61-65
บทที่ 61
“แปลกมาก หมู่บ้านนี้ไม่เห็นคนเข้าออก กลางวันก็ไม่มีคนปัดกวาด เดิมทีนึกว่าไม่มีคนอยู่…” ต้วนเหมิ่งอันรำพึงเบาๆ
“ระวังไว้หน่อยก็ดี พวกเรามาสืบคดี คนหายสาบสูญก่อนหน้า คืนนี้ดูว่าเกิดเรื่องใดหรือไม่ ก่อนหน้านี้คนเหล่านั้นส่วนใหญ่หายไปตอนกลางคืน ข้ากลับอยากเห็นว่า สิ่งใดทำให้ยอดฝีมืออย่างอู๋ซานหายตัวไปอย่างน่าประหลาด” ลู่เซิ่งกำด้ามดาบ นั่งหลับตานิ่งๆ
อีกสองคนเห็นลูกพี่เป็นเช่นนี้ เดิมทีใจเต้นระทึก ตอนนี้สงบลงไม่น้อย
“มีคุณชายอยู่ ต้องไม่มีปัญหาแน่” ต้วนเหมิ่งอันปลอบตัวเอง ขณะเดียวกันก็พูดให้นิ่งซานได้ยิน
นิ่งซานกระวนกระวาย แต่พอได้ยินคำพูดนี้ก็ใจเย็นลงเล็กน้อย
ลู่เซิ่งนั่งลงบนเตียง ปรับลมหายใจหลับตาทำสมาธิเหมือนอยู่บ้าน สีหน้าราบเรียบ แต่ว่าประสาทสัมผัสรับรู้ถึงสภาพแวดล้อมตลอดเวลาเพื่อป้องกันเรื่องเหนือความคาดหมาย
ต้วนเหมิ่งอันเปลือกนอกพักผ่อน แต่ความจริงระวังตัว นิ่งซานก็เลียนแบบคนทั้งสองหาเก้าอี้นั่งลง ทั้งสามคนไม่ได้แยกห้อง แต่ว่าอยู่ในห้องเดียวกันเพื่อสะดวกแก่การดูแลกัน
สักพักหนึ่ง ด้านนอกพลันมีเสียงเอะอะเล็กน้อยดังมา
คล้ายกับมีคนเข้ามาไม่น้อย ส่วนใหญ่เป็นเสียงผู้หญิง
“น้องสาว ผู้ใหญ่ในบ้านของเจ้าเล่า เหตุใดไม่เห็นพวกเขาออกมา” สตรีนางหนึ่งกล่าวเสียงใส
“พี่ชายข้ากำลังกลั่นโอสถ ไม่มีเวลาออกมา พวกท่านต้องเบาเสียงหน่อย อย่าได้เอาตะเกียงออกมา ไม่อย่างนั้นพี่ใหญ่ข้าจะโกรธ เขาโกรธแล้วน่ากลัวยิ่ง” ซ่งอวิ๋นจวนกำชับเสียงเบา
“ไม่ต้องห่วง พวกเราเพียงค้างคืนเดียว เส้นทางภูเขาถูกโคลนถล่มปิดทาง พวกเราไม่มีวิธีอื่นจึงมาขออาศัย พรุ่งนี้เช้าก็ไปแล้ว” สตรีอีกคนกล่าวเสียงอ่อนโยน
“ขอบคุณพวกท่านที่เข้าใจ” ซ่งอวิ๋นจวนอือออคำหนึ่ง คล้ายกับกำลังพาผู้มาใหม่ไปยังห้องของตัวเอง
ลู่เซิ่งลุกขึ้นเปิดประตูมองดูด้านนอก เห็นบุรุษสตรีกลุ่มหนึ่งถือคบเพลิงเดินไปยังห้องอีกฝั่งภายใต้การนำทางของซ่งอวิ๋นจวน
กลุ่มนี้มีสตรีสี่คน ล้วนเป็นคุณหนูอายุน้อย มองเครื่องแต่งกายก็รู้ว่าไม่ใช่ครอบครัวท้องถิ่น ระดับเครื่องแต่งกายบนตัวกลับใกล้เคียงกับสตรีกลุ่มที่ลู่เซิ่งเคยอยู่ด้วยเป็นประจำ อาจเป็นบุตรีคหบดีเมืองเล็กจากบ้านนอก
สตรีทั้งสี่คนยังนำคนคุ้มกันสี่คนมาด้วย ทั้งหมดเป็นชายฉกรรจ์พกดาบ แต่มองการก้าวเท้า ลู่เซิ่งก็ทราบว่าเป็นแค่บุรุษหยาบกระด้างที่มีดีแค่แรงสี่คน อาจเคยเรียนวิชาดาบพื้นฐานเล็กน้อย แต่มีขีดความสามารถจำกัด
จุดที่ลู่เซิ่งเพ่งสายตาอยู่นาน ก็คือเด็กสาวที่งดงามน่ารัก ใบหน้าเพริศแพร้วคนหนึ่ง
บุคลิกของเด็กสาวทำให้คนชื่นชมยิ่ง เหมือนกระต่ายขาวที่เป็นมิตรไร้อันตราย น่าเอ็นดู ทำให้ลู่เซิ่งนึกถึงเฉี่ยวเอ๋อร์ที่บ้านขึ้นชั่วขณะ
พวกเขาทั้งสามคนเห็นอีกฝ่าย ขบวนคนอีกฝั่งก็เห็นพวกเขาเช่นกัน
พอเห็นรูปร่างกับบุคลิกของพวกลู่เซิ่ง คนคุ้มกันทั้งสี่คนนั้นก็แสดงความกริ่งเกรง คนหนึ่งในนั้นพูดเสียงเบากับคุณหนูของตัวเองสองสามคำ คุณหนูทั้งสี่คนนั้นมองมาทางด้านลู่เซิ่ง สีหน้ากลับพิกลอยู่บ้าง
ไม่ใช่กังวล หากเป็นเด็กสาวที่บุคลิกอ่อนโยนคนหนึ่งถึงกับแสดงความกระเหี้ยนกระหือรือ
“คุณชาย ในแขนเสื้อสตรีนางนั้นซ่อนมีดไว้” นิ่งซานกล่าวเสียงเบา ชี้ไปที่เด็กสาวที่มีสีหน้าอ่อนโยนนางนั้น
“อ้อ เจ้ามองออกหรือ” ลู่เซิ่งเลิกคิ้ว
“มองออก เมื่อก่อนข้าน้อยเคยเสียเปรียบ ภายหลังตั้งใจสังเกตอยู่นาน สรุปเป็นกฎส่วนหนึ่ง” นิ่งซานผู้นี้รู้จักสรุปกฎ ในสังคมที่ความรู้บนหนังสือหนังหามีแต่ตระกูลร่ำรวยมีอำนาจครอบครอง เขามีความฉลาดเช่นนี้ ถึงได้เป็นระดับรองหัวหน้าในพรรควาฬแดง
“สมควรฝึกมาหลายท่า ไม่งั้นเด็กสาวสองสามคนคงไม่กล้าออกมานอกป่า หากเจออันตรายจริงๆ ต่อให้พกคนคุ้มกันมาก็เปล่าประโยชน์ ไม่แน่ว่าคนคุ้มกันบางคนยังมีเจตนาร้าย” ลู่เซิ่งกล่าวราบเรียบ เขาไม่สัมผัสถึงประกายในดวงตาของเด็กสาวอ่อนโยน พลัง ปราณ และจิตของอีกฝ่ายแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ใช่ผู้ฝึกกำลังภายใน พิจารณารูปร่างย่างก้าวอีกที ยอดฝีมือกำลังภายนอกก็ไม่น่าจะมีร่างกายบอบบางเช่นนี้
“คนพวกนี้ไม่ต้องสนใจ กลับเป็นอีกคนหนึ่ง” ลู่เซิ่งมองคนผู้หนึ่งที่อยู่ท้ายกลุ่ม
คนผู้นี้เป็นคุณชายอายุน้อย ใบหน้าดุจกวนหยก ท่าทีเชื่อมั่น ถือร่มกระดาษน้ำมันสีขาว เสื้อคลุมขาวราวหิมะ ผมดำขับเน้นความผ่าเผย บุคลิกดุจมังกร
สิ่งที่ทำให้ลู่เซิ่งสนใจอยู่บ้างก็คือ คุณชายผู้นี้แสดงท่าทีว่าไม่ได้ร่วมทางมากับเหล่าสตรีด้านหน้า หนำซ้ำสองตาเขายังเป็นประกาย เห็นได้ว่าฝึกฝนความสามารถกำลังภายใน
“คนผู้นี้เป็นผู้ฝึกกำลังภายใน ให้ความสนใจไว้” ลู่เซิ่งเตือนแล้วหมุนตัวไปพักผ่อนบนเตียง
ต้วนเหมิ่งอันกับนิ่งซานพิจารณาคุณชายผู้นี้ ตั้งใจจำอีกฝ่ายไว้ ก่อนปิดประตูแยกกันหาตำแหน่งพักผ่อน
วิ้ว…
ลมเย็นพัด ประตูไม้ถูกผลักเปิดเบาๆ
ซ่งอวิ๋นจวนไอสองสามครั้ง หันไปพูดกับคุณชายหน้าตาหล่อเหลา
“พี่ใหญ่หลี่ ห้องนี้ให้ท่าน ด้านในมีของครบ แต่เก่าไปบ้าง ขอท่านอย่าได้ถือสา”
คุณชายหลี่ยิ้ม กล่าวอย่างเป็นมิตร “ไม่เป็นไร มีที่พักก็ดีกว่าที่คาดแล้ว คืนนี้ฝนอาจตก น้องสาวรับข้าน้อยไว้ รู้สึกซาบซึ้งเหลือแสน”
เสียงพูดเขาอ่อนโยนน่าฟัง มีความทุ้มต่ำน่าดึงดูด ทำให้ซ่งอวิ๋นจวนหน้าแดงเล็กน้อย รู้สึกเขินอยู่บ้าง
“เช่นนั้น… เช่นนั้นข้าไปก่อนแล้ว ท่านพักผ่อนเถอะ”
คุณชายหลี่ยิ้ม ขานรับ
“จริงด้วย ถามได้หรือไม่ บุรุษสามคนที่พักห้องฝั่งตรงข้ามก็มาค้างในคืนนี้เช่นกันหรือ”
ซ่งอวิ๋นจวนพยักหน้า “ใช่แล้ว มาถึงหมู่บ้านก่อนหน้า แปลกนัก วันนี้เหตุใดอยู่ๆ มีคนจำนวนมากมา”
คุณชายหลี่ตาเป็นประกาย ยิ้มพลางพยักหน้า ยังคงมีท่าทีอบอุ่น
“สามคนนั้นดูไม่น่ายุ่งด้วย เหมือนไม่ใช่คนดีเท่าไร”
“คุณชายหลี่ก็รู้สึกแบบนี้เหมือนกันหรือ ก่อนหน้าข้ากลัวอยู่บ้าง แต่มีคนมากขนาดนี้กลับไม่ค่อยกลัวแล้ว” ซ่งอวิ๋นจวนยิ้ม “เช่นนั้นท่านพักผ่อนเถอะ ข้าไปนอนแล้ว”
“อืม ไปเถอะ เจ้าอายุน้อยอยู่ ต้องดูแลร่างกาย” คุณชายหลี่มองซ่งอวิ๋นจวน สายตาปรากฏความเมตตา
“อืม” ซ่งอวิ๋นจวนหมุนตัวจากไปอย่างเบิกบาน
คุณชายหลี่มองตามอีกฝ่ายเข้าห้องใหญ่ตรงกลางแล้วปิดประตู จึงค่อยหันมาเข้าห้อง แล้วปิดห้องไว้
“มีความหมาย”
ในความมืด เขาค่อยๆ ล้วงหินเหล็กไฟขึ้นมาจุดเทียนกลางห้อง
เทียนสีเหลืองเท่าปลายแขนส่องแสงสีเหลืองจางๆ จากนั้นถูกโคมไฟเล็กๆ ใบหนึ่งปิดไว้ เส้นแสงพลันอ่อนลงมาก
คุณชายหลี่ได้ยินกลุ่มสตรีที่อยู่ข้างเคียงกำลังสนทนากันเจี๊ยวจ๊าว อดส่ายหน้าไม่ได้
‘หมู่บ้านนี้คล้ายผิดปกติอยู่บ้าง ไม่ให้จุดตะเกียงออกไป มีพี่ใหญ่คนเดียวกลับให้น้องสาวที่เป็นเด็กออกมาต้อนรับแขก’
หลี่ซุ่นซีสนใจอยู่บ้าง เขาก็แค่ออกมาคลายเครียด เส้นทางใกล้ๆ ถูกปิดอย่างเหนือความคาดหมาย ได้แต่มาขอค้างคืน คิดไม่ถึงจะเจอเรื่องน่าสนใจแบบนี้
‘ทั้งสามคนที่อยู่ตรงข้ามร่างกายกำยำแข็งแรง มองดูก็รู้ว่าเป็นสมาชิกค่ายพรรค แขนเสื้อยังมีสัญลักษณ์อย่างหนึ่ง แสงมืดไปหน่อย กลับเห็นไม่ชัดว่าเป็นค่ายพรรคใด ดูสีหน้าพวกเขา คล้ายหมู่บ้านนี้มีปัญหาเล็กน้อย สมควรตั้งใจมา’
หลี่ซุ่นซีพลันสนใจมากกว่าเดิม
เขาเดิมที่เป็นคุณชายคนเล็กในตระกูลขุนนาง เปลือกนอกแม้เป็นนายน้อยตระกูลขุนนาง แต่กลับเรียนรู้ความสามารถไล่ผีจับปีศาจมาไม่น้อย บวกกับมีพรสวรรค์ ความฉลาด และคุณสมบัติไม่ธรรมดา เรียนวรยุทธ์พิเศษแต่เด็ก ระดับพลังฝึกปรือไม่สามัญ แอบออกมาด้านนอกแก้ไขเรื่องราวผีอาละวาดหลายครั้ง สั่งสมประสบการณ์ไม่น้อย
ขนาดบิดาที่เป็นขุนนางชั้นสูงยังไม่รู้ว่าบุตรคนเล็กของตัวเองเรียนความสามารถไม่ธรรมดา
หลี่ซุ่นซีปกติเก็บงำไว้ดียิ่ง ไม่เผยความสามารถแม้แต่น้อย มีแต่บางครั้งแอบออกจากบ้าน หลังปลอมตัวจึงกล้าเปิดเผยตัวเต็มที่
‘ดูเหมือนมาทางนี้ไม่เสียเที่ยว’ หลี่ซุ่นซีกระตือรือร้น นั่งข้างโต๊ะเริ่มหยิบอุปกรณ์อาคมของตัวเองออกมาเช็ดถูตรวจสอบ
…
กลางดึก
ลู่เซิ่งที่นั่งบนเตียงลืมตาขึ้นมองนิ่งซานที่เดินไปถึงประตู
“เจ้าจะทำอะไร”
“คุณชายข้าจะไปห้องน้ำ…” นิ่งซานหน้านิ่ว เห็นได้ชัดว่าหวาดกลัวเล็กน้อย
“เรียกต้วนเหมิ่งอันไปกับเจ้าด้วย” ลู่เซิ่งกล่าวราบเรียบ “อย่าอยู่ลำพัง”
ต้วนเหมิ่งอันพิงเก้าอี้หลับน้ำลายไหลย้อยอยู่
นิ่งซานจนใจ ได้แต่ไปสะกิดเขา
“ทำอะไร!? หาที่ตายหรือ!?” ต้วนเหมิ่งอันเดือดดาล ความรู้สึกถูกปลุกยากทนทาน เขาลืมตาที่หรี่ปรือ กำลังจะอาละวาด พลันเห็นดวงตาที่ลู่เซิ่งมองตนเปี่ยมประกาย เหมือนถูกเข็มทิ่ม พลันปลุกเขาสะดุ้งตื่นโดยสมบูรณ์
“เจ้าไปห้องน้ำเป็นเพื่อนเขา อย่าได้อยู่ลำพัง” ลู่เซิ่งสั่ง
“อ้อ…” ตวนเมิ่งอันเช็ดน้ำลาย ลุกขึ้นอย่างฝืนใจอยู่บ้าง
“ขออภัยด้วยพี่ต้วน” นิ่งซานจนปัญญา ถูกต้วนเหมิ่งอันถลึงมอง สองคนเปิดประตูออกไปด้วยกัน
เสียงดังแกร่กเมื่อประตูปิดลง
ลู่เซิ่งหลับตาลงอีกครั้ง
ผ่านไปชั่วเวลาน้ำชาถ้วยหนึ่ง ประตูค่อยๆ ถูกผลักเปิดอีกครั้ง
แอ๊ด…
“กลับมาแล้วหรือ” ลู่เซิ่งกล่าวราบเรียบ “รีบพักผ่อน ข้าจะเฝ้าดูก่อน”
ไม่มีคนตอบ
ลู่เซิ่งลืมตาขึ้นเห็นประตูเปิด ลมเย็นพัดเข้ามา กลับไม่มีคนอยู่ เหมือนกับประตูถูกลมพัดเปิด
เขาลุกขึ้นเดินไปปิดประตูเบาๆ
‘สองคนนั้นเหตุใดยังไม่กลับมา’
เพิ่งปิดประตู ทันใดนั้นประตูคล้ายถูกสิ่งใดบังไว้ โดนคนผลักจากด้านนอก ลู่เซิ่งสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าเหมือนมีคนบังประตูไม่ให้เขาเปิดออก
เขาสีหน้าเคร่งขรึม ออกแรงผลักประตูกระโจนออกไป
เช้ง!
