96-100
บทที่ 96
ลู่เซิ่งมองสองคนด้วยรอยยิ้ม จากการสังเกตในหลายวันมานี้ โรคร้ายบนตัวเด็กสาวทั้งสองทุเลาลงอย่างชัดเจนหลังได้รับการรักษา เป็นแค่โรคผิวหนังขั้นรุนแรงเท่านั้น การทำงานเป็นผู้ช่วยก็ไม่เลว คล่องแคล่วยิ่ง เรื่องหยุมหยิมมากมายที่จำเป็นต้องจัดการหลังฝึกวรยุทธ์เช่นซักเสื้อผ้า ทำความสะอาด งานจุกจิก ตักน้ำ ลู่เซิ่งให้พวกนางจัดการทั้งหมด ทั้งสองคนทำงานของเฉี่ยวเอ๋อร์ได้ไม่เลว หนำซ้ำยังทำได้ดีกว่า
ขณะมองความเข้าใจและความยินดีบนใบหน้าเด็กสาวทั้งสอง ลู่เซิ่งหวั่นไหว พวกนางมีความเป็นมาเร้นลับ ทั้งครอบครองความสามารถพิเศษ ตอนนี้กลับลองส่งถ่านไม้กลางหิมะ[1] ผูกมิตรไว้ก่อนได้
เขากล่าวอย่างใคร่ครวญ “ถ้าพวกเจ้าอยากเรียน ข้าจะสอนกระบวนดาบพื้นฐานบางส่วนให้ได้ ข้าดูออกว่าพวกเจ้าไม่เคยเรียนกระบวนท่าต่อสู้กับคนมาก่อน”
เด็กสาวทั้งสองพลันยินดี
“คุณชาย… ได้จริงๆ หรือ?!” หลิ่วฉินกล่าวอย่างประหลาดใจและยินดี
“แน่นอน เป็นการเคลื่อนไหวพื้นฐานบางส่วนเท่านั้น” ลู่เซิ่งพยักหน้า แล้วแสดงการแทงไปด้านหน้าอันเป็นท่าหนึ่งในวิชาดาบวาฬแดงพื้นฐานอย่างละเอียด ให้สองคนดูรอบหนึ่ง
พลพรรคบางส่วนมาล้อมวงรอบๆ โดยไม่รู้ตัว อย่างไรยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่ระดับลู่เซิ่งชี้แนะวิทยายุทธให้คนด้วยตัวเอง โอกาสแบบนี้หายากยิ่ง
ลู่เซิ่งสาธิตอย่างละเอียด จากนั้นให้พวกนางจับคู่ฝึก คอยปรับท่วงท่าให้ ขณะเดียวกันก็อธิบายความเข้าใจของตนต่อดาบวาฬแดงให้แก่สมุนในพรรคที่อยู่รอบๆ
เวลายามเช้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทุกคนต่างก็เบิกบานนับถือ ไม่ได้กลัวหัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกลู่ที่ภายนอกดุร้ายเท่าก่อนหน้า แต่เพิ่มความสนิทสนมขึ้น
หลิ่วฉินกับหลิ่วไฉ่อวิ๋นสองเด็กสาวค่อยๆ มีสีหน้าเคารพลู่เซิ่งเพิ่มขึ้น ไม่ว่าพฤติการณ์ที่รับพวกนางไว้แม้จะรู้ว่ามีอันตราย หรือการชี้แนะวิทยายุทธอย่างใกล้ชิดเช่นนี้ คุณชายลู่ผู้แปลกหน้าคนนี้ช่วยพวกนางเยอะกว่าคนอื่นมาก
หลายวันให้หลัง ลู่เซิ่งยังคงชี้แนะกระบวนท่าพื้นฐานส่วนหนึ่งให้แก่คนทั้งสอง บอกให้พวกนางฝึกฝนกระบวนดาบพื้นฐานซ้ำๆ เด็กสาวทั้งสองรู้สึกว่าอานุภาพมากกว่าก่อนหน้าที่พวกนางฝึกฝนกันมั่วซั่ว ตอนจับคู่สู้ก็มีจังหวะและความมั่นใจที่มีลำดับขั้นตอนในการรุกถอย
ที่แล้วมาเมื่อพวกนางสู้กับภูตผี เพียงอาศัยไพ่ตายของตัวเองจึงค่อยทำได้ และไพ่ตายจำเป็นต้องประชิดตัวจึงจะเห็นผล เป็นเพราะพวกนางไม่รู้จักกระบวนท่าจู่โจม ทุกครั้งล้วนเสี่ยงชีวิตค่อยฝืนบรรลุเป้าหมาย
แต่ขณะนี้มีการชี้แนะของลู่เซิ่ง พวกนางสองคนในที่สุดก็มีโอกาส จากคนธรรมดาที่ไม่เป็นอะไรเลย ลอกคราบกลายเป็นนกน้อยที่ใช้วิชาโจมตีขั้นพื้นฐานได้นิดหน่อย
อย่างค่อยเป็นค่อยไป เด็กสาวทั้งสองเริ่มทำตัวเป็นลูกศิษย์ลู่เซิ่ง วางตัวเองในตำแหน่งลูกศิษย์อย่างเข้าท่าเข้าทาง
ลู่เซิ่งไม่ได้ว่าอะไร สิ่งที่เขาสอนเป็นพื้นฐานส่วนหนึ่ง ไม่ว่าพลพรรคที่ฝึกฝนวิชาดาบวาฬแดงได้ดีหน่อยคนใดก็ใช้เป็นทั้งนั้น
แต่ว่าพื้นฐานเหล่านี้กลับเป็นสิ่งที่สองพี่น้องต้องการที่สุดในตอนนี้
เขาทางหนึ่งสอนทั้งสองคน ทางหนึ่งทุกๆ หลายวันจะแช่น้ำโอสถถังหนึ่งเพื่อยกระดับวิชาโซ่เก้าสินธุ
ทำสองอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ขณะที่สิ้นเปลืองวิชาหยินหยางกระเรียนหยกกับคุณสมบัติของร่าง เขาก็ยกระดับวิชาแข็งกร้าววิชานี้ถึงระดับสามซึ่งเป็นขั้นสูงสุดอย่างรวดเร็ว
เมื่อผิวหนังเขาใช้วิชาแข็งกร้าว จะมีลวดลายสีดำเหมือนเชือกหลายเส้นกระจายทั่วร่างโผล่ขึ้นมา ความแข็งแกร่งของร่างกายก็บรรลุขอบเขตใหม่ เป็นระดับพลังปลอดโปร่งทั่วไป ขอแค่ไม่ใช้อาวุธมีคมที่มีความคมสุดขีด ฟาด ทุบใส่ตัวเขา ต่างป้องกันได้โดยไม่บุบสลาย
แต่สิ่งที่ลู่เซิ่งคิดยกระดับเป็นหลักยังเป็นวิชาลมปราณแดงฉานอันเป็นแกนหลัก วิชาภายในวิชานี้บรรลุจุดสูงสุดแล้ว คิดจะเพิ่มระดับ จำเป็นต้องใช้ปราณหยินเรียนรู้
ปราณหยินที่ดูดจากถุงบัวของผีตัวที่ฆ่าไปก่อนหน้าน้อยเกินไป ไม่พอจะเรียนรู้วิชาลมปราณแดงฉานระดับเจ็ด
เขาจำเป็นต้องไปหาปราณหยินมาเสริมจากที่อื่น
พริบตาเดียวก็ผ่านไปครึ่งเดือนโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว
ลู่เซิ่งไปๆ มาๆ ระหว่างศาลาประกาศยุทธกับที่พัก และรอข่าวจากโถงสมบัติเลิศมาโดยตลอด ขณะเดียวกันเขาก็ทดลองไปติดต่อผู้อาวุโสจางไป๋อวี้ในพรรค แต่สิ่งที่ทำให้เขาผิดหวังคือ ผู้อาวุโสจางตอบรับคำขอชมโบราณวัตถุของเขาอย่างเต็มใจยิ่ง ให้เขาไปชมของสุดรักที่ตนเก็บไว้ น่าเสียดายไม่มีปราณหยินเลยสักชิ้น
ลู่เซิ่งให้ความสนใจคลังของพรรควาฬแดงอย่างรวดเร็ว ด้านในเก็บวัตถุหลายประเภท นอกจากสินสงคราม ของแลกเปลี่ยนหลากหลาย ก็มีเครื่องประดับเล็กๆ ส่วนหนึ่ง แต่เป็นเพราะส่วนใหญ่เป็นของใหม่ ปราณหยินไม่ต้องเอ่ยถึง
สุดท้ายลู่เซิ่งก็คว้าน้ำเหลว
ข่าวที่ประมุขพรรคเฒ่าส่งมาคับขันขึ้นเรื่อยๆ เจินอี้จากตระกูลเจินซึ่งเป็นคุณชายที่เขาเคยเจอ ถูกโจมตีในเมืองต้นฉัตรที่อยู่ใกล้เมืองป่าบูรพา ได้รับบาดเจ็บสาหัสถูกส่งกลับตระกูลเจิน
ในที่สุดเขาก็ได้รับภารกิจมุ่งหน้าไปเก็บกวาดสนามรบที่หมู่บ้านตระกูลซ่ง ที่นั่นเพิ่งเกิดศึกใหญ่ จัตุรัสแดงทิ้งซากของภูตผีหลายตัวไว้ที่นี่
ภารกิจที่ทำให้ยอดฝีมืออันดับสามระดับลู่เซิ่งเคลื่อนไหวได้ อันตรายย่อมไม่ธรรมดา ต้องมีคนของหอแดงเคลื่อนไหวลอบสังหารแน่นอน คล้ายกับต้องนำบางสิ่งจากหมู่บ้านตระกูลซ่งกลับไป
หลังรับภารกิจ ลู่เซิ่งไม่พูดพร่ำทำเพลง ถือดาบสองเล่มที่เพิ่งได้มา นำคนไปยังหมู่บ้านตระกูลซ่ง ก่อนหน้านี้ไม่นานเขาเพิ่งเข้าร่วมงานศพของลู่เฉินซินที่บ้าน สภาพการณ์รุนแรงขึ้น บวกกับความต้องการต่อปราณหยิน จึงให้ความสำคัญต่อภูตผีเหล่านี้
…
หมู่บ้านตระกูลซ่ง
ลู่เซิ่งยืนอยู่นอกประตู มองลานทรุดโทรมด้านใน นอกจากร่องรอยถูกไฟเผา กำแพงรอบหมู่บ้านตระกูลซ่งล้มไปแถบใหญ่ อาคารด้านในเป็นหลุมเป็นบ่อ เหมือนกับวัดร้างที่ไม่ได้ซ่อมแซมมานานปี
ตามข่าวตระกูลเจินเข้าไปเก็บกวาด ความประหลาดลี้ลับด้านในถูกขจัดโดยสมบูรณ์แล้ว เพียงแต่มีซากไม่น้อยเหลืออยู่ ถ้าไม่กำจัดจะก่อให้เกิดตัวแปรใหม่ง่ายดายยิ่ง ดังนั้นจึงให้พรรควาฬแดงมาจัดการ
พลพรรคหลายสิบคนล้อมอยู่รอบหมู่บ้านตระกูลซ่งก่อนลู่เซิ่งจะมา ผู้รับผิดชอบเป็นผู้จัดการภารกิจภายในแซ่หวังคนหนึ่ง
เห็นลู่เซิ่งมาถึง หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายในหวัง แทบถอนหายใจเฮือกใหญ่ ชายฉกรรจ์ที่มีน้ำหนักหนึ่งร้อยแปดสิบชั่งผู้นี้ เฝ้าหมู่บ้านตระกูลเซิ่งได้เจ็ดแปดวัน ก็ผอมลงเกือบสามสิบชั่ง
หลังจากมอบงานให้ลู่เซิ่ง หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายในหวัง ก็รีบกลับไปพักผ่อน เขาจะทนไม่ไหวแล้ว
สำรวจสภาพของหมู่บ้านตระกูลซ่งในตอนนี้ ลู่เซิ่งเงยหน้ามองท้องฟ้า
ยามกลางอู่ เป็นเวลาที่ดวงอาทิตย์โชติช่วงที่สุด อาทิตย์บนศีรษะร้อนแรงแผดเผา
เขามองพวกต้วนเหมิ่งอันและนิ่งซานที่อยู่ข้างๆ ด้านหลังยังมียอดฝีมือระดับพลังปลอดโปร่งห้าคนของโถงอินทรีเหิน
