81-85
บทที่ 81
“เป็นไรแล้ว นายน้อยเฉินซินไม่อยู่หรือ” พี่ซงที่อยู่ด้านข้างบิดขี้เกียจ ลุกขึ้นนั่ง
“เช้ามาก็ไม่เห็นคนแล้ว ไม่รู้ว่าไปที่ไหน” ลู่เทียนหยางกล่าวเบาๆ “อาจลอบไปพบปะกับแม่นางสักคนก็ได้” เขาพูด แสดงร้อยยิ้มที่บุรุษล้วนเข้าใจ
พี่ซงหัวเราะเหอะๆ ทั้งสองคนลุกจากเตียง จัดเสื้อผ้า เดินออกจากบ้าน
คนอื่นๆ บางคนตื่นแล้ว ลู่เฉวียนอันยืนอยู่ข้างเกวียนเทียมวัว สั่งทหารสองคนให้ช่วยกันยกของ
“พวกเจ้าตื่นแล้ว เฉินซินเล่า เด็กน้อยนั่นไปไหน” ลู่เฉวียนอันขมวดคิ้วมองลู่เทียนหยาง
“เอ่อ… เขาสมควรอยู่ด้านนอก ข้าตื่นมาก็ไม่เห็นเขาแล้ว” ลู่เทียนหยางลูบศีรษะตอบ
“ตงจื่อ! เสี่ยวหลิน! คนเล่า เฒ่าเก๋อล่ะไปอยู่ไหน!?” ทางพี่ซงตะโกน เขายืนข้างกองไฟที่มอดดับแล้วอย่างอารมณ์เสีย หน้าเบ้เล็กน้อย
“ให้วานรสองตัวเฝ้าครึ่งคืนหลัง เฝ้ายังไงให้ไฟดับ พลิกหาเชื้อเพลิงไม่เจอ เจ้าลูกเต่าสองตัวนี่!” พี่ซงเดือด ตะโกนด่ารอบหนึ่ง
ทหารสบตากัน ตามหาตงจื่อกับเสี่ยวหลินที่เฝ้ายามโดยสัญชาตญาณ
“ผู้ใดเห็นเสี่ยวหลินบ้าง” พี่ซงถามเสียงเฉียบขาด
ทุกคนส่ายหน้า
“เช้ามาก็ไม่เห็นคนแล้ว หรือไปปัสสาวะ” มีคนเอ่ยพลางหัวเราะ
“ไร้สาระ!” พี่ซงมองคนของตระกูลลู่ที่อยู่ด้านข้าง สีหน้าไม่น่าดูอยู่บ้าง พวกเขาเป็นทัพรักษาเมือง นี่เป็นครอบครัวของนายผู้เฒ่าที่สอง หากทางนี้เกิดความผิดพลาด เผยแพร่กลับไปจะเข้าหูนายผู้เฒ่าที่สอง
“ไปหาคนซะ อย่าชักช้า!” เขาสั่ง
ทางลู่เฉวียนอันตามหาสักพัก พบว่าไม่มีคน หาจนทั่วก็ไม่เห็นร่องรอย พลันร้อนใจบ้างแล้ว ต่อให้ลู่เฉินซินเป็นตัวบัดซบอย่างไร สุดท้ายก็เป็นบุตรชาย
ตามหากันสองทาง คนสามคนไม่มีความเคลื่อนไหวใดทั้งสิ้น หายไปอย่างไร้ร่องรอย
ลู่เทียนหยางขนลุกอยู่บ้าง แอบไปหาจางซิ่วซิ่ว
“เมื่อวานเฉินซินไปหาเจ้าหรือไม่ ซิ่วซิ่ว”
“ไม่ เมื่อคืนข้าไม่ได้ตื่น หลับลึกยิ่ง” จางซิ่วซิ่วรู้สึกไม่ดีอยู่บ้างเช่นกัน สีหน้าซีดขาว
ลู่เทียนหยางสับสนแล้ว มองคนกลุ่มใหญ่ตะโกนค้นหาไปทั่ว ทั้งหมู่บ้านไม่มีการตอบสนองแม้แต่น้อย
ลู่เฉวียนอันเหงื่อผุดซึมหน้าผาก หลังจัดการให้คนควานหาทั่วหมู่บ้าน ยังคงไม่เจอคนหาย
“นายผู้เฒ่า ไม่เจอคน!” ทางพี่ซงได้รับข้อมูลที่ส่งกลับมาอย่างรวดเร็ว รีบรายงานลู่เฉวียนอัน
“ไม่เจอคน…” ลู่เฉวียนอันกวาดตามองรอบๆ รู้สึกว่าหมู่บ้านแห่งนี้คล้ายมืดครึ้มเป็นพิเศษ
“ไม่ได้ ที่นี่ไม่อาจอยู่นาน! พวกเราต้องรีบไป”
“แต่สามคนที่หายไป…” หลิวชุ่ยอวี้มารดารองกล่าวอย่างเป็นห่วง
“ออกจากที่นี่ก่อนค่อยส่งคนมาตามหา ไม่อาจให้ทุกคนอยู่ที่นี่!” ลู่เฉวียนอันกล่าวเสียงเร่งร้อน โลกนี้อันตรายไม่ธรรมดา ไม่อาจวางไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว
“นายผู้เฒ่า ไม่เจอเฉินซินพวกเรายังไปไม่ได้นะ” หวังเหยียนอวี่มารดาสามเอ่ยเสียงเครียด
“ข้าไม่คิดไป แค่จะย้ายที่ก่อนค่อยกลับมาตามหา พวกเราทิ้งสัญญลักษณ์ให้เสี่ยวซาน ให้เขารู้ว่าพวกเราอยู่ไหน” ลู่เฉวียนอันกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง เขาไม่อยากทิ้งบุตรคนที่สามเช่นกัน แต่ตอนนี้สถานการณ์ไม่ดี ทหารเฝ้ายามสองคนไม่ใช่คนธรรมดา หากแต่แข็งแรงกำยำ ถึงกับหายไปโดยไม่ส่งเสียงสักคำ
นี่ไม่ใช่เรื่องธรรมดา
เขาสงสัยว่าพวกตนถูกม้วนเข้ามาในความยุ่งยากแล้ว
“นายผู้เฒ่า!” หวังเหยียนอวี่วิงวอน
“ต้องไป! เดี๋ยวนี้!” ลู่เฉวียนอันกล่าวขึงขัง
ทุกคนรีบรวบรวมขบวนคน ค่อยๆ ลากเกวียนเทียมวัว รถม้าออกจากหมู่บ้านร้างภายใต้การนำของลู่เฉวียนอันและพี่ซง
ลู่เฉวียนอันทิ้งม้าหนึ่งตัวกับอาหารเครื่องดื่มส่วนหนึ่งให้ลู่เฉินซินกับทหารสามนาย เอาวางไว้ข้างบ่อตรงกลางหมู่บ้าน ที่นั่นเป็นสถานที่ที่สะดุดตาที่สุด ขอแค่เข้าหมู่บ้านก็จะเห็นทันที
การหายตัวไปในป่ากลางแจ้งเช่นนี้ ลู่เฉวียนอันทราบแก่ใจดีว่า คนทั้งสามเกรงจะเคราะห์ร้ายมากกว่าเคราะห์ดี…
ถึงอย่างไรในป่าเปลี่ยวแบบนี้คนทั้งสามไปไม่ได้ไกล ในสถานการณ์ที่ไม่ได้ไปไกล คนจำนวนมากตะโกนเรียกยังไม่ออกมา เกรงจะเกิดเรื่องจริงๆ
ถึงเขาจะเจ็บปวด แต่เวลานี้สิ่งที่สมควรทำคือปกป้องทุกคน
…
เรือวาฬแดง
ในตำหนักประชุมอันโอ่โถง ประมุขพรรคเฒ่า เฉินอิง ผู้จัดการภารกิจภายในและภายนอกหลายคน ยังมีลู่เซิ่ง ต่างมากันครบ
ตอนเช้าประมุขพรรคเฒ่าได้ส่งคนแจ้งผู้นำในพรรคทั้งหมดให้มาประชุม
ทุกคนไม่ทราบว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น พากันนั่งตำแหน่งของตัวเอง
ลู่เซิ่งนั่งตำแหน่งที่หกของผู้จัดการภารกิจภายนอก ที่นี่เดิมเป็นที่นั่งของอู๋ซาน
แสงอาทิตย์กระจ่างส่องผ่านลายหน้าต่างจากข้างตำหนักใหญ่กลายเป็นภาพโย้เย้มากมายบนพื้น
หญิงรับใช้ยกชาร้อนและของว่างมา จากนั้นก็ถอยไป
ประมุขพรรคเฒ่าหงหมิงจือดวงตาจริงจัง มีความเคร่งขรึม กวาดตามองทุกคนรอบหนึ่ง
“เอาล่ะ คนที่ไม่มีหน้าที่ต่างลงไป” เขายกมือขึ้น
หญิงรับใช้กับคนคุ้มกันทั้งหมดรับคำสั่ง พากันถอยออกจากตำหนักใหญ่ เหลือแค่ผู้นำทั้งหมดของพรรควาฬแดง
ประตูใหญ่ปิดลงอย่างช้าๆ เสียงตึงดังขึ้นเมื่อปิดประตูสนิท บรรยากาศในตำหนักหนักอึ้งกว่าเดิม ทุกคนมองออกว่าสีหน้าในตอนนี้ของประมุขพรรคเฒ่าผิดปกติยิ่ง
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่” เฉินอิงนิ่วหน้าถาม
“ท่านประมุข ทางใต้เกิดปัญหาหรือ” ผู้จัดการภารกิจภายนอกคนหนึ่งถาม
“ไม่ใช่ อาณาเขตของพวกเราเกิดปัญหา” ประมุขพรรคเฒ่ากล่าวเสียงทุ้ม เขาหยิบจดหมายสีเงินฉบับหนึ่งจากในแขนเสื้อออกมา จดหมายนี้ประหลาดยิ่งไม่ได้ใช้กระดาษ หากทำจากโลหะสีเงินที่ลี้ลับชนิดหนึ่ง
“ทุกคนทราบดีว่าใครยืนอยู่เบื้องหลังพรรควาฬแดง ข่าวในครั้งนี้เป็นพวกเขาส่งมา” หงหมิงจือเสียงเบา แต่ว่าข่าวที่ถ่ายทอดกลับทำให้ทุกคนตกตะลึง
“ข่าวที่พวกเขาส่งมาหรือ” เฉินอิงบีบที่พักแขนโดยไม่รู้ตัว “”สิบปีก่อนพวกเขาส่งข่าวครั้งหนึ่ง ตอนนั้นพรรคเราตายมากกว่าพันคน ครั้งนี้มีข่าวมาอีก…” สีหน้าเขาไม่น่าดู
ลู่เซิ่งหยีตา
“ไม่ทราบว่าพวกเขาคือ…”
“ตระกูลเจินตระกูลขุนนาง” ประมุขพรรคเฒ่าหงหมิงจือตอบ
“ตระกูลขุนนาง…” ลู่เซิ่งตกตะลึง ว่าแล้ว…
คนอื่นๆ เงียบขรึม มีแค่คนที่ยืนบนตำแหน่งเหนือคนทั่วไปเช่นพวกเขาจึงค่อยทราบความนัยของคำว่าตระกูลขุนนาง
ทุกคนมีสีหน้าเคร่งเครียด
“ตระกูลเจินปกติไม่เคลื่อนไหว ออกหน้ามาแสดงว่าสถานการณ์ไปถึงขั้นที่ไม่อาจไม่จัดการ หรือว่าตอนนี้…” เฒ่าหวังเอ่ยเสียงทุ้ม
“ตอนนี้เป็นช่วงที่สถานการณ์ย่ำแย่ยิ่ง” หงหมิงจือเอ่ยเสียงทุ้ม “ข้าเพิ่งได้รับข่าวว่า แค่คืนเดียวแดนเหนือตั้งแต่เมืองธารประจิมถึงเมืองป่าบูรพาซึ่งเป็นอาณาเขตของพรรควาฬแดงเกิดพื้นที่หวงห้ามแปดแห่ง”
“พื้นที่หวงห้ามแปดแห่งหรือ” เฉินอิงเบิกตาโต ลุกพรวดอย่างมิอาจควบคุม
ไม่ใช่แค่เขา คนที่เหลือก็แตกตื่นเช่นกัน
