51-55
บทที่ 51
‘เพิ่มโน้มน้าวหยินหยางถึงระดับหนึ่ง’ ลู่เซิ่งคิดในใจ
ทันใดนั้นเครื่องมือปรับเปลี่ยนสั่นไหว กรอบโน้มนำหยินหยางพร่ามัวเล็กน้อย เปลี่ยนจากไม่เริ่มต้นสู่เบื้องต้น ก่อนเปลี่ยนเป็นระดับหนึ่ง
ลู่เซิ่งรู้สึกว่าลมปราณสายหนึ่งที่ท้องน้อยนั้นแจ่มชัดขึ้นมาก ร่างกายไม่มีความผิดปกติอะไรอีก แล้วนึกต่อ ‘เพิ่มโน้มนำหยินหยางถึงระดับสองสูงสุด!’
เครื่องมือปรับเปลี่ยนกะพริบ จากนั้นติดๆ กันตัวเลือกโน้มนำหยินหยางก็เปลี่ยนแปลงอีกครั้ง เปลี่ยนจากระดับหนึ่งเป็นระดับสองซึ่งเป็นระดับสูงสุดโดยตรง
ในพริบตาที่สถานะบังเกิดการเปลี่ยนแปลง ลู่เซิ่งรู้สึกว่าวิชาพยัคฆ์ดำกระเรียนหยกในร่างเสียปราณภายในไปมากกว่าครึ่ง
ลมปราณที่สงบอ่อนโยนสายหนึ่งเริ่มไหลวนอย่างช้าๆ ตามเส้นทางสายที่สามภายในกาย
วิชากำลังภายในสามวิชา ปราณภายในสามสาย อยู่ในสภาพตัดกันเป็นลูกทรงกลม มีเร็วมีช้า ไหลเวียนต่อเนื่อง
พอโน้มนำหยินหยางสำเร็จ เขาก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าร่างกายมีความรู้สึกที่ไม่เหมือนเดิม
ในลำคอและในดวงตาซึ่งปกติมีความแห้งผากมาโดยตลอด หายไปเป็นปลิดทิ้ง หัวใจเดิมทีที่ร้อนรุ่มเล็กน้อย เวลานี้กลับไม่ร้อนรุ่มโดยสิ้นเชิง
รู้สึกว่าตัวคนกลับมาสมบูรณ์และสมดุลมากขึ้นกว่าเดิม
‘ดูเหมือนโน้มนำหยินหยางจะขจัดผลข้างเคียงของวิชาทมิฬพิฆาตได้ ขอบเขตการตั้งจิตของวิชากำลังภายในนี้สูงส่งมาก…’ ลู่เซิ่งหยีตา ในใจมีความคิดส่วนหนึ่ง ‘อาจใช้โน้มนำหยินหยางเป็นวิชาหลักในการเรียนรู้ต่อ โดยใช้วิชาพยัคฆ์ดำกระเรียนหยกเป็นตัวเสริมได้’
คิดได้ดังนั้นแล้วจึงรีบทำ เขาสงบจิตใจ อาศัยปราณหยินที่มากพอในตอนนี้ การยกระดับโน้มนำหยินหยางคล้ายมีภาระต่อร่างกายไม่มาก
‘เรียนรู้โน้มนำหยินหยางไประดับต่อไป’ เขานึก
ทันใดนั้นอินเตอร์เฟซเครื่องมือปรับเปลี่ยนกะพริบอย่างรุนแรง พร่ามัวขึ้นมา
อย่างรวดเร็ว หลังจากหายใจสองสามครั้ง อินเตอร์เฟซก็ชัดเจนขึ้น สถานะที่โน้มนำหยินหยางแสดงให้เห็นได้เปลี่ยนจากระดับสองเป็นระดับสามแล้ว
เข้าสู่โน้มนำหยินหยางระดับสาม ลู่เซิ่งถึงขั้นรู้สึกว่าความเร็วการไหลของวิชาทมิฬพิฆาตในตัวค่อยๆ ช้าลง ปราณภายในที่ก่อนหน้านี้เหมือนกับสายอัคคีที่ร้อนลวกตอนนี้เริ่มอุ่นลง ความเร็วในการหมุนช้าลงส่วนหนึ่ง กลายเป็นไม่เร็วไม่ช้า
ลู่เซิ่งผ่อนลมหายใจเบา สายตาในที่สุดก็อยู่ที่วิชาทมิฬพิฆาต
‘มีปราณภายในของ วิชาพยัคฆ์ดำกระเรียนหยกกับโน้มนำหยินหยางเป็นฐาน ครั้งนี้สมควรเรียนรู้วิชาทมิฬพิฆาตแล้ว…’
สายตาของเขาอยู่ด้านหลังตัวเลือกวิชาทมิฬพิฆาต กลับงงงวย ปุ่มเรียนรู้ได้ปุ่มนั้นถึงกับยังอยู่!
‘นี่เป็นเรื่องอะไรกัน’
ลู่เซิ่งใคร่ครวญ มีความเข้าใจส่วนหนึ่งทันที
‘สมควรเป็นปราณหยินในปิ่นหยกเหนือกว่าผงก่อนหน้ามาก ดังนั้นหลังจากเรียนรู้วรยุทธ์ระดับต่ำทั่วไปปราณหยินจึงยังมีเหลืออยู่ มากพอจะเรียนรู้วรยุทธ์ชนิดที่สองได้ น่าจะเป็นเช่นนี้!’
หลังจากกระจ่างแล้ว ลู่เซิ่งเบิกบานใจยิ่ง ครั้งนี้แม้ผมจะโดนเผาไปหมด ทำถุงเงินหาย สูญเสียค่อนข้างมาก แต่เทียบกับผลลัพธ์ที่ได้ ไม่นับเป็นอันใดแล้ว
‘เริ่มเรียนรู้วิชาทมิฬพิฆาต!’
จิตสำนึกของเขากดเบาๆ บนปุ่มด้านหลังวิชาทมิฬพิฆาต
ซิ้ง…
เครื่องมือปรับเปลี่ยนกะพริบอีกครั้ง พร่ามัวขึ้นมา
ราวๆ สิบกว่าลมหายใจให้หลัง เครื่องมือปรับเปลี่ยนค่อยๆ แสดงผลอีกครั้ง สถานะของวิชาทมิฬพิฆาตเกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน เปลี่ยนจากระดับสามเป็นระดับสี่โดยตรง ข้อความที่แสดงก็กลายเป็น ‘วิชาพิษอัคคีปริศนา : ระดับสี่’
เปลวไฟสายหนึ่งพุ่งจากจุดฮุ่ยอินผ่านช่องท้อง ทรวงอก คอ เข้าสู่ใบหน้า หลังจากเข้าสู่ศีรษะก็พลันระเบิดออก กลายเป็นกระแสความอุ่นขนาดเล็กจำนวนนับไม่ถ้วน กระจายทั่วส่วนศีรษะเหมือนลมวสันต์แปรเปลี่ยนเป็นฝน
อา…
ลู่เซิ่งเบิกบานจนอดส่งเสียงไม่ได้
เขาแบะอกเสื้อออกเบาๆ เห็นผิวระหว่างทรวงอกกับช่องท้องของตัวเอง ถึงกับมีเส้นสีแดงราวเลือดเส้นหนึ่งโผล่ขึ้น เหมือนกับแยกร่างกายจากหนึ่งเป็นสอง โดดเด่นสะดุดตา
‘นี่… หรือว่าเป็นผลพิเศษของวิชาทมิฬพิฆาตระดับสี่’
เขาสัมผัสเส้นทางเคล็ดวิชา ของวิชาทมิฬพิฆาตระดับสี่อย่างละเอียด
‘มีความรู้สึกถึงวิชาโน้มนำหยินหยาง ยังมีทักษะวิชาเดินลมปราณของฝ่ามือทำลายใจ วิชานี้สมควรไม่ใช่ต้นฉบับ… นี่คือดูดซับแก่นแท้ของวิชากำลังภายในอย่างอื่นมาหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว เกิดขอบเขตวิชากำลังภายในชนิดใหม่ ไม่น่าเรียกวิชาทมิฬพิฆาตแล้ว เปลี่ยนชื่อเป็น…’
ขณะมองเส้นแนวตั้งสีแดงฉานเส้นหนึ่งบนร่าง ลู่เซิ่งใช้ความคิด
‘สีนี้แดงเหมือนเลือด บวกกับใช้วิชาทมิฬพิฆาตเป็นหลักจึงเรียนรู้ได้มา งั้นชื่อวิชาโลหิตพิฆาตก็แล้วกัน’
เขาพอแน่ใจ กรอบวิชาทมิฬพิฆาตในเครื่องมือปรับเปลี่ยนก็เปลี่ยนชื่ออย่างรวดเร็ว กลายเป็นวิชาโลหิตพิฆาต
ลู่เซิ่งมองวรยุทธ์ที่เหลืออีกครั้ง ดูว่ายังจะเรียนรู้ได้อีกไหม ครั้งนี้กลับไม่มีปุ่มกดแล้ว แสดงว่าปราณหยินก่อนหน้านี้ใช้หมดสิ้นแล้ว
‘ทดลองอานุภาพดู’
ลู่เซิ่งยื่นมือออกไปพร้อมกับโคจรปราณ ปราณภายในวิชาโลหิตพิฆาตไหลเข้าสู่ฝ่ามือขวาด้วยความเร็วสูง ตบใส่ต้นไม้ข้างขวาอย่างแผ่วเบา
ซี่…
ทันใดนั้นมีควันขาวหลายสายลอยขึ้นมาจากลำต้น เสียงและกลิ่นที่ไม้ถูกเผาเกรียมลอยออกมา ต้นไม้ต้นนั้นถึงกับถูกลู่เซิ่งเผาด้วยฝ่ามือ ปรากฏรอยฝ่ามือสีดำยุบลงไป!
