91-95
บทที่ 91
“ถ้าไม่แน่ใจจริงๆ จ่ายเงินกักตุนเสบียงไว้ก่อนก็ได้” ลู่เซิ่งเตือนอย่างคลุมเครือ
“กักตุนเสบียงหรือ” ลุงจ้าวที่อยู่ด้านข้างสีหน้าแตกตื่น “สถานการณ์ร้ายแรงถึงขั้นนี้แล้วหรือ”
“ใกล้เคียง ตอนนี้ด้านนอกแม้แต่ชาวนาก็ไม่กล้าออกห่างเมืองตัวคนเดียว ที่นาผืนใหญ่ไม่มีคนไถพรวน ต่อให้กักตุนเสบียงไว้มาก ก็มีช่วงกินหมด คาดว่าปีหน้าจะเกิดภัยแล้ง” ลู่เซิ่งเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ
“…อีกเดี๋ยวข้าจะไปเตรียม…” ลู่เฉวียนอันหลับตา ไม่อยากพูดหัวข้อนี้อีก ลู่เฉินซินที่สุดแล้วก็เป็นบุตรของเขา ตอนนี้มองดูอีกฝ่ายตายต่อหน้าต่อตา ลู่เซิ่งไม่มีทางเข้าใจความรู้สึกนี้
ลู่เซิ่งเห็นดังนั้นก็ไม่รบกวนบิดาอีก นำคนในพรรควาฬแดงจากไปอย่างรวดเร็ว
เมืองเลียบคีรียามค่ำคืนยังคงจุดโคมไฟสว่างไสว ตลาดกลางคืนบนถนน แผงเล็ก รถเข็น ตะเกียงน้ำมัน โคมไฟจำนวนมากค่อยๆ เคลื่อนตัวเหมือนกับกระแสน้ำที่ส่องแสง
สภาพอันเจริญหูเจริญตาเหมือนกับไม่มีร่องรอยปัญหาในช่วงนี้เกิดขึ้น
ลู่เซิ่งขี่ม้าค่อยๆ มุ่งหน้าไปตามถนนที่กำลังวุ่นวาย มองดูผู้คนที่ส่งเสียงอึกทึกรอบๆ พลันเหน็ดเหนื่อยและสับสนอยู่บ้าง
‘ตั้งแต่มาถึงโลกใบนี้ ก็พยายามแข็งแกร่งขึ้น ฝึกฝนวรยุทธ์ ต่อสู้กับผีไม่หยุดหย่อน ถ้าเราไม่ได้มาที่นี่ เกรงว่าตระกูลลู่จะถูกเซ่นสรวงล้างตระกูลเหมือนกับตระกูลของพี่ใหญ่สวีในตอนนั้น’ ลู่เซิ่งมองด้านหน้าฝั่งขวามือ เด็กผู้ชายคนหนึ่งรับกลองไม้ใบเล็กทรงกลมจากมือมารดา เขย่าให้เกิดเสียงอย่างเบิกบาน
‘คนของที่นี่ต่อให้ไม่รู้อะไรเลย ต่อให้ไร้พลังป้องกัน ก็พยายามใช้ชีวิตเหมือนกับหญ้าป่า’ ลู่เซิ่งใบหน้าไร้อารมณ์ ‘ขอเพียงแค่ให้มีชีวิตรอด’
ผ่านด้านข้างเด็กผู้ชาย ด้านหน้าเป็นนักศึกษาที่เมาสุรากำลังร้องเพลง ต่างคนต่างเอ็ดตะโรอย่างเมามาย เผยธาตุแท้ คนที่ผ่านทางส่วนใหญ่รีบหลบเลี่ยง
“ฮ่าๆๆ สุรามาพันจอกไม่มีคนเมา โคลงกลอนหมื่นม้วน…สะบัดหมึกตามใจนึก! พี่เฉิน! พี่ซ่ง! มาอีก!” นักศึกษาคนหนึ่งทำท่าชูจอก แบะเสื้อเผยหน้าอก ไม่นำพาสายตารังเกียจของคนผ่านทางแม้แต่น้อย
คนที่เหลือหัวเราะฮาๆ เอะอะประสมโรง
“แม่นางหงเอ๋อร์ใช้ได้! ครั้งหน้า…เอิ๊ก เลือกนางอีก!”
กลุ่มคนหัวเราะร่า
ลู่เซิ่งมองพวกเขา ขี่ม้าผ่านไปอย่างเชื่องช้า พลพรรควาฬแดงติดตามอย่างใกล้ชิดท่ามกลางฝูงชนอยู่สองฟาก ผู้คนพากันหลีกทาง
สมาชิกพรรคเช่นพวกเขาเป็นคำแทนของวลีตอแยไม่ได้ในสายตาของคนทั่วไป
เดินทางอีกระยะ ลู่เซิ่งรั้งบังเหียนม้า มองไปที่แผงเล็กขายบัวลอยข้างทาง
ด้านหน้าโต๊ะตัวเล็กตัวหนึ่งตรงมุมนั้นมีขอทานสกปรกที่สวมเสื้อผ้าซอมซ่อสองคนนั่งอยู่
สองคนนี้กล่าวไปน่าประหลาด ทั้งๆ ที่เป็นขอทาน บนมือบนร่างมอมแมม ผมเผ้ายุ่งเหยิงเหมือนรังไก่ ร่างผอมกระหร่อง แต่ ทั้งสองคนกลับนั่งตัวตรงสูงโปร่งเหมือนกับต้นสน
ลู่เซิ่งจ้องมองสองคนนี้ หยีตาโบกมือให้บริวารด้านหลังหยุด
เขาพลิกตัวลงมา ให้สมุนจับม้าไว้ แล้วก้าวไปนั่งลงที่แผงบัวลอย
“นายท่านมาสั่งบัวลอยอะไรหรือ” เจ้าของแผงเห็นลู่เซิ่งบุคลิกไม่สามัญ รีบวิ่งมาต้อนรับเขาก่อน รอยยิ้มเต็มหน้า
“อะไรก็ได้ เอาเหมือนพวกเขาก็ได้” ลู่เซิ่งชี้ไปที่ขอทานทั้งสองคนที่นั่งอยู่บนพื้นข้างๆ
เจ้าของแผงเป็นบุรุษวัยกลางคนมีอายุ ได้ยินดังนั้นก็ลำบากใจอยู่บ้าง
“นายท่านล้อเล่นแล้ว ที่เด็กน้อยสองคนนั่นรับประทาน ทำด้วยของเหลือจากแผงของข้านี่ ไม่ใช่บัวลอยที่ดี…”
“พวกเขาไม่จ่ายเงินหรือ”
“ดูท่านพูดเข้า เด็กน้อยสองคนนี้ดูสภาพไหนเลยจะมีเงิน” เจ้าของแผงยิ้มฝาด “พวกนางสองคนเร่ร่อนอยู่แถวนี้หลายวัน เพียงแต่ทุกวันเก็บผักเน่ากับกระดูกติดเนื้อซึ่งไม่เป็นที่ต้องการมากิน ข้าเห็นแล้วสงสาร”
“ท่านกลับจิตใจดี พวกนางไม่ใช่คนท้องถิ่นหรือ” ลู่เซิ่งมองขอทานทั้งสองคนที่อยู่ไม่ไกล สังเกตเห็นว่าที่เจ้าของแผงพูดคือพวกนาง “เป็นเด็กสาวสองคนใช่หรือไม่”
“ไม่ใช่หรอกหรือ ช่วงก่อนหน้าพวกนางอพยพหนีความแห้งแล้งมาจากภายนอก แต่ว่ามีศักดิ์ศรียิ่ง ข้าบอกว่าจะให้พวกนางกินเปล่า พวกนางกลับไม่รับ ภายหลังเกลี้ยกล่อมบอกว่าขายให้ ติดบัญชีไว้ก่อนได้ วันหน้าค่อยมาใช้หนี้ พวกนางจึงกิน” เจ้าของแผงส่ายหน้า
“ในเมื่อเป็นเด็กสาว ยังร่อนเร่บนถนนได้โดยไม่ถูกจับหรือ” ลู่เซิ่งประหลาดใจเล็กน้อย
“เรื่องนี้ท่านดูใบหน้าพวกนาง ก็จะทราบเอง” เจ้าของแผงเอ่ยอย่างจนปัญญา
ลู่เซิ่งไม่ถามอีก สั่งบัวลอยไส้เนื้อชุดหนึ่ง แล้วนั่งมองขอทานหญิงทั้งสองคนนั้นบนที่นั่ง
ตั้งแต่เห็นพวกนางเป็นครั้งแรก เขาก็ได้กลิ่นที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับคนธรรมดาจากร่างพวกนาง
อยู่ห่างกันสิบกว่าหมี่ แต่ว่ากลิ่นบนร่างคนทั้งสองชัดเจนสุดเปรียบปานเหมือนกับแสงไฟในยามวิกาลมืดมิด ดึงดูดความสนใจของลู่เซิ่งทันที
นั่นเป็นปราณหยินที่เลือนรางสองสาย
กลิ่นที่มีแต่ภูตผีถึงจะมี ตอนนี้กลับปรากฏบนร่างขอทานมนุษย์สองคน ดังนั้นลู่เซิ่งจึงหยุดเพื่อตรวจสอบสถานการณ์
เขานั่งบนที่นั่งฟังบทสนทนาระหว่างขอทานหญิงสองคนนั้นเงียบๆ
“ท่านพี่ ท่านไม่กินหรือ ถ้าไม่กินอีกจะเย็นแล้วนะ” ขอทานที่เตี้ยกว่ากล่าวเบาๆ เสียงนางกระจ่างชัดยิ่ง เหมือนกับเคาะโลหะบนถาดกระเบื้อง
“ข้ากินไปสามชิ้นแล้ว ที่เหลือเป็นของเจ้า” พี่สาวขอทานที่สูงกว่าเล็กน้อยเอ่ยเสียงทุ้ม เสียงนางแหบยิ่ง แต่ฟังออกว่าเป็นเสียงสตรี ปรากฏความมั่นคงราบเรียบจางๆ
“ข้าคำนวณแล้ว บัวลอยถ้วยหนึ่งอยู่ได้ราวสี่ชั่วยาม บวกกับบะหมี่ พวกเรากินอย่างประหยัด ไม่ต้องทานผักได้อีกหลายวัน”
“ข้าไม่อยากกินผักแล้ว” น้องสาวเอ่ย
“ข้าก็ไม่อยากกินเหมือนกัน แต่พวกเราไม่มีทางเลือก” พี่สาวตอบ
“จนถึงวันนี้ พวกเราติดหนี้คนใจดีสิบสามคน ข้าไม่อยากติดค้างแล้ว” น้องสาวก้มหน้ากำลังจะกิน พลันเอ่ยขึ้น
พี่สาวเงียบงัน
“ไม่ต้องห่วง ข้าจดจำไว้หมดแล้ว”
สองพี่น้องตกต่ำจนกลายเป็นขอทาน กลับยังระวังคำพูดคำจา ลีลาการสนทนาก็ไม่ใช่คนธรรมดา เหมือนกับมาจากครอบครัวมีการศึกษา ทั้งยังเป็นคนมีหลักการอย่างยิ่ง เพียงแค่กินบัวลอยถ้วยเดียว กลับเหมือนรับมือเรื่องใหญ่ที่จริงจังถึงขีดสุด
ลู่เซิ่งฟังอยู่ด้านข้าง ในใจเกิดความสงสัย ลุกขึ้นเดินไปที่ข้างโต๊ะสองขอทาน
“ฟังคำพูดคำจาของพวกเจ้า สมควรรู้หนังสือกระมัง เหตุใดไม่ช่วยคนเขียนจดหมาย เขียนหนังสือเป็นเส้นทางทำกิน”
เสียงของเขาตัดบทเข้ามา สองพี่น้องพลันเงยหน้าขึ้นมอง พอมองดูลู่เซิ่งพลันทราบว่าทำไมสองพี่น้องถึงตกต่ำจนอนาถปานนี้
ตุ่มหนองสีเนื้อขึ้นเต็มใบหน้าพวกนาง ตุ่มหนองเหล่านี้ปกคลุมจมูก ปาก หนังตา คอ และผิวหนังที่เห็นได้ ดวงตาเพียงเห็นผ่านร่องสายหนึ่งอย่างเลือนราง กลิ่นเหม็นโชยมาจากร่างทั้งสอง เหมือนกับเนื้อเน่าเปลี่ยนสภาพ
ลู่เซิ่งยังสังเกตเห็นว่า ตุ่มหนองบนเนื้อคอพวกนางใหญ่กว่าเล็กน้อย สองสามเม็ดที่ใหญ่ที่สุดยังเห็นหนอนเลื้อยอยู่
คล้ายเห็นสายตาของเขา พี่สาวยื่นมือลูบคอ
“ข้าเองก็อยากเอาพวกมันออกไป แต่ว่าพวกมันไม่สะอาด คันยิ่ง”
ลู่เซิ่งพิจารณาทั้งสองคน ถ้าไม่ใช่ไม่มีคอหอย และส่วนอกนูนขึ้นมาเหมือนมีเหมือนไม่มี เขาถึงขั้นไม่กล้ายืนยันว่าสองคนนี้เป็นเด็กสาว
“ต้องการความช่วยเหลือหรือไม่ ข้าอาจให้งานพวกเจ้าได้” เขาสงสัยใคร่รู้ในตัวเด็กสาวทั้งสอง บนร่างมีปราณหยินผสมปนเป เขาเพิ่งเจอเป็นครั้งแรก
“จริงหรือ!” น้องสาวลุกขึ้น จ้องมองเขา
พี่สาวที่อยู่ด้านข้างตัวสั่น แสดงว่าตื่นเต้นยิ่ง กำลังพยายามควบคุมตัวเอง
“จริง” ลู่เซิ่งพยักหน้า
“ท่านต้องการให้พวกเราทำอะไร พวกข้ารู้จักหนังสือ เป็นงานเย็บปักถักร้อยพื้นฐาน ยังมีซักเสื้อผ้า ทำอาหารล้วนกระทำได้” น้องสาวรีบพูด
“เลี้ยงดอกไม้เป็นหรือไม่” ลู่เซิ่งฉีกยิ้ม “รดน้ำใส่ปุ๋ย แต่งกิ่งตัดใบให้ดอกไม้ใบหญ้า”
“เป็น!”