พื้นที่หวงห้ามหมายถึงอะไร หมู่บ้านตระกูลซ่งที่ลู่เซิ่งได้รับบาดเจ็บทะลวงออกมาก่อนหน้านี้ก็เป็นพื้นที่หวงห้าม หนำซ้ำยังเป็นพื้นที่หวงห้ามระดับต่ำที่เพิ่งเกิด แดนเหนือใหญ่โต เดิมมีพื้นที่หวงห้ามไม่น้อย ตอนนี้อยู่ๆ ก็ปรากฏพื้นที่หวงห้ามอีกแปดแห่ง นี่หมายความว่า วันไหนไม่ทันระวังเดินหลงทางก็เข้าไปในพื้นที่หวงห้ามได้
รอจนพบแล้วคิดหนีออกมา ก็ขึ้นอยู่กับโชคแล้ว ถ้าโชคร้าย ตายไปยังไม่ทราบว่าตายอย่างไร
ลู่เซิ่งสัมผัสได้ถึงความร้ายแรงของปัญหา ร่างเกร็งเล็กน้อย เพ่งสมาธิฟังประมุขพรรคเฒ่าเล่าต่อ
“ตระกูลเจินคิดว่านี่เป็นการท้าทายอย่างร้ายแรงต่อพวกเขา จึงส่งมืออาชีพมาจัดการ” หงหมิงจือกล่าวรวบรัด “คนที่ถูกส่งมาจัดการความยากลำบากผู้นี้แซ่เจิน ชื่อสวิน เขาขอให้พวกเราเตรียมงานเก็บกวาด พื้นที่หวงห้ามแปดแห่งจำเป็นต้องให้พวกเราร่วมมือสุดกำลัง หลีกเลี่ยงไม่ให้มวลชนระส่ำระสาย”
“เขาคนเดียวจัดการได้หรือ” เฉินอิงขมวดคิ้ว
“ตระกูลเจินไม่พูดถึงคนที่สอง เพียงมีแค่คุณชายเจินสวินมาคนเดียว แต่ตามสถานการณ์ทั่วไป คุณชายเจินสวินคนนี้สมควรเป็นผู้นำ ยังมีคนอื่นๆ เคลื่อนไหวด้วย ไม่อย่างนั้นสถานที่มากมายแบบนี้ ไปๆ มาๆ แค่เดินทางก็ต้องใช้เวลาไม่น้อยแล้ว” หงหมิงจือตอบ “ทุกคนอ่านข้อมูลพื้นที่หวงห้ามทั้งแปดดู”
เขาส่งจดหมายในมือให้เฉินอิง รองประมุขพรรคกวาดตาอ่านรอบหนึ่ง แล้วส่งให้คนอื่นๆ วนเวียนเช่นนี้
ไม่ทันไร ลู่เซิ่งก็ได้จดหมายมา จากนั้นคลี่ออกเบาๆ
บนจดหมายเป็นแผนที่ แดนเหนือมากกว่าครึ่งอยู่ด้านบน ทำสัญลักษณ์เป็นจุดสีแดงเล็กๆ แปดจุดอย่างชัดเจน
ดูไปดูมา เขาหยีตามองจุดเล็กๆ จุดหนึ่งในนี้
“ระหว่างเมืองเก้าประสานกับเมืองเลียบคีรีมีพื้นที่หวงห้ามด้วยหรือ” เขาอดส่งเสียงถามไม่ได้
“มี” ประมุขพรรคเฒ่าหงหมิงจือพยักหน้า “ทางที่ดี ศิษย์น้องเจ้าควรแจ้งครอบครัวให้อ้อมผ่านจุดนี้ไป”
ลู่เซิ่งพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม
นอกจากตวนมู่หว่าน นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เจอลูกหลานตระกูลขุนนางคนอื่นๆ อย่างเป็นทางการ ตกลงพวกเขาแตกต่างกับคนธรรมดาและคนฝึกวรยุทธ์อย่างไรกันแน่ เขาไม่แน่ใจ
ครั้งนี้อาจเห็นกุญแจสำคัญ
หลังจากแจ้งเรื่องเสร็จ ประมุขพรรคเฒ่าก็เลือกคนรับผิดชอบเก็บกวาดพื้นที่หวงห้ามแต่ละแห่ง
ลู่เซิ่งได้รับการจัดสรรหน้าที่ คล้ายเพื่อดูแลเขา ที่เขารับผิดชอบเป็นพื้นที่หวงห้ามระหว่างเมืองเก้าประสานและเมืองเลียบคีรี
หลังจากแยกย้าย ลู่เซิ่งรีบระดมคน ได้มาทั้งหมดยี่สิบคน บวกกับเขาเป็นยี่สิบเอ็ดคน เป็นยอดฝีมือโถงอินทรีเหินขอบเขตพลังปลอดโปร่งห้าคน ที่เหลือเป็นมือดีวิชาดาบที่ฉลาดมีความสามารถ ยี่สิบคนยี่สิบม้ามุ่งหน้าไปยังสถานที่พื้นที่หวงห้าม
เขากลับอยากเห็นว่าคนของตระกูลขุนนางกับคนทั่วไปแตกต่างกันตรงไหน
ในสถานการณ์ที่ควบตะบึงตลอดทางไม่ถนอมแรงม้า เกือบยามกลางอู่ ในที่สุดลู่เซิ่งก็ใกล้ถึงตำแหน่งที่พื้นที่หวงห้ามอยู่
…
หมู่บ้านร้าง
หลังจากรถม้าของพวกลู่เฉวียนอันค่อยๆ จากไป ก็ถึงยามกลางอู่อย่างรวดเร็ว หมู่บ้านข้างทางหลวงต้อนรับแขกคนหนึ่ง
ใต้ท้องฟ้าขมุกขมัว ม้าดำทั่วตัวไม่มีสีอื่นแทรกตัวหนึ่งเหยาะย่างเข้าหมู่บ้าน
เป็นคุณชายอายุน้อยบุคลิกอ่อนโยน ใบหน้าประดับรอยยิ้มคนหนึ่งขี่ม้าเข้ามา
‘เป็นที่นี่หรือ’ คุณชายผู้นี้ยังคงยิ้มแย้ม เป็นท่าทางเดิมตั้งแต่ต้นจนจบ
เขาใส่อาภรณ์สีเขียว มือไร้อาวุธ ไม่แขวนอาวุธใดๆ ไว้บนตัว มีเพียงหยกสีเขียวแก่ผูกไว้รอบเอว เรียบง่ายธรรมดา
……………………………………….
บทที่ 82
คุณชายผู้นี้พลิกตัวลงจากหลังม้า เดินเข้าไปในหมู่บ้าน
“ออกมาเถอะ พวกเจ้าไม่ใช่ล่อพวกเราให้ลงมือหรือ” เขากล่าวเสียงใส กวาดตามองรอบๆ
“ตอนนี้ข้ามาแล้ว”
เสียงเพิ่งขาด หน้าบ่อน้ำเก่ากลางหมู่บ้านไม่ทราบมีคนคนหนึ่งโผล่มาตอนไหน
เงาคนสวมอาภรณ์ดำ ผมยาวสยาย สองมือห้อยลง
คนผู้นี้ก้มศีรษะมองไม่เห็นใบหน้า เพียงยืนอยู่ตรงข้ามคุณชายผู้นั้นเช่นนี้ ไม่ทราบว่าม้าที่ลู่เฉวียนอันทิ้งไว้ข้างๆ หายไปไหน มีแค่ห่ออาหารห่อหนึ่งวางไว้ข้างบ่อ
“พวกเราตกลงกันแต่แรกว่าน้ำบ่อไม่ก้าวก่ายน้ำคลอง ตอนนี้พวกเจ้าลงมือหมายความว่าอะไร” คุณชายเห็นดังนั้นพลันกล่าวเสียงเย็น
ฟุ่บๆ!
สิ่งที่ตอบเขาเป็นขวานเหล็กที่ลอยมาจากด้านข้างด้วยความเร็วสูง
หัวขวานหมุนอย่างรวดเร็ว ส่งเสียงแหวกอากาศแหลมคม จากนั้นวาดผ่านขมับคุณชายเหมือนฟ้าคำรามไม่ทันปิดหู
ฉูด
เลือดสาดกระเซ็น
คุณชายผู้นั้นถูกขวานฟันหัวแยกออก ปากแผลลึกเกือบหนึ่งนิ้วปรากฏบนศีรษะ ยืนนิ่งอยู่กับที่
“นี่เป็นการแสดงอำนาจของพวกเจ้าหรือ” คุณชายถึงกับจ้องคนประหลาดด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ปากแผลสีแดงขนาดท่าฝ่ามือบนศีรษะสมานตัวด้วยความเร็วสูง เหมือนกับดอกไม้บานแล้วหุบอย่างรวดเร็ว ขมับไร้ร่องรอยใดคล้ายไม่ได้รับบาดเจ็บมาก่อน
หัวขวานตกลงบนพื้นด้านข้าง แปดเปื้อนดินโคลนฝุ่นผง เลือดสักหยดถึงกับไม่ติดบนคมขวาน
คุณชายสีหน้าเยือกเย็น ค่อยๆ เดินเข้าหาคนข้างบ่อ
บนเส้นทางในภูเขาที่ห่างจากหมู่บ้านราวครึ่งลี้
ลู่เซิ่งนำลูกน้องที่ขี่ม้ายี่สิบคนยืนนิ่งบนเส้นทางภูเขาที่คดเคี้ยว มองไปยังทิศทางที่หมู่บ้านอยู่
ที่ที่พวกเขาอยู่เป็นสันเขา พอดีเห็นที่ราบที่หมู่บ้านร้างอยู่ สายตาของคนทั่วไปอาจมองไม่ได้ไกลและชัดเจนขนาดนั้น แต่ลู่เซิ่งแตกต่าง
เขามองคุณชายอายุน้อยที่ทางเข้าหมู่บ้านอย่างสงบ เห็นเหตุการณ์พิสดารเมื่อครู่แล้ว
‘ศีรษะถูกจามเป็นสองส่วนยังฟื้นฟูได้ เป็นคนอยู่อีกหรือ…’ เขาขมวดคิ้ว จิตใจกระสับกระส่ายบ้าง
ผีเคยเห็นแล้ว ความประหลาดลี้ลับก็เคยเห็นแล้ว แต่เขาเพิ่งเคยเห็นลูกหลานตระกูลขุนนางต่อสู้กับคนอื่นเป็นครั้งแรก แต่นี่ไม่เหมือนกับสิ่งที่คาดไว้โดยสิ้นเชิง
‘หรือว่าคนของตระกูลขุนนางยังมาไม่ถึง คนหนุ่มคนนั้นเป็นผีของพื้นที่หวงห้ามแห่งนี้’ ลู่เซิ่งคาดเดา แต่ก่อนมา ประมุขพรรคเฒ่ากำชับว่าถ้าเห็นคนหนุ่มสวมอาภรณ์สีเขียว ใบหน้ายิ้มแย้มเดินเข้าพื้นที่หวงห้ามคนเดียวเหมือนไม่มีเรื่องใด นั่นจะต้องเป็นคนของตระกูลเจินแน่
‘คนของตระกูลเจินแปลกประหลาดเช่นนี้หมดเลยหรือ’ ลู่เซิ่งขมวดคิ้วมุ่นกว่าเดิม
เขานั่งบนหลังม้า มือหนึ่งกำดาบ มือหนึ่งจับบังเหียน
‘ตระกูลขุนนางเป็นตัวตนเพียงหนึ่งเดียวที่สู้กับภูตผีปีศาจได้ นี่คือสิ่งที่ตวนมู่หว่านบอก เช่นนั้นพวกเขาอาศัยสิ่งใดต่อสู้กับตัวตนที่แข็งแกร่งสุดเปรียบปานเหล่านั้นได้’ ลู่เซิ่งนึกย้อนถึงตวนมู่หวานกับเหยียนไคเต้าจ่างที่น่าสงสัยว่าเป็นลูกหลานตระกูลขุนนางเหมือนกัน ไม่เห็นพวกเขามีวิชาฝีมือความสามารถที่กล้าแข็งถึงขีดสุดแต่อย่างใด
เหมือนอย่างเหยียนไคก็แค่อาศัยเลือดของตัวเองฆ่าผี ตอนที่เข่นฆ่าในวัดร้างยังสู้ตนในตอนนี้ไม่ได้
“หัวหน้าหน่วยภารกิจภายนอก พวกเราไม่ไปแล้วหรือ” คนหนึ่งในโถงอินทรีเหินเข้ามากระซิบถาม พวกเขามีพลังสายตาไม่พอ ไม่เห็นรายละเอียดในหมู่บ้านร้างที่ไกลออกไป ไม่ทราบว่าลู่เซิ่งหยุดอยู่ตรงนี้คิดทำอะไร
ลู่เซิ่งมองคุณชายผู้่นั้นค่อยๆ เดินเข้าหมู่บ้านไป จนกระทั่งถูกบ้านดินบังสายตามองไม่เห็นคน ค่อยถอนใจ
“ไปเถอะ ลงไปดูกัน”
“ขอรับ!”