ดาบที่เอวถูกชักออกจากฝักมาครึ่งหนึ่ง จึงเห็นว่าด้านนอกประตูไร้ผู้คน
‘แสร้งเป็นผีปลอมเป็นเทพ!’ ลู่เซิ่งกวาดตามองรอบๆ กลับว่างเปล่าไม่พบอะไรเลย จึงค่อยกลับเข้าห้อง
ขณะกำลังจะนั่งลง ลู่เซิ่งรู้สึกว่าสองคนนั้นไปนานอยู่บ้าง เจอเหตุการณ์เมื่อครู่จึงกังวลเล็กน้อย
‘ออกไปดูดีกว่า’
เขายกเชิงเทียนอันขึ้นหนึ่ง เทียนที่โคมบังไว้อย่างไรก็กันลมได้ เปิดประตูอีกครั้ง
ฟิ้ว
ลมด้านนอกพัดแรงอย่างเหนือความคาดหมาย ไม่ทันไรก็พัดเทียนในมือลู่เซิ่งดับไป
ห้องพลันมืดครึ้มดำสนิท มีแค่แสงจันทร์จางๆ ด้านนอกสาดมา
ลู่เซิ่งหยิบหินเหล็กไฟออกมาทดลองอยู่หลายครั้ง เพิ่งจุดได้ก็ถูกลมพัดดับทุกครั้ง เขาได้แต่วางเชิงเทียนลงอย่างจนปัญญา เดินออกจากห้องไปยังห้องน้ำ
ในลานมืดสนิท ไม่เห็นแสงตะเกียง และไม่ทราบว่าคนอื่นๆ หลับแล้วหรือทำอะไรอยู่ ไม่มีเสียงใครเลย
ลู่เซิ่งค่อยๆ เดินไปด้านนอกตามทางระเบียง ห้องน้ำปกติจะอยู่ลานหลังบ้าน
เขาเดินออกจากระเบียงเข้าไปในลาน อ้อมถึงด้านข้างบ้าน เดินไปยังลานด้านหลัง
………………………………………….
บทที่ 62
ลานบ้านหลักกลางวิกาล ลมพัดแรงจนใบไม้แห้งบนพื้นส่งเสียงดังแกร่กๆ
ลู่เซิ่งกวาดตามอง ไม่พบเงาคน ค่อยๆ เร่งฝีเท้าอ้อมผ่านลานบ้านไปถึงลานหลัง ห้องน้ำสร้างเดี่ยวๆ ที่ลานหลัง มีห้องน้ำสองห้องตั้งแยกกัน
ตอนที่ลู่เซิ่งเดินไปถึง กลับค้นพบเงาคนสายหนึ่งยืนอยู่นอกห้องน้ำอย่างประหลาดใจ คนผู้นี้คล้ายเห็นเขาแล้ว ร่างเกร็งขึ้นอย่างชัดเจน
“ผู้ใด?!”
ลู่เซิ่งงงงัน เข้าใกล้ค่อยเห็นชัดว่าถึงกับเป็นคุณชายหล่อเหลาที่เป็นมือดีที่ฝึกกำลังภายในคนก่อนหน้า
คนผู้นี้ถือกระบี่สั้น สองตาเปล่งประกาย เห็นได้ว่าอยู่ในสภาพระวังภัย
“พี่ชายท่านนี้ ท่านก็มาตามหาคนที่สูญหายเช่นกันหรือ” หลี่ซุ่นซีถามเสียงทุ้ม เขาจำลู่เซิ่งได้
“คนหายหรือ” ลู่เซิ่งหยีตา สังหรณ์ไม่ดี
“เป็นไร พี่ชายไม่รู้หรือ” หลี่ซุ่นซีงุนงง
“พี่น้องของข้าสองคนออกมาเข้าห้องน้ำ ผ่านไปพักหนึ่งยังไม่กลับไป ข้าไม่วางใจจึงออกมาดู” ลู่เซิ่งอธิบายเรียบง่าย
หลี่ซุ่นซีสีหน้าเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย “เมื่อเป็นแบบนี้ก็มีคนหายไปอีกสองคนแล้ว”
“พี่ชายหมายความว่าอะไร” ลู่เซิ่งเดินเข้าไปสองสามก้าว มองเข้าไปในห้องน้ำ ประตูไม้เปิดอ้าอยู่ ด้านในเหม็นยากทนทาน ในห้องเล็กแคบว่างเปล่าไม่มีใคร
ลู่เซิ่งสีหน้าแปรเปลี่ยน
“ท่านกำลังบอกว่าคนจำนวนมากก่อนหน้านี้ สตรีกับคนคุ้มกันที่เข้ามาด้วยกันเหล่านั้น…”
“ไม่เหลือสักคน หายไปหมด” หลี่ซุ่นซีถามเสียงทุ้ม “คนตั้งมากมาย พวกเขาอาจถูกขังอยู่ในที่ใด”
“ลองหาดูเถอะ หมู่บ้านใหญ่ปานนี้ อาจเจอเบาะแสอันใด” ลู่เซิ่งเสนอ เลียริมฝีปาก ใจเกิดเพลิงโทสะขึ้นส่วนหนึ่ง เรื่องหลักยังไม่เจอ กลับเสียคนไปสองคนแล้ว
หลี่ซุ่นซีพยักหน้า ทั้งสองคนวนรอบลานหลังบ้านด้วยกัน ไม่ทันไรก็พบห้องครัวที่มุมหนึ่ง
หลี่ซุ่นซีถือกระบี่สั้นผลักประตูเข้าไปก่อน
ประตูไม้เปิดอ้าออกโดยไร้ซุ่มเสียง เผยให้เห็นห้องครัวที่มีแต่ฝุ่นจับ
หม้อใหญ่คว่ำอยู่บนพื้น ชามกระเบื้องแตกเกลื่อน หยากไย่เกาะเต็มเตาไฟ ในมุมบนพื้นยังมีอาหารขึ้นราแห้งดำส่วนหนึ่งกระจัดกระจาย
“ครัวนี้ไม่ได้ใช้มานานแล้วหรือ” หลี่ซุ่นซีขมวดคิ้ว มองลู่เซิ่ง พบว่าอีกฝ่ายไม่ได้หวาดหวั่นนัก แสดงว่าไม่ใช่พบเจอเรื่องพิสดารแบบนี้เป็นครั้งแรก
“พี่ชายก่อนหน้านี้เคยเจอภูตผีมาเช่นกันหรือ” เขาลองถาม
ลู่เซิ่งกลับประหลาดใจอยู่บ้าง คุณชายร่ำรวยผู้นี้ถึงกับทำท่าเหมือนมีประสบการณ์
“ใช่ ก่อนหน้านี้เคยเจอเรื่องประหลาดทำนองนี้”
“มิน่า” หลี่ซุ่นซีมองลู่เซิ่ง “ตามที่ข้าเห็น คนที่หายตัวไปสมควรถูกขังไว้ชั่วคราว คนมากมายขนาดนั้นต่อให้เร็วอย่างไร ก็ไม่มีทางจัดการได้ทั้งหมดในเวลาครู่เดียว ก่อนหน้านี้ข้าตรวจสอบแล้ว ไม่พบการวางพิษใดๆ”
“พี่ชายมั่นใจหรือ” ลู่เซิ่งถามเสียงขรึม
“ก็แปดเก้าส่วนไม่ห่างสิบส่วน” หลี่ซุ่นซีกล่าวอย่างจริงจัง นั่งยองๆ เริ่มตรวจสอบรอยเท้ากับร่องรอยบนพื้นอย่างละเอียด
ลู่เซิ่งไม่เข้าใจ เคลื่อนไหวเหมือนกันกับเขา ไม่ทันไรก็มาถึงประตูชั้นใต้ดินในห้องครัว
“ข้าแซ่หลี่ หลี่ซุ่นซี พี่ชายชื่ออะไร” หลี่ซุ่นซีงัดแผ่นหินของชั้นใต้ดินโดยแรง
ฟิ้ว
กลิ่นเหม็นเน่าโชยมาปะทะหน้า
“แซ่ลู่ ชื่อเซิ่ง ตัวเยว่เซิง” ลู่เซิ่งตอบสั้นๆ
ทั้งสองคนรอจนกลิ่นเหม็นจางลงส่วนหนึ่ง ค่อยมองเข้าไปในชั้นใต้ดิน
ลู่เซิ่งหยิบหินเหล็กไฟออกมาถูหลายครั้ง สะเก็ดไฟสีเหลืองกระจายออก คนทั้งสองอาศัยแสงไฟชั่วคราวมองลงไปยังเงาคนหลายคนที่นอนหงายอยู่ในชั้นใต้ดิน
“อยู่นี่จริงๆ!” หลี่ซุ่นซีถอนใจ รีบกระโดดลงไป “พี่ลู่ช่วยข้าเฝ้าประตู”
“ได้” ลู่เซิ่งเห็นคนที่นอนอยู่ด้านในก็ถอนใจเบาๆ
ต้วนเหมิ่งอันก็อยู่ด้านในด้วย นอกจากนี้ยังมีสตรีสองนางกับผู้คุ้มกันอีกสองคน ทั้งหมดคล้ายสลบไสลนอนอยู่ด้านใน
หลี่ซุ่นซีใช้หนึ่งมือยกคนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ลู่เซิ่งรับมาวางไว้บนพื้นครัว
ไม่ทันไรคนทั้งสองก็ยกวคนห้าคนที่สลบอยู่ในชั้นใต้ดินขึ้นมาได้หมด
“ต่างมีลมหายใจอยู่” หลี่ซุ่นซีอังจมูกสตรีนางหนึ่ง “ไม่ทราบพี่ชายมองออกหรือไม่ว่าพวกเขาโดนอะไร”
เขาเงยหน้ามองลู่เซิ่ง เห็นอีกฝ่ายยังมีสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง สายตาเคร่งขรึม ก็ทราบว่าลู่เซิ่งไม่ธรรมดาเช่นกัน
“พี่หลี่มีวิธีหรือไม่” ลู่เซิ่งถามเสียงขรึม
“ย่อมมีวิธี ดูนี่” หลี่ซุ่นซีแสดงสีหน้าได้ใจ ล้วงของที่เหมือนหนังฟอกสีดำใบหนึ่งออกมา กัดนิ้วชี้ ปาดเลือดของตัวเองใส่
จากนั้นก็ประทับสิ่งนี้บนหน้าผากคนที่สลบอยู่
ลู่เซิ่งมองเงียบๆ ไม่เคลื่อนไหว
ไม่ทันไร คนที่นอนบนพื้นค่อยๆ ฟื้นขึ้นมาทีละคน
“ข้าอยู่ไหน”
“ชิงชิง ท่านไม่เป็นไรกระมัง”
“คุณหนู! บาดเจ็บหรือไม่”
“คุณชาย!” ต้วนเหมิ่งอันเดินมาถึงหน้าลู่เซิ่ง ก้มหน้างุดด้วยความละอาย
“คนไม่เป็นไรก็ดีแล้ว นิ่งซานเล่า” ลู่เซิ่งถามเสียงขรึม
“…” ต้วนเหมิ่งอันก้มศีรษะ ไม่กล้ามองหน้าลู่เซิ่ง
ลู่เซิ่งสีหน้าราบเรียบ แต่ดวงตาเคร่งขรึมมากขึ้น
“กลับไปค่อยว่ากัน”
“ข้าว่าตอนนี้พวกเราไม่ควรแยกกัน” หลี่ซุ่นซีกลับเสนอ
“ขอบคุณทั้งสองท่านช่วยเหลือ ข้าน้อยกงหรูชิง นี่เป็นน้องข้ากงหรูเมิ่ง ครั้งนี้ถ้าไม่ใช่ทั้งสองท่านช่วยเหลือ เกรงว่าจะเคราะร้ายมากกว่าเคราะห์ดี” ในสตรีที่ถูกช่วยถึงกับมีสตรีบุคลิกอ่อนโยนที่ซ่อนกระบี่ไว้ในแขนเสื้อคนก่อน