เขาสะดุ้งเพราะอานุภาพของฝ่ามือของตัวเองเช่นกัน
‘นี่ไม่นับว่าอยู่ในขอบเขตวรยุทธ์แล้วกระมัง!?’ ลู่เซิ่งอุทานในใจ ‘ต่อให้ออกแรงมากกว่านี้ คิดปะทะกับฝ่ามือที่ทรงอานุภาพเช่นนี้ นั่นมิใช่ถูกลวกสุกกลายเป็นแผลพุพองทุกวินาทีหรอกหรือ มือนี้ไม่ต่างอะไรกับเครื่องหลอมเหล็ก’
เขาชักนำปราณภายในกลับมา พิจารณารอยฝ่ามือบนต้นไม้ พบว่ารอยฝ่ามือสีดำเกรียมนี้คล้ายไม่ใช่อาศัยความร้อนเพียงอย่างเดียว แต่ว่าส่วนใหญ่อาศัยพิษบางชนิด ใช้การกัดกร่อนเผาลำต้นไม้ จึงก่อเกิดผลเช่นนี้
ต่อให้เป็นเช่นนี้ก็สุดยอดมากแล้ว
‘ไม่รู้ว่าพลังของเราในตอนนี้เทียบกับคนมีชื่อเสียงเหล่านั้นแล้วเป็นอย่างไร’ ลู่เซิ่งพึงพอใจ แต่ไม่มีตัวเปรียบเทียบอย่างเป็นรูปธรรม จึงไม่ทราบว่าตัวเองแข็งแกร่งขนาดไหน
‘นอกจากนี้ในบ้านก็ไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรแล้ว เพิ่งขอเงินกับทางบ้านไปไม่น้อย ตอนนี้อยู่ในช่วงโยกย้าย ไม่อาจเพิ่มภาระแก่ท่านพ่อ เราคิดหาวิธีเองดีกว่า’
ลู่เซิ่งครุ่นคิด รวมกับสถานการณ์ของตัวเองในตอนนี้ กลับทำให้เขาคิดหาวิธีดีๆ ออกจริงๆ แต่ว่าวิธีนี้ต้องรอหลังจากการทดสอบประจำปีก่อนถึงจะกระทำได้
การทดสอบประจำปีคืออีกสามวันให้หลัง
‘สามวันให้หลังจะเป็นการทดสอบประจำปี หลังจากสอบผ่านแล้ว ค่อยเริ่มทำให้ความคิดก่อนหน้ากลายเป็นจริง ไม่อย่างนั้นที่บ้านขาดเงิน แม้แต่ยาบำรุงก็ไม่อาจรับประกัน’ ลู่เซิ่งรู้สึกว่าช่วงนี้ยาบำรุงมีไม่เพียงพอบ้างแล้ว ถึงมีปราณภายในหล่อเลี้ยงชีวิตเก็บสำรองไว้ แต่เห็นได้ชัดว่าความเร็วในการฟื้นฟูของปราณภายในหล่อเลี้ยงชีวิตช้าลง ปล่อยไว้แบบนี้ต่อไป เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะส่งผลต่อการฝึกวรยุทธ์
‘ยังมีปราณหยิน… หรือว่าทุกครั้งเราต้องเจอเรื่องยุ่งยากสักครั้งถึงจะหาเจอ’ ลู่เซิ่งพลันนึกถึงหยกแขวนบนตัวเฉินเจียวหรง ในใจมีความคิดบางประการ
‘ช่างเถอะ กลับไปทบทวนดูก่อน ผ่านการทดสอบประจำปีค่อยว่ากัน’ ถึงจะไม่สนใจการเป็นขุนนาง แต่อย่างไรก็เป็นความคาดหวังของท่านพ่อกับมารดารอง’
…
สามวันให้หลัง สถานศึกษาเขาบูรพา
ขอบฟ้าขาวดั่งท้องปลา นักศึกษากลุ่มเล็กกลุ่มใหญ่รออยู่ที่ประตูสถานศึกษา
นักศึกษาจำนวนมากสวมเสื้อยาวสีขาวเทา บาคนสวมเสื้อยาวสีขาวหรือไม่ก็เสื้อสีเขียว ทั้งหมดมารวมตัวกันที่หน้าประตูใหญ่ของสถานศึกษา สนทนาโหวกเหวกกันถึงเนื้อหาหัวข้อที่อาจเปิดสอบ
กลางกลุ่มคน รถม้าจำนวนไม่น้อยจอดกระจายกันอยู่ข้างทางและหัวมุม ม่านรถม้าเลิกขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าที่บ้างหนุ่มบ้างแก่
พวกเขาบางคนเป็นครอบครัวที่มารอผู้เข้าสอบ ทว่าส่วนใหญ่เป็นลูกหลานตระกูลขุนนางที่บ้านร่ำรวยสูงศักดิ์ ไม่อยากยืนกับนักศึกษายากจนธรรมดาด้านนอก จึงสงบใจพักผ่อนอ่านหนังสืออยู่ในรถ
ลู่เซิ่งใส่เสื้อคลุมสีขาวนวล ศีรษะสวมหมวกทรงสูงสีดำเหมือนองครักษ์เสื้อแพรใบหนึ่ง คลุมส่วนหัวทั้งหมด มีแต่มองออกรางๆ จากจอนของเขาว่าเขาไม่มีเส้นผมแล้ว
เขาพิงอยู่ในร่มเงาคนเดียวข้างประตูสถานศึกษา ไม่พูดไม่จา หลับตาทำสมาธิรอคอยการเปิดสอบอย่างสงบ
ไม่ทันไรรถม้าสีขาวคันหนึ่งค่อยๆ แล่นเข้ามา มีสองคนลงจากตัวรถ คนหนึ่งเป็นคนอ้วนอาภรณ์เหลืองพุงโต อีกคนเป็นสตรีงดงามที่ร่างกายอ้อนแอ้น
ทั้งสองคนลงจากรถ ก็กวาดตามองหาคนคุ้นเคยไปทั่ว
คนอ้วนผู้นั้นกวาดตามองรอบหนึ่ง ก็เห็นลู่เซิ่งที่อยู่ในมุม ตาเป็นประกาย
“พี่เซิ่ง!” คนอ้วนยกมือตะโกน วิ่งเข้ามาอย่างกระตือรือร้น
“เจิ้งเสี่ยนกุ้ย…” ลู่เซิ่งลืมตาขึ้นอย่างจนใจและระอา มองคนอ้วนที่รีบวิ่งเข้าใกล้ “กลางสายตาคนหมู่มาก เบาเสียงรักษาความเหมาะสมหน่อยได้หรือไม่”
“เหมาะสมหรือ ผายลม ข้านายท่านอ้วนมีนิสัยเช่นนี้ตั้งแต่เกิดแล้ว ใครรู้สึกขัดนัยน์ตาก็เข้ามา!” เจิ้งเสี่ยนกุ้ยไม่สนใจแม้แต่น้อย ไม่เจอกันพักหนึ่งเขากลับเริ่มเรียกตัวเองว่านายท่านอ้วนแล้ว
“เป็นอย่างไร มั่นใจหรือไม่” ลู่เซิ่งถาม
“ยังดีๆ…” พอพูดถึงเรื่องนี้ เจิ้งเสี่ยนกุ้ยพลันหัวเราะเจื่อนสองคำ เขากระเถิบเข้าใกล้ มองซ้ายมองขวา ลดเสียงลงราวกับเป็นโจร “ครั้งนี้อยู่ที่น้องของข้า ข้านายท่านอ้วนไม่ไหว…”
“สวัสดีพี่เซิ่ง” เจิ้งอวี่เอ๋อร์น้องสาวของเจิ้งเสี่ยนกุ้ยเข้ามาทักทายอย่างรู้ความ นางสวมเสื้อตัวยาวแบบสตรี ในความงามแฝงความมีมารยาทและการศึกษา
“ทดสอบสามวิชา เนื้อหาคำคัมภีร์ การถกกลยุทธ์ การทหาร เจ้ามั่นใจวิชาไหน” ลู่เซิ่งถามอย่างหมดคำพูด
“ตอนเด็กยังจดจำได้นิดหน่อย ตอนนี้หรือ… แหะๆ ลืมไปหมดแล้ว…” เจ้าอ้วนหัวเราะแห้ง
ลู่เซิ่งเอือมระอา สำหรับเขาแล้ว ไม่มีอะไรนอกจากท่องจุดสำคัญในแบบเรียนทั้งหมด ทำความเข้าใจให้ทะลุปรุโปร่ง จากนั้นเพิ่มแนวคิดของตัวเอง เมื่อทำถึงขั้นนี้ได้ การผ่านขั้นพื้นฐานไม่มีปัญหา เพียงแต่หากอยากได้อันดับแรกก็ยากยิ่งแล้ว กระนั้นอย่างไรเขาก็เพียงคิดหลอกลวงที่บ้าน ผ่านได้ก็ดี
“ดูเหมือนพี่เซิ่งมีไผ่สำเร็จในใจแล้ว” เจิ้งอวี่เอ๋อร์กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ไม่เช่นนั้นท่านพาพี่ข้าไปด้วย ดูสภาพเขาไม่น่าผ่านแล้ว”
“ไม่ถึงขนาดนั้น เพียงแต่ไม่มีปรารถนา สนามสอบคราวนี้เลือกสถานศึกษาเขาบูรพาของพวกเรา แม้แต่ประตูก็ไม่ต้องออก การเปิดสอบที่สถานศึกษานี้ กลับสะดวกสบายมาก” ลู่เซิ่งยิ้มเอ่ย
“พี่ลู่ไม่เจอกันนาน” เฉินเจียวหรงเดินลงจากรถม้าหรูหราคันหนึ่ง เห็นคนทางด้านนี้ จึงเข้ามาทักทาย
“ครั้งก่อนทั้งหมดพึ่งพาท่านแล้ว ไม่งั้นข้าคงรักษาชีวิตน้อยๆ ไว้ไม่ได้จริงๆ” เขายิ้มฝาดเฝื่อน
“สมเหตุสมผลแล้ว ไม่ต้องพูดซ้ำบ่อยๆ หรอก” ลู่เซิ่งโบกมือ “จะว่าไปการทดสอบประจำปีครั้งนี้เหตุใดไม่เห็นพี่เจิ้นกั๋ว”
“เขาหรือ” เฉินเจียวหรงส่ายหน้า “ถูกเลือกออกไปตรวจสอบ เข้าไปนานแล้ว ช่วงนี้ไม่ทราบว่าเกิดเรื่องอันใด หมอนั่นเหมือนได้รับการกระตุ้นสักอย่าง คล้ายกับเปิดจุดทวาร เนื้อหาคำภีร์ การถกกลยุทธ์ยิ่งมายิ่งแม่นยำช่ำชอง ครั้งนี้เกรงว่าจะสอบได้”
“จริงหรือ” ลู่เซิ่งประหลาดใจเล็กน้อย นึกว่าหลังจากซ่งเจิ้นกั๋วเจอเรื่องของจวินเอ๋อร์จะโศกเศร้าผิดหวัง คิดไม่ถึงว่าฮึดสู้ขึ้นมาแล้ว
………………………………………….
บทที่ 52
ขณะคุยกัน ลู่เซิ่งแนะนำเจิ้งเสี่ยนกุ้ยแก่เฉินเจียวหรง แต่อีกฝ่ายไม่สนใจตระกูลเจิ้งอย่างชัดเจน
สำหรับเขาแล้ว บุตรชายของเจ้าเมืองชนบทที่เป็นเมืองเล็กๆ ชายแดนคนหนึ่ง แม้แต่คุณสมบัติเข้ากลุ่มของเขาก็ยังไม่มี
ต่อให้เป็นลู่เซิ่ง ถ้าไม่ใช่เพราะน้องสาวของเขาพูดชมเชยอยู่ข้างหูทุกวี่วัน เขาก็ไม่จดจำคนผู้นี้ใส่ใจจริงๆ แน่นอนว่าตอนนี้ไม่เหมือนกันแล้ว ลู่เซิ่งช่วยชีวิตเขาไว้ครั้งหนึ่ง หลังจบเรื่องเขาก็ไปถามไถ่ไม่น้อย ต่างบอกกันว่าเรือสำราญลำนั้นเกิดไฟไหม้ อยู่ห่างสิบกว่าลี้ยังเห็นแสงไฟได้
หลังเขารู้เบื้องหลังก็เหงื่อกาฬหลั่งไหล จนถึงตอนนี้ยังไม่กล้าขึ้นเรือสำราญลำใด ในใจมีปมแล้ว
หลังจากเจิ้งเสี่ยนกุ้ยทราบสถานะของอีกฝ่าย ก็ทำท่ากระตือรือร้น ต้องการประจบประแจง ทำให้เจิ้งอวี่เอ๋อร์กับลู่เซิ่งทนมองไม่ไหว แต่ก็ทราบว่าเขาเป็นคนแบบนี้ ตามคำพูดของเขาเอง หดได้ยืดได้จึงเป็นลูกผู้ชาย
ขณะคุยกัน ลู่เซิ่งค่อยๆ ฟังเป็นหลัก บางครั้งจึงขานรับ ทุกคนต่างทราบนิสัยของเขาจึงไม่ถือสา
ลู่เซิ่งทางหนึ่งฟังทางหนึ่งกวาดตามองกลุ่มคน อยู่ๆ สายตาก็หยุดนิ่ง เห็นขอทานเฒ่าคนหนึ่งที่ขดตัวอยู่ในหัวมุม
ขอทานเฒ่าผู้นี้แตกต่างจากคนธรรมดาอยู่บ้าง แม้ตอนนี้เป็นหน้าร้อน แต่ว่าที่นี่คือสถานศึกษาเขาบูรพา อยู่ใต้ตีนเขาบูรพา ปกติเย็นเยียบชื้นแฉะ ต่อให้เป็นหน้าร้อนพื้นก็เย็นเฉียบ มีความชื้นมาก
ทว่าขอทานเฒ่าผู้นี้กลับต่างจากคนอื่น ด้านข้างเขาวางเสื้อนวมขาดผืนหนึ่ง แต่บนตัวเขากลับสวมเสื้อบางมีรูผืนหนึ่ง พื้นเย็นแบบนี้ กลับวางผ้านวมไว้ด้านข้างไม่สวมใส่
หนำซ้ำด้วยสายตาของลู่เซิ่ง สามารถมองเห็นขอทานผู้นี้เหงื่อแตกเต็มหน้าผาก ปากพึมพำ ไม่ทราบว่ากำลังพูดอะไร สองตาซึมเซา
ลู่เซิ่งเพ่งพินิจขอทานผู้นี้ พลันเกิดความรู้สึกประหลาด… เหมือนกับ… เหมือนกับขอทานคนนี้คล้ายกับเขายิ่ง
‘อายุของเขาอาจหกเจ็ดสิบแล้ว รูปร่างหน้าตาไม่เหมือนกับเราโดยสิ้นเชิง ทำไมจึงมีความรู้สึกคล้ายกัน’ ลู่เซิ่งเกิดความสงสัย อาศัยเวลาตอนเฉินเจียวหรงเกิดความสนใจในตัวเจิ้งอวี่เอ๋อร์ เริ่มสนทนากับนาง เขาก็เดินไปหาขอทานเฒ่าผู้นั้น
ตรึกตรองว่าทำตามพฤติการณ์ที่แล้วมาของเขา ไม่ลีลาท่าเยอะแม้แต่น้อย
เดินมาถึงหน้าขอทานเฒ่า เงาบนร่างลู่เซิ่งบังร่างคนผู้นี้มากกว่าครึ่ง
“ท่านผู้เฒ่าที่นี่เย็นขนาดนี้ ใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้น ท่านร้อนมากหรือ”
ขอทานเฒ่าผู้นั้นเงยหน้ามองเขาแวบหนึ่ง ในดวงตาฟ้าฟางขุ่นมัว
“ร้อน… ร้อน… ไม่ร้อนหรือ ร้อนไหม ไม่ร้อนหรือ ร้อนไหม…” เขาเริ่มพึมพำ ดูเหมือนสติไม่สมประกอบแล้ว
ลู่เซิ่งนิ่วหน้า ส่ายศีรษะกำลังจะเดินจากไป
“ท่านเคยเจอผีมา!” ทันใดนั้นขอทานเฒ่าผู้นั้นพูดเสียงดัง “ร่างกึ่งหยิน ร่างกึ่งหยิน… ข้าเองก็เป็นร่างกึ่งหยิน เจอผีมามาก ทั้งเคยโดนสิง… ท่านเหมือนกับข้า เหมือนกับข้า… ฮ่า… ฮ่าๆๆ…” ขอทานเฒ่าพูดไปพูดมาก็หัวเราะอย่างโง่งม
‘ร่างกึ่งหยินหรือ’ ลู่เซิ่งพลันงงงัน หยุดเท้าพิจารณาขอทานเฒ่าอย่างละเอียด
มองออกว่าเครื่องแต่งกายบนตัวคนผู้นี้เมื่อก่อนเคยไม่เลวยิ่ง ไม่นับเป็นเศรษฐีก็เป็นตระกูลระดับกลาง เหตุใดจึงตกต่ำถึงขั้นนี้
“อะไรคือร่างกึ่งหยิน” ลู่เซิ่งถามเสียงขรึม สนใจบ้างแล้ว
ขอทานเฒ่าผู้นี้หยุดครู่หนึ่ง ปากก็เริ่มบ่นไปเรื่อย สักพักหนึ่งความขุ่นมัวในดวงตาของเขาหายไปเล็กน้อย คล้ายกับได้สติขึ้นบ้าง พินิจดูลู่เซิ่งอย่างละเอียด กล่าวขาดๆ ไม่ปะติดปะต่อ
“ท่านเหมือนข้า… ต่างเป็นร่างกึ่งหยิน…. คนที่ถูกผีสิงตอนเป็นเด็ก เจอผีมามากมาย เพราะคุณสมบัติร่างนี้… จะตาย… จะดึงดูดผีมาหา… จะตาย…”
ลู่เซิ่งรับฟังจนงุนงง แต่ขณะมองขอทานเฒ่าผู้นี้มักเกิดความรู้สึกว่าเขาเหมือนกับตนยิ่ง ความรู้สึกนี้ไม่ใช่รูปร่างหน้าตาหากเป็นบางอย่างด้านในคล้ายคลึงกันมาก
หรือว่านี่เป็นคุณสมบัติของร่างที่ขอทานผู้นี้พูดถึง คุณสมบัติร่างกึ่งหยินหรือ
เขากังขาขึ้นมา
“เหอะๆๆ…” ครั้งนี้ขอทานเฒ่าผู้นั้นหัวเราะอย่างโง่งม ชี้ลู่เซิ่งหัวเราะร่า “กึ่งหยิน ดึงดูดผีมาหา… กึ่งหยิน… กึ่งหยิน…” เขาเริ่มทวนสองคำนี้ไม่หยุด
ลู่เซิ่งขมวดคิ้วมองเขา ถามอีกหลายคำถาม ขอทานเฒ่าเพียงพูดซ้ำคำว่ากึ่งหยิน ภายหลังก็ไม่พูดอะไรแล้ว
เต๊ง…!
