31-35
บทที่ 31
เขากับดรุณีนางนี้แม้เป็นพี่น้องกัน แต่ไม่มีความรู้สึกผูกพันกันมากเท่าใด
ข้อแรก ปกติลู่ชิงชิงมักฝึกฝนวรยุทธ์อยู่ด้านนอก ข้อสองเขาไม่ใช่ลู่เซิ่งคนเดิม
เพียงแต่เวลานี้ ในฐานะพี่ชาย เขาในที่สุดก็แสดงความเจ็บปวดออกมา
ลู่เซิ่งพาลู่ชิงชิงไปตรวจสอบห้องใต้ดินเล็กๆ แห่งนี้พร้อมกับจวนเฟิง นอกจากศพคนตายกับคนฟั่นเฟือนที่ซึมเซาสามคน ก็ไม่มีสิ่งของอย่างอื่นเหลืออยู่อีก
ทั้งสองนำคนฟั่นเฟือนทั้งสามออกมาจากห้องใต้ดิน เห็นเหยียนไคกับต้วนหรงหรงรออยู่ด้านนอก นักพรตกำลังนั่งขัดสมาธิ ใบหน้าแดงเรื่อ มุมปากเหลือคราบโลหิตสายหนึ่ง บนพื้นยังมีโลหิตสีดำที่เพิ่งกระอักออกมา
“ไม่ต้องห่วง เป็นเลือดคั่งเท่านั้น”
เหยียนไคกล่าวเสียงเรียบ
“คุณหนูลู่ชิงชิงได้รับบาดเจ็บเพราะปราณหยิน ที่รอดมาได้ก็โชคดีมากแล้ว”
“ข้า…”
ลู่เซิ่งอ้าปาก ยังไม่พูดอะไร
เขารู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองกำลังอยู่ในสภาพที่อันตรายยิ่ง
เมื่อครู่นี้ ขณะเขากอดลู่ชิงชิงออกมา พลันรู้สึกได้
ตัวละครที่เขาแสดงอยู่ในปัจจุบัน มิใช่ลูกหลานขุนน้ำขุนนางที่เป็นภาพเบื้องหลังในเรื่องภูตผีสมัยโบราณหรอกหรือ
สถานการณ์ในตอนนี้ก็ใช่
ผีล่อลวงซ่อนตัวในเมืองเก้าประสาน โดยไม่มีใครทราบร่องรอย
ตระกูลลู่ของเขาอาจเป็นบ่อปลาถูกลูกหลงได้ตลอดเวลา
ในฐานะคนธรรมดาคนหนึ่ง สิ่งที่เขาพึ่งพาได้เพียงอย่างเดียว ก็คือเครื่องมือปรับเปลี่ยนและวรยุทธ์บนร่าง
ขาดความสามารถในการรับมือผีล่อลวง และเรื่องราวแปลกประหลาดเช่นนี้จริงๆ
ผีล่อลวงตัวหนึ่งทำให้ต้องต่อสู้สายตัวแทบขาด ถ้าหากมาสองตัว เช่นนั้นก็ยุ่งยากจริงๆ แล้ว
คิดถึงตรงนี้ ความเศร้าบนใบหน้าลู่เซิ่งค่อยๆ กลายเป็นความหนักอึ้ง
“น้องสาวข้าอยู่ในสภาพแบบนี้ ล้วนเป็นเพราะผีล่อลวง ไม่ทราบว่าเต้าจ่างบอกได้หรือไม่ว่า มีความสามารถอันใดสามารถทำให้พวกเราคนธรรมดา สามารถรับมือผีล่อลวงได้
หรือว่ายังมีสถานที่ใด มีใครที่ขอความช่วยเหลือได้”
คำพูดนี้ของเขาด้านหนึ่งไต่ถามความสามารถอื่นๆ ด้านหนึ่งเป็นการถามหยั่งเชิง ดูว่ามีกลุ่มที่รับมือสิ่งลี้ลับเช่นปผีล่อลวงได้หรือไม่
“นี่… ข้ารอบรู้จำกัด คนธรรมดายากจะต่อกรกับพวกภูตผี ข้อนี้ไม่ต้องสงสัย” เหยียนไคเรียบเรียงคำพูด มองลู่ชิงชิงด้วยความเสียดาย ก่อนจะกล่าวต่ออีก
“ส่วนกลุ่มช่วยเหลือที่เชิญได้… พวกเราคนกำจัดวิญญาณเป็นประเภทหนึ่ง แต่ส่วนหนึ่งร่องรอยไม่แน่นอน
แนะนำคุณชายลู่ติดป้ายรับสมัครป่าวประกาศต่อไป บางทีอาจโชคดี เจอคนปราบวิญญาณหลายคนมาช่วยเหลือ”
ลู่เซิ่งฟังจบ ไตร่ตรองเล็กน้อย ถามอีกว่า
“ไม่ทราบเต้าจ่างรับศิษย์หรือไม่”
เขาไม่คิดกราบอาจารย์เอง แต่วางแผนให้เด็กๆ ในตระกูลลู่เป็นศิษย์เหยียนไค เช่นนี้จะสามารถได้รับพลังป้องกันตัวในกลียุคที่มีวิกฤติการณ์รอบด้าน ทั้งได้กระชับความสัมพันธ์ไปด้วย
พูดถึงการรับศิษย์ เหยียนไคพลันแสดงสีหน้าลำบากใจ
“ไม่ปกปิดคุณชาย คนกำจัดวิญญาณ ความจริงส่วนใหญ่เป็นพรสวรรค์ นี่ไม่มีวิธีบำเพ็ญ วิชาฝึกจิตที่ข้าบำเพ็ญ ถ้าคนทั่วไปฝึกฝน กลับมีอันตราย
ดังนั้นจนถึงตอนนี้ จึงตามหาศิษย์คนที่สองที่จะมารับถ่ายทอดวรยุทธ์โดยตลอด น่าเสียดาย…”
“พรสวรรค์หรือ” ลู่เซิ่งใบหน้าปรากฏความผิดหวัง
“มิผิด ที่ข้าสะกดผีได้ สิ่งที่อาศัยเป็นหลักคือเลือดของตัวเอง
เลือดของข้าหลังจากผ่านการปรับแต่งด้วยทักษะอันแน่นอนแล้ว สามารถมีผลสะกดผีได้ นี่เป็นหนทางเพียงหนึ่งเดียว คนกำจัดวิญญาณจำนวนมากความจริงอาศัยเลือดของตัวเองทั้งนั้น”
เหยียนไคไม่ได้ปิดบังข้อนี้
“เลือด…” ลู่เซิ่งในที่สุดก็เข้าใจแล้ว
เหยียนไคคนผู้นี้ไม่มีเหตุผลหลอกลวงเขา พอเห็นต้วนหรงหรงที่อยู่ด้านข้างพยักหน้าเห็นด้วยตลอดเวลา ดูเหมือนคนกำจัดวิญญาณจะอาศัยเลือดสะกดผีจริงๆ
“หรือว่าไม่มีวิธีการอื่นแล้ว” ลู่เซิ่งถอนใจยาวคำหนึ่ง
เหยียนไคเห็นดังนั้น มองไปที่ลู่ชิงชิงในอ้อมอกลู่เซิ่ง ดวงตาในที่สุดปรากฏความยอมรับไม่ได้
“วิธี… ข้าไม่มีแล้ว ไม่มีคุณสมบัติก็ไม่ได้…
“แต่ว่าบนโลกใบนี้ คนธรรมดามีชีวิตอยู่มากขนาดนี้ ทั้งยังทวีจำนวนมากเรื่อยๆจะต้องมีขุมกำลังคอยปกป้องผู้คน ต่อสู้กับภูตผีในที่ลับแน่ๆ
“พวกเราคนกำจัดวิญญาณเป็นหนึ่งในนี้ คุณชายลู่ถ้าตั้งใจ สามารถสืบหาอย่างละเอียด บางทีอาจเจอเงื่อนงำบางส่วน”
ลู่เซิ่งพยักหน้า
“เฮ้อ.. ได้แต่ทำเช่นนี้แล้ว อย่างนั้นไม่ทราบว่าเต้าจ่างขายสิ่งที่เอาไว้สะกดผีส่วนหนึ่งให้แก่ข้าน้อยได้ไหม”
เหยียนไคส่ายหน้าเล็กน้อย
“ขออภัย มิใช่ข้าไม่ยินดี แต่ว่าสิ่งที่สร้างเลือดของข้า มีแค่ข้าที่ใช้ได้ มอบให้คนภายนอกจะไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง ไม่อย่างนั้นข้าไม่ต้องให้หรงหรงซ่อนตัวแล้ว”
ลู่เซิ่งเชื่อว่าเหยียนไคไม่หลอกเขา ไม่เช่นนั้นเขาไม่มีทางพูดเรื่องเลือดออกมาอย่างตรงไปตรงมาแบบนี้ เกิดเจอคนเลววางยา มัดเขาใช้เป็นโคเลือด เจาะเลือดทุกวัน ไหนเลยไม่ใช่อันตรายสุดขีด
ถอนหายใจอีกครั้ง ลู่เซิ่งกอดลู่ชิงชิงในอกแน่น จากนั้นเดินออกจากอาราม ขึ้นม้าพร้อมกับพวกเหยียนไค
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เต้าจ่างพวกเรากลับไปพร้อมกันเป็นอย่างไร”
“ไม่ต้องแล้ว ข้ายังจะตรวจสอบที่นี่สักหน่อย บางทีอาจพบเบาะแสผีล่อลวงตัวแรกสุด ผีล่อลวงในเมืองเก้าประสานมีไม่น้อย จะต้องเจอต้นตอของตัวแรกสุดแน่ ไม่อย่างนั้นปล่อยเวลาผ่านไป พลังของผีล่อลวงตัวแรกสุดจะยิ่งมายิ่งแข็งแกร่ง”
เหยียนไคปฏิเสธ
“เช่นนั้นถ้าเต้าจ่างมีความต้องการใด มาตระกูลลู่ของข้าได้ตลอด ข้าลู่เซิ่งจะต้องลงแรงช่วยเหลือแน่นอน! ค่าตอบแทนอย่างอื่น ทั้งสามท่านโปรดไปเอาที่ตระกูลลู่”
ลู่เซิ่งมือหนึ่งถือบังเหียน บังคับม้า พาคนฟั่นเฟือนกับผู้คุ้มกันทั้งหมดรุดไปทางที่มาอย่างรวดเร็ว
“จริงด้วยคุณชายเซิ่ง เมื่อครู่ท่านสังหารผีล่อลวงไปตัวหนึ่ง บนร่างเหลือกลิ่นอายไม่น้อย ถ้าในเมืองมีผีล่อลวงตัวอื่นเข้ามาใกล้ จะต้องเลือกจู่โจมสังหารท่านก่อน ถึงขั้นเป็นไปได้ว่าจะปรากฏหัวหน้าผีล่อลวง โปรดระวังตัวด้วย ถ้ามีความจำเป็น พยายามหาคนแจ้งให้ข้ารู้”
เหยียนไคพลันกล่าวเสียงดังเป็นครั้งสุดท้าย
ลู่เซิ่งได้ยิน จิตใจตึงเครียด
“ขอบคุณเต้าจ่าง! ขอบคุณแม่นางจวนเฟิง”
เขาโบกมือไปด้านหลังแสดงความขอบคุณ
ทุกคนขี่ม้ากลับตามทางเดิม
ทางภูเขาคดเคี้ยว เขาจึงเปลี่ยนไปใช้ม้าเร็ว อวี๋ฮั่นอยู่ด้านข้างลู่เซิ่ง อารักขาตลอดเวลา
ผู้คุ้มกันคนอื่นๆ เพราะก่อนหน้านี้ตกใจ ตอนนี้จิตใจสับสน ยังไม่สงบในขบวนนอกจากเสียงฝีเท้าม้าและเสียงหายใจ ก็ไม่มีเสียงอย่างอื่นอีก
ลู่เซิ่งคิดอ่านในใจ
‘หัวหน้าผีล่อลวง! ผีล่อลวงตัวหนึ่งเราเกือบจัดการไม่ได้ หัวหน้าผีล่อลวง ฟังชื่อก็ทราบว่าแข็งแกร่งกว่าตัวก่อนหน้านี้แน่’
เขาเกิดความรู้สึกคับขันในใจอีกครั้ง
เดิมนึกว่าตนอย่างไรก็มีพลังป้องกันตัวเองเล็กน้อย คิดไม่ถึงว่าพอเหยียนไคพูดเช่นนี้ จึงค่อยทราบว่าตนเองยังอยู่ในสภาพที่อันตรายสุดขีด
‘การเคลื่อนไหวในเมืองเก้าประสานมีความแปลกอยู่บ้าง ก่อนหน้านี้้ให้ขุมกำลังทั้งเมืองหาคนหาสิ่งของอันใด ตอนนี้เกิดผีล่อลวงจำนวนมากถึงเพียงนี้ ถ้าหากบอกว่าสองเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกัน เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด’
ลู่เซิ่งขบคิด
‘ความสามารถที่สามารถยกระดับพลังได้ในตอนนี้ของเรา มีแค่วิชาทมิฬพิฆาตที่ยังสามารถเพิ่มขึ้นได้อีกหนึ่งระดับ ที่เหลือไม่มีวิธีค้นหาหนทางอันใด’
