76-80
บทที่ 76
“ลูกพี่ๆ!” ทันใดนั้นพลพรรคหลายคนวิ่งมาจากด้านข้างลานฝึก ในมือโบกกระดาษเปลือกหม่อนสีแดงขนาดใหญ่ คล้ายกับเป็นประกาศอันใด
ลู่เซิ่งมองคนเหล่านี้วิ่งเข้ามาใกล้อย่างหมดคำพูด จากนั้นก็ตบใส่
เพียะๆๆ!
ศีรษะคนหลายคนถูกตบอย่างแรง พลันพบว่าตัวเองเรียกผิด รีบเปลี่ยนคำเรียกใหม่
“คุณชาย! หัวหน้าฝ่ายภารกิจนอก! ได้… ได้อันดับสูง!” คนที่กำกระดาษเปลือกหม่อนสีแดงตรงหน้าเป็นนิ่งซาน กระดาษในมือเขาเป็นผลสอบของการทดสอบประจำปี ในที่สุดก็จัดอันดับ รอบนี้ช้าไปมาก ยังคงประกาศผลแล้ว
“สอบผ่านหรือ” ลู่เซิ่งแย่งกระดาษเปลือกหม่อนในมือของเขามา คลี่ออกอ่านดู
แถวแรกไม่มีชื่อเขา ลู่เซิ่งถลึงตามองนิ่งซาน
“ไม่ติดสามอันดับแรกร่ำร้องว่าได้อันดับสูง ผายลม!” เขาจะยื่นมือไปตบเจ้าหมอนี่ สุดท้ายก็ไม่ใช่คนมีการศึกษา ปกติมีไหวพริบ แต่พอเกี่ยวพันถึงด้านการเรียน ก็โง่งมเหมือนสุกร
นิ่งซานนิ่งอึ้ง ไม่กล้าโต้ตอบ รีบหลบพร้อมยิ้มปะเหลาะกล่าว
“ข้าน้อยได้ยินคนอื่นตะโกนแบบนี้ รู้สึกน่าสนุกดี…”
ลู่เซิ่งหมดคำพูด อ่านต่อไป เจอชื่อของเขาที่อันดับสามสิบห้า “อืม ผ่านแล้วๆ ไม่เลว อีกเดี๋ยวเจ้าไปเอาเงินมาฉลองสิบตำลึง คนอื่นๆ ได้หมด! คนละห้าตำลึง!”
คนที่อยู่รอบๆ ต่างยิ้มหน้าบาน
“จริงสิลูก… เอ่อคุณชาย คนติดประกาศแจ้งว่าต้องให้คนไปเข้าร่วมพิธีที่สถานศึกษาเอง” นิ่งซานกล่าวต่อ
“เวลาใด”
“วันมะรืนยามกลางอู่ตอนบ่าย (บ่ายโมง)”
ลู่เซิ่งพยักหน้า
“ไม่ได้ไปสถานศึกษามานาน ได้ไปเดินเล่นพบปะสหายเก่าพอดี”
“จะว่าไปก็บังเอิญ เปียนซู่คุณชายเปียนผู้นั้นวันนี้มาหาคุณชายสองครั้ง” นิ่งซานกล่าวต่อ “สมควรมีเรื่องขอความช่วยเหลือ”
“เปียนซู่หรือ… เช่นนั้นเจ้าพานางมาหาข้าที่นี่ ให้เร็วหน่อย” ลู่เซิ่งกำชับ
“ขอรับคุณชาย” นิ่งซานตอบ หมุนตัววิ่งไปด้านนอกลานฝึก
ตอนบ่าย ลู่เซิ่งทาน้ำมันยาอีกครั้ง ออกกำลังเล็กน้อยสักพัก ก็เห็นเปียนซู่คุณชายเปียน
ใบหน้าของเปียนซู่ในตอนนี้หดหู่ มาคนเดียว คล้ายเหน็ดเหนื่อยยิ่ง
ลู่เซิ่งผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า พานางไปนั่งในกระท่อมข้างห้องเพาะดอกไม้
“คุณชายเปียนมีเรื่องราวใด บอกกล่าวได้เต็มที่ สามารถช่วยได้ผู้แซ่ลู่ย่อมไม่บอกปัด” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างสง่าผ่าเผย เปียนซู่ได้ยินก็มีสีหน้าซาบซึ้ง
“ไม่ปิดบังคุณชายลู่ ข้าน้อยมาเยี่ยมเยือนมีเรื่องขอความช่วยเหลือจริงๆ” เปียนซู่กล่าวเสียงทุ้ม
“โปรดบอก” ลู่เซิ่งบอกให้นางเล่าต่อ
เปียนซู่สูดหายใจลึกคำหนึ่ง แล้วถอนใจคำหนึ่ง
“ไม่ทราบคุณชายลู่เคยได้ยินเรื่องบุปผาพฤกษ์โลหิตมาก่อนหรือไม่”
“บุปผาพฤกษ์โลหิตหรือ” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างฉงนเล็กน้อย “นี่เป็นดอกไม้ชนิดหนึ่งใช่หรือไม่”
“กล่าวให้ถูกต้อง เป็นวัตถุดิบยาล้ำค่าที่กว่าจะบานจนแห้ง จำเป็นต้องใช้เวลาหลายปี” เปียนซู่อธิบาย “บุปผาพฤกษ์โลหิตอายุร้อยปีมีสรรพคุณเพิ่มปราณกำเนิด หล่อเลี้ยงหยิน บำรุงผิวที่แห้งกร้านให้ชุ่มชื้น ตระกูลเปียนของข้าเคยได้บุปผาพฤกษ์โลหิตอายุเจ็ดร้อยปีต้นหนึ่ง สรรพคุณเพิ่มปราณของมันยังยอดเยี่ยมกว่าโสมภูเขาพันปี”
“อ้อ? ร้ายกาจขนาดนี้!” ลู่เซิ่งสนใจเล็กน้อย ยาล้ำค่าที่เพิ่มปราณกำเนิดกับหล่อเลี้ยงหยิน สำหรับเขาแล้วเป็นของดีที่ยกระดับปราณภายในและพลังฝึกปรืออย่างรวดเร็วได้
“ถูกต้อง ร้ายกาจยิ่ง” เปียนซู่พยักหน้า “ถ้าคุณชายลู่สนใจ ผู้แซ่เปียนคิดจะแลกเปลี่ยนบุปผาพฤกษ์โลหิตอายุเจ็ดร้อยปีนี้กับท่าน”
“แลกเปลี่ยนกับอะไร” ลู่เซิ่งทราบถึงความล้ำค่าของยาชนิดนี้ดี ถ้าสรรพคุณของบุปผาพฤกษ์โลหิตนี้เป็นของจริง ในสถานการณ์ที่ปัจจุบันแม้แต่โสมป่าพันปีก็มีราคาแต่ไร้ตลาด ยาล้ำค่านี้นำออกมาอย่างน้อยก็ขายได้หลายสิบหมื่นตำลึง หนำซ้ำยังซื้อหาไม่ได้
เปียนซู่เว้นเล็กน้อย เอ่ยเสียงทุ้ม “ผู้แซ่เปียนอยากขอให้คุณชายลู่ส่งคนคุ้มครองข้ากลับจงหยวน”
“ตระกูลเปียนของท่านคล้ายจะเป็นตระกูลขุนนางด้านวัตถุดิบยากระมัง” ลู่เซิ่งตรวจสอบข้อมูลของเปียนซู่มาตั้งแต่แรก ตอนนี้ได้ทราบเรื่องบุปผาพฤกษ์โลหิต จึงไตร่ตรอง
“ใช่ บรรพบุรุษของข้าดำเนินกิจการวัตถุดิบยามาสองร้อยกว่าปีแล้ว สวนโอสถ ภูเขายาก็มีมาก คนปลูกยาร้านยาที่บ้านข้า อย่างน้อยก็มีมากกว่าพันคน” เปียนซู่พูดเรื่องนี้พลันกล่าวอย่างภาคภูมิใจเล็กน้อย ตอนนางมาย่อมสืบสถานะของลู่เซิ่งจนชัดเจนแล้ว กระนั้นต่อให้อยู่ต่อหน้าผู้มีอำนาจในพรรคอันดับหนึ่งแห่งแดนเหนือ นางก็ยังคงภาคภูมิใจในความเจิดจรัสเมื่อครั้งอดีตของครอบครัว
“ตอนนั้นสมัยที่ตระกูลยังรุ่งโรจน์ ไร้คนโง่เขลา ยังมีเงินทองมีอำนาจ”
“แบบนี้นี่เอง พรรควาฬแดงของข้าก็มีกิจการวัตถุดิบยาเช่นกัน แต่ขนาดไม่ใหญ่ หนำซ้ำมีวัตถุดิบยาบางส่วนมีแค่ที่จงหยวน ถ้าคุณชายเปียนกลับบ้าน สามารถควบคุมสถานการณ์ในบ้านให้ทำการแลกเปลี่ยนกับผู้แซ่ลู่ได้ ผู้แซ่ลู่ไม่เพียงส่งท่านกลับไป ยังจะลงมือช่วยเหลือท่านอีกแรงด้วย” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างจริงจัง
“คุณชายลู่คำพูดนี้เป็นจริงหรือ!?” เปียนซู่สองตาเป็นประกาย พลันยินดี
“เป็นความจริง แต่ว่าการลงมือช่วยเหลือนี้ ย่อมไม่อาจไม่มีของตอบแทน ผู้แซ่ลู่มีพี่น้องในมือต้องเลี้ยงดู อย่างไรจำนวนคนมากขนาดนี้ จะจัดการให้ดีไม่ง่ายดาย” ลู่เซิ่งถอนใจคำหนึ่ง
“ผู้แซ่เปียนเข้าใจ” เปียนซู่ไตร่ตรอง กล่าวต่ออีก “ถ้าหากว่าคุณชายลู่ช่วยข้าน้อยชิงอำนาจหลักในบ้านกลับมาได้ ข้าตระกูลเปียนยินยอมมอบกำไรสามส่วนจากกิจการยาเป็นค่าตอบแทนแก่คุณชายลู่ทุกๆ ปี”
นางเสริมอีกประโยค “ตอนนี้สกุลเปียนของข้าต่อให้อยู่ในช่วงวุ่นวาย กิจการยาก็มีกำไรมากกว่าร้อยหมื่นตำลึงในทุกๆ ปี ร้านยาสาขาย่อยกระจายไปทั่วมณฑลใหญ่ๆ หลายแห่งในจงหยวน”
อย่างน้อยสามสิบหมื่นตำลึงทุกปีหรือ
ลู่เซิ่งพลันเข้าใจแผนการของอีกฝ่าย นี่คิดผูกมัดตัวเองกับผลกำไรของตระกูลเปียน แต่เขาขาดเงินพอดี ถึงแม้ในพรรคจะจ่ายเงินให้แล้ว แต่สำหรับคนคลั่งการฝึกวรยุทธ์ที่กินยาบำรุงปริมาณมหาศาลเช่นเขา เงินแค่นั้นไม่พอใช้
ตระกูลเปียนนี้ดูจากขนาดสมควรใหญ่กว่าตระกูลลู่ของตนเล็กน้อย แต่ก็มีข้อจำกัด เงินมากกว่าร้อยหมื่นตำลึงดูเหมือนมาก แต่ความจริงสินเดิมที่ตระกูลเฉินของเฉินอวิ๋นซีเสนอมาก็มากกว่าร้อยหมื่นตำลึงแล้ว
ดังนั้นที่ว่ากระจายทั่วมณฑลใหญ่อันใด เป็นแค่เปียนซู่ปิดทองใส่หน้าตัวเองเท่านั้น เป็นเพียงตระกูลวัตถุดิบยาเล็กๆ แห่งจงหยวนเท่านั้น
“ข้าต้องการห้าส่วน สามส่วนน้อยไปแล้ว” ลู่เซิ่งต่อรอง
“ห้าส่วน…!” เปียนซู่สีหน้าเปลี่ยนแปลง ซึ่งความจริง กำไรในบ้านยังมีส่วนหนึ่งต้องแบ่งให้งูเจ้าถิ่นแต่ละที่เป็นสินบน หลังให้ลู่เซิ่งห้าส่วน แล้วตัดส่วนสินบนทิ้ง ที่บ้านเหลือเพียงสามส่วน
รายรับเล็กน้อยนี้น้อยเกินไปจริงๆ แต่พอนึกถึงสถานการณ์ที่บ้านในตอนนี้ เอามาเป็นของตัวเองไม่ได้ สุดท้ายก็เป็นของคนอื่น
เปียนซู่กัดฟัน
“ได้! ห้าส่วนก็ห้าส่วน คุณชายลู่จะให้คนส่งข้ากลับไปเวลาใด”
“ท่านคิดไปเวลาใด” ลู่เซิ่งถาม
“ยิ่งเร็วยิ่งดี” เปียนซู่ตอบ
ลู่เซิ่งพยักหน้า ปรบมือเรียกยอดฝีมือของโถงอินทรีเหินมาทันที
“คุณชายเปียนรอประเดี๋ยว”
ทั้งสองคนรอครู่เดียว ไม่ทันไรบุรุษท่าทางกระฉับกระเฉง ผมสั้นสีดำ สวมอาภรณ์ดำก็เดินเข้ามา ประสานมือให้ลู่เซิ่งก่อน
“อินทรีทองแดงคำนับหัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอก!”