สนามทดสอบเริ่มแล้ว
ลู่เซิ่งจนปัญญา ได้แต่หมุนตัวเดินไปยังประตูใหญ่สถานศึกษา
การทดสอบประจำปีเริ่มต้นอย่างเป็นทางการแล้ว
การสอบประจำปีแบ่งเป็นสามสนาม กินดื่มขับถ่ายล้วนทำในสนามสอบ ไม่อนุญาตให้ออกด้านนอก รอจนลู่เซิ่งสอบเสร็จออกมา ก็เป็นบ่ายวันที่สองแล้ว
ผู้เข้าร่วมสอบหลายกลุ่มเหน็ดเหนื่อยทั้งกายใจ เดินออกจากประตูสถานศึกษา
ลู่เซิ่งกลับดูเหมือนสติครบถ้วน ในฐานะยอดฝีมือที่ฝึกกำลังภายในและกำลังภายนอกพร้อมกัน การสิ้นเปลืองพลังแค่นี้ย่อมไม่ส่งผลต่อเขาแม้แต่น้อย
พอออกมา เขาก็มองไปตำแหน่งที่ขอทานเฒ่านั้นอยู่ ไม่เห็นคนอย่างที่คิดไว้
‘ร่างกึ่งหยิน…’ คำคำนี้สะท้อนในใจเขาต่อเนื่อง ‘ถ้าเป็นไปตามที่ขอทานเฒ่าคนนั้นพูด ร่างกึ่งหยินก็คือคนที่เจอผีมาเยอะ อย่างนั้นเรานับว่ามีคุณสมบัติร่างชนิดนี้จริงๆ’
ใคร่ครวญดู เรื่องนี้อาจต้องหาคนถามไถ่จริงๆ แล้ว
‘คนที่เจอผีมามาก คนแบบไหนมีความเป็นไปได้มากที่สุด’ ลู่เซิ่งครุ่นคิด ไม่ทันไรก็นึกถึงสถานที่แห่งหนึ่ง
ครั้งนี้พวกเจิ้งเสี่ยนกุ้ยออกมาแล้ว ต่างหน้านิ่วคิ้วขมวด ขุ่นข้องแค้นใจ เห็นได้ชัดว่าโจทย์ข้อสอบครั้งนี้ยากยิ่ง
เฉินเจียวหรงก็เป็นเหมือนกับ นิ่วหน้าเดินออกมา คนที่มากับเขายังมีเฉินอวิ๋นซี นางมองลู่เซิ่ง หลบอยู่หลังพี่ชายด้วยสีหน้าแปลกประหลาดอยู่บ้าง คล้ายรู้สึกละอายเล็กน้อย
ลู่เซิ่งลูบขนคิ้วที่โดนเผาจนหมดของตัวเอง ยิ้มเฝื่อนอยู่บ้าง เขากลับหวังให้เฉินอวิ๋นซีทิ้งตัวเองไปเพราะตนขนคิ้วโดนเผา
ภายหลังซ่งเจิ้นกั๋วก็ออกมา ลู่เซิ่งสนทนากับเฉินเจียวหรงสองพี่น้องสองสามประโยค หลังจากส่งพวกเขา ก็ไปหาร้านอาหารในเมือง กินอาหารเย็นกับพี่น้องตระกูลเจิ้งรวมถึงซ่งเจิ้นกั๋ว
กินถึงตอนค่ำ ลู่เซิ่งแยกย้ายกับพวกเขา มุ่งหน้าไปยังสถานที่แห่งหนึ่งใกล้ภูเขานอกเมือง
ฝั่งซ้ายด้านนอกเมืองเลียบคีรีเป็นแนวเขาขนาดมหึมาที่ยืดยาวสูงต่ำ ถูกเรียกว่าภูผาเขากวาง ได้ชื่อนี้เพราะรูปร่างเหมือนเขากวาง
ใต้ภูผาเขากวางเป็นสุสานขนาดใหญ่ที่สุดรอบๆ คูเมือง เรียกว่าสวนหมื่นอุดม
ลู่เซิ่งอาศัยเวลาตอนเพิ่งค่ำไปยังสวนหมื่นอุดม เจอสัปเหร่อเฝ้าสวนคนหนึ่งที่ประตูใหญ่
สัปเหร่อเป็นคนแก่ขาเป๋ สวมเสื้อเรียบร้อยแต่เก่าขาด ใบหน้าเป็นสีเขียวจางๆ อยู่ตลอด ไม่ทราบว่าปกติไม่เห็นแสงอาทิตย์ หรือว่าเป็นเพราะสาเหตุอย่างอื่น
“ร่างกึ่งหยินหรือ” ได้ยินคำถามของลู่เซิ่ง ตาเฒ่าก็เขย่าถุงสุราที่ถือไว้ มองลู่เซิ่งขึ้นๆ ลงๆ กะน้ำหนักเหรียญเงินที่ได้มาในมือ
“น้องชายไปเจอสิ่งไม่สะอาดเข้ากระมัง มีเรื่องเล่าเช่นนี้จริงๆ เพียงแต่ปกติไม่เรียกร่างกึ่งหยิน พวกเราเรียกคนที่เจอผีมามากว่า ถุงห่อหยาง”
“ถุงห่อหยาง” ลู่เซิ่งทวน คิ้วขมวด “มีสถานการณ์แบบนี้จริงๆ หรือ”
ตาเฒ่ามองลู่เซิ่งจุ๊ปากประหลาดใจ
“ย่อมมี กล่าวตามจริง ข้าอยู่มานานหลายปี เจอคนมาไม่รู้กี่คน ถุงห่อหยางก็เห็นมามากมาย แต่อยู่ไม่นานก็ตายจากสภาพคุณชายท่าน สมควรเพิ่งกลายเป็นถุงห่อหยาง เวลาไม่นานเท่าไหร่ แถมก่อนหน้านี้เพิ่งเจอสิ่งไม่สะอาดกระมัง”
ลู่เซิ่งงุนงง คิดไม่ถึงสัปเหร่อถึงกับทราบไม่น้อย พยักหน้าตอบ “ใช่ ก่อนหน้านี้เจอสิ่งไม่สะอาด นี่เพิ่งผ่านไปได้ไม่นาน ขอถามท่านผู้เฒ่า ถุงห่อหยางมีปัญหาอันใดหรือ”
“ไม่ทราบ แต่ว่ากันว่าถุงห่อหยางจะดึงดูดผีมาหา ดังนั้นอายุไม่ยืน แน่นอนว่านี่เป็นเรื่องเล่า ท่านฟังหูไว้หู อย่าได้ยึดถือเป็นจริง สมควรใช้ชีวิตอย่างไรก็ใช้อย่างนั้น” ชายชราโบกมือเอ่ย “อีกเดี๋ยวไปนิมนต์พระเชิญนักพรตมาทำพิธีขับไล่สิ่งชั่วร้าย สมควรมีประโยชน์”
นิมนต์พระหรือ ลู่เซิ่งส่ายหน้าในใจ หากเขาไปหาพระสงฆ์ในวัดจำนวนหนึ่งรอบๆ ต่างเป็นแค่พวกตุ้มตุ๋น ไม่มีความสามารถแท้จริงอันใด
ถ้าหากพระสงฆ์พวกนั้นจับผีได้ เช่นนั้นเขาใช้ฝ่ามือเดียวก็ตบภูตผีนับไม่ถ้วนจนตายได้แล้ว
“ไม่ทราบว่าท่านผู้เฒ่ามีวิธีการอย่างอื่นอีกหรือไม่” ลู่เซิ่งขมวดคิ้วถามต่อ เขาอยากรู้ว่าคนธรรมดาในสถานการณ์ที่ไม่มีพลังยุทธ์เหมือนเขา จะหาหนทางใดมาป้องกันตัวเอง
สัปเหร่อผู้นี้หัวเราะเหอะๆ มองลู่เซิ่งอย่างเจ้าเล่ห์อยู่บ้าง
“วิธีหรือ… ไม่ใช่ไม่มี เห็นแก่ที่คุณชายให้เงินข้ามากขนาดนี้ ข้าจะชี้แนะทางสว่างให้แก่ท่าน”
“ทางสว่างอะไร”
สัปเหร่อหัวเราะ เงยหน้าขึ้นดื่มสุราชั้นเลว พ่นกลิ่นสุราเต็มปากออกมา
“เมืองเลียบคีรีมีหนึ่งพรรคสองชุมนุมสามสำนัก ข้ามีหลานคนหนึ่ง เคยเข้าพรรคหนึ่งในนี้ เป็นพรรควาฬแดง น่าเสียดายภายหลังเกิดความขัดแย้งจึงตายไปแล้ว แต่ว่าเส้นทางนี้กลับเหลือไว้”
เขาพูดจบก็มองลู่เซิ่งด้วยใบหน้าคาดหวัง เห็นได้ชัดว่ากำลังรอเขาแสดงท่าที
ลู่เซิ่งมาเมืองเลียบคีรีนานขนาดนี้ เพิ่งได้ยินถึงหนึ่งพรรคสองชุมนุมสามสำนักเป็นครั้งแรก แต่พอได้ยินชื่อพรรควาฬแดงก็ฉุกใจ นี่ไม่ใช่พรรควาฬแดงที่ตวนมู่หว่านเคยพูดถึงหรอกหรือ
ตวนมู่หว่านลี้ลับยากหยั่งคาด ในเมื่อนางบอกว่าวิชาของพรรควาฬแดงแข็งแกร่งที่สุดในละแวกนี้ นั่นก็เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าไม่ผิดพลาด สิ่งที่เขายังขาดในตอนนี้ไม่ใช่วิชาธรรมดา หากต้องเป็นวิชาที่ร้ายกาจมากพอ วิทยายุทธ์วิชากำลังภายในทั่วไปสำหรับเขาในตอนนี้ ไม่มีส่วนช่วยเท่าไหร่แล้ว
มาถึงระดับของเขาในปัจจุบัน มีเพียงหาวิชาที่แข็งแกร่ง ทางที่ดีที่สุดสามารถแทนที่วิชาทมิฬพิฆาตได้ เมื่อเป็นแบบนี้ ไม่ต้องใช้ปราณหยิน ก็ยกระดับขอบเขต เพิ่มขีดความสามารถอย่างต่อเนื่องได้โดยตรง
ถึงอย่างไรวิชาทมิฬพิฆาตมีแค่ไม่กี่ระดับ ของอย่างปราณหยินก็… ดูเหมือนว่าดูดซับมากไปก็มีผลข้างเคียง
“แต่ท่านผู้เฒ่า ข้ามาเมืองเลียบคีรีนานขนาดนี้ เหตุใดไม่เคยได้ยินชื่อพรรควาฬแดง ท่านไม่ใช่กำลังข่มขู่ข้ากระมัง” ลู่เซิ่งถามกลับ
สัปเหร่อยิ้มเจ้าเล่ห์
“พวกเขาต่างเป็นกลุ่มลับ กลุ่มลับคืออะไรหรือ คือที่ที่คนธรรมดาไม่เห็น เรียกว่าที่ลับ โรงพนัน หอคณิกา ตลาดมืด ตลาดผี ถนนทุกสาย อาณาเขตทุกอาณาเขตในเมืองเลียบคีรีแห่งนี้ ต่างมีเงาของพวกเขา คุณชายท่านเพียงมองก็รู้ว่าไม่ใช่คนขาดเงินทอง ยามปกติอาจไม่เคยสังเกต แต่คนทั่วไปแตกต่างแล้ว โจร การปล้นชิง การปล่อยกู้ การเก็บค่าคุ้มครอง คดีร้ายแรง การหลอกลวง เรื่องชั่วๆ ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับพวกเขา”
ลู่เซิ่งพอฟังก็กระจ่าง พรรควาฬแดงนี้ความจริงคือกลุ่มลับพรรคลับ เพียงแต่ลึกลับไปบ้างเท่านั้น
เขาครุ่นคิด ล้วงเศษเงินหนึ่งตำลึงมาให้ตาเฒ่า นับเป็นของขวัญขอบคุณ
“คุณชายท่านนี้คุยรู้เรื่อง!” ชายชราพลันยิ้มหน้าบาน “ในพรรควาฬแดงนี้มีคนแกร่งไม่น้อย ว่ากันว่ายังเป็นบุคคลยิ่งใหญ่ที่ช่วยทางการดูแล รักษาความปลอดภัยของเมืองเลียบคีรี คิดว่าด้านในจะต้องมีคนและมีวิธีการที่ช่วยจัดการคุณสมบัติในร่างของคุณชายได้”
ลู่เซิ่งไม่สนใจเรื่องเหล่านี้ สิ่งที่เขานึกถึงคือวิชาที่แกร่งกว่า ถ้าปะปนเข้าพรรควาฬแดงได้ อาจจะได้วิชาที่ร้ายกาจกว่าวิชาทมิฬพิฆาตมา
………………………………………….
