66-70

บทที่ 66
พวกหลี่ซุ่นซีถูกพลพรรควาฬแดงล้อมเอาไว้หลายชั้น โดนปลดอาวุธในมือชั่วคราว

โดยเฉพาะหลี่ซุ่นซี ก่อนหน้านี้ตอนเห็นเด็กสาวคนนั้นถูกลู่เซิ่งฟันขาดเป็นสองท่อน เขาโมโหโกรธแค้น คับข้องไม่เข้าใจ เพียงรู้สึกว่าลู่เซิ่งโหดเหี้ยมเกินไป แม้แต่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ก็ไม่ละเว้น

แต่ไม่รอให้เขาถามออกไป ก็พรึงเพริดเพราะการเปลี่ยนแปลงติดๆ กันในภายหลัง

ใบหน้าอันน่ากลัวของเด็กสาวที่ละลายในกองเพลิงทำให้เขาตัวสั่นเทา ความคับแค้นเต็มอกเมื่อก่อนหน้าปลาสนาการไปสิ้น ที่มาแทนที่เป็นความหวาดกลัว

จนถึงตอนนี้เมื่อถูกพลพรรคจับไว้ จึงค่อยเข้าใจความรัดกุมในแผนการของลู่เซิ่ง

คนผู้นี้ถึงกับคิดเผาหมู่บ้านตระกูลซ่งทิ้งตั้งแต่แรก! ไม่เห็นพลพรรครอบๆ ตัว เตรียมเกาทัณฑ์กับน้ำมันไว้แต่แรกหรือ

เขาคิดออกว่า ต้วนเหมิ่งอันกับนิ่งซานก็คิดถึงข้อนี้เช่นกัน คนทั้งสามจิตใจเย็นเยียบขึ้นชั่วขณะ ก่อนเข้าหมู่บ้าน ลู่เซิ่งไม่มีทางคาดออกว่าจะมีคนอื่นเข้าไปหรือไม่ แต่ต่อให้เป็นเช่นนี้ เขาก็ยังออกคำสั่งเผาบ้าน เห็นได้ถึงความเด็ดขาดอำมหิตของจิตใจ ไม่เหมือนคนธรรมดา

หลี่ซุ่นซีหวาดกลัว มองดูหมู่บ้านที่ลุกไหม้อย่างเหม่อลอย

เปรี้ยง!

สายฟ้าสายหนึ่งแลบผ่าน ฝนตกปรอยๆ ลงมา

เพลิงยังคงลุกไหม้อย่างรุนแรง แต่พอถูกฝนตกลงมากระทบใส่ ก็พลันอ่อนลงเล็กน้อย

“ถอย!” ลู่เซิ่งบังคับม้าหมุนตัว ขับขี่มันมุ่งไปยังทางหมู่บ้านหมืองแร่

พลพรรคพากันติดตาม ไม่มองหมู่บ้านตระกูลซ่งที่ลุกไหม้อยู่ด้านหลังอีก

กลับมาถึงหมู่บ้านแร่เหล็ก ฝนยิ่งมายิ่งตกหนัก ทุกคนจัดระเบียบห้องพัก ลู่เซิ่งเปลี่ยนเสื้อผ้า ปรับลมหายใจรับประทานผงยารักษาอาการบาดเจ็บหลายชนิด รอจนฟ้าสาง ก็พาพลพรรควาฬแดงกลับไปหมู่บ้านตระกูลซ่ง

หลังจากฟ้าสว่าง ฝนก็หยุดลงเช่นกัน

พอทุกคนกลับถึงหน้าหมู่บ้านตระกูลซ่ง ยังพอเห็นเห็นหมู่บ้านที่ดำเกรียมพังถล่มลง หลงเหลืออยู่ ประตูถูกเผาจนดำ แขวนอยู่บนประตูครึ่งหนึ่ง ด้านในยังมีควันขาวลอยอยู่ตลอด คล้ายกับมีไฟจากสักแห่งที่ยังไม่ดับ

กำแพงสูงรอบๆ หมู่บ้านยังคงอยู่ เพียงแต่บนพื้นหินเต็มไปด้วยรอยดำจากการลุกไหม้

พลพรรคมากกว่าร้อยคนแยกย้ายกันล้อมหมู่บ้านตระกูลเซิ่งไว้ หยุดห่างจากหมู่บ้านยี่สิบกว่าหมี่

ลู่เซิ่งถือดาบนำหน้าเดินเข้าหาประตูใหญ่ หลังจากปรับลมหายใจมากกว่าค่อนคืน อาการบาดเจ็บของเขาก็ดีขึ้นมาก ตอนนี้พักผ่อนเพียงพอ คึกคักฮึกเหิม เป็นโอกาสดีที่จะขยับมือ

หลี่ซุ่นซีก็ปลุกปลอบตัวเอง ติดตามมาดูสถานการณ์ ตอนนี้เดินอยู่ด้านหลังลู่เซิ่ง

“พี่ลู่ หลังจากไฟเผา ในหมู่บ้านสมควรไม่เหลืออะไรแล้ว เด็กหญิงคนนั้นถ้าข้าเดาไม่ผิด สมควรเป็นศพโลหิต” เขากล่าวเสียงทุ้ม

“ศพโลหิตหรือ” ลู่เซิ่งได้ยินชื่อนี้เป็นครั้งแรก

เขาถีบประตูหมู่บ้านดังโครม สาวเท้าเดินเข้าไป

“ศพโลหิตเป็นผีที่กำเนิดขึ้นหลังเลือดพยาบาทผนึกตัว ไม่ใช่เปลี่ยนจากคนเป็น หากเป็นผีที่เกิดขึ้นเอง” หลี่ซุ่นซีกล่าวอย่างเคร่งขรึม “เมื่อคืน ข้าคุยกับบัณฑิตที่หนีออกมาได้ผู้นั้นทั้งคืน ข้าเคยเรียนการอ่านริมฝีปากส่วนหนึ่ง กลับสนทนาไร้อุปสรรค”

“อ้อ” ลู่เซิ่งหันมามองเขาแวบหนึ่ง กลับคิดไม่ถึงว่าคนผู้นี้จะมากความสามารถ

ในลานหลักของหมู่บ้านตอนนี้ดำเกรียม บนกำแพงและห้องหับทั้งหมดถูกเผาจนร้อนเหลือประมาณ มีแค่ควันลอยไปมา แยกแยะไม่ออกว่าเป็นไอร้อนหรือควันที่ระเหยเพราะฝน

ยามเดินบนเส้นทางเหมือนเหยียบอยู่บนเตาอุ่นๆ

หลี่ซุ่นซีกล่าวต่อ “คนข้างนอกเล่าว่า ซ่งอวิ๋นจวนนั่นเป็นน้องเล็กคนที่ห้าของหมู่บ้านแห่งนี้ และเป็นน้องสาวของซ่งอวิ๋นเฉิงบัณฑิตผู้นั้น

“แต่ข้าได้ทราบหลังจากถามไถ่ซ่งอวิ๋นเฉิงว่า เขาไม่มีน้องห้าอันใด ในบ้านเขามีแค่เขากับน้องรอง พี่น้องสามคนที่เหลือไม่ทราบโผล่มาจากไหน! ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ เขาถึงกับอยู่กับพวกมันหลายปีถึงค่อยค้นพบความจริง!”

ลู่เซิ่งรู้สึกเย็นเยียบ หยุดฝีเท้าลง

“หมายความว่าอะไร หรือว่านอกจากซ่งอวิ๋นจวนแล้ว ในหมู่บ้านยังมีตัวประหลาดอีกสองตัว!”

“ไม่ทราบ แต่หลังจากบัณฑิตผู้นั้นพบความจริงอันน่ากลัวนี้ ก็ถูกซ่งอวิ๋นจวนหรือตัวประหลาดนั่นตัดลิ้น เลี้ยงไว้ในบ้าน สิ่งที่น่าประหลาดยิ่งคือ บัณฑิตคนนั้นบอกว่า ปกติซ่งอวิ๋นจวนไปโรงเรียน กลับบ้าน ทานอาหารนอนหลับไม่ต่างจากคนปกติ แต่พอนอนหลับ จะลุกขึ้นจากเตียง เปลี่ยนเป็นมารคลั่งที่น่ากลัวไล่สังหารคน เขาคิดจะฉวยโอกาสตอนที่ซ่งอวิ๋นจวนตื่นอยู่ฆ่านางหลายครั้ง แต่ว่าไม่กล้า”

หลี่ซุ่นซีขมวดคิ้วว่า “เขายังพูดว่า คล้ายกับซ่งอวิ๋นจวนปกติจะพูดอยู่คนเดียว ไม่ทราบว่าสนทนาอยู่กับใคร”

“หรือไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้น เพราะเขาลุ่มหลงในวิชาเซียนการกลั่นโอสถ” ลู่เซิ่งถามเสียงขรึม

“ไม่ทราบ ข้าถามเขาเรื่องนี้เหมือนกัน เขาเล่าว่ามีอยู่วันหนึ่งเขาไปเจอโอสถที่ดำเหมือนหยกเม็ดหนึ่งในรังนกกลางป่า นำกลับมาดูที่บ้านไม่ใช่โอสถที่คนอื่นกลั่น กลับคิดไม่ถึงว่าโอสถนั่นหายไปอย่างลี้ลับ ภายหลังในบ้านก็เริ่มปรากฏความผิดปกติ” หลี่ซุ่นซีตอบอย่างจริงจัง

แกรบ

อยู่ๆ ลู่เซิ่งชะงักฝีเท้า คล้ายเหยียบโดนอะไร

เขาก้มลงมอง ถึงกับเป็นเส้นผมสตรีที่ดำสนิทเหมือนหมึก

ลู่เซิ่งใช้ปลายดาบเขี่ยเส้นผมสีดำขึ้นมาพิจารณา

ทันใดนั้นสีหน้าเขาพลันเปลี่ยนแปลง

“หนี!”

เขาดึงคอเสื้อด้านหลังของหลี่ซุ่นซี หมุนตัวพุ่งไปยังประตูใหญ่ กระโจนออกไปเหมือนลูกศรแหลมคม

ทั้งสองคนเพิ่งกระโดดออกจากประตูใหญ่ ก็ได้ยินเสียงเปรี้ยงทึมทึบอยู่ด้านหลัง

เมื่อหันไปมอง ประตูใหญ่ดำเกรียมของหมู่บ้านที่ก่อนหน้านี้ถูกเผาจนไม่เหลือเค้าคู่นั้น ถึงกับปิดสนิทลง เหมือนกับมีคนปิดประตูใหญ่จากด้านใน

ลู่เซิ่งอาศัยความเฉื่อยหลังจากพุ่งออกมาสิบกว่าหมี่ค่อยๆ หยุดลง มือหนึ่งคว้าหลี่ซุ่นซีที่ทุลักทุเลอยู่บ้าง หันไปมองหมู่บ้าน สีหน้าเคร่งขรึม

“สถานที่นี้อันตรายยิ่ง!”

“ข้าเข้าใจแล้ว… นี่คือความประหลาดลี้ลับ ต้องใช่แน่! อาจารย์ข้าเคยพูดถึง มีแต่ความประหลาดลี้ลับจึงเป็นเช่นนี้! ศพโลหิตที่แม้แต่ไฟก็เผาไม่ได้…” หลี่ซุ่นซีสีหน้าเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ใบหน้าหวาดผวา

“ความประหลาดลี้ลับอันใด!” ลู่เซิ่งถามเสียงขรึม

หลี่ซุ่นซีกลืนน้ำลาย จ้องประตูหมู่บ้านตระกูลซ่งที่ปิดสนิทเขม็ง

“พวกเราไปจากที่นี่ก่อนค่อยว่ากล่าว!” หน้าเขาเริ่มเขียวบ้างแล้ว

ลู่เซิ่งเพ่งมองหมู่บ้านตระกูลซ่งที่ตอนนี้มืดครึ้มเงียบสงัด ทรุดโทรมและอันตรายกว่าก่อนหน้า

“ไปเถอะ ถอยก่อน” เขามองเส้นผมดำของสตรีปอยหนึ่งที่ติดอยู่บนปลายดาบ แม้แต่ไฟก็ยังเผามันไม่ได้


สำนักสาขาพรรควาฬแดง

ในป่าไผ่เล็กๆ แห่งหนึ่งนอกเมืองเลียบคีรี หอไม้ไผ่แห่งหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่เงียบๆ ใบไผ่สีเขียวมรกตห้อมล้อมหอไผ่ ส่งเสียงซ่าๆ เบาๆ ตามสายลมตลอดเวลา

ในห้องสงบใจห้องหนึ่งบนชั้นสอง ภายใต้การอารักขาของพลพรรคหลายคน ลู่เซิ่งกับหลี่ซุ่นซีนั่งตรงข้ามกัน บนโต๊ะไผ่ตรงกลางจัดวางสุราและอาหาร

หลี่ซุ่นซีเงยหน้ากวาดตามองรอบๆ สิ่งที่เห็นทั้งหมดเขียวขจี ให้ความรู้สึกปลอดโปร่งมีสมาธิ

“พี่ลู่พิถีพิถันนัก”