อินทรีเหินสิบสามคนต่างใช้ฉายาของตัวเองต่อบุคคลภายนอก
“จัดการเรื่องชุมนุมเขาบูรพาให้เสร็จ ภายหลังเจ้ากับอินทรีเหล็กกลับจงหยวนกับคุณชายเปียนผู้นี้ ช่วยนางสะสางเรื่องในบ้าน เอามือดีในพรรคไปห้าสิบคน” ลู่เซิ่งกำชับ
“ขอรับ!” อินทรีทองแดงสีหน้าไร้อารมณ์ ตอบอย่างปลอดโปร่ง หลังจากโถงอินทรีเหินกลับมาเชื่อฟัง ย่อมไม่มีเงื่อนไขต่อราคา แม้ไม่อยากเดินทางไกลพันลี้ไปจงหยวน แต่คำสั่งของลู่เซิ่งผู้นี้เขาไม่อาจไม่ทำตาม
โบกมือให้อินทรีทองแดงกับเปียนซู่ไปปรึกษาขั้นตอนกันเอง ลู่เซิ่งลุกขึ้นกลับบ้าน
นั่งรถม้ามาถึงบ้านก็เป็นเวลาเย็นแล้ว ช่วงนี้เขากลับถึงบ้านช่วงเย็นแทบทุกวัน บางวันก็ยังไม่แน่ว่าจะกลับมา
ครั้งนี้อาศัยตอนที่เขาอยู่บ้าน เฉี่ยวเอ๋อร์ฉวยโอกาสพูดถึงข่าวดีที่เขาสอบติด ต่อมาก็หยิบจดหมายจากทางบ้านฉบับหนึ่งให้
“ย้ายบ้านหรือ” ลู่เซิ่งอ่านเนื้อหาหลังเปิดจดหมายจากทางบ้าน ประหลาดใจเล็กน้อย
“จะเริ่มย้ายตอนนี้เลยหรือ”
“เห็นว่าเตรียมทุกอย่างเสร็จแล้ว ขบวนม้าก็ติดต่อแล้วเช่นกัน ครั้งเดียวเช่ารถใหญ่สิบกว่าคัน” เฉี่ยวเอ๋อร์อธิบายเสียงเบา นางได้รับจดหมายจากพี่น้องที่สนิทสนมกันในบ้านมาตั้งแต่แรก จึงทราบเรื่องราวส่วนหนึ่ง
“จริงด้วย เตรียมตัวมานานขนาดนี้ จากเมืองเก้าประสานถึงเมืองเลียบคีรี ระหว่างทางเร่งม้าลงแส้ต้องใช้เวลาสองวัน เป็นเพราะมีของสำคัญ การย้ายบ้านเกรงว่าจะล่าช้ากว่าเดิม คาดว่าแค่บนถนนหนทางก็ใช้เวลาสี่ห้าวัน ลู่เซิ่งคำนวณ “เอาล่ะ ข้าทราบแล้ว”
“ยังมีอีกคุณชาย ช่วงนี้คุณหนูเฉินอวิ๋นซีนั่นมาหาท่านหลายครั้งแล้ว ทุกครั้งที่มา ท่านก็อยู่ด้านนอก เฉี่ยวเอ๋อร์เห็นนางผิดหวังยิ่ง” เฉี่ยวเอ๋อร์พูดถึงเรื่องนี้อย่างระมัดระวัง
“เฉินอวิ๋นซี…” พูดถึงเรื่องนี้ลู่เซิงก็ปวดหัวเล็กน้อย ทำไมช่วงนี้มันถึงยุ่งยากนัก เดี๋ยวก็ไปสู้ตายกับคนอื่น เดี๋ยวก็ไปปะทะกับผี นี่ไม่ใช่เวลาสร้างครอบครัว
“เรื่องนี้ยังไม่ต้องพูดถึง ยังมีผู้ใดมาหาข้าอีกหรือไม่”
“ยังมีซ่งเจิ้นกั๋วคุณชายซ่ง มาหาท่านหลายครั้งเช่นกัน เขาฝากเฉี่ยวเอ๋อร์ถามท่านแทนว่าจะทดสอบเขาเมื่อใด” เฉี่ยวเอ๋อร์บอกอีก
ลู่เซิ่งค่อยนึกถึงเรื่องซ่งเจิ้นกั๋วคิดเรียนวรยุทธ์ ก่อนหน้านี้ลืมไป หลักๆ ไปจัดการเรื่องอื่น
“เรื่องนี้ไม่รีบ วันมะรืนหลังไปสถานศึกษาข้าจะจัดการเรื่องคนที่บ้าน” ด้วยความเข้าใจที่เขามีต่อลู่เฉวียนอันผู้เป็นบิดา แม้จะไม่กล้าเสี่ยง แต่ก็รัดกุมยิ่ง สมควรเลือกทำเลบ้านไว้แต่แรก ไม่แน่ว่าจะซื้อไว้แล้ว เป็นเพราะก่อนหน้านี้ฝึกวิชา บวกกับก่อนหน้านี้จัดการขุมกำลังที่รับช่วงต่อใหม่ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้สนใจเรื่องทางบ้านชั่วขณะ
“ยังมีลู่อิงอิง นางมาเมืองเลียบคีรีกับข้า อยู่สถานศึกษามานาน ข้ากลับไม่เคยเห็นน้องสาวผู้นี้ไปอยู่ที่ไหน”
ลู่อิงอิงเกียจคร้าน ชอบชื่อเสียงจอมปลอม เอาแต่เที่ยวเล่นกับพี่น้องในเมืองเก้าประสานทั้งวัน เดี๋ยวไปเดินเล่น เดี๋ยวไปชุมนุมกลอน เดี๋ยวไปชมดอกไม้ ตบตีหึงหวงกับคนอื่นๆ บนเหลาสุราเพื่อเว่ยซิงบุรุษรูปงามที่มีชื่อเสียงในเมืองเก้าประสานเหมือนกับไล่ตามดารา ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่คนอยู่นิ่ง พอมาถึงเมืองเลียบคีรีถึงกับไม่มีการเคลื่อนไหว ทำให้ลู่เซิ่งค่อนข้างเหนือคาด
“เฉี่ยวเอ๋อร์กลับได้ยินเรื่องของคุณหนูห้า…” เฉี่ยวเอ๋อร์กล่าวอย่างลังเลอยู่บ้าง
“ตอนนี้เป็นอย่างไร ข้าจำได้ว่าที่บ้านหาร้านหนังสือร้านหนึ่งให้นาง เป็นรายรับสำหรับดำรงชีวิตกระมัง” ลู่เซิ่งถาม
“คือ… ก่อนหน้านี้ไม่นานตอนเฉี่ยวเอ๋อร์ไปซื้อเครื่องปรุงยา เคยเห็นคุณหนูห้าบนถนนแถวสวนรุ่งโบราณ” เฉี่ยวเอ๋อร์เสียงเบาลงเรื่อยๆ “ตอนนั้นเห็นนางเดินกับคุณชายบัณฑิตคนหนึ่ง…”
………………………………………….
บทที่ 77
“ใช่แล้ว… เห็นคุณชายผู้นั้นคล้ายร่ำรวย ทั้งสองคนดูสนิทสนมกันยิ่ง…” เฉี่ยวเอ๋อร์ไม่กล้าพูดอยู่บ้าง เรื่องนี้ความจริงเก็บไว้ในใจมานาน แต่เป็นเพราะเกี่ยวกับเรื่องในบ้านของผู้เป็นนาย ลู่เซิ่งไม่ถาม นางก็ไม่กล้าพูดพล่อยๆ
“เป็นคุณชายบัณฑิตร่ำรวยหรือ ข้าว่าแล้ว นางที่แล้วมาจ่ายเงินมือเติบ แค่ร้านเล็กๆ ร้านนั้นจะพอให้นางใช้ได้อย่างไร ที่แท้มีสาเหตุมาจากตรงนี้” ลู่เซิ่งพลันเข้าใจ “ข้ากลับอยากเห็นนักว่าใครกล้ามาหาเรื่องคนตระกูลลู่” สายตาเขามืดครึ้มเล็กน้อย
“ไม่…ไม่ใช่นะคุณชาย ข้าเห็นคุณหนูห้าสนิทกันกับเขายิ่ง ไม่เหมือนความสัมพันธ์… ความสัมพันธ์แบบนั้น” เฉี่ยวเอ๋อร์รีบโบกมือ “คุณชายผู้นั้นดูอ่อนโยนสุภาพมาก คุณหนูห้าอยากได้อะไรเขาล้วนตอบรับ ทั้งสองดูท่าทางมีความสุข”
“หือ? มีความสุขกรือ” ลู่เซิ่งงงงัน เรื่องจริงเรื่องเท็จ เขารู้จักนิสัยลู่อิงอิงดี นางถึงกับเจอคุณชายบัณฑิตหนุ่มที่มีทั้งเงินทั้งมารยาท ยังอ่อนโยนอีกด้วย
“เฉี่ยวเอ๋อร์เจ้าไม่ได้มองผิดกระมัง”
“ไม่ผิด… ไม่ผิดจริงๆ” เฉี่ยวเอ๋อร์รีบยืนยัน “ตอนแรกเฉี่ยวเอ๋อร์ก็นึกว่ามองผิด ต่อมาติดตามดู ค่อยพบว่าไม่ผิด”
ได้ยินดังนี้ ลู่เซิ่งหมดคำพูดอยู่บ้าง เขารู้ดีว่าลู่อิงอิงมีนิสัยอย่างไร ถ้าทั้งสองคนชอบพอกันจริงๆ ก็ดี ถ้าอีกฝ่ายคิดใช้ประโยชน์จากนาง อย่างนั้นต้องตรวจสอบ
“ช่างเถอะ ข้าจะจัดการเรื่องนี้เอง เจ้าไปพักผ่อนเถอะ” เขาบอก
เฉี่ยวเอ๋อร์ลังเลอยู่บ้าง “คุณชายอยากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าหรือไม่”
“ไม่ต้อง พรุ่งนี้ค่อยทำ” ลู่เซิ่งบิดคอดังกร๊อบๆ
“ได้เจ้าค่ะ” เสี่ยวเฉี่ยวล่าถอยออกจากห้องเงียบๆ เหลือลู่เซิ่งนั่งอยู่ข้างโต๊ะกลมคนเดียว มือถือจอกสุรา รินสุราดอกบ๊วยให้ตัวเอง ก่อนจิบเบาๆ
‘จากก่อนหน้าถึงตอนนี้ หลังจากฆ่ากงซุนจางหลานแล้ว ร่างกายเราคล้ายปรากฏปัญหา…’ เขาขมวดคิ้ว สลัดเรื่องราวไร้สาระ หลับตาใคร่ครวญ
นึกย้อนอย่างละเอียด ช่วงนี้ตนเริ่มขี้หงุดหงิดมากขึ้น ทุกๆ วันที่ตื่นเช้ามา ต่างรู้สึกผิวหนังร้อนลวก เหมือนเลือดลมหมุนเร็วไม่น้อย
‘ปรากฏการณ์นี้เริ่มตั้งแต่ตอนไหน’ เขาตรึกตรอง
‘เหมือนจะค่อยๆ บังเกิดปรากฏการณ์นี้ตั้งแต่เราเริ่มฝึกวิชาโซ่เก้าสินธุ’
เขาหยิบเคล็ดวิชาโซ่เก้าสินธุออกมาอ่านดูอย่างละเอียด ไล่ตามแถว ตัวหนังสือ ประโยค ไม่ทันไรก็เจอตัวหนังสือเล็กๆ แถวหนึ่งด้านล่างในหน้าที่สาม
‘ผู้ฝึกกล้ามเนื้อจะแห้งและมัน ไม่มีปราณชื้น บวกกับทาน้ำมันยาทั้งตัว ในสามชั่วยามไม่อาจแตะน้ำ เพื่อสำเร็จความรู้สึกถึงปราณ’
วิชาโซ่เก้าสินธุความจริง เป็นวิชาแข็งกร้าวที่ฝึกฝนปราณภายในและเสริมสร้างเอ็น กระดูก ผิวหนังที่หายากสุดขีด ความจริงไม่นับเป็นวิชากำลังภายนอกหากเป็นวิชากำลังภายใน
นี่เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ลู่เซิ่งเลือกมัน
‘กล้ามเนื้อแห้งและมัน ไร้ปราณชื้น ยังต้องใช้น้ำมันยาธาตุร้อนทาตัว ในสามชั่วยามไม่อาจแตะน้ำ… นี่ไม่ใช่ให้ร่างกายอยู่ในสภาพแห้งร้อนโดยสมบูรณ์หรือ’ ลู่เซิ่งพลันเข้าใจบ้างแล้ว
‘ส่วนวิชาหยินหยางกระเรียนหยกของเราเดิมใช้ปรับหยินหยาง ทำให้ร่างกายอยู่ในสภาพร้อนหนาวสมดุล หรือเป็นเพราะวิชาหยินหยางกระเรียนหยก ทำให้เราไม่อาจเข้าสู่วิชาโซ่เก้าสินธุขั้นเบื้องต้นได้สักที’ ลู่เซิ่งคาดเดาในใจ ‘ครั้งหน้าลองใช้วิชาหยินหยางกระเรียนหยกให้หมด ค่อยฝึกวิชาโซ่เก้าสินธุ’
เช้าตรู่วันที่สอง เขาตื่นมากินข้าวเช้าอย่างรวดเร็ว แล้วเก็บของ กำลังจะออกจากบ้าน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
ยังไม่ทันมัดสายรัดเอวดี เสียงเคาะประตูก็ดังมา
เฉี่ยวเอ๋อร์วิ่งตุบๆ ไปเปิดประตู
“ผู้ใด”
“พี่ลู่อยู่หรือไม่ ข้าน้อยซ่งเจิ้นกั๋วมาเยี่ยม แม่นางเฉี่ยวเอ๋อร์ไม่เจอหลายวัน ขอรบกวน” เสียงซ่งเจิ้นกั๋วดังมาจากนอกประตู
“คุณชายซ่งนี่เอง คุณชายข้าอยู่พอดี” เฉี่ยวเอ๋อร์ตอบเสียงใส นางมีความทรงจำที่ดีต่อคุณชายซ่งที่มาแทบทุกวันผู้นี้
“พี่ซ่งไม่เจอกันนาน” ลู่เซิ่งหัวเราะจัดการเสื้อผ้า เดินออกจากห้องนอน
ประตูเปิดแล้ว ซ่งเจิ้นกั๋วเดินมาด้วยใบหน้าหดหู่ เห็นหัวโล้นเป็นเงางาม แขนใหญ่เท่าขาของลู่เซิ่ง พลันงงัน
“ท่าน… ท่านคือพี่ลู่?!”
