56-60

บทที่ 56
คุยกันอีกสักพัก สามคนท่านหนึ่งจอกข้าหนึ่งจอก ดื่มจนเมาอยู่บ้าง ค่อยแยกย้ายกันกลับ

ลู่เซิ่งกลับบ้านพักผ่อนหนึ่งคืน รอการจัดการหน้าที่ของพรรควาฬแดงโดยไร้เรื่องราว ความจริงคาดเดาเขาออกว่า เวลาที่ใช้ปรึกษากันของประมุขพรรคและผู้อาวุโส หลักๆ คือเพื่อสืบประวัติเขา ดูว่าเป็นไส้ศึกที่พรรคคู่ต่อสู้ส่งมาหรือไม่

หลังจากตรวจสอบสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องแล้ว เขาจึงค่อยนับว่าเข้าร่วมพรรควาฬแดงอย่างแท้จริง

ดังนั้นเขาจึงไม่รีบ

เวลาแต่ละวันผ่านไป พริบตาเดียวก็เป็นสามวันให้หลัง

ครั้งนี้เป็นเฒ่าหวัง ผู้อาวุโสโอวหยางแห่งพรรควาฬแดง มาเยี่ยมเยือนถึงที่ด้วยตัวเองภายใต้การนำของรองประมุขพรรคคนหนึ่ง

รองประมุขพรรคเฉินอิง เป็นศิษย์พี่ของเฒ่าหวัง และเป็นยอดฝีมืออันดับสองแห่งพรรควาฬแดง คนในยุทธภพเรียกว่าราชากรงเล็บอินทรี

คนผู้นี้หน้าตาเป็นมิตร ผมเผ้าหนวดเคราล้วนขาว รูปร่างแข็งแรงเหมือนอยู่ในวัยฉกรรจ์ ข้อกระดูกมือสองข้างปูดขึ้นเป็นสีดำ เหมือนกับใส่ถุงมือโลหะคู่หนึ่ง น่ากลัวอยู่บ้าง

พอเขาเข้าประตูมา ก็ยิ้มอย่างเป็นมิตรให้ลู่เซิ่ง

“รบกวนแล้ว! น้องลู่ ผู้แซ่เฉินมาก็เพื่อส่งมอบการจัดการเกี่ยวกับหน้าที่แก่เจ้า”

ลู่เซิ่งให้เสี่ยวเฉี่ยวไปชงชา ตัวเองนั่งอยู่กับทุกคน

“ไม่ทราบว่าท่านรองประมุขพรรคนำหน้าที่การจัดการใดมาให้ผู้แซ่ลู่” เขาไม่ประหลาดใจแม้แต่น้อยที่อีกฝ่ายมาหาอย่างเปิดเผยเช่นนี้ อย่างไรผู้จัดการภารกิจภายในอย่างเฒ่าหวังแม้ว่าวิทยายุทธไม่อาจเทียบกับผู้จัดการภารกิจภายนอกได้ แต่ก็เป็นยอดฝีมือระดับสำนึกปลอดโปร่ง กลับถูกสองสามกระบวนท่าของเขาคว่ำลงอย่างง่ายดายเพียงยกมือเช่นนี้

เจอยอดฝีมือระดับนี้ ไม่ว่าเป็นพรรคใดต่างก็ต้องการแต่ไม่อาจได้มา ยิ่งไปกว่านั้นยอดฝีมือผู้นี้อายุยังน้อยจนน่ากลัว

“ด้วยความสามารถของน้องลู่ พวกเราจัดการให้เจ้ารับตำแหน่งผู้จัดการภารกิจภายนอก ถ้าทำได้ ขอเชิญน้องลู่ไปเจอผู้อาวุโส ผู้จัดการภารกิจภายใน รวมถึงประมุขพรรคที่ตำหนักใหญ่ด้วยกัน เพื่อรับตำแหน่ง” เฉินอิงกล่าวอย่างเกรงใจยิ่ง

ก่อนเขามาได้ตรวจสอบข้อมูลของลู่เซิ่ง พออ่านรายงานแล้วทำให้เขาหยุดความคิดที่จะรับศิษย์

ในประวัติก่อนหน้าของลู่เซิ่งมีข้อหนึ่งเขียนไว้ชัดเจนว่า เสียงผีร่ำไห้ในกลางดึกที่ตระกูลลลู่ประสบถูกเขากับนักพรตพเนจรคนหนึ่งแก้ไขได้

ถึงแม้ในนี้ไม่ได้สืบข้อมูลข่าวสารมากนัก แต่ว่าสามารถรอดจากภัยมืดได้ ซ้ำยังเป็นภัยมืดที่มีคุณสมบัติเป็นอันตรายสูงสุดเช่นนี้ พลังยังแข็งแกร่งขนาดนี้… นั่นสุดยอดจริงๆ

“ไปตำหนักใหญ่หรือ ไปตอนนี้ได้เลยหรือไม่” ลู่เซิ่งคร้านกล่าววาจา เขาเข้าร่วมพรรควาฬแดง หลักๆ ก็เพื่อเรียนวิชาที่ดีกว่า และการเรียนวิชาต้องเข้าศาลาประกาศยุทธ การเข้าศาลาประกาศยุทธจำเป็นต้องสร้างประโยชน์ให้พรรค และเงื่อนไขในการบรรลุของพรรคก็คือรับตำแหน่งก่อน จากนั้นค่อยกระทำเรื่องที่มีประโยชน์

“ย่อมได้อยู่แล้ว”

เฉินอิงย่อมอนุญาต ทุกคนลุกขึ้นออกจากบ้านลู่เซิ่ง มุ่งหน้าไปยังตำหนักใหญ่ของพรรควาฬแดงที่อยู่นอกเมือง

ขึ้นรถม้า ลู่เซิ่งกับเฉินอิงนั่งรถคันเดียวกัน

เฉินอิงหันข้างมองนอกรถ ไม่พูดอะไรตลอดทาง ลู่เซิ่งก็ไม่ใช่คนชอบคุย เงียบเสียงพลางเริ่มฝึกปราณภายใน

เขามองออกว่าเฉินอิงเป็นคนฝึกกำลังภายนอกและกำลังภายในพร้อมกัน สองตากระจ่าง มองดูก็ทราบว่าปราณภายในมีส่วนสำเร็จ เพียงแต่ไม่ทราบว่าการสู้จริงจะเป็นอย่างไร ลู่เซิ่งคิดหาโอกาสประมือกับเขาดู

“ไม่ทราบว่าน้องชายมีความเห็นอย่างไรต่อต้าซ่งในปัจจุบัน” สักพักหนึ่ง เฉินอิงพลันเอ่ยถาม

“ต้าซ่งหรือ ความเห็นใช่หรือไม่” ลู่เซิ่งส่ายหน้าหัวเราะเบาๆ “ไม่มีความเห็นใด ข้าไม่รู้จักราชสำนักในตอนนี้มากนัก กล่าวตามจริง ก่อนหน้านี้ข้าอยู่ที่เมืองเก้าประสาน เคยเจอภัยมืดครั้งหนึ่ง หลังจากครั้งนั้นข้าก็เห็นกระจ่างว่าที่ว่าการจวนขุนนางไม่มีประโยชน์อันใด”

เฉินอิงมองลู่เซิ่ง พยักหน้าน้อยๆ

“ข้อนี้ ตามข้อเท็จจริงน้องชายผิดแล้ว”

ลู่เซิ่งสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง “ผิดตรงไหนหรือ”

เฉินอิงกระแอมสองสามครั้ง ก่อนสงบลง กล่าวอย่างเชื่องช้า “ไม่ทราบว่าน้องชายเคยได้ยินคำว่า ตัวประหลาด มาก่อนหรือไม่”

“ตัวประหลาดหรือ” สีหน้าลู่เซิ่งพิลึกอยู่บ้าง “ข้าเคยเห็นภูตผี ที่แข็งแกร่งมาก ลี้ลับมาก นี่เป็นตัวประหลาดที่รองประมุขพรรคพูดถึงหรือไม่”

“ไม่… เล่าตามจริงก็แล้วกัน เรื่องผิดปกติเหนือธรรมชาติทั่วไป พรรควาฬแดงของพวกเราจัดการมาไม่น้อย แต่ว่าพวกมันต่างได้แต่เรียกเป็นภูตผีหรือภัยมืด” เฉินอิงหรี่ตา คล้ายเริ่มเข้าสู่ห้วงความจำ

“จำได้ว่ามีอยู่ปีหนึ่ง ตอนข้าไปเข้าร่วมชุมนุมพันธมิตรนักบู๊ที่จงหยวน ขากลับเจอนักพรตผู้หนึ่ง นักพรตคนนั้นคุยถูกคอกับประมุขพรรค พูดถึงเรื่องนี้กับพวกเรา”

เขาเว้นเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อ

“คนผู้นั้นบอกว่าภูตผีปีศาจเป็นเพียงผี ของสกปรกเหล่านี้คนทั่วไปฝึกถึงระดับสูงสุดก็จัดการได้

“แต่เหนือกว่าภูตผี มีสิ่งหนึ่งเรียกว่าตัวประหลาด นี่เป็นขั้นที่คนทั่วไปไม่อาจเอื้อม เขาเตือนประมุขพรรคว่า ภูตผีเป็นสิ่งเดียวกับปีศาจน้อย อ่อนแอไร้สติปัญญา ถึงขั้นสับสนงุนงงไม่รู้อะไรเลย แต่หลังผีเป็นตัวประหลาด หลังปีศาจเป็นมาร ตัวประหลาดกับมาร เป็นตัวตนแข็งกล้าที่ไม่ว่าคนธรรมดาจะฝึกฝนอย่างไรก็มิอาจต้านทานได้ ถ้าหากเจอ ต้องหาวิธีหนีทันที!”

“ตัวประหลาด… กับมาร…” ลู่เซิ่งใจสั่นสะท้าน รู้สึกว่าสองสิ่งนี้อาจเป็นมารปีศาจที่ตวนมู่หว่านเคยพูดถึง มารปีศาจเดิมทีเป็นศัพท์โดยสังเขป แต่เขาจำได้ว่าในคำกล่าวของตวนมู่หว่านเพียงพูดถึงมารปีศาจ ไม่มีตัวประหลาด ไม่ทราบว่าเป็นนางกล่าวข้าม หรือเป็นสาเหตุอื่นๆ อันใด

“ถูกต้อง… พรรควาฬแดงของพวกเราดูแข็งแกร่งกระมัง แต่ก็จัดการสิ่งที่คล้ายภูตผีกับปีศาจน้อยได้ ตัวประหลาดกับมารจนถึงตอนนี้เพียงเจอมาครั้งเดียว” เฉินอิงใบหน้ากระตุก คล้ายกับตอนนี้ยังหวาดกลัวอยู่

ลู่เซิ่งถามเสียงขรึม “ผลลัพธ์เล่า” เขาสังหรณ์ว่าผลลัพธ์ย่อมไม่ดีมากแน่

ใบหน้าเฉินอิงปรากฏความเจ็บปวดแวบหนึ่ง มองลู่เซิ่ง กล่าวอย่างซึมเซา “พรรควาฬแดงเดิมมีรองประมุขพรรคสี่คน”

ลู่เซิ่งจิตใจเคร่งขรึม พรรควาฬแดงที่เขารู้ในตอนนี้มีรองประมุขพรรคแค่สองคน

“ประมุขพรรคท่านผู้เฒ่าเองก็… บาดเจ็บสาหัส ร่วงตกจากช่วงสูงสุด ตอนนี้ร้อยโรคพัวพัน… ที่น่าขำคือ พวกทายาทยังแย่งอำนาจกันอยู่ หมายจะควบคุมขุมกำลังของพรรควาฬแดงอย่างแท้จริง พวกเขาจะรู้ได้อย่างไรว่าต่อให้ครองขุมกำลังทั้งหมดของพรรคแล้วอย่างไร ตัวประหลาดที่ก่อให้เกิดทุกอย่างนี้ แม้แต่เป็นอะไร ตายไปตั้งหลายคนพวกเรายังไม่กระจ่าง” เฉินอิงกล่าวอย่างอับจน

ลู่เซิ่งเงียบเสียง เขาซึ่งเพิ่งเข้าพรรคไม่อาจสอดปากในเรื่องแบบนี้ได้

สองคนต่างไร้วาจา ครู่ต่อมา สารถีด้านนอกค่อยส่งเสียง

“ท่านประมุขเฉิน ถึงตำหนักใหญ่แล้ว!”