“พี่หลี่ชาติกำเนิดไม่สามัญ ที่เล็กๆ แบบนี้ไม่นับเป็นอะไร” ลู่เซิ่งกล่าวราบเรียบ “พูดถึงหัวข้อก่อนหน้าต่อเถอะ ความประหลาดลี้ลับที่ว่านั้นคืออะไร พี่หลีได้โปรดชี้แนะ” เขาไม่มีความรู้สึกแย่ต่อหลี่ซุ่นซี เพียงรู้สึกว่าเขาเป็นคนดีเกินไปเท่านั้น คนผู้นี้รักความยุติธรรมอย่างแรงกล้า ทั้งยังขาดประสบการณ์ ถูกเรื่องราวก่อนหน้านี้หลอกลวงได้โดยง่าย อย่างอื่นกลับใช้ได้

หลี่ซุ่นซีได้ยินคำนี้ สีหน้าก็เปลี่ยนแปลง

“ความประหลาดลี้ลับ…”

เขาประคองจอกสุราขึ้น กรอกน้ำสุราสีเขียวเข้าปากอึกหนึ่ง

“หากบอกว่าภูตผีเป็นตัวตนที่เกิดเพราะการเปลี่ยนแปลง เช่นนั้นความประหลาดลี้ลับก็เป็นวัตถุสภาพพิเศษที่ทำลายทิ้งไม่ได้”

“วัตถุสภาพพิเศษหรือ” ลู่เซิ่งงุนงง “ท่านหมายถึงปรากฏการณ์ธรรมชาติเช่นรุ้งกินน้ำ แผ่นดินไหวหรือ”

“ไม่… ไม่ใช่แค่นั้น ข้าเคยได้ยินอาจารย์บอกว่า ความพิเศษที่สุดของความประหลาดลี้ลับทั้งมวลก็คือมันจะดำรงอยู่ตลอดกาล เหมือนกับหมู่บ้านตระกูลซ่งนั่น ข้ากล้ายืนยันได้ว่าถ้าหากพวกเราเข้าไปอีกครั้ง ก็จะเจอเด็กสาวซ่งอวิ๋นจวนนั่นอีกหน ยังเจอภูตผีวิญญาณศพเมื่อก่อนหน้า” หลี่ซุ่นซีกล่าวเสียงทุ้ม

“พี่หลี่เหตุใดจึงรู้จักสิ่งเหล่านี้” ลู่เซิ่งเงียบงันเล็กน้อยแล้วถาม

หลี่ซุ่นซีเงียบลง

สักพักหนึ่ง เขาก็รินสุราให้ตัวเอง เงยหน้าขึ้นดื่ม

“อาจารย์ของข้า เสียชีวิตในความประหลาดลี้ลับครั้งหนึ่ง”

ลู่เซิ่งนิ่งอึ้ง ไม่พูดอะไรอีก คิดไม่ถึงว่าหลี่ซุ่นซีจะเกี่ยวพันกับเรื่องนี้ล้ำลึกยิ่ง

หลี่ซุ่นซียิ้ม ใบหน้าบิดเบี้ยวอยู่บ้าง

“ข้าออกหาประสบการณ์ก็เพื่อยกระดับตัวเองขึ้นเรื่อยๆ เพื่อแก้แค้นให้กับอาจารย์ของข้าในไม่ช้าก็เร็ว!”

“พี่หลี่ท่านมีชาติกำเนิดไม่น่าต่ำต้อยกระมัง แม้แต่ท่านตอนนี้ก็ไม่มีวิธีหรือ” ลู่เซิ่งถามเสียงทุ้ม

หลี่ซุ่นซีได้ยินก็งงงัน จากนั้นจึงยิ้มฝาดเฝื่อน

“ที่บ้านข้าไม่ต่ำต้อยจริงๆ แต่ความประหลาดลี้ลับเหมือนตระกูลขุนนาง ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาเช่นพวกเราจะต้านทานได้”

“ท่านก็รู้จักตระกูลขุนนางหรือ” ลู่เซิ่งตาเป็นประกายเล็กน้อย

“ข้ารู้จัก หากเป็นขุนนางถึงระดับหนึ่งก็จะทราบ” หลี่ซุ่นซีเอ่ยเรียบๆ “ตระกูลหวงที่เป็นตระกูลเบื้องหลังฝ่าบาทในปัจจุบัน เป็นผู้ควบคุมใต้หล้า เป็นไปได้ถึงขีดสุดว่าจะเป็นตัวแทนหนึ่งของตระกูลขุนนาง”

เป็นอย่างที่คิดไว้

ลู่เซิ่งหนักใจ เหมือนกับการคาดเดาของเขาจริงๆ ตระกูลจักรพรรดิต้าซ่งในปัจจุบันเป็นสมาชิกของตระกูลขุนนาง

“เอาละ ไม่พูดเรื่องเหล่านี้แล้ว ยังไกลตัวพวกเราเกินไป คนของตระกูลขุนนางสูงส่ง ลี้ลับน่าอัศจรรย์ ไม่ใช่โลกเดียวกับที่พวกเราอาศัย” หลี่ซุ่นซีเอ่ยเสียงเฝื่อน

“อย่างนั้นสถานที่อื่นก็น่าจะเจอความประหลาดลี้ลับนี้เช่นกัน พวกเขาจัดการอย่างไร” ลู่เซิ่งถาม

“จัดให้เป็นพื้นที่หวงห้าม ทุกคนต้องอ้อมผ่าน” หลี่ซุ่นซีตอบ

“จัดให้เป็นพื้นที่หวงห้าม” ลู่เซิ่งหมดคำพูด นี่ไม่เท่ากับไร้หนทางหรอกหรือ

“ใช่แล้ว ความประหลาดลี้ลับมีอาณาเขต ขอแค่ไม่บุ่มบ่ามเข้าไปก็พอ” หลี่ซุ่นซีพยักหน้า “แต่จะว่าไป ข้ากลับค่อนข้างสนใจว่า พี่ลู่ทำร้ายวิญญาณศพได้อย่างไร”

“นี่หรือว่าจะยากยิ่ง” ลู่เซิ่งงุนงง

“หาได้ยาก หาได้ยากมาก” หลี่ซุ่นซีใช้สายตาแปลกพิกลมองลู่เซิ่ง “แม้มีวิชากำลังภายในธาตุหยางไม่น้อย เมื่อฝึกถึงระดับสูงต่างทำร้ายภูตผีได้ แต่นั่นเป็นภูตผีระดับต่ำ หนำซ้ำทุบตีสักหลายสิบครั้งแล้วค่อยกำจัดภูตผีตัวหนึ่งได้ก็ไม่เลวแล้ว

“ในหมู่ภูตผี วิญญาณศพนับว่าเป็นสิ่งที่ตึงมือเช่นกัน ถึงกับถูกพี่ลู่ใช้สองฝ่ามือกระแทกไปหลายสิบกระบวนท่า จนละลายกลายเป็นน้ำดำ ผู้แซ่หลี่เพิ่งเห็นเป็นครั้งแรก”

ลู่เซิ่งฉงนเล็กน้อย

“อาจเป็นเพราะวิชาที่ข้าฝึกเป็นธาตุหยางที่แกร่งที่สุด”

“ขอถามพี่ลู่ วิชากำลังภายในที่ท่านฝึกมีชื่ออะไร” หลี่ซุ่นซีถามด้วยความอยากรู้

………………………………………….
บทที่ 67
“เป็นคัมภีร์ไม่สมบูรณ์ ชื่อวิชาทมิฬพิฆาต” เรื่องนี้ลู่เซิ่งกลับไม่มีอันใดต้องปิดบัง ถึงอย่างไรก็เป็นคัมภีร์ลับที่ซื้อได้จากงานประมูล สำหรับคนธรรมดาแม้ว่าลี้ลับ แต่ว่าสำหรับคนในวงการสมควรไม่นับเป็นอันใด

เป็นอย่างที่คิด พอได้ยินชื่อวิชานี้ หลี่ซุ่นซีก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย

“วิชาทมิฬพิฆาตไม่ใช่วิชากำลังภายในสำหรับฝึกร่างกายหรือ ฟังว่ามีผลพิษอัคคีจริงๆ แต่ว่าพิษอัคคีแค่นั้นสามารถเผาผิวหนังเป็นแผลพุพองได้ อานุภาพอย่างพี่ลู่ที่สามารถฆ่าวิญญาณศพได้ นั่นจำเป็นต้องสิ้นเปลืองกำลังภายในขนาดไหน”

เขาพอพูดแบบนี้ ลู่เซิ่งก็พลันฉุกคิดถึงส่วนที่ตนแตกต่างจากยอดฝีมือกำลังภายใน

ลังเลเล็กน้อย เขาก็ถามเบาๆ

“ไม่ทราบพี่หลี่ลงมืออย่างสุดกำลัง ใช้ได้กี่กระบวนท่า”

“ลงมือสุดกำลังย่อมเป็นหนึ่งกระบวนท่า” หลี่ซุ่นซีมองเขาอย่างแปลกประหลาด “กำลังภายในทั่วร่างซัดออกมา ใช้ออกไปในครั้งเดียว สิ่งที่สิ้นเปลืองเป็นกำลังภายในทั่วร่าง ภายหลังต้องจำเป็นฟื้นปราณ นี่ไม่ใช่หลักการพื้นฐานทั่วไปหรือ”

ลู่เซิ่งได้ยินได้แต่อึ้ง

“เช่นนั้นพี่หลี่ต้องใช้เวลาฟื้นปราณนานขนาดไหน”

“ราวครึ่งชั่วยาม เป็นไรแล้ว ไม่ใช่เป็นอย่างนี้หมดหรือ” หลี่ซุ่นซีถาม

ลู่เซิ่งเข้าใจถึงความแตกต่างของตนกับคนอื่นแล้ว

นับตั้งแต่ฝึกฝนวิชากำลังภายในหลายวิชาพร้อมกันจนประสบความสำเร็จ เขาพอลงมือปราณภายในก็ไหลเวียนไม่หยุด ลงมือสุดกำลังได้ติดต่อกันสิบกระบวนท่า ภายหลังค่อยจำเป็นต้องพักหายใจ ตอนพักหายใจก็มีการโน้มนำหยินหยางหนุนเสริม

เมื่อเป็นแบบนี้ ความยิ่งใหญ่ของปราณภายในทั่วร่างแทบเป็นหลายเท่าตัวของยอดฝีมือในขอบเขตเดียวกัน

หนำซ้ำหลังจากวิชาทมิฬพิฆาตกลายเป็นวิชาโลหิตพิฆาตแล้ว ปราณภายในก็ยิ่งใหญ่ขึ้นกว่าเดิมไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่า

นี่ทำให้เขาลงมือหนึ่งกระบวนท่า ก็สำแดงอานุภาพกล้าแข็งที่คนทั่วไปไม่อาจจินตนาการออกมาได้

“ข้าอยากถามข้อหนึ่ง” ลู่เซิ่งพอคิดได้แล้วก็เอ่ยขึ้นอีก “ถ้าหากทำให้ตัวเองแข็งแกร่งจนป้องกันการโจมตีของความประหลาดลี้ลับได้ จะมีโอกาสกำจัดมันทิ้งโดยสิ้นเชิงได้หรือไม่”

หลี่ซุ่นซีมองเขาอย่างแปลกประหลาด เงียบอยู่ครู่หนึ่ง

จนกระทั่งลู่เซิ่งหงุดหงิด เขาก็ค่อยๆ เอ่ยว่า

“ความประหลาดลี้ลับเป็นสิ่งที่ฆ่าไม่ตาย ไม่ว่าท่านจะกำจัดมันกี่ครั้ง มันก็จะปรากฏขึ้นใหม่อย่างง่ายดาย ตระกูลขุนนางอาจมีวิธี แต่พวกเราไม่มี”

“นอกจากนี้ความประหลาดลี้ลับจะแข็งแกร่งขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป ก่อนหน้านี้พวกเรานับว่ายังโชคดี เจอความประหลาดลี้ลับที่เพิ่งก่อตัวได้ไม่นาน ถ้าเป็นความประหลาดลี้ลับในเวลาสิบปีหลายสิบปี ถึงขั้นมากกว่าร้อยปีเหล่านั้น เกรงว่าพวกเรายากจะรักษาชีวิตน้อยๆ”

หลี่ซุ่นซีคล้ายนึกอะไรออก สีหน้าเคร่งขรึมไม่น่าดูอีกหน

ลู่เซิ่งเดาว่าเขานึกถึงความประหลาดลี้ลับที่อาจารย์ของตนเจอตอนนั้น จึงไม่พูดอะไร

ทั้งคนสองคนนั่งเงียบๆ ตรงข้ามกันพักหนึ่ง ลู่เซิ่งพูดว่า

“ไม่ทราบว่าพี่หลี่เล่าถึงภูตผีที่เคยเจอได้หรือไม่ จะได้ให้ข้าเข้าใจความเสี่ยงด้วย”

เขาเพิ่งช่วยชีวิตหลี่ซุ่นซี คำขอเล็กๆ แบบนี้ อีกฝ่ายย่อมตอบรับอย่างผ่าเผย

เขายิ้ม “ก่อนหน้านี้ข้าเข้าใจพี่ลู่ผิด เรื่องเล็กแค่นี้ย่อมไม่มีปัญหา”

