าใบไม้ทองคำ ดาวหยก เทวปัญญาจะเป็นแค่ระดับสามระดับง่ายๆ แต่กลับเป็นตัวแทนระดับสามระดับที่เข้าใกล้เจ้าแห่งอาวุธมากที่สุดของมนุษย์

อริยะเจ้ามีอานุภาพแข็งแกร่ง จิตวิญญาณบิดเบือนธรรมชาติและหลอกลวงพลังกำเนิดได้ ถ้าหากให้เทียบจริงๆ ระดับใบไม้ทองคำก็เหมือนกับคนที่ใช้ปืนกลมือยิงกราดไปทั่ว ส่วนระดับดาวหยกเป็นยอดฝีมือด้านปืนที่มีความเข้าใจต่อปืนกลมือถึงขีดสุด ทั้งยังเคยได้รับการฝึกฝนที่เฉพาะเจาะจงมาก่อน

ส่วนระดับเทวปัญญาอันเป็นระดับสุดท้าย แม้จะใช้ปืนกลมือเหมือนกัน แต่กระสุนที่ยิงออกมากลับกลายเป็นระเบิดที่ขับเคลื่อนด้วยจรวดโดยอัตโนมัติ...ความแตกต่างไม่อาจเอามาเทียบเคียงกันได้

‘เจ้าเด็กนี่เพิ่งเลื่อนระดับได้ไม่นาน กลับไต่เต้ามาถึงขั้นนี้แล้ว ชาติก่อนมันเป็นสัตว์ประหลาดอะไรกันแน่!?’ ซูหนิงเฟยใช้สมองตรึกตรองอย่างรวดเร็ว แต่กลับนึกไม่ออกว่าอริยะเจ้าคนไหนมีลักษณะการต่อสู้เหมือนอย่างลู่เซิ่ง

คิดไปคิดมา นางก็ยกมือเสกกล่องใบเล็กที่สลักลวดลายงูเขียวและใบไผ่ออกมา “นี่คือของชดเชย ของวิเศษไร้สาระอะไรของเจ้านั่นสร้างขึ้นจากวัตถุดิบธรรมดาๆ เท่านั้น เอามาปะทะกับอาวุธเทพตรงๆ ไม่ถูกทำลายสิถึงแปลก ไม่มีครั้งหน้าแล้วนะ!”

ลู่เซิ่งยิ้มๆ แล้วรับกล่องมาโดยไม่พูดอะไร พลันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายเบาบางของอาวุธเทพที่แผ่กระจายออกมาอย่างเลือนรางจากด้านใน สมกับเป็นซูหนิงเฟยอริยะเจ้าที่แข็งแกร่งที่สุดจริงๆ พอลงมือก็เป็นอาวุธเทพระดับใบไม้ทองคำทันที

จากนั้นเขาก็เก็บของ ก่อนจะกวาดตามองประมุขถ้ำมังกรทองที่อกสั่นขวัญแขวนอยู่ด้านข้าง แล้วทะยานร่างขึ้นจากไปยังที่ไกล ในเมื่อซูหนิงเฟยมาด้วยตัวเองแล้ว อย่างนั้นเขาอยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์อีก กลับไปใช้เวลาที่ยังเหลืออยู่รีบศึกษาการยกระดับพลังดีกว่า

มหาภัยพิบัติกำลังจะมาถึง หากเขาไม่อยากจะกลายเป็นเถ้าธุลี และไม่อยากล่องลอยไปตามกระแสในต้าอิน พิภพมาร และโลกแห่งความเจ็บปวด จะต้องครอบครองพลังที่ตั้งตนเป็นอิสระได้

ถ้าไม่สำเร็จเป็นเจ้าแห่งอาวุธ สุดท้ายก็ได้แต่เป็นหมากตัวหนึ่ง

เป้าหมายของเขาต่อจากนี้ คือการสั่งสมจิตวิญญาณ และรอการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติเพื่อทะลวงสู่ระดับเจ้าแห่งอาวุธ

ลู่เซิ่งค้นหาบริเวณใกล้ๆ อีกสักพัก ก่อนจะกำจัดโจรภูเขาส่วนหนึ่งที่ถูกชักนำมา ไม่นานเขาก็พบสถานที่ผิดปกติแห่งหนึ่ง

นอกจากประมุขถ้ำมังกรทองแล้ว ที่แห่งนี้ยังได้จัดวางค่ายกลและอักขระค่ายกลไว้หลายชั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ เบื้องหลังคล้ายมีคนรู้จักเขาดีถึงขีดสุด ค่ายกลทั้งหมดจึงมีเป้าหมายเดียว นั่นคือการส่งตัว

ส่งตัวเขาไปยังสถานที่อื่นๆ ไม่ใช่ประเภทป้องกันโจมตี

นอกจากนี้ค่ายกลส่วนหนึ่งในนี้ยังเหมือนกับตั้งไว้เพื่อโอบล้อมโดยใช้ตำแหน่งที่เขาสกัดประมุขถ้ำมังกรทองเมื่อก่อนหน้าเป็นศูนย์กลางด้วย

เพียงแต่เหมือนกับค่ายกลเหล่านี้ตั้งขึ้นอย่างรีบเร่ง คล้ายกับยังไม่ทันได้เปิดใช้ ก็ละทิ้งไปอย่างกะทันหัน

‘น่าสนใจ...ถ้าหากซูหนิงเฟยมาไม่ทัน หลังจากเรากำจัดพวกประมุขถ้ำมังกรทองทิ้งแล้ว ค่ายกลเหล่านี้จะทำงานและโอบล้อมเราไว้ทันที น่าเสียดายเรามาเร็วเกินไป แถมซูหนิงเฟยยังโผล่มาอย่างกะทันหันอีก ทำให้พวกเขาประเมินพลังการต่อสู้ตามความเป็นจริงของทางเราผิดไป เลยตัดสินใจละทิ้งทุกอย่างทันที‘

หลังลู่เซิ่งตรวจสอบค่ายกลเสร็จ พลันรู้สึกได้ว่าผู้สั่งการที่อยู่เบื้องหลังทุกอย่างนี้วางแผนว่าหากโจมตีไม่สำเร็จก็จะหลบหนีพันลี้ทันที

‘ตัดสินใจเด็ดขาดมาก ค่ายพยุหะ ธงค่ายกล และทรัพยากรมากมายแบบนี้ คิดจะทิ้งก็ทิ้งทันที ฝีมือเหี้ยมโหด ขายพวกประมุขถ้ำมังกรทองทิ้ง แถมยังใช้ทั้งสองเป็นเหยื่อล่อ เพื่อทำให้แผนการที่มีมากกว่านี้สำเร็จ’

เขานึกฉงนเล็กน้อย ครั้งนี้เบื้องหลังมีคนคิดเล่นงานตนอยู่

น่าเสียดาย เขาวนอ้อมรอบหนึ่ง แต่ก็ไม่เจอว่ารอบๆ มีร่องรอยอะไร

แสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายรู้จักตัวเขาเป็นอย่างดี ทำให้รอบๆ นี้ไม่ทิ้งเบาะแสอะไรเอาไว้แม้แต่น้อย

ลู่เซิ่งจึงทำลายค่ายกลด้วยความจนปัญญา แล้วหมุนตัวกลับสำนักมารกำเนิด ไม่ว่าใครกำลังเล็งเล่นงานเขาอยู่ รอมีโอกาส จะต้องโดดออกมาเองแน่นอน

...

เรื่องของซูหนิงเฟยจัดการเรียบร้อยแล้ว ในตอนที่ลู่เซิ่งกลับมาก็ได้ยินว่าซูย่วนย่วนได้รับการช่วยเหลือแล้ว ครั้งนี้เขาเพียงเสแสร้งแกล้งทำเท่านั้น ความจริงที่เจ้าแห่งอาวุธประกายขั้วโลกส่งแผ่นหินให้ เป็นเพราะต้องการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างเขากับซูหนิงเฟยเท่านั้น

ทว่าตอนนี้ดูเหมือนจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่

ซูหนิงเฟยพาซูย่วนย่วนไปกักตนฝึกฝน ต้าอินไม่เกิดความวุ่นวายอะไรอยู่ชั่วขณะ ลู่เซิ่งได้ไปโลกแห่งความเจ็บปวดอีกรอบ เฮยจินหาเมืองเล็กๆ ที่กันดารแห่งหนึ่งใกล้ๆ ได้แล้ว เป็นเมืองที่มีชื่อว่าเมืองแห่งแสง

ในเมืองมีผู้ใช้ชีวิตชั่วร้ายสามคน มีผู้ใช้วิญญาณคันฉ่องหนึ่งคน ที่เหลือล้วนเป็นพวกความประหลาดลี้ลับและผีป่าวิญญาณไร้ญาติ

โลกแห่งความเจ็บปวดมักมีความประหลาดลี้ลับที่อธิบายไม่ได้ดำรงอยู่ พวกมันคล้ายกับพวกที่อยู่ในโลกมนุษย์ตรงที่เป็นอมตะ ถ้าหากโดนทำลาย ผ่านไประยะหนึ่งก็จะเกิดออกมาใหม่

แต่ว่าระดับชั้นความเจ็บปวดที่พวกมันอยู่นั้นแตกต่างกัน หากความเจ็บปวดไม่ถึงระดับหนึ่ง ก็จะสัมผัสการดำรงอยู่ของพวกมันไม่ได้

ลู่เซิ่งสัมผัสและค้นพบได้ในตอนที่ชดเชยพิธีเซ่นสรวงหลายครั้งที่ขาดไป

หลังจากช่วยเฮยจินวางแผนการอย่างละเอียดและพัฒนาต่อแล้ว ลู่เซิ่งก็ช่วยนางลาดตระเวนรอบๆ และฆ่าสัตว์ประหลาดรวมถึงความประหลาดลี้ลับที่เพ่นพ่านอยู่ใกล้ๆ จนหมด จากนั้นจึงค่อยศึกษาแผ่นหินกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ พร้อมกับเริ่มเตรียมการจุติครั้งที่สาม

เวลาสิบสองปีไม่ยาวไม่สั้น ถ้าหากเลือกได้ดี อาจจะเลือกไปยังโลกด้านนอกที่มีเวลาแตกต่างกันมากได้ ไม่แน่จะใช้ความแตกต่างทางเวลาทำความเข้าใจแผ่นหินกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ได้

ดังนั้นครั้งนี้ลู่เซิ่งที่มีประสบการณ์แล้วจึงเริ่มปรับปรุงค่ายกลจุติ และทิ้งลวดลายค่ายกลบางส่วน เพื่อดำเนินการปรับปรุงอีกรอบ

ตอนนี้การฮุบกลืนอาวุธเทพเพียงอย่างเดียวไม่มีแรงดึงดูดต่อเขาอีกแล้ว การฮุบกลืนตัวตนในโลกใบอื่นผ่านการจุติจึงเป็นวิธีการฝึกฝนที่ยกระดับได้เร็วที่สุด

หลังจากที่ศึกษาคัมภีร์ฟ้าน้ำแข็งสี่ฤดูจนทะลุปรุโปร่งอีกครั้ง ลู่เซิ่งก็ดำเนินการแก้ไขครั้งใหญ่ และจำกัดความเร็วในการไหลของเวลาไว้ที่ระหว่างหนึ่งต่อสิบและหนึ่งต่อห้าสิบสำเร็จ

ส่วนจะไปโลกใบไหน นั่นก็บอกไม่ได้แล้ว

แต่ลู่เซิ่งสัมผัสได้อย่างเลือนรางว่า โลกใดที่เวลาไหลเร็ว วัฏจักรของพลังงานก็จะไหลเร็วตามไปด้วยเช่นกัน สองสิ่งนี้เกี่ยวข้องกันแบบแปรผันตรง แต่ในขณะเดียวกัน ระดับการจำกัดพลังงานในโลกแบบนี้ก็ไม่สูงมากเช่นกัน

ดังนั้นหากพิจารณาหลายๆ ปัจจัยแล้ว การเลือกโลกที่เหมาะสมที่สุดจึงไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายขนาดนั้น

หลังจากวิจัยเป็นเวลาหลายเดือน ในที่สุดค่ายกลจุติแบบใหม่ก็เสร็จสมบูรณ์

และลู่เซิ่งก็เริ่มการจุติครั้งที่สาม

...