เขาขมวดคิ้วขึ้น
ลู่ชิงชิงที่ซึมเซาในอ้อมอกเห็นเขาขมวดคิ้ว ยื่นมือไปลูบขนคิ้วของเขาเงียบๆ ส่งเสียงหัวเราะออกมา
ลู่เซิ่งกดมือของลู่ชิงชิงไว้ ใคร่ครวญในใจ
สภาพที่เขาเผชิญในปัจจุบันอันตรายยิ่ง
ตระกูลลู่มีทรัพย์สมบัติมากมาย ในเมืองเก้าประสานเกี่ยวพันถึงหลายด้านและธุรกิจจำนวนมาก ไม้ใหญ่เรียกลม ในบ้านเกิดเรื่องอันใด จะแพร่กระจายไปทั่วเมืองอย่างรวดเร็วทันที
เรื่องที่มีเสียงร้องไห้กลางดึกถูกจัดการ สมควรแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วยิ่ง
‘ในเมื่อมีคนรู้เรื่องผีล่อลวง อย่างนั้นเป้าหมายของคนระดับนั้นคืออะไร
พวกเหยียนไคมาได้ประจวบเหมาะเช่นนี้ ในบ้านเพิ่งติดประกาศไปไม่กี่วัน ก็เรียกมาหาได้แล้ว
บางทีเบื้องหลังอาจมีขุมกำลังหนึ่งกำลังแสดงความสามารถอยู่’
คุณสมบัติของเลือดที่เหยียนไคพูดถึง เขาเชื่อ พลังกำจัดภูตผีชนิดนั้นจะต้องมีเลือดพิเศษถึงจะใช้ได้ นี่อาจเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการก้าวสู่ระดับชั้นที่สูงกว่าอีกขั้น
ระหว่างขี่ม้ากลับมา ลู่เซิ่งไต่ตรองตลอดทาง
พอเข้าเมือง กลับถึงคฤหาสน์ลู่ เขาค่อยสงบจิตใจ พลิกตัวลงจากหลังม้า
วาจาของเหยียนไคทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดอยู่บ้าง
ไร้คุณสมบัติ
เขาเป็นเพียงคนธรรมดาในคำพูดของเหยียนไค
ถึงแม้ยึดตามคำพูดของเหยียนไค คนทั่วไปที่บรรลุถึงระดับเช่นเขาได้ ก็ร้ายกาจสุดขีดแล้ว
แต่ลู่เซิ่งรู้ว่า ความแตกต่างก็คือความแตกต่างอยู่ดี
คุณสมบัติกำหนดให้เขามี ช่องว่างอันมหึมาเส้นหนึ่งระหว่างระดับชั้นนั้น และกำหนดให้เขาอยู่ในสภาวะอ่อนแอตอนเผชิญกับภูตผีในอนาคต
ลงจากหลังม้า ลู่เซิ่งเห็นมารดารองติดตามอยู่ด้านหลังบิดาลู่เฉวียนอัน ทั้งก้าวเดินทั้งวิ่งเหยาะตามออกมา ตอนเห็นลู่ชิงชิงในอ้อมอกเขา มารดารองใบหน้าดั่งปลดภาระที่หนักอึ้งไว้
ลู่เซิ่งจิตใจเคร่งเครียด
“ส่งคนมา นำคุณหนูกลับไปอาบน้ำพักผ่อนที่ห้องก่อน”
เขาพูดเสียงดัง
เรียกหญิงรับใช้ที่แข็งแรงหลายคนมารับตัวลู่ชิงชิงไป
ลู่เซิ่งออกคำสั่งอีกหลายประโยค ให้คนนำคนฟั่นเฟือนสองคนนั้นเข้าไปอาบน้ำ จัดหาที่อยู่ให้เช่นกัน
ลู่เฉวียนอันและมารดารองหลิวชุ่ยอวี้ต่างมองความผิดปกติออก ไม่เพียงแต่เห็นคนฟั่นเฟือนที่ไม่รู้จักสองคน
สิ่งสำคัญคือ ลู่ชิงชิงสายตาแข็งค้าง ตอนเห็นพวกเขา ถึงกับไม่ส่งเสียง ยังหาวคำหนึ่ง เหมือนไม่รู้จัก
“เสี่ยวเซิ่ง? นี่… นี่คือ…?!” หลิวชุ่ยอวี้ใบหน้าซีดขาวโดยพลัน ถามเสียงสั่น
“เข้าไปพูดคุยกัน”
ลู่เซิ่งยกมือ บอกใบ้ผู้คุ้มกันด้านหลังให้แยกย้ายไปพักผ่อน ส่วนคนที่ก่อนหน้าไม่ได้ถูกขู่ขวัญเหล่านั้น อวี๋ฮั่นจะดำเนินการจดบันทึกไว้
ทุกคนเข้าคฤหาสน์ ลู่เซิ่งให้คนเตรียมค่าตอบแทนให้เรียบร้อยอย่างรวดเร็ว พร้อมเตรียมตั๋วเงินเพื่อมอบให้กับพวกเหยียนไคได้ตลอดเวลา
ส่วนตนเองพาคนในครอบครัวเช่นพวกลู่เฉวียนอันเข้าไปในโถงใหญ่ที่ลานใน
หลังจากไล่หญิงรับใช้กับผู้คุ้มกันออกไป ลู่เซิ่งนั่งลง บอกเล่าเรื่องที่ตนพบลู่ชิงชิงโดยละเอียด
เพิ่งกล่าวจบ เห็นมารดารองหลิวชุ่ยอวี้สองตาเหลือกขึ้น ร่างกายอ่อนยวบ สิ้นสติสมประดี
“มารดารอง!” ลู่เซิ่งรีบพุ่งเข้าไปประคองนาง พวกมารดาห้าก็รีบเข้ามานวดจุดเหรินจงให้
“ชิงชิง…” ลู่เฉวียนอันพริบตาเดียวเหมือนกับแก่ลงไปอีกหลายปี นั่งอ่อนแรงไม่ขยับเขยื้อน
“ช่วยไม่ได้แล้วจริงๆ หรือ”
เขามองลู่เซิ่งด้วยความหวังสุดท้าย
“พวกเราไปขอความช่วยเหลือจากเหยียนไคเต้าจ่างเถอะ บางทีเขา…”
ลู่เซิ่งหลับตา สีหน้าหนักอึ้ง ค่อยๆ ส่ายหน้า
“ข้าถามแล้ว…”
เขาพูดเสียงฝาด
“ข้าว่าพี่รองเป็นแบบนี้อาจดีกว่าเดิมก็ได้… จะได้ไม่ออกไปก่อเรื่องทั้งวัน…”
ลู่อิงอิงลูกสาวของมารดาห้ากระซิบกระซาบอยู่ด้านข้าง
คนอื่นๆ ไม่ได้ยิน แต่ลู่เซิ่งกลับเป็นเพราะฝึกวรยุทธ์ ตอนนี้ประสาทสัมผัสปราดเปรียว หูตากระจ่าง ได้ยินอย่างชัดเจน
เขาเงยหน้าขึ้น ถลึงตามองลู่อิงอิงอย่างดุดัน
ฝ่ายหลังตกใจตัวสั่น ไม่กล้าพูดอะไรอีกแล้ว
………………………………………….
บทที่ 32
ลู่เซิ่งถอนหายใจในใจ ผู้ที่เขายังนับว่ามีความคิดที่จะปกป้องในบ้านหลังนี้คือบิดา ลู่เฉวียนอัน มารดารอง และเสี่ยวเฉี่ยว
คนที่เหลือล้วนไม่มีความผูกพันอันใด ลู่ชิงชิงจบสิ้นแล้ว ไม่เห็นพวกเขามีความเจ็บปวดมากเท่าใด ถึงขั้นที่ลู่อิงอิงในฐานะน้องสาวยังพูดวาจาแบบนี้ออกมาอีก เห็นถึงความความคับแคบของจิตใจ
ถึงแม้เขากับลู่ชิงชิงไม่มีความผูกพันอันใด แต่คิดถึงสถานการณ์ของมารดารอง บวกกับคำพูดที่เหยียนไคกล่าวก่อนหน้านี้
ทำให้ความคาดหวังในตอนแรกหล่นลงถึงก้นเหว ลู่เซิ่งรู้สึกผิดหวังมาก
ท้อถอยอยู่สักพัก เขาค่อยฟื้นฟูสติอารมณ์กลับคืนมา
เขาแม้เป็นคนธรรมดา แต่ก็มีเครื่องมือปรับเปลี่ยนอยู่ ต่อให้ไม่อาจฝึกฝนวิชาของคนกำจัดวิญญาณ แต่ไม่แน่ว่าจะย่ำแย่กว่าพวกเขา
เขาไม่เชื่อว่าอาศัยพลังของตัวเองจะรับมือภูตผีปีศาจอย่างผีล่อลวงไม่ได้
“เรื่องชิงชิงละวางไว้ก่อน ภายหลังพวกเรายังมีโอกาส หาหมอมารักษาได้
แต่อีกเรื่องหนึ่งกลับช้าไม่ได้แล้ว
“ข้าได้ทราบจากเหยียนไคเต้าจ่างว่า ในเมืองเก้าประสานยังมีภูตผีไม่น้อยหลบซ่อนอยู่ จำเป็นต้องป้องกันให้ดี” ลู่เซิ่งเอ่ยเสียงทุ้ม
“ยังมีอีกไม่น้อยหรือ” ลู่เฉวียนอันงงงัน คนที่เหลือก็ตกใจหน้าถอดสีเช่นกัน
ภูตผีที่เหมือนก่อนหน้า ไม่มีวิธีที่อาศัยคนมากมารับมือ ภูตผีเช่นนี้ถึงกับยังมีไม่น้อย!
“นี่มันอันตรายไปแล้ว!”
มารดาห้าพลันลุกขึ้นมากรีดร้อง
“หุบปาก!”
ลู่เฉวียนอันตบมือใส่ที่เท้าแขนเก้าอี้อย่างหนักหน่วง
มารดาห้าตกใจตัวสั่น นั่งลงไปใหม่
ลู่เซิ่งกวาดมองคนในบ้านทั้งหมด ต่างเหมือนมะเขือน้ำค้างแข็งเกาะ ไร้ความคึกคัก ในดวงตาล้วนเป็นความหวาดกลัวและรับมือไม่ถูก
“ดังนั้นคำแนะนำของข้าคือ ฉวยโอกาสตอนที่ยังปลอดภัย พวกเราตระกูลลลู่ย้ายออกจากเมืองเก้าประสานทันที”
ลู่เฉวียนอันส่ายหน้า
“ไม่ทันการณ์แล้ว เบื้องบนมีคำสั่งเด็ดขาด สี่ตระกูลใหญ่ผู้ใดก็ห้ามออกจากเมืองเก้าประสาน ก่อนหน้านี้ข้ายังไม่รู้ว่าคำสั่งนี้เป็นเรื่องอะไร ตอนนี้นึกถึง…”
ลู่เซิ่งจิตใจเย็นเยียบ
นี่เป็นคนจากราชสำนักเบื้องบนจงใจสอดประสานมาหรือ หรือว่าเป็นแค่ความบังเอิญ
“ถ้าแอบไปทีละน้อยเล่า” มารดาสี่กล่าวเสียงเบา “ไม่ใช่มีพี่ใหญ่อยู่หรือ…”
“ไม่ไหว” ลู่เฉวียนอันส่ายหน้า “ตอนข้าไปที่ประตูเมืองก่อนหน้านี้ พี่ใหญ่ไม่เจอข้า เพียงส่งคำพูดออกมา ตอนนี้แม้แต่ข้าหลวงก็ไม่อนุญาตให้ออกเมืองแล้ว”
ทันใดนั้นทุกคนเงียบกริบ ต่างก็มองไปยังลู่เซิ่ง
ก่อนหน้านี้ลู่เซิ่งเป็นคนเปลี่ยนแปลงกระแสน้ำ จัดการเรื่องเสียงร้องไห้ของผีสาวในคฤหาสน์
“ตอนนี้…” ลู่เซิ่งก้มหน้า กล่าวเสียงขรึม “ได้แต่อยู่ในคฤหาสน์แล้ว พยายามซื้อข้าว ธัญพืชและเนื้อมาตุนเอาไว้ เก็บไว้ทำอาหารได้ในระยะยาว
พวกเราต้องเตรียมถูกกักตัวอีกนาน”
“กล่าวถูกต้อง” ลู่เฉวียนอันยามนี้ค่อยๆ ฟื้นฟูสติกลับมา พยักหน้าเล็กน้อย
ในตอนนี้เอง พื้นดินพลันสั่นสะเทือน
ทางตะวันตกของเมืองแว่วเสียงระเบิดกึกก้องดังมา
ลู่เซิ่งสะดุ้ง กระโดดขึ้นมา พุ่งออกจากโถงใหญ่ มองไปยังฟากฟ้าด้านตะวันตก
ที่นั่นมีแสงเพลิงสีแดงพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า เห็นได้ว่าเป็นของบางอย่างระเบิด ก่อเกิดให้ไฟไหม้
แสงเพลิงสีแดงส่องสว่างบนฟากฟ้าครึ่งหนึ่งของเมืองเก้าประสาน
ไกลออกไปมีเสียงร้องไห้ เสียงตะโกน แทรกเสียงร้องขอให้ช่วยดับไฟ
“ข้าไปดูก่อน!”