จากนั้นเขาก็เล่าถึงภูตผีสิบกว่าชนิดที่เขาได้เจอมาให้ลู่เซิ่งฟังอย่างละเอียด ตามคำพูดของเขา ที่เขาเจอมาไม่มีซ้ำกัน ระหว่างภูตผีที่พันแปลกร้อยประหลาด ความสามารถก็แตกต่างกัน

เหมือนกับผีล่อลวงที่ลู่เซิ่งเคยเจอ เขาก็ไม่เคยได้ยินมา

ทั้งสองคนแลกเปลี่ยนกันรอบหนึ่ง ค่อนข้างพอใจกับสิ่งที่ตนได้รับ

ลู่เซิ่งได้ข้อมูลของภูตผีตนอื่นจากหลี่ซุ่นซีไม่น้อย หลี่ซุ่นซีก็ได้การเสริมข้อมูลภูตผีเล็กน้อยจากลู่เซิ่ง ทั้งยินดีที่ตนเองช่วยลู่เซิ่ง ตอบแทนบุญคุณเล็กน้อยได้

ทั้งสองคนนั่งถึงพลบค่ำ จึงค่อยกลับเมืองเลียบคีรีด้วยกัน

หลี่ซุ่นซีบอกลาลู่เซิ่ง ออกจากโรงเตี๊ยม ลู่เซิ่งสั่งลูกน้องอ้อมผ่านหมู่บ้านตระกูลซ่ง สร้างเส้นทางเส้นหนึ่งเชื่อมไปยังเหมืองแร่

ใช้เวลาหลายวัน เส้นทางขนส่งเส้นใหม่ก็สร้างเสร็จภายใต้การรับประกันของลู่เซิ่ง ขอแค่ไม่เข้าใกล้หมู่บ้านตระกูลซ่งก็ไม่เป็นไร

เหมืองแร่เริ่มขนส่งอีกครั้ง คนงานเหมืองจำนวนมากถูกเรียกเข้าไป ลู่เซิ่งส่งลูกน้องไปเฝ้าระวัง ทุกอย่างเริ่มเกิดการดำเนินงานอันเป็นระเบียบขึ้น

หลังดำเนินการขุดได้สองวันไม่เห็นปัญหาใด ลู่เซิ่งก็ไปยังตำหนักใหญ่ของพรรควาฬแดง สรุปรายงานสถานการณ์ในปัจจุบัน

เขายังรอให้ได้ตำแหน่งก่อน ค่อยเข้าศาลาประกาศยุทธ…


ตำหนักใหญ่พรรควาฬแดง

ยังคงเป็นเรือยักษ์ลำก่อนหน้า ครั้งนี้มีคนระดับสูงในพรรคไม่น้อยออกไปจัดการเรื่องราว

บนที่นั่งมีแต่ประมุขพรรคกับรองประมุขพรรคอีกสองคน กงซุนจางหลานกับเฉินอิง ในห้องยังมีผู้จัดการภารกิจภายในอีกสองคน

ประมุขพรรคผู้เฒ่าสีหน้าซีดขาว ดูท่าทางอ่อนแอลงไม่น้อย

“หมายความว่าเรื่องหมู่บ้านตระกูลซ่งเป็นฝีมือภูตผีนั่นหรือ” เขาไอสองคำ มองลู่เซิ่งที่นั่งอยู่ด้านล่าง

“เป็นเช่นนี้จริงๆ” เขากล่าวราบเรียบ “ตอนข้าสืบคดีได้เจอวิญญาณศพที่ว่ากันว่าฟันแทงไม่เข้า สู้กันหลายรอบจึงค่อยถอยออกมาอย่างปลอดภัย หมู่บ้านตระกูลซ่งแห่งนี้กลายเป็นเขตผีไปแล้วจริงๆ แม้แต่ไฟก็เผาไม่ได้”

ประมุขเฒ่าไอสองคำ หลับตาเงียบๆ ไม่พูดอะไรอีก

เฉินอิงรองประมุขพรรคกระแอม กำลังจะเอ่ย

“หมายความว่าเรื่องนี้สุดท้ายแล้วก็แก้ไขไม่ได้ใช่หรือไม่” กงซุนจางหลานที่อยู่ด้านข้างพลันเอ่ยปาก

“ถ้ารองประมุขพรรคกงซุนมีความเชื่อมั่นก็ไปลองดูด้วยตัวเองได้” ลู่เซิ่งสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง

“ข้าเพียงถามท่านว่าเรื่องนี้แก้ไขไม่ได้ใช่หรือไม่” กงซุนจางหลานยิ้ม เปลี่ยนแปลงสีหน้ากล่าวเสียงขรึม

ลู่เซิ่งหันไปเขม้นมองเขาสักพัก ค่อยๆ เอ่ยว่า

“เป็นอย่างที่รองประมุขพรรคว่า ไม่สำเร็จ แต่ว่า…”

“ไม่มีแต่ สำเร็จคือสำเร็จ ไม่สำเร็จก็คือไม่สำเร็จ” กงซุนจางหลานยิ้ม “ในเมื่อไม่สำเร็จ เช่นนั้นบริวาร ขุมกำลัง กิจการของอู๋ซานย่อมไม่สมควรให้เจ้ารับช่วงต่อ ข้าพูดไม่ผิดกระมัง”

ลู่เซิ่งไม่มีคำพูดจะตอบ

เฉินอิงไม่อาจกล่าวแทนเขา เพียงแต่ในดวงตามีความโกรธอยู่บ้าง

ประมุขพรรคเงียบงันพักหนึ่ง ไม่ได้พูดอะไร บรรยากาศเคร่งเครียดขึ้น

“รายงาน!”

ทันใดนั้นองครักษ์ใกล้ชิดซึ่งเป็นพลพรรคคนหนึ่งพรวดพราดเข้ามา คุกเข่าข้างหนึ่งต่อหน้าประมุขเฒ่า

“ท่านประมุข ผู้จัดการภารกิจภายนอกจางที่ไปเมืองประสานมังกรกลับมาแล้ว!”

“กลับมาแล้วหรือ?! รีบเชิญ!” ประมุขเฒ่าสีหน้าฮึกเหิม ลุกขึ้นกล่าวด้วยเสียงอันดัง

หลายวันมานี้ลู่เซิ่งได้ยินคนใกล้ตัวพูดถึงผู้จัดการภารกิจภายนอกจาง นับเป็นคนที่ฝีมือร้ายกาจที่สุดในหมู่ผู้จัดการภารกิจนอก ณ ตอนนี้

ไม่ทันไร ชายฉกรรจ์กำยำร่างโชกเลือด ใบหน้าไร้สีเลือดก็ค่อยๆ เดินนำองครักษ์ใกล้ชิดคนหนึ่งเข้าตำหนักใหญ่มา

“คำนับท่านประมุข รองประมุขพรรคทั้งสอง” เขาประสานมือเอ่ย เห็นได้ว่าเสียเลือดมากเกินไป ไม่ต่างอะไรกับชายชราในวัยไม้ใกล้ฝั่ง

“ครั้งนี้ไม่ทำให้ผิดหวัง ในที่สุดก็ทราบกฎการเคลื่อนที่ของภูตผีแข็งกล้าที่ขวางทางตัวนั้นแล้ว”

“ผู้จัดการภารกิจภายนอกจางลำบากแล้ว” ประมุขเฒ่าลุกขึ้นลงมาประคองอีกฝ่าย

“ไอ้ผีเฟยอูตัวนี้ดูถูกไม่ได้ คนธรรมดาไม่อาจแตะต้อง ผู้จัดการภารกิจภายนอกจางกลับมาอย่างปลอดภัยก็ไม่ง่ายแล้ว”

“ท่านประมุข…!”

“เทียบกันแล้ว ผู้จัดการภารกิจภายนอกลู่ไม่มีผลงาน ผู้จัดการภารกิจภายนอกคนอื่นได้รับบาดเจ็บหนัก เลือดย้อมเสื้อผ้า ยังทราบกฎการเคลื่อนไหวของภูตผีตัวนั้น ท่านเล่า ไร้ผลงานไร้ความสามารถ ก็คิดนั่งตำแหน่งผู้จัดการภารกิจภายนอกที่แท้จริงหรือ” กงซุนจางหลานกล่าวอีก

“จางหลานท่านพูดจาไร้สาระมากไปแล้ว น้องลู่เข้าออกหมู่บ้านตระกูลซ่ง กลับมาได้โดยปลอดภัยก็แสดงถึงพลังอันโดดเด่นของเขาแล้ว หรือท่านต้องให้น้องลู่ที่ออกไปจัดการเรื่องราวกลับมาพร้อมอาการบาดเจ็บจึงนับว่ากล้าหาญ” เฉินอิงอดกล่าวเสียงเย็นไม่ได้

“ข้าไม่ได้กล่าวเช่นนี้” กงซุนจางหลานยิ้ม มองลู่เซิ่งที่นั่งอยู่ด้านล่าง ตำแหน่งนี้ถ้าไม่มีลู่เซิ่งที่โผล่มากะทันหัน สมควรตกเป็นของหลานสาวเขา น่าเสียดายตอนนี้เพราะคนผู้นี้ โอกาสที่หลานสาวเขาอุตส่าห์รอ ก็พลาดไปอีก

“เอาล่ะ น้องลู่เรื่องนี้แม้ไม่สำเร็จโดยสมบูรณ์ แต่ว่าหมู่บ้านแห่งนั้นอันตรายถึงขีดสุด วันนี้เริ่มจัดเป็นพื้นที่หวงห้าม ติดประกาศอย่าให้ใครเข้าไปจนได้รับอันตราย” ประมุขพรรคลดเสียงกล่าว

“เรื่องนี้จบแล้ว พลังของน้องลู่เป็นที่ประจักษ์ชัด ทั้งมีพี่น้องมากมายเห็นความน่ากลัวลี้ลับของหมู่บ้านแห่งนั้นด้วยตาตัวเอง เป็นผู้จัดการภารกิจภายนอกสมความภาคภูมิ

“เรื่องนี้ตกลงเช่นนี้ พวกเรามาปรึกษากันก่อนว่าทางเมืองประสานมังกรเกิดอะไรขึ้นกันแน่ พรรคทรายขาวกับพรรคดาวเขียวเชื่อมเป็นพันธมิตร เส้นทางในครั้งนี้รับมือไม่ง่ายเหมือนเดิม บวกกับระหว่างทางยังมีภูตผีขัดขวาง…”

เรื่องลู่เซิ่งสรุปยืนยันด้วยคำพูดเดียวของประมุขพรรคเฒ่า

ตอนนั้นลู่เซิ่งกระแทกเด็กสาวที่เป็นภูตผีกลับไปด้วยดาบเดียว พลพรรคมากกว่าร้อยล้วนประจักษ์ร่วมกัน เขาพาพวกนิ่งซานหนีออกมาได้อย่างปลอดภัย เป็นสิ่งที่ทุกคนล้วนเห็น

แม้ยังมีคนริษยา ครหาขีดความสามารถของเขา คนอื่นยังนับว่ามั่นคง

หัวข้อเปลี่ยนไปเป็นความขัดแย้งของพรรควาฬแดงกับพรรคทรายขาวและพรรคดาวเขียวที่อยู่บนทางมุ่งสู่จงหยวน

เรื่องนี้ลู่เซิ่งไม่เข้าใจ ได้แต่ฟังอยู่ด้านข้าง

พรรควาฬแดงแม้เป็นขุมกำลังผู้นำแห่งแดนเหนือ โยงใยกับจวนขุนนาง แต่เผชิญกับขุมกำลังใหญ่ทางจงหยวน มีพลังกลับใช้ไม่ได้

บวกกับระยะทางไกลเกินไป ผู้นำระดับสูงเช่นผู้จัดการภารกิจภายนอกจางผู้นำกลุ่ม ได้แต่ฝืนรักษาชีวิตตนเองกลับมา เป็นที่เห็นถึงความลำบาก

การประชุมย่อยดำเนินถึงช่วงพักกินข้าวตอนเที่ยง ค่อยแยกย้าย

ประมุขพรรคเฒ่ารั้งตัวลู่เซิ่งไว้กินอาหารเที่ยงด้วยกัน

หลังกินเสร็จ เขาพาลู่เซิ่งไปเดินเล่นในสวนดอกไม้เล็กๆ หลังตำหนักใหญ่ ด้านบนของเรือวาฬแดงที่มีขนาดมหึมา ยังปลูกดอกไม้พืชพรรณไม่น้อย ถึงกับปลูกต้นไม้ใหญ่ไว้บนดาดฟ้าเรือ

ทั้งสองคนทอดน่องกลางสวนดอกไม้เล็กๆ แสงตะวันยามเที่ยงถูกร่มไม้เฉือนเป็นชิ้นๆ กระจายอยู่ตามพื้น พื้นเปียกชื้นอยู่บ้าง ทั้งหมดเป็นสนามหญ้าดินเหลืองอ่อนนุ่ม

ประมุขพรรคเฒ่ามือไพล่หลังเดินอยู่ด้านหน้า ไม่หันกลับมาเพียงถอนใจ

“น้องลู่ทราบหรือไม่ว่าทำไมรองประมุขพรรคกงซุนนั่นถึงเพ่งเล็งท่าน”

ลู่เซิ่งเดินห่างอยู่ด้านหลังเล็กน้อย ได้ยินก็กล่าวราบเรียบ

“ได้ยินข่าวมาบ้าง สมควรเป็นหลานสาวของเขาคิดนั่งตำแหน่งข้า กลับนึกไม่ถึงจะโดนข้าแย่งมากะทันหัน”

