86-90
บทที่ 86
[ระดับห้า…] ลู่เซิ่งเห็นด้านหลังมีปุ่มกดเรียนรู้วรยุทธ์อยู่จริงๆ ซึ่งความจริงบนปุ่มกดนี้ไม่ได้บอกเพียงว่าเรียนรู้วรยุทธ์เท่านั้น
เพียงแต่เขานึกแบบนี้มาโดยตลอด
ขอแค่ปราณหยินมากพอ ด้านหลังวรยุทธ์ทั้งหมดจะปรากฏปุ่มแบบนี้ เพียงแต่วรยุทธ์ก่อนหน้าของเขาต่างถึงระดับสูงสุด หลังกดปุ่มก็กลายเป็นการเรียนรู้ ตอนนี้วิชาลมปราณแดงฉานมีเจ็ดระดับ ในระยะเวลาอันสั้นไม่อาจฝึกถึงจุดสูงสุด นี่จึงทำให้เขาเห็นเป็นครั้งแรกว่า ปุ่มยังแสดงไว้ด้านหลังวรยุทธ์ที่ยังฝึกฝนไม่ทันสมบูรณ์
‘ทดลองดู’ ลู่เซิ่งรวมจิตสำนึกบนปุ่มกดหลังวิชาลมปราณแดงฉาน กดลงเบาๆ
ฟุ่บ
กรอบวิชาลมปราณแดงฉานบนเครื่องมือปรับเปลี่ยนจางลงอย่างรวดเร็ว
ราวสองอึดใจ กรอบก็ชัดขึ้นอีกครั้ง
[วิชาลมปราณแดงฉาน: ระดับหก ผลพิเศษ: เสริมพิษอัคคี แรงกระแทกสี่ชั้น เสริมจุดไฟ]
‘ทำได้จริงๆ หรือนี่!?’
ลู่เซิ่งยินดี ตรวจสอบพลังยุทธ์ของตัวเองอย่างละเอียด
ดูเหมือนว่าพลังยุทธ์เปลี่ยนเป็นระดับหกแล้ว แต่เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า กระแสความอุ่นในร่างตนใหญ่ขึ้นไม่ต่ำกว่าหนึ่งเท่า อาการบาดเจ็บทั่วร่างเหมือนเริ่มคัน
‘แรงกระแทกยังมองผลไม่ออก แต่ก่อนหน้าตอนสู้กับสตรีโคมไฟนางนั้น รู้สึกว่าแรงที่ต่อยออกหนักกว่าที่คาด สมควรเป็นอานุภาพสั่นสะเทือน ตอนนี้เป็นสี่ชั้นแล้วสมควรร้ายกาจกว่าเดิม’
ปราณภายในพัฒนาขึ้นอีกขั้นหนึ่ง ลู่เซิ่งเพียงรู้สึกว่าพลังยุทธ์มากขึ้น อานุภาพการลงมืออาจแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม ทว่าจะเผชิญกับระดับอย่างสตรีโคมไฟได้ซึ่งหน้า ยังมีระยะห่างอีกช่วงหนึ่ง
‘สตรีโคมไฟนางนั้น ถ้าไม่ใช่เราเด็ดขาด ใช้ปากแผลหนีบแขนนางแล้วใช้มือข้างหนึ่งจับไว้ เป็นคนอื่นเกรงว่าจะถูกทรมานทั้งเป็น’
เขามองเครื่องมือปรับเปลี่ยนอีกครั้ง ปุ่มกดทั้งหมดหายไปแล้ว แสดงว่าปราณหยินมีไม่พอ
‘ในเมื่อปราณหยินยกระดับพลังยุทธ์ได้เหมือนกัน เช่นนั้นเราก็รวบรวมวัตถุปราณหยิน หรือไม่ก็ออกล่าผีด้วยตัวเองได้’ ลู่เซิ่งตัดสินใจเด็ดเดี่ยว ไม่ว่าสิ่งใด ยกระดับตัวเองก่อนค่อยว่ากัน แข็งแกร่งไปเรื่อยๆ ต้องหาวิธีรับมือได้ เขาไม่เชื่อว่าความพิสดารของเครื่องมือปรับเปลี่ยนจะรับมือพวกผีไม่ได้
ปิ่นเงินใช้ปราณหยินหมดแล้ว เขาก็เก็บมันไว้ แล้วล้มตัวลงนอน
เป็นอีกหนึ่งคืนที่ไม่ฝัน
เช้าตรู่วันที่สอง ดวงอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า ลู่เซิ่งก็ตื่นขึ้นมากินมื้อเช้า แล้วเดินทางไปพรรควาฬแดง
เขาเจอประมุขพรรคเฒ่าที่กำลังกินผงหินสีขาวในห้องยาในชั้นสามของหอบนเรือ
แสงอาทิตย์สาดด้านข้างห้องยาเข้ามา ตกลงบนเตายาสีทองเหลืองขนาดคนครึ่ง ส่องรูปสน กระเรียน วิหคเขียวบนผิวจนสว่างไสว
ประมุขพรรคเฒ่าใส่เสื้อสีขาว มือซ้ายปิดเบี้ยวอย่างผิดปกติ ใช้แผ่นไม้ดามไว้กับคอ
เห็นลู่เซิ่งมา เขาไม่รู้สึกเหนือคาดหมาย
“ศิษย์น้อง ดูเหมือนเจ้าจะสาหัสกว่าข้าเล็กน้อย”
“ศิษย์พี่ท่านเองก็…” ลู่เซิ่งมุมคิ้วกระตุก เห็นสภาพของประมุขพรรคเฒ่าก็หมดคำพูดเช่นกัน
“พื้นที่หวงห้ามไม่ได้เฝ้าง่ายนัก” ประมุขพรรคเฒ่าถอนใจ “เกิดเรื่องมากมายขนาดนี้ในระยะเวลาอันสั้น เซียนเช่นพวกเขาสู้กัน พวกเราคนธรรมดารับเคราะห์ ผีปีศาจที่ปล่อยมาเหล่านี้ก็เกินกำลังพวกเราแล้ว”
“ศิษย์พี่รับมือผีที่เร็วมากเหล่านั้นอย่างไร” ลู่เซิ่งมาในครั้งนี้เพื่อไขข้อสงสัย ประมุขพรรคเฒ่าอยู่มานาน ในฐานะเจ้าสำนักคนปัจจุบันของสำนักอาทิตย์ชาด ย่อมมีวิธีการรับมือของตัวเอง
เป็นอย่างที่คาด พอถามคำถามนี้ ประมุขพรรคเฒ่าก็ยิ้ม
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าจะถามคำถามนี้ เหมือนกับที่ข้าเคยถามอาจารย์”
เขาลุกขึ้น เดินไปถึงหน้าต่างมองไปด้านนอก
แม่น้ำไม้สนเชื่อมต่อไม่ขาดสาย เกิดคลื่นตามลม กระทบข้างเรือวาฬแดง ส่งเสียงทึบทึม
“สำนักอาทิตย์ชาดย่อมไม่ใช่มีแค่วิชากำลังภายในอย่างวิชาลมปราณแดงฉาน กล่าวให้ถูกต้อง ยังมีวิชาโจมตีวรยุทธ์ระดับสุดยอดที่ถ่ายทอดอยู่หลายวิชา” หงหมิงจือเอ่ยเสียงทุ้ม
ลู่เซิ่งสีหน้าขึงขังขึ้น
“ศิษย์พี่ได้โปรดชี้แนะ”
หงหมิงจือหัวเราะ หมุนตัวมา
“วรยุทธ์เหล่านี้ต่างเป็นวิชาล้ำลึกยากหยั่งคาด ทั้งใช้วิชาลมปราณแดงฉานเป็นรากฐาน วิชาลมปราณแดงฉานยิ่งแข็งแกร่ง วิชาโจมตีเหล่านี้ก็แข็งแกร่งตาม” เขาเว้นเล็กน้อย แล้วเอ่ยต่อ
“เรื่องอื่นข้าไม่พูดถึง หากกินมากไปจะเคี้ยวไม่ละเอียด ศิษย์พี่เพียงพูดถึงวิชาดาบที่เหมาะกับเจ้า เจ้าเดิมถนัดดาบกับฝ่ามือ สองอย่างมีส่วนที่เชื่อมกัน
วิชาดาบนี้สมควรชดเชยความขาดแคลนด้านกระบวนท่าของเจ้าได้มากพอ”
“ศิษย์พี่โปรดชี้แนะด้วย” ลู่เซิ่งลุกขึ้นยืน เอ่ยอย่างจริงจัง
หงหมิงจือยิ้มพยักหน้า “วิชาดาบนี้ชื่อดาบเจ็ดอาทิตย์เปลี่ยนฟ้า วิชาดาบมีแค่สองกระบวนท่า แฝงสิบแปดการเปลี่ยนแปลง อานุภาพเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามระดับวิชาลมปราณแดงฉาน”
“ดาบเจ็ดอาทิตย์เปลี่ยนฟ้าหรือ ข้าชื่นชอบชื่อนี้” ลู่เซิ่งเลียริมฝีปาก
“วิชาดาบนี้ต้องใช้อาวุธหนัก ยิ่งหนักยิ่งดี ยิ่งหนักอานุภาพยิ่งมาก เอาไว้ประสานกับพลังกระแทกในวิชาลมปราณแดงฉานโดยเฉพาะ” หงหมิงจืออธิบาย
“พลังกระแทกหรือ” ลู่เซิ่งขบคิด “ใช้ค้อนได้หรือไม่ ค้อนเมื่อหนักพอ อานุภาพไม่ใช่แข็งแกร่งกว่าเดิมหรอกหรือ”
“เอ่อ…ไม่ใช่ว่า ไม่ได้…” หงหมิงจืออึ้ง นี่เป็นวิชาดาบชัดๆ ลู่เซิ่งกลับมีความคิดสร้างสรรค์ นึกถึงค้อน
“หลังจากฝึกฝนดาบเจ็ดอาทิตย์เปลี่ยนฟ้านี้จนสำเร็จ จะสามารถใช้ปราณแดงฉานแสดงตาข่ายปราณภายในออกมาได้ อาณาเขตปกคลุมกว้างมาก รับมือคู่ต่อสู้รูปแบบความเร็วสูงได้อย่างทรงประสิทธิภาพ” ประมุขพรรคเฒ่าอธิบาย “เจ้าจะเรียนไหม”
“แน่นอน” ลู่เซิ่งไม่ลังเลแม้แต่น้อย
“กระบวนท่าไม่ยาก หลักๆ คือประสานวิชาเดินลมปราณลมปราณ ข้าอธิบายเล็กน้อยเจ้าก็ใช้เป็นแล้ว…” หงหมิงจือเริ่มอธิบายถึงวิธีฝึกฝนอย่างเป็นรูปธรรมกับจุดสำคัญปลีกย่อยของดาบเจ็ดอาทิตย์เปลี่ยนฟ้านี้อย่างละเอียด
ทั้งหมดมีแค่สองกระบวนท่าสิบแปดการเปลี่ยนแปลง ไม่ทันไรลู่เซิ่งก็ใช้เป็น
เครื่องมือปรับเปลี่ยนมีกรอบวิชาเจ็ดอาทิตย์เปลี่ยนฟ้าโผล่มาแล้ว
คนหนึ่งสอนคนหนึ่งเรียน ไม่ทันไรก็ถึงยามกลางอู่
“จริงด้วย วิชาลมปราณแดงฉานของศิษย์น้อง เจ้าฝึกฝนถึงระดับใดแล้ว พลังยุทธ์ที่เปลี่ยนถ่ายก่อนหน้านี้ราบรื่นดีกระมัง” หงหมิงจือนึกขึ้นได้ ถือโอกาสถาม “ไม่สะดวกบอกก็ไม่เป็นไร”
“ระดับสี่แล้ว” ลู่เซิ่งไม่บอกว่าภายหลังตนเลื่อนระดับ เพียงบอกขอบเขตก่อนหน้า ตอนที่เปลี่ยนถ่ายวิชาโลหิตพิฆาต เป็นระดับสี่จริงๆ
“อือ เหมือนกับที่ข้าคาดไว้ ปราณแดงฉานระดับสี่กระตุ้นดาบเจ็ดอาทิตย์เปลี่ยนฟ้าได้ไม่เลว รับมือผีปีศาจทั่วไปไม่มีปัญหา” หงหมิงจือพยักหน้า
“ศิษย์พี่ ข้ามีคำถาม ไม่ทราบควรถามหรือไม่” ลู่เซิ่งทำท่าลังเล เอ่ยพลางขมวดคิ้ว
“พวกเราศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนัก ตอนนี้สำนักอาทิตย์ชาดมีพวกเราสองคน ข้าไปแล้วก็มีเจ้าเป็นเจ้าสำนัก ยังมีอันใดควรไม่ควรถามอีก” หงหมิงจือโบกมือ กล่าวอย่างไม่นำพา “เจ้าถามเถอะ”
ลู่เซิ่งจัดระเบียบความคิด ค่อยเอ่ยถาม
“ข้าอยากถามว่า ตระกูลขุนนางกับมารประหลาดแข็งแกร่งกว่าพวกเราตรงไหน…” เขาเอ่ยเสียงเบายิ่ง
แต่ประมุขพรรคเป็นคนระดับไหน วิชากำลังภายในล้ำลึก มีวิชาลมปราณแดงฉานระดับหก ย่อมฉลาดเฉลียว แค่ได้ยินก็เข้าใจคำถามของเขา
รอยยิ้มบนใบหน้าเขาพลันสลายไป คิ้วขมวดเล็กน้อย
“ข้าศึกษาคำถามนี้มาหลายสิบปี จึงค่อยได้คำตอบเล็กน้อย”
“หลายสิบปีเลยหรือ”
หงหมิงจือพยักหน้า
“เจ้านึกว่าตัวตนที่สูงส่งเช่นพวกเขาจะติดต่อกับพวกเราคนธรรมดาจริงๆ หรือ ข้าก็ได้แต่คาดเดาคำตอบส่วนหนึ่งจากคำพูดไม่ปะติดปะต่อที่แอบฟังมา รวมถึงเบาะแสที่สังเกตเห็นเท่านั้น”
“ศิษย์พี่โปรดไขข้องสงสัย” ลู่เซิ่งขอร้อง
หงหมิงจือหยิบผงหินสีขาวถุงหนึ่งออกมา เป็นผงยาผ่อนคลายที่มีผลหลอนประสาทจางๆ แพร่หลายทั่วเมืองเลียบคีรี หลังสูดดมไม่มีผลข้างเคียง กลับให้ผลผ่อนคลายจิตใจ
“ตระกูลขุนนาง ความประหลาดลี้ลับ ภูตผี เป็นตัวตนที่ควบคุมทุกอย่างบนโลกใบนี้อย่างแท้จริง พวกเขาเป็นเซียน เป็นมารผี เป็นบ่อกำเนิดของเทพนิยายเรื่องเล่าขานทั้งหมด”
หงหมิงจือกล่าวทบทวนช้าๆ
“อย่างอื่นไม่พูดถึง มีเพียงสองอย่าง” เขาชูนิ้วสองข้าง
“อย่างแรก พวกเขาสามฝ่ายล้วนเป็นอมตะ”
“เป็นอมตะหรือ?!” ลู่เซิ่งจิตใจหนักอึ้ง
“ใช่แล้ว ฆ่าไม่ตาย” หงหมิงจือเอ่ยอย่างฝาดเฝื่อน “ไม่ว่าใช้วิธีใด มีแค่ระหว่างพวกเขาฆ่ากันเองได้ พวกเราคนธรรมดาฆ่าพวกเขาไม่ได้ สาเหตุอย่างเป็นรูปธรรมข้ายังไม่เจอ ตอนนี้กำลังหาอยู่
ไม่อย่างนั้นด้วยความสามารถของข้า ต่อให้แตกต่างกันมาก ก็ไม่ถึงขั้นไร้กำลังขัดขืน”
ลู่เซิ่งนึกย้อนถึงเด็กสาวที่หมู่บ้านตระกูลซ่ง จึงเงียบตาม
“ข้อสอง พวกเขามีพลังที่อันตรายถึงขีดสุดสำหรับพวกเราคนธรรมดา พวกเขาเรียกพลังแบบนี้ว่า พันธนาการ”
“พันธนาการหรือ” ลู่เซิ่งทวน
“ไม่ผิดผิด พันธนาการ” หงหมิงจือถอนใจ “ผี ความประหลาดลี้ลับ กับตระกูลขุนนาง ต่างก็มีพลังพันธนาการ ภูตผีปีศาจที่เหลือจำเป็นต้องฝึกฝนถึงจะมีได้ มีแค่บรรลุระดับพันธนาการ จึงจะสามาถต้านทานพิษร้ายที่ได้รับ เมื่อแตะโดนร่างพวกเขา ไม่อย่างนั้น ในสถานการณ์ที่พวกเขาไม่ควบคุมตัวเอง การแตะต้องแขนขาพวกเขาล้วนเป็นการหาที่ตาย”
“พันธนาการ…” ลู่เซิ่งเหมือนขบคิดอันใด
“ฆ่าไม่ตาย ทั้งตัวเป็นพิษร้าย แตะแล้วต้องตาย พลังพันธนาการ ต่อให้พวกเราเจอ ก็พัวพันยากสุดขีด ถ้าไม่ใช้ปราณภายในและพลังยุทธ์จำนวนมาก รวมถึงตัดเลือดเนื้อได้ทัน ไม่มีทางกำจัดได้” หงหมิงจือวางผงหินสีขาวในมือลง
“ข้าแอบฟังข้อมูลมาเล็กน้อย ตามคำพูดของพวกเขา พันธนาการเป็นขอบเขตหนึ่งหรือระดับหนึ่ง หลังจากไปถึง ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างนี้โดยอัตโนมัติ ความประหลาดลี้ลับ ภูตผี คนของตระกูลขุนนางที่มีรูปร่าง ต่างมีพลังพันธนาการบนตัว นอกเสียจากตนเก็บเอาไว้ ไม่อย่างนั้นคนธรรมดาแตะแล้วต้องตาย”
ลู่เซิ่งนึกถึงก่อนหน้านี้อยู่ใกล้กับตวนมู่หว่านขนาดนั้น ขณะนี้ทบทวนดู กลางหลังชุ่มเหงื่อ ถ้าหากว่าเวลานั้นตวนมู่หว่านพลั้งเผลอ ไม่ได้เก็บพลังพันธนาการไว้ ตอนนี้ตนเกรงว่าแม้แต่ศพก็แหลกเละแล้ว
ครั้งก่อนเขาแตะรอยมือที่เจินอี้ทิ้งไว้โดยไม่ได้ตั้งใจ ถูกบีบคั้นให้ตัดเนื้อทิ้งเพื่อป้องกันพิษ ถ้าแตะโดยตรงล่ะก็…
“ที่หมู่บ้านตระกูลซ่งนั่น” เขาพลันนึกถึงเรื่องก่อนหน้า
“นั่นเป็นความประหลาดลี้ลับที่ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง ไม่อย่างนั้นเจ้าคิดว่าจะอ่อนแอขนาดนี้หรือ สถานที่แบบนั้นอันตรายสำหรับเรา แต่สำหรับคนโลกนั้นเป็นแค่สถานที่ที่ถูกทอดทิ้งไว้กลางทาง ไม่เป็นรูปเป็นร่างเท่านั้น” ประมุขพรรคเฒ่าอธิบาย “เจ้าวางใจเถอะ ข้าเคยสังเกตมาก่อน หลังจากพลังพันธนาการอยู่ห่างเจ้าของไม่เกินหนึ่งก้านธูปก็จะสลายไปเอง ไม่อาจลุกลาม”
“เช่นนั้นศิษย์พี่ ท่านเคยแตะต้องพลังพันธนาการตรงๆ หรือไม่” ลู่เซิ่งถาม “พวกเราคนฝึกวรยุทธ์ มีโอกาสต้านทานพลังแบบนี้ได้หรือไม่ หรือสามารถบรรลุสภาพแบบนี้ได้หรือไม่ไหม”
“ต้านทานหรือ” หงหมิงจือส่ายหน้า “ทำไม่ได้ ความสามารถของข้าในแดนเหนือจัดอยู่สามอันดับแรกได้ ในจงหยวนก็เป็นชนชั้นมีชื่อเสียงระดับหนึ่ง เหนือขึ้นไปคือยอดฝีมือระดับเอกะฟ้า นี่เป็นขีดจำกัดของมรรคายุทธ์ ต่อให้เป็นเช่นนี้ก็ยังทำไม่ได้”
“เมื่อบรรลุระดับนี้ ศิษย์พี่เคยคาดเดามาก่อนว่าพลังพันธนาการนี้เป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นเองหลังจากพลังและขีดความสามารถไปถึงระดับหนึ่งได้หรือไม่ แต่ภายหลังพบว่าไม่ใช่” หงหมิงจือหยีตา “พลังพันธนาการนี้ไม่ใช่แค่เป็นพิษ แต่ยังเป็นพลังขวางกั้นชนิดหนึ่ง มันเหมือนกับเปลือกไข่ชั้นหนึ่งห่อหุ้มตัวตนอมตะเหล่านั้นไว้แน่นหนา หากไม่ทำลายทิ้ง ก็ถึงขั้นทำร้ายพวกเขาไม่ได้ อย่าว่าแต่ทำลายร่างอมตะ”
……………………………………….
บทที่ 87
“เช่นนั้นหรือว่าไม่มีความหวังแล้ว” ลู่เซิ่งสีหน้าหม่นหมอง
“ความหวังหรือ” ประมุขพรรคเฒ่ายิ้ม “พวกเราค้นหามาโดยตลอด น่าเสียดาย…” เขาหยิบผงหินสีขาวขึ้นสูดอย่างแรงอีกรอบ
“จริงด้วย ปราณภายในธาตุหยางต่างมีผลต่อพวกเขาเล็กน้อย ไม่แน่ว่าเมื่อฝึกปราณภายในถึงขอบเขตที่ไม่เคยมีมาก่อน อาจมีหนทางก็ได้” เขากล่าวกึ่งล้อเล่น
ลู่เซิ่งไม่กล่าวต่อ หน้าเบ้เหมือนเดิม
“เอาล่ะ สิ่งที่เจ้าอยากถามก็ถามจนกระจ่างแล้ว ไม่มีอะไรก็รักษาตัวเถอะ ครั้งนี้เพราะได้รับบาดเจ็บ เจ้าเอาผงยารักษาอการบาดเจ็บจากห้องโอสถได้ มีคนบันทึกคุณูปการของเจ้าไว้แล้ว นับว่าเป็นระดับสามขั้นหนึ่ง” ประมุขพรรคเฒ่าเอ่ย “มากพอจะให้เจ้าไปเลือกวรยุทธ์ โอสถ หรืออาวุธที่อยากได้แล้ว แต่ข้าแนะนำให้เจ้าไปหาอาวุธคล่องมือสักชิ้นก่อน”
“ไว้ว่ากันเถอะ” ที่ลู่เซิ่งขบคิดไม่ใช่เรื่องเหล่านี้ หากแต่เป็นประโยคสุดท้ายของประมุขพรรคเฒ่า
ปราณภายในธาตุหยางมีผลต่อพวกเขา
‘มีผลหรือ…’
เขาออกจากห้องโอสถ กลับไปถึงห้องเพาะดอกไม้ นิ่งซานกับต้วนเหมิ่งอันรอเขาอยู่ที่นั่น
“พี่ใหญ่ มีข่าวแล้ว!” นิ่งซานรีบขึ้นหน้ามาหนึ่งก้าว “ศพของคุณชายลู่เฉินซิน…เจอที่ป่าหินแถวๆ หมู่บ้านแห่งนั้น…”
“เจอได้อย่างไร” ลู่เซิ่งงุนงง ก่อนถามเสียงทุ้ม ความจริงตั้งแต่ลู่เฉินซินหายตัวไป เขาก็ทราบว่าอีกฝ่ายประสบผลร้ายมากกว่าผลดี เพียงแต่เป็นเพราะไม่มีความผูกพัน อย่างมากสุดเพียงเสียดายเล็กน้อย กลับไม่ได้เสียใจแต่อย่างใด
“พลพรรคสองคนไปปลดเบาในป่าหิน พอดีเห็นมือข้างหนึ่งโผล่พ้นดินจึงให้คนไปขุดดู ผลคือเป็นศพสี่ศพ…”
ต้วนเหมิ่งอันเสริมขึ้นจากด้านข้าง “เป็นทหารเฝ้าเมืองสองคน คุณชายลู่เฉินซิน และยังมีชาวนาที่ไม่รู้จักอีกคน”
ลู่เซิ่งเงียบเล็กน้อย
“ตอนนี้ศพอยู่ที่ใด”
“ยังอยู่ที่เดิมไม่ได้เคลื่อนย้าย” นิ่งซานตอบกลับอย่างรวดเร็ว
“อย่าเพิ่งแจ้งบ้านข้า” ลู่เซิ่งกล่าวราบเรียบ
“ขอรับ!”