“พวกเจ้าเฝ้าอยู่ด้านนอก ห้ามให้ผู้ใดเข้าไป ข้าจะเข้าไปดู” เขาสั่ง
“ขอรับ!” ทุกคนรีบขานรับ
ผู้นำที่แข็งแกร่งที่สุดในโถงอินทรีเหินเป็นมือกระบี่ร่างคล้ำที่ชื่อสวีชุย เป็นบุรุษวัยกลางคน เป็นกระบี่เร็วที่แม้แต่ลู่เซิ่งก็สนใจ เทียบกับดาบถลาลมในตอนแรกของเขาเร็วกว่าไม่ต่ำกว่าหนึ่งขั้น
คนผู้นี้เคยแสดงความสามารถ ฟันโต๊ะเป็นสี่เหลี่ยมหกส่วนอย่างเรียบร้อย ขณะเดียวกันเขาก็เป็นคนที่ลู่เซิ่งเล็งผลเลิศมากที่สุดในโถงอินทรีเหิน เป็นยอดฝีมือที่มีความหวังว่าจะเลื่อนถึงระดับสำนึกปลอดโปร่ง
“หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอก ต้องให้ข้าไปด้วยหรือไม่” สวีชุยลังเลเล็กน้อย ส่งเสียงด้วยตัวเอง เขาเดิมเป็นคนประเภทซุ่มฝึกฝนอย่างหนักในโถงอินทรีเหิน นิสัยค่อนข้างซื่อตรง หลังลู่เซิ่งรวบรวมพวกเขา ก็ไม่ได้ยึดผลประโยชน์เดิม ยังคอยชี้แนะตลอดเวลา ตอนนี้เขาจึงค่อยๆ เกิดความรู้สึกอยู่ในสังกัดลู่เซิ่งทีละนิด
“เจ้าไม่กลัวหรือ” ลู่เซิ่งหันไปมองเขาแวบหนึ่ง
“พวกเราฝึกวรยุทธ์ ไม่ใช่เพราะเวลานี้หรอกหรือ?” สวีชุยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ผ่าเผยยิ่ง
ลู่เซิ่งครุ่นคิด ถามว่า
“เจ้าแต่งงานหรือยัง”
สวีชุยพยักหน้า “มีบุตรคนหนึ่ง หนึ่งหลวงหนึ่งอนุ”
“อย่างนั้นไปเถอะ” ลู่เซิ่งพยักหน้าให้เขาติดตาม “ถ้าเจ้ายังไม่แต่งงาน ข้าไม่อยากให้ตระกูลสวีไร้ผู้สืบทอด”
สวีชุยหัวเราะ “ข้าเชื่อมั่นในตัวหัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกลู่ ขอแค่ไม่เจอภูตผีกับพวกสุนัขน้อยแห่งหอแดง อยู่ต่อหน้าหัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกก็เพียงเท่านั้น”
“หอแดงมีผู้คุมหอสี่คน ขอแค่ไม่ใช่ยอดฝีมือระดับนี้ ข้ายังเชื่อมั่นว่าจะปกป้องความปลอดภัยให้เจ้าได้” ลู่เซิ่งหัวเราะฮ่าๆ ขีดความสามารถที่เขาแสดงออกมาในตอนนี้เป็นพลังของวิชาลมปราณแดงฉานระดับสี่กับระดับห้าโดยประมาณ ส่วนวิชาโซ่เก้าสินธุกับวิชาลมปราณแดงฉานระดับเจ็ด เป็นความสามารถที่เขาซ่อนไว้
พูดอีกอย่างคือ เปลือกนอกเขายังคงเป็นยอดฝีมือระดับผนึกจิตที่ฝึกกำลังภายใน กำลังภายนอกพร้อมกัน แต่ความจริงด้วยพลังยุทธ์ในปัจจุบันของเขา ถ้าลงมือสุดกำลังจริงๆ ยอดฝีมือขอบเขตเอกะฟ้าต้านทานเขาได้หรือไม่ยังไม่แน่
แต่เพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นๆ พบความลับของดีปบลู เขาจึงไม่อาจไม่แสดงขีดความสามารถเดิมต่อไป
และตามคำพูดของเฉินอิงรองประมุขพรรคเมื่อก่อนหน้า เขาเคยสู้กับผู้คุมหอแดงมาก่อน ผู้คุมหอเหล่านี้เป็นระดับสูงสุดของระดับผนึกจิต ไม่มาก็แล้วกันไป ถ้ามาจริงๆ จุดจบเพียงหนึ่งเดียวคือถูกลู่เซิ่งฟันตาย
“ไปเถอะ” ลู่เซิ่งนำสวีชุยค่อยๆ เดินไปที่ประตูหมู่บ้านตระกูลซ่ง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเก็บกวาดสนามรบให้ตระกูลเจิน
เพิ่งข้ามธรณีประตูเข้าไป
สิ่งที่ลู่เซิ่งเห็นทันทีคือเชือกยาวที่แขวนและโยกไหวบนต้นไม้แห้ง เชือกยาวแขวนคนผู้หนึ่งไว้ เป็นศพสตรีสวมกระโปรงสีขาวเทา และเสื้อสีเหลืองอ่อน
เขาชะงักเท้า มองไปที่ศพ
ดวงตาของศพถูกควักออก จมูกโดนตัด คนเหมือนลูกโป่งที่ถูกปล่อยลม แห้งเหี่ยวและบิดเบี้ยวอยู่บนต้นไม้
“นี่เป็นภูตผีจากจัตุรัสแดงหรือ” ลู่เซิ่งถามเบาๆ
สวีชุยส่ายหน้าน้อยๆ เขาเองก็ไม่ทราบ
“ภูตผีมีร่างจริงหรือ”
ลู่เซิ่งทบทวนอย่างลังเล คล้ายกับว่าภูตผีระดับต่ำไม่มีร่างจริง ก่อนหน้านี้หลังจากถูกเขาฆ่าแล้วก็เหลือแค่ผง หรือไม่ก็เป็นวัตถุเล็กๆ มีแต่ประเภทวิญญาณศพที่แข็งแกร่งกว่าเล็กน้อยจึงมีกายเนื้อ
ลู่เซิ่งมองศพสตรีอยู่ไกลๆ ก่อนเดินเข้าใกล้จนถึงใต้เท้าศพ ชักดาบออกมา ใช้ปลายดาบเขี่ยศพหมุนไปมาเพื่อตรวจสอบ
“นี่เป็นศพคน ไม่ใช่ผี ถ้าไม่ใช่คนผ่านทาง ก็เป็นคนจากหอแดง” ลู่เซิ่งขมวดคิ้วกล่าว
บนศพไร้ปราณหยิน เขาไม่ได้สนใจมากนัก วางดาบลงก่อนเดินไปยังห้องตรงกลาง
ตอนแรกที่เขามานี่ สตรีประหลาดลี้ลับนางนั้นอยู่ในห้องตรงกลางมาโดยตลอด ในหมู่บ้านยังเลี้้ยงวิญญาณศพกับภูตผีฝูงใหญ่
ตอนนี้หลังถูกตระกูลเจินเก็บกวาด อาจจะเจอวัตถุสิ่งของที่ปราณหยินยังไม่สลายส่วนหนึ่ง
ถีบเท้าใส่ประตูไม้ดังโครม ลู่เซิ่งปิดจมูกเดินหลบฝุ่นสีเทาเข้าไปในห้อง
เสื้อผ้าไม่น้อยกระจัดกระจายอยู่เต็มพื้น ยังมีผงสีขาวเทาเหมือนผงกระดูกมากมายหล่นเกลื่อนกลาด
……………………………………….
[1] ส่งถ่านไม้กลางหิมะ หมายถึง ช่วยเหลือคนในยามยากลำบาก
บทที่ 97
ลู่เซิ่งขมวดคิ้ว เดินไปกลางฝุ่นขาวอย่างนุ่มนวลแผ่วเบา หลังเข้าประตูไป เขาก็เห็นกระถางติ่ง[1]ใบใหญ่ที่วางอยู่ในห้องทันที
กระถางติ่งใบนี้เหลือแค่ครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งเป็นโลหะสีดำถูกบางสิ่งหลอมละลายกลายของเหลวไหล ไปจับตัวแข็งบนพื้น
เขาเดินไปดูที่กระถางติ่ง ยื่นมือลูบผิวโลหะแผ่วเบา เนื้อผิวแข็ง เย็นเยียบ และหยาบ
“นี่เป็นเตาโอสถที่ตีขึ้นรูปด้วยอุณหภูมิที่สูงยิ่ง ไฟธรรมดาหลอมละลายจนเป็นแบบนี้ไม่ได้” สวีชุยเข้าใกล้ กล่าวเบาๆ
“ไม่ใช่ไฟ” ลู่เซิ่งส่ายหน้า
เขาเดินอ้อมเตาโอสถ เริ่มตรวจสอบสภาพของห้องทีละจุดๆ เสื้อผ้าหลายชิ้นบนพื้นเหมือนกับซากที่ภูตผีทิ้งไว้ สิ่งที่ทำให้เขาสงสัยก็คือ ซากเหล่านี้ไม่มีปราณหยินเหลืออยู่แม้แต่น้อย
ลู่เซิ่งตรวจสอบเสื้อผ้าเสร็จ สายตาก็อยู่ที่เตียงในห้อง ตรงนั้นมีศพที่ถูกเผาเกรียมดำสนิทศพหนึ่ง ขดอยู่บนเตียง แต่สิ่งที่น่าประหลาดคือ เตียงที่มันนอนกลับไม่มีร่องรอยถูกเผาแม้แต่น้อย
ลู่เซิ่งยืนเพ่งสมาธิสำรวจด้านหน้าศพสักครู่ ก่อนจะยื่นมือไปอ้าปากที่ปิดสนิทของศพออก มันคล้ายอมสิ่งใดไว้ในปาก
“ถ้าข้าเป็นเจ้า จะไม่ขยับปากศพ” ทันใดนั้นเสียงสตรีเบาๆ ก็ดังขึ้นในห้อง
“ผู้ใด!” สวีชุยชักกระบี่ ระวังทิศทางที่เสียงดังมา
ลู่เซิ่งหมุนตัวมา หยีตามองสตรีวัยกลางคนสวมชุดรัดรูปสีน้ำเงินไพลิน ค่อยๆ เยื้องย่างเข้ามา จากนอกประตูห้อง
สตรีนางนี้ใบหน้าธรรมดา ไม่นับว่างาม แต่ก็ไม่ขี้เหร่ หางตามีตีนกาบางส่วน เหมือนกับสตรีทั่วไป
แต่สิ่งที่ทำให้ลู่เซิ่งค่อนข้างสนใจคือ นางถือกระบี่สั้นเล่มหนึ่ง
กระบี่สั้นที่คมกริบสุดเปรียบปาน คมกระบี่เมื่ออยู่ในมือ ทำให้คนรู้สึกเย็นเยียบ เหมือนด้ายเงินเส้นหนึ่ง ทำให้ผู้คนอดขนลุกไม่ได้
“เจ้าเป็นใคร” ลู่เซิ่งไม่ได้ถามคำถามโง่ๆ พวกพลพรรคด้านนอกเป็นเช่นไร ในเมื่ออีกฝ่ายเข้ามาได้ เช่นนั้นหมายความว่าคนที่อยู่ด้านนอกตายหมดแล้ว ถ้าไม่ใช่ความสามารถเร้นกายของพวกเขาแข็งแกร่งเกิน สองข้อนี้ไม่ว่าข้อไหนก็ไม่ใช่ข่าวดี
ซ้ำร้ายเขายังได้กลิ่นอายประหลาดลี้ลับเลือนรางบนตัวคนผู้นี้
สตรีวัยกลางคนพิจารณาลู่เซิ่งอย่างละเอียด
“ข้าคือจัวเหวินอวี่ ถ้าข้าเดาไม่ผิด ท่านคือลู่เซิ่งหัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกลู่ อันดับสามแห่งพรรควาฬแดงกระมัง”
“เจ้ารู้จักข้าหรือ” ลู่เซิ่งเลิกคิ้ว
“พรรควาฬแดงสังหารคนเบื้องล่างของพวกเราไปมากมายขนาดนี้ ยังไม่ตรวจสอบให้แน่ชัด ไหนเลยไม่ใช่พวกเราหอแดงโง่งมเกินไป” สตรีนางนั้นยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่เย็นชาอยู่บ้าง