ลู่เซิ่งจนใจอยู่บ้าง ตั้งแต่เริ่มฝึกวิชาแข็งกร้าว รูปร่างยิ่งมายิ่งกำยำเหมือนเป่าลม จนถึงตอนนี้ปิดไม่อยู่แล้ว เขาเข้าออกล้วนสวมชุดสีดำ ยังหมดหนทาง มองผ่านอาภรณ์ดำเห็นกล้ามเนื้อล่ำสันที่เหมือนโคของเขาได้
“เป็นข้าเอง ช่วงนี้กินไม่เลือก ไม่ทราบเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ไปได้” ลู่เซิ่งยิ้มหนักใจ “มา มา มา นั่งลงคุยกัน”
เขาลากซ่งเจิ้นกั๋วเข้าไปนั่งในห้อง
“พี่ลู่ ไม่ทราบจะทดสอบเจิ้นกั๋วเมื่อใด ข้ารอจนทนไม่ไหวจริงๆ แล้ว” ซ่งเจิ้นกั๋วกลับบอกปัด ใบหน้าร้อนรน
“ทดสอบ…” ลู่เซิ่งมองออกว่าซ่งเจิ้นกั๋วอดรนทนไม่ไหวแล้ว เรื่องของเรือสำราญหอแดงส่งผลกระทบต่อเขามากเกินไปจริงๆ จนถึงตอนนี้ยังมีท่าทางเจ็บปวดรวดร้าว
“พี่ลู่ ไม่ขอปิดบัง ช่วงนี้ข้าไปสำนักยุทธ์ทุกแห่งในเมือง น่าเสียดาย… เสริมสร้างร่างกายกลับมี แต่จะฝึกจนเกิดความสามารถอย่างพี่ลู่ ไม่มีสักแห่งเดียว” ซ่งเจิ้นกั๋วยิ้มขื่น
ลู่เซิ่งส่ายหน้าขณะมองคนลุ่มหลงในรักจนน่าสงสารผู้นี้
“เอาเถอะ วันนี้เลยก็แล้วกัน วันนี้ไปทดสอบคุณสมบัติพี่ซ่งกัน แต่พูดความจริง ความหวังมีไม่มาก”
ซ่งเจิ้นกั๋วสีหน้าแน่วแน่
“ต่อให้เป็นเช่นนี้ ข้าก็ยังคิดลองดู”
ลู่เซิงลุกขึ้น
“เช่นนั้นตามข้ามา”
เขาให้เฉี่ยวเอ๋อร์จัดการอาหาร และไปร้านค้าถามไถ่สถานการณ์การย้ายบ้าน ตนพาซ่งเจิ้นกั๋วออกจากเมืองเลียบคีรี ทั้งสองขี่ม้าไปตามเส้นทางหลวงด้านข้าง ไม่ทันไรก็ถึงที่ว่างในป่าเล็กที่ลู่เซิ่งใช้ฝึกวิชาเป็นประจำ
อากาศตอนเช้าสดชื่น ฝนเพิ่งตกไป หยดน้ำเกราะพราวบนใบไม้และพื้นหญ้า
“ตรงนี้เถอะ”
ลู่เซิ่งยืนอยู่กลางป่าเล็ก ผูกม้าไว้แล้วหันมามองซ่งเจิ้นกั๋ว
“ควรทดสอบอย่างไร” ในสีหน้าซ่งเจิ้นกั่วมีความคาดหวัง หากมีความหวาดหวั่นยิ่งกว่า
เขาล้มเหลวมาหลายครั้งเกินไป สำนักยุทธ์พอได้ยินคำขอร้องของเขาก็คิดว่าเขาบ้า จะไปถึงระดับนั้นได้ ไม่ต้องเอ่ยถึงเขา เจ้าสำนักยุทธ์ยังทำไม่ได้
จนถึงตอนนี้เขาค่อยเข้าใจจริงๆ ว่า พลังของลู่เซิ่ง พี่ลู่เป็นระดับใดในสังคม
“กล่าวตามจริง ข้าเองก็ไม่ทราบว่าสมควรทดสอบอย่างไร แต่ว่าข้าครอบครองวิทยายุทธไม่น้อย จะถ่ายทอดวิชาเดินลมปราณเบื้องต้นให้ท่านได้ ดูว่าท่านปรับตัวได้ไหม” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างสงบ
“วิชาเดินลมปราณ เป็นวิชากำลังภายในใช่หรือไม่?!” ซ่งเจิ้นกั๋วตกตะลึง หลังไปสำนักยุทธ์มาหลายที่ เขาก็ทราบกระจ่างว่าเหล่าอาจารย์สอนวรยุทธ์ เก็บงำความสามารถของตัวเองไว้ถึงขนาดไหน วิชาเดินลมปราณกำลังภายในเป็นสมบัติล้ำค่ามูลค่าหมื่นพัน ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องเป็นยอดฝีมือกำลังภายในคนหนึ่งถ่ายทอดให้โดยตรง
“ไม่ต้องตื่นเต้น วิชาเดินลมปราณนี้ก็แค่เป็นวิชาเดินลมปราณทั่วไปที่ธรรมดาที่สุด มีแค่ระดับเดียว ขอแค่ท่านไม่บอกต่อภายนอกก็ไม่มีปัญหามาก” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างขอไปที เขาตัดสินใจแต่แรกแล้วว่าจะถ่ายทอดอะไรให้ซ่งเจิ้นกั๋ว
วิชากำลังภายในที่เขาครอบครองมีเคล็ดสนเขียวหนึ่งสำนึก โน้มนำหยินหยาง วิชาทมิฬพิฆาต วิชากระเรียนหยก วิชาลมปราณแดงฉาน
วิชาลมปราณแดงฉานไม่อาจถ่ายทอดส่งเดช ส่วนวิชาทมิฬพิฆาตฝึกช้าสุดขีด เสียเวลาหลายสิบเท่าของวิชากำลังภายในอื่นๆ ตอนแรกเขาเพื่อความรู้สึกถึงปราณเล็กน้อย ต้องฝึกฝนนานเท่าไหร่ เขาเข้าใจดี ความสามารถนี้จะใช้คล่องแคล่วนั้นยากเย็นแสนเข็ญ
ดังนั้นที่ถ่ายทอดได้จริงๆ มีแต่วิชาหล่อเลี้ยงชีวิตที่เหลือ
แน่นอนยังมีวิชากำลังภายในหลอมรวมที่ตนเรียนรู้ออกมาในภายหลัง แต่ลู่เซิ่งตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ถ่ายทอดวิชากำลังภายในหลอมรวมเหล่านี้ไปด้านนอกเด็ดขาด นอกเสียจากภายหลังวรยุทธ์ของเขามีส่วนสำเร็จ มีคุณสมบัติและศักยภาพสร้างวรยุทธ์เองได้ อาจจะประกาศว่าตัวเองสร้างวิชา ส่วนจะถ่ายทอดหรือไม่ ถึงตอนนั้นค่อยว่ากันเถอะ
“วิชาเดินลมปราณที่ข้าจะถ่ายทอดให้ท่านในตอนนี้ ท่านต้องรับปากข้าสองสามข้อ ข้อแรก ห้ามถ่ายทอดให้คนอื่น ข้อสอง ตอนฝึกฝนถ้ารู้สึกไม่ดี ให้หยุดทันที ข้อสาม ค่ายสำนักที่ข้าอยู่คือสำนักอาทิตย์ชาด ถ้าวิชาเดินลมปราณกำลังภายในท่านฝึกไม่สำเร็จ ข้าจะถ่ายทอดวรยุทธ์กำลังภายนอกให้ แต่ต้องเข้าสำนักอาทิตย์ชาดก่อน”
ลู่เซิ่งรู้สึกว่าสำนักอาทิตย์ชาดมีคนน้อยเกินไป อย่างมากสุดเขายังขยายคนได้ เมื่อคนมากก็จัดการเรื่องราวได้ง่าย อาศัยแค่พรรควาฬแดงยังกระจัดกระจายเกินไป มีแรงเกาะตัวไม่พอ
หนำซ้ำเขาต้องการพลังและขุมกำลังที่เป็นของตัวเอง การถ่ายทอดความสามารถแก่ซ่งเจิ้นกั๋วเป็นแค่จุดเริ่มต้น
“ข้ารับปากสามข้อนี้!” ซ่งเจิ้นกั๋วทราบดีว่าไม่อาจพลาดโอกาส การได้รู้จักกับยอดฝีมือระดับลู่เซิ่ง สำหรับเขาเป็นโอกาสยิ่งใหญ่ ดังนั้นตอบรับทันทีโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
“ท่านพิจารณาดีแล้วหรือไม่ นอกเสียจากท่านบรรลุระดับสุดยอดของการฝึกกำลังภายในและกำลังภายนอกพร้อมกัน ไม่อย่างนั้นตลอดชีวิตอาจเป็นแค่ศิษย์ฝ่ายนอกของสำนักอาทิตย์ชาด” ลู่เซิ่งแต่งสถานะหนึ่งขึ้น
“พิจารณามาอย่างดีแต่แรกแล้ว” ซ่งเจิ้นกั๋วไม่ลังเลแม้แต่น้อย “ข้าต้องกราบท่านเป็นอาจารย์ หรือว่า…”
“ถ้าท่านสำเร็จปราณภายใน กราบข้าเป็นอาจารย์ก็ได้ ถ้าไม่สำเร็จ…” ลู่เซิ่งส่ายหน้า ไม่พูดอะไร ถ้าฝึกฝนปราณภายในไม่สำเร็จ กราบเขาเป็นอาจารย์ก็ไม่มีประโยชน์ ขีดความสามารถส่วนใหญ่ของเขาอยู่ที่การฝึกฝนกำลังภายในและกำลังภายนอกพร้อมกัน ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งก็ไม่เป็นท่า
“เข้าใจแล้ว” ซ่งเจิ้นกั๋วพยักหน้า
“เช่นนั้น เริ่มเลยเถอะ เลียนแบบข้า” ลู่เซิ่งกล่าวราบเรียบ
เขาฉีกผ้าสีเทาสองผืนปูไว้บนพื้น ตนทรุดนั่งลงขัดสมาธิ
ซ่งเจิ้นกั๋วนั่งขัดสมาธิตาม
“ผนึกจิตสงบปราณ”
“ผนึกจิตสงบปราณ!” ซ่งเจิ้นกั๋วสีหน้าขึงขัง
“หลับตา”
“หลับตา” ซ่งเจิ้นกั๋วหลับตา
“ปล่อยจิตใจให้ว่างเปล่า อย่าคิดอะไรทั้งสิ้น ผ่อนคลายร่างกาย ไม่ต้องเกร็ง…” ลู่เซิ่งนำซ่งเจิ้นกั๋วทีละคำๆ เริ่มฝึกเคล็ดสนหนึ่งสำนึก
เขาทราบว่าสาเหตุที่เรือสำราญหอแดงในตอนนั้นต้องการสร้างปัญหาให้ซ่งเจิ้นกั๋ว เป็นเพราะคุณสมบัติร่างเขาเป็นคนปีหยินเดือนหยินยามหยินซึ่งหายากสุดขีด
ลู่เซิ่งไม่ทราบว่าคนแบบนี้มีอะไรพิเศษ แม้แต่ผีก็รวบรวมกันตามล่า แต่สุดท้ายคงมีส่วนที่แตกต่างจากคนธรรมดาอยู่บ้างกระมัง
ลู่เซิ่งบรรยายบทเบื้องต้นของเคล็ดสนหนึ่งสำนึกระดับหนึ่งออกมาทีละส่วนๆ
การกำจัดความฟุ้งซ่านเดิมเป็นขั้นตอนที่ยากเย็น ความคิดของคนซับซ้อนเกินไป นอกจากทารก ไม่อย่างนั้นผู้ใหญ่ไหนเลยกำจัดความฟุ้งซ่าน ทำจิตใจให้ว่างเปล่าได้ง่ายดายปานนั้น
แต่สิ่งที่ทำให้ลู่เซิ่งคาดไม่ถึงคือ ซ่งเจิ้นกั๋วนั่งลงไม่เกินครึ่งก้านธูป ถึงกับสงบนิ่งเข้าสู่สมาธิอย่างแท้จริง
ถึงแม้ระดับเบื้องต้นของวิชาหล่อเลี้ยงชีวิตนี้ง่ายดาย กล่าวได้ว่าหนึ่งวันก็เกิดความรู้สึกถึงปราณ แต่ว่าการเข้าสู่ห้วงสมาธินี้ก็ออกจะเร็วเกินไปกระมัง
พึงทราบว่าถ้าเข้าสู่สมาธิได้ จะเกิดความรู้สึกถึงปราณอย่างรวดเร็ว
“อาจารย์ลู่ ข้ารู้สึกว่ามีเส้นเล็กๆ เส้นหนึ่งไหลเป็นวัฏจักรระหว่างทรวงอกและท้อง” เพิ่งนึกจบ ซ่งเจิ้นกั๋วก็พูดขึ้น
………………………………………….