“เจ้ากลับซื่อสัตย์ กล่าวความจริง” ประมุขพรรคเฒ่าหันกลับมายิ้ม หยุดฝีเท้าลง

“มีอันใดต้องปิดบัง ข้าเข้าพรรควาฬแดง เดิมทีเพื่อหาผู้เข้มแข็งไว้ร่ำเรียนแลกเปลี่ยนวิชา เขากงซุนจางหลานหากจะสู้กับข้าเมื่อไหร่ กลับสมใจข้าพอดี” ลู่เซิ่งไม่นำพาแม้แต่น้อย

“เจ้าไม่เหมือนคนอื่นจริงๆ…” ประมุขพรรคเฒ่าหงหมิงจือกล่าวด้วยรอยยิ้ม “น้องลู่พลังไม่ธรรมดา ข้าได้ยินพวกผู้อาวุโสโอวหยางเล่าแล้ว ทว่าทุกคนต่างเป็นคนพรรคเดียวกัน เงยหน้าไม่เห็นก้มหน้าก็เห็น ไม่จำเป็นต้องปีนเกลียวกันเช่นนี้”

“ในเมื่อประมุขพรรคเฒ่าพูดแล้ว ถ้าลงมือกับกงซุนจางหลานนั่น ข้าจะไว้หน้าเขาสักหน่อย” ลู่เซิ่งว่า

………………………………………….
บทที่ 68
เขาไม่กลัวกงซุนจางหลานจริงๆ แม้จะเป็นยอดฝีมือผนึกจิตที่ฝึกกำลังภายในและกำลังภายนอกเหมือนกัน แต่ระดับเดียวกันก็มีการแบ่งระดับสูงต่ำ

เป็นขอบเขตเดียวกัน แต่ว่าเขามีวิชากำลังภายในสามอย่าง เทียบได้กับความสามารถมากกว่าร้อยปีของคนทั่วไป ถ้าพูดเรื่องนี้ออกมา คงทำให้คนตื่นตระหนก ไม่มีใครเชื่อ

อย่างอื่นไม่พูดถึง แค่ลู่เซิ่งใช้กำลังภายในต่อสู้กับคน สามารถฆ่าคนทั้งเป็นได้แล้ว

หลังจากแลกเปลี่ยนกับหลี่ซุ่นซี ลู่เซิ่งก็มีความรู้จักอย่างล้ำลึกต่อขีดความสามารถกำลังภายใน และพลังฝึกปรือของตัวเองกว่าเดิม

วิชาทมิฬพิฆาตแข็งแกร่งกว่าที่เขาจินตนาการไว้ หลังจากเขาใช้เครื่องมือปรับเปลี่ยน ประเดี๋ยวเดียวก็มีกำลังภายในยิ่งใหญ่ที่คนอื่นต้องใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะมี บวกกับการใช้กำลังภายในได้ตามใจ พลังทำลายล้างที่เกิดขึ้นไม่แข็งแกร่งจึงเป็นไปไม่ได้

หนำซ้ำเขาหวนนึกถึงตอนแรก ฝึกฝนวิชากระเรียนหยกก่อน ปราณภายในวิชากระเรียนหยกหลังจากบรรลุถึงความสำเร็จจากการสั่งสมหลายสิบปีของคนทั่วไป จึงค่อยเริ่มฝึกวิชาทมิฬพิฆาต เมื่อเป็นแบบนี้เท่ากับตอนที่เขาใช้วิชาทมิฬพิฆาตอย่างแท้จริง จะมีวิชากระเรียนหยกเป็นตัวสนับสนุน

มีวิชากำลังภายในสองวิชา วิชากระเรียนหยกมอบความสามารถการฟื้นปราณและปริมาณกำลังภายในที่ยิ่งใหญ่เหลือประมาณ อานุภาพที่สร้างได้เหนือกว่าสภาพปกติตั้งแต่เริ่ม

ดังนั้นจึงมีอานุภาพเต็มเปี่ยม

พึงทราบว่าหยดน้ำเมื่อมีมากก็ทะลุหินได้ อย่าว่าแต่กำลังภายในเช่นวิชาทมิฬพิฆาต

“ฝ่ามือเอกาลี้ลับของกงซุนจางหลานมีอานุภาพแข็งแกร่ง น้องลู่อย่าดูถูกเขา” ประมุขพรรคเฒ่าหมดคำพูดอยู่บ้าง รู้สึกว่าลู่เซิ่งวู่วามเกินไป

“ไม่เป็นไร ไม่ทราบวิชาที่ท่านประมุขฝึกฝนคืออะไร ได้ยินว่าท่านประมุขมีอำนาจสะท้านแดนเหนือ พลังฝึกปรือสูงล้ำ ถูกยกย่องเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งแดนเหนือ ไม่ทราบสามารถชี้แนะได้หรือไม่”

ลู่เซิ่งเสนออย่างจริงจัง

เขาอยากเห็นจริงๆ ว่าระหว่างตนกับยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งแดนเหนือผู้ใดแข็งแกร่งผู้ใดอ่อนแอ จนถึงตอนนี้เขาสู้กับภูตผีมาโดยตลอด ยอดฝีมือในยุทธจักรที่เจอส่วนใหญ่ไม่ใช่คู่มือเขา ทำให้เขาไม่มีการประเมินที่ชัดเจนต่อขีดความสามารถของตัวเอง

ดังนั้นเขาจึงอยากรู้ว่าตัวเขาลู่เซิ่งนับเป็นยอดฝีมืออันดับใดในยุทธจักรกันแน่

ประมุขพรรคเฒ่าหัวเราะ

“คำชี้แนะไม่กล้ารับ ข้าก็เพียงอยู่นานกว่าน้องลู่หลายปี พลังยุทธเลยล้ำลึกเล็กน้อย”

เขาค่อยๆ หมุนตัวมาประจัญหน้ากับลู่เซิ่ง

“ในเมื่อน้องลู่ลุ่มหลงในวิถีบู๊ เช่นนั้นพวกเราค่อยๆ แลกเปลี่ยนกัน ป้องกันไม่ให้ต่อสู้ใหญ่โตรานน้ำใจกัน”

“ขอบคุณประมุขพรรคที่สนอง!” ลู่เซิ่งแน่วแน่ ในที่สุดก็จะประเมินขีดความสามารถของตัวเองได้อย่างชัดเจน

เขาอยู่ห่างกับประมุขพรรคเฒ่าหลายหมี่ เผชิญหน้ายืนนิ่ง

“ที่เรียกว่าฝึกฝนกำลังภายในและกำลังภายนอกพร้อมกัน เป็นการรวมพลังภายนอกและปราณภายในเป็นหนึ่ง หลังผนึกจิตคือฟากฟ้า ไร้ขอบเขต กว้างใหญ่ไพศาล”

ประมุขพรรคเฒ่าหงหมิงจือยิ้มน้อยๆ งอนิ้วต่างกระบี่ ทิ่มใส่ทรวงอกลู่เซิ่งเดี๋ยวช้าเดี๋ยวเร็ว

เขามองเห็นนิ้วของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน แต่เกิดความรู้สึกหลอนว่าจับไว้ไม่ทัน จิตใจอึดอัดยากทนทาง สะอิดสะเอียนคิดอาเจียน

“พยัคฆ์คำราม!” ลู่เซิ่งตั้งฝ่ามือประดุจดาบ ฟันท่าไม้ตายออกไป

แรงภายนอกระเบิด ปราณฝ่ายในก็ผลักดันพลังฝ่ามือ ทำให้ฝ่ามือของลู่เซิ่งแดงฉานราวเลือด เพิ่งฟันออกไปก็เกิดลมร้อนเลือนราง

กำลังภายในที่แข็งแกร่งยิ่ง!

หงหมิงจือสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง หากแต่ตื่นตระหนกแล้ว เขารีบยกระดับปราณภายใน กำลังภายในวิชาลมปราณแดงฉานก่อนหน้าเคลื่อนปราณหนึ่งส่วน แต่ว่าใช้กระบวนท่าไปถึงครึ่งทางกลับพบว่าใช้เบาไป

หงหมิงจือรีบเคลื่อนกำลังภายในห้าส่วน

กำลังภายในจากการฝึกฝนอย่างลำเค็ญมาเป็นเวลาเกือบแปดสิบกว่าปีของเขา ต่อให้มีห้าส่วนก็ไหลเชี่ยวรุนแรง มือขวาแฝงพลังกระแทกสี่ชั้นที่มีเฉพาะวิชาลมปราณแดงฉาน ทิ่มดัชนีบนดาบฝ่ามือของลู่เซิ่งอย่างแม่นยำ

ตูม!

ทั้งสองคนใช้ฝ่ามือดาบกับดัชนีกระบี่ปะทะกัน ถึงกับเกิดเสียงของหนักกระแทกกันอย่างรุนแรง

หงหมิงจือใบหน้าไม่แปรเปลี่ยน แต่จิตใจกับตื่นตกใจ

‘กำลังภายในที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ เสมอกับพลังยุทธห้าส่วนของเราหรือนี่?! น่าเหลือเชื่อจริงๆ!’

พึงทราบว่าดัชนีกระบี่ที่เขาใช้ เดิมมีพื้นที่สัมผัสน้อยกว่าฝ่ามือดาบ แม้ว่าไม่ถึงกับใช้จุดทำลายพื้นที่ แต่ว่าพลังยุทธที่เหมือนกันเขาได้เปรียบกว่าเล็กน้อย

ทว่าวิชาลมปราณแดงฉานมีอานุภาพไม่สิ้นสุด มีความได้เปรียบกว่าวิชาเดินลมปราณทั่วไปไม่น้อย

แต่แม้เป็นเช่นนี้ ถึงกับ…

ผัวะๆๆ!

ทั้งสองคนปะทะกันหลายครั้ง ลู่เซิ่งถอยหลังไปสองก้าว ใบหน้าเป็นสีแดงแวบหนึ่ง เขารู้สึกว่าวิถีแรงที่ปล่อยออกมาบนดัชนีกระบี่ของอีกฝ่ายไม่ต่างจากตัวเองนัก มิหนำซ้ำหลังปล่อยพลังออกมาแล้วสายหนึ่ง ถึงกับมีแรงสายที่สองและสายที่สามซัดตามมา

เขาป้องกันตัวไม่ทัน ถูกกระแทกติดต่อกัน ได้รับบาดเจ็บถึงเส้นลมปราณเล็กน้อย

“ท่านประมุขพลังภายในยิ่งใหญ่! ความสารถแข็งแกร่ง ผู้เยาว์นับถือ!” ครั้งนี้ลู่เซิ่งหวั่นไหวจริงๆ แล้ว

ท่ามกลางคนธรรมดา ประมุขพรรคเฒ่าเป็นคนแรกที่ทำให้เขาถอยซึ่งหน้าได้ พลังของอีกฝ่ายสมกับเป็นผู้มีวิชากระบี่อันดับหนึ่งแห่งแดนเหนือ แข็งปะทะแข็งทำให้เขายอมรับว่าสู้ไม่ได้

พึงทราบว่าเขามีการฝึกปรือกำลังภายในสามชนิด ปริมาณพลังยุทธเหนือกว่าประมุขพรรคเฒ่าขาดลอย ถึงไม่ใช้ท่าไม้ตาย แต่สามารถใช้ร่างที่ชราภาพโจมตีตนเองที่มีพลังฝึกปรือล้ำลึกขนาดนี้จนถอยได้ ไม่ธรรมดาจริงๆ

“ชราแล้วๆ…” ความสะท้อนใจในดวงตาแฝงความเคร่งขรึม หงหมิงจือมองลู่เซิ่งตรงหน้า ครั้งนี้ในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดผู้อาวุโสหวังจึงให้ความสำคัญลู่เซิ่งขนาดนี้ ถึงขั้นยังคิดให้พี่ใหญ่ของเขามารับศิษย์ด้วยตัวเอง

ฝ่ามือกระบี่เก้าทิศหวังหยวนซาน… เหอะๆๆ หงหมิงจือไม่เจอเขามาหลายปีแล้วเหมือนกัน ฟังว่าเขาสร้างชื่อไม่น้อยที่จงหยวน ตอนนั้นพวกเขาสูสีคู่คี่ ไม่ทราบตอนนี้…

“น้องลู่” คิดถึงตรงนี้ หงหมิงจือก็พลันเกิดความคิดหนึ่งในใจ “ปราณภายในของเจ้ายิ่งใหญ่ พลังยุทธไม่ธรรมดา สมควรพบปาฏิหาริย์ตอนเด็ก ได้รับวัตถุมหัศจรรย์เพิ่มกำลังภายในกระมัง”

ลู่เซิ่งนิ่งอึ้งไปก่อนรีบพยักหน้า “ประมุขพรรคทราบกระจ่าง ตอนเด็กข้าเคยกินผลไม้สีแดงผลหนึ่ง ภายหลังปราณภายในที่ฝึกเพิ่มขึ้นทุกวันๆ” เขาลังเลมาตลอด ไม่ทราบจะแก้ตัวที่พลังยุทธของตัวเองเพิ่มมากเกินไปจนผิดปกติอย่างไร คิดไม่ถึงประมุขพรรคเฒ่าบังเอิญถาม จึงได้ข้ออ้างพอดี