ลู่เซิ่งวางแผนจะหาโอกาสบอกคนในบ้าน เข้าใจดีว่าบิดาเตรียมใจต่อการตายของลู่เฉินซินไว้แล้ว คนที่เสียใจสุดแสนอย่างแท้จริงยังเป็นหวังเหยียนอวี่ ลู่เฉินซินเป็นบุตรคนเดียวของนาง
รอจนการปิดล้อมหมู่บ้านร้างแห่งนั้นผ่านพ้นไป ค่อยบอกก็ยังไม่สาย
ลู่เซิ่งเรียกอวี้เหลียนจื่อมาถามไถ่การจัดการในภายหลัง หลังยืนยันว่าไม่มีปัญหา ค่อยกลับไปพอกยา พักผ่อนรักษาอาการบาดเจ็บที่ห้องโอสถ
เวลาบ่าย เรือวาฬแดงส่งคนมาแจ้งข่าวว่า หมู่บ้านตระกูลต่งใกล้เมืองเลียบคีรีถูกภูเขาถล่มใส่ มีคนไม่น้อยโดนฝังทั้งเป็น ต้องการให้พวกเขาไปช่วยเหลือเก็บกวาด
ลู่เซิ่งให้อวี้เหลียนจื่อส่งยอดฝีมือคนหนึ่งของโถงอินทรีเหินนำคนสามสิบกว่าคนรวมถึงเครื่องไม้เครื่องมือไป เขายังคงรักษาอาการบาดเจ็บอยู่ในห้อง
รอจนถึงเวลาพลบค่ำ ยอดฝีมือที่นำกลุ่มช่วยเหลือไปก็กลับมา สีหน้าไม่ดีอยู่บ้าง ไม่ใช่แค่เขา อวี้เหลียนจื่อที่ไปด้วยก็มีสีหน้าเหยเกเช่นกัน
“เป็นไร มีอุบัติเหตุหรือ”
นอกห้องเพาะดอกไม้ ลู่เซิ่งกำลังออกกระบวนท่าพื้นฐานของฝ่ามือทำลายใจอย่างเชื่องช้า เคลื่อนไหวเลือดลมในร่าง พลางถามอวี้เหลียนจื่อที่กลับมา
“ไม่ใช่” อวี้เหลียนจื่อส่ายหน้า “ไม่มีอุบัติเหตุ เพียงแต่ศพที่ต้องจัดการไม่ได้ตายเพราะภูเขาถล่ม หากศพทั้งหมดถูกฉีกกระจุย เจ้าหน้าที่จากจวนขุนนางล้วนถึงกับอาเจียนหมดสิ้น”
“ถูกฉีกกระจุย” การเคลื่อนไหวของลู่เซิ่งชะงัก ทราบว่าต้องเป็นเรื่องที่ภูตผีปีศาจกระทำแน่
“ดูจากร่องรอย คล้ายมีสองฝ่ายสู้กัน สภาพโหดเหี้ยมนองเลือดยิ่ง แขนขาขาดเต็มไปหมด เครื่องใน กระดูกสันหลังก็มีอยู่เยอะเช่นกัน” อวี้เหลียนจื่อเอ่ยเสียงทุ้ม
ลู่เซิ่งหลับตาใคร่ครวญ
“เรื่องนี้ท่านจัดการเสมือนภูเขาถล่ม ไม่ต้องสนใจเรื่องอื่น บอกพี่น้องที่ไปด้วยปิดปากให้สนิท แต่ละคนไปเบิกเงินหนึ่งตำลึงที่ห้องบัญชี
“รับทราบ” อวี้เหลียนจื่อพยักหน้า
“นอกจากนั้นช่วงนี้ภายนอกอาจวุ่นวายยิ่ง บอกให้ทุกคนอย่าออกไปไกล” ลู่เซิ่งกำชับ
“รับทราบ”
“ตามนี้ ไปเถอะ” ลู่เซิ่งตบบ่าปลอบใจอวี้เหลียนจื่อ
ช่วงเวลานี้ตระกูลเจินทำศึกใหญ่กับภูตผี ลู่เซิ่งเดาว่าสมควรเป็นคลื่นหลงเหลือหลังการแย่งชิงของวิเศษเมื่อก่อนหน้า
สตรีโคมไฟนางนั้นเห็นได้ชัดว่าสังกัดองค์กรหนึ่ง เหมือนกับเรือสำราญหอแดงก่อนหน้า ไม่แน่คนที่มาหาเรื่องเขาในครั้งนี้คือขุมกำลังหนึ่งที่กำลังทำศึกกับตระกูลเจิน
อวี้เหลียนจื่อหมุนตัวจากไป
ลู่เซิ่งมองตามเงาหลังของเขา ในใจคล้ายมีความคิดใด
‘ไตร่ตรองดู เราเป็นเพียงหัวหน้าคนหนึ่งในพรรควาฬแดง เทียบได้กับคนที่คอยเก็บกวาดในแนวหลังให้แก่ตระกูลเจิน จนถึงตอนนี้ยังไม่มีคนมาสร้างปัญหาให้ สมควรไม่มีใครทราบว่าเราฆ่าสตรีโคมไฟนางนั้น
ขอแค่ไม่เปิดเผยเบาะแส เรายังปลอดภัยอยู่
เราในตอนนี้ไม่อาจเข้าร่วมศึกระดับนั้น สิ่งที่ต้องทำคือยกระดับพลังของตัวเองเท่าที่จะทำได้ อย่างน้อยต้องรักษาความปลอดภัยของตัวเองในความสับสนแบบนี้
ส่วนวิธีการยกระดับ…’
…
หลายวันต่อมา
ใกล้เมืองเลียบคีรี มีข่าวคนสูญหายส่งมาอย่างต่อเนื่อง จวนขุนนางติดประกาศ บอกว่ามีผู้เข็มแข็งพวกหนึ่งเรียกโจรเขาศิลา ปล้นชิงคนใกล้เมืองเลียบคีรี หนำซ้ำไม่ไว้ชีวิตพยาน การกระทำโหดเหี้ยมถึงขีดสุด ให้ทุกคนลดการออกไปด้านนอก อย่าได้เดินออกนอกทางหลวง
เมืองเลียบคีรีรู้สึกถึงภยันอันตราย ทุกคนพากันลดการเดินทางไปด้านนอก แม้แต่ขบวนพ่อค้าและรถวัวขนผักผลไม้ที่ไปๆ มาๆ ก็ลดจำนวนลงไม่น้อย
พรรควาฬแดงกับค่ายพรรคสำนักที่เหลือ ร่วมมือกับจวนขุนนางสะกดสถานการณ์รอบๆ อย่างสุดกำลัง พอมีปัญหาก็จัดการปิดปาก โปรยเงินแก้ไขทันที
ลู่เซิ่งแม้รักษาอาการบาดเจ็บในห้องเพาะดอกไม้มาโดยตลอด แต่แค่เรื่องเก็บกวาดที่ส่งมาหาเขาก็มีถึงสามเรื่อง เขามีเวลาไปดู ล้วนโหดเหี้ยมนองเลือด แขนขาดขาขาด ไม่เหมือนการกระทำของคน
ด้วยพลังยุทธ์ของเขารู้สึกได้ถึงปราณที่เย็นเยียบ เห็นได้ชัดว่าต้องเกี่ยวข้องกับภูตผีปีศาจ
หลายวันให้หลัง ในที่สุดตระกูลเจินก็มีการตอบสนองแล้ว
ไม่ทันไรก็มีคนมาสองคน เป็นหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีวัยเยาว์ ต้องการม้าที่แข็งแรงกำยำสองตัวจากเรือวาฬแดง ลู่เซิ่งไม่เห็นแม้แต่ใบหน้าของพวกเขา ได้ยินว่าทั้งสองไปยังทุ่งราบหยกเก่าทางใต้
วันที่สองมีข่าวส่งมาว่าไฟไหม้ทุ่งหญ้า ทุกคนในหมู่บ้านเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์ใกล้เมืองเลียบคีรีหายสาบสูญ
บนแม่น้ำไม้สนมีเรือสำราญขนาดใหญ่สองลำเกิดเพลิงไหม้ แม่นางและแขกที่อยู่ด้านในไม่มีใครหนีรอดออกมาได้
เขาทราบแก่ใจว่า นี่คือการโต้ตอบของตระกูลเจิน พื้นที่ต่างๆ เช่นเมืองเลียบคีรีเป็นอาณาเขตขุมกำลังของตระกูลเจิน องค์กรภูตผีนั่นกล้าท้าทายย่อมเกิดการต่อสู้
ด้านนอกสู้กันอย่างดุเดือด ลู่เซิ่งกลับอ้างว่าบาดเจ็บ โยนทุกเรื่องให้อวี้เหลียนจื่อ ตนเข้าเมืองเลียบคีรีเริ่มแผนการของตัวเอง
…
“สุราดอกบ๊วย! สุราดอกบ๊วยชั้นดี! ชิมหนึ่งคำไม่หอมไม่เอาเงิน!”
“สุราเหลืองเขากวาง! หนึ่งชั่งสามเหวิน! สองชั่งห้าเหวิน!”
“สุราผลสยง (แบร์เบอร์รี่) หนึ่งไหสิบเหวิน ขายถูกๆ!”
บนถนนสุราของเมืองเลียบคีรี ลู่เซิ่งถือกล่องสี่เหลี่ยมสีขาวใบหนึ่ง เดินออกจากร้านสุราร้านหนึ่งอย่างเอ้อระเหย
เขาใส่เสื้อคลุมยาวสีเขียวอ่อน สวมหมวกซิ่วไฉปกปิดหัวที่ล้านเลี่ยน
เดินไปถึงข้างถนน เขาชั่งน้ำหนักกล่องในมือ พร้อมเรียกรถม้าคันหนึ่ง
“ไปไหนหรือคุณชาย” สารถีรถม้าถามด้วยรอยยิ้มปะเหลาะ
“โถงสมบัติเลิศ” ลู่เซิ่งบอกชื่อสถานที่
“ได้ขอรับ ท่านนั่งดีๆ” สารถีรถม้าชูแส้หวดใส่อากาศ ม้าแก่ค่อยๆ ขยับตัว แม้รู้สึกกินแรงยิ่ง แต่ยังคงเดินบนถนนอย่างมั่นคง
ลู่เซิ่งนั่งในรถ ปลดผ้าม่านลงบังสายตาจากด้านนอก จากนั้นวางกล่องในมือลงบนตัก เปิดฝาเบาๆ
ขวดกระเบื้องขนาดเล็กวางอยู่ด้านใน เป็นขวดปากเล็กสีขาว แต่ละใบใช้ผ้าขาวละเอียดเกลี้ยงเกลาอุดไว้
ขวดกระเบื้องสีขาวฝังในผ้าแพรพื้นดำ ค่อนข้างสะดุดตา
ลู่เซิ่งหยิบขวดใบหนึ่งขึ้นถอดจุกเบาๆ มองเข้าไปด้านใน
ในขวดกระเบื้องบรรจุของเหลวเหมือนน้ำที่ดำเหลือประมาณ เพิ่งถอดจุกออกก็ได้กลิ่นสุราเข้มข้นโชยออกมาปะทะหน้า
‘โลกหล้ายิ่งใหญ่ เต็มไปด้วยเรื่องพิสดาร คิดไม่ถึงศิษย์พี่ศึกษาวิธีนี้ได้ สามารถกักเก็บพลังพันธนาการไว้โดยผสมในสุราเข้มข้น’ ลู่เซิ่งสะท้อนใจ ‘ถ้าเราทดลองเอง ไม่ทราบต้องรอนานขนาดไหนจึงจะทดสอบได้วิธีนี้’
หลังสะทกสะท้อน เขาเพ่งสมาธิเอียงขวดกระเบื้องใบเล็กใส่ฝ่ามือตัวเอง เทของเหลวสีดำหยดหนึ่งขนาดเท่าเม็ดงาออกมา
ซี่…
พริบตานั้น ฝ่ามือลู่เซิ่งปรากฏสีแดง ปราณแดงฉานทะลักสู่กลางฝ่ามืออย่างบ้าคลั่งไม่ขาดสาย ต้านทานของเหลวสีดำอย่างรุนแรง
ผิวหนังกลางฝ่ามือประเดี๋ยวเดียวกลายเป็นสีดำ เดี่ยวเป็นสีขาว ยื้อยันกันต่อเนื่อง กลิ่นเนื้อเน่าลอยออกมาจากบนมือ เหมือนกับวางเนื้อไว้นานจนเน่าเสีย
นี่เป็นวิธีที่เขาศึกษาได้ พลังพันธนาการกักเก็บไว้ในสุราเข้มข้นได้เป็นเวลานาน เขาจึงมาทดลองพลังยุทธ์ของตัวเองว่าถึงระดับไหนแล้ว ต่อสู้กับตัวประหลาดระดับพันธนาการเหล่านั้นได้หรือไม่
อย่างรวดเร็ว ไม่ถึงสิบลมหายใจ หยดน้ำกลางฝ่ามือลู่เซิ่งค่อยๆ สลายหายไป เขาเหงื่อออกเต็มตัว สีหน้าซีดขาวอยู่บ้าง
ลู่เซิ่งยกมือขึ้นดู ยิ้มหนักใจ
‘ตามการศึกษาของศิษย์พี่ สภาพอ่อนแอที่สุดที่พลังพันธนาการก่อตัวได้คือขวดกระเบื้องสิบใบเป็นอย่างน้อย ถ้าเราคิดเอาชนะความประหลาดลี้ลับที่เป็นรูปเป็นร่างกับคนของตระกูลขุนนางจริงๆ เงื่อนไขพื้นฐานก็คือต้านทานพลังพันธนาการได้ ถ้าแม้แต่พิษพันธนาการยังป้องกันไม่ไหว นั่นหมายความว่าแค่แตะ พวกเขาก็ต้องตาย ไม่ต้องพูดถึงการทำลายฉากกั้นพลังพันธนาการ
เขานึกย้อนถึงตอนขอขวดกระเบื้องเหล่านี้จากหงหมิงจือ ประมุขพรรคเฒ่าแสดงสีหน้าผิดหวังและหม่นหมอง แสดงว่าเคยทดลองต้านทานพิษกับพลังระดับพันธนาการมาก่อน น่าเสียดาย ล้มเหลวโดยไม่อยู่เหนือความคาดหมาย
‘พลังยุทธ์ของเราในตอนนี้เป็นวิชาลมปราณแดงฉานระดับหก ระดับเดียวกับศิษย์พี่ แต่ความจริงเรายังแข็งแกร่งกว่าเล็กน้อย อย่างไรศิษย์พี่ก็แก่ชราร่วงโรย จำเป็นต้องใช้พลังยุทธ์ไม่น้อยประคับประคองร่างไม่ให้เสื่อมถอย แต่เราแตกต่าง’
ลู่เซิ่งเขย่าขวดกระเบื้องในมือ ด้านในว่างเปลา ขวดมีแค่สุราพลังพันธนาการขนาดเท่าเม็ดงาหยดหนึ่ง
พลังอันพิสดารนี้ถูกเก็บไว้ในสุราความเข้มข้นสูงมาสิบกว่าปี จึงค่อยอ่อนกำลังลง
‘พลังยุทธ์ของเราได้แต่ฝืนต้านทานพิษพันธนาการได้หนึ่งในสิบส่วน ความแตกต่างในนี้มากเกินไปแล้ว…’ ลู่เซิ่งสะท้อนใจ
‘หวังว่าครั้งนี้จะได้ของดีจากโถงสมบัติเลิศ’
เขาออกมาในครั้งนี้ ด้านหนึ่งซื้อสุราด้วยตัวเอง และออกมาขยับเนื้อขยับตัวพักผ่อนหย่อนใจ อีกด้านหนึ่งคือโถงสมบัติเลิศเป็นร้านโบราณวัตถุที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเลียบคีรี บอกว่ามีของเก่าชุดหนึ่งเพิ่งมาถึง เชิญเขาไปเลือก
โถงสมบัติเลิศเป็นกิจการของชุมนุมล่องไพรหนึ่งในพรรคสองชุมนุมสามสำนัก
ชุมนุมล่องไพรกับพรรควาฬแดงมีความสัมพันธ์ใช้ได้ ก่อนหน้านี้ลู่เซิ่งแจ้งพวกเขาแล้วว่า ตนต้องการของที่ขุดจากหลุมศพส่วนหนึ่ง ทางด้านนั้นจดจำได้ทันที
……………………………………….