บทที่ 53
ลู่เซิ่งทราบคร่าวๆ ถึงฐานที่มั่น ลักษณะพิเศษ และโครงสร้างของสมาชิกพรรควาฬแดงแล้วก็ออกมาจากสุสาน
วันที่สอง เขาออกมาเดินเล่นแต่เช้าตรู่ คิดสืบหาที่อยู่ของพรรควาฬแดง
ตอนที่ผ่านถนนที่คึกคักสายหนึ่ง ร้านใหญ่ร้านหนึ่งในเมืองกำลังจัดกิจกรรมพิเศษ กิจกรรมพิเศษของที่นี่ไม่ใช่การลดราคา แต่เป็นการให้ของขวัญสมนาคุณ
พวกเด็กๆ กลุ่มใหญ่ออกันอยู่ที่ประตูร้าน ที่นั่นจัดสร้างเวทีไม้ไว้ ด้านบนมีคนกล่าวเสียงดัง ดึงดูดคนเดินถนนจำนวนไม่น้อยมาชมดู
ลู่เซิ่งเดิมเหลือบมองแวบหนึ่ง คิดรีบจากไป
แต่ตอนผ่านเวที สังเกตเห็นว่าในกลุ่มคนบนถนน ที่มามุงดูมีคนหน้าเหลืองผอมแห้งเสื้อผ้าซอมซ่อไม่น้อย
‘เมืองเลียบคีรีที่แล้วมา คนใช้ชีวิตไม่เลว ก่อนหน้านี้ไม่เคยเห็นคนลี้ภัยมากขนาดนี้เดินบนถนน เหตุใดครู่เดียวก็โผล่มามากขนาดนี้’
ลู่เซิ่งไม่สนใจพ่อค้าวานิชที่กำลังพูดเสียงดังบนเวทีไม้ แต่พิจารณาคนที่เหมือนผู้ลี้ภัยเหล่านี้
พวกเขาใบหน้าอมทุกข์ ในดวงตาแต่ละดวงไม่มีความหวัง เพียงยืนอยู่ข้างเวทีไม้ หวังว่าร้านค้าสามารถให้ของที่พอประทังหิวได้
ลู่เซิ่งเดินไปด้านหน้าได้อีกระยะหนึ่ง ก็ได้ยินว่าฝั่งขวาทางด้านหน้ามีคนกลุ่มหนึ่งชุมนุมอยู่ กระซิบกระซาบวิพากษ์วิจารณ์ตลอดเวลา
เขาเดินเข้าไป เบียดกลุ่มคนมองดู
สามีภรรยาที่อดอยากจนหนังหุ้มกระดูกคู่หนึ่ง เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง กำลังกอดเด็กสาวอายุสามสี่ขวบคนหนึ่งหมอบอยู่บนพื้น บนคอแขวนเปลือกไม้ใช้ถ่านขีดเขียนรูปภาพโย้เย้ เป็นรูปง่ายๆ คล้ายกับรูปเงินพวงหนึ่ง
“ทุกท่านได้โปรดเมตตา บุตรีข้าปีนี้เพิ่งสามขวบ ว่านอนสอนง่าย หน้าตาสมบูรณ์ ขอให้ท่านผู้ใจบุญได้โปรดสงสาร… ขออาหารกิน…” สตรีที่หมอบอยู่บนพื้นกล่าวเสียงเศร้า
เด็กหญิงที่ยืนอยู่ด้านข้างของนางทำหน้างุนงง ท่าทางไม่ทราบอะไรเลย
ลู่เซิ่งขมวดคิ้วเบียดฝูงชนเดินไปด้านหน้าอีกระยะหนึ่ง ถึงกับเห็นมีคนขายบุตรขายธิดา ล้วนเป็นเด็กที่อายุน้อยยิ่ง
‘เมืองนี้มีผู้ลี้ภัยมากมายขนาดนี้มาจากที่ไหน’ ลู่เซิ่งอดพึมพำไม่ได้
ระหว่างทางที่เดินเล่นเขาเห็นคนขายบุตรขายธิดาไม่ต่ำกว่าห้าแห่ง นี่ทำให้จิตใจของเขาเคร่งขรึมเล็กน้อย เกิดความสงสัยกว่าเดิม
อย่างไรก่อนที่เขาจะมาโลกใบนี้ ก็ไม่เคยเห็นเรื่องเลวร้ายแบบนี้มาก่อน ให้ครอบครัวหนึ่งถึงขั้นขายบุตรขายธิดาได้ นี่จำเป็นต้องตกยากถึงขั้นไหนจึงไม่อาจไม่เลือกได้เช่นนี้
รอจนได้เวลา ลู่เซิ่งกลับมาถึงหน้าอาคารที่ตัวเองพักอยู่ หน้าประตูเหลาสุราถึงกับมีสตรีเยาว์วัยคนหนึ่งคุกเข่าขายตัวอยู่บนพื้น พูดติดสำเนียงต่างถิ่น ขณะคุยก็ได้ยินไม่ชัด
ลู่เซิ่งมองดู เห็นเสี่ยวเอ้อร์ในเหลาสุราชมดูเรื่องคึกครื้นอยู่ จึงเดินเข้าไปใกล้สองสามก้าวถามประโยคหนึ่ง
“เหตุใดช่วงนี้ เมืองนี้ถึงมีผู้ลี้ภัยเข้ามามากนัก ด้านนอกเกิดภัยอะไร”
เสี่ยวเอ้อร์ผู้นั้นพอเห็นลู่เซิ่ง ก็ทราบว่าคนผู้นี้เป็นแขกผู้มีเกียรติบนเหลาสุราของตัวเอง รีบพยักหน้าค้อมเอวตอบว่า
“เรียนคุณชาย นี่ไม่ใช่เพราะว่าแคว้นเมฆา เกิดภัยแล้งหรอกหรือ ไม่ทราบคนจำนวนเท่าไหร่ไม่มีกิน ร่อนเร่ไปทั่ว จำนวนคนที่อดตายก็มีถึงหนึ่งในสิบส่วนของประชากรเมืองเลียบคีรี บนถนนหนทางต่างเลวร้ายนัก…” เสี่ยวเอ้อร์ส่ายหน้าถอนใจ “ตอนแรกฟังว่าเมืองพวกเรายังไม่ให้ผู้ลี้ภัยเหล่านี้เข้ามา ภายหลังเห็นว่าเลวร้ายเกินไปจริงๆ นายผู้เฒ่าในที่ว่าการทนไม่ไหว สั่งเปิดทางให้ผู้ลี้ภัยจำนวนน้อยนิดเข้าเมืองมา ความจริงเมืองของพวกเรายังดี ระหว่างทางไปจงหยวน มีคูเมืองไม่น้อยคับคั่งไปด้วยผู้ลี้ภัย จนราคาข้าวของแพงขึ้นสูงลิ่ว”
“แคว้นเมฆาหรือ…” ลู่เซิ่งรู้จักที่แห่งนี้ อยู่ทางตะวันตกของจงหยวน เป็นคำเรียกรวมๆ ของอาณาเขตหนึ่ง คิดไม่ถึงว่าภัยร้ายของสถานที่แห่งนั้นจะหนักหนาขนาดนี้ คนทั่วไปคิดจะมาถึงที่นี่จากที่ที่ไกลขนาดนั้น ระหว่างทางไม่ทราบบาดเจ็บล้มตายกี่คน
“ใช่แล้ว… ฟังว่า…” เสี่ยวเอ้อร์มองซ้ายมองขวา ลดเสียงลง “ฟังว่าทางแคว้นเมฆาประสบภัยมารปีศาจด้วย ท่านคิดดูอากาศแบบนี้ ลูกเห็บตกเป็นสิบวัน ยังมีภัยแล้งต่ออีกหลายเดือน มีที่ไหน”
“ลูกเห็บตกสิบวันหรือ ภัยแล้งหลายเดือนหรือ” ลู่เซิ่งถามอย่างสงสัย
“ว่ากันว่าลูกเห็บนั้นขนาดเท่าไข่ไก่ จากนั้นก็เป็นภัยแล้งแปดเก้าเดือน ฝนไม่ตกสักหยดเดียว… จุ๊ๆ เลวร้ายเหลือเกิน ได้ยินว่ามีเรื่องคนกินคนเกิดขึ้นแล้ว” เสี่ยวเอ้อร์เป็นพวกชอบซุบซิบ พอเปิดปากก็อดพูดทุกสิ่งที่ตัวเองรู้ออกมาไม่ได้
“ลูกเห็บเท่าไข่ไก่ ภัยแล้งแปดเก้าเดือน…” ลู่เซิ่งตกใจเช่นกัน พึงทราบว่าตามที่เขารู้ ฝนไม่ตกติดต่อกันสามเดือนก็นับเป็นภัยแล้งแล้ว ภัยแล้งแปดเก้าเดือน ไม่น่าแคว้นเมฆาถึงพินาศสิ้น ธัญพืชคงตายหมด แม้แต่น้ำก็ไม่แน่ว่าจะมีให้ดื่ม
“ได้ยินคนเล่าว่า ทุกๆ ครั้งที่ฝนจะตก แม้แต่เมฆดำก็ยังมี ทว่าก็มีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นทันที เหมือนกับปรากฏปรากฏการณ์เช่นวังวนเมฆ เสียงสายฟ้า จากนั้นเมฆดำที่เพิ่งโผล่มาก็หายไป” เสี่ยวเอ้อร์กล่าวเบาๆ
หลังได้ยินข่าว ลู่เซิ่งก็เข้าบ้าน ตกใจอยู่บ้าง
ลูกเห็บตกก่อนสิบวัน จากนั้นก็เป็นภัยแล้ง อากาศที่ไม่สอดรับกับหลักเหตุผลเช่นนี้ ไม่สอดคล้องกับกฎธรรมชาติโดยสิ้นเชิง
เขามาถึงโลกนี้นานถึงเพียงนี้ เข้าใจคร่าวๆ แล้วว่าที่นี่มีความแตกต่างจากจีนยุคโบราณไม่มากนัก นอกจากดินฟ้าอากาศกระแสนิยมมีความแตกต่างอยู่บ้าง กฎธรรมชาติเหมือนกันไม่มีผิด
ยกเว้นมีเพียงปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติเช่นภูตผีปีศาจนี้
‘อากาศที่ไม่สอดคล้องกับกฎธรรมชาติโดยสิ้นเชิงนี้จะต้องมีแรงภายนอกกระตุ้น’ ลู่เซิ่งคาดเดาในใจ ความรู้สึกบอกเขาว่าภัยแล้งนี้สิบส่วนมีแปดเก้าส่วนเกี่ยวข้องกับภูตผีปีศาจ