“เป็นเช่นนี้จริงๆ” หงหมิงจือกระจ่าง “นี่เป็นวาสนาเทียมฟ้า เพียงแต่พลังยุทธของเจ้าแม้ยิ่งใหญ่ ถึงขั้นไม่ห่างจากข้ามาก แต่วิชาเดินลมปราณกำลังภายในอ่อนแอไปแล้ว…”

“วิชาเดินลมปราณอ่อนแอหรือ” ลู่เซิ่งมองนิ้วของประมุขพรรคเฒ่าหลังจากสู้กับตัวเอง ด้านบนไม่มีร่องรอยถูกพิษอัคคีของวิชาโลหิตพิฆาตลวกทำร้ายแม้แต่น้อย

“ไม่ต้องดูแล้ว วิชาเดินลมปราณของเจ้าสมควรลอกคราบมาจากวิชากำลังภายในธาตุหยางแกร่งและมีพิษอัคคีประเภทวิชาพิษ แต่ว่าวิชากำลังภายในประเภทนี้ให้ความสำคัญกับความเป็นพิษมากเกินไป ขาดผลอื่นๆ

“ที่ข้าไม่ได้รับผลกระทบจากพิษอัคคี เป็นเพราะวิชาลมปราณแดงฉานที่ฝึก เดิมเป็นวิชากำลังภายในธาตุหยางแกร่งอยู่แล้ว ทั้งหมดมีเจ็ดระดับ ปัจจุบันข้าฝึกถึงระดับหก พลังยุทธไม่กลัวพิษอัคคีเหมือนกับเปลวไฟในเตา”

“แต่ที่น่าประหลาดก็คือ วิชากำลังภายในของเจ้าเหมือนแทรกลมปราณปรับสมดุลหยินหยางชนิดหนึ่ง ไม่คล้ายเป็นวิชาเดินลมปราณพิษอัคคีหยางแกร่งอย่างเดียว” ประมุขพรรคเฒ่าพูดจบ ก็มองลู่เซิ่งอย่างค่อนข้างประหลาดใจ

ลู่เซิ่งตกใจ สมกับเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งแดนเหนือ ประสบการณ์เต็มเปี่ยม มองแค่แวบเดียวก็สัมผัสถึงวิชากำลังภายในอย่างอื่นในร่างตนได้

“ไม่ขอปิดบัง ท่านประมุข วิชากำลังภายในที่ข้าฝึกฝนหลักๆ คือวิชาทมิฬพิฆาตที่ซื้อมาจากงานประมุลครั้งหนึ่ง”

“วิชาทมิฬพิฆาตหรือ” ประมุขพรรคเฒ่านิ่งอึ้ง “วิชากำลังภายในฝึกร่างกายที่ว่ากันว่ามีสามสิบสองระดับนั่นหรือ”

“ท่านประมุขเคยได้ยินความสามารถนี้มาก่อนหรือ” ลู่เซิ่งกลับอยากได้ข้อมูลของวิชาทมิฬพิฆาตส่วนหนึ่งจากประมุขพรรคเฒ่า ความสามารถนี้ไม่สมบูรณ์ ถ้าหากหาฉบับสมบูรณ์เจอ แล้วฝึกถึงระดับสามสิบสองในคราเดียว ไม่ทราบจะเหี้ยมหาญขนาดไหน

ตอนนี้เขาเพิ่งอยู่ที่ระดับสี่ ก็มีกำลังภายในยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ถ้าเป็นระดับสามสิบสอง อานุภาพนั้นแทบยากจินตนาการ

หงหมิงจือขมวดคิ้วมุ่น

“ความสามารถเช่นวิชาทมิฬพิฆาตถึงแม้กล่าวว่ามีสามสิบสองระดับ แต่ว่าวิชาเดินลมปราณของมันเดิมเป็นเพียงทฤษฎี ว่ากันว่าแม้แต่ผู้บัญญัติก็ฝึกถึงแค่ระดับหก ระดับความสามารถในภายหลังเป็นเขาคาดการณ์ตามทฤษฎี”

“เหตุใดคนบัญญัติจึงฝึกถึงแค่ระดับหก” ลู่เซิ่งถามอย่างฉงน

“เป็นเพราะตอนอยู่ในระดับหกเขาถูกพิษอัคคีจู่โจมหัวใจ โดนวิชากำลังภายในเผาจนตายทั้งเป็น” หงหมิงจือกล่าวราบเรียบ

ลู่เซิ่งพลันงงงัน

วิชาทมิฬพิฆาตเป็นสิ่งที่นักทฤษฎีคนหนึ่งคาดการณ์ออกมา เหมือนกับวิชาเคลื่อนย้ายจักรวาลในนิยายกำลังภายในของกิมย้งหรือ ระดับภายหลังล้วนอยู่บนทฤษฎี

“ดังนั้นข้าแนะนำว่าเจ้าเปลี่ยนวิชาสำหรับฝึกฝนเป็นหลักดีกว่า วิชาเดินลมปราณนี้ข้าสงสัยว่าคนที่ปล่อยออกมามีเจตนาไม่ดี คิดใช้คนอื่นทดสอบ” ประมุขพรรคเฒ่ากล่าวเสียงทุ้ม

“ทราบไหมว่าเหตุใดวิชาทมิฬพิฆาตด้านหลังจึงไม่สมบูรณ์ ความจริงไม่ใช่ไม่สมบูรณ์ แต่ไม่มีคนฝึกได้ ถูกฉีกทิ้ง ดังนั้นตอนนี้ที่กระจายบนตลาดต่างเป็นแค่ระดับห้า” เขาอธิบาย

“เช่นนั้นวิชานี้ข้าไหนเลยไม่ใช่ฝึกสูญเปล่าแล้ว” ลู่เซิ่งตกใจ

“ไม่ขนาดนั้น วิชาทมิฬพิฆาตเปลี่ยนไปฝึกวิชากำลังภายในธาตุหยางเหมือนกันง่ายดายยิ่ง ขอแค่ไม่มีเส้นลมปราณขัดแย้งกันก็พอ” ประมุขพรรคเฒ่าลูบเครากล่าวด้วยรอยยิ้ม

“ความหมายของประมุขพรรคเฒ่าคือ…” ลู่เซิ่งเอะใจ

“ในศาลาประกาศยุทธมีวิชาเดินลมปราณกำลังภายในที่เจ้าต้องการ นอกจากวิชาลมปราณแดงฉานแล้ว ความสามารถธาตุหยางที่เจ้าเลือกมีสามอย่าง ถึงเวลาไปลองดู แน่นอนว่าที่ไม่มีค่าใช้จ่ายมีแค่หนึ่งระดับ คิดจะเอาระดับสูงกว่า จำเป็นต้องสร้างคุณูปการที่มากพอให้พรรค” หงหมิงจือเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แต่น้องลู่มีคุณสมบัติเหนือคน พรสวรรค์ไม่ธรรมดา เช่นนี้กลับเสียเวลาเกินไป ข้ามีวิธีหนึ่งสามารถเลี่ยงกฎของพรรค ถ่ายทอดวิชากำลังภายในธาตุหยางที่แกร่งถึงขีดสุดวิชาหนึ่งให้เจ้าได้โดยตรง”

“อ้อ” ลู่เซิ่งไม่ใช่คนโง่ การบอกใบ้ที่ชัดเจนแบบนี้ของประมุขพรรคเฒ่าย่อมฟังออก “ขอถามความหมายในวาจาของท่านประมุขคือ…”

หงหมิงจือหัวเราะฮ่าๆ

“ม่อเฟยอาจารย์ของข้าเป็นวีรุบุรุษรุ่นหนึ่งในยุทธจักร วิชาลมปราณแดงฉานที่ถ่ายทอดมีอานุภาพยิ่งใหญ่ เหมาะให้น้องลู่เปลี่ยนการฝึกพอดี ร้ายกาจกว่าวิชาทมิฬพิฆาตไม่ทราบเท่าไหร่! ถ้าน้องลู่ยินยอม ข้าจะรับศิษย์แทนอาจารย์ รับเจ้าเป็นศิษย์น้องของข้า!”

“ศิษย์น้องหรือ?!” ลู่เซิ่งนึกว่าประมุขพรรคคิดรับเขาเป็นศิษย์ นึกไม่ถึงว่าจะรับศิษย์แทนอาจารย์

ความจริงหงหมิงจือเคยคิดจะรับลู่เซิ่งเป็นศิษย์เหมือนกัน แต่หลังจากประมือกันแล้ว รู้สึกว่าความสามารถของคนทั้งสองแตกต่างกันไม่มาก เขาจึงสะท้อนใจ ทราบว่าด้วยขีดความสามารถของตัวเอง จะเป็นอาจารย์ของลู่เซิ่งยังฝืนอยู่บ้าง

แต่ขณะมองหยกงามอัจฉริยะผู้นี้ เขาก็กลัวว่าภายหลังอีกฝ่ายจะออกจากพรรควาฬแดงเพราะวรยุทธ์อย่างอื่น

ลู่เซิ่งเข้าพรรควาฬแดงเพื่อเรียนวรยุทธ์ เกิดภายหลังเจอวิทยายุทธ์ที่แข็งแกร่งกว่า ไม่แน่ว่าจะออกไปเพราะสาเหตุนี้

ดังนั้นคิดไปคิดมา เขาจึงคิดกระบวนท่านี้ได้

………………………………………….
บทที่ 69
ลู่เซิ่งเข้าใจความหมายของประมุขพรรคเฒ่าทันที

“ไม่ทราบอาจารย์ของท่านประมุขตอนนี้อยู่ที่ใด” เขาหวั่นไหวอยู่บ้าง ยอดฝีมือที่เป็นอาจารย์ของท่านประมุขได้ต้องเป็นขอบเขตที่สูงกว่าระดับผนึกจิต เป็นอาจารย์เขาก็ไม่เลวแล้ว

“อาจารย์จากไปสิบกว่าปีแล้ว” ประมุขพรรคเฒ่ากล่าวเสียงทุ้ม

ลู่เซิ่งพลันหมดคำพูด ฉุกคิดว่าคนผู้นี้จะรั้งตัวเขาไว้ในพรรควาฬแดง

พึงทราบว่าวิถีของโลกนี้เกิดกราบอาจารย์ขึ้นมา ภายหลังถ้าทรยศ ชื่อเสียงสถานะจะย่อยยับไม่มีชิ้นดี สถานะไม่ต่างอะไรกับมีคุณต้องทดแทนมีแค้นต้องชำระ ลืมบุญคุณทิ้งน้ำใจ ถูกรังเกียจ

ดังนั้นเกิดเขากราบเข้าสำนักประมุขพรรควาฬแดง ภายหลังไม่อาจเปลี่ยนไปที่อื่นได้อีกจริงๆ

“ท่านประมุขให้ผู้แซ่ลู่ใคร่ครวญก่อน” ไม่อาจตัดสินใจได้ชั่วขณะ ลู่เซิ่งได้แต่ถ่วงเวลาไปก่อน

“นี่ยังต้องใคร่ครวญอะไรอีก ข้าไม่ได้จะให้เจ้าเป็นวัวเป็นม้า” ประมุขพรรคเฒ่าส่ายหน้าอดยิ้มไม่ได้ “ยิ่งไปกว่านั้นสำนักของข้ายังไม่ใช่รังเดียวกับพรรควาฬแดง ถ้าเจ้าเข้าสู่สำนักอาจารย์ของข้าจริงๆ ภายหลังจะรู้ และเป็นประโยชน์ต่อเจ้า”

ลู่เซิ่งลังเลเล็กน้อย แต่หลังขบคิดสักพักก็นึกออก ถึงแม้ภายหลังอาจเจอวรยุทธ์ที่ดีกว่า แต่ตอนนี้เป็นช่วงเติบโตด้วยความเร็วสูง ตนในตอนนี้ยังอ่อนแอเล็กจ้อยเกินไป เพียงแต่พอมีพลังป้องกันตัวเล็กน้อยเท่านั้น ถ้าเจอภูตผีที่ร้ายกาจอย่างแท้จริง นั่นก็ลำบากแล้ว

“เช่นนั้นก็ขอคารวะศิษย์พี่!”