บทที่ 88
รถม้าเคลื่อนที่อย่างมั่นคง เลี้ยวสี่ห้าโค้ง ทะลุบึงน้ำลานกว้างแห่งหนึ่ง ไม่ทันไรก็หยุดบนถนนที่ค่อนข้างเงียบสงบ
ลู่เซิ่งจ่ายเงินแล้วลงจากรถ แหงนมองป้ายต้อนรับทำจากหินขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงมุมถนน
บนหินสีขาวเทาที่เหมือนกับนิ้วขนาดใหญ่นิ้วหนึ่ง ใช้สีชาดเขียนตัวหนังสือตัวใหญ่อย่างชัดเจนว่า โถงสมบัติเลิศ
“นายท่านลู่! ท่านมาเหตุใดไม่ส่งคนมาบอกก่อนสักคำ พวกเราจะได้จัดสถานที่ต้อนรับท่าน!” เจ้าของร้านพอเห็นลู่เซิ่ง ตกใจรีบวิ่งมา ยิ้มเอาใจ
ในเมืองเลียบคีรีมีคนมีประสบการณ์ทราบช่องทางส่วนหนึ่ง ผู้ใดไม่รู้จักนามยิ่งใหญ่ของหัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกลู่ในตอนนี้บ้าง ผลการต่อสู้ สังหารท่านประมุขกงซุน พริบตาเดียวก็สร้างภาพลักษณ์ยอดฝีมือโหดเหี้ยมที่มีพลังเหี้ยมหาญในใจทุกผู้ทุกคน
“เชิญด้านในๆ!” เจ้าของเป็นคนอ้วนฉุ พยายามเบิกตาตี่ ใช้แขนเสื้อเช็ดเหงื่อตลอดเวลา พาลู่เซิ่งเดินไปด้านใน
“ของเล่า” ลู่เซิ่งคร้านจะพิจารณาลักษณะของร้าน ตอนนี้เขารีบ ฉวยโอกาสที่ตระกูลเจินต่อสู้กับภูตผีอย่างดุเดือดอยู่ด้านนอก ยกระดับตัวเองและเตรียมตัวให้พร้อมโดยแข่งกับเวลา
“ทางนี้ อยู่นี่หมดแล้ว!” เจ้าของรีบกล่าว หลังพาลู่เซิ่งเข้าร้าน ก็ทะลุเข้าโถงหลัง มาถึงด้านหน้าหีบใหญ่สองใบตรงมุมกำแพงอย่างรวดเร็ว
“เพิ่งขุดขึ้นมาจากดินอย่างแท้จริง แม้แต่กลิ่นโคลนยังไม่ทันล้าง ขออภัยท่านด้วย” เจ้าของยิ้มประจบ
“พวกเจ้าเปิดฝา!”
เขารีบให้พนักงานที่อยู่สองด้านยกฝาหีบออก
พนักงานชายสองคนที่มีกล้ามเนื้ออยู่บ้างเข้าไป แยกกันเปิดสลักของหีบทั้งสองใบ พลิกฝาหีบขึ้นอย่างรวดเร็ว
ตึง
ฝาหีบชนใส่กำแพงด้านหลัง ส่งเสียงทึมทึบ เผยให้เห็นสิ่งของกระจัดกระจายอยู่ด้านใน
“ไม่เป็นไร ที่ข้าต้องการคือของสดใหม่” ลู่เซิ่งไม่นำพา นั่งยองๆ ลงหยิบกระบี่สำริดเล่มหนึ่งขึ้นมา
ไม่มีปราณหยิน
เขาเปลี่ยนเป็นเชิงเทียนทองแดงอีกชิ้น
ไม่มีปราณหยินเช่นกัน
ชิ้นที่สาม เป็นกระบี่เหล็กสั้น
ยังคงไม่มี
“ข้าจะดูเองทีละชิ้น พวกเจ้าไม่ต้องสนใจ ไปทำงานเถอะ” ลู่เซิ่งว่า
เจ้าของไหนเลยกล้าไป เดิมทีเขาไม่ใช่เจ้าของร้านแห่งนี้ แต่เป็นผู้ดูแลใหญ่ของร้านสมบัติเลิศ เพียงได้ยินเบื้องบนถ่ายทอดคำสั่งว่า หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกลู่แห่งพรรควาฬแดงจะมาเลือกของที่ร้านสาขาย่อยของตน ก็ตกใจรีบมาจากบ้าน ต้อนรับลู่เซิ่งด้วยตัวเอง
เขาโบกมือเงียบๆ ให้อีกสองคนไป ตนถอยหลังไปสองสามก้าว เฝ้าอยู่ที่นี่คนเดียว คอยฟังคำสั่งตลอดเวลา
ลู่เซิ่งหยิบของมาโยนไปด้านข้างทีละชิ้นๆ ไม่ทันไรก็ดูของหลายสิบอย่างในหีบใหญ่ใบแรกจนหมด ไม่มีปราณหยินสักชิ้น
เขาไม่ประหลาดใจ ปราณหยินเก็บไว้ในสิ่งของได้ แต่สลายตัวเร็วยิ่ง ของที่ปราณหยินแทบไม่หายไปหายากสุดขีด
ลู่เซิ่งเดินถึงหน้าหีบใบที่สอง นั่งยองๆ พลิกดูต่อ
ของแต่ละชิ้นถูกหยิบออกมา ไม่ทันไรก็โดนโยนไปด้านข้าง ดูได้ครึ่งหนึ่ง การเคลื่อนไหวของลู่เซิ่งพลันชะงัก มือหยุดลง จับกำไรหยกสีแดงดิ้นทองชิ้นหนึ่งไว้ ไม่สนใจโคลนสีเหลืองดำที่เบื้อนอยู่ เอาขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียด
ปราณหยินอันเย็นเยียบหลายสายไหลจากกำไลหยกนี้เข้าสู่มือลู่เซิ่งอย่างต่อเนื่อง
เขาตรวจสอบกำไลชิ้นนี้ ด้านบนมีอักษรเล็กๆ แถวหนึ่ง
‘เก้าหงส์ธารใสอยู่หนใด’
“กำไลชิ้นนี้มาจากที่ใด” เขาหยิบขึ้นมาถามเจ้าของ
“เรียนคุณชาย ของเหล่านี้ต่างเอามาจากศพไร้ญาติ มาจากไหนพวกเราเองก็ไม่แน่ใจ” เจ้าของตอบอย่างลำบากใจ
“เอาเถอะ ไม่เป็นไร” ลู่เซิ่งวางกำไรหยกลงด้านข้าง พลิกสิ่งของที่เหลืออยู่ต่อ
ครั้งนี้ไม่โชคดีเหมือนก่อนหน้า ของที่เหลืออยู่ทั้งหมดไม่มีปราณหยิน
ลู่เซิ่งหยิบกำไลหยกดิ้นทองลุกขึ้น
“ข้าเอากำไลชิ้นนี้ บอกราคามาเถอะ”
เจ้าของรับมาดู
“ในเมื่อนายท่านลู่ให้เกียรติ เช่นนั้นก็ขายราคาต้นทุนยี่สิบตำลึงก็แล้วกัน”
ลู่เซิ่งล้วงตั๋วเงินสองใบยี่สิบตำลึงออกมาให้ ลุกขึ้นนำกำไลหยกออกจากโถงภายใน
“ภายหลังมีของมาใหม่อีก อย่าลืมแจ้งข้า”
ก่อนไปเขากำชับผู้ดูแลใหญ่คนนี้
“ท่านวางใจ ต้องแจ้งแน่!” เจ้าของร้านยิ้มแย้มตอบกลับ
ลู่เซิ่งถือกำไลหยก เรียกรถม้า ก่อนกลับไปห้องเพาะดอกไม้
ระหว่างทางกำไลหยกชิ้นนั้นถ่ายปราณหยินเข้าสู่ในร่างเขาอย่างต่อเนื่อง
กลับถึงห้องเพาะดอกไม้ เขากลับห้องพักผ่อน สั่งทุกคนห้ามรบกวน ปิดประตูเรียบร้อย
ลู่เซิ่งนั่งลง ใช้น้ำชาในกาน้ำชาล้างกำไลหยกรอบหนึ่ง จากนั้นเช็ดผ้าจนแห้ง กำไลหยกพลันแวววาวผิดปกติ
หยกสีแดงมีสีเลือดเลือนรางในเส้นแสง
ตอนนี้ปราณหยินในกำไลหยกถูกดูดมาพอประมาณแล้ว
‘ดีปบลู!’
