71-75

บทที่ 71
‘นี่เป็น…ปราณเข็มทิ่มแทงไม่ใช่หรือ’

ลู่เซิ่งเดินมาถึงข้างต้นไม้ต้นหนึ่ง ยื่นมือออกไปลูบลำต้น ผิวเปลือกไม้พลันปรากฏร่องรอยเหมือนกับรูเข็มเล็กๆ จำนวนมาก

‘วิชาหยินหยางกระเรียนหยกถึงกับกลายเป็นพลังปราณเข็มทิ่มแทงหรือ?!’ เขาตกใจอยู่บ้าง

ตั้งแต่วิชาเดินลมปราณใช้กำลังภายในลมปราณที่กำลังโคจรอยู่ด้านในอย่างเดียว เหมือนที่เขาเคยนึกไว้แต่แรก นี่ผ่านไปแค่ไม่เท่าไร ก็กลายเป็นกำลังภายในเหมือนในนวนิยายกำลังภายในซึ่งส่งผลโดยตรงต่อวัตถุภายนอก

‘ไม่ถูกสิ เรามีผลแบบนี้ ไม่ได้แสดงว่าคนอื่นๆ จะทำอย่างนี้ได้ ความสามารถที่เราใช้นี้ คนอื่นๆ ไม่มีพลังยุทธ์หลายสิบปีไม่อาจบรรลุถึง สมควรเป็นปราณภายในที่ยิ่งใหญ่เกินไป ทำให้การเปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณสมบัติ ค่อยปรากฏผลพิเศษเช่นนี้’ ลู่เซิ่งเข้าใจอย่างรวดเร็ว

เขาชักมือกลับมาแบดู ฝ่ามือไม่มีสภาพผิดปกติใดๆ แตกต่างจากความแดงราวกับเลือดของวิชาโลหิตพิฆาต การเก็บงำของวิชาหยินหยางกระเรียนหยกดีกว่าเดิมเล็กน้อย

‘ถ้าตอนที่เราโคจรวิชาทมิฬพิฆาตใช้วิชาหยินหยางกระเรียนหยกได้พร้อมกันเล่า’

ลู่เซิ่งตื่นเต้น มือซ้ายใช้วิชาโลหิตพิฆาต มือขวาใช้วิชาหยินหยางกระเรียนหยก กระแทกสองฝ่ามือออกไปพร้อมกัน

แกว๊ก

เสียงร้องแหลมเสียงหนึ่งพลันดังกึกก้องในห้องเพาะดอกไม้

ต้นไม้ขนาดเท่าปากชามตรงหน้าถูกโจมตีทั้งซ้ายและขวา เสียงดังโครมเมื่อถูกกระแทกหักลง ลำต้นท่อนบนล้มลงพื้น ส่วนที่หักดำเกรียมกลายเป็นรูๆ เหมือนรังผึ้ง

ลู่เซิ่งยังไม่หยุดยั้ง หมุนตัวกระแทกสองฝ่ามือใส่พื้น

เปรี้ยง!

แผ่นหินบนพื้นดังแกร่ก แยกออกจากกันเกิดรอยฝ่ามือสภาพไม่เหมือนกันสองรอย

เขาก้มลงไปดู

รอยฝ่ามือวิชาโลหิตพิฆาตข้างขวาเป็นสีดำเกรียม ลึกนิ้วหนึ่ง

รอยฝ่ามือวิชาหยินหยางกระเรียนหยกข้างซ้ายที่เป็นก้อนกรวดกลายเป็นหลุมขนาดเล็ก ขอบหยัก ลึกมากกว่าสองนิ้ว

‘พละกำลังเท่ากันทั้งสองด้าน พลังทำลายล้างของวิชาหยินหยางกระเรียนหยกรุนแรงกว่าวิชาโลหิตพิฆาตมาก’ ลู่เซิ่งพลันเข้าใจแล้ว

‘นี่ยังนับเป็นวิชาหล่อเลี้ยงชีวิตหรือ’ เขาหมดคำพูดอยู่บ้าง ‘แต่ว่าตัววิชาโลหิตพิฆาตกำลังถูกวิชาลมปราณแดงฉานเปลี่ยนถ่ายอย่างต่อเนื่อง วันหน้าผลตามความจริงของอานุภาพปราณวิชาลมปราณแดงฉานสมควรไล่ตามทัน เพียงแต่ตอนนี้ วิชาหยินหยางกระเรียนหยกกลับกลายเป็นไพ่ตายใบหนึ่งของเราแล้ว’

ลู่เซิ่งคิดไม่ถึงว่าอานุภาพของวิชาหยินหยางกระเรียนหยกหลังจากหลอมรวมจะรุนแรงขนาดนี้ แทบเป็นสองเท่าของวิชาโลหิตพิฆาต ใช้ตอนที่อีกฝ่ายคาดไม่ถึง สามารถพลิกเปลี่ยนสถานการณ์ต่อสู้ได้ในพริบตา

เขาหลับตาปรับลมหายใจอยู่พักหนึ่งในห้องเพาะดอกไม้ แล้วค่อยๆ เดินออกไปพักผ่อนกินอาหารในห้องเล็กๆ ที่อยู่ด้านข้าง

ห้องเล็กๆ เป็นกระท่อมสีน้ำตาล ใช้โคลนดำชนิดพิเศษอัดเป็นอิฐตากให้แห้งแล้วก่อขึ้น ปกติเป็นที่กินอาหารของคนทำสวนและผู้ดูแล ตอนนี้ลู่เซิ่งเมื่อมาถึงก็ได้ย้ายตำแหน่งพวกเขาไป

อาหารเป็นสามกับสี่น้ำแกงที่ลู่เซิ่งให้สำนักสาขาของพรรคในเมืองส่งมาโดยเฉพาะได้แก่ เนื้อวัวย่างถั่วดิน ลูกไก่ตุ๋นเห็ด หนังหมูแช่แข็ง กับน้ำแกงกระดูกเสือโสมภูเขา

อาหารล้วนเป็นของบำรุงชั้นเลิศที่มีแต่ลู่เซิ่งรับประทาน เนื้อวัวลูกไก่อันใด คนปกติไม่กิน

“สวัสดิการนี้ไม่เหมือนลูกหลานบ้านรวยทั่วไปจริงๆ” ลู่เซิ่งมองกับข้าวตรงหน้า สะท้อนใจอยู่บ้าง

“ย่อมแน่นอน คุณชายยังไม่ทราบ พวกเราพรรควาฬแดงทุกปีมีพวกเดียวกันเลี้ยงฝูงวัวจำนวนมาก ยังมีโสมภูเขากับกระดูกเสือต่างเป็นพวกพรานในป่าล่ามาด้วยตัวเอง เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ใช้ผลงานพรรคจึงแลกมาได้ สำหรับพลพรรคทั่วไป คุณูปการเล็กน้อยแม้ไม่มาก แต่ถ้าสั่งสมจากน้อยเป็นมาก สามารถแลกเปลี่ยนคัมภีร์ลับวรยุทธ์ที่ดีกว่าเดิมได้” นิ่งซานที่ยืนอยู่ด้านข้างกล่าวอย่างนบน้อม

ตั้งแต่ออกจากหมู่บ้านตระกูลซ่ง ลู่เซิ่งก็ให้เขาอยู่ข้างตัว ไม่ใช่เหตุใดอื่น แต่เป็นเพราะนิ่งซานผู้นี้นอนกับผีกลุ่มใหญ่ได้นานขนาดนั้นยังปลอดภัยไร้เรื่องราว ทำให้ลู่เซิ่งประหลาดใจอยู่บ้าง

บวกกับคนผู้นี้มีความอดทน มีมารยาทรู้จักรุกรู้จักถอย เข้าใจหลักครองตนในสังคมดียิ่ง ลู่เซิ่งค่อยๆ คุ้นชินให้เขาอยู่ข้างกายแล้ว

“กับข้าวไม่เลว แต่เผ็ดน้อยไปหน่อย” ลู่เซิ่งกินหมูแช่เย็น ด้านในเป็นรสเปรี้ยว ขมวดคิ้วเล็กน้อย

“ข้าจะไปบอกพ่อครัวใหญ่” นิ่งซานรีบเอ่ย

“อืม” ลู่เซิ่งพยักหน้า ยกน้ำแกงในถ้วยไม้ขนาดเท่าหัวคนขึ้นซดลงไปอึกๆ

เขาซดน้ำแกงกระดูกเสือคำเดียวหนึ่งในสามส่วน ใช้ตะเกียบเขี่ยด้านใน ตักเนื้อกับโสมเข้าปากเคี้ยว กระดูกถูกตุ๋นจนอ่อน น้ำแกงสดชื่นเหลือประมาณ แทรกกลิ่นหอมของโสมคนจางๆ ไม่เลวยิ่ง

ลู่เซิ่งกินอาหารตรงหน้าไปมากกว่าครึ่งอย่างรวดเร็วเหมือนพายุพัดเมฆ

ในตอนนี้เอง ด้านนอกแว่วเสียงม้าตะบึงมาปานลมกรด

“คุณชาย! แย่แล้ว! สถานการณ์ไม่ดี!” ต้วนเหมิ่งอันเหงื่อเหม็นโชกตัว ถลันเข้ามาในห้อง สีหน้าหวาดกลัวอยู่บ้าง

“เรื่องอะไร นั่งลงค่อยพูด” ลู่เซิ่งไม่รีบร้อน ยกถังข้าวขึ้นใช้ช้อนตักใส่ปากคำโต เคี้ยวสองสามครั้งก็กลืน จากนั้นเงยหน้ามองต้วนเหมิ่งอันอย่างเอ้อระเหย

ชายฉกรรจ์ใจนักเลงตอนนี้หน้าซีด เหงื่อแตกเต็มศีรษะ กำกระดาษสีขาวเหมือนเทียบเชิญใบหนึ่ง

“คุณชาย! แย่แล้วขอรับ! รองประมุขพรรคใต้เท้ากงซุนส่งสาสน์ท้ารบมาหาท่านด้วยตัวเอง! ยังเป็นสาสน์เป็นตายอีกด้วย!” เขารีบส่งสาสน์ในมือไปตรงหน้าลู่เซิ่ง

“สาสน์เป็นตายหรือ” ลู่เซิ่งเลิกคิ้ว “ดูเหมือนหลานเขาใกล้ตายแล้ว เจ้าลูกเต่าตัวนี้ในที่สุดก็ลงมือ”

ถึงไม่ทราบขีดความสามารถของกงซุนจางหลาน แต่ต่อให้เขาแข็งแกร่งแล้วจะยังแข็งแกร่งกว่าประมุขพรรคเฒ่าอีกหรือ ต่อให้ใกล้เคียงกับเขา ปราณภายในที่ยิ่งใหญ่ของเขายังกลัวจะไม่ลากถ่วงอีกฝ่ายจนตายเลยหรือ

“คุณชาย! นั่นมันรองประมุขพรรคกงซุนจางหลาน! ผู้เข้มแข็งระดับสุดยอดที่ตอนหนุ่มเคยสร้างผลงานนับหมื่น สังหารโจรสิบสามคน ทำให้โจรมากกว่าพันคนตกใจหนีกระเจิงเชียวนะ!” ต้วนเหมิ่งอันขลาดกลัว ทั้งๆ ที่เป็นคนรูปร่างล่ำสัน แต่นิสัยกลับขี้ขลาดกลัวตาย ไม่เหมือนนิ่งซาน รูปร่างไม่กำยำ แต่นิสัยหนักแน่น

“แล้วจะเป็นไร ข่าวลือมักเกินความจริง บวกกับคุณชายไหนเลยเป็นคนกลัวเรื่องราว ตอนที่ทำร้ายกงซุนจิ้งนั่นสมควรมีการคาดการณ์แล้วมิใช่หรือ’ แม้นิ่งซานจะแตกตื่น ใจเต้นระทึกเหมือนกัน แต่ตอนนี้สีหน้ายังคงสงบนิ่ง เอ่ยเสียงเย็นชา เขาพนันสมบัติทั้งหมดกับตัวของลู่เซิ่งแล้ว

แตกต่างจากต้วนเหมิ่งอันที่โง่งม นิ่งซานมองออกตั้งนานแล้วว่าลู่เซิ่งตั้งใจทำร้ายกงซุนจิ้ง หมายจะสร้างความขัดแย้งโดยตรงระหว่างตนกับกงซุนจางหลาน ในเมื่อลู่เซิ่งทำตัวเอง เช่นนั้นสมควรมีความมั่นใจไม่น้อย คิดทะยานกลายเป็นคนใกล้ชิดของผู้จัดการภารกิจภายนอกลู่ โอกาสนี้ไม่อาจพลาดไป

“ในเมื่อผู้เฒ่าที่ไม่ยอมตายนั้นจำเป็นต้องลงมือแล้ว สาสน์ท้ารบนี้ข้าขอรับไว้” เขาหยิบสาสน์ท้ารบขึ้นมาพลิกเปิดเบาๆ ด้านบนมีข้อความแถวหนึ่ง

‘สามวันให้หลังก่อนอาทิตย์ตกดิน หุบเขากาลนาน ศึกเป็นตาย – กงซุนจางหลาน’

“น่าสนใจ หุบเขากาลนานอยู่ที่ใด” ลู่เซิ่งถาม

“เรียนคุณชาย อยู่ในส่วนลึกของเขาบูรพา เป็นหุบเขาที่ว่ากันว่ามีเสือดำเข้าออก” นิ่งซานตอบ

“เจ้ารู้ทางหรือไม่” ลู่เซิ่งถามอีก

พอถูกถาม นิ่งซานพลันนิ่งอึ้ง จากนั้นก็ใคร่ครวญ ความหมายของคำพูดนี้ชัดเจนยิ่ง ถ้าเขารู้ทางเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะต้องเป็นคนพาลู่เซิ่งไป อันตรายที่แฝงเร้นในนั้นสุดที่คนธรรมดาจะรับได้

เกิดว่าลู่เซิ่งแพ้ เผชิญหน้ากับกงซุนจางหลานที่กำลังเดือดดาล เขาไม่แน่ว่าจะรอดมาได้

ความคิดแล่นปราด นิ่งซานเงียบไปพักหนึ่ง

“รู้จัก!”