น้องสาวของนางเป็นสตรีที่น่ารักเหมือนเฉี่ยวเอ๋อร์
“ขอบคุณคุณชายทั้งสองท่านช่วยเหลือ แต่พวกเรายังมีสหายติดอยู่ที่นี่ สองท่านได้โปรดช่วยตามหาสหายที่เหลืออยู่ได้หรือไม่” กงหรูเมิ่งน้องสาวของกงหรูชิงวิงวอน “พวกเราทราบว่าคำขอนี้เลยเถิดไปบ้าง เพื่อเป็นการตอบแทน พวกเรายินดีจ่ายตั๋วเงินและทองร้อยตำลึง”
“อ้อ” หลี่ซุ่นซีเลิกคิ้วมองลู่เซิ่ง ในคนที่อยู่รอบๆ มีแต่ลู่เซิ่งที่เขามองไม่ออก ดูการแต่งกายภายนอกสมควรเป็นลูกหลานตระกูลร่ำรวย เขาเดาว่าสถานการณ์ไม่น่าแตกต่างจากตนนัก เปลือกนอกซ่อนสถานะ ความจริงกลับเป็นชนชั้นฝีมือไม่ธรรมดา
ในฐานะคุณชายบ้านรวยเหมือนกัน รายละเอียดของเสื้อผ้า พฤติกรรม ความเคยชินมากมายไม่ใช่เปลี่ยนแปลงได้ง่ายนัก หลี่ซุ่นซีมีความช่างสังเกตละเอียดยิ่ง เห็นจุดที่ลู่เซิ่งต่างกับสองคนข้างกายแต่แรกแล้ว
ปกติเขาถูกกักตัวในจวน เพราะคู่แข่งมากเกินไป ต้องซ่อนความสามารถไว้เป็นไพ่ตาย จึงไม่มีโอกาสแลกเปลี่ยนกับโลกภายนอก และไม่ทราบว่าตนอยู่ในระดับใดกันแน่
ตอนนี้เจอคนรุ่นเดียวกันที่คล้ายตนเอง ทั้งเป็นคุณชายที่ซ่อนสถานะ ครอบครองยอดวิชาเก็บงำไว้เหมือนกัน
นี่ทำให้เขารู้สึกเหมือนเกาไม่ถูกที่คัน คิดจะแข่งกับอีกฝ่ายอย่างจริงจัง
“พี่ลู่ว่าอย่างไร จะช่วยไหม” หลี่ซุ่นซีถามลู่เซิ่ง
ลู่เซิ่งสีหน้าอึมครึม หลี่ซุ่นซีมีความสามารถส่วนหนึ่งแน่ๆ มองอีกฝ่ายแวบหนึ่ง
“ได้”
เดิมทีเขามาตรวจสอบรายละเอียดของหมู่บ้านแห่งนี้อยู่แล้ว ตอนนี้ไม่เจอรายละเอียดใด ลูกน้องตัวเองกลับหายไปคนหนึ่ง ทำให้คับข้องใจอยู่บ้าง ย่อมไม่จากไปง่ายๆ
“ตกลง ข้าเองก็ตอบรับ” หลี่ซุ่นซีเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ไปเถอะ ในเมื่อพวกท่านถูกจับจากห้องนอนมาที่ชั้นใต้ดิน ห้องนอนในตอนแรกจะต้องมีร่องรอยการลงมือแน่ พวกเราไปดูกัน แน่นอนว่าเงื่อนไขที่สำคัญทีก็คือ พวกเราต้องไปหาแม่นางน้อยผู้นั้นก่อน นางเป็นหนึ่งในเจ้าของหมู่บ้านแห่งนี้ ฟังว่ายังมีพี่ใหญ่กลั่นโอสถอีกคนหนึ่ง”
“ไม่ผิด! ต้องเป็นฝีมือเด็กน้อยนั่นแน่! ยังมีพี่ใหญ่ของนางต้องเป็นคนเลวเช่นกัน! เห็นคนจับก่อนค่อยว่ากล่าว!” ต้วนเหมิ่งอันตะโกนขึ้น
“หุบปาก!” ลู่เซิ่งถลึงตาใส่เขา
ต้วนเหมิ่งอันตัวหด ไม่กล้าพูดอีก
คนทั้งหมดเห็นด้วยกับข้อเสนอของหลี่ซุ่นซี เดินไปห้องตรงกลางลานบ้านอย่างครึกโครม
ในลานมืดมิดไร้ผู้คน ทุกคนเดินตึงตังไปยังหน้าประตูห้องหลัก
ตึงตึงตึง!
เสียงทุบประตูดังมา ฝุ่นบนคานร่วงกราว ถูกลมพัดกระจาย ทำเอาคนสำลัก
“เปิดประตู!”
ตึงๆๆ ทุบอีกหลายที
แกร่ก
ประตูเปิดออกเอง
หลี่ซุ่นซีมองคนคุ้มกันสองคนที่หวาดกลัวอยู่บ้าง ยกขาก้าวเข้าไปด้านในเป็นคนแรก
ลู่เซิ่งเข้าไปเป็นคนที่สอง ที่เหลือค่อยรีบตามเข้าประตูไป
“มีคนหรือไม่” หลี่ซุ่นซีถืออะไรบางอย่างซ่อนไว้ในแขนเสื้อ ตะโกนเสียงดัง
เตาโอสถขนาดใหญ่มากใบหนึ่งวางอยู่ตรงฝั่งซ้ายของห้อง ฝั่งขวาเป็นโต๊ะเก้าอี้กับเตียงที่เก่าฝุ่นเขรอะ ด้านในไร้คน มีความรู้สึกเย็นยะเยือก
กงหรูชิงกล้าเล็กน้อย เดินถึงหน้าเตียง เลิกม่านเตียงขึ้น
ฟิ้ว!
ทันใดนั้นเงาดำกลุ่มหนึ่งพุ่งเข้ามา
“ออกไป!” หลี่ซุ่นซียกมือขึ้นฟาดใส่เงาดำนั้นอย่างแม่นยำ
เงาดำนั้นพลันร้องโหยหวนคำหนึ่ง ส่งเสียงร้องราวทารก ตกลงบนพื้น ถึงกับเป็นค้างคาวสีดำขนาดเท่ากำปั้นตัวหนึ่ง
กงหรูชิงสะดุ้งโหยง เห็นมุมปากค้างคาวยังมีคราบเลือดสีแดงอยู่ จึงถอยหลังติดต่อกันหลายก้าว
“ที่แบบนี้เหตุใดจึงมีค้างคาว”
“เป็นค้างคาวหยิน เหอะๆ สถานที่ทั่วไปเลี้ยงตัวแบบนี้ไม่ได้” หลี่ซุ่นซีแสดงสีหน้าได้ใจ มองลู่เซิ่ง
เห็นลู่เซิ่งสีหน้าเคร่งขรึมเหมือนเดิม ไม่ขยับหรือแสดงความประหลาดใจแม้แต่น้อย ในใจจึงผิดหวังอยู่บ้าง
“พี่ลู่มีความเห็นสูงส่งอย่างไร” เขาถาม
ลู่เซิ่งมองเขาแวบหนึ่ง ตอบเรียบๆ “ไม่มี พี่หลี่ฝีมือสูงส่ง ผู้แซ่ลู่นับถือ แต่พวกเรารีบหาคนที่หายตัวไปคนอื่นๆ จะดีกว่า เด็กสาวกับพี่ใหญ่ของนางเกรงว่าอีกเดี๋ยวจะเจอตัว”
หลี่ซุ่นซีหยีตามองลู่เซิ่ง เดาว่าอีกฝ่ายคล้ายพบอะไรแล้ว แต่เขาไม่ถาม “ไปเถอะ ในเมื่อค้างค้าวหยินออกมา คงอยู่ไม่ไกลแล้ว”
ทั้งหมดไม่เจอคนก็ออกจากห้องหลัก ไปค้นที่ห้องอื่นๆ
หลี่ซุ่นซีฆ่าค้างคาวหยินติดต่อกันอีกห้าตัว ตัวหนึ่งเร็วเกินไป กัดคอคนคุ้มกันคนหนึ่งอย่างแรงจนเกือบตาย
ถ้าไม่ใช่หลี่ซุ่นซีลงมือเร็วพอ คนคุ้มกันผู้นี้คงรักษาชีวิตไม่ได้ ครั้งนี้ทุกคนรวมถึงกงหรูชิงกับกงหรูเมิ่งต่างนับถือพึ่งพาหลี่ซุ่นซีมากกว่าเดิม โดยเฉพาะการให้ความสำคัญของเด็กสาวที่งดงามถึงสองคนทำให้หลี่ซุ่นซีได้ใจยิ่งกว่าเดิม
เขามองลู่เซิ่งครั้งแล้วครั้งเล่า กลับเห็นอีกฝ่ายยังคงไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เพียงแต่สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นเพราะไม่เจอคน
………………………………………….
บทที่ 63
“พี่ลู่ อ่านสีหน้าของท่าน หรือว่ามีการค้นพบที่ผิดปกติอันใด” หลี่ซุ่นซีอดถามไม่ได้
คนทั้งกลุ่มค้นหารอบหนึ่งไม่เจอใคร เริ่มรวมตัวกันใต้ต้นไม้แห้งกลางลานหลัก
ลู่เซิ่งได้ยิน เพียงมองรอบๆ หนหนึ่ง
ในลานหลักที่มืดมิดมีแค่พวกเขากลุ่มเดียว ห้องรอบๆ ต่างว่างเปล่าไม่มีแสงตะเกียงและไม่มีการเคลื่อนไหว
“ยังมีคนไม่มาหรือ แม่นางกงหรูเมิ่งเล่า” เขาพลันถาม
ทุกคนพลันงุนงง ค่อยพบว่ากงหรูเมิ่งถึงกับไม่อยู่ในกลุ่ม กงหรูชิงกลับมีสีหน้าตกตะลึง
“นางไม่ได้อยู่ข้างหลังข้าหรือ” นางถามอย่างสับสน ตลอดทางนางรู้สึกได้ว่าด้านหลังมีคนคนหนึ่ง เมื่อครู่นางยังพูดกับน้องสาวอยู่หลายคำ
“ท่านแน่ใจหรือ” ลู่เซิ่งมองนาง
ครั้งนี้ทุกคนมองกงหรูชิง
สตรีกระโปรงขาวคนหนึ่งยืนอยู่ด้านหลังนางตลอด เพียงแต่ใบหน้าถูกผมของกงหรูชิงบังไว้ ไม่เห็นหน้านางชั่วขณะ จึงนึกว่านางคือกงหรูเมิ่ง
ยามนี้สตรีนางนั้นยืนอย่างสงบอยูด้านหลังกงหรูชิง ไม่ขยับเขยื้อน สองมือห้อยตก
“แต่ด้านหลังข้า…” กงหรูชิงหน้าซีดขาว เห็นสายตาที่ทุกคนมองดูด้านหลังของนาง พลันเริ่มแสดงความหวาดหวั่นพรั่นพรึง
ในเมื่อด้านหลังของนางไม่ใช่กงหรูเมิ่งผู้เป็นน้องสาว สตรีที่อยู่ด้านหลังของนางมาตลอดเป็นใคร!?
กงหรูชิงขนลุกขนพอง
ตัวนางสั่นเทิ้ม ค่อยๆ หมุนตัว
“อย่าหันไป!” หลี่ซุ่นซีพุ่งเข้าไปดุจเกาทัณฑ์ คว้าไหล่กงหรูชิงไว้ ดึงมาทางตัวเอง
โครม!