ลู่เซิ่งตัดสินใจ โค้งตัวคำนับประมุขพรรคเฒ่าเหมือน ผลักเขาทองคว่ำเสาหยก

“วางใจ เจ้าจะไม่เสียใจ” ประมุขพรรคเฒ่ายิ้มอย่างเบิกบาน “มา มา มา ตามข้ามา”

ในเมื่อกำหนดสถานะแล้ว หงหมิงจือก็ยินดี พาลู่เซิ่งออกจากสวนดอกไม้ ลงบันไดสองชั้นเข้าไปในสถานที่ที่เหมือนโถงบูชา ซึ่งซ่อนไว้ลับๆ แห่งหนึ่งในเรือวาฬแดง

ในโถงบูชาแขวนภาพหลายแถว ทั้งหมดเป็นภาพเหมือน เป็นคนชราลักษณะต่างกัน มีทั้งบุรุษทั้งสตรี

ประมุขพรรคเฒ่าชี้ภาพเหมือนตรงกลาง กล่าวเบาๆ

นี่เป็นเจ้าสำนักรุ่นก่อนของสำนักอาทิตย์ชาด และเป็นอาจารย์ของเจ้า หัตถ์อาทิตย์แรงกล้าม่อเฟย มา เจ้ามาคำนับภาพเหมือน”

ลู่เซิ่งไม่ปฏิเสธ ในเมื่อเข้าสำนักอีกฝ่าย การคำนับอาจารย์ย่อมเป็นสิ่งสมควร

เขาคุกเข่าบนเบาะกลมโขกศีรษะเก้าครั้งหน้าภาพเหมือนม่อเฟย นี่เป็นพิธีโขกเก้าครั้ง เกิดว่ากราบอาจารย์ หนึ่งวันเป็นอาจารย์เหมือนบิดาตลอดชีวิต ไม่ใช่ของเล่นๆ

เป็นข้อผูกมัดและหน้าที่รับผิดชอบต่ออาจารย์และต่อศิษย์ ถ้าอาจารย์ไม่ตั้งใจสอนศิษย์ เมื่อรั่วไหลออกไปชื่อเสียงป่นปี้ ถูกคนประณาม บารมีลดลงพันจั้ง

และถ้าศิษย์ไม่เคารพกตัญญูต่ออาจารย์ เมื่อแพร่หลายออกไปก็จะถูกชนชาวโลกเหยียดหยามเช่นกัน

คำนับ รินชากราบอาจารย์ จุดธูป เผากระดาษ แล้วปฏิญาณกฎของสำนัก

ลู่เซิ่งขณะทำพิธี ก็รู้จักสำนักอาทิตย์ชาดคร่าวๆ ส่วนหนึ่ง

สำนักอาทิตย์ชาดเป็นค่ายสำนักที่มีทั้งด้านดีและด้านแย่ หนำซ้ำที่แล้วมาสมาชิกมีน้อย ถ่ายทอดลำบากและเป็นความลับ ต่อให้เป็นช่วงรุ่งโรจน์ ในสำนักก็มีไม่เกินสี่คน พรรควาฬแดงก็ไม่ใช่ขุมกำลังขยายอันเป็นบริวารของสำนักอาทิตย์ชาด

พิธีเสร็จสิ้น ท้องฟ้าก็มืดแล้ว

ลู่เซิ่งเดินเล่นบนดาดฟ้าเรือเป็นเพื่อนประมุขพรรคเฒ่า ดาดฟ้าเรือของเรือวาฬแดงกว้างใหญ่อย่างยิ่ง ด้านบนหอศาลาลานหลักตั้งตระหง่าน มองไปเหมือนกับเขตเมืองแถบหนึ่ง

ทั้งสองคนค่อยๆ เดินรับลมแม่น้ำบนกราบเรือ ใต้การอารักขาขององครักษ์

“ศิษย์น้องเอ๋ย… ตั้งแต่นี้ไปเจ้านับว่าเป็นคนกันเอง ข้าได้เพิ่มชื่อบนสาสน์สำนักแล้ว สำนักที่มีความสัมพันธ์ที่ดีส่วนหนึ่ง ข้าศิษย์พี่ส่งรายงานไปแล้วเช่นกัน ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้านับว่าเป็นบุคคลสำคัญของพรรควาฬแดง เรื่องบางเรื่องเจ้าก็จำเป็นต้องรู้แล้ว” หงหมิงจือกระแอมสองสามครั้ง ลดเสียงกล่าว

“เรื่องที่เกี่ยวกับตระกูลขุนนางหรือ” ลู่เซิ่งถามเรียบง่าย

“เจ้าเคยได้ยินมาแล้วหรือ” หงหมิงจือพยักหน้า “ตระกูลขุนนางสูงส่ง นั่นเป็นตำแหน่งที่ถูกกำหนดไว้แต่เกิด พวกเราไม่มีทางเลือก ได้แต่รับไว้และทำตัวให้ชิน เป็นเพราะมีแต่พวกเขาจึงต้านทานมารกับตัวประหลาดได้

“แต่ว่าตระกูลขนุนางแทรกแซงเรื่องทางโลกน้อยยิ่ง ในห้วงสิบกว่าปีบางครั้งค่อยมีข่าวและคำสั่งลงมา ไม่มีเรื่องราวเจ้าก็ไม่ต้องไปคิดถึงพวกเขา

“ข้าศิษย์พี่เพียงให้เจ้ารู้ไว้เท่านั้น โลกใบนี้อันตราย เบื้องหลังผีและปีศาจ มีมารและความประหลาดลี้ลับ พวกเราย่อมไม่ได้ต่อสู้เป็นทัพโดดเดี่ยว”

ลู่เซิ่งนิ่วหน้า ไม่พูดอะไร เขานึกถึงท่าทีที่ตวนมู่หว่านแสดงออกมาในตอนนั้น ความรู้สึกที่มองสรรพสิ่งเป็นมดปลวกนั้นติดค้างในใจเขามาโดยตลอด

“ไม่ต้องคิดมาก ตระกูลขุนนางมีคนน้อยยิ่ง กระจายอยู่ทั่วต้าซ่งจึงน้อยกว่าเดิม พวกเราสิบกว่าปีเจอได้สักคนก็ถือว่าโชคดีแล้ว” หงหมิงจือยิ้ม

“น้อยปานนี้เลย?” ลู่เซิ่งงุนงง เขาเจอตวนมู่หว่านสองครั้งติดกัน ยังมีเหยียนไคอีกคน จึงนึกว่าตระกูลขุนนางมีอยู่ทุกที่

“น้อยยิ่ง” หงหมิงจือเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “อย่างเช่นตระกูลเจินที่คุมแดนเหนือของพวกเรา สายตรงของตระกูลขุนนางในตระกูลพวกเขามีแค่สิบกว่าคน หนำซ้ำส่วนใหญ่ออกหาประสบการณ์ไปทั่ว ที่อยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง ถึงขั้นซ่อนสถานะเล่นเป็นคนธรรมดา แดนเหนือใหญ่มหึมา เมืองใหญ่มากกว่าร้อยเมือง ประชากรเรือนแสนเรือนหมื่น ไหนเลยเจอง่ายขนาดนั้น”

ลู่เซิ่งเข้าใจบ้างแล้ว

“ตระกูลขุนนางสูงส่ง แต่จำนวนคนน้อยนิด ดังนั้นผู้ที่ดูแลทุกสิ่งอย่างแท้จริงยังเป็นราชสำนักกับพวกเราค่ายพรรค” หงหมิงจืออธิบายต่อ “ดังนั้นในความจริงแล้ว อาณาเขตดูแลของพวกเราพรรควาฬแดงจึงกว้างยิ่ง เมืองเลียบคีรีเมืองเฟิง(เมเปิ้ล)เขียว ยังมีเมืองใหญ่อีกหลายเมือง เมืองเล็กสิบกว่าเมือง ต่างเป็นอาณาเขตการดูแลของพวกเรา ปกติพวกเรามีคนไม่น้อยไปอยู่ในเมืองเหล่านั้น ถึงเวลาก็จะส่งรายงานกับทรัพย์สมบัติกลับมา

“ความจริงเป็นเพราะระยะทางค่อนข้างไกล ในเมืองทุกเมืองต่างสร้างหน่วยย่อย เทียบได้กับชุมนุมพรรควาฬแดงขนาดเล็ก ในเวลาส่วนใหญ่ชุมนุมพรรคเหล่านี้จะแยกตัวเป็นเอกเทศ”

“ความหมายของศิษย์พี่คือ…?” ลู่เซิ่งไม่เข้าใจว่าหงหมิงจือพูดเรื่องเหล่านี้กับเขามีความตั้งใจอะไร

“กล่าวมากมายขนาดนี้ ความจริงเป็นเพราะข้าศิษย์พี่แย่ลงเรื่อยๆ เรื่องราวมากมายต้องให้ศิษย์น้องลงมือ ช่วยเหลือสงเคราะห์มากๆ” หงหมิงจือค่อยๆ ล้วงม้วนผ้าสีเทาที่ประณีตชิ้นหนึ่งออกมาจากในอกเสื้อ ส่งให้ลู่เซิ่ง

“นี่เป็นวิชาลมปราณแดงฉาน มีตั้งแต่ระดับหนึ่งถึงระดับเจ็ด จำเป็นต้องฝึกร่วมกับโอสถอาทิตย์ชาด อานุภาพไร้สิ้นสุด ศิษย์น้องเอาไปจะต้องรักษาให้ดี อย่าทำรั่วไหล” หงหมิงจือเอ่ยอย่างจริงจัง

ลู่เซิ่งตาเป็นประกาย สองมือรีบรับห่อผ้า คลี่ออกมาเล็กน้อย ตัวหนังสือเล็กๆ แน่นขนัดเหมือนตัวริ้นพลันเข้าสู่คลองจักษุ

“แต่ว่าศิษย์พี่ ทำไมคนของสำนักอาทิตย์ชาดของเราน้อยขนาดนี้มาโดยตลอด รับศิษย์สำนักมากๆ ไม่ดีกว่าหรือ” ลู่เซิ่งพลันถาม

“ไม่ใช่พวกเราไม่อยาก หากวิชาเดินลมปราณกำลังภายในล้ำค่าเกินไป เคยปรากฏครั้งหนึ่งที่ในสำนักมีคนทรยศ วิชาเดินลมปราณเกือบรั่วไหล นอกจากนี้วิชาลมปราณแดงฉานของพวกเราจำเป็นต้องมีโอสถอาทิตย์ชาดที่ทำเป็นพิเศษกินร่วมกับการฝึกฝน ไม่อย่างนั้นหากอัคคีหยางมากเกินไป จะลดทอนอายุขัย ร่างกายพร่อง อีกทั้งราคาโอสถอาทิตย์ชาดยังแพงยิ่ง…” พูดถึงตรงนี้ หงหมิงจือบอกความหมายอย่างชัดเจนยิ่งแล้ว

จุดสำคัญของวิชานี้คือโอสถอาทิตย์ชาด โอสถชนิดนี้แพงเกินไป หากคนฝึกวิชานี้มากจะบำรุงไม่ไหว

ลู่เซิ่งพลันกระจ่าง เห็นหงหมิงจือล้วงขวดเล็กๆ สีแดงขวดหนึ่งออกมาจากในอกเสื้อส่งให้ตน

“นี่คือปริมาณโอสถอาทิตย์ชาดที่ต้องใช้ภายในหนึ่งเดือน ศิษย์น้องกินเองได้เลย ไปกันเถอะ ศิษย์พี่จะสอนระดับเบื้องต้นขั้นแรกของวิชาลมปราณแดงฉานแก่เจ้าก่อน” หงหมิงจือไอหลายครั้ง กล่าวเสียงอ่อนโยน

“รบกวนศิษย์พี่แล้ว” ลู่เซิ่งประสานมือกล่าว

“ภายหลังสร้างชื่อให้สำนักอาทิตย์ชาดของพวกเราก็พอ ค่ายสำนักหลักๆ ใกล้พวกเราคือพรรคทรายขาว พรรคดาวเขียว และพรรคดอกเหมย สองพรรคแรกแย่งชิงตลาดการค้าทางเมืองประสานมังกรกับพวกเรา สำนักดอกเหมยขัดแย้งกับพวกเราเรื่องวัตถุดิบยา หุบเขายากับป่าเขาที่สำคัญหลายแห่งเกิดข้อพิพาทไม่น้อย ถึงแม้พรรควาฬแดงของพวกเราจะเป็นค่ายพรรคอันดับหนึ่งแห่งแดนเหนือ แต่ว่าค่ายสำนักที่เหลือก็ไม่ใช่พวกเป็นมิตร” หงหมิงจืออธิบาย “ศิษย์น้องในฐานะผู้จัดการภารกิจภายนอก เกรงว่าอีกไม่นานจะมีความยุ่งยากหลากหลายแบบส่งมาให้ เมืองเลียบคีรีที่เจ้าดูแลไม่ใช่สถานที่ดีอันใด”

ลู่เซิ่งกระจ่างแจ้ง

เขาออกจากเรือวาฬแดง รู้สึกยินดีเหนือคาดหมายอยู่บ้าง คิดไม่ถึงว่าจะได้วิชากำลังภายในลมปราณแดงฉานที่เหี้ยมหาญกว่าวิชาทมิฬพิฆาตมาง่ายดายขนาดนี้

ถึงแม้ว่าบนศีรษะจะเพิ่มชื่อศิษย์สำนักอาทิตย์ชาด ศิษย์พี่ยังเป็นเจ้าสำนักอาทิตย์ชาดคนปัจจุบัน แต่ว่าเรื่องเหล่านี้ไม่มีความหมาย และส่งผลไม่มากต่อเขา

กลับกันถ้าค่อยๆ สั่งสมคุณูปการต่อพรรค จากนั้นรอจนแลกวิชากำลังภายในระดับเดียวกับวิชาลมปราณแดงฉานมาได้ ไม่ทราบต้องรอนานขนาดไหน

ถึงขั้นที่ไม่อาจนำวิชากำลังภายในระดับวิชาลมปราณแดงฉานสุดขั้วออกมาจากศาลาประกาศยุทธ์ได้

ตอนลงจากท่าเรือ ท้องฟ้าก็มืดแล้ว ลู่เซิ่งพลิกตัวขึ้นขี่ม้า จากนั้นติดตามพวกนิ่งซาน ต้วนเหมิ่งอัน ยังมีพลพรรคบริวารอีกหลายคน เตรียมกลับเมืองเลียบคีรี