ลู่เซิ่งมองเขาอย่างล้ำลึก ยิ้มกล่าวว่า “อย่างนั้นก็ดี ถึงเวลาเจ้านำทาง พวกเราไปด้วยกัน”

นี่ไม่ใช่ศึกเป็นตายที่ได้รับการรับรอง เป็นแค่ศึกเป็นตายสำหรับแก้ไขบุญคุณความแค้นเป็นการส่วนตัว ดังนั้นสองฝ่ายไม่คิดป่าวประกาศ

หลังกินอาหาร ลู่เซิ่งไม่ได้กลับเมืองเลียบคีรี แต่ตรงไปที่เรือวาฬแดง มุ่งหน้าสู่สถานที่เก็บคัมภีร์ที่ล้ำค่าและสำคัญที่สุดของพรรควาฬแดง ศาลาประกาศยุทธ

ศาลาประกาศยุทธตั้งอยู่ใจกลางเรือวาฬแดง รอบๆ คุ้มกันแน่นหนา เป็นหอเล็กๆ แยกเดี่ยวที่สร้างขึ้นในตัวเรือ

หอเล็กสีดำสนิทตั้งตระหง่านอย่างสงบอยู่ในเรือ ยอดฝีมือกำลังภายนอกที่ร่างกำยำหลายกลุ่มเฝ้าอยู่รอบๆ อย่างระมัดระวัง

ลู่เซิ่งหยิบป้ายคำสั่งของตนออกมา ผ่านการตรวจสอบโดยด่านชั้นหนึ่ง เข้าไปสู่ชั้นหนึ่งของศาลาประกาศยุทธ

หอแรกเป็นวรยุทธ์พื้นฐานหลากประเภท ส่วนใหญ่เป็นวิชาโจมตีทั่วไปที่ธรรมดายิ่งกว่าดาบถลาลมและหัตถ์หมีขยุ้ม วิชาเดินลมปราณด้านลมปราณพละกำลังไม่เห็นแม้แต่เงา วิชาดาบวาฬแดงก็เป็นวรยุทธ์ที่ไม่มีค่าใช้จ่ายของที่นี่

ลู่เซิ่งยังพบท่าเท้าแปดสมบัติที่ตนเคยเรียนอยู่ที่นี่ ท่าเท้านี้ถูกเขาแก้ไขถึงระดับสูงสุดแล้ว จึงไม่ธรรมดาเหมือนก่อนหน้า แต่สุดท้ายก็เป็นแค่วรยุทธ์ต่ำกว่าระดับสาม คุณค่าน้อยนิด

ลู่เซิ่งกวาดมองแวบหนึ่ง พบว่าวรยุทธ์ระดับหนึ่งนี้ต่างเป็นของธรรมดาที่ไม่ถึงระดับพลังปลอดโปร่งด้วยซ้ำ จำนวนคนที่ยืมอ่านก็ไม่น้อย เข้าๆ ออกๆ เห็นคนหยิบพลิกอ่านอยู่ทุกที่

เขาจึงไม่เสียเวลาอีก ไปยังหอที่สอง

คนในหอที่สองน้อยลงมาก มีแค่สิบกว่าคนกระจัดกระจายกันอยู่ ต่างอ่านวรยุทธ์ที่ตัวเองต้องการอย่างสงบ

วรยุทธ์ที่จำเป็นต้องใช้ผลงานส่วนหนึ่งมีแค่ชื่อกับการแนะนำ เล่มจริงไม่ได้อยู่ในชั้น

ลู่เซิ่งมองไปตามชั้นหนังสือแต่ละแถว ไม่ทันไรก็เจอตำแหน่งที่หัตถ์หมีขยุ้มในวิชาแข็งกร้าวอยู่ เป็นวิชาแข็งกร้าวที่ไม่มีค่าใช้จ่ายอย่างที่คิด

ด้านข้างยังมีวิชาแข็งกร้าวอีกหลายชนิด แต่ต่างมีแค่ชื่อกับการแนะนำ

‘วิชาด้ายทอง’ ‘กำปั้นตัดวิญญาณ’ ‘วิชาเสาสมบัติ’ ‘วิชาโอสถกลองพลบค่ำ’

วิชาแข็งกร้าวแต่ละชนิดจัดเรียงอยู่ด้านบน เงื่อนไขที่จำเป็นในการฝึกฝนก็เขียนไว้อย่างละเอียดชัดเจน

ลู่เซิ่งสนใจวิชาแข็งกร้าวมาก อย่างไรก็เป็นสิ่งที่รักษาชีวิตได้ ถ้าฝึกได้อีกหลายวิชา ก็มีโอกาสรอดในเวลาสำคัญ

แต่ว่าตอนนี้ เขาพลันนึกถึงปัญหาข้อหนึ่ง

‘ความสามารถที่เราเรียนมากขึ้นเรื่อยๆ ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ พละกำลัง สมาธิ สารจำเป็น ปราณ จิตที่ใช้ก็มากมายนัก แต่สิ่งที่น่าเสียดายก็คือลงทุนกระจัดกระจายเกินไป การยกระดับต่อการต่อสู้จริงไม่ได้มากอย่างที่คิดไว้

‘บางทีเราควรเลือกวรยุทธ์ชนิดหนึ่งฝึกฝนเป็นหลัก เรียนรู้ยกระดับมันอย่างต่อเนื่อง ทำให้มันไปถึงขั้นที่สุดจินตนาการ ไม่อย่างนั้นฝึกฝนวรยุทธ์อย่างอื่นมากกว่านี้ ก็รังแต่จะเละเทะ ซับซ้อนไร้แก่น’

เขาตกสู่ห้วงความคิดหน้าชั้นหนังสือ

สักพักหนึ่ง ลู่เซิ่งค่อยๆ ได้สติกลับมา

‘วิชาลมปราณแดงฉานกว้างไกลลึกซึ้งมีเจ็ดระดับ ฝึกได้อีกนาน ใช้มันเป็นวิชาฝึกฝนหลัก นอกจากนี้วิชาหยินหยางกระเรียนหยกก็มีอานุภาพแข็งแกร่ง ใช้เป็นการเก็บสำรองตอนยกระดับวรยุทธ์ได้ ให้เป็นวิชาหลักที่สอง และไพ่ตาย กระบวนท่าถึงแก่ชีวิตในเวลาสำคัญ’

คิดแผนเสร็จ ลู่เซิ่งก็มองวิชาเหล่านี้อีกครั้ง มีความมั่นใจแล้ว

‘เลือกวิชาแข็งกร้าวที่ดีเอาไว้ปกป้องชีวิต ประสานเสริมกับวิชาลมปราณแดงฉาน อานุภาพการลงมือเด็ดขาดมากพอ’

สายตาของเขาค่อยๆ กวาดผ่านชั้นหนังสือวิชาแข็งกร้าว วิชาแข็งกร้าวเกือบเก้าส่วนต่างต้องใช้ยาลูกกลอนน้ำแกงโอสถที่ทำพิเศษช่วยเหลือ ไม่มีทักษะด้านนี้ ลู่เซิ่งก็ไม่กล้ามอบสิ่งสำคัญเกี่ยวกับชีวิตและการฝึกฝนของตัวเองให้คนอื่นจัดการ ต่อให้เป็นโอสถหยางชาด เขาก็เคยหาหมอมาถามไถ่ส่วนประกอบเช่นกัน ภายหลังยังใช้กระต่ายทดลองดู

ดังนั้นวิชาแข็งกร้าวที่ต้องใช้วัตถุดิบยาเสริมต่างถูกเขาตัดทิ้งไป

วิชาแข็งกร้าวมีชั้นหนังสือเพียงสองชั้น ทั้งหมดมีสิบห้าเล่ม นี่เป็นการสั่งสมทั้งหมดที่พรรควาฬแดงรวบรวมไว้ มีทั้งขอบเขตพลังปลอดโปร่งถึงสำนึกปลอดโปร่ง แต่ว่าของขอบเขตผนึกจิตที่ดีกว่าไม่มี

………………………………………….
บทที่ 72
ลู่เซิ่งหาอยู่สักพัก ในที่สุดสายตาก็ไปอยู่ที่ชั้นชั้นหนึ่ง

‘วิชาโซ่เก้าสินธุ’

วิชาที่เขาถูกใจนี้ ชื่อเห็นได้ชัดว่าเป็นยอดฝีมือบนแม่น้ำสร้างขึ้น

ลู่เซิ่งจดจำชื่อนี้ เดินไปที่โต๊ะผู้ดูแล

“ข้าคือผู้จัดการภารกิจภายนอกลู่เซิ่ง ต้องการอ่านวิชาโซ่เก้าสินธุ” เขาส่งป้ายคำสั่งให้ชายชราผมขาวหลังโต๊ะยาว

ชายชราหยีตามองเขา ลมปราณกำลังภายในที่เร้นลับโผล่ขึ้นมาบนร่างแล้วหายไป ถึงกับเป็นยอดฝีมือ

เขารับป้ายคำสั่งไปดู

“วิชาโซ่เก้าสินธุเป็นคัมภีร์ลับระดับพลังปลอดโปร่ง แต่ละปีผู้จัดการภารกิจภายนอกมีสิทธิ์อ่านคัมภีร์ลับต่ำกว่าระดับผนึกจิตเล่มหนึ่งโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ท่านแน่ใจว่าจะเอาเล่มนี้”

“แน่ใจ”

ลู่เซิ่งตอบโดยไม่แสดงสีหน้า

“ได้” ชายชราหมุนตัวไปควานหาในโต๊ะยาวที่ลั่นดาลไว้พักหนึ่ง ไม่ทันไรก็พลิกสมุดเล่มเล็กเป็นแผ่นพับสีฟ้าเล่มหนึ่งออกมาจากในลิ้นชักไม้สีแดง

“เก็บไว้ให้ดีอย่าได้ส่งให้ภายนอก ไม่อย่างนั้นกฎพรรคมาก่อน”

“นี่ย่อมเข้าใจ” ลู่เซิ่งพยักหน้า รับสมุดเล่มเล็กมาพลิกดู ด้านบนเป็นตัวหนังสือถี่ยิบ แต่เห็นได้ชัดว่าเป็นฉบับคัดลอก คัมภีร์ลับระดับพลังปลอดโปร่งไม่มีภาพของสภาพสำนึก วิชาที่ไม่มีภาพของสภาพสำนึกนี้เป็นประเภทที่ส่งต่อให้ภายนอกง่ายดายที่สุด ถึงอย่างไรคัดลอกแล้วก็กระจายออกไปได้

ลู่เซิ่งได้คัมภีร์มาก็เดินออกมาจากศาลาประกาศยุทธ เขาใช้สิทธิ์ไม่มีค่าใช้จ่ายในปีนี้ไปแล้ว ภายหลังจะตรวจสอบวรยุทธ์ จำเป็นต้องใช้ผลงานในพรรค ส่วนเรื่องหมู่บ้านตระกูลซ่งก่อนหน้าเขาไม่ได้จัดการ ดังนั้นจนถึงตอนนี้ผลงานของเขายังเป็นศูนย์ แค่ได้นั่งตำแหน่งก็ถือว่าได้รับการเลือกปฏิบัติจากประมุขพรรคผู้เฒ่าแล้ว

‘ตอนนี้สมควรไปปรับกายใจ วิชาโลหิตพิฆาตเปลี่ยนถ่ายเป็นวิชาลมปราณแดงฉาน หวังว่าจะเสร็จก่อนลงมือ’ ลู่เซิ่งนำคัมภีร์ลับออกจากเรือวาฬแดง กลับมาถึงบ้านในเมืองเลียบคีรีอย่างรวดเร็ว พักผ่อนอย่างสงบ


เวลาสามวันครู่เดียวก็มาถึง

ส่วนลึกของเขาบูรพา หุบเขากาลนาน

สายน้ำสีเขียวมรกตคดเคี้ยวสายหนึ่งทะลุจากเขาบูรพาเข้าไป ตกลงด้านในหุบเขากาลนาน ณ ส่วนลึกของป่าส่วนกลาง เป็นน้ำตกสีขาวราวหิมะ