คนทั้งสองพลันชนกัน
ขณะเดียวกันแสงเงินจุดหนึ่งลอยจากมือของหลี่ซุ่นซี เหมือนลูกดอกอันหนึ่ง พุ่งฟิ้วเข้าใส่สตรีกระโปรงขาว
ตอนนี้เองตรงหน้าทุกคนพร่ามัว สตรีอาภรณ์ขาวนางนั้นหายไปอย่างไร้ร่องรอยในชั่วพริบตา
แสงเงินตกลงบนพื้น หมุนอยู่หลายรอบค่อยหยุดลง ถึงกับเป็นลูกข่างสีเงินขนาดเท่ากำปั้น
หลี่ซุ่นซีถูกกงหรูชิงกดทับ สองคนอยู่ในท่าคลุมเครือ กงหรูชิงหวาดกลัวสุดขีด กอดเขาไว้เหมือนปลาหมึก ไม่กล้าคลายมือ
“คุณหนูชิงชิง ไม่เป็นไรแล้วๆ… ท่านปล่อยข้าก่อน” หลี่ซุ่นซีหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้
ทุกคนค่อยรู้สึกตัว คนคุ้มกันสองคนรีบเข้าไปประคองทั้งสองคนขึ้นมา
ลู่เซิ่งขมวดคิ้ว ต้วนเหมิ่งอันตกใจแทบตาย เหงื่อโชกเต็มตัวยังไม่เอ่ยถึง ร่างกายยังสั่นไม่หยุด
“ลูก… ลูกพี่… พวกเราออกจากหมู่บ้านนี้ก่อนค่อยว่ากันเถอะ…”
ลู่เซิ่งกลอกตาใส่ ไม่ได้ตอบ เมื่อครู่ทุกคนต่างไม่เห็นใบหน้าของสตรีอาภรณ์ขาวนางนั้น และไม่เห็นว่านางหายไปได้อย่างไร
สมควรเป็นสิ่งของของหลี่ซุ่นซีใช้งานได้จริงๆ
“นั่นเป็นวิญญาณจิต ทุกคนอย่าแยกกัน… ความอันตรายของวิญญาณจิต… ยากจะอธิบายให้เข้าใจได้ อย่างไรตั้งแต่นี้ไป ทุกท่านอย่าได้ออกห่างจากข้าเกินสิบหมี่” หลี่ซุ่นซีลุกขึ้นก็กำชับอย่างจริงจัง “ถ้าเดาไม่ผิด กุญแจสำคัญที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดของหมู่บ้านแห่งนี้คือต้นไม้แห้งเหล่านั้น”
เขาชี้ต้นไม้แห้งในลานต้นนั้น ลดเสียงกล่าว
ลู่เซิ่งมองคนผู้นี้
“พี่ลู่มีความเห็นสูงส่งว่าอย่างไร”
หลี่ซุ่นซีกล่าวราบเรียบ “คิดหาคนที่หายไปก่อนหน้าเหล่านั้น พวกเราอาจต้องทำลายต้นไม้แห้งทั้งหมดในหมู่บ้านก่อน”
“ต้นไม้แห้งหรือ” ลู่เซิ่งสีหน้ายังคงไม่เปลี่ยนแปลง
“ข้าสงสัยว่าต้นไม้เหล่านี้คือต้นตอที่ประกอบเป็นค่ายกลของหมู่บ้าน ดังนั้นพวกเราจำเป็นต้องทำลายต้นไม้ อีกด้านหนึ่งพวกเราจำเป็นต้องหาวัตถุโลหะอย่างหนึ่งในห้องตรงกลาง นั่นสมควรเป็นตาค่ายกลที่แท้จริงในหมู่บ้านนี้” หลี่ซุ่นซีกล่าวต่อ
“พวกเราลองเดินออกจากหมู่บ้านดูได้” ลู่เซิ่งพลันเอ่ยแทรก
หลี่ซุ่นซีพลันงงงัน มองลู่เซิ่งอย่างจริงจัง
“ดูเหมือนพี่ลู่กับข้ามีความเห็นต่างกัน การออกจากหมู่บ้านในตอนนี้ไม่มีประโยชน์ใด”
“ลองดูเถอะ” ลู่เซิ่งกล่าวราบเรียบ
หลี่ซุ่นซีเขม้นมองลู่เซิ่งครู่หนึ่ง ค่อยพยักหน้าช้าๆ
“ก็ได้ ในเมื่อพี่ลู่พูดแบบนี้ พวกเราจะส่งคนที่ช่วยอะไรไม่ได้เหล่านี้ไป รับประกันความปลอดภัยของพวกเขาก่อนค่อยว่ากล่าว”
“แต่น้องสาวของข้าเล่า!” กงหรูชิงใบหน้างามซีดขาว ไต่ถาม
“พวกเราจะกลับมาหาเอง” หลี่ซุ่นซียิ้มปลอบนาง ดึงนางมากอดในอ้อมอกเบาๆ
กงหรูชิงหน้าแดง แต่ตอนนี้ขวัญหนีดีฝ่อ หลี่ซุ่นซีเป็นที่พึ่งเพียงหนึ่งเดียว บวกกับอีกฝ่ายเพียงมองก็รู้ว่าถ้าไม่รวยก็ฐานะสูงศักดิ์ สถานะทางบ้านอาจดีกว่านาง ที่นางหวั่นไหวอยู่บ้างก็เป็นปกติ
ตอนนี้ถูกโอบกอด กงหรูชิงดิ้นเล็กน้อย แต่ไม่ได้ต่อต้าน ปล่อยให้เขากอดตัวเองเบาๆ
“วางใจเถอะ มีข้ากับพี่ลู่อยู่ น้องสาวของท่านต้องไม่เป็นไร” หลี่ซุ่นซียิ้มรับประกัน
“อื้อ!” กงหรูชิงขมวดคิ้วพลางพยักหน้าแผ่วเบา
คนคุ้มกันที่เหลือรอบๆ ถอนใจโดยแรง หมู่บ้านนี้ลี้ลับอยู่บ้างจริงๆ ดูเหมือนพวกเขาถ้าไม่กล้าออกไปลำพัง คงจะทิ้งคุณหนูหนีไปก่อนแล้ว ตอนนี้ออกไปได้ สมปรารถนาของพวกเขาพอดี
ยังมีต้วนเหมิ่งอันที่ยินดี ถอนใจแรงๆ
ทุกคนเห็นด้วย เริ่มเดินไปยังประตูใหญ่ของหมู่บ้าน
เดินไปถึงครึ่งทาง ทุกคนรู้สึกผิดปกติ
ประตูหมู่บ้านอยู่ไม่ไกลชัดๆ แต่ทุกคนเดินเกือบร้อยก้าวยังห่างจากประตูใหญ่สิบกว่าหมี่
หลี่ซุ่นซีหยีตา มองลู่เซิ่ง ดูเอาเถอะ ข้าพูดถูกแล้ว
“คุณชาย…” ต้วนเหมิ่งอันตามติดอยู่ด้านหลังลู่เซิ่ง สั่นระริกทั้งตัว “พวกเรา… พวกเราหรือว่า… จะเจอผีแล้ว…”
ลู่เซิ่งสีหน้าเคร่งขรึม ไม่ส่งเสียง
“มีปัญหาจริงๆ!”
หลี่ซุ่นซีที่ยืนอยู่ด้านข้างกล่าวเสียงเย็น “ที่ชั้นใต้ดินสมควรยังมีเงื่อนงำ ข้าคิดจะไปดูอีกรอบ พี่ลู่ไปด้วยหรือไม่ ที่นั่นสมควรเป็นรังเก่าของหมู่บ้าน”
ลู่เซิ่งส่ายหน้าเล็กน้อย
“ข้าไม่ไปไหนทั้งสิ้น จะอยู่ที่นี่”
หลี่ซุ่นซีงงงัน
“พี่ลู่เอาจริงหรือ”
“แน่นอน” ลู่เซิ่งตอบอย่างจริงจัง
หลี่ซุ่นซีพิจารณาลู่เซิ่ง ยิ้มเล็กน้อย
“ก็ได้ ทุกท่านจะอยู่กับผู้ใด ข้าจะไปชั้นใต้ดิน พี่ลู่อยู่ที่นี่”
กงหรูชิงกับคนคุ้มกันสองคนมองซ้ายมองขวา
หลี่ซุ่นซียืนอยู่ด้านข้าง ท่าทีมีสง่า บุคลิกไม่ธรรมดา ลู่เซิ่งยืนอยู่ด้านข้าง บุคลิกเคร่งเครียด สีหน้าเรียบเฉย
“ข้าน้อยจะตามคุณชายหลี่” กงหรูชิงเลือกหลี่ซุ่นซีอย่างแน่วแน่
“พวกเราจะร่วมทางกับคุณชายหลี่เช่นกัน!” คนคุ้มกันสองคนนั้นรีบพูด ก่อนหน้านี้หลี่ซุ่นซีแสดงความสามารถชุดหนึ่ง น่าเชื่อถือกว่าลู่เซิ่งที่อมพะนำมาตลอด
ต้วนเหมิ่งอันลุกลี้ลุกลน คิดตามไปด้วย แต่เห็นลู่เซิ่งที่ยืนอยู่ด้านหน้า ก็ไม่กล้าขยับตัว
ครั้งนี้ทางหลี่ซุ่นซีมีสี่คน ทางลู่เซิ่งมีสองคน
สองด้านแต่งตัวแบบคุณชายบ้านรวย แต่จำนวนคนแตกต่างกันชัดเจน
“ในเมื่อเป็นแบบนี้ ขออวยพรให้พี่ลู่อยู่ที่นี่อย่างปลอดภัย” น้ำเสียงของหลี่ซุ่นซีแฝงนัยยะ หมุนตัวพาคนเดินไปลานด้านหลัง
พวกกงหรูชิงแสดงความดูแคลนเล็กน้อย คุณชายลู่ผู้นี้เห็นได้ชัดว่าเป็นเพียงคนขี้ขลาดเห็นแก่ตัว เทียบกับคุณธรรมและความปรารถนาช่วยเหลือคนของคุณชายหลี่ ต่างกันไม่รู้เท่าไหร่
ลู่เซิ่งมองตามอีกฝ่ายจากไป ไม่พูดสักคำ
…
หลี่ซุ่นซีเดินอยู่ด้านข้างบ้าน ตาหงส์ที่งดงามเหมือนกำลังนึกคิดอันใด อย่างไรก็ไม่เข้าใจว่าลู่เซิ่งเหตุใดอยู่ๆ จึงตัดสินใจรั้งอยู่ที่ประตู
ในสถานการณ์แบบนั้น การรั้งอยู่ที่ประตูไม่มีประโยชน์แม้แต่น้อย กลับเปลืองเวลาโดยใช่เหตุ
“พี่ลู่ไม่รู้ว่าคิดอย่างไร ถึงกับ…” กล่าวไม่ทันจบ เขาพลันเสียวสันหลังวาบ หันกลับไปดู
ด้านหลังมืดมิด ไม่มีเสียงแม้แต่น้อย เงียบสงบว่างเปล่า พวกกงหรูชิงที่เมื่อครู่อยู่ใกล้ตนตอนนี้ถึงกับไม่เหลือสักคน ล้วนหายไปแล้ว
“คุณหนูชิงชิง” หลี่ซุ่นซีสีหน้าตึงเครียด ตะโกนเรียก
เสียงสะท้อนในหมู่บ้านกลางวิกาล กลับไม่มีคนขานตอบ
“วิชาพรางตาหรือ” เขาหยิบยันต์สีเหลืองใบหนึ่งออกมา ซัดไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว นิ้วชี้ทิ่มทะลุอย่างแม่นยำ
ตรงหน้าพลันสว่างไสว เงาร่างของพวกกงหรูชิงโผล่ขึ้นมารอบๆ ตัวเขา ทั้งหมดยืนแน่นิ่งอยู่กับที่ มีเพียงสองตาหมุนกลอก ตาเบิกโพลง สายตาแตกซ่าน
หลี่ซุ่นซีพอเห็นก็ทราบว่าพวกเขาติดอยู่ในวิชาพรางตาแล้ว หยิบยันต์ขึ้นมาแตะทุกคน
“คุณหนูชิงชิงไม่เป็นไรกระมัง” เขารีบประคองกงหรูชิงที่ร่างไร้แรงเล็กน้อย
“ไม่… ไม่เป็นไร…” กงหรูชิงหน้างามขาวซีด คล้ายตกใจไม่น้อย
เพียงแต่หลังจากประคองกงหรูชิง หลี่ซุ่นซีกลับสงสัย ถ้ามีคนใช้วิชาพรางตารอบๆ เขาสมควรสัมผัสได้ถึงจะถูก แต่ว่าเมื่อครู่แม้แต่เขาก็โดนไปด้วย สัมผัสไม่ได้แม้แต่น้อย
“คุณชาย เมื่อครู่ถ้าไม่มีท่าน…” กงหรูชิงดุจดอกสาลี่เปียกฝน แอบอิงเข้าหาเขา ร่างกายที่โค้งเว้าชัดเจนแทบแนบชิดกับตัวเขา
สัมผัสอ่อนนุ่มนั้นพลันทำให้หลี่ซุ่นซีรู้สึกร้อนรุ่ม อดคิดยื่นมือไปสัมผัสส่วนสำคัญของกงหรูชิงไม่ได้
ฉัวะ!
ทันใดนั้น สีหน้าเขาพลันแปรเปลี่ยน ผลักกงหรูชิงออกไปโดยแรง
ประกายสีเงินสายหนึ่งพุ่งผ่านคนทั้งสอง กงหรูชิงถึงกับถือกระบี่สั้นฟันใส่หน้าอกเขาอย่างแรง
ยังดีเขาที่รู้ตัวทัน เพียงแต่หน้าอกถูกฟันเป็นแผลสายหนึ่ง แม้เลือดไหลไม่หยุด แต่ไม่อันตรายถึงชีวิต
“แม่นางชิงชิงท่าน!?” เขาไม่ทันคิดอันใด ก็เห็นกงหรูชิงควงกระบี่แทงใส่ท้องคนคุ้มกันด้านข้าง
“ข้าเป็นอะไรไป?! คุณชายหลี่ช่วยด้วย!” กงหรูชิงตกใจหน้าถอดสี คล้ายกับร่างกายไม่เป็นของตัวเอง ฟาดฟันกระบี่สั้นอย่างบ้าคลั่ง ดันคนคุ้มกันที่ป้องกันไม่ทันคนนั้นออก แล้วพุ่งใส่หลี่ซุ่นซีอีกครั้ง
หลี่ซุ่นซีป้องกันซ้ายหลบขวา แต่ความสามารถของกงหรูชิงเหมือนเหี้ยมหาญขึ้นถึงขีดสุด หลังจากสองสามกระบวนท่าผ่านไป เขาถึงกับป้องกันไม่อยู่
เขากัดฟัน หยิบเหล็กหมาดสีทองเข้มแท่งหนึ่งออกมาจากในถุงข้างเอว ด้านบนสลักลวดลายซับซ้อนเล็กละเอียด
แต่พอเห็นกงหรูชิงที่เหมือนดอกสาลี่เปียกฝน เขาก็ทำไม่ลง ถึงอย่างไรสตรีนางนี้เพียงโดนสิงร่าง หากลงมือไหนเลยไม่เท่ากับตนทำร้ายชีวิตหนึ่ง
ลังเลสักพัก เขาก็ถูกฟันใส่อีกครั้ง
………………………………………….
บทที่ 64
ฉัวะ!
หลี่ซุ่นซีกลิ้งลงบนพื้น ค่อยหลบพ้นกระบี่อันตรายถึงชีวิตของกงหรูชิงที่แทงใส่คอ
ชั่วขณะนี้เขามือไม้ปั่นป่วน แม้ตัวเขาเองจะมีความสามารถกำจัดร่างสิงได้ แต่จำเป็นต้องทำให้อีกฝ่ายอยู่ในสภาพสงบนิ่งก่อน ตอนนี้ไม่มีคนช่วย จึงไร้ซึ่งวิธี
หลบติดต่อกันอยู่ชั่วขณะ พลันได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังมา
หลี่ซุ่นซีรีบเงยมองไปทางเสียง ถึงกับเป็นลู่เซิ่งเดินออกมาจากความมืดทีละก้าวๆ ใบหน้าไร้อารมณ์
หลี่ซุ่นซีร้องอย่างยินดี
“พี่ลู่! รีบมาช่วยเร็ว!”
ลู่เซิ่งสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง ถือดาบยาว มองหลี่ซุ่นซีพลิกหลบไปมาบนพื้นแวบหนึ่ง
“ช่วยด้วย!” กงหรูชิงเวลานี้พุ่งไปทางลู่เซิ่ง น้ำตานองหน้า เสื้อผ้าถูกฉีกจนไม่เรียบร้อย เผยให้เห็นร่างกายบางส่วน
“รีบช่วยข้ากดนางไว้ ข้ามีวิธีจัดการร่างสิง!” หลี่ซุ่นซีกระโจนขึ้นจากพื้นพุ่งเข้าใส่กงหรูชิง
“วิญญาณสู่สุขติเก้าทบ วัดเทียนนิ่งหวง…”
พรู่ด!
หลี่ซุ่นซียังไม่ทันท่องคาถาจบ ก็เห็นลู่เซิ่งฟันดาบเฉียงๆ ลงมา
ประกายดาบสว่างเหมือนกับน้ำพุที่กระเด็นออกมาจากความมืด บริสุทธิ์กระจ่างใส ฟันใส่กงหรูชิงจากศีรษะถึงปลายเท้าแยกออกเป็นสองท่อน
ประกายดาบดุจจันทร์เสี้ยวแยกโฉมสะคราญที่ยังเป็นๆ ออกเป็นสองส่วน หลี่ซุ่นซีไม่ทันมีปฏิกิริยา ก็เห็นลู่เซิ่งกระทืบเท้า กล้ามเนื้อขยายขึ้นอย่างรวดเร็ว เสื้อฉีกออก เส้นสีแดงพุ่งจากท้องสู่ศีรษะกลายเป็นตัวอักษรชวนกลางหว่างคิ้ว
ฉัวะ!