พี่สองน้องสาวตอบแทบจะพร้อมกันเป็นเสียงเดียว สองตาเป็นประกายเลือนราง
…
หลังจากพาสองขอทานกลับมาเป็นคนงานที่ห้องเพาะดอกไม้ ภายหลังลู่เซิ่งก็ทุ่มเทกับการฝึกวิชาโซ่เก้าสินธุ เขาใช้วิชาหยินหยางกระเรียนหยกจนหมด ค่อยฝึกฝนวิชาโซ่เก้าสินธุ
ครั้งนี้เห็นผลทันที กระแสความร้อนที่คันเล็กน้อยหลายสายไหลบนผิวหนัง เป็นหนึ่งในสัญญาณมาตรฐานที่วิชาโซ่เก้าสินธุกลายเป็นระดับต้น
นี่พิสูจน์การคาดเดาต่อความขัดแย้งระหว่างวิชาของลู่เซิ่ง ตอนมีวิชาหยินหยางกระเรียนหยกอยู่ เมื่อฝึกฝนวรยุทธ์ที่ต้องมีสภาพร่างกายสุดโต่งแบบนี้ กลับเกิดผลเป็นอุปสรรค หลังจากครั้งนี้ ภายหลังพอเจอสถานการณ์คล้ายๆ กัน ก็ทราบวิธีปรับแก้สำหรับรับมือแล้ว
ผัวะ! ผัวะ! ผัวะๆๆ!
ลู่เซิ่งกระแทกก้อนเหล็กสีดำตรงหน้าหลายฝ่ามือ
บนพื้นที่ว่างภายในห้องเพาะดอกไม้ หว่างคิ้วเขาปรากฏลวดลายสีแดง กลางฝ่ามือแดงฉาน ทั่วร่างแผ่คลื่นความร้อนหลายสาย ลมร้อนขนาดสองหมี่ซัดแรง
“ฝ่ามือทำลายใจ!”
เขากระแทกฝ่ามือสุดท้ายใส่ก้อนเหล็กอย่างแรง ก้อนเหล็กทั้งก้อนสั่นสะเทือน
เปรี้ยง!
ลู่เซิ่งคงท่านี้ไว้สักพัก ค่อยๆ คลายมือลง
ก้อนเหล็กยังดำสนิท แต่ถ้ายื่นมือไปลูบ จะสัมผัสได้ว่ามันร้อนถึงขั้นลวกมือ
นี่เป็นวิธีฝึกฝนวิชาลมปราณแดงฉานของลู่เซิ่ง วิชาลมปราณแดงฉานระดับเจ็ดของเขาเป็นขอบเขตสูงสุดของวิชากำลังภายในวิชานี้ ด้านหน้าไม่มีหนทางแล้ว อีกทั้งเขายังไม่มีวิธีที่ดีสำหรับฝึกฝนตาข่ายโลหิตเช่นกัน เป็นตัวเองคิดใช้ก้อนเหล็กฝึกฝน
ทุกครั้งที่ใช้ตาข่ายโลหิต ต้องรับประกันว่าตาข่ายโลหิตอันเป็นปราณภายในห่อหุ้มก้อนเหล็กทั้งหมด หลังห่อหุ้มค่อยเพิ่มความร้อน นับว่าฝึกฝนระดับความแม่นยำและควบคุมพลัง
เป็นเพราะก้อนเหล็กไม่มีรูปร่าง บวกกับขนาดสูงเท่าหนึ่งคนครึ่ง จึงใช้เพื่อฝึกฝนประสิทธิภาพของตาข่ายโลหิตตอนใช้กับศัตรูในสภาพและแง่มุมที่แตกต่าง
ฝ่ามือสุดท้ายกระตุ้นตาข่ายโลหิตในวิชาลมปราณแดงฉานระดับเจ็ด ผลที่ได้ทำให้ลู่เซิ่งค่อนข้างพอใจ
เดิมทีเป็นแค่ฝ่ามือทำลายใจขอบเขตพลังปลอดโปร่ง หลังวิชาลมปราณแดงฉานเพิ่มระดับ อานุภาพก็ทวีขึ้น ใช้พลังกระแทกออกไป สัมผัสได้ว่าก้อนเหล็กสั่นไหวอย่างรุนแรง ถ้าไม่ใช่เขาจงใจปล่อยพลังใส่พื้น เกรงว่าก้อนเหล็กหลายพันชั่งต้องถูกกระแทกปลิวออกไป
“หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอก ถึงเวลาอาหารแล้ว” นิ่งซานกล่าวอย่างนอบน้อมที่ด้านข้าง
“อืม” ลู่เซิ่งพยักหน้า วิชาโซ่เก้าสินธุเป็นระดับเบื้องต้นแล้ว อีกเดี๋ยวเขาจะกลับห้อง เริ่มใช้เครื่องมือปรับเปลี่ยนลองปรับเปลี่ยนวิชาแข็งกร้าววิชานี้ดู มีวิชาหยินหยางกระเรียนหยกเป็นพื้นฐาน สมควรมีปัญหาไม่มาก วิชากำลังภายนอกระดับพลังปลอดโปร่งวิชานี้ ต่อให้เป็นวิชาแข็งกร้าวที่สิ้นเปลืองพลังมาก แต่เป็นเพราะระดับต่ำ จึงไม่พิสดารมากเกินไป
เป้าหมายที่เขาฝึกวิชานี้คืออย่างไร วิชาโซ่เก้าสินธุก็เป็นวรยุทธ์ป้องกัน รักษาชีวิตในห้วงเวลาสำคัญได้
……………………………………….
บทที่ 92
“จริงด้วย ช่วงนี้ความถี่ของคดีในละแวกนี้เป็นอย่างไร” หลายวันมานี้ลู่เซิ่งซุ่มฝึกวิชา ไม่สนใจการเคลื่อนไหวด้านนอกแม้แต่น้อย บอกนิ่งซานว่าถ้าไม่ใช่เรื่องใหญ่เกี่ยวพันกับความเป็นความตาย ก็ไม่ต้องรบกวนเขา
“ใต้เท้าอวี้เหลียนจื่อไปตำหนักใหญ่เป็นครั้งคราว ประชุมตามปกติ ที่เหลือก็เหมือนเดิม ยังไม่มีการเคลื่อนไหวอะไร ถ้ามีการเคลื่อนไหว ทางเรือวาฬแดงจะส่งคนมาแจ้งท่าน” นิ่งซานตอบ
“ไม่มีอะไรก็ดี ยังมีขอทานหญิงสองคนที่ก่อนหน้านี้ข้าพากลับมาเล่า” ลู่เซิ่งนึกขึ้นได้ก็ถามต่อ
“ข้าตรวจสอบแล้ว เป็นคนนอกพื้นที่จริงๆ เพิ่งมาถึงเมืองเลียบคีรีได้ไม่เกินหนึ่งเดือน แต่ว่าในห้องเพาะดอกไม้พวกนางทำงานได้ชำนาญยิ่ง ห้องเพาะดอกไม้ที่พวกนางช่วยดูแลงอกงามกว่าห้องอื่นๆ ทั้งไม่ลอบเกียจคร้าน นิสัยไม่เลว” นิ่งซานเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“สังเกตให้ละเอียด มีอะไรผิดปกติให้บอกข้าทันที” ลู่เซิ่งมักรู้สึกว่าบนตัวสองคนนั้นมีปราณหยิน ที่นำพวกนางกลับมาก็แค่อยากดูว่ามีส่วนไหนแตกต่างจากคนทั่วไป
“ขอรับ”
ทั้งสองคนออกจากห้องเพาะดอกไม้ นั่งลงพักผ่อนเช็ดเหงื่อในบ้านพักคนสวนที่อยู่ด้านข้าง
“อีกเดี๋ยวเจ้าเอาป้ายคำสั่งของาข้าไปยังร้านตีเหล็กที่กองบัญชาการ ข้าจะสร้างอาวุธดีๆ ที่คล่องมือ ดาบธรรมดาไม่ชินนัก” ลู่เซิ่งสั่ง
“รับทราบ อีกเดี๋ยวข้าจะส่งคนไปแจ้งให้ร้านตีเหล็กเตรียมวัตถุดิบ นอกจากนี้พิธีศพของตระกูลลู่เริ่มวันนี้” นิ่งซานเตือน
“ทำโถงวิญญาณของลู่เฉินซินหรือ” ลู่เซิ่งถอนใจ
“ขอรับ…” นิ่งซานลดเสียงจนเบามาก
“ข้าจะไปในภายหลัง” ลู่เซิ่งพยักหน้า “ทางโถงสมบัติเลิศมีข่าวหรือไม่”
“ไม่มี…แต่ทำไมหัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกไม่ไปตำหนักใหญ่เล่า ข้าจำได้ว่าผู้อาวุโสจางไป๋อวี้ที่พักอยู่เป็นคนชอบสะสมวัตถุโบราณ และคลังตำหนักใหญ่ก็มีวัตถุโบราณจากหลุมศพไม่น้อย” นิ่งซานถามอย่างสงสัย
“อีกเดี๋ยวข้าจะไปดู” ลู่เซิ่งรีบกินอาหารเที่ยง ข้าวถังหนึ่งใส่ผักไม่ทันไรก็กินหมด
กินเสร็จลู่เซิ่งก็ลุกขึ้น ไปยังห้องนอนของตัวเองอย่างรวดเร็ว
ตอนผ่านห้องเพาะดอกไม้ห้องหนึ่ง เขามองเห็นสองพี่น้องที่กำลังสนทนากับชาวสวนที่ปลูกดอกไม้
พี่น้องสองคนนี้แซ่หลิ่ว คนพี่ชื่อฉิน คนน้องชื่อไฉ่อวิ๋น หลิ่วฉินกับหลิ่วไฉ่อวิ๋นเป็นชื่อของคนทั้งสอง
ลู่เซิ่งทราบจากปากลูกน้องว่า บ้านของเด็กสาวสองคนนี้ประสบการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทุกคนตายหมดสิ้น พวกนางจึงตกต่ำถึงขั้นนี้
พวกนางไม่ได้พูดถึงรายละเอียดอย่างเป็นรูปธรรม แต่ลู่เซิ่งสัมผัสได้เลือนรางว่า บนร่างของคนทั้งสองซ่อนสิ่งของไม่น้อย
ตอนผ่านห้องเพาะดอกไม้ ลู่เซิ่งเห็นแขนขวาที่ห้อยต่ำของหลิ่วฉินผู้เป็นพี่สาวมีผิวบริเวณหนึ่งเปิดสู่ภายนอก
ที่น่าประหลาดก็คือ ผิวบนแขนของนางบวมเป็นสีม่วง ถึงขั้นเปลี่ยนรูปร่าง หากแต่หลิ่วฉินมีสีหน้าเหมือนไม่รู้สึกรู้สา
ลู่เซิ่งพยักหน้ายิ้มให้ทั้งสอง พี่น้องพยักหน้ารับ ชาวสวนปลูกดอกไม้รีบก้มหน้ายืนอย่างนอบน้อม รอลู่เซิ่งเดินไประยะหนึ่ง เขาค่อยกำชับสองพี่น้องหนึ่งประโยค แล้วรีบออกไปช่วยงานอื่น
ประตูห้องเพาะดอกไม้เหลือแค่พี่น้องหลิ่วฉินยืนอยู่
“ท่านพี่พวกเราอยู่ที่นี่หลายวันได้หรือไม่” หลิ่วไฉ่อวิ๋นผู้เป็นน้องสาวกล่าวเบาๆ
“อย่าดีกว่า จะทำให้คุณชายลู่ลำบากไปด้วย” หลิ่วฉินตอบอย่างสงบ “ช่วงนี้มือของเจ้าจะถึงเวลาออกอาการอีกแล้วกระมัง”
“อืม” หลิ่วไฉ่อวิ๋นพยักหน้า
“สิ่งเหล่านั้นจะมาอีกแล้ว ถ้าพวกเราอยู่ที่นี่นานเกินไป ที่นี่จะถูกทำลายเช่นกัน” หลิ่วฉินดวงตาปรากฏความเจ็บปวด