“ผู้จัดการภารกิจภายนอกลู่ดูเหมือนคึกคักยิ่ง เรื่องราวไม่สำเร็จ กลับสมควรได้ประโยชน์ไม่น้อยกระมัง” ตอนนี้เองเสียงสตรีที่กระบิดกระบวนเสียงหนึ่งพลันดังมาจากข้างท่าเรือ

ลู่เซิ่งเงยหน้าขึ้นมอง เห็นชายฉกรรจ์ร่างกำยำหลายคนห้อมล้อมสตรีนุ่มนวลแก้มยาวคนหนึ่งเดินมา

สตรีนางนี้ใส่อาภรณ์สีแดง รูปหน้าเป็นทรงแต่งตามมาตรฐาน แต่เป็นเพราะแก้มลึกตอบ ให้ความรู้สึกชั่วร้ายไม่สมบูรณ์ เพราะแบบนี้ต่อให้มีร่างกายโค้งเว้าชัดเจน ก็ทำให้คนไม่เกิดตัณหาใดๆ แม้แต่น้อย

“ท่านคือใคร ทำไมจึงขวางทางข้า” ลู่เซิ่งขมวดคิ้ว

“ข้าน้อยกงซุนจิ้ง” สตรีอาภรณ์แดงกล่าวเย็นชา “ได้ยินชื่อเสียงของผู้จัดการภารกิจภายนอกลู่จากท่านอาหลายครั้งแล้ว”

“กงซุนจิ้งหรือ หลานสาวของกงซุนจางหลานใช่หรือไม่” เขาถาม

“ใช่แล้ว” กงซุนจิ้งตอบเย็นชา

“อย่างนั้นตอนนี้ท่านมาโผล่ด้านหน้าของข้าต้องการอะไร” ลู่เซิ่งมองนางด้วยสีหน้าประหลาดใจ “อาของท่านตอบรับว่าจะสู้กับข้าแล้วหรือ”

“อะไรนะ” กงซุนจิ้งอึ้ง คล้ายไม่รู้ว่าคำพูดนี้หมายความว่าอย่างไร

“ไม่ใช่เช่นนั้นหรือ อาของท่านส่งท่านมาให้ข้าทุบตีโดยเฉพาะ ภายหลังเขาจะได้มีข้ออ้างสู้กับข้าอย่างเป็นทางการ ในนิยายก็ใช้วิธีนี้ทั้งนั้นนี่” ลู่เซิ่งพูดแปลกๆ มากขึ้น

“ท่าน!” กงซุนจิ้งพลันโมโห ชี้หน้าจะตำหนิลู่เซิ่ง

“ดูเหมือนไม่ใช่…” ลู่เซิ่งผิดหวังเล็กน้อย ขยับกำปั้น “เช่นนั้น…”

“ข้าจะสังหารท่านก่อน จากนั้นก็ให้อาของท่านมาแก้แค้น!”

ตูม!

พริบตานั้น เขากระทืบเท้าใส่แผ่นไม้บนพื้น เสียงแกร่กดังขึ้น แผ่นไม้หนาบนท่าเรือถูกเขาเหยียบจนถล่มลง

ลู่เซิ่งพลันคลุ้มคลั่ง ร่างเหมือนพยัคฆ์ร้าย กลางอากาศเกิดเสียงพยัคฆ์คำรามปานเสียงฟ้าร้องขึ้นในทันใด

โฮก!

เปรี้ยง!

ลู่เซิ่งก้าวเท้าไปสิบกว่าเก้า กระแทกฝ่ามือใส่ทรวงอกกงซุนจิ้ง

พรู่ด!

กงซุนจิ้งเงยหน้ากระอักเลือด ร่างปลิวออกไป กระแทกเข้ากับชายฉกรรจ์หลายคนที่ด้านหลัง ไถลไปบนพื้นสิบกว่าหมี่จึงค่อยๆ หยุดลง

ไม่ทันแม้แต่จะร้องครวญคราง นางหายใจรวยริน นอนบนพื้น เลือดไหลออกจากปากอย่างต่อเนื่อง

ลู่เซิ่งยืนอยู่กับที่ มองชายฉกรรจ์ที่อยู่กับกงซุนจิ้งรอบๆ คนเหล่านั้นพลันตกใจตัวสั่น รีบหลีกทางก้มหน้าลง

“เจ้าเฒ่าชรากงซุนจางหลานเอาแต่หลบเลี่ยงไม่สู้กับข้า ครั้งนี้ดูว่าเขายังมีเหตุผลอะไรเป็นเต่าหัวหดอีก!”

หลังหัวเราะลั่น ลู่เซิ่งพาพวกต้วนเหมิ่งอันและนิ่งซานขี่ม้าจากไปอย่างผ่าเผย

………………………………………….
บทที่ 70
เปรี้ยง!

มุมโต๊ะไม้สีแดงตัวหนึ่งถูกกงซุนจางหลานตบจนหัก

เขาหน้าเขียว มองหลานสาว กงซุนจิ้ง ที่หายใจรวยริน ตัวพลันร้อนลวก โมโหโกรธเกรี้ยว

“พวกสวะ!”

เขามองลูกสมุนที่ก้มหน้าเงียบอยู่รอบๆ

“คุณหนูให้พวกเจ้าพานางไป พวกเจ้าก็พานางไปหรือ?! นางให้พวกเจ้าไปตาย พวกเจ้าเหตุใดไม่ไปตาย?!”

“ท่านรองประมุข…! คุณหนูจะไปดูให้ได้ว่าลู่เซิ่งที่ชิงตำแหน่งจากนางเป็นคนแบบใดกันแน่ จึงบังคับพวกเราไป…” ชายชราผมขาวคนหนึ่งกล่าวอย่างจนปัญญา

กงซุนจางหลานรู้จักนิสัยของหลานสาวตัวเองเช่นกัน วิทยายุทธต้อยต่ำจึงคิดใช้หัวสมองเอาชัย ความมั่นใจก็ล้นเกิน คนปกติรับมือไม่ได้จริงๆ

เขาทราบเช่นกันว่าการระบายความโกรธใส่ลูกน้องไร้ประโยชน์ เรื่องนี้กงซุนจิ้งยั่วยุก่อน ลู่เซิ่งสามารถบอกได้ว่านางล่วงเกินที่สูง

‘วิชากำลังภายในพิษอัคคี…!’ กงซุนจางหลานตรวจสอบคร่าวๆ มองออกว่าพลังฝ่ามือที่หลานสาวโดนเป็นอาการบาดเจ็บชนิดใด

เขาพากงซุนจิ้งเข้าไปในห้องด้านใน แบะเสื้อตรงทรวงอกของหลานสาวออกเบาๆ ขนาดมองผ่านเอี๊ยมก็เห็นรอยฝ่ามือสีแดงดำระหว่างสองเต้า เดือดดาลกว่าเดิม

‘พลังฝ่ามือชั่วร้ายนัก! คิดจะฆ่าจิ้งเอ๋อร์ในหนึ่งฝ่ามือ!”

ถ้าไม่มีวิชากำลังภายในคุณสมบัติหยินเย็นที่สอดคล้องหักล้างไว้ เกรงว่าฝ่ามือนี้จะคร่าชีวิตหลานสาวของเขาได้ ถึงแม้ว่าพลังที่โดนจะไม่รุนแรงมาก แต่ว่าพิษอัคคีด้านในร้ายแรงผิดธรรมดา เผาไหม้พลังชีวิตกงซุนจิ้งตลอดเวลา

‘พลังฝ่ามือระดับนี้…’

กงซุนจางหลานหน้าเขียว แตะขอบรอยฝ่ามือ นิ้วชี้รู้สึกถึงความร้อนส่วนหนึ่ง

‘ลู่เซิ่ง!’ ดวงตาเขาปรากฏความเย็นเยียบ ถ้าไม่ใช่ว่าในพรรคมีกฎว่าคนในพรรคไม่อาจเข่นฆ่ากันเอง เกรงว่าตอนนั้นจิ้งเอ๋อร์คงไม่เหลือลมหายใจรอดกลับมา

“จิ้งเอ๋อร์!” ทันใดนั้นสตรีอ้อนแอ้นคนหนึ่งพลันเลิกม่านประตูเข้ามามองสภาพน่าอนาถฉากนี้ กลั้นน้ำตาไม่ไหว เริ่มเช็ดน้ำตาอยู่ด้านข้าง

“ร้องไห้ทำไม!?” กงซุนจางหลานกล่าวเสียงเย็น “เรื่องนี้มีข้าอยู่! ข้าจะให้ลู่เซิ่งนั่นชดใช้!”

เขาลุกขึ้น

“เจ้าส่งคนไปขอให้ฟางจือต้ง ฟางเสียนตี้มาช่วยคน จากนั้นส่งสาสน์ท้ารบให้ผู้จัดการภารกิจภายนอกลู่นั่น เขาอยากสู้กับข้าอยู่แล้ว ข้าจะสนองเขาเอง!”

“แต่ว่าพี่ใหญ่!” สตรีนางนั้นงงงัน กังวลอยู่บ้าง

“ไม่มีแต่ เรื่องนี้จัดการตามกฎของพรรคได้ แต่ว่าจิ้งเอ๋อร์ไปขวางทางคนผู้นั้นก่อน มีข้อสงสัยล่วงเกินที่สูง เขาอย่างมากสุดลงมือหนักไป ถูกตัดสินโทษให้หันหน้าเข้ากำแพงสองสามวัน ชดใช้เงินนิดหน่อย ด้วยความสามารถของหงหมิงจือ ต้องไม่มีเรื่องราวใด ไร้ความหมายแม้แต่น้อย

“จะลงมือต้องเด็ดขาด ส่งสาสน์ท้ารบเป็นตายซะ” กงซุนจางหลานในที่สุดตัดสินใจแล้ว ลู่เซิ่งความจริงเป็นดาบเล่มหนึ่งของประมุขพรรคเฒ่า เขาคิดแทรกคนของตัวเอง ก็ต้องหักดาบเล่มนี้ก่อน

“ก็ได้ พี่ใหญ่ระวังให้มาก คนผู้นี้มีพลังฝ่ามือน่ากลัวจริงๆ น่าเสียดายเสี่ยวจิ้งของข้า…” สตรีขณะพูดก็เริ่มเช็ดน้ำตาอีกครั้ง

“ถ้าไม่กลัวชื่อเสียงเสีย แม้แต่หงหมิงจือข้าก็ไม่กลัว อย่าว่าแต่เขา” เขาทราบข่าวที่ลู่เซิ่งสู้กับหงหมิงจือในสวนดอกไม้ผ่านเส้นสายแล้ว มีความเข้าใจคร่าวๆ ต่อพลังของลู่เซิ่ง แข็งแกร่ง แต่ว่ายังห่างจากตนไม่น้อย

“คนผู้นี้มีพรสวรรค์เกินคน พัฒนาเร็วสุดขีด อายุน้อยกว่าข้า จะกำจัดต้องทำให้เร็ว” กงซุนจางหลานไม่ใช่คนอ่อนแอไม่เด็ดขาด ตอนนี้ให้น้องสาวของตัวเองไปร่างสาสน์ ครั้งนี้เขาจะกำจัดลู่เซิ่ง ตัดความหวังของหงหมิงจือโดยสมบูรณ์

“ข้าอยู่ในพรรควาฬแดงมาหลายปี แค่เด็กน้อยคนเดียวคิดคว่ำกระดานหรือ ฝันไปเถอะ!” กงซุนจางหลานดวงตาปรากฏจิตสังหารขึ้น


เมืองเลียบคีรี ห้องเพาะดอกไหม้หยกทอง

หนึ่งในกิจการของพรรควาฬแดง ยังรวมห้องเพาะดอกไม้แถบใหญ่แถวชานเมือง เอาไว้เพาะดอกไม้มอบให้คนบุญหนักศักดิ์ใหญ่ในเมืองโดยเฉพาะ

ในห้องเพาะดอกไม้ที่โอ่อ่าสว่างไสว ในห้องที่ใหญ่ที่สุดเหลือพื้นที่ว่างขนาดใหญ่ เอาไว้ตากดอกไม้ให้เป็นดอกไม้แห้งในยามปกติ

หลังจากลู่เซิ่งรู้จักกิจการนี้เมื่อสองสามวันก่อน ก็มาที่นี่อย่างยินดี ในอากาศมีแต่กลิ่นหอม ปลอดโปร่งโล่งใจ ดีกว่าอากาศในเมืองมาก

นอกจากลูกน้องที่เฝ้าอยู่นอกประตู คนที่เหลือรวมถึงคนสวนต่างถูกเขาไล่ออกไป

เดินอยู่ท่ามกลางทะเลดอกสีเหลือง สีแดง ลู่เซิ่งหยิบขวดกระเบื้องเล็กๆ ขวดนั้นออกมาจากในอกเสื้อ เทยาเม็ดสีแดงขนาดเท่าเมล็ดข้าวออกมาเม็ดหนึ่ง ก่อนเงยหน้าขึ้นกินลงไป