ครืน...

จุดแสงสีฟ้าเล็กๆ กับเกล็ดสีแดงเข้มกระจัดกระจายไปทั่วตำหนักวิจัย เหมือนกับแผ่นกระดาษที่ถูกฉีกจนกระจายเวียนว่อน

ลู่เซิ่งยืนอยู่กลางค่ายกลตรงกลางตำหนักใหญ่ มือถือกล่องใบเล็กหลายใบที่เตรียมไว้ก่อนแล้ว กล่องพวกนี้เป็นวัตถุชนิดพิเศษที่ครั้งนี้จะนำไปด้วยกัน

เพื่อป้องกันไม่ให้เจอโลกที่มีกฎแตกต่างมากเกินไป เขาจึงได้เตรียมทรายทองและศิลาวิเศษระดับพื้นฐานที่เรียบง่ายที่สุดซึ่งผู้คนพากันใช้มาเพิ่มเติม ในตอนที่เจอโลกพิเศษ มันจะมีประโยชน์ ไม่ว่าจะเลวร้ายแค่ไหน มันก็ไม่ได้เริ่มต้นจากความว่างเปล่า

“ตะวันออก 12.33 ตะวันตก 13.16 เหนือ 20.00 ใต้ 9.47”

“หลังปรับแต่งเพื่อจำกัดอาณาเขตแล้ว ให้ใส่พลังเทวลักษณ์เข้าไป”

ลู่เซิ่งยื่นหลังมือออกมา เทวลักษณ์บนหลังมือส่องแสงสีฟ้า เทวลักษณ์นี้ไม่ได้อ่อนแอลงเลยเมื่ออยู่ในต้าอิน ยังคงมีพลังทำลายล้างที่ค่อนข้างแข็งแกร่งเหมือนเดิม จะเห็นได้ว่าระดับพลังงานของมันอยู่สูงสุดขีด

ลู่เซิ่งค้นพบโดยไม่ได้ตั้งใจในการทดลองครั้งหนึ่งว่า หากใส่เทวลักษณ์เข้าไปในค่ายกลจุติเสมือนว่าเป็นวัตถุดิบพิเศษ จะสร้างความเสถียรให้แก่ประสิทธิผลและโครงสร้างของค่ายกลได้

ดังนั้นเทวลักษณ์วารีลี้ลับจึงกลายเป็นห่วงโซ่สำคัญในการกระตุ้นค่ายกลจุติของเขาไปโดยปริยาย และเป็นเพราะมีมัน เขาจึงหดอาณาเขตของโลกที่จะจุติจนอยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้อย่างใหญ่หลวง

พร้อมกับที่ลู่เซิ่งอ่านภาษาอักขระสำหรับปรับแต่งข้อมูลผ่านวิธีการสั่นสะเทือนโดยใช้เสียง ค่ายกลที่อยู่ใต้ดินของตำหนักวิจัยก็ค่อยๆ เริ่มส่องแสงสีแดง รังสีแสงเต้นระริกเหมือนกับเปลวไฟที่ลุกไหม้ คล้ายจะเห็นเงามายาของสัตว์ประหลาดตัวเล็กๆ บางส่วนกำลังแยกเขี้ยวกางเล็บได้อย่างเลือนรางจากด้านใน

“หาที่ตาย!” ลู่เซิ่งส่งจิตวิญญาณออกไป ลวดลายงูมีปีกสีแดงเข้มสว่างขึ้นกลางหว่างคิ้ว

ตูม!

เกิดเสียงทึบหนัก เงาสัตว์ประหลาดทั้งหมดในตำหนักวิจัยหายไป พวกมันหลอมละลายเข้ากับรังสีแสงพร้อมกับร้องโอดโอย

‘ดันเจอหนอนมิติเวลาเข้าซะแล้ว...ตามบันทึกของคัมภีร์ฟ้าน้ำแข็งสี่ฤดู มีแค่ตอนที่มิติเวลาแตกต่างกันถึงระดับหนึ่งเท่านั้น ถึงอาจจะเกิดปรากฏการณ์แบบนี้’

ลู่เซิ่งมองลวดลายค่ายกลที่กำลังส่องแสงอยู่ใต้ฝ่าเท้า

‘ตามบันทึก ในมิติเวลามีสิ่งมีชีวิตที่มีสังคมแม่เป็นใหญ่อย่างเช่นพวกหนอนอาศัยอยู่ พวกมันดำรงชีวิตด้วยการกินเวลาและอายุขัยของสิ่งมีชีวิตที่ข้ามมิติและย้อนอดีตเป็นอาหาร หนอนมิติเวลาเป็นหนึ่งในนั้น นึกไม่ถึงว่าเราจะเจอเข้า...’

ลู่เซิ่งเคลื่อนไหวจิตวิญญาณ พลังจิตไร้รูปร่างหมายจะควานหาซากของหนอนมิติเวลาบางส่วน แต่ซากทั้งหมดถูกพลังงานของค่ายกลที่ไหลเชี่ยวชำระล้างจนหายไปหมดแล้ว

“น่าเสียดาย...มีแต่ต้องรอครั้งหน้าค่อยว่ากัน” ขณะที่เขาบ่นเสียดาย ค่ายกลจุติพลันระเบิดแสงสีแดง เกล็ดน้ำแข็งสีแดงและสีฟ้าเปล่งแสงสีทองตามไปด้วย

ชิ้ง!

มิติเหนือค่ายกลแตกออกเป็นช่องสีเทาอย่างฉับพลัน ร่างของลู่เซิ่งถูกแสงสีขาวห่อหุ้มไว้ ก่อนจะพุ่งเข้าไป แล้วหายไปในพริบตา

ช่องสีเทาเปิดออกชั่วอึดใจเดียว รอลู่เซิ่งเข้าไปแล้ว มันก็หุบปิดลงอย่างกะทันหัน ใช้เวลาทั้งหมดไม่เกินครึ่งวินาที

ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเรียบร้อยภายใต้การจัดการและการคำนวณอย่างแม่นยำของค่ายกลจุติ แม้จะเปิดใช้เพียงชั่วครู่ แต่มันก็หดขนาดและควบคุมพื้นที่ให้อยู่ในขอบเขตเล็กๆ แรงกดดันที่ลู่เซิ่งได้รับ และภาระที่ค่ายกลได้รับ ล้วนลดลงอยู่ในระดับที่น่าดูชม ทั้งยังเพิ่มความปลอดภัยและความเสถียรได้ถึงจุดสูงสุด

...

อาทิตย์อัสดงสีเหลืองมัวซัวสาดส่องด้านในเมืองที่เก่าแก่และเงียบสงัด

บนถนน ด้านในคอกม้า ด้านในโรงเหล้า ด้านในโรงแรม ไม่มีใครสักคนเดียว ฝุ่นกับหมอกลอยอยู่กลางอากาศ

“โรแซง ยังจำที่นี่ได้ไหม” เสียงแปลกหูดังมาจากใกล้ๆ

โรแซงมองทุกสิ่งตรงหน้าอย่างสับสน ก่อนจะตอบอย่างไม่รู้ตัว

“ทีนี่คือ...เมืองลมอินทรี...บ้านเกิดของข้า...”

“ใช่แล้ว...เป็นบ้านเกิดของข้าเช่นกัน” เสียงนั้นดังมาจากด้านขวา โรแซงพลันหันไปมอง

เขาเห็นบุรุษร่างกำยำสูงใหญ่คนหนึ่ง เป็นบุรุษที่ไว้เคราข้างแก้มท่าทางกร้านโลก อีกฝ่ายกำลังมองไปด้านหน้าอย่างสงบนิ่ง แต่ไม่ว่าใครก็เห็นความอัดอั้นที่สะกดไว้ในความสงบนิ่งนั้นได้

บุรุษผู้นั้นตัดผมสั้นเกรียน ทำให้ดูเหมือนผ่านประสบการณ์มาโชกโชน สวมเสื้อแขนสั้นสีดำ แบะอกเผยให้เห็นกล้ามเนื้อที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็น กล้ามเนื้อสีทองแดงสะท้อนแสงมันวาวใต้อาทิตย์อัสดงสีเหลืองมัวซัว

“โรแซง เจ้าต้องจำทุกสิ่งนี้ไว้ให้ดี” บุรุษเอ่ยเสียงขรึม เห็นได้ชัดถึงความจงเกลียดจงชัง

“จงจำที่แห่งนี้ไว้...จงจำสถานที่ที่เคยเป็นของพวกเรา แต่กลับทำลายพวกเราแห่งนี้เอาไว้”

“ข้าจำไว้แล้ว” โรแซงไม่ได้รู้สึกว่าริมฝีปากตัวเองขยับแท้ๆ แต่เสียงกลับพูดออกมาเอง

“ไปเถอะ ไปทำให้ทุกอย่างจบกัน” บุรุษผู้นั้นสาวเท้าผละจากด้านข้างเขาไปด้านหน้า มุ่งหน้าไปหาเมืองร้างแห่งนั้น

ฮือ!

ทันใดนั้นเกิดเสียงแหลมคมดังขึ้นกลางท้องฟ้า


ฮ่า!