น้ำตกกระแทกลงลำธารโค้งกลมด้านล่าง หมอกน้ำผืนใหญ่กระจาย

บนหาดทรายทรงครึ่งวงกลมที่อยู่ตรงข้ามน้ำตกตรงริมธาร กงซุนจางหลานสวมชุดคลุมสีเขียว ยืนเอามือไพล่หลัง เท้าย่ำอยู่ตรงน้ำตื้น มองไอน้ำที่กระจายขึ้นมาจากน้ำตกอย่างสงบ

ด้านข้างของเขามีคนสองคน คนหนึ่งคือฟางจือต้งจอมยุทธ์แห่งเมืองเลียบคีรีที่ร่วมเป็นร่วมตายกับเขา อีกคนเป็นน้องสาวของเขาจางฮุ่ยซู เป็นมารดาของกงซุนจิ้ง

ทั้งสามคนยืนนิ่งบนหาดทราย รอคอยลู่เซิ่งมาต่อสู้

มุมหนึ่งของแม่น้ำใกล้ๆ พวกเขา ประมุขพรรคเฒ่าหงหมิงจือกับเฒ่าหวังกำลังยืนมองด้านนี้อย่างสงบบนแพไม้ไผ่

พวกเขารู้ว่าลู่เซิ่งจะตัดสินเป็นตายกับกงซุนจางหลานในที่ลับ จึงแอบมาชมการต่อสู้

“ศิษย์น้องมีพลังยากหยั่งคาด ข้าแม้ว่าหยั่งเชิงเขาไปสองสามกระบวนท่า แต่เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้เอาจริงเลย

“พลังฝ่ามือเอกาลี้ลับของจางหลานน่าทึ่ง ผู้โดนฝ่ามือทุกคนเส้นลมปราณแตกตาย พลังฝ่ามือสามารถทำลายอวัยวะภายในผ่านเส้นลมปราณ การฝึกปรือที่เขาฝึกอย่างลำบากมากว่าห้าสิบกว่าปีไม่ใช่จะรับมือได้ง่าย” ประมุขพรรคเฒ่าหงหมิงจือกล่าวเสียงทุ้ม

“ท่านประมุข มีท่านอยู่ด้วย จะต้องกลัวอันใด ลงมือปกป้องชีวิตน้องลู่ในห้วงเวลาสำคัญได้” เฒ่าหวังกล่าวอย่างไม่นำพา

“ไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น เฉินอิงออกไปจัดการภารกิจ พอดีที่เวลานี้จางหลานท้าสู้กับศิษย์น้อง ทั้งเชิญฟางจือต้งมาด้วย เป้าหมายก็เพื่อพัวพันข้าไว้ ขอแค่ถ่วงเวลาได้ชั่วคราว เขาจะทำอะไรก็ได้” ประมุขพรรคเฒ่าดวงตามีความเป็นห่วง “น่าเสียดาย…ถ้าเวลามีมากพอและเฉินอิงอยู่ด้วย เวลานี้ต้องป้องกันความผิดพลาดได้แน่…”

“เป็นไร ท่านประมุขไม่เชื่อถือน้องลู่หรือ” เฒ่าหวังถามอย่างสงสัย

“แค่กังวลเล็กน้อย” หงหมิงจือส่ายหน้า “สำหรับข้า พลังของศิษย์น้องไม่เลว แต่อย่างไรก็หนุ่มเกินไป ตอนต่อสู้แค่มีความลังเลและความผิดพลาดเล็กน้อย ก็อาจถูกกระบวนท่าพ่ายแพ้ได้”

คราวนี้เฒ่าหวังก็เป็นห่วงบ้างแล้ว

“น่าเสียดายพี่ใหญ่ของข้าเดินทางอยู่ ท่านประมุขก็เร็วเกินไป ที่น้องลู่ฝึกเป็นฝ่ามือทำลายใจในตระกูลพวกเรา ถ้าเขากลายเป็นศิษย์ของพี่ใหญ่ข้า เฮ้อ…” พูดถึงตรงนี้เขารู้สึกไม่เชื่อบ้างแล้ว ถ้าลู่เซิ่งเป็นยอดฝีมือที่ทัดเทียมกงซุนจางหลาน ต่อให้พี่ใหญ่คิดจะรับเขาเป็นศิษย์ ก็เกรงว่าจะไม่เหมาะสม


เวลาเที่ยง อาทิตย์ร้อนแรง

ลู่เซิ่งนั่งบนหัวเรือท่องเที่ยว มองแม่น้ำสีเขียวจางๆ กระจ่างใสที่ไหลเคลื่อนไม่หยุดนิ่งอยู่เงียบๆ

เขาสวมชุดบัณฑิตสีขาว ศีรษะเงางามสะท้อนแสงในแสงอาทิตย์ โดดเด่นเป็นพิเศษ

นิ่งซานร่างไม่นับว่ากำยำ เสื้อสีดำอำพรางรูปร่างได้ ยืนอยู่ข้างลู่เซิ่งไม่ต่างจากเด็กรับใช้

บนเรือท่องเที่ยวนอกจากพวกเขาสองคน ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่ง เป็นเหล่าคุณชายคุณหนูที่มาชมทัศนียภาพที่หุบเขากาลนาน

คนพวกนี้ส่งเสียงดังเจี๊ยวจ๊าวอยู่ด้านหลังราวนกกระจอก

เรือลำนี้เป็นเรือส่วนตัว พวกลู่เซิ่งเพียงแวะขึ้นมาโดยสาร ลดความเหน็ดเหนื่อยยามเดินทาง ดังนั้นบนเรือจะเอะอะอย่างไร ต่างเป็นเรื่องส่วนตัวของเจ้าของ

“พี่ชายท่านนี้ ดูบุคลิกของท่านไม่ธรรมดา เหตุใดเอาแต่นั่งที่หัวเรือคนเดียว ไม่มาชมทิวทัศน์กับพวกเรา” คุณชายหน้าตาหล่อเหลาที่ดื่มจนเมาอยู่บ้างคนหนึ่งบนดาดฟ้าเรือ เดินโขยกเขยกเข้ามาถามเสียงใส

เขาเป็นเจ้าของเรือ ที่เชิญพวกลู่เซิ่งขึ้นเรือตอนที่ทั้งสองขอมาหุบเขากาลนานด้วย นามว่าเปียนซู่

“ไม่ต้องแล้ว พี่เปียนรวมตัวกับสหาย ผู้แซ่ลู่ไม่อยากรบกวน ได้โดยสารระยะหนึ่งก็มากพอแล้ว” ลู่เซิ่งยิ้ม เดิมสมควรจัดเรือในพรรคมา น่าเสียดาย หนึ่งเพื่อรักษาความลับ สองก่อนหน้านี้เขาลืมเรื่องนี้ ก่อนมาจึงค่อยนึกออกว่าเดินทางทางน้ำได้ แต่เมื่อจะหาเรือก็สายไปบ้างแล้ว ไม่อาจไม่ขึ้นเรือของเปียนซู่ที่ผ่านมา

เปียนซู่ผู้นี้นิสัยผ่าเผย แต่ร่างกายผอมบาง ผิวหนังนุ่มนิ่ม ลู่เซิ่งมองดูก็รู้ว่านางเป็นสตรี สตรีที่แต่งตัวเป็นบุรุษ

เรือของนางเหมือนใช้ผ่อนคลายท่องเที่ยวไปทั่ว ตอนลู่เซิ่งขึ้นเรือมาก็สัมผัสได้ว่ามีสายตาไม่พอใจของเหล่าคนบนเรือ ที่มองมาที่ตนเอง คล้ายไม่อยากให้ตัวเขาขึ้นเรือมาด้วย

เป็นเพราะประสาทสัมผัสปราดเปรียว เขาได้ยินบทสนทนาของเปียนซู่กับคนเหล่านี้ระหว่างทาง เข้าใจสภาพของคุณชายท่านนี้คร่าวๆ

คนผู้นี้เดิมทีเป็นคุณหนูใหญ่ที่หนีออกมาจากบ้าน คนบนเรือเป็นเพื่อนนางเที่ยวเล่นเพียงในนาม แต่ความจริงแฝงความคิดล้ำลึก มีแผนการ เปียนซู่คิดเปลี่ยนเส้นทางส่งข่าวกลับบ้านหลายครั้ง คนเหล่านี้ใช้ทั้งไม้นวมและไม้แข็งเกลี้ยมกล่อมให้นางกลับมา คล้ายกับเกิดความคิดไม่ดีกับนาง

กล่าวง่ายๆ เป็นฉากคุณหนูใหญ่ที่หนีออกจากบ้านแล้วเจอคนคิดร้าย หนำซ้ำฟังคนเหล่านี้พูดคุยกัน ที่บ้านของเปียนซู่ยังไม่รู้ว่านางอยู่ไหน

หลังปฏิเสธเปียนซู่อย่างละมุนละม่อม ลู่เซิ่งมองนางเดินตัวเอียงกลับไปท้องเรือ สายตาของเขาไปจับอยู่ที่ผืนแม่น้ำใหม่

“คุณชาย คนข้างกายคุณชายท่านนี้ดูเหมือนไม่อยากให้เราขึ้นเรือ” นิ่งซานกระซิบอยู่ด้านข้าง

“ข้ารู้แล้ว” ลู่เซิ่งกล่าวเสียงราบเรียบ

“เช่นนั้นคุณชายท่านยัง…” นิ่งซานหมดคำพูด

“นี่ไม่ใช่เพราะไม่เจอเรือดอกหรือ” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างใจลอยเล็กน้อย

“แต่พวกเขาไม่ต้อนรับพวกเรา…” นิ่งซานจนใจ

“มีเรือนั่งก็ดีแล้ว ต้อนรับไม่ต้อนรับเป็นเรื่องพวกเขา นั่งไม่นั่งเป็นเรื่องพวกเรา” ลู่เซิ่งกล่าวราบเรียบ

“แต่ถ้าพวกเขาไม่ให้พวกเราขึ้นเรือเล่า” นิ่งซานอดถามไม่ได้ แม้ทราบว่าตนไม่ควรสืบสาวราวเรื่อง แต่เขาก็สงสัย

“อย่างนั้นก็ให้พวกเขาลงจากเรือ” ลู่เซิ่งตอบกระชับครอบคลุม

นิ่งซานเกือบสำลักน้ำลาย งงงันเพราะตรรกะของลูกพี่ อยู่ในพรรควาฬแดงมานาน ต่อให้เป็นประมุขพรรคในเรื่องเล่าขาน ตอนหนุ่มก็ไม่ได้ยินว่าเกรี้ยวกราดขนาดนี้

“วีรบุรุษอยู่ในกลียุค ไม่สนใจรายละเอียดเหล่านี้ พวกเราเป็นคนทำการใหญ่” ลู่เซิ่งยื่นมือไปตบบ่านิ่งซาน อีกฝ่ายหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้

ลู่เซิ่งย่อมล้อเล่น เขาไม่ใช่คนไร้เหตุผลปานนั้น เพียงแค่มองออกว่าเปียนซู่ผู้เป็นเจ้าของเรือคิดช่วยพาพวกเขาไประยะหนึ่งจริงๆ ส่วนคนอื่นๆ ไม่ใช่เจ้าของเรือ เขาย่อมไม่ใส่ใจ

เรือท่องเที่ยวเร่งความเร็วอย่างต่อเนื่องไปจนถึงหุบเขากาลนาน

ป่าทึบสองฝั่ง แว่วเสียงนกร้องวานรโวย ยังมีอีกาสีดำขนาดหนึ่งหมี่กว่าๆ กระพือปีกบิน บางครั้งผ่านด้านบนของเรือท่องเที่ยว น่ากลัวจนคนบนเรือพากันอุทาน

เปียนซู่ถูกชายหญิงหลายคนห้อมล้อม เมามายกว่าเดิม กลับชนจอกแลกถ้วยกับคนด้านข้าง

ตึง

ทันใดนั้นตัวเรือสั่นน้อยๆ คล้ายชนหินโสโครก

“เกิดอะไรขึ้น”

“ทำอะไรน่ะ”

เสียงด่าและเสียงถามไถ่เพราะตั้งตัวไม่ทันดังขึ้นบนเรือ

คนเรือรีบอธิบาย พวกเขาไม่ทราบวันนี้เกิดอะไรขึ้น ปกติแม่น้ำบริเวณนี้ไม่มีหินโสโครก วันนี้เหตุใดจึงมีหินโสโครกเพิ่มมาได้

เปียนซู่นวดขมับที่ปวดเล็กน้อย ลุกขึ้นยืน นางรู้สึกว่าไม่อาจดื่มได้อีกแล้ว จึงผลักสุราออกไปหลายจอก คิดเดินไปรับลมให้สดชื่นที่กราบเรือ

“อาไท่ ท่านว่าข้าควรมอบของให้ใครดี”

นางคล้ายพึมพำกับตัวเอง รอบๆ ไม่มีคนอื่น

“แล้วแต่คุณหนูตัดสินใจ ตอนนี้ที่บ้านไร้นายผู้เฒ่า สิ่งนี้เป็นภัย ไม่ว่าให้ใคร เมื่อเก็บไว้สุดท้ายจะเป็นต้นตอหายนะ” เสียงแหบพร่าดังขึ้นข้างกายนาง

เปียนซู่เงียบเสียง สิ่งนี้ไม่ว่ามอบให้ใครต่างตัดใจไม่ได้ สุดท้ายเป็นสมบัติของตระกูลที่ส่งต่อกันมาหลายปี แต่นางทราบว่าตัวเองเก็บมันไว้ไม่ได้

“ข้าหลบจากจงหยวนมาแดนเหนือ แต่ยังถูกพวกเขาจับตา” นางถอนใจ ความเมามายคล้ายอยู่ๆ ก็หายไป

“เอ๋ ผู้โดยสายคนนั้นจะทำอะไร” ทันใดนั้นนางเหลือบเห็นบุรุษหัวล้านที่หัวเรือลุกขึ้น เดินไปถึงหัวเรือไม่ทราบคิดจะทำอะไร

“เขา…” อาไท่ปรากฏตัวขึ้นข้างเปียนซู่ขณะมองที่หัวเรือก็เอ่ยอย่างไม่แน่ใจเช่นกัน

ตูม!”