คนและม้าค่อยๆ ลงจากสันเขา เข้าไปใกล้หมู่บ้านร้าง
พวกเขาใช้ทางลัด ดังนั้นจึงเร็วกว่าคนทั่วไป แต่ว่าทางรัดนี้แคบยิ่ง ไม่ใช่ยอดฝีมือที่เพียบพร้อมทั้งสายตาและความสามารถ ปกติจะไม่กล้าเดินบนเส้นทางใกล้ผาชันเช่นนี้
ลู่เซิ่งพาคนลงจากสันเขา ไปตามเส้นทางถึงหน้าประตูหมู่บ้าน แต่ยังไม่ได้เข้าไป พากันลงจากหลังม้า
ฟืด…
พวกม้าคล้ายกระสับกระส่าย พ่นลมไม่หยุด หมุนตัวคิดหนีไปจากที่นี่ จึงถูกคนดึงไปผูกไว้กับต้นไม้หนาต้นหนึ่งข้างทาง
นอกจากลู่เซิ่ง คนที่เหลือความจริงไม่รู้ว่าตนมาทำภารกิจอะไร เพียงทราบว่าเป็นคำสั่งของลู่เซิ่ง ภารกิจในครั้งนี้อันตรายอยู่บ้าง จำเป็นต้องเพิ่มความระมัดระวัง
“พวกเราจะเข้าไปหรือไม่” ต้วนหงอิงยอดฝีมือโถงอินทรีเหินที่เป็นหัวหน้าถามลู่เซิ่ง
“ไม่ต้องรีบ ด้านในมีคนแล้ว พวกเราเพียงแค่รออยู่ด้านนอก ขณะเดียวกันก็ปิดล้อมรอบๆ ไม่อนุญาตให้ใครเข้าออก” ลู่เซิ่งสั่ง
“ทราบแล้ว!” ทุกคนแยกย้าย ค่อยๆ ลาดตระเวนรอบหมู่บ้าน
คนยี่สิบคนแยกตัวไป ล้อมหมู่บ้านร้างไว้ ไม่นับว่าคนน้อยเกินไป ทุกคนเห็นว่าข้างตัวจะมีคนอยู่ห่างๆ
ลู่เซิ่งใคร่ครวญ ยืนอยู่ที่ประตูหมู่บ้านตั้งใจฟังเสียงความเคลื่อนไหวด้านใน
คล้ายมีคนกำลังต่อสู้กันอยู่ในบ้านดิน การเคลื่อนไหวแม้ไม่มาก แต่สำหรับเขาแล้วชัดเจนยิ่ง
‘ตระกูลขุนนาง ตกลงมีพลังอะไรกันแน่…’ ลู่เซิ่งสงสัยยิ่ง
ถึงตอนนี้ เขาเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งที่มีชื่อเหมาะสมกับความเป็นจริงในพรรควาฬแดง ต่อให้เป็นประมุขพรรคเฒ่า ถ้าทุ่มเทด้วยชีวิตจริงๆ ผู้ชนะมีแต่เขา
ต่อให้เป็นผีที่เจอก่อนหน้านี้ เขาความจริงก็ไม่ได้อันตรายมากนัก ดังนั้นตอนนี้จึงคิดอยากยืนยันมากกว่าว่า พลังของตนนับเป็นระดับไหนในสายตาของคนจากตระกูลขุนนาง
ลู่เซิ่งกำด้ามดาบแน่น ค่อยๆ เดินเข้าหมู่บ้าน
‘เสียงดังมาจากบ้านดินที่ใหญ่ที่สุดทางฝั่งขวา’
เขายืนยันทิศทาง เดินเข้าไปใกล้บ้านดินหลังนั้นอย่างเงียบเชียบ
เดินมาถึงข้างหน้าต่างบ้านดินหลังนั้น ลมหายใจหนักหน่วงเล็กน้อย ค่อยๆ มองเข้าไปในหน้าต่าง
ด้านในมืดสนิท มองไม่เห็นอะไร
ลู่เซิ่งนิ่วหน้า เขยิบเข้าไปใกล้อีกนิด คิดดูให้ชัดเจนกว่าเดิม
“ท่านกำลังดูอันใด บอกข้าได้หรือไม่”
ทันใดนั้นเสียงอ่อนโยนเสียงหนึ่งพลันดังมาจากด้านหลังของลู่เซิ่ง
เขาตกใจ รีบหมุนตัวกลับ เกือบชักดาบฟันออกไป
“ท่าน!?” ลู่เซิ่งถอยหลังไปสองก้าว ค่อยเห็นคนที่โผล่มาอย่างกะทันหันถึงกับเป็นคุณชายอาภรณ์เขียวที่ก่อนหน้าเข้าหมู่บ้านมา
ใบหน้าอีกฝ่ายมีรอยยิ้มเป็นมิตร บนตัวไร้อาวุธ ยืนนิ่งอยู่ด้านหลังเขา
ทั้งสองคนห่างกันไม่เกินสองหมี่
“ท่านเป็นใคร?!” ลู่เซิ่งกล่าวเสียงทุ้ม อีกฝ่ายแอบมาถึงด้านหลังเขาอย่างไร้สุ้มเสียง ท่าเท้าวิชาตัวเบานี้ชีวิตนี้เพิ่งเคยเห็น
“ข้าหรือ” คุณชายร้อยยิ้มไม่แปรเปลี่ยน ตอบว่า “ข้าเรียกว่าเจินอี้ ท่านเป็นคนที่พรรควาฬแดงส่งมาเก็บกวาดกระมัง
ที่นี่ไม่มีผีแล้ว แต่ต้องปิดล้อมสิบวัน ไม่อาจให้สิ่งมีชีวิตใดๆ เข้ามา”
“ที่แท้เป็นคุณชายเจิน สิ่งมีชีวิตใดๆ ที่ท่านว่าคือ” ลู่เซิ่งตกใจ รีบก้มหน้ากล่าวอย่างเคารพ
“ท่านทำความเข้าใจว่าเป็นคนก็แล้วกัน” เจินอี้เอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“เข้าใจแล้ว” ลู่เซิ่งพยักหน้า
“เข้าใจแล้วก็ดี” เจินอี้ยิ้มพร้อมกับพยักหน้า “ที่นี่ท่านจัดการเถอะ จงจำเอาไว้ หลังจากข้าไปแล้ว อย่าให้คนอื่นๆ เข้ามา”
“ขอรับ” ลู่เซิ่งก้มหัวเอ่ย
“จริงด้วย ภายหลังบอกหงหมิงจือว่าอย่าได้บุ่มบ่ามแบบนี้…” เจินอี้กดขอบหน้าต่างบ้านเบาๆ ยืมแรงลุกขึ้น จากนั้นหมุนตัวค่อยๆ เดินจากไปไกล
ลู่เซิ่งก้มศีรษะตลอด จนกระทั่งอีกฝ่ายหายไปจากอาณาเขตสายตา ก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมา
หันกลับมาดู บนขอบหน้าต่างของบ้านไม้ถึงกับเหลือรอยมือสีดำอย่างชัดเจน
เขามีสีหน้าเรียบเฉย ยื่นมือไปแตะรอยฝ่ามือ
ซี่…
ความเจ็บปวดรวดร้าวไหลตามนิ้วไปทั่วร่างกายอย่างรวดเร็ว
ลู่เซิ่งมองเลือดเนื้อบนนิ้วตัวเองกลายเป็นสีดำ แล้วแห้งกรังอย่างรวดเร็ว คล้ายกับต้องพิษที่รุนแรง หรือถูกกรดเข้มข้นราดใส่ เนื้อบนนิ้วแห้งเหี่ยวด้วยความเร็วสูงเหมือนกับลูกโป่งที่ถูกเจาะ
ฉัวะ!
เขาตัดสินใจเฉียบขาด ตัดเลือดเนื้อที่ปลายนิ้วทิ้ง
เลือดเนื้อสีดำกลุ่มนี้ตกลงบนพื้น ควันดำลอยขึ้นก่อนหายไป ปราณภายในทั่วร่างลู่เซิ่งพุ่งไปยังนิ้วอย่างบ้าคลั่ง ต้านทานเลือดเนื้อสีดำที่หลงเหลืออยู่ต่อ
‘พิษที่รุนแรงนัก…’ ลู่เซิ่งสูดหายใจ เจ็บปวดจนเหงื่อซึมหน้าผาก เอ็นเขียวปูดบนคอ เขาพิจารณาสีดำบนนิ้ว หลังจากใช้ปราณภายในจำนวนมาก สีดำหายไปทีละน้อย
เลือดเนื้อสีดำขนาดเท่าเม็ดงาที่เหลืออยู่ต้องใช้ปราณภายในแปดส่วนกว่าๆ ผสานกับวิชาหยินหยางกระเรียนหยกกับวิชาลมปราณแดงฉานทั้งหมด จึงค่อยฝืนสะกดเลือดเนื้อสีดำจุดนี้ได้
ลู่เซิ่งยกดาบขึ้นคว้านเลือดเนื้อเล็กๆ ส่วนนี้ทิ้งอย่างระวัง
กายใจเชื่อมกัน เจ็บปวดสุดทนทาน แต่เขายังข่มความเจ็บปวดได้ คว้านเนื้อสีดำนั้นอย่างระมัดระวัง
‘คนของตระกูลขุนนาง… แตกต่างกันขนาดนี้เลยหรือ’
เขาเคร่งเครียดกว่าเดิม มองดูรอยมือสีดำที่เหลือบนขอบหน้าต่างอีกครั้ง
‘ที่นี่ไม่อาจอยู่นาน’ ลู่เซิ่งรีบหมุนตัว คิดออกจากที่นี่ก่อนค่อยว่ากัน
ทันใดนั้นเขาเหลือบเห็นห่อสัมภาระที่วางตรงขอบบ่อ บนห่อสัมภาระสีแดงดำปักอักษรคำว่าลู่ตัวใหญ่
‘ผ้าที่มีแต่บ้านเราใช้!’ ลู่เซิ่งตื่นตระหนก รีบเดินไปหยิบห่อสัมภาระข้างบ่อขึ้นมา
เปิดห่อสัมภาระเบาๆ อาหารส่วนหนึ่งกับจดหมายฉบับหนึ่งวางอยู่ด้านใน ลู่เซิ่งอ่านอย่างรวดเร็ว
จดหมายทิ้งไว้ให้ลู่เฉินซิน ด้านบนเขียนทิศทางไปเมืองเลียบคีรี และสัญลักษณ์ที่ทำไว้ตามเส้นทาง รวมถึงวิธีตรวจสอบค้นหาสัญลักษณ์อย่างละเอียด
‘นี่เป็นจดหมายที่ทิ้งไว้ให้ลู่เฉินซิน หมายความว่าที่บ้านเคยมาหมู่บ้านแห่งนี้ หนำซ้ำลู่เฉินซินก็หายไปแล้ว” ลู่เซิ่งวิเคราะห์ผลลัพธ์อย่างรวดเร็ว
‘ยังดีที่ไม่เกิดเรื่องใหญ่ ลู่เฉินซินเดิมมิใช่ตัวดีอันใด เป็นตายไม่สำคัญ’ แต่เขาคิดอีกที ‘จำได้ว่าตอนเราเดินทางมา ที่นี่ไม่มีหมู่บ้านอันใด เหตุใดไม่เกิดเรื่องให้เร็วกว่าหรือช้ากว่านี้ พานเกิดตอนครอบครัวเราย้ายบ้าน’
ออกจากหมู่บ้าน ด้านนอกไม่เห็นเงาเจินอี้แล้ว มีแค่มือดีพรรควาฬแดงที่เหลือเฝ้าอยู่
ลู่เซิ่งซ่อนอาการบาดเจ็บบนมือไว้ในแขนเสื้อ
“พวกเจ้าเฝ้าให้ดี ห้ามใครเข้าไป ส่งคนสองคนกลับไปรายงาน ให้คนที่มาแทนร่วมมือด้วย!”