เครื่องมือปรับเปลี่ยนเด้งขึ้นมาด้านหน้าลู่เซิ่ง
เขาเพ่งสมาธิมองด้านหลังกรอบวรยุทธ์ ยังดี ด้านหลังวรยุทธ์ส่วนใหญ่ต่างมีปุ่มกด มีแค่หลังวิชาหยินหยางกระเรียนหยกที่ไม่มี
เขามองดูวิชาลมปราณแดงฉาน ด้านหลังวิชาลมปราณแดงฉานระดับหกมีปุ่มกด แสดงว่าปราณหยินที่ดูดซับในครั้งนี้มากพอจะยกระดับมันขั้นหนึ่ง
[เรียนรู้วรยุทธ์หรือไม่] คำถามบนเครื่องมือปรับเปลี่ยนโผล่มาอีกครั้ง
‘ใช่’ ลู่เซิ่งขบคิด ยังคงเลือกใช่เหมือนครั้งก่อน
กรอบข้อความหายไป เขารีบมองไปที่วิชาลมปราณแดงฉานอยู่ ปุ่มกดด้านหลังยังอยู่
‘คิดจะต้านพิษพันธนาการ สิ่งที่มีผลเพียงหนึ่งเดียวของเราคือวิชากำลังภายในธาตุหยาง วิชาลมปราณแดงฉานเป็นที่พึ่งหลักที่ต้องยกระดับก่อน ทั้งยังเป็นกำลังหลักที่เราใช้เล่นงานภูตผีได้’
ลู่เซิ่งยืนยันตัวเลือก เพ่งสำนึกกดบนปุ่มด้านหลังวิชาลมปราณแดงฉานอย่างรวดเร็ว
ชิ้ง
เมื่อกดปุ่ม กรอบก็จางลง ไม่ทันไรก็ชัดขึ้นอีกรอบ ตัวหนังสือก่อนหน้ากลายเป็นสภาพใหม่โดยสิ้นเชิง
[วิชาลมปราณแดงฉาน: ระดับเจ็ด ผลพิเศษ: ตาข่ายโลหิต เสริมแกร่งพิษอัคคี แรงกระแทกหกชั้น เสริมจุดไฟ]
‘ตาข่ายโลหิต…มีจริงๆ ด้วย’ ลู่เซิ่งยินดี
ตามคัมภีร์ลับ เมื่อวิชาลมปราณแดงฉานบรรลุระดับสูงสุด ปราณภายในจะไหลเวียนเป็นวัฏจักร พลังไฟไปถึงขีดจำกัด เกิดเครือข่ายปราณภายในที่ปกคลุมผิวทั่วตัวชั้นหนึ่ง
นี่คือตาข่ายโลหิตที่บนคัมภีร์บอก
แต่ว่าตาข่ายโลหิตที่เป็นรูปธรรมมีอานุภาพขนาดไหน ลู่เซิ่งก็ไม่แน่ใจเช่นกัน ถึงจะรู้สึกว่าพลังยุทธ์ทั่วร่างแข็งแกร่งขึ้นมาด้วยความเร็วสูง แต่การเปลี่ยนแปลงละเอียดอ่อนอื่นๆ ไม่ได้รู้สึกถึงมากนัก
เขาหยิบกล่องขาวใบนั้นออกมาเปิด เอาขวดกระเบื้องใบหนึ่งออกมาเปิดจุก แล้วเทของเหลวสีดำหยดหนึ่งใส่ฝ่ามือตัวเองเบาๆ
ซี่…
ควันขาวลอยขึ้น กลิ่นเหม็นเน่าโชยมา
ลู่เซิ่งเห็นอย่างชัดเจนว่าของเหลวสีดำหยดนั้นกลิ้งอย่างต่อเนื่องอยู่กลางฝ่ามือตนเอง เล็กลงและระเหยไปอย่างรวดเร็วเหมือนกับหยดลงบนหม้อร้อน
‘หนึ่งหยดผ่อนคลายมากแล้ว ใช้แค่สามลมหายใจก็ทำลายได้’ ลู่เซิ่งสัมผัสการสิ้นเปลืองปราณภายใน ‘คุณภาพปราณแดงฉานก็เพิ่มขึ้นไม่น้อย เพียงใช้พลังยุทธ์สองส่วนก็มีผลเท่าก่อนหน้า แม้ปริมาณหลักเพิ่มไม่มาก แต่พลังยุทธ์ในความเป็นจริงอย่างน้อยเพิ่มมากกว่าสี่เท่า!
สมกับเป็นขอบเขตสูงสุดของวิชาลมปราณแดงฉาน’
‘ทดลองตาข่ายโลหิตดู’ ลู่เซิ่งลุกขึ้น โคจรปราณภายในทั่วร่าง
ทันใดนั้นเขารู้สึกได้ว่าตาข่ายปราณภายในที่มองไม่เห็นและไร้รูปร่างชั้นหนึ่งโผล่ขึ้นบนผิวหนังอย่างรวดเร็ว ปกป้องทุกส่วนทั่วทั้งร่างไว้
‘น่าสนใจ’ เขายกนิ้วชี้ขึ้นค่อยๆ ยื่นเข้าหาโต๊ะ
ตอนที่ห่างผิวโต๊ะข้อหนึ่ง ลู่เซิ่งรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าปลายนิ้วมีของบังอยู่ ไม่อาจขยับไปด้านหน้าได้อีก
หนำซ้ำของสิ่งนี้มีความยืดหยุ่นเป็นอย่างยิ่งเหมือนกับดอกฝ้ายกลุ่มหนึ่ง บีบอัดไปด้านหน้าได้หลายครั้ง แต่ไม่อาจแตะต้องผิวโต๊ะ
ซี่…
ทันใดนั้นขอบโต๊ะลุกไหม้ขึ้น เปลวเพลิงสว่างไสวลามตามผ้าปูโต๊ะอย่างรวดเร็ว
‘ถึงแม้มีผลป้องกันระดับหนึ่ง ทั้งมีคุณสมบัติพิษอัคคี แต่ว่าอุณหภูมิช้าและต่ำเกินไป แม้แต่โต๊ะต้องแตะอยู่หลายอึดใจค่อยจุดไฟได้…’ ลู่เซิ่งยกกาน้ำชาขึ้นสาดใส่โต๊ะ ดับหย่อมไฟที่ลุกไหม้ขึ้น
‘เผชิญคนธรรมดาหรือยอดฝีมือทั่วไป ตาข่ายโลหิตนี้มีประสิทธิผลไร้สิ้นสุดจริงๆ บนตัวขอแค่ใส่เกราะหนังชั้นหนึ่ง กอปรกับพลังป้องกันจากตาข่ายโลหิตชั้นนี้ ต่อให้เป็นการโจมตีที่แข็งแกร่งก็ลดอานุภาพได้หลายเท่าตัว
แต่เผชิญกับภูตผี นี่ไม่พอแล้ว ต้องเสริมแกร่งต่อ!’
‘จริงด้วย ดาบเจ็ดอาทิตย์เปลี่ยนฟ้าก็แสดงปราณในสภาพตาข่าย อาจจะส่งเสริมได้’ ลู่เซิ่งรีบอ่านคัมภีร์ลับวิชาลมปราณแดงฉานอย่างรวดเร็ว
น่าเสียดาย ดาบเจ็ดอาทิตย์เปลี่ยนฟ้าที่พูดถึงเป็นแค่ฉบับโดยสังเขปที่สร้างเลียนแบบผลพิเศษของวิชาลมปราณแดงฉานระดับเจ็ด
ตอนนี้เขามีพลังยุทธ์ระดับเจ็ด ดาบเจ็ดอาทิตย์เปลี่ยนฟ้าเหมือนโครงไก่อยู่บ้าง
‘เรามีคุณูปการระดับสามขั้นหนึ่งอยู่พอดี เอาไปเลือกวรยุทธ์ที่ชอบในพรรคได้ คุณูปการขั้นหนึ่งสมควรเลือกวิชาเดินลมปราณกำลังภายในที่ดีที่สุดสองสามเล่มนั้นได้กระมัง’ ลู่เซิ่งจนปัญญาอยู่บ้าง
ต่อให้ฝึกฝนวิชาลมปราณแดงฉานถึงจุดสูงสุด บรรลุขอบเขตเจ้าสำนักอาทิตย์ชาดรุ่นก่อน เทียบคำนวณกับพิษพันธนาการในขวดกระเบื้องก็ได้แต่ต้านพิษได้เพียงครึ่งหนึ่งของพลังพันธนาการ
ลู่เซิ่งเดาว่าระดับการต้านทานต่อพิษชนิดนี้เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะเป็นสัดส่วนโดยตรงกับพลังป้องกันของพลังพันธนาการ
หากเป็นแบบนี้ ต่อให้เขาระเบิดพลังยุทธ์ในตอนนี้ทั้งหมด อย่างน้อยต้องเพิ่มอีกหนึ่งเท่า จึงอาจทำลายฉากกั้นป้องกันของพลังพันธนาการได้
“หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอก! ประมุขพรรคมีคำสั่งให้ระดับสูงทุกคนไปรวมตัวกันที่เรือวาฬแดง!”
เสียงของอวี้เหลียนจื่อพลันแว่วเข้ามาจากนอกประตู
“ระดับสูงทุกคนหรือ” ลู่เซิ่งหยีตา “บอกไหมว่าเรื่องอันใด”
“ไม่” อวี้เหลียนจื่อก็คับข้องใจเช่นกัน สุดท้ายเขาก็ไม่นับเป็นระดับสูง ความสามารถมีมากพอ หากขาดพลังไปบางส่วน ยังต้องขัดเกลา ไม่อย่างนั้นเวลานี้เขาก็จะรู้จริงแล้ว
“ทราบแล้ว ข้าจะออกไปทันที กำลังไปจะตำหนักใหญ่อยู่พอดี”
ลู่เซิ่งเก็บขวดกระเบื้องใส่กล่อง เอาไว้ใต้เตียง จากนั้นค่อยจัดแจงเสื้อผ้า เปิดประตูห้อง
“ม้าเตรียมไว้แล้ว หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกประหยัดหน่อย ม้าดีตัวหนึ่งแพงยิ่ง บอกหายก็หาย ไม่ว่าผู้ใดก็ฟุ่มเฟือยแบบนี้ไม่ได้” อวี้เหลียนจื่อกำชับลู่เซิ่งอย่างอับจน ม้าที่ลู่เซิ่งขี่ออกไปก่อนหน้านี้ ตอนหลังไม่ทราบไปที่ใดแล้ว ทำให้ม้าดีหนึ่งตัวของสาขาพรรคในเมืองเลียบคีรี ณ เวลานี้หายไปหมด
“ทราบแล้ว” ลู่เซิ่งอดหัวเราะไม่ได้ พอออกจากห้องก็มีพลพรรคจูงม้ากำยำสีแดงตัวหนึ่งมาถึงหน้าเขา
“ยังมี คืนนี้นำศพของลู่เฉินซินกลับมาได้แล้ว ถึงเวลาแล้วกระมัง” เขาพลันนึกได้จึงถาม
“ถึงเวลาแล้ว” อวี้เหลียนจื่อพยักหน้า ไม่ทราบเพราะอะไร ตอนนี้พอมองลู่เซิ่ง มักรู้สึกว่าเป็นคนละคนกับก่อนหน้า
ถ้าหากว่าบอกว่าก่อนหน้านี้ทำให้คนรู้สึกอันตรายเหมือนเป็นสัตว์ร้าย เช่นนั้นหัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกในตอนนี้มีลมปราณหนักแน่นเต็มเปี่ยม มอบความสงบที่มั่นคงดั่งภูผาให้แก่ผู้คน
“อย่างนั้นส่งมาที่นี่ก่อน ข้าจะส่งกลับไปด้วยตัวเอง” ลู่เซิ่งสั่ง ไม่ว่าอย่างไรที่บ้านก็ต้องการคำว่ากล่าว
……………………………………….