ลู่เซิ่งไม่เห็นสถานการณ์ที่เป็นจริงจากในลาน จึงบอกกับบิดาลู่เฉวียนอันอย่างรวดเร็ว เร่งความเร็วโถมไปยังประตูใหญ่ของคฤหาสน์
เพิ่งมาถึงประตู ก็ให้คนรับใช้ไปจูงม้าออกมาให้
ลู่เซิ่งเห็นบนพื้นถนนหน้าประตูใหญ่ของคฤหาสน์ลู่ มีคนไม่น้อยพกดาบ ถือกระบี่รีบเร่งไปยังทิศทางของเพลิงไหม้
คนเหล่านี้ต่างมีท่าเท้าที่ปราดเปรียว เหมือนกับเป็นผู้ฝึกยุทธ์ สายตาที่มองไปยังเพลิงไหม้ ล้วนมิใช่ความประหลาดใจหรือหวาดกลัวในจินตนาการของลู่เซิ่ง หากเป็นความละโมบและปรารถนา
แค่ลู่เซิ่งยืนอยู่ที่หน้าประตูสิบกว่าลมหายใจ ผู้ฝึกยุทธ์ที่ผ่านประตูคฤหาสน์ลู่ ก็เห็นมีสามกลุ่มแล้ว
พวกเขาบ้างขี่ม้าควบตะบึง บ้างกระโจนวิ่ง ด้านในมีทั้งบุรุษและสตรี มีทั้งชราและเยาว์วัย
แต่ว่าส่วนใหญ่ล้วนไม่ใช่คนในท้องที่ในเมืองเก้าประสาน
เครื่องแต่งกายบนตัวพวกเขาเทียบกับคนท้องที่แล้วประณีตละเอียดอ่อนมากกว่า ส่วนใหญ่ใส่ของตกแต่งประเภทเครื่องประดับชิ้นเล็กชิ้นน้อย มองดูก็แยกแยะออกว่าเป็นคนจงหยวน
รอจนคนรับใช้ที่ตกใจเช่นกันพยายามจูงม้ามาให้
เป็นม้าแกร่งตัวหนึ่งที่กำลังดิ้นรนเพราะความตกใจ ลู่เซิ่งตบคอของมันเพื่อให้สงบ กำลังจะพลิกตัวขึ้นไป ก็เห็นในกลุ่มผู้ฝึกยุทธ์ที่ผ่านบนถนนถึงกับมีใบหน้าคนคุ้นเคยสองคน
ตวนมู่หว่านกับผู้คุ้มกันชายที่อยู่ข้างกายนาง เป็นเงาที่อยู่ไม่ห่างนางมาโดยตลอด หนึ่งคนหนึ่งม้ากำลังควบไปยังทิศของเพลิงที่กำลังโหม
ตวนผู้หว่านใส่อาภรณ์โปร่งสีดำ สวมหมวกสานด้วยไม้ไผ่ ยังคงเห็นร่างอรชรของนางได้เล็กน้อยผ่านผ้าโปร่งนั้น
ตอนนางผ่านคฤหาสน์ลู่ ก็มองเห็นลู่เซิ่งเช่นกัน พลันร้องเอ๊ะขึ้นมา
“ท่านยังไม่ตายหรือ”
นางพลันกล่าวประโยคเช่นนี้ออกมา ม้าค่อยๆ ลดความเร็วลง มองลู่เซิ่งเหมือนกับเห็นตัวประหลาดอย่างไรอย่างนั้น
“คุณหนูตวนมู่วาจานี้หมายความว่าอย่างไร”
ลู่เซิ่งตาคิ้วเคร่งขรึม ไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายหมายความว่าอย่างไร
“น่าสนใจ” ตวนมู่หว่านหัวเราะ “ดูเหมือนพวกเรามีวาสนาต่อกันจริงๆ ภายหลังข้าจะมาหาท่านอีก”
ลู่เซิ่งยังคิดจะถามอีก กลับเห็นตวนมู่หว่านเร่งม้าพาผู้คุ้มกันชายคนนั้น เร่งความเร็วมุ่งไปยังทิศทางของเพลิงไหม้
ก่อนจากไป บุรุษผู้นั้นก็มองลู่เซิ่งอย่างประหลาดใจแวบหนึ่งเช่นกัน
สายตานั้นเหมือนกับว่า…
เหมือนกับว่าเห็นคนที่เดิมทีสมควรตายคนหนึ่ง แต่กลับยังมีชีวิตอยู่
ลู่เซิ่งขึ้นม้า คิดจะติดตามไป
แต่ทันใดนั้นพลันมีเสียงหนึ่งมาเรียกเขาไว้ เป็นเหยียนไคเอง
“คุณชายเซิ่ง ยังคงอย่าได้ไปร่วมความคึกครื้นดีกว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับท่าน”
เหยียนไคกับต้วนหรงหรง ยังมีจวนเฟิงร่วมทาง ต่างก็คิดจะรุดไปทางทิศที่มีไฟไหม้
ยามนี้เห็นลู่เซิ่งคิดจะตามไปด้วย เหยียนไคไม่อาจไม่ส่งเสียงเตือนไปหนึ่งประโยค
“เต้าจ่างวาจานี้มีความหมายใด”
ลู่เซิ่งเอ่ยถามกลับเสียงขรึม
“ไฟไหม้นี้ เป็นหัวหน้าผีล่อลวงกระทำขึ้น มิหนำซ้ำยังตั้งใจกระทำ ความแค้นด้านนั้นพวยพุ่งสู่ท้องฟ้า คนทั่วไปขอแค่เข้าใกล้จะเสียสติ มีอันตรายถึงชีวิต!” เหยียนไคกล่าวอย่างจริงจัง “ต่อให้คุณชายเซิ่งวรยุทธ์เหนือคน ก็ไม่มีผลลัพธ์ที่สอง”
“แต่ก่อนหน้านี้ข้าเห็นคนไม่น้อยไป…” ลู่เซิ่งสงสัย
“คนเหล่านั้นรนหาที่ตายเอง ผู้ใดก็ช่วยไม่ได้ นอกจากนี้คล้ายมีคนตั้งใจเรียกพวกเขาไปด้วย” เหยียนไคกล่าวราบเรียบ
ลู่เซิ่งใคร่ครวญ
ได้แต่มองดูเรื่องใหญ่เกิดขึ้นใกล้บ้านตัวเอง ตัวเองกลับไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้จิตใจของเขาย่ำแย่ยิ่ง
นึกถึงว่าเหยียนไคเตือนเขาด้วยเจตนาดี เขาก็ประสานมือคำนับอีกฝ่าย
“ขอบคุณเต้าจ่างที่กล่าวเตือน”
เหยียนไคพยักหน้าให้เขา เตรียมที่จะพาต้วนหรงหรงและจวนเฟิงไปยังทิศทางที่ไฟไหม้
ลู่เซิ่งเห็นดังนั้นก็พลันเข้าใจทันทีว่า ต้วนหรงหรงกับจวนเฟิงอาจมีคุณสมบัติพิเศษ ไม่ใช่คนธรรมดา
หรือว่าพวกเขาเดิมทีมีเป้าหมายอื่นอยู่แล้ว จึงเดินทางมายังเมืองเล็กๆ ที่อยู่ใกล้ๆ ทะเลน้ำแข็งแดนเหนืออย่างเมืองเก้าประสาน
พอคิดถึงตรงนี้ เขาพลิกตัวลงจากหลังม้า พูดกับเหยียนไค
“เต้าจ่าง แม่นางจวนเฟิง มิสู้ให้ข้าน้อยจัดม้าให้ จะไปได้เร็วกว่า!”
เหยียนไคงงงัน ตอบสนองฉับพลัน นี่เป็นลู่เซิ่งกำลังแสดงน้ำใจแก่เขา
เมื่อนึกถึงสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นที่นี่ การประหยัดพลังสำคัญยิ่งกว่า
เขาจึงรีบพยักหน้าตกลง
“เช่นนั้นก็ขอรบกวนแล้ว!”
ลู่เซิ่งจะให้คนไปจูงม้ามา แต่ได้สติอย่างรวดเร็ว
“ไม่ ไม่ต้องไปจูงมาแล้ว คอกม้าอยู่ด้านข้าง ส่งคนมา! พาพวกเต้าจ่างไปเลือกม้าที่คอก ม้าตัวไหนก็ได้!”
ลู่เซิ่งกล่าวเสียงดัง
“คุณชายเซิ่งมีน้ำใจ!”
เหยียนไคประสานมือ ติดตามผู้คุ้มกัน เร่งไปยังคอกม้า
ลู่เซิ่งยืนอยู่ที่ประตูคฤหาสน์ลู่คนเดียว ด้านข้างมีผู้คุ้มกันที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวหลายคน
เขามองไปที่ทิศทางไฟไหม้แต่ไกล เงียบเสียงไปชั่วขณะหนึ่ง
เพลิงไหม้ที่ลุกโหม ไม่ทราบดำเนินอยู่นานเท่าไหร่ พลันค่อยๆ สลัวดับลง
ลู่เซิ่งก็ยืนอยู่ที่ประตูคฤหาสน์นานเช่นกัน
เปรี้ยง!
สายฟ้าสีน้ำเงินสายหนึ่งวาดผ่านท้องฟ้า
ท้องฟ้า เมฆดำกระจายแน่น แยกแยะไม่ออกว่าเป็นควันหนาที่เพิ่งลอยขึ้นไปหรือว่าเป็นเมฆดำ
ไม่ทันไร ฝนก็ตกกระหน่ำลงมาอย่างต่อเนื่อง
ลู่เฉวียนอันเดินออกมา ยืนอยู่ข้างกายลู่เซิ่ง มีข้ารับใช้กางร่มกันฝนให้ทั้งสองคนโดยเฉพาะ
หยดน้ำฝนกระทบพื้นดังซ่าๆ กระเด็นขึ้นมาเป็นหมอกน้ำขาวขมุกขมัวชั้นหนึ่ง
สีท้องฟ้าเริ่มสลัว ฟ้าสางแล้ว เวลาหนึ่งคืนผ่านไปอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวเช่นนี้
ลู่เซิ่งยืนอยู่ที่ประตูใหญ่ ใจคล้ายมีความคิดใด
เขาสังหรณ์ใจว่า การระเบิดและเพลิงที่ไหม้โหมเมื่อคืนวาน มีเรื่องสำคัญยิ่งอันใดบังเกิดแล้ว
เกิดขึ้นที่ประตูบ้านของเขา
น่าเสียดายเขาพลังต่ำต้อย แม้แต่เข้าใกล้ยังไม่กล้า
เขามองออกว่าเหยียนไคไม่ได้หลอกเขา เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนคนธรรมดาไม่อาจเข้าใกล้ได้จริงๆ
‘ตอนนี้ไฟสมควรดับแล้ว เราได้ข้อมูลมาว่า เป็นดอกไม้ไฟที่กองรวมอยู่ไม่น้อยในร้านขายดอกไม้ไฟทางตะวันตกของเมือง ระเบิดขึ้น ไฟจึงลุกลาม มีคนตายไปไม่น้อย…’
ลู่เฉวียนอันถอนหายใจกล่าว
“ร้านดอกไม้ไฟ…” ลู่เซิ่งทวนรอบหนึ่ง มองไปยังเมืองด้านทิศตะวันตก
ฟ้าเริ่มสว่างแล้ว ขอบฟ้ากลายเป็นสีน้ำเงินมีสีขาวแทรกแซม
ลู่เซิ่งกระชับดาบที่หว่างเอว เดินไปยังทิศทางไฟไหม้
“ท่านพ่อข้าจะไปดูทางด้านนั้น”
“ระวังตัวด้วย” ลู่เฉวียนอันไม่ทราบว่าไฟไหม้มีเลศนัย เพียงคิดว่าช่วงนี้เมืองเก้าประสานวุ่นวาย รีบกล่าวกำชับ
“ทราบแล้ว!”