บทที่ 78
ลู่เซิ่งอึ้ง หมดคำพูด
‘ถึงตอนนี้เราใช้เวลาเกือบสองชั่วยามครึ่งจึงค่อยมีความรู้สึกถึงปราณ คนปีหยินเดือนหยินยามหยินไม่ธรรมดาจริงๆ’
เขาสงบใจรีบอธิบาย
“นี่คือความรู้สึกถึงปราณขั้นเบื้องต้น ความรู้สึกถึงปราณนี้ท่านต้องใช้เวลาสองชั่วยามขึ้นไปทุกๆ วันหล่อเลี้ยงและปรับให้มั่นคง ไม่อย่างนั้นถ้าไม่ดูแล แค่ไม่กี่วันก็จะสลายไปเอง” เขาอธิบาย “นี่เป็นการเปลี่ยนจากพลังงานในห้าธัญพืช ท่านไม่ต้องใช้จิตใจควบคุมมัน ร่างกายท่านจะเปลี่ยนถ่ายดูดซับเอง”
“เช่นนั้นอาจารย์ลู่ เวลาปรับให้มั่นคงนานเท่าใด” ซ่งเจิ้นกั๋วลืมตาขึ้น สีหน้ามีความยินดี คิดไม่ถึงว่าครู่เดียวก็สัมผัสปราณภายในได้
“ท่านมีคุณสมบัติไม่เลว ผลของวิชากำลังภายในนี้ยอดเยี่ยม ดังนั้นจึงใช้เวลาเล็กน้อย แค่สามปีก็จะปรับความรู้สึกถึงปราณขั้นเบื้องต้นให้มั่นคงได้ ภายหลังค่อยเลือกฝึกฝนวิชาเดินลมปราณลมปราณระดับหนึ่ง” ลู่เซิ่งคำนวณตามเวลาบนคัมภีร์
“สามปี!?” ซ่งเจิ้นกั๋วพลันตะลึง รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งทื่อ
เขาเห็นลู่เซิ่งยังหนุ่มก็มีพลังฝึกปรือล้ำลึก วรยุทธ์น่าทึ่ง จึงนึกว่าขอแค่คุณสมบัติดี ก็จะเรียนวรยุทธ์ได้เร็ว คิดไม่ถึงระดับเบื้องต้นของวิชาเดินลมปราณลมปราณกำลังภายในวิชาเดียวก็จำเป็นต้องใช้เวลาสามปีถึงจะปรับให้มั่นคง…
“ท่านยังนับว่าเป็นคนมีคุณสมบัติดี ถ้าเป็นคนอื่นอย่างน้อยต้องใช้เวลาสี่ปีถึงห้าปี” ลู่เซิ่งพูดต่อ “ยอดฝีมือกำลังภายในฝึกยากกว่ากำลังภายนอกมาก นี่เป็นเหตุผลหนึ่ง เวลาลงแรงนานแสนนาน หนำซ้ำผลตอบแทนที่ได้ยังไม่แน่ว่าจะมาก ยอดฝีมือกำลังภายในหลายคนฝึกฝนมาหลายปี หลังออกด่านเป็นเพราะไม่รู้จักโจมตี ถูกคนฆ่าง่ายๆ ก็มีอยู่ไม่น้อย ค่อนข้างน่าเสียดาย”
หลายวันมานี้ เขาขอให้ประมุขพรรคเฒ่าชี้แนะวิชาลมปราณแดงฉาน ได้ทราบเรื่องราวในยุทธภพไม่น้อย ไม่ใช่คนไร้ความรู้โดยสิ้นเชิงเหมือนตอนแรกอีกต่อไป พูดเรื่องเหล่านี้ได้เป็นเหตุเป็นผล
“เช่นนั้นข้าฝึกกำลังภายนอกเสริมได้หรือไม่” ซ่งเจิ้นกั๋วถามอีก
“ท่านตัดสินใจเข้าสำนักอาทิตย์ชาดของข้าแล้วหรือยัง” ลู่เซิ่งถามกลับ
“ข้าแน่ใจ!” ซ่งเจิ้นกั๋วสีหน้าจริงจัง
“ท่านต้องเข้าใจก่อนว่าเกิดกราบอาจารย์เข้าสำนัก ภายหลังไม่อาจทรยศ ไม่อย่างนั้นจะถูกสหายในสำนักกำจัด เป็นตายไม่ขึ้นกับตัวเอง” ลู่เซิ่งเอ่ยเสียงขรึมอีกรอบ
“ข้าแน่ใจ!” ซ่งเจิ้นกั๋วพยักหน้าโดยแรง “อาจารย์ลู่ได้โปรดสั่งสอนข้าด้วย!” เขาประสานมือ คุกเข่าเริ่มโขกหัวให้ลู่เซิ่ง
ลู่เซิ่งไม่ขัดขวาง นี่เป็นกฎ น้ำใจส่วนน้ำใจ ถ่ายทอดวิชาส่วนถ่ายทอดวิชา วิถีโลกนี้ ไม่มีใช้จ่ายโดยไร้สาเหตุ ไม่มีได้รับโดยไร้สาเหตุเช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้นตอนนั้นเขาช่วยชีวิตซ่งเจิ้นกั๋ว ตอนนี้อีกฝ่ายโขกหัวให้ก็ไม่นับเป็นอะไร
โขกหัวครั้งหนึ่ง นั่งตรงครั้งหนึ่ง ทำติดต่อกันเก้าครั้ง ลู่เซิ่งประคองซ่งเจิ้นกั๋วขึ้นมา
“เรื่องสำนักอาทิตย์ชาดยังไม่บอกท่าน ท่านขอแค่เรียนวรยุทธ์ให้ดี ภายหลังถึงเวลาย่อมให้ท่านทราบเอง”
“ได้!” ซ่งเจิ้นกั๋วโขกหัวจนหน้าผากมีเลือดไหล เห็นถึงความแน่วแน่
ไม่แปลก บัณฑิตธรรมดากล้าเผชิญเรือผีอย่างเรือสำราญหอแดงโดยตรง ทั้งยังไม่เกรงกลัว อาศัยแค่ความกล้านี้ก็เหนือกว่าคนทั่วไปมากแล้ว
“จำเคล็ดวิชาไว้ วิชากำลังภายในนี้ชื่อว่าเคล็ดสนหนึ่งสำนึก ท่านปรับความรู้สึกถึงปราณขั้นต้นให้มั่นคงก่อน ข้าค่อยดูว่าท่านเหมาะจะฝึกวรยุทธ์อะไร” หลังกราบอาจารย์ ท่าทีของลู่เซิ่งก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว
เขาลุกขึ้น ทำท่าเรียบง่ายหลายท่า แยกเป็นการเคลื่อนไหวที่มีเงื่อนไขพิเศษในวิชากำลังภายในหลายชุด
ซ่งเจิ้นกั๋วลุกขึ้น ฝืนเลียนแบบสองสามท่า แต่ถึงการเคลื่อนไหวที่สามก็ไม่ไหว บิดตัวบิดกระดูกไม่ได้ ข้อต่อแข็งเข้ารูปแล้ว นี่เป็นผลลัพธ์เลวร้ายที่ไม่ฝึกฝนวรยุทธ์ตั้งแต่เด็ก
ประเมินเส้นเอ็นกระดูกของซ่งเจิ้นกั๋วเล็กน้อย ลู่เซิ่งส่ายหน้าในใจ ปราณภายในของคนผู้นี้มีคุณสมบัติไม่เลว แต่ว่าเส้นเอ็นกระดูกกำลังภายนอกหมดหนทางแล้ว มีหลายที่เข้ารูปไปแล้ว
เขาใคร่ครวญ กล่าวว่า “ร่างกายท่านเข้ารูปแข็งทื่อไปแล้ว ได้แต่ฝึกวิชากำลังภายในที่มีกระบวนท่าง่ายๆ ส่วนหนึ่ง ส่วนวิชากำลังภายนอก ข้าจะถ่ายทอดการเคลื่อนไหวหนึ่งให้ท่าน”
เขานึกถึงนิยายที่เคยอ่าน อาเฟยที่ลำบากฝึกฝนกระบี่ทิ่มแทงท่าหนึ่ง เป็นเพราะฝึกท่าเดียว ดังนั้นจึงร้ายกาจถึงขีดสุด
ลู่เซิ่งกลับอยากลองดูว่าวิธีฝึกนี้จะสำเร็จหรือไม่ ถึงอย่างไรเส้นเอ็นกระดูกของซ่งเจิ้นกั๋วก็เข้ารูปแล้ว
“ว่ากันว่าเพียงฝึกกระบวนท่าเดียวถึงพันรอบหมื่นรอบ สิบหมื่นรอบ ร้อยหมื่นรอบ กระบวนท่านี้จะน่าสะพรึงกลัวสุดขีด ข้าไม่เชื่อว่าจะไม่เกิดอานุภาพกล้าแข็ง แต่ว่าอาการบาดเจ็บซ่อนเร้นในร่างที่เกิดขึ้นก็เพราะสาเหตุนี้ทำให้คนทั่วไปทนทานไม่ได้ บางทีไม่ทันฝึกถึงอานุภาพสูงสุด ร่างกายก็พิการแล้ว
แต่ว่านี่เป็นแนวคิดทางลัดอย่างไม่ต้องสงสัย ทำให้คนมีพลังต่อสู้เร็วกว่ายอดฝีมือทั่วไป” ลู่เซิ่งมองซ่งเจิ้นกั๋วที่ตาเป็นประกาย
“ข้าก็ทำได้หรือ” ซ่งเจิ้นกั๋วถามอย่างจริงจัง
ลู่เซิ่งพยักหน้า
“ท่านทดลองดูได้ ข้าจะดูร่างกายของท่านเพื่อกำหนดการเคลื่อนไหวที่เหมาะกับท่านอย่างหนึ่ง ท่านฝึกทุกวันอาจเกิดอานุภาพเพียงพอ” จะกำหนดตามร่างกายต้องหลีกเลี่ยงจุดแข็งทื่อในร่าง บวกกับวิชากำลังภายในเป็นวิชาหล่อเลี้ยงชีวิต สมควรชดเชยอาการบาดเจ็บซ่อนเร้นของวิธีการฝึกฝนนี้ได้ในระดับสูงสุด
ซ่งเจิ้นกั๋วตาเป็นประกาย
เวลาค่อยๆ ผ่านไป
รอตอนทั้งสองเดินออกจากป่า ก็เป็นยามกลางอู่ ซ่งเจิ้นกั๋วประสานมือให้ลู่เซิ่งอย่างคึกคักฮึกเหิมแล้วจากไป รีบกลับไปฝึกฝนวิชากำลังภายในที่เรียนมาใหม่
‘ตอนเริ่มต้นยังแปลกใหม่ รอจนท่านฝึกฝนทุกวันแล้วไม่เห็นพัฒนาการอันใด จะรู้สึกทรมานแล้ว การฝึกฝนกำลังภายใน กำลังภายนอกพร้อมกันต่อให้ท่านเป็นอัจฉริยะกว่านี้ ถ้าไม่มีพื้นฐานมากกว่าห้าปีขึ้นไป แม้แต่อันดับสามก็นับไม่ได้” ลู่เซิ่งมองสัญญาซื้อขายบ้านในมือ ส่ายหน้าเล็กน้อย
นี่เป็นกิจการที่ซ่งเจิ้นกั๋วบริจาคให้อาจารย์หลังถ่ายทอดวิชา นับเป็นของขวัญกราบอาจารย์
ร้านผงหอมที่อยู่ในย่านคึกคักของเมืองเลียบคีรี พื้นที่ทำเลทองนั้นมีมูลค่าเกือบหมื่นตำลึง สำหรับซ่งเจิ้นกั๋วเป็นตัวเลขมหาศาล
เก็บสัญญาซื้อขายบ้านไว้ ลู่เซิ่งปรบมือ
อย่างรวดเร็วไกลออกไปก็มีพลพรรคที่เฝ้าอยู่วิ่งมา
“หัวหน้าฝ่ายกิจการภายนอก!”