“แต่ว่า… ข้าชอบที่นี่ ดอกไม้เหล่านั้นงดงามนัก…” หลิ่วไฉ่อวิ๋นพึมพำเบาๆ
“ข้าก็เหมือนกัน…” หลิ่วฉินเบาเสียงเช่นกัน “แต่คุณชายลู่เป็นแค่คนธรรดา คนที่อยู่ที่นี่ทั้งหมดเป็นคนธรรมดา”
หลิ่วไฉ่อวิ๋นเงียบงัน
ผ่านไปสักพัก นางค่อยกล่าวเสียงสะอื้น “ข้ารู้แล้ว…”
“นี่ไม่ใช่ความผิดของเจ้า” หลิ่วฉินโอบกอดนางเข้าอ้อมอกอย่างแผ่วเบา “ข้ารู้สึกถึงกลิ่นอายของพวกมัน พวกมันกำลังจะมาแล้ว”
“…” หลิ่วไฉ่อวิ๋นไม่ส่งเสียง เพียงแนบใบหน้ากับทรวงอกของพี่สาว ตุ่มหนองบริเวณเล็กๆ บนแก้มถูกกดแตก ของเหลวสีเหลืองจางๆ จำนวนมากซึมออกมา ทำให้เสื้อของหลิ่วฉินเปียก
แอ๊ด
ประตูห้องถูกเปิด ลู่เซิ่งสาวเท้าเข้าไป พลิกมือปิดประตู กำลังจะเดินไปนอนพักผ่อนบนเตียง
ทันใดนั้น การเคลื่อนไหวของเขาก็ชะงัก กวาดตามองห้องนอน
เก้าอี้สองสามตัววางข้างโต๊ะอาหารสีดำ บนโต๊ะอ่านหนังสือทรงสี่เหลี่ยมยังมีหนังสือที่เมื่อคืนอ่านไม่จบกระจัดกระจาย ผ้าห่มบนเตียงไม่เรียบร้อย เหมือนก่อนหน้าที่เขานอน
เพียงแต่สิ่งที่ทำให้สีหน้าลู่เซิ่งค่อยๆ เคร่งขรึมคือ มีมือซีดขาวข้างหนึ่งคว้าขอบผ้าม่านบนเตียงอยู่
เหมือนกับบนเตียงมีคนนั่งจับผ้าม่านไว้ไม่ให้มันคลุมลง
เพียงแต่จากมุมมองของลู่เซิ่งเห็นแค่มือข้างเดียว
“ผู้ใด?!” เขาสายตาเคร่งขรึม มือขวาคว้าด้ามดาบหลังเอว
ไม่มีเสียงตอบ มือข้างนั้นค่อยๆ หดกลับไปบนเตียง การเคลื่อนไหวช้ายิ่ง ไม่มีเสียงแม้แต่น้อย
แต่ลู่เซิ่งเห็นชัดว่า ทิศทางที่มือข้างนั้นหดกลับไปมีแค่กำแพง
เขาแค่นเสียงคำหนึ่ง ก้าวสองสามก้าวเป็นก้าวเดียว ถลันเข้าไปคว้าผ้าม่านก่อนฉีกออก
แคว่ก!
ผ้าม่านถูกฉีกออกแล้ว แต่บนเตียงว่างเปล่าไม่มีสิ่งใด
เตียงจัดวางตรงมุมกำแพง สองด้านเป็นกำแพง อีกสองด้านไม่ได้วางสิ่งใด เห็นได้ชัดว่าเป็นที่ว่าง
ลู่เซิ่งเห็นดังนั้นก็กวาดตามองรอบหนึ่ง
“คิดหนีหรือ!?” เขาหัวเราะเย็นชา ฟันฝ่ามือใส่เตียงอย่างรุนแรง
พลังฝ่ามือที่ร้อนแรงกระตุ้นอากาศ ส่งเสียงหวีดหวิวเสียดหู
ตูม!
เตียงถล่มลง เสียงไม้แตกหักดังครืน ขณะเดียวกันก็แทรกเสียงกรีดร้องเบาๆ
เงาดำสายหนึ่งพุ่งพรวดลงจากเตียง โจนใส่ลู่เซิ่ง
“ตาข่ายโลหิต!” ลู่เซิ่งไม่ขยับเขยื้อน ปราณภายในพลิกม้วนทั่วร่าง วิชาลมปราณแดงฉานระดับเจ็ดโคจร ตาข่ายปราณไร้รูปร่างชั้นหนึ่งบังอยู่ด้านหน้าเขา
ตูม!
กลางอากาศแว่วเสียงร้องอย่างทรมาน
ลมเย็นในห้องนอนสลายหายไป ไม่ทันไรก็กลับคืนสู่ความสงบนิ่ง
รอจนกระแสอากาศทั้งหมดสงบลงโดยสิ้นเชิง ลู่เซิ่งสัมผัสรอบๆ อย่างละเอียด ค่อยผ่อนคลายลงอย่างช้าๆ
‘ถึงกับมีของสกปรกมุดเข้ามาในห้องหรือ เป็นร่างกึ่งหยินของเราร้ายกาจกว่าเดิมใช่หรือไม่ หรือเป็นเพราะเด็กสาวสองคนนั่น’
เขาหยีตาตรวจสอบในห้องอย่างละเอียด ด้านนอกมีคนได้ยินการเคลื่อนไหวมาเคาะประตูแล้ว
“หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอก! ท่านไม่เป็นไรกระมัง!?”
“ไม่เป็นไร” ลู่เซิ่งเปิดประตู “พวกเจ้าย้ายเตียงออกไป เปลี่ยนหลังใหม่มา”
คนหลายคนเข้ามาในห้อง เห็นเตียงที่ถูกฟาดถล่ม พลันสบตากันเอง
“ขอรับ” ถึงแม้ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ไม่มีใครกล้าถามลู่เซิ่ง
อาศัยตอนที่บริวารย้ายเตียงออกไป ลู่เซิ่งก้มตัวเก็บถุงบัวสีชมพูขนาดเล็กชิ้นหนึ่งขึ้นมาจากพื้น
ถุงบัวปักลายยวนยางเล่นน้ำ งานเย็บปักไม่ได้ประณีตนัก ถึงขั้นหยาบไปบ้าง นี่เป็นของราคาไม่กี่เหวินที่ซื้อได้จากร้านเล็กๆ ข้างทาง
แต่พอล้วงมือเข้าไป ลู่เซิ่งก็รู้สึกเย็นเยียบอยู่บ้าง
‘นั่งอยู่ในบ้านก็มีปราณหยินส่งถึงปาก’ ลู่เซิ่งฉีกยิ้ม รู้สึกว่าปราณหยินไม่พอ จึงกัดปลายนิ้วชี้ กดบนถุงบัวเบาๆ
ซี่…หลังเสียงที่เบาจนไม่ได้ยิน ปราณหยินที่ไม่นับว่าหยาบมากสายหนึ่งก็ไหลเข้าไปในร่างลู่เซิ่ง ไหลตามแขนเขาเข้าสู่อก จากนั้นพริบตาเดียวก็ถูกดูดหายไป
ไม่ทันไรถุงบัวก็ไม่เย็นเฉียบอีกต่อไป
“ผู้ใด!” ทันใดนั้นด้านนอกแว่วเสียงตวาดของพลพรรคที่เฝ้าประตู “พวกเจ้ากล้ามาวุ่นวายที่ห้องพักผ่อนของหัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกหรือ ไม่อยากมีชีวิตแล้ว ใช่หรือไม่!?”
“พี่ชายท่านนี้ ตอนนี้คุณชายลู่มีอันตราย! ต้องแจ้งเขาทันที!” เสียงของหลิ่วฉินดังมาเลือนราง รีบร้อนอยู่บ้าง
“อันตรายหรือ” หลายๆ คนกลั้นหัวเราะไม่อยู่ “ลูกพี่พวกเราไม่ทำให้คนอื่นมีอันตรายก็นับว่าไม่เลวแล้ว พอแล้วๆ ตัวอัปลักษณ์ทั้งสองรีบกลับไปนอน อย่ามาเพ่นพ่านแถวนี้”
พี่น้องหลิ่วฉินหรือ
ลู่เซิ่งได้ยินบทสนทนาจากในห้องนอน ดวงตามีแววใคร่ครวญ เดินออกจากห้อง เห็นพี่น้องสองคนที่พัวพันพลพรรคซึ่งเป็นผู้คุ้มกันอยู่
“พวกเจ้าเหตุใดมาแล้ว มีธุระหรือไม่” เขาเข้าไปถาม
“คุณชายลู่… ท่าน… ได้เจอเรื่องแปลกๆ หรือไม่” หลิ่วฉินเห็นลู่เซิ่งพลันโล่งอก ท่าทางดั่งปลดภาระที่หนักอึ้ง
“เรื่องแปลกๆหรือ ในห้องมีโจรมา เมื่อครู่ถูกข้าฟาดไปไม่ทราบว่าวิ่งไปไหนแล้ว เหลือแต่ถุงบัว คิดไม่ถึงว่ายังเป็นของสตรี” ลู่เซิ่งโยนถุงบัวในมืออย่างขบขัน
“นี่คือ…!?” หลังจากหลิ่วฉินกับหลิ่วไฉ่อวิ๋นเห็นถุงบัว ก็ตัวสั่น
“คุณชาย! เป็นพวกเราผิดพลาดในหน้าที่!” พลพรรคผู้คุ้มกันแตกตื่นหน้าถอดสี รีบขอรับโทษ
“ไม่เป็นไร อยู่ว่างๆ ได้ฆ่าเวลาที่น่าเบื่อพอดี ทุกวันก็มีแต่ฝึกวิชา กำลังกังวลอยู่พอดีว่าไม่มีเรื่องน่าสนุก” ลู่เซิ่งฉีกยิ้ม มองสองพี่น้องด้วยสายตาลึกซึ้ง
“คุณชายลู่…” หลิ่วฉินกล่าวเสียงทุ้ม “ท่าน… ไม่กลัวหรือ”
“กลัวหรือ” ลู่เซิ่งโบกมือให้ผู้คุ้มกันถอยไปก่อน “พวกเจ้าตามข้ามา” เขาพูดกับสองพี่้น้อง
เขาพาทั้งสองคนไปยังมุมหนึ่งที่ลานด้านหลังของหอซึ่งเพิ่งสร้างเสร็จ รอบๆ ไม่มีคน ลู่เซิ่งให้คนเฝ้าประตูไว้ ห้ามคนเข้าไป
เขานั่งลงบนม้านั่งหินในลาน
“บอกมาเถอะว่าพวกเจ้าเป็นใครกันแน่ เหตุใดถึงดึงดูดภูตผีมาได้”
สองพี่น้องได้ยินคำว่าภูตผี พลันงุนงง จากนั้นที่น่าประหลาดคือ พวกนางไม่ได้ตกใจ หวาดกลัว หรือสงบ แต่อึ้งอยู่กับที่ ในดวงตาปรากฏความโล่งอกและความลิงโลดอย่างช้าๆ
เหมือนกับคนที่ลอยคอในทะเลมานาน พลันเห็นเกาะเกาะหนึ่งอยู่ด้านหน้า นั่นเป็นสายตาที่เห็นความหวัง
เงียบงันสักพัก รอสองคนใจเย็นลงเล็กน้อย
“ท่าน… รู้จักภูตผีเหมือนกันหรือ” หลิ่วไฉ่อวิ๋นผู้เป็นน้องสาวถามอย่างระมัดระวัง
“แน่นอน พวกเราเจอกับตัวยุ่งยากเหล่านี้บ่อยๆ ไม่อย่างนั้นเจ้าคิดว่าพวกเราตั้งสถานที่ที่ใหญ่ขนาดนี้ได้อย่างไร” ลู่เซิ่งมองออกว่าคนทั้งสองคล้ายมีความผิดปกติอยู่บ้าง ไม่สอดคล้องกับการคาดเดาก่อนหน้าของเขา จึงขมวดคิ้ว
“มิน่า… ในเมื่อคุณชายลู่รู้แล้ว พวกเราก็ไม่ขออ้อมค้อมอีก” หลิ่วฉินเอ่ย ในเสียงดั่งปลอดภาระที่หนักอึ้ง
“เดิมทีพวกเรานึกว่ามีแค่พวกเรารับมือภูตผีได้มาโดยตลอด คิดไม่ถึงตอนนี้ได้เจอยอดคนอย่างคุณชายลู่!”