เฉินอิงแย้มยิ้ม ปรับอารมณ์ ดึงประตูรถเปิดลงไปก่อน

“มาดูเถอะ ตำหนักใหญ่พรรควาฬแดงไม่ใช่อย่างที่เจ้าคิด ภาพลักษณ์นั้นพอมี เพียงแต่ประหลาดไปบ้าง”

ลู่เซิ่งลงรถตาม ตรงหน้าถึงกับเป็นริมแม่น้ำไม้สน

ใจกลางแม่น้ำ เรือใหญ่สีแดงดำขนาดมหึมาลำหนึ่ง เหมือนกับปลาวาฬยักษ์หมอบนิ่งอยู่บนแม่น้ำ

น้ำใสฟ้าคราม แสงอาทิตย์สาดส่องใส่เรือยักษ์ ส่องธงสีขาวที่ยอดสูงสุดของเรือ

บนธงนั้นเขียนอักษรตัวใหญ่สีแดงไว้เป็นคำว่า วาฬแดง!

เรือเป็นทรงรี บนดาดฟ้าเป็นหอขนาดยักษ์แปดชั้น รอบๆ เรือเป็นโซ่เหล็กสีดำหยาบเท่าขา ตรึงเรือเอาไว้หลายสิบเส้น โซ่เหล่านี้เทียบกับเรือใหญ่แล้ว เหมือนกับเส้นผมเล็กๆ ไม่สะดุดตาแม้แต่น้อย

“นี่เป็นเรือวาฬแดง สมชื่อกระมัง” เฉินอิงแนะนำอยู่ด้านข้าง

“ภาพลักษณ์นั้นพอดี แต่ไม่อาจนับเป็นเรือได้แล้ว ของเล่นชิ้นนี้ขยับไม่ได้” เฒ่าหวังวิ่งออกมา เถิบเข้าใกล้พูดพึมพำ

“แม่น้ำใหญ่กว้างสิบลี้ ตัวเรือก็กินพื้นที่หนึ่งในสิบส่วนแล้ว แม่แต่เลี้ยวยังน่ากลัวว่าจะเจอหินโสโครกในบริเวณน้ำตื้น จะขยับเช่นไร”

ลู่เซิ่งเพิ่งเห็นเรือที่ใหญ่ขนาดนี้เป็นครั้งแรก นี่เกรงว่าจะใหญ่กว่าเรือบรรทุกเครื่องบิน ตอนเขาไร้เรื่องราวเคยคาดเดาว่า หนึ่งลี้ที่คนที่นี้ใช้กันคือราวๆ หกร้อยหมี่ แต่ว่าเฒ่าหวังว่ากว้างหนึ่งลี้ เรือลำนี้แค่ความกว้างก็หกร้อยหมี่แล้ว นั่นใหญ่มากจริงๆ

“นี่ความจริงไม่ใช่นำมาเป็นเรือ หากเป็นป้อมปราการลอยน้ำที่เชื่อมต่อกัน” เฉินอิงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

“ไปเถอะ คนด้านในออกมาต้อนรับแล้ว”

บนถนนที่เชื่อมระหว่างเรือใหญ่กับท่าเรือ ตลอดทางมีพลพรรคเฝ้า แยกเป็นสองแถว ทุกๆ ช่วงหนึ่งจะมีคนถือดาบเตรียมระวัง

ตอนนี้ตรงบันไดขึ้นเรือมีชายหญิงสิบกว่าคนมาดูทางนี้แล้ว

เฉินอิงหัวเราะ พาทุกคนเดินไปตรงหน้า

“คำนับท่านรองประมุขเฉิน” ทุกคนพากันคารวะ “ประมุขพรรคท่านผู้เฒ่ารอนานแล้ว”

เฉินอิงก็ไม่เสียเวลา นำพวกลู่เซิ่งขึ้นบันไดอย่างรวดเร็ว ภายใต้เส้นทางเล็กๆ ที่มีพลพรรคเฝ้าตลอดทาง ขึ้นถึงดาดฟ้าเรือก็เดินเข้าโถงใหญ่ในท้องเรือ

โถงใหญ่ก็คือตำหนักใหญ่ บนสุดนั่งด้วยชายชราสีหน้าอมโรค ผมสีขาวคนหนึ่ง

ชายชราผู้นี้สวมชุดรัดรูปสีดำแดง มือขวาสวมถุงมือสีทองเข้ม ถึงจะเหมือนไม่สบาย แต่ว่าสภาวะยังคงแข็งแกร่ง ตารูปเสือทั้งสองข้างกระจ่างใส เพียงมองก็รู้ว่าเป็นคนที่มีปราณภายในแข็งกล้า

ลู่เซิ่งพอเข้ามา ก็รู้สึกได้ว่ามีสายตาห้าคู่อยู่บนร่างตัวเอง

ความจริงในตำหนักใหญ่ยังมีคนไม่น้อยที่มองเขา แต่ว่าพลัง ปราณ และจิตของคนเหล่านั้นต่างสู้ห้าคนนี้ไม่ได้

สายตาทั้งห้าคู่นี้แหลมคมผิดธรรมดา ทำให้คนรู้สึกคันที่ผิว เกิดความรู้สึกเหมือนถูกเข็มแทง เห็นได้ว่าต่างเป็นยอดฝีมือที่บรรลุระดับสูงสุด

ลู่เซิ่งไม่อำพรางสายตาอีก มองกลับไป

เขาตื่นเต้นอยู่บ้าง ครั้งนี้ได้เห็นยอดฝีมือระดับเดียวกันมากมายขนาดนี้ ตามทฤษฎี เขาเป็นระดับผนึกจิต ห้าคนนี้ก็เป็นระดับผนึกจิต ถ้าสู้กันจะแข็งแกร่ง หรืออ่อนแอต้องดูที่วิชา พลัง ประสบการณ์ รวมถึงความสามารถด้านกลยุทธ์

คล้ายกับสัมผัสเจตนาต่อสู้กับความตื่นเต้นในดวงตาของลู่เซิ่งได้ สายตาทั้งห้าคู่เหลือเพียงสามคู่ในอึดใจ มีอีกสามคนรีบก้มหน้าไม่มองเขาอีก สิ่งที่พรรคไม่ชอบที่สุดก็คือพวกบ้าการต่อสู้

ก่อนหน้านี้รองประมุขพรรคคนหนึ่งก็มีนิสัยแบบนี้ วันทั้งวันเอาแต่หายอดฝีมือเพื่อประมือด้วยไปทั่ว จนคนในพรรคทรมานเกินบรรยาย

คิดไม่ถึงตอนนี้ มีคนที่มีวี่แววว่าจะบ้าการต่อสู้เพิ่มมาอีกคน

ในยอดฝีมือทั้งห้าคน มีสองคนแบ่งเป็นประมุขพรรคหงหมิงจือ รองประมุขพรรคซุนจางหลาน อีกสามคนล้วนเป็นผู้จัดการภารกิจภายนอก และเป็นสามคนที่รีบหลบเลี่ยงสายตาของลู่เซิ่ง

หลังลู่เซิ่งมองไป พริบตาเดียวสายตาก็หายไปสามคู่ นี่ทำให้เขาไม่พอใจอยู่บ้าง แต่เขาก็ไม่นำพา ยังมีสองคนที่จะเข้าหาได้

เขามองหงหมิงจือประมุขพรรคที่อยู่บนสุดโดยตรง

“ท่วงท่าวีรบุรุษเต็มเปี่ยม เป็นมังกรในหมู่คนจริงๆ!” หงหมิงจือเสียงอ่อนแออยู่บ้าง แต่ยังคงคึกคักฮึกเหิม กล่าวด้วยรอยยิ้มปลอบประโลมว่า

“พรรควาฬแดงของข้าเป็นเพราะอัจฉริยะอย่างน้องลู่เข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นใหญ่ในแดนเหนือ ตั้งตระหง่านไม่ล้มลงมาโดยตลอด”

“ทุกท่านเห็นคนแล้ว โปรดออกความเห็นด้วย” รองประมุขพรรคเฉินอิงเดินเข้าไปทรุดนั่งบนตำแหน่งตัวเอง

มีคนนำลู่เซิ่งไปนั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่งที่อยู่ด้านข้างโดยเฉพาะ

………………………………………….
บทที่ 57
ภายในตำหนักใหญ่เงียบสงบ สองฟากด้านข้างนอกจากยอดฝีมือห้าคนแล้วยังมีอีกคนอีกแปดคน ได้แก่ผู้อาวุโสและผู้จัดการภารกิจภายในของพรรควาฬแดง ตอนนี้ทุกคนประสานสายตากัน ต่างไม่มีคนพูดคุย

สายตาที่ลู่เซิ่งแสดงออกมาก่อนหน้านี้ แสดงออกอย่างชัดเจนว่าความสามารถของเขาคือการฝึกฝนกำลังภายในและกำลังภายนอกพร้อมกัน ไม่ทราบว่าถึงระดับผนึกจิตแล้วหรือไม่ แต่ต่อให้เป็นแค่ยอดฝีมือสำนึกปลอดโปร่ง ในสถานการณ์ที่ไม่มีความจำเป็นและไม่มีความขัดแย้งกับทุกคน ไม่มีคนยอมเอ่ยปากกล่าวโทษ

“ในเมื่อต่างไม่มีข้อโต้แย้ง เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ ให้น้องลู่เซิ่งรับตำแหน่งผู้จัดการภารกิจภายนอกคนที่หกของพรรควาฬแดง รับผิดชอบคนและอาณาเขตของอู๋ซานก่อนหน้า ทุกคนเห็นด้วยกระมัง” ประมุขพรรคหงหมิงจือกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“ไม่เหมาะสมอยู่บ้างกระมัง” รองประมุขพรรคกงซุนจางหลานก้มหน้ากล่าวราบเรียบ

“มีอันใดไม่เหมาะสม” เฉินอิงมองคนผู้นี้ เขารู้ว่าอีกฝ่ายคิดให้กงซุนจิ้ง หลานสาวของตนรับมาช่วงต่อคนและอาณาเขตของอู๋ซาน การกล่าวโต้แย้งในตอนนี้ถือว่าปกติ

กงซุนจางหลานเป็นบุรุษวัยกลางคนใบหน้าอึมครึม สวมเสื้อคลุมสีดำ สองมือสอดเข้าไปในแขนเสื้อ

เขามองเฉินอิง ยิ้มจอมปลอม “ถึงแม้น้องลู่จะมีพลังน่าทึ่ง แต่นั่นเพียงบ่งบอกถึงพลังของเขาคนเดียว พูดถึงการจัดการขุมกำลัง นี่ไม่ใช่มีวรยุทธ์เหี้ยมหาญแล้วจะทำได้อู๋ซานแม้ตายไปแล้ว แต่ว่าคนและกิจการในอาณาเขตของเขา มอบให้คนใหม่ที่เพิ่งเข้าพรรคเช่นนี้ นี่ทำให้ผู้อาวุโสคนอื่นในพรรคคิดเห็นอย่างไร ยังไม่สร้างผลงาน ก็ได้รางวัลเช่นนี้ ไม่สอดคล้องกับกฎ”

“อู๋ซานตายอย่างไร ทุกคนล้วนกระจ่าง ตอนนี้คนและกิจการของเขามีคนคิดรับช่วง เรื่องที่อันตรายที่สุดกลับไม่มีคนกล้ารับ จะเอาแต่สิ่งดีๆ ไม่คิดรับความเสี่ยง โลกใบนี้ไม่มีเรื่องดีแบบนี้ รองประมุขพรรคกงซุน หลานท่านกงซุนจิ้งแม้มีพลังน่าทึ่ง สติปัญญาเองก็เป็นตัวเลือกบนๆ แต่ต้องการช่องว่างที่อู๋ซานเหลือไว้ มิสู้เรื่องนั้นก็รับไว้เป็นอย่างไร” เฉินเอิงพูดด้วยรอยยิ้มเย็นชา

“ข้าไม่ได้พูดเรื่องเสี่ยวจิ้ง เพียงแค่ลุกขึ้นทวงถามความยุติธรรมให้แก่พวกผู้อาวุโสในพรรค ในฐานะรองประมุขพรรคที่ควบคุมกฎในพรรคเท่านั้น อาศัยอะไรพวกผู้อาวุโสที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายในพรรคมาหลายปี ยังสู้คนใหม่ที่เพิ่งเข้าพรรคไม่ได้” กงซุนจางหลานกล่าวราบเรียบ

เฉินอิงหัวเราะเย็นชา “เช่นนั้นท่านหมายความว่าอะไร อยู่ๆ ก็แทรกขึ้นมา ต่อให้ไม่มีความตั้งใจนี้ ก็ทำให้คนคิดแบบนี้อยู่ดี”

“จะสร้างความเข้าใจผิดหรือไม่ ข้าไม่สนใจ ในฐานะรองประมุขพรรคผู้ดูแลกฎระเบียบในพรรค ข้ามีสิทธิ์ถามเรื่องที่ขัดต่อกฎทั้งหมด” กงซุนจางหลานพูดอย่างสงบ