“ไปตรวจสอบลู่อิงอิงน้องสาวของข้า ดูว่าช่วงนี้คบหาสนิทสนมกับบุรุษคนใด” ลู่เซิ่งสั่งราบเรียบ
“ขอรับ” พลพรรคคนนี้รีบขานรับอย่างเคารพ แล้วไปส่งคำสั่งอย่างรวดเร็ว
จัดการเรื่องซ่งเจิ้นกั๋วแล้ว ลู่เซิ่งก็จัดการคนไปเฝ้าประตูเมือง รอข่าวการย้ายบ้านของตระกูลลู่
เป็นเพราะเส้นทางยาวไกล เขาจึงไม่ส่งคนไปรับ หนำซ้ำตอนนี้ที่บ้านยังไม่รู้ว่าเขาเข้าร่วมพรรควาฬแดง และกลายเป็นหัวหน้าคนหนึ่ง เขาคิดรอบิดามาค่อยมอบความประหลาดใจให้
วันที่สอง ไปเข้าร่วมพิธีที่สถานศึกษาเขาบูรพา
ลู่เซิ่งเจอเฉินอวิ๋นซีที่ไม่เห็นมานาน คุณหนูตระกูลใหญ่ผู้นี้ดูเหมือนเศร้าสร้อยอยู่บ้าง รอตอนเห็นเขาค่อยกระตือรือร้น ในดวงตาปรากฏความยินดี
พิธีน่าเบื่อยิ่ง แค่ตั้งเวทีหินทรงกลมไว้สูงๆ วางกลองสี่ใบไว้ด้านบน ขณะเดียวกันก็มีขุนนางพิธีท่องกลอนในคัมภีร์พิธีกรรมยุคโบราณเสียงดัง
คนกลุ่มใหญ่ด้านล่างเวทีรับฟังจนสะลึมสะลือ
ลู่เซิ่งกับซ่งเจิ้นกั๋วยืนอยู่กลางฝูงชน สวมเสื้อคลุมยาวขอบแดงพื้นขาว ใส่หมวกปลายแหลมสีดำยกสูง
เฉินอวิ๋นซีสอบไม่ติด ในกลุ่มคนที่ปกติเที่ยวด้วยกัน มีแค่ซ่งเจิ้นกั๋วกับลู่เซิ่งสอบติด คนหนึ่งอันดับสิบหก คนหนึ่งอันดับสามสิบกว่า คนที่เหลืออยู่ด้านล่างเวที มองคนบนเวทีด้วยดวงตาอิจฉา
ลู่เซิ่งมองคนกลุ่มใหญ่เป็นสีดำแน่นขนัดเบื้องล่าง ข้างหูกลับได้ยินเสียงกระซิบของซ่งเจิ้นกั๋ว
“ปีหน้าพวกเราไปนครหลวงของมณฑลเข้าร่วมการสอบระดับฝู่ อาจารย์ลู่จะไปหรือไม่” ซ่งเจิ้นกั๋วถามเบาๆ
“การสอบระดับฝู่..” ลู่เซิ่งสีหน้าไม่แปรเปลี่ยน ถอนใจคำหนึ่ง มาถึงระดับของเขา ในฐานะผู้จัดการภารกิจภายนอกพรรควาฬแดง มีอำนาจในมือไม่น้อย รับผิดชอบการรักษาความสงบมั่นคงในโลกใต้ดินของเมืองเลียบคีรีทั้งหมดในนาม ไปเข้าร่วมการทดสอบอีกมีความหมายหรือ
ต่อให้ผ่านการทดสอบระดับฝู่กลายเป็นจวี่เหริน (บัณฑิตชนบท) แล้วเป็นอย่างไร ต่อให้ภายหลังผ่านการสอบใหญ่ระดับฮุ่ยกับระดับเตี้ยน ก็แค่กลายเป็นก้งเซิงกลายเป็นจิ้นซื่อ แต่นี่มีประโยชน์ใดต่อโลกนี้
ลู่เซิ่งถอนใจเงียบๆ ไม่ได้ปรายตามอง
“ถึงเวลาค่อยว่ากันเถอะ” เขาไม่อยากเข้าร่วมการสอบขุนนางบ้างแล้ว
“อาจารย์ลู่ใยไม่สอบเอาบรรดาศักดิ์บู๊” ซ่งเจิ้นกั๋วเสนอ “ด้วยความสามารถของอาจารย์ลู่ บรรดาศักดิ์บู๊แค่ยื่นมือก็คว้ามาได้”
“ต่อให้เป็นขุนนางแล้วอย่างไร” ลู่เซิ่งกล่าวเสียงทุ้มต่ำ
“เป็นขุนนาง เป็นขุนนางแล้ว…” ซ่งเจิ้นกั๋วอึ้ง คิดอธิบาย แต่ยิ่งคิดยิ่งไม่ถูกต้อง ค่อยๆ ก้มหน้า “ใช่แล้ว… ต่อให้เป็นขุนนางแล้วมีประโยชน์อันใด…” ครู่เดียวสีหน้าเขาก็เศร้าหมอง
“กราบอริยชน!” เสียงตะโกนของขุนนางพิธีดังขึ้น ตัดบทสนทนาของทั้งสอง
คนที่สอบผ่านพากันกราบรูปปั้นอริยาชนสำริดบนเวทีสูงอย่างนอบน้อม
อริยชนจ้าวมู่ ถูกชนชาวโลกเรียกว่าจ้าวจื่อ เป็นผู้บุกเบิกระบบการสอบขุนนาง หลังเสียชีวิตจักรพรรดิได้สถาปนายกขึ้นเป็นอริยชน ซึ่งความจริงเป็นแค่คนธรรมดาที่มีผลงานมากพอคนหนึ่ง
ลู่เซิ่งมองรูปปั้นสำริดของชายชราสูงเท่าหนึ่งคนครึ่ง ใบหน้าไร้อารมณ์ โค้งตัวคำนับตามคนอื่นๆ
‘วันหน้าเราจะเหมือนอย่างตอนนี้หรือไม่ กราบขุนนางชั้นสูง กราบจักรพรรดิ กราบคนที่มีตำแหน่งสูงกว่า’ ความคิดหนึ่งแวบขึ้นในใจเขา
ตอนโค้งตัวก้มหัว ในที่สุดดวงตาของลู่เซิ่งก็เกิดความแน่วแน่
‘ในโลกใบนี้ไหนเลยมีหลักการผู้อ่อนแอได้รับการกราบไหว้จากผู้แข็งแกร่ง’ เขาฟังบทเซ่นไหว้ที่ยาวเหยียดของขุนนางพิธี จิตใจค่อยๆ สงบลง
‘ขุนนงขุนนางไม่เป็นมันแล้ว’
…
ระหว่างเมืองเก้าประสานกับเมืองเลียบคีรี ท่ามกลางขุนเขาสีเขียวเข้ม บนเส้นทางสีเหลืองขุ่น ขบวนรถที่เหมือนขบวนพ่อค้าค่อยๆ เดินทางไปด้านหน้า
ขบวนรถปักธงสูง ธงสีดำปักคำว่าลู่สีขาว
ม้าและวัวสิบกว่าตัว บรรทุกรถหลายคัน กลุ่มคนสี่สิบกว่าคน ในนี้แค่ทหารคุ้มครองก็มีสิบกว่าคนแล้ว ที่เหลือล้วนเป็นญาติสายตรงและสายข้างของตระกูลลู่
วัวเทียมเกวียนและรถม้าที่หนักอึ้งต่างคลุมผ้ากันฝนสีเทาชั้นหนึ่ง ลู่เฉวียนอันนั่งบนรถม้าอยู่ด้านหน้า ข้างๆ เป็นลุงจ้าวกับอาจารย์สอนวรยุทธ์ในตระกูลสองสามคน
ฟ้าค่อยๆ มืดลง ลุงจ้าวหยีตามองด้านหน้า จากนั้นมองไปรอบๆ
“ด้านหน้าไม่มีหมู่บ้าน ด้านหลังไร้ร้านค้า ก่อนหน้านี้พวกเราควรพักผ่อนที่ตำบลทิวงามสักคืน”
ลู่เฉวียนอันส่ายหน้า “ไม่มีประโยชน์ ที่นี่เป็นกลางทางพอดี พวกเราช้าเกินไป มีเวลาเพิ่มหนึ่งวันก็ไม่ทันอยู่ดี”
เขาหันไปมองรถเทียมเกวียนคันหนึ่งด้านหลัง ล้อรถยังมีร่องรอยการซ่อมแซม
“เฮ้อ ถ้าไม่ใช่ก่อนหน้าตกหลุมจนเพลาเสียหาย พวกเราคงไม่ช้าปานนี้ สี่วันแล้วเพิ่งได้ครึ่งทาง
“ไม่รู้ว่าเซิ่งเอ๋อร์กับลู่อิงอิงอยู่ที่เมืองเลียบคีรีเป็นอย่างไรบ้าง”
“นายผู้เฒ่าวางใจ คุณชายลู่มีวรยุทธ์ติดตัว ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่เสียเปรียบ” ลุงจ้าวยิ้มกล่าว พอพูดถึงลู่เซิ่ง เขาก็รู้สึกชื่นชมยิ่ง อัจฉริยะยอดฝีมือที่อายุแค่นี้ก็บรรลุสำนึกปลอดโปร่ง เขาเชื่อว่าต่อให้เป็นเมืองเลียบคีรีก็มีเพียงน้อยนิด
“ข้าเกรงว่าเขาจะก่อเรื่อง…” ลู่เฉวียนอันถอนใจ
ก่อเรื่องหรือ
ลุงจ้าวไม่มีคำพูดตอบ
“ประมุขตระกูลในเมื่อไม่วางใจ เหตุใดจึงให้คุณชายเซิ่งไปเมืองเลียบคีรีคนเดียว”
“เพราะข้าไม่คิดผูกมัดเขาไว้ โลกของเซิ่งเอ๋อร์แตกต่างกับพวกเรา เขายังหนุ่ม อนาคตยังไม่แน่นอน” ลู่เฉวียนอันส่ายหน้ากล่าว
ลุงจ้าวเข้าใจความคิดนี้ จึงไม่กล่าวต่ออีก รีบเปลี่ยนหัวข้อ
“ฟ้ามืดแล้ว ทางที่ดีที่สุดพวกเราหาสถานที่พักผ่อนสักคืน ไม่อย่างนั้นอยู่กลางแจ้งแบบนี้ น้ำค้างตอนกลางคืนแรงยิ่ง ไม่น่าสนุกนัก”
“อือ อาจ้าวท่านดูตรงนั้น มีหมู่บ้านใช่หรือไม่” ลู่เฉวียนอันพลันชี้ไปทางขวา
ลุงจ้าวมองตาม เห็นเพียงบนทางหลวงระหว่างขุนเขาสีเขียวครึ้มมีกระท่อมกำแพงดินบริเวณหนึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว คล้ายเป็นหมู่บ้าน เพียงแต่ดูเปล่าเปลี่ยวทรุดโทรมอยู่บ้าง
“ลองไปดู จ่ายเงินขอค้างสักคืน”
………………………………………….