โรแซงผุดลุกขึ้นบนเตียงด้วยร่างโชกเหงื่อ ดวงตาฉายแววหวาดกลัว สองมือสั่นระริกขณะลูบใบหน้าของตัวเองอย่างไม่รู้ตัว

“บ้าเอ้ย! ฝันนี้อีกแล้ว!” เขาอดด่าเบาๆ ไม่ได้ ถึงแม้ว่าในฝันจะไม่มีคลื่นอารมณ์ แต่หลังจากตื่นมา ความหวาดหวั่นพรั่นพรึงถึงขีดสุดนั้นก็ทำให้เขาตัวสั่นโดยไม่รู้ตัวอยู่ดี

เขาลูบใบหน้าอย่างแรง ก่อนจะกดเบ้าตาไว้ พยายามทำให้ตัวเองสงบนิ่งเท่าที่จะทำได้ แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรหัวใจที่เต้นเร็วก็ไม่อาจช้าลง เหงื่อกาฬซึมออกจากหน้าผากเยอะขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะทำให้เสื้อเปียกโชก และไหลผ่านแก้ม คาง คอ ถึงขั้นไหลลงไปถึงแผ่นหลัง

‘ยา...ยา...’ เขารีบร้อนคลานจากเตียงด้วยร่างสั่นระริก มือที่สั่นเทาควานเจอยาน้ำที่ช่วยลดความเร็วการเต้นของหัวใจได้จากในตู้บนหัวเตียง

เขามีชื่อว่าโรแซง เป็นลูกของเจ้าของที่ดินธรรมดาทั่วไป ถ้าหากไม่มีอุบัติเหตุ เขาจะได้รับที่ดินต่อจากโรดี้ผู้เป็นบิดา และใช้ชีวิตที่ราบเรียบไร้ความพิเศษอย่างปลอดภัยไปจนกระทั่งแก่ตาย

ชีวิตแบบนี้มีอยู่นับไม่หวาดไม่ไหวในประเทศที่สงบสุขในปัจจุบัน

จักรวรรดิอีสพีซที่เขาอยู่นั้นยิ่งใหญ่ไพศาล แม้จะเน่าเฟะ แต่ก็ยังคงมั่นคงดุจขุนเขา ตระกูลสูงศักดิ์และมหาเศรษฐีควบคุมอำนาจระดับบนของจักรวรรดิ แต่ไม่บีบคั้นคนระดับล่าง จักรวรรดิอยู่ในช่วงที่กำลังผ่านห้วงเวลารุ่งโรจน์ และกำลังค่อยๆ ตกต่ำลง

เป็นเพราะความมั่นคง คนระดับบนจึงเสาะแสวงหาการเสพสุขทางวัตถุที่มากกว่าเดิม ทำให้พ่อค้าจำนวนมากเริ่มติดต่อค้าขายกับจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่เหมือนกันทางตะวันออกอย่างบ้าคลั่ง ชายแดนปรากฏที่ดินที่บุกเบิกขึ้นใหม่ ตะวันออกตะวันตกร่วมมือกันกลายเป็นดินแดนพิเศษที่มีเพียงแห่งเดียว

ยี่สิบปีก่อน โรดี้บิดาของโรแซงได้สร้างหมู่บ้านขนาดใหญ่ของตัวเองขึ้นที่นี่

และปัจจุบัน ที่นี่ก็ได้กลายเป็นดินแดนรุ่งเรืองที่มีชื่อว่าเขตตะวันตกดิน

โรแซงหยิบยาน้ำพิเศษที่บรรจุไว้ในขวดสีเงินคอขวดแคบเล็กจากตู้บนหัวเตียงอย่างงกๆ เงิ่นๆ จากนั้นก็เขย่ายาน้ำก่อน ไม่ได้เปิดดื่มในทันที

ช่วงนี้ ฝันร้ายปรากฏถี่ขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้เขาใกล้เสียสติเต็มทีแล้ว

‘ทุกๆ คืนต้องฝันน่ากลัวแบบนี้ บางครั้งแม้แต่ตอนนอนตอนกลางวันก็ยังฝันร้ายอีก...ข้าทนวันเวลาแบบนี้ไม่ไหวแล้ว!’

เขาเกิดความโกรธที่บรรยายไม่ได้ขึ้นในส่วนลึกของจิตใจ พลังงานสายหนึ่งมุดออกมาจากร่าง ทำให้เขาโยนขวดยาซึ่งเป็นเครื่องเงินในมือออกไป

เปรี้ยง!

ขวดสีเงินปะทะกับกำแพงศิลาที่อยู่ไม่ไกลออกไปก่อนจะเด้งกลับมา แล้วกลิ้งหลุนๆ บนพื้นหลายรอบ จุกไม้บนปากขวดถูกกระแทกกระเด็นออก ยาน้ำสีแดงอ่อนไหลออกมา จากนั้นก็ซึมเข้าไปในดินโคลนสีเหลืองอ่อน

‘ไปตายซะ! วันเวลาแบบนี้ ตายเสียยังดีกว่า พอตายไปก็จะไม่ฝันร้ายอีกแล้ว พอตายไปจะได้ไม่ต้องกลัวไม่ต้องตกใจอีก ไม่ต้องโดนท่านพ่อบีบคั้นอีกต่อไป’ ความคิดฆ่าตัวตายบังเกิดขึ้นในส่วนลึกของจิตใจอย่างต่อเนื่อง

ความเจ็บปวดในใจขยายใหญ่และหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ ลมหายใจยิ่งมายิ่งเร่งร้อน

โรแซงอดนึกถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานไม่ได้

บิดาของเขา โรดี้ได้เตรียมตัวมาเป็นเวลายี่สิบปีเพื่อแก้แค้นเมืองเมืองนั้น เขาไม่เคยยอมแพ้ในการกลับไปยังสถานที่ที่น่าหวาดหวั่นพรั่นพรึงแบบนั้นสักครั้ง

เขาลอบเตรียมการทุกอย่าง แต่เพียงคิดจะแบกรับไว้คนเดียว ไม่บอกสิ่งที่ตนเองคิดจะทำกับลูกชาย

โรแซงเข้าใจดี

เมืองแห่งนั้น สถานที่ที่น่ากลัวและชั่วร้ายแห่งนั้น พวกมันไม่มีทางปล่อยพวกตนไป ผีมารที่ทั้งชั่วร้ายและแข็งแกร่งเหล่านั้นสามารถแยกแยะลายมือของบิดาได้ พวกมันตามหาพวกตนสองพ่อลูกมาโดยตลอด

บิดาของเขา โรดี้คิดหาวิธีซ่อนเขากับตัวเองมาโดยตลอด

แต่อย่างไรการหลบซ่อนนี้ต้องมีสักวันที่จะถูกเปิดเผย เจ้าพวกชั่วร้ายเหล่านั้นมีวิธีการมากมายในการตามหาร่องรอยที่พวกเขาได้ทิ้งเอาไว้

บันทึกประจำวันได้บันทึกขั้นตอนเรียบง่ายของบิดาของเขาโรดี้ที่เคยปะทะปัญญาและปะทะความกล้ากับพวกมันในเวลาหลายปีมานี้ เพื่อหลีกเลี่ยงเจ้าพวกนั้น โรดี้ได้พยายามสร้างตัวแทนสิบกว่าคนขึ้นมาใช้หลอกตา และทั้งหมดก็ถูกสังหารไปแล้ว

และตอนนี้ก็ควรถึงรอบพวกเขาแล้ว

ตั้งแต่วันที่ค้นพบบันทึก โรแซงก็ทยอยยืนยันได้ว่าการกระทำอย่างลับๆ ของบิดามีอยู่จริงๆ อีกทั้งตัวเขาก็เริ่มฝันร้ายบ่อยขึ้นเรื่อยๆ แถมยังเป็นฝันร้ายฝันเดิม

เขารู้ว่าทุกอย่างเป็นสิ่งที่หลบเลี่ยงไม่ได้ พวกเขาซ่อนตัวมายี่สิบปีแล้ว อย่างไรก็ต้องเผชิญกับบทสรุปของชีวิตที่ถูกกำหนดไว้แล้วนี้

เขาจินตนาการไม่ออกว่าบิดาของตนจะใช้สิ่งใดไปสู้กับเมืองอันชั่วร้ายเมืองนั้น

หน้าไม้? คบเพลิง? หรือว่ายาพิษ? หลายปีมานี้บิดาได้ทดลองวิธีการมามากมายแล้ว

ไฟเผาไม่ตาย หากใช้กระบี่ใช้ดาบ แม้แต่โอกาสเข้าใกล้ยังไม่มี แม้ใช้หน้าไม้ยิงโดนก็ไม่มีผลแม้แต่น้อย ส่วนยาพิษมีผลเพียงนิดหน่อยเท่านั้น สัตว์ประหลาดเหล่านั้นแข็งแกร่งเกินไป ยาพิษที่ทำให้คนตายได้ สำหรับพวกมัน เพียงแค่ลดปฏิกิริยาการตอบสนองลงก็เท่านั้น

‘บางทีตายไปแบบนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน...’

โรแซงกระโดดลงจากเตียง มือกุมหน้าอก จิตใจค่อยๆ เข้าสู่ความสงบและการหลุดพ้น

ถ้าหากให้เขาเลือก เขาสามารถตายเพราะโรคหัวใจได้ง่ายๆ แบบนี้ ไม่ใช่ตายด้วยมือสัตว์ประหลาดเหล่านั้น

แสงจันทร์สาดส่องเข้ามาจากหน้าต่างทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส ส่องต้องแก้มอันซีดขาวของโรแซง

คนหนุ่มผอมแห้งและทุกข์ทรมานผู้นี้ควรจะเจ็บปวดหวาดกลัวเพราะโรคหัวใจกำเริบ แต่ตอนนี้กลับปรากฏความสงบเยือกเย็นอย่างอธิบายไม่ได้

ซู่...

อยู่ๆ รอยแตกสีเทาเล็กๆ ก็ปรากฏขึ้นด้านหลังท้ายทอยของโรแซง จุดแสงสีแดงสายหนึ่งบินออกมาจากในจุดแตก แล้วหายเข้าไปในท้ายทอยของเขา

ดวงตาที่หยีอยู่ในตอนแรกของโรแซงพลันเบิกกว้าง ม่านตาสีฟ้าหดตัวเล็กน้อย จากนั้นก็ขยายขึ้น เส้นเลือดสีแดงมากมายเริ่มขยายตามม่านตาจนไปถึงตาขาว

ความเร็วในการขยายไม่นับว่าสูง ใช้เวลาอยู่หลายนาทีจึงค่อยยึดครองดวงตาทั้งหมดไว้ได้

ฮ่า!