สองคนเถียงกันไปมา ไม่มีใครยอมใคร ลู่เซิ่งกลับชมดูจนหงุดหงิดบ้างแล้ว

“เถียงกันเพื่ออะไร ใครรู้สึกไม่พอใจ ก็ลุกขึ้นมาสู้กับข้า” เขาเลียรีมฝีปาก ลุกขึ้นกล่าว

สายตาเริ่มเคลื่อนไปที่บนร่างคนสองสามคนที่แข็งแกร่งที่สุด

“เรื่องของคนในยุทธภพ กำปั้นใครแข็งแกร่งกว่าคนนั้นกล่าววาจา!” ลู่เซิ่งเริ่มเคลื่อนไหวหมัด

กงซุนจางหลานนิ่งอึ้ง ขณะที่มองลู่เซิ่ง เขาถูกดวงตาคู่นั้นจ้องจนเสียวสันหลังเล็กน้อย จึงสงบจิตใจลง

“ต่างเป็นพี่น้องในภายในพรรค ไหนเลยมาถึงก็ฆ่าฟัน นี่ถ้าหากลือกันออกไป…”

“นี่เรียกว่าสนทนาภายใน มาเถอะไม่ต้องเกรงใจ ใครไม่ยอม ข้ายืนอยู่ตรงนี้ ทุกคนมาสนทนากัน” ลู่เซิ่งรู้สึกเลือดลมสูบฉีดบ้างแล้ว

ตอนนี้เขายิ่งมายิ่งชอบการต่อสู้ ครั้งที่เข่นฆ่ากับภูตผีตัวนั้นบนเรือสำราญ ทำให้เขารู้สึกถึงการดำรงอยู่อันแข็งแกร่งของตัวเองอย่างแท้จริง

เป็นความรู้สึกที่ทำให้เขาเบิกบาน คึกคักฮึกเหิม บวกกับแรงกระตุ้นที่เดินบนขอบความเป็นความตาย ช่างน่าลุ่มหลงเสียจริง

“น้องลู่ เจ้าอาจเข้าใจผิดไปบ้าง ข้าไม่ได้โต้แย้งไม่ให้เจ้ารับ…” กงซุนจางหลานใบหน้าเคร่งเครียดแล้ว

“ไม่เป็นไร มาเลย มาสู้กันสักครั้ง” ลู่เซิ่งจ้องเขา ดวงตาเป็นประกายอยู่บ้าง รู้สึกว่าคนผู้นี้ต้องทนทานมากแน่

“น้องลู่ ข้าว่าเจ้านี่…”

“มาเถอะๆ สู้กันสักครั้ง”

กงซุนจางหลานรู้สึกว่าเส้นเลือดที่หน้าผากเต้นตุบๆ กระแอมไอ เพลิงโทสะพวยพุ่ง แต่ตอนนี้คนจำนวนมากมองอยู่ จึงได้แต่ข่มความโกรธไว้ น้ำเสียงแฝงการคุกคาม

“การต่อสู้ของคนภายในพรรคขัดต่อกฎของพรรค ยิ่งไปกว่านั้นท่านกับข้ามีพลังต่างกันมาก ฝ่ามือเอกาลี้ลับที่ข้าฝึกรุนแรงเหลือประมาณ ถ้าลงมือไม่ตายก็บาดเจ็บ เกิดพลั้งมือทำร้ายเจ้าก็ลำบากแล้ว…”

“ทำร้ายข้าหรือ ไม่ตายก็บาดเจ็บใช่หรือไม่” สองตาลู่เซิ่งค่อยๆ มีสายเลือดกระจายออกมา แสยะยิ้มพิกล

“นี่ปะไร ลงมือมา ถ้าเอาแต่กล้าๆ กลัวๆ ไม่ใส่พลังทั้งหมด นั่นก็แค่เล่นเป็นพ่อแม่ลูก!”

เขาจ้องกงซุนจางหลานเขม็ง

“มาเถอะ สู้กันสักรอบ หากข้าตายก็ถือว่าสมควรแล้ว!”

จิตสังหารอันเข้มข้นค่อยๆ กระจายออกจากบนร่างของเขา

กงซุนจางหลานมองเขา เงียบงันไปชั่วขณะ

เขารู้สึกว่าตัวเองคล้ายประเมินระดับความโอหังของคนที่เพิ่งเข้าพรรคผู้นี้ต่ำไป อีกฝ่ายคล้ายไม่กลัวว่าคนไหนล่วงเกินได้ไม่ได้ คิดทำอะไรก็ทำเช่นนั้น ไร้ข้อกริ่งเกรง

“ดูเหมือน น้องลู่คิดจะสู้กับข้าจริงๆ แล้ว…” ดวงตาของกงซุนจางหลานในที่สุดปรากฏจิตสังหารหลายสายออกมา อยากลงมือสังหารคนใหม่ผู้นี้บ้างแล้ว

แต่เขาทราบว่าประมุขพรรคผู้เฒ่ายังอยู่ ยังมีเฉินอิงอีก ต่อให้คิดลงมือ ก็ไม่อาจทำได้ง่ายๆ

“เอาล่ะๆ” เป็นอย่างที่คาด ประมุขพรรคผู้เฒ่าส่งเสียง ยิ้มเล็กน้อย “เรื่องนี้กำหนดเช่นนี้ ที่จางหลานพูดก็มีเหตุผล ยังไม่สร้างผลงานก็ดูแลขุมกำลังกิจการใหญ่เช่นนี้ ไม่สมควรจริงๆ กลับรับช่วงได้ก่อนส่วนหนึ่ง ถ้าจัดการเรื่องนั้นได้ ค่อยมอบที่เหลือให้

“ไม่ทราบน้องลู่จะจัดการอย่างไร”

ทันใดนั้นดวงตาหลายคู่จับจ้องที่ร่างลู่เซิ่ง ดูว่าเขาจะตอบอย่างไร

“อาณาเขตของอู๋ซานนั่นไม่ใช่มีปัญหาหรือ บอกได้หรือไม่ว่าเป็นปัญหาอะไร” ลู่เซิ่งเห็นว่าไม่ได้ต่อสู้แล้ว เลือดลมจึงสงบลงอย่างช้าๆ ถึงแม้ผิดหวังไปบ้าง แต่ก็ไม่รีบร้อน ยอดฝีมือจำนวนมากขนาดนี้อยู่นี่ หากคิดต่อสู้สามารถหาคนสู้ด้วยได้ตลอดเวลา

“อู๋ซานเป็นผู้จัดการภารกิจภายนอกคนก่อน อาณาเขตขุมกำลังของเขามีแร่เหล็กที่สำคัญมากสำหรับพรรคเรา เหมืองแร่เกิดปัญหา ตอนเขาไปตรวจสอบก็ได้หายไปอย่างลึกลับ รอจนพบตัว เขาก็ตายอยู่ในป่าบริเวณหนึ่งนอกเหมืองแร่แล้ว” เฉินอิงตอบ

ลู่เซิ่งใคร่ครวญ ถามว่า “พลังฝึกปรือของอู๋ซานเป็นอย่างไร”

“ยอดฝีมือขอบเขตสำนึกปลอดโปร่ง แตะระดับผนึกจิตได้แล้ว ดาบบุปผาโปรยใบหลิวดั่งเทพโผล่ผีสูญ” เฉินอิงกล่าวอย่างจริงจัง “ถ้าสู้กันจริงๆ ในพรรคสามารถจัดอยู่ในสิบอันดับแรก”

“สิบอันดับแรกหรือ” ลู่เซิ่งหยีตา มองยอดฝีมือที่อยู่รอบๆ สัมผัสพลัง ปราณ จิตในสายตาได้ว่าคนไหนเป็นยอดฝีมือระดับเดียวกับเขา

ดูจากความรู้สึกก่อนหน้า คนที่อยู่รอบๆ มีหกคนเป็นระดับผนึกจิตที่ฝึกกำลังภายนอกและกำลังภายในพร้อมกัน สามารถจัดอยู่ในสิบอันดับแรก บ่งบอกว่าอู๋ซานผู้นั้นเป็นหนึ่งในสี่คนที่แข็งแกร่งที่สุด ท่ามกลางคนจำนวนมากและในหมู่ขอบเขตสำนึกปลอดโปร่ง

“เป็นอย่างไร มั่นใจที่จะรับหรือไม่” กงซุนจางหลานหัวเราะเย็นชา

ลู่เซิ่งไม่พอใจบ้างแล้ว คนผู้นี้มักขัดขาเขาตลอด คล้ายไม่มีเหตุผล ตั้งแต่เริ่มถึงตอนนี้ก็เอาแต่หาเรื่องขัดขวางเขา ไม่ต้องการให้เขารับบริวาร กิจการ และขุมกำลังของอู๋ซาน อาจมีความคิดอื่น

ลู่เซิ่งเดิมเป็นคนกล้าหาญละเอียดอ่อน

เหมือนกับตอนที่อยู่ในเรือสำราญหอแดงก่อนหน้านี้ เขาดูเหมือนดื่มสุรากินทานเนื้อกับสหายสนิท ความจริงระวังตัวอยู่ตลอด ขณะกินทานอาหาร ก็พิจารณาสองคนที่กินไปก่อน ดูว่าพวกเขาทานแล้วต้องพิษหรือไม่ แล้วจึงค่อยกิน

ถ้าไม่มีการเตรียมตัวป้องกันเลย ก็ไม่มีทางพกดาบไป เวลาเที่ยวเล่นยังพกดาบ มีกี่คนที่ทำเช่นนี้

หากไม่ใช่เพราะก่อนหน้านี้เจอเรือสำราญประหลาดนั่นครั้งหนึ่ง ลู่เซิ่งก็คงไม่ระวังตัว สุดท้ายพิสูจน์ความคิดของเขาได้

ส่วนครั้งนี้ เจอปัญหาที่ทำให้ยอดฝีมือสำนึกปลอดโปร่งคนหนึ่งตายไป เขาไม่บุ่มบ่ามรับ ถามถึงพลังของอู๋ซานอย่างละเอียด

“ข้ามีความมั่นใจหรือไม่ เกี่ยวอะไรกับท่าน” ในเมื่ออีกฝ่ายเอาแต่หาเรื่อง ลู่เซิ่งก็ไม่เกรงใจกับเขาเช่นกัน ตอกหน้ากลับไป

กงซุนจางหลานพูดไม่ออก พลันสีหน้าดูไม่ดีอยู่บ้าง แต่ก็กลับเป็นปกติทันที เพียงยิ้มเย็นแก่ลู่เซิ่ง ภายหลังก็ไม่พูดอะไรอีกแล้ว

ในตำหนักใหญ่มีคนกระซิบกระซาบ พวกผู้อาวุโสจับกลุ่มคุยกัน ถึงเสียงจะเบา แต่ก็ไม่ได้เบาจนไม่ได้ยิน

โอวหยางหนิงจื่อสนทนาสองสามประโยคเบาๆ กับสตรีวัยกลางคนอีกคน ขมวดคิ้วมองไปที่ผู้เฒ่าหวัง

ผู้เฒ่าหวังเป็นผู้จัดการภารกิจภายใน ให้ความสำคัญกับลู่เซิ่งมาก ตอนนี้เห็นรองประมุขพรรคกงซุนขัดขวาง ก็หน้าแดงก่ำ คิดลุกขึ้นมาพูดหลายครั้ง ล้วนถูกสหายเฒ่าข้างกายฉุดรั้งไว้

“คนนอกคนหนึ่งใช้วิธีการสะเปะสะปะ ฝึกฝนฝ่ามือทำลายใจที่เป็นวรยุทธ์ในตระกูลของเฒ่าหวังจนแข็งแกร่งสุดขีด เห็นได้ถึงพรสวรรค์อันน่ากลัวของลู่เซิ่ง หายากจริงๆ เขาต้องส่งจดหมายผ่านนกพิราบ บอกพี่ใหญ่ของเขามาในทันที รองประมุขพรรคกงซุนนั่นนึกว่าตัวเองมีที่พึ่ง จึงไม่นำพา ไม่กลัวล่วงเกินใคร แต่ถ้าหวังหยวนซานมา เรื่องนี้ก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว” โอวหยางหนิงจื่อกระซิบ

“หวังหยวนซานหรือ” สตรีวัยกลางคนที่แต่งตัวแบบนักพรตหญิงด้านข้างกล่าวอย่างตกใจอยู่บ้าง “เป็นหวังหยวนซานฉายาฝ่ามือกระบี่เก้าทิศใช่หรือไม่”