เขาเริ่มจัดการคนปิดล้อมที่นี่ อาศัยแค่ยี่สิบคนย่อมไม่พอ ต้องเปลี่ยนเวรกัน
“ขอรับ!”
หลังจากสั่งบริวารแล้ว ลู่เซิ่งก็ไปยังเมืองเลียบคีรีทันที
ครอบครัวกำลังย้ายบ้าน เกิดเจอปัญหาเข้าพื้นที่หวงห้ามอื่นๆ ก็ลำบากแล้ว เขาจะต้องไปตรวจสอบ
ความรู้สึกบอกเขาว่าเรื่องนี้ไม่ได้บังเอิญและไม่ได้รวบรัด
ขี่ม้าไล่ตามอย่างบ้าคลั่ง ลู่เซิ่งมุ่งหน้าตามทางหลวง ฟ้าค่อยๆ มืดลงหลังเวลาผ่านไป
ไม่ทราบไล่ตามนานเท่าไหร่ ม้าที่เขาขี่อยู่ก็ทนไม่ไหว ค่อยๆ ลดความเร็วลง
บนทางหลวงตรงหน้า ขบวนรถตระกูลลู่ค่อยๆ โผล่ขึ้นในสายตา กลุ่มคนด้านในคล้ายปั่นป่วนอยู่บ้าง
ลู่เซิ่งถอนใจ สะบัดบังเหียน เร่งความเร็วเข้าไป แต่ยังไม่ทันเข้าใกล้ก็เห็นว่าบนรถม้าคันหนึ่งด้านในถึงกับแขวนโคมไฟสีแดงขนาดใหญ่ใบหนึ่ง
บนประตูรถของรถม้าแขวนโคมไฟขนาดใหญ่สีแดงฉานใบหนึ่ง มองผ่านหน้าต่างรถเห็นได้ว่า ด้านในยังแขวนโคมไฟแดงเหมือนกันอีกสองใบ
ลู่เซิ่งตื่นตัวขึ้น
……………………………………….
บทที่ 83
‘เรือสำราญหอแดง…’
ชื่อหนึ่งแวบขึ้นมาในใจลู่เซิ่งเหมือนสายฟ้า
เขาหยุดม้า หยุดนิ่งเล็กน้อย สีหน้าหน้าถมึงทึงอยู่บ้าง เห็นว่ามีคนในขบวนรถเห็นตัวเอง เขาจึงค่อยๆ ขี่ม้าขึ้นหน้าไป
เข้าใกล้แล้ว ลู่เฉวียนอันรีบพาคนเข้ามาต้อนรับ
“เซิ่งเอ๋อร์! เหตุใดเจ้ามาแล้ว เส้นผมเจ้าล่ะ” เขาเห็นรูปร่างของลู่เซิ่งในตอนนี้ก็งงงัน
ลู่เซิ่งพลิกตัวลงจากหลังม้า
“เรื่องมันยาว อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องเส้นผมเลย ท่านพ่อ มารดารอง ลุงจ้าว ข้ามาจากเมืองเลียบคีรี พวกท่านเหตุใดจึงหยุดอยู่ตรงนี้ ยังมี ผู้ใดแขวนโคมไฟแดงใบนั้น”
เขาชี้ไปที่โคมไฟแดงที่แขวนอยู่บนรถม้าคันนั้นเหมือนไม่นำพา
“ไม่ทราบ พวกเรากำลังตรวจสอบอยู่ ก่อนหน้านี้ยังเป็นโคมไฟกระดาษหนังสีเหลืองตามปกติ ไปๆ มาๆ อยู่ๆ มีคนพบว่า โคมไฟโดนเปลี่ยน” ลู่เฉวียนอันกล่าวอย่างจริงจัง ใบหน้าเคร่งเครียดอยู่บ้าง “พอดีเซิ่งเอ๋อร์เจ้ามา เจ้าช่วยดูหน่อย”
ลู่เซิ่งมองคนรอบๆ คนในบ้านล้วนอยู่ที่นี่ มารดารอง มารดาสาม ลุงจ้าว ยังมีมารดาสี่ มารดาห้า ท่านน้าที่รีบลงรถไม่ไกล ล้วนอยู่ นอกจากคนในครอบครัว ยังมีญาติฝ่ายนอกไม่น้อย มีครอบครัวของมารดาเขา และมีครอบครัวอื่นๆ แค่คนของตระกูลลู่ก็ปาไปยี่สิบกว่าคนแล้ว
“คุณชายเซิ่ง เจ้ามาพอดี ก่อนหน้านี้เฉินซินหายไป เจ้าจะต้องช่วยข้า ช่วยข้าหาเขานะ!” มารดาสามคือหวังเหยียนอวี่มารดาของลู่เฉินซิน ตอนนี้หน้าซีด ตาบวมแดง แสดงว่าร้องไห้มา
“มารดาสามวางใจ ข้าจะทำเต็มที่” ลู่เซิ่งพยักหน้า
ถึงแม้คนในครอบครัวจะเห็นว่าลักษณะของเขาในตอนนี้แปลกประหลาดยิ่ง กระนั้นตอนนี้ถึงจะหวาดผวา จุดสำคัญที่ทุกคนสนใจไม่ใช่เรื่องนี้ แต่ว่าเมื่อลู่เซิ่งมา ขบวนรถก็ปลอดภัยขึ้นมาก
ก่อนหน้านี้ที่เมืองเก้าประสานก็มีความยากลำบากที่คุณชายเซิ่งแก้ไข ตอนนี้เขาต้องมีวิธีเช่นกัน ทุกคนต่างใช้สายตาคาดหวังและโล่งใจมองไปที่ลู่เซิ่ง
ลู่เซิ่งเดินเข้าขบวนรถ ยืนอยู่ด้านหน้ารถม้าที่ถูกเก็บกวาดจนว่างเปล่าสองคันนั้น ด้านข้างมีทหารหลายคนยืนอยู่ ชายอ้วนผิวคล้ำ หน้าเหยเกคนหนึ่งกำลังกำดาบที่เอวจ้องรถม้าเขม็ง
“ที่แท้เป็นคุณชายเซิ่งมา ครั้งนี้เห็นดีแน่ ท่านมาดู ร่องรอยของโคมไฟก่อนหน้ายังอยู่ ตัวหนังสือด้านบนเหมือนกับก่อนหน้าไม่มีผิด” คนอ้วนคือพี่ซง พี่น้องหายไปสามคน เดิมทำให้เขาร้อนใจ ตอนนี้อยู่ๆ ก็เกิดเรื่องแบบนี้อีก
ลู่เซิ่งพยักหน้า พิจารณาโคมไฟแดงที่แขวนบนรถม้า
“ก่อนหน้านี้ผู้ใดนั่งรถคันนี้” เขาถามเบาๆ
“นายน้อยสามลู่เฉินซินกับนายน้อยสี่ลู่เทียนหยาง ยังมีครอบครัวจางซิ่วซิ่ว” พี่ซงรีบตอบเสียงเบา
“เฉินซินหายไปตอนไหน” ลู่เซิ่งมองโคมไฟนี้ เหมือนกับลักษณะที่เคยเห็นบนเรือสำราญ
“หายไปในหมู่บ้านร้างเมื่อก่อนหน้า” พี่ซงรีบตอบ
“หมู่บ้านร้าง…” ลู่เซิ่งหมุนตัวมองรอบๆ สายตาค่อยๆ เย็นชา “มุ่งไปเมืองเลียบคีรีต่อ ไม่ต้องหยุด ข้ากลับอยากดูว่า เป็นผีตัวใดมาหาเรื่องตระกูลลู่ของข้า” เขากล่าวกับบิดาหลายคำ
ลู่เฉวียนอันพยักหน้าให้
“ไป! ขึ้นรถให้หมด ปลดโคมไฟแดงใบนั้นลงมา เดินทางต่อ!”
“รอเดี๋ยว! ไม่เอารถคันนี้แล้ว ทิ้งไว้ที่นี่” ลู่เซิ่งขวางครอบครัวจางซิ่วซิ่วกับลู่เทียนหยางที่กำลังจะขึ้นรถ
ทุกคนสีหน้าซีดอยู่บ้าง ล้วนทราบว่าโคมไฟแดงนี้เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะเป็นสัญลักษณ์ของความยากลำบากบางอย่าง
“พี่ใหญ่ พวกเราไม่เป็นอะไรกระมัง…” ลู่เทียนหยางเขยิบเข้าใกล้ลู่เซิ่ง เอ่ยถาม
“เชื่อฟังก็จะไม่เป็นไร” ลู่เซิ่งถลึงตาใส่เขา
ที่แล้วมาเขาไม่เคยประทับใจในตัวคนสำมะเลเทเมาสามคนในบ้าน แค่ตอบก็ถือว่าไว้หน้ามากแล้ว
ลู่เทียนหยางขึ้นรถอย่างคับข้องใจ
รถม้าค่อยๆ เคลื่อนตัว แต่ทุกคนเพ่งสมาธิในระดับสูง สังเกตผิวถนนรอบๆ อย่างละเอียด
ล้อรถหมุนอย่างช้าๆ ส่งเสียงเดี๋ยวทุ้มเดี๋ยวทึบบนพื้นที่ขรุขระ
ลู่เซิ่งพินิจรอบๆ ให้ความสนใจการเคลื่อนไหว
เดินทางเรื่อยๆ เขาพลันรู้สึกไม่ถูกต้อง
“หยุด!” เขายกมือ
ลู่เฉวียนอันรีบบอกให้ทุกคนหยุด
เขาค่อยๆ หันกลับ รถม้าโคมไฟแดงที่ถูกทิ้งคันนั้นถึงกับยังตามติดด้านหลังขบวนรถ โคมไฟสีแดงโดดเด่นสะดุดตา ม้าไม่ส่งเสียงร้อง เหมือนกับตำแหน่งสารถีมีคนกำลังนั่งอยู่
ไม่ทันไรคนที่เหลือก็พบปรากฏการณ์ลี้ลับนี้แล้ว พลันมีคนกรีดร้อง แต่ก็อุดปากอย่างรวดเร็ว ถูกตำหนิไปหลายคำ
บรรยายกาศอันน่าสะพรึงค่อยๆ ครอบคลุมขบวน
“กลัวอันใด!” ลู่เซิ่งแค่นเสียง “มัดรถคันนี้กับต้นไม้ พวกเราไปต่อ ม้าตัวนี้คงคุ้นเคย เลยติดตามเราไม่ไปไหน”
“ใช่ มีเรื่องนี้จริงๆ เมื่อก่อนตอนข้าท่องยุทธภพก็เคยเจอเรื่องแบบนี้” ลุงจ้าวรีบอธิบาย
ทหารหลายคนหวาดผวาอยู่บ้าง แต่เมื่อพี่ซงต่อว่า ยังคงไปมัดรถม้าโคมไฟแดงติดกับต้นไม้แห้งต้นหนึ่งข้างทาง
ขบวนรถมุ่งหน้าต่อ
ผ่านไปราวชั่วเวลาถ้วยน้ำชา ครั้งนี้ทุกคนหันหลังเรื่อยๆ กลัวว่ารถม้าคันนั้นจะติดตามอยู่ด้านหลัง
เหตุการณ์ก่อนหน้าทำให้ทุกคนตกใจกลัว
เดินทางอีกสักพัก ประมาณครึ่งชั่วยาม ทุกคนค่อยๆ ผ่อนความระวัง
“รีบดูด้านหน้า!” พลันมีเสียงทหารตะโกน
ทุกคนต่างมองไปด้านหน้า
รถม้าคันที่พวกเขามัดไว้จอดอยู่ฝั่งซ้ายของทางหลวงด้านหน้า
โคมไฟแดงบนรถม้ายังคงส่องสว่างอย่างสงบ
ขบวนรถหยุดลงโดยไม่รู้ตัว เสียงหายใจของทุกคนพลันชะงัก เพียงมองรถม้าโคมไฟแดงตรงหน้าอย่างตกตะลึง
ลู่เฉวียนอันหยิบผ้าขนหนูขึ้นเช็ดเหงื่ออย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ตนจะกลัวมากเช่นกัน แต่ยังคงพยายามสงบนิ่ง ปลอบคนรอบๆ ที่หวาดหวั่นขึ้นเรื่อยๆ
ลู่เซิ่งจ้องรถม้าคันนั้นอย่างเย็นชา
เช้ง เขาชักดาบออกมา ค่อยๆ เดินไปหารถม้าโคมไฟแดง
“พวกท่านไปก่อน เดี๋ยวข้าตามไป!”