พริบตานั้น เรือท่องเที่ยวโคลงเคลง การสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงส่งจากหัวเรือถึงท้ายเรือ เรือท่องเที่ยวกระดกด้านหน้าขึ้นอย่างรุนแรง เหมือนมีวัตถุหนักอึ้งอันใดกระแทกใส่ดาดฟ้าเรือ

ลู่เซิ่งกระทืบเท้าขวาใส่ดาดฟ้าเรือ แรงมหาศาลที่มีเขาเป็นศูนย์กลาง แผ่ออกไปด้านหลังเรือ ดาดฟ้าเรือที่แข็งแกร่งพริบตาเดียวเหมือนกับเกิดระลอกคลื่น

เขาพุ่งตัวออกไปดุจปืนใหญ่ สองตาเป็นประกายฮึกเหิม กระโจนไปยังหาดทรายเบื้องหน้า

กงซุนจางหลานที่ยืนอยู่ตรงนั้นเอนตัวไปด้านหลัง สองมือประสานห่างๆ ผมเผ้าหนวดเคราเคลื่อนไหว กล้ามเนื้อเส้นเอ็นส่งเสียงดังทึบเหมือนสายธนู รวมกำลังภายในจำนวนมากมาไว้ที่สองฝ่ามือ

เขามองลู่เซิ่งที่พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ดวงตาปรากฏจิตสังหารอันเย็นเยียบ

………………………………………….
บทที่ 73
เปรี้ยง!

เงาคนสองสายปะทะกันบนหาดทราย

ลู่เซิ่งใช้สองฝ่ามือแทนดาบ ฟันติดต่อกันใส่สองแขนของกงซุนจางหลาน เสียงปะทะหนักอึ้งดังตูมๆๆ สะท้อนทั่วป่าราวสายฟ้า

ฮ่า!

กงซุนจางหลานถูกกระแทกจนถอยติดต่อกัน บังเกิดโทสะ ตวาดคำหนึ่ง กระตุ้นพลังฝ่ามือเอกาลี้ลับแปดส่วนรวมบนฝ่ามือข้างหนึ่ง ฟาดใส่ขมับลู่เซิ่ง

ฝ่ามือนี้ถ้าฟาดโดน จะทำให้มันสมองลู่เซิ่งกระจายทันที

“แดงฉาน!” ลู่เซิ่งสองฝ่ามือแดงฉาน เส้นเลือดปูดขึ้นบนแขน ลวดลายเลือดสายหนึ่งพุ่งสู่หว่างคิ้ว กลายเป็นตัว 川 กลางหน้าผาก

ฝ่ามือขวาสั่นสะเทือน ผลักเข้าไปเช่นกัน

ผัวะ!

เสียงทึบดังขึ้นอีกรอบ ทั้งสองคนแยกกัน ถอยหลังไปสิบกว่าก้าว

ตั้งแต่ลู่เซิ่งเหยียบน้ำบนหาดตื้นพุ่งเข้ามาถึง จนถึงที่ทั้งสองคนสู้กันสิบกว่ากระบวนท่าไม่แบ่งผลแพ้ชนะ ถึงตอนนี้ผ่านไปแค่สิบกว่าลมหายใจ

“ประเสริฐ ประเสริฐ ประเสริฐ! สมกับเป็นยอดฝีมือที่หงหมิงจือให้ความสำคัญ ข้าดูถูกเจ้ามากไป!” กงซุนจางหลานยกแขนขวาขึ้นมองแขนเสื้อที่ขาดกระจุย หน้าเขียวแวบหนึ่ง

จนกระทั่งถึงตอนนี้เขาสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดปานถูกเผาที่ฝ่ามือ นี่เหมือนตอนปะทะกับหงหมิงจือ จนถึงตอนนี้เขาไหนเลยไม่รู้ว่าเป็นหงหมิงจือถ่ายทอดวิชาลมปราณแดงฉานแก่ลู่เซิ่ง

ลู่เซิ่งมองแขนเสื้อที่ขาดวิ่นของตัวเองเช่นกัน ฉีกยิ้ม

“ท่านประมุขกงซุนกลับยิ่งชรายิ่งแข็งแกร่ง ถึงกับป้องกันการลอบจู่โจมของข้าได้ เดิมนึกว่าคงไม่ต้องใช้ดาบ” เขายื่นมือไปกำดาบยาวหลังเอว ค่อยๆ ชักมันออกมา

กงซุนจางหลานหยีตา ทราบว่าศึกนี้ไม่ใช้ไม้ตายก้นหีบไม่ไหว พลังฝ่ามือเอกาลี้ลับบนร่างเขาค่อยๆ เพิ่มถึงจุดสูงสุด สีเขียวกะพริบบนหน้าไม่หยุด นี่เป็นปรากฏการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นตอนพลังฝ่ามือถึงขีดจำกัด

โฮก!

เสียงเสือคำราม ลู่เซิ่งฉีกเสื้อบนตัวออก ดาบออกจากฝัก กลายเป็นประกายเย็นเยียบสายหนึ่งพุ่งใส่กงซุนจางหลาน


“แข็งแกร่งมาก…” บนเรือท่องเที่ยว อาไท่จ้องมองคนทั้งสองที่สู้กันบนหาดทรายอย่างตื่นตะลึง “ฝีมือระดับนี้ต้องไม่ใช่ชนชั้นไร้ชื่อ ในจงหยวนนับเป็นระดับคนมีชื่อเสียงได้แล้ว!”

เปียนซู่ในดวงตาไร้ความเมามายโดยสิ้นเชิง เขม้นมองทั้งสองคนที่ต่อสู้กันอย่างดุเดือดอยู่บนฝั่ง ดวงตาปรากฏความตื่นตระหนก

“อาไท่ถ้าบิดาของข้ายังอยู่ ท่านว่าจะต่อสู้กับสองคนนี้ได้หรือไม่”

อาไท่เงียบงัน ก่อนส่ายหน้าเบาๆ

“เกรงว่าไม่ได้ นายท่านผู้เฒ่าแม้แข็งแกร่ง แต่ยังห่างจากขอบเขตนี้หนึ่งเท่าตัว”

เปียนซู่ได้ยินไม่พูดอะไรอีก ดวงตาปรากฏการไตร่ตรอง

ตอนนี้เหล่าคุณชายคุณหนูมากมายบนเรือก็พบสภาพผิดปกติ พากันเดินมาดูที่หัวเรือ หลังจากเห็นศึกใหญ่บนชายฝั่ง คนเหล่านี้พลันคึกคักขึ้นมา

“นั่นไม่ใช่ท่านรองประมุขกงซุนหรอกหรือ?!” พลันมีคนหนึ่งร้องขึ้น “ผู้นำอันดับสองแห่งพรรควาฬแดง ท่านรองประมุขกงซุนจางหลาน!?”

พอกล่าวคำพูดนี้ คนอื่นๆ บนเรือก็แตกตื่น มองทั้งสองคนบนหาดทรายสู้กัน คนที่เป็นวรยุทธ์ส่วนหนึ่งมองออกว่า ทั้งสองคนนี้ต่อสู้เป็นตาย ทุ่มเทชีวิต

“ใครจะต่อสู้เป็นตายกับรองประมุขพรรควาฬแดงได้?!” มีคนอุทาน

บารมีของพรรควาฬแดงงอนิ้วนับได้ในแดนเหนือ บางคนที่มีเส้นสายส่วนหนึ่งจะมากจะน้อยก็เคยได้ยินชื่อของพรรคใหญ่อันดับหนึ่งแห่งแดนเหนือมาก่อน

กงซุนจางหลานในฐานะรองประมุขพรรคที่ยิ่งใหญ่ถึงกับทุ่มเททำศึก นี่ไม่อาจไม่สร้างความสงสัยแก่ทุกคน

“พรรควาฬแดงหรือ…” เปียนซู่ได้ยินบทสนทนาเหล่านี้ ความล้ำลึกในดวงตาเข้มข้นกว่าเดิมเล็กน้อย

“ท่านอา ท่านว่าถ้าข้ามอบสิ่งของ…”

อาไท่ที่ยืนอยู่ด้านข้างม่านตาหดตัว ไม่ได้พูดอะไร เพียงเงียบเสียง

ซ่า!

หยดน้ำสาดกระเซ็น

ตอนนี้ลู่เซิ่งกับกงซุนจางหลาน สู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายแล้ว ในสถานการณ์ที่พลังยุทธ์ของพวกเขาไม่ต่างกันมาก สิ่งที่ต้องดูเป็นหลักคือกระบวนท่า ประสบการณ์ และไม้ตาย

ลู่เซิ่งเสียเปรียบเรื่องกระบวนท่า ทั้งๆ ที่มีพลังยุทธ์กำลังภายในยิ่งใหญ่สุดขีด แต่โจมตีไม่โดนก็ไร้ประโยชน์ หลายๆ ครั้งถูกกงซุนจางหลานโจมตีใส่ด้านข้าง เดี๋ยวล่อหลอกเดี๋ยวหลบหลีก แก้ไขการจู่โจมของเขาได้อย่างง่ายดาย

แม้วิชาดาบพยัคฆ์ดำเป็นวิชาดาบขอบเขตสำนึกปลอดโปร่ง แต่สุดท้ายกระบวนท่าก็เรียบง่ายเกินไป ไม่ทันไรก็ถูกดูออก คาดเดาได้ง่ายดายยิ่ง

สุดท้ายก็แค่วิชาดาบระดับสาม ลู่เซิ่งฝึกถึงขอบเขตนี้ได้ก็เหี้ยมหาญสุดขีดแล้ว เผชิญกับยอดฝีมือทั่วไปยังใช้ได้ แต่เผชิญหน้ากับกงซุนจางหลานที่ผ่านร้อยศึก ก็ถูกกุมช่องโหว่ได้ง่ายดาย ถ้าไม่ใช่อาศัยวิชาแข็งกร้าวที่มี เพียงโจมตีไม่ตั้งรับ เขาคงตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบตั้งแต่แรก

ใช้วิชาดาบพยัคฆ์ดำฟันดาบยาวใส่อีกฝ่ายซ้ำๆ กันจากแง่มุมที่แตกต่าง ก็ถูกป้องกันไว้ได้อย่างต่อเนื่อง

กงซุนจางหลานก็อึดอัดมากเช่นกัน พลังยุทธ์ของเขารวมตัวกันที่ฝ่ามือเอกาลี้ลับ แต่ทุกครั้งคิดเข้าสู้ในระยะประชิด ล้วนถูกวิธีต่อสู้ที่อันตรายเหมือนทุ่มเทชีวิตของลู่เซิ่งกดดันกลับมา ไม่อาจไม่ปัดป้องดาบยาวของอีกฝ่ายก่อน

เขาไม่ต้องการชีวิต แต่ตนเองยังอยากรอด!

เคร้ง!

กงซุนจางหลานใช้สองฝ่ามือติดต่อกัน กระแทกเบี่ยงคมดาบที่ฟันใส่คอของตน ร่างกายพุ่งไปด้านหน้า

“ประตูเป็นตาย!” พลังฝ่ามือเอกาลี้ลับคลายลงเบาๆ ตอนใช้เหมือนหนัก ความจริงเป็นฝ่ามือที่เบาหวิว

กระบวนท่านี้เป็นการรวบรวมพลังยุทธ์ทั้งหมดของกงซุนจางหลานในฝ่ามือเอกาลี้ลับ เปลือกนอกเบา แต่ถ้าดูถูก พริบตาเดียวก็สามารถระเบิดพลังฝ่ามือขอบเขตสูงสุดที่เป็นแก่นแท้ที่สุดของฝ่ามือเอกาลี้ลับได้

ดาบยาวของลู่เซิ่งถูกกระแทกเอียงไป เขาใช้ไปหลายสิบกระบวนท่าแต่ก็ไร้ผล จึงโมโหมากเช่นกัน ตอนนี้เห็นฝ่ามืออีกฝ่ายฟาดมาอย่างเบาหวิว ถึงกับมีความคิดจะใช้อ่อนปะทะแข็งกับตัวเอง ก็พลันลิงโลด วิชาลมปราณแดงฉานปรับปราณแดงฉานทั่วร่างจนซัดสาดไม่หยุด กระแทกฝ่ามือเข้าไปอย่างคลุ้มคลั่ง กระตุ้นพลังฝ่ามือทำลายถึงขีดสูงสุดเช่นกัน

โครม!