“ใช่แล้ว คนผู้นี้ไม่ธรรมดา… ถ้ามาจริงๆ ล่ะก็” โอวหยางหนิงจื่อไม่ได้พูดต่อ คาดว่านี่เป็นสาเหตุสำคัญที่ผู้จัดการภารกิจภายนอกหลายคนไม่ยอมล่วงเกินลู่เซิ่ง ด้วยนิสัยของผู้เฒ่าหวังหวังที่ปากสว่าง เกรงว่าจะโพนทนาเรื่องลู่เซิ่งไปทั่วระดับสูงในพรรคแล้ว

บนตำหนักใหญ่ตอนนี้ ลู่เซิ่งสอบถามเรื่องของอู๋ซานคร่าวๆ เข้าใจต้นสายปลายเหตุโดยสังเขปแล้ว

เรื่องนี้เรียบง่ายยิ่ง

ข้างๆ เหมืองแร่เหล็กที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของพรรค มีหมู่บ้านแห่งหนึ่งเกิดเรื่อง

หมู่บ้านแห่งนั้นเกิดเรื่องก็เกิดเรื่องไป แต่ว่าบนเส้นทางที่ต้องผ่านไปเหมืองแร่เหล็กต้องผ่านหมู่บ้านนั้น

หลังจากคนงานเหมืองแร่หายตัวไปบนเส้นทางที่จะไปขุดแร่ติดต่อกัน ในพรรคก็เกิดความสนใจในระดับสูง ส่งคนไปถามไถ่ตรวจสอบ ผลก็คือคนที่ไปถามไถ่ก็เกิดปรากฏการณ์หายตัวไปเช่นกัน

ในพรรคจึงกำหนดเรื่องนี้เป็นภัยมืดอย่างรวดเร็ว และให้ผู้จัดการภารกิจภายนอกรับช่วงไปจัดการ

สาเหตุที่ผู้จัดการภารกิจภายนอกเหล่านี้ยอมไปจัดการเรื่องอันตรายอย่างภัยมืด เป็นเพราะมีผลประโยชน์ตอบแทนที่ดียิ่ง

ผลประโยชน์อำนาจของผู้จัดการภารกิจภายนอก ต่อให้เป็นประมุขพรรคเองก็เทียบไม่ได้ ตำแหน่งนี้ส่วนใหญ่หมุนเวียน ไม่ใช้คนใดคนหนึ่งรับหน้าที่ตลอด ผลัดเปลี่ยนทุกๆ หนึ่งปี

ผู้อาวุโสระดับสูงส่วนใหญ่ผลัดกันรับหน้าที่ผู้จัดการภารกิจภายนอก อู๋ซานในตอนนั้นก็เป็นเช่นนี้ เขาเพิ่งหมุนเวียนขึ้นรับหน้าที่ ทราบถึงอันตรายภัยร้าย เพื่อความไม่ประมาท ได้พาคนไปทั้งหมดห้าคน ต่างเป็นมือดีระดับพลังปลอดโปร่ง มุ่งหน้าไปตรวจสอบเรื่องนี้

ผลคือ อู๋ซานหายสาบสูญ คนที่เขาพาไปก็หายสาบสูญเช่นกัน ภายหลังศพของเขาถูกพบในป่าเล็กๆ

………………………………………….
บทที่ 58
ฟังเฉินอิงอธิบายกระบวนการคร่าวๆ เสร็จ

ลู่เซิ่งคิ้วยิ่งมายิ่งขมวด เรื่องนี้ทำให้เขานึกถึงคดีล้างตระกูลที่เกิดขึ้นในบ้านพี่ใหญ่สวีเต้าหรานที่เมืองเก้าประสานตอนนั้น จนถึงปัจจุบัน คดีนั้นยังไม่เจอฆาตกร

เขาหลับตาใคร่ครวญสักพัก ค่อยๆ ลืมตาขึ้นท่ามกลางการจ้องมองของทุกคน

“ข้ารับเรื่องนี้ แต่ไม่รับประกันว่าจะแก้ไขได้หรือไม่ ถ้าทำไม่ได้ ข้าจะคืนตำแหน่งนี้ภายในหนึ่งปี”

เฉินอิงดวงตาปรากฏความจนปัญญา เรื่องของอู๋ซาน แม้แต่พวกเขารองประมุขพรรคสองคนยังไม่กล้าลงมือ เพราะไม่มีความมั่นใจ แต่ว่าเด็กน้อยผู้นี้ถึงกับกล้ารับหรือ

“ตกลงตามนี้” ประมุขพรรคหงหมิงจือหัวเราะเสียงกังวาน “ลูกโคเกิดใหม่ไม่กลัวพยัคฆ์ น้องลู่แม้ว่ารับตำแหน่งนี้ แต่ถ้าเรื่องนี้ไม่สำเร็จก็รีบทิ้งโดยเร็ว พวกเราไม่อยากเสียอู๋ซานคนที่สองไป”

ลู่เซิ่งพยักหน้า

หลังสนทนากันพักหนึ่ง กิจการและขุมกำลังที่ลู่เซิ่งรับก็กำหนดได้แล้ว

มีขบวนมือดีถือดาบราวสามร้อยกว่าคน ร้านค้าหลายร้านในเมืองเลียบคีรี หมู่บ้านชาวนาสิบกว่าแห่ง ยังมีโรงผลิตน้ำมันอีกหลายแห่งนอกเมือง ที่มากที่สุดคือร้านตีเหล็กกับโรงงานช่างฝีมือ มีอย่างละสิบกว่าแห่ง เอาไว้สร้างอาวุธและเครื่องไม้เครื่องมือให้สมาชิกในพรรคโดยเฉพาะ

กล่าวได้ว่ากิจการในมือของอู๋ซานแม้ไม่มาก แต่มีความสำคัญยิ่งต่อพรรค นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่แม้แต่รองประมุขพรรคกงซุนจางหลานยังคิดสอดมือ

แน่นอนว่าลู่เซิ่งไม่อาจแตะต้องกิจการเหล่านี้ชั่วคราว ได้แต่โยกย้ายกำลังคนส่วนหนึ่งเพื่อไปจัดการเรื่องเหมืองแร่เหล็ก หลังจัดการเสร็จ เขาค่อยนับเป็นผู้จัดการภารกิจภายนอกที่แท้จริง

สนทนากันเรียบร้อยก็แยกย้าย เฒ่าหวังผู้จัดการภารกิจภายในมาหาลู่เซิ่ง ลากเขาขึ้นรถตัวเอง กลับเข้าเมืองเลียบคีรีด้วยกัน

บนรถ เฒ่าหวังแนะนำเรื่องเกี่ยวกับฝ่ามือทำลายใจของเขากับลู่เซิ่งอย่างเป็นทางการ

“เรื่องเหมืองแร่เหล็กยุ่งยากยิ่ง น้องลู่ต้องหาโอกาสเคลื่อนไหว อย่าได้วู่วาม นอกจากนี้เกี่ยวกับฝ่ามือทำลายใจ ข้าผู้เฒ่าคิดถามว่าฝ่ามือทำลายใจของเจ้าใช่เรียนมาจากคนที่ชื่อจางสวินในเมืองเก้าประสานหรือไม่”

ลู่เซิ่งพยักหน้า “เป็นหัวหน้ามือปราบจางสวินถ่ายทอดให้จริงๆ”

“งั้นก็ถูกต้องแล้ว จางสวินเคยเห็นหนึ่งในศิษย์ที่ข้ารับไว้ แต่เป็นเพราะตอนนั้นคุณสมบัติไม่ดี จึงไม่ได้สนใจเขา คิดไม่ถึงเขาถึงกับฝึกถึงระดับพลังปลอดโปร่งได้แล้ว…” เฒ่าหวังสะท้อนใจอยู่บ้าง “ศิษย์ที่รับตลอดชีวิตข้ามีไม่มาก น่าเสียดายคนที่ฝากความหวังไว้มากกลับไม่เอาถ่าน คนที่ไม่ได้คาดหวังโดยสิ้นเชิงถึงกับมีความสำเร็จ”

“ท่านพี่ผู้เฒ่าหวังนี่เรียกว่าไม่ตั้งใจปักหลิว หลิวให้ร่มเงา” ลู่เซิ่งยิ้มเอ่ย

“คงใช่กระมัง” เฒ่าหวังส่ายหน้า “น้องลู่ที่ข้าตามตัวเจ้ามาเพราะคิดถามว่า เจ้าสนใจจะเรียนฝ่ามือทำลายใจดั้งเดิมของตระกูลหวังข้าหรือไม่”

“เฒ่าหวังวาจานี้หมายความว่าอะไร” ลู่เซิ่งเลิกคิ้ว เขารู้ว่าฝ่ามือทำลายใจดั้งเดิมเป็นวรยุทธ์ในตระกูลของอีกฝ่าย คิดจะเรียน เกรงว่าจะมีเงื่อนไขความต้องการมากมายยิ่ง ไม่มีทางง่ายปานนั้น

“พี่ใหญ่ข้ามีบุตรี ใบหน้าเพริศพริ้ง รูปร่างอ้อนแอ้น” เฒ่าหวังพอเอ่ย สีหน้าลู่เซิ่งก็พิกลทันที

“เฒ่าหวังหยุดก่อนๆ” ลู่เซิ่งโบกมือติดต่อกัน “ข้าน้อยตอนนี้ยังหนุ่ม ยังไม่เคยไตร่ตรองเรื่องใหญ่ในชีวิตแบบนี้ รอภายหลังเส้นทางบู๊มีผลสำเร็จ ค่อยไตร่ตรองก็ยังไม่สาย”

เฒ่าหวังพลันผิดหวังอยู่บ้าง มองสีหน้าลู่เซิ่ง ทราบว่าวาจานี้ไม่แปลกปลอม จึงไม่เกลี้ยกล่อมต่ออีก ถึงอย่างไรตอนนี้เรื่องอู๋ซานยังไม่แก้ไข เรื่องนี้เป็นความยุ่งยากใหญ่หลวงท่ามกลางภัยมืด ถ้าไม่ระวัง น้องลู่ผู้นี้จะรอดมาหรือไม่ยังเป็นเรื่องไม่แน่นอน เขาเสียดาย ถ้าน้องลู่ไม่ตอบรับเรื่องนี้ พี่ใหญ่ออกหน้ายังมีโอกาส แต่ตอนนี้เขาตอบรับไปแล้ว…

ภายหลังทั้งสองคนสนทนากันเรื่องวรยุทธ์ส่วนหนึ่ง เฒ่าหวังเกิดแรงบัลดาลใจไม่น้อย ได้ประโยชน์ที่ไม่ธรรมดาเพราะลู่เซิ่ง จึงนับถือเขายิ่งขึ้น

ลู่เซิ่งก็ทราบถึงความรู้ทั่วไปในปัจจุบันของยุทธภพไม่น้อย อย่างเช่นค่ายพรรคขุมกำลังเจอสถานการณ์แบบไหนรับมืออย่างไร สิ่งใดเรื่องไหนต้องหลบเลี่ยงสลัดหลุด

กลับถึงบ้านในเมืองเลียบคีรี หลังจากลู่เซิ่งพักหายใจสักพักหนึ่ง ก็พักผ่อนตอนกลางคืน

เช้าตรู่วันที่สอง ชายฉกรรจ์ชื่อต้วนเหมิ่งอัน ขุนพลสมุนของอู๋ซาน พาคนมาหาเขาด้วยตัวเอง

ลู่เซิ่งพอเปิดประตู เห็นชายฉกรรจ์สองแถวยืนอยู่หน้าประตู ต่างเป็นบุรุษกำยำผิวคล้ำกล้ามเนื้อแน่น เอวหยาบไหล่กลม

ฟ้ายังไม่สว่าง คนทั้งสองแถวก็โค้งตัวคำนับลู่เซิ่ง

“คำนับพี่ใหญ่!”