บทที่ 89
“ไม่ ส่งไปเมืองเลียบคีรีโดยตรง ข้าจะไปเอง” ลู่เซิ่งเปลี่ยนใจ
“ทราบแล้ว”
“เรื่องอื่นท่านไปจัดการเถอะ ข้าไปตำหนักใหญ่ก่อน” ลู่เซิ่งมอบหมายงานเสร็จ ก็ควบม้าไปยังเรือวาฬแดง
เขาไม่ได้หยุดระหว่างทาง รอไปถึงเรือวาฬแดง หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกกับผู้จัดการภารกิจภายในระดับสูงจำนวนไม่น้อยก็ได้มาถึงแล้ว
ผู้คนเคลื่อนตัวบนท่าเรือ ค่ายพรรคสำนักที่อยู่ใกล้ๆ อยู่กันครบ
ลู่เซิ่งเพิ่งควบม้ามาถึง ก็มีพลพรรคสวมเครื่องแบบพรรคสีแดงมาต้อนรับ ช่วยจูงม้านำทางให้
“วันนี้ทำไมคนมากขนาดนี้” ลู่เซิ่งขมวดคิ้วถาม มองดูด้านหน้า
คนกลุ่มหนึ่งที่พึ่งมาถึงกำลังชูธงชุมนุมเขาบูรพา ชายชราไว้เคราขาวซึ่งเป็นผู้นำกลุ่มกำลังกระซิบกระซาบกับพลพรรคที่นำทาง
“ประมุขพรรคส่งคำสั่งเรียกชุมนุมใหญ่ วันนี้เหล่าผู้นำที่มีหน้ามีตาใกล้ๆ นี้ทั้งหมดจะมาเรือวาฬแดง” พลพรรคผู้นั้นตอบเบาๆ
ลู่เซิ่งพลิกตัวลงจากหลังม้า ขึ้นเรือวาฬแดงจากด้านข้าง ด้านหน้าเบียดเสียดแออัด ไม่อาจเข้าออก แค่กลุ่มชูธงที่เข้าแถวบนเรือก็มีหลายกลุ่มแล้ว เป็นเพราะการตรวจสอบจึงช้ายิ่ง
“คำสั่งเรียกชุมนุมใหญ่หรือ เกิดอะไรขึ้น” ลู่เซิ่งถาม
“ข้าน้อยก็ไม่ทราบเช่นกัน” พลพรรคผู้นั้นส่ายหน้า
ลู่เซิ่งไม่พูดอีก ขมวดคิ้ว รู้สึกไม่ดีอยู่บ้าง
เขาขึ้นเรือ ก่อนมุ่งตรงไปยังตำหนักใหญ่ตรงกลาง ยังไม่ทันเข้าใกล้ก็ได้ยินเสียเอะอะโวยวายจากด้านใน
เดินตามเส้นทางด้านข้างในเรือเข้าตำหนักใหญ่ สิ่งที่เห็นคือธงของค่ายพรรคสำนักกระจัดกระจาย
คนจากขุมกำลังอื่นๆ นั่งเต็มตำหนักใหญ่
ประมุขพรรคเฒ่านั่งตำแหน่งประธานด้านบน เฉินอิงอยู่ด้านข้าง ยังมีผู้จัดการภารกิจภายในและภายนอกคนอื่น เฒ่าหวังกับผู้อาวุโสโอวหยางที่เขารู้จักและผู้อาวุโสทั้งหลายอยู่กันครบ
ด้านล่างเป็นสองชุมนุม ชุมนุมล่องไพรกับชุมนุมเขาบูรพาดูเหมือนว่าตัวแทนจะมาถึงแล้ว บุรุษสตรีท่วงท่าไม่สามัญนั่งอยู่บนที่นั่งของสองชุมนุม
ด้านหลังเป็นตัวแทนของสำนักแปรผัน สำนักคูรวม สำนักพยัคฆ์ภูผา ตำหนักใหญ่อึกทึกครึกโครม
ลู่เซิ่งมองประมุขพรรคเฒ่า หงหมิงจือก็เห็นเขาแล้วเช่นกัน พยักหน้าให้น้อยๆ บอกใบ้ให้ไปนั่ง
ลู่เซิ่งสังเกตเห็นว่ามีคนหนุ่มผู้หนึ่งนั่งอยู่ฝั่งซ้ายของหงหมิงจือ เป็นคนหนุ่มที่ดูสงบนิ่งเยือกเย็นมาก
คนผู้นี้นั่งข้างประมุขพรรควาฬแดง ใส่อาภรณ์สีเทา แบกกระบี่ลายสน กลับไม่มีสภาวะ เหมือนกับคนสอนหนังสือในสถานศึกษา และเหมือนเจ้าของร้านหนังสือ มีบุคลิกเป็นมิตรแทรกอยู่
เขาหยีตาสาวเท้าเข้าไป
“ศิษย์น้อง มานั่งข้างข้านี่” หงหมิงจือกล่าวเสียงทุ้ม ชี้ไปที่นั่งด้านล่างเฉินอิงทางขวามือ
เฉินอิงเป็นหมายเลขสองของพรรควาฬแดง ให้ลู่เซิ่งนั่งด้านหลังเขาถือว่าถูกต้องแล้ว ลู่เซิ่งนับว่าเป็นหมายเลขสามของพรรควาฬแดง
ลู่เซิ่งไม่เกรงใจ ก้าวยาวๆ ไปนั่งลงดั่งม้าใหญ่ดาบทอง
“ศิษย์พี่ เกิดอะไรขึ้นหรือถึงได้ประกาศคำสั่งเรียกชุมนุม”
หงหมิงจือฝืนยิ้ม แนะนำคนหนุ่มข้างตัว “ท่านผู้นี้คือคุณชายเจินสวิน ผู้ดูแลหลักของตระกูลเจินที่ครั้งนี้ออกหน้ามาจัดการสถานการณ์”
เขาหันไปกล่าวเบาๆ กับคนหนุ่มผู้นั้น “คุณชายเจินสวิน ผู้นี้คือศิษย์น้องของข้าลู่เซิ่ง ตอนนี้พลังของเขาจัดอยู่ในสามอันดับแรกของพรรควาฬแดง”
คนหนุ่มผู้นั้นพยักหน้าให้ลู่เซิ่งอย่างเป็นมิตร ไม่ได้พูดอะไร เพียงแสดงท่าที
ลู่เซิ่งจำอีกฝ่ายได้ทันที
เจินสวิน!
หัวหน้าผู้นำกลุ่มของตระกูลเจินในครั้งนี้ และคนจากตระกูลขุนนางในเรื่องเล่าขานตัวจริง คนผู้นี้สามารถนำคนอื่นๆ ในตระกูลเจินออกหน้าได้ ต้องนับเป็นผู้โดดเด่นในตระกูลขุนนางเช่นกัน
เขาสีหน้าเคร่งขรึม ลุกขึ้นประสานมือให้อีกฝ่าย เจินสวินเพียงพยักหน้าน้อยๆ
ด้วยสถานะของเขา การแสดงออกเช่นนี้นับว่าปกติ
ลู่เซิ่งไม่ถือสา นั่งลงไม่ส่งเสียงอีก ถึงอย่างไรในสายตาอีกฝ่าย เขาก็เป็นแค่หัวหน้าในพรรควาฬแดง เป็นผู้จัดการคนหนึ่งที่ไม่โดดเด่นของตระกูลเจิน แค่มองเขาตรงๆ ก็นับว่ามีน้ำใจแล้ว
จากนั้นก็มีระดับสูงของพรรควาฬแดงทยอยมาถึงทีละคน หงหมิงจือพอเจอผู้มีความสามารถเหี้ยมหาญต่างแนะนำให้เจินสวินรู้จัก คุณชายตระกูลขุนนางผู้สูงส่งไม่ได้นึกรำคาญ รักษาท่าทีเป็นมิตรตลอด
หลังจากระดับสูงจำนวนมากทราบสถานะของเขา เหมือนกับเผชิญศัตรูตัวฉกาจ นั่งเรียบร้อย ด้วยเกรงว่าจะทำให้เขาไม่พอใจ บรรยากาศน่าอึดอัดอยู่บ้าง
รอประมานครึ่งชั่วยาม
ทุกคนในพรรควาฬแดงแนะนำตัวเสร็จ ผู้นำและตัวแทนจากพรรคที่เหลือก็มากันครบแล้ว ประตูพรรคใหญ่จึงค่อยๆ ปิดลง
หงหมิงจือยกมือขึ้นมา
ตึง!
เสียงตีกลองทึบหนักดังขึ้น
“เงียบ!” หงหมิงจือเอ่ยเสียงดัง
ทันใดนั้นตำหนักใหญ่ที่อึกทึกก็เงียบลง ผู้นำจากขุมกำลังต่างๆ ปรามบริวารตนเอง มองไปที่ด้านบน
“ท่านประมุขอาวุโสหง หลังจากพรรควาฬแดงได้สิทธิ์ประกาศคำสั่งเรียกชุมนุมตั้งแต่สิบกว่าปีก่อน นี่เป็นการใช้ครั้งที่สอง ครั้งนี้ท่านเชิญทุกคนมาเพราะเรื่องวุ่นวายด้านนอกเมืองในช่วงนี้หรือ” หัวหน้าชุมนุมฟู่ของชุมนุมเขาบูรพาถามเสียงดังบนที่นั่ง
“ถูกต้อง ช่วงนี้แดนเหนือเกิดปัญหาไม่น้อย คดีประหลาดโผล่มาไม่ขาดสาย ทำให้ทุกคนตื่นกลัว ไม่ใช่ลางดีเลย! พรรควาฬแดงในฐานะหัวมังกรแดนเหนือ จะใช้มาตรการใดคุมสถานการณ์หรือไม่” หัวหน้าชุมนุมล่องไพรกล่าวเสียงดัง
คนที่เหลือสนับสนุน ผลกระทบที่ขุมกำลังทั้งหลายได้รับในช่วงนี้ค่อนข้างใหญ่โต เกิดคดีร้ายแรงไร้ที่มาจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่คนในเมืองเลียบคีรีก็หวาดผวา ยิ่งอย่าว่าแต่คนที่อยู่นอกเมือง
ถึงแม้ทุกฝ่ายต่างพยายามใช้วิธีการต่างๆ กลบเกลื่อนไป แต่ว่าคนช่างสังเกตก็เห็นสถานการณ์ที่อยู่เหนือการควบคุมของฝูงชนได้อยู่ดี
หงหมิงจือกระแอมสองคำ กดสองมือลงบอกให้ทุกคนเงียบอีกครั้ง
“ทุกท่านกล่าวถูกต้องที่สุด สถานการณ์ของแดนเหนือในช่วงนี้เกินควบคุมจริงๆ ดังนั้นครั้งนี้พรรควาฬแดงของข้าจึงเชิญทุกท่านมาก็เพื่อจัดการเรื่องนี้”
เขาผายมือไปทางเจินสวินที่อยู่ด้านข้างตนเอง
“คุณชายเจินสวินผู้นี้เป็นคนที่ตั้งใจมาจัดการสถานการณ์ในปัจจุบัน”
เจินสวิน?!