ลู่เซิ่งออกจากคฤหาสน์ มุ่งหน้าไปยังทิศตะวันตกของเมือง
แรกเริ่มยังมองไม่เห็นอะไร แต่พอยิ่งเข้าใกล้จุดที่ไฟไหม้
บ้านเรือนถนนส่วนหนึ่งค่อยๆ ปรากฏสีดำเทา มีชาวบ้านจำนวนไม่น้อยกอดของอย่างห่อผ้าสัมภาระบนถนนใหญ่ ไร้บ้านให้กลับ
เสียงร้องไห้ เสียงคนตะโกน เสียงอึกทึกครึกโครม วุ่นวายไปทั่ว
ลู่เซิ่งเดินไปอีกระยะหนึ่ง
คนเริ่มยิ่งมายิ่งน้อย บ้านเรือนสองข้างทางกลายเป็นตอตะโกโดยสมบูรณ์ บ้านบางหลังถูกเผาถล่มลงมา บนหลังคามีรูขนาดใหญ่มากจำนวนมาก
บนพื้นก็เห็นร่างที่ถูกเผาเป็นตอตะโกส่วนหนึ่งตลอดเวลา คนตายเช่นนี้มีอยู่ทุกที่
ยิ่งเข้าใกล้ ลู่เซิ่งยิ่งตื่นตะลึง
ซากศพเหล่านี้มีจำนวนมากเกินไปแล้ว ไม่ทราบว่าเมื่อคืนมีคนเท่าไหร่ตายในการระเบิดและเพลิงไหม้รอบนี้
ไม่ทันไร ลู่เซิ่งก็เห็นสถานที่อันเป็นใจกลางของเพลิงผลาญและระเบิด
ไม่ใช่ร้านดอกไม้ไฟอันใด หากเป็นจวนอีกแห่งหนึ่งของข้าหลวงซ่งตวนฉื่อ จวนไข่มุก
จวนไข่มุกถล่มจนไม่เหลือสภาพ รอบบริเวณมีซากปรักหักพัง กองใหญ่กองเล็กโผล่ออกมาเรื่อยๆ เหมือนกับเนินหลุมฝังศพที่ใหญ่เล็กไม่เท่ากันหลายเนิน
ลู่เซิ่งยังเห็นว่าไม่ใช่แค่เขาที่มา มีคนในยุทธภพไม่น้อยที่พกอาวุธเช่นดาบกระบี่ เดินอยู่รอบๆ คล้ายกำลังค้นหาอะไร
คนในยุทธภพเหล่านี้ต่างก็รักษาระยะห่างจากกันและกัน ในแววตามีความระแวดระวัง บนร่างจะมากจะน้อยล้วนมีสภาวะส่วนหนึ่ง เห็นได้ว่าต่างไม่ใช่คนฝึกยุทธ์ในเมืองเก้าประสานเหล่านั้น
เขายังเห็นว่าคนในยุทธภพเหล่านี้พลิกหาของสักอย่างจากในเศษซาก แล้วเก็บเข้าไปในอกเสื้อตลอดเวลา
………………………………………….
บทที่ 33
ลู่เซิ่งครุ่นคิด เข้าไปใกล้คนในยุทธภพคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ที่สุด
“สหายท่านนี้” ในมือเขามีแท่งเงินแท่งหนึ่งเป็นประกาย
“อะไรหรือ” คนในยุทธภพผู้นั้นมองเขาอย่างระวังตัว
“ข้าขอถามว่า ที่นี่ไฉนมีคนมากมายขนาดนี้มาตามหาของอันใด”
ลู่เซิ่งแสดงสีหน้าสงสัย
“เจ้าไม่ทราบ แล้วมาทำอะไร หลีกไป!”
คนผู้นี้แสดงสีหน้าเหมือนมองคนโง่
ลู่เซิ่งเห็นเขาหมุนตัวคิดจากไป ก็ล้วงแท่งทองแท่งหนึ่งออกมาจากถุงเอว รวมกันส่งไปให้
แท่งทองนี้กลับทำให้คนผู้นั้นชะงักฝีเท้า เขาชั่งน้ำหนักแท่งทองดู แล้วมองการแต่งกายบนร่างของลู่เซิ่ง ดูไม่เหมือนคนที่จะมาแย่งอาหารกับเขา จึงกล่าว
“เจ้าไม่ทราบ แล้วยังมาร่วมความครึกครื้นอันใด
พวกเรามาที่นี่ ต่างได้ยินว่าเมื่อคืนมียอดฝีมือจำนวนมากมากำจัดวิญญาณ ผลก็คือสู้ไปได้ครึ่งทาง มีของวิเศษปรากฏขึ้น จากนั้นก็ปรากฏความสับสนแล้ว มียอดฝีมือนำของวิเศษหนีไป คนที่เหลือต่างติดตามไป ที่นี่จึงกลายเป็นเศษซาก
“พวกเราหลายคนต่างมาหาของที่เหลือ ค้นสมบัติของคนตาย”
“ค้นสมบัติคนของตายหรือ” ลู่เซิ่งเข้าใจแล้ว คนเหล่านี้มาปล้นสมบัติบนร่างศพโดยเฉพาะ
เขาไม่กระจ่างว่าเมื่อคืนเกิดเหตุอันใด แต่สามารถดึงดูดขุมกำลังจำนวนมากขนาดนี้มารวมตัวกันได้ จะต้องไม่ใช่เรื่องเล็กแน่
‘คนเหล่านี้ต่างทราบเลศนัยส่วนหนึ่ง เหมือนตวนมู่หว่านและเหยียนไค เป้าหมายที่มาเมืองเก้าประสานไม่ชัดเจน พวกเขาอาจเป็นคนระดับเดียวกันกับผีล่อลวง’ ลู่เซิ่งขบคิด ปล่อยคนผู้นั้นไป วนไปทั่วอยู่หลายรอบ เห็นหลายแห่งมีวัตถุเป็นก้อนดำเหมือนเหล็กหลอมละลาย
เขาไม่ได้หยุดรั้งอยู่นาน กลับไปคฤหาสน์ลู่อย่างรวดเร็ว
พอมาถึงคฤหาสน์ลู่ เพิ่งจะเข้าประตูใหญ่ ก็มีเด็กรับใช้มารายงาน
“คุณชายใหญ่ แม่นางตวนมู่มาอีกแล้ว กำลังรอท่านในโถงรับแขก” เด็กรับใช้กล่าวเสียงเบา
ตวนมู่หว่านมาแล้วหรือ ลู่เซิ่งอดจิตใจตึงเครียดไม่ได้ นึกย้อนถึงประโยคที่นางพูดตอนเจอเขาเมื่อก่อนหน้า เขาจึงกระตือรือร้น รีบสาวเท้าเดินไปยังโถงรับแขก
พอเข้าโถงรับแขก ลู่เซิ่งก็เห็นการแต่งกายอันเป็นสัญลักษณ์ของตวนมู่หว่าน ในยุคสมัยนี้ สตรีที่กล้าแต่งตัวเหมือนตวนมู่หว่าน ต่อให้เป็นที่หอนางโลมตรอกคณิกาก็มีไม่มาก
นางนั่งบนเก้าอี้ไม้ มือประคองถ้วยชากระเบื้องขาว จิบชาเบาๆ วางหมวกไว้ด้านข้าง ปลดอาภรณ์โปร่งบนร่าง เผยให้เห็นชุดรัดรูปสีดำที่รัดเนื้ออยู่ด้านใน
เพียงแต่ชุดรัดรูปนั้นเพราะว่ารัดตัวมากเกินไป จึงขับเส้นโค้งทุกชุ่นบนร่างนางออกมา เหมือนกับเป็นผิวหนังชั้นที่สอง โดยเฉพาะหน้าอกกับตะโพก เหมือนไม่ได้ใส่เสื้อผ้า ไม่ต่างจากเปลือยกาย สตรีรับใช้และผู้คุ้มกันที่อยู่รอบๆ เห็นแล้วไม่กล้ามองตรงๆ หน้าแดงหูแดง
“แม่นางตวนมู่ไม่เจอกันนาน ไม่ทราบประโยคนั้นที่ท่านกล่าวก่อนหน้านี้ความหมายคืออะไรกันแน่” ลู่เซิ่งพอพบหน้าก็กล่าวอย่างขวานผ่าซากทันที เขาโบกมือให้คนที่ไม่มีหน้าที่รอบๆ ตัวต่างถอยออกไป ตนเองมองตวนมู่หว่านด้วยดวงตาสว่างไสว ไม่หลบเลี่ยงเครื่องแต่งกายยั่วยวนของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย
ตวนมู่หว่านเงยหน้าขึ้นพิจารณาลู่เซิ่งด้วยความประหลาดใจ ยิ้มกล่าวว่า “คุณชายเซิ่งสบายดี สามารถรอดจากภัยพิบัติครั้งนี้ได้ น่าเฉลิมฉลองแท้ ตอนนี้ท่านไม่ต้องห่วง ทุกอย่างกลับมาปลอดภัยขึ้นมากแล้ว”
“แม่นางหมายความว่าอย่างไร” ลู่เซิ่งหยีตา เห็นได้ชัดว่าตวนมู่หว่านทราบเลศนัยไม่น้อย
“ไม่มีความหมายอะไร” ตวนมู่หว่านวางชาลง ปรบมือเบาๆ แล้วลุกขึ้น
ตวนมู่หว่านเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ในเมื่อคนที่อยู่รอบๆ ล้วนไปแล้ว คุณชายไม่ตายในภัยพิบัติก่อนหน้า อย่างนั้นกลับมีคุณสมบัติที่จะทราบเบื้องหลังส่วนหนึ่ง”
“ขอให้แม่นางโปรดชี้แนะ” ลู่เซิ่งปลุกปลอบจิตใจ กลัวอีกฝ่ายไม่พูด
ตวนมู่หว่านมือหนึ่งเท้าคาง หัวเราะ “คุณชายเซิ่งในเมื่อไม่ตาย คงได้สัมผัสขุมกำลังของผีล่อลวงมาแล้ว สิ่งของที่สกปรกน่าหวาดกลัวเหล่านั้น ไม่ใช่รับมือได้ง่าย ไม่มีความสามารถพิเศษก็ไม่อาจรอดจากการไล่ล่าของพวกมัน”
“ผีล่อลวง… แม่นางพูดให้ละเอียดหน่อยได้หรือไม่ ผีล่อลวงเหล่านี้มาจากไหน พวกมันมีเป้าหมายอะไร” ลู่เซิ่งถามเสียงขรึม
“ไม่ต้องรีบร้อน…” ตวนมู่หว่านหัวเราะคำหนึ่ง ค่อยๆ อ้อมมาถึงด้านข้างของลู่เซิ่ง ยื่นมือข้างหนึ่งออกมาลูบแก้มเขาเบาๆ
การเคลื่อนไหวของนางนุ่มนวลและอ่อนโยนยิ่ง เหมือนกับผ้าบางปัดผ่าน ไม่สัมผัสอย่างละเอียดก็ไม่อาจรู้สึกตัว คันๆ นุ่มๆ เหมือนกับการหยอกล้อกันระหว่างคนรัก
“แม่นางตวนมู่ ท่านยังไม่พูดถึงเลศนัยเลย” ลู่เซิ่งถอยหลังก้าวหนึ่งเบาๆ หลบเลี่ยงการหยอกล้อของอีกฝ่าย “ถ้าหากมีสิ่งที่จำเป็นต้องปิดบัง ท่านคงไม่มาหาข้าถึงที่นี่ คาดว่าแม่นางคงมีเป้าหมายของตัวเองกระมัง”
ตวนมู่หว่านหัวเราะ กิ่งบุปผาพลันสะเทือน
พึ่บ!