เสียงดังสั่นสะเทือนคานห้องดังกึกๆ

ลู่เซิ่งยืนอยู่หน้าประตูมองชายฉกรรจ์สวมเสื้อสีเทา รอตนด้วยอารมณ์คึกคัก ปากยังตะโกนเรียกพี่ใหญ่ เขารู้สึกว่าตัวเองเหมือนกลายเป็นหัวหน้ากลุ่มอิทธิพลมืด

“ภายหลังเรียกข้า… เอ่อ… ก่อนหน้าพวกเจ้าเรียกอู๋ซานว่าอะไร”

ชายฉกรรจ์ที่เป็นผู้นำไว้ผมสั้นเตียน หน้าเหี้ยมเกรียมตอบว่า “เรียนพี่ใหญ่ เรียกว่าลูกพี่อู๋”

ลู่เซิ่งหน้าเครียด จินตนาการว่าคนกลุ่มหนึ่งเห็นเขาถูกเรียกลูกพี่ลู่ ภาพนั้นดูเกินไป…

“ภายหลังเรียกข้าพี่ใหญ่หรือใต้เท้าก็พอ”

ต้วนเหมิ่งอันชายฉกรรจ์ที่เป็นผู้นำคนนั้นเกาหัว “เช่นนั้นเรียกท่านคุณชายเถอะ ใต้เท้ามีแต่นายผู้เฒ่าขุนนางถึงเรียกแบบนี้ได้”

“ก็ได้” ลู่เซิ่งพยักหน้า “ลงไปเถอะ ระหว่างทางบอกด้วยว่าตอนนี้ข้าใช้กองกำลังในมือจากไหนได้บ้าง”

ทุกคนลงไปจากอาคารอย่างรวดเร็ว ที่ขี่ม้าก็ขี่ม้า ที่เดินก็เดิน ลู่เซิ่งกับต้วนเหมิ่งอันขึ้นรถม้า

“กองกำลังที่คุณชายเรียกใช้ได้ในตอนนี้ มีมือดีพลังปลอดโปร่งรวมถึงข้าเป็นสี่คน มือดีทั่วไปสามสิบสองคน ที่เหลือต่างเป็นพลพรรคทั่วไป หลังจากลูกพี่อู๋จากไป พวกเราเดิมทีเสียหายสาหัส กิจการส่วนใหญ่ถูกเฉือนแบ่งให้ผู้จัดการภารกิจภายในคนอื่น เหลือเหมืองแร่เหล็กกับกิจการส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องยังอยู่ ตอนนี้กำลังคนน้อย คุณชายได้โปรดให้อภัย”

“ใช้คนอาศัยอะไรเรียก คำสั่งด้วยปาก ป้ายคำสั่ง หรือว่าอย่างอื่น” ลู่เซิ่งถาม

“นี่เป็นป้ายอาญาของท่าน เทียบเท่ากับตราประทับ กลุ่มพวกเราเป็นสาขาดินดำที่หก พี่น้องสาขาดินดำขอแค่เห็นป้ายอาญาของคุณชายท่าน จะต้องฟังคำสั่ง” ต้วนเหมิ่งอันอธิบาย มอบป้ายอาญาสำริดแผ่นหนึ่งให้เขา

ลู่เซิ่งรับมาดู งานฝีมือประณีต เป็นรูปปลาตัวหนึ่ง ด้านบนมีลวดลายรวงข้าวและต้นสน

ขณะต้วนเหมิ่งอันอธิบาย รถม้าค่อยๆ ออกจากเมืองเลียบคีรีภายใต้การคุ้มครองของชายฉกรรจ์ทั้งสองแถว ตั้งธงใหญ่พรรควาฬแดง มุ่งหน้าไปยังเหมืองแร่เหล็ก

ฟ้าเริ่มสาง เมฆหนา ท้องฟ้ายามเช้าตรู่อึมครึมยิ่ง

ออกจากเมืองได้ครึ่งชั่วยาม รถม้าก็แล่นบนถนนดินสีเหลืองดำ ข้างทางปรากฏหลุมหินที่ถูกทิ้งผ่านไป

หลุมหินแต่ละหลุมเหมือนกับหลุมที่ถูกกระสุนปืนใหญ่ระเบิดใส่ ซ้ายขวาทอดยาว ส่วนใหญ่กว้างสิบกว่าหมี่ หลุมเล็กกว้างหลายหมี่

ลู่เซิ่งหยีตามองทิวทัศน์นอกหน้าต่าง สีหน้าเคร่งขรึมอยู่บ้าง

“เหตุใดที่นี่มีหลุมบ่อมากมายขนาดนี?” เขาลองสูดกลิ่นดู ในอากาศมีกลิ่นเหม็นเน่า คล้ายกับกลิ่นที่ลอยมา หลังจากที่เนื้อบางชนิดเปลี่ยนสภาพ

ต้วนเหมิ่งอันเห็นหลุมบ่อที่ผ่านด้านนอก ตอบว่า

“เรียนคุณชาย ที่นี่เมื่อก่อนเป็นที่ที่เอาหินไปสร้างอาคารหินในเมือง ภายหลังไม่ทราบว่าเพราะอะไร จึงละทิ้งที่นี่ เหลือหลุมหินเล็กใหญ่ไว้มากมาย”

ลู่เซิ่งพยักหน้า

“ยังห่างจากเหมืองอีกเท่าไหร่”

“ยังเหลืออีกประมาณครึ่งทาง”

“งั้นไม่ต้องรีบ ถึงแล้วเรียกข้า” ลู่เซิ่งว่า

“ขอรับ” ต้วนเหมิ่งอันเข้าใกล้หน้าต่างรถ คอยสังเกตเส้นทางด้านนอกอย่างจริงจังยิ่ง

รถม้าผ่านบริเวณหลุมหิน ไม่ทันไรก็เข้าสู่เนินหญ้าที่มีดอกไม้สีขาวขึ้นเต็ม

เทียบกับบ่อหิน เนินหญ้าที่นี่มีชีวิตชีวากว่าก่อนหน้า มีสิ่งมีชีวิตมากมาย

ขบวนรถมุ่งหน้าข้ามเนิน ถึงตอนเที่ยงวันอย่างรวดเร็ว ในที่สุดก็บรรลุถึงเขตที่เหมืองแร่พรรควาฬแดงอยู่

พรรควาฬแดงสร้างบ้านไม้ขนาดเล็กไว้ที่นี่แถบหนึ่่งให้ผู้คุมงาน คนงานเหมือง ยังมีพวกพลพรรคที่มาขุดเหมือง ก่อนหน้านี้ที่นี่จึงกลายเป็นหมู่บ้านย่อมๆ มีชื่อว่าหมู่บ้านแร่เหล็ก

จุดหมายปลายของของขบวนรถคือมุ่งหน้ามายังหมู่บ้านแห่งนี้

เสียงล้อรถหมุน ดังอยู่ตลอดเวลา ลู่เซิ่งนั่งปรับลมหายใจมาพักหนึ่งอยู่ข้างหน้าต่าง อยู่ๆ ก็ถูกต้วนเหมิ่งอันเรียกเบาๆ

“คุณชายใกล้ถึงหมู่บ้านแร่เหล็กแล้ว”

ลู่เซิ่งลืมตา หันมองไปนอกหน้าต่าง

รถค่อยๆ ผ่านหมู่บ้านที่มีกำแพงสูงล้อมรอบแห่งหนึ่ง บนกำแพงสีขาวอมเทาของหมู่บ้านเป็นด่างดวง เก่าไปบ้าง รอบๆ ดูเหมือนไม่มีคน เงียบสงบเย็นยะเยือก

รถอ้อมผ่านหมู่บ้านแห่งนี้ไป เลี้ยวไปยังทิศทางหนึ่งแล้วแล่นต่อ

ระหว่างนี้เลี้ยวลู่เซิ่งพิจารณาหมู่บ้านที่อยู่ด้านข้าง ในกำแพงสูงเงียบสงัดคล้ายไม่มีคนอาศัย

“ที่นี่เป็นหมู่บ้านตระกูลซ่ง” ตอนที่ต้วนเหมิ่งอันพูดชื่อหมู่บ้านนี้ มีสีหน้าซีดขาวโดยไม่อาจควบคุม ชายฉกรรจ์ใบหน้าดุร้าย ร่างกายสูงใหญ่กำยำเช่นเขาถึงกับแสดงสีหน้าหวาดหวั่นพรั่นพรึง ความขัดกันที่รุนแรงนี้ทำให้ลู่เซิ่งเห็นแล้วตราตรึง

“หมู่บ้านตระกูลซ่งนี่เอง เป็นหมู่บ้านที่เกิดเรื่องใช่หรือไม่” เขาถาม

“ใช่แล้วคุณชาย ลูกพี่อู๋ตรวจสอบเรื่องหมู่บ้านนี้ หลังเข้าไปก็หาคนไม่เจออีก ภายหลังจึงค่อยเจอที่ป่าด้านนอก…” ต้วนเหมิ่งอันก้มหน้า ไม่กล้ามองดูหมู่บ้านนอกหน้าต่าง “ครั้งนี้พี่น้องที่มาต่างเป็นคนที่เพิ่งเข้าร่วมไม่นาน ไม่ทราบเรื่องนี้ ในขบวนนี้มีแค่ข้าที่ทราบว่าหมู่บ้านแห่งนี้คือหมู่บ้านที่เคยเกิดเรื่อง ดังนั้นขอคุณชายอย่าได้พูดออกไป”

ลู่เซิ่งหยีตา พิจารณาหมู่บ้านที่ค่อยๆ ผ่านไปนอกหน้าต่าง

ไม่ทันไร รถก็อ้อมมาถึงประตูใหญ่ของหมู่บ้าน

ประตูใหญ่สีแดงเข้มที่ควรปิดสนิทตอนนี้เหมือนไม่ได้ปิดแน่น เหลือร่องแยก

ลู่เซิ่งมองดู เห็นสภาพด้านในหมู่บ้านส่วนหนึ่งจากในร่องแยก

ลานหลักแตกพัง สวนดอกไม้แห้งเหี่ยว พื้นมีใบไม้เกลื่อนกลาด กิ่งไม้แห้งโกร๋น

ในหมู่บ้านไร้ผู้คน เย็นยะเยือก

“หมู่บ้านตระกูลซ่งนี้ไม่มีใครอยู่กระมัง” ลู่เซิ่งถามเบาๆ

“ก่อนหน้านี้ยังมีคน หัวหน้าหมู่บ้านสามีภรรยา บัณฑิตคนหนึ่งอยู่ที่นี่ ยังมีน้องสาวคนหนึ่งของเขาก็อยู่ที่นี่เช่นกัน หลังเกิดเรื่อง ตอนนี้ไม่ทราบแล้ว” ต้วนเหมิ่งอันลดเสียงตอบ

“ดูคล้ายไม่มีคนอยู่” ลู่เซิ่งพินิจข้างในจากร่องแยก จากนั้นรถม้าก็แล่นต่อ เขาค่อยๆ เห็นภาพลานด้านในหมู่บ้านจากมุมที่แตกต่าง

ต้นไม้หักล้ม

มีแต่หน้าต่างสีเทาขาว

โคมไฟสีขาวที่ส่ายตามลม

เสาบ้านที่มีแต่รอยขีดข่วน

ยังมี… บัณฑิตผู้หนึ่งยืนอยู่บนสะพานหิน บัณฑิตเสื้อสีเทาที่คลุมศีรษะปล่อยผม กำลังถลึงตามองรถม้าที่กำลังวิ่งผ่าน

ลู่เซิ่งเบิกตา ด้วยสายตาของเขาเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ใบหน้าของบัณฑิตผู้นั้นไร้อารมณ์ เส้นเลือดกระจายในสองตา หน้าซีดขาว ยืนอยู่ตรงนั้นถ้าไม่ใช่ว่าลืมตาอยู่ คงนึกว่าเป็นคนตายไปแล้ว

………………………………………….
บทที่ 59
ก่อนหน้านี้ ถูกประตูครึ่งหนึ่งบังไว้ ลู่เซิ่งไม่เห็นว่ามีคนอยู่ ตอนนี้รถม้าเคลื่อนที่ มองจากมุมมองนี้ เห็นภาพอีกมุมในลานหลัก

บัณฑิตบนสะพานหินผู้นั้นเป็นอีกมุมของภาพในลานหลัก

บัณฑิตยืนตัวแข็งอยู่ตรงนั้น ไม่ขยับเขยื้อน เพียงจ้องมองรถม้าเคลื่อนผ่าน

ลู่เซิ่งพิจารณาบัณฑิตผู้นั้น เสื้อที่คนผู้นั้นสวมใส่ขาดวิ่น เก่าและสกปรกยิ่ง เหมือนกับไม่ได้ซักหลายวันแล้ว ยังมีรูโหว่ ผมเผ้ารกรุงรัง ยืนเหมือนเสาต้นหนึ่งบนสะพาน ไม่ขยับตัว

“หมู่บ้านแห่งนี้ไม่มีคนเข้าออกนานแล้ว สมควรไม่มีคนอยู่ อย่างไรก็ไม่มีคนเข้าออก ถ้ามีคนอยู่ด้านในพวกเขากินอะไร” ในมุมของต้วนเหมิ่งอันไม่เห็นบัณฑิตผู้นั้น เพียงอธิบายโดยไม่สนใจ

“แต่ก็มีคนจริงๆ นั่นไม่ใช่หรอกหรือ” ลู่เซิ่งพยักเพยิดไปทางหมู่บ้าน

ต้วนเหมิ่งอันรีบมองตาม

สิ่งที่ประหลาดก็คือ ตอนที่เขามองไป บัณฑิตผู้นั้นพริบตาเดียวก็หายไปแล้ว

ลู่เซิ่งหยีตา เขาแค่เหม่อ พูดกับต้วนเหมิ่งอันสองสามคำ แบ่งแยกสมาธิเล็กน้อย ถึงกับไม่เห็นว่าบัณฑิตผู้นั้นหายไปตอนไหน