พอกลับถึงบ้าน เสี่ยวเฉี่ยวที่กำลังเย็บอะไรบางอย่าง เห็นลู่เซิ่งเข้าประตูมาก็รีบลุกขึ้น
“คุณชายท่านกลับมาแล้วหรือ อยากอาบน้ำไหม เสี่ยวเฉี่ยวจะไปต้มให้”
“ไม่ต้อง ในบ้านมีเงินมากเท่าไหร่” ลู่เซิ่งถามประโยคหนึ่ง
“ประมาณยี่สิบเอ็ดตำลึง” เสี่ยวเฉี่ยวตอบจำนวนที่จนปัญญาอย่างรวดเร็ว
ลู่เซิ่งหมดคำพูดแล้ว เขาถึงขั้นอยากขอยืมเงินจากซ่งเจิ้นกั๋วกับเฉินเจียวหรง หรือไม่ก็ขายกิเลนหยกขาวที่เฉินเจียวหรงให้ทิ้งไป นั่นอาจเป็นของที่มีมูลค่าหมื่นตำลึงทอง ล้ำค่าถึงขีดสุด ยังมีปิ่นหยกม่วงอันนั้นอีก ปราณหยินแม้ถูกดูดจนหมดแล้ว แต่ว่าวัสดุของมันเป็นหยกม่วง ราคาแพงถึงขีดสุดเช่นกัน
‘เหล่านี้ล้วนเป็นเพียงแผนชั่วคราว ยังทำตามแผนการก่อนหน้าของเรา ไม่แน่ว่าจะสร้างรากฐานตระกูลลู่ในเมืองเลียบคีรีแห่งนี้ได้’ ลู่เซิ่งคำนวณในใจ เริ่มกินทานอาหารที่เสี่ยวเฉี่ยวยกมา
อาหารล้วนซื้อมาจากเหลาสุราด้านข้าง รสชาติไม่เลว เสี่ยวเฉี่ยวยืนเติมสุราให้ลู่เซิ่งอยู่ด้านข้าง พูดคุยกับเขาสองสามประโยคตลอดเวลา
“อีกนานเท่าไหร่ถึงจะประกาศผลสอบ” ลู่เซิ่งถาม
“ประมาณอีกหนึ่งเดือนให้หลัง ถึงตอนนั้นสถานศึกษาจะมีการแจ้งมา เสี่ยวเฉี่ยวจะไปดูให้เอง” เสี่ยวเฉี่ยวรีบตอบ
“เจ้าอย่าลืมก็พอ ช่วงนี้ข้าต้องไปจัดการธุระ เจ้าอยู่บ้านคนเดียวจงระวังตัว ผู้ลี้ภัยเข้าเมืองมา ยากจะหลีกเลี่ยงคนประสงค์ร้าย”
“เฉี่ยวเอ๋อร์ทราบแล้ว” เสี่ยวเฉี่ยวตอบอย่างเชื่อฟัง
ลู่เซิ่งกินอาหารเสร็จแล้วก็ออกไปด้านนอก สถานที่ของพรรควาฬแดงหลายแห่งเขาต่างสืบจนกระจ่างแล้ว
ยามเที่ยงแล้ว ต้องหาวิธีเข้าร่วมพรรควาฬแดง
ลู่เซิ่งนั่งบนรถม้าเอ้อระเหยไปตลอดทาง จนไปถึงหน้าประตูบ่อนพนันแห่งหนึ่งอย่างเชื่องช้า
บ่อนพนันตราทองคำ
ชื่อของบ่อนแห่งนี้หยาบทื่อยิ่ง แต่ก็เหมาะมากเช่นกัน ประตูใหญ่ของบ่อนเหมือนตราประทับสีทอง เป็นสี่เหลี่ยมสะดุดตายิ่ง
ลู่เซิ่งลงจากรถหยิบพัดพับไหมสีทองที่ดูเข้าทีคันหนึ่ง กางพัดดังพรึ่บ ค่อยๆ เบียดฝูงชนที่เดินเข้าออก เข้าไปบ่อนพนัน
พอเข้าไปในบ่อน เสียงโหวกเหวก เสียงพนันเงินพลันพุ่งปะทะหน้า โต๊ะพนันน้อยใหญ่ตั้งอยู่ในโถงใหญ่ นักพนันหลายกลุ่มล้อมรอบโต๊ะทุกโต๊ะ นัยน์ตาแดงก่ำ ต่างคนต่างตะโกนเสียงดัง คล้ายกับว่าหากเสียงดังพอก็จะชนะพนันได้
ลู่เซิ่งไม่สนใจพนัน กวาดตามองรอบหนึ่ง เห็นบุรุษวัยกลางคนหน้าแดงที่ยืนอยู่ด้านในสุดของบ่อนตราทองคำทันที
บุรุษผู้นี้ยืนมองฉากที่คึกครื้นไม่ธรรมดาอยู่ข้างโต๊ะพนันตัวหนึ่งด้านในสุด ใบหน้าไร้อารมณ์ แต่งตัวเหมือนกับผู้คุมบ่อนที่อยู่รอบๆ
แต่ลู่เซิ่งรู้ว่าคนผู้นี้ความจริงคือจ้าวเซินหน้าแดงรองหัวหน้าบ่อนพนันตราทองคำ และเป็นผู้ดูแลของบ่อนนี้ในยามปกติ ถ้าคิดเข้าร่วมพรรควาฬแดง มาหาเขาง่ายที่สุด
เขาค่อยๆ ตรงดิ่งไปที่จ้าวเซินหน้าแดง
อีกฝ่ายสังเกตเห็นการเข้ามาใกล้ของเขาอย่างรวดเร็ว มองมาอย่างประหลาดใจ
“พี่ชายท่านนี้ไม่ไปหาความสุข มาทำอะไรที่มุมนี้” จ้าวเซินถาม เขาแม้ว่าจะอยู่ใกล้โต๊ะพนัน แต่ว่าที่นี่ไม่เปิดพนัน เพียงใช้เป็นโต๊ะธรรมดา
“ข้าเป็นนักศึกษาของสถานศึกษาเขาบูรพา คิดเข้าร่วมพรรควาฬแดง ไม่ทราบท่านจะแนะนำได้หรือไม่” ลู่เซิ่งประกาศจุดประสงค์ด้วยรอยยิ้ม
“นักศึกษาสถานศึกษาเขาบูรพาหรือ” จ้าวเซินงุนงง
เขาอยู่ในพรรคมาหลายปี เพิ่งเห็นว่ามีนักศึกษาจากสถานศึกษาขอเข้าร่วมพรรควาฬแดงเป็นครั้งแรก
ถึงพรรควาฬแดงที่เขาอยู่จะเป็นพรรคใหญ่อันดับหนึ่ง แต่ว่านักศึกษาในสถานศึกษาที่แล้วมาหลงตัวเองว่าสูงส่ง นอกจากจะเข้าร่วมพรรคเพราะมีความเกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจในระดับสูงส่วนหนึ่ง หรือใช้ประโยชน์จากเรื่องราวความสัมพันธ์พิเศษส่วนหนึ่งกดดันต้องให้เข้าร่วมพรรค ปกติไม่เห็นนักศึกษาที่คิดเข้าพรรคด้วยตัวเองจริงๆ
ถึงอย่างไรค่ายพรรคค่ายหนึ่งก็มิอาจผูกมัดปณิธานของนักศึกษาเหล่านี้ได้ พวกเขาอยากเป็นขุนนาง
หลังจากงุนงง จ้าวเซินก็พินิจมองลู่เซิ่งขึ้นๆ ลงๆ
“เจ้าบอกว่าตัวเองเป็นนักศึกษาจากสถานศึกษา มีหลักฐานหรือไม่”
ลู่เซิ่งยิ้มพลางหยิบป้ายชื่อของสถานศึกษาออกมา ด้านบนมีแซ่ของตัวเองกับชื่อสัญลักษณ์ของสถานศึกษา
มีอักษรคำว่าบูรพาตัวใหญ่ ด้านล่างเป็นอักษรคำว่าลู่ที่ตัวเล็กยิ่ง ป้ายชื่อสร้างจากทองเหลือง มีน้ำหนักอยู่บ้าง ทั้งมีลวดลายวิจิตรปกคลุม ยากปลอมแปลง
พอเห็นป้ายชื่อจ้าวเซินก็เชื่อ ป้ายชื่อนี้คนธรรมดาไม่อาจทำขึ้น ต่อให้คิดปลอมแปลงก็ยากยิ่ง ช่างฝีมือทั้งหมดในเมืองต่างไม่รับงานลับ ช่างฝีมือในตระกูลอื่นๆ ถ้าสร้างสิ่งนี้เป็นการส่วนตัวถือเป็นโทษหนัก ตัดสินบั่นศีรษะก็มีความเป็นไปได้
“เหตุใดเหตุใดเจ้าจึงคิดเข้าร่วมกับพวกเรา” จ้าวเซินถามอีก ปกติแล้วคนที่คิดเข้าร่วมพรรคส่วนใหญ่เป็นคนทุกข์ยากในระดับชั้นต่ำของสังคม บ้างเป็นพ่อค้า บ้างเป็นช่างฝีมือมีทักษะ อย่างคุณชายนักศึกษาจากสถานศึกษาที่พอมองก็รู้ว่ามีพื้นฐานครอบครัวตรงหน้าผู้นี้ ไม่มีความจำเป็นต้องเข้าร่วมค่ายพรรคจริงๆ
“ได้ยินว่าพรรควาฬแดงเป็นพรรคใหญ่อันดับหนึ่งแห่งแดนเหนือ มียอดฝีมือในพรรคคับคั่ง วิชาเหี้ยมหาญ ข้าคิดจะฝึกฝนวิชาที่ดีที่สุด ดังนั้นจึงหวังเข้าร่วม” ลู่เซิ่งบอกเป้าหมายของตัวเองตรงๆ คร้านจะทำลับล่อ จริงจังเล็กน้อย
“วิทยายุทธนี่เอง…” ครั้งนี้จ้าวเซินกระจ่างแล้ว วิทยายุทธของพรรควาฬแดงแข็งแกร่งที่สุดในแดนเหนือจริงๆ ชุมนุมใดพรรคใดต่างไม่อาจเปรียบเทียบได้
“เอาล่ะ เชิญไปลงทะเบียนชื่อ อายุ ความถนัด” เขาชี้ไปที่ประตูเล็กบานหนึ่งทางด้านขวาให้ลู่เซิ่ง
“ขอเตือนก่อนสักประโยค ศิษย์ในพรรคเราคิดฝึกวรยุทธ์ ต่างฝึกได้จากศาลาประกาศยุทธ จะเข้าศาลาประกาศยุทธได้จำเป็นต้องประเมินระดับความสามารถของเจ้ากับระดับความร่วมมือที่ทำในพรรค”
………………………………………….