“คุณชายเซิ่งไม่ใช่คนธรรมดาจริงๆ ข้าเห็นท่านครั้งแรกก็ชมชอบอยู่บ้าง
ตอนนั้นยังมีความคิดจะทดลองเดิมพันกับท่าน คิดไม่ถึงว่าคุณชายรอดมาได้จริงๆ นี่น่าประหลาดใจ… ท่านไม่ทราบ หลังจากท่านรอดมา ถึงแม้ตัวข้าต่อให้กำลังต่อสู้ระหว่างความเป็นความตาย ในใจยังจดจำท่านได้…” ตวนมู่หว่านกล่าวอย่างเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก น้ำเสียงเหมือนกับจะหลอมละลายบุรุษเหล็กให้กลายเป็นน้ำได้
ลู่เซิ่งข่มโทสะ ปล่อยให้นางแนบชิดตน ยังคงถามอย่างสงบ “หรือว่าแม่นางชมชอบข้าแล้ว”
“ผู้ใดทราบเล่า” ตวนมู่หว่านหัวเราะพลางถอยไปก้าวหนึ่ง หมุนตัวอย่างงดงามรอบหนึ่ง
“ข้าชมชอบคุณชายยิ่ง พอเห็นท่าน ก็คิดถึงท่านผู้นั้นที่ข้ารักที่สุด… น่าเสียดายเขาตายเร็วยิ่ง ความรักในอกของข้าไร้ที่ไป” พูดถึงตรงนี้ ดวงตารูปซิ่งจื่อ (แอพริค็อต) ของนางปรากฏความอ้างว้างและความละอายแก่ใจ
ลู่เซิ่งกล้ายืนยันว่าตัวเองไม่ได้มองผิด เป็นความละอายแก่ใจจริงๆ ความรู้สึกที่มีแต่คนซึ่งรู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อยพึงมี ถึงกับปรากฏบนร่างตวนมู่หว่านที่ลี้ลับตรงหน้าผู้นี้ เห็นได้ว่าคนผู้นั้นที่นางเอ่ยถึง มีสถานะ ความสามารถ และตำแหน่งไม่ธรรมดาเด็ดขาด
“ตอนนี้แม่นางตวนมู่ลองบอกดูว่า ผีล่อลวงที่แท้เป็นอะไร แล้วพวกท่านเป็นใคร”
ตวนมู่หว่านยิ้มๆ อ้อมมาถึงด้านหลังของลู่เซิ่งอย่างแผ่วเบา แนบชิดตัวเองกับแผ่นหลังของเขา
“พอเห็นคุณชายท่าน ก็อดนึกถึงเขาไม่ได้ เฮ้อ…” นางถอนใจยาว แฝงความรันทดเข้มข้น
“คุณชายทราบหรือไม่ว่าวิถีโลกในปัจจุบัน ปีศาจมารอาละวาด ภูตผีถือกำเนิด ไฉนชนชาวโลกยังมีชีวิตอยู่อย่างสงบมั่นคงเป็นส่วนใหญ่ เหมือนกับชีวิตราบเรียบสิบกว่าปีก่อนหน้าของคุณชายท่าน”
ลู่เซิ่งส่งสายตาคมกริบ “มีคนคอยปกป้องหรือ”
“ถูกต้อง… นับว่าปกป้องก็แล้วกัน… วิถีโลกนี้ลำบากเช่นนี้ ต้องมอบความหวังและการปลอบประโลมเล็กน้อยแก่ผู้คนถึงจะถูก
“ใต้หล้านี้ กล่าวได้ว่าเป็นใต้หล้าของสองขุมกำลัง”
“สองขุมกำลังไหน”
“มารปีศาจกับตระกูลขุนนาง” ตวนมู่หว่านชูนิ้วสองนิ้วขึ้นอย่างเรียบง่าย “มารปีศาจเป็นสัตว์ประหลาดเช่นผีล่อลวงที่คุณชายเคยเจอ ส่วนตระกูลขุนนางก็คือคนกำจัดวิญญาณที่บนร่างมีพลังตั้งแต่เกิดอย่างข้าและเหยียนไค”
“เกิดมาก็มีพลังหรือ ไม่ใช่ฝึกฝนได้มาหรือ” ลู่เซิ่งจิตใจตึงเครียด ยังมีความหวังเล็กน้อย
“ไม่…” ตวนมู่หว่านยิ้มขึ้น “ข้าทราบว่าคุณชายยังมีความหวังเล็กน้อย น่าเสียดาย โลกใบนี้ไม่มีวิชาฝึกฝนอันใดรับมือมารปีศาจได้ พวกเราตระกูลขุนนางไม่ต้องใช้วิธีการอันใด และไม่มีวิชาอันใด”
สิ่งที่พวกเราฝึกฝนเป็นเพียงการพัฒนาและการใช้พลังพิเศษในร่างที่มีตั้งแต่เกิด และใช้พลังนี้ไปรับมือมารปีศาจ ส่วนคนทั่วไปได้แต่เป็นคนทั่วไปตลอดกาลแล้ว…”
ลู่เซิ่งเงียบเสียง
ยังเป็นความจริงที่เขาไม่อยากได้ยินที่สุด
ตวนมู่หว่านกล่าวต่อ “ลำดับชั้นการปกครองของใต้หล้ามีสองอย่าง หนึ่งคือมารปีศาจ หนึ่งคือตระกูลขุนนาง พลังของพวกเรามีมาตั้งแต่เกิด เหนือคนธรรมดา ความแตกต่างนั้นยิ่งใหญ่มาก… พวกเราเกิดมาก็มีพลัง ต่อให้เป็นคนที่อ่อนแอที่สุด สำหรับคนทั่วไปก็เป็นความแข็งแกร่งที่ไม่อาจจินตนาการได้โดยเด็ดขาด”
“ข้าไม่เชื่อว่าคนทั่วไปไม่มีโอกาสแล้ว” ลู่เซิ่งส่ายหน้าช้าๆ
“คุณชายน่ารักจริงๆ…” ตวนมู่หว่านยิ้ม “ท่านต้องเข้าใจว่าบนโลกใบนี้ไม่มีปราณวิญญาณหรือปราณเซียนในนวนิยายอันใด ในอากาศที่พวกเราใช้ดำรงชีวิตก็ไม่มีเช่นกัน สิ่งที่พวกเราพึ่งพาได้เพียงอย่างเดียวคือตัวเอง
จอมยุทธ์ฝึกปราณภายใน สิ่งที่อาศัยเกิดจากการกินอาหาร พลังความสามารถที่พวกเราตระกูลขุนนางได้มาแต่เกิด ซ่อนลึกอยู่ในสายเลือด ความแตกต่างมีมาแต่กำเนิดแล้ว…”
นางค่อยๆ ปล่อยลู่เซิ่ง เดินมาถึงด้านหน้าของเขา มือเรียวลูบไล้ทรวงอกแกร่งของเขาแผ่วเบา
“ก่อนหน้านี้ในเมืองเก้าประสานมีสองขุมกำลังใหญ่ กำลังแย่งชิงของวิเศษชิ้นหนึ่ง ฝ่ายหนึ่งในสองขุมกำลังใหญ่นี้ เป็นขุมกำลังใหญ่ที่ควบคุมผีล่อลวง และเป็นขุมกำลังที่เลือกตระกูลสวีและตระลู่ของท่านเพื่อเซ่นสรวง”
“ขอบังอาจถามแม่นาง ชื่อของขุมกำลังนี้คืออะไร” ลู่เซิ่งพลันกระตือรือร้น ทราบว่านี่เป็นส่วนสำคัญ ย่อยข้อมูลที่ได้ยินมาก่อนหน้านี้ รีบถามไถ่
“จวนม้วนมนุษย์” ตวนมู่หว่านพิงศีรษะกับแขนของลู่เซิ่ง “ชื่อของพวกมันเรียกว่าจวนม้วนมนุษย์ เป็นขุมกำลังเก่าที่ยึดครองที่นี่ของพวกท่านมาหลายต่อหลายปีแล้ว
“ภูตผีที่พวกมันควบคุมมีอยู่ไม่น้อย ก่อนหน้านี้เลือกประมุขตระกูลลู่ของคุณชายเป็นเป้าหมายเซ่นสรวง พอของวิเศษเช่นนั้นปรากฏขึ้น จำเป็นต้องใช้เครื่องเซ่นสรวงมากมาย มากมายยิ่ง…”
“เช่นนั้น บิดาข้ายังไม่ตาย พวกเขาจะมาหาพวกเราอีกหรือไม่” ลู่เซิ่งถามกลับ
“คิกๆๆ… ถ้าหากพวกมันมาหาท่าน คุณชายก็มาหาหว่านเอ๋อร์แล้วกัน… ” ตวนมู่หว่านพลันกล่าวพลางหัวเราะ
“แม่นางตวนมู่ล้อเล่นแล้ว” ลู่เซิ่งสลัดการลูบไล้ของนาง หมุนตัวไปเผชิญหน้ากับนาง “ไม่ทราบว่าแม่นางยังมีวิชาฝึกจิตกำลังภายในอย่างอื่นในมือหรือไม่ ที่ไม่ใช่วิชาหล่อเลี้ยงชีวิต”
เขาไม่ทราบว่าสิ่งที่ตวนมู่หว่านพูดเหล่านี้เป็นเรื่องจริงหรือเรื่องเท็จ แต่ไม่ว่าจริงหรือเท็จ ขอแค่เอาวิชากำลังภายในวิชาใหม่ที่แกร่งกว่าเดิมจากสตรีนางนี้ได้ การพบเจอนางในครั้งนี้ก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว
“วิชาฝึกจิตกำลังภายในหรือ ของเล่นประเภทนั้น… มีประโยชน์หรือ” ตวนมู่หว่านสางผมงาม “วิชากำลังภายในมีอันใดน่าสนุก…”
“แม่นางหว่านเอ๋อร์ล้อเล่นแล้ว ข้าน้อยจำเป็นต้องใช้ค่าตอบแทนเท่าใดถึงจะเอาวิชาฝึกจิตกำลังภายในชนิดนั้นมาได้ ขอให้แม่นางบอกให้กระจ่าง” ลู่เซิ่งเอ่ยเสียงทุ้ม
………………………………………….
บทที่ 34
“ค่าตอบแทนกลับไม่ต้อง เงินข้าไม่ขาดอยู่แล้ว เพียงแต่ของสิ่งนั้นที่คุณชายต้องการ หว่านเอ๋อร์ก็ไม่มีในมือเช่นกัน วิชาวรยุทธ์ชนิดนั้นสำหรับหว่านเอ๋อร์ไม่มีประโยชน์เท่าวิชาหล่อเลี้ยงชีวิต สำหรับพวกเราแล้ว การยืดอายุขัยคุ้มค่ากว่าการฝึกสิ่งที่มีพลังทำลายอ่อนแอจนน่าสงสารเหล่านั้นมาก
ทว่า… หว่านเอ๋อร์กลับคิดถึงวิธีการดีๆ ได้วิธีหนึ่ง”
“วิธีการอันใด”
“ถ้าคุณชายคิดเรียนจริงๆ เบื้องล่างตระกูลขุนนางของพวกเราก็มีพรรคสำนักใหญ่ที่คนธรรมดาส่วนหนึ่งรวมกลุ่มกันสร้างขึ้นมาช่วยเหลือกัน ด้านในมีวิชาฝึกจิตกำลังภายในประเภทนี้ คุณชายสามารถเลือกเข้าร่วมตามใจชอบ หว่านเอ๋อร์แนะนำท่านได้ เป็นอย่างไร” ตวนมู่หว่านกล่าวเสียงอ่อนโยน
“นี่กลับไม่จำเป็น ถ้าหากแม่นางหว่านเอ๋อร์มอบข้อมูลข่าวสารของพรรคสำนักใกล้ๆ เพียงเล็กน้อยให้แก่ข้าได้ก็พอ” ลู่เซิ่งไม่เกรงใจ แม้ไม่ทราบว่าไฉนตวนมู่หว่านให้ความสำคัญกับตัวเองขนาดนี้ แต่หนึ่งเรื่องราวไม่ใช้สองคน เรื่องวิชาฝึกกำลังภายในเขาติดค้างน้ำใจนาง ในเมื่อติดค้างไม่น้อยแล้ว เช่นนั้นก็รบกวนอีกฝ่ายขึ้นอีกส่วนหนึ่ง