เขาพลันก้มลงด้านล่าง ก่อนจะเด้งตัวกลับมาอยู่ในสภาพเดิม

“อือ...” โรแซงกระพริบตา พร้อมกับค่อยๆ ชักมือที่กุมหน้าอกกลับมา

‘ร่างนี้...พิลึกอยู่บ้าง’ โรแซงหรือควรบอกว่าลู่เซิ่งในตอนนี้ นวดผิวของหัวใจด้วยสีหน้าแปลกพิกล

ความเจ็บปวดที่เหมือนกระแสน้ำ หลั่งไหลจากตรงนั้นไปทั่วร่าง

‘กล้ามเนื้อหัวใจกระตุก อาการช็อกชั่วคราวหรือ น่าจะเป็นปัญหาทางจิต ปรับจิตใจสักเล็กน้อยก็จะดีขึ้น’ ลู่เซิ่งปล่อยจิตวิญญาณออกมาทำให้กล้ามเนื้อหัวใจที่กำลังชักกระตุกผ่อนคลาย

อาการเจ็บหัวใจค่อยๆ ทุเลาลงจนหายไป

สำหรับจิตวิญญาณระดับอริยะเจ้าที่หลอกความเป็นจริงได้แล้ว การสร้างสัญญาณทางประสาทส่วนหนึ่งไม่นับเป็นอะไร

ลู่เซิ่งยืดตัวขึ้น แล้วเริ่มหลับตาดูดซับความทรงจำที่ซ่อนอยู่ในร่างนี้

‘โรแซง เมือง ผู้แก้แค้นหรือ’ ฉากพิสดารมากมายเล่นย้อนกลับในห้วงสมองของเขาอย่างต่อเนื่อง สีหน้าของลู่เซิ่งประหลาดขึ้นเรื่อยๆ ตามการรำลึกอดีต

‘น่าสนใจแฮะ...สถานที่แห่งนี้...’ เขาสัมผัสได้ว่าร่างหลักของตัวเองขดตัวอยู่ในส่วนลึกของหัวใจ ถูกพลังงานกฎเกณฑ์ที่ซับซ้อนและยิ่งใหญ่สุดเปรียบปานสะกดเอาไว้ ทำให้ไม่สามารถออกจากกายเนื้อนี้ได้

เขาพลันค้นพบหลังจากตรวจสอบพลังงานสะกดอย่างละเอียดว่า กฎเกณฑ์ของที่นี่แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับต้าอิน และโลกใบที่เหลือ

‘โดนสะกดไปเยอะทีเดียว...ไม่เป็นไร ขอแค่ปรับตัวสักระยะก็ใช้ได้แล้ว เล่นแผนเดิม ถ้าไม่จำเป็น ก็พยายามอย่าใช้ร่างหลัก มาดูกรรมของโรแซงก่อนดีกว่า...’ ลู่เซิ่งหลับตาอีกรอบ

ห้องนอนเงียบสงัดลงทันตา

ผ่านไปสิบกว่าอึดใจ เขาจึงค่อยลืมตาใหม่

‘ไม่ต้องการให้โศกนาฏกรรมเกิดขึ้นอีกหรือ แล้วทำลายเมืองนั้น...’ กรรมสองกรรมนี้เป็นเป้าหมายสูงสุดในการมาของลู่เซิ่ง

‘ขอจัดระเบียบหน่อย...’ลู่เซิ่งผุดลุกขึ้น ก่อนจะเดินไปผลักหน้าต่าง ด้านนอกมีความชื้นเล็กน้อย อากาศที่เย็นเยียบไหลเข้ามา

พออากาศหนาวเหน็บปะทะใส่หน้า ก็พลันทำให้เขากระฉับกระเฉงขึ้น

‘เมื่อยี่สิบปีก่อน โรดี้กับโรแซงสองพ่อลูกต้องหนีออกจากเมืองเพราะโดนทำร้าย แม่ของโรแซงตายในเมือง ปู่ย่าตายายตายในเมืองเช่นกัน ต่อให้สองพ่อลูกคู่นี้จะหลบหนีสำเร็จ แต่ก็ยังหลงเหลือผลกระทบจากเมืองนั้นในระดับที่แตกต่างกันอยู่บนร่าง ทุกๆ ช่วงเวลาหนึ่งจะมีสัตว์ประหลาดจากเมืองลึกลับเมืองนั้นมาล่าทั้งสองคน หลายปีมานี้อาศัยโรดี้พ่อของโรแซง ใช้ความสามารถต่างๆ เคลื่อนที่หลบซ่อน ตามบันทึกของโรดี้ที่โรแซงได้อ่าน คล้ายกับว่าโลกใบนี้ไม่มีใครสู้กับสัตว์ประหลาดในเมืองได้ ดังนั้นคำถามก็คือ สัตว์ประหลาดในเมืองเหล่านั้นคือสิ่งใดกันแน่’

จากความทรงจำของโรแซง โลกใบนี้เป็นโลกที่ใช้แต่อาวุธเย็น อาวุธที่มีอานุภาพมากที่สุดที่ผู้คนทราบก็คือหน้าไม้ แต่ว่าหน้าไม้เป็นของจำกัดในหมู่ชาวบ้าน นอกจากใช้ในกองทัพแล้ว คนอื่นๆ ใครใช้ผู้นั้นต้องตาย

โรดี้บิดาของโรแซงแอบหาหน้าไม้ยิงต่อเนื่องหลายชิ้นมาใช้สู้กับสัตว์ประหลาดในที่ลับ หากว่าเล่าลือออกไป ต้องถูกบั่นหัวอย่างแน่นอน

ลู่เซิ่งเปิดตู้เสื้อผ้า แล้วหยิบเสื้อคลุมสีเทาติดหมวกออกมาชุดหนึ่ง มีความคล้ายกับเสื้อกันลม ตรงเอวมัดเชือกผ้าหนาเอาไว้เส้นหนึ่งแทนเข็มขัด

หลังสวมเสร็จแล้ว เขาก็ดึงประตูออกพร้อมกับเดินออกไป

ด้านนอกประตูเป็นที่ว่างของเรือนเล็กอันกว้างขวางทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส สตรีวัยกลางคนเอวหนาสะโพกอวบสองคนกำลังนั่งปลอกเปลือกมันฝรั่งอยู่บนม้านั่งตัวเล็ก พลางพูดคุยกันเบาๆ

พวกนางสวมกระโปรงตัวใหญ่สีเทา มัดผ้าโพกหัวสีขาว คุยกันจนน้ำลายฟุ้ง แต่กลับใช้มีดในมือปลอกเปลือกมันฝรั่งได้เรื่อยๆ

หลังจากลู่เซิ่งออกมา คุณป้าทั้งสองคนก็โบกมือให้เขา

“เจ้าหนูโรแซงตื่นแล้วหรือ”

“มันฝรั่งบดอบเนยทำเรียบร้อยแล้ว วางอยู่บนโต๊ะในโถงเล็ก ไปกินเองได้เลยนะ”

ลู่เซิ่งพยักหน้ายิ้มๆ ก่อนจะเดินไปยังโถงเล็กตามความทรงจำ

ตอนที่กำลังเดินอยู่ เขาก็เริ่มลองรวบรวมปราณวิญญาณในอากาศ น่าเสียดายที่ไม่ได้รับอะไร ในอากาศคล้ายมีแต่ควันธาตุบริสุทธิ์เท่านั้น ไม่มีพลังงานพิเศษ

จากนั้นลู่เซิ่งก็เปลี่ยนไปลองดึงสารกายในร่างออกมาดู นี่เป็นวิธีการของต้าอิน

ครั้งนี้ได้ผลเล็กน้อย แต่ไม่ได้ชัดเจนมาก ยังคงหน่วงช้า ประสิทธิภาพไม่สูงนัก

วิธีที่สามเป็นการใช้พลังวิญญาณ สรรพสิ่งล้วนมีวิญญาณ ลู่เซิ่งทดลองดึงวิญญาณจำนวนเล็กน้อยออกมาจากในพลังชีวิต มีผลเช่นกัน แต่ประสิทธิภาพไม่สูงเท่าโลกพลังวิญญาณ ถึงขั้นสู้โลกของมู่อวิ๋นไม่ได้ด้วยซ้ำ

ขณะอยู่ในกระบวนการทดลอง ลู่เซิ่งก็เดินตามสัญชาตญาณมาถึงในเรือนที่ปลูกหญ้าสีม่วงซึ่งเหมือนกับดอกไม้ไว้มากมาย

โรดี้ บิดาของร่างนี้สวมใส่ชุดทะมัดทะแมงสีดำ ยืนอยู่กลางเรือน กำลังฝึกวิชาดาบพื้นฐานอยู่

สิ่งที่เขาใช้คือดาบฟันฟืนสีเงินที่ยาวเท่าแขนท่อนปลาย วิชาดาบไม่มีรูปแบบ แต่ละกระบวนท่าทะลุทะลวง ทรงพลัง ดุร้าย ทั้งยังแทรกความโหดเหี้ยมอำมหิตเอาไว้ด้วย

“โรแซง ตื่นแล้วหรือ ลุกเช้าแบบนี้หายากนะเนี่ย” บุรุษร่างกำยำฝึกฝนวิชาดาบจบอย่างรวดเร็ว หลังเก็บสภาวะแล้ว ก็สังเกตเห็นลู่เซิ่งที่ยืนอยู่ข้างๆ พลันกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน


“อรุณสวัสดิ์ท่านพ่อ ข้าตื่นแต่เช้าแล้วขอรับ” ลู่เซิ่งพยักหน้า ก่อนจะยืนชมโรดี้ฝึกวิชาดาบอยู่ด้านข้างเงียบๆ

มองดูเล็กน้อย เขาก็พบว่าโรดี้ผู้เป็นพ่อของกายเนื้อร่างนี้ แม้กระบวนดาบจะยุ่งเหยิงสุดขีด แต่พลังงานที่ระเบิดออกมาในทุกๆ กระบวนท่ากลับแข็งแกร่งกว่าคนธรรมดาเล็กน้อย

แม้จะไม่มากเท่าไหร่ แต่ในการต่อสู้เป็นตาย หากพลังเหนือกว่านิดหน่อย และความเร็วเหนือกว่าเล็กน้อย เช่นนั้นจะต่างกันราวฟ้ากับเหว เป็นความแตกต่างระหว่างความเป็นกับความตาย

นอกจากนั้นเขายังสังเกตเห็นว่า ท่านพ่อผู้นี้มีความอดทนสูงมาก คนที่เกือบอายุห้าสิบปีแล้ว แต่ยังมีร่างกายกำยำขนาดนี้ได้ จะต้องครอบครองความลับแน่นอน

หลังฝึกกระบวนดาบที่สับสนเสร็จ โรดี้ก็ถอนใจยาว แล้วเสียบดาบฟันฟืนสีเงินที่ขึ้นสนิมเล็กน้อยใส่ฝักดาบผิวทรายที่อยู่ด้านข้าง

“เป็นอะไรไปหรือโรแซง ปกติจะรำคาญเวลาข้าฝึกดาบจะตายไป วันนี้กลับมีความอดทนขนาดนี้ เมื่อครู่ข้าได้ยินของตกพื้นในห้องเจ้า ไม่เป็นไรกระมัง” โรดี้ซักไซ้

“ไม่เป็นไรขอรับท่านพ่อ” ลู่เซิ่งส่ายหน้า แสดงสีหน้าอิดโรยเล็กน้อย “เพียงแต่...ฝันร้ายอีกแล้ว เลยอารมณ์ไม่ดี...”

“ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวทุกอย่างจะดีเอง” โรดี้เดินเข้าไปขยี้ผมของลู่เซิ่งเบาๆ ด้วยสีหน้าอ่อนโยน

“เอาล่ะ ไปกินข้าวเช้ากันเถอะ เตรียมโต๊ะไว้เรียบร้อยแล้ว”

“ขอรับ” ลู่เซิ่งพยักหน้า

ทั้งสองคนเดินเข้าโถงเล็กแล้วนั่งลงด้านข้างโต๊ะหินทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า เป็นโต๊ะหินสีดำแข็งและเย็นเยียบ ยามศอกแตะใส่ขอบให้ความรู้สึกเย็นเยียบเสียดกระดูก

ลู่เซิ่งนั่งลง มีโจ๊กทำจากแป้งที่เหมือนกับโคลนเละๆ ซึ่งตักใส่จานกระเบื้องวางอยู่ตรงหน้า ดมดูแล้วมีกลิ่นเนื้อวัวผสมกับมันฝรั่ง คล้ายยังมีผงพริกไทยกับพริกอยู่ด้วย

เมื่อวานเขาอ่านบันทึกของโรดี้แล้ว เพียงแต่แอบอ่าน จากนั้นก็ลบร่องรอยให้กลับสู่สภาพเดิม

แม้โรแซงจะมีนิสัยย่ำแย่ไปนิด แต่รายละเอียดเหล่านี้กลับกระทำได้อย่างรอบคอบ แม้แต่รอยนิ้วมือก็ลบทิ้งอย่างตั้งใจ

ตามเนื้อหาในบันทึก โรดี้เตรียมจะออกจากคฤหาสน์เพื่อไปแก้แค้นเมืองแห่งนั้นแล้ว

เขาไม่คิดจะพาลูกชายไปด้วย ดังนั้นจึงไม่บอกอะไรกับโรแซง

ตอนนี้โรดี้นั่งบนที่นั่งเงียบๆ ใช้ช้อนตักมันฝรั่งคำโตๆ มากิน ทั้งยังดื่มนมวัวที่อยู่ในถ้วยด้านข้างเป็นระยะ

เขาไม่ได้เช็ดเหงื่อ และไม่ได้ล้างมือ ในโถงเล็กจึงเต็มไปด้วยกลิ่นเหงื่อเข้มข้น

ลู่เซิ่งลอบพิจารณาโรดี้ ทราบว่าท่านพ่อผู้นี้ใกล้จะออกจากหมู่บ้านแล้ว แม้ไม่ทราบว่าจะกินเวลานานขนาดไหน แต่ก่อนเขาจะจากไป ตนควรเตรียมตัวไว้ก่อน

ตามบันทึกของโรดี้ สาเหตุที่โรดี้หนีพ้นการไล่ล่าของสัตว์ประหลาดจากเมืองแห่งนั้นได้ครั้งแล้วครั้งเล่า นอกจากความเจ้าแผนการแล้ว ยังมีทักษะวิชาดาบที่สำคัญด้วย

แม้วิชาดาบวิชานี้จะไม่มีความสามารถพิเศษ แต่ว่าก็มอบพลังระเบิดที่รุนแรง พลังงานที่ทั้งรวดเร็วและแข็งแกร่ง รวมถึงความอึดที่ยาวนานให้แก่เขา

ขณะที่ลู่เซิ่งพิจารณาโรดี้ ความจริงโรดี้ก็ลอบสังเกตลูกชายของตัวเองอยู่เช่นกัน

ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาหวังให้ลูกของตนเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น บางทีอาจมีสักวันที่จะช่วยเขาแบ่งเบาทุกสิ่งที่เขาแบกรับไว้ได้ แต่เขาก็ค้นพบตามกาลเวลาที่ผ่านไปว่า ลูกชายไม่สนใจสิ่งที่ตัวเขาเรียนรู้แม้แต่น้อย

ไม่ว่าจะเป็นทักษะการปรับปรุงการใช้พิษรุนแรงที่เขาร่ำเรียนมาจากชนชาติดั้งเดิมในต่างประเทศอย่างยากลำบาก หรือวิชาดาบลึกลับที่เขาร่ำเรียนมาจากสำนักวิชาดาบเจอเรลโลและฝึกฝนมาหลายปี เขาล้วนคิดทดลองถ่ายทอดให้ลูกชาย น่าเสียดายที่ไม่ได้รับการตอบสนอง

แต่ว่าตั้งแต่เช้าวันนี้ แวบแรกที่เขาเห็นโรแซง กลับค้นพบว่าในที่สุดสายตาของลูกชายซึ่งที่แล้วมาขี้ขลาดหลบเลี่ยงก็เปลี่ยนไป สิ่งที่มาแทนที่คือความเยือกเย็นกับความแน่วแน่สุดหยั่ง

คล้ายกับว่าเมื่อคืนเกิดอะไรบางอย่างขึ้น ทำให้นิสัยของเขาเปลี่ยนแปลงชั่วข้ามคืน เหมือนกับในใจมีการสนับสนุนที่แน่วแน่บางอย่าง

โรดี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย หวนนึกถึงแวดวงสังคมของลูกชายอย่างละเอียด

อาจจะเป็นเจอลีนแห่งคฤหาสน์เมอร์เซอร์ หรือไม่ก็แองจี้ลูกสาวของเจ้าของร้านตัดเสื้อผ้าในเขตก็ได้

นอกจากนี้แล้ว เขาก็นึกถึงความเป็นไปได้อื่นที่ทำให้ลูกชายซึ่งขี้ขลาดมาโดยตลอดเข้มแข็งขึ้นอย่างกะทันหันไม่ได้อีก

“ถึงจะไม่รู้ว่าเมื่อคืนนี้เกิดอะไรขึ้น แต่ข้าชอบสายตาของเจ้าในตอนนี้” โรดี้เอ่ยอย่างราบเรียบ

ลู่เซิ่งงุนงง นึกไม่ถึงว่าพลังช่างสังเกตของโรดี้จะคมกล้าขนาดนี้

“ก่อนหน้านี้มีพวกคนใหญ่คนโตจากสถานีตรวจตรามา” เขาเงียบงันครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยตามความทรงจำของโรแซง “บอกว่าต้องการตรวจสอบที่อยู่ของดีคารอน”

“นั่นมันข่าวใหญ่สุดในช่วงนี้เลยนะ” โรดี้ยิ้ม “โลกก็อันตรายแบบนี้นี่แหละ แม้แต่ขุนนางเก็บภาษีก็เจออันตรายโดยคาดไม่ถึงได้ ในฐานะเจ้าของที่ดิน เจ้าไม่สามารถเอาแต่พึ่งชาวนาเช่าที่ดินพวกนั้นที่จับแค่จอบกับเคียวไม่ได้หรอก เป็นอย่างไร อยากจะเรียนกระบวนท่าดาบจากพ่อเจ้าไหม”

เขาเจอวิธีที่อาจจะแยกตราประทับพิเศษบนร่างลูกชายได้แล้ว หากครั้งนี้สำเร็จ เขาก็เตรียมจะไปจากที่นี่เพื่อมุ่งหน้าไปแก้แค้นคนเดียว

หากสำเร็จ เขาจะกลับมาใช้ชีวิตกับลูกชายต่อ แต่ถ้าล้มเหลว เช่นนั้นเขาจะนำความเจ็บปวดและความแค้นทั้งหมดในอดีตไปฝังร่วมกับเมืองแห่งนั้น ไม่ให้โรแซงแบกรับทุกอย่างในภายหลังอีก

แต่ว่าการเตรียมตัวในตอนนี้ยังไม่เพียงพอ ต้องใช้เวลาอีกสักพัก ช่วงนี้ใช้ตัวตายตัวแทนไปหมดแล้ว สัตว์ประหลาดเหล่านั้นอาจจะมาหาได้ตลอดเวลา ตัวตายตัวแทนช่วงนี้ยังต้องปรับปรุงและตระเตรียมไปก่อน อีกสองสามวันเขาต้องออกไป เพื่อล่อสัตว์ประหลาดชั่วคราว

“เรียนวิชาดาบที่ดูธรรมดาไร้ความงดงามของท่านน่ะหรือ” ลู่เซิ่งขมวดคิ้วกล่าวโดยใช้น้ำเสียงของโรแซงเมื่อก่อนหน้า

“ไร้ความงดงามจริงๆ นั่นแหละ แต่ก็ใช้ประโยชน์ได้” โรดี้กล่าวด้วยรอยยิ้ม

“ใช้ได้หรือ” ลู่เซิ่งใคร่ครวญเล็กน้อย “เทียบกับวิชากระบี่จักรวรรดิของแจ็คแล้วเป็นอย่างไร”

แจ็คเป็นสหายที่เขาคบหาที่นี่และเติบโตมาพร้อมกับเขา เป็นเพราะว่าบ้านยากจน เลยถูกส่งไปรับใช้กองทัพจักรวรรดิทั้งๆ ที่มีอายุสิบสองขวบ จึงได้ฝึกฝนอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมตัว ตอนนี้เขาที่อายุยี่สิบกว่าปีแล้วกลายเป็นผู้ช่วยหัวหน้าปกป้องเมืองของทัพอาทิตย์อัสดงที่อยู่ใกล้ๆ นี้

ตามความทรงจำของโรแซง วิชากระบี่จักรวรรดิของแจ็คไม่ใช่ดาบบางตามประเพณีของทางตะวันออก แต่เป็นกระบี่ยักษ์ขนาดเท่าฝ่ามือซึ่งหนักอึ้งเพราะเอาไว้ใช้ฟัน วิชากระบี่จักรวรรดิที่ว่านี้เป็นวิชากระบี่พื้นฐานประจำกองทัพที่ได้รับการถ่ายทอดเหมือนๆ กันในกองทัพ มีท่วงท่าเรียบง่าย แต่พลังทำลายล้างกลับไม่เลวทีเดียว

“วิชากระบี่จักรวรรดิเหมาะสำหรับใช้ในการรบ ดีสำหรับการบุกทะลวงเข้ากลางค่ายทัพ แต่ถ้าสู้หนึ่งต่อหนึ่ง ต้องเป็นวิชาดาบของข้านี่” โรดี้กล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ไม่ได้บอกให้แน่ชัดว่าใครแข็งแกร่งใครอ่อนแอ