ดาบยาวสะบัด เหมือนเกิดพายุลูกหนึ่งในลานหลังบ้าน ลู่เซิ่งใช้สันดาบกระแทกคนคุ้มกันคนหนึ่งออกไป จากนั้นก้าวสองก้าวพุ่งเข้าใส่หลี่ซุ่นซี
ในเวลานี้เองเงาที่คล้ายกันสายหนึ่งพุ่งมาจากด้านข้างหลี่ซุ่นซี
ตูม!
เงาคนที่ดุร้ายหมายขวัญสองสายปะทะกันกลางอากาศ
“โฮก!”
โอย!
แทบเป็นในเวลาเดียวกัน สองคนส่งเสียงตวาดสะท้านแก้วหูพร้อมกัน พุ่งใส่อีกฝ่ายเหมือนสัตว์ร้าย
เคร้งๆๆ!
เสียงดังสนั่นที่ทำให้ร่างชาดังขึ้นด้านข้างหลี่ซุ่นซี
เปรี้ยง!
แสงสายฟ้าสายหนึ่งวาดผ่านท้องฟ้า ส่องสว่างสองคนที่กำลังสู้คนในเสี้ยววินาที
ลู่เซิ่งร่างขยายขึ้นมากกว่าก่อนหน้านี้เท่าหนึ่ง กล้ามเนื้อกำยำ เอ็นเขียวปูดโปน ฟาดดาบยาวในมือใส่อีกฝ่ายอย่างคลุ้มคลั่งเหมือนค้อนศึก
คนที่อยู่อีกด้านหนึ่งถึงกับรับไว้ได้หมด
หลี่ซุ่นซีมองไป เกือบตกใจจนร้องออกมา
“วิญญาณ… วิญญาณศพ!” เขาเหงื่อกาฬแตกโชก
“รีบไป!” ต้วนเหมิ่งอันไม่ทราบวิ่งมาจากไหน รีบเข้าประคองเขาหนีไปห่างๆ
คนคุ้มกันที่เหลืออยู่ตอนนี้หน้าซีด รีบติดตามสองคนไปจากที่นี่
คนที่ต่อสู้กับลู่เซิ่ง ตัวเป็นสีดำเทา ผิวเปิดเปลือย กล้ามเนื้อเส้นเลือดเน่าเฟะเป็นสีออกดำ เห็นได้อย่างชัดเจน
ดวงตาของเขาขาวโดยสิ้นเชิง ร่างสูงกว่าคนธรรมดาไม่น้อย มองดูอ่อนแออยู่บ้าง ทว่าพลังที่ระเบิดออกมาแทบถึงขั้นน่าพรั่นพรึง
พลังยุทธทั่วร่างลู่เซิ่งโคจรอย่างบ้าคลั่ง วิชาโลหิตพิฆาตแทบถึงขีดจำกัดความเร็วสูงสุด เพียงสูสีกับอีกฝ่าย
เคร้ง!
เขาฟันใส่ร่างอีกฝ่ายอย่างรุนแรง ดาบคมกริบฟันใส่ร่างคนผู้นี้ภายใต้การกระตุ้นพลังอันมหาศาล ถึงกับไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย
“ข้าไม่เชื่อ!” ลู่เซิ่งจิตใจบังเกิดความดุร้าย กำลังจะโคจรวิชาพยัคฆ์ดำกระเรียนหยก
“รีบหนี! นั่นเป็นวิญญาณศพ ผิวสำริดกระดูกเหล็กฆ่าไม่ตาย!” เสียงเร่งร้อนของหลี่ซุ่นซีดังมาแต่ไกล
“วิญญาณศพ ฆ่าไม่ตายหรือ” ตัวอักษรเสี่ย (血) ตรงหว่างคิ้วของลู่เซิ่งแจ่มชัดขึ้น เขาจับดาบด้วยสองมือ พละกำลังทั่วร่างรวมตัวกันจุดเดียว
“พยัคฆ์สังหาร!” วิชาดาบพยัคฆ์ดำเป็นวิชาดาบสำนึกจริงแท้เพียงหนึ่งเดียว เป็นกระบวนท่าไม้ตายที่อานุภาพสูงที่สุด
กระบวนท่าพยัคฆ์สังหารรวบรวมปราณภายในวิชาโลหิตพิฆาตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา ในแสงจันทร์เหมือนกับงูสีเงินสายหนึ่งปล่อยประกายสายฟ้า พุ่งใส่ศีรษะวิญญาณศพ
เคร้ง!
คมดาบสั่นไหวกระเทือนบนศีรษะวิญญาณศพอย่างแรง
ตูม!
พละกำลังอันมหาศาลบีบอัด ตัวดาบถึงกับระเบิดบนวิญญาณศพเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ในเศษชิ้นส่วนนับไม่ถ้วน ลู่เซิ่งโยนด้ามดาบทิ้ง สองมือแดงราวโลหิต กระแทกฝ่ามือทำลายใจใส่ศีรษะวิญญาณศพติดต่อกัน
“ตาย!” ลู่เซิ่งตวาด กระตุ้นวิชาโลหิตพิฆาต กระแทกพละกำลังทั่วร่างใส่ศีรษะวิญญาณศพโดยตรง
หลังจากฝ่ามือสุดท้ายฟาดออกไป ลู่เซิ่งทิ้งตัวลง มองวิญญาณศพที่ใบหน้าถูกเขากระแทกยุบเข้าไป
กรรซ์!
วิญญาณศพถูกกระแทกกระเด็นออกไป เศษคมดาบปักเต็มตัว น่าพรั่นพรึงสุดเทียมทาน มันตะโกนเดือดดาล หลังทิ้งตัวลงพื้นก็กลิ้งไปหลายตลบ ทั่วทั้งตัวแดงและร้อนขึ้นเหมือนเข่งนึ่ง ควันขาวกับกลิ่นเหม็นไหม้เกรียมเริ่มลอยขึ้นจากบนศีรษะ
กรรซ์!
วิญญาณศพกลิ้งอยู่บนพื้น สุดท้ายส่งเสียงคำรามคำหนึ่ง แล้วหลอมละลายกลายเป็นน้ำดำหย่อมหนึ่งไป
ฝ่ามือลู่เซิ่งยังมีควันขาวหลายสายลอยขึ้น หลังจากเขาทิ้งตัวลงบนพื้นก็ถอนใจคำหนึ่ง ไอน้ำสีขาวเหมือนกับหมอกควัน พ่นลมหายใจเจ็ดแปดครั้ง ค่อยพ่นปราณเสียในร่างออกจนหมด
ร่างกายก็ค่อยๆ กลับคืนสู่สภาพดั้งเดิม ตัวอักษรเสี่ยที่หว่างคิ้วค่อยๆ สลายไป
“พี่หลี่ไม่เป็นไรแล้ว” ลู่เซิ่งหันไปมองหลี่ซุ่นซีที่ยืนอยู่กับต้วนเหมิ่งอัน
หลี่ซุ่นซีอ้าปากตาค้าง ปากแดงหูแดง ตอนนี้ยังไม่ได้สติจากฉากบ้าคลั่งก่อนหน้า “ไม่… ไม่เป็นไร… ขอบคุณพี่ลู่ที่ช่วยเหลือ…” เขาตอบอ้ำๆ อึ้งๆ
กว่าจะได้สติกลับมา เขาพลันหดหู่อยู่บ้าง คิดถึงกงหรูชิงที่ถูกหนึ่งดาบแยกศพ “พี่ลู่เหตุใดเห็นชีวิตคนเป็นผักปลา?! แม่นางกงหรูชิงคือชีวิตคนเป็นๆ นะ! ในเมื่อก่อนหน้านี้มีพลังแบบนี้ เหตุใดไม่ใช้ออกมาแต่แรก!?”
ลู่เซิ่งเวลานี้เดินเข้ามาใกล้แล้ว สวมเสื้อคลุมตัวนอกอีกครั้ง
“พลังอันใด ข้าไม่เข้าใจเรื่องผีสางอันใด นั่นคือกงหรูชิงหรื? ถูกสิงร่างไม่ใช่เป็นผีไปแล้วหรอกหรือ”
“ข้าไม่เข้าใจ พี่ลู่กำลังล้อเล่นหรือ ไม่เข้าใจยังฆ่าวิญญาณศพได้” หลี่ซุ่นซีกล่าวอย่างโมโห
“ข้าไม่รู้จักว่าอะไรคือวิญญาณศพ ขอแค่เป็นตัวประหลาด ฆ่าทิ้งไม่ดีหรอกหรือ” ลู่เซิ่งมองเขาอย่างประหลาดใจ
“ร่างสิงคือร่างสิง ภูตผีคือภูตผี! ร่างสิงเป็นแค่คนถูกภูตผีสิงร่าง ความจริงขอแค่ขับไล่ภูตผี คนยังเป็นคน!” หลี่ซุ่นซีพลันงุนงง
“ร่างสิงคือผี เป็นผีต้องตาย” ลูู่เซิ่งแก้ไขอย่างจริงจัง
“แต่นั่นเป็นคน! คนเป็นๆ!” หลี่ซุ่นซีเหมือนลืมฉากอันดุร้ายของลู่เซิ่งเมื่อก่อนหน้า เถียงด้วยเหตุผล
“มีอันตรายต่อข้าทั้งหมดเป็นผี” ลู่เซิ่งตอบแบบขอไปที “ท่านน่าจะรู้สึกโชคดีที่ตัวเองไม่ถูกสิง” เขามองหลี่ซุ่นซีอย่างราบเรียบ
หลี่ซุ่นซีเสียววาบ ยังคิดพูดอะไร แต่ก็พูดไม่ออก
“ไปเถอะ” ลู่เซิ่งคลุมเสื้อเดินไปยังลานหลัง
“ลูกพี่ นี่ดาบ” ต้วนเหมิ่งอันรีบส่งดาบในมือให้ เขายังเก็บดาบของคนคุ้มกันขึ้นมาด้วย
ลู่เซิ่งรับดาบ สาวเท้าเดินไปยังห้องครัว
ทั้งสามเข้าใกล้ห้องครัว เดินถึงชั้นใต้ดินตามเส้นทางก่อนหน้าอย่างคุ้นชิน
ลู่เซิ่งเปิดชั้นใต้ดิน เห็นด้านในมีหลายคนนอนอยู่ ถึงกับเป็นนิ่งซานกับคนคุ้มกันอีกสองคน และคุณหนูสองคนที่หายไปก่อนหน้านี้
“ที่นี่ไม่อาจรั้งอยู่นาน พวกเราต้องออกไปทันที” ลู่เซิ่งกล่าวเรียบๆ “คนเหล่านี้ดูว่าปลุกได้หรือไม่”
“พี่ลู่ ก่อนหน้านี้ท่านทราบว่าข้างตัวข้ามีวิญญาณศพซ่อนตัวอยู่หรือ” หลี่ซุ่นซียามนี้ค่อยมีโอกาสถาม
“อือ ข้ารู้สึกมีส่วนไม่ถูกต้อง แต่หาไม่เจอว่าเป็นใคร เลยแยกตัวกับท่าน เป็นอย่างที่คาด พอแยกตัวก็เผยร่องรอยทันที” ลู่เซิ่งอธิบายเรียบง่าย
หลังจากช่วยกงหรูชิงพี่น้อง เขาก็รู้สึกแปลกๆ อยู่บ้าง คล้ายกับมีตรงไหนผิดปกติ
“วิญญาณศพเหตุใดจึงฉลาดขนาดนี้ ถึงกับรู้จักซ่อนตัวปลอมแปลง…” หลี่ซุ่นซีตัวสั่น ทราบว่าตัวเองอยู่ใกล้วิญญาณศพนานขนาดนี้ พลันหวาดหวั่นขึ้น
“กงหรูเมิ่งนั่นเล่า” หลี่ซุ่นซีรู้สึกซับซ้อน
“อาจตายหรือหายตัวไป ไม่ทราบเช่นกัน” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างเฉื่อยชา “ความเป็นความตายของพวกเขาไม่เกี่ยวกับข้า ข้าเพียงมาสืบคดีเท่านั้น”
“ท่าน… เหตุใดจึงเลือดเย็นขนาดนี้!?” หลี่ซุ่นซีคับข้องใจ
“เลือดเย็นหรือ? ไม่ใช่ญาติไม่ใช่สหาย เกี่ยวอันใดกับเลือดเย็น” ลู่เซิ่งถามอย่างประหลาดใจ
หลี่ซุ่นซีพลันจนปัญญา ไม่อาจโต้แย้งได้โดยสิ้นเชิง
เขากับต้วนเมิ่งอันประคองคนในชั้นใต้ดินออกมา ตบให้ตื่นทีละคน ลู่เซิ่งมองดูอยู่ด้านข้าง ไม่ขยับตัว
ผู้คนพากันฟื้นขึ้นมา
“เมื่อครู่ข้ายังพักผ่อนอยู่ในห้อง เหตุใดพริบตาเดียวมาอยู่นี่แล้ว”
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมอยู่ๆ จึงมาที่นี่”
“ชิงชิงกับเมิ่งเมิ่งเล่า ทำไมไม่เห็นพวกนาง”
คนคุ้มกันกับพวกคุณหนูพอได้สติ ก็เริ่มโวยวายไม่หยุด แตกตื่นรับมือไม่ทัน
“พวกเราออกไปจากที่นี่ก่อนดีกว่า” หลี่ซุ่นซีเสนอ
“คุณชายหลี่ ขอถามว่าเห็นชิงชิงกับเมิ่งเมิ่งหรือไม่” คุณหนูคนหนึ่งถามหลี่ซุ่นซี
หลี่ซุ่นซีก้มหน้าไม่กล้ามองพวกนาง
“ออกจากที่นี่ก่อนค่อยว่ากัน” เขาลดเสียงกล่าว
ลู่เซิ่งกลับกวาดตามอง จากนั้นก็มองนิ่งซาน
“คุณชาย!” นิ่งซานวิ่งมา ก้มหัวยืนอยู่หน้าลู่เซิ่ง
“ไม่ตายก็ดีแล้ว ไปเถอะ ออกไปก่อน” ลู่เซิ่งกล่าวราบเรียบ
นิ่งซานพยักหน้าอย่างละอาย
“รอเดี๋ยว! คุณหนูของพวกเราเล่า พวกท่านเอาตัวคุณหนูของพวกเราไปใช่หรือไม่!” คนคุ้มกันคนหนึ่งพุ่งมาขวางลู่เซิ่ง ใบหน้าโกรธขึ้ง
“ใช่แล้ว! พวกเราพอฟื้นขึ้นมาก็มาอยู่ที่นี่ จะต้องเป็นฝีมือสองคนนี้แน่!” คนคุ้มกันอีกคนถลันเข้ามา ตวาดใส่หลี่ซุ่นซี “คุณชายหลี่ ช่วยเราจับคนผู้นี้ด้วย!”