ลู่เซิ่งเหมือนอยู่ในเมฆหมอก ประหลาดใจเหลือแสน
“พวกเจ้าเล่าตั้งแต่แรก เหตุใดข้ายิ่งฟังยิ่งงง”
“ได้ พวกเราจะเล่าให้ท่านฟังตั้งแต่ต้น” หลิ่วฉินกล่าวอย่างขึงขัง
นางนึกย้อนช่วงเวลาเริ่มต้นอย่างละเอียด ในดวงตาค่อยๆ ปรากฏความอบอุ่นและความเจ็บปวด
……………………………………….
บทที่ 93
“เดิมทีพวกเราเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่จากทางแคว้นเมฆา ข้ากับน้องสาวยังเรียนอยู่ในสถานศึกษา จนกระทั่งวันหนึ่ง อยู่ๆ ก็มีคนเลวกลุ่มหนึ่งมาที่บ้าน” ใบหน้าหลิ่วฉินปรากฏความเคียดแค้น
“คนเลวเหล่านั้นร้ายกาจยิ่ง พวกเขาสังหารประมุขตระกูลกับผู้คุ้มกันทั้งหมด ผู้ช่วยเหลือที่เชิญมาก็หนีไม่รอด ตระกูลหลักสายตรงที่บ้านถูกฆ่าไปมากแล้ว ค่อยฆ่าสายรอง
พวกเราภายหลังค่อยทราบว่า บ้านเราเพียงโดนลูกหลง ตระกูลหลิ่วของพวกเราเป็นสายรองของตระกูลใหญ่ คนเลวเหล่านั้นเพื่อค้นหาสิ่งของชิ้นหนึ่ง เข่นฆ่าจากสถานที่อื่นถึงตระกูลหลิ่ว สุดท้ายทำให้พวกเราล้มตาย”
“พวกเราแอบปลอมเป็นขอทานด้วยการช่วยเหลือของคนใจดีคนหนึ่ง จึงหนีออกมาได้ ระหว่างทางก็ขอทานมาถึงแดนเหนือ” หลิ่วไฉ่อวิ๋นกล่าวเสริม
“แล้วเรื่องที่พวกเจ้าเจอภูตผีจู่โจมเล่า…” ลู่เซิ่งขมวดคิ้ว
“นั่นเป็นความสามารถพิเศษโดยกำเนิดของข้าและน้องสาว พวกเรามีคุณสมบัติร่างพิเศษที่ดึงดูดภูตผี และมีความสามารถที่รับรู้ถึงกลิ่นอายของภูตผีได้ตั้งแต่เกิด” หลิ่วฉินรีบตอบ
หลิ่วไฉ่อวิ๋นผู้เป็นน้องสาวรีบพยักหน้าอยู่ด้านข้าง
ลู่เซิ่งสีหน้าสงบนิ่ง ไม่ทราบว่าเขาเชื่อหรือไม่
“แบบนี้นี่เอง…แล้วตอนนี้พวกเจ้ามีแผนการอันใด”
สองพี่น้องสบตากัน หลิ่วฉินกล่าวก่อน “ในเมื่อสิ่งเหล่านี้มาแล้ว พวกเราก็จะไปจากที่นี่”
ฟังถึงตรงนี้ หัวคิ้วของลู่เซิ่งขมวดมุ่นกว่าเดิม
“ปีนี้พวกเจ้าอายุเท่าใด”
หลิ่วฉินสองพี่น้องงงงัน ไม่ทราบว่าจู่ๆ เขาถามคำถามนี้เพราะเหตุอันใด แต่ก็ตอบอย่างเชื่อฟัง
“ข้าสิบเอ็ดขวบ น้องสาวสิบขวบ”
“อายุยังน้อยขนาดนี้ พวกเจ้ายังมีโรคติดตัวอีก หนีต่อไปมีความหมายหรือ สักวันหนึ่งจะหาของกินของดื่มไม่เจอจนอดตาย หรือป่วยตาย ไม่ก็ถูกภูตผีไล่ล่า” ลู่เซิ่งเอ่ยเสียงทุ้ม
เขาลุกขึ้น ถอนใจ ในดวงตาเป็นความสงสาร ยืนอยู่กับที่หลับตาใคร่ครวญ
“เอาแบบนี้” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างไตร่ตรอง “ถ้าไม่เจอยังพอว่า ในเมื่อถูกข้าเจอ ข้าไม่อาจไม่ดูแล”
พวกเจ้าเด็กน้อยทั้งสองรักษาตัวอยู่ที่นี่ก่อนค่อยว่ากัน ที่นี่ยังขาดผู้ช่วยสองคนสำหรับจัดการเรื่องราว พวกเจ้ามาลองทำดูเป็นอย่างไร” เขากล่าวด้วยเหตุผล
“ขอบคุณคุณชาย แต่ว่า ผู้…ช่วยหรือ หมายความว่าอย่างไร ทำงานอันใดหรือ” หลิ่วฉินลังเล ระวังตัวอยู่บ้าง
“อ้อ ก็ช่วยข้าจัดการเรื่องกระจุกกระจิก” ลู่เซิ่งยิ้ม
“อ้อ เป็นเด็กรับใช้ใช่หรือไม่ พวกเราทำได้! หลิ่วไฉ่อวิ๋นไม่รอพี่สาวกล่าววาจา รีบเอ่ยปาก
หลิ่วฉินอยากกล่าววาจาแต่หยุดไว้ กระนั้นน้องสาวก็รับปากไปแล้ว นางเองก็ไม่อาจพูดอะไรอีก
“พวกเจ้าไปหาอวี้เหลียนจื่อ บอกว่าข้าให้จัดการ ให้ท่านหมอมาตรวจพวกเจ้าว่าอาการเป็นอย่างไร จำเป็นต้องใช้ยาอะไรให้เขียนเทียบมา” ลู่เซิ่งกำชับ
“แบบนี้ได้จริงๆ หรือ” หลิ่วฉินไม่กล้าเชื่อว่าจะมีเรื่องดีหล่นจากฟ้ามาเฉยๆ เบิกตาจ้องลู่เซิ่งเขม็ง
“ย่อมได้อยู่แล้ว” ลู่เซิ่งเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้าเห็นดีในตัวพวกเจ้ายิ่ง สามารถสัมผัสกลิ่นอายภูตผีบนโลกใบนี้ได้ ความสามารถนี้หายากสุดขีด ภายหลังต้องมีการพัฒนามากมาย อย่าดูถูกตัวเองไป” เขาโบกมือให้กำลังใจ
“จริงหรือ…” เสียงหลิ่วไฉ่อวิ๋นสั่นเครืออยู่บ้าง
“จริงแน่นอน ส่วนที่ว่าคุณสมบัติร่างดึงดูดภูตผีของเจ้าก็ไม่ต้องกังวล ข้ากลัวไม่มีของฝึกดาบอยู่พอดี พวกเจ้าอยู่ห้องข้างๆ ข้าก็แล้วกัน” ลู่เซิ่งยิ้มเผยฟันขาว มีความดุร้ายที่ทำให้คนหวาดกลัวอยู่บ้าง เพียงแต่ความเหี้ยมในตอนนี้ สำหรับพี่น้องสองคนกลับใจชื้นกว่าเดิม
“ขอบคุณคุณชายลู่…” หลิ่วฉินกัดฟัน คุกเข่าให้ลู่เซิ่ง ขณะเดียวกันก็ลากน้องสาวให้คุกเข่าลงด้วย
“ไม่เป็นไรๆ!” ลู่เซิ่งรีบเข้าไปประคองทั้งสองคน “พวกเจ้าอายุน้อยขนาดนี้ก็ประสบความลำบาก กลับยังรักษาความจริงใจ ยืนหยัดในตัวเองได้ น่านับถือนัก ข้าผู้แซ่ลู่ในเมื่อมีส่วนที่ช่วยได้ ย่อมไม่อาจปฏิเสธ”
พี่น้องตระกูลหลิ่วยังเป็นคนมีพันบุญคุณหมื่นทดแทน ผ่านอะไรมามาก พวกนางจึงค่อยรู้ว่าการมีสถานที่ที่ปลอดภัยสงบสุขไว้พักผ่อน หายากขนาดไหน
ที่แล้วมาหนีหัวซุกหัวซุน ไม่กล้ารั้งอยู่ที่ใดนานๆ ทั้งสองคนสะดุ้งตื่นหลายครั้ง ตะกายขึ้นมารีบวิ่งหนี สร้างความลำบากให้แก่คนใจดีที่รับพวกนางไว้หลายครั้ง ร้องไห้หลายครั้งหลายครา ความหวังมลายหลายครั้งหลายหน
แต่ว่าครั้งนี้คล้ายแตกต่างอยู่บ้าง คุณชายลู่ที่อยู่ด้านหน้าผู้นี้มีร่างกายกำยำ หัวล้านเลี่ยน ดวงตาดุร้าย บุคลิกไม่ธรรมดา หลักๆ คือเขาไม่กลัวภูตผี ภูตผีตัวที่ถูกดึงดูดมาเมื่อก่อนหน้า คุณชายลู่ไม่ทันกะพริบตาก็กำจัดทิ้งแล้ว เห็นได้ถึงความแข็งแกร่งของเขา
ตอนหลิ่วฉินถอยออกมา ในใจมีความหวัง ครั้งนี้อาจอยู่ที่นี่ได้นานหน่อย
ทั้งสองพี่น้องออกจากตัวลานกลับมาถึงห้องตัวเอง เตรียมผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าไปหาอวี้เหลียนจื่อเพื่อตรวจโรค
“ท่านพี่ ท่านว่าครั้งนี้พวกเราไม่ต้องหนีอีกต่อไปแล้วได้หรือไม่” หลิ่วไฉ่อวิ๋นถามเบาๆ
หลิ่วฉินเงียบเสียง
หลิ่วไฉ่อวิ๋นพูดต่อ “ท่านพี่เหตุใดไม่พูดความจริงกับคุณชายลู่ เขาเป็นคนดี”
“พูดความจริงแล้วอย่างไร” หลิ่วฉินถามกลับ “ปัญหาของพวกเราใหญ่โตเกินไป พูดไม่พูดอย่างมากก็อยู่ที่นี่ได้นานขึ้นสักระยะหนึ่งเท่านั้น”
“ได้อยู่เพิ่มหนึ่งวันก็เป็นเรื่องดี…” หลิ่วไฉ่อวิ๋นเอ่ยเบาๆ
หลิ่วฉินได้ยินก็ถอนใจ
“พวกเราไม่อาจสร้างความลำบากให้คุณชายลู่ เขาทำดีมากแล้ว”
“ข้ารู้ดี…” หลิ่วไฉ่อวิ๋นหดหู่ “ขอแค่โลหิตวิญญาณไพศาลไม่ถูกเจอ พวกมันก็ไม่มีทางละเว้นพวกเรา…”
“เบาเสียง!” หลิ่วฉินรีบตั้งนิ้วขึ้นด้านหน้าริมฝีปาก
“กลัวอันใด พวกเรายังไม่รู้เลยว่าของสิ่งนั้นอยู่ไหน พวกเราเพียงแค่เป็นตระกูลสายรองของตระกูลหลิ่วเท่านั้น อาศัยอะไรต้องให้พวกเราแบกรับเรื่องที่ตระกูลหลักสร้างขึ้น!” หลิ่วไฉ่อวิ๋นไม่พอใจ ดวงตามีแต่ความแค้น “ท่านพ่อท่านแม่ทำอะไรผิด ถึงถูกถลกหนังทั้งเป็นจนตาย?! พวกเราทำอะไรผิด จึงต้องรับความเจ็บปวดที่อยู่ไม่สู้ตายเช่นนี้!”