“มีคนตรงอยู่ตรงไหนหรือ คุณชายท่านอย่าขู่ข้า” ต้วนเหมิ่งอันขนลุกอยู่บ้าง มองเข้าไปข้างในจากร่องประตู กลับไม่เห็นผู้คน

ลู่เซิ่งตั้งสมาธิครู่หนึ่ง

“ไม่มีอะไร อาจเป็นข้าตาลาย”

รถม้าค่อยๆ เคลื่อนห่าง ระหว่างทางลู่เซิ่งหวนนึกถึงท่าทางของบัณฑิตผู้นั้น คิดว่าคนผู้นั้นคล้ายไม่ถูกต้องอยู่บ้าง

ไม่ทันไร ขบวนรถก็มาถึงหมู่บ้านแร่เหล็ก

หมู่บ้านเย็นเยียบเงียบสงัด ประตูบ้านไม้หลายหลังบ้างเปิดบ้างปิด ประตูไม้ส่วนหนึ่งสั่นตามสายลมส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด

ขบวนรถเคลื่อนไประหว่างบ้านไม้ ชายฉกรรจ์อกสามศอกสีหน้าไม่เป็นธรรมชาติขึ้นมา รู้สึกบรรยากาศแปลกประหลาดอยู่บ้าง

ฟ้าค่อยๆ มืด ลู่เซิ่งกับต้วนเหมิ่งอันลงจากรถ หาบ้านไม้ที่ยังนับว่าสมบูรณ์อยู่หลายหลัง เข้าไปพักผ่อน

บ้านไม้เหล่านี้หลังคาโหว่ ถ้าฝนตกยากจะกำบังคนได้

ชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งแยกกันหาบ้านไม้เพื่อพักผ่อน ตอนกินดื่มก็ใช้ถุงน้ำกับเนื้อแห้งร่วมกัน

บ้านไม้ที่ลู่เซิ่งอยู่ค่อนข้างใหญ่ เขาให้คนย้ายกระโจมผ้าห่มลงมาจากรถม้า หลังจากก่อกองไฟในบ้าน ก็ใช้น้ำจากลำธารเล็กใกล้ๆ ต้มน้ำหม้อหนึ่ง โยนเนื้อแห้งกับเห็ดแห้งลงไป ต้มสักพักก็กลายเป็นน้ำแกงเนื้อเห็ดที่โอชะ

ชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งเบียดเสียด มีน้ำแกงเนื้อเห็ดคนละชาม ใส่ธัญพืชแห้งลงไป กลับนับว่าน่าพอใจ

ลู่เซิ่งกลับไม่มีความคิดร่วมวงกินกับชายฉกรรจ์กลุ่มนี้ ออกจากบ้านไม้ มองไปยังหมู่บ้านเมื่อตอนกลางวัน

แสงจันทร์สาดส่องลงดุจผ้าโปร่งสีขาวเทา หมู่บ้านแห่งนั้นอยู่ในแอ่งกระทะที่ค่อนข้างห่างจากบ้านไม้ กำแพงสีขาวใต้แสงจันทร์เห็นเป็นเงาตะคุ่มกลุ่มหนึ่ง

ลู่เซิ่งกระชับเสื้อคลุม มองหมู่บ้านนั้นมุ่นคิ้วเล็กน้อย

ต้วนเหมิ่งอันเดินออกมาพร้อมกับกลิ่นสุรา

“คุณชาย เหตุใดไม่เข้าไปดื่มสุรากับเหล่าพี่น้อง”

ลู่เซิ่งส่ายหน้าน้อยๆ “รอบๆ จัดการพี่น้องเฝ้ายามแล้วหรือไม่”

“ไม่ต้องห่วงคุณชาย จัดการไว้แต่แรกแล้ว สามคนแบ่งกันเฝ้าสามทิศ อีกเดี่ยวพอกินเสร็จพวกเราค่อยไปผลัดเวร” ต้วนเหมิ่งอันอย่างไรก็เป็นขุนพลสมุนของอู๋ซาน คุ้นเคยสิ่งเหล่านี้ดี

“พรุ่งนี้ไปดูเหมือง หลังจากนั้นค่อยไปหมู่บ้านนั้น” ลู่เซิ่งค่อยๆ ละสายตา กล่าวอย่างสงบ

“ขอรับ เหมืองอยู่ด้านบน ถ้าไม่ใช่ตอนนี้หาคนงานเหมืองมาไม่ได้ คงขุดแร่เหล็กได้ทุกวัน” ต้วนเหมิ่งอันพูดไปก็เสียดายอยู่บ้าง

“จริงด้วย ที่เจ้าฝึกในพรรคเป็นความสามารถอะไร” ลู่เซิ่งถาม

“เป็นหัตถ์หมีขยุ้ม ในศาลาประกาศยุทธเป็นคัมภีร์ลับระดับสาม…” ต้วนเหมิ่งอันหัวเราะแหะๆ

“หัตถ์หมีขยุ้มหรือ ฟังเหมือนเดินในแนวทางพละกำลังใช่หรือไม่” ลู่เซิ่งค่อนข้างสนใจวรยุทธ์

“ถูกต้อง ข้าเหล่าต้วนไม่มีจุดเด่นใด มีแรงเยอะกว่าคนทั่วไปตั้งแต่เกิด เลยเลือกวิชานี้เป็นการฝึกฝนหลัก”

ลู่เซิ่งอยู่ว่างไร้เรื่องราว ถามต้วนเหมิ่งอันถึงเรื่องอื่นๆ ต่างเกี่ยวกับวรยุทธ์

ต้วนเหมิ่งอันเป็นคนเก่าแก่ในพรรค คิดไม่ถึงว่าหัวข้อนี้กลับทำให้ลู่เซิ่งยินดี จากปากของต้วนเหมิ่งอัน เขามีเค้าโครงความทรงจำคร่าวๆ ต่อความสามารถของคนระดับสูงสองสามคนในพรรค

ความสามารถที่เหลือต่างอยู่ในการคาดการณ์ของลู่เซิ่ง ฟังอานุภาพที่บรรยาย ยังไม่สู้การกระตุ้นวิชาโลหิตพิฆาตของตน

แต่มีเพียงประมุขพรรคกับรองประมุขพรรค ได้ยินต้วนเหมิ่งอันพูดถึงว่า สามคนนี้ทุกๆ ครั้งที่ลงมือ มีผลค้อนเดียวกำหนดทำนอง จัดการปัญหาได้ในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้นไม่เคยมีใครเห็นพวกเขาลงมืออย่างสุดกำลัง

“ตอนนี้คุณชายมีคุณสมบัติไปอ่านคัมภีร์ลับ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ส่วนหนึ่งที่ศาลาประกาศยุทธแล้ว หัตถ์หมีขยุ้มของข้าน้อยในระดับพลังปลอดโปร่งไม่นับว่าดีนัก เพียงแต่เหมาะกับข้าเป็นพิเศษเท่านั้น” ต้วนเหมิ่งอันพูดยิ้มๆ

“เจ้ากลับฉลาด ทราบว่าสิ่งที่เหมาะกับตัวเองจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด” ลู่เซิ่งยิ้ม “หัตถ์หมีขยุ้มเป็นคัมภีร์ลับไม่มีค่าใช้จ่ายในพรรค แต่ข้าไม่เคยเห็นความสามารถนี้ เป็นวิชาแข็งกร้าวกระมัง”

“ใช่แล้ว เป็นวิชาแข็งกร้าวที่ใช้ฝึกพละกำลังโดยเฉพาะ หนำซ้ำไม่จำเป็นต้องอาบยา ง่ายดายยิ่ง” ต้วนเหมิ่งอันเกาศีรษะ

“อ้อ แสดงให้ข้าดูสักหน่อยได้หรือไม่” ลู่เซิ่งตาเป็นประกาย เขาคิดฝึกวิชาแข็งกร้าวแต่แรก แต่วิชาแข็งกร้าวแทบทุกวิชาต่างจำเป็นต้องอาบยา ดังนั้นจึงไม่สำเร็จมาโดยตลอด คิดไม่ถึงต้วนเหมิ่งอันผู้นี้ถึงกับฝึกวิชาแข็งกร้าวที่ไม่ต้องอาบยา

ต้วนเหมิ่งอันไม่นำพาแม้แต่น้อย เดิมทีความสามารถนี้ก็ไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับพลพรรค บวกกับคนถามเป็นลูกพี่ตัวเองที่ความสามารถเหนือกว่า เขาจึงไปหาต้นไม้แห้งต้นหนึ่ง แสดงเคล็ดลับและวิชาฝึกฝนของหัตถ์หมีขยุ้ม

ลู่เซิ่งถามรายละเอียดทีละข้อๆ ไม่ทันไรก็ฝึกหัตถ์หมีขยุ้มจนคล่อง

หัตถ์หมีขยุ้มมีแค่ระดับเดียว การฝึกก็ง่ายดาย แค่จำเป็นต้องท่องเคล็ดวิชาเดินลมปราณ ปรับท่วงท่าลมหายใจ จากนั้นตรึกตรองว่าตัวเองเป็นหมีตัวหนึ่งกระแทกใส่ต้นไม้ตามจังหวะและลำดับ

การฝึกง่ายดายยิ่ง ลู่เซิ่งทดลองด้วยตัวเอง ไม่ใช้ปราณภายใน ไม่ใช้แรงมากเกินไป เพียงเป็นการกระแทกธรรมดา ถึงขั้นที่ผิวเจ็บก็หยุด

หลังฝึกตามเคล็ดวิชาอยู่พักหนึ่ง เขาก็รู้สึกได้ว่าผิวชา คัน และเจ็บ

“คุณชายร้ายกาจอย่างแท้จริง ตอนนั้นข้าน้อยเรียนหลายวันจึงจับเคล็ดได้ คุณชายฝึกครู่เดียวก็เป็นแล้ว” ต้วนเหมิ่งอันยิ้มพลางกล่าวอย่างเลื่อมใส

“ความสามารถนี้ง่ายดายจริงๆ ประสิทธิผลก็ไม่เลว ความยากเพียงข้อเดียวคือความพยายาม คิดจะสำเร็จ อย่างน้อยต้องใช้เวลายี่สิบปีฝึกฝนวิชา” ลู่เซิ่งรู้สึกว่าวิชาแข็งกร้าวนี้เป็นส่วนหนึ่งที่แปรสภาพจากวิชาแข็งกร้าวอื่นๆ ไม่ได้สมบูรณ์ เป็นเพียงการฝึกฝนพละกำลังและความอดทนของเนื้อหนังอย่างเดียว

“แต่ว่ามีสองสามจุด ตามวิชาเดินลมปราณ เจ้าสมควรทำแบบนี้…”

เขาฝึกฝนความสามารถหลากหลายจนมีความสำเร็จใหญ่หลวง ขอบเขตสายตาย่อมสุดที่ต้วนเหมิ่งอันจะเทียบได้ ไม่ทันไรก็มองแก่นแท้ออก เริ่มแก้ไขจุดที่ต้วนเหมิ่งอันฝึกผิดส่วนหนึ่ง ครู่เดียวก็ชี้แนะจนต้วนเหมิ่งอันกระจ่างแจ้ง ทั้งยินดีทั้งนับถือ

จากนั้นเขาก็ทดลองใช้แรงและฝึกฝนตามที่ลู่เซิ่งชี้แนะแก้ไข ประสิทธิผลดีกว่าปกติไม่น้อยจริงๆ พลันเคารพลู่เซิ่งกว่าเดิม

ทั้งสองคนฝึกฝนชี้แนะความสามารถอยู่ด้านนอก ดึงดูดชายฉกรรจ์ซึ่งกินอาหารแล้วพักผ่อนอยู่ด้านในที่เหลือเข้ามา พวกเขาเหล่านี้ฝึกฝนวิชาดาบวาฬแดงที่พลพรรคทั่วไปในพรรคฝึกได้

วิชาดาบวาฬแดงเป็นวิชาดาบที่เป็นพื้นฐานที่สุดของพรรควาฬแดง ปรับปรุงเพิ่มเติมกระบวนท่าที่เหมาะแก่การฆ่าฟันบนวิชาดาบพื้นฐาน อานุภาพไม่เลว

ลู่เซิ่งหลังจากเรียนวิชาดาบวาฬแดงรอบหนึ่ง กลับชี้แนะเคล็ดสำคัญให้ทุกคน

หลังจากชี้แนะติดๆ กันพอประมาณแล้ว ทุกคนก็ไปนอนหลับพักผ่อน

ลู่เซิ่งยังคงยืนอยู่นอกบ้านไม้ มองดูลูกน้องที่ลาดตระเวนเฝ้ายามหลังผลัดเวร แสงโคมจากโคมม้าวิ่งที่ถืออยู่ส่ายไปมา