“ถ้าข้าเรียนตอนนี้จะยังทันหรือ” ลู่เซิ่งถามอีก

“ไม่มีอะไรสายไปหรอก” โรดี้ดีใจทันทีเมื่อเห็นว่าในที่สุดลูกชายก็เอ่ยปาก เขาอยากให้ลูกชายรับสืบทอดสิ่งที่ตัวเองร่ำเรียนมาโดยตลอด น่าเสียดายที่โรแซงไม่มีความสนใจโดยสิ้นเชิง หัวข้อนี้ได้พูดถึงมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว แต่ทุกครั้งโรแซงก็จงใจใช้หัวข้ออื่นๆ มาเปลี่ยนเรื่องเสมอ

แต่นึกไม่ถึงว่าครั้งนี้ลูกชายจะตอบรับตัวเองตรงๆ

“ยังไงเงื่อนไขของเจ้าก็มีแค่การป้องกันตัวเท่านั้น ไม่ได้ทำอะไรมากกว่านี้ แม้จะเจอขีดจำกัดที่เอ็นกระดูกแข็งตัว และข้อต่อหยุดเติบโต แต่ไม่ได้ส่งผลต่อการป้องกันตัวแม้แต่น้อย” เขานึกเล็กน้อยก่อนจะตอบอย่างจริงจัง “แต่ถ้าจะเรียน เจ้าควรจะเรียนทั้งหมด วิชาดาบ วิชาธนู วิชาขี่ม้า ต้องเรียนทั้งหมด ไม่อย่างนั้นรอพ่อเจ้าแก่จนสอนไม่ได้แล้ว ตอนนั้นคิดเรียนก็สายไปแล้ว”

ลู่เซิ่งไม่ได้สนใจอย่างอื่น สิ่งที่เขาสนใจอย่างแท้จริงคือวิชาดาบที่โรดี้ครอบครองอยู่ การที่ทำให้มนุษย์ธรรมดาทำลายขีดจำกัดของมนุษย์ได้ แม้จะแค่นิดหน่อยก็ตาม แต่วิชาดาบวิชานี้จะต้องมีความพิเศษของตัวเองแน่

หากคิดจะแก้กรรมของโรแซง เส้นทางที่ดีที่สุดคือไม่ใช้ร่างหลัก ใช้แค่กายเนื้อร่างนี้ และใช้ระบบที่เหมาะสมที่สุดในโลกใบนี้ แก้ไขทุกสิ่งอย่าง

ถึงอย่างไรแม้จะใช้ร่างหลักแก้ไขปัญหาตรงหน้าได้ ก็เป็นไปได้ถึงขีดสุดที่จะถูกโลกใบนี้กีดกันออกจากดินแดนแห่งนี้ ถึงเวลานั้นจะเสียการจุติไปครั้งหนึ่งอย่างเปล่าประโยชน์

ดังนั้นเขาจึงต้องค้นหาดูก่อนว่าระบบพลังหลักของโลกใบนี้คืออะไร ดูจากโรดี้ผู้เป็นพ่อเมื่อก่อนหน้านี้ เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าวิชาดาบชุดนี้อาจจะมีความลับอยู่

“ข้าตัดสินใจแล้ว ข้าอยากจะเรียนวิชาดาบ” ลู่เซิ่งเปลือกนอกคล้ายทำท่าครุ่นคิด ตอนนี้ได้สติกลับมา เงยหน้าขึ้น ในที่สุดก็ตอบอย่างจริงจัง

“จริงเหรอ?!” โรดี้ยืดตัวตรงมองลูกชายอย่างเคร่งขรึม “ขอบอกไว้ก่อนนะว่า การเรียนวิชาดาบเป็นเรื่องที่ลำบากเป็นอย่างมาก”

“ข้ารู้แล้ว” ลู่เซิ่งพยักหน้า

โรดี้เงียบขรึมเล็กน้อย “กินข้าวเช้าก่อน”

สองพ่อลูกไม่พูดไม่จา ต่างเริ่มก้มหน้ากินมันบดไปเงียบๆ

สิบกว่านาทีต่อมา ทั้งสองคนมาถึงที่ว่างผืนเล็กๆ ที่ใช้รั้วกั้นไว้ผืนหนึ่งด้านนอกคฤหาสน์

รอบๆ ที่ว่างคือป่าสีแดงอ่อน ลมพัดใส่ใบไม้จนเกิดเสียงซ่าๆ เป็นระยะ

โรดี้พาลู่เซิ่งเดินมาถึงในที่ว่าง แล้วพลิกมือชักดาบออกมาจากด้านหลังเบาๆ

“ในเมื่อเจ้าตัดสินใจแล้วว่าจะเรียนจริงๆ ข้าก็จะไม่เก็บงำแล้วเช่นกัน วิชาดาบที่ข้าจะสอนให้เจ้ามาจากสำนักวิชาดาบเจอเรลโลจากจักรวรรดิฟานนา วิชาดาบชุดนี้มีอานุภาพกล้าแข็ง เหมาะกับการต่อสู้หนึ่งต่อหนึ่ง อาวุธที่เหมาะคือดาบสองคม น้ำหนักควรอยู่ในระดับที่เจ้าจับสองมือแล้วไม่รู้สึกกินแรง...”

เขาที่จับดาบฟันไปด้านหน้า

ฟุ่บ!

คมดาบวาดเส้นเล็กๆ สีเงินขึ้นด้านหน้าลู่เซิ่ง มีความเร็วสูงมาก เขารีบแสร้งทำเป็นตกใจถอยหลังไปสองก้าว

“ไม่ต้องกลัว ความได้เปรียบสูงสุดของวิชาดาบเจอเรลโลอยู่ที่การส่งพลัง และวิธีการฟาดฟันโดยใช้แรงมากที่สุดโดยไม่ทำให้เอ็นและกระดูกบาดเจ็บ นี่เป็นทิศทางที่วิชาดาบเจอเรลโลเน้นเป็นหลัก มาสิ เริ่มฝึกตั้งแต่ท่าฟันท่านี้ ข้าจะสอนท่วงท่า การเคลื่อนไหว และการส่งพลังที่ถูกต้องให้...”

โรดี้เริ่มถ่ายทอดความมหัศจรรย์ที่แท้จริงเกี่ยวกับวิชาดาบเจอเรลโลให้ทีละนิดๆ

ลู่เซิ่งตั้งสมาธิฟัง ไม่นานเขาก็เข้าใจแนวทางตามความเป็นจริงของสำนักวิชาดาบสำนักนี้หลังจากโรดี้อธิบายรายละเอียดแล้ว

สำนักนี้ไม่เน้นกระบวนท่าดาบ แต่เน้นพละกำลังกับความเร็ว พวกเขาสร้างทักษะกับวิธีการฝึกฝนที่ใช้เพิ่มพละกำลังกับความเร็วออกมาไม่น้อย โดยเริ่มจากตัวเอง เพื่อตามหาความเร็วกับพละกำลังอันเป็นขีดจำกัดในการส่งพลังของร่างกายมนุษย์

เนื่องจากโลกแตกต่างกัน ดังนั้นโครงสร้างกายเนื้อของโรแซงจึงต่างจากโครงสร้างร่างกายมนุษย์ในโลกใบอื่นไปด้วย นี่เป็นจุดสำคัญที่ทำให้ใช้ระบบอย่างอื่นไม่ได้

ทว่าตอนนี้วิชาดาบชุดนี้กลับเป็นระบบที่เหมาะกับกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้อย่างสมบูรณ์

ดูจากวิชาดาบเจอเรลโลที่โรดี้บรรยาย สำนักนี้รวมๆ แล้วแบ่งเป็นทั้งหมดสามระดับ

ระดับแรก: คุ้นหัตถ์ ความหมายเป็นเหมือนกับชื่อ คือใช้ทักษะทุกชนิดได้อย่างช่ำชอง นับเป็นมือดีคนหนึ่งในการทำศึกจริง

ระดับสอง: หัตถ์เดียว ความหมายคือสรุปจัดระเบียบทักษะของสำนักให้เป็นทักษะที่เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุดได้ จากนั้นก็ใช้วิชาดาบของตัวเองได้ถึงขีดสูงสุด ใช้ดาบมือเดียวถือเป็นยอดฝีมือในสำนักแล้ว หากดูจากทักษะและประสบการณ์เพียงอย่างเดียว สามารเรียกได้ว่าเป็นหัวกะทิ เป็นระดับใช้หนึ่งสู้สอง หรือหนึ่งสู้สาม

นอกจากนั้นในสำนัก นอกจากทักษะและประสบการณ์จะต้องบรรลุเงื่อนไขแล้ว ความเร็วและพละกำลังของหัตถ์เดียวจะต้องไปถึงระดับมาตรฐานเช่นกัน ตามการวินิจฉัยของลู่เซิ่ง โรดี้ในตอนนี้น่าจะอยู่ในระดับนี้

ระดับสาม: ปรมาจารย์ ระดับนี้ไม่ยึดติดกับทักษะตายตัวของสำนักอีกต่อไป พวกเขาเข้าใจหลักการของทักษะทั้งหมด นอกจากนี้พละกำลัง ความเร็ว และคุณสมบัติของร่างกายยังไปถึงระดับที่สูงที่สุด แถมยังสามารถปรับร่างกายให้อยู่ในสภาพดีที่สุดได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นตัววิชาดาบหรือร่างกายล้วนอยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่ไร้ช่องโหว่ให้โจมตี รวมถึงไม่มีจุดอ่อนข้อบกพร่อง

นี่คือระดับปรมาจารย์ ระดับสูงสุดของมนุษย์


ตอนสอนวิชาดาบ โรดี้ยิ้มและบอกว่าตนฝึกฝนถึงระดับปรมาจารย์แล้ว แต่ทักษะยังตามไม่ทัน จึงทำอะไรไม่ได้

ไม่นาน หลังจากเข้าใจเนื้อหาโดยรวมของสำนักวิชาดาบคร่าวๆ แล้ว โรดี้ก็สอนกระบวนท่าดาบพื้นฐานสองสามกระบวนท่าให้แก่ลู่เซิ่ง

จากนั้นเขาก็ค้นพบอย่างรวดเร็วว่า สอนเพียงแค่สองครั้ง ลูกชายก็ใช้ทักษะกระบวนท่าดาบที่เขาคิดว่ามีความยากสูงมากได้อย่างง่ายดาย

ไม่ว่าจะเป็นท่วงท่าหรือทักษะการส่งพลัง สำหรับลู่เซิ่งแล้ว เหมือนง่ายดายเพียงยกมือเท่านั้น

ครั้งนี้โรดี้ตกตะลึง เวลาช่วงเช้าผ่านไปอย่างไม่รู้ตัว

กระบวนท่าดาบที่เขาถ่ายทอดให้มีมากขึ้นเรื่อยๆ เผลอไปแวบเดียว โรดี้ก็สอนกระบวนท่าดาบพื้นฐานทั้งหมดที่มีให้จนหมด ลู่เซิ่งเรียนกระบวนท่าดาบและวิธีการส่งพลังทั้งหมดได้จนจบเช่นกัน