“เซิ่งเอ๋อร์!” ลู่เฉวียนอันร้อง “ระวังด้วย!”
“อือ” ลู่เซิ่งไม่หันกลับ โบกมือบอกให้พวกเขารีบไป เขารั้งอยู่คนเดียว จ้องมองรถม้าคันนั้น
รถม้าส่งเสียงดังครึ่กๆ ขบวนรถค่อยๆ ออกห่างไป เหลือเพียงลู่เซิ่งที่ไม่ขยับเขยื้อนบนทางหลวง
เขาเลียรีมฝีปาก ยกดาบเดินเข้าหาตัวรถอย่างเชื่องช้า
“พวกเจ้าไม่ใช่กำลังหาข้าหรือ ข้ามาแล้ว อยู่นี่ไง” เขาหัวเราะเหอะๆ “อยากแก้แค้นให้ผีหญิงบนเรือสำราญในตอนนั้นหรือ
“จุ๊ๆๆ น่าเสียดาย… พวกเจ้าไม่เห็นตอนข้าถลกหนังนางทั้งเป็นทีละดาบๆ จากนั้นก็ควักลูกตานาง ตัดจมูกกับหูนางทิ้ง”
ลู่เซิ่งหัวเราะ
“นังนั้นถึงกับด่าข้าว่ากล้าทำแบบนั้นกับนาง ข้าจึงใช้ดาบแยกตั้งแต่หัวถึงเท้านางเป็นสองส่วน นางนึกว่าตนเองไม่ตาย ถูกข้าใช้ปราณภายในเผา ครู่เดียวก็ไม่ไหวแล้ว ฮ่าๆๆ…”
เสียงหัวเราะยังไม่ขาด
รถเปิดออกดังโครม เหมือนมีคนเปิดประตูรถอย่างแรงจากด้านใน
“เป็นไร โกรธแล้วหรือ ภายหลัง ข้ายังตัดศีรษะนางมา เดิมเตรียมนำกลับไปทำชาตอนกลางคืน คิดไม่ถึงนางทนดาบสุดท้ายของข้าไม่ได้ ระเบิดเละไปเลย” ลู่เซ่งเอ่ยอย่างชั่วร้าย
ในตัวรถที่เปิดออก สตรีอายุน้อยสวมอาภรณ์แดงนางหนึ่งนั่งนิ่ง ใบหน้านางขาวราวกระดาษ ถือโคมไฟแดงขนาดใหญ่ใบหนึ่ง ไม่ขยับเขยื้อน
แกร่ก… แกร่ก…
คอของสตรีนางนั้นค่อยๆ หมุน สงเสียงเสียดสีน่าประหลาด
นางบิดคอ ดวงตาอันน่าสะพรึงจ้องมองลู่เซิ่งที่กำลังหัวเราะ
“เจ้ารู้จักสตรีนางนั้นกระมัง” ลู่เซิ่งกำด้ามดาบด้วยสองมือ งอตัว ดวงตาเย็นชา “ดังนั้นเจ้าจะมาแก้แค้นให้นางหรือ”
ฟึ่บ!
สตรีอาภรณ์แดงพริบตาเดียวก็หายไปจากในตัวรถ โผล่ขึ้นมาอีกครั้งก็อยู่ด้านหลังลู่เซิ่งแล้ว
โคมไฟในมือนางโยกเยก ฟาดใส่ต้นคอลู่เซิ่ง
ลู่เซิ่งพลิกมือฟันใส่
ฟุ่บ!
ประกายดาบเย็นเยียบถึงกับเกิดกระแสอากาศร้อนลวก วิชาลมปราณแดงฉานโคจรสุดกำลัง ไหลสู่คมดาบด้วยความเร็วสูง ฟันใส่ร่างสตรีอาภรณ์แดง
แต่ว่าสิ่งที่เหนือความคาดหมายก็คือ ดาบของเขาพลาดเป้า
คมดาบทะลุผ่านร่างนางไปอย่างไร้อุปสรรคแม้แต่น้อย เหมือนกับอีกฝ่ายเป็นเงามายา
‘เกิดอะไรขึ้น!?’ ลู่เซิ่งไม่ทันคิด เห็นโคมไฟแดงกระแทกใส่ทรวงอกตนอย่างรุนแรง
เปรี้ยง!
เขาราวกับถูกฟ้าผ่าใส่ คล้ายถูกวัตถุหนักหลายร้อยชั่ง ชนด้วยความเร็วสูง คนกระเด็นออกไปด้านหลัง
สองขาไถลกับพื้นดังครืดเป็นระยะสิบกว่าก้าว เกือบชนใส่รถม้า
ลู่เซิ่งหน้าแดง มืดหนึ่งคว้าขอบรถ ปราณภายในทะลักสู่คมดาบ ฟันไปด้านหน้าอย่างดุดันอีกรอบ
ฟุ่บ!
คมดาบวาดผ่านสตรีที่ถือโคมไฟแดงที่เพิ่งโผล่มาอีกรอบ โคมไฟแดงกระแทกใส่ไหล่ซ้ายลู่เซิ่งอย่างแรง
เขาทุลักทุเล เดินเซสองสามก้าว ยังไม่ทันตั้งหลัก เห็นสตรีนางนั้นโผล่ขึ้นมาข้างหน้าตนอย่างฉับพลัน
เคร้ง!
โคมไฟแดงกระแทกใส่ดาบเขา เขาฝืนต้านไว้ได้ แต่แรงมหาศาลส่งเขาเซล้มไปกับพื้น
‘เคลื่อนย้ายในพริบตาหรือ ไม่! ไม่ใช่ นางเร็วเกินไปต่างหาก ทำให้เรารู้สึกเหมือนเคลื่อนย้ายในพริบตา!’ ลู่เซิ่งรู้สึกว่าที่ที่ถูกกระแทกโดนสองครั้งปวดแสบปวดร้อนขึ้นมา ขณะเดียวกันก็คัน แสดงว่าต้องพิษแล้ว
วิชาหยินหยางกระเรียนหยกทะลักไปยังจุดที่บาดเจ็บด้วยความเร็วสูง ต้านทานการติดเชื้อและพิษที่อาจปรากฏ
เขารีบพลิกตัวขึ้นกวาดตามอง กลับไม่เห็นเงาร่างสตรีนางนั้น ด้านหลังก็ไม่รู้สึกถึงกลิ่นอายแม้แต่น้อย
‘นางเคลื่อนไหวรวดเร็วยิ่ง แต่ยังมีเสียงลมเล็กน้อย’ ลู่เซิ่งตั้งใจฟัง ถึงจะถูกกระแทกโดนสองครั้ง แต่เป็นเพราะมีวิชาแข็งกร้าว ปราณภายในเมื่อโคจร ก็ไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส
เขาพิจารณารอบๆ รถม้าที่อยู่ข้างเขา ด้านในว่างเปล่า มีแค่โคมไฟแดงสองใบสั่นไหวอยู่
‘นางเล่า’
ลู่เซิ่งหยีตา
ฟึ่บ!
ทันใดนั้นแถบผ้าสีแดงสองผืนลอยออกมาจากในตัวรถ รัดคอเขาไว้แน่น แรงอันมหาศาลคิดรัดคอเขาให้หัก
ลู่เซิ่งหน้าแดง มือคว้าแถบผ้า ปราณภายในพรั่งพรู ความร้อนที่วิชาลมปราณแดงฉานให้กำเนิดลวกแถบผ้าให้หดตัวแล้วขาดไป
แคว่ก เขาฉีกแถบผ้า ตีลังกาไปด้านหน้าออกห่างจากตัวรถ
เพิ่งลุกขึ้น โคมไฟแดงใบหนึ่งก็พุ่งมาอีก
เปรี้ยง!
เลือดทะลักขึ้นลำคอลู่เซิ่ง ไหลซึมออกมาจากมุมปาก เขาถอยหลังไปหลายก้าว ไอร้อนแผ่รอบตัว คมดาบกับสองมือต่างเป็นปราณภายในที่ร้อนลวก
กวาดตามองดู ยังไม่เจอคน
“เป็นอะไร ไม่มีกระบวนท่าแล้วหรือ” เขาหัวเราะ ชี้ที่ศีรษะตัวเอง “ฟาดตรงนี้สิ”
……………………………………….
บทที่ 84
เปรี้ยง!
การโจมตีหนักหน่วงอีกครั้ง ลู่เซิ่งถูกกระแทกถอยหลังติดต่อกัน กลั้นเลือดในปากต่อไปไม่ไหว กระอักออกไปบนพื้น
มีแถบผ้าสีแดงลอยออกมาจากในตัวรถ รัดเอวของเขาไว้ แต่พริบตาเดียวก็ถูกปราณภายในร้อนลวกเผาจนขาด
ผัวะ!
สตรีอาภรณ์แดงโผล่ขึ้นมาด้านข้างของลู่เซิ่งอีกครั้ง ฟาดโคมไฟใส่ไหล่ขวาของเขา
เฮอะ…
ลำคอสตรีอาภรณ์แดงส่งเสียงคำรามออกมา ฟังไม่ชัดเจน นางยังคงโผล่ขึ้นมาใกล้ๆ ลู่เซิ่งไม่หยุด ฟาดศีรษะ ตัว แขน ขาเขาครั้งแล้วครั้งเล่า
ผัวะๆๆ!
เลือดไหลออกจากปากลู่เซิ่งอย่างต่อเนื่องเพราะการโจมตีอย่างหนักติดต่อกัน
“แรงกว่านี้ เบาไปแล้ว! เหอะๆๆ…” เขาไม่สนใจ ใช้คมดาบปัดป้องอย่างต่อเนื่อง บางครั้งก็ป้องกันได้ แต่ส่วนใหญ่จนหนทาง ได้แต่ใช้กายเนื้อรับแรงกระแทกไว้
“ทราบหรือไม่ตอนนั้นข้าฆ่านางอย่างไร รุนแรงกว่าเจ้าในตอนนี้มาก ผ่าจากตรงกลางเป็นสองส่วน นางนึกว่าตัวเองจะฟื้นฟูเป็นเหมือนเดิมได้ แต่ถูกข้าใช้ปราณภายในสะกด ทรมานเจียนตายอยู่ตรงนั้น ฮ่าๆๆ!” ลู่เซิ่งหัวเราะลั่นขณะที่เลือดไหลออกจากปาก
เฮอะ!…
การโจมตีของสตรีอาภรณ์แดงยิ่งมายิ่งเร่งร้อน ยิ่งมายิ่งหนักหน่วง ใช้โคมไฟแดงกระแทกร่างของลู่เซิ่งอย่างบ้าคลั่ง ขณะเดียวกันเล็บแหลมสีดำม่วงของนางอีกมือหนึ่งที่ว่างอยู่ก็กรีดร่างลู่เซิ่งเป็นรอยเลือดหลายสาย
ฉัวะ!
เอวซ้ายของลู่เซิ่งถูกคว้านเนื้อไปก้อนหนึ่ง ปากแผลเปลี่ยนเป็นสีม่วงและดำอย่างรวดเร็ว แต่ถูกวิชาหยินหยางกระเรียนหยกสะกดไว้
สตรีอาภรณ์แดงมือข้างหนึ่งใช้โคมไฟ ข้างหนึ่งใช้เล็บ โจมตีลู่เซิ่งอย่างบ้าคลั่งต่อเนื่อง
ทันใดนั้น แสงสีแดงสาดขึ้น แขนนางเกิดประกายสีแดง เหมือนกับชั้นน้ำแข็งสีแดงเบาบางชั้นหนึ่งขึ้นมาครอบคลุม ความเร็วและพละกำลังทวีขึ้น
เฮอะ!
เล็บคมสีดำม่วงพุ่งใส่ทรวงอกลู่เซิ่ง นางคิดควักหัวใจของเขาออกมาเพื่อแก้แค้นให้พี่้น้องของตน!