“เป็นคนของหอแดงจริงๆ” ลู่เซิ่งกระจ่างแจ้ง “เราเมื่อเจอกัน ไม่สมควรลงมือตัดสินผลแพ้ชนะทันทีหรือ ยังมีเวลาว่างคุยเอ้อระเหยกับข้าอีก”
“ข้าไม่เหมือนกับพวกเขา” จัวเหวินอวี่ตอบอย่างไม่นำพา “พอได้ยินว่าทางนี้เกิดเรื่อง ข้าก็รุดมาโดยทันที น่าเสียดายมาสายไปก้าวหนึ่ง แต่คล้ายกับยังไม่สายเกินไป ถ้าช้ากว่านี้เกรงว่าแม้แต่ใบหน้าของพี่ลู่ก็คงไม่เห็น”
“เจ้าคิดทำอะไร” ลู่เซิ่งพิจารณาคนผู้นี้อย่างละเอียด เขาเพิ่งเจอคนของหอแดงเป็นครั้งแรก คล้ายไม่ต่างจากคนทั่วไป ไม่ได้คุ้มคลั่งไร้สติปัญญาอย่างที่คนอื่นๆ ว่ากัน
“ระหว่างพวกเราไม่มีความจำเป็นต้องตัดสินแพ้ชนะเป็นตาย ที่ข้ามาก็เพื่อศพ ศพนี้ ข้าต้องการของที่มันอมไว้ในปาก” จัวเหวินอวี่กล่าวเสียงทุ้ม “ส่วนพี่ลู่ท่านก็สมควรไม่คิดสู้กับข้าจนบริวารพลพรรคบาดเจ็บล้มตายไม่น้อยเช่นกันกระมัง ไม่ใช่ข้ากลัว หากแต่ไม่จำเป็น”
ลู่เซิ่งเข้าใจความหมายของนางในทันที
พรรควาฬแดงกับหอแดงต่างเป็นแค่ขุมกำลังในสังกัดของผู้สนับสนุนเบื้องหลัง พวกเขาไม่ได้สู้กันเป็นตายเพราะผลประโยชน์ของตัวเอง แต่ปะทะกันเพราะขุมกำลังเบื้องหลัง
สถานการณ์เช่นนี้หากจะทุ่มเทชีวิตจริงๆ ไม่มีความจำเป็นแม้แต่น้อย ความหมายของจัวเหวินอวี่แสดงออกอย่างชัดเจน นั่นคือประนีประนอม ไม่ต้องต่อสู้นองเลือดจริงๆ อย่างไรไม่ว่าฝ่ายใดจะชนะหรือแพ้ก็ไร้ความหมาย ขอแค่ผู้สนับสนุนเบื้องหลังชนะ จึงเป็นชัยชนะที่แท้จริง
ลู่เซิ่งหลังเข้าใจความหมาย ก็ไม่คิดเริ่มศึกอย่างไม่มีความหมายเช่นกัน เป้าหมายก็แค่ทำภารกิจให้สำเร็จ กับรวบรวมของที่มีปราณหยินเท่านั้น ขอแค่อีกฝ่ายไม่ลงมือ เขาก็คร้านจะเคลื่อนไหว
“ข้าก็ต้องการดูว่าสิ่งที่เจ้าต้องการเป็นอะไร มีประโยชน์กับข้าหรือไม่” เขาครุ่นคิดก่อนกล่าวเสริม
“ได้” จัวเหวินอวี่พยักหน้า ยื่นมือเป็นความหมายว่าแล้วแต่
ลู่เซิ่งพยักหน้า ชักดาบออกมา ใช้ปลายดาบเขี่ยปากศพเบาๆ
แคว่ก…
เสียงเบาๆ เหมือนผ้าฉีกดังขึ้นเมื่อปากศพถูกตัดเป็นช่องเล็กๆ ช่องหนึ่ง น้ำสีดำไหลออกมาจากด้านใน จากนั้นเป็นกลิ่นเหม็นรุนแรง
ลู่เซิ่งกับสวีชุยรีบกลั้นลมหายใจ เหม็นจนอดถอยหลังไปสองก้าวไม่ได้
น้ำดำนั้นไหลจบลงอย่างรวดเร็ว โลหะทรงกลมสีดำสนิทชิ้นหนึ่งโผล่ขึ้นในปาก
ลู่เซิ่งหันไปมองจัวเหวินอวี่
“ที่เจ้าต้องการคือสิ่งนี้หรือ” เขาถามเบาๆ
จัวเหวินอวี่มองลู่เซิ่งแวบหนึ่ง “เป็นสิ่งนี้ มอบมันให้ข้า พวกเราจะถอยไปทันที”
“ไม่ต้องแล้ว เจ้ามาเอาเองเถอะ พวกเราไป” ลู่เซิ่งขมวดคิ้ว กลิ่นเหม็นในห้องยากจะทนทานเกินไป หนำซ้ำยังสัมผัสไม่ได้ว่ามีปราณหยินอยู่ จึงขยิบตาให้สวีชุย เดินไปยังประตูอย่างรวดเร็ว
สองคนรีบเดินผ่านด้านข้างจัวเหวินอวี่ ทว่าสองฝ่ายไม่มีความคิดจะลงมือ นางยืนนิ่งอยู่กับที่ หมุนตัวมองตามพวกลู่เซิ่งที่ออกไป
นางยืนในห้อง คล้ายไม่สนใจกลิ่นเหม็นจากน้ำดำที่โชยมานั้นโดยสิ้นเชิง กลับแสดงสีหน้าเบิกบานส่วนหนึ่ง
ไม่ทันไรด้านนอกก็มีเสียงตวาดบอกคนให้ถอยของลู่เซิ่งดังมา
จัวเหวินอวี่ไม่กระดิกตัว เพียงแต่สายตายังจ้องไปที่ลานนอกประตู
“ก็แค่บุรุษใจร้อนเพียงคนเดียว เหตุใดไม่ฆ่าเขา” ทันใดนั้นเสียงสตรีแหลมสูงเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาข้างๆ นาง
ทั้งๆ ที่ในห้องมีนางเพียงคนเดียว ริมฝีปากของจัวเหวินอวี่ก็ไม่ได้ขยับ แต่เสียงดังมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ พร้อมความรู้สึกยั่วยวนเต็มเปี่ยม
“สะดุดตาเกินไป เกิดดึงดูดความสนใจของตระกูลเจินก็ลำบากแล้ว”
“ตอนนี้ตระกูลเจินไม่มีเวลาสนใจพวกเรา การต่อสู้ของจัตุรัสแดงกับพวกเขารุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้เป็นโอกาสที่ดีสำหรับหยิบเกาลัดในกองเพลิง หาผลประโยชน์ในความวุ่นวาย” เสียงนั้นทุ้มต่ำ
“ฆ่าหัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกคนหนึ่งนั้นง่าย แต่ซ่อนศพนั้นยาก ข้าต้องการให้เขาส่งสัญญาณให้ข้า”
“สัญญาณอันใด”
“นี่คือความแตกต่างระหว่างพวกเรา” จัวเหวินอวี่หัวเราะเย็นชา “ข้า…”
ตุบ…
ทันใดนั้นประตูห้องไม่ทราบมีคนคนหนึ่งโผล่มาตอนไหน
เสียงของจัวเหวินอวี่ชะงัก แหงนมองดู พลันงงงัน
“ท่านไฉนกลับมา… แล้ว” นางมองลู่เซิ่งที่ยืนอยู่ตรงประตูอย่างสับสน
“อยู่ๆ ข้าก็เสียดาย” ลู่เซิ่งฉีกยิ้ม พลิกมือค่อยๆ ชักดาบเชือดสุกรใหญ่สองเล่มออกมา “ข้าต้องการของสิ่งนั้น ยังมี เอาของดีๆ บนตัวเจ้ามาให้หมด หาไม่แล้วอย่าโทษข้าไม่ให้โอกาสเจ้ามีชีวิต”
ร่างสูงใหญ่ของเขาบังปากประตู บวกกับดาบใหญ่อีกสองเล่ม ปิดประตูไว้อย่างแน่นหนา รังสีสังหารเข้มข้นกระจายไปทั่วห้อง
จัวเหวินอวี่หยีตาจ้องมองลู่เซิ่งเขม็ง ทันใดนั้นก็เผยรอยยิ้มประหลาด
“คาดไม่ถึงว่าบนโลกนี้จะมีคนจงใจมาหาที่ตายถึงที่จริงๆ…” ตูม!
เสียงไม่ทันขาด จัวเหวินอวี่ม่านตาหดตัว ยังไม่ทันตอบสนอง ก็เห็นดาบที่ใหญ่ราวบานประตูเล่มหนึ่งตบใส่ข้างตัวนางอย่างรุนแรง
เกิดเสียงดังสนั่น ตัวนางกระเด็นออกไปเหมือนลูกปืนใหญ่ กระแทกใส่กำแพงหินด้านข้างอย่างแรง
เปรี้ยง!
เลือดกระจายบนกำแพงราวดอกไม้เบ่งบาน
ยามนี้เงาร่างลู่เซิ่งโผล่ขึ้นด้านหน้าจัวเหวินอวี่ เขาเร็วเกินไป หรือควรบอกว่าการระเบิดพลังในระยะเวลาสั้นๆ รุนแรงเกินไป
เป็นแค่การกระตุ้นวิชาลมปราณแดงฉานระดับห้า ประสานกับวิชาหยินหยางกระเรียนหยก พลังระเบิดในพริบตา บวกกับกายเนื้ออันแข็งแกร่งที่มีวิชาแข็งกร้าวในปัจจุบัน การรวมตัวของหลายสิ่งนี้ทำให้การลงมือของเขาในรัศมีหลายหมี่ไม่ต้องกลัวว่าร่างกายจะได้รับปัญหา การระเบิดสุดกำลังน่าสะพรึงกลัวสุดขีด
“เจ็บ…!” จัวเหวินอวี่คลานขึ้นจากใต้กำแพงอย่างลำบาก ร่างกายที่แหลกลาญเต็มไปด้วยรูเลือด แขนหักไปท่อน ขาก็บิดอย่างผิดปกติ ทั้งเสียเลือดปริมาณมาก แต่ไม่ทำให้นางสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหว
ดวงตานางเขียวเล็กน้อย ยืนขึ้นอย่างสั่นระริก มองลู่เซิ่งในห้องเขม็ง
“เป็นไปได้อย่างไร…”
“อ้อ?” ลู่เซิ่งมองนางอย่างสนอกสนใจ “ขนาดนี้ยังไม่ตายอีกหรือ”
“พลังของท่าน… ถึงกับ…” จัวเหวินอวี่ยังกระอักเลือดอย่างต่อเนื่อง นางประมาทเกินไป ทำให้ถูกเล่นงานในระยะที่ใกล้ขนาดนี้ ได้รับบาดเจ็บสาหัสทันที
ลู่เซิ่งค่อยๆ เดินเข้าไป ยื่นมือไปคว้านาง
ฟุ่บ!
จัวเหวินอวี่กลับไถลร่างจากร่องแยกใต้มือของเขาออกไปอย่างลื่นไหลราวกับงู
เงาร่างนางโผล่ขึ้นอีกด้านของห้อง สีเขียวอ่อนกระจายเต็มผิวอย่างรวดเร็ว เล็บเริ่มค่อยๆ งอกยาวและแหลมคม สองแขนห้อยต่ำ บนหลังมือปรากฏเกล็ดอันแข็งแกร่ง แน่นหนาจำนวนมากอย่างช้าๆ รูม่านตาค่อยๆ กลายเป็นแนวตั้งอันดำสนิท
“เมื่อครู่ข้าประมาทเกินไป ตอนนี้จะให้ท่านได้เห็นว่าอะไรคือร่างสิงปีศาจวิญญาณของจริง” ตูม!
ยังไม่ทันพูดจบ นางถูกกระแทกอีกครั้ง เหมือนถูกช้างตกมันชนใส่ กระเด็นออกไปอีกรอบโดยไร้พลังต้านทานแม้แต่น้อย
ครั้งนี้เป็นดาบสองเล่ม
ลู่เซิ่งกระทืบเท้า พื้นห้องสั่นสะเทือน โผล่ขึ้นด้านหน้าห่างจากจัวเหวินอวี่หลายหมี่ ดาบใหญ่เท่าบานประตูฟันออกอย่างฉับพลัน สองดาบติดต่อกัน
เปรี้ยงๆ!
ตา หู จมูก ปากของจัวเหวินอี้ถูกตบจนของเหลวสีเขียวจำนวนมากไหลออกมา ส่วนศีรษะของนางแบนลง ร่างกายพุ่งลิ่วไปกลางอากาศ กระแทกเข้ากับเตาโอสถที่หลอมละลายภายในห้อง
ตูม!