สองฝ่ามือปะทะกันในพริบตา ลู่เซิ่งรู้สึกว่าพลังฝ่ามือของอีกฝ่ายว่างเปล่าล่องลอย เหมือนกับกระแทกใส่ฝ้ายกลุ่มหนึ่ง จากนั้นก็เป็นกำลังภายในมหาศาลเหมือนกับน้ำไหลหลากทะลักออกมา กำลังภายในนี้ต่างจากก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง เหมือนกับลูกตุ้มใหญ่แข็งแกร่งสุดเปรียบปานกระแทกใส่ใจกลางฝ่ามือของเขาอย่างรุนแรง

“เอกาลี้ลับ อนัตตา!” กงซุนจางหลานเบิกสองตา ทั่วร่างสั่นสะเทือน กำลังภายในหลายสิบปีซัดออกใส่ฝ่ามือของอีกฝ่ายเหมือนกับน้ำป่าไหลหลาก ทั้งหมดรวมตัวบนฝ่ามือเดียวที่ใช้ออก

“ฮ่าๆๆ! ดูว่าผู้ใดจะตายก่อน!” ลู่เซิ่งประเมินพลังฝ่ามือของอีกฝ่ายผิด กำลังภายในของตนโดนความว่างเปล่า ถูกพลังฝ่ามืออันมหาศาลเหมือนผลักเขาถมทะเลกระแทกใส่กลางฝ่ามือ ทั้งๆ ที่เป็นความผิดพลาดกลับหัวเราะลั่น วิชาลมปราณแดงฉานโคจรต้านทานด้วยความบ้าคลั่ง

“หยินหยางกระเรียนหยก! ตายซะ!” เขาตะโกน ปล่อยดาบยาว กระแทกหนึ่งฝ่ามือออกไปเหมือนกัน ฟาดใส่ด้านข้างลำตัวของกงซุนจางหลาน

ตอนนี้ในที่สุดเขาก็ใช้ไพ่ตาย วิชาหยินหยางกระเรียนหยกเคลื่อนปราณสุดกำลัง

ตูม!

ทั้งสองคนโดนกระบวนท่าพร้อมกัน

ลู่เซิ่งถอยหลังไปหนึ่งก้าว หน้าเป็นสีแดงแวบหนึ่ง แสดงว่าได้รับบาดเจ็บภายใน

กงซุนจางหลานเดินเซไปสิบกว่าก้าว เลือดออกมาจากมุมปาก แขนขวาห้อยต่องแต่ง แสดงว่าหักแล้ว

“พลังฝ่ามืออันยอดเยี่ยม!” ต่อให้เป็นคู่ต่อสู้ เขาก็อดชมเชยไม่ได้ ลูบแขนขวาที่หัก ถอนใจคำหนึ่ง

“น่าเสียดาย…”

ฟิ้ว!

พริบตานั้นเขายกแขนซ้ายขึ้นปล่อยแสงสีดำสายหนึ่งออกมา กลับเป็นลูกดอกสีดำอันหนึ่ง หลังลูกดอกเชื่อมต่อกับโซ่สีดำเส้นหนึ่ง

“หอกผนึกวิญญาณ!” ประมุขพรรคผู้เฒ่าที่ชมการต่อสู้ห่างออกไปอดส่งเสียงร้องไม่ได้ “เขาถึงกับฝึกวิชานอกรีตนี้!”

“หอกผนึกวิญญาณห่วงสัมพันธ์… วิชานอกรีตระดับสูงสุดที่ต้องดื่มเลือดคนจึงจะฝึกสำเร็จ กงซุนจางหลานตอนนั้นไม่ใช่บอกว่ากำจัดวิชานี้ไปแล้วหรอกหรือ?!” เฒ่าหวังตกใจระคนโมโห

“เมื่อใช้หอกผนึกวิญญาณ ศึกนี้ก็ต้องหยุด! นี่ไม่ใช่การตัดสินที่ยุติธรรมอีกแล้ว!” หงหมิงจือพูดจบ สีหน้าเคร่งขรึม คิดจะกระโดดขึ้นฝั่ง

“ท่านประมุขคิดสอดมือในการตัดสินเป็นตายหรือ” บนฝั่งที่อยู่ตรงข้ามกับแพไม้ไผ่ ฟางจือต้งยืนเอามือไพล่หลัง มองพวกหงหมิงจืออย่างสงบ

“นี่ไม่ใช่ความประพฤติของผู้อาวุโส ไม่ว่าวิถีเที่ยงแท้ วิถีนอกรีต คิดจะเอาตัวรอดในกลียุคนี้ พลังจึงเป็นหนึ่งเดียว ท่านประมุขถึงตอนนี้ยังมองไม่ออกหรือ”

ฟางจือต้งเป็นบุรุษรูปงามเสน่ห์ล้นเหลือ ตาหงส์ เคราแพะ รูปร่างผอม ใบหน้ามีบุคลิกคนมีชื่อเสียง มองไปไม่เหมือนยอดฝีมือในยุทธจักร เหมือนกับนักศึกษาที่มีทักษะเขียนพู่กันมากกว่า

แต่หงหมิงจือทราบอย่างชัดเจนว่ากระบวนท่ากำเนิดสี่ขั้วของฟางจือต้งมีอานุภาพไม่ธรรมดา ด้วยพลังของเขาอย่างน้อยหลังร้อยกระบวนท่าค่อยสามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้ ถ้าเขาหนุ่มยังพอว่า เอาชนะคนผู้นี้ได้ในยี่สิบกระบวนท่า ตอนนี้ชราร่วงโรย สุดท้ายก็สู้ช่วงรุ่งโรจน์ไม่ได้

“ฟางจือต้งเจ้าจะขวางข้าจริงๆ หรือ” หงหมิงจือเอ่ยเสียงทุ้ม

“ท่านประมุขเหตุใดพูดแบบนี้ ผู้แซ่ฟางเพียงมาเป็นพยาน รักษาความยุติธรรมในการต่อสู้เท่านั้น” ฟางจือต้งยิ้มกล่าว มองสถานการณ์ต่อสู้ด้านข้าง

หอกผนึกวิญญาณส่งเสียงหวีดหวิวแหลมคมด้วยมือของกงซุนจางหลาน อานุภาพร้ายกาจกว่าตอนเขาใช้ฝ่ามือเอกาลี้ลับ

ลู่เซิ่งหลบติดต่อกัน เขาไม่มีประสบการณ์เผชิญอาวุธประหลาดแบบนี้ จึงถูกกดดันจนรอบข้างเกิดอันตรายไปชั่วขณะ

สวบ!

ระหว่างที่ถอยเขาเก็บดาบยาวที่ปักอยู่บนพื้นขึ้นมา

เคร้งๆๆ!

เสียงปะทะติดต่อกัน หอกผนึกวิญญาณโจมตีใส่ตัวดาบอย่างต่อเนื่อง เหมือนกับแส้ยาวสีดำหลายเส้น หนักถึงขีดสุด

ลู่เซิ่งไม่ทันระวัง ถูกฟันใส่ลำตัว จึงถอยไปหลายก้าว เอวถูกฟันเป็นแผล หอกผนึกวิญญาณมีระยะค่อนข้างไกล อานุภาพก็มากมาย เขาไม่อาจเข้าใกล้ได้

มองแผลที่ข้างเอวของตัวเอง ถึงแม้จะมีวิชาแข็งกร้าวติดตัว แต่ยังคงถูกฟันเป็นแผลขนาดเท่าฝ่ามือ เลือดค่อยๆ ไหลออกมา ไม่ทันไรก็ย้อมเสื้อเป็นสีแดง

แต่ว่าเพียงแค่นี้ วิชาหยินหยางกระเรียนหยกก็ปิดแผลและห้ามเลือดได้อย่างรวดเร็ว

“ฮ่า!”

รู้สึกถึงความคันจากหว่างเอว ถึงแม้ถูกวิชาหยินหยางกระเรียนหยกสะกดไว้ แต่ก็ทำให้สายตาของลู่เซิ่งเปลี่ยนไป

“ไม่เลวนี่ ถึงกับเป็นวิชาพิษ…”

กงซุนจางหลานไม่ฉวยโอกาสโจมตีลู่เซิ่ง ตอนนี้หน้าผากมีเหงื่อซึม สู้หลายสิบกระบวนท่าสุดกำลังติดต่อกัน ทุกกระบวนท่าต้องใช้พลังทั้งหมด ต่อให้เป็นกำลังภายในที่สั่งสมมาหลายสิบปีก็ทนทานต่อการใช้แบบนี้ไม่ได้ เพียงสิบกว่าลมหายใจก็ใช้กำลังภายในไปเจ็ดแปดส่วน จำเป็นต้องใช้เวลาฟื้นปราณแล้ว

“ต่อให้ตอนนี้เจ้าร้องขอชีวิตก็สายไปแล้ว” เขาพ่นลมหายใจเบาๆ “คนที่โดนหอกสะกดวิญญาณของข้า พลังซึมผ่านผิว ในหนึ่งชั่วยามเส้นเลือดจะถูกอุด ไหลตามเส้นลมปราณหัวใจเข้าสู่หัวใจ กระแสเลือดจะหยุดไหลและตาย”

“จริงหรือ” ลู่เซิ่งยกดาบยืนขึ้น ค่อยๆ เดินเข้าหากงซุนจางหลาน

บาดแผลที่เอวของเขาไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย นี่ทำให้ม่านตาของกงซุนจางหลานที่มองอยู่หดตัว

“ท่าน…” เขากำลังจะพูด กลับเห็นร่างลู่เซิ่งขยายอย่างรวดเร็ว เส้นเลือดปูดขึ้นบนตัวที่เปลือยเปล่าของเขา กล้ามเนื้อหดตัว คนเหมือนขยายขึ้นเท่าหนึ่ง สีเลือดกลางหว่างคิ้วของเขายิ่งมายิ่งเข้มขึ้น

“หลังจากข้าสร้างกระบวนท่านี้ เพิ่งใช้กับคนเป็นครั้งแรก” ลู่เซิ่งยิ่งเดินยิ่งเข้าใกล้ ลมปราณกำลังภายในที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงสองสายพองขยายอยู่บนร่าง

“อย่าทำให้ข้าผิดหวังก็แล้วกัน..”

“อะไรกัน…!” กงซุนจางหลานเพิ่งคิดจะกล่าววาจาก็ตื่นตระหนก เห็นลู่เซิ่งโถมตัวเข้ามา เร็วกว่าก่อนหน้าไม่ต่ำกว่าหนึ่งเท่า

พลังงานมหาศาลจากคมดาบระเบิดออกมา ทำให้เกิดเสียงอากาศแตกที่แสบแก้วหู

ดาบนี้ของลู่เซิ่งเทียบกับกระบวนท่าดาบทั้งหมดก่อนหน้านี้ แข็งแกร่งจนแทบไม่เหมือนคนเดียวใช้ออกมาได้

กงซุนจางหลานเพียงรู้สึกหนังตาเจ็บปวดเหมือนโดนเข็มทิ่มแทง คมดาบเร็วเกินไป ทำให้ดวงตาเขามีแค่เงาหลงเหลืออยู่สายหนึ่ง

ไม่ทันคิด เขายกหอกขึ้นป้องกันด้านหน้าตัวเองโดยสัญชาตญาณ คมหอกสะบัดเป็นลายหอกมากมาย

ตูม!

ดาบหอกปะทะกัน ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เสียงปะทะกันของโลหะ หากเป็นเสียงระเบิดอันรุนแรงของกำลังภายใน

………………………………………….
บทที่ 74
ดาบในมือลู่เซิ่งระเบิดออกเป็นชิ้นๆ ลอยออกไปสองฟาก หอกสะกดวิญญาณถูกพละกำลังและความเร็วอันมหาศาลกระแทกลอยสูงตกลงไปด้านข้าง

“ตายซะ!” ลู่เซิ่งเบิกตาตวาด สองฝ่ามือตบใส่ทรวงอกกงซุนจางหลานติดต่อกันเหมือนสายฟ้าแลบ

ตอนเริ่มต้นกงซุนจางหลานยังฝืนต้านได้บ้าง ตอนหลังพลังค่อยๆ ไม่เป็นไปดั่งที่คิด ไม่กี่ลมหายใจ ก็ไร้เรี่ยวแรงต่อต้านโดยสิ้นเชิง

ผัวะๆๆๆ!

ในเสียงกระแทกติดต่อกัน กงซุนจางหลานเบิกตาโพลง ถูกกระแทกถอยหลังอย่างต่อเนื่อง ร่างกายสั่นเหมือนกับรู้สึกหนาว ปากกระอักเลือดออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า

สีเลือดบนร่างเขาหายไปอย่างรวดเร็ว คนเหมือนกับตุ๊กตาพัง ถูกลู่เซิ่งกระแทกใส่เหมือนคล้ายคลั่งไปแล้ว

ย๊ากๆๆๆ!