เขาค่อยๆ ปรับปราณภายในและลมหายใจในร่าง

‘ดีปบลู’

อินเตอร์เฟซเครื่องมือปรับเปลี่ยนปรากฏขึ้นมา กรอบเล็กๆ ด้านในจัดเรียงวิทยายุทธ์ทั้งหมดในปัจจุบันที่เขาฝึกฝน

[วิชาดาบพยัคฆ์ดำ: ระดับสี่]

[วิชาโลหิตพิฆาต: ระดับสี่ ผลพิเศษ: พิษอัคคี จุดไฟ]

[วิชาพยัคฆ์ดำกระเรียนหยก: ระดับสาม ผลพิเศษ: หยุดเลือดได้อย่างรวดเร็ว ฟื้นฟูพลังกาย พยัคฆ์คำรามกระเรียนร้อง]

[โน้มนำหยินหยาง: ระดับสาม]

[เก้าเก้าแปดสิบสี่ดาบนางแอ่นถลาลม: ระดับสาม]

[ท่าเท้าแปดสมบัติ: ระดับสาม]

[ดาบสองปลาย: ระดับสาม]

[ฝ่ามือทำลายใจ: ระดับสาม]

วรยุทธ์แต่ละชนิดแสดงสิ่งที่ลู่เซิ่งร่ำเรียนอย่างสมบูรณ์ วิชาทั้งหมดต่างเป็นระดับสูงสุด

ตอนนี้ ด้านล่างสุดของวรยุทธ์เหล่านี้มีความสามารถสองอย่างเพิ่มขึ้นมา

[หัตถ์หมีขยุ้ม: เบื้องต้น]

[วิชาดาบวาฬแดง: เบื้องต้น]

ลู่เซิ่งใช้สำนึกกดปุ่มปรับเปลี่ยนบนเครื่องมือเงียบๆ จากนั้นเพ่งความสนใจบนตัวเลือกหัตถ์หมีขยุ้ม

‘เพิ่มระดับหัตถ์หมีขยุ้มถึงระดับสำเร็จ’

กรอบหัตถ์หมีขยุ้มบนเครื่องมือปรับเปลี่ยนพร่ามัวเล็กน้อย จากนั้นก็ชัดขึ้นอย่างรวดเร็ว

เวลาแค่กะพริบตา หัตถ์หมีขยุ้มเปลี่ยนจากเบื้องต้นเป็นสำเร็จ

ลู่เซิ่งรู้สึกอย่างชัดเจนว่าปราณภายในวิชาพยัคฆ์ดำกระเรียนหยกในร่างตัวเองเริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว ความเร็วในการลดลงนี้ทำให้เขาประหลาดใจอยู่บ้าง

‘ทั้งๆ ที่เป็นแค่วิชาแข็งกร้าวระดับต่ำสุด ไม่ต่างจากดาบนางแอ่นถลาลมมาก เหตุใดจึงสิ้นเปลืองมากขนาดนี้’ เขารู้สึกว่าปราณภายในถูกร่างดูดอย่างรวดเร็ว จากปราณภายในสิบส่วนสมบูรณ์ แค่ไม่กี่ลมหายใจก็หายไปแล้วห้าส่วน จากนั้นเป็นสามส่วน สองส่วน หนึ่งส่วน

ขณะเดียวกันผิวหนังเขาเริ่มแข็งแกร่งขึ้น กล้ามเนื้อแขนกับส่วนเอวใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว

ลู่เซิ่งสัมผัสได้ชัดเจนมากพอว่าร่างกายตัวเองกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนถึงขีดสุดด้านพละกำลัง

‘เป็นแค่วิชาแข็งกร้าวเท่านั้น…’ เขาประหลาดใจอยู่บ้าง ยืนอยู่กับที่รอให้การเปลี่ยนแปลงสมบูรณ์ เวลาเกือบหนึ่งก้านธูปเขาค่อยถอนใจ

‘ดูเหมือนการเปลี่ยนแปลงของวิชาแข็งกร้าวต่อร่างกายจะเหนือกว่าความสามารถอื่น อาจเป็นเพราะสาเหตุนี้ จึงทำให้การสิ้นเปลืองที่จำเป็นมีมากกว่าความสามารถอื่นๆ’

เขายื่นมือออกกำหมัด รู้สึกว่าร่างกายเกิดความรู้สึกโป่งพองจากภายใน เหมือนกับลูกโป่งที่ถูกเป่าพอง ถึงขั้นอวัยวะภายในร้อนเล็กน้อย

หลับตาสัมผัสดู ลู่เซิ่งเห็นปราณภายในของวิชาโน้มนำหยินหยางเริ่มถูกใช้ด้วยความเร็วสูง ขณะเดียวกันปราณภายในวิชาพยัคฆ์ดำกระเรียนหยกที่สิ้นเปลืองก่อนหน้าก็เริ่มฟื้นฟูอย่างรวดเร็วเหมือนลูกโป่ง

จากหนึ่งส่วน หายใจไม่กี่ครั้งก็ฟื้นกลับมาสิบส่วนซึ่งเป็นขอบเขตสูงสุด ยามนี้ปราณภายในของวิชาโน้มนำหยินหยางเสียไปแค่ราวครึ่งหนึ่ง

‘ที่แท้นี่เป็นประโยชน์สูงสุดของวิชาโน้มนำหยินหยาง’ ลู่เซิ่งแปลกใจอยู่บ้าง แต่ก็ยินดีทันที

‘พละกำลังดูท่าเพิ่มขึ้นสองส่วน ผิวหนังเองก็แข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อย’

เขาชักดาบยาวออกจากด้านหลัง กรีดบนหลังมือตัวเอง แรงที่ใช้ไม่มาก ใกล้เคียงกับแรงที่คนปกติใช้หั่นเนื้อ

ครืด

บนผิวหนังเป็นรอยแดงเส้นหนึ่ง แต่ไม่บาดผิว

‘นี่แค่วิชาแข็งกร้าววิชาเดียวก็มีผลใหญ่หลวงขนาดนี้แล้ว ดาบนี้เป็นของใหม่ที่เพิ่งเปลี่ยน’ ลู่เซิ่งพึงพอใจ ‘รอเรื่องทางนี้จบ ไปหาดูที่ศาลาประกาศยุทธ อาจจะเจอวรยุทธ์ไม่มีค่าใช้จ่ายที่มีประโยชน์กับเราไม่น้อย’ เขาคาดหวังกับาศาลาประกาศยุทธของพรรควาฬแดงมากกว่าเดิม

เงยหน้าขึ้นมองหมู่บ้านอีกครั้ง สัมผัสได้ว่าด้านในหมู่บ้านคล้ายซุกซ่อนอะไรเอาไว้

เขาตัดสินใจอยู่ที่นี่ตรวจสอบทำความเข้าใจอย่างละเอียดอีกสองสามวัน

………………………………………….
บทที่ 60
สามวันให้หลัง

เวลาบ่าย หมู่บ้านตระกูลหวงซุ่ง ในสถานศึกษาข้างเหมืองแร่เหล็ก

“ข้าไปแล้วนะจวนจวน!”

เด็กหญิงมัดผมแกละแบกเป้ผ้าสะพายข้าง โบกมือให้เพื่อนสนิทที่นั่งอยู่ในห้องเรียน

ซ่งอวิ๋นจวนนั่งยิ้มให้นางบนที่นั่ง

“รีบกลับไปเถอะ สายแล้วเดี๋ยวบิดามารดาดุเจ้า”

“รู้แล้ว!”

เด็กหญิงนางนั้นวิ่งเหยาะๆ แผ่วเบาออกไปไกลในแสงอัสดง จนกระทั่งหายไปมองไม่เห็น

ซ่งอวิ๋นจวนพอไม่เห็นเพื่อนสนิทก็ละสายตากลับมา มองดูห้องเรียนที่ว่างเปล่า ทุกคนต่างไปกันหมดแล้ว สุดท้ายเหลือแค่นางเพียงคนเดียว

‘เราควรกลับแล้วเช่นกัน’ ซ่งอวิ๋นจวนเก็บพู่กันกับกระดาษฟางบนโต๊ะ ใส่เข้าไปในกระเป๋าสะพายข้างที่ตัวเองนำมาอย่างระมัดระวัง จากนั้นลุกขึ้นปัดก้น เดินออกจากห้องเรียน

หมู่บ้านตระกูลหวงในแสงอัสดงขมุกขมัวเงียบสงัดเป็นพิเศษ

สตรีหลายคนที่เดิมพูดคุยกันอยู่ใต้กำแพง พอเห็นซ่งอวิ๋นจวนมาก็รีบร้อนเดินหนี คล้ายกลับไม่ต้องการแม้แต่จะมอง

ไกลออกไปมีเด็กชายอายุเจ็ดแปดขวบหลายคน เดิมกำลังเช็ดน้ำมูกเล่นโคลน พอเห็นซ่งอวิ๋นจวนเดินออกมาก็ตกใจเตลิดหนี

“รีบหนี! ตัวโชคร้ายออกมาแล้ว!”

“มาทางนี้แล้ว!”

ซ่งอวิ๋นจวนเห็นดังนั้นไม่ได้สนใจ ก้มหน้าจัดกระเป๋าสะพายข้าง เดินไปบ้านของตัวเอง

หมู่บ้านตระกูลหวงอยู่ห่างจากบ้านนางไม่กี่ลี้ แต่สำหรับเด็กสาวที่เพิ่งอายุสิบขวบอย่างนาง ระยะห่างนี้กลับไกลแสนไกล

ความจริงสองสามปีก่อนครอบครัวนางสุขสบาย บิดามารดา ท่านปู่ท่านย่าทั้งหมดยังอยู่

แต่ว่าตั้งแต่สองปีก่อน พี่ชายของนางก็ลุ่มหลงการกลั่นโอสถบำเพ็ญเซียน การทดสอบประจำปีก็ไม่สอบแล้ว วันๆ เอาแต่บ่นพึมพำ ฝึกฝนวิชาเซียน วิถีโอสถอยู่ในบ้าน ทั้งผลาญสมบัติ ซื้อคัมภีร์บำเพ็ญเซียนกลั่นยาไร้สาระไปไม่น้อย

ตั้งแต่นั้นมา ชีวิตก็เริ่มลำบาก

ตอนแรกเป็นท่านปู่และท่านย่า มีวันหนึ่งออกไปเดินเล่นแล้วไม่กลับมาอีก ภายหลังเป็นบิดามารดา ยังไม่ทันไว้ทุกข์เสร็จ รถม้าก็พลัดตกหน้าผาในอุบัติเหตุครั้งหนึ่ง

ต่อจากนั้นในบ้านก็ไม่มีใครดูแลพี่ชายไหวอีก เขาเริ่มกลั่นโอสถบำเพ็ญเซียนอย่างบ้าคลั่ง คล้ายธาตุไฟเข้าแทรก

พี่น้องคนอื่นส่วนใหญ่จากไปอย่างผิดหวัง จนถึงตอนนี้ในหมู่บ้านมีแค่นางกับพี่ชาย พี่ชายขายสิ่งที่มีค่าทั้งหมดในบ้านเพื่อกลั่นยา ตอนนี้ทั้งหมู่บ้านว่างเปล่า แม้แต่ขโมยก็ไม่อยากมาเยือน บ่าวในบ้านต่างถูกไล่ไป เหลือแค่พวกนาง

ใบหน้าขาวสะอาดของซ่งอวิ๋นจวนหดหู่อยู่บ้าง คิดถึงท่านปู่และบิดา

‘ขนมดอกกุ้ยของท่านแม่อร่อยมาก…’ นางก้มหน้าเช็ดดวงตาที่เปียกชื้น เร่งฝีเท้าไปบ้าน

น่าเสียดายตอนนี้ไม่มีอะไรเหลือแล้ว ดีที่ท่านเฉินในโรงเรียน สงสารที่บ้านนางเกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่ได้ไล่ออกเพราะนางไม่มีเงิน ยังคงให้มาเรียน

ซ่งอวิ๋นจวนเดินโขยกเขยก ใช้เชือกฟางมัดผมที่สั้นเสมอบ่าขึ้น เร่งเดินตลอดทาง ในที่สุดเพิ่งฟ้ามืดก็มาถึงประตูบ้าน

ประตูหมู่บ้านตระกูลซ่งเหลือร่องแยกสายหนึ่ง ไม่ได้ลงดาล รอบๆ มืดมิดไม่เห็นผู้คน

ซ่งอวิ๋นจวนชินแล้ว ออกแรงผลักประตูใหญ่เดินเข้าไป แล้วพลิกมือปิดประตูลงดาลขนาดใหญ่