เลือดกระจายออกเหมือนหยดน้ำฝน เปรอะเต็มพื้น ครั้งนี้นางกลิ้งไปหลายตลบบนพื้น เบิกสองตาที่ตื่นตระหนกแทบตาย ไม่ขยับเขยื้อน
“เจ้าทนทานยิ่ง” เขาเดินไปบีบคอนาง ยกนางขึ้นมาส่าย “เพราะไม่อยากฟันของบนตัวเจ้าหัก ข้าจึงตบเอา คิดไม่ถึงตบไปสามทีเจ้าก็ไม่ไหวแล้ว”
“ท่าน…เป็นใครกันแน่!?” จัวเหวินอวี่กัดฟันกล่าว นางไม่เชื่อว่าคนทั่วไปจะมีความสามารถเล่นงานนางจนออกจากสภาพร่างสิงปีศาจวิญญาณได้
“ข้าเป็นคนธรรมดา เจ้าลองว่ามาว่าเจ้าเป็นใคร ร่างสิงปีศาจวิญญาณอะไรนี่เป็นของเล่นใด” ลู่เซิ่งเห็นสภาพประหลาดของจัวเหวินอวี่ ก็รู้สึกสนใจยิ่ง
“ท่านไม่รู้จักพวกเราหรือ” จัวเหวินอวี่นิ่งอึ้ง ใบหน้าเปื้อนเลือดกล่าวอย่างเหลือเชื่อ
……………………………………….
[1] กระถางติ่ง คือ กระถางทำจากทองสัมฤทธิ์ มีสามขา
บทที่ 98
“ข้าสมควรรู้จักพวกเจ้าหรือ” ลู่เซิ่งถามอย่างฉงน
ครั้งนี้เป็นจัวเหวินอวี่อ้าปากตาค้างแล้ว คนผู้นี้ไม่รู้อะไรสักอย่างเดียว มาถึงก็จัดการตนเองทันที
แต่อย่างไรนางก็มีความรู้กว้างขวาง ตอบสนองรวดเร็ว นึกหาวิธีได้
“ปล่อยข้าเถอะ ข้ารวบรวมข้อมูลส่วนหนึ่งของจัตุรัสแดงให้ท่านได้ ตอนนี้สภาพของตระกูลเจินไม่สู้ดี เชื่อข้า การปล่อยข้ามีผลดีมากกว่าผลเสียสำหรับท่าน”
“เอาของบนตัวเจ้าให้ข้า ถ้ามีของคล้ายๆ กันอีก ข้าจะพิจารณาปล่อยเจ้าได้” ลู่เซิ่งชี้ไปที่สร้อยไข่มุกที่ร้อยด้วยสายโลหะเส้นหนึ่ง
“ได้!” จัวเหวินอวี่ค่อนข้างประหลาดใจ สร้อยไข่มุกที่นางสวมไม่ใช่ของดีอันใด แต่เป็นเพราะมีอายุเล็กน้อย จึงมีค่าอยู่บ้าง คิดไม่ถึงอีกฝ่ายจะต้องการมัน
“ยังมีของในปากศพนั่น ข้าขอดูก่อนค่อยว่ากัน” ลู่เซิ่งเสนอเงื่อนไขต่อ
เขาไม่อยากฆ่าคนผู้นี้อยู่แล้ว อีกฝ่ายเป็นคนของหอแดง ขณะเดียวกันก็เป็นคนของจัตุรัสแดงด้วย ความเข้าใจที่อีกฝ่ายมีต่อภูตผีย่อมมากกว่าคนนอกอย่างพวกเขาพรรควาฬแดง
เขาต้องการเค้นข้อมูลจากปากอีกฝ่าย
“ของสิ่งนั้นไม่มีประโยชน์กับท่าน มีแค่ปีศาจอย่างพวกเราจึงใช้ได้” จัวเหวินอวี่อธิบาย สิ่งที่น่าประหลาดยิ่งก็คือ ทั้งๆ ที่นางบาดเจ็บสาหัสทั้งร่าง แต่ยามพูดคุยยังฉาดฉาน ไม่ได้รับผลกระทบเพราะบาดเจ็บสาหัสแม้แต่น้อย
“หนำซ้ำต่อให้เป็นพวกเรา ก็ดูดปราณศพประเภทนี้ลำบากมากเหมือนกัน ต้องใช้เวลาย่อยสลาย”
“ปราณศพหรือ” ลู่เซิ่งกระจ่างแจ้ง ถึงแม้เขาจะสัมผัสได้ว่าของในปากศพพิลึก แต่เป็นแค่ลางสังหรณ์ที่เลือนรางยิ่ง ไม่ใช่ความรู้สึกแจ่มชัด
ถึงอย่างไรถ้าไม่ใช่เครื่องมือปรับเปลี่ยน เขาก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ดังนั้นนอกจากปราณหยินกับปราณภายใน เขาสัมผัสอย่างอื่นไม่ได้
“ท่านแข็งแกร่งมาก นับเป็นคนกลุ่มน้อยที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่มนุษย์ พวกเขาเรียกตัวเองว่าขอบเขตเอกะฟ้า ส่วนใหญ่เร้นกายอยู่ตามที่ต่างๆ เหตุใดท่านมีขีดความสามารถร้ายกาจปานนี้แล้ว ยังอยู่ในค่ายพรรคแบบนี้อีก” จัวเหวินอวี่ถามกลับ
“ขีดความสามารถของข้าเทียบเท่าเอกะฟ้าหรือ” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างฉงน เขาเพิ่งใช้วิชาลมปราณแดงฉานระดับห้า บวกกับวิชาแข็งกร้าวอย่างวิชาหยินหยางกระเรียนหยก ระดับขีดความสามารถตามความเป็นจริงสมควรแข็งแกร่งเท่าประมุขพรรคเฒ่า แต่ไม่ได้ร้ายกาจเท่าใด นางบอกว่าระดับเช่นนี้เทียบเท่ากับเอกะฟ้า
“หรือว่าไม่ใช่” จัวเหวินอวี่ย้อนถาม “ข้าเคยสู้กับยอดฝีมือเอกะฟ้าหลายคน ขีดความสามารถเท่ากับท่าน”
“เอาเถอะ ยังไม่ต้องพูดถึง มาดูก่อนว่าของเล่นชิ้นนี้เป็นสิ่งใด” ลู่เซิ่งมองสร้อยไข่มุกบนคอนางอย่างไร้ความเกรงใจ
จัวเหวินอวี่ใช้มือข้างหนึ่งกระชากมันออกมา ก่อนโยนให้ลู่เซิ่ง “กล่าวตามจริง ข้าไม่เข้าใจนักว่าท่านต้องการของเล่นชิ้นนี้ทำไม สิ่งนี้นอกจากมีอายุบ้าง ล้ำค่าเล็กน้อย อย่างอื่นก็เป็นแค่สร้อยคอทั่วไป ถ้าท่านต้องการ ข้ามอบให้ได้หลายชิ้น”
“ข้าต้องการ ย่อมมีเหตุผลของข้า” ลู่เซิ่งรับสร้อยมา เดินไปถึงข้างเตียง ใช้ดาบทำลายศีรษะศพ ของที่อมอยู่ในปากก็โผล่ออกมา
นั่นเป็นกระถางติ่งกลมๆ สีดำสนิทที่ขนาดเล็กยิ่ง ผิวสลักลวดลายถี่หยิบเหมือนตัวหนังสือ รอบๆ มีหกหู ขนาดเท่าไข่ไก่ ผิววัสดุไม่ใช่ทองไม่ใช่หยก
ลู่เซิ่งใช้ปลายดาบเขี่ยมันขึ้นมา แล้วมองจัวเหวินอวี่ ตาของสตรีนางนี้เป็นสีเขียว เป็นดวงตามีสีเขียวเข้มอย่างแท้จริง จ้องมองกระถางติ่งขนาดเท่าไข่ไก่เขม็ง
“เจ้าปรารถนาสิ่งนี้ใช่หรือไม่” ลู่เซิ่งยิ้มมุมปาก เอ่ยขึ้น
“แน่นอน” จัวเหวินอวี่ไม่ปิดบังแม้แต่น้อย
ลู่เซิ่งรู้สึกว่ามีปราณหยินหลายสายส่งมาจากสร้อยไข่มุกที่กำอยู่ “ถ้าเจ้ายังมีของที่เหมือนสร้อยเส้นนี้ ข้าจะมอบของเล่นนี้แก่เจ้า”
“จริงหรือ” จัวเหวินอวี่ขมวดคิ้วกล่าวอย่างไม่อาจเข้าใจ “ท่านแน่ใจว่าต้องการแค่สร้อยไข่มุกแบบนั้น”
“ไม่ ข้าไม่ได้ต้องการสร้อยแบบนี้ สิ่งที่ข้าต้องการคือของที่มีอายุคล้ายๆ กันนี้ ส่วนใหญ่เป็นของฝังร่วมในหลุมศพ ให้ดีที่สุดเป็นของที่ผู้ตายสวมใส่ หรือไม่ก็สัมผัสโดยตรง” ลู่เซิ่งอธิบาย
จัวเหวินอวี่งุนงง ก้มหน้าใคร่ครวญ
“ท่านดูว่าของแบบนี้ใช้ได้หรือไม่” นางล้วงถุงบัวดิ้นทองสีม่วงใบหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ ส่งให้ลู่เซิ่ง
ลู่เซิ่งรับมา สัมผัสได้ถึงปราณหยินเล็กๆ อีกรอบ รู้สึกยินดี ทราบว่าการร่วมมือกับปีศาจตนนี้มาถูกทางแล้ว
“ได้! เอามาอีกสิบชิ้น ข้าจึงจะให้กระถางติ่งเจ้า”
“ได้” จัวเหวินอวี่ตอบรับอย่างแน่วแน่
ลู่เซิ่งงงงัน เห็นนางตอบรับอย่างเต็มใจขนาดนี้ พลันทราบว่าตนเสนอราคาต่ำไป
“ไม่ล่ะ… เมื่อครู่ข้ากล่าวผิด” เขานึกหาวิธีได้ หัวเราะเหอะๆ “ข้าต้องการของแบบนี้อีกหนึ่งร้อยชิ้น! ร้อยชิ้นข้าจะมอบของวิเศษชิ้นนี้ให้เจ้า!”
“ท่าน!” จัวเหวินอวี่มองชายฉกรรจ์หัวล้านตรงหน้า โมโหขึ้นมา “มนุษย์จอมเจ้าเล่ห์! อย่าทำเกินไปนัก!”