บทที่ 79
ลุงจ้าวพาทหารหลายนายไปถึงด้านหน้า มือกดบนด้ามดาบ พลางเข้าไปในหมู่บ้านเล็กๆ ข้างทางหลวง
หมู่บ้านเงียบสงบ บ้านดินทรุดโทรมสิบกว่าหลังกระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบ ตรงกลางเป็นเส้นทางรูปกางเขน
เสียงเคลื่อนไหวของพวกลุงจ้าวดังชัดเจนในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้
“มีคนอยู่หรือไม่” ลุงจ้าวเดินไปที่ประตูหมู่บ้าน ตะโกนเข้าไปด้านใน
เสียงสะท้อนดังอยู่ด้านใน พักหนึ่งยังไม่ได้ยินความเคลื่อนไหว
“มีคนอยู่หรือไม่” เขาเรียกอีกรอบ
หมู่บ้านสงบเงียบ
ทหารที่มาด้วยขมวดคิ้วเล็กน้อย กระจายตัวตามสัญญาณมือของลุงจ้าว เข้าไปตรวจสอบหมู่บ้านเงียบๆ
ตรวจสอบทีละบ้าน เคลื่อนผ่านแต่ละแห่ง
กร๊อบ
ทหารนายหนึ่งไม่ทันระวังชนใส่ที่จับโม่หินสำหรับโม่แป้ง ที่จับเป็นไม้หักหล่นลงกับพื้น
สายตาหลายคู่รีบมองมาทางนี้ ลุงจ้าววิ่งสองสามก้าวเป็นก้าวเดียวมาตรวจสอบโม่หินอย่างละเอียด
เขายื่นมือลูบรอยแตกตรงที่จับ นิ้วเปื้อนผงไม้สีน้ำตาลเล็กละเอียดส่วนหนึ่ง
“หมู่บ้านนี้มีอายุอยู่บ้าง พวกท่านก่อนหน้านี้ใครเคยมาทางนี้บ้าง ที่แห่งนี้ใกล้ทางหลวง สมควรมักมีคนผ่านมาเห็นถึงจะถูก”
ทหารที่รวมตัวกันมองกันไปมองกันมา ต่างส่ายหน้า
“ข้าน้อยกลับได้ยินบิดาเล่าว่า ตอนยังหนุ่มเขาเคยไปเมืองเลียบคีรี ขอค้างคืนในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ไม่รู้ว่าเป็นที่นี่หรือไม่” ทหารร่างกำยำคนหนึ่งเอ่ยเสียงหยาบกระด้าง
“ตอนนี้บิดาเจ้าอายุหกสิบแล้ว ตอนเขายังหนุ่มไหนเลยไม่ใช่หลายสิบปีก่อน” ทหารอีกนายกล่าวอย่างจนปัญญา
“สามสิบกว่าปีก่อนกระมัง ตอนนี้ผ่านไปนานไม่มีประโยชน์แล้ว” ทหารร่างใหญ่คนนี้ตอบด้วยรอยยิ้ม
“หมู่บ้านนี้ดูเหมือนไม่มีคน” ลุงจ้าวยืนขึ้นกวาดตามอง “พวกท่านไปตรวจสอบอีกรอบ ถ้าไม่มีความผิดปกติ ก็ค้างที่นี่ได้สักคืน”
สมัยนี้เป็นเพราะมีเรื่องเหนือความคาดหมายมากมาย การเคลื่อนย้ายหรือการหนีตายทั้งหมู่บ้านกลับมีอยู่ทุกที่ หมู่บ้านร้างไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด
หลายๆ ครั้ง โรคระบาดรอบหนึ่งอาจทำให้หมู่บ้านสักแห่งย้ายที่และทรุดโทรมโดยสิ้นเชิง
“ขอรับ!”
กลุ่มคนแยกย้ายกัน ไปตรวจสอบรอบๆ บ้านดินสิบแปดหลังในหมู่บ้านถูกพวกเขาค้นรอบหนึ่ง ครึ่งหนึ่งทรุดโทรม ถ้าหลังคาไม่ใช่มีรูใหญ่ กำแพงก็อันตราย
ลุงจ้าวนำคนไปเก็บกวาดบ้านดินที่เหลือ จากนั้นส่งคนไปแจ้งลู่เฉวียนอันที่รอบนถนน
ลู่เฉวียนอันนำพวกสตรีเร่งวัวม้าค่อยๆ เข้าสู่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้
“มีบ้านดินใหญ่ๆ สองสามหลัง ทุกคนลองดู ให้แบ่งสรรกัน พักผ่อนคืนหนึ่ง พรุ่งนี้ค่อยเดินทางต่อ คนที่เฝ้ายามที่เหลือจัดการให้ดี” ลู่เฉวียนอันสั่งให้ทุกคนปลดสัมภาระตั้งค่าย
บ้านดินแค่นี้ย่อมไม่เพียงพอ ผู้ที่จำเป็นต้องจัดหาที่อยู่หลักๆ เป็นสตรีกับเด็ก แดนเหนือไม่เหมือนสถานที่อื่น กลางวันกลางคืนอุณหภูมิต่างกันมาก ตกดึกพอเย็นลงถึงขั้นเกิดน้ำแข็ง ไม่ระวังถูกลมหนาวได้ง่ายยิ่ง
“กลางหมู่บ้านมีบ่อน้ำ ไปตักน้ำได้ ข้างๆ เป็นป่า พาคนไปเก็บฟืน ยังมีดูว่าแถวนี้มีเห็ดป่าหรือไม่ อย่าได้ออกไปไกลคอยระวังตัวไว้”
ลู่เฉวียนอันก่อนหน้านี้ขึ้นเหนือล่องใต้ ย่อมมีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง ไม่ทันไรก็จัดการคนหลายสิบคนของตระกูลลู่ไว้อย่างเหมาะสม
“ส่งคนเร่งม้าลงแส้ไปแจ้งข่าวที่เมืองเลียบคีรี แจ้งว่าล้อรถเสียกลางทาง ดังนั้นเดินทางช้าลงเล็กน้อย จะไปถึงในอีกสองสามวัน” ลู่เฉวียนอันเรียกทหารนายหนึ่งมากำชับ
“ทราบแล้วนายผู้เฒ่า” ทหารเหล่านี้เป็นทัพคุ้มกันเมืองที่ลู่ผิงอันจัดการ รอบนี้มาทำงาน เดิมเป็นหัวหน้าสั่งการ บวกกับตระกูลลู่ปฏิบัติกับพวกเขาอย่างดี เดินทางเที่ยวนี้แต่ละคนได้เงินห้าตำลึง เทียบเท่ากับเงินเดือนสองเดือนของพวกเขา เดินทางเพิ่มเที่ยวหนึ่งยังได้เงินรางวัลเพิ่มเติม ย่อมไม่มีใดไม่พอใจ
นายทหารพลิกตัวขึ้นหลังม้า นำเสบียงไปด้วยมากพอ รีบรุดไปยังเมืองเลียบคีรี
ตอนนี้ในหมู่บ้านจุดกองไฟ เตรียมต้มน้ำแกงหม้อใหญ่
ลู่เฉินซินลงจากรถม้า ขยับเขยื้อนร่างกาย เขาเดิมทีต้องออกไปเรียนกับลู่อีอี แต่ด้วยนิสัยเกียจคร้าน ไหนเลยทนชีวิตอันทรหดในสถานศึกษาได้ บอกปัดต่างๆ นาๆ หาเหตุผลแสร้งป่วย ในที่สุดก็ไม่ได้ไป พลาดเวลาเดินทาง สุดท้ายมีแค่ลู่อีอีที่ได้ไปเมืองธารประจิม
‘เหอะๆ เมืองเลียบคีรีเจริญกว่าเยอะ เมืองธารประจิมมีอันใดน่าสนุก พี่เซิ่งอยู่โน่นย่อมมีความสุขไม่อยากกลับบ้าน ฟังว่าที่นั่นเรือแดงเรือสำราญมีมากยิ่ง ถึงเวลาสนุกแน่’ ลู่เฉินซินตื่นเต้น มองซ้ายมองขวา
เขานั่งรถมากับจางซิ่วซิ่วญาติห่างๆ ของฮูหยินใหญ่ ที่อยู่ด้วยกันยังมีลู่เทียนหยาง ในรถค่อนข้างเบียดเสียดอยู่บ้าง
จางซิ่วซิ่วมาจากบ้านฝ่ายหญิงสายทางท่านตาของลู่เซิ่ง ความจริงไม่เกี่ยวข้องทางสายเลือดอันใดกับเขาลู่เฉินซิน
เพียงแต่เป็นเพราะบิดาของนางเอาตัวไม่รอด ภายหลังพึ่งพาตระกูลลู่ที่ตระกูลใหญ่โตกิจการรุ่งเรือง ค่อยมีข้าวกินในคฤหาสน์
จางซิ่วซิ่วเดิมทีเป็นบิดาไม่ทราบว่ามีลูกกับสตรีนางใด ว่ากันว่าเป็นนางโลมบนหอคณิกา ถึงอย่างไรตอนอุ้มกลับมาก็มีแต่บิดาคอยดูแล
สตรีนางนี้มีนิสัยเปิดเผยยิ่ง เป็นเพราะงดงาม จึงควงสามโอบสี่ มีเลศนัยกับลู่เทียนหยางของตระกูลลู่ และซุนปาจวิ้นก่อนหน้า
ตอนนี้คนอื่นไปหมดแล้ว ลู่เฉินซินในที่สุดก็ได้ชิมเนื้อที่ก่อนหน้าไม่เคยกิน อารมณ์ย่อมเบิกบาน
เขาลงจากรถม้า ลู่เทียนหยางที่อยู่อีกด้านก็ลงมาจากรถม้าอีกคันหนึ่ง
ทั้งสองคนสบตา รีบเขยิบเข้าหากัน
“คืนนี้พักห้องเดียวกันหรือไม่” ลู่เทียนหยางเป็นอนุคนที่สี่ของลู่เฉวียนอันให้กำเนิด และเป็นคุณชายสำมะเลเทเมาที่โด่งดังในตระกูลลู่ เดิมทีเขา ลู่เฉินซินยังมีซุนปาจวิ้นถูกเรียกว่าสามเลิศล้ำ น่าเสียดายภายหลังซุนปาจวิ้นหายตัวไปอย่างคาดไม่ถึง
“เสียดายแทนปาจวิ้น…”
นึกถึงเรื่องนี้ ลู่เฉินซินเศร้าใจอยู่บ้าง “ทางเมืองเลียบคีรีเจริญรุ่งเรือง ถ้าพี่ปาจวิ้นอยู่ ไม่ทราบจะดีใจขนาดไหน ถึงเวลาพวกเราสามเลิศล้ำแห่งตระกูลลู่ร่ำสุราโอภาปราศรัย เที่ยวเล่นบนแม่น้ำไม้สน คงสุขใจยิ่ง”
“ไม่กล่าวถึงเรื่องนี้แล้ว สาวงามเล่า เห็นนางหรือไม่” ลู่เทียนหยางช่วงนี้หลงสาวน้อยคนหนึ่งในบ้าน
“กำลังช่วยเก็บของอยู่ที่รถท่านพ่อ ท่านกล้าไปหรือ” ลู่เฉินซินชี้บอกทาง
ลู่เทียนหยางแลบลิ้น ไม่กล้ากล่าวต่อ
…
เมืองเลียบคีรี ประตูน้ำใส
บ้านเรือนสีขาวเทาในเมืองเลียบคีรีแบ่งกันเป็นระดับราวเกล็ดปลา แยกเป็นสองส่วน ตรงกลางเป็นแม่น้ำไม้สนสีแดงจางๆ แบ่งแยกเมืองจากหนึ่งเป็นสอง
ลู่เซิ่งกับเฉินอวิ๋นซียืนอยู่บนสะพานหินด้านหน้าประตูน้ำ มองดูต้นหลิวโยกตามลม ทั้งสองไม่พูดอะไรกันชั่วขณะ