สตรีอาภรณ์แดงเดิมเร็วยิ่ง ครั้งนี้พลังเพิ่มพูน ทำให้ลู่เซิ่งไม่อาจหลบได้ทัน ได้แต่ฝืนย้ายตำแหน่งไปได้เล็กน้อย
สวบ!
มือแทงลึกเข้าไปในอกด้านขวาของลู่เซิ่ง ในห้วงเวลาสำคัญ ลู่เซิ่งฝืนย้ายตำแหน่งสำเร็จ เบี่ยงจุดตายออกไป
เลือดไหลออกมาเป็นฟอง ลู่เซิ่งถูกพละกำลังอันมหาศาลดันถอยหลังไปสิบกว่าก้าว เลือดในปากทะลักออกมาพร้อมฟองอากาศ
เฮอะ!
สตรีอาภรณ์แดงปล่อยโคมไฟ แทงมืออีกข้างเข้าไปในส่วนท้องของลู่เซิ่ง
ลู่เซิ่งตัวสั่น เสียงหมับดังขึ้น เมื่อเขาใช้สองมือจับหัวไหล่ของสตรีอาภรณ์แดงไว้ นางออกแรงดิ้นรน กลับไม่อาจสลัดหลุด
“จับได้แล้ว…” เขาเงยหน้าขึ้น หน้าขาวซีด แต่กลับเผยรอยยิ้มดุดัน
ซี่…
ไอความร้อนหลายสายลอยขึ้นจากคนทั้งสอง นั่นเป็นไอขาวที่เกิดจากปราณลมปราณแดงฉานเผาเลือดอย่างต่อเนื่อง
โฮก!
ในเสียงคำรามอย่างบ้าคลั่ง ลู่เซิ่งตะโกนออกมา กระแทกเข่าใส่หน้าอกและหน้าท้องของนางอย่างแรง
เปรี้ยง! ผัวะ! ผัวะ! เปรี้ยง!
สตรีอาภรณ์แดงดิ้นรน พร้อมกับส่งเสียงร้องโหยหวนเหมือนทารก ทรวงอกของนางถูกลู่เซิ่งกระแทกจนยุบ ควันสีขาวลอยออกมาจากตา หู จมูก ปากและรอบๆ ตัว
“เมื่อครู่เจ้าไม่ใช่ฟาดข้าจนมันมือหรอกหรือ!?” ลู่เซิ่งจิกผมนาง กระแทกหน้าผากใส่
โครม!
ศีรษะของสตรีอาภรณ์แดงถูกกระแทกเป็นรอยขนาดใหญ่ ของเหลวหนืดสีขาวกับควันลอยออกมา นางร้องโหยหวน ดิ้นรนสุดชีวิต กลับถูกลู่เซิ่งจับเหวี่ยงกระแทกใส่ต้นไม้แห้งข้างทางต้นหนึ่ง
เสียงเปรี้ยงดังขึ้น เมื่อลำต้นหักโค่น
“ฮ่าๆๆๆ!” ลู่เซิ่งหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ต่อยหมัดใส่ศีรษะสตรีอาภรณ์แดงครั้งแล้วครั้งเล่า จนใบหน้าของนางยุบแหลกเละเหมือนกับแตงโมถูกทุบแตกโดยสิ้นเชิง ควันสีขาวจำนวนมากลอยออกมาจากปากแผล
“เจ้าไม่ใช่คิดฆ่าข้าหรอกหรือ!? ฆ่าสิ! ฆ่าสิ! ฆ่าสิ!” การโจมตีที่หนักหน่วงระดมใส่ร่างและศีรษะนางหลายครั้ง
ผัวะๆๆๆ!
กระแทกหลายสิบหมัดติดต่อกัน ปราณภายในทั่วร่างลู่เซิ่งซัดออกมาอย่างบ้าคลั่ง วิชาหยินหยางกระเรียนหยกชดเชยปราณแดงฉาน ทุกหมัดเหมือนสุดกำลัง ร่างของเขาร้อนสุดเปรียบปานเหมือนกับเตาไฟ
ส่วนศีรษะสตรีอาภรณ์แดงแหลกเละและดำเกรียมไปแล้ว
ลู่เซิ่งกระชากมือของนางออกจากร่างตัวเอง แล้วยกขึ้นสูง
ภายใต้เมฆสีดำ นางหายใจรวยริน แต่ยังมีสติ ยื่นมือออกมาคิดคว้าแขนลู่เซิ่งไว้
“คิดฆ่าข้าหรือ นี่เป็นค่าตอบแทน!”
ควาก!
เขาใช้มือหนึ่งดึงศีรษะที่แหลกเละของนางออกจากคอ ใต้ศีรษะยังเชื่อมกับเส้นเลือดและกะโหลกส่วนหนึ่ง
ของเหลวข้นสีขาวจำนวนมาก กระเด็นใส่ร่างเขาพร้อมควัน เขากลับไม่สนใจ เงยหน้าหัวเราะอย่างคลุ้มคลั่ง
โคมไฟแดงที่กลิ้งอยู่บนพื้นมอดดับลง
…
ในป่าทึบมืดครึ้ม ต้นไม้หนาแน่นดำทะมึนบังฟ้าคลุมตะวัน อาณาเขตแห่งนี้ถูกปิดอยู่ในความมืดสลัว
ในคฤหาสน์ที่มีกระเบื้องสีแดงของตระกูลใหญ่แห่งหนึ่ง โคมไฟสีแดงแขวนอยู่เต็มทั้งในและนอกประตูใหญ่
สตรีที่สวมกระโปรงสีขาวคนหนึ่งกางร่มยืนนิ่งอยู่ข้างบ่อน้ำในตัวลานบ้าน เหมือนกับอาศัยน้ำในบ่อส่องใบหน้าของตัวเอง
ร่มกระดาษที่เป็นสีแดง ปิดบังใบหน้าของนางไว้ มีแค่ผมยาวสีดำสนิทราวกับหมึกสยายลง ผืนร่มวาดรูปดอกเหมยสีชมพูสะท้อนแสงโคมไฟแดงที่แขวนอยู่ในคฤหาสน์จนแดงฉานกว่าเดิม
“ตระกูลเจิน…ฆ่าพวกเราไปไม่น้อย…สมควร…ทำอย่างไร…ดี…” เสียงของสตรีนางนั้น ขาดๆ หายๆ จากใต้ร่ม เหมือนกับถูกบีบคอแล้วส่งเสียง
“พวกเขาจึงเป็นตัวจริง ที่จะเป็นผู้ที่มาแย่งชิงภัยพิบัติมังกรสีชาดได้ ใช้ข่าวปลอมกับปรากฏการณ์ปลอมก็ดึงขุมกำลังจำนวนมากขนาดนั้นมาได้ ตอนนี้พวกเขาลงมือสุดกำลัง มีความมั่นใจมากพอทีเดียว” ในบ่อแว่วเสียงแหบพร่าที่น่ากลัวของสตรีดังมา “ก่อนหน้านี้ทำลายฐานที่มั่นของเราไปสามแห่ง ตอนนี้ต่อต้านความประหลาดลี้ลับที่พวกเราปล่อยออกไป เจินสวิน… เป็นมนุษย์ที่ยอดเยี่ยม”
“ให้ข้าลงมือ…ฆ่าเขาหรือไม่?” สตรีกางร่มกล่าวเสียงขาดๆ หายๆ
“เจ้าไม่ใช่คู่มือของเขา ตอนนี้ตระกูลเจินแข็งกล้าเพียงนี้ ต้องเป็นเพราะมีภัยพิบัติมังกรสีชาดเสริมความมั่นใจ” เสียงในบ่อเอ่ยต่อ “พวกเราควบคุมความประหลาดลี้ลับที่ส่งผลกระทบได้มากขนาดนี้ กลับถูกพวกเขาทำลายทิ้งหมด ต้องดูสถานการณ์ไปก่อน”
“เจ้าค่ะ…” สตรีกางร่มขานรับ
นางยืนอยู่ข้างบ่ออีกสักพัก จนเสียงในบ่อหายไปโดยสมบูรณ์ จึงเดินทีละก้าวๆ ไปยังห้องนอนในคฤหาสน์
นางเดินมาถึงหน้าห้องนอน ค่อยๆ เงยหน้ามองโคมไฟแดงที่แขวนอยู่ ในโคมไฟแดงหลายแถวมีอยู่สิบห้าใบดับไปแล้ว เส้นทางเล็กๆ บนระเบียงทอดยาวไร้แสง
“ถูกตีแตกไปแล้ว…สิบห้าคนหรือ แม้แต่ที่ส่งไปจัดการ…คนธรรมดา…ก็ตายแล้ว…สะอาดหมดจดนัก…” สตรีกางร่มพึมพำ ลีลาการพูดยังคงแปลกประหลาด
“เจินสวิน…จะช้าจะเร็วข้าต้องกินเจ้า…”
ลมหอบหนึ่งพัดผ่าน หน้าห้องนอนพลันไร้คน
…
ลู่เซิ่งมือกุมอก กลิ่นเนื้อไหม้โชยมา เลือดที่ปากแผลพลันหยุดไหล
มืออีกข้างหนึ่งกำด้ามดาบ บนฝ่ามือมีเลือดหยดช้าๆ ร่องแยกระหว่างฝ่ามือกับด้ามดาบยังจับปิ่นเงินไว้อันหนึ่ง
ปิ่นเงินเป็นปิ่นที่หาซื้อได้ทั่วไปตามถนน เป็นปิ่นที่ธรรมดายิ่ง เงินไม่กี่เหรียญก็ซื้อได้ น้ำหนักเบามาก
ลู่เซิ่งได้จากร่างสตรีโคมไฟนางนั้น
หลังสตรีโคมไฟตาย ร่างกายก็หลอมละลายกลายเป็นควัน มีแค่ของหลงเหลือเช่นเสื้อผ้า โคมไฟ ลู่เซิ่งเจอปิ่นเงินอันหนึ่งจากด้านใน ทดลองหยดเลือดใส่ดู มีปราณหยินถูกดูดเข้าร่างจริงๆ
ตอนนี้ปิ่นเงินในฝ่ามือถ่ายเทปราณหยินหลายสายอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ไม่มาก แต่ว่ายาวนาน
ลู่เซิ่งรู้สึกถึงความปวดแสบปวดร้อนที่ทรวงอก อาการบาดเจ็บภายนอกไม่มีเลือดไหลแล้ว อาการบาดเจ็บภายในมีวิชาหยินหยางกระเรียนหยกกับวิชาลมปราณแดงฉานประสานกันฟื้นฟู ใช้มือกดเส้นเลือดและเส้นชีพจร อุดแผลเลือดออกด้วยวิชาลมปราณแดงฉาน วิชาหยินหยางกระเรียนหยกก็เข้ามาเสริมอย่างรวดเร็ว
สู้ถึงตอนนี้ ความจริงเขาใช้ความสามารถส่วนใหญ่สะกดพิษไว้ ที่ใช้สะกดอาการบาดเจ็บจากการต่อสู้มีไม่มากเท่าไหร่
บนพื้นดินเหลือแค่อาภรณ์สีแดง ยังมีรถม้าที่ด้านบนโคมไฟสีแดงดับไปแล้ว ม้าดำที่เทียมอยู่ยืนนิ่ง เลือดออกจากทวารทั้งเจ็ด ไม่ทราบตายมานานเท่าไหร่แล้ว เป็นการตายทั้งที่ยืนอยู่
ลู่เซิ่งใช้ดาบยันแทนไม้เท้า ไล่ตามขบวนรถทีละก้าวๆ
ไล่ตามไม่นาน เสียงฝีเท้าม้าก็ดังมาจากด้านหน้า เขาเงยหน้ามอง เห็นอวี้เหลียนจื่อพาพลพรรคสองคนควบม้าเข้ามา
อวี้เหลียนจื่อเห็นลู่เซิ่งเดินบนถนน ร่างโชกเลือด สภาพทุลักทุเล พลันแตกตื่น
ฮี้
คนทั้งสามรีบพลิกตัวลงจากหลังม้า
“หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอก!”
“หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกเป็นอะไรมากหรือไม่!?”