“นี่อีกเดี๋ยวหว่านเอ๋อร์ให้คนส่งมาให้ท่าน” ตวนมู่หว่านเอ่ยด้วยรอยยิ้ม นางยื่นมือแผ่วเบา ดวงตาพร่ามัวอยู่บ้าง คิดจะล้วงเข้าไปในอาภรณ์ของลู่เซิ่ง
“แม่นางหว่านเอ๋อร์โปรดเคารพตัวเองด้วย!” ลู่เซิ่งจิตใจบังเกิดโทสะ โดยที่อธิบายสาเหตุไม่ได้ เขาไม่คิดสร้างความสัมพันธ์กับสตรีที่ความเป็นมาไม่ชัดเจนแบบนี้ หนำซ้ำยังเป็นในสถานการณ์ที่อีกฝ่ายยึดถือตัวเองเป็นสิ่งตอบแทนด้วย เกิดว่าวันหนึ่งสตรีนางนี้อยู่ๆ เป็นบ้าขึ้นมา ไม่คิดเล่นกับเขาแล้ว อย่างนั้นเขาไม่แน่ว่าจะน่าอนาถแล้ว
“เรียกข้าว่าหว่านเอ่อร์ก็พอแล้ว…” ตวนมู่หว่านตางามดุจไหม สองแก้มแดงดั่งลูกท้อ อุณหภูมิบนร่างร้อนราวเปลวเพลิง เห็นได้ว่าเกิดความหวั่นไหวจริงๆ
นางยื่นมือไปลูบคลำท้องน้อยของลู่เซิ่ง
“แม่นางหว่านเอ๋อร์” ลู่เซิ่งจับมือนางไว้ด้วยมือหนึ่ง “ถ้าหากท่านยึดถือข้าน้อยเป็นสิ่งตอบแทนอันใด นั่นไม่ใช่แค่ท่านข่มเหงคน ยังไม่เคารพต่อร่างกายตัวเองอีกด้วย”
“ไม่เคารพตัวเองอย่างนั้นหรือ” ตวนมู่หว่านงุนงง นางหลุบศีรษะลง เงียบเสียง
สักพักหนึ่ง…
นางพลันถอนใจยาวคำหนึ่ง
“ถูกต้อง… ก่อนหน้านี้หว่านเอ๋อร์ไม่ใช่เป็นคนแบบนี้…” นางประเดี๋ยวเดียวคล้ายเปลี่ยนเป็นหมดความสนใจเขาแล้ว
ลู่เซิ่งถอยหลังไปสองก้าว ไม่ได้พูดอะไร เพียงจ้องมองนาง
“ใกล้ๆ นี้มีพรรคที่ใหญ่ที่สุดเรียกพรรควาฬแดง ด้านในพรรคยังมีวิชาที่น่าสนใจอยู่บ้าง คุณชายถ้าสนใจไปดูก็ได้ แต่ว่าพรรคนี้เล็กเกินไป ภายหลังหว่านเอ่อร์มีโอกาสจะย้ายที่ให้คุณชาย ไปจงหยวน พรรคที่นั่นแข็งแกร่งกว่าพรรควาฬแดงมาก”
“ขอบคุณแม่นางหว่านเอ๋อร์แล้ว ข้าน้อยจะไปสืบดูก่อน ส่วนต่อจากนี้ ต่อจากนี้ค่อยว่ากล่าวกันเถอะ” ลู่เซิ่งลอบจดจำ ประสานมือเอ่ย
“ยังเรียกข้าแม่นางอีก จิตใจข้า ร่างกายข้าท่านไม่ใช่ล่วงรู้ความรู้สึก สัมผัสแล้วหรอกหรือ” ตวนมู่หว่านมองเขาอย่างน้อยใจ
ลู่เซิ่งสับสน กำลังคิดเอ่ยวาจา พลันเห็นนอกหน้าต่างโถงรับแขกที่ไม่ได้ปิด เสี่ยวเฉี่ยวกำลังมองดูด้านในนี้อยู่ไกล ลืมตากลมโต อ้าปากตาค้าง
ส่วนอิริยาบถยามนี้ของเขากับตวนมู่หว่าน เป็นสตรีนางนี้ยื่นมือมาตรงท้องน้อยของเขา ถูกเขาใช้มือจับไว้ สองคนแนบชิด อยู่ใกล้กัน คลุมเครือยิ่งนัก
“เอาล่ะ ข้าไม่หยอกล้อท่านแล้ว ข้ายังมีธุระ ไปก่อนก้าวหนึ่ง” ตวนมู่หว่านถอยหลังแผ่วเบาไปสองสามก้าว หุบรอยยิ้ม
“คุณชาย… กล่าวตามสัตย์ ท่านรู้สึกว่าหว่านเอ๋รอ์ใช่เป็นสตรีเลวทรามไร้ศักดิ์ศรีมากหรือไม่” นางมองลู่เซิ่งด้วยความคาดหวัง เป็นความคาดหวังที่อธิบายไม่ได้ คล้ายกำลังกำลังรอให้เขาพูดคำตอบที่แตกต่าง
ลู่เซิ่งลำบากใจแล้ว
นางช่วยเขาถึงสองครั้ง ยังบอกข้อมูลที่มีประโยชน์ขนาดนี้แก่เขาโดยให้เปล่า ต้องการให้เขาพูดว่านางไม่มีศักดิ์ศรี เป็นสตรีเลวทรามต่อหน้าอีกฝ่าย วาจาแบบนี้เขาพูดไม่ออก
เขาที่แล้วมาเป็นคนกินอ่อนไม่กินแข็ง ผู้ใดดีกับเขา เขาก็ดีกับผู้นั้น ตอนนี้ครั้งนี้กลับทำให้เขาลำบากใจแล้ว
ลู่เซิ่งเรียบเรียงคำพูด พิจารณาตวนมู่หว่านตรงหน้าอย่างละเอียด
ตวนมู่หว่านในตอนนี้ แม้จะสวมเสื้อผ้ายั่วยวน แต่ถึงกับมีความอ่อนโยนและความใสซื่อ เหมือนกับดรุณีน้อยข้างบ้านที่นิสัยดีกำลังถามเขาอย่างอายๆ ว่า ตนเองมีตรงไหนไม่ดีหรือ
“แม่นางหว่านเอ๋อร์ยังดีอยู่กระมัง ทุกคนต่างมีวิธีเข้าสังคมของตัวเอง แม่นางเพียงเปิดเผยไปเล็กน้อยก็เท่านั้น” ลู่เซิ่งกล่าววาจานี้เป็นวาจาตามสัตย์จริง ถึงอย่างไรโลกในชาติก่อนก็ยังเปิดเผยกว่าตวนมู่หว่านมากนัก แค่เปลือยร่างให้คนนับไม่ถ้วนดูในอินเทอร์เน็ตล้วนมากมี เพราะฉะนั้นสำหรับเขาแล้ว ตวนมู่หว่านแค่กระทำแปลกแยกไปเล็กน้อยเท่านั้น
ตอนที่ตวนมู่หว่านกำลังถาม ได้แต่มองลู่เซิ่งอย่างจริงจัง
นางค้นพบอย่างประหลาดใจว่า ลู่เซิ่งกล่าวคำพูดนี้จากใจจริง เป็นความคิดแท้จริงของเขา ไม่ใช่ปลอบใจนาง เขาคิดเช่นนี้ในใจจริงๆ ท่าทางมีเหตุผลเต็มเปี่ยมนั้น ท่าทีที่ไม่นำพาต่อคำถามนี้ แตกต่างกับคนจำนวนมากที่ก่อนหน้านี้นางเคยถามคำถามนี้โดยสิ้นเชิง
“ท่าน…”
ดวงตาตวนมู่หว่านปรากฏความซับซ้อน ในใจมีบางอย่างที่อธิบายไม่ได้กำลังพรั่งพรู
“ถึงข้าไม่ทราบว่าคุณชายต้องการวิชาฝึกจิตกำลังภายในจำนวนมากเพียงนั้นไปทำอะไร แต่ว่าที่ข้ามีสองเล่ม ล้วนเอาให้ท่านทั้งหมดเถอะ” นางก้มหน้าลง เห็นใบหน้าไม่ชัด หยิบหนังสือเล่มเล็กสองเล่มจากบนร่างมาวางไว้บนโต๊ะ
“หว่านเอ๋อร์มีธุระไปก่อนแล้ว” เสียงเพิ่งขาดลง นางก็ผลุนผลันออกจากห้องไปแล้ว
ลู่เซิ่งเพิ่งได้สติ รีบติดตามออกไป เห็นในลานว่างเปล่า เวลาแค่กะพริบตาเช่นนี้ ตวนมู่หว่านถึงกับหายไปแล้ว
เขางุนงง ยืนอยู่ในลานไม่ได้สติชั่วขณะหนึ่ง
ผ่านไปสักพัก เขากลับไปถึงโถงรับแขก หยิบหนังสือเล่มเล็กสองเล่มบนโต๊ะขึ้นมา บนหนังสือทั้งสองเล่มเขียนไว้ว่า: โน้มนำหยินหยาง เคล็ดสนหนึ่งสำนึก
เป็นคัมภีร์ลับสองเล่มนั้นที่เขาไม่ได้เลือกตอนซื้อวิชากำลังภายในจากมือของตวนมู่หว่าน ดูเหมือนในมือตวนมู่หว่านจะมีแค่วิชากำลังภายในสามเล่มนี้ ตอนนั้นนำออกมา มีความคิดหยอกล้อเขาที่บอกไม่ถูก หรือว่ามีความคิดซับซ้อนอย่างอื่น
…
นอกเมืองเก้าประสาน
ตวนมู่หว่านร่างพลิ้วทะยาน ทิ้งตัวลงริมทะเลสาบอาทิตย์นิ่ง นิ่งและแผ่วเบา
ทะเลสาบอาทิตย์นิ่ง น้ำนิ่งดุจกระจกที่ฝังหิมะสีขาวไว้บนขอบ
รอบๆ ทะเลสาบเป็นป่าไม้สีขาวผืนใหญ่ เพราะกิ่งใบล้วนถูกคลุมด้วยหิมะ เหมือนเงินคลุมขาวห่อ ดูคล้ายรูปสลักน้ำแข็ง
“วนมู่หว่านองค์หญิงสารทกระจ่างผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง มีใบหน้าถึงสามพันหน้า ถึงกับแปลงร่างเป็นดรุณีน้อยเช่นนี้ วันนี้มาตามนัดข้า คุ้มค่าแล้วจริงๆ” เสียงบุรุษทุ้มต่ำเจ้าเล่ห์เสียงหนึ่งสะท้อนมาจากรอบๆ
ตวนมู่หว่านกระชับผ้าโปร่งสีดำบนตัวแน่น ใบหน้างามเย็นชา “จางซินหยวน เดินทางหมื่นลี้มาทางเหนือ เพื่อดูเรื่องตลกของข้าหรือ ต้องการให้ข้าช่วยท่านควักลูกตาออกมาไหม ดูว่าท่านยังจะหัวเราะออกหรือไม่”
“เหอะๆ องค์หญิงโปรดระงับโทสะ ตระกูลเจินกำลังต่อสู้กับจวนม้วนมนุษย์ องค์หญิงสารทกระจ่างรู้จักกับเยี่ยหลิงม่อ ข้าน้อยมาเพราะคิดขอให้องค์หญิงช่วยแนะนำ” เสียงนั้นกล่าวสืบต่อ ทั้งซ้ายและขวา ไม่เห็นเงาคนอันใด ไม่สามารถแยกแยะตำแหน่งของเขาได้
“แนะนำหรือ เตรียมค่าตอบแทนดีแล้วหรือยัง” ตวนมู่หว่านสีหน้าพลันเปลี่ยนไป กลายเป็นใบหน้าที่อ่อนโยนงดงามทันใด
“ได้ยินกฎขององค์หญิงมานาน ผลประโยชน์ย่อมเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว” เสียงนั้นเอ่ยต่อ
ตวนมู่หว่านหัวเราะคำหนึ่ง ลูกต้ากลอกกลิ้ง “ไม่ลองพิจารณาอยู่เป็นเพื่อนข้าสักคืน ไม่แน่ถ้าทำให้ข้าพอใจ จะไม่เก็บค่าใช้จ่ายของท่าน”
“ยังคงแล้วไปเถอะ นามยิ่งใหญ่ขององค์หญิงสารทกระจ่างข้าน้อยได้ยินมานานแล้ว ข้าผู้เฒ่ายังคิดอยู่ต่ออีกหลายปี” เสียงนั้นหัวเราะแห้งสองคำ “ถ้าหากองค์หญิงมอบตำแหน่งของของวิเศษชิ้นนั้นให้ข้าได้ สุดท้ายผู้ใดได้ไป ข้าน้อยยังเพิ่มค่าตอบแทนได้อีกเท่าหนึ่ง!”