“นี่ไม่ใช่เกินไป นี่เรียกรอราคาดีค่อยขาย” ลู่เซิ่งหัวเราะ “ผู้ใดให้เจ้าปรารถนาของสิ่งนี้เล่า”
จัวเหวินอวี่ถลึงมองลู่เซิ่ง เพิ่งรู้สึกดีกับเขา สุดท้ายตัวเองตกที่นั่งลำบาก นางปรารถนากระถางติ่งเล็กๆ ใบนี้จริงๆ
“มากสุดได้สิบกว่าชิ้น ของอย่างนี้นับว่าเก่าแก่ ราคาไม่ถูก หนำซ้ำส่วนใหญ่เป็นของรักข้างกาย ต่อให้มีเยอะกว่านี้ข้าไปค้นหาอย่างละเอียดก็ไม่แน่จะหาเจอ”
ลู่เซิ่งดูท่าทางของนาง ทราบว่าครั้งนี้นับว่าพอประมาณแล้ว อีกฝ่ายกล่าวความจริง
“เอามาทีเดียวได้หรือไม่ ใช้ของแลกของ ไม่มีปัญหากระมัง”
“ไม่ได้! ของเหล่านี้ข้าจำเป็นต้องใช้เวลารวบรวม ไม่ใช่เอามาได้หมดในเวลาสั้นๆ นอกจากนี้ส่วนใหญ่เป็นของรักของคนอื่น ข้าเอามาให้ท่านดูได้ก่อน ถ้าท่านต้องการจริงๆ ข้าค่อยให้” ตอนแรกจัวเหวินอวี่นึกว่าลู่เซิ่งเพียงสนใจ ตอนนี้ดูแล้วเหมือนเขาต้องการมากจริงๆ จึงเสนอความคิด
“แต่ถ้าท่านอยากได้ของสิ่งนี้ในระยะยาว ข้าหาช่องทางที่แน่นอน หาของให้ท่านได้ แต่ท่านก็ต้องช่วยข้าหาสิ่งของที่มีแต่พวกท่านจึงจะเอามาได้ ให้ข้าด้วย”
“อ้อ? วาจานี้เป็นจริงหรือ” ลู่เซิ่งพลันสนใจ ปราณหยินบนสร้อยไข่มุกชิ้นนี้มีไม่มากนัก เทียบเท่ากับผงที่เปลี่ยนจากผีอาภรณ์ขาวซึ่งเขาฆ่าตายตัวแรก เอามาเรียนรู้วรยุทธ์ระดับต่ำทั่วไปยังทำได้ แต่ใช้กับวรยุทธ์ระดับสูงเห็นชัดว่าไม่เพียงพอแล้ว แต่ถ้ามากกว่านี้ ถึงขั้นมีช่องทางแน่นอน เช่นนั้นก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว
“เป็นจริง!” จัวเหวินอวี่พยักหน้า ตอนนี้ชีวิตอยู่ในกำมือผู้อื่น อาการบาดเจ็บบนร่างก็ปวดแสบปวดร้อน นางไม่คิดใช้คำโกหกเพื่อเอาตัวรอด
“ก็ได้ เช่นนั้นตกลงตามนี้” ลู่เซิ่งดึงผ้าบนพื้นขึ้นมา ใช้ปลายดาบเขี่ยกระถางติ่งใบเล็กขึ้น โยนไปบนผ้าก่อนห่อ แล้วยกของขึ้น มองไปที่จัวเหวินอวี่
“ภายหลังพวกเราติดต่อกันอย่างไร”
“ที่นี่เป็นอย่างไร เมื่อข้ามาจะวางหินสามเหลี่ยมไว้ใต้ต้นไม้แห้งนอกกำแพงต้นนั้น” จัวเหวินอวี่เอ่ย “ท่านส่งคนมาเฝ้าที่นี่ก็ได้”
นางฉีกเลือดเนื้อก้อนเล็กๆ จากบาดแผลตรงท้ายทอยอย่างแผ่วเบา ก่อนยื่นส่งให้ลู่เซิ่ง “นี่มอบให้ท่าน ถ้าต้องการติดต่อข้าให้เผามัน”
ลู่เซิ่งใช้ปลายดาบรับเลือดเนื้อก้อนนี้มาตรวจสอบอย่างละเอียด ไม่พบว่ามีพิษ จึงค่อยใช้ห่อผ้าขาดเมื่อก่อนหน้าห่อมันเอาไว้
สร้อยคอกับถุงบัวต่างมีปราณหยินไม่เพียงพอ ถึงตอนนี้ถูกดูดจนหมดอย่างรวดเร็ว ทว่าบวกกับปราณหยินที่ได้จากภูตผีที่ฆ่าไปก่อนหน้า สมควรมากพอจะยกระดับวิชาลมปราณแดงฉานอีกครั้งหนึ่งแล้ว
“หวังว่าพวกเราจะร่วมงานกันด้วยดี ยังมี เจ้ารีบไปจะดีกว่า ข้าจะเผาที่นี่แล้ว” ลู่เซิ่งมองกระถางติ่งใบเล็ก หมุนตัวจากไปพร้อมกับหัวเราะเหอะๆ
เขาไม่สนใจว่าจัวเหวินอวี่จะหนีอย่างไร ถือห่อผ้าเข้าตัวลานอย่างรวดเร็ว แล้วออกประตูใหญ่ ฟืนแห้งกองเต็มนอกกำแพง ทั้งราดน้ำมันไว้ เป็นเขาสั่งการไว้แล้ว
สวีชุยชูคบเพลิงรออยู่ด้านนอก
“ยังมีวิธีเก็บกวาดอันใดสบายไปกว่าการเผาให้ราบอีก ถึงอย่างไรก็เผาไปครั้งหนึ่งแล้ว ทำอีกครั้งไม่ใช่ดีกว่าเดิมหรือ” ลู่เซิ่งหันไปมอง รับคบเพลิงจากมือสวีชุย แล้วโยนไปยังฟืนแห้งข้างประตูใหญ่อย่างเอ้อระเหย
ตุบ
คบเพลิงตกบนกองฟืน ติดน้ำมันอย่างรวดเร็ว หย่อมเพลิงสีเหลืองลามออกมา ไม่ทันไรก็เกิดควันหนา ไฟค่อยๆ ห้อมล้อมหมู่บ้านตระกูลซ่ง
ครั้งนี้ลู่เซิ่งให้คนนำฟืนแห้งมาเป็นจำนวนมาก ก็เพื่อเผาสถานที่ผีสางแหงนี้ให้ราบโดยสมบูรณ์ เทียบกับการจุดไฟอย่างฉุกละหุกเมื่อก่อนหน้า เตรียมตัวพร้อมกว่ามาก
จัวเหวินอวี่นั่นจะต้องซุกซ่อนความลับไม่น้อยแน่ แต่ก็ไม่เป็นไร ขอแค่นางหาวัตถุมีปราณหยินให้ตนได้ ลู่เซิ่งก็ไม่ถือสาว่านางจะซ่อนอันใด
“พี่ใหญ่ แบบนี้ก็ได้แล้วหรือ” สวีชุยถามเสียงทุ้ม “สตรีคนก่อนหน้านั้น…”
“นางหนีไปได้ แต่ก็ถูกข้าเล่นงานสาหัสเหมือนกัน ไม่ต้องห่วง” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างไม่นำพา “กลับไปก่อนเถอะ ที่นี่เรียบร้อยแล้ว พวกพี่น้องยังรออยู่รอบนอก”
“ขอรับ” สวีชุยพยักหน้าตอบ
ลู่เซิ่งนำคนกลับตำหนักใหญ่อย่างรวดเร็ว หลังรายงานสถานการณ์ภารกิจแก่หงหมิงจือประมุขพรรคเฒ่าเรียบร้อย เขาก็แทบอดทนรอกลับถึงห้องเพาะดอกไม้หยกทองไม่ได้
หอ ศาลาและลานของที่นี่สร้างไปมากแล้ว เป็นเพราะใช้ไม้ผสมกับอิฐหิน จึงสร้างได้รวดเร็ว สามารถเข้าไปอยู่ได้
ที่อยู่ของลู่เซิ่งย้ายจากบ้านหลังเล็กๆ ก่อนหน้ามาเป็นหอเล็กๆ สองชั้น
พอเข้าไปในหอ เขาก็รีบเข้าห้องสงบใจสำหรับฝึกฝน ลงกลอนหน้าต่างประตู ออกคำสั่งไม่ให้ใครรบกวนตน จากนั้นก็ตั้งสมาธินั่งบนเบาะกลมภายในห้อง
‘ครั้งนี้สมควรทำลายขีดจำกัดของวิชาลมปราณแดงฉาน เรียนรู้วิชาลมปราณใหม่ได้!’ ลู่เซิ่งคาดหวังรอคอย
วิชาลมปราณแดงฉานแข็งแกร่งยิ่ง ระดับห้าก่อนหน้าบวกกับวิชาหยินหยางกระเรียนหยก และวิชาแข็งกร้าว เล่นงานจัวเหวินอวี่ที่เคยสู้กับยอดฝีมือขอบเขตเอกะฟ้าจนสาหัสได้ในเวลาสั้นๆ
ถ้าหากว่าลงมือสุดกำลัง ระเบิดวิชาแดงฉานระดับเจ็ด อานุภาพจะต้องเหนือกว่าหลายเท่า! ถึงแม้ระดับแบบนี้ยังคงห่างไกลจากระดับพันธนาการมากก็ตาม
แต่ลู่เซิ่งสัมผัสได้ว่า ตนกำลังเข้าใจทีละนิดๆ เข้าใกล้เส้นแบ่งระยะห่างที่เหมือนร่องน้ำตามธรรมชาติระหว่างคนธรรมดาและตระกูลขุนนาง รวมถึงความประหลาดลี้ลับ
เขาสูดหายใจลึก หลับตานึกเงียบๆ
‘ดีปบลู’
ฟุ่บ!
กรอบสีน้ำเงินอ่อนโผล่ขึ้น ลอยนิ่งอยู่ด้านหน้าเขา
กรอบข้อความกรอบหนึ่งเด้งขึ้นมาทันที
[ดำเนินการเรียนรู้วรยุทธ์หรือไม่]
ลู่เซิ่งสงบความตื่นเต้นในใจ เมื่อใจเย็นลงแล้ว ค่อยใช้ความคิด
[ใช่]
กรอบข้อความหายไปในพริบตา
หลังจากยืนยันการเรียนรู้ ความรู้สึกอัศจรรย์นั้นโผล่ขึ้นมาอีกครั้ง ลู่เซิ่งรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า วรยุทธ์ในกรอบทั้งหมดบนเครื่องมือปรับเปลี่ยนดำเนินการเรียนรู้หลอมรวมได้
เขามองวิชาลมปราณแดงฉานทันที
[วิชาลมปราณแดงฉาน: ระดับเจ็ด ผลพิเศษ: ตาข่ายโลหิต เสริมแกร่งพิษอัคคี แรงกระแทกหกชั้น เสริมจุดไฟ] มีปุ่มที่เรียนรู้ได้โผล่ขึ้นด้านหลังอย่างที่คิดไว้
เขาสูดหายใจลึก เปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง สำนึกกดบนปุ่มนั้นอย่างแผ่วเบา
……………………………………….