“พอแล้วไฉ่อวิ๋น!” ในที่สุดหลิ่วฉินก็อดกลั้นไม่ไหว ตวาดเสียงดัง
หลิ่วไฉ่อวิ๋นไม่ส่งเสียงอีก เพียงยืนเงียบอยู่กับที่ กัดริมฝีปาก น้ำตาคลอหน่วย
“ถ้าวันไหนข้ามีพลัง! คนที่ทำร้ายพวกเรา ซ้ำเติมพวกเรา ข้าจะต้อง…” ดวงตานางอำมหิตกว่าเดิม
“ไฉ่อวิ๋น!” หลิ่วฉินเข้าไปกอดนางด้วยแขนข้างหนึ่ง “เจ้าลืมแล้วหรือว่าท่านพ่อท่านแม่เคยสอนพวกเราว่าอย่างไร?!”
“ท่านพี่…ผู้ใดดีกับเรา ข้าก็ดีกับผู้นั้น ผู้ใดไม่ดีกับข้า เช่นนั้นข้าจะทำให้มันอยู่ไม่สู้ตกตาย! แบบนี่ไม่ใช่ยุติธรรมยิ่งหรอกหรือ” หลิ่วไฉ่อวิ๋นตอบเสียงสั่นเทา
หลิ่วฉินไร้วาจาโต้ตอบ
ด้านนอก ลู่เซิ่งยืนนิ่งอยู่ที่ประตู ฟังเสียงสนทนาด้านใน คล้ายมีความคิดอันใด
เขาเดิมทีคิดจะพาทั้งสองไปหาหมอด้วยตัวเอง คิดไม่ถึงจะได้ยินความลับนี้
พี่น้องสองคนนี้ดูเหมือนไม่ใช่คุณสมบัติร่างดึงดูดผีอันใด แต่เหมือนกำลังถูกขุมกำลังใดไล่ล่ามากกว่า
‘น่าสนใจ’ ลู่เซิ่งหรี่ตา จากไปอย่างรวดเร็ว
แต่ถ้าเป็นแค่พลังอย่างภูตผีตัวก่อนหน้า ขุมกำลังที่ไล่ล่านี้ยังไม่พอ
…
ผัวะ! ผัวะ! ผัวะๆๆ!
มีคนทุบกระบองเหล็กหยาบหนักหลายท่อน ระดมฟาดใส่ร่าง หลัง อก ไปถึงแขนไม่หยุด
บนร่างเปลือยเปล่า กล้ามเนื้อทั้งตัวเป็นมันเงาเหมือนกับเหล็กกล้าในแสงอาทิตย์
ผู้มีแรงมากในพรรคววาฬแดงซึ่งถือกระบองเหล็กต่างเหนื่อยแทบตาย แต่ไม่อาจไม่กระหน่ำฟาดกระบองเหล็กใส่ร่างลู่เซิ่ง
บนพื้นที่ว่างในห้องเพาะดอกไม้ ลู่เซิ่งเลือดลมขยายตัว กล้ามเนื้อทั่วร่างบิดเข้าหากันเหมือนกับเอ็นเหล็ก ผิวหนังมีลวดลายเหมือนเชือกเล็กๆ หลายเส้นโผล่ขึ้นมา
นี่คือหนึ่งในการแสดงออกหลังจากวิชาโซ่เก้าสินธุเป็นระดับเบื้องต้น
“พอแล้ว ถังยาเล่า” ลู่เซิ่งลืมตาขึ้น กวาดตามองคนที่เหนื่อยจนล้มกองอยู่รอบๆ ถามเสียงราบเรียบ
“เตรียมไว้เรียบร้อยแล้วพี่ใหญ่” ต้วนเหมิ่งอันที่อยู่ด้านข้างรีบเอ่ย
ลู่เซิ่งพยักหน้า ไม่สร้างความลำบากแก่สมุนเหล่านี้อีก ที่วิชาแข็งกร้าววิชานี้ของเขายากจะเข้าสู่ระดับเบื้องต้น นอกจากเพราะวิชาหยินหยางกระเรียนหยกแล้ว ยังมีหัตถ์หมีขยุ้มที่ฝึกฝนสำเร็จไปก่อนหน้า
หลังจากฝึกฝนวิชาแข็งกร้าวสักวิชาได้ แล้วคิดจะฝึกวิชาที่สองต่อ จำเป็นต้องให้ร่างกายได้รับการกระตุ้นในระดับที่รุนแรงกว่าเดิม จึงค่อยยกระดับความแข็งแกร่งของร่างกายได้
นี่ทำให้ลู่เซิ่งทำความเข้าใจวิชาโซ่เก้าสินธุระดับเบื้องต้นลำบากขนาดนี้
‘แต่ดีที่สำเร็จแล้ว’ ลู่เซิ่งคว้าเสื้อมาจากมือต้วนเหมิ่งอัน ดื่มน้ำ เช็ดเหงื่อ และสาวเท้ากลับห้อง
ถังไม้ทรงกลมขนาดใหญ่ใบหนึ่งวางอยู่กลางห้อง ภายในบรรจุน้ำโอสถสีม่วงดำจนเต็ม
‘จนบู๊รวยบุ๋น เป็นอย่างนี้จริงๆ…แค่น้ำโอสถถังนี้อย่างน้อยก็สิบตำลึงแล้ว’ ลู่เซิ่งส่ายหน้าเล็กน้อย
เขาถอดเสื้อผ้าออกอย่างฉับไว เหยียบเข้าไปในถังไม้
ซู่…
ความรู้สึกข้นเหนียวที่ร้อนเล็กน้อยส่งจากทุกส่วนบนผิวหนังเข้าสู่อวัยวะภายใน
ลู่เซิ่งแช่ตัวในน้ำโอสถ เหลือแค่ศีรษะอยู่ด้านนอก
‘เริ่มได้แล้ว’ เขาค่อยๆ หลับตา พิงตัวกับถังไม้
‘ดีปบลู’
เสียงชิ้งดังขึ้น กรอบเครื่องมือปรับเปลี่ยนโผล่ขึ้นมาด้านหน้าเขา
หลังจากกดปุ่มปรับเปลี่ยนอย่างคุ้นเคย สายตาของลู่เซิ่งก็ไปอยู่บนวิชาโซ่เก้าสินธุ
‘ยกระดับวิชาโซ่เก้าสินธุถึงระดับหนึ่ง’ ลู่เซิ่งคิดในใจ
ทันใดนั้น เครื่องมือปรับเปลี่ยนสั่นเล็กน้อย สถานะของวิชาโซ่เก้าสินธุเด้งจากระดับเบื้องต้นเป็นสถานะระดับหนึ่ง
ซี่…
เสียงเบาๆ ดังขึ้นข้างหูลู่เซิ่ง เขารีบก้มมองลงไปในถังไม้ เห็นน้ำโอสถสีดำม่วงในถังกำลังใสขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยความเร็วที่ตาเนื้อมองเห็นได้
ด้านในร่างกายร้อนเล็กน้อยอยู่พักหนึ่ง แต่ไม่ทันไรก็หายไป ไม่มีอุปสรรคใหญ่ อาศัยแค่คุณสมบัติร่างกายก็ต้านทานได้
‘ดูเหมือนน้ำโอสถใช้ได้สิบครั้งที่ข้าเตรียมไว้นั้นปรับได้เหมาะสมแล้ว’ ลู่เซิ่งพลันเข้าใจ น่าจะเป็นน้ำโอสถกับคุณสมบัติศักยภาพของตัวเองที่ขัดขวางการเพิ่มระดับของวิชาโซ่เก้าสินธุ
‘การยกระดับวิชาแข็งกร้าวมักจะต้องการการกระตุ้นจากพลังภายนอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ให้ระดับความหนาแน่นของกายเนื้อสูงขึ้นเรื่อยๆ ระดับความแข็งแกร่งย่อมเยอะตาม การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้สำหรับร่างกายแล้ว รุนแรงกว่าวิชากำลังภายในอย่างเดียว คาดว่านี่เป็นเพราะวิชาแข็งกร้าวเช่นวิชาโซ่เก้าสินธุสิ้นเปลืองพลังใกล้เคียงกับวิชาลมปราณแดงฉาน
แต่เมื่อมีน้ำโอสถที่มากพอคอยช่วยเหลือ การสิ้นเปลืองก็ลดลงถึงขั้นยกระดับอย่างต่อเนื่องได้ในเวลาอันสั้น’
เขาสัมผัสอย่างละเอียดถึงความรู้สึกชาที่ไหลบนชั้นผิวหนังและกล้ามเนื้อชั้นนอกด้วยตัวเอง นี่เป็นวิชากำลังภายในของวิชาโซ่เก้าสินธุ มันไม่เข้าสู่อวัยวะภายใน แต่ว่าโคจรอยู่ในผิวหนังกับกล้ามเนื้อชั้นนอก กลายเป็นเครือข่ายที่พัวพันบนผิวของร่างราวกับโซ่เหล็ก ตอนเจอการโจมตีจากภายนอก การป้องกันต่ออาวุธไร้คมจะทรงประสิทธิภาพเป็นพิเศษ
ส่วนหัตถ์หมีขยุ้มมีการป้องกันต่ออาวุธมีคมไม่เลว สองวิชาจึงประสานกันพอดี
……………………………………….