คนทั้งสามรีบเข้าประคองลู่เซิ่ง
“ไม่เป็นไร เหตุใดมีแค่พวกท่านสามคนมา ในเมืองจัดการเรียบร้อยแล้วหรือ” ก่อนมาลู่เซิ่งให้อวี้เหลียนจื่อสะสางพื้นที่ในเมืองเลียบคีรี จับตาดูสถานการณ์ผิดปกติ ถ้าเกิดความวุ่นวายจะได้ส่งคนไปป้องกันพื้นที่และปลอบประโลมผู้คน เคลื่อนไหวพร้อมกันกับที่ว่าการจวนขุนนาง”
“ในเมืองไม่เป็นไร หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอก เหตุใดจึงบาดเจ็บเช่นนี้ แถวนี้ ยังมีใครทำร้ายท่านจนสาหัสขนาดนี้ได้!” อวี้เหลียนจื่อสีหน้าจริงจัง ขณะเดียวกันก็ล้วงยาทาแผลสีทองออกมาจากถุงข้างเอว
“ข้าทำเอง” ลู่เซิ่งรับยามา ฉีกเสื้อออก เผยให้เห็นแผลที่หน้าอกกับหน้าท้อง โปรยผงยาทาแผลสีทองใส่แผล แล้วเกลี่ยเท่าๆ กัน
“เรื่องมันยาว เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่พวกท่านควรรู้ กลับไปก่อนค่อยว่ากัน ครอบครัวของข้าอยู่ด้านหน้านี่เอง พวกท่านไปทางพื้นที่หวงห้ามก่อน”
พวกอวี้เหลียนจื่อพอเห็นแผลบนตัวลู่เซิ่ง ก็สูดหายใจลึก แผลสองแผลนั้นข้างในสีม่วงมีสีดำ ถึงกับเป็นร่องรอยพิษที่รุนแรง
“ไม่เป็นไร ดูเหมือนจะต้องพิษ แต่ข้าใช้ปราณภายในเผาส่วนนี้แล้ว นับว่ายังป้องกันไว้ได้ กลับไปตัดเนื้อบางส่วนออก ก็ใช้ได้แล้ว” ลู่เซิ่งเหงื่อซึมหน้าผาก กล่าวโดยข่มความเจ็บปวดไว้
“ที่ข้ายังมียาแก้พิษ…” อวี้เหลียนจื่อกล่าวอย่างลังเล
“ไม่ต้อง ยาแก้พิษทั่วไปไม่น่ามีประโยชน์” ลู่เซิ่งรู้สึกว่าพิษนี้คล้ายถูกปราณภายในธาตุหยางขจัดได้ หลังจากใช้ปราณแดงฉานปริมาณมาก การกัดกร่อนของพิษต่อร่างกายไม่รุนแรงนัก ขอแค่รีบกลับเมืองตัดเนื้อร้าย ทำความสะอาดแผลก็ใช้ได้
“ก็ได้ ข้าจะขี่ม้ากลับไปกับหัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอก พวกเจ้าสองคนขี่ม้าตัวหนึ่งติดตามอยู่ด้านหลัง” อวี้เหลียนจื่อจัดการอย่างรวดเร็ว
“ขอรับ!”
หลังจากทั้งสี่คนแบ่งกัน ก็ขี่ม้าไล่ตามด้านหน้าไปอย่างเร่งร้อน
ไม่ทันไรขบวนรถตระกูลลู่ก็โผล่ขึ้นมาบนทางหลวง ที่ยังดีคือในขบวนรถไม่มีการเคลื่อนไหวอะไร ยังคงมุ่งหน้าอย่างมั่นคง
ลู่เซิ่งไม่ลงจากหลังม้า เขามีสีหน้าย่ำแย่สุดขีด ไม่มีสีเลือดแม้แต่น้อย ตอนที่ผ่านลู่เฉวียนอัน ผู้เป็นบิดายังไม่ทันเห็นชัดว่าเป็นเขา เขาก็หายไปจากทางหลวงตรงหน้าอย่างรวดเร็ว
ตลอดทางลู่เซิ่งสำรวจสองฟากทางอย่างละเอียด ฝืนข่มความเจ็บปวด ยืนยันว่าเส้นทางด้านหลังขบวนรถยังนับว่าปลอดภัย จนถึงเมืองเลียบคีรี เขาค่อยสั่งพลพรรคไปรับขบวนรถของครอบครัว แล้วให้อวี้เหลียนจื่อประคองเขาเข้าไปในห้องเพาะดอกไม้หยกทองนอกเมือง
ที่นี่ตอนนี้กลายเป็นกึ่งฐานที่มั่นของลู่เซิ่ง เขายังจ้างคนงานให้เริ่มสร้างหอหลังหนึ่งที่นี่เพื่อสะดวกในการพักผ่อน
……………………………………….
บทที่ 85
อวี้เหลียนจื่อประคองลู่เซิ่งเข้าห้องไปพักผ่อน จากนั้นก็เรียกหมอประจำพรรควาฬแดงของเมืองเลียบคีรีมา
“หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกลู่ อาการบาดเจ็บนี้…” ตอนเห็นอาการบาดเจ็บบนตัวของลู่เซิ่ง หมอผู้นี้ก็ตื่นตระหนก
เขาเงยหน้ามองลู่เซิ่งที่สีหน้ายังไม่เลว ขนลุกอยู่บ้าง อาการบาดเจ็บนี้ยังรอดมานั่งให้ตนตรวจได้…โค่นล้มความรู้ทางการแพทย์ที่เขารับสืบทอดมาหมดแล้ว
“อภัยที่ขอกล่าวตรงๆ อาการบาดเจ็บของหัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกลู่หลักๆ อยู่ที่เลือดไหล เสียเลือดไปมาก ได้แต่ต้องทำให้หยุด ทุกอย่างจะดีขึ้นเอง ข้าไม่รู้ว่าหัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกใช้วิธีใดหยุดเลือดไว้ แต่มีประสิทธิภาพอย่างไม่ต้องสงสัย” หมอลังเลเล็กน้อย “แผลใหญ่สองแผลแบบนี้สมควรเกิดขึ้นเพราะมีคนเสียบมือเข้าไปถึงด้านในร่าง…”
ซู้ด…
อวี้เหลียนจื่อที่อยู่ด้านข้างได้ยินก็เสียวสันหลัง คนแบบไหนที่ใช้มือเสียบเข้าไปบนตัวหัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกลู่ได้
นับตั้งแต่หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกลู่สังหารรองประมุขพรรคกงซุน ก็มีแนวโน้มกลายเป็นยอดฝีมืออันดับสองของพรรค
ยอดฝีมือระดับนี้ ใครมีความสามารถนี้กัน
“ไม่ต้องพูดมาก ข้าหยุดเลือดไว้แล้ว รีบตัดเนื้อร้ายทิ้ง” ลู่เซิ่งเร่ง
“ขอรับๆๆ…” หมอชรารีบเอ่ย เขายกมีดที่คมกริบขึ้น เริ่มตัดเนื้อร้ายที่ต้องพิษตรงอก ท้อง และเอวให้ลู่เซิ่ง
อวี้เหลียนจื่อที่อยู่ด้านข้างเฝ้าดูมือหมอ นี่เท่ากับเป็นจุดตาย ย่อมไม่อาจวางใจให้คนนอกลงมือโดยง่าย
ลู่เซิ่งกลับไม่เป็นห่วงแม้แต่น้อย ถึงแม้วิชาแข็งกร้าวของเขาจะถูกทำลาย แต่เขากล้ามเนื้อหนากระดูกแข็ง ปราณแดงฉานไหลเวียนต่อเนื่องในกาย เกิดอีกฝ่ายมีการเคลื่อนไหวคุกคามใดๆ เขาสามารถหยุดได้ทันที
หนำซ้ำความเร็วตอบโต้ของยอดฝีมือระดับผนึกจิต ไม่ใช่สิ่งที่ผู้เป็นหมอจะจินตนาการได้ แม้แต่การเคลื่อนไหวที่ใกล้เคียงการเคลื่อนย้ายในพริบตาของผีหญิงโคมไฟแดงนางนั้นยังตอบโต้ได้ทัน นับประสาอะไรกับเรื่องแค่นี้
มีดสีเงินตัดเนื้อร้ายที่ไหม้บนร่างลู่เซิ่งทีละน้อยๆ จากนั้นก็วางไปในถาดเงินที่เตรียมไว้
ลู่เซิ่งแบะอกเสื้อ เอ็นเขียวปูดบนคอ มือกำด้ามดาบที่ปักอยู่บนพื้น ไม่ขยับเขยื้อน
อวี้เหลียนจื่ออยู่ข้างๆ ไม่สงเสียง เฝ้าดูการเคลื่อนไหวของหมอ
เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งก้านธูป หมอเหงื่อแตกเต็มศีรษะ ถอนมีดออกจากร่างลู่เซิ่ง
“โชคดีที่ทำสำเร็จ” เขาเหมือนดั่งปลดภาระอันหนักอึ้ง
“ขอบคุณท่านหมอ” ลู่เซิ่งพยักหน้า อวี้เหลียนจื่อที่อยู่ด้านข้างเช็ดเหงื่อที่หน้าผากให้เขาให้อย่างใส่ใจ อิริยาบถเหมือนสตรีอยู่บ้าง
ลู่เซิ่งไม่รู้สึกอะไร กลับเป็นอวี้เหลียนจื่อที่พบว่าไม่ถูกต้อง รีบชักมือกลับ
“นี่เป็นผงงูแดงที่ข้าทำขึ้นเป็นพิเศษ แก้ไขพิษธาตุหยินส่วนใหญ่ได้ รักษาภายในใช้กินรักษาภายนอกใช้ทา ยังมีเทียบยานี้อีก หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกกินวันละสามครั้ง ไม่เว้นตอนกลางคืน” หมอกำชับอย่างละเอียด ค่อยลุกขึ้นเตรียมจากไป
“ข้าขอตัวก่อน หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกเข้านอนเร็วๆ อาการบาดเจ็บจะหายเร็วขึ้น”
“ขอบคุณมาก” ลู่เซิ่งโบกมือให้ลูกน้องด้านข้างส่งคนออกไป
ประตูห้องงับปิด เหลือแค่เขากับอวี้เหลียนจื่อ
“หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอก ครั้งนี้เหตุใดจึงอันตรายถึงขนาดนี้” อวี้เหลียนจื่อถามขึงขัง
“เหอะ มีคู่แค้นเก่ามาหา ยังใช้ครอบครัวมาข่มขู่ ไม่ตายนับว่าเป็นบุญแล้ว” ประกายดุร้ายแวบขึ้นในดวงตาลู่เซิ่ง
“เช่นนั้นหรือ…” อวี้เหลียนจื่อเบาเสียง
ลู่เซิ่งมองเขา “ท่านทราบหรือไม่”
“…เมื่อก่อนเคยได้ยินประมุขพรรคเฒ่าพูดถึง” อวี้เหลียนจื่อพยักหน้าช้าๆ “ไม่อย่างนั้นด้วยความสามารถของหัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกลู่ คนที่อยู่ใกล้เมืองเลียบคีรีที่สามารถทำร้ายท่านจนเป็นแบบนี้ได้ ก็มีแค่คนมีชื่อเสียงระดับสุดยอดอย่างประมุขพรรคเฒ่าเท่านั้น”
“เรื่องนี้ต้องขยายขอบเขตป้องกัน พวกมันตามเจอครอบครัวของข้าแล้ว เรื่องพื้นที่หวงห้ามต้องให้ท่านรับผิดชอบ จัดพี่น้องไปเฝ้าตามสถานที่ ในสิบวันไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าออก ไม่มีปัญหากระมัง” ลู่เซิ่งถามเสียงขรึม
“ไม่มีปัญหา หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกรักษาอาการบาดเจ็บอย่างสบายใจเถอะ เรื่องปลีกย่อยให้ข้าจัดการเอง” อวี้เหลียนจื่อพยักหน้า
“รักษาอาการบาดเจ็บอย่างสบายใจหรือ เกรงว่าจะสบายใจไม่ได้…” ลู่เซิ่งส่ายหน้า ไม่พูดอะไรอีก
คนทั้งสองพูดถึงเรื่องยุ่งยากส่วนหนึ่งที่จะต้องจัดการเร็วๆ นี้ ต่างเป็นอวี้เหลียนจื่อรายงานให้ลู่เซิ่งฟัง
บอกเล่าเรื่องราวส่วนใหญ่จบแล้ว เขาออกจากห้องปิดประตู ขณะเดียวกันก็ให้บริวารส่งอาหารมา
ลู่เซิ่งรับกินเนื้อกระต่ายน้ำพะโล้เกือบสองชั่ง ขากวางสองขา เต้าหู้ผักกวางตุ้งสี่ชั่ง กับข้าวสวยถังหนึ่ง จึงค่อยพอใจ บอกให้คนแยกย้ายไป
เขากินเสร็จ ก็ปรับลมหายใจพักหนึ่ง นับว่าพักผ่อนแล้ว จากนั้นค่อยลุกขึ้นมา เดินออกจากห้อง
ฟ้าด้านนอกมืดลงแล้ว
ลู่เซิ่งสั่งให้คนจูงม้ามา พลิกตัวขึ้นไป ก่อนหน้านี้ใช้วิชาหยินหยางกระเรียนหยกไปเกือบหมด เหลือประมาณสามส่วนไหลเข้าสู่จุดที่บาดเจ็บอย่างต่อเนื่องเพื่อเร่งความเร็วฟื้นฟู ดังนั้นการเคลื่อนไหวจึงไร้อุปสรรคแล้ว
“นิ่งซาน!”