บทที่ 99
ชิ้ง
กรอบเครื่องมือปรับเปลี่ยนพลันสั่นไหว กรอบวิชาลมปราณแดงฉานพร่ามัวอย่างรวดเร็ว
ครั้งนี้กรอบจางลงเกือบสองวินาที ค่อยเริ่มชัดขึ้น
ลู่เซิ่งมองกรอบวิชาลมปราณแดงฉานเขม็ง ไม่ทันไรตัวหนังสือพร่าเลือนก็ชัดขึ้นอีกรอบ
[วิชาลมปราณยังไม่ตั้งชื่อ: ระดับแปด ผลพิเศษ: ตาข่ายโลหิต สั่นสะเทือนรุนแรง จุดไฟ]
ลู่เซิ่งไม่รู้สึกว่าพลังยุทธ์ของตนจะล้ำลึกหรือมากกว่าเดิม สัมผัสได้ว่าปราณภายในด้านในร่างกายคล้ายเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจทราบได้
การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ร่างกายเขาร้อนเล็กน้อย ผิวหนังและหนังศีรษะคันอยู่บ้าง คล้ายเริ่มมีวี่แววว่าเส้นผมและขนจะงอก
‘ตามคำกล่าวของศิษย์พี่ ถ้าถึงระดับเอกะฟ้า ร่างกายจะเข้าสู่ช่วงพัฒนาใหม่ ไม่แน่ว่าตอนนั้นเส้นผมของเราอาจจะงอกกลับมา’ ลู่เซิ่งโล่งอก เขาไม่อยากหัวล้านตลอดชีวิต
‘แต่คล้ายกับว่าวิชากำลังภายในหลังจากเลื่อนระดับจะมีเส้นทางวิชาโลหิตพิฆาตเพิ่มมาส่วนหนึ่ง…ยังมีความรู้สึกถึงวิชาปรับลงปราณให้แข็งแกร่งเช่นวิชาโซ่เก้าสินธุส่วนหนึ่ง’
เขาทำความเข้าใจสิ่งที่แตกต่างกับก่อนหน้าอย่างละเอียด
‘ไม่รู้ว่าเราเลื่อนจากระดับเดิมหรือไม่ วิชาใหม่ในเมื่อหลอมรวมลักษณะพิเศษของวิชาโลหิตพิฆาตกับวิชาโซ่เก้าสินธุ เช่นนั้นก็เรียกวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานก็แล้วกัน’
เขากำหนดชื่อในใจ เห็นชื่อวิชาใหม่ค่อยๆ โผล่ขึ้นในกรอบสี่เหลี่ยมบนเครื่องมือปรับเปลี่ยน
[วิชาเก้าพิฆาตแดงฉาน: ระดับแปด ผลพิเศษ: ตาข่ายโลหิต สั่นสะเทือนรุนแรง จุดไฟ]
‘ไปทดลองดูก่อน ใช้เวลามากมายขนาดนี้ ทั้งยังรอมาตั้งนาน คงไม่ใช่ใช่เพิ่มขึ้นนิดหน่อยกระมัง’
ลู่เซิ่งปรับลมหายใจ ค่อยๆ ลุกขึ้น
‘วิธีที่ดีที่สุดซึ่งไม่ถูกคนค้นพบ ทั้งทดลองขีดจำกัดความสามารถในตอนนี้ของเราได้สมบูรณ์ คือหาคู่ต่อสู้’
ลู่เซิ่งพยายามทบทวนว่าจะหาสถานที่และคู่ต่อสู้ที่ทำให้เขาทดลองพลังของตัวเองได้จากไหน
ยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดในแดนเหนือคือหงหมิงจือผู้เป็นศิษย์พี่ คนอื่นๆ เพียงจัดอยู่อันดับสอง นอกจากนั้นก็เป็นภูตผีกับความประหลาดลี้ลับที่กล้าแข็งกว่า แต่พวกมันถูกจัตุรัสแดงกับตระกูลเจินค้นพบได้โดยง่าย
‘อาจไปหาหลี่ซุ่นซีได้ เขามีความรู้กว้างขวาง สมควรเจอตัวเลือกที่เหมาะสม’ ยังมีจัวเหวินอวี่ นางไม่ใช่คน สมควรรู้จักภูตผีหรือมารปีศาจด้านนี้ส่วนหนึ่ง ลู่เซิ่งขบคิด ยังตัดสินใจไปหาหลี่ซุ่นซี จัวเหวินอวี่สุดท้ายก็เป็นตัวประหลาด ไม่ได้หลอกง่ายเหมือนหลี่ซุ่นซี เกิดนางมองออกว่าตนคิดทดสอบพลังก็ยุ่งยากแล้ว
การเผยเบื้องลึกเบื้องหลังให้คนภายนอกรู้ นี่เป็นการกระทำที่อันตรายที่สุด
รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครา การเปิดเผยเบื้องหลังของตัวเอง นี่เป็นการรู้เขาที่ทำให้คนไม่ต้องเปลืองแรงเป่าฝุ่น คนแบบนี้ตายเร็วที่สุดในสภาพแวดล้อมเช่นนี้
คิดแล้วทำทันที ลู่เซิ่งเก็บกวาดของ มองฟ้าด้านนอก ตกเย็นแล้ว
เขาให้สมุนจูงม้าออกมา ก่อนออกไปยังเมืองเลียบคีรี
หลังเข้าเมืองจากประตูใหญ่ เขาก็ไปหาที่อยู่ซึ่งหลี่ซุ่นซีทิ้งไว้ ถึงสถานที่อย่างรวดเร็ว เจอหลี่ซุ่นซีที่กำลังเมาปลิ้นในโรงสุราแห่งหนึ่ง
คนผู้นี้นั่งอยู่ตรงมุมคนเดียว หน้าซีดขาว ข้างๆ มีกองอาเจียน เหม็นจนแขกรอบๆ ไม่กล้านั่งใกล้ๆ เสื้อผ้าก็ไม่ได้ซักมาหลายวัน ลู่เซิ่งเข้าใกล้ ก็ได้กลิ่นเหม็นบูดทันที
“ดื่ม…ดื่มสุรา…ไม่ใช่ใช้เงินหรือ…ภายหลังจะต้อง… ให้เจ้า!” หลี่ซุ่นซีนั่งเอียงบนเก้าอี้อย่างเมามาย ถือกาสุราใบเล็ก กรอกเข้าปากตลอดเวลา เพียงแต่ดื่มครึ่งหนึ่งทิ้งครึ่งหนึ่ง ไหลใส่เสื้อผ้าและคอไม่น้อย
ลู่เซิ่งขมวดคิ้วมองเขา สาวเท้าก้าวเข้าไปนั่งฝั่งตรงข้าม
“นายท่าน ท่านดูสิ รับสหายของท่านไปได้หรือไม่…เขาเป็นแบบนี้พวกเราจะทำการค้าดีๆ ได้อย่างไร…” ผู้ดูแลเห็นลู่เซิ่งนั่งลง ดั่งปลดภาระหนักอึ้ง รีบวิ่งมาปรึกษาด้วยใบหน้าขื่นขม
ผีสุราตนนี้อยู่นี่มาสามวันแล้ว เงินกลับให้ไม่น้อย แต่ว่าดื่มสุรามากไป เกรงว่าจะเมาอาละวาด ข้างโต๊ะมีแต่ของสกปรกกับกองอาเจียน เสี่ยวเอ้อร์เก็บกวาดให้เขาหลายครั้ง เริ่มส่งผลต่อคนอื่นแล้ว
เห็นคุณชายบัณฑิตผู้นี้ดื่มสุราไม่เป็น กลับดื่มจนอาเจียน ทั้งยังกรอกเข้าปากไม่หยุด
“เอาให้ข้า” ลู่เซิ่งพยักหน้า
เขายื่นมือหนึ่งดึงกาสุราในมือหลี่ซุ่นซีไปวางไว้บนโต๊ะ
“พี่หลี่ ท่านเมาแล้ว”
“ข้าไม่เมา!” หลี่ซุ่นซีหัวเราะเหอะๆ “เอ นี่ไม่ใช่…ไม่ใช่พี่ลู่หรือ…เหตุใด…เหตุใดท่านถึงมาแล้ว” เขาพูดจากระท่อนกระแท่น กลับยังบอกว่าตัวเองไม่เมา
“ที่นี้ไม่ใช่ที่พูดคุย พวกเราหาพื้นที่เงียบสงบคุยกันดีกว่า” ลู่เซิ่งขบคิด “หอสุราซงหลานใกล้ๆ นี่ก็แล้วกัน ไม่เจอพี่หลี่มานาน รู้สึกคิดถึงจึงมาหา”
เขาใช้มื่อหนึ่งคว้าหลี่ซุ่นซีไว้ ก่อนหิ้วเขาขึ้นเหมือนลูกไก่
“ไปเถอะ พี่หลี่ ไปอาบน้ำก่อน ข้ายังมีเรื่องราวบางส่วนอยากขอคำชี้แนะ”
“สุรา! ข้ายังอยากดื่ม!”
ลู่เซิ่งไม่สนใจเขา หิ้วคนออกจากโรงสุรา แล้วเข้าเหลาสุราอย่างรวดเร็วภายใต้สายตาแตกตื่นประหลาดใจของผู้คน
เหลาสุรานี้ความจริงเป็นกิจการใต้ชื่อเขา เดิมเป็นของอู๋ซาน แต่ปัจจุบันอู๋ซานตายแล้ว จึงกลายเป็นของเขา ทรัพย์สินแบบนี้เป็นทรัพย์สินสาธารณะของพรรค แบ่งปันกำไร ดูแล หรือหาประโยชน์อย่างไรก็ได้ แต่ไม่อาจโยกย้ายถ่ายโอน
ทั้งสองคนเปิดห้องส่วนตัว มีคนจากโถงอินทรีเหิน พรรควาฬแดงมาเฝ้าประตู ไม่ให้คนเข้าทันที
ลู่เซิ่งกดหลี่ซุ่นซีไว้บนที่นั่งด้วยมือหนึ่ง จากนั้นก็นั่งลงฝั่งตรงข้าม
“พี่หลี่ เกิดอะไรขึ้น เหตุใดท่านจึงหมดสภาพขนาดนี้!?” ลู่เซิ่งถามอย่างสงสัย
มองดูหลี่ซุ่นซีในตอนนี้เหมือนกับขอทาน เทียบกับคุณชายหล่อเหลามีสง่าราศี ใบหน้าดุจหยกกวนผู้นั้นไม่ได้
แต่ตอนนี้เขาก็ไม่ต่างจากขอทานจริงๆ ผมเผ้ายุ่งเหยิง สองตาแดงก่ำ ร่างผอมเหมือนกิ่งไม้ ไม่ทราบว่าไม่ได้พักผ่อนมานานขนาดไหน บนแขน คอ ใบหน้า ต่างเป็นรอยโคลนแห้งสีเทา
“เอามาอีกจอก” หลี่ซุ่นซีตาปรือชูจอกไปทางลู่เซิ่ง เอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“พี่หลี่ เกิดเรื่องอะไขึ้นกันแน่ บนโลกนี้ไม่มีอุปสรรคที่ข้ามไม่ได้ ถ้าหากท่านเดือดร้อน พูดมา ข้าอาจช่วยท่านได้” ลู่เซิ่งกลับรู้สึกว่าคนอย่างหลี่ซุ่นซีมีคุณค่าให้ลงทุน นิสัยก็ยังใช้ได้ ถ้าเป็นเรื่องง่ายๆ เขาทดลองลงมือช่วยเหลือได้
ฟังถึงตรงนี้ หลี่ซุ่นซีค่อยสร่างเล็กน้อย หมอบบนโต๊ะพึมพำอย่างสลึมสลือ
“พี่ลู่…ท่านช่วยข้าไม่ได้…ใครก็ช่วยข้าไม่ได้…” เขามีสีหน้าทุกข์ตรม นั่งบนที่นั่ง ใช้ชาต่างสุรา กรอกดื่มจอกแล้วจอกเล่า
ลู่เซิ่งมองเสื้อผ้าบนตัวเขา
“ครอบครัวเกิดเรื่องหรือ” จำได้ว่าตอนนั้นหลี่ซุ่นซีเคยบอกเขาว่า ครอบครัวเป็นขุนนางชั้นสูงในราชสำนัก แต่สภาพของเขาในตอนนี้ยังไม่มีคนที่บ้านมาดูแล สถานการณ์แบบนี้ถ้าไม่ใช่ทะเลาะกัน ที่บ้านก็คงเกิดเรื่อง
หลี่ซุ่นซีตัวสั่น เงยหน้ามองเขาอย่างซึมเซา
“บิดาข้า…ตายแล้ว…”
ลู่เซิ่งงุนงง ขมวดคิ้วมุ่นขณะถือจอกใบหนึ่ง
หลี่ซุ่นซีในที่สุดก็หาคนระบายเจอ
“ท่านก็มาจับข้าเพื่อปิดคดีเหมือนกันกระมัง เหอะๆๆ แม้แต่คนที่สนิทที่สุด สตรีที่ข้ารักมานาน ก็ยังวางยาในสุรา โลกใบนี้ยังมีเรื่องใดที่เกิดขึ้นไม่ได้อีก…”
ดื่มน้ำเย็นไปหลายจอก เขาคล้ายสร่างเมาบ้าง พูดจาชัดเจนส่วนหนึ่ง
“ครอบครัวท่านเกิดเรื่องแล้วใช่หรือไม่” ลู่เซิ่งถามเสียงขรึม
“ใช่แล้ว…บิดาข้าถูกปรักปรำ ก่อนหน้านี้โดนตัดหัวตอนเที่ยง[1]แล้ว…ครอบครัวข้าโดนยึดทรัพย์ คนในบ้านที่หนีก็หนี ที่แยกย้ายก็แยกย้าย เหลือข้าหลบหนีอยู่ด้านนอก…” หลี่ซุ่นซีกล่าวอย่างรันทด “พี่ลู่ ถ้าท่านคิดจับข้ารายงานทางการก็ตามสบาย ข้าไม่อยากหนีแล้ว เหนื่อยนัก…หมดแรงแล้ว…”
ลู่เซิ่งย่นคิ้วมองเขา
“ข้าจับท่านรายงานทางการมีผลดีใดสำหรับข้า เงิน รางวัลเล็กน้อยของจวนขุนนางหรือ อุดร่องฟันยังไม่พอ อำนาจหรือ ตอนนี้ข้าเป็นอันดับสามแห่งพรรควาฬแดง ในเมืองเลียบคีรีแห่งนี้ถือเป็นบุคคลสำคัญ
พี่หลี่ อย่าได้หมดอาลัยตายอยาก ข้ามาหาท่านไม่ใช่เพราะรายงานทางการอันใด
ครอบครัวท่านประสบกับการเปลี่ยนแปลง พวกเรานับว่าเป็นสหายครึ่งหนึ่ง มีอะไรต้องการความช่วยเหลือ ท่านว่ามา ข้าจะทำเต็มที่ แต่ข้ามีเงื่อนไขน้อยๆ ข้อหนึ่ง”
หลี่ซุ่นซีงุนงง เขากับลู่เซิ่งเพียงเป็นจอกแหนพบพานกัน คือคนแปลกหน้าที่เจอกันโดยบังเอิญในหมู่บ้านตระกูลซ่ง เพียงแค่พูดคุยกันครั้งเดียว ความจริงยังนับเป็นสหายไม่ได้ด้วยซ้ำ อีกฝ่ายไม่สนใจจะจับเขารายงานทางการ
“ท่าน…ท่านไม่จับข้าส่งทางการจริงๆ หรือ?!” เขายังไม่กล้าเชื่ออยู่บ้าง “ท่านรู้ไหมว่า ผู้ที่บิดาข้าล่วงเกินเป็นเสนาบดีกรมทหาร ข้าราชการชั้นหนึ่ง!”