บทที่ 54
“ข้อนี้เข้าใจได้ ใต้หล้านี้ไม่มีอาหารกลางวันกินเปล่า” ลู่เซิ่งพยักหน้า เขาเข้าพรรควาฬแดงตามขั้นตอนถูกต้อง คิดจะสร้างรากฐานไว้ที่เมืองเลียบคีรีให้แก่ครอบครัว ขณะเดียวกันยังหาเงินพร้อมกับสร้างร่มกำบังและเส้นสายได้ แน่นอนว่าเป้าหมายสุดท้ายคือหาวิชากำลังภายในที่มีพลังทำลายล้างแข็งแกร่งกว่าวิชาโลหิตพิฆาตสำหรับต่อสู้จริงๆ
จ้าวเซินแนะนำกฎของพรรควาฬแดงคร่าวๆ
ง่ายดายยิ่ง มีแค่สามข้อ ห้ามทรยศพรรค ไม่แพร่งพรายความลับในพรรค เชื่อฟังกฎ
“แค่ทำตามสามข้อนี้ได้ และไม่ถูกพรรคคัดทิ้ง เช่นนั้นเจ้าจะได้เงินที่แน่นอนในแต่ละเดือน ร้านส่วนใหญ่ในเมืองได้ลดราคาเมื่อซื้อของ รวมถึงตอนประสบปัญหา พรรคจะเป็นผู้สนับสนุนที่ดีที่สุดของเจ้า” จ้าวเซินเอ่ยด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“สองสามวันก่อนหน้าใต้เท้าเฉินผู้จัดการภารกิจภายนอกพรรคเพิ่งคุยกับใต้เท้าเจียงรองผู้บัญชาการทหารของเมืองเกี่ยวกับที่อยู่ของผู้อพยพจากเมืองเก้าประสาน นี่เป็นแค่ใต้เท้าผู้จัดการภารกิจภายนอกคนเดียว ก็มีอำนาจสนทนาระดับสูงในเมืองแล้ว ยังมีผู้อาวุโสไม่น้อยที่ระดับเทียบเท่าเขา รวมถึงยังมีรองประมุขพรรค และประมุขพรรคที่อยู่ด้านบน”
เขาเปิดเผยขุมกำลังของพรรควาฬแดงแก่ลู่เซิ่งส่วนหนึ่งอย่างเป็นมิตร ถึงอย่างไรลู่เซิ่งก็แต่งตัวหรูหรา บวกกับบุคลิกไม่ธรรมดา ทั้งเป็นนักศึกษา เป็นไปได้ว่าจะมีประโยชน์สำคัญ สร้างความสัมพันธ์ไว้ก่อนนับว่าผูกมิตร
ลู่เซิ่งกระจ่างแจ้งแล้ว ในสมัยนี้คนที่อ่านรู้หนังสือเช่นเขา ในพรรคต่างเป็นพวกปัญญาชน เป็นอัจฉริยะด้านการบริหาร ต่อให้เขาไม่เป็นวิทยายุทธ์ เข้าพรรคแล้วก็มีกินมีใช้ ผ่อนคลายสบายใจ ดังนั้นท่าทีของอีกฝ่ายจึงเข้าใจได้
เข้าไปลงทะเบียนในห้องเล็กด้านข้าง ไม่ถามประวัติอาชญากรรม ไม่ถามฐานะครอบครัว ดูเพียงชื่อแซ่ อายุ ความถนัด อย่างอื่นล้วนไม่ต้องการ ลู่เซิ่งกลายเป็นพลพรรคหางแถวของพรรควาฬแดงแล้ว
หลังจากพลพรรคพรรควาฬแดงเข้าร่วมจำเป็นต้องสร้างประโยชน์ให้แก่พรรค เพื่อรับบันทึกผลงาน เช่นเรื่องประเภทการลาดตระเวน การเก็บค่าคุ้มครอง จับโจร ให้ความร่วมมือจวนขุนนางตรวจสอบพวกพ่อค้าที่ค้ามนุษย์ ต่างนับเข้าไปในใบบันทึกผลงานได้ ยังมีหน่วยงานที่อยู่ภาบใต้ผู้จัดการภารกิจภายในที่คอยประเมินตรวจสอบ และมอบคะแนนให้กับผลงานที่สอดคล้องกันโดยเฉพาะ
หลังเข้าใจระบบของพรรควาฬแดงแล้ว ลู่เซิ่งประหลาดใจอยู่บ้าง พรรคนี้ถึงกับดูแลได้ละเอียดเคร่งครัดถึงขีดสุด นอกจากนี้ดูจากภารกิจเหล่านี้ไม่นับว่าเป็นพรรคลับ กล่าวให้ถูกต้อง สมควรนับเป็นองค์กรสีเทาในหมู่ชาวบ้านที่มีความสัมพันธ์อันดีกับจวนขุนนางในที่ว่าการที่สุด
ลงทะเบียนเสร็จแล้ว จ้าวเซินคล้ายต้องการกระชับความสัมพันธ์กับลู่เซิ่ง ยิ้มแย้มพร้อมพาเขาออกทางประตูหลังของบ่อนพนัน พาเขาเข้าไปในลานเล็กหลังกำแพงขาวแห่งหนึ่ง
“ที่นี่มีนายท่านผู้เฒ่าเซี่ยวที่คุมบ่อนแห่งนี้ เขาเป็นคนพิจารณาคนที่เข้าพรรค ประเมินระดับพลังโดยเฉพาะ ขอแค่ผ่านด่านนี้ เจ้าก็จะได้งานสำคัญตามการแบ่งระดับพลัง”
ลู่เซิ่งยิ้มพลางพยักหน้า
“ต้องการเห็นความสามารถของยอดฝีมือในพรรคอยู่พอดี”
“พี่ลู่เคยฝึกความสามารถอันใดหรือ” จ้าวเซินทางหนึ่งเดินทางหนึ่งถาม
“เคยฝึกฝนความสามารถที่บ้าน มีอาจารย์วรยุทธ์ถ่ายทอดให้ส่วนหนึ่ง แต่ล้วนไม่แข็งแกร่ง” ลู่เซิ่งส่ายหน้ากล่าวด้วยรอยยิ้ม
“กระบี่วายุอัสนีของนายท่านผู้เฒ่าเซี่ยว สามารถจัดอยู่สามสิบหกอันดับแรกในพรรค พรรวาฬแดงของเรามีคนมากกว่าหมื่น สามารถจัดอยู่ในสามสิบหกอันดับแรก ท่ามกลางยอดฝีมือมากมายขนาดนี้ได้ ต้องมีความสามารถพิเศษไม่ธรรมดาแล้ว อีกเดี๋ยวพี่ลู่จะได้เห็น!” จ้าวเซินเปิดประตูลาน พยายามคุยโว
เพิ่งผลักประตูเข้าไป ก็ได้ยินเสียงคนชราส่งเสียงมาจากด้านใน
“ไม่ใช่เพิ่งทดสอบเสร็จไปกลุ่มหนึ่งแล้วหรือ เหตุใดมาอีกแล้ว”
จ้าวเซินยิ้มพลางอธิบาย “พี่ลู่ในครั้งนี้ไม่เหมือนคนอื่น ข้าพามาด้วยตัวเอง รบกวนผู้เฒ่าเซี่ยวช่วยตรวจสอบ”
“ไม่เหมือนคนอื่นหรือ” เสียงชายชราเต็มไปด้วยความคึกคัก แฝงความสงสัย
ลู่เซิ่งเข้าไปในลาน เห็นชายชราใบหน้าแดงเรื่อคนหนึ่งสวมอาภรณ์สีเทา ผมที่หงอกขาวยาวประบ่า ยืนประคองถ้วยน้ำชาอยู่ใต้ต้นท้อภายในลาน กำลังมองมาที่ตนเอง
“คำนับท่านผู้เฒ่าเซี่ยว ไม่ทราบการทดสอบจะเริ่มอย่างไร” ลู่เซิ่งประสานมือกล่าว
“ง่ายดายยิ่ง น้องชายท่านนี้แสดงความสามารถที่ถนัดออกมาต่อหน้าข้ารอบหนึ่งก็พอ” เฒ่าเซี่ยวมองออกว่าลู่เซิ่งมีบุคลิกไม่ธรรมดา จึงกล่าวอย่างเกรงอกเกรงใจ
“สิ่งที่ข้าถนัดคือวิชาฝ่ามือ…” ลู่เซิ่งครุ่นคิด ยื่นสองฝ่ามือออกไป “ข้าเข้าร่วมพรรควาฬแดง เพื่อจะได้เห็นยอดฝีมือในพรรค ร่ำเรียนวิทยายุทธที่แข็งแกร่งกว่า หวังว่าท่านผู้เฒ่าเซี่ยวจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง…”
แม้วาจานี้จะกล่าวด้วยรอยยิ้ม แต่พริบตาเดียวบรรยากาศเป็นมิตรก่อนหน้าก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว
ความหนาวเหน็บจางๆ สายหนึ่งเริ่มกระจายในลาน
เฒ่าเซี่ยวใบหน้าเคร่งขรึม รู้สึกไม่ถูกต้องเล็กน้อย คำพูดนี้โอหังไปบ้าง
เขาค่อยมองท่วงท่าในตอนนี้ของลู่เซิ่ง ร่างเก็บแรง กักเก็บสั่งสมพลัง ทั่วร่างมั่นคงเหมือนกับลูกหนังใหญ่ที่หมุนเป็นปกติ
เขาพลันแสดงสีหน้าตกใจ
“ยอดฝีมือพลังปลอดโปร่งหรือ?!”
“พลังปลอดโปร่งหรือ” จ้าวเซินที่อยู่ด้านข้างงงงันแล้ว “คุณชายท่านนี้เพิ่งอายุเท่าใด ถึงกับเป็นยอดฝีมือระดับพลังปลอดโปร่ง”
ต่อให้เป็นพรรคอันดับหนึ่งเช่นพรรควาฬแดง ยอดฝีมือระดับพลังปลอดโปร่งก็มีไม่มาก ในคนมากกว่าหมื่นมีสักร้อยคนก็นับว่ายอดเยี่ยมแล้ว
ยอดฝีมือเช่นนี้ปกติเป็นกำลังรบสำคัญในเมืองเล็กๆ ส่วนหนึ่งได้ ในหน่วยหลักอย่างเมืองเลียบคีรีก็สามารถเป็นหัวกะทิในหัวกะทิ
ลู่เซิ่งยิ้มๆ
ผลักฝ่ามือขวาไปด้านหน้าเบาๆ
ฟู่ว…
ทั่วลานถึงกับเกิดกลิ่นสาบสายหนึ่ง เหมือนมีสัตว์ร้ายพุ่งผ่าน อันตรายถึงขีดสุด
จ้าวเซินกับเฒ่าเซี่ยวขนลุกชูชันขึ้นมา ตกตะลึงกว่าเดิม
“นี่เป็นขอบเขตสำนึกปลอดโปร่ง!” ถ้วยชาในมือเฒ่าเซี่ยวตกลงพื้นดังแก๊ง อ้าปากตาค้างขณะมองลู่เซิ่ง
“เจ้า เจ้า เจ้า… เจ้าเพิ่งอายุเท่าใด?! ถึงกับ…”
เขาอึกอัก พูดไม่ออกชั่วขณะ สีหน้าแดงระเรื่อขึ้น ยืนกระทืบเท้าอย่างตื่นเต้น
จ้าวเซินได้สติ เข้าไปตบป่าเฒ่าเซี่ยว ครู่หนึ่งจึงค่อยๆผ่อนคลาย
“ไม่ทราบว่าฝ่ามือนี้ของผู้แซ่ลู่เป็นระดับใดในพรรค” ลู่เซิ่งถามด้วยรอยยิ้ม
พลังในความเป็นจริงของเขาย่อมเหนือกว่าระดับสำนึกปลอดโปร่ง เป็นผนึกจิตที่อยู่บนสำนึกปลอดโปร่ง และเป็นระดับของผู้มีชื่อเสียง เขาย่อมมั่นใจว่าไม่อ่อนแอกว่าผู้ใด
แต่อยู่ที่นี่เขาไม่ต้องการเปิดเผยมากเกินไป ระดับสำนึกปลอดโปร่งมากพอจะทำให้ตัวเองได้รับความสำคัญแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นเก่งกาจเกินไปก็ไม่ส่งผลดีต่อการซ่อนไม้ตาย
กระนั้นต่อให้เป็นเช่นนี้ เฒ่าเซี่ยวครู่เดียวเหมือนกับแก่ลงไม่น้อย สีหน้าอิดโรย มีความอิจฉาแปลกประหลาดบางอย่างขณะมองลู่เซิ่ง
“ผู้แซ่เซี่ยว… ลำบากฝึกฝนสามสิบปีจึงเข้าสู่พลังปลอดโปร่ง… ลำบากฝึกฝนสี่สิบปีค่อยถึงจุดสูงสุดของพลังปลอดโปร่ง… คิดไม่ถึง…” เขาพูดจบก็อดถอนใจไม่ได้
“ข้าจะแจ้งหน่วยหลักทันที เกี่ยวกับตำแหน่งของน้องลู่ข้าไม่มีอำนาจตัดสินใจ”
เขาเข้าไปในห้องอย่างรวดเร็ว ไม่ทันไรก็เห็นนกพิราบสีดำตัวหนึ่งพุ่งไปยังที่ห่างไกล
จ้าวเซินยามนี้มองไปที่ลู่เซิ่งอีกครั้ง ไม่ใช่มองอย่างเป็นมิตรเช่นก่อนหน้านี้อีก ตรงกันข้าม ยังแฝงความยำเกรงด้วยส่วนหนึ่ง
เขาไปย้ายเก้าอี้ในห้องมาให้ลู่เซิ่งนั่ง จากนั้นก็รินชาให้อีกฝ่าย ตนเองยืนอยู่ด้านข้าง
หลังจากเฒ่าเซี่ยวออกมา ขณะที่มองลู่เซิ่ง ยิ่งมองยิ่งอึดอัด
‘ยอดฝีมือสำนึกปลอดโปร่งอายุประมาณยี่สิบปี พรสวรรค์ระดับนี้… เป็น…’ เขารู้สึกว่าหากอยู่กับลู่เซิ่งอีก จะอายุสั้นลงหนึ่งปี
เทียบกับอีกฝ่าย ตาเฒ่าเช่นเขาแม้แต่สำนึกปลอดโปร่งก็ไม่ถึง อยู่อย่างสูญเปล่ามาครึ่งค่อนชีวิตแล้ว
นั่งอยู่สักพัก ยังดีที่จ้าวเซินสนทนาเป็นเพื่อนกับลู่เซิ่ง ตอบคำถามส่วนหนึ่งของชายหนุ่มตลอดเวลา
ไม่ทันไรนอกประตูลานก็มีคนมา คนจำนวนมากมาถึงพร้อมเสียงดังเอะอะ ต่างสวมชุดรัดรูปสีดำของพรรค มีผู้นำสองคน
เป็นชายชราผมขาวโพลนคนหนึ่งแบกกระบี่ยาวไว้ด้านหลัง อีกคนเป็นสตรีวัยกลางคนรูปโฉมงดงาม ร่างกายอวบอิ่ม พกดาบโค้งสองเล่มไว้ที่เอว บนอาภรณ์ของทั้งสองล้วนมีสัญลักษณ์ปลาวาฬสีขาวตัวหนึ่ง
พอเข้าประตูมา ชายชราผู้นั้นก็ตะโกนโหวกเหวก
“ผู้ใด! ผู้ใดเป็นยอดฝีมือสำนึกปลอดโปร่ง?! ข้ากำลังสลึมสลือ พออ่านรายงานก็ตาตื่นแล้ว! สำนึกปลอดโปร่งอายุประมาณยี่สิบ! บัดซบ! นี่ล้อเล่นกันเกินไปแล้ว!”