ลู่เซิ่งตะโกนขึ้น บ้าคลั่งโดยสิ้นเชิง สองตาแดงฉาน สองฝ่ามือกระแทกใส่ระหว่างทรวงอกกับท้องของกงซุนจางหลานอย่างคลุ้มคลั่ง

หยดเลือดกระจายไปตามลม ค่อยๆ ย้อมพื้นรอบๆ ทั้งสองคนเป็นสีแดง

“พี่ใหญ่!” น้องสะใภ้ที่ยืนอยู่ด้านข้างร้องคร่ำครวญ รีบพุ่งเข้ามาหาลู่เซิ่ง

ฟางจือต้งตกตะลึง พริบตาหนึ่งพลันรีบโถมเข้ามา

ดวงตาของกงซุนจางหลานแตกซ่านแล้ว อวัยวะภายในถูกกระแทกจนแหลกราญ ถอยหลังออกไปติดต่อกัน

เปรี้ยง!

อีกฝ่ามือหนึ่งโจมตีใส่ กงซุนจางหลานถูกกระแทกจนกระเด็น ตกลงไปในแม่น้ำด้านหลัง

ลู่เซิ่งใบหน้าดุร้าย กำลังภายในทั่วร่างเข้าสู่สองฝ่ามือ ปราณแดงฉานผสมวิชาโลหิตพิฆาตบวกกับวิชาหยินหยางกระเรียนหยก กระแทกใส่ตำแหน่งผิวน้ำที่กงซุนจางหลานตกลงไป

“ตาย!”

ตูม!”

สายน้ำสูงหลายหมี่ระเบิดขึ้นมา หยดน้ำนับไม่ถ้วนกระจายออก

ผิวน้ำของแม่น้ำไม้สนค่อยๆ มีสีเลือดกระจายออกมา

ไม่มีคนคิดออกว่าการเปลี่ยนแปลงจะมาเร็วขนาดนี้ ก่อนหน้านี้ยังเป็นกงซุนจางหลานได้เปรียบ พริบตาเดียวชัยชนะก็ถูกตัดสิน

“พี่ใหญ่!” จางฮุ่ยซูน้องสะใภ้น้ำตานองหน้า พุ่งไปถึงในแม่น้ำ ไม่สนใจน้ำที่ท่วมเข่า พยายามยกคนขึ้นมา

ฟางจือต้งติดตามอยู่ด้านหลัง ตอนเห็นกงซุนจางหลานก็ถอนใจส่ายหน้าน้อยๆ

“คนไม่ไหวแล้ว” เขามองลู่เซิ่ง ร่างกายที่ขยายใหญ่ของคนผู้นี้เป็นการผสานแรงกับความงาม มองแวบเดียวก็เกิดความกลัวเกรง

“สุดท้ายก็เลือกคู่ต่อสู้ผิด…” ฟางจือต้งไม่มีความคิดแก้แค้นให้กงซุนจางหลาน ยังไม่เอ่ยถึงว่าเขาล้มลู่เซิ่งได้หรือไม่ ในกลียุคนี้เขาไม่ใช่อยู่ตัวคนเดียว เบื้องหลังมีครอบครัว ภรรยาและบุตรีจำเป็นต้องให้เขาช่วยเหลือ สามารถขวางประมุขพรรคหงหมิงจือในการต่อสู้ครั้งนี้ได้ น้ำใจนี้ก็ล้ำลึกพอแล้ว

ปราณภายในลู่เซิ่งถูกใช้ไปมากในการออกฝ่ามืออย่างคลุ้มคลั่งติดต่อกันเป็นครั้งสุดท้าย แต่ว่าเวลานี้ความสามารถฟื้นปราณอันแข็งแกร่งของวิชาหยินหยางกระเรียนหยกแสดงผล เพียงแค่เจ็ดแปดลมหายใจ ก็ฟื้นปราณภายในได้ราวครึ่งหนึ่ง

“เป็นไร อยากลงมือกับข้าหรื?” เห็นทั้งสองคนมองมาที่เขา ลู่เซิ่งฉีกยิ้ม

“ท่านชนะแล้ว” ฟางจือต้งสีหน้าไร้อารมณ์ ทราบว่าตัวเองไม่อาจบุ่มบ่าม เกิดลงมือแล้วเกิดเรื่อง ที่โดนด้วยไม่ใช่แค่ตัวเอง แม้แต่คนอื่นๆ ในตระกูลกงซุนก็ไม่รอด

ความโหดเหี้ยมของการต่อสู้ภายในค่ายพรรค คนภายนอกไม่อาจจินตนาการได้ ต่อให้ประมุขพรรคหงหมิงจือไม่สืบสาว คนในสังกัดของเขายังมีคู่แค้นที่ตระกูลกงซุนเคยล่วงเกิน ไม่มีทางละเว้นพวกเขา

“ข้าจะฆ่าเจ้า!” จางฮุ่ยซูตาแดงก่ำคิดลุกขึ้นพุ่งเข้าใส่ลู่เซิ่ง กลับถูกฟางจือต้งฟันฝ่ามือใส่ท้ายทอย สลบไสลไป

“เป็นศึกที่ยุติธรรม ขอให้ผู้จัดการภารกิจภายนอกลู่ยั้งมือไว้ไมตรี ข้าฟางจือต้งรับประกัน ตระกูลกงซุนจะไม่แก้แค้นท่าน” ฟางจือต้งประสานมือพูดกับลู่เซิ่ง

“เฮ้อ…” ยามนี้พวกเฒ่าหวังขึ้นฝั่งแล้ว เห็นกงซุนจางหลานที่นอนตายตาไม่หลับอยู่ในน้ำ จิตใจพลันซับซ้อน

รองประมุขพรรควาฬแดงที่เคยบุกตะลุยในแดนเหนือมายี่สิบกว่าปี ถึงกับตายอย่างเหนือความคาดหมายง่ายๆ ในการต่อสู้ตัดสินเป็นตาย

นี่เป็นผลลัพธ์ที่ใครก็คาดไม่ถึง

เดิมหงหมิงจือคิดว่าลู่เซิ่งจะพ่ายแพ้ แต่ไม่ถึงกับตาย ขอแค่เขาลงมือช่วยเหลือ ปัญหาสมควรไม่ใหญ่ น่าเสียดาย…

“รับประกันหรือ” ลู่เซิ่งร่างกายค่อยๆ กลับเป็นปกติ มองศพของกงซุนจางหลานในน้ำ แสดงสีหน้าเยาะเย้ย “ท่านนับเป็นตัวอะไ? ข้าจะปล่อยตระกูลกงซุนหรือไม่ เกี่ยวข้องอะไรกับท่าน”

“ศิษย์น้อง ตอบรับเขาก็ไม่เป็นไร กงซุนจิ้ง เหลือแค่กงซุนจิ้งเพียงคนเดียวแล้ว…” ประมุขพรรคผู้เฒ่าหงหมิงจือถอนใจกล่าว “บุตรบุญธรรมอันใดล้วนไม่มี กงซุนจางหลานไม่มีความสามารถให้กำเนิด บิดามารดาด่วนจากไป คนคนเดียวทุ่มเทจนแข็งแกร่งขึ้น อุตส่าห์เจอน้องชายของตนเอง

“หลายปีก่อนน้องชายเขาป่วยตาย เหลือแค่กงซุนจิ้งกับน้องสะใภ้ของเขา ตอนนี้กงซุนจิ้งเองก็…”

ลู่เซิ่งค่อยเข้าใจสถานการณ์ของตระกูลกงซุน คาดว่าเป็นกงซุนจางหลานประคับประคองครอบครัวเพียงคนเดียว

เห็นฟางจือต้งไม่โกรธ ยังคงมองตนอย่างจริงใจ ก็พลันหมดความสนใจ ถอนใจคำหนึ่ง

“ในเมื่อศิษย์พี่เอ่ยปาก ข้าตอบรับจะไม่สร้างความยุ่งยากแก่ตระกูลกงซุน” ถึงอย่างไรก็เหลือแค่จางฮุ่ยซูคนเดียว คู่แค้นของกงซุนจางหลานมีอยู่ทุกที่ ไม่ต้องให้เขาลงมือ แค่ปล่อยข่าวย่อมมียอดฝีมือไม่น้อยกลับมาทวงแค้น

“ขอบคุณท่านมาก” ฟางจือต้งได้รับการรับรอง ก็โอบคนด้วยมือเดียว วิ่งไปยังที่ไกลด้วยความเร็วสูง ไม่ทันไรก็หายไปในป่าเขา

อีกฝ่ายจากไปแล้ว ลู่เซิ่งโคจรปราณภายในร่างด้วยความเร็วสูง วิชาหยินหยางกระเรียนหยกรวมตัวที่อาการบาดเจ็บตรงเอวอย่างรวดเร็ว ยังมีอาการบาดเจ็บภายในที่ได้รับในตอนแรก กระตุ้นร่างกายให้เร่งการฟื้นฟู วิชาพิษของหอกสะกดวิญญาณก็ถูกวิชาหยินหยางกระเรียนหยกสะกดไว้ในบริเวณเล็กๆ ที่ส่วนเอว

“ศิษย์พี่ ข้าขอยืมดาบ” ลู่เซิ่งยืมดาบจากหงหมิงจือ ตัดเนื้อส่วนหนึ่งจากตรงเอวออก

เนื้อก้อนนี้กลายเป็นสีดำ ส่งกลิ่นเหม็นจางๆ แสดงว่าโดนวิชาพิษของหอกสะกดวิญญาณ เลือดผนึกตัวเป็นก้อนอุดตันหลอดเลือดไว้

“ศิษย์น้อง ศึกนี้ทำให้ศิษย์พี่ได้เปิดโลกทัศน์จริงๆ เจ้ากับกงซุนจางหลานต่างแสดงไม้ตายติดต่อกัน คิดไม่ถึงสุดท้ายยังเป็นเขาถูกเจ้าสังหาร” หงหมิงจือกล่าวอย่างสะท้อนใจ

ลู่เซิ่งกลับยิ้ม เป็นการตัดสินซึ่งหน้า ความจริงเขาสู้กงซุนจางหลานไม่ได้ ถ้าไม่ใช่เพราะปราณภายในของเขายิ่งใหญ่เกินไป การฟื้นปราณแข็งแกร่งเกินไป สู้ถึงตอนท้าย กงซุนจางหลานจะถูกเขาลากถ่วงจนปราณภายในหมด ศึกนี้ไม่แน่ว่าจะชนะจริงๆ อย่างมากก็บาดเจ็บทั้งสองฝ่าย หนำซ้ำน่าจะเป็นเขาที่บาดเจ็บหนักกว่า

“อยากรู้มานานแล้วว่าเข่นฆ่ากับคนสุดกำลังเป็นความรู้สึกเป็นอย่างไร ครั้งนี้ในที่สุดก็สมใจ” ลู่เซิ่งแสดงสีหน้าเบิกบาน โยนเนื้อในมือไปในแม่น้ำ ใช้มืออุดปากแผลตรงเอว

วิชาลมปราณแดงฉานเคลื่อนปราณด้วยความเร็วสูง ฝามือกลายเป็นร้อนเหลือคณา ครู่เดียวก็หยุดเลือดที่เอวได้

“กลับไปก่อนเถอะ ข้าต้องฟื้นฟูลมปราณ”

“ในเมื่อศิษย์น้องได้ชัย ตำแหน่งรองประมุขพรรคก็ให้เจ้าเป็นไปเลย อีกเดี๋ยวข้าจะส่งคนช่วยเจ้าจัดการภารกิจยุ่งยาก เจ้าเพียงแต่จัดการเรื่องใหญ่สำคัญๆ ก็พอ เป็นอย่างไร” หงหมิงจือเสนอ

เฒ่าหวังที่อยู่ด้านข้าง ตอนนี้ยังไม่ได้สติกลับมาจากความตื่นตระหนกของชัยชนะ ยามนี้ได้ยินว่าจะให้ลู่เซิ่งเป็นรองประมุขพรรค พลันโบกมือติดต่อกัน

“ท่านประมุขอย่าได้ทำร้ายน้องลู่ เรื่องที่รองประมุขพรรคต้องจัดการมีมากเกินไป หน่วงเหนี่ยวการฝึกฝนวรยุทธ์สาหัส รอวิชาของเขามีผลสำเร็จค่อยมอบให้จึงจะเหมาะสม”

“ที่พูดก็ถูก ข้าใคร่ครวญไม่ถี่ถ้วนเอง” หงหมิงจือพลันกระจ่าง “ยังคงกลับไปก่อนค่อยว่ากันเถอะ”

ลู่เซิ่งพยักหน้า “แต่ก่อนกลับไป ข้าขอไปทักทายสหายคนหนึ่งก่อน การมาในครั้งนี้เป็นนางให้ข้าโดยสารเรือระยะหนึ่ง”