“ข้าราชการกี่ชั้นก็เรื่องของมัน ข้าไม่สนใจ! เอาล่ะอย่าเสียเวลาแล้ว ข้ามาหาท่านเพราะคิดซื้อข้อมูล ข้อมูลว่าใกล้ๆ นี้มีภูตผีหรือความประหลาดลี้ลับ หรือไม่ก็พวกมารปีศาจที่ค่อนข้างยุ่งยากขึ้นชื่อใดบ้าง” ลู่เซิ่งพูดความต้องการของตัวเองออกมาโดยตรง ถึงพรรควาฬแดงจะมี แต่เห็นได้ชัดว่าหลี่ซุ่นซีชำนาญกว่าเล็กน้อย
เมื่อเกี่ยวพันถึงพวกภูตผี พรรควาฬแดงคอยสอดส่องดูแล ส่วนหลี่ซุ่นซีสัมผัสด้วยอย่างแท้จริง
“หา?” หลี่ซุ่นซีงงงัน “ท่าน…ไม่คิดรายงานทางการจริงๆ หรือ?”
“รายงานทางการไม่มีผลดีสำหรับข้า ข้าจะจับท่านทำไม” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างหงุดหงิด “ครอบครัวท่านเกิดการเปลี่ยนแปลง ข้าเห็นใจยิ่ง แต่ท่านขอแค่ยังมีชีวิต ช้าเร็วต้องมีโอกาสเข่นฆ่ากลับไป เป็นบุรุษทั้งแท่งร้องไห้ทำอะไร!”
หลี่ซุ่นซีมองเขาอย่างอึ้งๆ สับสนอยู่บ้าง หลายวันมานี้ สิ่งที่เขาเจอ การทรยศที่เขาประสบ แทบเขียนนิยายบันทึกประวัติศาสตร์ได้เป็นเล่ม
สหายสนิทที่ก่อนหน้าเรียกขานกันว่าพี่น้อง เหมยเขียวม้าไม้ไผ่[2]ที่เล่นกันตั้งแต่เด็กจนเติบใหญ่ ยังมีหญิงสาวคู่หมั้นที่เคยสัญญาว่าจะรักกันตราบฟ้าดินสลาย
พบเจอการหักหลังหลายครั้งหลายครา พบเจอความผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า รอดชีวิตจากความตายหลายครั้งหลายหน หลังรับศรเกาทัณฑ์ดอกหนึ่ง จนถึงตอนนี้ยังทำให้เขาเจ็บปวดรวดร้าว ถ้าไม่ใช่อาจารย์เคยมอบของปกป้องชีวิตให้เขา เกรงว่าตอนนี้ศพคงใกล้เน่าแล้ว
ตลอดทางลอบหลบหนีถึงเมืองเลียบคีรี เขาถึงขั้นสิ้นหวังหมดอาลัยตายอยาก ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น เพียงอยากเมาให้ตายคาโรงสุรา กลับคิดไม่ถึงว่า ได้เจอลู่เซิ่งที่ก่อนหน้านี้พบหน้ากันครั้งเดียวโดยวาสนา
และสิ่งที่ทำให้เขาเหนือคาดยิ่งกว่าก็คือ คนแปลกหน้าที่เพิ่งพบตนครั้งเดียวผู้นี้ไม่มีความคิดส่งตนรายงานทางการ ถึงทราบว่าเขาในตอนนี้หมดเนื้อหมดตัว อ่อนแอสุดเปรียบปาน ทั้งยังเมาจนไร้เรี่ยวแรง ถ้าจะรายงานทางการจริงๆ นี่เป็นโอกาสดีที่สุด แค่จับเขาไปที่ว่าการก็พอ ที่นั่นติดประกาศแจ้งจับเขาอยู่
ทว่าลู่เซิ่งกลับไม่ได้ทำเช่นนั้น หากแต่บอกว่าอะไรที่ช่วยได้ ให้พูดมาเลยเต็มที่
……………………………………….
[1] ตัดหัวตอนเที่ยง เป็นการประหารด้วยการตัดหัวในเวลาเที่ยงวัน ซึ่งเป็นเวลาที่หยางโชติช่วงที่สุด เชื่อว่าวิญญาณจะได้ไม่ตามมารังควาน
[2] เหมยเขียวม้าไม้ไผ่ หมายถึง เพื่อนในวัยเด็ก
บทที่ 100
สหายที่สนิทกันมาหลายปียังเทียบกับคนแปลกหน้าที่เพิ่งรู้จักกันไม่ได้ หลี่ซุ่นซีจิตใจซับซ้อนสับสน
“พี่ลู่…แผนผังที่ท่านต้องการข้ามี แต่ตอนนี้ไม่มีประโยชน์แล้ว แดนเหนือสองขุมกำลังปะทะกันดุเดือด ด้านนอกสับสนวุ่นวาย ข้าไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ว่าแผนผังก่อนหน้านี้ไม่มีประโยชน์แล้ว ตระกูลขุนนางลงมือแล้ว…”
วาจานี้ของเขากลับเตือนลู่เซิ่ง ตอนนี้สภาพการณ์วุ่นวาย จัตุรัสแดงกับตระกูลเจินลงมือ มารปีศาจตัวประหลาดผีสางด้านนอกย่อมสับสนอลหม่าน
“นี่กลับยุ่งยาก…” เมื่อเป็นแบบนี้ เป้าทดลองอันเหมาะสมที่เขาคิดหาก็ไม่เจอแล้ว กลับยุ่งยากอยู่บ้าง
“พี่ลู่ คือว่า…ให้ข้ายืมค่าเดินทางสักเล็กน้อยได้หรือไม่…” หลี่ซุ่นซีถามอย่างลังเล รู้สึกผิดอยู่บ้าง ตอนนี้เขาสร่างเมาโดยสิ้นเชิงแล้ว ความจริงหลายๆ ครั้งเขาไม่ได้ดื่มมากนัก ส่วนใหญ่หก ดังนั้นตอนนี้กลับสร่างเมาเร็ว
“ไม่เป็นไร” ลู่เซิ่งหยิบถุงเงินจากในถุงข้างเอว แล้วโยนให้หลี่ซุ่นซี “เงินติดตัวเล็กน้อย ท่านใช้ก่อน”
เขาไม่ได้สนใจเงินไม่กี่ร้อยตำลึงแต่อย่างใด โดยเฉพาะตอนนี้หลังรับหน้าที่เป็นระดับสูงแห่งพรรควาฬแดง ช่องทางรายได้มีมาก ฟุ่มเฟือยกว่าเดิม หลี่ซุ่นซีคนผู้นี้มีนิสัยไม่เลว เป็นคนที่ควรค่าจะคบค้าด้วย ใช้เงินนิดหน่อยผูกมิตรก็ไม่เลว
ส่วนที่แผนกอาวุธ เขามีเงิน แต่ต่อให้ร่ำรวยก็ไม่มีใครชอบให้ตัวเองถูกยึดถือเป็นคนโง่ ดังนั้นจึงจงใจเอาคืนตาเฒ่าผู้นั้น
หลี่ซุ่นซีรับมาด้วยสีหน้าซาบซึ้ง เปิดแล้วกวาดตามอง ตั๋วเงินบวกกับเศษเงินด้านในมีไม่ต่ำกว่าร้อยตำลึง
“ขอบคุณพี่ลู่มาก! น้ำใจนี้ผู้แซ่หลี่จะจดจำตลอดชีวิต!” เขากล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“พี่หลี่กล่าวหนักไปแล้ว ใครๆ ก็มีช่วงเวลายากลำบากทั้งนั้น” ลู่เซิ่งโบกมือกล่าว “จริงด้วย ยังไม่ได้ถามว่าครอบครัวท่าน…”
พูดถึงเรื่องนี้ หลี่ซุ่นซีก็มีสีหน้าขื่นขม
“พี่ลู่เคยได้ยินเรื่องอู๋โยวอ๋องหรือไม่”
“อู๋โยวอ๋อง?” ลู่เซิ่งส่ายหน้า “เป็นอ๋องคนหนึ่งในราชสำนักหรือ”
“ไม่ผิด แต่เขามิใช่แค่อ๋อง สถานะ ขีดความสามารถในที่ลับก็ยิ่งใหญ่น่าตะลึง ไม่ใช่แค่ความสามารถในหมู่คนธรรมดาเท่านั้น” หลี่ซุ่นซีถอนใจกล่าว “บิดาข้าถูกเสนาบดีกรมทหารใส่ความเพราะตรวจสอบเรื่องมารร้ายเซ่นสรวงเลือด จึงมีจุดจบเช่นนี้”
“อู๋โยวอ๋อง…เซ่นสรวงเลือด?” ลู่เซิ่งนึกถึงคดีร้ายแรงตอนอยู่เมืองเก้าประสาน
ตอนนั้นเป็นเพราะตระกูลลสวีหนึ่งในตระกูลใหญ่ของเมืองเก้าประสานถูกล้างด้วยเลือด ว่ากันว่าถูกเซ่นสรวงเลือด เขาลังเลเล็กน้อย ขมวดคิ้วถาม “เป็นคดีเซ่นสรวงเลือดที่เกิดขึ้นในเมืองเก้าประสานเมื่อก่อนหน้าหรือไม่”
“ใช่แล้ว” หลี่ซุ่นซีพยักหน้า ใบหน้าฉายแววขื่นขม “ไม่เพียงแค่เมืองเก้าประสาน ตอนนั้นแดนเหนือเกิดคดีเลือดแบบนี้แปดครั้ง ความรุนแรงของเรื่องราวสั่นสะเทือนขวัญ ยังมีคนในหมู่บ้านหลายหมู่บ้านนอกเมืองหายไปจำนวนไม่น้อย ความจริงคนตายมีจำนวนมากกว่าคนในคดีเลือดรวมกันเสียอีก
เป็นเพราะแบบนี้ บิดาข้าจึงทนมองต่อไปไม่ได้ ลงมือตรวจสอบอย่างเข้มงวด กลับคาดไม่ถึงว่า…” พูดไปพูดมาขอบตาเขาแดงก่ำอีกครั้ง
“อู๋โยวอ๋อง…” ลู่เซิ่งหยีตา แสดงว่าคดีตระกูลสวีเซ่นสรวงเลือดในเมืองเก้าประสาน ณ ตอนนั้น ไม่ใช่เป็นแค่การกระทำของภูตผีเท่านั้น และไม่ใช่พัวพันกับจวนม้วนมนุษย์ ยังรวมถึงอู๋โยวอ๋องอีกคน…
“ตามการตรวจสอบของบิดาข้า เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าอู๋โยวอ๋องจะข้องเกี่ยวกับขุมกำลังของภูตผี ขุมกำลังลับๆ ของเขาน่าตื่นตระหนกจริงๆ” หลี่ซุ่นซีอธิบาย “เขาไม่ใช่ราชวงศ์ปัจจุบัน หากเป็นอ๋องที่ราชวงศ์ก่อนทิ้งไว้ แต่ก่อนหน้านี้เป็นเพราะสงบเสงี่ยม ไม่ให้คนอื่นรู้ ครั้งนี้กลับเป็นเพราะการเซ่นสรวงเลือดรุนแรงเกินไป จึงถูกบิดาข้าขุดขึ้นมา”
“ศึกแย่งของวิเศษที่เกิดขึ้นบนแดนเหนือก่อนหน้านั้น เขาสมควรเข้าร่วมด้วยกระมัง” ลู่เซิ่งถามอีก อุตส่าห์มีโอกาสที่ดีแบบนี้ในการทำความเข้าใจเบื้องหลัง ย่อมถามให้กระจ่าง
“ไม่ทราบ แต่จะต้องใช่แน่ ในนี้ต้องมีฝีมือของเขา” หลี่ซุ่นซีพยักหน้าโดยแรง รินน้ำให้ตัวเองถ้วยหนึ่ง แล้วเงยหน้าดื่มรวดเดียวหมด
“เอาล่ะ เขาเขียวไม่เปลี่ยนลำธารไหลยาวนาน พี่ลู่ น้ำใจในวันนี้ข้าหลี่ซุ่นซีจะจำไว้ในใจ ภายหลังมีโอกาสจะต้องตอบแทน! ขอลา!”