“อยู่! พี่ใหญ่!” นิ่งซานวิ่งเหยาะๆ ออกมาจากด้านข้าง เขารออยู่ที่นี่ตลอด พร้อมรับคำสั่งทุกเวลา
“สถานการณ์ของครอบครัวข้าเป็นอย่างไร รู้หรือไม่” ลู่เซิ่งถามจากบนหลังม้า
“นายผู้เฒ่าลู่เข้าพักที่ย่านอาคารน้อยริมแม่น้ำบูรพาในเมืองแล้ว ที่นั่นเขาซื้อคฤหาสน์ไว้หลังหนึ่ง พื้นที่กว้างใหญ่ ตอนนี้ทั้งหมดไปถึงอย่างปลอดภัยแล้ว” นิ่งซานตอบอย่างรวดเร็ว “ก่อนหน้านี้ข้าไปลอบเฝ้าดูตลอดทาง ตอนนี้ต้วนเหมิ่งอันนำคนไปลอบคุ้มครอง”
“ไม่เลวนี่ รู้จักลอบคุ้มครองด้วย” ลู่เซิ่งพยักหน้ากล่าวอย่างพอใจ “เจ้าเลือกคนสองสามคนไปบอกเฉี่ยวเอ๋อร์ว่าพวกเขาเดินทางมาโดยสวัสดิภาพ ข้าจะไปอาคารน้อยริมแม่น้ำบูรพาที่เจ้าว่า”
“ขอรับ”
นิ่งซานขานรับเสียงดัง
ลู่เซิ่งควบม้าไปยังเมืองเลียบคีรี
วิกาลมืดสลัว แสงจันทร์ดุจผ้าโปร่ง ตลาดกลางคืนในเมืองเลียบคีรีครึกครื้น แผงปิ้งย่างและแผงขนมน้อยใหญ่ตั้งอยู่ใกล้ประตูเมือง
ผู้ใหญ่จูงมือเด็ก สตรีสวมผ้าบังหน้า บัณฑิต นายน้อย คุณหนู เด็กหญิงรับใช้ มีทั้งอ้วนผอมงามขี้เหร่ ในแสงโคมไฟสีเหลืองจางคึกคักยิ่งขึ้น
ลู่เซิ่งลดความเร็วของม้า ประตูเมืองมีพลพรรค พรรรควาฬแดงเฝ้าอยู่ เขาถามว่าอาคารน้อยแม่น้ำบูรพาไปอย่างไร หลังรู้ทางก็เร่งความเร็วขึ้นอีก
เวลาผ่านไปครึ่งก้านธูป ลู่เซิ่งก็เจอคฤหาสน์ลู่ที่กำลังจุดประทัดฉลองการย้ายที่อยู่
ประทัดระเบิดดังตูมตาม เศษประทัดสีเหลืองแดงกระจายไปทั่ว เด็กน้อยที่ชมดูความครึกครื้นล้อมวงอยู่รอบๆ
ลู่เฉวียนอันยืนอยู่ที่ประตูใหญ่ มองคนแขวนป้ายคฤหาสน์ลู่ ใบหน้าหม่นหมอง มารดาสามหวังเหยียนอวี่ถือผ้าเช็ดหน้าเช็ดน้ำตาอยู่ด้านข้าง
เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของเมืองเลียบคีรีสองคนกำลังสนทนากับลู่เฉวียนอันอยู่ด้านข้าง
ลู่เซิ่งลงจากหลังม้า ผูกเชือกไว้กับต้นไม้ข้างทาง รอจนประทัดหมด ค่อยสาวเท้าเดินเข้าไป
“คุณชายเซิ่ง!” มีข้ารับใช้ในตระกูลลู่มองเห็นเขา พลันอุทานอย่างยินดี
“คุณชายมาแล้ว!”
“คุณชายใหญ่มาแล้ว!”
“เป็นคุณชายใหญ่!”
ทุกคนแสดงสีหน้ายินดี ตอนนี้ลู่เซิ่งเป็นเสาหลักของพวกเขา เห็นได้ถึงบารมีในตระกูลลู่ของเขา
“โอ! แผลสาหัสยิ่ง!” อาจารย์สอนวรยุทธ์ในบ้านพอเห็นจุดที่พันปิดแผลบนตัวของลู่เซิ่ง ก็อุทานออกมา
ทรวงอก ส่วนท้อง ส่วนเอว ยังมีบ่า แขน แทบทุกที่ล้วนเป็นแผล
ลุงจ้าวสีหน้าเคร่งเครียด เดินเข้าไปตรวจอย่างจริงจัง
“คุณชายเซิ่ง เป็นผู้ใดทำร้ายท่าน”
“ไม่เป็นไรลุงจ้าว ข้ามีแผน จัดการได้” ลู่เซิ่งหัวเราะ ตบไหล่ลุงจ้าว จากนั้นเดินไปถึงด้านหน้าลู่เฉวียนอัน
“ท่านพ่อ ทุกคนไม่เป็นไรกระมัง”
ลู่เฉวียนอันมองแผลบนตัวเขา ทราบว่าเป็นแผลที่คนก่อนหน้านี้ทิ้งไว้ น้ำตาพลันคลอเบ้า
เขาเสียบุตรชายไปคนหนึ่งแล้ว ถ้าหากว่าลู่เซิ่งในฐานะคุณชายใหญ่ตายไปด้วย เช่นนี้ตระกูลลู่ก็หมดความหวังอย่างแท้จริง
ตอนนี้ลู่เซิ่งเป็นเสาหลักของตระกูลลู่
ลู่เฉวียนอันจะยื่นมือไปลูบแผลลู่เซิ่ง
“ไม่เป็นไร” ลู่เซิ่งกันมือเขาไว้ “เรื่องเฉินซินข้าจะจัดการเอง อยู่ต้องเห็นคน ตายต้องเห็นศพ พวกท่านวางใจ”
“รบกวนเจ้าแล้ว น่าเสียดายพ่อไม่มีประโยชน์ ช่วยอะไรเจ้าไม่ได้.…ซ้ำร้ายกลายเป็นตัวถ่วงเจ้า” ลู่เฉวียนอันได้ยินก็ถอนใจ กลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว รีบใช้มือปิดไว้
“ไม่เป็นไร รอเรื่องนี้เรียบร้อยแล้ว พวกเราตระกูลลู่จะดีขึ้นเรื่อยๆ” ลู่เซิ่งปลอบ
“อือ! แน่นอน”
หลังพบกับครอบครัว ลู่เซิ่งนับว่าโล่งใจแล้ว เขาไม่ได้กลับที่พัก ให้คนไปรับเฉี่ยวเอ๋อร์กลับมาคฤหาสน์ลู่ ตนยังคงไปอยู่ที่ห้องเพาะดอกไม้
ศึกใหญ่สองสามครั้งนี้ทำให้เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าพลังไม่พอใช้แล้ว
‘พลังก่อนหน้านี้นับเป็นสุดยอดในหมู่คนธรรมดา แต่เผชิญกับสิ่งลี้ลับเหล่านี้ยังอ่อนแอเหลือเกิน’ ลู่เซิ่งกลับห้องเพาะดอกไม้ หลังจากอาบน้ำก็พักผ่อน
เขานอนบนเตียง ยิ่งคิดยิ่งร้อนใจ
‘สิ่งลี้ลับเหล่านี้ต้องทำอย่างไรจึงจะกำจัดพวกมันได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ทำให้ตัวเองบาดเจ็บ’
เขาเริ่มใคร่ครวญ
‘ดูจากผีทุกตัวที่เราเจอมา ไม่ว่าพวกมันจะร้ายกาจอย่างไร ลี้ลับขนาดไหน สุดท้ายก็ต้องเปลี่ยนเป็นการโจมตีที่จับต้องได้ จึงจะทำร้ายคนได้ บางตัวอาศัยพิษ บางตัวอาศัยอาวุธ กรงเล็บ ความแข็งแกร่งไม่ต่างจากยอดฝีมือระดับผนึกจิตมากนัก แต่รวดเร็วสุดขีด
แน่นอนว่าตัวที่เราเจอเป็นแค่ซากเดน ถ้าเจอคนจากตระกูลขุนนางเช่นเจินอี้…’ ลู่เซิ่งนึกย้อนถึงภาพที่เห็นในตอนนั้น ศีรษะเจินอี้แทบถูกจามเป็นสองส่วน ถึงกับสมานตัวด้วยความเร็วสูง จิตใจก็เย็นเยียบเล็กน้อย
พลังฟื้นฟูระดับนี้แทบเท่ากับร่างอมตะ
‘ถ้าตระกูลขุนนาง ภูตผี หรือความประหลาดลี้ลับระดับสูงต่างมีพลังฟื้นฟูที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้…เราต้องพิจารณาเพิ่มความแข็งแกร่งแก่วิชาแข็งกร้าว ปกป้องชีวิตเป็นหลัก ถ้าไม่อาจสังหารในการโจมตีครั้งเดียว ก็ได้แต่สู้ศึกถ่วงเวลา ต้องมีเงินทุนสำหรับตั้งหลักก่อน’
ลู่เซิ่งนึกถึงความเร็วอันพิสดารของสตรีโคมไฟ รวมถึงความเร็วที่เจินอี้โผล่มาด้านหลังตนอย่างกะทันหัน
‘จะรับมือความเร็วประเภทนี้อย่างไร’
ปัญหาเร็วเกินไปแทบแก้ไขไม่ได้ ลู่เซิ่งครุ่นคิดอยู่นานยังนึกไม่ออก ได้แต่เลิกราก่อน
ไม่ว่าจะกล่าวอย่างไร การยกระดับตัวเองก็ไม่เลว
เขานอนบนเตียง หยิบปิ่นเงินที่สตรีโคมไฟเหลือไว้ขึ้นมา ตอนนี้ในปิ่นเงินไม่มีปราณหยินถ่ายเทเข้ามาแล้ว
‘จำได้ว่าตอนปราณหยินเรียนรู้วรยุทธ์ขึ้นระดับหนึ่ง ในความจริงร่างกายไม่เสียพลัง ปราณ จิต หนำซ้ำหลังจากเรียนรู้ยังยกระดับขอบเขตวรยุทธ์ขึ้นขั้นหนึ่งด้วย
นี่บ่งบอกว่า เราใช้ปราณหยินยกระดับวรยุทธ์แทนได้โดยตรง!’ ลู่เซิ่งนึกถึงเรื่องนี้ สองตาเป็นประกาย
ถ้าการคาดเดานี้เป็นจริง เช่นนี้ก็หมายความว่าปราณหยินไม่เพียงเรียนรู้วรยุทธ์ได้ ยังใช้เพิ่มขอบเขตวรยุทธ์ได้ด้วย
‘ดีปบลู!’ เขารีบเรียกเครื่องมือปรับเปลี่ยน
กรอบสีน้ำเงินโผล่ขึ้นด้านหน้าเขา
สายตาลู่เซิ่งจับอยู่บนวิชาลมปราณแดงฉานด้านในอย่างรวดเร็ว
[วิชาลมปราณแดงฉาน: ระดับห้า ผลพิเศษ: เสริมพิษอัคคี แรงกระแทกสองชั้น เสริมจุดไฟ]
……………………………………….
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น