ชื่อนี้เหมือนมีเสน่ห์ ครั้นผู้นำของขุมกำลังทั้งหมดได้ยิน เดิมยังมีคนใจร้อนอยู่บ้าง หลังได้ยินชื่อคนผู้นี้สีหน้าก็แปรเปลี่ยน นอกจากมือดี ที่สองสามปีนี้เพิ่งเข้ามาใหม่ไม่ทราบสาเหตุ ระดับสูงที่เหลือไม่มีใครไม่เคยได้ยินนามยิ่งใหญ่ของตระกูลเจิน
รอบๆ เงียบลงทันตา คนที่ปกติทำงานแบบขอไปที ยามนี้เริ่มเหงื่อซึมหน้าผากและแผ่นหลัง ไม่ทราบว่าคุณชายจากตระกูลเจินผู้นี้จะพลิกบัญชีเก่าหรือไม่
ใบหน้าของเจินสวินประดับด้วยรอยยิ้ม ค่อยๆ ผุดลุกขึ้นยืน
เขากวาดตามองรอบหนึ่ง พอใจกับอานุภาพที่ชื่อของตนสร้างขึ้น
“ทุกท่าน” เสียงของเขาไม่ดัง แต่ว่ากลับถ่ายทอดอย่างกระจ่างชัด ทุกคนล้วนได้ยิน
“ข้าน้อยเป็นตัวแทนตระกูลเจิน หวังว่าทุกท่านที่นั่งอยู่จะร่วมมือกับข้าจัดการเรื่องสองเรื่อง”
เขาพอลุกขึ้นยืน คนอื่นๆ รวมถึงหงหมิงจือ ก็ลุกตาม
“คำนับคุณชายเจินสวิน! ขอบังอาจถามว่า… คุณชายต้องการให้พวกเราทำอะไร” หัวหน้าชุมนุมฟู่แห่งชุมนุมเขาบูรพากล่าวอย่างเคารพและเคร่งเครียด
คำถามนี้ของเขาเป็นสิ่งที่ทุกคนที่อยู่รอบๆ อยากรู้
เจินสวินยิ้ม “ข้าต้องการให้พวกท่านทั้งหมด ช่วยตามหาขุมกำลังทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับจัตุรัสแดง”
“จัตุรัสแดงหรือ” หงหมิงจือใบหน้าเปลี่ยนแปลง
“มิผิด แดงจากสีแดง จัตุรัสจากสี่เหลี่ยม มันคือต้นตอที่แท้จริงของความวุ่นวายในครั้งนี้” เจินสวินพยักหน้าเอ่ย “นอกจากนี้ ข้าต้องการให้พวกท่านจดชื่อคนต่างถิ่นที่สะดุดตาทุกคนซึ่งช่วงนี้มายังเมืองใหญ่ห้าเมือง แล้วรายงานมา คนต่างถิ่นที่ลักษณะเฉพาะไม่ธรรมดาทั้งหมดล้วนต้องจดไว้”
นี่เป็นงานใหญ่ เมืองใหญ่ห้าเมืองคือห้าเมืองใหญ่แห่งแดนเหนือซึ่งรวมถึงเมืองเลียบคีรี ทุกๆ เมืองมีคนเข้าออกมหาศาล คิดจะเลือกคนที่ลักษณะพิเศษโดดเด่นทั้งหมด ทำได้ยากยิ่ง
ลู่เซิ่งยืนอยู่ด้านข้าง เข้าใจความต้องการของคุณชายเจินสวินผู้นี้บ้างแล้ว เขากำลังอาศัยพลังของคนธรรมดาในการสร้างเครือข่ายข่าวสาร เพื่อตรวจสอบศัตรูทั้งหมดที่อาจปรากฏตัว
“ในเมื่อเป็นคำขอของคุณชายเจินสวิน พวกเราจะทำให้ได้!” หัวหน้าชุมนุมล่องไพรแสดงท่าทีเป็นคนแรก ผู้นำค่ายพรรคที่เหลือค่อยรีบตอบรับตาม
คนที่นั่งบนตำแหน่งสำคัญที่อยู่ที่นี่ทั้งหมดเป็นคนที่การข่าวฉับไว เจินสวินเป็นผู้ปกครองตามความหมายแท้จริงบนแดนเหนือ เป็นที่พึ่งเบื้องหลังพรรควาฬแดง นี่เป็นเรื่องที่ทุกคนทราบ
ในทุกๆ ปีสมบัติทรัพยากรอันมากมายของพรรควาฬแดงหายไปอย่างไร้ร่องรอยเหมือนกับสายน้ำ ทั้งหมดมอบให้ตระกูลเจิน
“ในเมื่่อเข้าใจความหมายของข้า เช่นนั้นข้อมูลที่รวบรวมมา ต่างมอบให้พรรควาฬแดง ข้าจะส่งคนมาตรวจสอบเป็นระยะๆ ไม่มีปัญหากระมัง” เจินสวินกวาดตามองรอบๆ
“ย่อมทำตามคำสั่งคุณชาย!” หงหมิงจือขานรับเสียงดังเป็นคนแรก ยิ้มประจบดั่งสุนัขรับใช้
ลู่เซิ่งหมดคำพูด นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นท่าทางแบบนี้ของศิษย์พี่ สมกับเป็นประมุขพรรคใหญ่อันดับหนึ่ง ยืดได้หดได้
“ย่อมทำตามคำสั่งคุณชาย!” ขุมกำลังอื่นๆ ไม่กล้าไม่ทำตาม ได้แต่พากันขานรับ
เจินสวินแจ้งว่าควรเน้นสนใจผู้ใด จึงค่อยเอามือไพล่ไว้ด้านหลังเดินจากไป สักพักหนึ่งก็ขี่ม้าดีที่พรรควาฬแดงจัดหาให้ผละไปอย่างผ่าเผย
งานชุมนุมใหญ่ที่เรียกประชุมกระทันหันในครั้งนี้จึงจบลง
ผู้นำหลายคนบนที่นั่งอยู่ไม่ว่าใครก็ไม่ผ่อนคลายเหมือนขามา กลับพากัน สีหน้าเคร่งเครียด เตรียมสั่งบริวารให้จัดหาบุคคลไปสอดแนม
ลู่เซิ่งเตรียมจะไปแล้ว ประมุขพรรคเฒ่ากลับเรียกตัวไว้
“ศิษย์พี่ มีเรื่องสำคัญอะไรหรือถึงต้องให้ข้ารั้งอยู่”
ในห้องหนังสือของประมุขพรรค หงหมิงจือกันคนออกไป รั้งลู่เซิ่งไว้คนเดียว
“ศิษย์น้อง ช่วงนี้จะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แน่ เจ้าต้องเตรียมตัวไว้ให้ดี” หงหมิงจือเอ่ยกับลู่เซิ่งอย่างจริงจัง
“การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หรือ” ลู่เซิ่งสีหน้าขึงขังขึ้น ประมุขพรรคเฒ่าตั้งใจรั้งเขาไว้แบบนี้ ไม่มีทางปล่อยลูกศรโดยไร้เป้าหมาย
“ใช่” หงหมิงจือพยักหน้ากล่าวเสียงทุ้ม “ข้าติดต่อกับคนของตระกูลเจินมายี่สิบกว่าปี ที่แล้วมาพวกเขาตอบโต้อย่างเข้มงวดเด็ดขาด มั่นคงใจเย็น มีแนวทางเป็นของตัวเอง ทว่าครั้งนี้กลับผิดแปลก คุณชายเจินสวินผู้นี้ไม่จัดการเรื่องราวตามพฤติการณ์ของตระกูลเจินในอดีต ข้าสังหรณ์ใจไม่ดี”
“ศิษย์พี่แน่ใจหรือไม่” ลู่เซิ่งได้ยินก็เคร่งขรึม
“แน่ใจ การเคลื่อนไหวของตระกูลเจินรีบเร่งอยู่บ้าง” หงหมิงจือเอ่ยต่อ “แน่นอนว่าอาจเป็นศิษย์พี่ระแวงเกินไป แต่เตรียมตัวไว้ก็ไม่เสียหาย ศิษย์น้องต้องระวังตัว ตระกูลเจิน…ปั่นป่วนอยู่บ้าง…”
“เข้าใจแล้ว…” ลู่เซิ่งตึงเครียดเล็กน้อย
เขาออกจากห้องหนังสือ ระหว่างทางขากลับก็ครุ่นคิดเรื่องนี้ตลอด
ด้วยนิสัยของหงหมิงจือ ไม่มีทางพูดเรื่องเหล่านี้กับเขาโดยไร้สาเหตุ ลู่เซิ่งพื้นเพใสสะอาด ทั้งเข้าสำนักอาทิตย์ชาดกลายเป็นศิษย์น้องของศิษย์พี่ พฤติการณ์ก็มีร่องรอยให้สืบสาว หงหมิงจือตั้งใจเตือนถือว่าปกติ
นี่ปฏิบัติกับเขาเหมือนคนใกล้ชิดอย่างแท้จริง
‘ตระกูลเจินปั่นป่วน…ถ้าต้องวางแผนจริงๆ ควรทำยังไง’ ลู่เซิ่งบังเกิดความกังวลส่วนหนึ่งในใจ
ตระกูลเจินชูธงสู้ภูตผีปีศาจในแดนเหนือ พวกเขาได้รับบรรณาการเป็นทรัพยากรจำนวนมากของแดนเหนือ เพื่อมอบความปลอดภัยให้
เกิดว่าร่มกำบังขนาดใหญ่นี้เกิดปัญหา ความยุ่งยากที่ตามมาก็สาหัสแล้ว
……………………………………….
บทที่ 90
‘ช่างมัน! เดินหนึ่งก้าวดูหนึ่งก้าว ถ้าตระกูลเจินพ่ายแพ้จริงๆ บางทีมีแค่เมืองใหญ่อย่างเมืองเลียบคีรีจึงเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุด
เบื้องหลังราชสำนักคือราชวงศ์ ราชวงศ์ปกครองดินแดนที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ในนามได้ ขุมกำลังเบื้องหลังจะต้องไม่ต่ำต้อย ถึงเวลาหลบเข้าเมืองเลียบคีรีย่อมไม่เกิดเรื่องใหญ่ หนำซ้ำศิษย์พี่ต้องมีแผนในใจแน่’
ลู่เซิ่งไม่คิดมาก ควบม้ามุ่งไปยังคูเมืองด้วยความเร็วสูง
‘หนึ่งเดียวที่เราทำได้คือรวบรวมวัตถุที่มีปราณหยิน ยกระดับพลังให้เร็วที่สุด! ความปลอดภัยมีแค่ครอบครองอยู่ในมือจึงรับประกันได้ดีที่สุด!’
เขากลับเข้าเมืองในคืนนี้ บริวารในพรรควาฬแดงส่งศพกลับมาถึงห้องโอสถของสาขาพรรคหลังหนึ่งในเมืองแล้ว
เขาไปสถานที่ที่ศพอยู่บริเวณลานหลังของห้องโอสถ ในที่สุดก็เห็นศพของลู่เฉินซินกับคนที่เหลือ
ซู้ด…
หลังจากลู่เซิ่งเปิดผ้าขาวออก ก็อดปิดจมูกพลางถอยหลังไปก้าวหนึ่งไม่ได้
กลิ่นเหม็นหืนของเนื้อเน่าลอยมา น่าสะอิดสะเอียนเหมือนกับของสกปรกที่มันเลี่ยนบนกำแพงร่องระบายน้ำ พลพรรคหลายคนที่ยืนอยู่ด้านข้างของเขาอดปิดจมูกเผยสีหน้ารังเกียจไม่ได้
ลู่เฉินซินที่นอนในโลงศพ ท่อนบนศีรษะเหมือนถูกดาบตัด เหลือส่วนใบหน้าต่ำกว่าลูกตา ส่วนหน้าผากหายไปหมด แขนขาเหมือนไม้แห้งเหี่ยว ดำสนิทไม่มีน้ำและสีเลือด
สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ลำตัวศพเน่าเปื่อยยิ่ง ผิวที่เปิดเปลือยเป็นรูหนอนไช ส่วนหนึ่งขึ้นรา บางส่วนเน่าเปื่อย กลิ่นเหม็นผสมกัน ไม่อาจหายใจ
“ไม่มีใครแตะต้องศพใช่หรือไม่” ลู่เซิ่งขมวดคิ้วถาม
“ไม่มี! ย้ายเขาเข้าโลงศพในท่าเดิม ไม่ได้แตะต้องแม้แต่น้อย” นิ่งซานที่อยู่ด้านข้างเอ่ยขึ้น
“พวกเจ้าช่วยกันยกตามข้ามา” ลู่เซิ่งสั่ง
พลพรรครีบขึ้นหน้าไปปิดโลงศพ กลิ่นเหม็นจางลงมาก ทุกคนถอนหายใจอย่างแรง
“ไป ไปคฤหาสน์ลู่” เขาไม่ได้รู้สึกว่าสภาพการณ์คับขันขนาดนี้มานานแล้ว
…
ตระกูลลู่
ลานด้านหลังไฟตะเกียงสว่างโร่ เสียงร่ำไห้สะอึกสะอื้นดังมาไม่ขาด
“ลูกข้า! เหตุใดจึงตายน่าอนาถขนาดนี้!” หวังเหยียนอวี่นั่งโบกไม้โบกมืออยู่กับพื้น น้ำหูน้ำตาไหล เสื้อผ้าไม่เรียบร้อย
ผู้เยาว์ ผู้อาวุโสจำนวนไม่น้อยอยู่รอบๆ ลู่เทียนหยางกับลู่อิงอิงต่างก็อยู่ ยังมีญาติทางไกลคนอื่นๆ ทั้งหมดยี่สิบกว่าคน
ลู่เฉวียนอันนั่งอยู่ด้านข้าง บนหน้า คอ มือ เป็นรอยเลือดที่ถูกข่วน
“หวังเหยียนอวี่! เจ้าทำบ้าอะไร! ตรงนี้มีคนมากมายมองอยู่ เจ้ามีความอับอายหรือไม่” เขาโมโหโกรธา คิดกระอักเลือด
“ลูกข้าตายแล้ว ตายแล้ว! ความหวังในอนาคตของข้าหายไปแล้ว ลู่เฉวียนอัน! ลูกท่านตายไปหนึ่งคนยังมีอีกสอง แต่ข้ามีคนเดียว! มีลูกคนเดียว! หวังเหยียนอวี่ตะโกน
“เฉินซินก็เป็นลูกของข้าเหมือนกัน เขาหายไป ข้าก็ปวดใจเหมือนเจ้า! แต่ตระกูลลู่มีคนหลายคน เด็กชราหลายสิบชีวิต ไม่อาจตายเพราะเฉินซินกระมัง เจ้าทำแบบนี้ ไม่รู้สึกผิดต่อเสี่ยวหงในตอนนั้น ไม่รู้สึกผิดต่อเทียนหยางหรือ!?” ลู่เฉวียนอันกุมหน้าอกกล่าวอย่างเจ็บปวด
“แล้วนั่นจะอย่างไร อาศัยอะไรลูกข้าตาย แล้วลู่เทียนหยางยังรอด พวกเขาอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน อาศัยอะไร นายผู้เฒ่าท่านบอกข้าอาศัยอะไร!?” หวังเหยียนอวี่ตาแดงก่ำ ถุงใต้ตาบวมเหมือนลูกท้อ ในดวงตาเป็นความโหดเหี้ยมที่ปิดไม่อยู่
ลู่เฉวียนอันไม่มีวาจาตอบโต้ ลู่เทียนหยางกับลู่เฉินซินอยู่ในบ้านหลังเดียวกันจริงๆ เหตุใดลู่เฉินซินหายไปแล้ว เทียนหยางกลับไม่เป็นอะไรเลย
“ดูสิ! ดู! ท่านไม่ใช่ไร้วาจาตอบจริงๆ หรือ เหอะๆๆ…. ลู่เฉวียนอัน ตอนท่านแต่งกับข้าท่านรับปากข้าว่าอย่างไร ตอนอยู่บนเตียง ท่านกล่าววาจาไพเราะ ขอแค่ข้ายินยอม จะกำหนดเงินทุน กำหนดสถานะในภายหลังให้ลูกของพวกเรา… ผลลัพธ์เล่า ผลลัพธ์เล่า!” หวังเหยียนอวี่คุ้มคลั่งกว่าเดิม “ลูกข้าตายแล้ว ตายแล้ว… ท่านให้กำเนิดได้อีกหรือ ได้หรือ ฮ่าๆๆ! ไม่อย่างนั้นให้ข้าไปหาพี่ใหญ่ ให้เขาทำข้า ไม่แน่จะยืมลูกคนใหม่มาได้! หรือว่าบุรุษที่อยู่รอบๆ ตัวท่าน!”