ลู่เซิ่งมองความคิดของเขาออก จึงไม่ได้รั้งเขาไว้
หลี่ซุ่นซีไม่อยากให้ตนเองลำบากไปด้วย ถึงอย่างไรในด้านขุมกำลังของเสนาบดีกรมทหารกับอู๋โยวอ๋อง ขุนนางสองคนนี้ต่างก็ไม่ใช่คนธรรมดาจะเทียบได้
ตอนนี้แม้ปากเขาจะบอกไม่เป็นไร หากต้องสู้กับขุมกำลังระดับพวกเขาจริงๆ ตนอาจหนีรอดได้ แต่ทั้งครอบครัวอาจถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย
“พี่หลี่ รักษาตัวด้วย…” ลู่เซิ่งถอนใจ ลุกขึ้นประสานมือ
“วันหน้าต้องเจอกัน” หลี่ซุ่นซีกำถุงเงินที่ลู่เซิ่งมอบให้ คล้ายกับสิ่งที่บรรจุด้านในไม่ใช่เงิน หากเป็นความเชื่อมั่นและความหมายใหม่ที่จุดไฟให้แก่ชีวิต
เขาเปิดประตูเร่งฝีเท้าจากไป จนกระทั่งหลังประตูปิดลงพักหนึ่ง ลู่เซิ่งค่อยๆ ลุกจากที่นั่ง
“สหาย ในเมื่อได้ยินหมดแล้ว ก็ออกมาเถอะ ผู้แซ่ลู่จะได้ไม่ต้องเชิญท่านเอง” ลู่เซิ่งยืนอยู่ในห้องส่วนตัวที่ว่างเปล่า กล่าวเสียงกระจ่าง
“ไม่ต้องแล้ว” เสียงชราดังขึ้นข้างหูลู่เซิ่ง “ลอบติดต่อกับผู้ร้ายของราชสำนัก เจ้าไม่กลัวครอบครัวถูกคาดโทษโดนพัวพันไปด้วยหรือ”
“พัวพันหรือ ข้าติดต่อกับใคร ข้าไม่ได้ทำอะไรเลย เพียงแต่เพิ่งต้อนรับสหายคนหนึ่ง เอาผู้ร้ายมาจากที่ใด” ลู่เซิ่งทำหน้างง
“หลี่ซุ่นซีเป็นผู้ร้ายสำคัญที่เบื้องบนต้องการจับกุม เจ้ามีพลังไม่เลว อย่าได้ทำพลาดเอง” เสียงชรากล่าวราบเรียบ “ไม่อย่างนั้น สถานเบาหาเรื่องใส่ตัว สถานหนักล้างตระกูล”
วาจาเขื่องโขนัก!
ลู่เซิ่งใบหน้าเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย จิตใจกลับเคร่งขรึมกว่าเดิม หลี่ซุ่นซีถูกจับตามองจริงๆ เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าจะมีคนมาเตือนเร็วขนาดนี้
“ล้างตระกูลหรือ เหอะๆ” เขาหัวเราะอย่างดุร้าย “ท่านออกมาลองดูก็ได้ ดูว่าจะล้างตระกูลข้าได้ไหม”
กลิ่นอายอันตรายค่อยๆ กระจายจากร่างเขา
วิชาเก้าพิฆาตแดงฉานระดับแปด แม้แต่ตัวเขาก็ไม่รู้ว่ามีอานุภาพขนาดไหน มียอดฝีมือคนหนึ่งมาให้ทดลองพอดี
“โอหัง!” เสียงชรานั้นตวาด ถัดจากนั้นเป็นเสียงเป็นเข็มเหล็กที่เล็กเหมือนขนวัวเส้นหนึ่ง เจาะกำแพงพุ่งใส่ทรวงอกลู่เซิ่งด้วยความเร็วสูง
เข็มเหล็กนี้เร็วยิ่ง ไร้สุ้มเสียง ยังถูกเสียงตวาดกลบด้วย รอตอนลู่เซิ่งพบ ก็หลบไม่ทันแล้ว
สวบ!
เข็มแทงโดนทรวงอกเขาอย่างแรง
แต่ยังไม่รอพิษบนเข็มออกฤทธิ์ ดาบใหญ่ที่เหมือนบานประตูก็ฟาดใส่กำแพงทางซ้ายของห้องส่วนตัวอย่างรุนแรง
ตูม!
กำแพงถล่มลงมา ชายชราร่างผอมอาภรณ์เขียวคนหนึ่งที่ยืนอยู่อีกด้านหลบไม่ทัน ถูกดาบฟันใส่ เศษไม้นับไม่ถ้วนระเบิดกระเด็นใส่ร่างของเขา พริบตาเดียวเกิดเป็นรูเลือดจำนวนมาก
“ฮ่า!” ลู่เซิ่งตะโกน กระโดดเข้าไปเล็งปลายดาบที่คออีกฝ่าย และพุ่งตัวลง
โครม!
เขากระแทกชายชราล้มลงกับพื้น ปลายดาบเสียบเข้าไปในคออีกฝ่ายในแนวตั้ง ทะลุเข้าพื้น แทบแยกคางกับทรวงอกชายชราออกเป็นสองส่วน
ชายชราดิ้นรนขณะถูกตอกติดพื้น ฟองเลือดผสมในปาก ส่งเสียงฮ่าๆ จ้องมองลู่เซิ่งเขม็ง ยื่นมือคิดจับดาบเพื่อถอนออกไป แต่ไร้ปัญญา
“จะล้างตระกูลข้า อาศัยท่านหรือ” ลู่เซิ่งจิกผมชายชราขึ้นมา
ฉัวะ
ศีรษะถูกดาบใหญ่ฟันออกเป็นสองท่อนอย่างเรียบร้อย ชายชราพลันสิ้นลม
เลือดไหลนอง ตอนนี้พลพรรควาฬแดงที่อยู่ด้านนอกค่อยรู้สึกตัว รีบถลันเข้ามา พอเห็นภาพนี้ แต่ละคนสีหน้าซีดขาว
“ลูกพี่…” สวีชุยปิดจมูกเดินเข้าไป ในห้องเหม็นคาวเกินไป มีแต่เลือด ต่อให้เป็นคนที่ผ่านมาร้อยศึกอย่างเขาก็ไม่ชินอยู่บ้าง
“เก็บกวาดซะ ศพนี้จุดไฟเผา อย่าให้เหลือร่องรอย” ลู่เซิ่งกล่าวราบเรียบ ชักเข็มที่ปักบนเสื้อที่งอแล้วออกจากทรวงอก หลังจากเข็มนี้ทำลายกำแพงทิ่มใส่ร่างเขา แม้แต่ผิวหนังก็ไม่ทะลุ อย่าว่าแต่พิษจะออกฤทธิ์ได้
“ขอรับ”
ลู่เซิ่งใช้ผ้าขนหนูเช็ดเลือดบนรองเท้า แล้วออกจากเหลาสุราอย่างผ่าเผย
ก่อนหน้านี้เขาสัมผัสได้ว่ารอบๆ หลี่ซุ่นซีมีกลิ่นอายที่คล้ายมีคล้ายไม่มีคนติดตาม ยังนึกว่าเป็นยอดฝีมือที่คอยคุ้มครองเขา คาดไม่ถึงกลับเป็นผู้จับตาดู
ลู่เซิ่งไม่อาจให้คนส่งข่าวที่ลอบฟังเขาสนทนากับหลี่ซุ่นซีออกไปได้ บวกกับอีกฝ่ายกล้าคุกคาม พอโมโหขึ้นมา เขาก็ไม่สนใจ ฆ่าก่อนค่อยว่ากล่าว
เพียงใช้วิชาเก้าพิฆาตแดงฉานระดับห้า ผสานวิชาแข็งกร้าว พลังระเบิดที่บังเกิดเหมือนกับเมื่อครู่ ยอดฝีมือที่เหมือนระดับสำนึกปลอดโปร่งยังไม่ทันแม้แต่จะโต้ตอบก็โดนฟันตาย
‘เมื่อเป็นแบบนี้ ยังคงไม่อาจรู้ว่าพลังของเราในตอนนี้ถึงระดับไหนแล้ว’ ลู่เซิ่งออกจากเหลาสุรา จิตใจยังคงใคร่ครวญ
กลับมาถึงห้องเพาะดอกไม้หยกทอง เขาหยิบขวดกระเบื้องใบเล็กที่เคยทดลองใช้ก่อนหน้าออกจากใต้เตียงตนเอง
สุรากลิ่นอายพันธนาการในขวดกระเบื้องใบเล็กอาจทดสอบระดับพิษพลังพันธนาการที่เขาต้านได้ในปัจจุบันประมาณหนึ่ง
ลู่เซิ่งนั่งหน้าโต๊ะกลม หยิบขวดกระเบื้องใบเล็กใบหนึ่งออกมาวางในมือ แล้วเก็บขวดกระเบื้องที่เหลือใส่กล่อง วางไว้บนโต๊ะก่อน
‘ได้แต่ใช้วิธีนี้ทดสอบไปก่อน…’
เขาดึงจุกไม้ออกเบาๆ ค่อยๆ เทมันลงใส่ฝ่ามือขวาของตน
หลังจากเอียงขวด ไม่ทันไรของเหลวสีดำหยดหนึ่งก็ค่อยๆ ตกลงมาบนฝ่ามือลู่เซิ่ง
ซี่…
ควันขาวสายหนึ่งลอยขึ้น เหมือนกับกรดเข้มข้นราดใส่ฝ่ามือ กลิ่นฉุนของอะไรบางอย่างที่ไหม้เกรียมโชยมา
ลู่เซิ่งมองของเหลวสีดำนั้นหายไปจากกลางฝ่ามือของตนเองอย่างรวดเร็ว เขารีบเทหยดของเหลวในขวดกระเบื้องใบเล็กอีกใบอย่างรวดเร็ว
ขณะปราณภายในเคลื่อนไหว ยังคงไม่รู้สึกถึงความแห้งเหี่ยว คุณสมบัติของวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานชัดเจนว่าสูงกว่าก่อนหน้าไม่น้อย ไม่ไร้ความสามารถโต้ตอบพลังพันธนาการจากขวดกระเบื้องใบหนึ่งเหมือนก่อนหน้า
ของเหลวหยดที่สองหายไปอย่างรวดเร็ว ระเหยหายไปโดยสมบูรณ์ จากนั้นหยดที่สาม หยดที่สี่ หยดที่ห้า ขวดกระเบื้องแต่ละใบถูกหยดใส่ตำแหน่งเดียวกันอย่างต่อเนื่อง
ปราณภายในของวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานถูกใช้ไปมากกว่าครึ่ง ไม่ทันไรก็เริ่มใช้พลังยุทธ์ของวิชาหยินหยางกระเรียนหยก ยังมีวิชาแข็งกร้าวเช่นวิชาโซ่เก้าสินธุเสริม
ควันขาวหลายสายค่อยๆ ลอยจากศีรษะลู่เซิ่ง นั่นเป็นไอน้ำที่ลอยออกมาเนื่องจากเหงื่อระเหยเพราะปราณภายใน
พอเทขวดกระเบื้องขวดที่หก และขวดที่เจ็ด ลู่เซิ่งหยิบขวดกระเบื้องขวดที่แปดขึ้นมาอีก…นี่เป็นขวดสุดท้ายแล้ว
แต่สิ่งที่น่าเสียดายก็คือ แม้พิษในของเหลวจากขวดกระเบื้องเจ็ดใบจะถูกปราณภายในต้านทาน แต่ว่าปราณภายในทั้งหมดในตัวลู่เซิ่งในที่สุดก็ถูกใช้หมดสิ้นแล้ว
เขากำขวดกระเบื้องใบที่แปดไว้ในมือ ไม่ได้เทต่อ
‘พิษของขวดกระเบื้องเจ็ดใบ เราต้านทานได้โดยสมบูรณ์ ใกล้แล้ว…ใกล้แล้ว…ขาดอีกเล็กน้อย…’ ลู่เซิ่งตื่นเต้นอยู่บ้าง เหงื่อแตกเต็มศีรษะ
คาดว่าถ้าเพิ่มระดับวิชากำลังภายในอีกขั้น เขาก็จะบรรลุระดับพลังพันธนาการได้
นี่ถึงจะเป็นระดับพื้นฐานต่ำสุดของตระกูลขุนนางกับความประหลาดลี้ลับ แต่กลับเป็นขอบเขตใหญ่สุดระหว่างคนธรรมดาและยอดมนุษย์ในโลกใบนี้
……………………………………….
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น