ไม่รอให้ทั้งสองคนทำความเข้าใจ ลู่เซิ่งก็สาวเท้าไปยังเรือท่องเที่ยว

ตอนนี้เรือท่องเที่ยวเทียบฝั่งแล้ว เป็นเพราะชนหินโสโครกจึงกำลังซ่อมแซม

พวกเหล่าคุณชายคุณหนูบนเรือก่อนหน้านี้ยังชมความครึกครื้นอยู่ ตอนนี้เห็นลู่เซิ่งมาทางนี้ พลันตกใจหน้าถอดสี พากันไปซ่อนในท้องเรือไม่ยอมออกมา

บนดาดฟ้าเรือพริบตาเดียวเหลือแค่เปียนซู่กับอาไท่ที่อยู่ข้างกายนาง ที่ยังมีความกล้าอยู่

“คุณชาย!” นิ่งซานรีบเข้ามาคารวะ

“รอก่อน ข้ามีธุระเล็กน้อย” ลู่เซิ่งกล่าว เดินมาถึงตรงหน้าพวกเปียนซู่

ถึงตอนนี้พวกเขายังงงๆ อยู่ ตื่นตระหนกเพราะการขยายร่างครั้งสุดท้ายของลู่เซิ่ง

สภาวะและอานุภาพระดับนั้น รวมถึงการยกระดับของความเร็วและพละกำลังตั้งแต่เริ่มจนจบทำให้คนทั้งสองเกิดความรู้สึกหวาดกลัวต่อลู่เซิ่ง

ลู่เซิ่งยิ้มเผยฟันให้คนทั้งสอง

“เห็นแก่ที่ท่านให้ข้าโดยสารมาระยะหนึ่ง คุณชายเปียนถ้ามีเรื่องราวมาหาข้าได้ที่ห้องเพาะดอกไม้หยกทอง แดนเหนือแห่งนี้อย่างไรข้าผู้แซ่ลู่ก็นับเป็นคนท้องถิ่น มีเรื่องราวสมควรช่วยได้”

เปียนซู่พลันสั่นเทา นึกถึงกงซุนจางหลานที่ถูกเขาทำร้ายจนตายก่อนหน้า

คนโหดเหี้ยมผู้นี้ก่อนหน้านี้ยังตะโกนฆ่าคน ตอนนี้กลับมีบุคลิกเป็นมิตร เมื่อครู่คนผู้นั้นบนฝั่งเรียกเขาว่าอะไรนะ คุณชาย

เปียนซู่แอบมองหัวล้านเลี่ยนของลู่เซิ่ง ยังมีกล้ามเนื้อบนตัว ที่กำยำจนต่อยโคตัวหนึ่งตายได้ นี่มันเหมือนคุณชายตรงไหน?! นางตะโกนในใจ เปลือกนอกยังคงตอบรับอย่างไม่เป็นธรรมชาติ

“คุณชาย… เกรงใจแล้ว…”

“ไม่ต้องเกรงใจๆ ” ลู่เซิ่งกลับฉงนยิ่ง คุณชายเปียนผู้นี้มีสมบัติแบบใดบนตัวกันแน่ ถึงทำให้คนจำนวนมากขนาดนี้เข้าหานาง

“ไม่อย่างนั้นข้าช่วยท่านกำจัดสวะน่ารำคาญเหล่านั้น” เขาชี้ไปที่ท้องเรือ

“เอ่อ… ไม่ต้องแล้ว… ไม่รบกวนคุณชาย…” เปียนซู่รีบตอบ

อาไท่ที่อยู่ด้านข้างดึงชายเสื้อนาง

“คุณชายลู่คิดว่าท่านคงมองออกคร่าวๆ แล้วว่า สถานการณ์ในตอนนี้ของคุณหนูไม่ดีนัก ถ้ามีเรื่องอาจต้องให้ท่านช่วยเหลือสงเคราะห์จริงๆ แน่นอนว่าไม่ใช่ช่วยเหลือเปล่าๆ เงินทองที่ควรตอบแทนพวกเราล้วนทราบ” เขาตอบด้วยรอยยิ้ม

“อือ…” ลู่เซิ่งพยักหน้าอย่างพอใจ ชายชราผู้นี้คุยรู้เรื่อง เขาแค่นั่งเรือของนาง ย่อมไม่ต้องการลงมือช่วยเหลือจริงๆ

เป้าหมายที่แท้จริงย่อมเพราะความสนใจ บวกกับดูว่าจะหาประโยชน์จากแม่นางน้อยผู้นี้ได้ไหม

ก่อนหน้านี้เขาได้ยินเรื่องราวส่วนหนึ่งจากสวะเหล่านั้นว่า บนตัวคุณหนูเปียนซู่ผู้นี้สมควรมีสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตน

“ในเมืองเลียบคีรีไม่ว่าบ่อนพนันที่มีคำว่าทองตรงไหน แจ้งชื่อของข้าจะมีคนต้อนรับพวกท่าน นิ่งซาน เจ้าอยู่ดูแลพวกเขาดีๆ ข้าล่วงหน้าไปก่อน” ลู่เซิ่งกำชับ

“ขอรับ ลูกพี่” นิ่งซานรีบเอ่ยอย่างเคารพ เห็นลู่เซิ่งฆ่ากงซุนจางหลานเหมือนบ้าคลั่ง ความเลื่อมใสที่เขามีต่อลูกพี่เพิ่มขึ้นกว่าเดิมขั้นหนึ่ง แต่ว่าเขาเปลี่ยนคำเรียกเป็นลูกพี่ไม่ใช่คุณชายโดยไม่รู้ตัวอีกแล้ว

“บอกกี่รอบแล้วให้เรียกข้าว่าคุณชาย!” ลู่เซิ่งพลันไม่พอใจแล้ว

“ขอรับๆ … คุณชาย…” หน้าผากนิ่งซานมีเหงื่อไหลเล็กน้อย

พวกเปียนซู่ที่อยู่ด้านข้างมีสีหน้าประหลาดใจ อยากขำแต่อย่างไรก็ไม่กล้าขำ

ลู่เซิ่งคร้านจะสนใจพวกเขา ลงเรือไปหาพวกประมุขพรรคผู้เฒ่าแล้ว

………………………………………….
บทที่ 75
กลับถึงเรือวาฬแดงพร้อมกับพวกประมุขพรรคเฒ่า ลู่เซิ่งดูแลตัวเอง รับประทานโอสถขับเลือดคั่งไปหลายเม็ด รักษาตัวอีกสองวัน อาการบาดเจ็บภายในก็ดีขึ้นเจ็ดแปดส่วน

หลังอาการบาดเจ็บหายดี ประมุขพรรคเฒ่าก็จัดหาผู้ช่วยมาให้ลู่เซิ่งทันที

ผู้ช่วยที่ประมุขพรรคจัดหาให้เขา เป็นบุรุษหนุ่มบุคลิกอ่อนโยนคล้ายสตรี งดงามเกินบรรยาย

คนผู้นี้มีฉายาว่าอวี้เหลียนจื่อ (บัวหยก) เคยเป็นนักพรต อายุยังน้อย แก่กว่าลู่เซิ่งสี่ปี

พึงทราบว่าลู่เซิ่งในตอนนี้อายุยี่สิบ อวี้เหลียนจื่อผู้นี้เพิ่งยี่สิบสี่ คนผู้นี้มีความสามารถยอดเยี่ยม เชี่ยวชาญอาวุธลับกระสุนเหล็ก เป็นเพราะตอนประลองกับคนเคยใช้กระสุนเหล็กซัดออกไปเป็นรูปดอกบัวด้วยมือเดียว จึงได้ฉายาว่าอวี้เหลียนจื่อ

ในหอสุราสันติสุขทอง

คนสองคนนั่งในห้องอักษรฟ้าที่อยู่สูงสุด อวี้เหลียนจื่อใส่เสื้อสีขาว มัดผ้าสีขาวบนศีรษะ ผมยาวถึงเอว ใบหน้างดงามกว่าสตรี ผิวขาวราวหิมะเป็นสีขาวเรืองอันอ่อนโยนในเส้นแสงของห้อง

ลู่เซิ่งพิจารณาคนผู้นี้อย่างสนใจ กล่าวตามจริง นอกจากคนประเภทนี้ที่เคยเห็นบนอินเตอร์เน็ตในโลกเดิมแล้ว เพิ่งเห็นบุรุษที่งามกว่าสตรีระดับนี้ในความเป็นจริงเป็นครั้งแรก

ถ้าไม่ใช่เห็นลูกกระเดือกของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน คงจะนึกว่าอีกฝ่ายเป็นสตรีแต่งตัวเป็นบุรุษจริงๆ

“หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกมองพอแล้วกระมัง” อวี้เหลียนจื่อจัดแจงเสื้อผ้านั่งตัวตรง สีหน้าไร้อารมณ์

คำเรียกหาอย่างเป็นทางการต่อผู้จัดการภารกิจภายนอกและภายในของพรรควาฬแดงความจริงคือหัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอก

“ขออภัย เพิ่งเคยเห็นบุรุษที่งดงามอย่างพี่อวี้เป็นครั้งแรก ดังนั้นจึงเหม่อไป ขออภัยๆ” ลู่เซิ่งยิ้ม ในสถานการณ์ปกติเขายังเป็นคนนุ่มนวล

“ข้าน้อยไม่ทราบว่าทำไมถึงเป็นเช่นนี้ เป็นมาแต่เด็กแล้ว” อวี้เหลียนจื่อตอบราบเรียบ

ลู่เซิ่งพยักหน้า เขาเห็นประวัติอีกฝ่ายมาแล้ว มีความงามเป็นชื่อเสียงตั้งแต่เด็กมาก เกือบถูกคนขายไปเป็นนายบำเรอ ภายหลังประมุขพรรคเฒ่าช่วยไว้ พาเขาเข้าพรรควาฬแดง เลี้ยงดูตั้งแต่เด็กจนโต นับเป็นผู้รู้ใจของประมุขพรรค

“เช่นนั้นพวกเรามาดูเรื่องยุ่งยากที่หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกต้องจัดการในตอนนี้กัน” อวี้เหลียนจื่อหยิบกระดาษเปลือกหม่อนม้วนหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ คลี่ออกเบาๆ

“เรื่องแรก ตอนนี้เมืองเลียบคีรีอยู่ในการดูแลของหัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกโดยสมบูรณ์ ข้อนี้ประมุขพรรคเฒ่ายืนยันแล้ว ท่าเรือเขาบูรพา หนึ่งในสามท่าเรือที่พวกเราต้องดูแล เมื่อวานเกิดคดีชิงทรัพย์ติดต่อกัน ที่ว่าการขุนนางตรวจสอบไม่ได้ความ ขอให้พวกเราไปช่วยจับคน”

“เรื่องนี้ให้ท่านจัดการเถอะ พวกเรามีคนสำคัญไม่มาก ให้โถงอินทรีเหินไปกระทำ” ลู่เซิ่งสั่งการอย่างเป็นกันเอง

“โถงอินทรีเหินเคยเป็นขุมกำลังของหัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกอู๋ซาน เป็นคนสนิทที่เขาชุบเลี้ยงด้วยตัวเอง หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกลู่ไม่คิดยึดอำนาจหรือ” อวี้เหลียนจื่อประหลาดใจอยู่บ้าง

“ยึดอำนาจอันใด พวกเขาแค่ฟังคำสั่งก็พอแล้ว” ลู่เซิ่งโบกมือ

“ก็ได้ เรื่องที่สองคือทางชุมนุมเขาบูรพาเกิดเรื่องเล็กน้อย บุตรของผู้จุดธูปคนหนึ่งของพวกเขาถูกจับเพราะไปอาละวาดในบ่อนของพวกเรา ตอนนี้ถูกคุมตัวอยู่ เป็นฝีมือของคนจากโถงอินทรีเหิน” อวี้เหลียนจื่อกล่าวต่อ

“ให้คนของโถงอินทรีเหินจัดการเอง นี่เป็นเรื่องที่พวกเขาก่อขึ้นมาเอง” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างเกียจคร้าน

“คนของโถงอินทรีเหินไม่สนใจ นอกเสียจากชดใช้ด้วยเงินทอง ไม่อย่างนั้นก็ต้องตัดมือ” อวี้เหลียนจื่อกล่าวด้วยสีหน้าไร้อารมณ์

“เด็กน้อยนั่นเสียไปเท่าใด” ลู่เซิ่งถาม

“สองคืนเสียไปสิบหมื่นตำลึง”

“หา?” ลู่เซิ่งตกตะลึง

สิบหมื่นตำลึง!

นี่มันอะไรกัน เงินหนึ่งตำลึงเท่ากับกำลังซื้อหนึ่งพันหยวน สิบหมื่นตำลึงเท่ากับร้อยล้าน!

สองคืนเสียไปร้อยล้าน?!