ถ้าไม่ใช่เพราะระดับกายเนื้อของลู่เซิ่งยังแข็งแกร่งไม่พอ จึงไม่สามารถใช้กระบวนท่าดาบจำนวนมากได้อย่างถูกต้อง กระบวนท่าดาบที่เขาใช้หลังเรียนจบจะเทียบได้กับโรดี้

หลังกินข้าวเที่ยงเสร็จ โรดี้ก็ปล่อยให้ลู่เซิ่งพักผ่อนเล็กน้อย ก่อนจะพาเขาไปเรียนรู้ต่อในยามบ่าย

กระบวนท่าดาบที่ใช้ในการต่อสู้จริงร่ำเรียนหมดแล้ว วิธีการยกระดับเพียงหนึ่งเดียวต่อจากนี้ก็คือการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องเพื่อหลอมรวมกระบวนท่าดาบเข้ากับสัญชาตญาณทางร่างกาย เรื่องนี้ไม่มีทางลัด มีแต่ต้องทำซ้ำๆ

แต่โรดี้รู้สึกว่าตัวเองมีเวลาไม่มาก ตอนบ่ายจึงเริ่มสอนวิธีการเพิ่มความแข็งแรง พละกำลัง และความเร็วให้แก่ลู่เซิ่งทันที

เนื้อหาส่วนนี้เป็นส่วนที่เป็นความลับที่สุดในสำนักวิชาดาบ หลังจากโรดี้กำชับลู่เซิ่งอย่างละเอียดว่าไม่อาจแพร่งพราย จึงค่อยเริ่มถ่ายทอดวิชาฝึกฝนกายเนื้อช่วงแรกให้แก่ลู่เซิ่ง

ขณะเดียวกันยังมอบเม็ดยาสีดำในกระปุกเล็กๆ ให้เขา และกำชับเขาว่า หลังจากฝึกฝนเสร็จทุกครั้ง จะต้องกินเม็ดหนึ่ง

ลู่เซิ่งเข้าใจวิธีการฝึกฝนได้อย่างสมบูรณ์แบบ แทนที่จะบอกว่าเป็นวิธีการฝึกฝน ควรบอกว่าเป็นทักษะที่ประสานกับการกระตุ้นจากตัวยา เพื่อปรับปรุงร่างกายและเพิ่มความเร็วในการปรับตัวจะดีกว่า

ช่วงเย็น ลู่เซิ่งที่กินข้าวด้วยความเหน็ดเหนื่อยแทบตาย พออาบน้ำเสร็จแล้วก็กลับไปพักผ่อนในห้องนอนทันที ขณะเดียวกันก็เริ่มจัดระเบียบสิ่งที่ได้มาในวันแรก

ลู่เซิ่งนอนหงายอยู่บนเตียง มือหมุนขวดเล็กๆ สำหรับบรรจุยาเล่น กำลังทบทวนความรู้สึกตอบสนองของร่างกายที่เกิดขึ้นหลังจากกินยาเม็ดก่อนหน้านี้

จิตวิญญาณของอริยะเจ้าระดับเทวปัญญาแข็งแกร่งกว่าเดิมแล้ว จิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่กำลังกวาดมองในร่างกายอย่างต่อเนื่อง

‘สำนักวิชาดาบก็แย่แล้ว นี่มันสำนักเล่นยาชัดๆ ฝึกฝนกล้ามเนื้อโดยอาศัยแค่การกินยาอย่างเดียวเนี่ยนะ’ ลู่เซิ่งเข้าใจฤทธิ์และหลักการของยาเม็ดอย่างรวดเร็ว

ฤทธิ์หลักของยาเม็ดชนิดนี้คือการกระตุ้นชนิดพิเศษที่มีผลต่อกล้ามเนื้ออย่างรุนแรงและต่อเนื่อง ทำให้เส้นใยกล้ามเนื้อสมส่วนและทรงพลังกว่าเดิม แต่ก็มีพิษเช่นกัน ทักษะการฝึกฝนกายเนื้อที่สำนักถ่ายทอดให้ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ลดความเป็นพิษลงในระดับสูงสุด

‘การเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่กายเนื้อ อาศัยแค่ยาลึกลับที่ว่านี้เท่านั้น’ ลู่เซิ่งขมวดคิ้วเล็กน้อย การใช้วัตถุภายนอกยกระดับกายเนื้อแบบนี้ สำหรับเขาแล้วถือว่าเป็นเส้นทางนอกรีต

‘กินยาเพื่อยกระดับกายเนื้อ เกิดว่าสักวันยาตัวนี้ไม่มีวัตถุดิบหลัก ทักษะนี้คงจะสาปสูญอย่างแน่นอน’

‘ดีปบลู’ ลู่เซิ่งเรียกเครื่องมือปรับเปลี่ยนออกมาตรวจสอบเนื้อหาในกรอบด้านบน หลังจากเรียนวิชาดาบเจอเรลโลไป ในอินเตอร์เฟซของเครื่องมือปรับเปลี่ยนก็มีกรอบวิชาดาบที่ตรงกันโผล่มาอย่างที่คิดไว้

[วิชาดาบเจอเรลโล: เบื้องต้น (ผลพิเศษ: เพิ่มพละกำลัง)] นอกจากนี้แล้ว ไม่มีจุดเด่นใดๆ อีก

‘ระดับแรก หลังจากกินยาทุกครั้ง แล้วฝึกฝนกายเนื้อกับทักษะต่อ คุณสมบัติร่างของคนทั่วไปจำเป็นต้องใช้เวลาสี่ถึงเก้าอาทิตย์ ถึงจะย่อยสลายการยกระดับจากยาได้โดยสมบูรณ์ ต่อจากนั้นจึงค่อยกินยาต่อได้’ ลู่เซิ่งทบทวนเนื้อหาที่โรดี้บอก

“หรือก็หมายความว่า จำเป็นต้องใช้เวลาหนึ่งถึงสองเดือนกว่าจะย่อยสลายหมด นี่เป็นการดูดซับยาเพื่อบำรุงและเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่ร่างกายชัดๆ”

ลู่เซิ่งมองกรอบดีปบลูพร้อมกับคำนวณการพัฒนาต่อจากนี้ของตัวเองอย่างรวดเร็ว พลังอาวรณ์ไม่สามารถแทนที่วัตถุสิ่งของได้ อย่างนั้นเขาก็ต้องใช้ยาเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่กายเนื้อเช่นกัน

ในเวลาหนึ่งเดือนกว่าๆ ต่อจากนั้น โรดี้สอนลูกชายอย่างตั้งใจด้วยท่าทางร้อนรน หลังจากค้นพบคุณสมบัติอันน่าสะพรึงของลู่เซิ่ง เขาก็คิดจะส่งมอบสิ่งที่ตนได้ร่ำเรียนมาทั้งหมดให้แก่ลูกชาย

นอกจากทักษะ ประสบการณ์ วิชาธนู และวิชาขี่ม้าแล้ว เขายังได้มอบยาเม็ดและตัวยาที่ตนเองได้จัดไว้ให้แก่ลู่เซิ่ง ทั้งยังอธิบายว่า นี่เป็นตัวยาที่จำเป็นสำหรับเสริมกายเนื้อในอนาคต

ในเวลาหนึ่งเดือนนี้ ลู่เซิ่งไม่ใช่ว่าไม่ได้ทำอะไร เขาได้ทดลองใช้พลังอาวรณ์กับแก่นหยางแทนที่ฤทธิ์ยาดู แม้จะล้มเหลว แต่ก็เจอวิธีการใช้ดีปบลูที่ดีที่สุด

นั่นก็คือการร่นระยะเวลาเสริมกายเนื้อในระดับสูงสุดหลังจากกินยา

หลังจากคนทั่วไปกินยา จำเป็นต้องใช้เวลาหนึ่งถึงสองเดือนถึงจะย่อยสลายฤทธิ์ยาหมด และช่วงเวลานี้จะยาวนานตามการยกระดับ เป็นเพราะยิ่งระดับสูงเท่าไหร่ สรรพคุณของยาก็จะแรงขึ้นเท่านั้น

และดีปบลูสามารถใช้พลังอาวรณ์บรรลุวิธีการฝึกฝนระดับความยากสูงที่ใช้ร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์

วิธีการฝึกฝนที่มีการถ่ายทอดแค่ในสำนักชนิดนี้เป็นหัวใจสำคัญของสำนักวิชาดาบเจอเรลโล หลังจากกินยา ทุกๆ ระดับจะมีวิธีการฝึกฝนที่แตกต่างตามแต่ละขั้นเพื่อช่วยดูดซับสรรพคุณยา ขอแค่ทำการเคลื่อนไหวของวิธีฝึกฝนชุดหนึ่งได้ครบ เช่นนั้นก็หมายความว่าร่างกายย่อยสลายสรรพคุณยา และเพิ่มความแข็งแกร่งได้สำเร็จแล้ว

และดีปบลูก็ใช้พลังอาวรณ์เพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่วิธีการฝึกฝนนี้ได้อย่างใหญ่หลวง ทำให้กระบวนการนี้สำเร็จได้ในพริบตา

ถ้าไม่ใช่ว่าลู่เซิ่งกลัวโรดี้จะพบปัญหา จึงไม่ได้ใช้ดีปบลูเร่งความเร็ว เกรงว่ายากระปุกนั้นที่เขามอบให้จะถูกลู่เซิ่งกินหมดไปนานแล้ว

ในที่สุดเวลาที่โรดี้จะจากไปก็มาถึงตามการเคลื่อนคล้อยของกาลเวลา

...