ลู่เซิ่งมองสองคนที่ขวางทางอยู่ด้านหน้า จากนั้นหันไปมองหลี่ซุ่นซีที่สีหน้าเหยเก
“ท่านจะไปหรือไม่ไป” เขาถาม
คำพูดนี้พอกล่าวออกมา ไม่ทราบว่าเพราะอะไร รอบๆ มีคนตั้งมากมาย หากแต่หลี่ซุ่นซีรู้สึกว่าลู่เซิ่งพูดกับตนเพียงคนเดียว
“หากข้าไป แล้วพวกเขาเล่า” เขาอดถามไม่ได้
“พวกเขาเป็นคนที่นี่อยู่แล้ว” ลู่เซิ่งตอบ
พอกล่าวคำพูดนี้ พริบตาเดียวคนทั้งหมดที่กำลังโวยวายก็สงบลง เสี้ยววินาทีหนึ่งเหมือนเสียงหายไปโดยสิ้นเชิง
คนคุ้มกันก็ดี คุณหนูก็ดี บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มลี้ลับ
หลี่ซุ่นซีพลันตัวสั่น เสียวสันหลังวาบ ก้าวสองสามก้าววิ่งไปหาพวกลู่เซิ่ง
หันไปมองคุณหนูกับคนคุ้มกันเหล่านั้นอีก
“คุณชายหลี่… ท่านต้องช่วยพวกเรานะ… คนผู้นั้น คนผู้นั้นทำร้ายคุณหนูของพวกเรา…” คนคุ้มกันที่ก่อนหน้านี้พูดอยู่เรียกเสียงดัง เพียงแต่บนใบหน้าของเขาเป็นสีเขียวที่คนตายพึงมี
“คุณชายหลี่…”
เสียงแอ๊ดดังขึ้นด้านหลัง ประตูไม้ห้องครัวถูกเปิด เงาคนค่อยๆ โขยกเขยกเข้ามา
“คุณชายหลี่ ชิงชิงเจ็บเหลือเกิน เหตุใดท่านไม่รอชิงชิง…จะไปคนเดียวแล้ว…”
กงหรูชิงที่ถูกฟันเป็นสองส่วนเวลานี้ถึงกับโผล่ขึ้นหน้าประตู ร่างนางถูกผ่าเป็นสองส่วนจากตรงกลาง ตอนนี้เหลือร่องแยกเส้นเลือดเรียวเล็กสายหนึ่ง
หลี่ซุ่นซีหน้าเขียวแล้ว
“อ๊า!” ต้วนเหมิ่งอันรีบผลักคนคุ้มกันที่ยืนอยู่ข้างตัวออกไป คนคุ้มกันหน้าซีดเขียว ตัวโชยกลิ่นเน่า
นิ่งซานเหงื่อแตกเต็มศีรษะ นึกถึงว่าเมื่อครู่ตนนอนกับศพกองหนึ่งนานขนาดนี้ ก็พรั่นพรึง
“ไปเถอะ” ลู่เซิ่งมองยังไม่มองพวกคนคุ้มกันกับคุณหนู สาวเท้าเดินไปยังประตูห้องครัว
………………………………………….
บทที่ 64
ฉัวะ!
หลี่ซุ่นซีกลิ้งลงบนพื้น ค่อยหลบพ้นกระบี่อันตรายถึงชีวิตของกงหรูชิงที่แทงใส่คอ
ชั่วขณะนี้เขามือไม้ปั่นป่วน แม้ตัวเขาเองจะมีความสามารถกำจัดร่างสิงได้ แต่จำเป็นต้องทำให้อีกฝ่ายอยู่ในสภาพสงบนิ่งก่อน ตอนนี้ไม่มีคนช่วย จึงไร้ซึ่งวิธี
หลบติดต่อกันอยู่ชั่วขณะ พลันได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังมา
หลี่ซุ่นซีรีบเงยมองไปทางเสียง ถึงกับเป็นลู่เซิ่งเดินออกมาจากความมืดทีละก้าวๆ ใบหน้าไร้อารมณ์
หลี่ซุ่นซีร้องอย่างยินดี
“พี่ลู่! รีบมาช่วยเร็ว!”
ลู่เซิ่งสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง ถือดาบยาว มองหลี่ซุ่นซีพลิกหลบไปมาบนพื้นแวบหนึ่ง
“ช่วยด้วย!” กงหรูชิงเวลานี้พุ่งไปทางลู่เซิ่ง น้ำตานองหน้า เสื้อผ้าถูกฉีกจนไม่เรียบร้อย เผยให้เห็นร่างกายบางส่วน
“รีบช่วยข้ากดนางไว้ ข้ามีวิธีจัดการร่างสิง!” หลี่ซุ่นซีกระโจนขึ้นจากพื้นพุ่งเข้าใส่กงหรูชิง
“วิญญาณสู่สุขติเก้าทบ วัดเทียนนิ่งหวง…”
พรู่ด!
หลี่ซุ่นซียังไม่ทันท่องคาถาจบ ก็เห็นลู่เซิ่งฟันดาบเฉียงๆ ลงมา
ประกายดาบสว่างเหมือนกับน้ำพุที่กระเด็นออกมาจากความมืด บริสุทธิ์กระจ่างใส ฟันใส่กงหรูชิงจากศีรษะถึงปลายเท้าแยกออกเป็นสองท่อน
ประกายดาบดุจจันทร์เสี้ยวแยกโฉมสะคราญที่ยังเป็นๆ ออกเป็นสองส่วน หลี่ซุ่นซีไม่ทันมีปฏิกิริยา ก็เห็นลู่เซิ่งกระทืบเท้า กล้ามเนื้อขยายขึ้นอย่างรวดเร็ว เสื้อฉีกออก เส้นสีแดงพุ่งจากท้องสู่ศีรษะกลายเป็นตัวอักษรชวนกลางหว่างคิ้ว
ฉัวะ!
ดาบยาวสะบัด เหมือนเกิดพายุลูกหนึ่งในลานหลังบ้าน ลู่เซิ่งใช้สันดาบกระแทกคนคุ้มกันคนหนึ่งออกไป จากนั้นก้าวสองก้าวพุ่งเข้าใส่หลี่ซุ่นซี
ในเวลานี้เองเงาที่คล้ายกันสายหนึ่งพุ่งมาจากด้านข้างหลี่ซุ่นซี
ตูม!
เงาคนที่ดุร้ายหมายขวัญสองสายปะทะกันกลางอากาศ
“โฮก!”
โอย!
แทบเป็นในเวลาเดียวกัน สองคนส่งเสียงตวาดสะท้านแก้วหูพร้อมกัน พุ่งใส่อีกฝ่ายเหมือนสัตว์ร้าย
เคร้งๆๆ!
เสียงดังสนั่นที่ทำให้ร่างชาดังขึ้นด้านข้างหลี่ซุ่นซี
เปรี้ยง!
แสงสายฟ้าสายหนึ่งวาดผ่านท้องฟ้า ส่องสว่างสองคนที่กำลังสู้คนในเสี้ยววินาที
ลู่เซิ่งร่างขยายขึ้นมากกว่าก่อนหน้านี้เท่าหนึ่ง กล้ามเนื้อกำยำ เอ็นเขียวปูดโปน ฟาดดาบยาวในมือใส่อีกฝ่ายอย่างคลุ้มคลั่งเหมือนค้อนศึก
คนที่อยู่อีกด้านหนึ่งถึงกับรับไว้ได้หมด
หลี่ซุ่นซีมองไป เกือบตกใจจนร้องออกมา
“วิญญาณ… วิญญาณศพ!” เขาเหงื่อกาฬแตกโชก
“รีบไป!” ต้วนเหมิ่งอันไม่ทราบวิ่งมาจากไหน รีบเข้าประคองเขาหนีไปห่างๆ
คนคุ้มกันที่เหลืออยู่ตอนนี้หน้าซีด รีบติดตามสองคนไปจากที่นี่
คนที่ต่อสู้กับลู่เซิ่ง ตัวเป็นสีดำเทา ผิวเปิดเปลือย กล้ามเนื้อเส้นเลือดเน่าเฟะเป็นสีออกดำ เห็นได้อย่างชัดเจน
ดวงตาของเขาขาวโดยสิ้นเชิง ร่างสูงกว่าคนธรรมดาไม่น้อย มองดูอ่อนแออยู่บ้าง ทว่าพลังที่ระเบิดออกมาแทบถึงขั้นน่าพรั่นพรึง
พลังยุทธทั่วร่างลู่เซิ่งโคจรอย่างบ้าคลั่ง วิชาโลหิตพิฆาตแทบถึงขีดจำกัดความเร็วสูงสุด เพียงสูสีกับอีกฝ่าย
เคร้ง!
เขาฟันใส่ร่างอีกฝ่ายอย่างรุนแรง ดาบคมกริบฟันใส่ร่างคนผู้นี้ภายใต้การกระตุ้นพลังอันมหาศาล ถึงกับไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย
“ข้าไม่เชื่อ!” ลู่เซิ่งจิตใจบังเกิดความดุร้าย กำลังจะโคจรวิชาพยัคฆ์ดำกระเรียนหยก
“รีบหนี! นั่นเป็นวิญญาณศพ ผิวสำริดกระดูกเหล็กฆ่าไม่ตาย!” เสียงเร่งร้อนของหลี่ซุ่นซีดังมาแต่ไกล
“วิญญาณศพ ฆ่าไม่ตายหรือ” ตัวอักษรเสี่ย (血) ตรงหว่างคิ้วของลู่เซิ่งแจ่มชัดขึ้น เขาจับดาบด้วยสองมือ พละกำลังทั่วร่างรวมตัวกันจุดเดียว
“พยัคฆ์สังหาร!” วิชาดาบพยัคฆ์ดำเป็นวิชาดาบสำนึกจริงแท้เพียงหนึ่งเดียว เป็นกระบวนท่าไม้ตายที่อานุภาพสูงที่สุด
กระบวนท่าพยัคฆ์สังหารรวบรวมปราณภายในวิชาโลหิตพิฆาตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา ในแสงจันทร์เหมือนกับงูสีเงินสายหนึ่งปล่อยประกายสายฟ้า พุ่งใส่ศีรษะวิญญาณศพ
เคร้ง!
คมดาบสั่นไหวกระเทือนบนศีรษะวิญญาณศพอย่างแรง
ตูม!
พละกำลังอันมหาศาลบีบอัด ตัวดาบถึงกับระเบิดบนวิญญาณศพเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ในเศษชิ้นส่วนนับไม่ถ้วน ลู่เซิ่งโยนด้ามดาบทิ้ง สองมือแดงราวโลหิต กระแทกฝ่ามือทำลายใจใส่ศีรษะวิญญาณศพติดต่อกัน
“ตาย!” ลู่เซิ่งตวาด กระตุ้นวิชาโลหิตพิฆาต กระแทกพละกำลังทั่วร่างใส่ศีรษะวิญญาณศพโดยตรง
หลังจากฝ่ามือสุดท้ายฟาดออกไป ลู่เซิ่งทิ้งตัวลง มองวิญญาณศพที่ใบหน้าถูกเขากระแทกยุบเข้าไป
กรรซ์!
วิญญาณศพถูกกระแทกกระเด็นออกไป เศษคมดาบปักเต็มตัว น่าพรั่นพรึงสุดเทียมทาน มันตะโกนเดือดดาล หลังทิ้งตัวลงพื้นก็กลิ้งไปหลายตลบ ทั่วทั้งตัวแดงและร้อนขึ้นเหมือนเข่งนึ่ง ควันขาวกับกลิ่นเหม็นไหม้เกรียมเริ่มลอยขึ้นจากบนศีรษะ
กรรซ์!
วิญญาณศพกลิ้งอยู่บนพื้น สุดท้ายส่งเสียงคำรามคำหนึ่ง แล้วหลอมละลายกลายเป็นน้ำดำหย่อมหนึ่งไป
ฝ่ามือลู่เซิ่งยังมีควันขาวหลายสายลอยขึ้น หลังจากเขาทิ้งตัวลงบนพื้นก็ถอนใจคำหนึ่ง ไอน้ำสีขาวเหมือนกับหมอกควัน พ่นลมหายใจเจ็ดแปดครั้ง ค่อยพ่นปราณเสียในร่างออกจนหมด
ร่างกายก็ค่อยๆ กลับคืนสู่สภาพดั้งเดิม ตัวอักษรเสี่ยที่หว่างคิ้วค่อยๆ สลายไป
“พี่หลี่ไม่เป็นไรแล้ว” ลู่เซิ่งหันไปมองหลี่ซุ่นซีที่ยืนอยู่กับต้วนเหมิ่งอัน
หลี่ซุ่นซีอ้าปากตาค้าง ปากแดงหูแดง ตอนนี้ยังไม่ได้สติจากฉากบ้าคลั่งก่อนหน้า “ไม่… ไม่เป็นไร… ขอบคุณพี่ลู่ที่ช่วยเหลือ…” เขาตอบอ้ำๆ อึ้งๆ
กว่าจะได้สติกลับมา เขาพลันหดหู่อยู่บ้าง คิดถึงกงหรูชิงที่ถูกหนึ่งดาบแยกศพ “พี่ลู่เหตุใดเห็นชีวิตคนเป็นผักปลา?! แม่นางกงหรูชิงคือชีวิตคนเป็นๆ นะ! ในเมื่อก่อนหน้านี้มีพลังแบบนี้ เหตุใดไม่ใช้ออกมาแต่แรก!?”