เงียบงันอยู่พักหนึ่ง ลู่เซิ่งเห็นหญิงสาวขายาวตรงหน้าไม่มีปฏิกิริยาใด จึงยิ้มแย้ม
“ข้ายังไม่เคยมาที่นี่ อากาศไม่เลว ทิวทัศน์ก็งามยิ่ง ท่านเหตุใดจึงอยากมาเดินเล่นที่นี่”
เฉินอวิ๋นซีมองไปที่ประตูน้ำที่มีน้ำไหลออกมาไม่ขาด สายน้ำสีขาวนับไม่ถ้วนเชื่อมต่อกันต่อเนื่องเหมือนกับผ้าไหมสีขาว ไหลรวมลงสู่กลางแม่น้ำไม้สน ส่งเสียงซ่าๆ
“ตอนประตูน้ำนี้บูรณะครั้งที่สาม เป็นเงินที่บิดาข้าบริจาค ตอนนั้นใช้แรงคนแรงสัตว์มากมาย ตอนบูรณะเสร็จแล้วปล่อยน้ำ ข้ามาดู ตอนนั้นตื่นเต้นจริงๆ
“หลังจากเห็นสายน้ำจากน้ำป่ากับน้ำฝนที่ขุ่นมากนั้น ถูกประตูน้ำนี้กรองเสร็จ ก็กลายเป็นแม่น้ำใสสะอาด ความประหลาดใจนั้น…ท่านไม่เข้าใจ”
“พอได้กระมัง ข้าก็เคยเห็นทิวทัศน์เช่นนี้มาก่อนเหมือนกัน” ลู่เซิ่งลูบหัวล้านเลี่ยน อึดอัดที่ทำไมผ่านไปนานผมยังไม่งอก
“พี่เซิ่ง ท่านบอกมาเถอะว่าท่านรังเกียจข้าจริงๆ หรือไม่” เฉินอวิ๋นซีหมุนตัวมา ใบหน้างามซีดขาวอยู่บ้างขณะมองลู่เซิ่ง
“ท่านงดงามขนาดนี้ ทั้งยังเพียบพร้อมด้วยความรู้และมารยาท ครอบครัวก็โดดเด่น ผู้ใดรังเกียจท่านได้” ลู่เซิ่งส่ายหน้ากล่าว “ข้าเพียงแต่ไม่อยากแต่งงานเร็วขนาดนี้”
เขาทราบเส้นทางในภายหลังของตัวเองดี ต้องเผชิญกับภูตผีอย่างต่อเนื่อง ด้วยนิสัยของเขา จึงตัดสินใจแล้วว่าเมื่อเขามีเครื่องมือปรับเปลี่ยนดีปบลู ก็จะไม่ยอมอยู่เฉยตลอดชีวิต
ชีวิตแบบนี้เป็นสิ่งที่เฉินอวิ๋นซีไม่อาจรับได้ สิ่งที่นางคิดไม่มีอะไรนอกจากหาคนดีๆ ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ให้กำเนิดบุตร รับช่วงกิจการทางบ้าน หรือไม่ก็สอบเอาบรรดาศักดิ์
แต่ว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ลู่เซิ่งต้องการ
ในเมื่อไม่อาจมอบอนาคตให้นาง เช่นนั้นก็อย่าให้ความหวัง อย่าได้เหนี่ยวรั้ง
ลู่เซิ่งทราบแก่ใจดี ดังนั้นหลังจากพิธี ก็ไม่ได้หลบเลี่ยงเฉินอวิ๋นซีที่เข้ามาหา มาที่นี่กับนาง
“ข้าทราบว่าท่านไม่เหมือนกับพวกเรา” เฉินอวิ๋นซีก้มหน้า เสียงเบาลง “ท่านพ่อบอกข้าว่าอย่าได้ยึดติดเกินไป และข้าก็เดาจากการเปลี่ยนแปลงของพี่เซิ่งท่านได้ว่าก่อนหน้านี้ท่านเคยใช้ชีวิตแบบใด”
“เช่นนั้นท่านยัง?” ลู่เซิ่งถามอย่างจนใจ
“แต่ว่าข้ามีแต่ตอนอยู่กับท่าน จึงค่อยรู้สึกปลอดภัย…” เฉินอวิ๋นซีขึ้นหน้าหนึ่งก้าว เข้าใกล้ลู่เซิ่งอย่างแผ่วเบา
นางสวมเสื้อขาวแขนเสื้อยาวโปร่งบาง ผ้าโปร่งสีขาวน้ำนมกว้างใหญ่ ด้านในเป็นหน้าอกสีขาว สองขาสวมกระโปรงใบบัวสีขาว ด้านขวาใช้เชือกมัดเป็นปมผีเสื้อ ชายกระโปรงแค่คลุมถึงเข่า เผยให้เห็นสองขาที่ขาวยาวสมบูรณ์แบบ
“ท่าน…” ลู่เซิ่งมองเฉินอวิ๋นซีที่เข้ามาใกล้ ตกใจเล็กน้อย ต่อให้เป็นแดนเหนือที่เปิดเผยมาก แต่ก็มีผู้หญิงไม่กี่คนที่ประชิดบุรุษโสดเช่นนี้
“ข้าชอบท่าน พี่เซิ่ง” เฉินอวิ๋นซีมองลู่เซิ่ง มองดวงตาของเขาด้วยตางามอ่อนโยน
“ต่อให้ท่านไม่มีคิ้ว ต่อให้ท่านหัวล้าน ต่อให้ท่านยิ่งมายิ่งมีกล้าม ข้าก็ยังชอบท่าน”
ลู่เซิ่งรู้สึกพิกล คล้ายว่ามีตรงไหนไม่ถูกต้องอยู่บ้าง
“ดังนั้น” เฉินอวิ๋นซีเข้าใกล้เขาอีกก้าว
“แต่งกับข้าเถอะ”
แกร่ก
ไม่ทราบเฉินอวิ๋นซีหยิบกล่องใส่เครื่องประดับที่ประณีตออกมาจากไหน เปิดเบาๆ ด้านในวางแหวนนิ้วโป้งหยกขาววงหนึ่ง สลักรูปหงส์ที่กระพือปีกเตรียมบิน
ลู่เซิ่งแตกตื่น
ภาพที่คล้ายๆ กันนับไม่ถ้วนแล่นปราดไม่หยุดในหัวสมอง แต่ว่าภาพเหล่านั้นเป็นบุรุษขอสตรีแต่งงาน และสิ่งที่ทำให้เขาเหนือความคาดหมายคือ สตรีงามอย่างเฉินอวิ๋นซีทำถึงขั้นนี้ ตั้งใจสั่งทำแหวนนิ้วโป้งหยกขาวที่ประณีตขอเขาแต่งงาน
จิตใจจนปัญญา ลู่เซิ่งค่อยเยือกเย็นลง
“ขออภัย ข้าให้ชีวิตที่ท่านต้องการไม่ได้” เขาปิดกล่องใส่เครื่องประดับ ดันกลับไป
………………………………………….
บทที่ 80
“ไม่เป็นไร ข้ารอได้” เฉินอวิ๋นซีกล่าวอย่างจริงจัง
ลู่เซิ่งเพ่งมองนาง พริบตานี้หวั่นไหวบ้างจริงๆ แล้ว แต่นึกถึงเส้นทางที่ต้องเดินในภายหลัง เขาก็ข่มใจไว้
“ไม่ต้องรีบ ท่านอายุยังน้อย ภายหลังจะรู้เองว่าการเลือกข้าไม่ใช่เรื่องดีสำหรับท่าน” เขาหมุนตัวไป ไม่พูดมากอีก
“ข้ากลับก่อนแล้ว ท่านกลับไปตรองดีๆ อย่าได้ทำให้ตัวเองเสียใจในภายหลัง” เขาโบกมือรีบจากไป อยู่ต่อไปไม่ทราบว่าเฉินอวิ๋นซีจะกระทำเรื่องเหนือความคาดหมายอันใดอีก
เฉินอวิ๋นซีกัดฟันบีบกล่องแน่น มองเงาหลังที่ห่างไปของลู่เซิ่ง ในที่สุดก็มีน้ำตา
นางทำเท่าที่ทำได้แล้ว แต่สุดท้ายยังคง…
ลู่เซิ่่งมุ่งหน้ากลับบ้าน ถึงตอนเย็น จิตใจยังซับซ้อนอยู่บ้าง สตรีอย่างเฉินอวิ๋นซีถ้าเป็นชีวิตก่อน ก็เป็นคู่ชีวิตดีเยี่ยมที่น่าถวิลหาจริงๆ แต่ตอนนี้ไม่เหมือนกัน
จนกระทั่งกินอาหารเย็นเสร็จ เขาค่อยๆ ใจเย็น กลับเข้าห้องนอนเริ่มฝึกฝนปราณภายใน
นับตั้งแต่ฝึกฝนวิชาลมปราณแดงฉาน และสู้กับกงซุนจางหลาน เขาก็เปลี่ยนถ่ายพลังวิชาโลหิตพิฆาตทั้งหมดเป็นวิชาลมปราณแดงฉานแล้ว เทียบเท่าปราณแดงฉานระดับสี่
หลังจากยกระดับวิชาหยินหยางกระเรียนหยกถึงระดับสี่ เขาฝึกฝนมานานขนาดนี้ เป็นเวลายกระดับวิชาลมปราณแดงฉานแล้ว
‘ดีปบลู’
ลู่เซิ่งเรียกเครื่องมือปรับเปลี่ยน มองกรอบด้านบน
วิชาโลหิตพิฆาตหายไปโดยสิ้นเชิง ที่มาแทนที่คือวิชาลมปราณแดงฉานระดับสี่
[วิชาลมปราณแดงฉาน: ระดับสี่ ผลพิเศษ: พิษอัคคี แรงกระแทก จุดไฟ]
‘เทียบกับวิชาโลหิตพิฆาต มีผลพิเศษแรงกระแทกเพิ่มขึ้น นี่เพิ่งระดับสี่เอง สมกับเป็นวิชาเดินลมปราณลมปราณขั้นสุดยอด และวิชากำลังภายในอันดับหนึ่ง” ลู่เซิ่งพอใจ พลังยุทธ์ของวิชาโลหิตพิฆาตหมดไปแล้ว สิ่งที่มาแทนคือวิชาลมปราณแดงฉานระดับสี่ พอดีที่ตอนนี้อาการบาดเจ็บหายดี ปรับร่างกายเรียบร้อยแล้ว สมควรยกระดับพลังฝึกปรืออีกขั้นหนึ่ง
‘วิชาโซ่เก้าสินธุจำเป็นต้องฝึกให้สำเร็จ หลังใช้วิชาหยินหยางกระเรียนหยกหมดแล้ว พรุ่งนี้ค่อยไปลอง ดูว่าจะเข้าสู่ระดับเบื้องต้นของวิชาแข็งกร้าวนี้ได้ไหม’ ลู่เซิ่งกำหนดแผนการในใจเสร็จ สายตาก็อยู่บนกรอบวิชาลมปราณแดงฉาน
เขาหยุดอยู่ในระดับผนึกจิตมานาน พลังปลอดโปร่ง สำนึกปลอดโปร่ง ผนึกจิตแบ่งเป็นสาม หกและเก้าระดับ สามารถฆ่ากงซุนจางหลานได้ ความจริงเขาก้าวเข้าสู่ระดับพลังสูงสุดแล้ว
ภายหลัง เป็นจุดสูงสุดที่ประมุขพรรคเฒ่าเคยพูดถึง เอกะฟ้า
ผนึกรวมพลังกาย ปราณ จิตในร่างเป็นจุดเดียว หลอมรวมในระดับสูง กำจัดสิ่งเจือปน รักษาแก่นแท้ ค่อยป้อนกลับสู่กายเนื้อ นี่เป็นเทพนิยายที่เพียงเล่าลือในยุทธภพ
‘เอกะฟ้าต้องเกี่ยวข้องถึงขอบเขตจิตใจที่ลี้ลับอัศจรรย์ เราไม่มีเงื่อนงำ สิ่งที่ทำได้คือสั่งสมพลังยุทธที่แข็งแกร่งพออย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงเชิงจำนวนก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณสมบัติ ต่อให้เราไม่ใช่ขอบเขตเอกะฟ้า ขอแค่พลังยุทธ์สูงถึงระดับหนึ่ง เชื่อว่าเอกะฟ้าก็สู้เราไม่ได้!’