บทที่ 94
ลู่เซิ่งแช่อยู่ในถังน้ำสักพัก จนกระทั่งน้ำโอสถกลายเป็นน้ำใสสีเทาจาง จึงค่อยๆ ลุกขึ้น
ครั้งนี้เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าตัวเบาลงไม่น้อย
มองกรอบบนเครื่องมือปรับเปลี่ยน มีผลพิเศษเขียนอยู่ในกรอบวิชาโซ่เก้าสินธุ
[วิชาโซ่เก้าสินธุ: ระดับหนึ่ง ผลพิเศษ: เพิ่มพละกำลัง]
ความรู้สึกของวิชาแข็งกร้าวนี้เหมือนกับการคลุมหนังหนาชั้นหนึ่งไว้บนผิว
ลู่เซิ่งไม่คาดหวังว่าวิชาแข็งกร้าวระดับนี้จะมีผลเปลี่ยนแปลงทางคุณสมบัติ เขาเก็บกวาด เช็ดเหงื่อ ออกไปอาบน้ำเย็น แล้วกลับห้องนอนหลับไป
วันที่สอง เขาไปเรือวาฬแดงแต่เช้าตรู่ หลังจากประชุม ก็รวบรวมข้อมูลสถานการณ์ทุกด้าน ขณะเดียวกันก็ทราบว่า ศึกด้านนอกเมืองถึงขั้นดุเดือดแล้ว
เจินสวินแห่งตระกูลเจินนำคนแยกกันเข่นฆ่าฐานที่มั่นยี่สิบแห่ง ขณะเดียวกันยังกำจัดคนหลายสิบคนจากขุมกำลังที่ผุดขึ้นใหม่
ความโหดเหี้ยมอำมหิต แม้แต่คนของพรรควาฬแดงที่มุ่งหน้าไปเก็บกวาด พอเห็นยังรู้สึกสะอิดสะเอียน
จัตุรัสแดงไม่ยอมแสดงความอ่อนแอ สกัดคนของตระกูลเจินสองคนบนที่ราบน้ำแข็ง แล้วฆ่าสองคนนี้ก่อนที่เจินสวินจะให้การสนับสนุนสำเร็จ
ครั้งนี้ตระกูลเจินเดือดดาล ส่งคนไปสนับสนุนเจินสวิน จัตุรัสแดงใช้กองกำลังมากกว่าเดิม ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันดุเดือด
ขุมกำลังในสังกัดตระกูลเจินเช่นพรรควาฬแดงมีไม่น้อยที่โดนลูกหลง บางครั้งยังเก็บกวาดไม่ทันเสร็จ ก็ถูกขุมกำลังสังกัดจัตุรัสแดงเข่นฆ่ามา หลังการศึกมักมีแพ้มีชนะ
ขุมกำลังสังกัดจัตุรัสแดงเป็นขุมกำลังเร้นลับอีกกลุ่มแห่งแดนเหนือ มีชื่อว่าหอแดง เดิมเป็นองค์กรมือสังหารที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ในแดนเหนือ ครั้งนี้เปิดเผยว่าเป็นขุมกำลังบริวารของจัตุรัสแดง ทำให้ทุกคนตกตะลึง
เครือข่ายข้อมูลที่หอแดงครอบครอง ต่อให้เป็นพรรควาฬแดงก็ไม่อาจดูแคลน
มือสังหารในหมู่พวกเขาหากลงมือ มักเหี้ยมหาญไม่กลัวตาย เหมือนกับคนคลุ้มคลั่ง สร้างปัญหาไม่น้อยให้แก่พรรควาฬแดง
หลายวันมานี้ ในพรรคมีผู้จัดการภารกิจภายในหลายคนได้รับบาดเจ็บติดต่อกัน ผู้อาวุโสสู้ตายไปสามคน
ลู่เซิ่งไม่ได้ออกปฏิบัติการณ์ชั่วคราวเพราะอ้างว่ารักษาอาการบาดเจ็บ แต่ต่อให้เป็นเช่นนี้ เขาก็รู้สึกถึงบรรยากาศตึงเครียดมากกว่าเดิมในพรรค ตอนประชุม คนไม่น้อยในระดับสูงต่างมีอาการบาดเจ็บ พันแผลไว้
การประชุมจบลง ลู่เซิ่งถามถึงตำแหน่งแผนกอาวุธจากประมุขพรรคเฒ่า แล้วเดินทางไปทันที
แผนกอาวุธของพรรควาฬแดงไม่ได้อยู่บนเรือ หากอยู่ในหุบเขาแห่งหนึ่งบนฝั่งข้างเรือวาฬแดง
เขาต้องการอาวุธชั้นดีสักชิ้นมานานแล้ว น่าเสียดายไม่เคยมีโอกาส อาวุธระดับนี้มักหายากถึงขีดสุด
ในหุบเขาร้อยศัสตรา
“อาวุธชั้นดีต้องใช้วัสดุชั้นดี ถ้าหาไม่เจอ หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกไม่สู้ลองใช้อาวุธหนักดู” ผู้รับผิดชอบแผนกอาวุธผู้อาวุโสต้วนลูบเคราพลางแนะนำ
“อาวุธหนักหรือ” ลู่เซิ่งมองโครงกระบี่สีแดงที่ชายฉกรรจ์อยู่ข้างตัวกำลังคีบอยู่ ใช้น้ำแร่ในหุบเขาที่เย็นจัดทำให้แข็งตัว ไอจากน้ำสีขาวหลายสายระเหยออกมาอย่างต่อเนื่อง
“ไม่ผิด” ผู้อาวุโสต้วนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้าเห็นหัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกลู่เรี่ยวแรงเยอะ สร้างอาวุธหนักหลายสิบชั่ง ทำให้แข็งแกร่งสักหน่อย สู้กับอาวุธคมศัสตราเทพก็ไม่เสียเปรียบชั่วขณะ ถึงแม้จะสู้ความแหลมคมของพวกมันไม่ได้ แต่เมื่อหนักมากพอก็เป็นพลังข่มขวัญชนิดหนึ่ง”
ลู่เซิ่งรู้สึกมีเหตุผล พยักหน้าน้อยๆ
“อย่างนั้นผู้อาวุโสต้วนเห็นว่าข้าเหมาะกับอาวุธหนักชนิดใด วิชากำลังภายในของข้าเป็นวิชาลมปราณแดงฉานที่ประมุขพรรคถ่ายทอดให้ ไม่ทราบจะใช้ค้อนจะเสริมความแข็งแกร่งแก่อานุภาพและประสิทธิผลของวิชากำลังภายในได้หรือไม่”
“ขอถามท่านใช้วิชาค้อนเป็นหรือไม่” ผู้อาวุโสต้วนถามกลับ
“เอ่อ…ไม่เป็น…” ลู่เซิ่งส่ายหน้า แต่เขาหาคนไปเรียนในระยะเวลาอันสั้นได้ ขอแค่ถึงระดับเบื้องต้น ก็จะเป็นรูปเป็นร่างอย่างรวดเร็ว อย่างไรเครื่องมือปรับเปลี่ยนก็พิสดารมากพอ
“สำนึกที่ท่านบรรลุเป็นอาวุธอันใด” ผู้อาวุโสต้วนถามอีก ‘ที่รวมตัวกันตอนเป็นระดับผนึกจิตคือสำนึกอันใด’
“…เป็นดาบ” ลู่เซิ่งกระจ่างแจ้ง “ดูเหมือนข้าได้แต่ใช้ดาบแล้ว” สำนึกนี้ไม่อาจศึกษาถึงแก่นแท้ได้เร็ว
“ไม่ใช่ท่านได้แต่ใช้ หากแต่ท่านเหมาะกับดาบ” ผู้อาวุโสต้วนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้ามีดาบใหญ่คู่หนึ่ง ถ้าท่านไม่ถือสาก็ลองดูได้ ดาบคู่นี้เป็นผู้จัดการภารกิจภายนอกพลังช้างสารคนหนึ่งสั่งให้ทำ น่าเสียดายเขาไม่ทันได้ไป ก็…” เขาถอนใจเฮือกหนึ่ง
“ดาบคู่หรือ ลองเอามาดู” ลู่เซิ่งสนใจ ดาบที่เหมาะกับเขาทั้งยังเป็นดาบคู่สะกิดความสนใจแล้ว
“หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกตามข้ามา” ผู้อาวุโสต้วนพยักหน้า หมุนตัวนำทางลู่เซิ่งเดินทะลุระหว่างเตาหลอมหลายเตาอย่างรวดเร็ว ไม่ทันไรก็มาถึงคลังเก็บอาวุธสีดำทะมึนด้านในสุด
ในคลังเก็บอาวุธที่ใช้หินสร้างจนเหมือนกับตำหนักใหญ่ มีชั้นจัดเรียงอาวุธแต่ละชนิดเป็นแถวๆ
ดาบ หอก กระบอง กระบี่ มีดสั้น ง้าว อาวุธแต่ละแถวละลานตา ลู่เซิ่งมองจนตาลาย
“หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกโปรดตามข้ามา” ผู้อาวุโสต้วนนำทางลู่เซิ่งผ่านชั้นอาวุธแต่ละแถว เดินถึงพื้นที่อาวุธหนักซึ่งอยู่ลึกเข้าไปอย่างรวดเร็ว
ในมุมหนึ่งของพื้นที่บริเวณนี้ ผู้อาวุโสต้วนชี้ไปที่ดาบขนาดใหญ่สองเล่มที่มีคนทาน้ำมันไว้ กล่าวกับลู่เซิ่งว่า “หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอก นี่เป็นดาบที่ข้าบอกว่าเหมาะกับท่าน ดาบคู่จันทร์เดียวดาย”
ลู่เซิ่งเข้าไปดู
ดาบขนาดใหญ่สันหนายาวราวหนึ่งหมี่กว่าๆ สองเล่มวางอย่างมั่นคงบนชั้นอาวุธ ตัวดาบสีเงินเหมือนกับบานประตูสองบาน บนสันดาบยังร้อยห่วงโลหะสามห่วง
หนานั้นหนาอยู่ สันดาบหนาเท่าฝ่ามือ ตัวดาบกว้างเท่าเอวคน แต่ไฉนลู่เซิ่งจึงรู้สึกทะแม่งๆ
“เป็นอย่างไร” ผู้อาวุโสต้วนกล่าวอย่างภาคภูมิใจอยู่บ้าง “ดาบคู่จันทร์เดียวดายนี้ ข้าหลอมสร้างด้วยมือตัวเอง ผ่านการหลอมตีอย่างตั้งใจสามสิบหกวัน ใช้วิธีสิบสี่แบบหลอมสร้างลับคม วัสดุก็เป็นของดี คมและแข็งแกร่งกว่าดาบใหญ่ทั่วไปมาก
ลู่เซิ่งขมวดคิ้ว มองดาบคู่จันทร์เดียวดาย หมดคำพูดอยู่บ้าง
“ผู้อาวุโสต้วน…นี่มันดาบเชือดสุกรสองเล่มชัดๆ…จันทร์เดียวดายตั้งชื่อได้ดี แต่ก็ปกปิดไม่ได้ว่ามันคือดาบเชือดสุกรดีๆ นี่เอง”
ผู้อาวุโสต้วนหัวเราะพร้อมส่ายหน้า
“ดาบเชือดสุกรหรือ ไม่ ไม่ใช่แน่นอน อย่าเห็นว่าดาบคู่นี้หนักถึงเจ็ดสิบหกชั่ง แต่เมื่อใช้จริงๆ ท่านถึงจะทราบข้อดี
ส่วนรูปร่างภายนอก ขอแค่ใช้ได้จริง ดาบเชือดสุกรมีความเกี่ยวข้องอันใด”
เขาพูดมีเหตุผลมาก แม้ประโยคสุดท้ายจะเผยความจริง แต่ลู่เซิ่งนับเป็นคนมีแนวคิดปฏิบัตินิยม กลับไม่ได้สนใจรูปลักษณ์มากนัก
“ข้าขอลองใช้ ได้หรือไม่”
“แน่นอน” ผู้อาวุโสต้วนผายมือเป็นความหมายว่าแล้วแต่เขา
ลู่เซิ่งพยักหน้า ขยับแขนกับบ่า สาวเท้าเข้าไปคว้าด้ามดาบจันทร์เดียวดายเล่มหนึ่ง
“ขึ้น!” เขาออกแรง ดาบเชือดสุกรถูกยกขึ้น
วิชากำลังภายในถนัดด้านพละกำลังที่สุด ลู่เซิ่งเริ่มแรกฝึกฝนดาบพยัคฆ์ดำ ภายหลังฝึกฝนดาบถลาลม ดาบปลายคู่ เหล่านี้ต่างเป็นกระบวนดาบวิชากำลังภายนอก
ตอนนี้ฝึกฝนวิชาแข็งกร้าวที่โดดเด่นด้านพละกำลังถึงขีดสุดในหมู่วิชากำลังภายนอก หัตถ์หมีขยุ้มมีแค่ระดับเดียว ทั้งฝึกสำเร็จแล้ว ยังมีวิชาโซ่เก้าสินธุระดับหนึ่งด้วย
วิชากำลังภายนอกที่กระจัดกระจายนี้ได้เปลี่ยนนักศึกษาผอมแห้งที่สุภาพเรียบร้อย เป็นชายฉกรรจ์พลังช้างสารที่ร่างกายเหี้ยมหาญ เรี่ยวแรงมหาศาลอย่างทุกวันนี้
ลู่เซิ่งกระตุ้นพลัง เส้นเลือดพอง ขนาดร่างใหญ่ขึ้น
เขาเดิมทีตัวใหญ่เท่าผู้อาวุโสต้วนสองคน สูงกว่าบุรุษทั่วไปหนึ่งช่วง ตอนนี้เลือดลมขยายตัว กล้ามเนื้อทั้งร่างบรรจุพลังขยายใหญ่ขึ้น กล้ามเนื้อสีขาวบิดเกร็ง
“ขึ้น!” ลู่เซิ่งคว้าดาบจันทร์เดียวดายเล่มที่สองขึ้นมา ถือดาบทั้งสองด้ามไว้ในมือ
เคร้ง!
เขาไขว้ดาบคู่ไว้ด้านหน้า เห็นใบหน้าตัวเองสะท้อนอยู่ในใบดาบที่ใสเหมือนคันฉ่อง
“เหมาะมือยิ่ง! คาดไม่ถึงเลย” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างค่อนข้างประหลาดใจ
“ดูเหมือนหัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกลู่มีวาสนากับดาบจันทร์เดียวดายจริงๆ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าจะลดให้ท่านห้าส่วน หนึ่งร้อยตำลึงก็พอแล้ว!”