ลู่เซิ่งเวลานี้เดินเข้ามาใกล้แล้ว สวมเสื้อคลุมตัวนอกอีกครั้ง
“พลังอันใด ข้าไม่เข้าใจเรื่องผีสางอันใด นั่นคือกงหรูชิงหรื? ถูกสิงร่างไม่ใช่เป็นผีไปแล้วหรอกหรือ”
“ข้าไม่เข้าใจ พี่ลู่กำลังล้อเล่นหรือ ไม่เข้าใจยังฆ่าวิญญาณศพได้” หลี่ซุ่นซีกล่าวอย่างโมโห
“ข้าไม่รู้จักว่าอะไรคือวิญญาณศพ ขอแค่เป็นตัวประหลาด ฆ่าทิ้งไม่ดีหรอกหรือ” ลู่เซิ่งมองเขาอย่างประหลาดใจ
“ร่างสิงคือร่างสิง ภูตผีคือภูตผี! ร่างสิงเป็นแค่คนถูกภูตผีสิงร่าง ความจริงขอแค่ขับไล่ภูตผี คนยังเป็นคน!” หลี่ซุ่นซีพลันงุนงง
“ร่างสิงคือผี เป็นผีต้องตาย” ลูู่เซิ่งแก้ไขอย่างจริงจัง
“แต่นั่นเป็นคน! คนเป็นๆ!” หลี่ซุ่นซีเหมือนลืมฉากอันดุร้ายของลู่เซิ่งเมื่อก่อนหน้า เถียงด้วยเหตุผล
“มีอันตรายต่อข้าทั้งหมดเป็นผี” ลู่เซิ่งตอบแบบขอไปที “ท่านน่าจะรู้สึกโชคดีที่ตัวเองไม่ถูกสิง” เขามองหลี่ซุ่นซีอย่างราบเรียบ
หลี่ซุ่นซีเสียววาบ ยังคิดพูดอะไร แต่ก็พูดไม่ออก
“ไปเถอะ” ลู่เซิ่งคลุมเสื้อเดินไปยังลานหลัง
“ลูกพี่ นี่ดาบ” ต้วนเหมิ่งอันรีบส่งดาบในมือให้ เขายังเก็บดาบของคนคุ้มกันขึ้นมาด้วย
ลู่เซิ่งรับดาบ สาวเท้าเดินไปยังห้องครัว
ทั้งสามเข้าใกล้ห้องครัว เดินถึงชั้นใต้ดินตามเส้นทางก่อนหน้าอย่างคุ้นชิน
ลู่เซิ่งเปิดชั้นใต้ดิน เห็นด้านในมีหลายคนนอนอยู่ ถึงกับเป็นนิ่งซานกับคนคุ้มกันอีกสองคน และคุณหนูสองคนที่หายไปก่อนหน้านี้
“ที่นี่ไม่อาจรั้งอยู่นาน พวกเราต้องออกไปทันที” ลู่เซิ่งกล่าวเรียบๆ “คนเหล่านี้ดูว่าปลุกได้หรือไม่”
“พี่ลู่ ก่อนหน้านี้ท่านทราบว่าข้างตัวข้ามีวิญญาณศพซ่อนตัวอยู่หรือ” หลี่ซุ่นซียามนี้ค่อยมีโอกาสถาม
“อือ ข้ารู้สึกมีส่วนไม่ถูกต้อง แต่หาไม่เจอว่าเป็นใคร เลยแยกตัวกับท่าน เป็นอย่างที่คาด พอแยกตัวก็เผยร่องรอยทันที” ลู่เซิ่งอธิบายเรียบง่าย
หลังจากช่วยกงหรูชิงพี่น้อง เขาก็รู้สึกแปลกๆ อยู่บ้าง คล้ายกับมีตรงไหนผิดปกติ
“วิญญาณศพเหตุใดจึงฉลาดขนาดนี้ ถึงกับรู้จักซ่อนตัวปลอมแปลง…” หลี่ซุ่นซีตัวสั่น ทราบว่าตัวเองอยู่ใกล้วิญญาณศพนานขนาดนี้ พลันหวาดหวั่นขึ้น
“กงหรูเมิ่งนั่นเล่า” หลี่ซุ่นซีรู้สึกซับซ้อน
“อาจตายหรือหายตัวไป ไม่ทราบเช่นกัน” ลู่เซิ่งเอ่ยอย่างเฉื่อยชา “ความเป็นความตายของพวกเขาไม่เกี่ยวกับข้า ข้าเพียงมาสืบคดีเท่านั้น”
“ท่าน… เหตุใดจึงเลือดเย็นขนาดนี้!?” หลี่ซุ่นซีคับข้องใจ
“เลือดเย็นหรือ? ไม่ใช่ญาติไม่ใช่สหาย เกี่ยวอันใดกับเลือดเย็น” ลู่เซิ่งถามอย่างประหลาดใจ
หลี่ซุ่นซีพลันจนปัญญา ไม่อาจโต้แย้งได้โดยสิ้นเชิง
เขากับต้วนเมิ่งอันประคองคนในชั้นใต้ดินออกมา ตบให้ตื่นทีละคน ลู่เซิ่งมองดูอยู่ด้านข้าง ไม่ขยับตัว
ผู้คนพากันฟื้นขึ้นมา
“เมื่อครู่ข้ายังพักผ่อนอยู่ในห้อง เหตุใดพริบตาเดียวมาอยู่นี่แล้ว”
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมอยู่ๆ จึงมาที่นี่”
“ชิงชิงกับเมิ่งเมิ่งเล่า ทำไมไม่เห็นพวกนาง”
คนคุ้มกันกับพวกคุณหนูพอได้สติ ก็เริ่มโวยวายไม่หยุด แตกตื่นรับมือไม่ทัน
“พวกเราออกไปจากที่นี่ก่อนดีกว่า” หลี่ซุ่นซีเสนอ
“คุณชายหลี่ ขอถามว่าเห็นชิงชิงกับเมิ่งเมิ่งหรือไม่” คุณหนูคนหนึ่งถามหลี่ซุ่นซี
หลี่ซุ่นซีก้มหน้าไม่กล้ามองพวกนาง
“ออกจากที่นี่ก่อนค่อยว่ากัน” เขาลดเสียงกล่าว
ลู่เซิ่งกลับกวาดตามอง จากนั้นก็มองนิ่งซาน
“คุณชาย!” นิ่งซานวิ่งมา ก้มหัวยืนอยู่หน้าลู่เซิ่ง
“ไม่ตายก็ดีแล้ว ไปเถอะ ออกไปก่อน” ลู่เซิ่งกล่าวราบเรียบ
นิ่งซานพยักหน้าอย่างละอาย
“รอเดี๋ยว! คุณหนูของพวกเราเล่า พวกท่านเอาตัวคุณหนูของพวกเราไปใช่หรือไม่!” คนคุ้มกันคนหนึ่งพุ่งมาขวางลู่เซิ่ง ใบหน้าโกรธขึ้ง
“ใช่แล้ว! พวกเราพอฟื้นขึ้นมาก็มาอยู่ที่นี่ จะต้องเป็นฝีมือสองคนนี้แน่!” คนคุ้มกันอีกคนถลันเข้ามา ตวาดใส่หลี่ซุ่นซี “คุณชายหลี่ ช่วยเราจับคนผู้นี้ด้วย!”
ลู่เซิ่งมองสองคนที่ขวางทางอยู่ด้านหน้า จากนั้นหันไปมองหลี่ซุ่นซีที่สีหน้าเหยเก
“ท่านจะไปหรือไม่ไป” เขาถาม
คำพูดนี้พอกล่าวออกมา ไม่ทราบว่าเพราะอะไร รอบๆ มีคนตั้งมากมาย หากแต่หลี่ซุ่นซีรู้สึกว่าลู่เซิ่งพูดกับตนเพียงคนเดียว
“หากข้าไป แล้วพวกเขาเล่า” เขาอดถามไม่ได้
“พวกเขาเป็นคนที่นี่อยู่แล้ว” ลู่เซิ่งตอบ
พอกล่าวคำพูดนี้ พริบตาเดียวคนทั้งหมดที่กำลังโวยวายก็สงบลง เสี้ยววินาทีหนึ่งเหมือนเสียงหายไปโดยสิ้นเชิง
คนคุ้มกันก็ดี คุณหนูก็ดี บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มลี้ลับ
หลี่ซุ่นซีพลันตัวสั่น เสียวสันหลังวาบ ก้าวสองสามก้าววิ่งไปหาพวกลู่เซิ่ง
หันไปมองคุณหนูกับคนคุ้มกันเหล่านั้นอีก
“คุณชายหลี่… ท่านต้องช่วยพวกเรานะ… คนผู้นั้น คนผู้นั้นทำร้ายคุณหนูของพวกเรา…” คนคุ้มกันที่ก่อนหน้านี้พูดอยู่เรียกเสียงดัง เพียงแต่บนใบหน้าของเขาเป็นสีเขียวที่คนตายพึงมี
“คุณชายหลี่…”
เสียงแอ๊ดดังขึ้นด้านหลัง ประตูไม้ห้องครัวถูกเปิด เงาคนค่อยๆ โขยกเขยกเข้ามา
“คุณชายหลี่ ชิงชิงเจ็บเหลือเกิน เหตุใดท่านไม่รอชิงชิง…จะไปคนเดียวแล้ว…”
กงหรูชิงที่ถูกฟันเป็นสองส่วนเวลานี้ถึงกับโผล่ขึ้นหน้าประตู ร่างนางถูกผ่าเป็นสองส่วนจากตรงกลาง ตอนนี้เหลือร่องแยกเส้นเลือดเรียวเล็กสายหนึ่ง
หลี่ซุ่นซีหน้าเขียวแล้ว
“อ๊า!” ต้วนเหมิ่งอันรีบผลักคนคุ้มกันที่ยืนอยู่ข้างตัวออกไป คนคุ้มกันหน้าซีดเขียว ตัวโชยกลิ่นเน่า
นิ่งซานเหงื่อแตกเต็มศีรษะ นึกถึงว่าเมื่อครู่ตนนอนกับศพกองหนึ่งนานขนาดนี้ ก็พรั่นพรึง
“ไปเถอะ” ลู่เซิ่งมองยังไม่มองพวกคนคุ้มกันกับคุณหนู สาวเท้าเดินไปยังประตูห้องครัว
………………………………………….
บทที่ 65
ฉัวะ!
กงหรูชิงที่เมื่อครู่ยังยืนร้องเสียงโหยหวนอยู่ตรงประตูถูกลู่เซิ่งฟันขาดเป็นสองท่อนอีกครั้ง ร่างกายแยกออกแล้วร่วงลงไปด้านข้าง
“คุณชายหลี่… คุณชายหลี่! ชิงชิงเจ็บเหลือเกิน…”
หลี่ซุ่นซีหน้าเขียวแล้ว ตามติดลู่เซิ่ง ต้วนเหมิ่งอันกับนิ่งซานเหงื่อกาฬแตกโชก ตามไปด้วย
ลู่เซิ่งสาวเท้าออกจากห้องครัว เพิ่งออกจากห้องก็รู้สึกว่ามีลมพุ่งเข้ามาปะทะ
เขายกดาบขึ้นป้องกันด้านหน้า
เคร้ง!
เสียงปะทะดังแสบแก้วหูดังขึ้น ลู่เซิ่งถอยหลังติดกันหลายก้าว ถูกเงาคนสีดำชนใส่จนทรงตัวไม่อยู่
“วิญญาณศพอีกแล้วหรือ!?” หลี่ซุ่นซีเห็นเงาดำนั้นชัดเจนก็ตื่นตระหนก หมู่บ้านแห่งนี้เป็นที่ไหนกันแน่ ถึงกับมีวิญญาณศพสองตัวโผล่มาติดต่อกัน พึงทราบว่าภูตผีชนิดนี้เขาเพียงเคยอ่านเจอในคัมภีร์ครั้งเดียว
ภูตผีชนิดนี้ฟันแทงไม่เข้า ผิวสำริดกระดูกเหล็ก เพียงกลัวไฟ เป็นชนิดที่พัวพันยากสุดในหมู่ภูตผี คิดไม่ถึงว่าจะเจอติดๆ กันที่นี่
ตอนที่เขายังลังเลประหลาดใจ ลู่เซิ่งก็เริ่มสู้กับวิญญาณศพตรงประตูแล้ว
เงาดำสองสายหลังจากที่ปะทะกันอย่างรุนแรงหลายครั้ง ก็กระแทกเข้ากับกำแพงห้องครัวทางด้านขวาจนถล่มลง แล้วจึงกระโดดออกไป
ต้วนเหมิ่งอันประคองหลี่ซุ่นซีหนีออกจากห้องครัวพร้อมกับนิ่งซาน พวกผีได้แก่คุณหนูและคนคุ้มกันเมื่อก่อนหน้าไล่ตามอยู่ด้านหลัง
ผีเหล่านี้เคลื่อนไหวเร็วจนน่าประหลาด ตนหนึ่งคว้าไหล่ด้านหลังต้วนเหมิ่งอัน จิกจนเป็นรอยแผลเลือดซึมห้าสาย พลันทำลายวิชาแข็งกร้าวของเขา
อ๊าก!
ต้วนเหมิ่งอันร้องโหยหวน วิ่งเร็วกว่าเดิม
หลี่ซุ่นซีกับนิ่งซานก็ไม่สนใจอย่างอื่น เร่งฝีเท้าวิ่งไปทางประตูใหญ่ของหมู่บ้าน
เปรี้ยง!
กลางลานบ้านด้านหลัง ฝ่ามือขวาของลู่เซิ่งแดงฉานราวกับเลือด กระแทกใส่ทรวงอกวิญญาณศพอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันท้องน้อยของเขาก็ถูกวิญญาณศพถีบใส่ ใบหน้าปรากฏสีเลือดแวบหนึ่ง แสดงว่าได้รับบาดเจ็บภายใน
“ตายซะ!” ลู่เซิ่งมืออีกข้างกำดาบยาว อีกมือบีบไปที่คอวิญญาณศพในระยะประชิด แล้วกระชากอย่างแรง!
พรู่ด!