“ผู้เฒ่าหวังผู้จัดการภารกิจภายใน! ผู้อาวุโสโอวหยาง!?” จ้าวเซินเห็นผู้มา พลันแตกตื่นจนตัวสั่น รีบเข้าไปคำนับ เฒ่าเซี่ยวก็รีบเข้าไปคำนับเหมือนกัน
“ไม่ต้องมากพิธี” ผู้อาวุโสโอวหยางสตรีงามนางนั้นกล่าวอย่างอ่อนโยน สายตาอยู่บนตัวลู่เซิ่งที่ยิ้มอยู่คนเดียวในลาน
“เป็นมังกรในหมู่คนจริงๆ คนผู้นี้คือน้องลู่กระมัง”
ลู่เซิ่งประสานมือเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“ข้าน้อยลู่เซิ่ง สมควรเป็นยอดฝีมือสำนึกปลอดโปร่งที่พวกท่านพูดถึง”
“สำนึกปลอดโปร่งหรือ จริงหรือปลอม!? ข้าขอทดลองหนึ่งหมัด!”
ตูม!
เสียงไม่ทันขาด ชายชราที่อยู่ด้านข้างพลันกระโจนขึ้น ในลานเกิดเสียงร้องแหลมของอินทรี เสียดหูเป็นพิเศษ
“มาได้ประเสริฐ!” ลู่เซิ่งตาเป็นประกาย นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเจอยอดฝีมือเหนือกว่าระดับสำนึกปลอดโปร่ง ถึงกับใช้สำนึกจริงแท้และแก่นแท้วรยุทธ์ได้เหมือนกัน
ลู่เซิ่งใช้ฝ่ามือทำลายใจอย่างฉับพลัน ไม่ได้กระตุ้นปราณ เพียงเข้าปะทะซึ่งหน้าเช่นนี้
โฮก!
ต่อให้ไม่กระตุ้นปราณ สำนึกจริงแท้วิชาดาบพยัคฆ์ดำที่เขาบรรลุหลังระดับสำนึกปลอดโปร่ง ก็ก่อเกิดเสียงเสือคำราม สั่นสะเทือนต้นท้อในลานจนใบไม้ปลิวว่อนราวเกิดพายุฝน
ลู่เซิ่งฝ่ามือเป็นสีแดง หว่างคิ้วปรากฏลวดลายสีแดงเป็นตัวอักษรชวน (川) ร่างดุจเกาทัณฑ์ เข้าปะทะกับชายชรา
ผัวะ! ผัวะผัวะผัวะผัวะผัวะ!
ฝ่ามือแรกของทั้งสองคนพอปะทะกัน ก็ดีดออก ภายหลังใช้ห้าฝ่ามือติดต่อกันดุจสายฟ้าแลบ จากนั้นจึงแยกกันถอยหลัง
“ฮ่าๆๆ! สะใจนัก!” ลู่เซิ่งจิตใจเบิกบานปลอดโปร่ง นอกจากภูตผี นี่เป็นครั้งแรกที่เขาสู้กับคนอื่นอย่างสนุกสนานเช่นนี้ ในสถานการณ์ที่ไม่ใช้ปราณภายใน ออกฝ่ามือสุดกำลัง ถึงกับมีคนรับได้ นี่ทำให้เขาอดคันไม้คันมือไม่ได้ เกิดความรู้สึกว่าผู้มีความสามารถย่อมนิยมชมชอบกัน
“มาอีก!” ลู่เซิ่งยกฝ่ามือขึ้นด้านหน้า กลางฝ่ามือเป็นสีแดงฉาน จะต่อสู้อีก
พรูด!
กลับเห็นชายชราผู้นั้นเงยหน้ากระอักเลือดกองโต ล้มไปด้านหลัง
“…”
ทุกคนที่อยู่รอบๆ ตกตะลึง
“ใต้เท้าหวัง! รีบช่วยคนเร็ว!” จ้าวเซินรู้สึกตัวเป็นคนแรก รีบพุ่งเข้าไปประคองชายชราผู้นั้น
สตรีวัยกลางคนพลันมีสีหน้าเคร่งเครียด รีบเดินเข้าไปพลางล้วงหยิบขวดเล็กๆ ใบหนึ่งจากในแขนเสื้อ เปิดจุกเทยาลูกกลอนสีขาวเหมือนกับถั่วเหลืองเม็ดหนึ่งออกมา ให้ชายชรากินอย่างรวดเร็ว
จากนั้นก็กดนวดจุด ทุยหนาระบายเลือดให้เขา
ผู้คนยุ่งอยู่กับชายชราพักหนึ่ง ลู่เซิ่งยืนดูอยู่ด้านข้าง เฒ่าเซี่ยวคิดจะปลอบเขา แต่ก่อนที่จะช่วยตาเฒ่าหวังได้ พูดอะไรไปก็ไม่มีประโยชน์
เขามองลู่เซิ่งเหมือนมองสัตว์ประหลาด ส่ายหน้าถอนใจ สุดท้ายตบบ่าลู่เซิ่ง ไม่พูดอะไรอีก
ลู่เซิ่งหมดคำพูดเล็กน้อย อารมณ์ที่ตื่นเต้นเพียงครู่เดียวก็สงบลง
เขาพลันเข้าใจคร่าวๆ แล้วว่าพลังของตัวเองในตอนนี้อยู่ที่ระดับไหน
ไม่ใช่คนมีชื่อเสียงดังที่ตนเองทายก่อนหน้า อาจจะแข็งแกร่งกว่านั้น…
………………………………………….
บทที่ 55
ลู่เซิ่งเคยได้ยินมาก่อนว่ามีคนมีชื่อเสียงไม่ใช้กำลังภายใน ก็เกือบฆ่ายอดฝีมือสำนึกปลอดโปร่งได้ในหนึ่งฝ่ามือ พึงทราบว่ายอดฝีมือสำนึกปลอดโปร่งแรงทั่วร่างรวมเป็นหนึ่ง บวกกับสำนึกปลอดโปร่งเสริมแรงแก่การระเบิดและการโคจรของเลือดลม ทวีพลังขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น
สำนึกปลอดโปร่งคนหนึ่งแทบเทียบได้กับจุดสูงสุดของพลังปลอดโปร่งสองคน
ปราณภายในได้แต่เพิ่มความเร็วและพลัง ดังนั้นคนมีชื่อเสียงที่ฝึกกำลังภายในและกำลังภายนอกพร้อมกันเหล่านั้น เทียบกับยอดฝีมือสำนึกปลอดโปร่งแล้ว ต่อให้แข็งแกร่ง ก็แข็งแกร่งกว่าไม่เท่าไร
เฒ่าหวังถูกช่วยชีวิตไว้อย่างยากเย็น กระอักเลือดคั่งอีกรอบ ฟื้นสติอย่างช้าๆ ภายใต้การมุงดูของพลพรรค พยายามดันตัวขึ้นมามองลู่เซิ่ง
“นี่มันฝ่ามือทำลายใจไม่ใช่หรือ!? นี่เป็นฝ่ามือทำลายใจที่ตัวประหลาดที่ไหนสอนเจ้ากัน!? เจ้าบอกข้ามา ข้ารับรองว่าจะไม่ฆ่ามัน!”
ลู่เซิ่งพลันงุนงง
“ฝ่ามือทำลายใจ… หรือว่าเป็นฝ่ามือทำลายใจของเฒ่าหวังที่ถ่ายทอดในตระกูล” ทุกคนพลันตกตะลึงแล้ว
“ข้าเห็นผีเข้าแล้ว!” เฒ่าหวังตะโกน พลิกตัวสลัดหลุดจากการประคองของคนรอบๆ ลุกขึ้นมาแล้ว
“เจ้าเรียนฝ่ามือทำลายใจมาจากไหน มีแต่ช่องโหว่ ใช้แรงก็ผิด ใช้ผิดยังพอทำเนา ถึงกับเล่นงานข้าบาดเจ็บสาหัสในหนึ่งฝ่ามือ! ไม่มีเหตุผลแท้ๆ!”
เขาทั้งโมโหทั้งคับข้อง แต่ว่าสองตาขณะมองลู่เซิ่งกลับยิ่งมายิ่งเป็นประกาย
ลู่เซิ่งหมดคำพูดอยู่บ้าง นี่กับผูกโยงกันได้ ฝ่ามือทำลายใจเป็นเขาเรียนจากหัวหน้ามือปราบจางสวิน คิดไม่ถึงว่าเป็นความสามารถในตระกูลของผู้เฒ่าหวังคนนี้ มองท่าทีคนรอบๆ เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าฝ่ามือทำลายใจนี้จะโด่งดังในมือตาเฒ่าผู้นี้นานแล้ว ไม่เหมือนเรื่องไม่จริง
“เจ้าแข็งแกร่งกว่าข้า! ทั้งยังแกร่งกว่ามากๆ!” ผู้เฒ่าหวังกล่าวขึงขัง ผลักจ้าวเซินที่คิดประคองเขาออกไป
“ข้าสอนเจ้าไม่ได้ แต่พี่ใหญ่ข้าทำได้แน่! พี่ใหญ่เขา… เขาต้องทำได้! พรสวรรค์ของเจ้าบวกกับความสามารถของพี่ใหญ่! อาจหาหนทาง หาความหวังได้!”
ลู่เซิ่งฟังจนประหลาดใจเหลือแสน
คนรอบๆ ก็ไม่เข้าใจว่ามีความหมายอะไร มีเพียงสตรีวัยกลางคนผู้นั้นกลับสองตาเป็นประกาย คล้ายเข้าใจความหมายของเฒ่าหวัง
“น้องชายเจ้าอยากเป็นสมาชิกคนหนึ่งของพรรควาฬแดงหรือไม่” เฒ่าหวังเข้าใกล้ลู่เซิ่งอย่างจริงจัง จู่ๆ ก็ตบหน้าผากตัวเอง
“อ้อจริงด้วย ข้าลืมไป เจ้าเดิมทีก็จะเข้าร่วมพรรคข้าอยู่แล้ว”
“เฒ่าหวัง… ท่านไปพักผ่อนก่อน ที่นี่ให้ข้าจัดการเถอะ” สาวงามกล่าวเสียงเบา
“ก็ได้ เช่นนั้นหนิงจื่อ น้องชายผู้นี้มอบให้เจ้าแล้ว” เฒ่าหวังรู้สึกว่าปล่อยอาการบาดเจ็บของตนไว้ไม่ได้ ต้องกลับไปผักผ่อนแล้ว
ลู่เซิ่งไม่มีโอกาสพูดมาโดยตลอด เห็นกลุ่มคนห้อมล้อมเฒ่าหวังจากไปอย่างรวดเร็ว ผู้อาวุโสโอวหยางผู้นั้นรั้งอยู่กับคนส่วนหนึ่ง
คนที่รั้งอยู่เหล่านี้ต่างก็ลอบพิจารณาเขาเหมือนจ้าวเซินกับเฒ่าเซี่ยว
“น้องลู่มิสู้พวกเราเข้าไปนั่งคุยกันในห้อง ดีหรือไม่” เฒ่าเซี่ยวเสนอ
“ได้” ลู่เซิ่งค่อยโล่งอก
เขาไม่กลัวล่วงเกินใคร แต่สิ่งที่เขากลัวคือพลาดทำร้ายตาเฒ่าที่ไม่มีความแค้นตาย แบบนี้จะผูกความแค้นกับพรรควาฬแดงมากเกินไป
เฒ่าเซี่ยวเห็นลู่เซิ่งตอบรับก็ไปเชิญสตรีวัยกลางคนผู้นั้น หลังได้รับอนุญาต ก็นำคนทั้งสองเข้าไปในห้องพร้อมกัน มีแค่คนสามคนเข้าไป อย่างจ้าวเซิ่นไม่มีคุณสมบัติอยู่ฟังด้านข้าง
ทั้งสามคนเข้าไปในห้อง ผู้อาวุโสโอวหยางกับลู่เซิ่งแยกกันนั่งลง เฒ่าเซี่ยวยืนฟังอยู่ด้านข้าง
โอวหยางหนิงจื่อมองดูยังสาว อายุประมาณสามสิบปี แต่ความจริงเป็นคนอายุห้าสิบกว่าปีแล้ว สองขาเรียวยาวที่เต่งตึงของนางไขว้กันวางเอียงน้อยๆ ทรวงอกอวบอิ่ม ขณะนั่งบนเก้าอี้ องค์เอวยืดตรง ร่างบางสูงชะลูด รูปโฉมหมดจด มีลักษณะสง่าผ่าเผย
“พวกเราได้เห็นความสามารถของน้องลู่แล้ว ไม่ธรรมดาจริงๆ ตำแหน่งที่เหมาะกับเจ้ามากที่สุดในพรรคสมควรเป็นตำแหน่งผู้จัดการภารกิจภายนอก แต่ว่าตำแหน่งนี้พวกเราไม่มีคุณสมบัติแต่งตั้งถอดถอน ได้แต่รายงานประมุขพรรค รอหลังจากผู้อาวุโสทุกคนปรึกษากันจึงค่อยกำหนด”
“ไม่เป็นไร” ลู่เซิ่งยิ้มๆ “เป้าหมายที่ข้าเข้าร่วมพรรควาฬแดงก็คือต้องการร่ำเรียนแลกเปลี่ยนวรยุทธ์ที่แข็งแกร่งกว่า ตำแหน่งอันใดไม่มีความสนใจ”
“วรยุทธ์ที่แข็งแกร่งกว่า ที่แดนเหนือ พรรคของเรางอนิ้วก็นับได้ในด้านนี้ ประมุขพรรคถูกเรียกว่าผู้มีวิชากระบี่อันดับหนึ่งแห่งแดนเหนือ ถ้าหากจะหาวรยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุด พรรควาฬแดงของเรายอมรับโดยไม่ลังเล ต่อให้เป็นจวนขุนนางที่ว่าการก็สู้พวกเราไม่ได้” โอวหยางหนิงจื่อกล่าวด้วยรอยยิ้ม