ตึง

ลงดาลประตูเรียบร้อย นางปัดฝุ่นบนมือ หมุนตัวไปมองลานหลักในบ้าน

กิ่งไม้ใบไม้เกลื่อนพื้น ในห้องมืดสนิท แม้แต่ไฟก็ไม่ได้จุด

นางอาศัยแสงจันทร์เดินไปยังโถงข้าง

ในลานรอบๆ ที่ว่างเปล่าสงัดเงียบ มีเพียงเสียงฝีเท้าของนางดังสะท้อน รองเท้าหนังกวางใบเก่าเหยียบบนแผ่นหินส่งเสียงดังตุบๆ ตลอดเวลา

ซ่งอวิ๋นจวนคุ้นเคยภาพเหล่านี้ดี เร่งฝีเท้าไปถึงโถงข้างแล้วมองดู ด้านในมืดมิด แสงจันทร์ส่องโต๊ะกินข้าวตรงกลางห้อง ด้านบนไม่มีอะไรเลย

“เฮ้อ…”

นางถอนใจได้แต่เดินไปยังห้องพี่ชาย

ข้ามสะพานเดินไปถึงห้องที่ใหญ่ที่สุดฝั่งซ้าย ผลักประตูเปิดเบาๆ

เอี๊ยด

เสียงไม้เสียดหูดังเป็นพิเศษในหมู่บ้าน

ห้องมืดครึ้ม ซ่งอวิ๋นจวนได้แต่ฝืนอาศัยแสงจันทร์จนมองเห็นเครื่องเรือนที่อยู่ด้านใน

ฝั่งซ้ายของห้องเป็นมุมอับ มืดสนิทไม่เห็นอะไรสักอย่าง อาศัยแสงจันทร์จึงพอมองเห็นของขนาดใหญ่วางอยู่ตรงนั้นอย่างเลือนราง

ซ่งอวิ๋นจวนทราบว่านั่นเป็นเตาโอสถของพี่ชาย

นางมองไปทางขวามือ ในแสงจันทร์ บนโต๊ะสี่เหลี่ยมวางชามไว้สองสามใบ

“ท่านพี่ ท่านยังกลั่นโอสถอยู่หรือ”

เงียบสงัดไปพักหนึ่ง

“อือ เพิ่งกลั่นไปเล็กน้อย” ในความมืดแว่วเสียงบุรุษตอบคำถาม

ซ่งอวิ๋นจวนเข้าห้อง คลำทางนั่งลงหน้าโต๊ะ ลูบตะเกียบเตรียมกินข้าว

แต่หลังคีบอาหารขึ้น นางค่อยพบว่าอาหารเย็นชืดแล้ว ไม่จุดตะเกียงกลางดึกยังพอทำเนา ตอนนี้แม้แต่อาหารก็อุ่นไม่ได้หรือ วิชากลั่นยาอันใด การกลั่นยามีที่ไหนไม่ใช้ไฟ

“ท่านพี่ ท่านไม่อุ่นอาหารอีกแล้ว”

“ใช่แล้ว ทำไว้นานแล้ว ไม่ทันอุ่น” เสียงตอบดังมาจากในความมืด

ซ่งอวิ๋นจวนถอนใจ

แต่ที่นางมองไม่เห็นคือด้านหลังเตากลั่นโอสถในความมืดไม่มีคนแม้แต่คนเดียว!

ไม่มีคน แล้วเสียงนั่นดังมาจากไหน

ไม่มีใครรู้

กินอาหารไปสองคำ นางรู้สึกฝืดคอ เนื้อเหม็นหืนบ้างแล้ว ไม่เหมือนเพิ่งทำตอนเช้า

“วันนี้ในห้องเรียน ข้านัดกับเฉินเหมยชินแล้วว่าอีกสองสามวันนางจะมาเที่ยวบ้านเรา ท่านพี่…”

“อือ ข้าฟังอยู่” เสียงนั้นตอบ

“ตอนเช้าท่านอยู่เป็นเพื่อนข้าได้ไหม” ซ่งอวิ๋นจวนพูดเสียงเบา

“ข้าต้องกลั่นโอสถ” เสียงนั่นตอบสั้นๆ

“อยู่กับข้าแค่วันเดียวไม่ได้หรือ” ใบหน้าซ่งอวิ๋นจวนมีแต่ความผิดหวัง

“ข้าต้องกลั่นโอสถ” เสียงนั้นทวนซ้ำ

ซ่งอวิ๋นจวนเงียบลง ก้มหน้ากินข้าวต่อ

นางไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อยว่า เงาคนสูงใหญ่เงาหนึ่งเดินออกมาจากมุมหนึ่งของห้องอย่างไร้เสียง ค่อยๆ ประชิดหลังนาง

เงาคนมีใบหน้าซีดขาว นั่นเป็นใบหน้าของบุรุษ ใบหน้าที่ไร้อารมณ์

เขาก้มมองซ่งอวิ๋นจวน ค่อยๆ ยื่นมืออกมา ในมือเป็นกรรไกรเล่มหนึ่งที่เปื้อนเลือด…

ตึงตึงตึง!

ทันใดนั้นประตูใหญ่ที่ลานพลันถูกทุบ

ซ่งอวิ๋นจวนลุกขึ้น

“ผู้ใดกัน” นางรีบวิ่งออกไป มาถึงหน้าประตูใหญ่

“มีคนอยู่หรือไม่”

“พวกเราผ่านทางมาท่องเที่ยวที่นี่ ตอนกลางคืนถูกหินภูเขาขวางไว้กลับไม่ได้ชั่วคราว คิดขอค้างที่นี่” เสียงของบุรุษกระจ่างใสแฝงความอบอุ่นดังเข้ามา

ซ่งอวิ๋นจวนลังเล ตอนนี้ในหมู่บ้านมีแค่นางกับพี่ใหญ่ เกิดเจอคนเลวเข้า…

“แม่นางน้อย ผู้ใหญ่ในบ้านของเจ้าอยู่หรือไม่ พวกเราจะจ่ายเงินก่อน เพียงพักคืนเดียวเท่านั้น” คนผู้นั้นพูดอีก “พวกเราไม่ใช่คนเลว นี่เป็นค่าขอค้างคืน”

กริ๊งๆ

เสียงใสดังขึ้นเมื่อเงินพวงหนึ่งถูกโยนข้ามกำแพงเข้ามา

ซ่งอวิ๋นจวนวิ่งไปเก็บขึ้นมาดู

เงินแปดเหรียญที่ใหญ่กว่าเงินทองแดงทั่วไปเท่าหนึ่ง เห็นเป็นสีดำในแสงจันทร์ ทั้งใช้ไหมสีดำร้อยเป็นพวง

นางนับอย่างละเอียด ถึงกับมีเงินแปดเหรียญ เงินสิบเหรียญเป็นหนึ่งตำลึง คนผู้นี้จ่ายด้วยเงินแปดเหรียญตั้งแต่เริ่ม ดูเหมือนไม่ใช่คนขาดเงิน

ซ่งอวิ๋นจวนลังเล นึกถึงว่าในบ้านยังมีบุรุษอย่างพี่ใหญ่อยู่ จึงยกดาลขึ้น ออกแรงเปิดประตูใหญ่

เอี๊ยด

ประตูอ้าออก บุรุษหนุ่มรูปร่างดีสามคนยืนอยู่ตรงประตู เพียงมองก็รู้ว่าเป็นคนฝึกวรยุทธ์

ผู้นำใส่เสื้อนักศึกษาสีขาวเทา เหมือนเป็นบัณฑิต แต่ต่อให้เสื้อคลุมบัณฑิตหลวมก็ปกปิดร่างกายและกล้ามเนื้ออันกำยำของคนผู้นี้ไม่ได้

ซ่งอวิ๋นจวนพอเห็นทั้งสามคน สายตาอยู่บนฝักดาบที่พวกเขาพกมา ใจเต้นระทึกขึ้น

“แม่นางน้อย เจ้าอยู่บ้านคนเดียวหรือ ข้าลู่เซิ่งผ่านมาที่นี่ คิดไม่ถึงเจอภูเขาถล่ม จึงกลับไม่ได้ ละแวกนี้มีแต่หมู่บ้านตรงนี้ปลอดภัยที่สุด มีกำแพงสูงกันสัตว์ป่า คิดมาขอค้างคืนสักคืนหนึ่ง” บัณฑิตผู้นี้พยายามทำท่าอ่อนโยน แต่ว่าบุคลิกเหี้ยมหาญ รวมถึงเค้าโครงกล้ามเนื้ออันแข็งแกร่ง ยังมีดาบยาวที่แขวนขวางไว้หลังเอว ต่างแสดงออกอย่างชัดเจนว่า คนผู้นี้ไม่ได้มีจิตใจดีงาม

“พี่ใหญ่ข้าอยู่บ้านด้วย แต่เขากำลังกลั่นโอสถ ถ้าไม่มีธุระ อย่าไปรบกวนเขา” ซ่งอวิ๋นจวนเตือนอย่างจริงจัง “นอกจากนี้พวกท่านอยู่ได้ แต่ขออย่าจุดตะเกียง พี่ใหญ่ข้าไม่ชอบแสง”

“ไม่จุดตะเกียงแล้วจะทำอย่างไร” ต้วนเหมิ่งอันที่อยู่ด้านหลังลู่เซิ่งอดบ่นไม่ได้

ซ่งอวิ๋นจวนกัดริมฝีปาก รู้สึกว่าทั้งสามคนตรงหน้าไม่คล้ายเป็นมิตร จึงกลัวอยู่บ้าง ร่างจึงถอยไปด้านหลัง

“ถ้า… ถ้าจะจุดไฟ พวกท่านจุดในที่ที่ตัวเองอยู่ อย่านำออกมา ไม่เช่นนั้นพี่ใหญ่ข้าจะโกรธ เขาโกรธแล้วน่ากลัวยิ่ง…”

ลู่เซิ่งหยีตามองด้านในหมู่บ้าน ทุกที่มืดสนิทเหมือนที่คิด ทั้งๆ ที่แขวนโคมไฟไม่น้อยแต่ไม่จุดสักดวง

“ก็ได้ พวกเราจะจุดตะเกียงในห้องตัวเอง แบบนี้ได้กระมัง” เขากล่าวกับซ่งอวิ๋นจวนอย่างเป็นมิตร

ซ่งอวิ๋นจวนถือเงินพวงนั้น ในบ้านความจริงไม่มีเงินเหลือแล้ว เงินนี้สำคัญกับนางมากจริงๆ ใช้อย่างประหยัด ค่าเรียนครึ่งปีต่อจากนี้มีจ่ายแล้ว

“เข้ามาเถอะ”

นางเบี่ยงตัวให้พวกลู่เซิ่งเข้าประตู

ตึง

ประตูใหญ่ปิดลงดาลอีกครั้ง

ซ่งอวิ๋นจวนนำพวกลู่เซิ่งไปยังห้องรับแขก

กิ่งไม้ใบไม้เกลื่อนกลาดทำให้ซ่งอวิ๋นจวนอายอยู่บ้าง สภาพบ้านผุพังเช่นนี้ ไม่ว่าใครเห็นต่างดูออกว่าตระกูลนี้ตกต่ำ

หลังส่งทั้งสามคนไปยังห้องรับแขกสามห้อง ซ่งอวิ๋นจวนก็คิดหมุนตัวไปพักผ่อน

ตึงตึงตึง

ทันในั้นมีเสียงเคาะประตูอีกแล้ว

“ข้าไปดูเอง” ซ่งอวิ๋นจวนรีบวิ่งไปที่ประตูใหญ่ ส่วนพวกลู่เซิ่งจะเป็นพวกขโมยหรือไม่ นางไม่ห่วง ของมีค่าทั้งหมดในบ้านถูกพี่ใหญ่ขายเกลี้ยงตั้งแต่แรก ที่เหลืออยู่เป็นของเก่าผุพัง แม้แต่คนรับของก็รังเกียจที่จะย้าย

มองเงาร่างเด็กสาววิ่งออกไป ลู่เซิ่งมองลานทรุดโทรมกับสภาพแวดล้อมที่มืดครึ้ม

“ลำบากเด็กน้อยผู้นี้แล้ว”

“คิดไม่ถึงว่ามีคนอยู่จริงๆ” ต้วนเหมิ่งอันตึงเครียดอยู่บ้าง

“หมู่บ้านนี้มีคนอยู่ แปลกประหลาดนักหรือ” อีกคนชื่อนิ่งซาน เป็นมือดีที่ลู่เซิ่งคัดเลือกมาในครั้งนี้โดยเฉพาะ

พวกเขาอาศัยสถานะของลู่เซิ่ง คิดมาตรวจสอบสถานการณ์เบื้องหลังของหมู่บ้านแห่งนี้อย่างละเอียด

………………………………………….






ความคิดเห็น