“ภัยพิบัติมังกรสีชาดนั่นยังอยู่ในมือของนักพรตวิกลจริต ผู้ใดก็เอามาไม่ได้ หลายวันก่อนหน้าจวนม้วนมนุษย์กับตระกูลเจินทำศึกใหญ่กันรอบหนึ่ง ระหว่างทางกระตุ้นการเซ่นสรวงภัยพิบัติมังกรสีชาด ก่อเกิดการระเบิด สามฝ่ายไม่ว่าฝั่งไหนต่างเสียหายสาหัส ถ้าพวกท่านคิดสอดมือ นี่เป็นโอกาสที่ดีที่สุดและเป็นโอกาสสุดท้ายแล้ว
“เพราะมีคนตายมากเกินไป ภัยพิบัติมังกรสีชาดจะทำการเซ่นสรวงสำเร็จแล้ว…” ตวนมู่หว่านกล่าวอย่างรวดเร็ว
“อย่างนั้นหรือ…” เสียงนั้นเงียบลงไป “ขอบคุณองค์หญิงที่ชี้แนะ ค่าตอบแทนจะมอบให้ผู้คุ้มกันตระกูลท่านโดยตรง ข้าน้อยขอลา” เสียงออกห่างไปอย่างรวดเร็ว ไม่ทันไรก็หายไปจากทะเลสาบอาทิตย์นิ่งโดยสิ้นเชิง
รอยยิ้มบนใบหน้าตวนมู่หว่านจางลงช้าๆ สองตามองทะเลสาบที่นิ่งดุจกระจกเขม็ง ไม่ทราบกำลังคิดอะไร
…
เรื่องที่เกิดในเมืองเก้าประสานกระตุ้นลู่เซิ่งอย่างล้ำลึก
หลังตวนมู่หว่านจากไป เขาก็กินอาหารกลางวัน แล้วกลับห้องเริ่มฝึกฝนวิชากำลังภายใน ยังสั่งห้องครัวให้ต้มยาบำรุงที่ทำมาจากไขมันสัตว์จำนวนมาก ส่งมาถึงในห้องเขา เตรียมใช้กินตลอดเวลา
ผ่านการปรับปรุงในช่วงเวลานี้ เขาคิดฝึกฝนวิชาปราณหล่อเลี้ยงชีวิตอีกสองวิชาที่เขาเพิ่งได้มา
จากวิชากระเรียนหยก ลู่เซิ่งมองออกว่า วิชาปราณหล่อเลี้ยงชีวิตสามารถนำมาใช้ยกระดับวิชาอื่นๆ ได้ ทดแทนการสิ้นเปลืองพลังกาย ปราณ และจิต สิ่งนี้เหมือนกับแบตเตอร์รี่สำรอง ปกติสะสมกักเก็บไว้ ถึงเวลาจำเป็นต้องใช้ ค่อยมีประโยชน์ใช้สอยอย่างใหญ่หลวง
ลู่เซิ่งปิดประตูห้องแน่น นั่งขัดสมาธิบนเตียง
เขาเปิดคัมภีร์เคล็ดสนหนึ่งสำนึกอย่างแผ่วเบา ตัวหนังสือหลายแถวด้านในล้วนใช้มือเขียน ดูเหมือนจะเป็นลายมือสตรีเขียน
‘ให้คนเลียนแบบต้นสน ลมพัดไม่ล้ม หนาวเหน็บไม่ตาย สภาพอันตรายดำรงชีพไม่วางวาย’ หน้าแรกของคัมภีร์มีแค่ตัวหนังสือแถวหนึ่ง
ลู่เซิ่งพลิกหน้าต่อไป หน้าที่สองเป็นรูปสนใหญ่ที่เหมือนวิชากระเรียนหยกในตอนนั้น
ต้นสนแก่สีดำต้นหนึ่งหยั่งรากพาดกิ่งบนหน้าผา งอกงามขวางออกมาในแนวนอน กิ่งใบหนาแน่นเขียวขจี มีพลังชีวิตโชติช่วงคึกคักสุดขีด
สิ่งที่วิชาหล่อเลี้ยงชีวิตวิชานี้เน้นคือคำว่าสงบ รักษาปราณ รักษาจิต ร่างกายโคจรพลังชีวิตตามสัญชาตญาณที่เป็นธรรมชาติที่สุด ให้กำเนิดปราณภายในหล่อเลี้ยงชีวิตที่บริสุทธ์ที่สุดหลายสาย
ลู่เซิ่งเป็นเพราะมีรากฐานวิชากระเรียนหยก เริ่มเรียนวิชาหล่อเลี้ยงชีวิตประเภทนี้ได้รวดเร็วยิ่ง ไม่ทันไรก็คุ้นเคยแล้ว เริ่มนั่งสมาธิ การนั่งสมาธินี้มิใช่เพียงนั่งนิ่งๆ ยังจำเป็นต้องใช้การหายใจและอิริยาบถพิเศษโน้มนำอย่างฉับพลันในเวลาที่กำหนด
หลังจากฝึกฝนสักระยะตามวิชา ลู่เซิ่งลุกขึ้นกินยาบำรุงก้อนหนึ่ง กำลังจะกลับไปฝึกฝนต่อ ครั้งนี้เขาคิดฝึกฝนวิชาทมิฬพิฆาต ใช้ดีปบลูยกระดับวิชาทมิฬพิฆาตสู่ระดับสูงสุด
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูดังขึ้น
“คุณชาย พวกเหยียนไคเต้าจ่างมาแล้ว” เสียงเขินอายของเสี่ยวเฉี่ยวดังมาจากนอกประตู
ลู่เซิ่งลืมตาขึ้นบนเตียง ลงมาอย่างรวดเร็ว สวมใส่เสื้อคลุมตัวนอกและสวมรองเท้า
“อีกเดี๋ยวข้าไป”
เขาออกจากประตูห้อง อย่างรวดเร็วก็เดินเข้าโถงรับแขก เห็นเหยียนไค ต้วนหรงหรง และยังมีจวนเฟิงยืนอยู่
“คุณชายเซิ่ง สบายดี ดูเหมือนท่านมีสีหน้าไม่เลวนี่” เหยียนไคประสานมือกล่าว น้ำเสียงผ่อนคลาย
“ทั้งสามท่านเชิญนั่ง” ลู่เซิ่งยิ้มๆ
รอจนหญิงรับใช้รินน้ำชาให้แล้วพากันล่าถอยออกไป ปิดประตูหน้าต่างดีแล้ว
เขาค่อยกล่าวต่อ “เต้าจ่าง เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นกันแน่” ลู่เซิ่งถามหนึ่งประโยค
เหยียนไคก็ไม่ปิดบัง กล่าวคำพูดที่ตวนมู่หว่านเล่าก่อนหน้านี้ออกมา รอจนเขาพูดจบ ก็เป็นครึ่งชั่วยามให้หลังแล้ว
สิ่งที่เขาพูดในครั้งนี้ ยังละเอียดกว่าตวนมู่หว่าน บางทีอาจเพราะนึกถึงว่าทำให้ม้าสองสามตัวของลู่เซิ่งเสียหายจึงรู้สึกผิด เหยียนไคตอบคำถามส่วนหนึ่งของลู่เซิ่งอย่างจริงจัง
………………………………………….
บทที่ 35
“พูดแบบนี้ คนเหล่านั้นก่อนหน้านี้ที่รุดมา รวมถึงพวกเต้าจ่างทั้งสามคน ล้วนมาเพื่อของวิเศษที่อาจปรากฏขึ้นชิ้นนั้นหรือ” ลู่เซิ่งฟังเนื้อหาหลักจากคำบอกเล่าของเหยียนไคออกแล้ว
“สามารถกล่าวเช่นนี้ได้” เหยียนไคพยักหน้า “โลกใบนี้มารปีศาจอาละวาด พวกเราคนกำจัดวิญญาณรุดมาก็เพื่อคุ้มครองความสงบสุข”
ลู่เซิ่งยิ้มๆ วาจานี้มีความน่าเชื่อถือขนาดไหน เขาไม่ทราบ
เขาเรียบเรียงคำพูดครู่หนึ่ง ถามอีกว่า “หมายความว่า เรื่องนี้จบเช่นนี้แล้วหรือ ภายหลังเมืองเก้าประสานไม่เป็นไรแล้วใช่หรือไม่ จะไม่มีผีล่อลวง และจะไม่มีเรื่องเหนือความคาดหมายอีก ยิ่งไม่มีคนตายโดยไร้สาเหตุอีกใช่หรือไม่”
เหยียนไคไม่ทราบว่าลู่เซิ่งถามเช่นนี้มีความหมายอะไร แต่เขาครุ่นคิด ตอบอย่างจริงจัง “เป็นเช่นนี้ ของวิเศษชิ้นนั้นถูกคนนำไปแล้ว ออกห่างจากเมืองเก้าประสานไปแล้ว อีกเดี๋ยวข้าก็จะไปด้วยเช่นกัน ดูว่ามีที่ไหนพอช่วยเหลือได้บ้าง ส่วนคนตาย.. เมื่อไม่มีพลังจากภายนอก คิดว่าเมืองเก้าประสานจะกลับคืนสู่สภาพดังเดิม”
ต้วนหรงหรงที่อยู่ด้านข้างอดสอดวาจาเข้ามาไม่ได้ “สิ่งนั้นตอนนี้มุ่งหน้าไปยังจงหยวนแล้ว ทุกคนล้วนติดตามไป เมืองเล็กๆ แบบนี้ ผู้ใดยินดีรั้งอยู่”
เหยียนไคยื่นมือรั้งตัวต้วนหรงหรงไว้ ให้นางกล่าววาจาให้น้อยลง เขาประสานมือแก่ลู่เซิ่ง
“คุณชายเซิ่ง การมาในเที่ยวนี้ ช่วยเหลือกลับไม่ได้ช่วยเหลือแต่อย่างไร เงินข้าไม่เอาแล้ว ภายหลังมีวาสนาค่อยพบกัน”
“นั่นจะได้อย่างไร เต้าจ่างจะทำให้ข้ากล่าววาจาไร้ความน่าเชื่อถือหรือ” ลู่เซิ่งมีสีหน้ากระด้าง กล่าวอย่างจริงจัง
เขาโบกมือ “พวกเจ้า ส่งตั๋วเงินมา!”
ไม่ทันไรก็มีหญิงรับใช้ที่เฝ้าอยู่ด้านนอกถือกล่องไม้ใบเล็กประณีตอันหนึ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ลู่เซิ่งรับกล่อง วางลงบนโต๊ะด้านหน้าผู้คน แล้วเปิดออก ด้านในจัดวางตั๋วเงินหนาปึกหนึ่ง
“นี่เป็นค่าเหนื่อยของพวกเต้าจ่าง ครั้งนี้แม้ไม่เกิดเรื่องอะไร แต่มีเต้าจ่างกับคุณหนูจวนเฟิงอยู่ ช่วยตระกูลลู่ข้าตามหาคนที่หายสาบสูญกลับมา ผลงานนี้ควรค่าเอาเงินนี้ไป” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างจริงจังอีกครั้ง
“เช่นนี้ก็ไม่เกรงใจแล้ว!” ต้วนหรงหรงไม่รอให้เหยียนไคปฏิเสธ ยื่นมือคว้าตั๋วเงินยัดเข้าปากถุงย่าม “พี่สาวจวนเฟิงอีกเดี๋ยวพวกเราออกไปแบ่งกัน!”
จวนเฟิงพลันแสดงสีหน้าอับจน แสดงออกว่าทั้งสามคนคุ้นเคยกันแล้ว
เหยียนไคเห็นดังนั้น ได้แต่ยิ้มหนักใจพร้อมกับประสานมือ
“คุณชายเซิ่งถ้าหากมีความคิดตามหาวิชาสะกดภูตผี สามารถมุ่งหน้าไปยังจงหยวนได้” เขาเว้นครู่หนึ่ง ลังเลเล็กน้อย แล้วกล่าวเสริม
“แต่ข้าขอเตือนท่านประโยคหนึ่ง ก่อนหน้านี้คุณชายเซิ่งฆ่าผีล่อลวงไปตัวหนึ่ง กลิ่นอายยังเหลืออยู่บนร่าง มีความเป็นไปได้ว่าจะดึงดูดเพทภัย ทางจวนม้วนมนุษย์ถ้าหากเจอคุณชาย มีความเป็นไปได้ว่าจะส่งผีล่อลวงมา คุณชายสามารถใช้เลือดสดใหม่ของแกะตัวผู้ที่ยังไม่เคยผสมพันธุ์มาอาบตัว เช่นนี้ผีล่อลวงจะนึกว่าท่านตายแล้ว ไม่สร้างความลำบากแก่ท่านอีก ถึงแม้วิธีการนี้จะจำกัดที่ผีล่อลวงทั่วไปก็ตาม”
ลู่เซิ่งได้ยิน พลันกระตือรือร้น ประสานมือเอ่ย “ขอบคุณเต้าจ่างที่ชี้แนะ!”