เฒ่าเซี่ยวอธิบายเพิ่ม
“ชื่อเสียงของท่านผู้เฒ่าประมุขพรรค นำออกไปในแดนเหนือล้วนงอนิ้วนับได้ แม้แต่ผู้บัญชาการใหญ่ ผู้บังคับการทหารของเมืองเลียบคีรี ต่อหน้าประมุขพรรคของพวกเราก็ได้แต่เรียกตัวเองว่าผู้เยาว์”
“อ้อ” ลู่เซิ่งกลับประหลาดใจบ้างแล้ว จวนขุนนางที่ว่าการแม้ไม่มีประโยชน์อะไร แต่อย่างไรก็ก่อตั้งบนโลกนี้มานาน ต้องมีจุดที่เหนือธรรมดา หัวหน้าพรรคคนหนึ่งสามารถนั่งเสมอกับผู้นำจวนขุนนางได้ นี่แสดงให้เห็นกรายๆ ว่า พื้นเพพรรควาฬแดงไม่ได้เรียบง่ายเหมือนในจินตนาการ
“ตอนนี้ภูตผีอาละวาด สถานที่ไม่น้อยคนอยู่ไม่ได้ ผู้อาวุโสจำนวนมากในพรรคเราออกไปด้านนอกช่วยเหลือจวนขุนนางจัดการเรื่องยุ่งยากในแต่ละพื้นที่ บางทีตำแหน่งผู้จัดการภารกิจภายนอกยังต้องรออีกสักพักถึงจะสั่งการลงมาได้ ข้าจะเลื่อนตำแหน่งของน้องลู่ถึงตำแหน่งเก้ามัจฉาก่อน น้องลู่โปรดให้อภัย” โอวหยางหนิงจื่อกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ไม่เป็นไร ประโยชน์ที่ควรได้อย่าให้ขาดก็พอแล้ว” ลู่เซิ่งยิ้ม ถามอีก “ไม่ทราบว่าความร่วมมือแบบไหนถึงจะเข้าสู่ศาลาประกาศยุทธของพรรคได้”
“ศาลาประกาศยุทธมีวรยุทธ์ทั่วไปที่เปิดเผยส่วนหนึ่ง ห้ามัจฉาขึ้นไปเข้าร่วมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ส่วนตำแหน่งเก้ามัจฉาสามารถเข้าร่วมวรยุทธ์ระดับสำนึกปลอดโปร่งได้ วรยุทธ์ทั้งหมดที่ฝึกถึงขอบเขตพลังปลอดโปร่ง ไม่ว่าวิชากำลังภายนอก กำลังภายใน ล้วนไม่มีค่าใช้จ่าย” โอวหยางหนิงจื่อตอบอย่างจริงจัง
“ระดับพลังปลอดโปร่งเข้าร่วมได้หมดเลยหรือ” ลู่เซิ่งตาเป็นประกาย
ระดับพลังปลอดโปร่งเป็นระดับวิชาดาบพยัคฆ์ดำที่เขาเรียน ในความจริงเมื่อฝึกฝนดาบพยัคฆ์ดำโดยยึดตามคัมภีร์ลับ อย่างมากสุดถึงแค่พลังปลอดโปร่ง สำนึกปลอดโปร่งของเขาในภายหลังอาศัยความเข้าใจของตัวเอง
ลู่เซิ่งเป็นเช่นนี้ หลังจากจางสวินชี้แนะหลายประโยคก็บรรลุเอง
ซึ่งความจริงแล้วเหนือกว่าพลังปลอดโปร่งยังมีคัมภีร์ลับสำนึกปลอดโปร่ง นั่นเป็นคัมภีร์ลับที่ให้ขั้นตอนอันราบรื่นเป็นขั้นเป็นตอนว่าไปถึงสำนึกปลอดโปร่งได้อย่างไร ล้ำค่ามากกว่า
“ส่วนระดับที่สูงกว่า รวมถึงการเชิญยอดฝีมือในพรรคมาสอน จำเป็นต้องใช้ความช่วยเหลือต่อพรรคแล้ว” โอวหยางหนิงจื่อยิ้มเอ่ย
ภายหลังนางกับเฒ่าเซี่ยวบอกเล่าความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับพรรควาฬแดงส่วนหนึ่งแก่ลู่เซิ่ง
อย่างเช่นสัญลักษณ์และอาภรณ์ของสมาชิกพรรค พลพรรคทั่วไปถึงระดับรองหัวหน้าหรือหัวหน้าใหญ่ ล้วนใช้จำนวนปลาบนอาภรณ์แบ่งระดับ จากหนึ่งถึงเก้า สูงสุดคือเก้ามัจฉา
จากนั้นเป็นสัญลักษณ์วาฬขาว นี่เป็นผู้อาวุโสกับผู้จัดการภารกิจภายนอกและภายในใช้ เหนือขึ้นไปอีกคือสัญลักษณ์วาฬขาวคู่ นี่เป็นสัญลักษณ์ที่รองประมุขพรรคถึงจะมีได้
สุดท้ายคือวาฬแดง เป็นตัวแทนประมุขพรรค
หลังจบการสนทนากัน ก็เป็นเวลาเย็นแล้ว โอวหยางหนิงจื่อจึงบอกลาก่อน
เฒ่าเซี่ยวกับจ้าวเซินเชิญลู่เซิ่งไปเหลาสุราด้านนอก จัดงานเลี้ยงสุรา นับว่าแสดงความยินดีที่เขาเข้าร่วมพรรค
หลังจากดื่มกินอย่างเบิกบาน เฒ่าเซี่ยวนั่งบนที่นั่ง ถอนใจคำหนึ่ง
“กล่าวตามจริง วิถีโลกนี้ลำบาก แต่ละที่อันตราย พรรคพวกเราเองก็มีอัตราบาดเจ็บล้มตายสูงยิ่ง ดังนั้นจึงมีความต้องการยอดฝีมือมาก”
“อัตราบาดเจ็บล้มตายสูงยิ่งหรือ ท่านพี่ผู้เฒ่าเซี่ยวหมายความว่าอย่างไร” ลู่เซิ่งถามอย่างสงสัย ถึงเขาจะมีการคาดเดาส่วนหนึ่งในใจ แต่ไม่ได้บอกกล่าวออกไป
เฒ่าเซี่ยวยิ้มเฝื่อน “น้องลู่อาจไม่ทราบ เมืองเลียบคีรีแห่งนี้มองไปสงบหรูหรา แต่เบื้องหลังทุกวันต่างมีวิกฤติการณ์อันตรายที่ถูกกำจัดในความมืด พวกเราพรรควาฬแดงเป็นสมาชิกในการจัดการเรื่องเหล่านี้ หรือบอกว่าเป็นด่านหน้า
“ไม่อย่างนั้นเจ้าคิดว่าราชสำนัก เหตุใดจึงอนุญาตให้พรรคจำนวนมากอย่างพวกเราดำรงอยู่เล่า”
ลู่เซิ่งหยีตา ประหลาดใจกับความตรงไปตรงมาของอีกฝ่ายอยู่บ้าง
“อันตรายหรือ ไม่ทราบเมืองเลียบคีรีแห่งนี้ จะมีอันตรายอะไรได้”
จ้าวเซินที่อยู่ด้านข้างอดกลั้นไม่ไหว สอดปากว่า “น้องลู่ ข้าขออาจเอื้อมเรียกเจ้าว่าน้องชาย คงไม่ถือสากระมัง”
“เหตุใดจะไม่ได้เล่า” ลู่เซิ่งหัวเราะพร้อมโบกมือ
จ้าวเซิ่นกล่าวต่อด้วยใบหน้าขื่นขม “ท่านไม่ทราบว่าโลกนี้อันตราย คนที่เข้าร่วมพรรคเราผ่านมือข้าทุกวัน มีสิบกว่าคน หนึ่งวันสิบกว่าคน หนึ่งปีสามร้อยกว่าวัน นั่นก็คือสามสี่พันคน! คนจำนวนมากขนาดนี้ ผ่านไปหลายปีขนาดนี้ เหตุใดในพรรคเราจึงมีแค่ไม่กี่หมื่นคน
“คนที่เหลือไปไหนแล้ว ยังมิใช่ที่ตายก็ตายไป ที่พิการก็พิการหรือ”
“สถานการณ์ที่จ้าวเซินเล่า พรรควาฬแดงของเรานับว่าไม่เลวแล้ว อย่างน้อยทำงานไม่ได้ ก็ได้เงินส่วนหนึ่ง พรรคที่เหลือจึงเรียกว่าน่าอนาถกว่า…” เฒ่าเซี่ยวถอนใจกล่าว
แสงตะเกียงในห้องวูบวาบ ทั้งสามคนไม่พูดอะไรชั่วขณะ
ลู่เซิ่งเงียบงันไปครู่หนึ่ง จึงค่อยๆ เอ่ยถาม “ไม่ทราบเรื่องอันตรายที่ว่าหมายถึงอะไร…”
“ไม่ใช่ข้อห้าม” เฒ่าเซี่ยวโบกมือ “เรื่องที่พวกเราจัดการหลักๆ เป็นภัยพิบัติของมนุษย์ จับผู้ร้าย พวกสังหารคนวางเพลิง ฉกชิง ข่มขืน ชิงอาณาเขต ชิงทรัพยากร งัดข้อกับคู่ต่อสู้ เหล่านี้ล้วนนับเป็นภัยพิบัติจากคน
แต่บางครั้งพวกเราก็เจอกับภัยมืด เป็นเรื่องแปลกประหลาดน่าอัศจรรย์ส่วนหนึ่ง เหมือนกับบุตรีคนรองในบ้านขุนนางหวังหยวนเว่ย อยู่ๆ ก็หายไปกลางดึก รอจนเจอคน ก็ไปนอนอยู่ใต้ต้นหลิวต้นหนึ่งริมแม่น้ำไม้สนแล้ว ขนดำงอกเต็มตัว เรื่องนี้ถ้าข้าไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง ตัวเองพูดยังไม่กล้าเชื่อ”
“เรื่องนี้… เป็นเรื่องจริงหรือ” จ้าวเซินก็ประหลาดใจเช่นกัน
“เป็นเรื่องจริง พันจริงหมื่นแท้ ข้าเห็นเด็กสาวคนนั้นด้วยตาตัวเอง เพิ่งอายุได้สิบเอ็ดสิบสองปี ขนงอกทั่วตัว แม้แต่เสื้อผ้าก็คลุมไม่มิด ภายหลังขุนนางหวังหยวนเว่ย มาเสาะหาพรรคพวกเรา ยังเป็นใต้เท้าหลี่ผู้จัดการภารกิจภายในสังหารเด็กสาวคนนั้นด้วยตัวเอง ว่ากันว่าตอนลงมือในคืนนั้น ลานทั้งลานโกลาหลวุ่นวายไปหมด” เฒ่าเซี่ยวรำพึง
“ภัยมืด… เรื่องแบบนี้มีมากหรือ” ลู่เซิ่งหยีตา เข้าใจว่านี่เป็นคำเรียกเรื่องราวลี้ลับเหนือธรรมชาติของพรรควาฬแดง
“ไม่มาก แต่สองสามเดือนครั้งหนึ่ง บางครั้งความถี่ก็ไม่น้อย โดยพื้นฐานถ้าไม่สนใจมัน อีกไม่นานก็จะหายไปเอง บางครั้งต่อให้ไม่หาย ก็ไม่ขยายอาณาเขต เพียงอยู่ในสถานที่เล็กๆ แห่งเดิม ขอแค่หลบเลี่ยงที่นั่นก็ปลอดภัยแล้ว” เฒ่าเซี่ยวอธิบาย
ลู่เซิ่งพยักหน้า เข้าใจแล้วว่าคนธรรมดาจัดการเรื่องลี้ลับเหล่านั้นอย่างไร
“จะว่าไป ช่วงนี้แถวๆ นี้ก็เกิดเรื่องประหลาดเรื่องหนึ่ง น้องลู่ไม่ทราบเคยได้ยินหรือไม่” จ้าวเซินเอ่ยแทรก
“เรื่องประหลาดอันใด” ลู่เซิ่งถาม
จ้าวเซินขมวดคิ้ว กล่าวเสียงทุ้มต่ำ “ก่อนหน้านี้ นักศึกษาที่อยู่ละแวกนี้คนหนึ่ง ชื่อหวังจื่อเฉวียนอันใด ว่ากันว่าไปเรือสำราญลำหนึ่งตอนดึกดื่นอย่างผิดวิสัย แล้วไม่ได้กลับมาอีก ก่อนหน้านี้ไม่นานถือว่าดังมาก”
“เรื่องนี้ข้าก็ได้ยินมา ข้ายังถามเบื้องบนว่าจะจัดการหรือไม่ อย่างไรความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นก็มากเกินไป เบื้องบนตอบว่าเรื่องนี้ไม่ต้องสนใจ ผ่านไปสักระยะก็จะหยุดเอง” เฒ่าเซี่ยวพูดต่อ
ลู่เซิ่งหยีตา ในใจเกิดความเข้าใจคร่าวๆ แล้ว
………………………………………….
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น