นางตะกายลุกขึ้น จับบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งที่อยู่ด้านข้าง
“พ่อบ้านจ้าว ท่านไม่ใช่มักแอบมองข้าหรือ ชอบข้าหรือไม่ มาสิ! มา! ตรงนี้ ข้าให้ท่านขึ้น! ฮ่า… ฮ่าๆๆ!”
คนผู้นั้นหน้าแดงก่ำ คิดขัดขืน แต่ถูกจับเสื้อผ้าไว้ดิ้นไม่หลุด คนคุ้มกันที่เหลือคิดออกมา แต่กลัวทำให้หวังเหยียนอวี่บาดเจ็บ จึงไม่กล้าขยับ
ลานด้านหลังอึดอัดกว่าเดิม
ผัวะ!
“ผิดประเพณีไปหมด!” ลู่เซิ่งสาวเท้าเข้าประตูใหญ่ของลานด้านหลังมา ใบหน้าบึ้งตึง พลพรรควาฬแดงสองฟากพากันพุ่งเข้ามาจัดเป็นสองแถว
“แยกนางออกมา!” เขาจ้องหวังเหยียนอวี่ที่วิปลาส
มีคนสองคนเข้าไปแยกหวังเหยียนอวี่ที่กำลังหัวเราะออกมา
ลู่เฉวียนอันถูกข่วนจนใบหน้ามีแต่รอยเลือด นั่งถอนใจอยู่ด้านข้าง
“อ้าว! นี่ไม่ใช่คุณชายใหญ่ผู้น่าเกรงขามของพวกเราหรอกหรือ อยู่เมืองเลียบคีรีคนเดียวมานาน เหตุใดไม่เกิดอุบัติเหตุ…” หวังเหยียนอวี่หัวเราะคิกคัก ไม่สนใจที่ตนเองถูกจับ
เพียะ
ลู่เซิ่งเข้าไปตบหน้าหวังเหยียนอวี่อย่างแรง จนสตรีนางนี้ศีรษะสะบัด มึนงงไปครู่หนึ่ง แล้วจึงสลบไสลไปไม่ส่งเสียง
“ฮูหยินสามง่วงแล้ว พานางไปพักผ่อน ปิดประตูให้ดี”
“ขอรับ!” ครั้งนี้ข้ารับใช้สองคนค่อยรีบเข้ามาลากหวังเหยียนอวี่ไป
คุณชายใหญ่ลู่เซิ่งที่มีวาจาสิทธิ์สูงสุดเอ่ยปาก บวกกับเขาพาพลพรรคจำนวนไม่น้อยมา คนมากสภาวะมาก สะกดทุกผู้คน หวังเหยียนอวี่ถูกจัดการลากตัวออกไป
ลู่เซิ่งมองลู่เฉวียนอันผู้เป็นบิดา ถอนใจเบาๆ เขาชราแล้ว เผชิญกับคนข้างหมอนตัวเอง สุดท้ายก็ทำใจเหี้ยมไม่ลง ถึงขั้นเสียหน้าแบบนี้ จนปัญญายิ่ง
“เซิ่งเอ๋อร์…” ลู่เฉวียนอันถอนใจ เหมือนชราลงมาก
ลู่เซิ่งมองลู่เทียนหยางที่ยืนอยู่ด้านข้าง ยังกอดแขนหลูหงมารดาสี่ของเขา หรือก็คือมารดาของลู่เทียนหยางไว้แน่น
มารดาผู้น่าสงสารคนนี้ยามนี้กุมมือบุตรชายไว้แนบแน่น น้ำตาคลอ
“คุณชายเซิ่ง หวังเหยียนอวี่วางยาพิษในมื้อดึกของเทียนหยาง!” หลูหงกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ร่วงผล็อยลงมา
“เหตุใดนางถึงใจร้ายขนาดนี้…” นางร้องไห้ฮือๆ
ลู่เทียนหยางสีหน้าซีดขาว ลมหายใจปั่นป่วน ยืนนิ่งอยู่ตรงหน้า ได้แต่ปล่อยให้มารดากอดตัวเอง
“พอได้แล้ว!” ลู่เซิ่งแค่นเสียง “ร่ำร้องหาอะไร!?”
หลูหงตกใจตัวสั่น ไม่กล้าร้องไห้อีก
“แยกย้ายกันได้แล้ว! ลู่เทียนหยาง ลุงจ้าว พ่อบ้านจ้าวอยู่ก่อน ผู้คุ้มกันเฝ้าอยู่ด้านนอก ที่เหลือล้วนกลับไป! ควรทำอะไรก็จงทำเสีย!” ลู่เซิ่งหันไปมองรอบๆ ดวงตาดุดัน ทุกคนที่ถูกมอง นอกจากลุงจ้าวล้วนไม่กล้าสบตากับเขา พากันก้มศีรษะ
บารมีของเขาในตอนนี้เพิ่มมากขึ้น บวกกับกล้ามกำยำ ร่างสูงใหญ่ เป็นเพราะฆ่าคนมามากมาย บนตัวมีความโหดเหี้ยมชั้นหนึ่ง เมื่อดุร้ายขึ้นมา คนธรรมดาแม้แต่ความกล้าในการสบตากับเขาก็ไม่มี
ได้ยินเขาออกคำสั่ง คนอื่นๆ รีบวิ่งเหยาะๆ แยกย้ายกันไป เหลือแค่คนส่วนน้อยยืนอยู่ลานด้านหลัง
อย่างรวดเร็ว รอประตูลานปิด ด้านนอกมีคนเฝ้า คนของพรรควาฬแดง ถูกลู่เซิ่งเรียกออกไปเฝ้าเช่นกัน เขาจึงค่อยถามลู่เฉวียนอัน ทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
ที่แท้หวังเหยียนอวี่รอมานาน รู้สึกว่าลู่เฉินซินบุตรชายประสบเรื่องร้ายมากกว่าเรื่องดี บวกกับลู่เฉวียนอันไม่อาจให้กำเนิดบุตรได้อีก ตนไร้ทายาท จึงเกิดความสิ้นหวังและความอำมหิต
วางพิษดอกกาวที่อันตรายถึงชีวิตไว้ในของว่างมื้อดึกที่จะส่งให้ลู่เทียนหยาง ยังดีถูกลุงจ้าวพบตอนลาดตระเวน
ได้ยินต้นสายปลายเหตุจบ ลู่เซิ่งก็เงียบงัน
“เรื่องนี้… เป็นภัยจากฟ้าหรือภัยจากมนุษย์ ไม่มีใครคาดถึง เฉินซินตายไปแล้วจริงๆ ข้าเจอศพแล้ว…”
“เจอศพแล้วหรือ” ลู่เฉวียนอันงุนงง
ลุงจ้าวถอนใจอยู่ด้านข้าง คนอื่นๆ เช่นลู่เทียนหยางก้มหน้าไม่กล่าววาจา
“คนอยู่ด้านนอก สภาพไม่ดีอยู่บ้าง พวกท่านพ่อไปดูได้” ลู่เซิ่งเอ่ยเสียงทุ้ม
ลู่เฉวียนอันเงียบขรึม ครู่หนึ่งค่อยกล่าวเสียงแหบ
“ไปเถอะ ไปดูด้วยกัน…”
“รอมารดาสามใจเย็นลง ค่อยบอกนางเรื่องนี้” ลู่เซิ่งเตือน
“อือ” ลู่เฉวียนอันตอบรับ หลับตาไม่พูดอะไรอีก
ทุกคนออกจากลานด้านหลัง จนกระทั่งถึงประตูข้างคฤหาสน์ลู่ โลงศพไม้สีดำขนาดใหญ่ใบหนึ่งวางอยู่ด้านนอกตรอกแห่งนั้น
ลู่เซิ่งให้บริวารเปิดฝาหีบ คนที่เหลือเข้าไปดู
ลู่เฉวียนอันเข้าไปดู ไม่กี่อึดใจก็น้ำตาไหลพราก หันหน้าออกมาอาเจียนอยู่ด้านข้าง
พวกลู่เทียนหยางกับลุงจ้าวก็เข้าไปดูด้วย สีหน้าเหยเกถอยออกมา มีคนอดกลั้นไม่ไหวอาเจียนออกมาเช่นกัน
“เฮ้อ…” ลุงจ้าวถอนใจ “คุณชายเซิ่ง ดูออกว่าท่านมีรากฐานในเมืองเลียบคีรีอยู่บ้าง ไม่ทราบว่าตรวจสอบได้หรือไม่ว่าผู้ใดทำกับนายน้อยเฉินซินแบบนี้”
พอเขาถาม พวกลู่เฉวียนอันก็พากันมองลู่เซิ่ง
พวกเขาเพิ่งมาถึงเมืองเลียบคีรี ไม่รู้จักสัญลักษณ์ของพรรควาฬแดง กลับนึกว่าลู่เซิ่งมีโชค
“ไม่แน่ใจ…” ลู่เซิ่งย่อมทราบว่าฆาตกรเป็นใคร แต่ต่อให้บอกที่บ้าน แล้วมีประโยชน์อันใด
“จวนขุนนางเล่า” ลู่เฉวียนอันใบหน้าเจ็บปวด ลดเสียงถาม “เรื่องนี้รายงานทางการมีประโยชน์หรือไม่”
ลู่เซิ่งไม่ส่งเสียง
ลู่เฉวียนอันพลันทราบผลลัพธ์ เขาเป็นคนที่เคยเข้าร่วมกลุ่มระดับสูงในเมือง ไม่เหมือนพวกลู่เทียนหยางกับลุงจ้าว ย่อมทราบสิ่งที่คนอื่นๆ ไม่รู้มากมาย ในนี้รวมถึงเรื่องภูตผี
ดูลักษณะของเฉินซิน ก็ทราบระดับความยุ่งยากประมาณหนึ่ง ทำลายศพจนเป็นแบบนี้ได้ ไม่น่าใช่มนุษย์…
“พวกท่านไม่สมควรมาเมืองเลียบคีรีในเวลานี้…” ลู่เซิ่งถอนใจ กล่าวอย่างแช่มช้า
“ไม่ใช่พวกเราอยากมา แต่ไม่อาจไม่มา…” ลู่เฉวียนอันถอนใจ “เมืองเก้าประสานก็ไม่ปลอดภัยเช่นกัน… หนำซ้ำตอนนี้คนน้อยลงมาก คนโยกย้ายมีเยอะ เมื่อคนไม่อยู่ กิจการก็ทำไม่ได้ บ้านเราต้องเลี้ยงคนมากมาย ต้องจ้างคนทำงาน เมื่อคนน้อยลงแม้แต่ที่นาก็ไม่มีคนไถ”
ลู่เซิ่งเข้าใจความลำบากของบิดาพอประมาณ
หลังการระเบิดครั้งล่าสุด เมืองเก้าประสานได้รับความเสียหายหนักหน่วง ตอนนี้ฟื้นฟูไม่ได้ นี่ทำให้ตระกูลลู่ที่พึ่งพาเมืองเก้าประสานขาดทุนย่อยยับ เป็นแบบนี้ต่อไปเกรงว่าบ้านจะตกต่ำ ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจย้ายที่
“ในเมื่อมาแล้ว ก็อยู่ไปก่อน ท่านพ่อตัดสินใจหรือยังว่าจะทำกิจการอะไร” เขาไต่ถาม ตนในฐานะระดับสูงของพรรควาฬแดง มีอำนาจไม่ใช้ หมดวาระก็ไร้ประโยชน์ ย่อมดูแลบ้านได้ และต้องดูแลอย่างเต็มที่
“ดูไปก่อน ยังไม่แน่ใจ” ลู่เฉวียนอันกล่าวอย่างจนปัญญา
……………………………………….
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น