ช่วงเย็น ลมสายัณห์เย็นเยียบ

โรดี้ขี่ม้า ด้านหลังมีข้ารับใช้ร่างล่ำสันติดตามสองคน แบกสัมภาระสีขาวไว้บนหลัง เขาโบกมือไปด้านหลัง

“กลับไปเถอะ ไม่นานข้าก็กลับแล้ว อะไรที่ควรสอนให้เจ้าล้วนสอนหมดแล้ว ที่เหลือขึ้นอยู่กับการเชื่อมโยงฝึกฝนของตัวเจ้าเองเท่านั้น”

“ไม่ต้องห่วง รอท่านกลับมาจะต้องตกใจแน่”

ด้านนอกคฤหาสน์ ลู่เซิ่งกับเหล่าคนชราในคฤหาสน์มองตามโรดี้ที่ค่อยๆ จากไปไกล

การฝึกฝนตลอดหนึ่งเดือนกว่าๆ ที่ผ่านมาทำให้ร่างกายของเขาแข็งแรงขึ้นมาก ไม่ได้มองดูผอมแห้งจนสามารถโดนลมพัดล้มได้อีกต่อไป หากแต่เป็นคนหนุ่มที่คล่องแคล่วและมีร่างล่ำสันเล็กน้อย

“คุณโรดี้ไปแล้ว โรแซง พรุ่งนี้เช้าที่คฤหาสน์อาดีคาจะมีงานเต้นรำ เจ้าจะไปกับพวกเราหรือไม่” คนที่มาส่งด้วยยังมีเจอลีนลูกสาวคฤหาสน์เมอเซอร์อีกคน

หญิงสาวที่เป็นเพื่อนสมัยเด็กกับโรแซงคนนี้รักเอ็นดูโรแซงมาโดยตลอด มองเขาเป็นน้องชายคนหนึ่งของตัวเอง

เป็นเพราะโรแซงมีปัญหาด้านหัวใจ และร่างกายอ่อนแออมโรคมาตั้งแต่ยังเด็ก บวกกับหน้าตาเขาเหมือนสลักจากหยก จึงน่ารักมาก ดังนั้นเจอลีนที่มีอายุมากกว่าหลายปีจึงมาดูแลโรแซงอยู่หลายครั้ง ภายหลังพอสนิทกันขึ้น ก็กลายเป็นความเคยชินไป

ในช่วงเวลานี้ เนื่องจากโรแซงเก็บตัวฝึกฝนวิชาดาบ เลยดึงดูดความสนใจของเจอลีน ดังนั้นนางจึงมาเยี่ยม เพื่อดูว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือไม่

 

ลู่เซิ่งส่ายหน้าน้อยๆ

“ร่างกายข้าอ่อนแอเกินไป ตอนนี้อุตส่าห์มีหวังแล้ว จะผ่อนคลายไม่ได้ พี่เจอลีน ต่อจากนี้ข้าคงออกไปเที่ยวกับท่านน้อยลงกว่าเดิมแล้ว”

เจอลีนได้ยินดังนั้นก็หัวเราะ

“นี่เป็นเรื่องดี เดิมทีเจ้ามีร่างกายอ่อนแอ ก่อนหน้านี้ข้ากล่อมให้เจ้าออกกำลัง เจ้าก็ไม่ฟัง แต่ดูตอนนี้สิ เจ้ายินยอมออกกำลังเองแล้ว ข้าดีใจสุดๆ เลยล่ะ”

นางมีรูปโฉมธรรมดา ผมสีแดงยาวถึงบ่า รอบๆ จมูกมีกระขึ้นเล็กน้อย แต่ยามยิ้มกลับงดงามมาก

เจอรีนมีรูปร่างไม่เลว ทรวงอกใหญ่โต ใหญ่กว่าหญิงสาวทั่วไป องค์เอวแข้งขาล้วนนับว่าได้มาตรฐาน ถือเป็นหญิงงามที่ยังไม่แต่งงานในคฤหาสน์หลายแห่ง

คนมากมายจับคู่นางกับโรแซง แต่มีแค่ทั้งสองเท่านั้นที่ทราบว่า ระหว่างพวกเขาเหมือนเป็นครอบครัวมากกว่า เจอลีนเติมเต็มช่องว่างความรู้สึกที่ขาดแม่ตั้งแต่เด็กของโรแซง ทั้งสองเป็นทั้งพี่น้อง และเหมือนกับแม่ลูก

“เพียงแต่ว่าอย่างไรการฝึกดาบก็ยากลำบากมาก ไม่มีใครคอยดูแลเจ้า เจ้าอยู่ในคฤหาสน์เพียงคนเดียว จะต้องระวังเรื่องการออกกำลังให้ดี เกิดว่าฝืนมากไปจนบาดเจ็บจะย่ำแย่แล้ว” เจอลีนกำชับ

“ไม่ต้องห่วงหรอก” ลู่เซิ่งยิ้มพลางพยักหน้า ความปรารถนาหรือผลกรรมของโรแซงคือการไม่ปล่อยให้โศกนาฏกรรมเกิดขึ้นอีก และทำลายเมืองแห่งนั้น

หมายความว่า ผลกรรมที่เขาจะต้องสะสางคือการรับประกันว่าโรดี้จะไม่ตาย ภายหลังค่อยทำลายเมืองแห่งนั้น

ครั้งนี้โรดี้ออกเดินทาง สมควรเป็นแค่การล่อสัตว์ประหลาดที่ตามไล่ล่าไป ยังไม่ถึงเวลาที่เขาตัดสินใจจะกลับไปแก้แค้น เรื่องนี้ลู่เซิ่งมองออกจากวัสดุทางการทหารที่ซุกซ่อนอยู่ในคฤหาสน์ นอกจากวัสดุเหล่านี้ยังมีสิ่งของอีกมากมายที่กำลังจัดเตรียม และเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว ทว่าโรดี้ไม่ได้พกติดตัวไปด้วย เพียงแค่เอาของใช้ชั่วคราวไปเท่านั้น แสดงให้เห็นว่ายังคิดกลับมาอยู่

‘เขาไปในครั้งนี้ คงมั่นใจว่าจะกลับมาได้อย่างปลอดภัย แต่เวลาของเราเหลือไม่มากแล้ว ยาเม็ดถุงนั้นเป็นสิ่งที่โรดี้เตรียมไว้ให้ตัวเอง มีปริมาณเพียงพอ น่าจะใช้ถึงระดับสามได้ ถึงจะไม่รู้ว่าสัตว์ประหลาดในเมืองนั้นแข็งแกร่งขนาดไหน แต่ยกระดับกายเนื้อถึงขีดสูงสุดก่อนค่อยว่ากันดีกว่า ยังไงก็มีดีปบลูอยู่ด้วย’

หลังจากลู่เซิ่งกินยา ความจริงได้วิเคราะห์ผลและหลักการของยาชนิดนี้ออกผ่านวิญญาณระดับอริยะเจ้าแล้ว

เขาค้นพบผ่านการวิเคราะห์ร่างกายและการสำรวจต่อมภายในว่า ความจริงผลหลักของตัวยาในแต่ละระดับไม่ใช่แค่มอบการบำรุงให้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีการเปิดขีดจำกัดและสวิตช์บางอย่างในร่างกายผ่านการกระตุ้นส่วนหนึ่งด้วย

ในสภาพที่สวิตช์ถูกเปิด ร่างกายจะดูดซับสารบำรุงมาเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่รางกายอย่างเต็มที่ไม่มีขีดจำกัด

และหากตัวยาสูญเสียสรรพคุณแล้ว สวิตช์ก็จะปิดเองโดยอัตโนมัติ

สิ่งนี้ทำให้สัดส่วนที่ตัวยาตัวนี้ใช้ตั้งแต่ระดับแรกสุดถึงระดับท้ายสุดมีความคล้ายกัน

ดังนั้น แม้ดีปบลูจะยกระดับกายเนื้อโดยตรงไม่ได้ แต่ก็สามารถลดกระบวนการการย่อยสลายฤทธิ์ยาด้วยความเร็วสูงสุด เพื่อลดประสิทธิภาพที่ต้องใช้เวลายาวนานถึงจะฝึกฝนจนสำเร็จถึงระดับที่อลังการถึงขีดสุด ผ่านการเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่วิธีการฝึกฝนได้

ในเมื่อยาชนิดนี้แตกต่างจากสิ่งที่ลู่เซิ่งคาดเดาก่อนหน้านี้ โดยส่งผลต่อเครื่องมือควบคุมสวิตช์เท่านั้น

เช่นนั้นก็หมายความว่า ขอแค่มียามากพอ เขาก็จะใช้ดีปบลูเพิ่มความแข็งแกร่งต่อไปเรื่อยๆ ได้

“ข้าขอกลับไปฝึกฝนต่อแล้ว เจอลีนท่านรีบกลับไปเถอะ ดึกมากแล้ว” ลู่เซิ่งหยุดความคิดไว้ก่อน จากนั้นก็เอ่ยเร่งเบาๆ

เจอลีนพยักหน้า “ได้ ข้าจะมาหาเจ้าเป็นระยะนะ ระวังร่างกายด้วย อย่าฝึกหนักเกินไปจนบาดเจ็บล่ะ”

“รู้แล้ว”

ไม่นาน ลู่เซิ่งก็มองดูม้าที่เจอลีนขึ้นขี่เดินกลับไปทางเดิมอย่างผ่อนคลาย โดยที่ด้านหลังมีข้ารับใช้ในคฤหาสน์เมอเซอร์หลายคนติดตาม

จากนั้นเขาจึงค่อยหมุนตัวไปกวาดตามองเหล่าบริวารที่อยู่ด้านหลัง

“ต่อจากนี้ขอให้ทุกคนทำตัวเหมือนเดิม ตอนเช้าข้าจะฝึกดาบ หากมีเรื่องอะไรให้รวบรวมแล้วนำมาแจ้งข้าตอนบ่าย ปกติข้าจะอยู่ใกล้ๆ สวนดอกไม้”

“รับทราบนายท่าน” ชาวนาชายหญิง คนงานและช่างฝีมือพากันขานตอบ

ลู่เซิ่งพยักหน้าอย่างพอใจ แล้วสาวเท้าเดินไปยังคฤหาสน์ ดูจากตัวยาสำหรับฝึกฝนของสำนักวิชาดาบเจอเรลโลแล้ว สิ่งที่ยกระดับเป็นคุณสมบัติร่างกายในทุกๆ ด้าน มีความเร็ว พละกำลัง และคุณสมบัติร่าง การกินยาทำให้คนบรรลุขีดจำกัดของร่างกายได้ เพียงแต่ว่าจำเป็นต้องใช้เวลาย่อยสลายที่ยาวนานมากหลังจากกินยา แถมยังมีพิษหลงเหลืออยู่ด้วย

แม้วิธีการฝึกฝนจะใช้ขจัดผลของพิษได้ แต่คนธรรมดาไม่สามารถขจัดพิษได้ทั้งหมด

นี่ทำให้ปริมาณตัวยาที่คนของสำนักกินได้ตลอดชีวิตเป็นสิ่งตายตัว ถึงขั้นนี้เมื่อไปถึงช่วงหลักๆ พิษจะเริ่มทำให้กายเนื้ออ่อนแอลงอย่างต่อเนื่อง และเมื่ออายุขัยเริ่มทำให้ร่างกายอ่อนแอลงเมื่อไหร่ ตัวยาก็จะหันมาลดสมรรถภาพของร่างกายแทน

ดังนั้นความแข็งแกร่งที่ได้รับจึงเป็นปริมาณที่ตายตัว นี่ทำให้ยาลับที่น่าอัศจรรย์ชนิดนี้ไม่อาจแสดงอานุภาพทั้งหมดออกมาได้อย่างสมบูรณ์

ลู่เซิ่งเตรียมทดลองดูว่า หลังจากใช้ดีปบูลดระยะเวลาในการย่อยสลายสรรพคุณยาแล้ว ตัวยานี้จะเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่ตัวเองได้ถึงขั้นไหน

เขาจะเดินไปถึงขีดจำกัดของการเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ร่างกายตามทฤษฎีของสำนักวิชาดาบเจอเรลโลได้ในระยะเวลาที่สั้นถึงขีดสุด

ความคิดเห็น