‘โอสถอาทิตย์ชาดสมคำร่ำลือจริงๆ’ ลู่เซิ่งรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า ยาเม็ดขนาดเท่าเมล็ดข้าวละลายในปาก กระตุ้นช่องปากให้ขับน้ำลายออกมาปริมาณมาก น้ำลายเหล่านี้กลายเป็นกระแสความร้อนที่ร้อนลวกไหลลงคอ ไปถึงกะเพาะ ลำไส้

อย่างรวดเร็ว เขาก็รู้สึกได้ถึงกระแสความอุ่นปริมาณมากที่ไหลออกมาจากส่วนกระเพาะ แถวทรวงอกและท้อง ร่างกายร้อนขึ้น

‘วิชาลมปราณแดงฉานมีทั้งหมดเจ็ดระดับ ความรู้สึกถึงปราณเบื้องต้นไม่ทันไรก็สัมผัสได้จากการชี้แนะของศิษย์พี่แล้ว หลังบำรุงร่างกายมาหลายวัน วันนี้สมควรทดลองเลื่อนถึงระดับที่หนึ่ง’

ตอนนี้ลู่เซิ่งยากจะหาสถานที่เงียบสงบซุ่มฝึกวิทยายุทธ ที่ที่ตนกับเฉี่ยวเอ๋อร์อยู่มักสัมผัสได้ว่ามีคนแอบมอง หนำซ้ำเป็นเพราะตอนนี้เขามีการรับรู้ที่แกร่งเกินไป กลิ่นคนจำนวนมากที่ผ่านใต้อาคารอย่างต่อเนื่อง รบกวนการทำสมาธิของเขาได้โดยง่าย

ดังนั้นหลังจากรับกิจการทั้งหมดของอู๋ซาน เขาจึงตามหาที่ที่สงบมากพอ ในที่สุดก็เจอห้องเพาะดอกไม้ในกิจการของตัวเอง

ห้องเพาะดอกไม้เหล่านี้ส่วนหนึ่งขายดอกไม้สดให้ขุนนางคหบดีจำนวนมากในเมือง ดอกไม้ที่เพาะปลูกในลานหลัง ส่วนหนึ่งใช้ตากเป็นดอกไม้แห้งสำหรับทำยา หรือขายให้ร้านยาในเมือง นอกจากนี้พรรควาฬแดงก็กระจายชาดอกไม้และการเสริมความงาม ความต้องการมีมหาศาล กลับเป็นธุรกิจที่กำไรไม่เลว

เดินถึงที่ว่างสำหรับตากดอกไม้ ลู่เซิ่งยืนนิ่งหลับตาไพล่มือ เหมือนกับกำลังดมกลิ่นดอกไหม้จางๆ ในอากาศ

เพียงแต่ไม่มีคนทราบว่าตอนนี้เขากำลังจะเลื่อนระดับ

‘ดีปบลู’ ลู่เซิ่งคิดในใจ

ฟุ่บ

กรอบเครื่องมือปรับเปลี่ยนโผล่ขึ้นมาด้านหน้าเขา ตัวเลือกวรยุทธ์แต่ละแถวด้านบนเห็นได้แจ่มชัด

ลู่เซิ่งก้มตาลงกวาดมอง ไม่ทันไรก็เจอวิชาลมปราณแดงฉานที่อยู่ด้านใน

[วิชาลมปราณแดงฉาน: เบื้องต้น ผลพิเศษ: แรงกระแทกหนึ่งชั้น]

‘ระดับเบื้องต้นก็มีผลพิเศษแล้วหรือ ไม่ธรรมดาจริงๆ!’ ลู่เซิ่งค่อนข้างพอใจ ทำสมาธิ ปรับร่างกายจิตใจ รอจนร่างกายสงบลงโดยสมบูรณ์ จึงค่อยๆ ใช้สำนึกกดบนปุ่มปรับเปลี่ยน

ฟุ่บ

เครื่องมือปรับเปลี่ยนกะพริบ เข้าสู่สภาพเปลี่ยนแปลง

‘เพิ่มวิชาลมปราณแดงฉานสู่ระดับหนึ่ง’

ลู่เซิ่งทำความเข้าใจระดับหนึ่งของวิชาลมปราณแดงฉานจนปรุโปรงแต่แรก ตอนนี้สิ่งที่กังวลเป็นหลักในการเพิ่มระดับคือร่างกายทนทานได้หรือไม่

เสียงชิ้งดังขึ้น กรอบวิชาลมปราณแดงฉานบนเครื่องมือปรับเปลี่ยนเริ่มจางลงอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ชัดขึ้น

[วิชาลมปราณแดงฉาน: ระดับหนึ่ง ผลพิเศษ: แรงกระแทกหนึ่งชั้น]

‘สำเร็จแล้ว!’ ลู่เซิ่งยินดี ขณะเดียวกันเขาก็สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย วิชาพยัคฆ์ดำกระเรียนหยกสูญเสียพลังมากกว่าครึ่งด้วยความเร็วสูง ไม่ทันไรก็เหลือแค่นิดๆ หน่อยๆ โน้มนำหยินหยางพอเริ่มก็หายไปจนหมด คิดจะฟื้นฟูยังไม่ทราบว่าต้องใช้เวลานานเท่าไหร่

วิชาโลหิตพิฆาตเป็นวิชาที่ประหลาดที่สุด ปราณภายในถึงกับถูกเปลี่ยนเป็นปราณภายในแดงฉานของวิชาลมปราณแดงฉานไม่หยุด ถึงแม้ความเร็วการเปลี่ยนแปลงจะช้ายิ่ง แต่ก็ดีที่ต่อเนื่องไม่ขาดตอน

‘วิชาโลหิตพิฆาตที่สุดแล้วก็ไม่ครอบคลุมทุกด้านเหมือนวิชาลมปราณแดงฉาน ยังมีผลคงค้างที่ยังไม่รู้ ตอนนี้ทั้งหมดเป็นกำลังภายในธาตุหยาง เปลี่ยนได้ก็ดี ภายหลังจะได้ไม่ห่วงว่าจะเกิดปัญหา’

ลู่เซิ่งไม่แตกตื่นกลับมั่นคง

กลางห้องเพาะดอกไหม้ รอบๆ เป็นดอกไม้แน่นขนัด ไม่ใช่สีแดงก็เป็นสีเหลือง อากาศบริสุทธิ์

ลู่เซิ่งยืนหลับตาปรับลมหายใจตรงกลาง ตรวจสอบการสิ้นเปลืองด้านอื่นอย่างละเอียด

‘ร่างกายขาดหยินแล้ว ก่อนหน้านี้วิชาโลหิตพิฆาตกับวิชาหล่อเลี้ยงชีวิตวิชาอื่นๆ ถูกโน้มนำหยินหยางปรับสภาพสมดุล ตอนนี้สมดุลนี้ถูกทำลายแล้ว วิชาลมปราณแดงฉานแข็งแกร่งกว่าวิชาโลหิตพิฆาต อานุภาพก็เกรี้ยวกราดกว่า สมดุลก่อนหน้าย่อมไม่อาจคงอยู่’ ลู่เซิ่งกระจ่างแล้ว ค่อยๆ หยิบกล่องเก็บเครื่องประดับสีดำออกมาจากในแขนเสื้อ

เมื่อเปิดกล่องดังปุบ ผมสีดำที่ม้วนอยู่เส้นหนึ่งวางนิ่งอยู่ด้านใน

‘ได้ทดลองพอดี ความสำคัญที่โน้มนำหยินหยางมีต่อเราไม่ต้องพูดก็เข้าใจ ถ้าไม่อาจปรับสมดุลร่างกาย ยากจะไม่ปรากฏผลคงค้างและผลกระทบทางใจไม่น้อย หนำซ้ำภายหลังเวลา ยกระดับพลังจำเป็นต้องใช้กำลังภายในที่หนักแน่นกว่าวิชาหล่อเลี้ยงชีวิต’

ลู่เซิ่งตกลงใจแต่แรก ครั้งนี้ใช้ผมดำที่ได้จากหมู่บ้านตระกูลซ่งเมื่อก่อนหน้ามาเรียนรู้วิชาหล่อเลี้ยงชีวิตบนร่างตัวเอง

กัดนิ้วเบาๆ หยดเลือดใส่ผมสีดำนั้น

ซู่!

หมอกขาวเหมือนไอน้ำสายหนึ่งระเหยขึ้นบนผมสีดำ ถูกนิ้วของลู่เซิ่งดูดเข้าไปอย่างรวดเร็ว

พริบตาเดียวเขาก็รู้สึกว่ามีกระแสความเย็นสายหนึ่งทะลักจากปลายนิ้วเข้ามา พุ่งตามฝ่ามือเข้าสู่ปลายแขน ต้นแขน ทรวงอก จากนั้นก็พุ่งเข้าจุดตันเถียนที่ท้องน้อย

‘ปราณหยินรุนแรงจริง!’ ลู่เซิ่งตกตะลึง

แต่ว่าพริบตาเดียว ปราณหยินทั้งหมดก็หายไป เหมือนถูกบางอย่างดูดไปจนเกลี้ยง ไม่เหลือแม้แต่น้อย

[ดำเนินการเรียนรู้วรยุทธ์หรือไม่]

กรอบสนทนากรอบหนึ่งเด้งขึ้นมาตรงหน้าลู่เซิ่ง

‘ใช่!’

ลู่เซิ่งรีบยืนยัน สงบใจ เพ่งสมาธิบนโน้มนำหยินหยาง

‘เรียนรู้โน้มนำหยินหยางสู่ระดับสี่’ โน้มนำหยินหยางของเขาเดิมทีมีแค่สองระดับ แต่หลังจากเขาเรียนรู้ในครั้งก่อนก็บรรลุระดับสาม ครั้งนี้จึงเรียนรู้ระดับสี่พอดี

กรอบเครื่องมือปรับเปลี่ยนสั่นไหว จากนั้นจางลง

รอประมาณสิบกว่าวินาที กรอบทั้งกรอบค่อยๆ ชัดขึ้น

[วิชาปริศนา: ระดับสี่ ผลพิเศษ: การฟื้นปราณเร็วขึ้น ปรับสมดุลหยินหยาง เร่งการฟื้นฟู]

ลู่เซิ่งสัมผัสวิชาที่โผล่ขึ้นมาใหม่นี้อย่างละเอียด วิชานี้ใช้เส้นทางการโคจรของโน้มนำหยินหยางก่อนหน้านี้เป็นหลัก ดูดซับเส้นลมปราณโคจรส่วนใหญ่ของวิชาพยัคฆ์ดำกระเรียนหยกไปพร้อมกัน เวลานี้วิชากำลังภายในใหม่ได้เปลี่ยนกำลังภายในทั้งหมดของวิชาพยัคฆ์ดำกระเรียนหยกเป็นปราณภายในใหม่ของตัวเองอย่างรวดเร็ว ปริมาณปราณภายในของมันยังน้อยกว่าโน้มนำหยินหยางและวิชาพยัคฆ์ดำกระเรียนหยกเล็กน้อย แต่คุณสมบัติบริสุทธิ์กว่า

ถ้าหากบอกว่าความรู้สึกที่สองวิชาก่อนหน้ามอบให้ลู่เซิ่งเป็นเส้นด้ายนุ่มละมุนสองสายไหลอยู่ในร่าง เช่นนั้นกำลังภายในของวิชาใหม่เวลานี้ก็ให้ความรู้สึกของหยกศิลาที่เย็นสดชื่นค่อยๆ เคลื่อนในร่าง

‘วิชาใหม่นี้ เป็นโน้มนำหยินหยางที่ดูดซับวิชาพยัคฆ์ดำกระเรียนหยก…’ ลู่เซิ่งคิดไม่ถึงว่าจะปรากฏเรื่องเช่นนี้

เขามองวรยุทธ์บนเครื่องมือปรับเปลี่ยนอีกครั้ง

เป็นอย่างที่คาด ตัวเลือกของวิชาพยัคฆ์ดำกระเรียนหยกถึงกับหายไปโดยสิ้นเชิง เห็นได้ชัดว่าถูกวิชาใหม่หลอมรวมดูดซับพลังไปทั้งหมด

ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ปราณภายในวิชาพยัคฆ์ดำกระเรียนหยกทั้งหมดก็ถูกเปลี่ยนเป็นปราณภายในของวิชากำลังภายในชนิดใหม่ ปริมาณปราณภายในของมันยิ่งใหญ่ไม่ธรรมดา ซัดสาดอยู่ในร่างกาย

‘ในเมื่อหลอมรวมจุดเด่นของสองวิชานี้ เช่นนั้นวิชาใหม่เรียกว่า วิชาหยินหยางกระเรียนหยกก็แล้วกัน’ เขาตั้งชื่อให้มันอย่างรวดเร็ว

วิชาหยินหยางกระเรียนหยกไม่ใช่วิชาหล่อเลี้ยงชีวิตระดับต่ำเช่นวิชากระเรียนหยกอีกต่อไป หากยกระดับขึ้นเป็นวิชาหล่อเลี้ยงชีวิตระดับสูงที่ลู่เซิ่งก็ไม่อาจคาดการณ์ประสิทธิผลได้เช่นกัน

หลอมรวมจุดเด่นความพิเศษของวิชากำลังภายในหลายวิชา วิชากำลังภายในใหม่นี้เพิ่งเปลี่ยนแปลงเสร็จ ก็ทำให้ลู่เซิ่งรู้สึกถึงความแตกต่าง

………………………………………….






ความคิดเห็น