“เด็กผู้นั้นคิดว่าตัวเองถูกคนโกง ดังนั้นเป็นตายไม่ยอมจ่ายเงิน” อวี้เหลียนจื่อกล่าวต่อ “ยังมี เรื่องนี้เกิดขึ้นในวันที่ท่านลงมือกับกงซุนจางหลาน”

ลู่เซิ่งใจเย็นลง หยีตา

“น่าสนใจ เกิดเรื่องใหญ่แบบนี้ โถงอินทรีเหินถึงกับไม่แจ้งข้าก่อน เหอะ น่าสนใจ”

“แม้โถงอินทรีเหินจะสังกัดพรรควาฬแดงของพวกเรา แต่ความจริงเป็นขุมกำลังที่หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกอู๋ซานสร้างขึ้นมากับมือ ไม่เชื่อฟังบ้างถือว่าปกติยิ่ง” อวี้เหลียนจื่ออธิบาย

“ข้าไม่ต้องการคนไม่เชื่อฟัง ข้าเพียงต้องการคนฟังคำสั่ง” ลู่เซิ่งยืนขึ้นมองอวี้เหลียนจื่อ “โถงอินทรีเหินทั้งหมดสิบสามคน แต่ละคนเป็นยอดฝีมือระดับสูงสุดของพลังปลอดโปร่ง ท่านรับมือได้กี่คน”

อวี้เหลียนจื่อใคร่ครวญ แล้วค่อยๆ กล่าว “อย่างมากสุดหนึ่งคน พวกเขาไม่ใช่ชนชั้นธรรมดา”

“มีผลประโยชน์ก็ฮุบไว้เอง พอเกิดเรื่องรับไม่ไหวค่อยนึกถึงข้าหัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอก โถงอินทรีเหินนี้มีประโยชน์ใดกับข้า” ลู่เซิ่งเอามือไพล่หลังเดินพล่าน

“แต่ถ้าหัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกลงมือกับพวกเขาโดยตรง รังแต่จะทำให้พี่น้องในพรรคหวาดกลัว หัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกอู๋ซานเพิ่งตาย ยังตายเพราะส่วนรวมด้วย ท่านก็ลงมือกับคนใกล้ชิดของเขาแล้ว ไม่ว่าส่วนรวมหรือส่วนตัวล้วนไม่เหมาะสม”

“ข้าไม่กลัวที่จะทำให้คนหวาดกลัว ข้าแค่ต้องการคนฟังคำสั่ง” ลู่เซิ่งโบกมือ “พวกเราพรรควาฬแดงดึงดูดคนจำนวนมากให้เข้าร่วมได้ สาเหตุคืออะไร”

อวี้เหลียนจื่อพลันเข้าใจบ้างแล้ว ในดวงตาปรากฏความกระจ่าง

“เพราะชื่อพรรคใหญ่อันดับหนึ่ง พลังแกร่งพอ ผลประโยชน์ก็ดีพอ”

“ดังนั้นไม่ว่าคนอื่นมองอย่างไร ท่านจงประกาศเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ ให้ทุกคนได้รับรู้ คนในพรรคส่วนใหญ่ก็แค่ต้องการเหตุผลที่กล่อมตัวเองได้ คนมีแต่จะเชื่อสิ่งที่ตนต้องการเชื่อ” ลู่เซิ่งเอ่ย

อวี้เหลียนจื่อคิดดู พลันเข้าใจขึ้นบ้าง

เป็นเพราะอำนาจและผลประโยชน์ของพรรควาฬแดง ขอแค่พวกเขาไม่ทำให้ฟ้าพิโรธ ผู้คนโกรธแค้น การขู่ขวัญเล็กน้อยไม่มีความสำคัญเลย

วิธีการแบบนี้เป็นเรื่องที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคนที่วรยุทธ์เหี้ยมหาญอย่างหัวหน้าฝ่ายภารกิจภายนอกลู่ ใครมีข้อโต้แย้งก็ให้มาหาเขา ขอแค่ไม่ใช่กระทำแบบนี้ติดกัน ไม่ใครคิดเป็นปฏิปักษ์กับพรรคเพราะคนน้อยนิดอย่างโถงอินทรีเหิน

คิดข้อนี้กระจ่าง สายตาที่อวี้เหลียนจื่อมองลู่เซิ่งพลันไม่เหมือนเดิมแล้ว ตอนแรกเขาเพียงนึกว่าลูกพี่คนใหม่ผู้นี้เป็นคนที่ในหัวสมองมีแต่กล้ามเนื้อ ตอนนี้มองดูอีกครั้ง พลันรู้สึกล้ำลึกยากหยั่งคาดกว่าเดิม การควบคุมจิตใจที่ละเอียดอ่อนระดับนี้ ต่อให้เป็นนายผู้เฒ่าส่วนหนึ่งในที่ว่าการก็ไม่แน่ว่าจะมี

“เรื่องนี้จัดการเช่นนี้ ท่านจัดการให้เร็วแล้วมอบผลลัพธ์ให้ข้าก็พอ ยังมีเรื่องอื่นอีกหรือไม่” ลู่เซิ่งถามต่อ

“ไม่มีแล้ว เรื่องอื่นข้าจัดการเองได้” อวี้เหลียนจื่อตอบอย่างราบเรียบ สะกดความรู้สึกในดวงตา

“เช่นนั้นมอบให้ท่านจัดการ ข้าจะกลับไปฝึกวิชาแล้ว” ลู่เซิ่งลุกขึ้นตบไหล่เขา ไม่รออีกฝ่ายพูด ก็ออกประตูไปอย่างรวดเร็ว

โถงอินทรีเหินขุมกำลังที่เคยอยู่ในมืออู๋ซาน ทนอยู่ในมือของลู่เซิ่งได้ไม่กี่วันก็ล่มสลาย

พวกเขาเดิมคิดจะจับกลุ่มตกลงเงื่อนไขกับลูกพี่คนใหม่ ผู้ใดก็คาดไม่ถึงว่าทุกสิ่งที่ตนมีอยู่ในตอนนี้ พอลูกพี่คนใหม่มาก็แบ่งใหม่หมด

แต่ว่าหลังจากเรื่องแพ้พนันเงินในบ่อนชุมนุมเขาบูรพา เมื่อเผชิญหน้ากับชุมนุมเขาบูรพาขุมกำลังใหญ่แห่งแดนเหนือ พวกเขาก็ต้านไม่ไหวบ้างแล้ว

จะว่าไปก็บังเอิญนัก ผู้จุดธูปผู้นี้เพิ่งถูกเรียกมาจากภายนอก ยังไม่ทันแจ้งขุมกำลังที่เหลือ บุตรของเขาเป็นนักพนัน อดรนทนไม่ไหวไปเที่ยวที่บ่อน ผลคือพ่ายแพ้ยับเยิน ซ้ำยังถูกหลอก

รอจนทั้งสองฝ่ายพบเบื้องลึกของอีกฝ่าย ก็กำหนดสถานการณ์ได้แล้ว

โถงอินทรีเหินยันแรงกดดันจากชุมนุมเขาบูรพาไม่ไหว ได้แต่ขอให้ลู่เซิ่งช่วย ลู่เซิ่งออกหน้า ให้เด็กน้อยที่แพ้พนันคืนเงินที่แท้จริงคือสองสามพันตำลึง ก็จบเรื่องนี้โดยสิ้นเชิง

ชุมนุมเขาบูรพาทราบชื่อของเขา คนผู้นี้ฆ่ากงซุนจางหลาน ข่าวย่อมไม่อาจปิดบังได้ตลอด ระดับสูงแทบทั้งหมดในหนึ่งพรรคสองชุมนุมสามสำนักต่างทราบชื่อเสียงของลู่เซิ่งแล้ว

ดังนั้นชุมนุมเขาบูรพาจึงไว้หน้า ส่งของขวัญชดเชยมาขอโทษด้วยตัวเอง ผู้จุดธูปผู้นั้นส่งเงินห้าพันตำลึงมาให้ลู่เซิ่งด้วยตัวเอง นับเป็นการขออภัย

เรื่องเหล่านี้ต่างเป็นเรื่องเล็ก สิ่งที่ลู่เซิ่งสนใจจริงๆ คือท่าทีของตระกูลกงซุนในตอนนี้

ตามข่าวที่ได้รับจากเส้นสาย จอมยุทธ์แห่งเมืองเลียบคีรีอย่างฟางจือต้ง ปกป้องจางฮุ่ยซูน้องสะใภ้ของตระกูลกงซุนลงใต้ มุ่งหน้าสู่จงหยวน

ระหว่างทางเขาให้ความคุ้มครองด้วยตัวเอง แต่ว่าคู่แค้นของกงซุนจางหลานที่รุดมาเพราะได้ยินข่าวมีไม่น้อย ยอดฝีมือระดับสำนึกปลอดโปร่งในนี้มีหลายคน คนระดับพลังปลอดโปร่งยิ่งมากกว่าหลายสิบคน ยอดฝีมือสำนักเล็กๆ จำนวนมากที่เคยถูกตระกูลกงซุนล่วงเกินและสะกดไว้ ต่างพากันถมหินลงบ่อ

แต่ก็ยังมีคนลงมือขัดขวางเพื่อเอาใจพรรควาฬแดงในตอนนี้

ลู่เซิ่งไม่สนใจจุดจบของสตรีนางนั้น ไม่ว่าอย่างไรในเมื่อฟางจือต้งกล้ารับประกัน เช่นนั้นเขาก็ไม่อาจลงมือด้วยตัวเอง เพราะไม่สอดคล้องกับหลักการกฎเกณฑ์ เบื้องหลังเขามีครอบครัว ถ้าแหกกฎนี้ ภายหลังคนอื่นๆ ก็เล่นงานครอบครัวของเขาได้อย่างเปิดเผยเช่นกัน

แต่เขาไม่ลงมือด้วยตัวเอง ไม่ได้หมายความว่าไม่อาจลงมือทางอ้อม

หลังจากโถงอินทรีเหินกลับมาเชื่อฟังคำสั่ง ลู่เซิ่งก็ส่งยอดฝีมือหลายคนไปรับผิดชอบเรื่องนี้โดยเฉพาะ ไม่ต้องทำอย่างอื่น เพียงตรวจสอบจุดจบของจางฮุ่ยซูนั่น

เขาอ่านตำราฝึกวรยุทธ์อย่างสงบในเมืองเลียบคีรี


เปรี้ยง!

กระบองไม้หนาเท่าแขนข้างหนึ่งฟาดใส่ศีรษะลู่เซิ่งอย่างแรง หักดังแกร่ก

“ฮ่าๆๆ ! มาอีก!”

ลู่เซิ่งเปลือยร่างท่อนบน บนร่างอาบน้ำมันยาจางๆ ยืนอยู่ใต้แสงอาทิตย์ศีรษะโล้นส่องแสงแวววาว บนใบหน้าเป็นรอยยิ้มดุร้าย

ชายฉกรรจ์ถือกระบองหนาหลายคนอยู่ด้านข้าง ต่างก็เหนื่อยจนตาเหลือก

หลายคนฟาดอีกหลายที แต่แรงก็น้อยลงแล้ว

“เป็นอะไรๆ แต่ละคนไม่ได้กินข้าวหรือ?! หือ?” ลู่เซิ่งตวาดไม่พอใจ แรงแบบนี้จะมาเกาให้เขาหรือ

“ลูกพี่… พวกเราหมดแรงแล้วจริงๆ…” ต้วนเหมิ่งอันทำหน้าขื่นขม ขณะเดียวกันก็ชี้ไปที่พื้น คนเจ็ดแปดคนที่เหนื่อยจนเป็นลม นอนกองระเนระนาด ต่างเป็นชายฉกรรจ์ร่างกำยำแข็งแรง

“เรียกข้าคุณชาย!” ลู่เซิ่งขมวดคิ้ว ตบศีรษะต้วนเหมิ่งอันจนอีกฝ่ายเกือบก้นจ้ำเบ้า

“คุณชาย คุณชาย!” ต้วนเหมิ่งอันรีบเปลี่ยนคำเรียก ลูกพี่ของตัวเองนิสัยประหลาดนัก ชอบให้คนอื่นเรียกเขาว่าคุณชาย แต่เห็นท่าทางสูงส่งแบบนี้ของเขา ไหนเลยเหมือนคุณชายสุภาพอ่อนโยนเหล่านั้น

แน่นอนว่าคำพูดนี้เขาไม่กล้ากล่าวออกจากปาก ช่วงนี้คุณชายยิ่งมายิ่งใจร้อน ไม่ทราบเพราะอะไร อยู่ดีๆ ก็ตีคน ถึงไม่หนัก ทว่าจมูกเขียวหน้าบวมออกไปด้านนอกก็ขายหน้าไม่ใช่หรือ

“เรียกคนแรงเยอะที่มีชื่อเสียงเรียงนามจากสำนักสาขาในเมืองมาหมดแล้ว แต่พวกเขาไม่ไหวกันแล้ว…” ต้วนเหมิ่งอันโอดครวญอย่างจนใจ

ลู่เซิ่งไม่พอใจอยู่บ้าง เขาฝึกฝนวิชาโซ่เก้าสินธุมาครึ่งเดือนแล้วแต่ยังไม่ถึงระดับเบื้องต้นอย่างแท้จริง

ที่วิชาแข็งกร้าวนี้เดิน เป็นเส้นทางที่ใช้อาวุธไร้คมทุบร่างโดยแรง ตอนแรกหาคนแรงเยอะมาทุบตีร่างได้ไม่น้อย ผลลัพธ์เหมือนพอได้ แต่ตอนนี้อีกนิดเดียวจะฝึกถึงระดับเบื้องต้น กลับพบว่าคนแรงเยอะไม่พอใช้แล้ว

………………………………………….






ความคิดเห็น