หลังจิตสำนึกกดปุ่มปรับเปลี่ยน เครื่องมือปรับเปลี่ยนก็กะพริบเล็กน้อย
‘เพิ่มวิชาลมปราณแดงฉานถึงระดับห้า’ ลู่เซิ่งคิดในใจ
เครื่องมือปรับเปลี่ยนสั่นไหว จางลงเล็กน้อย รอจนชัดขึ้น วิชาลมปราณแดงฉานก็เปลี่ยนจากระดับสี่เป็นระดับห้า
กระแสความอุ่นที่อ่อนโยนและหยาบใหญ่สายหนึ่งค่อยๆ หมุนในทรวงอกลู่เซิ่ง หลังจากหมุนเก้าครั้งก็พุ่งไปยังท้องน้อย
ฟู่ว…
ลู่เซิ่งร่างสั่น รู้สึกว่ากระแสความอุ่นกระจายจากท้องน้อยไปทั่วร่างในพริบตา
มองดูเครื่องมือปรับเปลี่ยนอีกครั้ง
[วิชาลมปราณแดงฉาน: ระดับห้า ผลพิเศษ: เสริมพิษอัคคี แรงกระแทกสองชั้น เสริมจุดไฟ]
‘สำเร็จแล้ว!’ ลู่เซิ่งสัมผัสวิชาหยินหยางกระเรียนหยก ถูกใช้หมดสิ้น คาดว่ามีไม่มากพอ ส่วนที่เหลือมีกายเนื้อเสริม
‘ร่างกายอ่อนล้าอยู่บ้าง สมควรสิ้นเปลืองมากไป แค่กๆ…’ อยู่ๆ ลู่เซิ่งก็ไอ รู้สึกว่าคอแห้งยิ่ง
เขารีบลุกขึ้น หาตู้เล็กๆ ใบหนึ่งในตู้เสื้อผ้า เปิดลิ้นชัก หยิบขวดหยกสีดำใบหนึ่งออกมาจากด้านใน เทยาลูกกลอนกลมๆ สีม่วงดำเม็ดหนึ่งออกมากิน
‘หวังว่าจะได้ผล’ สิ่งนี้คือยาลูกกลอนบำรุงที่ใช้บุปผาพฤกษ์โลหิตเป็นวัตถุดิบหลัก หลังจากปรับปรุง ก็กลายเป็นยาล้ำค่าสำหรับบำรุงหยินเป็นหลัก
หลังจากกินยา ครู่หนึ่งลู่เซิ่งก็รู้สึกว่าความร้อนแห้งบนร่างบรรเทาลงส่วนหนึ่ง
‘หยินที่ปอดเสียหาย ตอนนี้ไม่ระวังนิดเดียวก็ไอ’ ถอนใจคำหนึ่ง เขารู้ว่าในระยะเวลาสั้นๆ ร่างกายไม่อาจปรับเปลี่ยนวิทยายุทธมั่วๆ ได้อีก รอสักพักหนึ่งค่อยใช้ใหม่
กลับถึงบนเตียงปรับลมหายใจพักหนึ่ง เกือบหนึ่งก้านธูป ลู่เซิ่งค่อยลืมตาขึ้น ถอนใจยาวคำหนึ่ง
ตั้งแต่มาถึงโลกนี้จนถึงวันนี้ผ่านไปครึ่งปีแล้ว ในเวลาช่วงนี้เขาไม่กล้าเสียเวลาแม้แต่น้อย ยกระดับพลังฝึกปรือของตนอย่างต่อเนื่อง ไม่เสียสมาธิ เหมือนเดินบนน้ำแข็งบาง ก้าวย่างอย่างลำบาก
แม้ตอนนี้เขานับว่าเป็นหัวหน้าค่ายพรรค นับเป็นผู้เข้มแข็งสำหรับคนทั่วไป แต่ต่อหน้าโลกภูตผีอันเป็นปริศนานั้น ยังคงหวั่นเกรง โลกใบนั้นอันตรายเกินไป ไม่ว่าสิ่งใดก็ทำให้พวกเขาคนธรรมดาวิ่งเต้นจนเหนื่อยล้า
ยิ่งอย่าว่าแต่ด้านในยังมีการดำรงอยู่อื่นๆ ที่แข็งแกร่งและมากมายกว่า ผี ตัวประหลาด ปีศาจ มาร ตระกูลขุนนาง คนกำจัดวิญญาณ ต่างแข็งแกร่งและอันตราย
ถ้าไม่ใช่เขามีเครื่องมือปรับเปลี่ยน เกรงว่าอย่างมากสุดฝึกจนแก่ค่อยมีพลังระดับผนึกจิตเหมือนประมุขพรรคเฒ่า
‘พรุ่งนี้ค่อยลองวิชาโซ่เก้าสินธุระดับต้น เวลาไม่รอคน โลกนี้มีอันตรายเยอะเกินไป มีวิชาแข็งกร้าวเพิ่ม ก็มีเงินทุนสำหรับรักษาชีวิตเพิ่ม’
วิชาแข็งกร้าวใช้ป้องกัน วิชากำลังภายนอกใช้โจมตี วิชากำลังภายในเป็นแกนกลาง นี่เป็นสามทิศทางที่ลู่เซิ่งกำหนดให้ตัวเอง
‘ยังมีวิชาลมปราณแดงฉานสิ้นเปลืองเกินไป ยกระดับวิชาหยินหยางกระเรียนหยกให้มากๆ ถึงใช้ได้
‘นอกจากนี้บุปผาพฤกษ์โลหิตนี้ก็มีผลไม่เลว ไม่แตกต่างจากตำรับยาที่กินก่อนหน้านัก ทั้งยังถูกกว่ามาก’ เงินเดือนที่เขาเพิ่งได้มา บวกกับกำไรจากกิจการก่อนหน้าของอู๋ซาน ได้ตั๋วเงินราวสามหมื่นตำลึง เพียงแค่ตำรับยาสามตำรับก็หมดแล้ว
ความสิ้นเปลืองในการฝึกวิชายิ่งมายิ่งมาก ความสิ้นเปลืองที่จำเป็นในการเพิ่มหนึ่งระดับยิ่งมายิ่งมาก ที่ตามมาคือความสิ้นเปลืองของยาบำรุงก็มากกว่าเดิมเช่นกัน
สรรพคุณยาทั่วไปไม่มีประโยชน์หากบำรุงน้อยเกินไป มีแต่วัตถุดิบยาที่คุณสมบัติยาดียิ่งเหล่านั้นจึงช่วยลู่เซิ่งในตอนนี้ได้
วัตถุดิบยาชนิดนี้มักแพงมาก นี่ทำให้ใช้เงินมากขึ้นเรื่อยๆ ตำรับยาตำรับหนึ่งมากพอจะให้ลู่เซิ่งใช้เพียงสองสามครั้ง ถ้าไม่ใช่เขามีปราณภายในเช่นวิชาหยินหยางกระเรียนหยกปรับร่างกาย ก็ได้แต่ใช้เวลาค่อยๆ จัดการผลคงค้างและอาการบาดเจ็บจากการยกระดับอย่างรวดเร็ว
หลังกินยาลูกกลอนบุปผาพฤกษ์โลหิต ลู่เซิ่งก็มองสภาพเครื่องมือปรับเปลี่ยนอีก จัดระเบียบวรยุทธ์ทั้งหมดที่ตนครอบครองในตอนนี้ จากนั้นก็ปิดแล้วพักผ่อน
…
หมู่บ้านร้าง
กลางดึก ลู่เฉินซินตื่นขึ้นมาเพราะปวดท้อง
ในความมืด เขาลืมตามองตำแหน่งของเพื่อนร่วมห้องอีกสองคนที่เหลือ มืดมิดไม่เห็นอะไรเลย เพียงได้ยินเสียงหายใจแผ่วเบาเป็นช่วงๆ
ด้านนอกเงียบสงัด ลู่เฉินซินพลิกตัวบนเตียงดินสองสามครั้ง ก่อนขดร่าง
‘กลางวันดื่มมากไป โอย รู้แบบนี้ไม่น่าแข่งดื่มกับเจ้าเทียนหยาง’ เขาสะลึมสะลืออยากนอนต่อ แต่ว่าความปวดที่ส่งมาจากท้องน้อยทำให้เขาทนทานไม่ไหว จะเล็ดออกมาแล้ว
“เทียนหยาง? พี่ซง?” เขาเรียกสองคนที่เหลือในห้อง
สองคนไม่ขยับ ไม่ส่งเสียง นอนหลับสนิท
“ช่างเถอะ ข้าไปเอง” เขาพึมพำ หยิบสายรัดเอว ดึงประตูเบาๆ รีบเดินออกไป
กลางดึก ด้านนอกมืดสลัว มีแค่แสงจันทร์จางๆ ส่องลอดชั้นเมฆลงมาจนขมุกขมัว
‘แปลกประหลาดนัก แต่ละคนหลับสนิทขนาดนี้’
ลู่เฉินซินจนใจ ออกจากห้องในบ้านดิน กวาดมองรอบๆ สองด้านล้วนเป็นพุ่มหญ้ากับป่าที่มืดมิด มืดสนิทไม่เห็นใคร
‘ก็อย่างว่า ในหมู่บ้านร้างกลางป่าทุรกันดารแบบนี้มีคนถึงแปลก ไม่ไหว รีบจัดการจะได้กลับห้องนอน’
ลู่เฉินซินหวั่นๆ อยู่บ้าง รีบมองซ้ายขวา เดินไปยังมุมกำแพงของบ้านดิน
เขาเลือกบ้านที่ไม่มีคนอยู่ นั่งยองๆ ในร่องผนังระหว่างบ้านดินสองหลัง ปลดสายรัดเอวบนเสื้อคลุมอย่างรวดเร็ว
ฮือ…
ลมพัดร่องแยกระหว่างผนังสองด้านตลอดเวลา ลู่เฉินซินรู้สึกบั้นท้ายเย็น นั่งยองๆ สักพัก รู้สึกด้านหลังคล้ายมีคน
ฟุ่บ
เขารีบหันไปมอง ด้านหลังเป็นพุ่มไม้มืดสนิท เชื่อมไปในป่าเขา
‘รีบจัดการให้เสร็จจะได้กลับไปพักผ่อน!’
เขาหันกลับมารีบเบ่ง
ปลดปล่อยไปเกือบหนึ่งก้านธูป เขาค่อยๆ ลุกขึ้นเช็ดก้น เริ่มมัดเชือกรัดเอว
มัดเชือกรัดเอวเสร็จ จัดการเสื้อผ้า ลู่เฉินซินคิดกลับบ้านดินของตัวเอง
ซ่า…
ทันใดนั้น กลางหมู่บ้านแว่วเสียงเทน้ำชัดเจน
ลู่เฉินซินงงงัน
รอบๆ เงียบสงัด ดึกดื่นค่อนคืน ทั้งเป็นกลางหมู่บ้านโล่ง เสียงตักน้ำจึงชัดเป็นพิเศษ
“ดึกขนาดนี้แล้วผู้ใดลุกมาตักน้ำ น้ำตอนกลางคืนเดิมก็เย็นอยู่แล้ว อย่าว่าแต่น้ำในบ่อคงเป็นน้ำแข็ง” ลู่เฉินซินบ่นสองสามคำ เดินออกจากร่องผนัง มองบ่อน้ำที่อยู่กลางหมู่บ้านอย่างฉงน
เห็นคนเป็นเงามืดเงาหนึ่งยืนอยู่ข้างบ่อ กำลังเทน้ำจากบ่อลงไปในถัง
‘คนผู้นี้…ในขบวนเรามีคนใส่เสื้อดำด้วยหรือ’ ลู่เฉินซินมองห่างๆ รู้สึกว่าเงาหลังของคนที่เติมน้ำนี้คุ้นตาอยู่บ้าง แต่นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน
‘หรือจะเป็นอาจ้าว ไม่เหมือน อาจ้าวไม่ผอมขนาดนี้
‘หรือเป็นลุงหก ลุงหกไม่สูงขนาดนี้’
ลู่เฉินซินรู้สึกแปลกๆ มองซ้ายมองขวาไม่มีคน
ซ่า…ซ่า…ซ่า…
คนผู้นั้นเริ่มหย่อนถังน้ำลงไปอีก
ลู่เฉินซินสงสัยมากขึ้นเรื่อยๆ ใคร่ครวญเล็กน้อย ตัดสินใจไปดูว่าดึกขนาดนี้ผู้ใดไม่หลับไม่นอน ลุกมาตักน้ำ
พอคิดแบบนี้ เขาก็ค่อยๆ เดินไปยังบ่อน้ำ
เดินไปได้สองสามก้าว เห็นคนผู้นั้นตักน้ำมาอีกถัง จากนั้น…
ซ่า…
คนผู้นั้นเทน้ำกลับไปในบ่อ
“เฮ้ย!” ลู่เฉินซินอดร้องขึ้นไม่ได้ “ดึกแล้วท่านไม่หลับไม่นอน มาตักน้ำแล้วเทลงไปอีก อยู่ว่างไม่มีอะไรทำหรือ”
เขาเร่งฝีเท้า
คนผู้นั้นไม่ขยับ เหมือนไม่ได้ยิน เริ่มแขวนถังน้ำ แล้วค่อยๆ หย่อนลงไปในบ่อ
ลู่เฉินซินเดินเข้าใกล้มากขึ้น รู้สึกหงุดหงิด เหตุใดพูดด้วยแล้วไม่หมุนตัวมา
พอยิ่งเดินยิ่งใกล้ เขาค่อยๆ รู้สึกไม่ถูกต้องบ้างแล้ว
เงาคนข้างๆ บ่อน้ำใส่เสื้อคลุมเก่าขาดสีดำสนิท ผมยาวกระจายบนหลัง
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เงาหลังของอีกฝ่ายไม่เหมือนกับใครคนไหนในความทรงจำของลู่เฉินซิน แปลกหน้าโดยสิ้นเชิง แต่ว่าเขารู้สึกคุ้นเคยจากจิตใต้สำนึก ทั้งๆ ที่ในจิตสำนึก นึกอย่างไรก็นึกไม่ออกว่าตนเคยเห็นเงาหลังนี้จากไหน แต่ก็ยังรู้สึกคุ้นเคยยิ่ง
“เกิดอะไรขึ้น ข้า…” ลู่เฉินซินขนลุกบ้างแล้ว
เขาพยายามควบคุมสองขาไม่ให้เดินต่อ แต่ไม่อาจข่มกลั้นความสงสัยในใจได้ คิดจะเดินไปดูให้เห็นชัดๆ ว่าผู้ที่ตักน้ำดึกขนาดนี้เป็นใครกันแน่
ซ่า…
น้ำถูกยกขึ้นมาอีกถัง
ลู่เฉินซินยิ่งเดินยิ่งเข้าใกล้ แต่ในใจเกิดความพรั่นพรึงที่อธิบายไม่ได้มากกว่าเดิม ใจเต้นไม่เป็นส่ำ แต่อย่างไรก็หยุดขาไม่ได้ ค่อยๆ เข้าใกล้คนผู้นั้น
“ท่าน… ท่านที่แท้…”
พึ่บ!
ไฟตะเกียงค่อยๆ ถูกจุด ไฟสีเหลืองจางสว่างขึ้น
“เฉินซิน? เฉินซิน?”
ลู่เทียนหยางในบ้านดินค่อยๆ วางหินเหล็กไฟในมือลง อาศัยแสงตะเกียงน้ำมันมองในบ้านดิน ฟ้าค่อยๆ สว่าง ลู่เฉินซินถึงกับไม่อยู่ด้านใน
‘เด็กน้อยผู้นี้ไปไหนแล้ว หรือแอบไปทำอะไรกับซิ่วซิ่ว’ เขาขยี้ตา หาวทีหนึ่ง
………………………………………….
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น