“หนึ่งร้อยตำลึง…” ลู่เซิ่งระอา ตาเฒ่าผู้นี้กล้าพูดมาได้ ดาบสองเล่มนี้นอกจากการออกแบบ วัสดุเป็นแค่เหล็กธรรมดา ทั้งหมดอาศัยความหนักเปล่งอานุภาพ ยังกล้าเสนอราคาหนึ่งร้อยตำลึง
“ยี่สิบตำลึง”
“ยี่สิบตำลึงหรือ?! ท่านไม่แย่งข้าไปเลยเล่า! ข้าใช้ความพยายามหลายปีจึงหลอมสร้างดาบนี้ได้…” “ดาบเชือดสุกร” ลู่เซิ่งพูดต่อจากเขา ผู้อาวุโสต้วนไม่ทันพูดจบเกือบสำลัก
ถึงแม้ดาบสองเล่มนี้จะดัดแปลงมาจากดาบเชือดสุกรจริงๆ ทั้งเป็นดาบหนักที่ใช้เศษเหล็กซึ่งไม่เป็นที่ต้องการจำนวนมากผสมกันสร้างขึ้น แต่อย่างน้อยเปลือกนอกทุกคนต้องเอาใจใส่เล็กน้อย ไม่ต้องพูดตรงขนาดนี้
“ยี่สิบตำลึงน้อยไปแล้ว ไม่เท่าทุนด้วยซ้ำ!” ผู้อาวุโสต้วนโบกมือกล่าว
“เช่นนั้นก็สิบตำลึง” ลู่เซิ่งโบกดาบ รู้สึกว่าแม้วัสดุจะแย่ แต่หลอมสร้างได้แข็งแรงจริงๆ น้ำหนักกับรูปร่างไม่เลวยิ่ง เผชิญกับคู่ต่อสู้ที่มีความเร็ว เพียงเอียงตัวเล็กน้อยก็ป้องกันจุดตายส่วนใหญ่บนร่างได้แล้ว
“สิบตำลึงหรือ!?” ผู้อาวุโสต้วนโมโหจนหน้าเหย “ก็ได้ๆๆ ยี่สิบตำลึง กลัวใจท่านจริงๆ! ข้าขอบอกท่าน ถ้าไปวางดาบคู่จันทร์เดียวดายนี้ไว้ที่อื่น ไม่มีสองร้อยตำลึงก็อย่าหวัง”
“นั่นต้องมีคนซื้อก่อน น้ำหนักแบบนี้ท่านยังหวังว่าจะมีคนหลายคนแย่งซื้ออีกหรือ” ลู่เซิ่งโบกดาบอย่างไม่สนใจ เหมือนกับพัดพายุขึ้นมาระลอกหนึ่ง พัดผู้อาวุโสต้วนจนเคราปลิว
“เจตนาดีไม่ได้รับการตอบแทนแท้ๆ หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกลู่ท่านนี่ช่าง…” ผู้อาวุโสต้วนหาคำมาบรรยายลู่เซิ่งไม่ได้แล้ว
“มีที่ลองอานุภาพหรือไม่” ลู่เซิ่งโบกดาบคู่ รู้สึกคล่องมือขึ้นเรื่อยๆ พออกพอใจยิ่ง
“ตามข้ามา” ผู้อาวุโสต้วนแค่นเสียง ยังคงไม่พอใจ
“นอกจากนั้น ดาบคู่เล่มนี้ชื่อจันทร์เดียวดายไม่เพราะ” ลู่เซิ่งนำฝักดาบสองอันมาด้วย มันฟอกจากหนังหมู ด้านนอกมัดเชือกป่านหลายเส้น มีลักษณะหยาบและถูก ยังคิดขายสองร้อยตำลึง ฝันไปเถอะตาเฒ่า
“ผายลม นี่เป็นชื่อที่ข้าตั้งเอง รูปร่างเหมือนจันทร์เสี้ยว คล้ายเคียว เดิมจะเรียกว่าเคียวเดี่ยว แต่ชื่อไม่เพราะ เลยเปลี่ยนเป็นจันทร์ เป็นไร ท่านมีความเห็นอันใด” ผู้อาวุโสต้วนเมื่อเอาเปรียบไม่ได้ น้ำเสียงจึงไม่เกรงใจแล้ว ทางหนึ่งเดิน ทางหนึ่งตอบกลับ
“ในเมื่อข้าเป็นคนใช้ ภายหลังข้าคิดเรียกแบบไหนก็เรียกแบบนั้น” ลู่เซิ่งไม่สนใจสิทธิ์ตั้งชื่ออันใด กล่าวตรงๆ
“เรียกดาบจ้าวปีศาจก็แล้วกัน”
“นี่มันชื่ออันใด” ผู้อาวุโสต้วนหมดคำพูด
ลู่เซิ่งยิ้มไม่ตอบกลับ ทั้งสองคนเดินไปด้านหน้า ไม่ทันไรก็ออกจากคลังอาวุธ เข้าสู่ตึกใหญ่หลังหนึ่งที่อยู่ด้านข้าง
ทั้งสี่ด้านของตึกเป็นกำแพงหิน ตรงกลางจัดวางหุ่นคนทำจากไม้ที่แข็งแรง ด้านบนมัดต้นหญ้ารวงข้าวไว้
“นี่เป็นไม้เคิง แข็งและทนทานมาก ท่านลองดู” ผู้อาวุโสต้วนชี้ไปที่หุ่นไม้พลางกล่าวว่า “ถ้าท่านฟันขาดได้ ข้าจะให้ท่านยี่สิบตำลึง!”
ลู่เซิ่งกำดาบเชือดสุกรทั้งสองเล่ม เดินไปถึงหน้าหุ่นคน แสยะยิ้มดุดัน
“จริงหรือ”
……………………………………….
บทที่ 95
“จริง!” ผู้อาวุโสต้วนมีโทสะแล้ว ตอบกลับเสียงแข็ง
ลู่เซิ่งหัวเราะเหอะๆ ฟันดาบเชือดสุกรตามสบายสองสามครั้ง ในอากาศพลันแว่วเสียงกรีดลมหลายรอบ
ในเมื่อทราบว่าเขามีวิชาลมปราณแดงฉาน ยังกล้ากล่าววาจาเช่นนี้ แสดงว่าผู้อาวุโสต้วนผู้นี้คาดเดาอานุภาพที่เขาสำแดงได้ไว้แล้ว
ลู่เซิ่งคำนวนในใจ ใช้วิชาลมปราณแดงฉานระดับห้า ด้วยขีดความสามารถของเขา พลังยุทธ์ระดับนี้ไม่นับว่าโดดเด่นนัก
ควับ!
ดาบใหญ่สองเล่มฟันใส่หุ่นไม้ติดต่อกัน
เปรี้ยง!
เหมือนกับฟันใส่ยางที่มีความยืดหยุ่นถึงขีดสุด ลู่เซิ่งเพียงรู้สึกว่าด้ามดาบบนมือตนส่งแรงสะท้อนอันมหาศาลมาในพริบตา อึดใจเดียวก็ดีดสองดาบบนมือเขากลับมา
“มาอีก!” ไม่รอให้ผู้อาวุโสต้วนเยาะเย้ย เส้นเลือดปูดบนหน้าลู่เซิ่ง ดาบคู่เหมือนบานประตูสองบาน บังเกิดเสียงกรีดลมหนักอึ้งขณะฟันใส่ไม้อีกครั้ง
เปรี้ยง!
ดาบถูกดีดออกมาอีกครั้ง
“มาอีก!” ลู่เซิ่งมีน้ำโหบ้างแล้ว ดาบสองเล่มฟันใส่หุ่นไม้อย่างแรงเป็นครั้งที่สาม
ควับๆๆ…
ลมที่เกิดจากดาบคู่ พัดเครากับเสื้อผ้าของผู้อาวุโสต้วนให้พลิกกระพือไม่หยุด
เขาอ้าปากคิดกล่าวอันใด แต่เห็นลู่เซิ่งเลือดลมทั่วร่างซัดสาด ดาบคู่ฟันใส่คอหุ่นไม้อย่างรุนแรงติดต่อกัน พละกำลังอันมหาศาลกระแทกใส่หุ่นไม้ แม้แต่ห้องทดสอบก็กำลังสั่นไหว แผ่นหินใต้เท้าส่งความรู้สึกชามาไม่หยุด
เปรี้ยงๆๆ!
เสียงฟันอย่างหนักดังทึบขึ้นไม่หยุด ลู่เซิ่งคล้ายชอบใจแรงดีดสะท้อนมากมายนี้ แสยะยิ้มประหลาด ฟันดาบแล้วดาบเล่าใส่คอหุ่นไม้โดยไม่ส่งเสียงอย่างต่อเนื่อง
คมดาบเสียดสีกรีดเฉือนผิวหุ่นไม้อย่างรุนแรง สร้างบาดแผลหลายสายเหมือนกับเลื่อย ส่วนใหญ่อยู่ที่คอ ลึกและใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
เปรี้ยง!
อีกหนึ่งดาบฟันใส่คอหุ่นไม้อย่างหนักหน่วงรุนแรงเหมือนสายฟ้า ห้องทั้งห้องสั่นสะเทือน
ผู้อาวุโสต้วนหนังตากระตุก มองลู่เซิ่งชักดาบอีกเล่มออกมา คมดาบแหลมคมฟันรอยแผลลึกสายหนึ่งบนหุ่นไม้ที่น่าสงสาร
“ไม่เลว ฟันไม่พังจริงๆ…” ลู่เซิ่งหันไปมองเขาแล้วฉีกยิ้ม
ผู้อาวุโสต้วนมองหุ่นไม้ หุ่นไม้ที่น่าสงสารตอนนี้ศีรษะเหลือแค่ครึ่งเล็กๆ ห้อยบนคอ แขน ขา ลำตัวไม่คล้ายคนแล้ว มีแต่รอยดาบที่แตกต่างกันทั้งแนวตั้งและแนวขวาง เละจนทนดูไม่ได้
หุ่นไม้ตัวใหม่ที่เพิ่งซื้อ ใช้ได้ไม่กี่วันก็กลายเป็นของอายุสิบกว่าปีที่เพิ่งเอาทิ้ง…
เขาอยากร้องไห้แต่ไร้น้ำตา หุ่นไม้ไม้เคิงราคาแพงสุดขีด ทนและแข็งแกร่งถึงที่สุด ดังนั้นซื้อตัวหนึ่งมาก็ใช้ได้หลายปี แต่ว่าพอลู่เซิ่งมาแม้ไม่พังจริงๆ แต่ว่าหุ่นไม้ที่เหลืออยู่ใช้ไม่ได้แล้ว…
“ช่างเถอะๆ นับว่าข้าโชคร้าย หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกลู่รีบไปเถอะ เอาเงินให้ห้องบัญชีด้านนอก ข้าอยู่ที่นี่ไม่ไปด้วยแล้ว” ผู้อาวุโสต้วนมองจนปวดใจ ประสานมือ ตาไม่เห็นก็สบายใจ
ลู่เซิ่งไม่ถือสา เขาจงใจอยู่แล้ว บอกลาผู้อาวุโสต้วน ออกจากแผนกอาวุธ ขี่ม้ากลับที่พัก
ตอนนี้มีอาวุธชั้นดีแล้ว ดาบคู่สองเล่มนี้สมควรใช้ได้สักระยะ ต่อจากนี้ ใช้สมาธิจิตใจทั้งหมดยกระดับวิชากำลังภายในก็พอ
เพียงแต่คิดจะยกระดับวิชาลมปราณแดงฉานระดับเจ็ดในตอนนี้อีก ได้แต่ใช้ปราณหยินเรียนรู้น เป็นเพราะว่ามันถึงระดับสูงสุดแล้ว ส่วนวิชาโซ่เก้าสินธุก็แค่วิชาระดับพลังปลอดโปร่ง เอาไว้เพิ่มการป้องกันร่างกายเท่านั้น ไม่ใช่แก่นหลักที่แท้จริง จุดสำคัญต่อจากนี้ยังอยู่ที่วิชาลมปราณแดงฉาน
…
ห้าวันให้หลัง เมืองต้นฉัตร
ชั้นเมฆดำทะมืน กระจายเต็มท้องฟ้า สายฝนสีเทาตกลงมาเหมือนกับเส้นด้าย
ถนนภายในเมืองเย็นเฉียบ บางครั้งมีคนเดินถนนที่วิ่งหลบฝนสองสามคนผ่านไป ไม่ทันไรก็ไร้เงา หายไปในตรอกเล็กตรงมุมถนน
ใต้ชายคาบ้านตระกูลหู คุณชายวัยเยาว์ถือร่มกระดาษน้ำมันสีดำคนหนึ่งเงยหน้ามองท้องฟ้า