“มิได้ๆ เช่นนี้ ข้าก็ขอลาก่อนแล้ว” เหยียนไคลุกขึ้นประสานมือคำนับตอบ
“เต้าจ่างโชคดี!” ลู่เซิ่งไม่ได้รั้งเขาไว้เช่นกัน
ทั้งสามคนมีเหยียนไคเป็นผู้นำ หมุนตัวเดินออกจากโถงรับแขก ไปยังด้านนอกคฤหาสน์ลู่
ลู่เซิ่งยืนอยู่ด้านหลังมองเงาร่างของทั้งสามคนแต่ไกล ในใจไม่ทราบว่าเป็นอย่างไร มีความรู้สึกผิดหวังที่อธิบายไม่ได้ ความผิดหวังนี้เหมือนกับโลกที่ตนคิดสัมผัสกำลังออกห่างจากตนไป
จนกระทั่งพวกเหยียนไคจากไปแล้วครึ่งชั่วยามกว่าๆ เขายังคงยืนอยู่ในโถงรับแขก ไม่ขยับเขยื้อน
“คุณชาย” เสี่ยวเฉี่ยวเดินเข้ามาอย่างเหนียมอาย เรียกเขาคำหนึ่ง “สมควรกินข้าวแล้ว”
“อ้อ!” ลู่เซิ่งเหมือนตื่นจากฝัน เงยหน้าขึ้นมองสีท้องฟ้าด้านนอก
เขาจัดแจงเสื้อคลุมเล็กน้อย แล้วติดตามเสี่ยวเฉี่ยวไปยังห้องอาหาร
พอเข้าห้องอาหาร ด้านในมีคนไม่น้อยนั่งเต็มก่อนแล้ว
ลู่เฉวียนอันนั่งอยู่บนตำแหน่งประธาน ด้านข้างถึงกับนั่งไว้ด้วยลุงจ้าวที่ก่อนหน้านี้ไม่อยู่ ลู่เซิ่งกวาดมองแวบหนึ่ง เห็นอาจารย์สอนวรยุทธ์หลายคนที่ก่อนหน้านี้ไม่อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันต่างกลับมาหมดแล้ว
“ลุงใหญ่ของเจ้าส่งข่าวมา การปิดเมืองเก้าประสานยกเลิกแล้ว ตอนนี้เข้าออกได้อย่างอิสระ” ลู่เฉวียนอันกล่าวเสียงเบา เพียงแต่ข่าวดีนี้ไม่ได้มอบความรู้สึกที่ดีให้แก่เขา เป็นเพราะที่นั่งด้านข้างเขา ลู่ชิงชิงกำลังนั่งตัวตรง ให้มารดารองหลิวชุ่ยอวี้ป้อนข้าวทีละคำๆ เหมือนกับเด็กน้อยที่ฟังคำ น้ำลายไหลตามมุมปากของนางตลอดเวลา ดูเหมือนไม่มีสภาพคนปกติโดยสิ้นเชิง
คนที่เหลือส่วนใหญ่ไม่มีกะใจกินข้าว การระเบิดครั้งใหญ่ก่อนหน้านี้ บวกกับคนในยุทธภพที่พกดาบพกกระบี่จำนวนมากขนาดนั้นผ่านคฤหาสน์ คนจำนวนมากขนาดนี้ เหตุการใหญ่แบบนี้ ผู้ใดไม่เห็น
ตอนนี้ทุกคนกำลังกังวลใจ
“ข้าวเย็นหมดแล้ว กินเถอะๆ” ลู่เฉวียนอันเห็นทุกคนไม่มีความคิดกิน ก็หยิบตะเกียบขึ้นมาเป็นคนแรก “ลุงจ้าวกลับมาแล้ว บ้านปลอดภัยแล้ว ทุกคน…” เขาพูดไปพูดมา ในใจท้อแท้ อดถอนใจคำหนึ่งไม่ได้
ลุงจ้าวพอเห็น ในใจก็ทั้งจนปัญญาทั้งเจ็บใจ เป็นที่นับถือในตระกูลลู่มาหลายปีเพียงนี้ ในห้วงเวลาที่สำคัญที่สุดตัวเองกลับไม่อยู่ ถึงแม้จะถูกที่ว่าการเรียกไปอย่างถูกต้อง แต่ว่าให้พวกเขาวนในภูเขาบริเวณใกล้ๆ ที่อยู่ติดทะเลน้ำแข็งทางเหนือรอบหนึ่งแล้วก็กลับ ไม่พบสิ่งใด เรื่องอันใดก็ไม่เกิดขึ้นเช่นกัน
นี่นับเป็นเรื่องราวอะไรกัน
“ในเมื่อการกักกันยกเลิกแล้ว ก็หมายความว่าทุกสิ่งล้วนจบสิ้นแล้ว” ลู่เซิ่งกล่าวประโยคหนึ่ง “ถึงแม้จะจบอย่างเร่งรัด และกะทันหันยิ่ง แต่ในเมื่อจบแล้ว ทุกคนต้องใช้ชีวิตต่อไป จากนี้ให้พวกผู้คุ้มกันป้องกันให้ดี จัดการลาดตระเวนมากๆ”
“พี่เซิ่งพูดถูกแล้ว รีบกินอาหารเถอะ เย็นหมดก็ไม่อร่อยแล้ว…” ลู่อิงอิงที่นั่งบนที่นั่งสนับสนุนเสียงเบาๆ ประโยคหนึ่ง
“พี่เซิ่งๆ อะไร ต้องเรียกพี่ใหญ่ กินกินกิน เจ้ารู้จักแต่กิน!” มารดาห้าที่อยู่ด้านข้างยื่นมือมาคิดตีนาง พอนึกถึงว่าตอนนี้กำลังอยู่บนโต๊ะอาหาร จึงรีบอดกลั้นไว้
ลู่อิงอิงหดคอ ไม่กล้าส่งเสียง
ทุกคนจึงค่อยเริ่มกินอย่างสงบ
กินอาหารเสร็จ ทุกคนไม่มีอะไรคุย ลู่เซิ่งกลับไปฝึกฝนปราณภายในต่อ
เขานั่งบนเตียงในห้อง ปรับลมหายใจหลายชั่วยาม ในที่สุดก็ทำให้พลังกาย ปราณ และจิตบรรลุถึงขั้นสมบูรณ์พร้อมที่สุด
‘ดีปบลู!’ เขานึกในใจ
อินเตอร์เฟซเครื่องมือปรับเปลี่ยนปรากฏขึ้นอย่างฉับพลัน
ลู่เซิ่งมองด้านบนอย่างละเอียด กรอบวิชาทมิฬพิฆาตบนเครื่องมือปรับเปลี่ยนเป็นสถานะเป็นระดับที่สองแล้ว ขอแค่เพิ่มอีกระดับ ก็จะบรรลุถึงระดับที่สามซึ่งสูงที่สุด
สิ่งที่บันทึกบนคัมภีร์ลับวิชาวรยุทธ์ ระดับชั้นที่สามารถฝึกฝนได้ก็คือระดับสาม ถึงแม้ภายหลังยังมีอีกสองระดับ รวมทั้งหมดห้าระดับ แต่ว่าลู่เซิ่งเคยอ่านสองระดับนั้นมาแล้ว รู้สึกว่าไม่อาจเชื่อมโยงกับก่อนหน้าโดยสมบูรณ์ เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะเป็นสิ่งที่คนภายนอกเสริมเข้าไป วิชาเช่นนี้ไม่ใช่ต้นฉบับ เขาเองก็ไม่กล้าฝึกฝนเช่นกัน
เวลานี้เขามองสถานะของวิชาทมิฬพิฆาตบนดีปบลู สงบลมหายใจ ใช้ความนึกคิดกดปุ่มปรับเปลี่ยนด้านล่างอินเตอร์เฟซ
ทันใดนั้นเครื่องมือปรับเปลี่ยนกะพริบ
‘วิชาทมิฬพิฆาตเพิ่มหนึ่งระดับ!’ ลู่เซิ่งคิดในใจ
ฟุ่บ
เสียงเพิ่งขาด เขาเห็นวิชาทมิฬพิฆาตค่อยๆ พร่ามัว รอตอนชัดขึ้นมาอีกครั้ง ก็กลายเป็นสถานะระดับสามแล้ว
“นี่ก็คือระดับสามหรือ” ลู่เซิ่งรออยู่สักพัก รู้สึกว่าภายในร่างไม่มีการเปลี่ยนแปลงอันใด
เขาศึกษาปราณทมิฬพิฆาตในร่างอย่างละเอียด จึงค่อยพบว่าปราณทมิฬพิฆาตกำลังเข้มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยความเร็วที่เชื่องช้าสุดขีด
ถ้าหากว่าก่อนยกระดับเป็นหมอกสีดำ เช่นนั้นตอนนี้หมอกเหล่านี้ก็กำลังกลายเป็นหยดน้ำสีดำอย่างเชื่องช้า
“ดูเหมือนไม่มีสภาพสิ้นเปลืองมากอันใด” ลู่เซิ่งลืมตากล่าวอย่างสงสัย “เป็นเพราะตอนนี้เรา…”
พรู่ด!
ทันใดนั้นเขาก็กระอักเลือดสดออกมาคำหนึ่ง อกเสื้อเปื้อนเลือดเป็นสีแดงฉาน ประเดี๋ยวเดียวในห้องมีกลิ่นคาวคละคลุ้ง
รู้สึกว่าทั่วร่างร้อนรุ่มขึ้นมา เขาพลันหัวเราะขื่นขม
‘นึกว่าครั้งนี้ไม่มีปฏิกิริยาซะแล้ว คิดไม่ถึง…’
เขาส่ายหน้า เริ่มสัมผัสการเปลี่ยนแปลงของความรู้สึกภายในร่างกายอย่างละเอียด
วิชาทมิฬพิฆาตบรรลุถึงระดับสาม ทำให้ลู่เซิ่งต้องหล่อเลี้ยงร่างกายเกือบหนึ่งเดือนกว่าๆ อยู่ในบ้าน จึงพอฝืนใช้ชีวิตได้อิสระเหมือนก่อนหน้า วิชากระเรียนหยกในตอนแรกบนตัวเขาช่วงนี้แสดงผลใหญ่หลวง เร่งความเร็วในการรักษาอาการบาดเจ็บบนร่างเขาอย่างต่อเนื่อง
ตั้งแต่วันนี้ไป ในเมืองเก้าประสานไม่ได้ยินว่ามีเรื่องลี้ลับอันใดปรากฏขึ้นอีกจริงๆ หลังจากพวกเหยียนไคจากไป ในเมืองเก้าประสานที่อึกทึกกลับราบเรียบเหมือนเดิม ราวกับทุกอย่างเหมือนผันผ่าน
นอกจากลู่ชิงชิงที่ฟั่นเฟือนไปแล้ว
เวลานี้ลู่เฉวียนอันเสนอความคิดที่จะให้ลู่เซิ่งไปยังเมืองเลียบคีรีอีกครั้ง
“ข้าจัดการเรียบร้อยแล้ว ทางเมืองเลียบคีรีมีอาคารหลังหนึ่งของตระกูลลู่ เจ้าไปอยู่ที่นั่นก่อนได้ การทดสอบประจำปีของปีนี้กำลังจะเริ่มพอดี เสี่ยวเซิ่งเจ้าชอบฝึกวรยุทธ์ สามารถลองทดสอบทำเนียบนักบู๊ดูก็ได้ ภายหลังเป็นขุนนางจะได้สะดวกขึ้น” ลู่เฉวียนอันกล่าว
“ทำเนียบนักบู๊…”
“แน่นอนว่าทำเนียบบุ๋นย่อมดีกว่า ถึงเจ้าไปแล้วแต่ไม่คิดทำอะไรเลยก็ได้ แล้วแต่เจ้าจะจัดการเอง ตระกูลลู่ของเรามีร้านรวงร้านหนึ่งอยู่ที่นั่น เจ้าสามารถดูแลร้านได้ รายได้ทั้งหมดต่างเป็นค่าใช้ของเจ้าคนเดียว” ลู่เฉวียนอันแสดงออกว่าจัดการไว้ดีหมดแล้ว
“เมืองเก้าประสานยังเล็กเกินไป ข้าสมัครที่สถานศึกษาเขาบูรพาให้เจ้าแล้ว เจ้าไปเถอะ ไม่ว่าคิดจะเดินทางบุ๋นหรือทางบู๊ ตัวเจ้าจัดการเองเถอะ” เขาพูดจบ ตนเองก็อดถอนใจไม่ได้ ทุกสิ่งที่เกิดในเมืองเก้าประสานทำให้เขาหมดอาลัยตายอยาก มาตรว่ามีเงินขนาดไหน สิ่งที่สามารถพึ่งพาได้ในห้วงเวลาสำคัญก็มีแค่ตัวเอง
“สถานศึกษาเขาบูรพา…” ลู่เซิ่งเข้าใจความต้องการของบิดาคร่าวๆ แล้ว วิธีการส่งบุตรธิดาไปเล่าเรียนนี้ นับว่าเป็นการไปเรียนต่างประเทศกรายๆ ของที่นี่ มีแต่บ้านคหบดีเท่านั้นจึงจะมีคุณสมบัติกระทำเช่นนี้ได้
“เจิ้งเสี่ยนกุ้ยกับน้องสาวของเขาก็จะไปเช่นกัน บ้านเรามีเจ้ากับอิงอิง อีอีกับเฉินซินไปยังสถานศึกษาอื่น” ลู่เฉวียนอันเอ่ยต่อ
ลู่เซิ่งไตร่ตรองเล็กน้อย ก็พยักหน้ารับคำ
สำหรับเขาแล้วเมืองเก้าประสานเล็กเกินไปจริงๆ เล็กจนตอนนี้แม้แต่วิชาที่แข็งแกร่งกว่าเดิมก็หาไม่เจอ ได้แต่ฝึกฝนวิชาดาบอันดับสามอย่างดาบพยัคฆ์ดำ เมืองเลียบคีรีแตกต่างออกไป ที่นั่นมีคนในยุทธภพที่เก่งกาจกว่า ถ้าหากว่าพรรควาฬแดงเป็นพรรคที่แข็งแกร่งที่สุดแถวนี้จริงๆ อย่างนั้นเมืองเลียบคีรีก็คือที่มั่นของพวกเขา
“เช่นนั้นข้าสมควรออกเดินทางตอนไหน” เขาถาม
ลู่เฉวียนอันคิดเล็กน้อย “เจ้าอยากเดินทางตอนไหนก็ตัดสินใจเองเถอะ ข้าขอให้ลุงใหญ่ หาคนไปส่งเจ้า”
“… ข้าขอไปดูในเมืองก่อนก็แล้วกัน…” ลู่เซิ่งถอนใจ
ในเมืองเขาร่ำเรียนความสามารถกับอาจารย์ไม่น้อย ออกเดินทางในครั้งนี้ พูดถึงมารยาทต้องไปเยี่ยมเยือนบอกกล่าว
ลู่เฉวียนอันพยักหน้าอนุญาต ให้ลู่เซิ่งจัดการ
ลู่เซิ่งพาร่างที่เพิ่งยกระดับปราณภายใน และบาดเจ็บยังไม่หายดีออกจากประตูในเช้าวันที่สอง นั่งรถม้าวนอยู่ในเมืองเก้าประสานรอบหนึ่ง
………………………………………….
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น