เลือดสีดำพุ่งกระฉูดใส่ร่างเขา
ผัวะๆๆ! วิญญาณศพดิ้นรนกระแทกหมัดและเท้าใส่ตัวลู่เซิ่งอย่างต่อเนื่อง จนใบหน้าของเขาเป็นสีแดงผิดปกติ
ลู่เซิ่งโคจรวิชาพยัคฆ์ดำกระเรียนหยก ประสานกับโน้มนำหยินหยาง รักษาอาการบาดเจ็บในร่างด้วยความเร็วสูง
ตอนนี้สถานการณ์คับขัน เขาไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะยอมให้ตนเองบาดเจ็บ เพื่อรีบจัดการวิญญาณศพ ไม่อย่างนั้นจะถูกรั้งไว้ รับประกันไม่ได้ว่าหมู่บ้านแห่งนี้จะมีเล่ห์เหลี่ยมอันใดอีก
ถึงวิญญาณศพจะต่อยเตะตัวเขาไม่หยุด ก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บไม่น้อย แต่สำหรับลู่เซิ่งไม่นับเป็นอะไร ผลพิเศษของวิชาพยัคฆ์ดำกระเรียนหยกคือหยุดเลือด ปราณภายในหยุดอาการบาดเจ็บภายในและเส้นเลือดที่เพิ่งฉีกขาด ภายหลังขอแค่รักษาตัวสักหลายวันก็จะหายดี ไม่แตกต่างอะไรกับการกัดนิ้ว
ถ้าไม่ใช่กลัวว่าจะสิ้นเปลืองพลังมากเกินไป ทำให้ไม่มีแรงในภายหลัง ลู่เซิ่งคงใช้ดาบพยัคฆ์คำรามกระเรียนร้องตั้งแต่แรก แค่ดาบเดียวก็กำจัดวิญญาณศพตัวนี้ได้แล้ว
“ลูกพี่! หนีเร็ว!” ต้วนเหมิ่งอันที่อยู่ไกลออกไปหันมาตะโกน พวกเขาฉวยโอกาสหนีไปได้ค่อนข้างไกลแล้ว กำลังจะอ้อมหนีไปยังลานหลักด้านหน้า
ลู่เซิ่งกระแทกฝ่ามือใส่วิญญาณศพจนกระเด็นออกไป ไม่รอให้มันหายตัวไป ก็ถีบเท้าใส่พื้นดังเปรี้ยง อาศัยแรงดีดลอยตัวไล่ตามไปด้านหน้า
สองสามก้าวก็ไล่ตามทันคนทั้งสาม พวกเขาวิ่งตะบึงไปยังประตูหมู่บ้าน
“ทำไมต้องไปประตูใหญ่ กระโดดข้ามกำแพงเลยไม่ได้หรือ นิ่งซานถามเสียงเร่งร้อน
“ไม่ได้! นี่เป็นค่ายกลผี กระโดดข้ามกำแพงออกไป ก็จะกลับไปอยู่ที่ชั้นใต้ดินในครัว นั่นเป็นแกนกลางค่ายกลผี! รีบทำลายต้นไม้!” หลี่ซุ่นซีพอไปถึงลานหลัก ก็ชี้ไปที่ต้นไม้แห้งที่อยู่ข้างสะพานหินตรงกลางพลางร้องบอก
เปรี้ยง!
ต้วนเหมิ่งอันใช้แรงทั้งหมดพุ่งชนต้นไม้แห้ง ต้นไม้แห้งสีดำขนาดเท่าปลายแขนคน ถูกเขาชนจนหักเอียงลงมา
ต้วนเหมิ่งอันถูกดีดกลับจนหัวหมุน นิ่งซานคว้าตัวเขาไว้พร้อมกับพุ่งไปยังประตูหมู่บ้าน
ลู่เซิ่งพลิกดาบ ฟันคนคุ้มกันผีที่ไล่ตามหลังมาจนกลิ้งไปกับพื้น
“กรี๊ด!” เสียงร้องแหลมแว่วมาจากภายในลาน
เด็กสาวซ่งอวิ๋นจวนถูกผีที่ปล่อยผมสยายตัวหนึ่งไล่ตาม วิ่งมาทางประตูใหญ่
“ช่วยด้วย!” ซ่งอวิ๋นจวนใบหน้าขาวซีด เกือบสะดุดล้มระหว่างวิ่งหนี ใบหน้ามีแต่น้ำตาน้ำมูก
“เป็นแม่นางน้อยในหมู่บ้านคนนั้น!” หลี่ซุ่นซีชะงักเท้า แสดงท่าทีอดไม่ได้ เขามองภูตผีที่อยู่ด้านหลัง เห็นว่ายังอยู่ไกล เทียบกับระยะห่างระหว่างแม่นางน้อยกับพวกเขา สามารถช่วยคนได้ แล้วค่อยหนีไปก็ยังทัน
“พวกท่านไปก่อน!” เขาแข็งใจกล่าวเสียงทุ้ม
ต้วนเหมิ่งอันกับนิ่งซานถลึงมองเขา
“ลูกพี่เร็วกว่าพวกเรา ถ้าท่านถูกไล่ทันก็ไม่มีคนช่วยแล้ว!”
“อย่าพร่ำพิไร รีบไป! อาศัยตอนนี้ที่ค่ายกลหายไป” หลี่ซุ่นซีตัดสินใจ เขาข่มใจมองแม่นางน้อยที่อายุน้อยขนาดนี้ตายในหมู่บ้านอันตรายแห่งนี้ไม่ได้
ต้วนเหมิ่งอันกับนิ่งซานมองเด็กสาวนางนั้น ลังเลเล็กน้อยเช่นกัน
“ช่วยด้วย! ท่านพี่! พี่ใหญ่!” ซ่งอวิ๋นจวนขณะกำลังวิ่ง ก็สะดุดหินแหลมก้อนหนึ่งล้มลงกับพื้น ผีหญิงด้านหลังพลันพุ่งเข้าใส่
“กรี๊ด!”
นางอดหลับตาลง ร้องแหลมไม่ได้
เปรี้ยง!
ในเสียงกระแทกทึมทึบ ลู่เซิ่งถลันมาจากด้านหลัง มือหนึ่งคว้าศีรษะของผีหญิงไว้ พลังฝ่ามือสีแดงร้อนแรงเผาศีรษะมันส่งเสียงซี่ๆ ควันขาวลอยขึ้นมา
เขาโยนมันไปด้านหลัง แล้วกระแทกมันไปให้ห่างๆ
ซ่งอวิ๋นจวนรอดพ้นจากอันตราย ค่อยเงยหน้าขึ้นมองลู่เซิ่ง ดวงตาซาบซึ้งเหลือคณา
“ขอบคุณท่าน…”
เปรี้ยง!
ลู่เซิ่งถีบใส่ ซ่งอวิ๋นจวนลอยออกไปกระแทกกับเสาหมู่บ้านต้นหนึ่ง กระดอนกลับมากลางอากาศ
ฉัวะ!
ประกายดาบสาดขึ้น ซ่งอวิ๋นจวนถูกบั่นเอวเป็นสองท่อน เลือดกระจายเต็มพื้น ดวงตางามเบิกขึ้น เหมือนกับไม่เข้าใจว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
“ลูกพี่…!” ต้วนเหมิ่งอันกับนิ่งซานใบหน้าตกตะลึง
หลี่ซุ่นซีก็อ้าปากตาค้าง คิดไม่ถึงจะเกิดผลลัพธ์เช่นนี้
ลู่เซิ่งไม่สนใจพวกเขาแม้แต่น้อย พุ่งตัวอีกสองสามก้าวถึงหน้าประตู ฟันดาบออกไปเพื่อทำลายประตูใหญ่
โครม!
ประตูไม้แหลกลง ลู่เซิ่งโถมตัวออกไปก่อน จากนั้นพวกหลี่ซุ่นซีค่อยมีปฏิกิริยา วิ่งตามออกไป
เพิ่งออกไปได้ คนทั้งสามกลับมีสีหน้างงงันสับสน
เห็นผู้คนแน่นขนัดล้อมอยู่ด้านนอกหมู่บ้าน มีมากกว่าร้อยคน
ลู่เซิ่งวิ่งไปถึงด้านหน้าทุกคน รับคบเพลิงมาอันหนึ่ง
“เผาซะ!” เขาหันกลับไปตวาด
“เผา!” หัวหน้าพรรควาฬแดงคนหนึ่งตะโกน
ทันใดนั้นพลพรรคกลุ่มใหญ่ล้วงเอาลูกศรเพลิงออกมา เล็งไปที่หมู่บ้านตระกูลซ่ง
ฟิ้วๆๆ!
ลูกศรเพลิงหลายสิบดอกพุ่งเข้าไปในหมู่บ้านเหมือนดาวตกหลายสิบดวง ครู่เดียวก็เริ่มเผาไหม้หมู่บ้าน
ดวงไฟสีแดงจากขนาดเล็กกลายเป็นขนาดใหญ่ ไม่ทันไรก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ลู่เซิ่งพลิกตัวขึ้นหลังม้า ดวงตาเย็นชามองหมู่บ้านที่ค่อยๆ ถูกเผาไป ใบหน้าไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ขยับเขยื้อน
เพลิงค่อยๆ โชติช่วงขึ้นในสายตาของทุกคน
“คุณชาย จุดฟืนทั้งสี่ด้านแล้ว” รองหัวหน้าคนหนึ่งเลียริมฝีปาก ขึ้นมารายงาน
“ยิงลูกศรเพลิงต่อไป!” ลู่เซิ่งกล่าวเสียงเย็น
“ขอรับ!”
พลพรรคง้างเกาทัณฑ์พาดลูกศร จุดถุงน้ำมันที่อยู่บนหัวลูกศรอย่างรวดเร็ว
ฟิ้วๆๆ!
ลูกศรเพลิงอีกระลอกถูกยิงออกไป ตกใส่หมู่บ้าน
กรรซ์!
ทันใดนั้น ในกองเพลิงตรงประตูหมู่บ้าน เงาร่างเล็กจุ๋มจิ๋มสายหนึ่งโผล่ขึ้นมา ถึงกับเป็นซ่งอวิ๋นจวนเด็กสาวผู้นั้น
เปลวไฟลุกท่วมร่าง คำรามอย่างดุร้ายน่ากลัว ใส่ทุกคนที่อยู่ด้านนอก
เสียงคำรามนั้นไม่เหมือนมนุษย์ เหมือนสัตว์ร้ายปริศนา
ในกองเพลิง เด็กหญิงพลันพุ่งตัวจะออกมาด้านนอกหมู่บ้าน พลันกระแทกใส่กำแพงที่ไร้รูปดังโครม ไม่อาจออกมาได้
นางกรีดร้องใส่ทุกคน ใบหน้าน้อยๆ ค่อยๆ ละลายคล้ายเทียนไข สองตากับปากกลายเป็นรูใหญ่สีดำสามรู ยังคงคำรามไม่หยุด
กรรซ์!
ตูม!
ดาบยาวที่เคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูง กระแทกใส่เด็กสาวจนกระเด็นกลับเข้าไปในกองเพลิงภายในหมู่บ้าน
ลู่เซิ่งลดมือลง ตวาดเสียงจริงจัง
“ยิงต่อไป! จนกว่าจะยิงหมด!”
ทุกคนตกใจแทบตาย รูปขบวนเกือบเสีย ตอนนี้อึ้งไปเพราะเสียงตะโกนของลู่เซิ่ง ค่อยกำคันเกาทัณฑ์ในมือแน่น ลังเลเล็กน้อย แล้วยิงใส่หมู่บ้านระลอกแล้วระลอกเล่า
หลังจากยิงไปหลายระลอก เพลิงในหมู่บ้านในที่สุดก็ปกคลุมบ้านทุกหลังไว้โดยสมบูรณ์
เสียงฟู่มดังขึ้น เงาคนที่ตัวดำเกรียมพุ่งออกจากประตูหมู่บ้าน กลิ้งลงบนพื้นหลายตลบ ไฟบนร่างคนผู้นี้ดับลงอย่างรวดเร็ว ส่งเสียงร้องโหยหวนไม่หยุด
พลพรรคสะดุ้ง มีคนเล็งเกาทัณฑ์ไปที่ร่างนั้นเตรียมยิง
“รอเดี๋ยว! ลู่เซิ่งยกมือขึ้นห้ามพลพรรค ไม่ให้เคลื่อนไหว
เขาเร่งฝีเท้าเดินไปดู คนบนพื้นถึงกับพอจะจดจำได้ เป็นบัณฑิตที่เขาเคยเห็นตอนผ่านหมู่บ้านเมื่อก่อนหน้า
บัณฑิตผู้นี้โดนเผาจนทั่วตัวพุพอง ใบหน้ามีแผลไฟไหม้ กลับยังคงมองออกว่าเขากำลังหัวเราะ ทั้งยังหัวเราะดังลั่น
เห็นลู่เซิ่งเข้ามาใกล้ บัณฑิตที่หมอบอยู่บนพื้น ใช้มือเขียนอักษรเป็นคำโย้เย้ ‘ข้าเป็นคน’
“พาเขาไปรักษา นี่เป็นคนไม่ใช่ผี” ลู่เซิ่งสั่งเสียงทุ้ม
คำสั่งมาแล้ว แต่คนรอบๆ ไม่กล้าเข้าไป
รอสักพัก จึงมีพลพรรคใจกล้าสองสามคนเข้าไป ประคองบัณฑิตผู้นี้ ตรวจสอบอย่างละเอียด
“รอเดี๋ยว ลิ้นเขาถูกตัด พูดไม่ได้” พลพรรคผู้เฒ่าคนหนึ่งกลืนน้ำลาย กล่าวอึกอัก
ลู่เซิ่งมองออกจากการแต่งตัวของเขา ทราบว่าคนผู้นี้เป็นบัณฑิตที่เขาเคยเห็นมาก่อน
เขาแยกแยะผีกับคนอย่างง่ายๆ หลักๆ คืออาศัยประสาทสัมผัสอันปราดเปรียว ลู่เซิ่งมีวิชากำลังภายในสามวิชา ทุกวิชาจำเป็นต้องใช้การฝึกฝนอย่างลำบากเป็นอย่างน้อยหลายสิบปีของคนธรรมดาจึงค่อยบรรลุ สามวิชาเมื่อรวมกัน เขาเทียบกับอยู่ในกระบวนการอันยิ่งใหญ่ที่คนธรรมดาต้องพากเพียรมากกว่าร้อยปีจึงค่อยไปถึง
พลังฝึกปรือกำลังภายในเช่นนี้ทำให้เขาได้รับการยกระดับในด้านประสาทสัมผัสที่น่ากลัวสุดขีด ในระยะสิบหมี่ ถึงขั้นแม้แต่เสียงหัวใจเต้นและเสียงลมหายใจก็ได้ยินอย่างชัดเจน
นี่เป็นกุญแจสำคัญที่เขาพบว่าพวกกงหรูชิงเป็นผีในหมู่บ้าน
หลังจากพบความจริงนี้ รวมกับรอยเท้าที่เหลือไว้ก่อนหน้า ในนี้มีแค่รอยเท้าของพวกเขาสามคนกับหลี่ซุ่นซีนั่น คนที่เหลือถึงกับไม่มีรอยเท้าเลย
ถึงแม้จะอยู่ในราตรีที่มืดมิด ทุกอย่างดำสนิท แต่ยังคงขัดขวางไม่ให้สายตาอันแข็งกล้าของลู่เซิ่งสังเกตถึงรายละเอียดนี้ได้
ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังสรุปรวมแล้ว เขาจึงคาดเดา หลังจากพิจารณาแต่ละสิ่งอย่างละเอียด ยังได้กลิ่นตัวพวกกงหรูชิง กลิ่นที่เบาบางที่สุดเหมือนกับเด็กสาวซ่งอวิ๋นจวนไม่มีผิด
ผลลัพธ์ย่อมเป็นแปดเก้าส่วนในสิบส่วนแล้ว
………………………………………….
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น