มองข้ามชายคารูปนกนางแอ่นเหินลมที่มีปลายแหลม ท้องฟ้าดำมืด สายฝนเหมือนไม่มีทีท่าว่าจะซา ตกแบบนี้ได้ตลอดกาล
นอกประตูบ้านตระกูลหูทางฝั่งซ้ายมีราชสีห์ศิลาเฝ้าประตู คุณชายคนนี้อาศัยชายคาที่ยื่นออกมายืนหลบฝนอยู่
เขามองท้องถนนที่ว่างเปล่า ใต้ชายคาของบ้านแต่ละหลังต่างเป็นเงามืดดำสนิท ไม่เห็นผู้คน มีแค่ความเงียบสงัด
ถนนทอดยาวขนาดใหญ่เมื่อมองไปทุกที่เป็นที่ว่างดำสนิท ในหน้าต่างสองฟากทางไม่ได้จุดไฟ เหมือนกับถนนทั้งสายไม่มีคนอยู่ ทะมึนมืดไปหมด
ท้องฟ้ามืดครึ้ม ในห้องก็มืดครึ้ม แสงไฟสลัวลงเรื่อยๆ
คุณชายขมวดคิ้วน้อยๆ ก้มหน้ามองเสื้อคลุมสีดำบนร่างของตน ชายเสื้อคลุมเปียกน้ำฝนแนบติดกับรองเท้าหนังปักลายสีแดง
“ข้าเกลียดฝน” เขาถอนใจ
เสียงไม่ดัง แต่ว่าบนถนนในหน้าฝนที่เย็นเยียบกลับดังเป็นพิเศษ
เป็นเพราะบนถนนนอกจากเขาแล้วก็ไม่เห็นใครสักคน
“ทุกครั้งที่ฝนตก ข้าจะอารมณ์ไม่ดี” คุณชายพูดต่ออย่างเชื่องช้า
ไม่มีคนตอบ
สายฝนเล็กละเอียดตกใส่ชายคา น้ำหยดลงตามจะงอยแหลมของชายคารูปนกนางแอ่นเหิน จากนั้นตกลงข้างเท้าของคุณชาย กระเซ็นใส่ชายเสื้อเขา
“ที่นี่ห่างจากเมืองป่าบูรพาตั้งไกล คิดไม่ถึงพวกท่านจะไล่ตามมาได้” คุณชายพูดโดยไม่สนใจผู้ใด คล้ายกับรอบๆ มีคนฟังอยู่จริงๆ
แอ๊ด…
ประตูใหญ่บ้านตระกูลหูพลันเปิดออกช้าๆ ด้านในว่างเปล่า วัชพืชงอกเงย ไม่เห็นคนเปิดประตู แต่ประตูใหญ่ยังคงแง้มออกเอง
สตรีกระโปรงแดงคนหนึ่งกางร่มกระดาษน้ำมันสีแดง เดินออกมาช้าๆ
ร่มกระดาษบังใบหน้านาง แต่ดูจากรูปร่าง กลับอ้อนแอ้นอรชร สะโอดสะองอวบอิ่ม
“เจินอี้…สังหารท่าน…ต่อให้เป็นจินสวิน…ก็จะเจ็บปวด…” เสียงสตรีติดขัด ขาดๆ ต่อๆ เหมือนกำลังบีบคอพูด แหลมและแปลกประหลาด
คุณชายสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง พิงร่มไว้บนกำแพง มองสตรีที่ประตูใหญ่ของบ้านตระกูลหู
“คิดไม่ถึงแม้แต่ท่านก็มา ดูเหมือนจัตุรัสแดงจะไม่กลัวรังเก่าถูกทลายจริงๆ”
“ไม่มีประโยชน์…หรอก…มีพี่สาวอยู่…ต่อให้เจินสวินไป…ก็ไร้ประโยชน์ คิกๆ” สตรีเดินเข้ามาหาเจินอี้ช้าๆ ส่งเสียงหัวเราะประหลาด
เจินอี้ถอนใจ การต่อสู้กับจัตุรัสแดงในที่สุดก็ยกระดับถึงขั้นดุเดือด วันนี้ไม่ว่าเขาตายลงที่นี่ หรือสตรีกางร่มตายที่นี่ ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในตอนสุดท้ายก็กลายเป็นภัยพิบัติ
เขาไม่รู้ว่าจัตุรัสแดงมีเป้าหมายอะไร จึงได้ทุ่มหมดหน้าตัก ส่งบุคคลสำคัญอย่างสตรีกางร่มผู้นี้มาลงมือด้วยตัวเอง
แต่ในเมื่อกำหนดสถานการณ์ไว้แล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจพลิกกลับได้อีก
เจินอี้มองสตรีกางร่มกระโปรงแดงที่ค่อยๆ เดินเข้ามา ถอนใจอีกรอบ มีดสั้นสีขาวเล่มหนึ่งไหลออกมาจากแขนเสื้ออย่างไร้สุ้มเสียง เดินเข้าหาอีกฝ่ายเช่นกัน
…
ฝนตกต่อเนื่อง ลู่เซิ่งนั่งกินแตงหวานคำโตบนที่นั่ง เนื้อแตงชนิดนี้เป็นสีเหลือง ให้ความรู้สึกเหมือนผลไม้มีน้ำเช่นแตงโม เหมาะแก่การชดเชยน้ำ แก้กระหายหลังจากเพิ่งฝึกเสร็จในอากาศแบบนี้ที่สุด
ห้องเพาะดอกไม้ในตอนนี้ถูกปรับเป็นลานฝึกวิชาโดยเฉพาะอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น ยังมีบริวารไม่น้อยมาฝึกฝน ปรับเอ็นกระดูกแต่เช้าตรู่
เพิ่งกินแตงไปได้ไม่กี่ชิ้น ลู่เซิ่งลูบศีรษะ ผมยังไม่งอก อึดอัดอยู่บ้าง หลังจากโดนเผาในกองเพลิงรอบหนึ่ง ขนบนตัวก็ไม่มีวี่แววว่าจะงอกอีก นี่ทำให้ตัวเขาในตอนนี้ประหลาดยิ่ง
‘ถึงตอนแรกเราจะไม่หล่อเหลา แต่ก็ไม่ถึงกับมีสารรูปอย่างตอนนี้ตลอด เฮ้อ…’ ลู่เซิ่งถอนใจ กวาดตามองบนพื้นลาน มีบริวารหลายคนกำลังออกกำลังฝึกวิชา อย่างไรก็แค่ฝึกรูปแบบท่วงท่า หรือไม่ก็วิชาพื้นฐาน ไม่รู้จักวิชาเดินลมปราณ จึงไม่กลัวถูกคนแอบเรียน
“เอ๋?” ทันใดนั้นสายตาเขาขยับ เห็นเงาร่างเล็กๆ สองสายอยู่ตรงมุมหนึ่ง ประหลาดใจอยู่บ้าง
พวกหลิ่วฉินสองพี่น้องมาฝึกฝนด้วยเช่นกัน พวกนางหลบอยู่ในมุม ซักซ้อมกระบวนท่าพุ่งจู่โจมซ้ำไปซ้ำมา
‘คล้ายเป็นวิธีใช้มีดสั้นแทงสังหาร ยังนับว่าไม่เลว’ ช่วงนี้ลู่เซิ่งไปอ่านวิทยายุทธพื้นฐานที่ไม่มีค่าใช้จ่ายจากศาลาประกาศยุทธในพรรคมา ความรู้เพิ่มขึ้นมาก เพียงมองก็รู้ว่าท่วงท่าฝึกฝนของสองพี่น้องใช้อาวุธอะไร
เขาหยีตา เดิมคิดรับสองพี่น้องไว้เพราะฉุกใจสัมผัสได้ถึงปราณหยิน ส่วนเหตุผลที่ว่าสงสารอันใดในภายหลังก็แค่คำพูดพอเป็นพิธี เขาแม้ไม่ใช่คนร้าย แต่ก็ไม่นับเป็นคนดี ไหนเลยสร้างบุญคุณ มอบความช่วยเหลือให้อย่างไร้สาเหตุ
นอกเสียจากว่าให้สองพี่น้องเป็นเครื่องมือดึงดูดผี กลับคิดไม่ถึงภายหลังจะได้ยินความลับอันไม่ธรรมดา
ตอนนี้เขายังลังเลเล็กน้อยว่าจะรับทั้งสองคนไว้ต่อ หรือให้พวกนางจากไป
อย่างไรเขาก็ไม่แน่ใจว่าขุมกำลังที่คุกคามพวกนางอยู่เบื้องหลัง มีพลังแข็งแกร่งขนาดไหน ควรให้ความสำคัญกับพวกนางมากเท่าใด
คิดถึงตรงนี้ ลู่เซิ่งลุกขึ้น ค่อยๆ เดินไปหาสองพี่น้อง
โครม!
หลิ่วไฉ่อวิ๋นเหยียบเท้าพลาด จุดศูนย์ถ่วงไม่มั่นคง ล้มลงเหมือนที่แล้วมา
“เอียงอีกแล้ว” เสียงของหลิ่วฉินผู้เป็นพี่ดังมา “ไฉ่อวิ๋น ข้ารู้สึกว่าตอนก้าวไปด้านหน้าสมควรใช้ฝ่าเท้าปักหลักก่อนไม่ใช่ก้าวตาม ยังมีตอนหมุนตัว ทางที่ดีอย่าให้เอียง”
“แต่ตอนข้าหมุนตัว เท้าจะเจ็บ ถ้าไม่เอียงแล้วจะเห็นด้านหลังได้อย่างไร” หลิ่วไฉ่อวิ๋นไม่เข้าใจ
“ไม่ดูไม่ได้หรือ จินตนาการเอาก็ได้นี่” หลิ่วฉินกล่าวอย่างไม่เข้าใจ
“ข้าทำไม่ได้…” หลิ่วไฉ่อวิ๋นส่ายหน้า
สองคนวิเคราะห์ ลู่เซิ่งเดินไปหาอย่างแช่มช้า
เพียงแต่ขณะมองการเคลื่อนไหวของคนทั้งสอง เขามีความเคลือบแคลงอยู่บ้าง ถ้าพวกนางมีความเกี่ยวข้องกับตระกูลขุนนาง และเป็นสายรองของตระกูลขุนนางที่สู้กับภูตผีปีศาจได้จริงๆ ก็ไม่น่าใช้ทักษะพื้นฐานแค่นี้ไม่ได้ เพียงแต่มองการเคลื่อนไหวของคนทั้งสอง เป็นการเลียนแบบอย่างลวกๆ ของคนทั่วไป
“พวกเจ้ากำลังฝึกกระบวนท่าแทงสังหารของมีดสั้นอยู่กระมัง” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างแช่มช้า
“คุณชายลู่” หลิ่วฉินคำนับเขา การเคลื่อนไหวเป็นการถอนสายบัวของคุณหนูตระกูลใหญ่ตามมาตรฐาน คืองอหัวเข่าก้มศีรษะเล็กน้อย
“พวกเราไม่เคยเรียนวิธีใช้มีดสั้น เพียงแต่แอบมองคนอื่นฝึกไปเรื่อย จึงได้แต่พื้นฐานเล็กน้อย…” นางตอบอย่างจนปัญญาอยู่บ้าง
“พวกเจ้าฝึกแบบนี้ กระบวนท่าแม้ไม่เลว แต่ว่ากระบวนท่านี้สมควรเป็นท่าหนึ่งในกระบวนท่าติดต่อ พึงทราบว่า กระบวนท่าหนึ่งแฝงท่าเปลี่ยนแปลงไว้รับมือสถานการณ์หลากหลายถึงจะใช้ได้ ส่วนสิ่งที่พวกเจ้าแอบเรียนเป็นแค่ท่าเปลี่ยนแปลงท่าหนึ่ง นี่เหมาะกับสถานการณ์พิเศษบางส่วนค่อยใช้ได้” ลู่เซิ่งอธิบายด้วยรอยยิ้ม
“ที่แท้เป็นแบบนี้เอง…” สองพี่น้องพลันแสดงสีหน้ากระจ่างแจ้ง ที่แล้วมาพวกนางรู้สึกว่ากระบวนท่าที่ตนฝึกมีปัญหาอยู่บ้าง กลับไม่ทราบว่าตรงไหนมีปัญหา ตอนนี้ได้ฟังลู่เซิ่งอธิบาย พลันสังเกตเห็นจุดที่มีปัญหา
……………………………………….
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น